คลังเก็บป้ายกำกับ: FACEBOOK

รับมือข่าวปลอม เฟซบุ๊กปรับดีไซน์หน้า Trending Page ใหม่, เปลี่ยนที่แสดงผลบนแอพ

หลังเฟซบุ๊กพยายามรับมือกับประเด็นข่าวปลอมมาโดยตลอด ล่าสุดเฟซบุ๊กประกาศปรับดีไซน์และเปลี่ยนที่แสดงผลหน้า Trending Page ให้ง่ายสำหรับผู้ใช้มากยิ่งขึ้น ซึ่งก็คาดว่าเพื่อให้ผู้ใช้ได้เสพข้อมูลที่กำลังเป็นประเด็นของจริงและกรองข่าวปลอมได้ง่ายขึ้น

ดีไซน์ใหม่ของ Trending Page มาแบบ full-screen บนหน้าจอสมาร์ทโฟน โดยตัวโพสต์จะถูกจัดเรียงแนวนอนและปัดออกด้านข้างเพื่อเปลี่ยนโพสต์ (carousel) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ผู้ใช้ iPhone ในสหรัฐจะได้เห็นก่อนขยายไปยังแอนดรอยด์และเดสก์ท็อปต่อไป

ส่วนการเปลี่ยนแสดงผลหน้า Trending Page บนแอพสมาร์ทโฟน เฟซบุ๊กได้ย้ายเอามาไว้ด้านบนสุดของนิวส์ฟีดแล้ว ซึ่งทั้งหาง่ายและไม่พลาดที่จะได้เห็นบทความหรือข่าวที่กำลังเป็นประเด็น โดยผู้ใช้สามารถซ่อนหน้า Trending Page นี้ได้ตามปกติ

เฟซบุ๊กยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นการเปลี่ยนการแสดงผลเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับกระบวนการคัดเนื้อหา Trending ที่เพิ่งประกาศต้นปี

ที่มา – เฟซบุ๊ก

alt="trending_results_press_052417"alt="trending_newsfeed_press_052417"

from:https://www.blognone.com/node/92700

Advertisements

[Facebook] เริ่มเปลี่ยน Feed เพื่อต่อกรณ์กับโพสแบบ clickbait โดยมอนิเตอร์โพสต่อโพส เริ่มใช้งานใน 9 ภาษาใหญ่ๆ

เชื่อเหลือเกินครับว่าผู้ใช้ Facebook หลายๆ ท่านนั้นต้องเคยเจอกับโพส clickbait อย่างเช่นข่าวต่างๆ ที่พาดหัวออกมาดึงดูดความอยากรู้อยากเห็นให้อยากคลิ๊กเข้าไปอ่าน สุดท้ายแล้วมันก็ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารแถมยังเป็นการเพิ่มยอดโฆษณาให้กับทางเว็บที่เอามาโพสใน Facebook อีก

fb-clickbait11

ทาง Facebook นั้นรับทราบปัญหาดังกล่าวนี้เป็นอย่างดีครับ โดยตั้งแต่ในปี 2014 ทาง Facebook ก็ได้ทำการพัฒนาหน้า Feed ใหม่จนกระทั่งล่าสุดนั้นทาง Facebook เองก็เริ่มปล่อย News Feed algorithm ตัวใหม่ออกมาซึ่งเจ้าขั้นตอนวิธีนี้นั้นทาง Facebook ได้บอกเอาไว้ว่าจะเอามาเพื่อจัดการโพสที่เป็น clickbait โดยเฉพาะครับ

fb-clickbait22

ตัวอย่างโพส clickbait 

ทาง Facebook ได้ประกาศเอาไว้ว่าพวกเขาพร้อมแล้วที่จะปล่อยหน้า Feed ใหม่นี้ให้กับ 9 ประเทศเริ่มต้น ซึ่งข่าวดีที่สุดของเรื่องนี้ก็คือประเทศไทยเรานั้นก็เป็นหนึ่งใน 9 ประเทศด้วยหล่ะครับ(ประเทศอื่นๆ ได้แก่ German, Arabic, Spanish, French, Portuguese, Italian, Thai, Vietnamese และ Chinese แถมด้วยภาษาอังกฤษมาตรฐานอีกหนึ่งภาษา)

