คลังเก็บป้ายกำกับ: FACEBOOK

ส่องเทรนด์ Social 2018 ช่วงครึ่งปีแรก

ผ่านมาครึ่งปีแล้วสำหรับการใช้งานโซเชียลมีเดียในประเทศไทย โดยทาง Wisesight ได้สรุปเทรนด์ต่างๆ ในช่วงครึ่งปีแรกมาให้ผู้อ่านชาว Thumbsup ได้ทราบกัน

Facebook

จากการเก็บข้อมูลของแบรนด์อย่างเป็นทางการกว่า 761 แบรนด์ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2018 พบว่า

  • จำนวนการโพสต์บนเฟสบุค มีถึง 219,132 โพสต์
  • จำนวน Engagement ทั้งหมดกว่า 278 ล้านครั้ง
  • จำนวนแชร์ทั้งหมด 20 ล้านแชร์
  • ภาพรวมการคอมเม้นท์ทั้งหมดมีกว่า 11.6 ล้านคอมเม้นท์

ทางด้านของท็อปแบรนด์ที่มีการติดตามและเข้าถึงเยอะสุด มีดังนี้

  • Amarin TV มีการโพสต์ถึง 3,532 โพสต์
  • Bright TV มีการโพสต์ถึง 3,500 โพสต์
  • TNN มีการโพสต์ถึง 3,491 โพสต์

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ได้ Engagement เยอะที่สุดคือกลุ่มดิจิทัลทีวี ถือว่าเป็นการปรับตัวในการเข้าถึงผู้ชมที่ไม่ได้จำกัดแค่บนทีวีอีกต่อไป โดยสัดส่วนของอุตสาหกรรมที่มีการโพสต์มากที่สุดคือ ดิจิทัลทีวี 25.87% ตามมาด้วยกลุ่มหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ 10.51% เครื่องสำอางค์ 7.25% ตามมาด้วยสถาบันเสริมความงาม ห้างสรรพสินค้าและสินค้าอิเลคทรอนิคส์ ตามลำดับ

สำหรับสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลทีวีที่มี Engagement ด้วยแบรนด์มากที่สุด 3 อันดับ คือ

  • Workpoint TV จำนวน 27,408,905 Engagements
  • GMM25 จำนวน 11,447,273 Engagements
  • Ch3 HD จำนวน 7,992,488 Engagements

Instagram-Twitter

ทางด้านของ Instagram จากการรวบรวมข้อมูลของเพจต่างๆ กว่า 332 แบรนด์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2018 พบว่า

  • จำนวนโพสต์มีมากถึง 49,019 โพสต์
  • จำนวน Engagement มีถึง 32,482,033 ครั้ง
  • ค่าเฉลี่ยของ Engagement ต่อโพสต์มีถึง 663 ครั้งต่อโพสต์

แน่นอนว่าอุตสาหกรรมที่โพสต์เยอะที่สุด ยังคงเป็น

  • Digital TV 23,638 โพสต์ เฉลี่ยอยู่ที่ 48.2%
  • เครื่องสำอางค์ 4,844 โพสต์ เฉลี่ยอยู่ที่ 9.8%
  • ห้างสรรพสินค้า 3,115 โพสต์ เฉลี่ยอยู่ที่ 6.4%

อุตสาหกรรมที่ Engagement เยอะสุดยังคงเป็น Digital TV, Cosmetic และรัฐวิสาหกิจ ส่วนอุตสาหกรรมที่มี Engagement per post เยอะที่สุด คือ รัฐวิสาหกิจ 1,234 โพสต์ รองลงมา คือ Digital TV 1,022 โพสต์และสายการบิน 984 โพสต์ ตามลำดับ

ทางด้านของ Twitter จากการรวบรวมข้อมูลของเพจต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2018 พบว่า กลุ่มดิจิทัลทีวียังทวีตเยอะสุดถึง 126,089 โพสต์ ตามมาด้วยกลุ่มรัฐวิสหากิจ 14,066 โพสต์และอสังหาริมทรัพย์ 2,670 โพสต์

