คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED

กสิกรไทยผนึกกำลัง Lombard Odier รักษาแชมป์ Private Banking ปี 2017

ตลาดไพรเวทแบงค์ (Private Banking) เป็นเซกเมนต์หนึ่งของธุรกิจธนาคารที่เติบโตรวดเร็ว สอดรับกับความต้องการของกลุ่มบุคคลผู้มีสินทรัพย์สูง (high net worth individual หรือ HNWI) ทั่วโลกที่ต้องการบริหารความมั่งคั่งของตัวเองและครอบครัว

ธนาคารกสิกรไทย ในฐานะผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่งของไทยภายใต้บริการ KBank Private Banking ก็ยังเดินหน้ารักษาความเป็นหนึ่งต่อไปในปี 2560/2017 โดยอาศัยความเป็นพันธมิตรกับลอมบาร์ด โอเดียร์ (Lombard Odier) ไพรเวทแบงค์ระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 200 ปี ขยายบริการ private banking ให้กับลูกค้าในไทยให้มากขึ้น

ตลาดบุคคลสินทรัพย์สูงยังเติบโต กสิกรรักษาเบอร์ 1 ในไทย

นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจบริการไพรเวทแบงค์ ธนาคารกสิกรไทย ให้ข้อมูลว่าตลาดกลุ่มบุคคลสินทรัพย์สูง (HNWI) ที่ถือครองสินทรัพย์ 35 ล้านบาทต่อราย เติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปีทั่วโลกในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา และตลาดไทย-เอเชียมีอัตราเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกคือ 10-11% ต่อปี ถือว่ายังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกในอนาคต

ส่วนตลาด HNWI ในไทย ถ้าคิดที่มูลค่าสินทรัพย์ 50 ล้านบาทขึ้นไป มีประมาณ 30,400 คนในปี 2560 ซึ่งธนาคารกสิกรไทยถือเป็นผู้นำในตลาดนี้อยู่แล้ว ในปี 2559 มีส่วนแบ่งประมาณ 33% (ฐานลูกค้าประมาณ 10,000 ราย) มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM หรือ assets under management) ที่ 7.6 แสนล้านบาท

สำหรับเป้าหมายปี 2560 ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งเป็น 34% มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 7.7 แสนล้านบาท สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ได้ 0.37% พร้อมตั้งเป้าหมายสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์เป็น 0.5% เทียบเท่ามาตรฐานสากล ภายใน 3 ปี

ผนึกกำลัง Lombard Odier ดึงความเชี่ยวชาญระดับโลก

ยุทธศาสตร์ของธนาคารกสิกรไทยด้าน Private Banking ใช้วิธีจับมือกับ Lombard Odier เพื่ออาศัยประสบการณ์จาก Private Bank ระดับโลกที่ให้บริการลูกค้าทั่วโลกมาก่อนแล้ว เพราะความต้องการของลูกค้า HNWI ทั่วโลกมักมีลักษณะคล้ายๆ กัน แค่ต่างไปในรายละเอียด การได้ประสบการณ์ของ Lombard Odier ที่ทำเรื่องนี้มากว่า 200 ปี ย่อมช่วยให้บุคลากรของธนาคารกสิกรไทยมีความเชี่ยวชาญมากขึ้น ในการให้บริการลูกค้าไทยอย่างมีประสิทธิภาพทัดเทียมกัน

มร. วินเซนต์ แมกนีแนตท์ ผู้อำนวยการบริหาร ธนาคารลอมบาร์ด โอเดียร์ เอเชีย เล่าว่า Lombard Odier เป็นธนาคาร private banking รายใหญ่จากสวิตเซอร์แลนด์ ก่อตั้งในปี 1796 หรือกว่า 200 ปีมาแล้ว สืบทอดธุรกิจกันมา 7 รุ่น ถึงขั้นเคยช่วยซื้อขายม้าให้กับนโปเลียนในยุคสงครามด้วยซ้ำ ผ่านวิกฤตมาแล้วทุกรูปแบบ นับได้กว่า 40 ครั้ง แต่ก็ยังอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่ารูปแบบบริการทางการเงินในปัจจุบันย่อมแตกต่างไปจากในอดีต แต่ทาง Lombard Odier ก็ปรับตัวอยู่เสมอ และล่าสุดเพิ่งออกแคมเปญชื่อ Rethink Everything เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนปรับวิธีคิดกันใหม่

ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่าเฟ้นหาพันธมิตรหลายราย สุดท้ายมาลงเอยกับ Lombard Odier นอกจากเสถียรภาพของธุรกิจ และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมายาวนานแล้ว เหตุผลอีกข้อหนึ่งคือเป็นบริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ ไม่ถูกกดดันเรื่องตัวเลขผลประกอบการจากผู้ถือหุ้น จึงมองประโยชน์ของลูกค้าในระยะยาวได้ดีกว่า และเป็นบริษัทที่มั่นใจได้ว่าพร้อมจะเดินเคียงคู่กับลูกค้าในระยะยาว ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์

วางเป้าหมาย International + Comprehensive

นายจิรวัฒน์ ระบุว่าเป้าหมายของธนาคารกสิกรไทยในด้าน Private Banking คือคำว่า International Comprehensive Wealth Management Service ซึ่งคำสำคัญคือคำว่า International และ Comprehensive

คำว่า International หมายถึงเป้าหมายของธนาคารกสิกรไทย ที่ต้องการให้บริการได้ในระดับเดียวกับธนาคาร private banking ในระดับนานาชาติ ตรงนี้กสิกรไทยใช้วิธีจับมือกับ Lombard Odier เข้ามาช่วยเติมเต็มเรื่องความเชี่ยวชาญ

ในปี 2016 ธนาคารเพิ่งออกกองทุน K Strategic Global Multi-Asset Fund : K-SGM ซึ่งเป็นกองทุนที่ออกโดย บลจ. กสิกรไทย ขายโดยธนาคารกสิกรไทย และบริหารจัดการโดย Lombard Odier โดยสามารถขายได้ 1.7 หมื่นล้านบาท ถือว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ขั้นถัดไปจะเป็นการบริหารกองทุนให้มีผลตอบแทนเพิ่มขึ้น

ธนาคารยังจัดสัมมนาให้กับลูกค้าเรื่องการลงทุน โดยมีนักเศรษฐศาสตร์จาก Lombard Odier จากฮ่องกงบินมาบรรยาย และเชิญลูกค้าของธนาคารไปที่เจนีวา สำนักงานใหญ่ของ Lombard Odier ด้วย

ส่วนคำว่า Comprehensive คือความครบเครื่องของบริการ นอกจากการบริหารการลงทุนแล้ว ธนาคารยังจะช่วยลูกค้าวางแผนจัดการความมั่งคั่งในรูปแบบต่างๆ เช่น ช่วยบริหารความมั่งคั่งของครอบครัว (family wealth planning) ปรับปรุงระบบกงสีให้ทันสมัย ช่วยวางธรรมนูญครอบครัว วางแผนโครงสร้างการถือครองสินทรัพย์ จัดตั้งสำนักงานครอบครัว และช่วยส่งต่อธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นให้ราบรื่น

ธนาคารยังขยายบริการจากการลงทุนในตลาดทุน (capital market investment) มาเป็นการลงทุนประเภทอื่นๆ ที่อยู่นอกตลาดทุน เช่น ที่ดิน เพราะลูกค้าไทยสะสมที่ดินกันมาก และยังไม่ถูกนำมาบริหารจัดการให้งอกเงยมากนัก นอกจากนี้ยังมีบริการด้าน networking ช่วยสร้างเครือข่ายของลูกค้าระดับเจ้าของธุรกิจ และผู้สืบทอดธุรกิจในรุ่นถัดไป