ที่มา : techcrunch

from:https://notebookspec.com/facebook-feed-change-fights-clickbait-post-by-post-in-9-more-languages/399252/

Facebook Live เพิ่ม 2 ฟีเจอร์ใหม่ ห้องแชทส่วนตัวระหว่างดู ชวนเพื่อนมาถ่ายทอดสดด้วย

Facebook เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้กับส่วนถ่ายทอดสด ได้แก่ฟีเจอร์ Live Chat with Friends สร้างห้องแชทส่วนตัวระหว่างดูการถ่ายทอดสดและ Live with ชวนเพื่อนมาถ่ายทอดสดด้วยกัน

Live Chat with Friends เป็นฟีเจอร์ที่ผู้ใช้สามารถเชิญเพื่อนที่กำลังดูการถ่ายทอดสดพร้อมเราเข้ามาแชทแบบส่วนตัว เหมือนเป็นการดูถ่ายทอดสดอยู่กับเพื่อนนั่นเอง แต่หากอยากจะสลับไปยังห้องแชทของการถ่ายทอดสดก็ทำได้เช่นกัน

ฟีเจอร์ต่อมาคือ Live with เป็นการชวนผู้ใช้ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือคนดูเข้ามาถ่ายทอดสดร่วมกับเรา โดยหน้าจอของผู้ใช้คนนั้นจะปรากฎอยู่ในการถ่ายทอดสดของเราเป็นกรอบเพิ่มเข้ามา ทั้งนี้ผู้ใช้ที่ถูกเชิญเข้ามาถ่ายทอดสดก็สามารถปฏิเสธการเชิญได้

สำหรับฟีเจอร์ Live Chat with Friends กำลังอยู่ในช่วงทดสอบอยู่ คาดว่าจะปล่อยให้ใช้งานได้เร็วๆ นี้ ส่วนฟีเจอร์ Live with เปิดให้ใช้งานแล้วเฉพาะบน iOS ทั้งแบบบุคคลทั่วไปและเพจ ยังไม่มีกำหนดว่าจะปล่อยให้ Android ใช้งานได้เมื่อไหร่

ที่มา : Engadget

No Description

from:https://www.blognone.com/node/92659

Thoth Zocial เผยสถิติวัยรุ่นไทยใช้ Twitter เพิ่มสูง ย้ำแบรนด์เตรียมใช้ “Chatbot”

คุณกล้า ตั้งสุวรรณ

ถือเป็นงานใหญ่ของสัปดาห์นี้เลยก็ว่าได้สำหรับงานประกาศผลรางวัล Thailand Zocial Award 2017 ซึ่งจัดโดย Thoth Zocial บริษัทผู้ให้บริการข้อมูลโซเชียลครบวงจรแก่ภาคธุรกิจ โดยจุดเด่นของงานในปีนี้นอกจากจะเป็นการสร้างบรรทัดฐาน เชิดชูแบรนด์ และเอเจนซีที่ใช้ Social Media ได้อย่างมีประสิทธิภาพบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น Facebook, Instagram, YouTube และ Twitter  แล้ว ยังมีการเปิดเผยข้อมูลการใช้งาน Social Media ที่น่าสนใจออกมามากมาย

คุณกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท โธธ โซเชียล จำกัด และเป็นผู้เปิดเวที Thoth Zocial Awards 2017 กล่าวว่า “ความสำคัญของข้อมูลบน Social media ทุกวันนี้คือ ทุกอย่างมีแบรนด์เข้ามาเกี่ยวข้อง และข้อมูลบน Social media ได้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจไปแล้วอย่างสิ้นเชิง เพราะบน Social media มีข้อมูลอีกชิ้นหนึ่งที่ทำให้เราสามารถเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือ Psychographic ซึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับตัวตน การให้คุณค่า ทัศนคติของผู้บริโภคแต่ละราย ที่ข้อมูลเดิมแบบ Demographic ไม่สามารถให้ได้”

