คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED

อ่านไอเดียทีม dtac One : เปลี่ยน “พนักงาน” เป็น “ศูนย์บริการเคลื่อนที่” เติมเงิน ย้ายเบอร์ข้ามเครือข่าย ทุกอย่างจบได้ในแอพเดียว

ต่อไปนี้การเติมเงินและย้ายเบอร์ ไม่ต้องไปหน้าร้านหรือศูนย์บริการ เพราะสามารถทำได้กับพนักงานของ dtac ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งอะไร นี่คือไอเดียของทีม dtac One ที่ต้องการผลักดันให้ dtac ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว

แอพเดียวจบ dtac One | พนักงาน dtac ทุกคนคือ “ผู้ให้บริการ”

เป็นการเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉมอย่างมาก สำหรับทีม dtac One ผู้ชนะจากเวที Flip it Challenge ที่ส่งแอพพลิเคชั่นเปลี่ยน “พนักงานธรรดา” ให้กลายเป็น “ศูนย์บริการเคลื่อนที่” ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เวลาใด พนักงาน dtac สามารถให้บริการกับลูกค้าได้

  • แนวคิดคือ : เปลี่ยนจากศูนย์บริการที่มีอยู่กว่า 500 แห่งทั่วประเทศ เป็น พนักงาน dtac กว่า 5,000 คนทั่วประเทศที่สามารถให้บริการได้

พีรพัชร์ วงศ์กลธูต หัวหน้าทีม dtac One เล่าให้ฟังว่า “Pain Point ของการใช้บริการโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน คือความไม่สะดวกของลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าที่ใช้บริการแบบเติมเงิน หลายคนยังต้องไปที่ร้านค้า” dtac ในฐานะที่ตั้งเป้าไปสู่ดิจิทัลทั้งในรูปแบบองค์กรและการทำงานจึงต้องการทำให้เกิดการให้บริการแบบดิจิทัล โดยเริ่มต้นจากพนักงานของตนเอง

“การให้พนักงานทุกคนสามารถลงไปให้บริการด้วยตัวเองเป็นความท้าทายที่ทำให้พนักงานเข้าใจปัญหาหน้างาน เป็นการพลิกความคิด”

หลังจากนี้พนักงานของ dtac จะมีแอพพลิเคชั่น dtac One อยู่ในเครื่องและสามารถให้บริการได้ดังนี้

  • เติมเงินให้ลูกค้าแบบ Pre-Paid
  • โอนย้ายเบอร์จากเครือข่ายอื่นมาเป็น dtac
  • เปลี่ยนลูกค้าจาก Pre-Paid เป็น Post-Paid หรือรายเดือน
  • แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนโปรโมชั่นให้ลูกค้าได้ ในกรณีที่ใช้แบบรายเดือนยังต้องติดต่อไปยัง Call Center อยู่ เพราะขั้นตอนนี้มีความซับซ้อน เช่น โปรโมชั่นเดิมยังติดสัญญากับค่าเครื่องอยู่ เป็นต้น

หลังการทดลองใช้แอพพลิเคชั่น dtac One กับพนักงานมากว่า 4 เดือน ผลปรากฎว่า มีพนักงานที่เข้าร่วมใช้งานกว่า 50% มีเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 2 ล้านบาท

ผลตอบแทนที่พนักงาน dtac จะได้คือ ค่าคอมมิชชั่น 3.5% หรือคิดง่ายๆ คือ หากมีลูกค้ามาเติมเงินกับพนักงาน dtac จำนวน 100 บาท ผ่าน dtac One พนักงานของ dtac จะได้ค่าตอบแทน 3.5 บาท หรือตัดออกจากยอดเงินที่พนักงานต้องเติมไว้ก่อนล่วงหน้า เมื่อโอนเงิน 100 บาทไปยังลูกค้า พนักงานจะเสียเงินไปเพียง 96.5 บาท

ทีม dtac One ระบุว่า หลังจากนี้จะพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้พนักงานของ dtac มีสิทธิพิเศษในการเห็นโปรโมชั่นพิเศษ นอกเหนือไปจากร้านค้าหรือศูนย์บริการ เพราะต้องการผลักดันให้เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่พนักงานจะได้ขายสินค้าได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“พนักงานที่ active ขณะนี้มีประมาณ 1,600 คน ในจำนวนนี้ไม่รวมทีมขาย (Sales Team) เพราะทำเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าดูจากที่บันทึกไว้ ตั้งแต่ dtac One ทดลองทำมา มีพนักงานหลายรายปิดยอดได้หลักหมื่นต่อเดือน ที่มากสุดเห็นจะมีรายหนึ่งที่ปิดยอดได้ที่ 5 หมื่นกว่าบาท แต่โดยส่วนใหญ่อยู่แถวๆ หลักพัน ประมาณ 6 พันบาท”

ทีม dtac One เน้นย้ำว่า เอาเข้าจริง เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องหลักในการส่งแอพพลิเคชั่น dtac One ออกมาลงสู่ตลาด แต่สิ่งสำคัญคือการทำให้เกิดการ disrupt ในธุรกิจของ dtac ที่ต้องการมุ่งหน้าไปสู่ Digital Transformation มากขึ้น ส่วนผลพลอยได้ที่สำคัญคือ ได้เห็นการปรับตัวของพนักงานมากกว่าการเห็นตัวเงินที่งอกเงย

อย่างไรก็ตาม ทีม dtac One เป็นอีกหนึ่งในผลผลิตของการปรับองค์กรของ dtac เพื่อทำให้เกิดการทำงานที่สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัล

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dtac-one-team-interview/

Advertisements

กรณีศึกษา 3 จุดต่างสร้างแบรนด์ “IDEO Q”

โครงการ IDEO Q สยาม-ราชเทวี

ทุกวันนี้ หากมองไปตามตึกสูงในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในย่านใจกลางเมือง หรือย่านแนวเส้นรถไฟฟ้าทั้ง BTS และ MRT เชื่อว่าคงมีหลายคนรู้สึกสะดุดตากับคอนโดมิเนียม High-rise ที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นออกมาจากตึกในย่านเดียวกัน ซึ่งหากสังเกตให้ดี ๆ จะพบว่า ตึกเหล่านั้น ล้วนมีสัญลักษณ์ของแบรนด์ IDEO Q ปรากฏอยู่แทบทั้งสิ้น แต่กว่าจะกลายเป็นแบรนด์ที่โดดเด่นเช่นทุกวันนี้ ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ในเส้นทางของ IDEO Q มีหลายสิ่งที่น่าสนใจและน่าหยิบมาเป็นกรณีศึกษาทั้งสิ้น และวันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะพาทุกท่านไปหาคำตอบจากทีมผู้บริหารของ IDEO Q กันค่ะ