ส่วนอุตสาหกรรมที่มีการ Retweet เยอะที่สุด คือ ร้านค้าปลีก 413 ครั้ง, เทเลคอม 396 ครั้งและ ประกันชีวิต 329 ครั้ง และแน่นอนว่า บุพเพสันนิวาส ยังคงครองสถิติการติดตามมากที่สุดทุกช่องทาง

บุพเพสันนิวาสยังครองทุกโซเชียล

กล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ จำกัด กล่าวว่า ประเทศเวียดนามมีการเติบโตของโซเชียลมีเดียสูงมากกว่าบ้านเรา อาจเพราะจำนวนของประชากร ที่มีเยอะกว่า ทำให้ความน่าสนใจของข้อมูลในตลาดต่างประเทศต้องมีความชัดและลึกมากพอ เพื่อช่วยเหลือแบรนด์ที่ต้องการขยายธุรกิจไปยัง APAC มีข้อมูลเพียงพอต่อการทำตลาดได้อย่างมั่นคง อย่างเช่น อินโดนีเซีย เมียนมาร์และกัมพูชา มีการเติบโตของ Instagram ไม่แพ้ไทยเลย อาจเพราะประชากรของทั้งสองประเทศคุ้นเคยกับเครื่องมือเหล่านี้ตามการใช้งานของคนไทย ทำให้ทิศทางการเติบโตเป็นไปในแบบเดียวกัน

ทางด้าน สุพลชัย กีรติขจร อดีตทีมงานของ Facebook ประเทศไทยที่ได้ผันตัวมาเป็นผู้แนะนำเทคนิคและเครื่องมือต่างๆ ของสถาบัน BINARY ได้มองการใช้งานเครื่องมือ Facebook ของภาคธุรกิจว่า ตอนนี้ที่น่าเป็นห่วงคือธุรกิจรายย่อยที่ลง Facebook Ad ทำกันผิดวิธี ที่จริงแล้วยังวิธีอีกมากที่ช่วยเจาะลึกการเข้าถึงลูกค้าได้ตรงเป้าหมาย ซึ่งการกด Boost Post เพียงอย่างเดียวอาจส่งผลให้ SME แบกรับต้นทุนไม่ไหว

ดังนั้น การเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ และปรับตัวไปใช้โซเชียลมีเดียอื่นๆ ในการโฆษณาจะช่วยเพิ่มโอกาสที่ดีมากกว่า แต่ทั้งหมดนั้นก็ต้องอยู่ที่คอนเทนต์ที่จะส่งไปหาลูกค้าด้วย เช่น Twitter จะต้องทำคอนเทนต์ให้เป็นกระแสหรือตามกระแสแฮชแท็ก จะช่วยให้มีการรีทวิตเร็วขึ้น

นอกจากนี้ หากนักการตลาดเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้งานบนโซเชียลมีเดียได้ดี จะทำให้เข้าใจบริบทและนำเสนอได้ตรงจุดมากกว่า เช่น หากส่งสารให้ผู้เล่นทวิตเตอร์จะต้องเกาะกระแสให้คนอยากรีทวิตต่อ

อย่าง Facebook นั้น Mark Zuckerberg เคยบอกไว้ว่าจะเน้นการทำโซเชียลให้เป็น VDO มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสนุกในการส่งต่อ ดังนั้น นักการตลาดต้องทำคอนเทนต์ให้ถูกจุด สนุกและตรงกับสิ่งที่แบรนด์ต้องการสื่อด้วย

“การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าจะต้องสร้างคอนเทนต์ให้สนุกบนเฟสบุค ส่วนทวิตเตอร์ต้องคุยให้เป็นเทรนด์และอินสตาแกรม ก็ต้องคุยด้วยภาพแบบ Photo Marketing หากแบรนด์เข้าใจเรื่องเหล่านี้และส่งต่อไปให้ถูกจุดย่อมเกิดแน่นอน”

