คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED

เรียนรู้ Non-UI ซื้อของแบบ e-Commerce ยุคใหม่ ไม่ต้อง add to cart

พูดถึง e-Commerce ใครที่เคยซื้อของออนไลน์ ต้องรู้จักคำว่า add to cart หรือหยิบของใส่ตะกร้ากันเป็นอย่างดี นี่คือระบบ e-Commerce ที่ใช้กันเป็นเรื่องปกติทั่วโลก มูลค่าตลาด e-Commerce เติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ประเทศไทย กลับเติบโตขึ้นไม่เร็วเท่าที่ควร

จากเดิมมีการวิจัยว่า ถ้าสินค้าราคา 980 บาทขึ้นไป จะซื้อขายได้ง่ายด้วยบัตรเครดิต ทำให้เป็นอุปสรรคกับสินค้าที่ราคาต่ำลงมา แต่ปัจจุบันระบบจ่ายเงิน (payment gateway) มีให้เลือกเพียบ ระบบขนส่ง logistics ก็พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วอะไรคืออุปสรรคที่ e-Commerce จะเติบโต

หรือจะเป็นความยากของระบบ add to cart ซึ่งคือ e-Commerce แบบ UI จึงเกิดแนวคิดเรื่อง Non UI e-Commerce ขึ้น โดยมีการจัดเสวนาขึ้นที่ Discovery HUBBA โดย 2 กูรู คือ ผรินทร์ สงฆ์ประชา ซีอีโอของ Nasket และ ณัฐเศรษฐ์ ศิรินันท์ธนานนท์ ซีอีโอของ BentoWeb มาให้ความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่อง Non UI

ผรินทร์ สงฆ์ประชา ซีอีโอของ Nasket

ทำไม e-Commerce ไทย ไม่โตซักที

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า UI e-Commerce เป็นเรื่องปกติที่ทำกันทั่วโลก เลือกสินค้าใส่ตะกร้า ชำระเงิน จัดส่งของ แต่พบว่า ในประเทศไทยคนที่ใช้งานระบบนี้ได้ มีเพียง 2 กลุ่มเท่านั้น คือ กลุ่ม Innovators และ Early Adopters คิดเป็นประมาณ 30% ของประชากรไทย ถ้าจะทำให้คนส่วนใหญ่ซึ่งไม่ถนัดด้านเทคโนโลยีมาซื้อสินค้าออนไลน์ จึงต้องสร้าง Non UI ขึ้น

ผรินทร์ บอกว่า UI สร้างคำถามให้กับคนไทยว่า “ซื้ออย่างไร” เพราะต้องผ่านขั้นตอนที่มากมาย ตั้งแต่ลงทะเบียน, เลือกสินค้า, ใส่ตะกร้า, ยืนยันการสั่งซื้อ, จ่ายเงิน และจัดส่ง กว่าจะผ่านแต่ละขั้นตอน ทำให้คนซื้อออกจากเว็บไปเป็นจำนวนมาก จนมีสถิติว่า ถ้ามีคนเข้าเว็บ 100 คน จะซื้อของสำเร็จ 3 คน

แต่จะให้เข้าเว็บได้ 100 คน ก็เสียเงินค่าโฆษณาไปมากแล้ว

นี่อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ e-Commerce ในไทยไม่โตเท่าที่ควร ทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 8% ของการซื้อขายรวม แต่ไทยมีมูลค่าประมาณ 1-2% เท่านั้น

กลุ่มคนส่วนใหญ่ (สีฟ้า, เหลือง, แดง) แทบไม่เคยซื้อผ่าน e-Commerce

เลิกยุ่งกับ UI ดีกว่ามั้ย? มารู้จัก Non UI กันเถอะ

ใครที่บอกว่า ต้นทุนการทำ e-Commerce ไม่มี เพราะไม่ต้องมีหน้าร้าน เป็นคำกล่าวที่ผิด เพราะต้นทุนของ e-Commerce อยู่ที่การโฆษณา ซึ่งปัจจุบันแข่งขันกันดุเดือดเลือดพล่าน red ocean สุดๆ ไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะคู่แข่งทุกรายทำกันหมด