งานออกแบบ แรงบันดาลใจจากเจมส์บอนด์

“ต้องยอมรับว่าโครงการต่าง ๆ ของเราจะมีชื่อเล่นแตกต่างกันไป เช่น ตึกวอลล์อี (IDEO Q สยามราชเทวี) ตึกนกเพนกวิน ตึกยานแม่ ตึกขนมจีบ เรียกว่าดีไซเนอร์ของโครงการยิ้มหน้าบานกันเลย” คุณสุเมธ รัตนศรีกูล กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจคอนโดมิเนียม ไอดีโอ คิว บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับบอกว่า นี่คือการสร้างความแตกต่างประการแรกกับงานดีไซน์ภายนอก ขณะที่เมื่อเข้ามาภายในโครงการก็ไม่ผิดคาด เพราะจะพบว่ามีฟังก์ชันการใช้งานพิเศษอีกหลายอย่างซ่อนอยู่

“เราเหมือนพระเอกเจมส์บอนด์ ภายนอกใส่สูทดูเนี้ยบ ๆ เท่ ๆ แต่ข้างในก็ไม่ธรรมดา เพราะมีอาวุธลับซ่อนอยู่หลายอย่าง เช่น IDEO Q พญาไท เป็นโครงการแรก ๆ ที่นำ Starbucks เข้ามา หรือ IDEO Q สยาม-ราชเทวี ที่เปิดตัวกับฟังก์ชันลิฟต์ส่วนตัวเป็นรายแรกในย่านราชเทวี”
“ส่วนโครงการ IDEO Q ชิดลม-เพชรบุรี ก็มาพร้อมกับดีไซน์ตัวตึกที่โดดเด่น การจัดแบ่งพื้นที่ใช้งานอย่างลงตัว รวมถึงมีโซนพักผ่อนที่ออกแบบอย่างลงตัวที่ด้านบนของพื้นที่ แถมยังมีออนเซ็นด้วย” คุณสุเมธเล่าถึงมุมมองในการออกแบบโครงการ

ทำเลที่ตั้งดีมีชัยไปเกินครึ่ง
เอ่ยถึงเรื่องทำเล คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้บริโภคทุกวันนี้มองประเด็นเรื่องการคมนาคมที่สะดวกเป็นหลัก แต่คุณสุเมธให้ทัศนะเรื่องทำเลได้ต่างออกไป โดยมองว่าที่ดินในย่านใจกลางเมืองกรุงเทพฯ นั้นมีการแข่งขันสูงจริง แต่การเลือกพื้นที่โครงการนอกจากจะเน้นที่ทำเลใกล้สถานีรถไฟฟ้าแล้ว ยังต้องพิจารณาสถานที่ใกล้เคียงมาประกอบอีกด้วย นั่นจึงทำให้แบรนด์ IDEO Q ทั้งหมดนอกจากจะใกล้สถานีรถไฟฟ้าแล้ว ยังอยู่ไม่ห่างจากศูนย์การค้าชั้นนำ – โรงพยาบาล – สถานศึกษา – สวนสาธารณะด้วย

“รอบ ๆ เรานี่มีศูนย์การค้าเต็มเลย เช่น สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ เซ็นทรัลเวิลด์ แพลตินัมแฟชั่นมอลล์ เซ็นทรัลชิดลม จามจุรีสแควร์ ฯลฯ ทำให้สามารถดึงความสนใจจากลูกค้าเป้าหมายได้หลายกลุ่ม ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน”

ไม่เพียงเท่านั้น ในย่านดังกล่าวหากพิจารณาดี ๆ จะพบว่าเป็นแหล่งรวมของสถานศึกษาชั้นนำ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ไปจนถึงย่านที่เป็นสถาบันกวดวิชาของกรุงเทพ จึงทำให้กลุ่มครอบครัวทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดให้ความสนใจมาเลือกซื้อจากแบรนด์ IDEO Q ด้วยเช่นกัน

ส่วนเรื่องของการดูแลสุขภาพก็ที่ตั้งของ IDEO Q จึงใกล้สถานพยาบาลต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฏ โรงพยาบาลพญาไท 1 รวมถึงมีสวนสาธารณะอย่างอุทยาน 100 ปีจุฬา สวนลุมพินี ฯลฯ อยู่ในละแวกใกล้เคียงให้ไปออกกำลังกายได้

ในจุดนี้ คุณสุเมธชี้ว่า นอกจากจะได้รับความสนใจจากผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพแล้ว ยังมีบุคลากรทางการแพทย์ให้ความสนใจโครงการสูงไม่แพ้กัน หรือในกลุ่มลูกค้าต่างประเทศ IDEO Q ก็ได้รับความนิยมไม่น้อย เพราะเดินทางสะดวกด้วย Airport Link นั่นเอง

สมรภูมิการตลาด สื่ออย่างไรให้เข้าถึงใจกลุ่มเป้าหมาย

เทคนิคด้านการตลาดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ โดยในภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ตลาดระดับบนยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และตลาดต่างประเทศที่มีนักลงทุนให้ความสนใจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยนี้ ส่วนใหญ่เข้าถึงคอนเทนต์ผ่านอุปกรณ์โมบายล์ ดังนั้น IDEO Q จึงให้ความสำคัญกับคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ ให้มีความชัดเจน เข้าใจง่าย และสะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ IDEO Q ซึ่งมีส่วนทำให้ลูกค้ารับรู้ว่าโครงการนี้ตอบโจทย์ตนเองหรือไม่ รวมถึงระดับราคาว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ด้วย

จากจุดแข็งดังที่กล่าวมานี้ คุณสุเมธเผยว่า ในปี 2016 แบรนด์ IDEO Q สามารถสร้างปรากฏการณ์ในวงการอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างน่าภูมิใจ กับ IDEO Q จุฬา-สามย่าน ที่สามารถโอนกรรมสิทธิ์เกือบ 1,500 ยูนิตได้ภายในเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้น ในขณะที่ IDEO Q สยาม-ราชเทวีเคยได้รับรางวัลจากเวที Think of Living Awards ในสาขา Best Facilities & Best Architecture ด้วยเช่นกัน

IDEO Q สยาม-ราขเทวี

ก้าวต่อไปของ IDEO Q 

เมื่อถามถึงทิศทางของ IDEO Q ในอนาคต คุณสุเมธเล่าว่า ในปีนี้มีการเปิดตัวสองโครงการใหม่ล่าสุดอย่าง IDEO Q วิคตอรี่ (ขายหมดแล้ว) และ IDEO Q สุขุมวิท 36 แต่ทั้งสองโครงการเป็นโครงการที่ไฮเทคกว่าเดิม เนื่องจากมีการนำระบบจอดรถอัจฉริยะเข้ามาใช้ภายในโครงการ เพื่อลดปัญหาการวนหาที่จอดรถ และช่วยประหยัดเวลาให้กับลูกบ้าน รวมถึงนำเทคโนโลยีเช่น Golf Simulator – Virtual Fitness เข้ามาด้วย เนื่องจากมองว่ามันสามารถตอบรับเทรนด์ใหม่ ๆ ของการใช้ชีวิตได้