เทรนด์หลายอย่างในโซเชียลก็ยังคงมุ่งเป้าไปที่ 3 แพลตฟอร์มหลักเช่นเดิมนะคะ แต่จะเห็นได้ว่ามีการเติบโตจากการใช้งานสลับกันไปมาตามกระแสต่างๆ หากนักการตลาดหรือแบรนด์รายย่อยสามารถทำคอนเทนต์ได้ตรงจุดหรือเก่าได้ถูกที่ ย่อมมีโอกาสเกิดในกลุ่มผู้ใช้งานบ่อยๆ ได้แน่นอนค่ะ

 

 

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/07/trend-social-2018-last-year/

Advertisements

Facebook เปิดตัว XARs ระบบ Open Source สำหรับ Python Self-Contained Executable

เพื่อลดความซับซ้อนในการ Deploy ระบบ Python Application ขนาดใหญ่ ทาง Facebook จึงได้ทำการพัฒนา XARs หรือ eXecutable ARchives ขึ้นมาเพื่อรวมเอา Data และ Code Dependency ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน และเปิดเป็น Open Source ให้นำไปใช้งานกันได้ฟรีๆ

 

Credit: Facebook

 

โครงการ XARs นี้ถูกเปิดโค้ดอยู่ที่ https://github.com/facebookincubator/xar/ โดยใช้แนวคิดในการรวมไฟล์ต่างๆ ที่จำเป็นต่อ Executable เอาไว้ในไฟล์เดียวกัน เพื่อให้นำไปเรียกใช้งานได้เร็วเทียบเท่ากับ Application ที่ถูก Install ลงเครื่องโดยตรง เพื่อให้ง่ายต่อการ Deploy ระบบ Python Application ขนาดใหญ่ โดยยังคง Compatible กับ Python Ecosystem เดิมอยู่

XARs สามารถถูกใช้งานได้จากบน Filesystem โดยตรง ทำให้ไม่ต้องมีระบบ Virtual Environment ใดๆ อีก รวมถึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการติดตั้ง Module ใดๆ ลงไปบนระบบปฏิบัติการด้วย

เบื้องหลังของ XARs นี้คือการใช้ squashfs ที่ถูกปรับปรุงแก้ไขบางส่วน ทำให้ XARs สามารถถูก Mount เข้าไปยังระบบเมื่อถูก Execute ได้ทันที และสามารถ Unmount ออกมาเมื่อถึงเวลา Idle Timeout ได้ มองในอีกมุมหนึ่งก็คล้ายๆ กับการเป็น Self-Executable ที่ไม่ต้องมีการทำ Virtualization ก็ไม่ผิดนัก ซึ่งการใช้ squashfs นี้ก็ทำให้ประสิทธิภาพการบีบอัดข้อมูลนั้นสูงกว่า PAR (Zip) เป็นอย่างมาก และสามารถเลือก Decompress เฉพาะส่วนที่ต้องใช้งานได้ ทำให้สามารถลด Overhead ในระบบ Production ลงไปได้เป็นอย่างมากทีเดียว

 

ที่มา: https://code.fb.com/data-infrastructure/xars-a-more-efficient-open-source-system-for-self-contained-executables/

from:https://www.techtalkthai.com/facebook-launches-xars-open-source-software-for-python-self-contained-executables/

ย้ำกันอีกที สถิติโซเชียล 4 ค่ายใหญ่ปีนี้

ย้ำกันอีกรอบสำหรับสถิติโซเชียลมีเดียฮิต 4 ค่ายที่ผู้จัดการแบรนด์ไม่ควรมองข้าม เพราะสถิติเหล่านี้จะช่วยต่อจิ๊กซอว์ข้อมูลอื่นที่จำเป็นในอนาคต

การรู้ว่าใครกำลังเข้าชมข้อมูลจากช่องทางใด, ความถี่ที่ผู้ชมกลุ่มเป้าหมายเข้าสู่เว็บไซต์แต่ละแห่ง และเนื้อหาใดที่ดีที่สุดในการเผยแพร่บนแพลตฟอร์มที่ต่างกัน ข้อมูลทั้งหมดนี้ถือว่ามีความสำคัญมากต่อการผลักดันให้การตลาดประสบความสำเร็จ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นักการตลาดวางแผนได้ถูกต้อง ว่าควรใช้งบประมาณการโฆษณาที่ไหนอย่างไรระหว่าง Facebook, Twitter, Instagram และ LinkedIn

