คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED

เรื่องเล่าจากประสบการณ์จริง ทำสตาร์ทอัพที่ไทย vs Silicon Valley: ที่ไหนยากกว่ากัน?

ในช่วงที่ startup กำลังเบ่งบานไปทั่วโลก startup ไทยก็กำลังพยายามสร้าง ecosystem ให้เกิดขึ้นและแข็งแกร่งเหมือนในหลายๆ ประเทศ และเริ่มเกิดคำถามว่า ระหว่างทำ startup ในไทย กับบุกไปทำ startup ที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะ Silicon Valley ต้นกำเนิด startup ที่ไหนจะดีกว่ากัน?

Brand Inside ได้รับคอลัมนิสต์พิเศษ มาโนช พฤฒิสถาพร คนไทยที่ไปเรียนต่อปริญญาโท และมีโอกาสเข้าไปทำงาน Credit Karma สตาร์ทอัพ FinTech ที่อเมริกา ปัจจุบันเป็นผู้ก่อตั้ง Fred & Francis สตาร์ทอัพบริการตัดเสื้อสูท จะมาบอกเล่าว่า ทำ startup แต่ละที่แตกต่างกันอย่างไร จากประสบการณ์จริง

มาโนช พฤฒิสถาพร

จุดเริ่มต้นการทำ startup

ผมสนใจ startup เพราะเป็นแนวคิดการทำธุรกิจที่คนตัวเล็กก็มีโอกาสสร้างสิ่งที่มี impact ในวงกว้างได้ startup ตัวแรกในชีวิตที่ผมทำกับทีมที่ซานฟรานซิสโก ชื่อ FitFactory ให้บริการคนอเมริกาให้เข้าถึงสูทสั่งตัดในราคาไม่แพง (สูทสั่งตัดที่อเมริกาแพงมาก)  แต่ทำได้ 6 เดือน ก็ตัดสินใจปิดธุรกิจ กลับเมืองไทยถาวร!

และมาเริ่มตัวที่สองชื่อ Fred & Francis จับกลุ่มคุณผู้ชายที่อยากมีสูทสั่งตัด แต่ไม่มีเวลาเดินทางไปร้านตัดเสื้อ เริ่มต้นทำมาได้กว่า 6 เดือน

มองย้อนกลับไปในช่วงเวลากว่าหนึ่งปีที่ผมได้เป็นผู้ก่อตั้ง startup ต้องยอมรับว่าตัวแรกที่อเมริกาล้มเหลว ตัวที่สองที่ไทยก็ยังไม่สำเร็จ

Fred & Francis

Ideas – ว่าด้วยเรื่องของไอเดีย

ที่ Silicon Valley ไอเดียของการทำ startup คือสิ่งใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน ไอเดียที่ดูน่าจะเป็นไปได้ง่ายถูกทำหมดแล้ว การทำ startup ที่นั่นจึงต้องค้นหาไอเดียที่น่าจะใช่ในเวลาที่น่าจะใช่

ขณะที่ในไทยและประเทศอื่น startup ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เคยทำและประสบความสำเร็จมาก่อนใน Silicon Valley แล้วนำมาประยุกต์ให้เข้ากับสภาพตลาดและพฤติกรรมของคนท้องถิ่น

สิ่งที่ดีคือ มีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าไอเดียคืออะไร มีวิธีทำเงินอย่างไร และมีโอกาสสำเร็จสูง จุดที่จะชี้วัดคือความสามารถในการลงมือทำ โดยเฉพาะการหาวิธีให้เข้ากับคนไทย ในมุมของ VC แล้ว พวกเขาค่อนข้างชื่นชอบ เพราะมีตัวอย่างให้อ้างอิง

ภาพจาก Pixabay.com

Talents – บุคลากรคือหัวใจสำคัญ

ที่อเมริกาคนสนใจและอยากที่จะลงมาทำ startup เยอะมาก ไม่ใช่แค่คนในสายเทค แต่คนทำงานบริษัทใหญ่ก็สนใจ ปัจจัยที่สำคัญคือที่นั่นมีตัวอย่างของคนที่มาทำ startup เองหรือไปเข้าร่วมกับคนอื่นแล้วรวยเป็นเศรษฐี ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นเยอะมาก

สิ่งที่สามารถแข่งขันดึงดูดคนเก่งให้มาร่วมงานได้ทั้งที่จ่ายได้ไม่เท่าบริษัทใหญ่คือ หุ้น คนที่นั่นตระหนักว่าการทำ startup มีความเสี่ยงมาก แต่ถ้าโชคดีเลือกถูกอัน ก็มีโอกาสจะรวย

Engineer จำนวนมากมีความคิดว่า ทำงาน 20 ปีแล้วเกษียณ เขาสามารถลองทำงานกับ startup ได้ 4-5 ที่ ที่ละ 4-5ปี เวลาพวกเขาเข้าทำงาน พวกเขาจะได้ทั้งเงินเดือนและหุ้น หุ้นที่พวกเขาได้ในสัญญานั้นจะทยอยได้ ต้องอยู่ครบสี่ปีถึงจะได้ครบ พวกเขาหวังว่าใน 4-5ที่ ที่พวกเขาเลือก จะมีสักที่ที่จะประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่เป็น Unicorn พันล้าน และพวกเขาจะรวย

ขณะที่ในไทย คนสนใจ startup มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าชวนให้ทิ้งงานรายได้ดีมาทำ น้อยคนนักจะมา เวลาไปคุยแล้วเสนอว่าจะให้หุ้น ก็ไม่น่าดึงดูด เพราะไม่มีตัวอย่างของคนที่มาทำหรือมาร่วมงานแล้วรวยเป็นร้อยล้าน

อีกอย่างที่ทำให้ talents ในไทยขาดแคลนคือ ที่อเมริกา talents มาจากทุกเชื้อชาติ โดยเฉพาะจีนและอินเดีย สัดส่วน software engineer ที่เป็นคนจีนและอินเดียในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำน่าจะประมาณเกือบครึ่งนึง

ภาพจาก Pixabay.com

นอกจากนี้ที่อเมริกายังมีเวบไซต์ที่เป็นสื่อกลางให้ startup กับคนสนใจสามารถมาทิ้ง profile ไว้ได้และมองหาคนที่ตัวเองชอบโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นั่นคือ www.angel.co ซึ่งเป็นเว็บที่เกือบทุก startup และคนที่สนใจจะมาสร้าง profile ไว้

ไม่ใช่แค่ talents ทั่วไป แต่ที่ไทยยังขาดแคลน talents ระดับผู้บริหารที่เข้าใจ startup และสามารถบริหารบริษัทเทคโนโลยี

Talents ที่ว่านี้มาจากผู้บริหารระดับ top, middle, and low management ของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ บริษัทอย่าง Facebook, Google มีพนักงานเป็นหมื่นคน ผู้บริหารคงมีเป็นหลักพันคน พวกเขาเหล่านี้เข้าใจ startup และเทคโนโลยีเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็มีทักษะด้านการบริหารคนและการจัดการ

พวกเขาเหล่านี้เป็นประโยชน์มากสำหรับ startup ในระยะเติบโต

อีกกรณีนึงที่พบเห็นบ่อยคือ ผู้ก่อตั้งบริษัทไอเดียดีมาก เจอ product market fit แต่ขาดประสบการณ์ไม่สามารถบริหาร startup ให้โตได้ เพราะจากนี้มันคือความสามารถในการทำให้ธุรกิจโต VC ที่ลงทุนใน startup เหล่านี้ก็จะลดบทบาทผู้ก่อตั้งหรือไล่ออก แล้วเอาผู้บริหารพวกนั้นมาแทน

ขณะที่ในไทย startup ที่มีจำนวนพนักงานเกินหนึ่งพันคนนั้นมีน้อยมากไม่ถึงห้าแห่ง

ความต่างอย่างสุดท้ายคือ Passion ที่ Silicon Valley คุณจะเจอคนจำนวนมากที่แววตาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นอยากเปลี่ยนโลก พวกเขามีความสนใจในเรื่องใดเรื่องนึงอย่างจริงจังและอยากเปลี่ยนโลก พวกเขาทุ่มเทให้กับความฝันความเชื่อของพวกเขา

ภาพจาก Pixabay.com

Capital – การระดมทุน บันไดสู่ความสำเร็จ

จากข่าวบริษัทชั้นนำในไทยเปิด Corporate VC และชมรมที่รวม Angel Investors ผมคิดว่าวันนี้ความง่ายในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับ startup ในระยะเริ่มต้นนั้นไม่ต่างจากที่ Silicon Valley

สิ่งที่ต่างคือ เงินลงทุนในรอบหลัง Series A บรรดา startup ไทยที่ระดมทุน Series B หรือ C เกือบทั้งหมดระดมทุนจากนอกประเทศ

อีกอย่างนึงที่เป็นอุปสรรคในการระดมทุนคือ ประเทศไทยมี country discount rate ที่สูง หมายความว่า startup ที่มีผู้ใช้และรายได้ใกล้เคียงกัน ถ้าเป็น startup ไทย มูลค่าบริษัทจะน้อยกว่า startup จากสิงคโปร์

VC ที่ Silicon Valley ส่วนใหญ่เป็น VC ที่ก่อตั้งโดยผู้ประกอบการ startup ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ VC ที่เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ประสบการณ์ของ VC ที่ทำ startup มาก่อนจึงเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับคนที่กำลังทำ startup อยู่