ธนาคารมองว่าลูกค้ากลุ่ม HNWI กำลังเปลี่ยนรุ่นไปสู่รุ่นใหม่ มีความตื่นตัวเรื่องการสืบทอดธุรกิจขึ้นมาก ซึ่งวัฒนธรรมของคนไทยอาจมองแนวทางการสืบทอดธุรกิจไปยังทายาทแตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ ตรงนี้ถือเป็นจุดแข็งของธนาคารกสิกรไทยในฐานะธนาคารไทย ที่เข้าใจลูกค้ามากกว่า private banking ข้ามชาติ ก็ช่วยเข้ามาเติมเต็มความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี ถือเป็นการรักษาสายสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตลาด private banking

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kbank-private-banking-2017/

Advertisements

เรียนรู้การลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” ในกลุ่มประเทศโตเร็วอย่าง CLMV


ภาพจาก asean.org

ประเทศในกลุ่ม CLMV ประกอบด้วย ประเทศกัมพูชา ประเทศลาว ประเทศเมียนมาร์ และประเทศเวียดนาม เป็นกลุ่มประเทศในอาเซียนที่น่าสนใจ เนื่องจากมีการเติบโตของ GDP อยู่ที่ประมาณ 6.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มอาเซียน และคาดการณ์กันว่าจะมีสามารถรักษาการเติบโตในระดับ 6% ต่อไปในอีก 5 ปีข้างหน้า

 

ที่มา: http://asean.org/storage/2012/05/ASEAN_Stats_Leaflet2016_web.pdf

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV โตได้อย่างรวดเร็วเกิดจากเม็ดเงินลงทุนไหลเข้า (FDI) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 

ที่มา:  https://www.krungsri.com/bank/getmedia/7f273893-1a4d-49f5-abe5-802750cfa4c1/Regional_Quarterly_Report_RQR.aspx

โครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาวที่มีมากช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ CLMV

 

 

 

 

ที่มา: https://populationpyramid.net/

ด้วยอัตราการเติบโตของ GDP, เม็ดเงินลงทุนไหลเข้า (FDI) และโครงสร้างประชากรมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตในอนาคตของประเทศในกลุ่ม CLMV ทำให้บรรดานักลงทุนชาวไทยเริ่มให้ความสนใจและพยายามทำการศึกษาบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศเหล่านี้เพื่อลงทุนด้วยตนเอง แต่ด้วยข้อจำกัดด้านภาษา และระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่ยังไม่เป็นมาตรฐาน ทำให้นักลงทุนรายย่อยที่ต้องการลงทุนด้วยตนเองประสบปัญหาในการหาข้อมูล ความน่าเชื่อถือของข้อมูล สภาพคล่องในการซื้อขาย การนำเงินเข้าออกประเทศ และอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ช่องทางการลงทุนผ่านกองทุนรวมในประเทศยังมีอยู่อย่างจำกัดและไม่ตรงกับความต้องการของนักลงทุน ทำให้นักลงทุนไทยเสียโอกาสที่จะการกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ในวันนี้ เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากกลุ่มประเทศ CLMV

KT-CLMVT (Krung Thai CLMVT Equity Fund) : กองทุนเปิดกรุงไทย หุ้น ซีแอลเอ็มวีที

นโยบายหลักของกองทุน : เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ในกลุ่มประเทศ CLMV และหุ้นไทยที่มีแหล่งที่มาของรายได้จากกลุ่มประเทศ CLMV โดยจะพิจารณาจาก 115 บริษัท GMS Universe* ของ Set

*GMS (Greater Mekong Subregion: GMS) Universe คือ บริษัทจดทะเบียนไทยที่มีการลงทุน และ/หรือ มีรายได้จากประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง  ที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการในเอกสารของบริษัท ได้แก่ หมายเหตุประกอบงบการเงิน งบการเงิน รายงาน 56-1 รายงานประจำปี และเอกสารนำเสนอของบริษัท โดยรายได้จากประเทศในกลุ่ม GMS รวมถึง รายได้จากลูกค้าที่มีถิ่นฐานใน GMS รายได้จากส่วนงานที่ดำเนินการใน GMS และรายได้จากการส่งออกไปยังประเทศใน GMS)

รายชื่อบริษัทใน GMS Universe http://www.set.or.th/th/gms_exchanges/eco_exposure_universe.html

เป้าหมายการกระจายการลงทุนในแต่ละประเทศ

  1. 40% ลงทุนทางอ้อม ผ่านบริษัทไทยใน GMS Universe
  2. 40% ลงทุนทางตรง บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเวียดนาม (ตามดัชนี VN30)
  3. 20% ลงทุนในบริษัท กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ ที่จดทะเบียนในตลาดสิงคโปร์ และ ฮ่องกง

สัดส่วนการลงทุนในช่วง 3 เดือนแรกหลังการจัดตั้งกองทุนอาจแตกต่างจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะ 40% ในตลาดหุ้นเวียดนาม เนื่องจากรอการดำเนินการเพื่อเริ่มการซื้อขายในตลาดหุ้นเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ทางกองทุนจะทำการลงทุนในหุ้นไทยที่ได้ประโยชน์จาก CLMV เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายหลักในการจัดตั้งกองทุนรวม

วิธีการในการคัดเลือกบริษัทเพื่อทำการลงทุน

ผู้จัดการกองทุนจะทำการคัดเลือกหุ้นให้สอดคล้องกับภาวะทางเศรษฐกิจและวัฏจักรของธุรกิจ นอกจากนี้ยังทำการวิเคราะห์บริษัท เยี่ยมชมกิจการ พูดคุยกับผู้บริหาร ให้มีความเข้าใจลักษณะธุรกิจเพื่อนำมาประเมินมูลค่ากิจการ โดยเฉพาะการลงทุนในประเทศเวียดนามทางกองทุนได้รับความร่วมมือจากทีมงานของ Partner ในประเทศเวียดนามในเรื่องของการหาข้อมูลและบทวิเคราะห์บริษัทจดทะเบียนเพื่อใช้ในการตัดสินใจเลือกบริษัทเพื่อลงทุนในกองทุน KT-CLMVT

ตัวอย่างบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ CLMV

ตัวอย่างบริษัทที่น่าสนใจ

VNM (Vietnam): ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ครองส่วนแบ่งการตลาด 45-50% มีช่องทางการจัดจำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ผลการดำเนินงานแนวโน้มเติบโต 12-13% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

VIC (Vietnam): ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม และมีกลุ่มธุรกินที่หลากหลายทั่วประเทศ มีความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ มีที่ดินรอการพัฒนาประมาณ 5 พันไร่ เพียงพอกับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้ 10-20 ปี

YOMA(Myanmar): เป็น Holding Company ที่จดทะเบียนในตลาดสิงคโปร์ ที่มีรายได้กว่า 98% จากประเทศเมียนมาร์ ซึ่งกว่า 82% ของรายรับมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ธุรกิจเกษตร และขนส่ง

SMI(Myanmar): เป็น investment holding company ที่จดทะเบียนในตลาดสิงคโปร์ มีการกระจายการลงทุนในหลายธุรกิจ เช่น ร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินเมียนมาร์ รับเหมาก่อสร้าง ปล่อยเช่ารถยนต์ ให้บริการด้านโทรคมนาคม

ปัจจัยความเสี่ยงสำคัญที่ควรพิจารณา

  1. ความเสี่ยงทางตลาด (Market Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของราคาหุ้นซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม หรือภาวะตลาด
  2. ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องของหลักทรัพย์ (Liquidity Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการไม่สามารถซื้อหรือขายได้ในระยะเวลาหรือราคาตามที่กำหนด
  3. ความเสี่ยงที่เกิดจากกฎระเบียบในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Restrictions of Foreign Investment) เกิดจากข้อจำกัดหรือข้อห้ามสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
  4. ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของสกุลเงิน เนื่องจากมีการใช้ดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
  5. ความเสี่ยงจากข้อจำกัดการนำเงินลงทุนกลับประเทศ (Repatriation Risk) เป็นความเสี่ยงที่ประเทศที่ลงทุนอาจออกมาตรการ Capital control ทำให้ไม่สามารถนำเงินลงทุนและผลตอบแทนกลับประเทศไทยได้ตามที่คาด

