คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED

ไม่ใช่แค่ให้ความรู้ แต่เปิดให้ใช้บริการจริง SCB ดึง Blockchain รับโอนเงินข้ามประเทศ

ภาพจาก Ripple

สิ่งที่พิสูจน์ได้ชัดเจนจากการมาของฟินเทค (FinTech) ที่ในช่วงแรกทุกฝ่ายต่างเกรงกลัวกันว่าจะส่งผลกระทบแก่ธนาคาร แต่ในความเป็นจริงการมาของฟินเทค ถือเป็นแรงกระตุ้นที่ดี เพื่อให้ธนาคารเกิดการปรับตัว โดยเฉพาะธนาคารที่มีความตื่นตัวทางด้านดิจิทัล ที่สามารถเรียนรู้ข้อจำกัดในการใช้งานฟินเทค นำมาประยุกต์ให้เข้ากับรูปแบบบริการที่ลูกค้าต้องใช้งาน

ข้อมูลจากไอดีซี ที่วิเคราะห์เกี่ยวกับการลงทุนทางด้านไอทีในประเทศไทย มองว่าธุรกิจไฟแนนซ์เชียลเซอร์วิส หรือธุรกรรมทางการเงินต่างๆ จะเป็นอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนไอทีเติบโตมากที่สุด สูงถึง 8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และถือว่าสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนที่มีการลงทุนไอทีอยู่ราว 5% เท่านั้น

ที่ผ่านมาเชื่อว่าลูกค้าธนาคารทุกคนต่างมองว่าเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) เป็นเรื่องไกลตัว แต่ก้าวสำคัญของธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB ที่ร่วมมือกับทาง Ripple และ SBI Remit จากประเทศญี่ปุ่น นำ Blockchain มายกระดับการให้บริการรับโอนเงินข้ามประเทศแบบเรียลไทม์สำหรับลูกค้ารายย่อยเป็นครั้งแรกของประเทศไทย

ภาพจาก Pixabay.com

โอนเงินจากญี่ปุ่น ได้รับภายใน 20 นาที

สิ่งที่เกิดขึ้นคือลูกค้าทั่วไป สามารถรับโอนเงินข้ามประเทศได้รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นำร่องด้วยการโอนเงินจากญี่ปุ่น มายังบัญชี SCB ในประเทศไทยโดยตรง เพราะในแต่ละปีมีการโอนเงินจากญี่ปุ่นมาไทยไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท การมีเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้คนไทยในญี่ปุ่นกว่า 40,000 คนโอนเงินสะดวกยิ่งขึ้น

รูปแบบในให้บริการโอนเงินจะเริ่มจากต้นทางในญี่ปุ่นจากสกุลเงินเยน (JPY) มายังปลายทางบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ SCB ที่ประเทศไทย ในสกุลเงินบาท (THB) ผ่านตู้เอทีเอ็มของ Japan Post ที่เป็นพันธมิตรกับ SBI Remit ที่มีมากกว่า 20,000 ตู้ทั่วประเทศญี่ปุ่น เข้ามายังบัญชี SCB โดยตรง

เมื่อลูกค้าทำรายการแล้วข้อมูลจะวิ่งเข้าสู่ระบบ Ripple Blockchain จากนั้น เงินจะเข้าบัญชีโดยอัตโนมัติภายใน เวลา 20 นาทีต่อรายการเท่านั้น จากเดิมที่ใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 1 วัน เพราะระบบ Blockchain จะทำการตรวจสอบ 1. ข้อมูลผู้ส่ง-ผู้รับในรายการ Sanction List 2. ตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยน 3. ตรวจสอบวัตถุประสงค์การโอน รวมถึง 4. ตรวจสอบสถานะบัญชีของผู้รับปลายทางเพื่อยืนยันความถูกต้องของผู้รับก่อนทำการโอนเงินจริง ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมกันในคราวเดียว ต่างจากระบบการโอนเงินรูปแบบเก่าที่ต้องเช็คและดำเนินการเป็นขั้นๆ ไป จึงทำให้ล่าช้า ซึ่งจากการเปิดบริการครั้งแรกในประเทศไทยร่วมกับญี่ปุ่นแล้วนั้น แผนในระยะยาวต่อไป คือการเตรียมความพร้อมเปิดบริการให้ครอบคลุมกลุ่มประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก

ครั้งแรกในไทยที่ทำ Blockchain มาใช้โอนเงินข้ามประเทศ

ที่ผ่านมา SCB ศึกษาการนำ Blockchain มาใช้งาน โดย Digital Ventures หรือ DV ในเครือ SCB มีการเข้าไปลงทุนใน Ripple ซึ่งเป็นผู้นำ Blockchain มาให้บริการโซลูชันด้านการชำระเงินชั้นนำของโลกจากสหรัฐอเมริกา

พร้อมกับการเป็นพันธมิตรกับ บริษัท SBI Remit จำกัด ผู้ให้บริการด้านการโอนเงินระหว่างประเทศ ในเครือของ SBI Group เป็นกลุ่มบริษัทที่ให้บริการทางการเงินที่ทันสมัยและครบวงจร

ทำให้สามารถนำเครือข่ายสถาบันการเงินของ Ripple มาต่อยอดในการนำเทคโนโลยี Blockchain มาสู่การให้บริการรับโอนเงินข้ามประเทศแบบเรียลไทม์ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่พร้อมเปิดให้บริการแล้ววันนี้

ภาพจาก Pixabay.com

ทดสอบร่วมกับธปท. มั่นใจได้ในความปลอดภัย

ในการนำ Blockchain มาใช้ SCB ได้ทำงานร่วมกันกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการนำบริการดังกล่าวเข้า สู่ Regulatory Sandbox เพื่อสร้างความมั่นใจว่าบริการนี้จะสร้างประโยชน์แก่ลูกค้า ประกอบกับ SCB นับเป็นธนาคารแรกๆ ที่นำเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาทดสอบ

จนได้รับการอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้นำบริการโอนเงินข้ามประเทศผ่านเทคโนโลยี Blockchain มาให้บริการเชิงพาณิชย์ได้จริงเป็นธนาคารแรกของประเทศไทย โดยธนาคารมีแผนที่จะขยายการให้บริการโอนเงินข้ามประเทศผ่าน Blockchain ครอบคลุมประเทศต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคในอนาคต

การนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้จะช่วยให้ลดข้อจำกัดของธนาคารในการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินได้ง่ายขึ้น เพราะการนำ Blockchain มาใช้จะเป็นการช่วยยืนยันความถูกต้องของข้อมูลจากหลายๆ Party ที่ร่วมกันตรวจสอบก่อนเริ่มต้นทำธุรกรรม และข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้วไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ รวมถึงข้อมูลทั้งหมดถูกเชื่อมโยงเข้าเป็นเครือข่ายในเก็บไว้ที่ทุก Party ที่เกี่ยวข้องแบบเข้ารหัสชั้นสูง ซึ่งปลอดภัยกว่าการเก็บข้อมูลไว้แบบรวมศูนย์ที่เดียวซึ่งง่ายต่อการถูกโจมตี

ภาพจาก Pixabay.com

สรุป

การเปิดบริการโอนเงินข้ามประเทศจากญี่ปุ่น มาไทยสำหรับลูกค้าบุคคลผ่าน Blockchain ถือเป็นรูปแบบหนึ่งในการปรับตัวสู่ดิจิทัลของธนาคาร ที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเข้าใจในความซับซ้อน แต่ได้รับประโยชน์จากความสะดวกในการรับโอนเงินที่ง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น ที่สำคัญคือได้รับเงินเร็วขึ้นหลังจากโอนเพียง 20 นาทีเท่านั้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-blockchain-transfer-money/

Advertisements

เจาะลึกแนวคิดผู้ก่อตั้ง ZANROO ขอเวลาไม่เกิน 3 ปี จะเป็น Startup Unicorn แรกของไทย

ZANROO (แสนรู้) เป็น Startup ในสาย MarTech หรือ Marketing Technology ให้บริการด้าน Social Monitoring ที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงแค่ในไทย แต่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก โดยเฉพาะในอเมริกาและยุโรป และอนาคตจะรวมถึงจีนด้วย

อะไรทำให้ ZANROO มาแรงขนาดนั้น คนที่ตอบคำถามได้ดีที่สุดคือ ชิตพล มั่งพร้อม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ อุดมศักดิ์ ดอนขำไพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี 2 ผู้ก่อตั้งที่เริ่มต้น ZANROO มาด้วยกันตั้งแต่ 4 ปีก่อนหน้านี้

ชิตพล มั่งพร้อม

เหนือกว่าคู่แข่งด้วย Earn Media รายแรกของโลก

คำถามว่าทำไม ZANROO ถึงได้รับความสนใจขนาดนั้น ย้อนกลับไปประมาณ 4 ปีที่แล้ว จากจุดเริ่มต้นที่สนใจ Social Listening และ Social Engagement ซึ่งเป็นบริการในกลุ่ม MarTech จึงเริ่มค้นหาคำตอบว่า ทำอย่างไรจะเป็น MarTech ที่ดีที่สุด เพื่อการเติบโตในธุรกิจที่ยั่งยืน