“นอกจาก IDEO Q พญาไท, IDEO Q ราชเทวี, IDEO Q จุฬา-สามย่าน และ IDEO Q Victory จะเป็นโครงการที่สะท้อนถึงความสำเร็จของแบรนด์เราแล้ว ในปีนี้และต้นปีหน้า เรายังมีโครงการที่พร้อมเข้าอยู่อย่าง IDEO Q สยาม-ราชเทวี, IDEO Q ชิดลม-เพชรบุรี และ IDEO Q สุขุมวิท 36 ซึ่งเป็นโครงการน้องใหม่แห่งแรกในย่านทองหล่อด้วย โดยจะมีการเปิดห้องตัวอย่างให้ชมได้ภายในปี 2017 นี้” คุณสุเมธกล่าว

โดยราคาของ IDEO Q สยาม-ราชเทวี นั้นเริ่มต้นที่ 6.39 ล้านบาท ส่วน IDEO Q ชิดลม-เพชรบุรี เริ่มต้นที่ 5.75 ล้านบาท และ IDEO Q สุขุมวิท 36 เริ่มต้นที่ 8.39 ล้านบาท

“สิ่งที่เราเน้นตลอดมาของแบรนด์ IDEO Q ก็คือ การเป็นคอนโดมิเนียมที่สามารถตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองด้วยโลเคชัน และ Facilities ต่าง ๆ ที่เพียบพร้อม รวมถึงสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายด้วย BTS และ MRT ซึ่งการจะทำได้นั้น ต้องมีการศึกษาวิจัยอย่างหนักเพื่อให้เข้าใจว่าลูกค้าของเราใช้ชีวิตอย่างไร ต้องการอะไร ด้วยการทำงานเช่นนี้ทำให้ IDEO Q เป็นแบรนด์ที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าด้วยดีเสมอมา” คุณสุเมธกล่าวทิ้งท้าย

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ananda.co.th หรือ โทร. 02 316 2222

บทความนี้เป็น Advertorial

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/12/ideo-q-brand-condominium-ananda-development/

20 ประเด็นน่ารู้จากโปรเจ็ค “THE FORESTIAS”

คุณวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์

เป็นอีกหนึ่งวันที่ประเทศไทยมีชื่อของโปรเจ็คอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ปรากฏขึ้นด้วยมูลค่าโครงการมากกว่า 90,000 ล้านบาท กับ “THE FORESTIAS” ผลงานของแบรนด์แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น หรือ MQDC กับการเลือกพื้นที่ย่านบางนา – ตราด กม.7 ขนาด 300 ไร่ มาพัฒนาเป็นโครงการ Flagship ซึ่งไม่ได้พบบ่อยครั้งนัก นั่นจึงเป็นที่มาของการชวนทุกคนไปดูเบื้องหลังแนวคิดของโครงการ “THE FORESTIAS” ว่ามีจุดเริ่มต้นอย่างไร และจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของสังคมในทุกวันนี้และอนาคตได้อย่างไรกันค่ะ

โดยเรื่องราวของโครงการสีเขียวอย่าง “THE FORESTIAS” เกิดจากการตั้งคำถามของ MQDC ที่กระตุกสังคมได้ดีคำถามหนึ่งที่ว่า “ความสุขที่แท้จริงคืออะไร” เพราะในระหว่างที่เราใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเทคโนโลยีดิจิทัลนั้น หากสังเกตรอบตัวจะเห็นว่าพื้นที่สีเขียวนั้นได้ถูกทำลายลงไปทุกวัน หรือในยามที่เราหัวเราะสนุกสนานกับคลิปในสมาร์ทโฟน เรากลับหลงลืมการหัวเราะกับครอบครัว ที่สำคัญ ภายในปี 2050 นี้ ประชากรโลก 20% จะเป็นคนที่อายุมากกว่า 60 ปี หรือคิดเป็นตัวเลข 2.1 พันล้านคน เหล่านี้จึงเป็นที่มาของคำถามว่า นี่คือเส้นทางแห่งความสุขที่เราต้องการแล้วจริง ๆ หรือ หรือจะมีทางอื่นอีกไหมที่สามารถ “สุขได้อย่างยั่งยืน” มากกว่านี้ในจุดนี้ MQDC จึงมองว่าการออกแบบพื้นที่ของ “THE FORESTIAS” อาจเป็นทางออกสำหรับทุกความท้าทายดังที่กล่าวมา นั่นคือการสร้างพื้นที่ที่ผู้อยู่อาศัยสามารถมีความสุขที่ยั่งยืนได้ผ่าน 20 จุดเด่นของโครงการ อันประกอบด้วย

การออกแบบบนโมเดล Mixed-use Lifestyle

“THE FORESTIAS” เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์โครงการแรกของโลกที่ออกแบบบนโมเดล Mixed-use Lifestyle  โดยมีทั้งพื้นที่รีเทล อาคารสำนักงาน ศูนย์สุขภาพ อาคารนวัตกรรมแห่งอนาคต ผืนป่าสันทนาการ พื้นที่สำหรับชุมชน ศูนย์การเรียนรู้ สถานพยาบาล อยู่ร่วมกัน

“THE FORESTIAS” มีการสร้างพื้นที่ระบบนิเวศของผืนป่าขนาดใหญ่

ก่อนการก่อสร้าง ทางทีมงาน MQDC ได้มีการสำรวจระบบนิเวศของพื้นที่เดิม และพบว่ามีพืชพันธุ์กว่า 38 สายพันธุ์ และมีสัตว์กว่า 123 สายพันธุ์ ซึ่งทั้งพืชและสัตว์นี้จะได้รับการอนุรักษ์ไว้ให้อยู่ในพื้นที่เดิมและสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนได้อย่างสมดุล

คุณกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์

ออกแบบป่า 4 ชนิด

พื้นที่ป่าของ “THE FORESTIAS” ประกอบด้วยป่าธรรมชาติ 4 ชนิด ได้แก่ ป่าทีบ (Deep Forest) ป่าเพื่อผู้อยู่อาศัย (Resident Forest) ป่าแอดเวนเจอร์และศูนย์รวมกิจกรรม (Forest Center) และพาวิลเลียนสไตล์ธรรมชาติ (Forest Pavillion) และมีการผนวกเข้ากับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในโครงการทั้งหมด รวมถึงเปิดโอกาสให้ชุมชนและบุคคลภายนอกเข้ามาพักผ่อนภายในพื้นที่โครงการได้ (มีโรงแรมระดับ 4 ดาว และ 6 ดาวอยู่ภายในโครงการ)

Vision ของ “THE FORESTIAS” ประกอบด้วยหลัก 3 ประการคือ การสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่เหมาะกับคนทุกเจเนอเรชัน, การใช้บิสซิเนทโมเดลนี้ในการศึกษาและขยายโครงการนี้ไปในภูมิภาคเอเชีย และการก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกในการสร้างรูปแบบการอยู่อาศัยที่ให้คนอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม

Connecting 4 Generations

“THE FORESTIAS” มีการออกแบบแนวคิดของการอยู่ร่วมกันในคน 4 Generations นั่นคือการออกแบบพื้นที่ที่ทำให้คนรุ่นปู่ย่าตายาย สามารถอยู่อาศัยและไปมาหาสู่กับลูกหลานได้ โดยที่ต่างฝ่ายต่างยังมีความเป็นส่วนตัวอยู่ เช่น บ้านพักของปู่ย่าตายาย อาจอยู่ในลักษณะของวิลล่า ส่วนลูกหลานอาจพักในรูปแบบคอนโดมิเนียม หรือบ้านเดี่ยว เมื่อตกเย็นก็สามารถเดินมาเยี่ยมเยียนกันได้ หรือรับประทานอาหารร่วมกันได้