ภาพจาก Pixabay.com

Competition – แข่งขันหนักเพื่อคัดเลือก

สิ่งที่ทำให้ startup ที่อเมริกากว่า 90% ล้มเหลวคือ การแข่งขันที่รุนแรงมาก ต่อให้เป็นคนแรกที่คิดค้นไอเดียนี้และเอาไปทดสอบตลาดแล้วว่าน่าจะโตได้อีกมาก แต่ถ้าทำช้า ทำการตลาดไม่ถูกต้อง ทำ operations ไม่ดี หรือตัดสินใจเชิงกลยุทธ์พลาด ก็จะพ่ายแพ้ให้กับรายอื่นที่มาทีหลังแต่ทำได้ดีกว่า

ที่อเมริกามีคนอยากทำ startup เยอะมาก หลายคนรอไอเดียอยู่ เมื่อมีรายใหม่ออกโปรดักท์ที่น่าสนใจและเป็นข่าว ภายในสองอาทิตย์จะมีคนทำเลียนแบบ ซึ่งคู่แข่งนั้นส่วนใหญ่มีประสบการณ์อยู่แล้ว เข้าใจ Lean Startup และ Growth Hacking เป็นอย่างดี ทุกที่แข่งกันโตอย่างรวดเร็วเพื่อระดมทุนและเป็นเจ้าตลาด

ไม่ใช่แค่การแข่งขันจาก startup รายใหม่ที่เก่งกาจ ถ้าสิ่งที่ทำน่าสนใจมากๆ บริษัทอย่าง Google, Facebook, Amazon ก็พร้อมที่จะสร้างโปรดักต์คล้ายๆ กันออกสู่ตลาดในเวลาอันรวดเร็ว

ทั้งหมดนี้ทำให้การแข่งขันที่อเมริกาดุเดือดมาก และ กว่า 90% ต้องล้มหายตายจากภายในเวลาหนึ่งหรือสองปี

ย้อนกลับมาดูที่เมืองไทย เรามี vertical ที่แข่งกันดุเดือด มีผู้เล่นเกือบสิบราย เช่น food delivery, on-demand logistics แต่โดยรวมแล้วส่วนใหญ่มีคู่แข่งน้อย เมื่อคู่แข่งน้อย โอกาสอยู่รอดก็สูงขึ้น

ภาพจาก Pixabay.com

Laws & Regulations – กฎหมาย ปัจจัยอยู่รอด

อเมริกาเป็นประเทศที่การจดทะเบียนบริษัทนั้นง่ายมาก สามารถทำออนไลน์ได้ทุกอย่าง และมีกฎหมายที่ส่งเสริมและปกป้องสิทธิผู้ใช้ที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะกฎหมายด้านการเก็บและเปิดเผยข้อมูลลูกค้าที่เข้มงวดมาก

ประเทศไทยมีความพยายาม แต่ยังมีกฎหมายอีกมากที่ยังต้องแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับการทำธุรกิจแบบ startup โดยเฉพาะการให้หุ้นกับผู้ร่วมก่อตั้งและพนักงานที่จะทยอยให้ทุกเดือนจนครบสี่ปีหรือระยะเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งปัจจุบันกฎหมายไทยยังไม่รับรอง เป็นเพียงสัญญาใจระหว่างผู้ก่อตั้งกับพนักงาน

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรคคือ การยืนยันตัวตนผู้ใช้เวลาทำธุรกรรมสำคัญ ที่ไม่ใช่แค่ password และเลขรหัสด้านหลังบัตรเครดิต ในอเมริกานั้นสามารถทำผ่านออนไลน์ได้ วิธีที่ startup ใช้ในการยืนยันว่าเราเป็นคนชื่อนี้จริงๆ คือ ถามคำถามออนไลน์เกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวเรา เช่น ที่อยู่เก่า

ขณะที่ในประเทศไทย ธุรกรรมหลายอย่างโดยเฉพาะด้านการเงินยังต้องใช้สำเนาบัตรประชาชน

ภาพจาก pixabay.com

Market & Users – ขยายตลาดได้ก็ชนะ

ขนาดตลาดและความสามารถในการทำซ้ำเพื่อให้โตได้อย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึง ทั้งสองอย่างเป็นข้อด้อยของการทำ startup ที่ไทย ที่อเมริกาเมื่อทดสอบตลาดและทำสำเร็จในเมืองนึง พวกเขาสามารถใช้วิธีเดียวกันในการขยายไปยังเมืองต่างๆ ทั่วอเมริกา

ขณะที่ startup ไทย เมื่อชนะตลาดในกทมแล้ว พวกเขาจะเจออุปสรรคใหญ่ในการทำซ้ำ จังหวัดอื่นมีขนาดตลาดที่เล็กมาก ถ้าจะขยายไปประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ก็แทบจะต้องเริ่มใหม่กันเลย ภาษา วัฒนธรรม และกฎระเบียบนั้นต่างกันมาก

นอกจากนี้ซานฟรานซิสโกได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับ startup มากที่สุดเมืองนึง ผู้คนส่วนใหญ่ในเมืองนี้พร้อมจะทดลองใช้แอปใหม่ พวกเขาชอบเทคโนโลยี

ขณะที่คนไทยค่อนข้างเปิดรับเทคโนโลยี เราเป็นหนึ่งในประเทศที่ติด Facebook เป็นอย่างมาก อุปสรรคหนึ่งของ startup ไทยคือ คนไทยคุ้นเคยกับของฟรี เป็นความท้าทายด้านโมเดลธุรกิจ B2C

Photo: Pexels

Marketing – ทำตลาดออนไลน์ เครื่องมือทรงพลัง

ผมจะพูดถึงเฉพาะ online marketing ที่อเมริกานั้น คนจะใช้ social media ที่หลากหลาย ทั้ง Facebook, Twitter, Instagram, Snapchat, YouTube และใช้อีเมลกันทุกคน การทำ online marketing จึงต้องเลือกสื่อที่จะใช้ให้ดี ส่วนคนไทยนั้นใช้เวลากับ Facebook มากกว่าโซเชียลมีเดียอื่นหลายเท่า

ความสมบูรณ์ของข้อมูลเวลายิงแอดก็ต่างกัน Facebook ที่อเมริกานั้นมีข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคนลึกมากจากการลงทุนซื้อข้อมูลจากแหล่งอื่น รวมถึงรายได้ของผู้ใช้ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีค่ามากในการทำการตลาด ทำให้ startup สามารถโชว์โฆษณาตรงกลุ่มเป้าหมาย ขณะที่การเลือกกลุ่มเป้าหมายสำหรับผู้ใช้คนไทยนั้นข้อมูลมีจำกัด อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้การเลือกกลุ่มเป้าหมายไม่ตรงคือ Interest ซึ่ง Facebook เก็บข้อมูลจาก Facebook Page ที่เรากด Like พอเป็นภาษาไทยแล้ว Interest อาจจะคลาดเคลื่อนได้

ภาพจาก Startup Thailand

Environment – ปัจจัยแวดล้อมส่งเสริม

คนที่อยู่ในบริษัท startup และเทคโนโลยีน่าจะเป็นจำนวนไม่น้อยเกิน 10% ของคนซานฟรานซิสโก ด้วยคนสนใจ startup จำนวนมากและคนที่ทำ startup แล้วประสบความสำเร็จก็เยอะ ซานฟรานซิสโกจึงมี Event ให้ไปนั่งฟังได้ทุกวันทั้งฟรีและไม่ฟรี และมีคอร์สสอน startup ฟรีบนออนไลน์เป็นจำนวนมาก

ขณะที่เมืองไทยนั้น ถึงคนจะสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงสองสามปีนี้ แต่ก็ยังไม่ได้เยอะขนาดว่าจะมีงานทุกอาทิตย์

Conclusion – บทสรุป

ตลาด startup เมืองไทยอยู่ในระยะเพิ่งเริ่มต้น ถึงจะมีอุปสรรคด้านผู้ใช้ บุคลากร และกฎหมาย แต่ก็ยังมีโอกาสอีกมากให้ startup หน้าใหม่ได้เติบโต การแก้กฎระเบียบ และ การมีตัวอย่างของผู้ก่อตั้งและพนักงานที่มาร่วมงานในระยะเริ่มต้นแล้วรวย สองสิ่งนี้จะช่วยปลดล็อคให้ ecosystem ของ startup ไทยเติบโตได้เร็วขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/true-story-startup-thailand-vs-silicon-valley/

Advertisements

จิบกาแฟ พร้อมโฟมนม นุ่มๆ ได้ง่ายๆ ไม่ต้องตีฟอง ความต่างจาก NESCAFE GOLD

รสนิยมการดื่มด่ำกาแฟของแต่ละคนแตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนอยากได้เหมือนกันจากกาแฟทุกแก้วคือ สุนทรียภาพจากกลิ่นหอมของกาแฟ ความดื่มด่ำในรสกาแฟในแต่ละแก้วที่มีความเข้ม ความนุ่ม และอาจเพิ่มความกลมกล่อมด้วยโฟมนมนุ่มๆ ทำให้การดื่มกาแฟ กลายเป็นศิลปะที่สร้างคาร์แรกเตอร์ของผู้ดื่มขึ้นมา

เมื่อนี่คือสิ่งที่คอกาแฟต้องการ NESCAFE GOLD เลยพัฒนาสินค้าใหม่ที่มีเสน่ห์เป็นของตัวเอง ด้วยโฟมนมนุ่มๆ ตอบโจทย์ลูกค้าที่อยากชงกาแฟฟรีเมียมด้วยตัวเองได้

NESCAFE GOLD Café สร้างประสบการณ์ใหม่แบบ Out of Home

หลังจากเปิดตัวและวางขายตั้งแต่ประมาณเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา NESCAFE GOLD กาแฟพรีเมียม ที่มีส่วนผสมทั้ง Arabica และ Robusta และผสมกาแฟสดคั่วบดละเอียด และยังมีโฟมนมนุ่มๆ ให้ความรู้สึกเหมือนไปดื่มกาแฟจากถ้วยที่ร้าน

