คลังเก็บป้ายกำกับ: FACEBOOK

วิทวัส กาญจนฉัตร: จากชีวิตเด็กติดเกม สู่การเป็นวิศวกรเฟซบุ๊ก

ตอนนี้ประเด็นเรื่อง “เด็กติดเกม” กำลังร้อนแรง แน่นอนว่าการติดเกมไม่ได้มีแต่ด้านลบเพียงอย่างเดียว แต่ในทางกลับกัน เกมก็เป็นแรงบันดาลใจของใครหลายคนจนอาจส่งผลต่อชีวิตในระยะยาว

Blognone เคยสัมภาษณ์คุณวิทวัส กาญจนฉัตร ตอนนั้นทำงานอยู่กับบริษัท Turn ปัจจุบันย้ายมาทำงานกับ Facebook เป็นวิศวกรคนไทยที่สำนักงานใหญ่ของ Facebook ในแคลิฟอร์เนีย คุณวิทวัสเขียนเล่าชีวิตตัวเองว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ก็เคยมีชีวิตเป็นเด็กติดเกมมาก่อนเช่นกัน

No Description

เนื่องในโอกาสครบรอบ 1 ปีที่ได้ทำงานที่ Facebook ในฐานะ Software Engineer (หรือที่คนไทยเรียกว่าโปรแกรมเมอร์) เลยคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะเขียนสรุปเรื่องราวที่ผ่านมา แต่รู้สึกว่ามีสิ่งที่อยากเขียนมากกว่าคือเรื่องเกี่ยวกับเกม เพราะจู่ๆ ที่เมืองไทยก็มีดราม่าเรื่องเกม เลยอยากบอกว่าเพราะติดเกมเนี่ยแหละครับ ผมเลยมีทุกวันนี้ได้

และเห็นว่าช่วงนี้เมืองไทยกำลังขาดแคลนโปรแกรมเมอร์ในยุคไทยแลนด์ ๔.๐ เลยอยากลองสรุปว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่น่าจะสร้างโปรแกรมเมอร์ขึ้นมาได้ เผื่อจะช่วยใครที่กำลังตัดสินใจมาทางนี้หรือชอบทางนี้อยู่แล้ว แต่อยากลองหาทางพัฒนาตัวเองครับ

ผมคิดว่าทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการเป็นโปรแกรมเมอร์มาจาก (1) ความอยากสร้างสิ่งของด้วยตัวเอง และ (2) ภาษาอังกฤษ ผมได้ทักษะทั้งสองอย่างจากการที่ผมชอบเล่นเกมตั้งแต่เด็ก เนื่องจากที่โรงเรียนให้เรียนวิชาคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ ป. 1 (สมัยที่ยังใช้ floppy disc 5.25”) ที่สอนให้เล่นเกมประเภท CAI (Computer Aided Instruction) เช่น Mario Typing, Super Solvers Treasure Mountain, Cove และเกมอื่นที่จำชื่อไม่ได้ (แต่จำชื่อ Command line เข้าเกมได้: rr1 rr2 sst ssr ssb)

ตอนนั้นเหตุผลที่ชอบคอมพิวเตอร์คือ หน้าจอมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและตอบสนองกับการกระทำของเราแบบทันที (มี interaction) ผมรู้สึกว่ามันว้าวมากๆ และทำให้ผมชอบวิชาคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ตอนนั้น

ผมเลยมีความฝันอยากเป็นโปรแกรมเมอร์ตั้งแต่ตอนนั้น เพราะชอบอยู่กับคอมพิวเตอร์


(1) ความอยากสร้างสิ่งของด้วยตัวเอง

ที่บ้านมีเครื่องคอมพิวเตอร์ (Compaq Presario 7152 ที่มากับ Pentium 75MHz) เนื่องจากแม่มีวิสัยทัศน์อันยาวไกลที่อยากให้กิจการมีคอมพิวเตอร์ใช้ เป็นการเปิดโอกาสให้ผมหัดเขียนโปรแกรมตั้งแต่สมัยที่ผมยังเกรียนๆ โดยเริ่มจาก MS QBasic ที่แถมมาในเครื่อง โดยศึกษาคำสั่งเขียนโปรแกรมจาก Help files หลังจากนั้นก็หัดเขียนเว็บ HTML แบบง่ายๆ โดยอ่านหนังสือในห้องสมุด

พอได้คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ที่แรงขึ้น (Pentium 4) ก็หัดเขียนโปรแกรมบนวินโดวส์โดยใช้ Delphi 4 โดยศึกษาจากหนังสือที่ซื้อมา รวมถึงนิตยสารคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย (สมัยนั้นอ่านนิตยสาร Computer Today, Microcomputer) ลองเขียนโปรแกรมแก้คะแนน Minesweeper, โปรแกรมรวม Shortcut แทนหน้าจอ Desktop ให้ที่บ้าน รวมถึงรับงานโปรแกรมแปลภาษาศัพท์การบิน จนสุดท้ายก็ได้สร้างสิ่งที่ออกสู่สายตาคนมากที่สุดตอนนั้น คือซีดีอนุสรณ์ของโรงเรียน