คิดง่ายๆ ถ้าทำโฆษณาออนไลน์ ลูกค้าอาจจะหาร้านเราเจอ แต่ถ้าไม่ทำ รับรองว่าหาไม่เจอแน่นอน (เพราะไม่มี)

จึงเกิดความคิดว่า ถ้าไม่ต้องการแข่งขัน ก็เลิกยุ่งกับ UI ดีกว่า

โดยทำอย่างไรก็ได้ ให้ออนไลน์ มาอยู่บนโลกจริงๆ นอกจอ จึงเกิดเป็น Non UI และ Internet of Things ขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นคลื่นลูกถัดไปของโลกอินเทอร์เน็ต โดยเริ่มมีการพัฒนาแล้ว เช่น Google Home และ Amazon Alexa ที่สามารถสั่งงานด้วยเสียง ทำให้ทุกอย่างง่าย แก้ปัญหาเรื่อง ความขี้เกียจ, ซื้อไม่เป็น, ขั้นตอนเยอะ ได้ทันที

นอกจากการสั่งงานด้วยเสียง ยังมีการสั่งซื้อแบบกด เช่น Amazon Dash กดที่สินค้าเพื่อสั่งซื้อ, การสแกนบาร์โค้ดเพื่อสั่งซื้อ และ Social Commerce (Facebook, Instagram) ก็ถือเป็นรูปแบบของ Non UI เช่นเดียวกัน

Google Home
Amazon Dash

Social Commerce และ Chatbot ทางออกของ e-Commerce

ณัฐเศรษฐ์ บอกว่า Social Commerce ถือเป็นรูปแบบของ Non UI เช่นเดียวกัน คือ ไม่ต้องลงทะเบียน ไม่ต้องหยิบของใส่ตะกร้า แต่ใช้วิธีแชทเพื่อซื้อของ ซึ่งด้วยระบบการชำระเงินที่สะดวกสบายมากขึ้น เมื่อแชทซื้อขายสินค้ากันเรียบร้อย สามารถส่ง URL ให้ผู้ซื้อคลิกเพื่อไปยังหน้าชำระเงินได้ทันที

แต่ผู้ขาย ไม่สามารถแชทกับผู้ซื้อทุกคนได้ตลอดเวลา ถ้าลูกค้าเข้ามาหลายคนพร้อมกัน หรือมานอกเวลางาน จึงเกิดการพัฒนา Chatbot ที่มากกว่าแค่การโต้ตอบอัตโนมัติ แต่ต้องตรวจสอบได้ว่าลูกค้าเป็นใคร ชอบซื้ออะไร อยู่ที่ไหน นำเสนอสินค้าและบริการได้ ทั้งหมดวิเคราะห์จาก Data

ณัฐเศรษฐ์ ศิรินันท์ธนานนท์ ซีอีโอของ BentoWeb

ตัวอย่างจาก BentoWeb นอกให้บริการ Social Commerce เปลี่ยน Facebook ให้เป็นร้านค้า ระบบ Chatbot ยังเป็น Semi-Auto คือระบบจะคุยกับผู้ซื้อโดยอัตโนมัติ แต่ ผู้ขาย สามารถเข้ามาแชทแทนได้ทันที สามารถเสนอโปรโมชั่นพิเศษได้ ทำให้ผู้ซื้อไม่ต้องคุยกับระบบตลอดเวลา ต่างจากในต่างประเทศ ที่เป็น bot 100% คนคุยแทรกไม่ได้

นอกจากนี้ ระบบ Chatbot ยังทำหน้าที่แทนผู้ซื้อ เพื่อตอบคำถามในหลายกรณี เช่น มีระบบทวงเงิน โดยหากยืนยันคำสั่งซื้อและรอโอนเงิน ระบบสามารถกำหนดระยะเวลาโอนเงินได้ เช่น 1-3 วัน หากใกล้หมดเวลา Chatbot จะแจ้งเตือนผู้ซื้อ แทนที่ผู้ซื้อจะต้องแชทมาถามเอง หรือ ระบบตอบคำถามว่า สินค้าส่งถึงไหนแล้ว โดยพัฒนา API ร่วมกับ ไปรษณีย์ไทย ตอบลูกค้าได้ทันทีว่าของถึงไหนแล้ว