เป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยร่วมกับทีมจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

“THE FORESTIAS” เป็นพื้นที่ที่ทางคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ติดต่อมาเพื่อร่วมศึกษาวิจัยในประเด็นเรื่องการออกแบบพื้นที่และดีไซน์ของโปรเจ็คว่ามีผลกระทบอย่างไรต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจของมนุษย์ รวมถึงการตอบคำถามว่านี่คือรากฐานของความสุขหรือไม่ด้วย

“THE FORESTIAS” มีระบบบริหารจัดการน้ำภายในโครงการที่สามารถบำบัดน้ำเสียให้กลับมาหมุนเวียนใช้ได้ใหม่ และระบบดังกล่าวยังทำให้ทางโครงการฯ ไม่ต้องพึ่งพาน้ำจากภายนอกเข้ามารดน้ำต้นไม้ในโครงการที่มีมากเกือบ 300 ไร่ได้

“THE FORESTIAS” มีการออกแบบอินฟราสตรักเจอร์ภายในโครงการให้รองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้อาศัย เช่น โดรน เลนสำหรับขี่จักรยาน, เลนสำหรับวิ่ง ไปจนถึงเลนสำหรับรถอัตโนมัติไร้คนขับที่กำลังจะมาในอนาคต นอกจากนั้นยังมีจุดชาร์จไฟให้ด้วย

ภายในโครงการ “THE FORESTIAS” ออกแบบโดยนำระบบสายไฟ ท่อประปา ฯลฯ ลงใต้ดินทั้งหมด เพื่อเพิ่มทัศนียภาพที่สวยงามให้กับโครงการ

นอกจากจะเป็นโครงการ Flagship แล้ว “THE FORESTIAS” ยังมีศูนย์การเรียนรู้ เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ของโครงการกลับคืนสู่ชุมชนและผู้ที่สนใจ

การออกแบบประสบการณ์ภายในโครงการก็เป็นเรื่องน่าสนใจ โดยทาง “THE FORESTIAS” ได้ร่วมมือกับบริษัทชั้นนำด้านการออกแบบประสบการณ์สันทนาการ เช่น ITEC Entertainment ซึ่งเป็นบริษัทผู้ออกแบบประสบการณ์ใน Disney World และ Foster + Partners ที่ปรึกษาด้านการออกแบบวางผังมาวางแผนการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในโครงการนอกจากพื้นที่ธรรมชาติแล้ว หากต้องการจัดกิจกรรมอื่น ๆ ทางโครงการ “THE FORESTIAS” ก็มี town center สำหรับรองรับการจัดกิจกรรมให้ด้วยเช่นกัน

ในด้านของการออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาตินั้น “THE FORESTIAS” ได้เลือกใช้วัสดุที่เอื้อต่อการประหยัดพลังงาน หรือปลอดมลพิษ ร่วมกับพลังงานหมุนเวียนด้วย

คุณวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ (ซ้าย) และคุณกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์

คุณวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) เผยว่า โครงการ THE FORESTIAS นับเป็นครั้งแรกในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่นำคำว่า “ความสุขที่แท้จริง” เป็นโจทย์ในการดำเนินงาน และเราได้ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกมาร่วมออกแบบและสร้างสรรค์โครงการที่สามารถมอบความสุขที่แท้จริงให้กับคนในยุคปัจจุบันได้ ซึ่งแนวคิดของโครงการนี้ถือเป็นดีเอ็นเอของ MQDC ในการสร้างรูปแบบการใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน

“THE FORESTIAS” จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2018 และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2021  

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/12/forestias-project-mqdc/

2561 คือปี “นายจ้างง้อลูกจ้าง” แล้วฝั่ง HR จะช่วยเหลืออะไรได้ ลองมาฟังคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญกัน

ปี 2561 คือปีที่ฝ่ายทรัพยากรณ์บุคคล หรือ HR ต้องคิดใหม่ในหลายๆ จุด เพราะจำนวนประชากรวัยแรงงานจะปรับตัวลดลงต่อเนื่อง และกลายเป็นตัวแปรสำคัญของปรากฎการณ์ “นายจ้างง้อลูกจ้าง​”

ทุกอย่างต้องคิดใหม่ เพราะคนไม่พอ

เมื่อจำนวนประชากรวัยแรงงานที่มีอายุระหว่าง 15-65 ปีเริ่มปรับตัวน้อยลง เพราะจำนวนประชากรเกิดขึ้นแทบไม่มี ทำให้ความหลากหลายในองค์กรจะเพิ่มขึ้นแน่ๆ ผ่านปัจจัยเรื่องคนที่มีอายุเกินกว่าประชากรแรงงานก็จะเข้ามาเพิ่ม เพื่อทดแทนเด็กรุ่นใหม่ที่มีน้อย และบางคนก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพสูงที่จะมาทดแทนคนเก่าๆ ได้

ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ผู้อำนวยการหลักสูตรการบริหาร ทรัพยากรณ์บุคคล สถาบันศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าให้ฟังว่า หากยังเป็นเช่นนี้อยู่ อีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเข้าสู่ยุคสูงอายุโดยสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลกับตลาดการจ้างงานโดยตรง เพราะแรงงานไม่เพียงพอ คล้ายกับประเทศญี่ปุ่นที่ประสบปัญหาเรื่องนี้อยู่

“มันเสียตั้งแต่นโยบายมีลูกมากจะยากจนในยุคก่อน ซึ่งไทยทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเราเป็นกึ่ง Labor Intensive แต่พอเอา Capital Intensive เหมือนประเทศพัฒนาแล้วมาใช้ ทั้งที่เราไม่ได้มีเงินเยอะ แถมประชากรก็แก่ กลายเป็นปัจจุบันคนเราไม่พอ หรือจน, คนน้อย และที่มีก็ไม่ค่อยมีคุณภาพ ส่งผลให้ HR ยุคนี้จะมองแบบเดิมๆ ไม่ได้แล้ว”

ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ผู้อำนวยการหลักสูตรการบริหาร ทรัพยากรณ์บุคคล สถาบันศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ไม่เก่ง-ค่าแรงสูง แต่นายจ้างต้องง้อ

เมื่อคนผลิตออกมาไม่เพียงพอ และบางคนที่จบออกมาก็ไม่ได้เก่งตามสายอาชีพ คงไม่แปลกที่ยักษ์ใหญ่ธุรกิจไทยอย่างกลุ่ม CP และอื่นๆ ต้องมาเปิดโรงเรียนเอง เพื่อพัฒนาคนให้ตรงกับที่เขาต้องการที่สุด แต่ในฝั่งองค์กรธุรกิจทั่วไป ก็ต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าวด้วยตนเอง และเมื่อคนไม่พอ ก็คงไม่แปลกที่ต้องง้อลูกจ้างทุกรูปแบบ