No Description

แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ได้เขียนสิ่งที่ซับซ้อนมากขึ้น คือการรู้จักตู้เกม Ez2Dj เพราะชอบไปเล่นเกมกับเพื่อนๆ ที่มาบุญครอง นอกจากสนุกกับเกมแล้ว ยังได้สังคมใหม่ๆ นอกโรงเรียนด้วย ตอนนั้นรู้จักเพื่อนจากเว็บ Jammania ที่มีแต่เด็กติดเกม แล้วก็ดันได้ไปออกงานเปิดตัว O2Jam ในเมืองไทยอีกด้วย

ตอนนั้นรู้สึกว่าโคตรว้าวจากกราฟฟิกของ Ez2Dj มันล้ำสมัยสุดๆ พร้อมทั้งเกมเพลย์อันสุดคูล เลยเป็นแรงบันดาลใจให้อยากสร้าง “เวอร์ชั่นของตัวเอง” ขึ้นมา (สร้างของก๊อปนั่นเอง) โดยเริ่มศึกษาว่าเขียนเกมด้วย DirectX ยังไง โดยอ่านจาก API help files พร้อมทั้งทำความรู้จักแนวคิด Screen buffering (เป็นหลักพื้นฐานการวาดภาพเคลื่อนไหวในเกม), การคำนวณภาพโปร่งใสจากค่า Alpha ในแต่ละพิกเซล เพราะอยากทำเอฟเฟกต์โน้ตระเบิดแบบอลังการ (Technical note: สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ใช้เพราะการคำนวณเอาเองแล้วใช้ DirectDraw วาด มันช้าเกินไปและทำให้เฟรมเรตตก เราควรใช้ Direct3D ซึ่งใช้การ์ดจอช่วยคำนวณตรงนี้ให้ดีกว่า) การใช้สมการเส้นตรงเพื่อคำนวณว่าถ้าจะวาดโน้ตให้ตกลงบนเส้นโดยที่เราสามารถปรับความเร็วโน้ตได้ระหว่างเล่นเกมแบบเนียนๆ ต้องทำอย่างไร และการอ่านสเป็กของไฟล์โน้ตเพลง (BMS) เพื่อให้เข้ากันได้กับไฟล์เพลงที่มีอยู่แล้วในอินเทอร์เน็ต

หลังจากเขียนเกมนี้จนเล่นได้และเริ่มขี้เกียจทำต่อแล้ว (พอใจแล้ว) ทำให้ผมเรียนรู้ว่า หนึ่งในการเรียนรู้ที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งคือการ “สร้างของก๊อปปี้” เพราะมันเป็นการกำหนดเป้าหมายของเราที่ชัดเจนที่สุด และทำให้เรารู้ว่าเราจะประสบความสำเร็จและภาคภูมิใจกับมันได้เมื่อไหร่ นอกจากนั้น สิ่งที่เราก๊อปปี้ควรเป็นสิ่งที่เรารักที่จะคลุกคลีกับมันทุกวัน นั่นก็คือเกมนั่นเอง (หลักการก๊อปปี้ ก็เป็นสิ่งที่จะทำให้การเรียนภาษาประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน)

No Description

เกม DjMAH ที่เขียนส่งเป็นโปรเจกต์วิชา Programming Methodology ตอนเรียนวิศวะคอมปีสอง

(2) ภาษาอังกฤษ

ตอนเด็กๆ นอกจากเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนแล้ว การเล่นเกมก็เป็นการนำภาษาไปใช้ในชีวิตจริง ตอนนั้นติดเกมผจญภัยเก็บคำศัพท์เพื่อผ่านด่าน (เช่น Super Solvers Treasure Mountain) ทำให้เราได้ใช้ภาษาอังกฤษโดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระเลย (ใครมีลูกโตพอแล้วควรให้หัดเล่นเกมประเภทนี้)

แต่เกมที่คิดว่าพัฒนาภาษาอังกฤษให้มากที่สุดคือเกม Diablo II เพราะอุตส่าห์ซื้อมาแล้วต้องเล่นให้รู้เรื่อง เพื่อที่จะได้เคลียร์เกมแบบไม่ต้องพึ่งบทสรุป เกมนี้เป็นเกมที่มีเสียงพูดในทุกบทสนทนา ทำให้ได้ฝึกฟังไปในตัว นอกจากนี้ยังเล่นเกม StarCraft ที่ช่วยให้ฝึกเขียนโค้ดจากการสร้าง Custom map (ด่านที่สร้างเองนอกจากเนื้อเรื่องของเกม) รวมถึงเกม Resident Evil (ที่เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างเกมกระดาษให้เพื่อนๆ เล่น) เกม Gex และเกม Final Fantasy VII (เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ) ที่บังคับให้อ่านเนื้อเรื่อง หรือถ้าขี้เกียจอ่าน อย่างน้อยเราก็ต้องอ่านภารกิจของเกม ซึ่งเป็นข้อความสั้นๆ ที่อ่านง่าย

สรุปคือนอกจากอ่าน Help files ภาษาอังกฤษเพื่อเขียนโปรแกรมแล้ว การอ่านและฟังจากเกมก็ช่วยได้มากเช่นกัน