นอกจากนี้คุณกล้ายังชี้ว่าคนเรามีความชอบ ความสนใจ เปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ และคนเราก็แชร์ความชอบเหล่านั้นลงบน Social Media นั่นคือสิ่งที่แบรนด์ต้องตระหนักและให้ความสำคัญ รวมถึงต้องระมัดระวังภาพลักษณ์ของแบรนด์บนโลก Social Media ให้มากนั่นเอง

ด้านคุณพเนิน อัศววิภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท วันบิต แมทเทอร์ จำกัด หนึ่งในสปีกเกอร์คนสำคัญของเวทีดังกล่าว ได้ขึ้นมาอัปเดตข้อมูลสถิติการใช้งาน Social Media ของประเทศไทย โดยระบุว่า ปัจจุบัน ไทยมีผู้ใช้งาน Facebook 47 ล้านราย หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 15% Instagram 11 ล้านราย คิดเป็นอัตราการเติบโต 41% และ Twitter 9 ล้านคน เติบโต 70%

โดยคุณพเนินชี้ว่า การเติบโตของการใช้งานแพลตฟอร์ม Social Media ไทยนั้น Twitter มีความน่าสนใจมากที่สุด จากเดิมมีผู้ใช้งานในปีก่อนหน้าที่ 5.3 ล้านคน แต่ปีนี้กระโดดมาเป็น 9 ล้านคน ส่วน Active User จากปีที่แล้วอยู่ที่ 1 ล้าน ปีนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 3 ล้านคน

“เท่าที่เราลองดูข้อมูลหลังบ้านพบว่า กลุ่มที่ใช้ Twitter เป็นกลุ่มวัยรุ่น คิดว่าน่าจะมาจากสองสาเหตุ นั่นคือตอนนี้พ่อแม่ผู้ปกครองเริ่มไปใช้ Facebook กันมากขึ้น ทำให้กลุ่มวัยรุ่นหรือวัยทีนอาจต้องการพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นที่เป็นส่วนตัว เลยหันมาใช้ Twitter กันมากขึ้น แต่ก็ยังใช้ควบคู่กับ Facebook ด้วย”

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือศิลปินดาราจำนวนมากมีการสื่อสารกับแฟน ๆ ผ่าน Twitter ทั้งศิลปินเกาหลี และศิลปินไทย จึงเป็นที่มาที่ทำให้การใช้งาน Twitter เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มผู้ใช้งานวัยรุ่น – วัยเริ่มต้นทำงาน ซึ่งคุณพเนินชี้ว่านี่จึงเป็นโอกาสดีของแบรนด์ที่จะเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มนี้ผ่านแพลตฟอร์ม Twitter

แนะแบรนด์เตรียมใช้ Chatbot บน Facebook Messenger

หันมาที่แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานทั่วโลก 1.93 พันล้านคน เติบโตขึ้นจากปีที่แล้ว 7% และประเทศไทยติดอันดับที่ 9 ของประเทศที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลกกันบ้าง โดยคุณพเนินกล่าวว่า จังหวัดที่มีการใช้ Facebook มากที่สุดในประเทศก็คือกรุงเทพฯ ที่มีผู้ใช้งานอยู่ 27 ล้านคน ตามมาด้วยชลบุรี เชียงใหม่ และนครราชสีมา

นอกจากนั้น สถิติการใช้ Facebook Messenger ก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ โดยปัจจุบันมีผู้ใช้ Facebook Messenger อยู่ที่ 724 ล้านคน เป็นคนไทย 26 ล้านคน หรือเป็นอันดับที่ 5 ของโลก ซึ่งในจุดนี้ คุณพเนินให้ทัศนะว่า  Facebook Messenger จะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญสำหรับแบรนด์ เนื่องจากมีคน 26 ล้านคนพร้อมจะ Engage กับแบรนด์ในด้านต่าง ๆ เช่น สอบถามข้อมูล หรือร้องเรียนปัญหา  ซึ่งจะทำให้เทคโนโลยีเช่น Chatbot มีความสำคัญกับแบรนด์มากขึ้น ในฐานะผู้ช่วยตอบคำถาม