ค่าธรรมเนียม(เรียกเก็บจากกองทุน) รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่เกิน 5.0% ต่อปี โดยแยกเป็น 4 หัวข้อดังนี้

  1. ค่าการจัดการกองทุน ไม่เกิน 0% ต่อปี (ปัจจุบัน 1.5% ต่อปี)
  2. ค่าผู้ดูแลผลประโยชน์ ไม่เกิน 0% ต่อปี
  3. ค่านายทะเบียน ไม่เกิน 5% ต่อปี (ปัจจุบัน 0.2%)
  4. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่จ่ายจริง

ค่าธรรมเนียม(เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย)

1.ค่าธรรมเนียมการซื้อหน่วยลงทุน

1.1 ช่วง IPO (22-27 กุมภาพันธ์ 2560) ค่าธรรมเนียมการซื้อหน่วยลงทุน 1.0%

1.2 หลังช่วง IPO ค่าธรรมเนียมการซื้อหน่วยลงทุน 1.5%

2. ค่าธรรมเนียมการขายคืนหน่วยลงทุน ยังไม่เรียกเก็บ

3. ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยน

3.1 กรณีเป็นกองทุนต้นทาง Switch out ยังไม่เรียกเก็บ

3.2 กรณีเป็นกองทุนปลายทาง Switch in 1.5%

หากท่านใดสนใจลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV สามารถเข้าดูรายละเอียดได้ดังนี้

ข้อมูลกองทุน : http://www.ktam.co.th/FileUpload/Fund/FundDocFileTh10_2346.pdf

หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ: http://www.ktam.co.th/document_fund/fundfactsheet/Factsheet_th_KT-CLMVT.pdf

ข้อมูลอื่น ๆ : http://www.ktam.co.th/th/mutual-fund/mutual-detail.aspx?FundID=635&FundMenuID=1&level=3

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV จะดูน่าสนใจเพียงใด อย่าลืมว่าการลงทุนในกลุ่ม CLMV เป็นการลงทุนในประเทศชายขอบ (Frontier Markets) มีความเสี่ยงในเรื่องของความไม่แน่นอนทางการเมือง กฎระเบียบต่าง ๆ อาจยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล สภาพคล่องในการซื้อขาย รวมถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไปแล้ว นักลงทุนควรพิจารณากระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/investment-fund-clmv/

สำรวจตลาดแรงงานไทย กับ 5 ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงการบริหารคนทั่วโลก (1)

หลายปีที่ผ่านมา รวมถึงปีนี้สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั่วโลกและในไทยคือเรื่องของคน ทั้งการเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัล คนกลุ่มที่เป็น Gen Y และ Z กำลังเริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงาน ขณะที่ Gen B กำลังทยอยออกจากตลาดแรงงานหลัก และยังมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบอีกมาก

Brand Inside ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ผอ.หลักสูตรการบริหารงานบุคคล แห่งสถาบันศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารคน ที่ชี้ให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงของโลกและของไทยได้อย่างชัดเจน


รูปจาก pixabay.com

HR งานกลยุทธ์หลักพัฒนาองค์กร

ดร.ศิริยุพา บอกว่า ปัจจุบัน HR กลายเป็นกลยุทธ์หลักขององค์กรไปแล้ว การวางแผนเรื่องคน ต้องมีการกำหนดให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจ ต้องมองล่วงหน้าอย่างน้อย 3-5 ปีว่าต้องการบุคลากรด้านใด จะหาจากที่ใด หรืออาจต้องลงไปร่วมพัฒนากับสถาบันการศึกษา นี่คือเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ถ้าธุรกิจกำลังเดินหน้าแต่ขาดคนมาขับเคลื่อน ทุกอย่างก็จบ

นอกจากนี้ ถ้าองค์กรใดทั้งรัฐและเอกชน ที่ยังเน้นกับเรื่อง AEC ยังแสดงถึงวิสัยทัศน์ที่ล้าสมัย เชยและแคบเกินไป เพราะตอนนี้แค่ AEC คงไม่เพียงพอ แต่ต้องมองระดับโลก ในยุคดิจิทัลที่พรมแดนทางเศรษฐกิจและสังคมถูกทำลายไปแล้ว ทุกสิ่งมีผลกระทบถึงกันหมด เช่น ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกามีนโยบายทาง การเมือง เศรษฐกิจและสังคมอย่างไร ก็มีผลกับประเทศเล็กๆ แบบไทยเช่นกัน

ดังนั้น องค์กรต้องให้ความสำคัญกับงานบริหารบุคคล ที่ไม่ใช่แค่งานธุรการแบบเดิม ต้องวางแผนล่วงหน้าให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจ และต้องมองให้กว้างระดับโลก ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่องานบริหารบุคคล มี 5 ประการด้วยกัน

 


รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ผอ.หลักสูตรการบริหารงานบุคคล แห่งสถาบันศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

5 ปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงงานบริหารคนทั่วโลก

1. Globalization 2.0 – คำนี้สะท้อนถึงอำนาจทางเศรษฐกิจที่ย้ายมาอยู่ฝั่งซีกโลกตะวันออก โดยมีประเทศแกนนำสำคัญ เช่น จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และอาเซียน เมื่ออำนาจทางเศรษฐกิจมาอยู่ทางนี้ งานและแรงงานจากทั่วโลกจะมีเป้าหมายมาที่นี่ โดยเฉพาะอาเซียน ที่น่าดึงดูดใจอันดับต้นๆ ของโลก เป็นความเปลี่ยนแปลงที่องค์กรเล็กและใหญ่ในไทยต้องเตรียมรับมือ

2. Diffusion of power – การแพร่กระจายของอำนาจ ต่อเนื่องจากข้อแรกเป็นผลให้แรงงานต่างประเทศจะมีความเคลื่อนตัวอย่างสูง ถ้าไม่เตรียมตัวให้ดีประเทศจะเสียประโยชน์แน่นอน อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าในด้านการลงทุน อาเซียน ดึงดูดใจอันดับต้นๆ ของโลก แต่ไทย ดึงดูดใจน้อยที่สุดในกลุ่มอาเซียน เนื่องจากปัจจัยด้านการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ

3. Demographic change – ความเปลี่ยนแปลงของประชากรโลกที่กำลังเข้าสู่ยุค Aging Society หรือสังคมผู้สูงอายุ และไทยก็ติดประเทศอันดับต้นๆ ที่จะเปลี่ยนตามหลังญี่ปุ่น (ที่เป็นแล้ว) นั่นคือ มีประชากรที่อายุ 60 ขึ้นไปเกิน 30% กลุ่มคนรุ่นใหม่ แรงงานรุ่นใหม่ที่เข้าสู่ตลาดจะลดน้อยลง การขาดแคลนแรงงานคุณภาพ นี่คือสิ่งที่ตลาดแรงงานไทยจะเจอ

4. Environmental Crisis – ภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีผลต่อการบริหารคน ทุกวันนี้ภัยธรรมชาติเกิดบ่อยขึ้น ปีละหลายหน และทำให้บริษัทใหญ่ๆ ต้องวางแผนธุรกิจใหม่ อาจมีการย้ายฐานการผลิตเพื่อหนีจากพื้นที่ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ส่งผลให้แรงงานเปลี่ยนแปลง การบริหารคนก็เช่นเดียวกัน และไทยก็อยู่ในกลุ่มที่มีผลนี้ด้วย

5. Technological Convergence – นี่คือสิ่งที่ทุกคนเห็นกันอยู่แล้ว เทคโนโลยีทำให้พฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนไป เมื่อการทำงานที่ออฟฟิศแบบ 9 to 5 หรือ 9โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป มีตำแหน่งงานหลายประเภทที่ไม่ต้องยึดติดกับเวลาและสถานที่ ดังนั้นองค์กรต้องกล้าที่จะปรับเปลี่ยน สร้างความยืดหยุ่นให้มากขึ้น