สรุป

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผมได้มาทำงานที่ Silicon Valley ในประเทศอเมริกานี้ นอกจากการสนับสนุนที่ดีจากครอบครัว และทักษะที่จำเป็นในการเป็นโปรแกรมเมอร์ที่มาจากความอยากสร้างสิ่งของด้วยตัวเอง และภาษาอังกฤษแล้ว คือความพร้อมในการสัมภาษณ์งาน ความพร้อมนี้ก็มาจากการตกสัมภาษณ์หลายที่แหละ (ใจนิ่งพอ หลังจากโดนหักอก และไม่ลกเวลาสัมภาษณ์)

แต่มีครั้งหนึ่งที่ถูกถามให้เราออกแบบระบบของเกม (การออกแบบเกม เป็นลักษณะของปัญหาที่ซับซ้อน มันทำให้เราสามารถแก้ปัญหาการออกแบบระบบใหญ่ๆ ได้ด้วยเช่นกัน) ทำให้ผมนึกถึงเกม DJ เวอร์ชั่นที่ผมเคยสร้างไว้ ผมเลยเอาตรงนั้นมาตอบได้อย่างสบายๆ

เมื่อสัมภาษณ์จบทำให้บรรลุสัจธรรมว่า สิ่งที่เราทำที่ผ่านมา ไม่มีอะไรที่ไร้สาระหรอก เพราะเราไม่มีทางรู้ว่ามันจะมีสาระในอนาคตเมื่อไหร่ แล้วเราจะใช้ประโยชน์จากมันได้ตอนไหน เพราะฉะนั้น ถ้าอยากเล่นเกมก็เล่นไปเถอะครับ ขอแค่รู้จักแบ่งเวลา ไม่ทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน และไม่ทำให้เสียการเรียน (สมัยนั้นถูกบังคับให้เล่นวันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง)

นี่โตป่านนี้แล้วก็ยังเล่น DotA อยู่เลย เพราะนอกจากความสนุกแล้ว ยังเป็นการสร้างมิตรภาพระหว่างชายชาตรีด้วย

No Description

ภาพประกอบ: แฉ! เปิดบ้านวิศวกรหนุ่มใน Silicon Valley มั่วสุมเล่น DotA ทั้งวัน

อย่างน้อยผมก็ดีใจมากที่เห็นความก้าวหน้าทางด้านเกมมากขึ้นเรื่อยๆ ในเมืองไทย ผมเห็นผู้ใหญ่ Gen-X ใจดีหลายคน รวมถึงชาว Gen-Y อย่างพวกเรา ช่วยกันสนับสนุนทั้งแรงกายและเงินในเรื่องเกม แล้วยังมีการแข่งขัน E-sports อีก ทำให้ผมรู้สึกว่าตอนนี้ความหวังของประเทศเราคงต้องพึ่งผู้ใหญ่ใจดีมีวิสัยทัศน์ไกลและพวกเราชาวเกมเมอร์ครับ

ตราบใดที่เมืองไทยยังมีคนที่เห็นภาพแต่ในแง่ลบของเกม พวกเรายังคงต้องพยายามกันต่อไป ผมคิดว่าคนเหล่านั้นคงได้แต่ข้อมูลในแง่ลบจึงเห็นเกมเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าเราสามารถให้ข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้องแก่พวกเขาได้ พวกเขาก็คงจะได้เห็นประโยชน์ของเกมมากขึ้น และยอมรับมันในที่สุดครับ

สุดท้ายนี้ การที่ผมมีชีวิตในวันนี้ได้ ผมคิดว่ามันเหมือนกับการต่อจุด (Connect the dots) จากสิ่งที่เราทำมาในอดีต ซึ่งการที่ผมติดเกม และเคยเขียนเกมมาก่อน ก็เป็นจุดๆ หนึ่งที่ผมเอามาเชื่อมต่อจนถึงปัจจุบัน
อย่างที่สตีฟ จอบส์ เคยกล่าวไว้ว่า:

You can’t connect the dots looking forward; you can only connect them looking backwards. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future. You have to trust in something — your gut, destiny, life, karma, whatever.

from:https://www.blognone.com/node/90288

Advertisements

Facebook ให้ส่งเงินผ่านแอป Messenger ได้แล้วด้วยบริการของ TransferWise

TransferWise บริการโอนเงินข้ามประเทศ ได้เปิดบริการใหม่ให้ผู้ใช้สามารถโอนเงินข้ามประเทศได้ผ่านแอป Messenger ของ Facebook และทำให้ตลาดการแข่งขันบริการการเงินอิเล็กทรอนิกส์ร้อนขึ้นในทันที

TransferWise สตาร์ทอัพจากอังกฤษ ประกาศว่าได้พัฒนา “chatbot” หรือโปรแกรมอัตโนมัติบน Facebook Messenger ที่ช่วยพูดคุยติดต่อสื่อสารกับคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถดูแลเรื่องการซื้อขายออนไลน์ได้

chatbot ของ TransferWise สามารถให้ลูกค้า ส่งเงินถึงเพื่อนหรือครอบครัวจาก อเมริกา, สหราชอาณาจักร, แคนาดา, ออสเตรเลีย และยุโรป ผ่านทาง Facebook Messenger และหากอัตราแลกเปลี่ยนมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ระบบยังสามารถแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้ได้ด้วย