เพื่อสร้างคาร์แรกเตอร์ความพรีเมียมให้ชัดเจน และให้คอกาแฟได้สัมผัสประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น จึงเกิดเป็น NESCAFE GOLD Café ที่ใช้ผลิตภัณฑ์หลักเป็น NESCAFE GOLD ผ่านฝีมือการชงกาแฟจาก บาริสต้า ชั้นนำมาสร้างสรรค์เมนูร้อนและเย็น จับคู่กับขนมจากร้าน Fauchon กลายเป็นการผสมผสานที่ลงตัว

และตอกย้ำความพรีเมียมด้วยบริการแบบ Personalize Touch มีพนักงานคอยดูแลแบบเป็นส่วนตัว ทั้งหมดต้องการให้ผู้บริโภคได้รู้ว่า นี่คือความรู้สึกที่จะได้จาก NESCAFE GOLD

เปิดใจลองสัมผัส ความพรีเมียมที่ไม่แตกต่าง

NESCAFE GOLD Café เป็นร้านแบบ Pop up Store เปิดให้บริการ ระหว่างวันที่ 18 – 31 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากตลอด 10 วันที่เปิดให้บริการ โดยมีผู้บริโภคมาต่อคิวใช้บริการตั้งแต่ร้านเปิดจนกระทั่งร้านปิด มียอดขายประมาณ 300 แก้วต่อวัน

ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากสำหรับร้าน Pop up Store เพราะไม่ว่าจะเป็นเมนูร้อนหรือเย็น ผู้บริโภคจะได้สัมผัสความพรีเมียมของกาแฟไม่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังเกิดเป็นกระแสการถ่ายรูปติดแฮชแท็ก NESCAFE Gold Café ขึ้นโซเชียลกว่า 800 ภาพในช่วงเวลาที่เปิดร้าน

จากการเปิด NESCAFE Gold Café ทำให้ใครหลายคนอยากลองกลับไปชงเองที่บ้าน ว่าจะได้กาแฟมีโฟมเหมือนที่ NESCAFE GOLD Café หรือไม่

อาราบิก้าจากเทือกเขาสูงเก็บด้วยมือ พร้อมนมนำเข้า

NESCAFE GOLD ออกมาตอบโจทย์นี้ เพราะแค่เติมน้ำร้อนลงไปไม่ต้องตีฟอง ส่วนผสมที่เป็นนมนำเข้าจากต่างประเทศ และเทคโนโลยีพิเศษของ NESCAFE GOLD โดยเฉพาะ ทำให้ได้ฟองนมหนานุ่มขึ้นมาทันที

ก่อนจะเป็นกาแฟพรีเมียม เรียกว่าพิถีพิถันตั้งแต่การคัดเมล็ดกาแฟอาราบิก้าแบบเก็บด้วยมือ ทำการคั่วบดละเอียดเพื่อให้ได้กลิ่นและรสชาติที่เข้มข้น และเพื่อตอบความชื่นชอบที่แตกต่างกัน จึงมีให้เลือก 3 รสชาติตามความชอบของแต่ละคน

คาปูชิโน รสกลมกล่อมที่ลงตัว ระหว่างความเข้มข้นของกาแฟอาราบิก้าและฟองนมที่นุ่มนวล
ลาเต้ มัคคิอาโต้ รสนุ่มละมุนของกาแฟพรีเมี่ยม โดดเด่นด้วยนมคุณภาพนำเข้าให้รสชาติเยี่ยมและกลิ่นหอม
ไวท์ เอสเพรสโซ เข้มทั้งกลิ่นและรสชาติของกาแฟอาราบิก้าคั่วบดละเอียด

ถือเป็นรูปแบบการทำตลาดและการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภค เมื่อมีสินค้าใหม่ออกวางตลาด ทั้งการเปิดร้านลักษณะ Pop up Store ขึ้นมาให้ลองกันจริงๆ นอกจากได้จิบกาแฟจากฝีมือผู้เชี่ยวชาญ ยังได้เรียนรู้วิธีการชงอย่างถูกต้องด้วย

ถึงตรงนี้ใครอยากลองกาแฟพรีเมียม มีโฟมนมหนานุ่ม ชงเองที่บ้านไม่ต้องตีฟองด้วย ลอง NESCAFE GOLD ด้วยตัวเองได้เลย จะได้รู้ว่าสรุปแล้วแตกต่างกันอย่างไร

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nescafe-gold-cafe/

จี้จุด Startup แบบไหนรอด-ไม่รอด ในสายตา AIS the Startup พร้อมแนวทางการปรับตัวเพื่อโตยั่งยืน

“ศรีหทัย พราหมณี” คือหัวหอกของ AIS the Startup ในตอนนี้ และจากประสบการณ์กว่า 5 ปีทำให้เธอมองเห็นจุดอ่อนในเรื่องความคิดเชิงธุรกิจของ Startup จำนวนมาก ที่หากยังไม่ปรับก็ส่งผลต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในไทยเช่นกัน

อยากอยู่รอดต้องรู้จักปล่อย

ศรีหทัย พราหมณี Head of AIS the Startup เล่าให้ฟังว่า Startup เกิดมาจากการพัฒนา Product เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เมื่อทุกอย่างเริ่มเติบโต การจมปรักอยู่กับเรื่องพัฒนา Product เพียงอย่างเดียวก็ไม่ถูกต้อง การเรียนรู้เรื่องธุรกิจ และการบริหารงานเริ่มเป็นสิ่งที่จำเป็นมากขึ้น

“เข้าใจว่าทุกคนรักโปรดักต์ของตัวเองมาก และช่วงแรกอาจมองแค่ตอบโจทย์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผ่านทีมงานแค่ 4-5 คน แต่หากทุกอย่างมันเติบโต และ Founder ไม่เติบโตได้ตามตลาด หรือหาทักษะการบริหารทางธุรกิจมากขึ้น โอกาสที่จะไปรอดก็อยาก ดังนั้นการยึดติดกับตัวเอง และไม่ยอมเรียนรู้อะไรใหม่ก็ยาก”

Zipevnet หนึ่งใน Startup ภายในโครงการ AIS the Startup ที่มีการปรับตัวเรื่องธุรกิจ และสามารถเติบโตได้ในระดับต่างประเทศ

สำหรับการปรับตัวที่ควรประกอบด้วย 3 ข้อคือ

  • Founder โดยเฉพาะเรื่องทักษะความเป็นผู้นำ และการวาง Structure ขององค์กร เพื่อรักษาการทำงานไว้ให้ได้ตลอด
  • Staff เพราะหาก Founder ปรับแล้ว การ Execute ไปที่พนักงานไม่ได้ ทุกอย่างก็จบ
  • Product จากที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้เล็กๆ แต่ถ้าอยากขยายตลาด การปรับ Product ให้เข้ากับตลาดใหญ่ก็จำเป็น

ที่สำคัญคือการนำการปรับทั้งหมดมาพัฒนา Value Chain กับ Stakeholder Management ให้ดีที่สุด เพราะการจะก้าวไปสู่บริษัทที่มีโครงสร้างชัดเจน (Structure) เพื่อความยั่งยืน การวางแผนเรื่องพาร์ทเนอร์ภายนอก และภายในเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนี้หากต่างชาติเข้ามาในตลาด ก็เสี่ยงที่จะถูกดึงตัวเพื่อนร่วมงาน และถ้าอ้างว่าช่วย Startup ไทยก็คงไม่ยั่งยืน

Golfdigg อีกหนึ่ง Startup ในโครงการของ AIS ที่จากมองโมเดลธุรกิจแบบ Vendor ก็เปลี่ยนเป็นแบบ Partner เพื่อรักษาความเป็น Owner เอาไว้

ปัจจัยภายใน-นอกเพียบ รุ่งได้ก็เจ๊งได้

อย่างไรก็ตามในอุตสาหกรรม Startup ของไทยนั้นมีรายใหม่เข้ามามาก และส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยเรียนรู้เรื่องธุรกิจมากนัก เน้นแต่การพัฒนา Product เพียงอย่างเดียว ซึ่งก็เข้าใจได้ว่า Startup เริ่มจากโปรดักต์ที่ดีก่อน แต่สุดท้ายแล้วการเรียนรู้เรื่องธุรกิจก็จำเป็นในระยะยาวอยู่ดี และเรื่องธุรกิจนั้นมีอะไรมากกว่าแค่ Lean Canvas ที่ Startup อยากรู้

“การเอาตัวเองเป็นหลักมากกว่าตลาด, การทำ Product ในตลาดที่เล็กมากจน Scale ไม่ได้ รวมถึงการทำ Startup ตามแฟชั่น นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของการเจ๊ง นอกจากการไม่เรียนรู้เรื่องธุรกิจแล้ว แต่หากมี Passion จริงๆ ก็ต้องมาดูกันอีกทีว่ามันเป็นไปได้ไหม และมันเป็นแค่ Passion เพื่อตัวเอง หรือเพื่อตลาดรวมหรือไม่”

Lean Canvas // ภาพโดย Ash Maurya (http://practicetrumpstheory.com/) [CC BY-SA 3.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)%5D, via Wikimedia Commons

ขณะเดียวกันจะเติบโต หรือเจ๊ง มันก็มีปัจจัยภายนอก เช่นการทำงานกับระดับ Corporate เพราะนั่นจะทำให้ Startup มีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นโดยอัตโนมัติ ผ่านการทำงานที่ทุกอย่างต้องเป๊ะ และปัจจัยทางกฎหมาย กับเทคโนโลยี ที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน และโมเดลธุรกิจ เช่นทำ Startup เกี่ยวกับ IoT แต่โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตยังไม่พร้อมก็โตลำบาก