รูปจาก pixabay.com

ความเปลี่ยนแปลงทั้ง 5 ส่วนนี้ ส่งผลอย่างมากต่อตลาดแรงงาน และการบริหารงานคน ซึ่งองค์กรต้องตั้งเตรียมความพร้อมให้ดี นี่เป็นเพียงตอนที่ 1 ที่ว่าถึงปัจจัยในระดับโลกที่เปลี่ยนแปลง และส่งผลถึงประเทศไทย ยังมีเรื่องของการบริหารงานคน และตลาดแรงงานที่น่าสนใจตามมาอีก โปรดติดตาม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/hr-thai-transfrom-1/

ความยุ่งยากของการจัดการความปลอดภัยของข้อมูลบน Docker

คอนเทนเนอร์แบบ Docker นั้น นับเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมใหม่ของแอพพลิเคชั่น ทั้งการพัฒนา, จัดจำหน่าย, และติดตั้ง ด้วยคุณสมบัติที่เน้นความยืดหยุ่นและให้เปิดปิดได้ตามต้องการ ได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งการจัดการข้อมูลสำหรับแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ก็มีสองทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นการเก็บข้อมูลไว้เฉพาะภายในคอนเทนเนอร์ หรือจะเก็บไว้ข้างนอกเพื่อให้อยู่คงทนถาวรแม้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวจะปิดหายไป ซึ่งไม่ว่าคุณเลือกวิธีไหน การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลบนคอนเทนเนอร์ก็ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ดูยุ่งยากพอสมควร

โดยเฟรมเวิร์กของ Docker นั้น ไม่ได้มีโมเดลด้านความปลอดภัยสำหรับข้อมูลโดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น ไดเรกทอรีที่เป็นโฮสต์ใดๆ ก็สามารถเมาต์กับคอนเทนเนอร์ได้ โดยเฉพาะโฟลเดอร์ระบบที่อ่อนไหวมากอย่าง /etc ทำให้แอพในคอนเทนเนอร์สามารถแก้ไขไฟล์ในโฟลเดอร์เหล่านั้นได้ ถึงแม้จะแก้ปัญหาด้วยการรันคอนเทนเนอร์บนบัญชีผู้ใช้ที่ไม่ใช่รูต ก็จะนำไปสู่การแก้ปัญหาต่อเนื่องที่ยุ่งยาก เช่น การตามแก้การอนุญาตการเข้าถึงโฟลเดอร์ที่จำเป็น เช่น /var/lb/docker/volumes เป็นต้น

โซลูชั่นปัจจุบันที่นิยมใช้รักษาความปลอดภัยบน Docker คือ การใช้แพลตฟอร์ม Orchestration สำหรับจัดการการรันคอนเทนเนอร์ได้ด้วยตัวเอง โดยปล่อยให้ระบบนี้แมปวอลุ่มข้อมูลกับคอนเทนเนอร์ได้อย่างแม่นยำ แต่สิ่งที่แตกต่างจากสตอเรจ SAN แบบเดิมคือ ความยืดหยุ่นในการพอร์ตไปรันบนแพลตฟอร์มต่างๆ และความจำเป็นที่ระบบความปลอดภัยต้องครอบคลุมไปยังพับลิกคลาวด์ด้วย

สำหรับผลิตภัณฑ์คอนเทนเนอร์อย่าง Docker นั้น หลังจากการเข้าซื้อกิจการบริษัทด้านสตอเรจน้องใหม่อย่าง Infinit ก็คาดหวังได้ว่าจะมีโซลูชั่นที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลที่พัฒนาขึ้นมาให้เราได้ใช้งานการเร็วๆ นี้

ที่มา : http://www.networkcomputing.com/cloud-infrastructure/docker-data-security-complications/613897734

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5604

วิ่งเพื่อสุขภาพ เทรนด์มาแรงหยุดไม่อยู่ จัดกว่า 600 รายการต่อปี มูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท

จั่วหัวว่าวิ่งเพื่อสุขภาพ แต่เอาจริงๆ เป็นกิจกรรมเพื่อสุขภาพทั้ง งานวิ่ง, งานปั่นจักรยาน และงานไตรกีฬา ซึ่งเวลานี้เป็นเทรนด์ที่มาแรงมากทั่วโลก และมาแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากทุกคนใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น กินอาหารคลีน และออกกำลังกาย แต่จะให้ออกกำลังกายเฉยๆ ก็ไม่ท้าทาย ถ้ามาร่วมกิจกรรม มันท้าทายมากกว่า

กลายเป็นประโยคฮิตในกลุ่มคนชอบออกกำลังกายว่า “เสาร์-อาทิตย์นี้ไปไหน” ซึ่งหมายถึงว่าไปร่วมกิจกรรมออกกำลังกายที่ไหน แสดงว่ามีการจัดงานออกกำลังกายเยอะมาก?


ภาพจาก Samsung Galaxy 10K Thailand

งานออกกำลังกายรวมกว่า 700 รายการต่อปี

โอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็มวิชั่น จำกัด (MVISION) หนึ่งในผู้จัดงานกิจกรรมกีฬา บอกว่า มีการจัดงานวิ่ง (รวมทั้งวิ่งถนนและวิ่งเทรล หรือ แนววิ่งวิบาก) ประมาณ 20 งานต่อสัปดาห์ รวมทั้งปีแล้วมีงานวิ่งในไทยกว่า 600 งาน! ถ้ารวมงานปั่นจักรยานและงานไตรกีฬาอีก ประมาณกว่า 100 งาน

เท่ากับว่า ในประเทศไทยมีการจัดงานกีฬารวมแล้วกว่า 700 รายการต่อปี และมีแนวโน้มว่าปีนี้จะเพิ่มขึ้นใกล้ๆ หลักพัน และถ้าอยากสมัครร่วมงาน ต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 เดือน ไม่งั้นคนสมัครเต็ม อดวิ่ง ถ้างานไตรกีฬาสมัครล่วงหน้าเกิน 6 เดือน!

แสดงว่า ความต้องการ (Demand) มีมากกว่า การจัดงาน (Supply) จึงไม่แปลกใจที่ยังมีการค้นหาสถานที่จัดงานเพิ่มเติมขึ้นอีก เพื่อรองรับความต้องการ

ส่วนหนึ่ง ไม่ได้มีแค่คนไทยเท่านั้นที่วิ่ง แต่มีคนต่างประเทศให้ความสนใจมาร่วมงานวิ่งในไทยด้วย นั่นเพราะไทยเป็นประเทศที่สามารถจัดงานวิ่งได้ตลอดทั้งปี ต่างจากยุโรปหรืออเมริกา ที่มีช่วงฤดูที่หนาวจัด ร้อนจัด ไม่สามารถจัดงานได้


โอภาส เฉิดพันธุ์ พิชิตงาน IRONMAN 70.3 Thailand มาแล้ว

ประเมินมูลค่ากิจกรรมกีฬา 1 หมื่นล้านบาท

ด้วยตัวเลขการจัดงานกว่า 700 รายการต่อปี มีคนเข้าร่วมเฉลี่ย 3,000 – 5,000 คนต่องาน ค่าสมัครวิ่งเฉลี่ย 500-1,000 บาท ดังนั้นในแต่ละสัปดาห์จะมีเม็ดเงินจากการสมัครร่วมกิจกรรมกีฬา รวมค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ประมาณ 200-250 ล้านบาทต่อสัปดาห์ ตลอดทั้งปีจึงเป็นมูลค่า 10,000 ล้านบาท!