PojiMoji ตัวอย่าง Chatbot ของ BentoWeb ที่ไม่ต้องพิมพ์ แต่มีตัวเลือกมาให้กด สุดท้ายจึงเสนอสินค้าให้ แม้จะมี Add To Cart แต่ขั้นตอนง่าย จบที่แชท

สรุป

Non UI e-Commerce จะเป็นเทรนด์ใหม่ที่ยกระบบออนไลน์ของการซื้อขายสินค้า ออกมาไว้ในโลกออฟไลน์ ทำให้จับต้องได้มากขึ้น โดยมีอุปกรณ์มาช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ผู้ซื้อ หรือเป็นการพัฒนา Social Commerce และ Chatbot จุดประสงค์เพื่อให้ประสบการณ์ซื้อขายของออนไลน์ เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้ ลดขั้นตอนต่างๆ ลง เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ จะเห็นระบบ Non UI e-Commerce ทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/non-ui-ecommerce/

Advertisements

ตลาด Wearable ยังเติบโตสูงถึง 16.9% แต่ Apple กลับไม่เวิร์ก ตัวเลขเติบโต “ติดลบ”

ตลาดแวร์เอเบิลหรืออุปกรณ์สวมใส่ไฮเทค (wearable) ทั่วโลก มียอดการสั่งสินค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยทะยานไปอยู่ที่ 33.9 ล้านเครื่องในไตรมาสที่ 4 ของปี 2559 นับว่าเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 16.9 ในช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน

ทั้งนี้ ยอดการจัดส่งสินค้าตลอดทั้งปีเติบโตร้อยละ 25 สืบเนื่องมาจากมีผู้ผลิตรายใหม่ในตลาด ผนวกกับรายเก่าที่อยู่แถวหน้ามีการพัฒนาสินค้าของตนให้ดียิ่งกว่าเดิม ข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาดหรือไอดีซี ที่ให้บริการด้านการสำรวจข้อมูลตลาดอุปกรณ์สวมใส่ประจำไตรมาสทั่วโลก (International Data Corporation (IDC) Worldwide Quarterly Wearable Device Tracker) แสดงให้เห็นว่า มีการจัดส่งสินค้าอุปกรณ์สวมใส่กว่า 102.4 ล้านเครื่องมาตลอดทั้งปี

ตลาดอุปกรณ์แวร์เอเบิลกำลังปรับตัวและเปลี่ยนแปลง เหมือนเช่นตลาดเทคโนโลยีอื่นๆ” มร. โรมอน ลามาส ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและค้นคว้าสำหรับทีมอุปกรณ์แวร์เอเบิลของไอดีซี ได้ตั้งข้อสังเกต “อุปกรณ์แวร์เอเบิลแบบทั่วไปที่เปิดตัวสู่ตลาดในครั้งแรก โดยเป็นเพียงแค่อุปกรณ์แบบนับก้าวที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น กำลังแปรสภาพปรับเปลี่ยนไปเป็นอุปกรณ์แวร์เอเบิลแบบอเนกประสงค์ ที่รวมด้านสุขภาพและสมรรถภาพทางร่างกายหรือฟิตเนสเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีการแจ้งแสดงผลทางสมาร์ทโฟน ซึ่งมีความล้ำหน้าจนแทบไม่แตกต่างกับอุปกรณ์แวร์เอเบิลอัจฉริยะ (smart wearable) ส่วนใหญ่ในตลาด หรือเดินทางมาถึงจุดที่นาฬิกาอัจฉริยะ (smartwatch) ในยุคแรก แทบไม่แตกต่างจากอุปกรณ์ฟิตเนสแทรคเกอร์สวมข้อมือ (fitness tracker) ส่วนใหญ่เลย