คนไทยใช้ Facebook หลังเลิกงาน

นอกจากนี้ Thoth Zocial ยังเผยอีกหนึ่งข้อมูลนั่นคือ ปัจจุบัน คนไทยมีการใช้งาน Social media อย่าง Facebook สูงสุดในช่วง 6 โมงเย็น – 5 ทุ่มของวันทำงาน และในวันหยุดสุดสัปดาห์ก็จะใช้ Facebook วันเสาร์สูงกว่าวันอาทิตย์ ลักษณะว่าให้วันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อน จึงลดการใช้ Social media ลงนั่นเอง

อีกข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ คุณพเนินชี้ว่า การใช้ Facebook Reaction นั้น แบรนด์อาจเข้าใจว่าสามารถใช้วัดผลว่าผู้บริโภครู้สึกกับแบรนด์อย่างไร แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ใช้งานชาวไทยใช้ Reaction แสดงความรู้สึกกับคอนเทนต์ที่แบรนด์โพสต์ ไม่ใช่ใช้ Reaction เพื่อแสดงความรู้สึกต่อตัวแบรนด์

วันหยุด Social Media ไม่หยุด

หากการใช้แพลตฟอร์ม Social Media อย่าง Facebook เกิดขึ้นสูงในวันทำงาน และลดน้อยลงในวันสุดสัปดาห์ สิ่งที่เกิดกับแพลตฟอร์มอย่าง Instagram ก็อาจเป็นเรื่องที่ตรงกันข้าม โดยการใช้งาน Instagram ในวันสุดสัปดาห์นั้นพบว่าเพิ่มสูง และมีการโพสต์ต่อเนื่องทั้งวัน โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่โพสต์ภาพสินค้ากันอุตลุดในช่วงดังกล่าว

“คนไทยมีการใช้งาน Instagram ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ค่อนข้างมาก โดยที่วันธรรมดา คนจะอัปโหลดรูปประมาณ 6 โมงเย็น – 5 ทุ่ม (คล้าย ๆ กับ Facebook)” คุณพเนินกล่าว

สำหรับแพลตฟอร์มอย่าง Instagram ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งาน 700 ล้านคนทั่วโลกนั้น ปัจจุบันมีผู้ใช้งานชาวไทย 11 ล้านคน (อันดับ 13 ของโลก) โดยมีผู้ใช้งานสูงสุดที่จังหวัดกรุงเทพฯ, ชลบุรี, เชียงใหม่ และนครราชสีมาตามลำดับ (สอดคล้องกับ Facebook)

ขณะที่แพลตฟอร์มส่งข้อความสั้นอย่าง Twitter นั้นพบว่าคนไทยจะใช้ Twitter กันค่อนข้างมากในช่วงวันพฤหัสบดี – เสาร์ ในช่วง 2 ทุ่ม – เที่ยงคืน สาเหตุที่คนไทยใช้ Twitter เยอะในช่วงดังกล่าว เพราะมี Live ของเกาหลี ซึ่งมีการโหวตให้กับดารา ศิลปินที่ขึ้นไปโชว์ผ่าน Hashtag ของ Twitter และตัวนี้เอง ที่มีผลต่อพฤติกรรมการใช้ Twitter ของผู้ใช้งานชาวไทยอย่างมาก