คำตอบที่ได้คือ ทั่วโลกมีบริการลักษณะนี้อยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่เน้นที่ Paid Media และ Own Media แต่สิ่งที่เป็น Pain Point ของนักการตลาดคือ ไม่สามารถวิเคราะห์ Earn Media ได้ และไม่สามารถหาว่า ทำการตลาดและโฆษณาผ่านช่องทางไหน คุ้มค่าที่สุด (ROI)

ชิตพล บอกว่า ไปดูมาหมด ไม่มีใครทำ 3 ส่วน คือ Paid+Own+Earn รวมกันได้ และทุกคนพยายามทำแต่ไม่สำเร็จ ส่วนใหญ่มีแค่ Paid+Own เท่านั้น แม้แต่ Sprinklr ซึ่งเป็นที่ 1 ของโลก ก็ยังรวม Earn Media ไม่ได้

แต่ ZANROO ทำได้ และทำได้อย่างแข็งแกร่ง บนฐานข้อมูลที่กว้าง ลึก real-time และทำได้แล้วใน 7 ภาษา พูดได้ว่าเป็นรายแรกของโลกที่ทำใน 3 ส่วนนี้ได้ดีที่สุด

“อรุณ” บริการใหม่ที่จะฆ่าบริการเดิมของ ZANROO

ZANROO เพิ่งผ่านงานแถลงข่าวเปิดตัวครั้งแรกไปไม่นานนัก และในงานมีการเปิดตัว “อรุณ” ซึ่งจะเป็นโปรดักส์ใหม่ของ ZANROO โดยเน้นการวิเคราะห์ Paid+Own+Earn อย่างแม่นยำ พร้อมบอก ROI เพื่อช่วยในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ปัจจุบันบริการของ ZANROO ดีที่สุด เร็วที่สุด แม่นยำที่สุด แต่ อรุณ เป็นบริการใหม่ที่ครบยิ่งกว่าเดิมจะออกมาฆ่าบริการเดิม ตอนนี้เสร็จไปประมาณ 60% หมายความว่าปลายปีนี้ ZANROO จะก้าวล้ำไปยิ่งกว่าเดิม”

สิ่งที่ยืนยันคือ ก่อนหน้านี้ ZANROO ได้เดินทางไปออกบูธในงาน MarTech ที่อเมริกา และเป็นบูธที่ใหญ่ที่สุดทั้งที่ไม่มีใครรู้จัก ZANROO มาก่อนแน่นอน ซึ่งแค่นำเสนอ อรุณ ที่อยู่ในช่วงการพัฒนา ก็ได้รับความสนใจทั้งจากลูกค้าและพันธมิตร เพราะทุกคนรู้ว่า การวิเคราะห์ Earn Media ยากที่สุด

Earn Media ยากอย่างไร ผู้ใช้ได้ประโยชน์อย่างไร

อุดมศักดิ์ บอกว่า การวิเคราะห์ Earn เป็นส่วนที่ยากที่สุด การคอมเม้นข้อความ การเปิดดูวิดีโอ ทุกๆ การกระทำต้องอาศัยการตีความ และในแต่ละประเทศก็มีตัวแปรแตกต่างกันไป ต้องอาศัยความรู้จากคนในวงการ เช่น คนการตลาด, เอเจนซี่, นักวิเคราะห์ข้อมูล สถิติ เพื่อตีความให้ได้ตัวเลข ที่จะบอกได้ว่า ROI คือเท่าไร

สำหรับ Paid คือ สื่อที่เสียเงิน เช่น Influencer, Adwords, Website, Social ส่วน Own คือสื่อของตัวเอง เช่น Webside, Youtube หรือ Facebook แต่ Earn คือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้น ซ่อนอยู่ในทุกๆ ที่ จึงเป็นเรื่องยากที่สุดในการตีความ และต้องนำทั้ง 3 ส่วนมาวิเคราะห์รวมกัน ซึ่ง ZANROO สามารถทำได้ และทำได้แบบ real-time ด้วย

สิ่งที่องค์กรที่ใช้ ZANROO จะได้คือ สามารถรู้ได้ทันทีเมื่อปล่อยแคมเปญการตลาดออกไป ว่ามีการตอบรับอย่างไร เพื่อสามารถปรับเปลี่ยนให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น จะใช้เงินกับช่องทางไหนเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด และย้ำว่าทั้งหมดเห็นผลทันที

“จุดเริ่มต้นคือการทำ ภาษาไทย ซึ่งยากมาก แต่ ZANROO พัฒนาเองและมีที่นี่ที่เดียวเท่านั้น จากนั้นบุกไปทำตลาดมาเลเซีย ซึ่งต้องพัฒนาอีก 6 ภาษาจนสามารถใช้งานได้ดี ตอนนี้จะไปภาษาไหนก็ได้หมด ล่าสุดพัฒนาภาษาลาติน ใช้ในเม็กซิโก และอาหรับ ใช้ในดูไบ”

 

อีกไม่เกิน 3 ปี น่าจะเป็น Startup Unicorn แรกของไทย

กระบวนการของ ZANROO คือ คิดแล้วขาย มีคนสนใจแล้วทำ ทดลองตลาดและพัฒนา ทุกอย่างเกิดจากการตั้งคำถาม หาคำตอบและลงมือทำทันที มีบริษัทใหญ่ๆ หลายรายต้องการเข้ามาเทคโอเวอร์ ซื้อกิจการของ ZANROO แต่ไม่ขาย เพราะไม่ได้ต้องการเงิน

จนกระทั่งถึงวันที่ต้องขยายกิจการไปทั่วโลก ZANROO จึงเลือกนักลงทุน “ไทย” เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยให้ ZANROO ก้าวกระโดดและยังคงความเป็นบริษัทไทยอยู่

และจากการสำรวจตลาดทั่วโลก มีความน่าจะเป็นว่าภายในเวลาไม่เกิน 3 ปี ZANROO จะก้าวขึ้นเป็น Startup Unicorn แรกของไทยได้ นี่ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่เป็น “ความน่าจะเป็น” ที่จะเกิดขึ้นจริง

ชิตพล และ อุดมศักดิ์ พร้อมด้วยทีมงาน ZANROO

เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง เพื่อพัฒนาบริษัทแห่งความสุข

ZANROO เริ่มต้นจากคน 4 คนเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ปัจจุบันเพิ่มเป็น 158 คน ทำตลาดแล้ว 15 ประเทศ และจะเพิ่มเป็นอย่างน้อย 40 ประเทศในปลายปีนี้หลังจากเปิดใช้งาน “อรุณ” สิ่งสำคัญคือทุกคนในบริษัทในทุกประเทศ ต้องอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน ทั้งชิตพล และอุดมศักดิ์ บอกว่า การหาคนและบริหารจัดการคน เป็นเรื่องที่ยากที่สุด

และด้วยแนวคิดที่ว่า บริษัท คือ Life Spending เป็นสถานที่ทุกคนสามารถมีความสุขร่วมกันได้ เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย 2 ส่วน คือ ZANROO เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ทำให้โลกดีขึ้น และสามารถสร้างผลกำไรเยอะๆ แต่มีพนักงานไม่มาก เพื่อให้ทุกคนได้รับผลตอบแทนอย่างเหมาะสม

ดังนั้นการรับสมัครคนใน ZANROO จะมองว่า ทุกคนสามารถเดินไปข้างหน้าด้วยกันได้ไกลแค่ไหน

ทั้ง ชิตพล และ อุดมศักดิ์ บอกว่า เกิดมาไม่เคยบริหารพนักงาน 158 คน ไม่เคยทำธุรกิจทั่วโลก ไม่เคยต้องดูแลโปรแกรมเมอร์จำนวนมากจากหลายประเทศ ทุกอย่างต้องการเวลาเรียนรู้ และพัฒนาไปด้วยกัน สำคัญคือ ทัศนคติ หรือ Attitude ที่มองทุกอย่างเป็น Good Problem ที่ทำให้ ZANROO เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/zanroo-martech-thailand-to-be-unicorn/

Location Strategy กลยุทธ์สำคัญ ในการเป็นผู้นำในธุรกิจค้าปลีกและแฟรนไชส์

ปัจจุบัน ธุรกิจค้าปลีก และ แฟรนไชส์ มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ทำให้การแข่งขันมีสูงขึ้นเนื่องจากความต้องการซื้อสินค้าและช่องทางการซื้อสินค้าของผู้บริโภคมีทางเลือกเพิ่มขึ้น ซึ่งในยุคที่มีการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล หรือ Digital Transformation เน้นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อเข้าถึงข้อมูลและกลุ่มลูกค้าได้อย่างเสรี และให้อำนาจแก่ลูกค้า ลดทอนการบริโภคซ้ำของผู้บริโภค ก้าวข้ามอุปสรรคของการเข้าสู่ตลาดที่มีมาหลายสิบปี พร้อมกันนี้ ยังทำลายสมมติฐานและแนวทางปฏิบัติทางธุรกิจที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ธุรกิจต้องพัฒนาช่องทางการซื้อ-ขายสินค้าได้หลากหลายทาง ผู้ที่ต้องการจะเป็นผู้นำทางการตลาด ต้องหาตัวช่วยที่จะเข้ามาพัฒนาระบบการทำงานและช่วยในการตัดสินใจให้มีความแม่นยำและคุ้มค่าที่สุด