ตารางข้อมูลด้านอุปกรณ์สวมใส่ประจำไตรมาสทั่วโลกของไอดีซี ณ วันที่ 2 มีนาคม 2560

wearable

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=6047

1.6 ล้านวิว The Mask Singer ปรากฎการณ์ Live ผ่านโซเชียล กับบทเรียนที่ Workpoint ต้องระวัง

ต้องยอมรับว่ายอดคนดู 1.6 ล้านวิว (รวม Facebook และ Youtube) ของรายการ The Mask Singer เป็นปรากฎการณ์ของรายการที่ถ่ายทอดสดทาง Social และมีคนดูมากถึงขนาดนี้เป็นครั้งแรกของประเทศไทย มีนัยหลายประการที่สามารถศึกษาต่อได้ และยังมีบทเรียนที่ Workpoint ต้องระวัง

ยอด Youtube 8.2 แสน และยอด Facebook 8.3 แสน

1.6 ล้านวิว พิสูจน์คอนเทนต์ที่ดี คนไทยก็ดูออนไลน์

ก่อนหน้านี้มีรายการทีวีหลายรายการ พยายามถ่ายทอดสดหรือออกอากาศทางออนไลน์ โซเชียลพร้อมกับทีวี เพื่อทดสอบว่าคนไทยรับชมผ่านช่องทางนี้หรือไม่ Workpoint เป็นช่องทีวีดิจิทัลช่องแรกๆ ที่ทำสิ่งที่เรียกว่า multi channel ไม่สนว่าจะดูทางทีวี หรือ โซเชียล ขอแค่ดูรายการของช่องก็พอ และ The Mask Singer คือรายการที่ต้องยอมรับว่า ยอดเรทติ้งออนไลน์ สูงมาอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์

เข้าตำราที่ว่า ถ้าคอนเทนต์ดี จะออกอากาศช่องทางไหนคนก็ตามไปดู ยิ่งเป็นคอนเทนต์ที่เล่นกับความรู้สึก “อยากรู้” ของคนดูด้วยแล้ว การ Build ความรู้สึกร่วมมีมาอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ การถามตอบของกรรมการทั้ง 7 คน สร้างเสียงหัวเราะ กลายเป็นเสน่ห์ของรายการ (แม้บางครั้งจะมากเกินไปจนน่ารำคาญไปบ้าง)

มีบริษัทวิจัยการตลาด สำรวจพบว่า The Mask Singer เป็นรายการของช่องทีวีดิจิทัล ที่มียอดเรทติ้งสูงที่สุดถึงกว่า 10% เรียกว่าแซงหน้าละครหลังข่าวของช่อง 3 และ 7 ไปเลย แต่นั่นคือยอดเรทติ้งทางทีวีเท่านั้น

เรทติ้งมา โฆษณาและรายได้ก็ตามมา

เรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้กับทีมงานของ Workpoint ไปเต็มๆ ที่ดึงรายการ The Mask Singer พิธีกรของรายการ คณะกรรมการ และตัวนักร้องเอง มีส่วนช่วยสร้างปรากฎการณ์ครั้งนี้และน่าจะทำให้ เอเจนซี่โฆษณาและรายการทีวีอื่นๆ หันมาสนใจช่องทางออนไลน์มากขึ้น

เฉพาะทีวีอย่างเดียวที่มีเรทติ้งกว่า 10% (และสัปดาห์นี้ ep.19 น่าจะเกินกว่านั้นไปอีกเยอะ) Workpoint ขยายเวลารายการเป็น 3 ชั่วโมง (2ทุ่ม – 5ทุ่ม) ตามกำหนดของ กสทช. โฆษณาทีวีดิจิทัล ชั่วโมงละ 12 นาที เท่ากับว่าสามารถโฆษณาได้ 36 นาที ยังไม่นับผู้สนับสนุนรายการอื่นๆ และรายได้จาก sms โหวตให้นักร้อง

ขณะที่ทางโซเชียลออนไลน์สัปดาห์นี้ (ep.19) ที่มีคนดูสูงสุดพร้อมกันรวมกว่า 1.6 ล้านราย คิดเป็นเรทติ้งต่อประชากรไทย ประมาณ 2.5% ถือว่าสูงมาก และมีโฆษณาเช่นเดียวกับในทีวีด้วย