Incubator ต้องปรับ เปิดรับตลอดเวลา

“AIS เริ่มทำโครงการ Startup เมื่อปี 2011 และเราก็ปรับมาโดยตลอด ตั้งแต่การประกวด จนมาถึงการเปิดให้ส่งผลงานตลอดเวลา เพราะมองว่าตอนนี้ตลาดมันพร้อม ไม่ต้องมา Ignite มัน ถ้ามาให้จัดประกวดเหมือนเดิมก็คงไม่ใช่ และการเปิดตลอดเวลานั้นทำให้ปีที่ผ่านมามีผู้สนใจส่งผลงานเข้ามากว่า 700 ราย และเปิดโอกาสให้ AIS ได้พบกับธุรกิจใหม่จำนวนมาก”

ภายใน AIS D.C. ศูนย์รวม Startup และความคิดสร้างสรรค์แห่งใหม่

ทั้งนี้การทำงานร่วมกับ Startup ทำให้ AIS เริ่มปรับองค์กรไปในทิศทางนั้นเช่นกัน อาทิการนำ Startup Culture มาใช้ในบางแผนก โดยเฉพาะเรื่องการลองผิดลองถูกอย่างมีเหตุผล และรีบแก้ไขหากพลาด เหมือนกับวิสัยทัศน์ของประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่ต้องการเปลี่ยนแปลงบริษัทในภาวะที่เป็นเบอร์หนึ่งในทิศทางดิจิทัล เพื่อรักษาตำแหน่งเบอร์หนึ่งไว้เช่นเดิม

ส่วนเรื่องทิศทางหลังจากนี้ของ AIS the Startup จะเป็นไปในทางใด “ศรีหทัย” บอกว่า ตอนนี้ AIS มี AIS D.C. เป็นศูนย์รวมเกี่ยวกับ Startup เพื่อสนับสนุนกลุ่มนักพัฒนาภายใต้โครงการ ร่วมถึงบุคคลที่สนใจ และพันธกิจของโครงการนี้ก็เหมือนเดิมคือ มุ่งสนับสนุน Startup ในประเทศไทยเต็มที่, ไม่ได้เข้าไปถือหุ้น (เรื่องลงทุนเป็นของ Invent) และเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดี

“เราเหมือน Navigator ที่นั่งข้างๆ คนขับที่เป็น Startup เพื่อให้พวกเขาไปในทิศทางที่ต้องการ ไม่ว่าจะ IPO เพื่อเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรืออยากขยายตลาดให้ได้ก่อน เราก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ais-the-startup-opinion-in-startup-industry/

คุยกับ Digital Ventures ในฐานะ Corporate VC กับผลงาน 1 ปีและแผนลงทุนในอนาคต

ภารกิจสำคัญของ Digital Ventures หรือ DV บริษัทในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB คือ การหาความรู้ใหม่ๆ ในเรื่องนวัตกรรมเทคโนโลยี รวมถึงการลงทุน โดยเฉพาะในสาย startup เพื่อมาต่อยอดให้ธุรกิจของธนาคารให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัล ที่ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลง

กว่า 1 ปีที่ผ่านมาของ DV ได้รับการจับตามอง เพราะเป็นเหมือนธนาคารรายแรกที่กระโดดเข้ามาค้นหาคำตอบในสิ่งที่ “ไม่รู้” ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายธุรกิจหลีกเลี่ยงที่จะทำ และครั้งนี้ Brand Inside ได้มีโอกาสคุยกับ พลภัทรพอล อัครปรีดี กรรมการผู้จัดการ หน่วยธุรกิจ Corporate Venture Capital (CVC) ของ DV พูดง่ายๆ ว่าเป็นหัวหน้าทีมที่ได้รับหน้าที่ในการศึกษาการลงทุน ทั้งการลงทุนผ่านกองทุน และการลงทุนกับ startup โดยตรง

ช่วงเวลาที่ผ่านมา DV ทำอะไรมาบ้าง และถือได้ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ หลายคนอยากรู้คำตอบ

พลภัทร “พอล” อัครปรีดี กรรมการผู้จัดการ หน่วยธุรกิจ Corporate Venture Capital

สำหรับ DV และ startup ไทย นี่คือจุดเริ่มต้น

พอล บอกว่า งานด้านการลงทุนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน DV ในเวลาในช่วงเริ่มต้นเพื่อสร้างทีมที่จะออกไปศึกษาการลงทุน ดังนั้นจะเห็นการลงทุนผ่านกองทุนต่างๆ ประโยชน์คือเพื่อเปิดโอกาสให้ DV ได้เข้าไปศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ startup และ FinTech ที่น่าสนใจ ได้ออกไปเรียนรู้ว่า เวลานี้โลกกำลังสนใจอะไร และกำลังทำอะไรอยู่

DV ได้ลงทุนใน 4 กองทุนที่เชี่ยวชาญด้าน startup ได้แก่

Golden Gate Ventures กองทุนชั้นนำในสิงคโปร์ ที่ลงทุนในธุรกิจ startup ระยะเริ่มต้น ปัจจุบันได้ลงทุนไปแล้วกว่า 45 บริษัทในภูมิภาคเอเชีย เช่น Omise, Piggipo, Orami เป็นต้น

Nyca กองทุนพัฒนา FinTech ชั้นนำของสหรัฐอเมริกาที่มีชื่อเสียงและมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งทั้งใน Silicon Valley และ Wall Street เป็นบริษัทที่มีจุดแข็งด้านความสัมพันธ์กับกลุ่มบริการทางการเงินและเทคโนโลยี

Dymon Asia Ventures เน้นลงทุน startup ระยะเริ่มต้นทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เน้น FinTech แบบ B2B ในสายสินเชื่อ สินทรัพย์ และบริหารความมั่งคั่ง ธุรกิจประกัน รวมถึง Blockchain

และ Siri Venture ซึ่ง SCB ได้ร่วมลงทุนด้วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึง startup และเทคโนโลยี ขยายการเข้าถึงใหม่ๆ ที่ไม่จำกัดแค่ผลิตภัณฑ์การเงิน

เวลานี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะไม่ใช่การลงทุนเพื่อสร้างผลกำไร แต่เป็นการลงทุนเพื่อศึกษาเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่ง DV และ SCB ได้สร้างเครือข่ายพันธมิตร ที่จะพัฒนาศักยภาพในการให้บริการและการแข่งขันทางธุรกิจ เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

ลงทุนตรงกับ 2 startup ยืนยันยังไม่มีการซื้อกิจการ

ด้วยงบประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ ในเวลาประมาณ 3 ปี และด้วยระดับของ SCB ที่เป็น 1 ในธนาคารใหญ่ของไทย การเข้าซื้อกิจการ startup ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เรื่องนี้ พอล บอกว่า เป้าหมายของ DV ไม่ใช่การซื้อกิจการ startup แต่ต้องการสนับสนุน และเติบโตไปพร้อมกัน รวมถึงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับ SCB

ยิ่ง DV ศึกษาเรื่องของ FinTech มากเท่าไร ก็ยิ่งรู้ว่ามีเรื่องที่ไม่รู้อยู่อีกมาก เช่น Blockchain, Robo Advisor, Machine Learning ซึ่งยังไม่รู้ว่าเทคโนโลยีอะไรจะมาแรงที่สุด จะถูกใช้ประโยชน์อย่างไร ดังนั้นการเน้นหาพันธมิตรที่จะช่วยกันศึกษาคือทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้

Ripple

สำหรับ startup 2 รายที่ DV ลงทุนโดยตรง ประกอบด้วย Ripple เป็นบริษัทพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน Blockchain จากสหรัฐอเมริกา และทำให้ SCB เป็นสถาบันการเงินไทยแห่งแรกที่เริ่มลงทุน ศึกษา และทดสอบ Blockchain เพื่อพัฒนาและสร้างเสถียรภาพการโอนเงินข้ามประเทศผ่านระบบออนไลน์ที่สะดวก รวดเร็ว ลดเวลาดำเนินการ ลดค่าใช้จ่ายและปลอดภัย

Startup อีกราย คือ PulseiD บริษัทพัฒนาเทคโนโลยี Geo-Location และแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล Big Data จาก Mobile Application ยกระดับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงินทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (ATM, Credit Card) เพื่อรองรับ Lifestyle ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

การลงทุนใน startup จะเน้นในเรื่องความรู้ใหม่ๆ รวมถึงโอกาสในการเรียนรู้และนำบริการต่างๆ มาใช้ในอนาคต

วางแผนลงทุนสร้างการเรียนรู้ ดัน SCB ขึ้นธนาคารระดับท็อปของภูมิภาค

พอล บอกว่า ความเคลื่อนไหวด้านการลงทุนของธนาคารในอาเซียน มีไทยแห่งเดียวที่ 4 ธนาคารใหญ่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุด ไม่ใช่เฉพาะ SCB แต่ยังมีธนาคารอื่นๆ ด้วย เพื่อยกระดับธนาคารของไทยให้เป็นธนาคารระดับท็อปของภูมิภาค เช่นเดียวกับในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น พลังงาน, ก่อสร้าง หรือ อสังหาริมทรัพย์

การลงทุนของ DV จะขยายครอบคลุมไปในหลายภูมิภาคของโลก ทั้ง อเมริกา, ยุโรป, ตะวันออกกลาง และเอเชีย โดยเน้นลงทุนในบริษัทที่พัฒนา Core Technology ที่รองรับ FinTech เช่น Machine learning, Blockchain, Big data และ Cyber security