หลายองค์กรรู้ว่านี่คือยุค Digital Transformation แต่มีกี่องค์กรที่มีการปรับตัว หรือรู้ว่าต้องปรับตัวอย่างไร คำตอบง่ายๆ คือ ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ภายในองค์กรเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งถ้าไม่ทำและใช้กลยุทธ์แบบเดิมๆ เท่ากับว่าองค์กรนั้นมีโอกาสสูงที่จะตกยุคและพ่ายแพ้ในการแข่งขันทางธุรกิจ

หนึ่งในรูปแบบของการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพคือ การนำ กลยุทธ์การเลือกทำเลที่ตั้ง หรือ Location Strategy มาใช้ พูดถึงการเลือกทำเลที่ตั้ง หลายคนคิดถึงเรื่องของแผนที่ แต่นี่ไม่ใช่แค่แผนที่อย่างเดียว แต่มีเรื่องของข้อมูลระดับ Big Data และการวิเคราะห์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

มากกว่าแค่แผนที่ แต่เป็น Location Strategy และ GIS

การใช้กลยุทธ์ Location Strategy จำเป็นต้องใช้ Geographic Information System หรือ GIS เป็นระบบข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์ เริ่มจากการมีแผนที่ความละเอียดสูงเป็นพื้นฐาน และนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องวางลงไปบนแผนที่เพื่อเชื่อมโยงตำแหน่ง นำไปสู่การขยายผลทางข้อมูล

เช่น บริษัทมียอดขายในแต่ละภูมิภาค จังหวัด อำเภอ และตำบล เป็นอย่างไร พื้นที่ไหนสินค้าไหนขายดี และลงลึกถึงว่าทีมงานขาย ถนัดขายสินค้าใด ช่วยให้องค์กรวางแผนการผลิต การกระจายสินค้าและจัดทีมงานขายได้อย่างเหมาะสม

ยิ่งปัจจุบันข้อมูลสามารถอัพเดทได้ทันทีแบบ Real Time ยังช่วยให้องค์กรตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเลือกทำเลขยายสาขา โดยวิเคราะห์จากลักษณะทางภูมิศาสตร์ ประชากร คู่แข่งและปัจจัยอื่นๆ หรือ การบริหารต้นทุนการขนส่ง การควบคุมดูแลการขนส่งแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด

ทั้งหมดคือ ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

Location Strategy สร้างมุมมองที่แตกต่าง

การใช้ Location Strategy สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกธุรกิจ หนึ่งในธุรกิจที่ได้รับความนิยมมาก เช่น ธุรกิจค้าปลีกและแฟรนไชส์ ที่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งเพื่อการตัดสินใจ ทั้งการวางแผนกลยุทธ์การแข่งขัน การสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า

ทั้งหมดสามารถใช้ Location Strategy มาเป็นเครื่องมือในการบูรณาการและวิเคราะห์ ที่ตั้งโรงงาน แหล่งวัตถุดิบ การจัดเก็บและจัดส่งสินค้าไปยังร้านค้า ถ้าสามารถจับคู่ข้อมลได้อย่างถูกต้อง จะสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่าง

ในบางพื้นที่ สภาวะอากาศกับข้อมูลยอดขายมีความสัมพันธ์กัน ดังนั้นผลิตภัณฑ์หนึ่งอาจจะขายได้ดีในร้านค้าหนึ่ง แต่ขายไม่ได้ในอีกร้าน ข้อมูลจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ และนำไปสู่การปรับปรุงแผนเพื่อรองรับการตลาด และทั้งหมดสามารถทำได้แบบ Real Time ผ่าน Location Strategy

เช่น บริษัท U.S. Cellular ผู้ให้บริการระบบไร้สายครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ประยุกต์ใช้หลักการเลือกสถานที่ตั้งร้านค้าปลีกตามรูปแบบการจับจ่ายของผู้บริโภค คู่แข่ง และข้อมูลทางการตลาด โดยนำข้อมูลเหล่านี้มาช่วยในการวิเคราะห์หาพื้นที่ที่บริษัทจะได้เปรียบคู่แข่งและมีโอกาสทำยอดขายได้สูงสุด ถือเป็นการสร้างรูปแบบใหม่ในการแข่งขันทางธุรกิจโดยอาศัยข้อมูลที่มีอยู่ในการตัดสินใจ (Business Intelligence)

 

ปลดล็อกข้อมูลแบบ Real Time เพิ่มศักยภาพธุรกิจ

มิติใหม่ที่สร้างความแตกต่างจากเดิมคือ ความสามารถในการดูข้อมูลแบบ Real Time เพื่อให้องค์กรสนองตอบต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากลูกค้าและปัจจัยภายนอกได้ทันท่วงที เมื่อรวมกับข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น ข้อมูลประชากรศาสตร์ อาจทำให้คาดการณ์ตลาดในอนาคต ตลาดระดับท้องถิ่น หรือตลาดระดับประเทศได้ ทำให้เห็นรูปแบบทางภูมิศาสตร์ที่แสดงโอกาสทางการตลาดของบริษัทในการขยายธุรกิจไปยังพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อรองรับการขยายตัวของสมาชิก ถือเป็นการยืนยันประโยชน์จากการใช้ข้อมูลเชิงลึกจากการสร้างแผนที่เสมือนจริง

รวมถึงสามารถปรับและพัฒนากลยุทธ์เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ดีและรวดเร็วขึ้นจากการวิเคราะห์ผลกระทบที่มีต่อธุรกิจ สามารถเข้าใจการบริหารจัดการงานในปัจจุบัน

สรุป

กลยุทธ์การเลือกทำเลที่ตั้ง เป็นมากกว่าแค่การเลือกทำเล แต่มีการนำข้อมูลชิงลึก มาวิเคราะห์ร่วมกับทำเลที่ตั้งแบบ Real Time ช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อสามารถคาดการณ์ธุรกิจ บริหารจัดการองค์กร วางแผนรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ยิ่งกว่านั้นทำให้ อำนาจการกำหนดทิศทางธุรกิจ กลับมาสู่มือของ “ผู้ประกอบการ” อีกครั้ง

ESRI เชื่อว่าข้อมูลเชิงพื้นที่สามารถทำให้เห็นมุมมองใหม่ๆ ที่สามารถนำมาวิเคราะห์ วางแผนและแก้ไขปัญหาของธุรกิจได้ “The Science of Where: ศาสตร์ที่ใช้โลเคชั่นตอบทุกคำถามของคุณ” ช่วยให้สามารถใช้ข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด

หากสนใจเข้าร่วมงานสัมมนาด้านระบบภูมิสารสนเทศ ครั้งที่ 22 (TUC 2017) งานสัมมนาเชิงวิชาการระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จัดขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพ แนะนำ และส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์และงานสำรวจอย่างครบวงจร หรือสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก www.esrith.com หรือ www.facebook.com/ESRITHAILAND

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/location-strategy-for-retail-and-franchise/

พลังร้านกาแฟต่างจังหวัด Class Cafe กับ 7 สาขาในโคราช เตรียมขยายสาขาทั่วอีสาน

ในยุคสมัยที่ร้านกาแฟเปิดขึ้นใหม่ทุกวัน ทั้งร้านกาแฟรายย่อย และเชนกาแฟยักษ์ใหญ่ระดับประเทศที่แข่งขันขยายสาขาอย่างดุเดือดไปยังหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ กลับมีแบรนด์กาแฟท้องถิ่น Class Cafe (คลาสคาเฟ่) จาก จังหวัดนครราชสีมาที่เริ่มโดดเด่นขึ้นมา ด้วยจำนวนที่มากถึง 7 สาขาในโคราช และกำลังขยายไปยัง 2 สาขาในบุรีรัมย์และขอนแก่น

ถ้าผู้อ่าน Brand Inside ท่านใดไปโคราช และถามคนท้องถิ่นว่าเขาไปร้านกาแฟไหนกัน เราเชื่อว่าชื่อ Class Cafe จะต้องเป็นคำตอบแรกๆ อย่างแน่นอน อะไรคือสิ่งที่ทำให้ร้านกาแฟ Local Brand ผงาดขึ้นมาแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ เรามีโอกาสสัมภาษณ์ คุณมารุต ชุ่มขุนทด หรือบารีสต้ากอล์ฟ ผู้ก่อตั้งร้านกาแฟแบรนด์ Class ถึงเคล็ดลับความสำเร็จที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจนี้

คุณมารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้ง Class Cafe

จุดกำเนิด Class Cafe จากผู้บริหารบริษัทมือถือ สู่ร้านกาแฟท้องถิ่นในบ้านเกิด

ปูมหลังของคุณมารุต ไม่ได้เป็นแค่ผู้ที่หลงใหลในกาแฟเพียงอย่างเดียว แต่เขาเคยเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Hutch และ Nokia Thailand รวมถึงเคยดูแลธุรกิจออนไลน์ในเครือแกรมมี่มาก่อน เรียกว่าเคยอยู่ในธุรกิจไฮเทคมาก่อนใครๆ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจกลับมายังบ้านเกิดอย่างจังหวัดนครราชสีมา หรือโคราช และเปิดธุรกิจกาแฟที่ตัวเองชื่นชอบ

คุณมารุต เปิดร้านกาแฟ Class Cafe สาขาแรกเมื่อปี 2556 จากนั้นขยายเป็น 3 สาขาในปี 2557 และ 5 สาขาในปี 2559

ปัจจุบัน (สิงหาคม 2560) Class มีจำนวนสาขาทั้งหมด 8 สาขาในนครราชสีมาและบุรีรัมย์ โดยกำลังมีสาขาใหม่ที่ขอนแก่นที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับยักษ์ใหญ่อย่างกลุ่ม SCG และนอกจากสาขาถาวรแล้ว Class ยังมีรถ Food Truck ให้บริการออกนอกสถานที่ และบริการ catering สำหรับลูกค้ากลุ่มองค์กรที่จัดประชุมสัมมนาด้วย

สาขาของ Class Cafe ใน จ.นครราชสีมา

เคล็ดลับความสำเร็จของ Class ในการบริหารสาขาจำนวนมากได้ไม่ต่างจากร้านกาแฟระดับชาติ เกิดจากการนำเอาหลัก modern management, modern marketing และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย

ด้วยความที่มารุตมาจากสายงานด้าน digital marketing และ telecom ก่อนแล้วข้ามมาทำธุรกิจกาแฟ การนำ เทคโนโลยีเข้ามาใช้จัดการ รวมไปถึงการทำ online marketing จึงเป็นเรื่องถนัด เราจึงเห็นร้านกาแฟท้องถิ่นรายนี้นำระบบที่ก้าวหน้าอย่าง ERP (Enterprise Resource Planning) มาใช้งาน เริ่มตั้งแต่เครื่อง POS (Point-of-Sale) การจัดการวัตถุดิบ สั่งการไปที่โรงคั่ว รวมถึงระบบบัญชี ระบบการจัดการบุคคล

การจัดการบุคคลเป็นความท้าทายไม่ใช่น้อย เพราะพนักงานกว่า 80% เป็นพนักงานแบบพาร์ทไทม์ที่ไม่มีเวลาเข้างานตายตัว ในเดือนที่คาดการณ์ว่ายอดขายจะเยอะ เวลางานของพนักงานจะเพิ่มขึ้นล่วงหน้า ส่วนพนักงานที่ยังเป็นนักศึกษาก็จะมีความยืดหยุ่น เพราะจะติดเรื่องวันเรียนหรือวันสอบ ในแง่การจัดการจึงต้องยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา

คุณมารุต ชุ่มขุนทด กับงานบาริสต้าที่เขาชอบและหลงใหล

ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่เป็น Lifestyle คนรุ่นใหม่ในต่างจังหวัด

ท่ามกลางยุคสมัยที่ “การเป็นเจ้าของร้านกาแฟ” ถือเป็นอาชีพในฝันอันดับต้นๆ ของคนรุ่นใหม่ เราก็เห็นการเกิดขึ้นและดับไปของร้านกาแฟหน้าใหม่มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อบวกกับการแข่งขันจากเชนกาแฟยักษ์ใหญ่ระดับประเทศที่ฟาดฟันกันด้วยการขยายสาขาอย่างก้าวกระโดด คำถามอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ Class Cafe ตั้งรับอยู่ได้อย่างมั่นคง

คำตอบของมารุตคือ Class Cafe ไม่ได้เป็นแค่ “ร้านกาแฟ” ทั่วไปที่ใครๆ ก็เปิดได้ แต่เป็นมากกว่านั้น Class มองตัวเองเป็น “พื้นที่ใช้ชีวิต” ของคนหัวเมืองรุ่นใหม่ที่มี lifestyle แตกต่างไปจากในอดีต คนเหล่านี้มีการศึกษาระดับสูง มีรายได้ค่อนข้างดี มีหน้าที่การงานดี พูดง่ายๆ ว่ามีแนวทางการใช้ชีวิตไม่ต่างอะไรกับคนที่อยู่ในกรุงเทพ แต่ในต่างจังหวัด แม้แต่จังหวัดใหญ่ๆ อย่างโคราช กลับไม่มีพื้นที่ตอบสนองความต้องการด้านการบริโภค (consuming lifestyle) ของคนกลุ่มนี้ได้

Class เข้ามาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ ตั้งแต่ตัวสินค้าหลักคือกาแฟ ที่เป็นกาแฟเกรดพรีเมียม นำเมล็ดกาแฟจากทั่วทุกมุมโลก เช่น เคนยา ปานามา กัวเตมาลา หรือ บราซิล มาเบลนด์เป็นรสชาติเฉพาะที่หาไม่ได้ที่ไหนในโคราช มีโรงคั่วกาแฟของตัวเองเพื่อควบคุมคุณภาพและต้นทุน ใช้เครื่องชงกาแฟที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าระดับโลก บวกกับการเทรนบาริสต้าให้มีฝีมือคงที่ คุณภาพของรสกาแฟสม่ำเสมอ และนำเทคนิคใหม่ๆ ของโลกกาแฟอย่างกาแฟดริปมานำเสนอให้ลูกค้าตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เปิดร้าน

แนวทางการออกแบบร้านยังมีเอกลักษณ์ของตัวเอง เน้นพื้นที่ใช้สอยมาก ให้ดูโปร่งโล่งสบาย เปิดโล่งให้เห็นกระบวนการชงกาแฟอย่างชัดเจน ในร้านใช้การตกแต่งแบบ industrial และออกแบบโดยใส่ใจถึงกลิ่นของกาแฟในร้าน แม้แต่เพลงในร้านยังแตกต่างจากเพลงแนวบอสซ่าที่พบได้ตามร้านกาแฟทั่วไป มาเป็นเพลงแนวเทคโน deep house แทน เรียกได้ว่าในแง่ของ “ประสบการณ์ของลูกค้า” (customer experience) ร้านใส่ใจทุกรายละเอียดไม่ด้อยไปกว่าเชนกาแฟระดับโลก

แนวทางการออกแบบของร้าน Class

นอกจากนี้ ตัวสถานที่ของร้าน Class แต่ละสาขาก็ยังปรับเปลี่ยนตามพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า อย่างสาขาหลักที่หน้าวัดบูรพ์ ใกล้กับตัวเมืองเดิมของโคราช เริ่มเปิด 24 ชั่วโมงมาตั้งแต่กลางปี 2559 เพื่อรับความต้องการของนักศึกษาในช่วงสอบที่อยากได้พื้นที่อ่านหนังสือกันเป็นกลุ่ม และอ่านได้ตลอดทั้งคืน โดย Class ถือเป็นร้านกาแฟร้านแรกที่เปิดพื้นที่ตรงนี้ให้ ผลลัพธ์คือถ้าใครขับรถผ่าน Class สาขานี้ตอนดึกๆ จะเห็นรถจอดกันล้นหลามและลูกค้านั่งกันเต็มร้าน

นักศึกษาใช้บริการอ่านหนังสือที่ Class Cafe

คุณมารุตบอกว่า โคราช เป็นเมืองที่มีสถาบันอุดมศึกษามากถึง 5-6 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน มหาวิทยาลัยวงศ์ชวลิตกุล รวมถึงนักศึกษาแพทย์ของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา รวมจำนวนแล้วมีนักศึกษาเป็นหลักหมื่นคน แต่กลับไม่มีร้านกาแฟใดตอบโจทย์ตรงนี้ Class จึงเข้ามาช่วยเปิดพื้นที่ให้ใช้งาน และอำนวยความสะดวกให้ลูกค้ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น เปิดเพลงเบาลงเพื่อไม่ให้รบกวนสมาธิ งดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีบะหมี่ถ้วยช่วยรองท้องตอนดึกที่ครัวปิดแล้ว หรือถ้าใครนั่งนานจนเช้า ร้านก็มีอาหารเช้าพร้อมเสิร์ฟตอน 7.00 น. ต่อทันที

นักศึกษาอ่านหนังสือกันยามดึกที่ร้าน Class อย่างคับคั่ง

ตัวอย่างไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอีกกลุ่มคือกลุ่มคนทำงาน โคราชเป็นจังหวัดที่มีโรงงานอุตสาหกรรมมาก มีนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง มีคนทำงานจากถิ่นอื่นเข้ามาอาศัยอยู่มาก คนเหล่านี้มักพักอาศัยอยู่ในเมืองเพราะสะดวก แต่ต้องขับรถออกไปทำงานที่นอกเมืองแต่เช้า และอยากได้กาแฟคุณภาพดีสักแก้วก่อนเริ่มงาน