อย่างไรก็ดี ความสำคัญของงานนี้อาจไม่ใช่อยู่ที่เรื่องของสถิติการใช้งาน Social Media แต่เพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นความพยายามของคนในโลกเทคโนโลยีที่จะสื่อถึงแบรนด์ และผู้บริโภคว่า มนุษย์เราสามารถเข้าใจในความซับซ้อนของโลกที่เปลี่ยนไปได้ ด้วยการวิเคราะห์และคัดแยกข้อมูลต่าง ๆ ให้ออกมาเป็นข้อมูลที่เข้าใจง่าย เหมือนดังที่คุณกล้า ตั้งสุวรรณได้กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “ถ้าคุณเข้าใจข้อมูล Social Media คุณก็เข้าใจคนทั้งโลก” นั่นเอง

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/05/thoth-zocial-statistic-social-media-thai/

Facebook ปล่อยอัพเดทใหม่ล่าสุด มุ่งลดหัวข้อข่าวคลิกเบท

เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้คนมักไม่ชอบเรื่องราวที่ชวนให้เข้าใจผิด ยั่วยุอารมณ์ หรือคล้ายสแปมมากจนเกินไป ซึ่งรวมถึงพาดหัวข่าวแบบคลิกเบทที่ดึงดูดความสนใจให้ผู้คนกดลิงค์ดังกล่าว จากความพยายามในการสนับสนุนชุมชนให้เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเที่ยงตรง Facebook จึงพยายามอย่างเต็มที่ในการตรวจสอบและแยกแยะว่าเรื่องราวใดที่มีพาดหัวแบบคลิกเบท เพื่อที่จะลดการแสดงผลเรื่องราวนั้นๆ ให้น้อยลงกว่าเดิม

เมื่อปีที่ผ่านมา เราได้อัพเดทฟีดข่าว เพื่อลดจำนวนเรื่องราวและข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่มักจะโพสต์แนวคลิกเบท ไม่ว่าจะเป็นการปิดบังข้อมูลบางส่วนหรือนำเสนอเกินจริง
วันนี้ เราได้อัพเดทวิธีการทำงานเพิ่ม เพื่อจัดการกับกรณีดังกล่าว ให้ผู้คนเห็นเรื่องราวแบบคลิกเบทน้อยลง และรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือบนฟีดข่าวมากยิ่งขึ้น

·       วิธีแรก เรากำลังพยายามตรวจสอบหัวข้อข่าวคลิกเบท ให้เจาะลึกในระดับโพสต์ของผู้ใช้แต่ละราย นอกเหนือจากระดับโดเมนของเว็บและเพจต่างๆ เพื่อลดพาดหัวข่าวคลิกเบทอย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

·       วิธีที่สอง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เราได้แบ่งวิธีการตรวจสอบออกเป็นสองแนวทางที่ต่างกัน โดยจะพิจารณาว่าหัวข้อข่าวนั้นๆ ปกปิดข้อมูลบางส่วน หรือนำเสนอเรื่องราวอย่างเกินจริง ซึ่งจะทำการตรวจสอบแยกจากกันโดยสิ้นเชิง

·       สุดท้าย เรากำลังทดสอบวิธีการนี้ในภาษาอื่นๆ เพิ่มเติมอีกด้วย

เราพัฒนาวิธีการป้องกันคลิกเบทอย่างไร

หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สุดของฟีดข่าว คือการสื่อสารด้วยข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงตรง ดังนั้น เราจึงทุ่มเทตรวจสอบและแยกแยะเนื้อหาประเภทต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานให้ได้มากที่สุด

หัวข้อข่าวประเภทปกปิดข้อมูลบางส่วน ตั้งใจละทิ้งข้อมูลสำคัญหรือสร้างความเข้าใจผิดต่อผู้คน โดยบังคับให้พวกเขาต้องคลิกเพื่อค้นหาคำตอบ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเธอพลิกเบาะโซฟาขึ้น ก็ต้องตื่นตะลึงเมื่อพบกับสิ่งนี้…” ในขณะที่หัวข้อข่าวประเภทเกินจริง นำเสนอข้อมูลด้วยภาษาที่หวือหวา มีแนวโน้มยกระดับให้เรื่องราวใหญ่โตกว่าที่เป็นจริงๆ อาทิ ว้าว! รู้หรือไม่ว่าชาขิงเป็นเคล็ดลับสู่ความเยาว์วัยชั่วนิรันดร์ คุณจำเป็นต้องอ่านสิ่งนี้!”