การลงทุนโดยตรงใน startup จะมีมากขึ้น ซึ่งรวมถึง startup ไทย ที่เริ่มต้นจาก DVA Batch 0 ที่เพิ่งจบไป ประโยชน์ที่เกิดขึ้น คือ การผลักดันให้เกิดบริการที่เป็นนวัตกรรมทางการเงินให้กับลูกค้าทั่วไปและลูกค้าองค์กรของธนาคาร สร้างเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ เห็นโอกาสทางธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการ เช่น การเดินทางไปอิสราเอลที่ผ่านมา ได้ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายทั้ง VC และ startup ที่สร้างไว้ตลอด 1 ปีให้กับลูกค้าองค์กรระดับยักษ์ใหญ่ของไทย เช่น ปตท., SCG, Ananda Development และกลุ่มเซ็นทรัลเพื่อมองหานวัตกรรมที่จะขับเคลื่อนองค์กรของตนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล

สุดท้าย พอล บอกว่า การพัฒนา Ecosystem ของ startup ไทยที่เริ่มมาประมาณ 5 ปี ถือว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมากๆ ต้องเร่งสร้าง startup เพิ่มขึ้น สร้างพันธมิตรที่จะช่วยผลักดัน และต้องมีนักลงทุนในรูปแบบต่างๆ หน้าที่ของ DV ในฐานะของ CVC คือ การศึกษา ลงทุน และต่อยอดให้ธุรกิจของธนาคาร แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็คือ การสร้างความแข็งแกร่งให้เกิดกับ Ecosystem ทั้งระบบด้วยเช่นกัน

สรุป

ปกติการลงทุนของธนาคารจะเน้นผลกำไร แต่เป้าหมายของ DV แตกต่างออกไป เป็นการลงทุนทางกลยุทธ์เป็นหลัก เน้นหาความรู้ ศึกษาเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับ SCB เช่น Blockchain เป็นต้น แต่ก็ยังมีประโยชน์ที่เหนือความคาดหมายอยู่ด้วย เช่น ค่าเงินดิจิทัลของ Ripple XRP ที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนการลงทุนครั้งต่อไปจะเป็นอย่างไร ต้องรอติดตาม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/digital-ventures-corporate-vc-first-year/

เปิดประสบการณ์ Next Cube ใช้สื่อดิจิทัลอย่างไรให้ได้มากกว่า Awareness

คุณรัญจิรา คงสวัสดิ์

 ปฏิเสธไม่ได้ว่า มนุษย์ทุกวันนี้มีสื่อรายล้อมอยู่เต็มไปหมด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า ในจำนวนสื่อมากมายมหาศาลนั้น อาจมีสื่อเพียงบางชนิดที่โดดเด่น ทำให้เราเกิดความสนใจและอยากเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ซึ่งสื่อ Out-Of-Home (OOH) เป็นสื่อที่กำลังเผชิญกับความท้าทายนั้นอยู่ และหลายค่ายก็เกิดคำถามว่าจะทำอย่างไรให้สื่อ OOH ของตนเองนั้นน่าสนใจและสามารถสร้าง Engagement จากผู้บริโภคยุคใหม่ได้

ทีมงาน Thumbsup มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณรัญจิรา คงสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการจาก Next Cube ผู้พัฒนาสื่อ Out-of-Home (OOH) แบบอินเทอร์แอคทีฟรายใหญ่ของไทย ที่มาเผยถึงแนวคิดและเทคนิคในการสร้างสื่อ OOH ให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ โดยคุณรัญจิราเผยว่า หนึ่งในหัวใจสำคัญก็คือ “เทคโนโลยีอินเทอร์แอคทีฟ” ที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์จากแบรนด์ได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น และสามารถเป็นได้มากกว่าเครื่องมือสร้างการรับรู้ในแบรนด์ (Awareness) เหมือนสื่อ OOH ทั่วไป

“เราพบว่า จากสื่อ OOH แบบดิจิทัลที่เรามีอย่าง Interactive Kiosk เมื่อนำไปใช้ในการประชาสัมพันธ์แล้วสามารถสร้างความโดดเด่นเตะตาให้กับผู้ที่เดินผ่านไปมาได้เหนือกว่าสื่อ OOH แบบเดิม และสามารถสร้าง engagement หรือการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ให้เกิดขึ้นได้ดีกว่าด้วย”

โดยคุณรัญจิราเผยว่า สื่อ OOH แบบดิจิทัลนั้นสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่เช่นกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่เติบโตมาท่ามกลางการใช้งานอินเทอร์เน็ตจนกลายเป็น Digital Native ได้อย่างลงตัว 

Life Tower สื่อ OOH แบบดิจิทัลของ Next Cube ณ ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต

สำหรับสื่อ OOH แบบดิจิทัลที่ทาง Next Cube พัฒนาขึ้นมานั้นมีทั้งตู้คิออสแบบอินเทอร์แอคทีฟและ Life Tower ขนาดใหญ่ ซึ่งทาง Next Cube เผยว่า การเลือกพื้นที่ปรากฏตัวของสื่อ OOH แบบดิจิทัลก็เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่ง  ซึ่งทาง Next Cube เลือกพื้นที่สำคัญอย่าง “ท่าอากาศยานนานาชาติ” เนื่องจากมองว่า พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งรวมของผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มีกำลังซื้อสูงทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศนั่นเอง

“พฤติกรรมคนใช้สนามบิน คือคนที่ทันสมัย และคุ้นเคยกับเทคโนโลยีมากพอสมควร ดังนั้น เขาสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อได้เองโดยที่เราไม่ต้องเข้าไปสอนเขามากนัก ที่สำคัญ สื่อ OOH แบบดิจิทัลนี้นอกจากจะสร้าง Engagement กับผู้บริโภคในสนามบินได้แล้ว ยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดกับตัวสินค้าได้อีกด้วย”

“ยกตัวอย่างนักเดินทางชาวจีนที่เขามีความรู้สึกมั่นใจในคุณภาพของสินค้าไทยเป็นทุนเดิม โดยเขารู้สึกปลอดภัยที่จะซื้อขนม ของฝากจากไทยติดไม้ติดมือกลับบ้านไป และการที่เขาได้เห็นแบรนด์สินค้าไทยปรากฏอยู่บนสื่อ OOH ภายในท่าอากาศยาน ก็จะทำให้เขายิ่งเกิดความเชื่อมั่นในแบรนด์นั้น ๆ มากขึ้น”

ด้วยเหตุนี้ ทาง Next Cube จึงลงทุนสร้าง Life Tower ขนาดใหญ่ขึ้นภายในท่าอากาศยานของไทย 2 แห่งได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต และท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ร่วมกับการติดตั้ง Interactive Kiosk ในธีมที่แตกต่างกันตามท่าอากาศยานต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ท่าอากาศยานเชียงใหม่เป็น World Clock สำหรับบอกเวลาทั่วโลก หรือที่ท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นตู้ Directory Kiosk เพื่อแสดงโปรโมชันของร้านค้าต่าง ๆ ภายในดอนเมือง เป็นต้น

Life Tower ณ ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง

ส่วนในย่านใจกลางเมืองซึ่งเป็นแหล่งรวมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเองก็เป็นพื้นที่สำคัญของสื่อ OOH เช่นกัน ซึ่งทาง Next Cube มีพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่างเครือเซ็นทรัลในการตั้ง Interactive Kiosk เพื่อใช้ในการสร้าง Engagement และทำแคมเปญต่าง ๆ ด้วย โดยในจุดนี้ คุณอาสา วัฒนญาณกุล ผู้จัดการฝ่ายไอทีของ Next Cube กล่าวเสริมว่า “เรามีการจัดอีเวนท์กับแบรนด์ต่าง ๆ โดยใช้ตู้ Kiosk เป็นสื่อในการจัดกิจกรรม ซึ่งแคมเปญที่ได้รับความนิยมคือการถ่ายภาพ – ปรินท์ภาพให้กับผู้ร่วมกิจกรรม หรือการดึงภาพผู้ร่วมกิจกรรมขึ้นไปแสดงผลบนจอดิจิทัลขนาดใหญ่ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ได้รับการตอบรับที่ดีมาก”

นอกจากนั้น ยังสามารถผนวกคอนเทนต์เข้ากับโมบายล์แอปพลิเคชันเพิ่มเติมได้ เพื่อให้แบรนด์สามารถเชื่อมโยงมีเดียไปนำเสนอใน Social Media ช่องทางต่าง ๆ ตามที่ต้องการด้วย

 

จากสื่อ OOH ดิจิทัลสู่โครงการ “70 ล้านคนไทยรักกัน”

นอกจากการใช้สื่อดิจิทัลในภาคธุรกิจแล้ว ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินชื่อโครงการ “70 ล้านคนไทยรักกัน” มากขึ้นผ่านช่องทางต่าง ๆ ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการร่วมสมทบทุนสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา ของโรงพยาบาลศิริราช และเป็นโครงการสุดท้ายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ที่ทรงเล็งเห็นว่ามีจำนวนพสกนิกรมากมายที่มารอรับการรักษาที่ ร.พ.ศิริราช แต่จำนวนอาคารที่รองรับมีไม่มากพอ ดังนั้นจึงได้เกิดโครงการนี้ขึ้นมาให้พลังของคนไทย 70 ล้านคนได้สานต่อโครงการนี้ให้สำเร็จ ซึ่งพิเศษมากขึ้นเมื่อทางโครงการฯ ได้นำตู้ Interactive Kiosk และโมบายล์แอปพลิเคชันของ Next Cube มาสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการดังกล่าวนี้ด้วย