และการจัดงานกิจกรรมกีฬาประเภทนี้ ต้องใช้กำลังคนในการจัดประมาณ 1,000 – 2,000 คนแล้วแต่ว่าจัดงานใหญ่ขนาดไหน เป็นการสร้างงานด้วยเช่นกัน เท่ากับว่าการจัดงานหนึ่งครั้ง เป็นการรวมกลุ่มคนจำนวนเกือบหมื่น ดังนั้นจะมีเงินสะพัดสูงมาก ยิ่งถ้าจัดต่างจังหวัด คนในพื้นที่ยิ่งชอบ เพราะรายได้จะวิ่งเข้าชุมชนแน่นอน

ส่วนคนจัดงาน อย่างที่บอกไปแล้วว่า งานวิ่ง งานปั่น หรืองานไตรกีฬา แต่ละงานต้องสมัครล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 เดือน แปลว่า ผู้จัดจะได้รับเงินจากผู้สมัครล่วงหน้าแล้วอย่างน้อย 5 – 10 ล้านบาทต่อการจัดงานแต่ละครั้ง ถ้าเป็นผู้จัดงานอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นธุรกิจที่น่าสนใจมาก


ภาพจาก Samsung Galaxy 10K Thailand

ภาพสาวๆ จาก Samsung Galaxy 10K Thailand

ปฏิวัติวงการ สร้าง Sport Tourism ด้วยเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการจัดงานกีฬา ทั้งงานวิ่ง งานปั่น ในไทยยังไม่ทันสมัย โดยเฉพาะระบบจ่ายเงิน ที่ยังใช้การโอนเงินแล้วส่งรูปสลิปจากนั้นรอการคอนเฟิร์ม และการที่ต้องสมัครล่วงหน้าหลายเดือน ทำให้หลายครั้งผู้สมัครอาจติดภารกิจด่วนไม่สามารถไปร่วมได้ จะขายต่อก็ไม่ได้เพราะระบุชื่อผู้สมัครไปแล้ว จะขอเงินคืนก็ไม่ได้ จะเลื่อนไปงานอื่นก็ยิ่งไม่ได้

โอภาส บอกว่า จุดเด่นของ MVISION คือ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Event หรือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้บริหารจัดการ ดังนั้นนอกจากการจัดงานกีฬาประมาณ 15-20 รายการในปีนี้ เพื่อรองรับ Demand ที่มีอยู่มหาศาลแล้ว สิ่งที่ MVISION เน้นเป็นพิเศษคือ ร่วมมือกับผู้จัดงานทุกราย นำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้งาน เพื่อยกระดับปฏิวัติวงการ

“ทุกคนยังจัดงานเหมือนเดิม MVISION ก็จัดงานโดยเน้นส่วนที่ยังว่างอยู่ เพราะอย่างที่บอกว่า Supply ไม่พออยู่แล้ว แต่สิ่งที่จะช่วยกันคือ การพัฒนาเทคโนโลยีไปใช้เพื่อยกระดับงานกีฬาทั้งหมด MVISION อยากเข้าไปช่วยระบบหลังบ้าน ให้งานออกมาดีขึ้น”

ภาพใหญ่ที่จะเกิดขึ้นกับงานกีฬา คือ จะเกิด Sport Tourism หรือการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเกิดขึ้นในไทย


ภาพจาก pixabay.com

ระบบชำระเงิน จ่ายได้ เลื่อนได้ ขายต่อได้ ขอคืนก็ได้

สำหรับใครที่เคยวิ่งงาน Samsung Galaxy 10K มาแล้วจะรู้ว่ามีเทคโนโลยีช่วยให้สะดวกขึ้น แต่สำหรับระบบใหม่ที่ MVISION จะนำมาใช้ในปีนี้คือ ระบบการจ่ายเงิน

อย่างที่บอกว่า MVISION ไม่ได้มาแข่งขัน แต่มาร่วมมือกับผู้จัดงานทุกคน นำระบบจ่ายเงินใหม่ ที่รองรับการจ่ายได้หลากหลายวิธี และยังมีความพิเศษคือ เมื่อสมัครแล้วถ้าไม่สะดวกไปร่วม สามารถประกาศขายต่อใบสมัคร พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็นผู้สมัครคนใหม่ได้ หรือจะเลื่อนไปงานอื่นโดยจ่ายเงินส่วนต่าง เพราะระบบมีการเชื่อมกับงานวิ่งหลายงาน หรือจะคืนเงินก็ได้ เพราะมีคนรอสมัครอยู่แล้ว

“ระบบนี้สามารถทำได้ เพราะอย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า งานกีฬาต้องสมัครล่วงหน้า 3-6 เดือนเป็นอย่างน้อย ผู้จัดรับเงินเข้ามาก่อน ถ้ามีระบบมาบริหารจัดการดีๆ สามารถโอนเงินระหว่างกันได้ แค่มีเงื่อนไขเรื่องเวลา และค่าธรรมเนียมเล็กน้อย แต่เชื่อว่าจะมาแก้ปัญหาให้ทุกคนได้”

สำหรับการใช้งาน ทุกงานวิ่งมีเว็บไซต์ของตัวเอง ผู้สมัครสนใจงานไหนก็เข้าไปที่เว็บไซต์ของงานนั้นโดยตรง ในอนาคตจะมีรายการ จ่าย เลื่อน ขายต่อ ขอคืน หรือเข้าคิวรอซื้อ ไม่ต้องไปที่เว็บอื่น โดย MVISION จะดูแลระบบหลังบ้านและการเชื่อมต่อทั้งหมดให้

ระบบทั้งหมดจะเริ่มต้นใช้งานได้ปลายไตรมาสแรกถึงต้นไตรมาสสอง และจะพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าจะได้ใช้งานจริงภายในปีนี้แน่นอน


ภาพจาก pixabay.com

Sport Tourism อย่างไร

โอภาส บอกว่า สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในไทยคือ Sport Tourism คือ ในปีนี้งานวิ่งจะกระจายตัวออกไปต่างจังหวัดมากขึ้น ดึงดูดให้คนไปเที่ยวต่างจังหวัด ไปร่วมงานวิ่งเพื่อสุขภาพ มีทั้งวิ่งถนน และวิ่งเทรล สนับสนุนให้ไปกันทั้งครอบครัว ต้องมีที่พัก ซึ่งการวิ่งจะผ่านจุดสำคัญๆ ที่เป็นแลนด์มาร์กของจังหวัดนั้นๆ

สำหรับจังหวัดใกล้ๆ อาจจะขับรถกันไปเป็นครอบครัว จับตลาดทั่วไปได้ แต่สำหรับจังหวัดไกลๆ จะจัดเป็นแพ็คเกจ เช่นเหมาลำเครื่องบิน บินไปจัดงานวิ่ง นี่คือการจับตลาดบนเรื่องการท่องเที่ยว เป็น Sport Tourism ซึ่งคนต่างประเทศกำลังสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะการวิ่งเทรล ที่ออกแนววิ่งลุยไปกับบรรยากาศของธรรมชาติ


ภาพจาก pixabay.com

สรุป

งานวิ่ง รวมถึงงานกีฬาเป็นเทรนด์ที่มาแรงมาก และยังแรงขึ้นเรื่อยๆ การนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยเฉพาะเรื่องการจ่ายเงินและการขายต่อหรือขอเลื่อนไปการแข่งอื่น เป็นการทำลายข้อจำกัดของใครหลายคนที่ไม่มั่นใจว่าจะไปร่วมงานได้หรือไม่ มีโอกาสทำให้จำนวนนักกีฬาเพื่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้นอีก ซึ่ง MVISION เลือกที่จะอยู่เบื้องหลัง ช่วยผู้จัดทุกราย ปฏิวัติวงการกีฬา มากกว่าจะมาจัดงานสร้างการแข่งขัน เชื่อว่าจะสร้างทั้งสุขภาพและธุรกิจไปพร้อมกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/running-for-health-and-business/

ทางรอดของวงการค้าปลีกไทย ในวันที่ Buffet ทิ้งหุ้น Walmart

เช้านี้มีข่าวสะเทือนวงการค้าปลีกจากมหาเศรษฐีหุ้น Warren Buffet เพราะ Buffet ขายหุ้นเกือบทั้งหมดของยักษ์ใหญ่ค้าปลีกโลก Walmart ที่ตัวเองถืออยู่ พร้อมให้เหตุผลสั้นๆ ว่า Walmart ไล่จับ Amazon และ eCommerce รายอื่นๆ ไม่ทัน