วิธีการจัดการกับกรณีดังกล่าวคล้ายกับความพยายามก่อนหน้านี้ของเราในการลดหัวข้อข่าวคลิกเบทโดยรวม เราจะทำการแจกแจงหัวข้อข่าวมากกว่าแสนหัวข้อว่าเป็นคลิกเบทหรือไม่ โดยพิจารณาว่าหัวข้อนั้นๆ เกินกว่าความเป็นจริงกว่าเรื่องราวที่นำเสนอ หรือปิดบังข้อมูลบางส่วน ทีมงานของ Facebook จะตรวจสอบหัวข้อข่าวโดยใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว และตรวจทานความถูกต้องของสมาชิกในทีม ก่อนที่จะระบุว่าเป็นหัวข้อข่าวคลิกเบทจำนวนมาก

หลังจากนั้น เราจะวิเคราะห์ว่าวลีใดที่ถูกใช้ในหัวข้อข่าวแบบคลิกเบทอย่างแพร่หลาย และไม่ได้ใช้ในหัวข้อข่าวจริงๆ ซึ่งเป็นหลักการทำงานที่คล้ายกับการตรวจจับอีเมลสแปม

ดังนั้น โพสต์แนวคลิกเบททั้งหลายจะปรากฏบนฟีดข่าวน้อยลง เรามุ่งมั่นเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเราหวังว่าความสามารถนี้จะขยายสู่การลดคลิกเบทในภาษาอื่นๆเพิ่มเติมอีกด้วย

อัพเดทนี้จะส่งผลกระทบต่อเพจของฉันหรือไม่?

เราคาดว่าอัพเดทนี้จะไม่ส่งผลให้เพจส่วนใหญ่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใดๆ ในการโพสต์บนฟีด

สำนักข่าวหรือผู้ที่ผลิตเนื้อหาโดยอาศัยคลิกเบท อาจเห็นว่าโพสต์ของพวกเขาเข้าถึงผู้คนได้ลดน้อยลง ดังนั้น เพจต่างๆ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้หัวข้อข่าวที่ปิดบังข้อมูลที่จำเป็น หรือพาดหัวให้เกิดความเข้าใจผิด หากเพจนั้นๆ หยุดโพสต์คลิกเบทและหัวข้อข่าวที่ยั่วยุอารมณ์จนเกินไป โพสต์จากเพจดังกล่าวจะกลับสู่ภาวะปกติ และไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้

เพจต่างๆ ควรศึกษาข้อปฏิบัติที่ดีในการนำเสนอข้อมูลอยู่เสมอ เราจะเรียนรู้จากผลตอบรับของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เพื่อลดคลิกเบทให้น้อยลงอย่างต่อเนื่อง และให้ฟีดข่าวเป็นพื้นที่ที่สื่อสารได้อย่างน่าเชื่อถือ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://newsroom.fb.com/news/2017/05/news-feed-fyi-new-updates-to-reduce-clickbait-headlines/

from:http://mobileocta.com/facebook-released-the-latest-update-headline-news-headlines/

[PR] Facebook ปล่อยอัพเดทใหม่ล่าสุด มุ่งลดหัวข้อข่าวคลิกเบท

เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้คนมักไม่ชอบเรื่องราวที่ชวนให้เข้าใจผิด ยั่วยุอารมณ์ หรือคล้ายสแปมมากจนเกินไป ซึ่งรวมถึงพาดหัวข่าวแบบคลิกเบทที่ดึงดูดความสนใจให้ผู้คนกดลิงค์ดังกล่าว