Infographic นี้รวบรวมโดยบริษัท PAN Communications ซึ่งเจาะลึกข้อมูลที่สามารถช่วยผู้จัดการแบรนด์วางแผนเพื่อปรับแต่งการตลาดให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ โดยหนึ่งในข้อมูลสำคัญคือ แม้ Facebook จะคิดเป็น 83 เปอร์เซ็นต์ของการใช้จ่ายด้านโฆษณาสื่อสังคมทั้งหมดในสหรัฐฯ แต่ Instagram มีอัตราการมีส่วนร่วมมากที่สุดต่อโพสต์เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ทั้งหมด

ประเด็น Instagram นั้นน่าสนใจไม่น้อย เพราะข้อมูลบอกว่าโพสต์ Instagram ที่มี Hashtag อย่างน้อย 1 ป้ายคำจะมี engagement มากกว่าโพสต์ที่ไม่มี Hashtag เฉลี่ย 12.6% โดยภายใน 10 ชั่วโมงเมื่อมีการโพสต์ใดๆบน Instagram ผู้ใช้จะได้รับคอมเมนต์มากราว 50% ของความเห็นรวมทั้งหมด

ข้อมูลยังชี้ว่า 81 เปอร์เซ็นต์ของชาวมิลเลเนียลรุ่นใหม่ตรวจดูเทรนด์บน Twitter ทุกวัน ขณะที่การเพิ่มรูปภาพลงในโพสต์ LinkedIn สามารถเพิ่มการมีส่วนร่วมได้ถึง 200 เปอร์เซ็นต์

ยังมีข้อมูลอีกมากใน Infographic ด้านล่าง ซึ่งเชื่อว่าจะฉายภาพให้เห็นการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของสื่อสังคมออนไลน์ในปีนี้ได้ดี.

ที่มา: : PRDaily

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/07/social-facebook-instagram-linkedin/

เฟสบุ๊กโดนอังกฤษปรับกรณี Cambridge Analytica (แค่) 5 แสนปอนด์

เฟสบุ๊กถูกสั่งลงโทษปรับเป็นเงิน 500,000 ปอนด์ (ประมาณ 664,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ในอังกฤษ หลังจากหน่วยงานคุ้มครองความปลอดภัยข้อมูลได้สรุปว่าการแชร์ข้อมูลกับองค์กรภายนอกอย่าง Cambridge Analytica ที่เป็นข่าวดังก่อนหน้านั้นผิดกฎหมาย

ห้าแสนปอนด์นี้ถือเป็นอัตราโทษปรับสูงสุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลของอังกฤษปี 2541 และเทียบเท่ากับรายได้ที่เฟสบุ๊กทำได้ในทุกๆ8 นาทีเท่านั้นเอง เมื่อมองกับความเสียหายที่เกิดกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้จำนวนกว่า 87 ล้านบัญชีที่ตกเป็นเหยื่อไปใช้ประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เฟสบุ๊กยังยืนยันว่าข้อมูลที่รั่วไหลนี้ มาจากการร้องขอข้อมูลผ่านแอพคำถามอย่างถูกต้องตามเงื่อนไขของเฟสบุ๊กโดยอาจารย์มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ชื่อ Aleksandr Kogan เพีนงแต่อาจารย์ท่านนี้กลับละเมิดข้อตกลงด้วยการแบ่งปันข้อมูลที่ได้ไปยัง Cambridge Analytica ที่สุดท้ายโดยจ้างต่อจากทีมหาเสียงประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์

แต่ทางคณะกรรมคุ้มครองข้อมูลหรือ ICO ของอังกฤษยังมองว่าเฟสบุ๊กล้มเหลวในการสร้างความโปร่งใสเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากข้อมูลผู้ใช้โดยบุคคลภายนอก ซึ่งผิดกฎหมายอยู่ดี อย่างไรก็ตามเฟสบุ๊กยังมีโอกาสอุทธรณ์คำสั่งของ ICO อีกครั้ง