สัญญาณนี้ “อาจจะ” ส่งผลสะเทือนวงการได้เหมือนกับตอนที่ Buffet ทิ้งหุ้นซูเปอร์มาร์เก็ต Tesco ของอังกฤษ ซึ่งนำไปสู่การขุดคุ้ยธุรกิจของ Tesco ทั่วโลก จนเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาอยู่พักนึง (หมายเหตุ: Tesco Lotus ของไทย เป็นหนึ่งในไม่กี่​สาขาของ Tesco ที่ทำกำไรในอันดับต้นๆ ของ Tesco ทั้งโลก ในขณะที่สาขาประเทศอื่นๆ มักขาดทุน)

ด้วยความที่เคยเป็นคนแรกๆ ที่บุกเบิก Online Retailer ให้กับค้าปลีกยักษ์ เมื่อหลายปีก่อน เลยถือโอกาสนี้ ย้อนอดีต วิเคราะห์ปัจจุบัน และคาดการณ์อนาคตว่าจะเกิดอะไรกับกับวงการค้าปลีกของไทยบ้าง


ภาพจาก Flickr ของ Walmart

อดีต: ความยิ่งใหญ่ของ Walmart

เมื่อราว 6 ปีก่อน ช่วงปี 2010 วงการค้าปลีกของประเทศไทย เริ่มเห็นสัญญาณจากประเทศญี่ปุ่น ว่าธุรกิจค้าปลีกเริ่มหดตัวลง แต่การขายออนไลน์ (ที่ในญี่ปุ่นนำโดย Rakuten) ทะยานขึ้นมา จนแซงหน้าธุรกิจค้าปลีกได้ในที่สุด

ตอนนั้น Walmart และนักวิเคราะห์รายอื่นๆ ยังปรามาสว่า ธุรกิจออนไลน์นั้น “ยังเล็ก” เพราะในเวลานั้น ขนาดของธุรกิจออนไลน์เทียบได้ราว 10-15% กับขนาดธุรกิจของ Walmart เท่านั้น

ผลวิเคราะห์นี้ทำให้ผู้บริหารค้าปลีกของไทยหลายรายในเวลานั้น ยังไม่รู้สึกว่าได้รับผลกระทบมากเท่าไร ขนาดในประเทศที่ออนไลน์พัฒนาเร็วมากๆ ค้าปลีกออนไลน์ยังถือธุรกิจเป็นส่วนน้อย และผู้บริหารหลายคนจึงมองว่าออนไลน์ยังเป็นเรื่องไกลตัว


Amazon

ปัจจุบัน: ผู้บริโภคเปลี่ยน

Walmart เคยเป็นธุรกิจเบอร์ 1 ของค้าปลีกโลก ถ้าให้เปรียบเทียบเห็นภาพชัดขึ้น ในสหรัฐอเมริกา Walmart มีจำนวนร้านกระจายตัวทั่วประเทศ เหมือนกับ 7-Eleven ในประเทศไทยตอนนี้ แต่ว่าแต่ละสาขาของ Walmart มีขนาดเท่ากับ Tesco Lotus ของบ้านเรา หรือพูดง่ายๆ คือมีร้านขนาดเท่า Tesco lotus แต่กระจายตัวเยอะเท่า 7-Eleven

แต่ปัจจุบัน Walmart ต้องมาไล่ปิดสาขาของตัวเอง และขนาดธุรกิจตามราคาหุ้น (Market Cap) ของ Walmart ก็ลดลงมามากจากในอดีต โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ Amazon ที่โตวันโตคืน จนตอนนี้ต่อให้รวมเอาหุ้นค้าปลีกรายอื่นๆ ทั้ง Costco, Target และ Walmart มาบวกรวมกัน ยังไม่เท่ากับ Market Cap ของ Amazon เพียงรายเดียว

สิ่งเหล่านี้เกิดในเวลาเพียงแค่ 2555 วัน หรือ 7 ปี จากวันที่ Walmart เคยยิ่งใหญ่ที่สุด

ปัจจุบัน ไลฟ์สไตล์การขับรถออกไปนอกเมืองในวันหยุด เพื่อไปซื้อสินค้าของกินของใช้ทั่วไปในปริมาณมากๆ ในราคาถูกๆ และตุนไว้ตลอดสัปดาห์ เสื่อมมนตร์ขลังไปแล้ว เพราะนอกจากต้องจ่ายเงินก้อนโตล่วงหน้า (ซื้อก่อน แล้วเก็บไว้กิน) ยังต้องเสี่ยงกับการกินไม่หมด หรือเจอโปรโมชั่นเพื่อโล๊ะสต็อกสินค้าใกล้หมดอายุ และมีค่าใช้จ่ายแฝงในการต้อง “ขน” เข้าไปเก็บเอาไว้ในบ้านอีก

เมื่อเทียบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคปัจจุบัน ซื้อแค่พอใช้ จ่ายแค่พอกิน และได้ของใหม่สดตลอด แนวทางใหม่ตรงใจผู้บริโภคมากกว่า และนี่คือเหตุผลสำคัญว่า ทำไมแนวโน้มของค้าปลีกทั้งโลก จึงต้องปรับตัวมาสู่ Small format
การสร้างร้านขนาดเล็กๆ เดินทางง่ายๆ จับการซื้อทีละเล็กๆ ร้านแบบนี้จึงเติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทั่วโลก


Central Online ของกลุ่มเซ็นทรัล

การปรับตัวของธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย

ตลาดค้าปลีกของไทยมีความพิเศษหลายอย่าง และมียอดฝีมือด้านค้าปลีกอยู่ในระดับโลกหลายราย เช่น Tesco Lotus ของไทยที่ทำกำไรติดอันดับโลก, 7-Eleven ของไทย ที่มีจำนวนสาขาเป็นอันดับสามของโลก และมียอดคนเข้าเยอะที่สุดในโลก และ Central ที่ไปซื้อกิจการห้างที่อิตาลี และปรับให้กลายเป็นห้างที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมในอีกไม่กี่ปีต่อมา

การขายของออนไลน์ยังเป็นแค่การลองทำ

ผู้ประกอบการค้าปลีกของไทย สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงด้านออนไลน์นี้มานานแล้ว และพยายามปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ถึงกระนั้น การปรับตัวยังเป็นแค่สเกลเล็กๆ ในองค์กรขนาดยักษ์ เพราะยอดขายออนไลน์ยังดูจะเล็กน้อยมาก ในระดับว่า ยังไม่ต้องเทียบกับ “ยอดขาย” ออฟไลน์เลย เทียบกับ “ค่าไฟ” ของร้านค้าปลีกที่ต้องจ่ายแต่ละเดือนก็อาจจะน้อยกว่าด้วยซ้ำไป

ในอีกด้าน พฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ของคนไทย ยังไปโตในการซื้อรูปแบบง่ายๆ ผ่าน Social Commerce ผ่าน Facebook, Instagram, LINE ซะมาก เพราะเห็นรูปของ โอนค่าของ ส่งที่อยู่ ส่งของ เป็นอันจบ ไม่ต้องสมัครสมาชิก หยิบของใส่ตระกร้า ตัดบัตรอะไรให้ยุ่งยาก ดังนั้น การให้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ไปเปิดร้านขายของใน Line FB หรือ IG นั้น จึงกลายเป็นสีสันซะมากกว่ากลยุทธ์จริงจัง

นอกจากนี้ ธุรกิจออน์ไลน์รายใหญ่ๆ ของไทยเกือบทุกเจ้ายังประสบภาวะ “ขาดทุน” อย่างต่อเนื่อง เพราะการเข้ามาทุ่มตลาดระลอกแล้วละลอกเล่าจากผู้เล่นหลากสัญชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อพิจารณาปัจจัยยอดขาดขนาดเล็ก กลยุทธ์ยังไม่ชัด และการขาดทุนต่อเนื่อง ถือเป็นสามเหตุผลหลักๆ ว่าทำไมกลยุทธ์ออนไลน์ของค้าปลีกไทยจึงยังเป็นลักษณะ “ลองทำ” มากกว่า “กลยุทธ์หนีตาย” เหมือนที่ CEO ของ Walmart เคยเสียใจทิ้งท้ายเอาไว้