ตู้ Interactive Kiosk ในโครงการ 70 ล้านคนไทยรักกัน

“เรามี Interactive Kiosk สำหรับแสดง 9 พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ที่คนไทยควรตระหนัก และมีช่องทางการร่วมสมทบทุนโดยใช้ใจ นั่นคือ การดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน  70millionthailand และแชร์ภาพถ่ายที่แสดงออกถึงรอยยิ้ม ความรักความสามัคคีผ่านช่องทางดังกล่าว โดยทุก ๆ 1 ภาพเท่ากับ 1 บาทที่ร่วมสมทบทุน หรือจะบริจาคผ่านตู้ Kiosk ที่หน่วยงานราชการ สนามบิน และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลทั้ง 17 สาขาทั่วประเทศก็ได้เช่นกัน” คุณรัญจิรากล่าวปิดท้าย

จากภาพรวมของสื่อ OOH แบบดิจิทัลทั้งในภาคเอกชนและภาคสังคมที่ Next Cube ได้ถ่ายทอดให้เห็นอย่างละเอียดนี้ เชื่อว่าคงจะทำให้หลายคนได้เห็นถึงการกลยุทธ์ในการปรับใช้สื่อ OOH ให้สามารถสร้างการมีส่วนร่วมในกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีความใกล้ชิดกับเทคโนโลยี และต้องการนำเทคโนโลยีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้มากขึ้น ซึ่งทีมงานขอนำคลิปของ Life Tower ที่โดดเด่น ณ ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตมาฝากกันเป็นการส่งท้ายบทความชิ้นนี้ค่ะ

บทความนี้เป็น Advertorial

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/nextcube-digital-ooh-more-than-awareness/

1 ปีกับบทบาท CMO “สิทธิโชค นพชินบุตร” ขอเวลาปรับฐานองค์กรใหม่ ครึ่งปีหลังมีเซอร์ไพรส์แน่นอน

ทำงานมาครบ 1 ปีพอดี สำหรับ สิทธิโชค นพชินบุตร CMO ฝีมือคนไทยฝีมือดี ที่หลายคนกำลังจับตามองว่า จะมาพลิกสถานการณ์ทางการตลาดให้กับ dtac ที่ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้ใช้ CMO จากต่างประเทศ เลยทำให้ยังเข้าใจผู้บริโภคคนไทยไม่ถึงแก่นมากนัก

ครั้งนี้ Brand Inside ได้โอกาสเข้ามานั่งพูดคุยถึง 1 ปีที่ผ่านมาและอีก 1 ปีจากนี้ สิทธิโชค มองสถานการณ์ต่างๆ และเตรียมขยับการตลาดของ dtac อย่างไร

1 ปี ปรับฐานองค์กรใหม่… ยังไม่จบ

สิทธิโชค บอกว่า ช่วงเวลา 1 ปีที่ทำงานกับ dtac ต้องบอกว่ายังใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการปรับฐานภายในองค์กรใหม่ ด้วยองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานกว่า 5,000 คน มีฝ่ายการตลาดกว่า 1,500 คน การกำหนดแนวทางและกลยุทธ์เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นต้องยอมรับว่ อาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะกว่าการปรับฐานทางธุรกิจจะเสร็จเรียบร้อย

“แม้ส่วนตัวจะอยากทำให้เร็วกว่านี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าในเวลา 1 ปียังเร็วเกินไปที่จะปรับเปลี่ยนองค์กรขนาดใหญ่ให้เสร็จ ทุกคนในองค์กรต้องการเวลาในการปรับตัว”

ในยุค Digital Transformation องค์กรต้องปรับตัวให้เร็ว แต่ส่วนตัวมองว่ายังมีเวลาที่จะทบทวนและปรับตัวอย่างระมัดระวัง เพื่อทิศทางขององค์กรที่ถูกต้อง อาจใช้เวลาอีกประมาณ 1 ปีจากนี้ เชื่อว่า Core Business ของ dtac ยังสามารถสร้างรายได้และทำกำไรได้ ในระยะสั้นอาจมีผลกระทบบ้าง

แต่เชื่อว่าในระยะยาว dtac จะเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง

 6 เดือนแรกยังไม่ชัด ธุรกิจต้องดูกันยาวๆ

สำหรับ 6 เดือนแรกของปีนี้ สิทธิโชค บอกว่ามีทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่ต้องปรับปรุง จะเห็นว่า ไตรมาสแรกแม้จำนวนลูกค้าจะลดลงแต่รายได้เพิ่มขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดี เรียกว่าระยะสั้นอาจจะสะดุดบ้างจากการทุ่มตลาดของคู่แข่ง แต่เรื่องนี้ต้องดูกันยาวๆ

ผลบวกเกิดขึ้นในไตรมาสแรก เริ่มจาก dtac เลือกใช้ อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ เซเลบซูเปอร์สตาร์มาเป็น พรีเซ็นเตอร์ในเรื่องความกว้างของคลื่นความถี่ และความลื่นของบริการ ซึ่งกลายเป็น Talk of the Town ตามมาติดๆ ด้วยแพ็คเกจ Go No Limit ที่มี นาย ณภัทร เสียงสมบูรณ์ มาเรียกเสียงฮือฮา และเป็นแพ็คเกจแรกของตลาด ที่ตรงกับพฤติกรรมผู้ใช้ที่เปลี่ยนไปเน้นเรื่อง data มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าไตรมาส 2 ควรมีแคมเปญออกมาต่อยอดทันที แต่ dtac ก็หายไป ขาดความต่อเนื่อง นี่คือสิ่งที่ต้องปรับปรุง ดังนั้นในครึ่งปีหลังนี้ การตลาดของ dtac จะมีความต่อเนื่องมากขึ้น และมีเซอร์ไพรส์ออกมาแน่นอน

dtac Reward บริการ CRM ที่เห็นผลชัดเจน

ในด้าน CRM ต้องบอกว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือ Serenade จาก AIS รวมถึง True Privilege ก็มีบริการที่หลากหลาย ขณะที่ dtac เริ่มต้นทีหลังสุด แต่หลังจากที่วางแผนและดำเนินการอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา dtac Reward ก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆ

มีการทำโพลอย่างไม่เป็นทางการในเว็บไซต์ pantip.com เปรียบเทียบบริการ CRM จาก 3 ค่าย คลิกทีนี่ ผลปรากฎว่า dtac ชนะ!

สิทธิโชค บอกว่า dtac Reward ยังต้องพัฒนาไปอีกมากเพื่อให้บริการกับผู้ใช้ และเพื่อแข่งขันกับผู้ให้บริการรายอื่น ซึ่งผลสำรวจครั้งนี้อาจไม่สามารถใช้อ้างอิงอะไรได้ แต่ก็แสดงให้เห็นว่า การทำงานอย่างเต็มที่ด้าน CRM ของ dtac ผู้บริโภคสามารถรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยแปลงที่เกิดขึ้น และจะเป็นแรงผลักดันให้ dtac ทำให้ดีขึ้นต่อไป

อะไรจะเกิดขึ้นภายใน 6 เดือนข้างหน้า

อย่างที่บอกไปแล้วว่าบทเรียนจากไตรมาส 2 ที่เงียบเกินไป ทำให้ครึ่งปีหลังแคมเปญการตลาดต้องต่อเนื่อง และจะมีเซอร์ไพรส์ออกมาสู่ตลาดแน่นอน รวมถึงเรื่องคลื่นความถี่ 2300MHz ที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจารายละเอียดสัญญากับทีโอที ทำให้ไม่สามารถเปิดเผยอะไรได้มากนัก

แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือ การปลดล็อคความกังวลใจของผู้ใช้ว่า dtac จะไม่มีคลื่นสำหรับให้บริการ ซึ่งการมีคลื่นความถี่กว้าง 60MHz ทำให้สามารถสร้างสรรค์บริการใหม่ๆ ได้ ถือเป็นจิ๊กซอว์ของ story ที่ dtac จะเล่าถึงในอนาคต

และจะส่งผลดีในระยะยาวต่อธุรกิจของ dtac อย่างแน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cmo-dtac-new-strategy/

เปิดรายงานเชิงลึกประเทศไทย วิกฤติหรือโอกาสของ “เทคโนโลยี” กับการรับมือสังคมผู้สูงอายุ

เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีการเปิดเผยตัวเลขชุดหนึ่งที่น่าสนใจมากสำหรับคนไทย นั่นก็คือ “รายงานเชิงลึกการพัฒนาเข้าสู่เศรษฐกิจฐานดิจิทัลของประเทศไทย” (Thailand Digitalization Whitepaper) ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท โรแลนด์ เบอร์เกอร์ (Roland Berger) โดยเจาะลึกในเรื่องดิจิทัลของอุตสาหกรรมไทย 3 ด้านได้แก่ สังคมผู้สูงอายุ, การเกษตร และการท่องเที่ยว

สำหรับตัวเลขที่น่าสนใจนี้มาจากข้อมูลฟากของ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Society) เหตุที่กล่าวว่าน่าสนใจมากเป็นเพราะในรายงานชิ้นนี้ ได้มีการคาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2573 หรืออีก 13 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุถึง 26.9% ต่อจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งตัวเลขนี้เทียบเท่าประเทศสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรเลยทีเดียว ขณะที่ในระดับโลกแล้ว ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 17% หรือระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็ไม่ต่างกันมาก เฉลี่ยอยู่ที่ 18% เท่านั้น

ส่วนสาเหตุการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุนั้นเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านคงทราบกันดีแล้วว่า มาจากสองประเด็นหลัก ๆ นั่นก็คือ อัตราการเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา กับการเพิ่มขึ้นของอายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากร

แผนภาพที่ 1 ปิระมิดประชากรไทยแสดงถึงประชากรตามเพศและกลุ่มอายุ

นอกจากนั้นยังมีประเด็นรองในเรื่องของการขยายตัวของสังคมเมือง และการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ที่ทำให้ไลฟ์สไตล์ของคนไทยเปลี่ยนไป และมีแนวโน้มต้องการจำนวนบุตรที่น้อยลงด้วย