จากความพยายามในการสนับสนุนชุมชนให้เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเที่ยงตรง Facebook จึงพยายามอย่างเต็มที่ในการตรวจสอบและแยกแยะว่าเรื่องราวใดที่มีพาดหัวแบบคลิกเบท เพื่อที่จะลดการแสดงผลเรื่องราวนั้นๆ ให้น้อยลงกว่าเดิม

เมื่อปีที่ผ่านมา เราได้อัพเดทฟีดข่าว เพื่อลดจำนวนเรื่องราวและข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่มักจะโพสต์แนวคลิกเบท ไม่ว่าจะเป็นการปิดบังข้อมูลบางส่วนหรือนำเสนอเกินจริง
วันนี้ เราได้อัพเดทวิธีการทำงานเพิ่ม เพื่อจัดการกับกรณีดังกล่าว ให้ผู้คนเห็นเรื่องราวแบบคลิกเบทน้อยลง และรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือบนฟีดข่าวมากยิ่งขึ้น

  • วิธีแรก เรากำลังพยายามตรวจสอบหัวข้อข่าวคลิกเบท ให้เจาะลึกในระดับโพสต์ของผู้ใช้แต่ละราย นอกเหนือจากระดับโดเมนของเว็บและเพจต่างๆ เพื่อลดพาดหัวข่าวคลิกเบทอย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
  • วิธีที่สอง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เราได้แบ่งวิธีการตรวจสอบออกเป็นสองแนวทางที่ต่างกัน โดยจะพิจารณาว่าหัวข้อข่าวนั้นๆ ปกปิดข้อมูลบางส่วน หรือนำเสนอเรื่องราวอย่างเกินจริง ซึ่งจะทำการตรวจสอบแยกจากกันโดยสิ้นเชิง
  • สุดท้าย เรากำลังทดสอบวิธีการนี้ในภาษาอื่นๆ เพิ่มเติมอีกด้วย

              

เราพัฒนาวิธีการป้องกันคลิกเบทอย่างไร

หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สุดของฟีดข่าว คือการสื่อสารด้วยข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงตรง ดังนั้น เราจึงทุ่มเทตรวจสอบและแยกแยะเนื้อหาประเภทต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานให้ได้มากที่สุด

หัวข้อข่าวประเภทปกปิดข้อมูลบางส่วน ตั้งใจละทิ้งข้อมูลสำคัญหรือสร้างความเข้าใจผิดต่อผู้คน โดยบังคับให้พวกเขาต้องคลิกเพื่อค้นหาคำตอบ ยกตัวอย่างเช่น “เมื่อเธอพลิกเบาะโซฟาขึ้น ก็ต้องตื่นตะลึงเมื่อพบกับสิ่งนี้…” ในขณะที่หัวข้อข่าวประเภทเกินจริง นำเสนอข้อมูลด้วยภาษาที่หวือหวา มีแนวโน้มยกระดับให้เรื่องราวใหญ่โตกว่าที่เป็นจริงๆ อาทิ “ว้าว! รู้หรือไม่ว่าชาขิงเป็นเคล็ดลับสู่ความเยาว์วัยชั่วนิรันดร์ คุณจำเป็นต้องอ่านสิ่งนี้!”

วิธีการจัดการกับกรณีดังกล่าวคล้ายกับความพยายามก่อนหน้านี้ของเราในการลดหัวข้อข่าวคลิกเบทโดยรวม เราจะทำการแจกแจงหัวข้อข่าวมากกว่าแสนหัวข้อว่าเป็นคลิกเบท
หรือไม่ โดยพิจารณาว่าหัวข้อนั้นๆ เกินกว่าความเป็นจริงกว่าเรื่องราวที่นำเสนอ หรือปิดบังข้อมูลบางส่วน ทีมงานของ Facebook จะตรวจสอบหัวข้อข่าวโดยใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว และตรวจทานความถูกต้องของสมาชิกในทีม ก่อนที่จะระบุว่าเป็นหัวข้อข่าวคลิกเบทจำนวนมาก