Class ตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ด้วยการปรับบางสาขาที่อยู่ในทิศทางออกนอกเมืองให้เปิดเช้าเป็นพิเศษ และพนักงานจะรีบชงกาแฟให้กับลูกค้าประจำเหล่านี้ทันทีที่รถจอดหน้าร้าน โดยไม่ต้องสั่งว่าจะเอาอะไรให้เสียเวลา รวมถึงมีบริการสั่งกาแฟล่วงหน้าและวิ่งไปส่งที่รถ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องลงจากรถเลย เรียกว่าเป็นสาขาแบบกึ่ง drive-through แนวเดียวกับที่เราเห็นตามร้านฟาสต์ฟู้ดชั้นนำ

บาริสต้าของ Class รอส่งกาแฟให้ลูกค้าหน้าร้าน โมเดลกึ่ง drive-thru แบบต่างจังหวัด

อยู่โคราช ไปที่ไหนก็เจอ Class เพราะทั้งเมืองมีถึง 7 สาขา

ปัจจุบัน Class มีสาขาในตัวอำเภอเมืองนครราชสีมาถึง 7 สาขา โดยเป็นสาขาที่อยู่ในห้าง 2 สาขาคือ เดอะมอลล์นครราชสีมา และคลังพลาซ่า จอมสุรางค์ รวมถึงสาขาที่หน้าโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ที่จับกลุ่มแพทย์ พยาบาล และบุคลกรของโรงพยาบาล เรียกได้ว่า สำหรับคนโคราชแล้ว ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอแต่ร้าน Class Cafe ล้อมไว้ทั้งหมด

ศุภลักษณ์ อัมพุช แห่งกลุ่มเดอะมอลล์กรุ๊ป ร่วมเปิดร้าน Class สาขาเดอะมอลล์ นครราชสีมา

มารุตเล่าว่า การที่เป็นคนโคราชโดยกำเนิด ทำให้รู้จักทำเลของเมืองเป็นอย่างดี รู้ว่าควรไปตั้งสาขาที่ไหนและแต่ละสาขาควรจะเป็นอย่างไร ร้านบางสาขามีอาหารขาย โดยจับมือกับเชฟชื่อดังออกแบบเมนูเบอร์เกอร์ดำ Scale Burger สร้างความแปลกใหม่ให้กับเมนูอาหารของร้านกาแฟ ร้านบางสาขามีคราฟต์เบียร์เสิร์ฟพร้อมดนตรีเพื่อรองรับลูกค้ารอบค่ำ ที่ต้องการพื้นที่แฮงก์เอาท์และเครื่องดื่มที่มากกว่ากาแฟ

ร้านบางสาขาที่มีพื้นที่ใหญ่หน่อย ยังจัดพื้นที่ชั้นบนไว้เป็นห้องประชุม รวมถึงใช้พื้นที่เหล่านี้ให้บริการการ Co-Working space  สัมมนา อบรม เทรนนิ่ง แบบครบวงจร อีกจุดนึงที่น่าสนใจคือการให้บริการเช่าพื้นที่สำหรับธุรกิจ Startup เพื่อนั่งทำงาน ในส่วนนี้มีการเติบโตค่อนข้างสูงและได้รับการตอบรับจาก บริษัท Startup ชั้นนำในเมืองไทย อย่าง Wongnai.com และ Baania.com เข้ามาเช่าใช้พื้นที่ที่เป็น co-working space แบบที่สามารถเข้าใช้งานได้ตลอด 24 ชม.

พื้นที่ประชุมสัมมนา ธุรกิจข้างเคียงจากการใช้สอยชั้นบนของร้านกาแฟ

การที่ Class Cafe มีหลายสาขาทั่วเมือง จึงสามารถใช้ประโยชน์จากฐานลูกค้าที่มีเยอะกว่าร้านกาแฟแบบเดี่ยวๆ ทั่วไป เช่น บริการสะสมแต้มของสมาชิกที่ใช้กับสาขาไหนก็ได้ และกำลังจะก้าวไปอีกขั้นด้วยระบบ profiling ของลูกค้า ที่บาริสต้าทุกสาขาสามารถรับทราบข้อมูลได้ทันทีว่า สมาชิกคนนี้ชอบกินกาแฟแนวไหน เพื่อให้ได้ประสบการณ์กาแฟที่สม่ำเสมอเหมือนกันหมดทุกสาขา

ขยายสาขาข้ามจังหวัด เริ่มที่บุรีรัมย์และขอนแก่น

หลังจาก Class Cafe ครองตลาดร้านกาแฟในโคราชได้แล้ว ภารกิจถัดไปในการบุกยึดอีสานก็เริ่มต้นขึ้น ซึ่งมารุตเลือก “บุรีรัมย์” จังหวัดใกล้เคียงกันเป็นเป้าหมายแรก

มารุตบอกว่า บุรีรัมย์เป็นเมืองที่มองข้ามไม่ได้ เพราะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอย่างน่าตกใจ โดย Class มองจุดเด่นที่นโยบาย Sport City ของบุรีรัมย์ ที่พยายามดึงอีเวนต์กีฬาขนาดใหญ่มาสู่เมือง ทั้งทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด สนามแข่งรถ และล่าสุดกำลังจะมีงานแข่งรถระดับโลก MotoGP ตามมาอีก

เมื่อคนจากนอกจังหวัดวนเวียนกันเข้ามาตามงานอีเวนต์ เวลาระหว่างวันโดยเฉพาะช่วงเช้าหรือกลางวันที่อีเวนต์ใหญ่ยังไม่เริ่ม ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะมาใช้บริการร้าน Class ผ่อนคลายหรือนั่งคุยงานก่อนอีเวนต์จะเริ่มต้น

เนวิน ชิดชอบ แห่ง Buriram United ร่วมแสดงความยินดีเปิดสาขาที่บุรีรัมย์

Class ยังเริ่มคิดใหม่ทำใหม่ที่สาขาบุรีรัมย์ โดยร่วมงานกับสถาปนิกที่ได้รับรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมจากเว็บไซต์ Arcdaily ปี 2016 ออกแบบร้านใหม่ให้ดูโดดเด่นตั้งแต่ภายนอก โดยโจทย์ของการออกแบบคือรสร้างความแปลกใหม่ที่ไม่น่าเบื่อ สามารถดูได้ทุกวัน จากวัสดุที่ราคาไม่แพง เล่นกับแสงรรมชาติในรูปแบบที่ทีมถนัด ผลของหน้าร้านที่โดดเด่น ก็ไม่น่าแปลกใจนักที่แบรนด์มอเตอร์สปอร์ตอย่าง BMW หรือมอเตอร์ไซค์ Triumph จะมาถ่ายทำโฆษณาที่ร้าน Class หรือมาทำกิจกรรมการตลาดร่วมกัน

สถาปัตยกรรมแหวกแนวที่ Class สาขาบุรีรัมย์
Class Cafe สาขาบุรีรัมย์

มารุตเล่าว่า ประสบการณ์ขยายสาขาข้ามจังหวัดครั้งแรก ได้เรียนรู้เรื่องการจัดการลอจิสติกส์มากขึ้น เพราะเดิมทีจุดแข็งของ Class เรื่องความสดใหม่ของวัตถุดิบ เช่น กาแฟอายุไม่เกิน 7 วัน หรือ นมสดใหม่จากฟาร์มโคนมของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เกิดขึ้นได้เพราะมีสาขาแค่ในโคราช แต่พอต้องขยายเขตข้ามจังหวัด ก็ต้องปรับแผนเรื่องลอจิสติกส์กันใหม่หมด รวมไปถึงการสุ่มตรวจคุณภาพและการรับเรื่องร้องเรียนของลูกค้า ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเคยต้องทำ

ถัดจากบุรีรัมย์แล้ว ล่าสุด Class กำลังก้าวสู่ “ขอนแก่น” จังหวัดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของภาคอีสาน ซึ่งเป็นภารกิจที่ไม่ง่ายเพราะต้องต่อสู้กับร้านกาแฟเจ้าถิ่นจำนวนมาก แต่ Class ก็มั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จ เพราะมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง SCG

กลุ่ม SCG กำลังจะเปิดศูนย์ Flagship Store กลางเมืองขอนแก่น เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับชุมชนคนทำงานด้านออกแบบในท้องถิ่น โดยเลือก Class เป็นร้านกาแฟเดียวในศูนย์แห่งนี้ ตรงนี้มารุตบอกว่าเป็นผลพวงจากสาขาบุรีรัมย์ที่มีแนวทางออกแบบที่โดดเด่น จนทำให้ SCG มั่นใจว่าแนวทาง look & feel ของ Class จะสามารถไปด้วยกันกับศูนย์ Flagship Store ที่ขอนแก่น ซึ่งวัตถุประสงค์ของ SCG คือการสร้างชุมชนสถาปนิกเพื่อมาแลกเปลี่ยนความรู้

Class ขอนแก่นจะเปิดพร้อมกับศูนย์ของ SCG ในช่วงปลายเดือนกันยายน-ต้นตุลาคม 2560

แผนการขยายสาขาในภาคอีสานของ Class

 

Class ในฐานะแบรนด์กาแฟระดับชาติ กับ “ศรีอโยธยา เบลนด์”