สัดส่วนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นนี้นำไปสู่ความท้าทายในหลาย ๆ ด้านที่คนไทยในยุคต่อไปต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็น

1. รายจ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น

ตัวเลขจากองค์การอนามัยโลกพบว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของคนไทยในปี พ.ศ. 2557 อยู่ที่ 360 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 12,258 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า จากเดิมในปี พ.ศ. 2543 นั้นอยู่ที่คนละ 74 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,519 บาทเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ภาครัฐต้องรับผิดชอบก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยพบว่า ในปี พ.ศ. 2538 ภาครัฐมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้แค่ 51% แต่ในปี พ.ศ. 2557 พบว่าเขยิบขึ้นมาเป็น 86%

แผนภาพที่ 2 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่อประชากรหนึ่งคน (เหรียญสหรัฐ, พ.ศ. 2538 ถึง 2557)

2. ผู้ป่วยโรคเรื้อรังเพิ่มจำนวนขึ้น

หนึ่งในข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ประกอบอยู่ในรายงานเชิงลึกฉบับนี้ชี้ว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากป่วยเป็นโรคเรื้อรัง (ความดันโลหิตสูง – เบาหวาน เป็นสองโรคที่พบได้บ่อยที่สุด) โดยตัวเลขในปี พ.ศ. 2557 ที่ผ่านมาพบว่า ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มเป็น 37% และเบาหวานเพิ่มเป็น 15% จากเดิมในปี พ.ศ. 2545 อยู่ที่ 20% และ 9% ตามลำดับ

3. บริการทางการแพทย์ที่ไม่สะดวกต่อผู้สูงอายุ

จากรายงานดังกล่าวพบว่า ผู้สูงอายุกว่าครึ่งของไทยนั้นอาศัยอยู่ในเขตชนบท โดยภาคเหนือและภาคอีสานมีประชากรที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปมากที่สุด มากไปกว่านั้น ในเขตชนบท เมื่อมีผู้สูงอายุป่วย และต้องการแพทย์เฉพาะทาง การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมารอพบแพทย์ที่โรงพยาบาลระดับอำเภอ เป็นที่เรื่องยากลำบากมาก

4. มีผู้สูงอายุที่ต้องอาศัยตามลำพังเพิ่มขึ้น

การปรับเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม ทำให้ประชากรวัยทำงานต้องเข้ามาทำงานในเมืองมากขึ้น และปล่อยให้ผู้สูงอายุจำนวนมากอาศัยอยู่ตามลำพัง โดยในปี พ.ศ. 2557 พบว่ามีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ตามลำพังเพิ่มเป็น 8.7% จากเดิมในปีพ.ศ. 2537 มีแค่ 3.6% ส่วนผู้สูงอายุที่อาศัยกับบุตรหลานก็ลดลงเหลือแค่ 55% จากเดิมที่ 73% ด้วย

แผนภาพที่ 3 สัดส่วนผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่กับบุตรและอาศัยอยู่ตามลำพัง (%, พ.ศ. 2537 – 2557)

การอยู่ตามลำพังถือว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง เช่น หกล้ม, หัวใจวายเฉียบพลันในผู้สูงอายุได้มาก อีกทั้งยังพบว่าสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติชี้ว่า ผู้สูงอายุไทยกว่า 90% อาศัยอยู่ในบ้านที่ไม่มีราวจับในห้องน้ำ และห้องนอน รวมถึงยังมีอีก 35% ที่ขับถ่ายด้วยส้วมหลุม ทำให้ต้องนั่งยองและอาจลุกได้ยากลำบากนั่นเอง

5. ประเทศไทยกำลังมีผู้ช่วยเหลือค้ำจุนผู้สูงอายุลดลง

ผู้ช่วยเหลือค้ำจุนผู้สูงอายุก็คือ คนดูแล ซึ่งหากคำนวณจากประชากรวัยทำงาน (อายุ 15 – 60 ปี) ต่อประชากรสูงอายุ 1 คน (อายุมากกว่า 60 ปี) พบว่า จากเดิมที่มีอยู่ 4.2 คนในปี พ.ศ. 2558 จะลดลงเหลือ 2.2 คน ในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งการขาดผู้ดูแลนี้ หากไม่มีการแก้ไขจะนำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ อีกมากมายในอนาคต

แผนภาพที่ 4 จำนวนประชากรวัยทำงานต่อผู้สูงอายุ 1 คน (พ.ศ. 2543 – 2573)

6. เกิดผลกระทบจากการพึ่งพาทางด้านเศรษฐกิจ 

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า รายได้ของประชากรไทยในแต่ละช่วงอายุมีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยผู้สูงอายุมีรายได้ต่อปีน้อยกว่าคนวัย 40 – 44 ปีถึง 30% และ 80% ของผู้สูงอายุได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากบุตรหลาน และมีถึง 37% ที่บอกว่า เงินช่วยเหลือจากบุตรหลานคือรายได้หลักของตนเอง

แผนภาพที่ 5 ผู้สูงอายุแบ่งตามแหล่งที่มาของรายได้หลัก

ดึง “4 เทคโนโลยี” รับมือ 6 ความท้าทาย

จากตัวเลขดังที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องนำ “เทคโนโลยี” เข้ามาจัดการกับ “ความท้าทาย” เหล่านั้น ซึ่งเทคโนโลยีที่สามารถนำมาช่วยได้นั้น รายงานเชิงลึกชิ้นนี้ได้ชี้ว่ามีทั้งสิ้น 4 หมวดใหญ่ ๆ ได้แก่

1. การจัดทำระบบจัดการข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ (National Health Information System หรือ NHIS) 

ระบบจัดการข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ (NHIS) ประกอบด้วยการจัดเก็บข้อมูลแบบ Real-Time การบันทึกข้อมูลในฐานข้อมูลระดับชาติ (National Data Platform) การแบ่งปันข้อมูลให้ผู้ที่เกี่ยวข้องและการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ซึ่งข้อมูลหลักของระบบ NHIS คือฐานข้อมูลประวัติผู้ป่วยในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National Electronic Health Record) โดยเป็นประวัติอย่างละเอียดของประชากรแต่ละคน เช่น ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลระบบประกันสุขภาพ ข้อมูลการแพ้ยา ประวัติการเป็นโรค ประวัติการตรวจรักษา ประวัติการใช้ยา ประวัติการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ฯลฯ ที่โรงพยาบาลทุกแห่งมีสิทธิ์เข้าถึง

แผนภาพที่ 6 ส่วนประกอบต่าง ๆ ของระบบบริการข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ

โดยที่ผ่านมา ความท้าทายของประเทศไทยก็คือ การที่ประเทศไทยมีระดับการพัฒนาของ NHIS อยู่ในระยะที่ 2 ซึ่งเป็นระดับที่มีการพัฒนาและการใช้แบบกระจัดกระจาย (Scattered Stage) ที่ภาครัฐและเอกชนมีการจัดเก็บข้อมูลแบบดิจิทัล แต่ส่วนใหญ่ไม่มีการประสานงานในการจัดเก็บข้อมูล อีกทั้งไม่มีการจัดทำฐานข้อมูลระดับชาติสำหรับผู้ป่วยด้วย

ความท้าทายอีกข้อหนึ่งคือ ความไม่พร้อมทางการบุคลากรทางการแพทย์ก็เป็นประเด็นที่ทำให้การจัดเก็บข้อมูลสุขภาพทำได้ยากขึ้น รวมถึงการที่ระบบไม่สามารถทำงานข้ามแพลตฟอร์มกันได้กับระบบอื่น ทำให้การแชร์ข้อมูลถูกจำกัด ประการสุดท้ายคือการประเด็นด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และการรักษาความลับของผู้ป่วยที่ยังเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนเป็นกังวล

ด้วยเหตุนี้ แนวทางการพัฒนาที่รายงานเชิงลึกชิ้นนี้นำเสนอจึงมีสองข้อใหญ่ ๆ ด้วยกัน นั่นคือ การพัฒนาระบบบันทึกฐานข้อมูลประวัติผู้ป่วยในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National Electronic Health Record หรือ NEHR) บนฐานข้อมูลระดับชาติ โดยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงได้  และมีการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการวางนโยบายและการป้องกันโรคได้ด้วย

สองคือการพัฒนาพอร์ทัลสำหรับผู้ป่วยแห่งชาติ (National Patient Portal) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงฐานข้อมูลระดับชาติ และข้อมูลประวัติของตัวเองผ่านแอปพลิเคชัน และสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูล สถิติ บทวิเคราะห์เพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมและแอปพลิเคชันด้านสุขภาพต่อไป

2. การให้บริการสาธารณสุขแก่ผู้สูงอายุในพื้นที่ห่างไกลอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดด้วย Telehealth

Telehealth คือการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มาใช้ในการให้บริการด้านสุขภาพในระยะทางไกลและสามารถนำมาใช้ได้ใน 2 รูปแบบ ได้แก่

  1. 1. Provider-to-Provider (ระหว่างผู้ให้บริการด้านสุขภาพ)
  2. 2. Provider-to-Patient (ระหว่างผู้ให้บริการด้านสุขภาพกับผู้ป่วย)

แผนภาพที่ 7 ภาพอธิบาย Telehealth สองรูปแบบ

ประโยชน์ที่จะได้รับจาก Telehealth คือ ช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับบริการด้านสุขภาพจากแพทย์เฉพาะทางที่อยู่ในโรงพยาบาลได้โดยไม่ต้องเดินทางไปที่โรงพยาบาลเหล่านั้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังด้วย