หลังจากนั้น เราจะวิเคราะห์ว่าวลีใดที่ถูกใช้ในหัวข้อข่าวแบบคลิกเบทอย่างแพร่หลาย และไม่ได้ใช้ในหัวข้อข่าวจริงๆ ซึ่งเป็นหลักการทำงานที่คล้ายกับการตรวจจับอีเมลสแปม

ดังนั้น โพสต์แนวคลิกเบททั้งหลายจะปรากฏบนฟีดข่าวน้อยลง เรามุ่งมั่นเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเราหวังว่าความสามารถนี้จะขยายสู่การลดคลิกเบทในภาษาอื่นๆเพิ่มเติมอีกด้วย

อัพเดทนี้จะส่งผลกระทบต่อเพจของฉันหรือไม่?

เราคาดว่าอัพเดทนี้จะไม่ส่งผลให้เพจส่วนใหญ่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใดๆ ในการโพสต์บนฟีด

สำนักข่าวหรือผู้ที่ผลิตเนื้อหาโดยอาศัยคลิกเบท อาจเห็นว่าโพสต์ของพวกเขาเข้าถึงผู้คนได้ลดน้อยลง ดังนั้น เพจต่างๆ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้หัวข้อข่าวที่ปิดบังข้อมูลที่จำเป็น หรือพาดหัวให้เกิดความเข้าใจผิด หากเพจนั้นๆ หยุดโพสต์คลิกเบทและหัวข้อข่าวที่ยั่วยุอารมณ์จนเกินไป โพสต์จากเพจดังกล่าวจะกลับสู่ภาวะปกติ และไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้

เพจต่างๆ ควรศึกษาข้อปฏิบัติที่ดีในการนำเสนอข้อมูลอยู่เสมอ เราจะเรียนรู้จากผลตอบรับของการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ เพื่อลดคลิกเบทให้น้อยลงอย่างต่อเนื่อง และให้ฟีดข่าวเป็นพื้นที่ที่สื่อสารได้อย่างน่าเชื่อถือ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://newsroom.fb.com/news/2017/05/news-feed-fyi-new-updates-to-reduce-clickbait-headlines/

###

from:https://www.techtalkthai.com/facebook-updates-new-patch-in-order-to-decrease-clickbait/

ตำรวจระบุแค่อ่านคอนเทนต์ผิดม.112 ก็อาจมีความผิดด้วย กำลังจัดหาเครื่องมือระบุตัว

เว็บไซต์ Bangkok Post รายงานว่าตำรวจกำลังเพ่งเล็งคนที่ดูรูปและอ่านคอนเทนต์ผิดกฎหมาย แม้ไม่ได้กดไลค์กดแชร์ ก็อาจมีความผิดเช่นกัน

พล.ต.ท. ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง บอกเพิ่มเติมกับนักข่าวว่า ตัวกฎหมายจะรวมผู้กระทำผิดในสามส่วนด้วยกันคือ ผู้ผลิตคอนเทนต์นั้นๆ ผู้ที่เข้าไปคอมเมนท์ ไลค์ แชร์ และผู้ที่อ่านคอนเทนต์นั้นแม้ไม่ได้กดไลค์กดแชร์ แต่เบื้องต้นจะยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายต่อบุคคลกลุ่มที่สามนี้ เพียงแต่จะเข้าไปตักเตือนและทำให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ทำให้ตัวเองไปอยู่ในกลุ่มที่สองซึ่งมีความผิด

พล.ต.ท. ฐิติราช ระบุอีกว่า ทางตำรวจจะจัดหาเครื่องมือเพิ่มเติมเพื่อระบุบุคคลในกลุ่มที่สาม และตรวจสอบสาเหตุว่าทำไมพวกเขาถึงดูเนื้อหาดังกล่าว

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา กระทรวงดีอีประกาศเตือนประชาชนให้งดติดตามและติดต่อกับ 3 บุคคล คือ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกียวโต และ นาย Andrew MacGregor Marshall นักเขียนและนักหนังสือพิมพ์

ที่มา – Bangkok Post

from:https://www.blognone.com/node/92621