และยังมีสิ่งที่จะตามมาจากนี้อีก ถือเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ของช่อง Workpoint จริงๆ

ตอนแรกยังเลือกไม่ได้ ขอดูทั้งฟุตบอลทีมชาติไทย และ The Mask Singer

ผลพลอยได้เพิ่มเติม ขยายฐานแฟนคลับดารา นักร้อง

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ The Mask Singer กลายเป็นเรื่อง Talk of the Town ที่หลายคนพูดกันต่อเนื่อง มีดารา นักร้อง หลายคนที่ถูกพูดถึง ถูกติดตาม หลายคนได้มีโอกาสแสดงความสามารถที่ไม่เคยมีใครรู้ ถือเป็นเรื่องที่ดี และผลที่ตามมาคือ แฟนคลับ หรือคนติดตามที่เพิ่มขึ้นด้วย

ใน ep.19 เอ๊ะ จิรากร หรือ หน้ากากอีกาดำ ซึ่งเป็นนักร้องที่มีความสามารถอยู่แล้ว ยอมรับว่า มีคนเข้ามาติดตามผลงานมากขึ้นจำนวนมหาศาล และได้แฟนๆ กลุ่มใหม่ด้วยที่บอกว่า เอ๊ะ ร้องเพลงร็อคได้สะใจมาก จากเดิมที่ไม่เคยฟังเลย

เชื่อว่า หน้ากากทุเรียน ถ้าเป็น ทอม room39 จริง นี่คือการสร้างและขยายฐานแฟนคลับให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม รวมถึงหน้ากากนักร้องคนอื่นๆ เช่น แตงโม นิดา (ภัทรธิดา), บุ๋ม ปนัดดา และ เป๊ก ผลิตโชค ที่กลายเป็นกระแสออนไลน์ “งงเด้ งงเด้” เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

พักโฆษณาทีวี มีช่วง นินทาหน้ากาก และมีการโฆษณาด้วย
โฆษณาครีม KELLY

บทเรียนที่ต้องระวัง ขยายเวลาเกินพอดี ล่อไปดูต่อสัปดาห์หน้า

เชื่อว่าหลายคนอ้าปากค้าง กับคำประกาศของ กันต์ กันตถาวร พิธีกรสุดหล่อของรายการ ที่บอกว่า หน้ากากทุเรียนจะเปิดเผยตัวจริงในสัปดาห์หน้า พร้อมกับ หน้ากากนักร้องทุกคนที่จะมาอยู่บนเวทีนี้อีกครั้ง

ซึ่งไม่แน่ว่านี่อาจเป็นการเดินหมากที่ผิดพลาดของ Workpoint

ต้องบอกว่า ช่วง 4 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ The Mask Singer เดินเรื่องมาดี สร้างความอยากรู้อยากเห็นให้กับคนดูทั่วประเทศอย่างได้ผล จนทุกคนแทบจะรอการแข่งขันในสัปดาห์นี้ ต้องได้รู้แน่ว่า หน้ากากทุเรียนและหน้ากากอีกาดำคือใคร นี่คือการเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของคนดูอย่างได้ผล

แต่ The Mask Singer ep.19 ใช้เวลานานเกินไป ยืดเวลาถ่ายทอดยาวถึง 3 ชั่วโมง ซึ่งเข้าใจได้ว่านี่คือเรื่องของโฆษณา แต่ความยาว ทำให้เสน่ห์ ความพอดี ของรายการหายไป กลายเป็นการยืดและเตะถ่วง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง และปิดท้ายว่า จะมีการถอดเพียงสัปดาห์ละ 1 หน้ากากเท่านั้น ดังนั้นใครอยากรู้ว่าหน้ากากทุเรียนคือใคร ต้องรอไปก่อน

ถ้าให้เดา สัปดาห์หน้าจะเปิดรายการด้วยหน้ากากต่างๆ ที่เคยผ่านการประกวดมาแล้ว กว่าจะรู้ว่าตัวจริงของหน้ากากทุเรียนคือใคร คงผ่านไปสัก 2 ชั่วโมง