Tesco Lotus iBeacon

เน้นนวัตกรรมในร้าน มากกว่าขายออนไลน์

ในทางกลับกัน ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย กลับให้ความสนใจกับนวัตกรรม (innovation) ค้าปลีกที่อยู่ที่หน้าร้านเป็นอย่างมาก และมีนวัตกรรมออกมาต่อเนื่องจริงจัง ส่วนหนึ่งถือเป็นกลยุทธ์เชิง O2O (online to offline) คือ ใช้ร้านเรียกคนเข้าเว็บและใช้เว็บเรียกคนเข้าร้าน เช่น ความเชื่อมโยงระหว่าง Central Plaza และ Central.co.th หรือเทคโนโลยี Tesco iBeacon ซึ่งในเร็วๆ นี้ เราก็จะได้เห็นห้างหรูบางแห่ง นำกลยุทธ์นี้มาใช้เพื่อแก้ปัญหา คนมาห้าง มากินข้าว แต่ไม่ซื้อของ

ขอวิเคราะห์ปัญหาใหญ่ๆ ของการปรับตัวของค้าปลีกไทยรายใหญ่ไปสู่ออนไลน์ ดังนี้

1. Cannibalization ธุรกิจค้าปลีกกลัวปัญหา “กินกันเอง” กลัวว่าการขายออนไลน์ที่กำไรน้อยกว่าจะส่งผลเสีย นอกจากกำไรหดลงแล้ว ยังทำให้ช่องทางเดิม (เช่น ฝ่ายขาย หรือหน้าร้านเดิม หรือคู้ค้าหลักๆ) ไม่พอใจบริษัทที่มาขายออนไลน์แข่ง

ปัญหากลัวกินกันเองนี้เกิดทั้งภายในและภายนอกองค์กร ทำให้การพัฒนาช่องทางออนไลน์ของทีมงานภายใน มักถูกตั้งคำถามหรือไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควรจากผู้บริหารส่วนอื่นๆ ภายในองค์กรเอง เพราะถึงเป็นองค์กรเดียวกัน แต่ก็แยกกัน “บริหารเป้า” จากผู้บริหารที่ดูแลช่องทางการขายเดิม

2. การบริหารงานแบบ Silo การทำงานเป็นท่อนๆ ส่วนใครส่วนมัน แยกหน้าที่ชัดเจน ส่งต่อกันเป็นทอดๆ เหมือนในโรงงาน แนวทางการบริหารแบบนี้มีประสิทธิภาพสูงมากกับการขายแบบค้าปลีก เพราะทำให้ต้นทุนต่ำ แต่เมื่อเจอกับความต้องการลูกค้าที่เปลี่ยนไป และคู่แข่งหน้าใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว การทำงานแต่ละ Silo เป็นท่อนๆ กลับไม่สอดคล้องต่อยุคสมัยปัจจุบัน

3. ระบบการขาย, ไอที, บัญชี และ คลังสินค้า มีลักษณะเดียวกับ Silo คือเป็นระบบขนาดยักษ์ที่ออกแบบให้ทำงานมีความเสถียรสูง ปริมาณมากๆ เน้นประสิทธิภาพและการประหยัดจากขนาด (economy of scale) ทำงานเยอะๆ ได้ในต้นทุนที่ต่ำมาก

การจะรวมระบบการขายยุคใหม่ที่เน้นการปรับเปลี่ยนรวดเร็ว เข้ากับระบบเดิมที่มีอยู่แล้ว อาจจะยากเย็นถึงขั้นเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ นอกจากจะต้องรื้อทำใหม่ทั้งหมด หรือแยกเป็นระบบเอกเทศไป ตัวอย่างของ Tesco ในประเทศอังกฤษ เคยต้องลงทุนซื้อหุ้นส่วนหนึ่งของ Lazada เป็นเงินหลายพันล้านบาท เพื่อความคล่องตัวในเรื่องนี้นี่เอง

4. หาคน การหาคนที่มีประสบการณ์ ecommerce นั้นยากเย็นเป็นอย่างยิ่ง นอกจากบริษัทจะต้องเจอเรื่องการดึงตัวกันในอุตสาหกรรมแล้ว ยังเจอปัญหาเรื่องการดูดคนจากบริษัทข้ามชาติใหม่ๆ ที่เป็น Tech Startup รวมถึงปัญหาคนที่มีประสบการณ์ความสามารถสูง ก็ออกไปเปิดบริษัท Tech Startup ของตัวเอง ทำให้คนที่เชี่ยวชาญด้านนี้ ยิ่งหายากขึ้นไปอีก


Shopat24 ชื่อใหม่ของ Shopat7 ของกลุ่ม CP-All ที่เพิ่งรีแบรนด์เมื่อเดือนกันยายน 2559

แนวทางนโยบายในการทำธุรกิจค้าปลีกออนไลน์

จากประสบการณ์ที่ได้ใกล้ชิดกับผู้บริหารค้าปลีกออนไลน์ทุกรายในประเทศไทย พบว่าทุกรายมีแนวทางการบริหารหน่วยงานค้าปลีกออนไลน์คล้ายๆ กัน ที่สามารถใช้เป็นแนวปฏิบัติสำหรับรายอื่นๆ ได้ คือ

  1. Direct Report to CEO ตั้งหน่วยงานออนไลน์ที่ใกล้ชิดกับผู้นำขององค์กร เพราะการปั้นธุรกิจออนไลน์ไม่ใช่การ “สร้างช่องทางการขายใหม่” แต่เป็นการ “รวมช่องทางการขายเดิม” เพื่อไล่ให้ทันลูกค้าและคู่แข่งที่เปลี่ยนไป
  2. บริหารเป็นเอกเทศ หน่วยงานออนไลน์ควรบริหารด้วยความเป็นเอกเทศ เพราะเหตุผลคือจำเป็นต้องรวมจุดแข็งของทุกส่วน เพราะไม่ใช่การแข่งขันของ “ช่องทาง”​แต่เป็นการแข่งขัน “ทั้งธุรกิจ”
  3. อย่าวัดแต่ยอดขายอย่างเดียว เพราะจะเกิดแรงต้านจากช่องทางเดิมและเกิดการแย่งยอดขายกัน แต่ต้องตั้งเป้ายอดขายเป็น KPI ร่วมกัน ทั้งจากช่องทางเดิมและช่องทางออนไลน์ นั่นคือ ช่องทางเดิมได้เป้า ได้คอมมิสชั่น ช่องทางออนไลน์ได้งบประมาณ ได้ปรับเงินเดือน
  4. รักษาคนออนไลน์ไว้ และให้พนักงานรุ่นใหม่ๆ เรียนรู้ความรู้จากคนออนไลน์พวกนี้ เพราะจำเป็นต้องปั้นคนออฟไลน์ให้เป็นออนไลน์ เพราะการหาคนออนไลน์เองนั้นว่ายากแล้ว การรักษาให้เขาอยู่กับบริษัท ในสภาวะคนแย่งตัวกันนั้นยากยิ่งกว่า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-retail-strategy-buffet-walmart/

[วิเคราะห์] การปรับแบรนด์ของ dtac “FLIP IT – แค่พลิก ชีวิตก็ง่าย” จะพลิกสถานการณ์ธุรกิจได้หรือไม่

การแถลงปรับแบรนด์แพลตฟอร์มของ dtac ผู้ให้บริการมือถือของไทย ที่มีแนวโน้มว่าจะขยับลงไปเป็นอันดับ 3 ของตลาด ซึ่งเป็นผลมาจากการรุกทำตลาดอย่างหนักหน่วงของอันดับ 3 ปัจจุบันอย่าง True และการสร้าง Digital Content เต็มสูบของพี่ใหญ่ AIS ส่งผลต่อ dtac พอสมควร และการปรับแบรนด์ครั้งนี้จะชัดเจนมากขนาดไหน หลายคนอาจยังไม่เข้าใจ Brand Inside สรุปมาให้แบบเข้าใจง่าย