โดยเฉพาะกลุ่ม Millennial ที่เบื้องต้นพวกเขาจะดูก่อนเลยว่า ให้ค่าจ้างตามราคาตลาดหรือไม่, แบรนด์บริษัทต้องดัง, ต้องมีดูงาน, ต้องมีโค้ชให้ และต้องมีเทคโนโลยี รวมถึงความยืดหยุ่น และแผน Career Path ที่ชัดเจน เพื่อตอบโจทย์ Quality of Work Life ของพวกเขาให้ได้ และนำมาสร้างโอกาสทางธุรกิจให้บริษัทอย่างเร็วที่สุด

“ไม่แปลกที่นายจ้างต้องง้อ ก็คนมันไม่พอ และจะมาตั้งปังตอให้หมูวิ่งมาหาคงไม่ได้แล้ว ตัวนายจ้างเองต้องลับปังตอให้คมเพื่อวิ่งไปสับหมูเอง และ HR ก็เป็นอีกตัวช่วยที่ดีผ่านการสร้าง Employee Value Proposition (EVP) ที่ Attractive มาก เพื่อให้พวกคนรุ่นใหม่เห็นแผนระยะยาว ไม่ใช่แค่เพิ่มเงิน เพราะที่อื่นก็ทำได้เหมือกัน”

ภาพ pexels.com

คนแก่ยังสำคัญ ถ้าใช้อย่างถูกต้อง

ขณะเดียวกันวิธีการดึงผู้สูงอายุกลับมาทำงานในตำแหน่งที่เหมาะสมก็เป็นอีกวิธีช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพราะคนกลุ่มนี้ค่อนข้างมีประสบการณ์ และความอดทน แต่อาจต้องให้ความยืดหยุ่นในบางเรื่อง เช่นทำงานเป็นกะ หรือไม่ต้องเข้าทุกวัน เพื่อให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตช่วงหลังวัยทำงานอย่างมีความสุข

“ยิ่งแก่ยิ่งจนยังไม่หายไปจากสังคมไทย เพราะอัตราการออมเราต่ำมาก ดังนั้นผู้สูงอายุเขาก็อยากทำงานเหมือนกัน เพื่อจะได้มีเงินใช้ แต่ด้วยธุรกิจยุคใหม่มันมีอะไรเกิดขึ้นเยอะ ก็คงต้องเอาพวกเขามาอบรมกันใหม่ และการให้เด็กอบรมเรื่องต่างๆ เช่นเทคโนโลยีก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี แถมยังสร้างความใกล้ชิดในองค์กรได้อีกด้วย”

ตัวอย่างเช่นการจ้างคนวัย 40 ต้นๆ มานั่งเป็น Operator รับโทรศัพท์ก็น่าจะเหมาะสมกว่าเอาเด็กรุ่นใหม่ เพราะคนวัยนั้นมีความอดทน และวินัยมากกว่า บางครั้งการเอาเด็กสาวสายๆ มานั่งรับหน้าบริษัทเหมือนที่ทำกันทั่วไป เขาอาจอยู่ได้ไม่ยาว และต้องหาคนใหม่มาตลอด ถือเป็นการเสียเวลาโดยใช่เหตุ

อยู่เกิน 3 ปีเป็นบุญ-หุ่นยนต์ไม่ใช่ทุกคำตอบ

สำหรับอัตราเฉลี่ยของคนทำงานในยุคปัจจุบันสามารถแบ่งได้คือ ไม่เกิน 1 ปี หรือกลุ่มที่มองว่างานไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองอยากทำ, 1-3 ปี คือกลุ่มที่อยู่ระหว่างค้นหาตัวเอง และเกิน 3 ปี คือกลุ่มที่ HR มีโอกาสดึงพวกเขาไว้ให้ได้ยาวนาน เพราะเริ่มอยู่ตัว และมองเห็นโอกาสต่างๆ ที่ได้รับจากงานแล้ว

“HR ต้องมองให้ออก ว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร ถ้าให้ดีคือต้องรู้ตั้งแต่สัมภาษณ์งาน จะมาคุยเฉยๆ คงไม่ได้ เพราะการสัมภาษณ์ทำให้รู้เป้าหมายของเขา และมองออกว่า Loyalty หรือไม่ ถ้าใช้ก็ทุ่มเรื่อง EVP และสิทธิประโยชน์ กับเขาได้เลย แต่ต้องจำว่าไม่ใช่ลงเงินอย่างเดียว ประสบการณ์ และความท้าทายคือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ก็อยากได้เช่นกัน”

และถึงหุ่นยนต์จะเริ่มมามีบทบาทในหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่ฝ่าย HR ก็ยังมีความจำเป็นอยู่ เพราะมนุษย์ยังต้องการติดต่อกับคน แต่ถ้าในธุรกิจที่ใช้แรงงาน หรือการวิเคราะห์มากๆ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า คนเริ่มอยู่ยากขึ้น โดยถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์ และ HR ก็กลายเป็นฝั่งที่เข้ามาช่วยดูแลเรื่องนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/2018-hr-trend/

จาก “บัตรพนักงานห้อยคอ” สู่ “แอพบนมือถือ dtac coins” การปรับองค์กรให้พนักงานสัมผัสประสบการณ์ในยุคดิจิทัลของ dtac

การปรับเปลี่ยนต้องเริ่มจากภายใน dtac coins เป็นแอพที่จะสร้างประสบการณ์ดิจิทัลให้พนักงาน dtac ด้วยการสะสม coins จากการทำกิจกรรมในบริษัท ที่สำคัญคือ coins สามารถนำไปแลกของ จ่ายค่าบริการต่างๆ ได้จริง

เปลี่ยน “บัตรพนักงาน” เป็นแอพบนมือถือ สร้างประสบการณ์ดิจิทัล

ในระหว่างการปรับเปลี่ยนองค์กรไปสู่ความเป็นดิจิทัลของ dtac หนึ่งในคำถาสำคัญคือ แล้วถ้าพนักงานยังไม่ได้รับประสบการณ์ดิจิทัล แล้วการปรับเปลี่ยนการทำงานไปสู่ Digital Transformation จะสำเร็จได้อย่างไร?