ภาพจาก TransferWise

TransferWise รายแรกโอนข้ามประเทศบน Messenger

ก่อนหน้านี้ Facebook ให้ผู้ใช้โอนเงินหากันได้ภายในอเมริกาผ่านทางแอป Messenger นี้ แต่ยังไม่เปิดให้บริการข้ามประเทศ ดังนั้น TransferWise ถือเป็นบริการแรกที่สามารถโอนเงินข้ามประเทศได้ผ่าน Messenger

สำหรับ Chatbot กลายเป็นเทคโนโลยีสุดฮอตสำหรับองค์กรต่างๆ ในช่วงปีที่ผ่านมา เพราะถือเป็นการนำระบบ AI มาใช้งาน ทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัว สามารถโต้ตอบกับลูกค้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะธนาคาร ซึ่งเชื่อว่า Chatbot จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการให้บริการลูกค้าลงได้

TransferWise เป็นสตาร์ทอัพ FinTech ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2011 จากเพื่อนชาวแอสโตเนียที่หัวเสียกับค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามประเทศของธนาคารที่เขามองว่าสูงเกินไป ปัจจุบัน TransferWise มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ไปแล้ว ได้รับการระดมทุนจาก VC จาก Silicon Valley หลายราย มีลูกค้ามากกว่า 50 ประเทศ และเม็ดเงินกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ไหลผ่านทุกเดือน

พร้อมชนบริการชำระเงินอื่นๆ แข่งขันเดือดแน่

ปัจจุบัน TransferWise ให้บริการบน Facebook Messenger แต่ก็สามารถปรับไปใช้กับแอปแชทอื่นๆ ในหลายๆ ประเทศได้เช่นกัน แต่การเปิดตัวของ TransferWise ถือเป็นคู่แข่งกับผู้ให้บริการชำระเงินอื่นๆ เช่น Venmo บริการจาก PayPal ที่ให้บริการจ่ายเงินผ่านแอป Slack

อย่างไรก็ตาม WeChat แอปแชทในจีนของ Tencent เป็นผู้ริเร่มนำบริการจ่ายเงินมาไว้กับแอปแชทก่อน และดูเหมือนว่า Facebook ได้ทำแบบเดียวกันใน Messenger โดยมีเป้าหมายที่อยากจะเปลี่ยนให้แอปแชท กลายเป็นแพลตฟอร์มทางการค้าที่สามารถซื้อขายกันได้ทันที

แต่การใช้แอปแชทเพื่อจ่ายหรือโอนเงินได้โดยตรงนี้ มีสถาบันการเงินหลายแห่งยังเป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่องข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินของลูกค้าที่อาจถูกบันทึกไว้

สรุป

ในจีน WeChat ของ Tencent รวมถึง Alibaba ก็พยายามผนวกบริการจ่ายเงินไปอยู่บนแอปแชทโดยตรง โดยใช้ Chatbot เข้ามาช่วย ในไทยเอง LINE ก็ทำอยู่เช่นกัน นี่คือแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพื่อให้ผู้ใช้ไม่ต้องเข้าๆ ออกๆ หลายแอป หลายโปรแกรม ถ้าสามารถแชทกับร้านค้าแล้ว ก็ต้องสามารถกดจ่ายเงินได้ทันที แต่เรื่องข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลการเงิน ก็ยังเป็นสิ่งที่น่ากังวล

ที่มา: Reuters, Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/facebook-money-transfer-messenger-transferwise/

ก่อนจะใช้ Social Media ทำตลาด ลองมาศึกษาแนวทาง 3 เรื่องเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จกัน

Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram หรือ Line ต่างเป็นช่องทางในการทำตลาดที่สำคัญ แต่ถ้าจะใช้ช่องทางนี้ การคิดแบบเก่าคงไม่ได้ ดังนั้นลองมาศึกษา 3 กลยุทธ์หลักในการสร้างความสำเร็จผ่านช่องทางนี้กันดีกว่า


ภาพ pixabay.com

ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน

อย่างที่ “กีกี้ – ศักดิ์ นานา” บอกไว้ว่า เป้าหมายมีไว้พุ่งชน ดังนั้นการกำหนดเป้าหมายให้ได้ก่อน ถึงจะเจอความสำเร็จได้ ซึ่งเป้าหมายของการทำการตลาดผ่าน Social Media ก็คงไม่พ้นยอด Follower ที่เพิ่มขึ้น พร้อมสร้างความน่าสนใจให้กับสินค้า หรือบริการ ซึ่งจริงๆ ทั้งหมดนี้สามารถทำได้พร้อมๆ กัน เช่นการเพิ่มยอด Follower พร้อมดึงคนเหล่านั้นเข้าเว็บไซต์ได้อีกด้วย

แต่ทั้งหมดนี้อยู่ที่ว่าทำการตลาดอยู่บน Social Media แพลตฟอร์มใด และจะใช้เนื้อหาแบบไหนในการชักจูงใจผู้ใช้เหล่านั้นแบบไหน ที่สำคัญต้องอย่าลืมที่จะตรวจสอบผลลัพธ์เหล่านี้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องวางแผนไว้ตั้งแต่แรก ไม่ใช่การทำตลาดแล้วค่อยมาหาวิธีวัดผล เพราะไม่น่าใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก

กำหนดระยะเวลาให้แน่นอน

หลังจากกำหนดเป้าหมาย และตอบเรื่องแพลตฟอร์มของตนเองได้แล้ว การกำหนดระยะเวลาให้แน่นอนก็เป็นอีกเรื่องที่จำเป็นในการทำการตลาดบน Social Media เพราะแต่ละช่วงเวลาผู้ใช้ก็มีความรู้สึกต่างกัน เช่นหากเป็นช่วงหยุดยาว การใช้ก็อาจเพื่อความบันเทิง แต่ถ้าวันธรรมดาอาจใช้เพื่อติดตามข่าวสารต่างๆ

ในทางกลับกันการทำการตลาดบน Social Media ตามเทศกาลต่างๆ เช่น Valentine ที่ผ่านมาไม่นาน ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดอย่างรวดเร็วได้ แต่ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการทำตลาดก็ต้องมีความไวพอสมควร เพื่อเกาะกระแสตามไปให้ได้ และถ้าทำได้จริง โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในแผนการตลาดต่างๆ ก็มีสูงขึ้น

อย่าลืมคำนวนต้นทุนกับผลลัพธ์

อย่างไรก็ตาม การลงทุนทำตลาดไม่ว่าจะช่องทางปกติ หรือ Social Media ต่างต้องคำนวนต้นทุน กับผลัพธ์ที่เกิดขึ้นเสมอ เพื่อวัดผลว่าการตลงทุนเหล่านั้นคุ้มค่าหรือไม่กับผลลัพธ์ที่ได้มาก ซึ่งปัจจุบันก็มีเครื่องมือจำนวนมากให้เลือกใช้ และหากทราบว่าผลลัพธ์ที่ได้มาน่าจะไม่ดีแน่ การเปลี่ยนแปลงแผนก็น่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ก่อนที่จะสูญเสียเงินไปมากกว่านี้

อ้างอิง // 3 Strategies to Nail Before You Launch Your Social-Media Campaign

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/social-media-strategy/

Facebook มีแผนแสดงโฆษณาคั่นกลางวีดีโอ โดยจะแบ่งรายได้ให้สมาชิกที่ปล่อยวีดีโอด้วย

facebook-adver-video

Facebook เครือข่ายสังคมขนาดใหญ่ ปัจจุบันมียอดผู้ใช้งานทั่วโลกถึง 1.9 พันล้านคน และคอนเท้นต์วีดีโอที่มีการแชร์บน Facebook กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2016 มีผู้ชมวีดีโอบน Facebook ถึงวันละ 100 ล้านชั่วโมงโดยเฉลี่ย ทำให้ Mark Zuckerberg พิจารณาหารายได้จากวีดีโอเหล่านั้น ด้วยโฆษณาคั่นกลางวีดีโอ

โฆษณาจะเริ่มปรากฏขึ้นมา หลังจากวีดีโอเริ่มเล่นไปแล้วประมาณ 20 วินาที สำหรับโฆษณาทาง Facebook จะเป็นผู้จัดหา และสมาชิกที่เผยแพร่วีดีโอ จะได้รับส่วนแบ่ง 55% ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่ YouTube ดำเนินการอยู่

ทั้งนี้ วีดีโอที่จะสามารถหารายได้จากการโฆษณาได้ จะต้องมีความยาวของวีดีโออย่างน้อย 90 วินาที

ที่มา – Recode

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=174527

Zuckerberg เผยวิสัยทัศน์ระยะยาว ขั้นต่อไปของ Facebook คือสร้างสังคมระดับโลก

Mark Zuckerberg ประกาศวิสัยทัศน์ระยะยาวของ Facebook ว่าหลังจากเชื่อมต่อชุมชนขนาดเล็กได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการสร้างสังคมในระดับโลก (เขาใช้คำว่า global community) และจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่งเสริมเสรีภาพ-สันติภาพ แก้ปัญหาความยากจน พัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ รวมถึงแก้ปัญหาการก่อการร้าย การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ รับมือกับโรคระบาด

วิสัยทัศน์ของ Mark Zuckerberg แบ่งออกเป็น 5 ข้อ ดังนี้

1) สร้างสังคมที่เห็นอกเห็นใจกัน (Supportive Communities)

Zuckerberg บอกว่าโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม คือ ชุมชนขนาดเล็กหรือชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอลงอย่างมากนับตั้งแต่ยุค 1970s เป็นต้นมา แต่ในทางกลับกัน ชุมชนออนไลน์กลับแข็งแกร่งขึ้น และเครื่องมืออย่าง Facebook Groups ก็ช่วยเชื่อมต่อคนที่มีความสนใจเหมือนกัน แม้อยู่กันคนละที่ เขายกตัวอย่างการใช้ Groups สำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคพบได้ยาก ให้เป็นกำลังใจระหว่างกันและกัน, กลุ่มพ่อผิวดำ (Black Fathers) มาแชร์ประสบการณ์การเลี้ยงลูกด้วยกัน, กลุ่มพ่อแม่ที่เพิ่งมีลูกคนแรก, กลุ่มช่วยเหลือผู้อพยพ เป็นต้น

ปัจจุบันมีผู้ใช้ Facebook ประมาณ 100 ล้านคนเป็นสมาชิกของ Groups ที่มีความหมาย (very meaningful groups) แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มเหล่านี้ ทำให้ Facebook จะปรับปรุงวิธีการแนะนำกลุ่มที่น่าจะตรงกับความสนใจของเรามากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างคนเหล่านี้ และจะปรับปรุงเครื่องมือการบริหารจัดการกลุ่มให้ดีขึ้น เพื่อให้ Groups มีความสามารถมากขึ้นในลักษณะเดียวกับ Pages