ที่มา : Thehackernews

from:https://www.enterpriseitpro.net/facebook-cambridge-analytica/

กลุ่มอดีตพนักงาน Cambridge Analytica ก่อตั้งบริษัทใหม่ เน้นทำแคมเปญการเมืองเหมือนเดิม

บริษัท Cambridge Analytica (CA) ที่เป็นคู่กรณีกับ Facebook เรื่องข้อมูลหลุด 89 ล้านบัญชีนั้นได้ปิดตัวลงไปแล้ว ล่าสุด กลุ่มอดีตพนักงานบริษัท CA นำโดย Ahmed Al-Khatib ก่อตั้งบริษัทใหม่ในชื่อว่า Auspex International เน้นการปรึกษาทำแคมเปญทางภูมิศาสตร์, การเมืองโดยใช้ข้อมูลเหมือนเดิม

ในการเปิดตัวบริษัท Ahmed Al-Khatib บอกว่าเป็นเรื่องน่าผิดหวังที่ CA ปิดตัว และเขาเชื่อมั่นในเทคนิคการสื่อสารสมัยใหม่ การขับเคลื่อนโดยข้อมูลสามารถทำให้ชีวิตคนธรรมดาดีขึ้นได้อย่างมาก และ Auspex จะมีส่วนร่วมในการรณรงค์และต่อต้านการแพร่กระจายของของอุดมการณ์สุดโต่ง โดยเฉพาะการปกป้องสิ่งเหล่านี้จากเยาวชน คนอายุน้อย

Al-Khatib กล่าวเพิ่มเติมว่า จากประสบการณ์ที่ CA เจอมา ก็ทำให้บริษัทตระหนักถึงวิธีการใช้ข้อมูล ซึ่งต้องทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่ม

Ahmed Al-Khatib คือหนึ่งในผู้ที่อยู่ในคลิปแอบถ่ายการพูดคุยระหว่างนักข่าว Channel 4 ที่ปลอมตัว กับอดีตผู้ก่อตั้ง CA หรือ Alexander Nix

No Description

ที่มา – BBC

from:https://www.blognone.com/node/103806

Facebook ถูกปรับ 500,000 ปอนด์ในสหราชอาณาจักร กรณีเหตุ Cambridge Analytica

Facebook แฟลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดัง ถูกปรับเป็นเงิน 500,000 ปอนด์ หรือราว 22 ล้านบาท หลังองค์กรเฝ้าดูแลทางด้านการปกป้องข้อมูลของสหราชอาณาจักรสรุปเหตุการณ์ Cambridge Analytica นั้น ละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลของประเทศ นับว่าเป็นค่าปรับสูงสุดที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลปี 1998

Credit: JaysonPhotography/ShutterStock.com

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา Facebook ตกเป็นจำเลยสังคมและเกิดความเคลือบแคลงเกี่ยวกับประเด็นด้านความเป็นส่วนบุคคล เมื่อการค้นพบว่า ข้อมูลผู้ใช้กว่า 87 ล้านคนถูกรวบรวมและนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสมโดย Cambridge Analytica ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการเมือง ส่งผลให้นายโดนัลด์ ทรัปภ์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2016

Facebook ให้การว่า Aleksandr Kogan อาจารย์จาก Cambridge University ได้ทำการรวบรวมข้อมูลผู้ใช้อย่างถูกต้องผ่านทาง Quiz App แต่ละเมิดเงื่อนไขของ Facebook โดยการแชร์ข้อมูลที่ได้มาไปให้ Cambridge Analytica ซึ่งต่อมาได้ถูกว่าจ้างให้เข้าร่วมแคมเปญหาเสียงของนายโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม Information Commissioner’s Office (ICO) ของสหราชอาณาจักร ได้ทำการสอบสวนกรณีเหตุ Cambridge Analytica เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้ข้อสรุปว่า Facebook ล้มเหลวในการป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ตกไปอยู่ในมือของ Cambridge Analytica รวมไปถึงขาดความโปร่งใสในเรื่องการจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้ ซึ่งจัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลของประเทศ

นับว่าเป็นโชคดีของ Facebook ที่ขณะเกิดเหตุนั้น เป็นช่วงก่อนที่กฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนบุคคลฉบับใหม่หรือ GDPR จะถูกเริ่มใช้งาน มิเช่นนั้น Facebook อาจถูกปรับเป็นเงิน 20 ล้านยูโร (ประมาณ 778 ล้านบาท) หรือ 4% ของรายได้ต่อปีแทน อย่างไรก็ตาม Facebook ยังมีโอกาสยื่นอุทธรณ์ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ถึงแม้ว่า Facebook จะถูกปรับ 22 ล้านบาทจริง แต่ด้วยเงินจำนวนนี้ เทียบเท่ารายได้ของ Facebook ที่ใช้เวลาทำเพียง 8 นาทีเท่านั้น

ที่มา: https://thehackernews.com/2018/07/facebook-cambridge-analytica.html

from:https://www.techtalkthai.com/facebook-faces-500000-fine-in-uk-over-cambridge-analytica-leak/

สหราชอาณาจักรเตรียมปรับ Facebook เป็นจำนวนกว่า 20 ล้านบาทจากกรณี Cambridge Analytica

จากกรณีข่าวฉาวเกี่ยวกับบริษัท Cambridge Analytica และ Facebook เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาทำให้สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลแห่งสหราชอาณาจักร (ICO) ได้ทำการปรับบริษัท Facebook เป็นจำนวนเงิน $664,000 หรือราวๆ 22 ล้านบาทโทษฐานที่ทาง Facebook ไม่สามารถปกป้องข้อมูลของผู้ใช้ก่อนที่ Cambridge Analytica จะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ได้

สำนักข่าว The Washington Post รายงานไว้ว่าเงินที่ปรับเป็นจำนวนดังกล่าวนั้นยังไม่ใช่ตัวเลขที่สิ้นสุดและอาจมีการเปลี่ยนแปลงหลังที่ทางคณะกรรมการของอังกฤษได้ไปปรึกษาหารือกับ Facebook แล้ว ซึ่งจะมีรายงานชิ้นต่อไปออกมาในเดือนตุลาคมนี้

หัวหน้าฝ่ายดูแลความเป็นส่วนตัวของ Facebook ก็ออกมายอมรับเองว่าบริษัทควรที่จะมีการตรวจสอบการอ้างสิทธิ์ของ Cambridge Analytica เมื่อปี 2015 มากกว่านี้ จากรายงานจำนวน 40 หน้าของคณะกรรมการอังกฤษระบุว่า Facebook ล้มเหลวโดยการยอมให้พรรคการเมืองต่างๆที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย Cambridge สามารถสร้างแอปพลิเคชันสำหรับเก็บข้อมูลผู้ใช้งาน Facebook รวมถึงเพื่อนของตัวผู้ใช้ได้สำเร็จ นอกจากนี้ Facebook ก็จะถูกพิจารณาเพิ่มเติมจากทางอังกฤษในกรณีที่มีหลักฐานเกี่ยวกับข้อมูลซึ่งมีการแลกเลี่ยนกันกับพรรคการเมืองต่างๆ ถึงแม้ว่าจะมีการประกาศจากทาง Cambridge Analytica ว่าได้ลบข้อมูลทั้งหมดที่ถูกขอให้ลบไปแล้วก็ตาม

นอกจากสหราชอาณาจักรแล้ว ทางสหภาพยุโรปก็มีการควบคุมเหล่าบรรดาบริษัท IT อย่างเข้มงวดเช่นกัน โดยเมื่อวันก่อนคณะกรรมการควบคุมการแข่งขันของ EU ก็พิจารณาไว้ว่า Google อาจไม่สามารถบังคับให้บริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเจ้าต่างๆใส่แอป Google Chrome กับ Google Search มาจากโรงงานได้ และอาจโดนเรียกค่าปรับฐานกีดกันนโยบายการแข่งขันทางการค้าด้วย

 

ที่มา: GSMArena

from:https://droidsans.com/facebook-might-be-fined-by-the-uk-from-cambridge-analytica-scandal/