ทีม dtac coins ที่ร่วมแคมเปญ Flip it Challenge นำโดย กันยารัตน์ วัฒนพงษ์วานิช ผู้ดูแลส่วนงานทรัพยากรบุคคลหรือ HR มองว่า “เราต้องการทำให้พนักงาน dtac ทุกคนได้รับประสบการณ์ดิจิทัล” เริ่มต้นจาก บัตรพนักงานที่ห้อยคอมาทำงานทุกวัน “ยังเป็นแบบอนาล็อกอยู่ ทำอะไรไม่ค่อยได้ ไว้ใช้เข้าออกงาน แล้วก็ถ่ายเอกสารฟรีเท่านั้น”

“ทางทีม dtac coins เลยคิดว่า เราต้องการทำให้บัตรพนักงานทำอะไรได้มากกว่านั้น แล้วจะดีมากถ้ามาอยู่บนมือถือ จบและครบในแอพพลิเคชั่นเดียว เพราะตอนนี้ไม่ว่าพนักงานคนไหนก็มีสมาร์ทโฟนเป็นของตนเอง”

dtac coins คือแอพพลิเคชั่นที่พนักงานของ dtac จะสามารถใช้เพื่อทดแทนบัตรพนักงานเดิม และใช้ชำระเงินผ่าน e-payment รวมถึงสะสม coins เพื่อสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้

การส่ง dtac coins ออกมาให้พนักงานได้มีประสบการณ์ดิจิทัล จะส่งผลให้

  • หลังจากนี้พนักงาน dtac สามารถใช้มือถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเข้าและออกออฟฟิศ ใช้สั่งงานเครื่องถ่ายเอกสารแทนการใช้บัตรพนักงาน
  • ใช้มือถือเพื่อชำระเงินได้ภายใน dtac house แทนการใช้เงินสด โดยจะผ่าน Rabiit Line Pay หรือ QR Pay ของ Kbank ก็ได้

ไฮท์ไลท์ของ dtac coins ที่พนักงาน dtac ต้องรู้ : สะสม coins แลกของ

นอกจากที่จะสามารถทดแทนบัตรพนักงานแบบเดิม รวมถึงจ่ายชำระเงินได้แล้ว แอพพลิเคชั่น dtac coins มีหมวดให้พนังานสะสม coins จากการทำกิจกรรมต่างๆ ของทางบริษัท หรือทำดี (dtac ให้นิยามของการทำดีว่า เป็นการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ชุมชน เช่น ออกค่ายอาสาสมัคร ช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ ฯลฯ)

หลักการมาจากการคิดว่า “ทำดี ต้องมีคนเห็น” ทีม dtac coins บอกว่า “หลังจากที่ได้ส่ง dtac coins ออกมาให้ทดลองใช้งานกันในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พนักงานให้ความสนใจกันเยอะมาก ที่ฮิตที่สุดคือสะสม coins เพราะสะสมแล้วนำไปแลกของได้”

ส่วนผลตอบแทนจากการ “ทำ” มากกว่างานที่ต้องทำ dtac มองว่าเป็น การกระตุ้นให้พนักงานอยากมีส่วนร่วมมากขึ้นในกิจกรรมของบริษัท “เพราะตอนนี้รู้แล้วว่าทำดีแล้วได้อะไร ทำดีแล้วมีคนเห็น ทำดีแล้วได้สะสม coins ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว มันไปตอบสนองต่อประสบการณ์ดิจิทัลเราที่ dtac ต้องการสร้างให้เกิดกับพนักงานของเรา”  

สิทธิประโยชน์ที่พนักงาน dtac จะได้จากการสะสม coins คือ : แลกสินค้าทั้งหมดที่อยู่ใน Rabbit Rewards ได้ทั้งหมด รวมถึงใน ChomCHOB ที่สามารถชำระค่าน้ำค่าไฟได้ และยังสามารถสะสม coins เพื่อมาอัพเกรด dtac Rewards ตามหมายเลขโทรศัพท์ของพนักงานที่จะได้อยู่แล้วเมื่อทำงานกับ dtac

พนักงาน dtac จะสะสม coins ได้อย่างไร?

ในแอพพลิเคชั่นจะแบ่งการทำงานออกเป็น 2 กระเป๋าคือ กระเป๋าให้ กับ กระเป๋ารับ

  • กระเป๋าให้ จะมีเฉพาะหัวหน้างานที่ตั้งแต่ระดับผู้จัดการไล่ขึ้นไปจนถึงผู้บริหาร (มีอยู่จำนวน 1,000 คนทั่วประเทศ) โดยจะสามารถให้ coins กับพนักงานที่อยู่ในสายงานที่ต่ำกว่าตนได้เท่านั้น สามารถให้ coins ข้ามสายงานได้ หากเห็นว่ามีความเหมาะสม แต่ทั้งนี้การให้ coins จะขึ้นอยู่กับความดีความชอบที่พนักงานได้ทำ แต่ทุกครั้งที่คนระดับหัวหน้าให้ coins จะต้องใส่เหตุผลด้วยว่าให้ด้วยเหตุผลอะไร รวมถึงภายในระบบมีโควต้าในการให้ coins ไม่ให้เกิดการเฟ้อของ coins ในบริษัท และถึงที่สุด ฝ่าย HR จะสามารถตรวจสอบได้ถึงความโปร่งใส
  • กระเป๋ารับ พนักงานทุกคนจะมีส่วนนี้เพื่อเอาไว้สะสม coins และนำไปแลกสิ่งของ จ่ายค่าน้ำค่าไฟได้

ขณะนี้มี coins ที่หมุนเวียนในระบบ 50,000 coins มีพนักงานที่ใช้งานแล้ว 50% ของ dtac หรือประมาณ 2,500 คน

ทีม dtac coins ยังมีการเปรยว่า “อาจมีการนำเอาแอพพลิเคชั่นตัวนี้ไปปรับใช้กับองค์กรอื่นๆ ตอนนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับบริษัทใดๆ ก็มีความเป็นไปได้ แต่ต้องขอพัฒนาของเราก่อน เพราะว่ายังใหม่มาก”

อย่างไรก็ตาม ทีม dtac coins เป็นอีกหนึ่งในผลผลิตของการปรับองค์กรของ dtac เพื่อทำให้เกิดการทำงานที่สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัล

*แอพพลิเคชั่น dtac coins ใช้ภายในองค์กรของ dtac บุคคลที่มีสิทธิ์ได้รับสิทธิประโยชน์คือพนักงานของ dtac เท่านั้น*

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dtac-coins-team-interview/

Flip for Site ของ dtac “จาก Pain Point สัญญาณไม่ครอบคลุม ให้ทุกคนแนะนำพื้นที่ตั้งเสาได้”

สัญญาณครอบคลุม เมื่อทุกคนเสนอพื้นที่ที่มีปัญหาให้ dtac โดยตรง

สัญญาณ dtac เป็นหนึ่งในประเด็นสุดฮอตที่เป็น Pain Point และต้องยอมรับว่าถูกพูดถึงในหลากหลายวงการถึงความไม่ครอบคลุม และแม้ว่าเรื่องการจับมือกับ TOT เรื่องคลื่น 2300 MHz รวมถึงการประมูลคลื่นในต้นปี 2018 ยังไม่ออกมาเป็นทางการชัดเจน แต่ขณะนี้ dtac ส่งโซลูชั่นเพื่อวางแผนรองรับความเป็นไปได้ในอนาคต

วรรณี พีรมั่นชัย หัวหน้าทีม Flip for Site ให้สัมภาษณ์ว่า “เราไม่รู้ว่าเรื่องคลื่นสุดท้ายจะเป็นอย่างไร แต่เราก็ยังขยาย Network อยู่ตลอดเวลา เรื่องการตั้งเสานี้มันเกิดมาจากไอเดียว่า ทำไมเราไม่ทำให้การหาพื้นที่ตั้งเสามันเป็นเรื่องดิจิทัล”