นอกจากแผนการขยายสาขาต่างจังหวัดเพื่อยึดหัวเมืองทั่วอีสานแล้ว ร้าน Class Cafe ยังขยายแนวรุกมาทำแคมเปญการตลาดในระดับประเทศผ่านสื่อบันเทิง

Class เข้ามาจับมือกับกลุ่ม True ที่ทุ่มทุนสร้างภาพยนตร์ซีรีส์อิงประวัติศาสตร์ฟอร์มยักษ์ “ศรีอโยธยา” กำกับการแสดงโดย “หม่อมน้อย” หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล และมีดาราชั้นนำของเมืองไทยมาร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยซีรีส์จะเริ่มฉายทางช่อง True Visions ในช่วงปลายปี 2560

หม่อมน้อย กับกาแฟ Class ในช่วงแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

สิ่งที่ Class ทำคือเข้าไปสนับสนุนในฐานะสปอนเซอร์ด้านกาแฟอย่างเป็นทางการของ “ศรีอโยธยา” ตลอดการถ่ายทำและงานอีเวนต์ทั้งหมด โดย Class พัฒนาสูตรกาแฟเบลนด์พิเศษภายใต้ชื่อ “ศรีอโยธยา พรีเมียม รอยัลเบลนด์” ตามคาแรกเตอร์ของตัวละครแต่ละตัวในเรื่องเป็นการเฉพาะ เช่น กาแฟสูตร The Noble ประจำตัว “อนันดา เอเวอริ่งแฮม” ที่รับบทเป็น พระพิมานสถานมงคล หรือกาแฟสูตร The Prince ของ “ฮัท จิรวิชญ์ พงษ์ไพจิตร” ที่รับบทเป็น เจ้าฟ้าสุทัศน์ขัติยราชกุมาร

กาแฟ ศรีอโยธยา พรีเมียมรอยัลเบลนด์ ที่ร่วมทำการตลาดกับ True

มารุต ให้เหตุผลที่เข้าไปสนับสนุนโครงการ “ศรีอโยธยา” ว่าเห็นแนวทางการสปอนเซอร์ภาพยนตร์แบบไทอิน เอาผลิตภัณฑ์เข้าไปแทรกในภาพยนต์หลายเรื่อง ถือเป็นการตลาดแนวใหม่ที่น่าสนใจ และเชื่อว่าแบรนด์กาแฟ Class สามารถสร้างสรรค์ได้โดยไม่มีข้อจำกัดหรือกรอบคิดทางการตลาดแบบเดิมๆ

กรณีของ ศรีอโยธยา นั้น Class เข้าไปพัฒนาสูตรกาแฟโดยอิงจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ว่า กาแฟเริ่มเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตามจากชาวต่างชาติที่เข้ามาค้าขายในไทย ทางทีมของ Class จึงตีโจทย์ว่ากาแฟและชาเป็นเครื่องดื่มของชนชั้นสูงในยุคนั้น และพัฒนามาเป็นกาแฟสูตรพิเศษที่อิงตามคาแรกเตอร์ของตัวะครในเรื่อง การทำการตลาดในรูปแบบนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

กาแฟ Class ในงานแถลงข่าวของซีรีส์ ศรีอโยธยา

แผนต่อไปของ Class ขยายสาขาให้ทั่วอีสาน

ปัจจุบัน Class ทุกสาขามีพนักงานรวมกันประมาณ 120 คน จำนวนลูกค้าเฉลี่ย 2,600 คนต่อวัน และตั้งเป้ารายได้ในปี 2560 ไว้ที่ 50 ล้านบาท

มารุตบอกว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของ Class สามารถหาจุดร่วมที่เหมาะสมของร้านกาแฟ โรงคั่วกาแฟ ร้านอาหาร และ co-working space ที่ตอบโจทย์เรื่อง lifestyle ของคนท้องถิ่น และเดินหน้าได้ในทางธุรกิจ ดังนั้นแผนการของ Class คือการนำโมเดลนี้ขยายไปยังสาขาอื่นๆ ในภาคอีสาน โดยตั้งเป้าว่าจะขยายเพิ่มอีก 20 สาขาใน 3 ปีข้างหน้า และตอนนี้ก็กำลังเปิดรับนักลงทุนที่สนใจเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์กัน

ส่วนคำถามว่าสนใจขยายสาขามายังพื้นที่ส่วนกลางอย่างกรุงเทพหรือไม่ มารุตบอกว่ายังไม่มีแผน และอยากเลือกโฟกัสเฉพาะพื้นที่อีสานที่ถนัด และดำเนินการเรื่องระบบลอจิสติกส์ง่ายกว่า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/class-cafe-expansion/

สนุกกับความรู้ทางการเงินผ่าน AFTERKLASS ชุมชนออนไลน์ ที่ทำให้เรื่อง “เงิน” ไม่ยากอย่างที่คิด

การสร้างความรู้ความเข้าใจทางการเงินส่วนบุคคล เป็นพื้นฐานในการใช้ชีวิตที่สำคัญมาก แต่พอพูดเรื่องการบริหารจัดการเงิน การลงทุน ฟังดูเป็นเรื่องซีเรียส ทำให้เด็ก เยาวชนและผู้ใหญ่หลายคนปฏิเสธที่จะเรียนรู้ นั่นเพราะคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำความเข้าใจ

แต่ความจริงเรื่องการเงินไม่ได้ยากอย่างที่คิด ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBank จึงพัฒนาแพลตฟอร์ม AFTERKLASS ชุมชนออนไลน์ภายใต้แนวคิด “สนุกกับชีวิต เพื่อนสนิททางการเงิน” เพื่อพัฒนาทักษะ Financial Life Skill โดยเฉพาะเยาวชนอายุ 15-20 ปี ที่จะเป็นอนาคตของชาติต่อไป ให้มีความพร้อมด้านการเงินและการลงทุน

จัด 2 กิจกรรมหลัก สร้างทักษะการเงินการลงทุน

สำหรับ AFTERKLASS ประกอบด้วยกิจกรรม 2 ส่วนหลัก คือ

  1. http://www.AFTERKLASS.com พื้นที่ชุมชนออนไลน์ที่แบ่งเป็น 3 Klass ได้แก่ Biz Klass สำหรับน้องๆ ที่สนใจและอยากทำธุรกิจ Smart Klass สำหรับน้องๆ ที่ต้องการพัฒนาทักษะทางวิชาการ และ Play Klass สำหรับน้องๆ ที่ชื่นชอบทำกิจกรรมและความคิดสร้างสรรค์ สามารถเลือกได้ตามความต้องการ

จากนั้นสมาชิกแต่ละ Klass จะได้รับข้อมูล สามารถแสดงความคิดเห็น แบ่งปันความรู้กับเพื่อน และมีการสอดแทรกสาระความรู้เรื่องการเงินการลงทุน และร่วมตอบคำถาม Quiz แบบรายวันและรายเดือน เพื่อรับคะแนนสะสมเป็น Koins ค่าเงินจำลองที่นำไปแลกซื้อสินค้า สิทธิประโยชน์และร่วมกิจกรรมกับ AFTERKLASS

  1. เกม AFTERKLASS CITY หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับเกมแนว Avatar หรือการเล่นเป็นตัวละครจำลองในโลกเสมือน เพิ่มความสนุกสนานให้กับเยาวชน ได้เรียนรู้โลกการเงินการลงทุนผ่านเกม โดยเริ่มต้นจากการ “หางาน” จาก 3 สายอาชีพ ได้แก่ สายการเงินการลงทุน, สายแพทย์ และสายบันเทิง

เป้าหมายคือ การยกระดับไปสู่จุดสูงสุดของอาชีพ และร่วมตอบ Quiz เพื่อรับผลตอบแทนเป็น Gold ค่าเงินจำลองสำหรับซื้อสินค้าใน AFTERKLASS CITY หรือจะนำไปแลกซื้อสินค้า และสิทธิประโยชน์ใน AFTERKLASS ก็ได้

น้องๆ ที่สนใจสามารถเล่น AFTERKLASS CITY ผ่าน http://www.AFTERKLASS.com หรือผ่าน โมบาย แอปพลิเคชั่น ทั้ง iOS และ Android ได้เลย

เสริมความรู้ด้านธนาคาร ด้วย Koins และ Gold

การสร้างฟังก์ชั่นธนาคาร เพื่อจำลองการบริหารจัดการค่าเงินจำลอง ทั้ง Koins และ Gold จะทำให้น้องๆ รู้จักและเข้าใจการออมเงิน เห็นประโยชน์ที่เกิดจากการออม และเรียนรู้วิธีการลงทุนในกองทุนแบบเข้าใจง่าย และการแลกเปลี่ยนค่าเงินระหว่าง Koins และ Gold

สำหรับ Koins จะใช้ในเว็บไซต์ AFTERKLASS.com และนำไปแลก Gold ได้ในอัตราที่กำหนด รวมถึงนำไปลงทุนในธนาคารได้ ผ่านบัญชีเงินฝากประจำ และ บัญชีเงินฝากทวีทรัพย์ หรือ เลือกลงทุนใน 3 กองทุน คือ ทองคำ, น้ำมัน และหุ้น ซึ่งการลงทุนมีความเสี่ยงขึ้นกับสภาพเศรษฐกิจ การค้าและเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้ผู้เล่นเกมต้องติดตามข่าวสาร และศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ

ส่วน Gold ไม่สามารถแลกเป็น Koins แต่ใช้ในเกม AFTERKLASS CITY และใช้ลงทุนในธนาคารของเกม โดยในฐานะพลเมือง AFTERKLASS CITY ทุกคนมีสิทธิ์กู้เงิน, ลงทุนในหุ้นและกองทุน หรือแบ่งห้องให้คนอื่นเช่า เพื่อต่อยอด Gold ให้งอกเงยมากขึ้น

ทั้งหมดเป็นการเรียนรู้เรื่องทักษะการเงินการลงทุน ผ่านเงินจำลองทั้ง Koins และ Gold

สรุป

2 กิจกรรมหลักของ AFTERKLASS เปิดโอกาสให้น้องๆ เยาวชนที่สนใจเรื่องการเงินการลงทุน ได้มีโอกาสเรียนรู้ทักษะที่ทั้งสนุกและได้ความรู้ไปพร้อมกัน ได้เรียนรู้การออมเงิน การลงทุน และยังได้สะสมแต้มเพื่อแลกกับกิจกรรมพิเศษ เช่น เทคนิคการสร้างคอนเทนต์บน Youtube, หลักการทำแผนธุรกิจ หรือ การเยี่ยมชมออฟฟิศองค์กรระดับโลก หรือ Startup ที่ประสบความสำเร็จ

ปิดท้ายด้วย น้อง ๆที่มียอดสะสม Koins และ Gold สูงสุด ประจำแต่ละ Klass มีสิทธิ์ได้รับทุนการศึกษา รางวัลละ 50,000 บาท ว่าแล้วอย่ารอช้า ไปลงทะเบียนเป็นสมาชิกที่ http://www.AFTERKLASS.com และ AFTERKLASS CITY ได้เลย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kbank-afterklass-financial-life-skill/

บอกทุกข้อมูลเรื่องบัตรกับ SCB Connect บริการทางการเงินในแบบของคนรุ่นใหม่

การชอบแชทมากกว่าคุย คือ ลักษณะของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นพอติดขัดเรื่องบริการ อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม บางครั้งการแชทก็ช่วยให้รู้สึกสะดวกสบายกว่า สามารถอ่านซ้ำเพื่อความเข้าใจได้ และได้ลองค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง

เมื่อรู้แบบนี้ SCB เลยจัดบริการทางการเงินที่ตรงใจคนรุ่นใหม่อย่าง SCB Connect ให้มาอยู่ใน LINE แอปแชทยอดนิยมของคนไทย แต่จะเป็นบริการแบบไหน ใช้อย่างไร ลองไปดูกัน

  1. อันดับแรก ก็ต้องเป็นเพื่อนกันก่อน ไม่งั้นอาจจะคุยกันไม่ได้ เริ่มด้วยการ Add Friend ตามปกติ จะค้นหาคำว่า SCB Connect ในช่อง Official Account ก็ได้ จะคลิก Link หรือจะสแกน QR Code ด้านล่างก็ได้เช่นกัน

  1. เมื่อเป็นเพื่อนกันแล้ว มาลองดูว่า ใน SCB Connect ด้วยการใช้งานจริงกันเลย แต่ก่อนอื่น ก็ต้องสมัครใช้งานก่อน ขั้นตอนไม่ยุ่งยากแต่ว่าสำคัญ เริ่มจากกรอกเลขที่บัตรประจำตัวประชาชน อ่านเงื่อนไขและยอมรับ จากนั้นเพื่อความปลอดภัย กรอบเบอร์โทรศัพท์ของเราเพื่อรอรับรหัสแบบ OTP

ถ้าผู้ใช้สงสัยเรื่องความปลอดภัย ต้องจำไว้เสมอว่า SCB Connect เป็นบริการแจ้งข้อมูลจาก SCB ไปถึงผู้ใช้ ไม่ใช้บริการชำระเงิน และไม่มีการถามข้อมูลส่วนตัวจากผู้ใช้บริการแต่อย่างใด ทาง SCB ยืนยันว่า ไม่มีบริการนอกเหนือจากนี้แน่นอน ทีนี้ก็ถึงเวลาลองดูว่ามีบริการอะไรบ้าง

  1. เข้ามาหน้า SCB Connect หลังจากที่ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะมีเมนูลัด 5 เมนู ได้แก่ บัตรเครดิต, โปรโมชั่นพิเศษ, สิทธิเฉพาะบัตร, บริการพิเศษ และ จัดการข้อมูล กดเพื่อเข้าใช้งานได้ทันที ซึ่ง SCB Connect ถือว่าทำได้น่าพอใจ ระบบตอบสนองกำลังดี (ขึ้นกับความเร็วของอินเทอร์เน็ตด้วย)

การกดที่เมนู ถือเป็นรูปแบบบริการผ่านแชท ที่เรียกว่า Non-UI อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานไม่ต้องพิมพ์ แค่กดไปตามเมนูที่คัดเลือกมาแล้วว่าเป็นบริการที่มีการใช้งานเป็นประจำ แต่ถ้าใครชอบที่จะพิมพ์เอง ก็ทำได้เช่นกันแค่กดที่มุมซ้ายล่างเพื่อเปลี่ยนเมนู เป็นคีย์บอร์ดตามปกติ แต่ก็ต้องพิมพ์ข้อความให้ถูกต้องตาม Key Words ด้วย เช่น วงเงินคงเหลือ, ยอดที่ใช้ไป, รอบบิล

นี่ถือเป็นส่วนที่ SCB Connect ต้องพัฒนาต่อ ให้รองรับ Key Words ที่มากขึ้น รวมถึงการสะกดที่แตกต่างกัน เรื่องสระ วรรณยุกต์ และการตอบสนองของระบบที่ต้องรวดเร็วกว่านี้ (ตอนนี้ยังช้าอยู่บ้าง ถ้าใช้การพิมพ์เอง)

  1. ลองมาดูกันว่า SCB Connect ช่วยอะไรเราได้บ้าง

– ข้อมูลบัตรเครดิต (Credit Card)

สำหรับคนที่มีบัตรเครดิตหลายใบ หรืออาจจะจำข้อมูลบัตรได้ไม่ครบถ้วน มีบริการดูข้อมูลบัตร พร้อมกับแจ้งเตือนเมื่อมีการใช้งานบัตรเครดิต รวมถึงวันกำหนดชำระเงิน การตรวจเช็คโปรโมชั่น ที่ไหนมีบริการผ่อนชำระ ส่วนลด หรือรับ Cash Back จะได้ไม่พลาด บริการทั้งหมดฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย  แต่ต้องเพิ่มบัตรเครดิตเข้าไปในระบบก่อน

ส่วนของข้อมูลบัตรเครดิต สามารถตรวจสอบรายละเอียดการใช้งานได้ครบถ้วน และยังตั้งค่ากำหนดการแจ้งเตือนได้ด้วย เป็นเมนูที่ดีมากๆ สำหรับผู้ถือบัตร ช่วยให้สบายใจกับการใช้งาน รู้ว่าใช้ไปเมื่อไร มูลค่าเท่าไร

– จัดการข้อมูล

เป็นเมนูสีฟ้าๆ มุมขวาล่าง เพราะก่อนจะเริ่มต้นใช้บริการ ก็ต้องใส่ข้อมูลบัตรเครดิตของเราลงไปก่อน ถ้ายังไม่มีบัตรเครดิตของ SCB ก็สามารถสมัครได้ด้วย รวมถึงมีการสอนวิธีใช้งานโดยละเอียด และมีรวม Key Words ที่ใช้สำหรับการพิมพ์เพื่อลัดเข้าใช้งานนั้นๆ ได้เลย

สุดท้ายถ้าไม่อยากใช้งานแล้ว ก็ยกเลิกบริการนี้ได้เช่นกัน

– บริการพิเศษ

ตรวจสอบสาขาของ SCB, ตู้ ATM, ห้องรับรองพิเศษ หรือช่องทางด่วนพิเศษต่างๆ โดยกดแชร์โลเคชั่นจากนั้นระบบจะส่งตำแหน่งของบริการที่อยู่ใกล้เคียงมาให้ จากนั้นกดนำทางผ่าน Google Map ไปได้เลยด้วย บริการนี้สะดวกดี

และยังมีบริการรถรับส่งในซอยทองหล่อ สำหรับผู้ใช้ที่ถือบัตร PRIVATE BANKING หรือบัตร FIRST CLASS ด้วย

– บริการสิทธิเฉพาะบัตร

อันนี้เลือกได้เลย ใครถือบัตรอะไรอยู่ กดที่รูปบัตรนั้นๆ จะได้ไม่พลาดได้รับบริการพิเศษจาก SCB