นอกจากนี้ Facebook ยังสนใจปรับปรุงเรื่องกลุ่มย่อย (sub-communities เช่น กลุ่มของห้องเรียนแต่ละห้อง ภายใต้สังคมโรงเรียนเดียวกัน) และการทำกิจกรรมร่วมกันภายในกลุ่มด้วย

No Description

2) สร้างสังคมที่ปลอดภัย (Safe Community)

Zuckerberg ให้นิยามของคำว่า safe ไว้ 3 ขั้นตอน ได้แก่การป้องกันอันตราย (prevent harm), ให้ความช่วยเหลือระหว่างวิกฤต (help during crisis) และการฟื้นฟูหลังวิกฤต (rebuild after crisis)

  • การป้องกันอันตราย ที่ผ่านมา Facebook พัฒนาระบบเตือนภัยถ้ามีคนจะฆ่าตัวตาย, ฟีเจอร์ตามหาเด็กหายร่วมกับ Amber Alerts
  • ให้ความช่วยเหลือระหว่างวิกฤต ฟีเจอร์ที่โดดเด่นคือ Safety Check ที่ให้ผู้ใช้ในพื้นที่ภัยพิบัติแจ้งว่าตนเองปลอดภัย และฟีเจอร์ค้นหาที่พัก-อาหาร ในพื้นที่ประสบภัย
  • การฟื้นฟูหลังวิกฤต ฟีเจอร์บริจาคเงินเพื่อฟื้นฟูภัยพิบัติ เช่น เหตุแผ่นดินไหวในเนปาล และการประกาศบริจาคเลือด-บริภาคอวัยวะ

แต่ Zuckerberg มองว่าระบบปัจจุบันยังดีไม่พอ ตอนนี้ Facebook ใช้ระบบรีวิวข้อความที่มีปัญหา (เช่น ข้อความกลั่นแกล้ง-ฆ่าตัวตาย-ก่อการร้าย) โดยมนุษย์ แต่เมื่อข้อความมีปริมาณมาก ก็ต้องพัฒนา AI มาช่วยให้เข้าใจว่าในแต่ละชุมชนกำลังเกิดอะไรขึ้น ปัจจุบัน Facebook มีระบบใช้ AI ตรวจสอบภาพหรือวิดีโอที่อาจมีปัญหา แต่ก็ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น คงต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะสมบูรณ์

No Description

3) สร้างสังคมที่รับรู้ข่าวสาร (Informed Community)

Zuckerberg พูดถึงปัญหาหลัก 2 ข้อคือ การไม่รับสารในมุมมองอื่น (filter bubbles) และปัญหาข่าวปลอม (fake news) เขายืนยันว่าต้องแก้ไขสองเรื่องนี้ แต่ก็ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย

  • ปัญหา filter bubbles เขาบอกว่าความเห็นในโซเชียลย่อมหลากหลายกว่าการเข้าถึงสื่อแบบดั้งเดิมอยู่แล้ว แต่ผู้รับสารก็ควรต้องรับรู้มุมมองต่อเรื่องนั้นให้รอบด้าน ซึ่ง Facebook จะพยายามนำเสนอข้อมูลข่าวสารในมุมมองต่างๆ (range of perspectives) ให้มากขึ้น
  • ปัญหาข่าวปลอม Facebook จะแก้ปัญหาข่าวปลอมแบบเดียวกับการแก้ปัญหาสแปม แต่เรื่องนี้ต้องระวัง เพราะเส้นแบ่งระหว่างข่าวปลอม ข่าวเสียดสี และความคิดเห็น นั้นบางมาก ทำให้บริษัทต้องระวังไม่ไปล้ำเส้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นด้วย แนวทางของ Facebook จะไม่แบนข่าวปลอม แต่จะเน้นการให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงด้านอื่นแทน

Zuckerberg ยอมรับว่าโซเชียลเป็นสื่อขนาดสั้น และสื่อที่โดนใจจะถูกกระจายซ้ำต่ออย่างมาก ทำให้ข้อความที่สั้นและตรงประเด็นจะไปได้ไกลกว่า แต่ก็ต้องระวังเพราะความสั้นจะทำให้เนื้อหาสำคัญบางอย่างถูกตัดทอนลง

Facebook เห็นว่าผู้ใช้บางรายมักแชร์ลิงก์ที่หัวข้อหวือหวา (sensational headline) โดยไม่ได้อ่านเนื้อหาเต็มๆ ด้วยซ้ำ บริษัทจึงเริ่มลดความสำคัญของหัวข้อข่าวลักษณะนี้ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เรียนรู้ว่าเว็บไหนเป็นสื่อที่มักพาดหัวหวือหวา

No Description

4) สร้างสังคมที่มีส่วนร่วมทางการเมือง (Civically-Engaged Community)

Zuckerberg แยกแยะการมีส่วนร่วมทางการเมือง 2 ระดับ คือ กระบวนการทางการเมืองที่มีอยู่แล้ว (เช่น การเลือกตั้ง) และการสร้างกระบวนการใหม่ๆ ให้คนในชุมชนตัดสินใจร่วมกัน