ปกติแล้ว การตั้งเสาสัญญาณของ dtac จะมีทีมงานที่ดูแลอยู่แล้ว แต่การทำงานจะเป็นการดูจากภาพใหญ่จากเทคโนโลยีดาวเทียม “การทำงานจะบอกข้อมูลพื้นที่เป็น ลองติจูด ละติจูด” หลายครั้งเมื่อทีมงานเข้าไปในพื้นที่จริงก็พบปัญหา “เพราะการหาพื้นที่ตั้งเสาสัญญาณต้องผ่านคนหลายคน บางพื้นที่มีคนเป็น 10 ถือโฉนดที่ดินอยู่ ตกลงกันไม่ได้ก็มี”

Flip for Site จะเข้ามาแก้ปัญหา เพราะการให้ผู้ใช้งานทุกคนสามารถเสนอพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องสัญญาณไม่ครอบคลุมมายัง dtac โดยตรง “เรามีข้อมูลชุดหนึ่งอยู่ในมืออยู่แล้ว แต่การเสนอขึ้นมา จะทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น”

“ถ้าใช้กระบวนการแบบเดิม dtac ต้องใช้เวลาในการดำเนินการตั้งเสาสัญญาณหลายเดือน เอาแค่หาพื้นที่ก็หมดไปร่วม 3 เดือนแล้ว บางแห่งใช้เวลานานหลายปียังไม่สำเร็จ แต่เมื่อมีโครงการนี้ เช่นในพื้นที่ อินทามระ 33 ผ่านไป 3 วัน สามารถติดต่อเจ้าของที่เพื่อจะตั้งเสาสัญญาณได้เลย” หรืออย่างล่าสุดจากประสบการณ์ตรงของโครงการนี้ ในบางพื้นที่ของชาวมุสลิม dtac ไม่สามารถเข้าไปตั้งเสาสัญญาณได้ แต่เมื่อมี Flip for Site เกิดขึ้น พนักงานของ dtac ที่เป็นคนมุสลิมเข้าไปเจรจาให้ ปรากฏว่าเจ้าของพื้นที่สนใจ จึงทำให้เกิดการสานต่องานได้ง่ายขึ้น “เราเลยบอกว่า การใช้คนกลางสื่อสารไปยังคนรู้จักหรือคนใกล้ตัว ได้ผลกว่าทำงานแบบเดิมๆ อย่างมาก”

ถ้าอยากแนะนำพื้นที่ตั้งเสา ต้องทำอย่างไร?

ก่อนอื่น ประโยชน์ข้อแรกที่ต้องรู้เลยคือ :  ถ้าเป็นคนเสนอพื้นที่ให้กับ dtac และดำเนินการสื่อสารกับเจ้าของพื้นที่จนนำไปสู่การติดตั้งเสาสัญญาณจะได้รับค่าตอบแทนจำนวน 10,000 บาท ส่วนเจ้าของพื้นที่จะได้รับค่าเช่าสัญญาณตลอดระยะเวลาในการเช่าจาก dtac

ส่วนการดำเนินการ : การเสนอพื้นที่ตั้งเสาสัญญาณเป็นดิจิทัลทั้งหมด เพราะโซลูชั่นนี้เกิดขึ้นมาเพื่อจัดการกับ Pain Point แบบเดิมๆ ที่การตั้งเสาจะมาจากผู้ให้บริการอย่าง dtac แต่เพียงฝ่ายเดียว

เริ่มต้นจาก เข้าไปที่ แนะนำพื้นที่ติดตั้งเสาสัญญาณ แล้วทำตามขั้นตอนในนั้น 4 ขั้นตอนคือ เลือกพื้นที่ กรอกชื่อ-เบอร์ติดต่อ แต่ถ้าหากผู้เสนอพื้นที่ไม่ใช่เจ้าของพื้นที่ ต้องกรอกชื่อ-เบอร์ติดต่อของเจ้าของพื้นที่ จากนั้นก็ส่งข้อมูล จะมีทีมงานติดต่อกลับมาภายใน 15 วัน

ตอนนี้ผู้ใช้งานคนเสนอพื้นที่เข้ามาให้ dtac กว่า 11,000 คนแล้ว แต่ในท้ายที่สุด dtac จะเป็นผู้เลือกว่าจะไปติดตั้งในพื้นที่ใด ในจุดนี้เป็นไปตามแผนและข้อมูลของทางบริษัทที่ต้องการดำเนินการอย่างรอบคอบ แต่ผู้ใช้งานที่เสนอพื้นที่เข้ามาเป็นช่องทางที่จะทำให้ dtac รู้ว่าพื้นที่ใดมีปัญหา เพราะฉะนั้นถ้าเสนอเข้ามา ทาง dtac จะติดต่อกลับเพื่อแจ้งการรับทราบในเบื้องต้น แต่หากไม่ได้ไปติดตั้งในวันนี้ก็เป็นแผนสำรองที่จะไปทำในวันข้างหน้า

ทีม Flip for Site บอกว่า โซลูชั่นนี้ยังสามารถนำไปต่อยอดในการทำฐานข้อมูลเพื่อติดตั้งเสาสัญญาณในอนาคตได้อย่างรวดเร็วและตรงจุดอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ทีม Flip for Site เป็นหนึ่งในผลผลิตของการปรับองค์กรของ dtac เพื่อทำให้เกิดการทำงานที่สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัล

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่อง Flip for Site เมื่อ dtac พลิกจากเสียงผู้ใช้งาน เป็นเสียงช่วยเสนอพื้นที่ตั้งเสาสัญญาณมือถือ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/flip-for-site-dtac/

ฟังจากปากพนักงาน AIS Contact Center เคล็ดลับบริการ ลูกค้าคือคนในครอบครัว

บริการ Contact Center หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Call Center กลายเป็นหน้าด่านสำคัญที่ลูกค้าผู้ใช้บริการต้องเจอ ซึ่งหน้าที่ส่วนใหญ่คือ “แก้ปัญหา” ให้ลูกค้า และหลายครั้งต้องเจอกับอารมณ์รุนแรงและความไม่พอใจ

อะไรทำให้ AIS Contact Center สามารถรักษาระดับคุณภาพบริการไว้ได้อย่างดี Brand Inside จะพาไปคุยกับ บุษยา สถิรพิพัฒน์กุล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานบริหารลูกค้าและการบริการ ของ AIS และ ปาริชาต เพิ่มโสภา Serenade Personal Assistant พนักงานที่ทำงาน AIS Contact Center มา 10 ปี

บุษยา สถิรพิพัฒน์กุล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานบริหารลูกค้าและการบริการ ของ AIS

อนาคตของ AIS Contact Center การก้าวข้ามมาตรฐานเดิม

สิ่งที่เป็นความท้าทายสำหรับ AIS Contact Center คือ เมื่อปัจจุบันทำได้ดีมากอยู่แล้ว อนาคตจะดีขึ้นได้อีกอย่างไร หัวใจของงานบริการอยู่ที่ “คน” AIS จึงเน้นสร้างคนมาเพื่อรักษาคุณภาพของบริการมาโดยตลอด หลายครั้งที่พนักงาน AIS Contact Center จะโดนทาบทามไปอยู่ที่อื่น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นความภาคภูมิใจ แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องพัฒนาบุคลากรใหม่ๆ ออกมาทดแทน