– โปรโมชั่นพิเศษ

อย่างที่พอรู้กันว่า บัตรเครดิตมักจะมีโปรโมชั่นพิเศษที่ธนาคารไปรวบรวมมาไว้ให้ แต่หลายครั้งที่ผู้ถือบัตรไม่รู้ SCB Connect เลยรวบมาให้เป็น 6 ประเภท ได้แก่ ร้านอาหาร, ท่องเที่ยว, ช้อปปิ้ง, ช้อปปิ้งออนไลน์, สุขภาพและความงาม และอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ใน 5 ประเภทแรก กดแล้วเข้าไปดูได้เลย

เมนูนี้ ช่วยให้ผู้ถือบัตร ได้รู้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เกิดอยากจะกิน อยากจะเที่ยว หรือจะซื้อสินค้าทั้งที่ห้างและบนออนไลน์ รวมถึงเรื่องสุขภาพและความงาม เมื่อกดระบบจะ Link ไปหน้ารวมโปรโมชั่นประเภทนั้นๆ อีกที มีส่วนลดรออยู่ไม่น้อย

สรุป

บริการ SCB Connect เหมาะอย่างยิ่งกับคนทุกรุ่นทุกวัยที่ใช้บัตรเครดิต SCB แบบต่างๆ สะดวกสบายด้วยการคลิกผ่านเมนูใน LINE เรียกว่าถ้าใช้ LINE เป็น ก็ไม่น่ามีปัญหากับการใช้งาน SCB Connect แน่นอน เรื่องการตอบสนองในแง่ของการแจ้งเตือนการใช้บัตร และการติดตามโปรโมชั่นต่างๆทำได้ดีแบบรวดเร็ว จะมีติดขัดบ้างในการตอบข้อซักถามต่างๆที่บางครั้งอาจจะไม่รวดเร็วทันใจ อาจเพราะเป็นการดึงข้อมูลของแต่ละบุคคลและข้อมูลมีจำนวนมาก แต่ก็ถือว่าไม่นานเกินรอ อีกส่วนคือระบบ Key Words ที่ให้พิมพ์เองได้ ถ้าพิมพ์ไม่ตรงกับ Key Words ที่กำหนดไว้ ระบบก็อาจจะไม่ตอบสนอง แต่ก็ไม่น่าซีเรียส เพราะมีการใช้งานแบบกดผ่านเมนูลัดเป็นอีกทางเลือก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-connect-line-service-from-scb/

อุตสาหกรรมอาหาร‘60 สุดปัง ยูบีเอ็มเตรียมผลักดันผู้ประกอบการไทยให้เฉิดฉายด้วยงาน Fi Asia 2017

ด้วยการคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่ากว่า 900,000 ล้านบาทจากการส่งออกของภาคเกษตรและอาหาร ส่งผลให้อุตสาหกรรมศักยภาพของไทยอย่างอุตสาหกรรมอาหารนั้นคึกคักมาตลอดตั้งแต่ต้นปี ทั้งมีการเกิดใหม่เพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาด การรีแบรนด์สร้างกระแสเอาใจผู้บริโภค หรือเน้นผลิตเพื่อการส่งออกในโวลุ่มใหญ่ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณบ่งบอกได้อย่างดีว่าปีนี้เป็นปีทองของอุตสาหกรรมอาหารไทย และแน่นอนว่าเป็นอีกปีที่ต้องทุ่มแรงในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น

จากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ในวงการอุตสาหกรรมอาหารทั้งของไทยและทั่วเอเชียมามากกว่า 15 ปี คุณรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ-ภูมิภาคอาเซียน บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ผู้ประกอบการไทยนั้นมีวัตถุดิบที่พร้อม ฐานการผลิตที่พร้อม แต่ยังขาดเรื่องของการนำนวัตกรรม เทคโนโลยี หรือส่วนผสมอาหารที่มีคุณภาพเข้ามาใช้ในการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อสร้างมาตรฐาน สร้างเอกลักษณ์ การเพิ่มมูลค่า และความน่าสนใจให้เกิดขึ้นในสินค้า 

คุณรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์

“การมีสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ดี สะอาด มีมาตรฐาน ยังไม่เพียงพอต่อการแข่งขันทั้งในไทยและส่งออกไปยังต่างประเทศ เนื่องจากสินค้าที่ดีหรือมีมาตรฐานเหล่านี้มีอยู่เต็มตลาด ซื้อแบรนด์อะไรก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องซื้อของเรา ดังนั้น จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคตรงมาซื้อขนมปังของเรา เพราะความนุ่มที่อยู่ได้นาน หรือเพราะไส้ครีมชีสที่รสชาติอร่อย ทำอย่างไรให้นึกถึงสินค้าของเราเมื่ออยากดื่มชากุหลาบ เพราะมีกลิ่นหอมของกุหลาบจริงๆ ไม่ว่าจะซื้อดื่มที่สาขาไหนก็เป็นรสชาติเดียวกัน มีกลิ่นหอมเท่ากัน หรือจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเลือกสินค้าของเราท่ามกลางเครื่องดื่มฟังก์ชั่นแนลดริงค์ที่เรียงรายอยู่ในตู้ ต้องเอากลิ่นลาเวนเดอร์มาใส่เพิ่ม หรือเติมสารอาหารพิเศษที่ช่วยผ่อนคลายทำให้อารมณ์ดี เหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องศึกษาและวางแผนในการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอาหารและเครื่องดื่มของตน ซึ่งก็สามารถแก้ไขและหาทางออกได้ด้วยการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และส่วนผสมอาหารที่จะเข้ามาเติมเต็มคุณภาพ ช่วยสร้างจุดเด่นให้กับสินค้า”

เพื่อเป็นการสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารของไทยได้พัฒนาศักยภาพ อัพเดตข้อมูลอุตสาหกรรมอาหาร และเจรจาธุรกิจในระดับนานาชาติ ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จึงได้จัดงานฟู้ดอินกรีเดียนท์เอเชีย 2017 หรือ งานเอฟไอ เอเชีย งานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่วนผสมอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย ในระหว่างวันที่ 13-15 กันยายน 2560 ไบเทค บางนา โดยในครั้งนี้ เป็นการจัดงานครั้งที่ 22 หลังจากประสบผลสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่จากกรุงจากาตาร์ อินโดนีเซีย เมื่อปีที่แล้ว ถือเป็นการจัดงานสลับกันในระหว่างประเทศที่ตั้งเป้าเป็นครัวโลกกับประเทศที่มีตลาดและผู้บริโภคจำนวนมากที่สุด ซึ่งในปีนี้ มีผู้ตอบรับเข้าร่วมแสดงงานแล้วกว่า 700 ราย จาก 56 ประเทศทั่วโลก และคาดหวังผู้เข้าชมงานกว่า 17,000 ราย โดยงานนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ประกอบการไทยทั้งขนาดใหญ่ SMEs หรือ Start-Up ที่มีแผนจะพัฒนาต่อยอดธุรกิจ หรือต้องการสร้างคู่ค้าระดับนานาชาติ 

“งานฟู้ดอินกรีเดียนท์เป็นงานที่เริ่มจัดในยุโรปเป็นที่แรก เมื่อปี ค.ศ.1986 ซึ่งความสำเร็จของงานในยุโรปนั้นเพิ่มมากขึ้นทุกปีจนในปัจจุบันงานฟู้ดอินกรีเดียนท์เป็นงานปักหมุดที่ทุกคนในอุตสาหกรรมอาหารของฝั่งยุโรปต้องมาร่วมงานเพื่ออัปเดตเทรนด์ นวัตกรรม เทคโนโลยี หรือหาส่วนผสมอาหารใหม่ๆ ไปใช้พัฒนาสินค้าของตน หลังจากความสำเร็จนี้ที่ทุกคนให้การยอมรับ ทางยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) ซึ่งเล็งเห็นถึงศักยภาพการผลิตอาหารของทางฝั่งเอเชียที่มีไม่น้อยไปกว่าใคร จึงได้เริ่มจัดงานฟู้ดอินกรีเดียนท์เอเชียขึ้นในปี พ.ศ.2538 โดยจัดสลับกันระหว่างไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารทั่วเอเชีย และประสบผลสำเร็จจนต้องขยายงาน และเพิ่มพื้นที่จัดงานในทุกปี”

โดยไฮไลท์ของงานฟู้ดอินกรีเดียนท์เอเชียในปีนี้ เป็นการมุ่งเน้นนำเสนอนวัตกรรมในการใช้ส่วนผสมอาหารและเครื่องดื่มเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการให้เกิดมูลค่ามากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีการจัด Innovation Zone โซนจัดแสดงนวัตกรรมส่วนผสมอาหารและเครื่องดื่มจากเทรนด์อาหารที่น่าสนใจ การประกาศผลการประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม (Start-up Innovative F&B Product Competition) ให้กับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ การจัดสัมมนาวิชาการนานาชาติในหัวข้อการพัฒนานวัตกรรมส่วนผสมอาหารสำหรับสังคมผู้สูงอายุ พร้อมด้วยหัวข้ออื่นๆ ที่น่าสนใจ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าและหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.fiasia.com
 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/08/ubm-fiasia-2017-innovation-food-and-startup/