ในส่วนของรัฐบาล Telehealth จะช่วยลดความจำเป็นในการสร้างสถานพยาบาลเพิ่มเติมในพื้นที่ชนบท และการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ลงได้

สำหรับตัวการที่สะกัดการใช้งาน Telehealth ไม่ให้แพร่หลายนั้น ประกอบด้วย 3 ปัจจัย ดังนี้

– โครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT ยังไม่พร้อม ทั้งในด้านความเร็วและการครอบคลุมของเครือข่าย

– ขาดความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยี Telehealth

– กฎระเบียบต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจนในการให้การรักษาแบบ Telehealth และจำเป็นต้องกำหนดสิทธิของแพทย์และผู้ป่วยให้ชัดเจนขึ้น

โดยรายงานดังกล่าวได้เสนอรูปแบบการพัฒนา Telehealth เอาไว้ดังนี้

– พัฒนาเครือข่าย Telehealth ระหว่างผู้ให้บริการ (Provider to Provider) เช่นในโรงพยาบาลศูนย์ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ (ร่วมกับการเตรียมความพร้อมในด้านแอปพลิเคชัน) เพื่อให้การสื่อสารกับโรงพยาบาลศูนย์มีความชัดเจนและรวดเร็ว

– อบรมบุคลากรทางการแพทย์ให้พร้อมที่จะให้บริการ Telehealth

– สนับสนุนให้มีบริการ Telehealth ระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ป่วยมากขึ้น (Provider to Patient) โดยเฉพาะเทคโนโลยี Remote Patient Monitoring เพื่อช่วยดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความลำบากในการเดินทางมาพบแพทย์

– พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับวัดข้อมูลที่บ้าน และอุปกรณ์รับข้อมูลที่โรงพยาบาล

– ส่งเสริมภาคเอกชนรวมถึงสตาร์ทอัป ผลิตอุปกรณ์แบบสวมใส่ (Personal Wearables) เพื่อใช้ในการชี้วัดทางสุขภาพด้วยตัวเองและเชื่อมกับระบบ  Remote Patient Monitoring ของโรงพยาบาล

– แก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบเพื่อสนับสนุนการใช้งาน Telehealth โดยต้องกำหนดสิทธิ์ของแพทย์และผู้ป่วยอย่างชัดเจน และในส่วนของบริการแบบ Provider to Patient ก็ต้องมีนโยบายด้านความเป็นส่วนตัวที่รัดกุม เป็นต้น

3. การเสริมสร้างความปลอดภัยและความสะดวกสบายของผู้สูงอายุขณะอยู่บ้าน

ความปลอดภัยของผู้สูงอายุขณะอยู่บ้านเป็นสิ่งที่ลูกหลานหลายคนกังวล ซึ่งเทคโนโลยีที่เหมาะสมจะนำมาใช้ใน Smart Home จึงมีหลากหลาย สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ กลุ่ม Home Sensors, อุปกรณ์ IoT และ Care Robots (หุ่นยนต์ดูแล)

ประโยชน์ของ Smart Home

  • ช่วยเพิ่มความปลอดภัยโดยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง
  • ลดภาวะการพึ่งพาคนอื่นในการดำรงชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุในวันที่ผู้ดูแลหาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ
  • ช่วยลดความกังวลของลูกหลาน

ด้วยเหตุนี้ รายงานเชิงลึกฯ ฉบับนี้จึงมีคำแนะนำว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า สิ่งที่ประเทศไทยควรมุ่งเน้นก็คือ การสนับสนุนให้มีการพัฒนาสินค้า Smart Home ออกมาให้มากกว่านี้ โดยเน้นที่ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อพัฒนาเซนเซอร์ในบ้านสำหรับผู้สูงอายุ ที่ใช้งานง่าย และมีราคาย่อมเยา รวมถึงการสนับสนุนเอกชน และสตาร์ทอัปในการพัฒนา IoT และหุ่นยนต์ดูแลที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุด้วย

4. การใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจและสังคม

เครื่องมือดิจิทัลสำหรับผู้สูงอายุ (Digital Social Interaction Solutions) เป็นกลุ่มของเครื่องมือดิจิทัลที่สามารถช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ทั้งในด้านสุขภาพ การพัฒนาสมอง การเพิ่มการมีส่วนร่วมกับสังคม การหางานและการสร้างรายได้ การติดต่อกับญาติมิตร ฯลฯ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นสามกลุ่มหลักดังนี้

  • Online Communities & Communications
  • Caregivers Platforms
  • Lifestyle Promotion Tools

แม้ว่าการใช้งานเครื่องมือดิจิทัลสำหรับผู้สูงอายุสามารถช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้ แต่จากข้อมูลของรายงานชิ้นนี้ได้ชี้ว่า ผู้สูงอายุที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างสม่ำเสมอนั้นมีเพียง 3.9% เท่านั้น ขณะที่การพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลสำหรับผู้สูงอายุโดยสตาร์ทอัปไทยก็ยังมีจำกัด ซึ่งการที่ผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจประโยชน์ของเครื่องมือดิจิทัล ทำให้พลาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพสำคัญ และการมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนออนไลน์จึงอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะซึมเศร้าได้ด้วย

แผนภาพที่ 8 อัตราการใช้อินเทอร์เน็ต (% ของประชากร)

ด้วยเหตุนี้แนวทางที่สามารถพัฒนาต่อในอีก 5 ปีข้างหน้าคือการพัฒนา Digital Social Interaction Solution สำหรับผู้สูงอายุ รวมถึงส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งอาจเริ่มใช้เครื่องมือดิจิทัลนี้กับผู้สูงอายุในเขตเมืองก่อน เนื่องจากผู้สูงอายุในเขตเมืองมีความเสี่ยงที่จะประสบปัญหามากกว่าผู้สูงอายุในเขตชนบท ก่อนจะให้การสนับสนุนการพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลใหม่ ๆ ที่ส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ

นายวิคเตอร์ จาง ประธานบริหาร ฝ่ายสื่อสารรัฐกิจ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด

ทั้งนี้ นายวิคเตอร์ จาง ประธานบริหาร ฝ่ายสื่อสารรัฐกิจ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด เผยว่า  หัวเว่ยขอให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยโดยใช้ความสามารถด้านเทคโนโลยีของบริษัทมาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมดิจิทัล ซึ่งรายงานเชิงลึกนี้ถือเป็นหนึ่งในข้อตกลงความร่วมมือด้วย

นายเดวิด ซุน ประธานกรรมการบริหารและหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้านนายเดวิค ซุน ประธานกรรมการบริหารและหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แสดงความเชื่อมั่นในระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ และนโยบายด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจากบีโอไอ ว่าจะทำให้ประเทศไทยเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมากขึ้นในสายตาองค์กรธุรกิจในระดับชาติ

ขณะที่อีกหนึ่งการสนับสนุนจากหัวเว่ยที่เห็นเป็นรูปธรรมก็คือการเปิดศูนย์ Huawei OpenLab Bangkok มูลค่า 15 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 512 ล้านบาท ที่อาคารจีทาวเวอร์ ถนนรัชดาภิเษก โดยศูนย์ดังกล่าวตั้งขึ้นบนพื้นที่ 2,000 ตารางเมตร และสามารถใช้เป็นสถานที่สำหรับการวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มพื้นฐานด้านไอซีทีของไทย ได้อย่างครบวงจร

โดยที่ผ่านมา หัวเว่ยมีการสร้างศูนย์ Huawei OpenLab มาแล้วในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น จีน สิงคโปร์ เยอรมนี เม็กซิโก แอฟริกาใต้ ดูไบ และมีแผนจะสร้างให้ครบ 20 แห่งภายในปี พ.ศ. 2562 ด้วย

สำหรับ Huawei OpenLab Bangkok นั้น บริษัทมีแผนจะใช้ศูนย์ดังกล่าวเป็นสถานที่ฝึกอบรมบุคลากร ด้านไอซีทีได้ไม่ต่ำกว่า 800 คนต่อปี รวมถึงพัฒนาบุคลากรที่ผ่านประกาศนียบัตรรับรองด้านอาชีพ Huawei Certification อีก 500 คนต่อปี รองรับโครงการทดสอบแนวคิดราว 150 คนต่อปี และสตาร์ทอัปด้านไอซีทีได้มากกว่า 20 รายด้วย

นายซุนเผยว่า “ศูนย์ Huawei OpenLab Bangkok จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัลแก่ลูกค้าและพันธมิตรต่าง ๆ ในอุตสาหกรรม โดยจะเป็นแพลตฟอร์มแบบเปิด และ Data Center สำหรับช่วยแก้ปัญหาการทดสอบโซลูชันการใช้งานต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม ทั้งยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมด้วย”

ทั้งนี้ จะมีนักวิจัยจากต่างชาติเดินทางเข้ามาทำงานที่ศูนย์ดังกล่าวอีกหลายร้อยคนในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะทำให้นักวิจัย หรือสตาร์ทอัปจากไทยสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ โดยตรง

จากข้อมูลที่น่าสนใจใน Aging Society ที่เราได้นำมาฝากกันผ่าน “รายงานเชิงลึกการพัฒนาเข้าสู่เศรษฐกิจฐานดิจิทัลของประเทศไทย” ครั้งนี้ เชื่อว่า หลายท่านคงได้เห็นความสำคัญบางประการของการจับมือกัน การศึกษาเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อต้านทาน หรืออย่างน้อยก็ปรับให้เราสามารถต่อกรกับความรุนแรงจาก Digital Disruption ได้ดียิ่งขึ้น 

บทความนี้เป็น Advertorial
 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/huawei-whitepaper-openlabs-bangkok/