กรณีแรกถือว่าง่ายกว่า เพราะสามารถสนับสนุนกระบวนการทางการเมืองในปัจจุบันได้ทันที เช่น ขึ้นข้อความให้คนออกไปเลือกตั้ง, แนะนำให้รู้จักนักการเมืองท้องถิ่น และเป็นช่องทางให้ผู้นำประเทศส่งผ่านข้อมูลไปยังประชาชนของตัวเองโดยตรง ตอนนี้ คณะรัฐมนตรีในอินเดียเริ่มแชร์เนื้อหาจากการประชุมหรือนโยบายต่างๆ บน Facebook เพื่อรับความเห็นจากประชาชนแล้ว

นอกจากนี้ Zuckerberg ยังกล่าวถึงการใช้ Groups และ Events เชิญชวนคนออกไปชุมนุม ซึ่งถือเป็นเครื่องมืออีกอย่างที่ช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน

No Description

5) สร้างสังคมที่ครอบคลุมทุกคน (Inclusive Community)

เป้าหมายของ Facebook คือสร้างสังคมที่เข้าถึงทุกคน ไม่ทอดทิ้งคนกลุ่มใด (inclusive community) ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ เพศ หรือมุมมองทางการเมือง

Zuckerberg ยอมรับว่าที่ผ่านมา Facebook ทำผิดพลาดหลายอย่าง เช่น แบนภาพถ่ายเด็กเปลือยจากสงครามเวียดนาม โดยกรณีแบบนี้ Facebook แยกแยะเนื้อหาผิด ไปมองเนื้อหาเหล่านี้เป็น hate speech ทั้งที่จริงๆ เป็นการถกเถียงกันทางการเมือง สาเหตุของปัญหาเหล่านี้มาจากการที่ Facebook มีกฎแบบเดิม (เช่น ห้ามแสดงภาพเปลือย) ที่อาจล้าสมัยแล้ว ใช้ไม่ได้ในทุกกรณีอีกต่อไป

ปัญหานี้ยังเกิดจากแต่ละสังคมมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ต่อให้เป็นสังคมเดียวกัน แต่ละคนก็มีมุมมองที่แตกต่างกัน (เช่น อาจรับภาพความรุนแรงได้ แต่รับภาพเปลือยไม่ได้) นอกจากนี้ Facebook เองก็มีข้อจำกัดเรื่องการขยายความสามารถ (operational scaling) เพื่อให้รองรับปริมาณเนื้อหาจำนวนมหาศาล

Zuckerberg เล่าว่าเขาคิดเรื่องการดูแลชุมชน Facebook ให้มีประสิทธิภาพมานานหลายปี การนั่งอยู่ในแคลิฟอร์เนียคงไม่สามารถเรียนรู้วัฒนธรรมของคนทั่วโลกได้ แนวทางที่เขาเสนอคือ ผู้ใช้แต่ละคนควรมีตัวเลือกว่าตนเองต้องการเห็นเนื้อหาแบบไหน ขอบเขตของเราในเรื่องโป๊เปลือย ความรุนแรง การดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นอย่างไร ถ้าผู้ใช้คนนั้นไม่เลือก ค่าดีฟอลต์จะอิงตามภูมิภาค แทนการใช้ค่าดีฟอลต์อันเดียวกันทั่วโลก

ที่มา – Mark Zuckerberg

from:https://www.blognone.com/node/90174

Facebook เล็งเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ให้ผู้ใช้งานสมัครงานได้โดยตรงจากแอพพลิเคชั่น หรือผ่านเว็บเบราว์เซอร์

facebook-jobs

Facebook วางแผนตั้งตัวเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจ กับผู้ว่างงาน โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานที่ต้องการหางานใหม่ สามารถสมัครงานได้โดยตรงจากแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์ iOS และ Android หรือสมัครผ่านเว็บเบราว์เซอร์บนคอมพิวเตอร์ก็ได้เช่นกัน โดยมีแผนทดลองใช้ฟีเจอร์ใหม่ในสหรัฐอเมริกา และแคนาดา

facebook_jobs

Facebook ให้เหตุผลว่า ระบบสมัครงานผ่าน Facebook จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กหาคนที่ตรงกับตำแหน่งงานแบบเฉพาะเจาะจงได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ใช้ Facebook ที่กำลังหางาน หากพบประกาศรับสมัครงานบน News Feed จะสามารถ Bookmark เพื่อเก็บไว้ดูย้อนหลังได้ และสามารถเข้าไปยัง Page ของผู้ประกอบการ เพื่อกรอกแบบฟอร์มสมัครงาน และกดส่งได้ทันที ทางด้านเจ้าของกิจการก็สามารถตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน และสามารถติดต่อกับผู้สมัครเพื่อนัดวันสัมภาษณ์ได้ผ่าน Messenger

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fmarketing%2Fvideos%2F10155179772626337%2F&show_text=0&width=590

ที่มา – Facebook

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=174365

รายได้ของ Facebook มาจากไหน? แทบทั้งหมดมาจากโฆษณาและ Mobile

ทุกวันนี้เราใช้งาน Facebook กันแทบตลอดเวลา สิ่งที่เห็นชัดเจน (และหนีไม่พ้น) คือโฆษณาที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่รู้หรือไม่ว่า ตกลงแล้ว Facebook มีรายได้จากโฆษณามากน้อยแค่ไหน ลองมาดูตัวเลขจากผลประกอบการในไตรมาสล่าสุด (Q4-2016) กัน