  • สิทธิโชค นพชินบุตร แม่ทัพการตลาด CMO ของ dtac บอกว่า ด้วยความเคารพคู่แข่งแต่ dtac เห็นต่างจาก AIS และ True และมองว่าการทุ่มแข่งขันโดยการซื้อคอนเทนต์จากต่างประเทศไม่ใช่ทางออก ผู้บริโภคไม่ได้รับประโยชน์ แต่เป็นการขนเงินออกไปจ่ายให้เจ้าของลิขสิทธิ์นอกประเทศ ประโยคนี้ถือเป็นคีย์แมสเสจแรก ที่ dtac ต้องการบอกว่า แม้จะไม่มีคอนเทนต์ต่างประเทศหวือหวา แต่ dtac ขอย้อนกลับมาสู้ศึกที่จุดเริ่มต้นง่ายๆ
  • เริ่มจาก dtac ต้องกล้าเปลี่ยน โดยทำลายความกังวลใจว่า ถ้าเอาระบบ FUP ออกแล้ว จะส่งผลเสียต่อการใช้งานโครงข่าย รายได้จากการให้บริการอินเทอร์เน็ตจะลดลง ต้องเอาแนวคิดเหล่านี้ออกไป แล้วยกเลิกระบบ FUP พร้อมกับเปิดให้ผู้ใช้บริการโทรหากันได้แบบไม่อั้น
  • สำหรับคนที่ไม่เข้าใจ FUP คือ Fair Usage Policy แปลเป็นภาษาง่ายๆ ว่า ถ้าใช้เน็ต เช่น 3G, 4G จนถึงที่กำหนด ความเร็วที่ได้จะลดลงเหลือความเร็วขั้นต่ำแต่ยังสามารถใช้งานต่อได้ (แบบช้าๆ)

  • ประโยคสำคัญต่อมา สิทธิโชค บอกว่า ผู้บริโภคไม่เข้าใจเงื่อนไขที่ผู้ให้บริการมือถือกำหนดขึ้น เช่น unlimited ใช้ได้ไม่จำกัด แต่ปรับลดความเร็วลงตาม FUP รวมถึงการโทรหากันฟรีไม่จำกัด แต่กำหนดเวลาในการใช้งาน แบบนี้สร้างความสับสน ดังนั้น dtac จึงจัดแพ็คเกจให้สอดคล้องกับแนวคิดการ FLIP IT – แค่พลิก ชีวิตก็ง่าย ไม่ต้องคิดมาก อธิบายกันให้ชัด
  • เริ่มจากแพ็คเกจ GO โนลิมิต ทั้งรายเดือนและเติมเงิน ใช้เน็ตได้ไม่จำกัด โทรหากันในเครือข่าย dtac เฉพาะในประเทศก็ไม่จำกัด แต่แตกต่างกัน โดย dtac รายเดือน ราคาเริ่มต้น 499 บาทต่อเดือน ความเร็ว 1Mbps และความเร็วจะเพิ่มขึ้นตามแพ็คเกจที่ราคาสูงขึ้น ส่วน dtac เติมเงิน ราคาเริ่มต้น 15 บาท ความเร็ว 256Kbps และความเร็วจะเพิ้มขึ้นตามแพ็คเกจราคาที่เติมเงิน ไม่มีเงื่อนไขเพิ่มเติม

  • สำหรับ Go โนลิมิต เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบใช้เน็ตแต่ไม่ชอบให้ความเร็วลดลง แต่ต้องดูพฤติกรรมตัวเองว่าชอบใช้งานอะไรเป็นหลัก และเลือกแพ็คเกจราคาที่ตรงกับความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ต้องการ เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย และยังโทรหาในเครือข่าย dtac ได้แบบไม่อั้นตลอดเวลา
  • แต่ไม่ต้องห่วง สำหรับการนำแพ็คเกจเน็ตไม่จำกัดไปใช้ผิดวิธี เช่น โหลดบิท, ปล่อยไวไฟ หรือใช้เชิงพาณิชย์ dtac จะมีมาตรการป้องกันออกมาแน่นอน

  • สิ่งใหม่ต่อมาคือ ซิม Go เพลิน หลักการง่ายๆ คือ สำหรับคนที่มีรายได้น้อย หรือยังไม่มีรายได้ (เช่น นักเรียน) ซิม Go เพลิน คิดค่าโทร 55 สตางค์/นาที ทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง ใช้เน็ตได้ไม่จำกัดที่ความเร็ว 64Kbps สามารถแชทหากันได้ตลอดเวลา

  • ประเทศ ตันกุรานันท์ CTO ของ dtac บอกว่า แม้ dtac จะจัดแพ็คเกจที่ทำลาย FUP เพื่อให้ลูกค้าใช้ได้แบบไม่ต้องกลัวความเร็วเน็ตลดลง แต่ต้องรู้ว่าคือค่าเฉลี่ยในเวลาปกติเท่านั้น เพราะไม่มีผู้ให้บริการมือถือรายใดในโลกนี้ ที่การันตีความเร็วขั้นต่ำได้ เนื่องจากมีหลายปัจจัย เช่น ประเภทการใช้งาน (แชท ไม่จำเป็นต้องใช้ 4G), อุปกรณ์ไม่รองรับ, พื้นที่มีการใช้งานหนาแน่นมาก (คอนเสิร์ต) แต่โดยพื้นฐานแล้วผู้ใช้จะได้ความเร็วเน็ตตามที่ระบุ
  • อีกหนึ่งส่วนคือ บริการเสริม หรือ dtac reward ที่เริ่มทำอย่างต่อเนื่องมากขึ้น มีสิทธิพิเศษต่างๆ มาให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์ แต่สิ่งที่ dtac ต้องเร่งสร้างคือ เอกลักษณ์ของบริการเสริมพิเศษ เพื่อสร้างการจดจำ และยกระดับในสไตล์ของ dtac ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย

  • อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า แพ็คเกจนี้จะเป็นตัวจุดชนวนสงครามราคาอีกรอบ จากเดิมปีที่ผ่านมามีสงครามแจกเครื่อง และสงครามให้ปริมาณอินเทอร์เน็ตมากเป็นพิเศษ ซึ่งการยกเลิกระบบ FUP ของ dtac นั้น ถ้าได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า เชื่อว่า ผู้เล่นอีก 2 รายอาจจัดแพ็คเกจลักษณะคล้ายๆ กันออกมาแข่งขัน
  • ส่วนหนึ่งการจัดแพ็คเกจบริการที่ยกเลิก FUP เพราะ dtac คือผู้ให้บริการรายเดียวที่มีเพียงโครงข่ายไร้สายเท่านั้น True มี True Online และ TrueVisions ส่วน AIS กำลังเร่งเครื่อง AIS Fibre อยู่ ดังนั้นทางสู้ศึกนี้ของ dtac คือจัดบริการที่ดึงดูดใจให้ใช้เน็ตไร้สายทั้งในบ้าน และนอกบ้าน (เช่น อยู่บ้านก็ปล่อยสัญญาณไวไฟจากมือถือได้เลย)
  • สิ่งที่น่าเป็นห่วงอยู่บ้าง คือ การยกเลิก FUP อาจเป็นการปฏิวัติวงการให้บริการอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องมีการลดความเร็วอีก แต่โครงข่ายของ dtac จะสามารถรองรับการใช้งานหนักได้มากแค่ไหน และถ้าผู้เล่นรายอื่นจัดแพ็คเกจมาสู้ (ซึ่งปัจจุบันก็พอมีอยู่บ้างแล้ว) อาจทำให้ปริมาณการใช้เน็ตพุ่งสูงขึ้นเกินจริง
  • สุดท้ายแล้วแนวคิด FLIP IT จะพลิกสถานการณ์ธุรกิจของ dtac ได้หรือไม่ เรื่องทั้งหมดยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดกันต่อไป

dtac บอกว่า รายอื่นให้ ฟรี* แต่ชอบมีดอกจันกำกับ ดังนั้น dtac จะให้ฟรีจริงๆ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dtac-flip-it-simple-straight/