แนวทางการพัฒนางาน Contact Center มี 3 ปัจจัย อันดับแรกคือ People  เริ่มจากต้อง มีทัศนคติที่ดีและมีใจรักต่องานบริการ ในด้านการดูแลพนักงาน เรามีกิจกรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความผูกพันในองค์กร การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานที่ดี ทำให้พนักงานได้มีความสุข มีความสนุกกับการทำงาน ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราละเลยไม่ได้ เพื่อรักษาพนักงานไว้ให้นานที่สุด

ปัจจัยที่ 2 คือ Process หรือระบบการทำงาน ต้องเริ่มจากหัวหน้างานที่ดี มีความรับผิดชอบดูแลทีมงานได้ดี และระบบการทำงานต้องมีการตรวจสอบและพัฒนาตลอดเวลา เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ และนำไปสู่ปัจจัยที่ 3

คือ Technology เมื่อมีพนักงานที่มีใจรักการบริการ ก็ต้องมีเครื่องมือ คือ Technology มาช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงาน ยิ่ง AIS มีสินค้าและบริการที่หลากหลายมากขึ้น เครื่องมือจะช่วยเสริมประสิทธิภาพในงานบริการให้ดียิ่งขึ้น ทำให้พนักงาน Contact Center สามารถช่วยเหลือลูกค้าได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว

เกิดการผสมผสานการทำงานระหว่าง คนและเทคโนโลยี บนระบบงานที่มีประสิทธิภาพ มีความง่าย เร็ว และถูกต้อง เป็นพื้นฐาน

เลือกคนที่ใช่ สำคัญกับงานบริการ

หัวใจสำคัญที่สุดในงานบริการ คือ “คน” เพราะงานบริการต้องอาศัยคนในการส่งมอบบริการและประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ต้องเป็นคนที่มีใจรักการบริการ ดังนั้น กระบวนการสรรหา คนที่ใช่ มาเป็นพนักงานจึงสำคัญมาก เรามีกระบวนการในการฝึกฝนและพัฒนาให้พนักงานมีความรู้ ความสามารถ และมีความพร้อมในการให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งต้องใช้เวลาในการฝึกอบรม 3 เดือน เพื่อให้พร้อมก่อนจะออกมาเริ่มทำงานแบบเต็มเวลา

ยิ่งตอนนี้ Contact Center ไม่ได้ทำหน้าที่แค่รอรับลูกค้าอย่างเดียว แต่ต้องสามารถ สร้างประสบการณ์ สร้างความผูกพันกับลูกค้าได้ ถือเป็นเรื่องของ Branding และ Customer Engagement มัดใจลูกค้าให้อยู่กับ AIS

เพราะในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ไม่มีลูกค้าใหม่อีกแล้ว มีแต่ลูกค้าที่ใช้งานอยู่เดิม ทำอย่างไรให้ AIS เป็นเบอร์หลักที่ลูกค้าใช้งาน นอกเหนือจาก โครงข่ายที่ดีและครอบคลุมทุกพื้นที่ งานบริการที่ดีคือสิ่งที่ตามมา

และสุดท้ายจะนำไปสู่ งานขาย คือ Contact Center ต้องสามารถใช้ข้อมูลการใช้งานของลูกค้า เพื่อให้คำปรึกษา และนำเสนอสินค้า หรือบริการที่เหมาะสม คุ้มค่า ตรงใจลูกค้ามากที่สุด นี่คือความพิเศษในงานบริการโทรคมนาคม ที่เลือกเสนอบริการที่ใช่เท่านั้น ให้กับลูกค้า

โปรดติดตาม Ask อุ่นใจ Chatbot ต้นปีหน้า

Chatbot เป็นรูปแบบของบริการ Contact Center ที่ AIS พัฒนามาได้ระยะหนึ่งและเริ่มให้บริการไปแล้ว โดยกำลังเร่งพัฒนาให้มีความฉลาดและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คาดว่าต้นปีหน้าจะสมบูรณ์มากขึ้น

แนวคิดเกิดจากพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่นิยมทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และต้องการผู้ช่วยตลอด 24 ชั่วโมง ที่ไม่ต้องโทรหา แต่สามารถแชทถามได้ทันที จึงเป็นที่มาของ Ask อุ่นใจ

ลูกค้าคือคนในครอบครัว

ปาริชาต เพิ่มโสภา พนักงาน AIS Contact Center ที่ทำงานมากว่า 10 ปี บอกว่า การทำหน้าที่ Contact Center คือ ผู้ที่คอยช่วยเหลือลูกค้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม บางคนอาจจะโทรมาผิด บางคนโทรมาบอกว่ารถเสีย แม้จะไม่ได้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ AIS แต่ก็สามารถช่วยได้

คำถามที่ Contact Center ทุกคนจะถามตัวเองคือ ทุกการรับสาย ได้ช่วยอะไรลูกค้าบ้าง ต้อง “ฟังและเข้าใจ” เหมือนลูกค้าคือคนในครอบครัว

“ลูกค้าโทรมาแสดงว่ามีปัญหา เช่น สัญญาณมีปัญหา, ค่าบริการไม่ปกติ ไม่ว่าจะโทรมาด้วยอารมณ์ความรู้สึกไหน พนักงานต้องรับฟังก่อน และตอบกลับด้วยความจริงใจ”

ทัศนคติ และ 4 แนวทาง Contact Center

การจะเป็นพนักงาน Contact Center ที่ดี ต้องเริ่มต้นจาก ทัศนคติ ต้องเริ่มต้นวันด้วยการคิดบวก ต้องอัพเดทข้อมูลบริการใหม่ๆ เป็นประจำเพื่อให้สามารถช่วยเหลือลูกค้าได้ทันทีหรือเร็วที่สุด และที่ AIS ยังมีการ Share Case ร่วมกันระหว่างพนักงาน เพื่อเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา

4 ขั้นตอนในการให้บริการ เริ่มต้นจาก 1 รับฟัง อย่างตั้งใจ เพื่อให้เกิด 2 เข้าใจ ว่าปัญหาของลูกค้าคืออะไร และจะสามารถช่วยเหลือได้อย่างไร และ 3 ขออภัย หากมีความผิดพลาด หรือใช้ระยะเวลาในการดำเนินการนาน และสุดท้าย 4 ขอโอกาส ได้ดำเนินการและปรับปรุงให้ดีขึ้น

งานของ Contact Center รุ่นใหม่ ไม่ได้คอยแก้ปัญหาอย่างเดียว แต่ต้องแอคทีฟ คือ สร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับลูกค้า เช่น โทรไปอวยพรวันเกิด แจ้งสิทธิพิเศษ ถ้าลูกค้ารู้สึกดี ลูกค้าก็จะอยู่กับเราไม่ย้ายไปไหน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ais-contact-center-customer-family/