รายได้ของ Facebook เกือบทั้งหมดมาจากโฆษณา

ถ้าดูโครงสร้างรายได้ของ Facebook จากกราฟ จะเห็นว่ารายได้เกือบทั้งหมดของบริษัทมาจากโฆษณา (advertising) และมีรายได้ส่วนอื่นๆ จากการจ่ายเงิน (payments and other fees) เพียงเล็กน้อย

ตัวเลขในไตรมาส 4 ปี 2016 บริษัทมีรายได้ทั้งหมด 8.8 พันล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้คิดเป็นรายได้จากโฆษณา 8.6 พันล้านดอลลาร์

รายได้เกินครึ่ง มาจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

ถ้าแยกรายได้ตามทวีปต่างๆ จะเห็นว่ารายได้จากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา มีสัดส่วนสูงสุด คือมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด ตามด้วยรายได้จากยุโรป และเอเชียแปซิฟิก

รายได้อื่นที่ไม่ใช่โฆษณา มีสัดส่วนลดลง

แนวโน้มรายได้ของ Facebook ยังอิงกับโฆษณามากขึ้นเรื่อยๆ และรายได้อื่นที่ไม่ใช่โฆษณา ก็มีจำนวนลดลงตลอดเวลา ในไตรมาสล่าสุดมีรายได้เพียง 180 ล้านดอลลาร์ ลดลง 12% จากปีที่แล้ว

ลูกค้าส่วนใหญ่ใช้งานบน mobile รายได้ส่วนใหญ่ก็มาจาก mobile

ปัจจุบัน Facebook มีผู้ใช้งานจริงต่อเดือน (monthly active users – MAU) จำนวน 1,860 ล้านราย ในจำนวนนี้มีผู้ที่ใช้งานผ่านอุปกรณ์พกพา 1,740 ล้านราย และผู้ที่ใช้งานบนอุปกรณ์พกพาเพียงอย่างเดียว (Mobile-Only ไม่ใช้ผ่านคอมพิวเตอร์เลย) ถึง 1,149 ล้านราย หรือคิดเป็น 61% ของผู้ใช้ทั้งหมด

ส่วนรายได้ของ Facebook จากอุปกรณ์พกพา (mobile ad revenue) ในไตรมาส 4/2016 มีมูลค่าสูงถึง 7.2 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น 84% ของรายได้จากโฆษณาทั้งหมด

อัตราการเติบโตของรายได้จากอุปกรณ์พกพา สูงขึ้น 61% จากปีก่อน

ธุรกิจที่จ่ายเงินค่าโฆษณา มี 4 ล้านราย

Facebook Pages เป็นบริการสำหรับธุรกิจและแบรนด์ต่างๆ ปัจจุบันมีธุรกิจที่ใช้ Pages ทั้งหมด 65 ล้านราย และใช้บัญชี Instagram Business จำนวน 5 ล้านราย

ในจำนวนนี้ มีธุรกิจที่จ่ายเงินค่าโฆษณาให้ Facebook จำนวน 4 ล้านราย และจ่ายเงินให้ Instagram จำนวน 5 แสนราย ตรงนี้ Facebook มองว่ายังถือเป็นสัดส่วนที่เล็กเมื่อเทียบกับผู้ใช้ทางธุรกิจทั้งหมด และยังมีโอกาสขยายตัวเพื่อทำเงินได้อีกมาก

การกระจายตัวของลูกค้าธุรกิจที่จ่ายเงิน มีรูปแบบการกระจายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ (ซึ่งเป็นผลดีต่อบริษัท เพราะลดการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่ลง) ตอนนี้กลุ่มที่ลงโฆษณากับ Facebook มากที่สุด 100 อันดับแรก มีสัดส่วนรวมกันไม่ถึง 25% ของรายได้จากโฆษณาทั้งหมด ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนลดลงจากปีก่อน

Dynamic Ads โฆษณาอัจฉริยะ เลือกยิงโฆษณาอิงตามบริบทของผู้ใช้

รูปแบบโฆษณาอันใหม่ของ Facebook เรียกว่า Dynamic Ads ที่เปิดให้แบรนด์สามารถเลือกลงโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกันได้อัตโนมัติ โดยอิงกับบริบทของผู้ใช้ เช่น

  • โฆษณาด้านการท่องเที่ยว เลือกยิงโฆษณาตามวันที่หรือสถานที่ที่ผู้ใช้ให้ความสนใจ
  • โฆษณาด้านการค้าปลีก ยิงโฆษณาอิงกับพิกัดของผู้ใช้ว่าอยู่ใกล้กับร้านค้าใด

Dynamics Ads สามารถใช้ได้กับผลิตภัณฑ์ในเครือ Facebook ไม่ว่าจะเป็นตัว Facebook หลัก, Instagram และเครือข่ายโฆษณา Facebook Audience Network ที่แสดงผลในแอพอื่นๆ


ตัวอย่าง Facebook Dynamic Ads

ที่มา – Facebook

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/facebook-revenue-q4-2016/