สรุป

Workpoint น่าจะเป็นต้นแบบของทีวีดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนที่สุด ด้วยเป้าหมายชัดเจนคือ เป็นช่องของรายการ game show ที่ผ่านการสร้างสรรค์มาเต็มที่ และ The Mask Singer ก็เป็นหนึ่งในความสำเร็จที่มียอดคนดู เรทติ้งสูงที่สุดทั้งทางทีวีและออนไลน์ แต่ก็ต้องระวังเรื่องการเล่นกับความรู้สึกของคนดู ที่ถูกกระตุ้นความอยากมาถึงจุดพีคแล้ว และยังต้องรอสัปดาห์หน้า ผลอาจจะไม่เหมือนกับสัปดาห์นี้ก็ได้ แต่ในอีกทางหนึ่ง คนไทยก็ลืมง่ายเช่นกัน

มีมิตรสหายท่านหนึ่งเสนอว่า การจบรายการที่ ep.19 เป็นตัวเลขที่ไม่สวยงามนัก ถ้าจบที่ ep.20 จะลงตัวมากกว่า และได้โปรโมทต่อไปยัง คอนเสิร์ตรวมหน้ากากที่จะจัดขึ้นต้นเดือน เม.ย. รวมถึงส่งต่อไปยัง The Mask Singer Season 2 ด้วย งานนี้ยังไง Workpoint กินเต็มแน่นอน

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/the-mask-singer-live-social-1-6-million-views/

ทำไม วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก (EFORL) ถึงเป็นหุ้นตกสวรรค์ ?

ผลจากการที่หุ้น EFORL ซึ่งถือหุ้นใน วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก ตกต่ำดำดิ่ง ประกอบกับตัวเลขผลประกอบการของวุฒิ-ศักดิ์ฯ ที่ขาดทุนต่อเนื่อง อาจเป็นการสะท้อนถึง “ขาลง” ของธุรกิจคลินิกเสริมความงามที่เคยเป็นดาวรุ่งได้อย่างชัดเจนที่สุด

ไม่น่าเชื่อว่าธุรกิจที่เคยเป็นดาวรุ่งและเป็นที่หมายตาของนักลงทุนเมื่อตัดสินใจเข้ามาในตลาดหุ้นอย่าง วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก เจ้าของสโลแกน “เพราะความสวยรอไม่ได้” ถึงได้มีราคาหุ้นที่ตกต่ำอย่างมาก โดยนับตั้งแต่ถูกบริษัท อีฟอร์แอล จำกัด (มหาชน) หรือ EFORL ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ เข้าซื้อกิจการในปี 2557 ราคาหุ้นได้วิ่งขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดที่ระดับเกือบ 2 บาท

แต่หลังจากนั้น ราคาหุ้นไม่เคยกลับขึ้นไปอยู่ในจุดเดิมได้อีกเลย และเป็นขาลงอย่างต่อเนื่องนานกว่าสามปี ล่าสุดราคาอยู่ที่ 0.14 เท่านั้น เป็นความเสียหายที่ไม่สามารถประเมินค่าได้

นอกจากนี้ยังสร้างความเสียหายด้วยการผิดนัดชำหนี้ในตั๋ว B/E ที่ออกโดย บลจ.โซลาริส อีกเป็นมูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาท

ล่าสุด บริษัท EFORL ซึ่งถือหุ้นอยู่ในบริษัท วุฒิศักดิ์ คลินิก อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด รายงานผลประกอบการประจำปี 2559 ขาดทุนสุทธิ 614.45 ล้านบาท จากเดิมที่จะมีกำไรปีละ 200 กว่าล้านบาท และรายได้รวมอยู่ที่ 3,673 ล้านบาท ลดลงกว่า 18%

กราฟแสดงหุ้นที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจความงามขาดทุนยับ

หากเจาะลงไปถึงเนื้อใน พบว่าธุรกิจที่ทำให้ขาดทุนก็คือ ธุรกิจความงามของ วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก ที่เคยถูกตั้งความหวังว่าจะเป็นดาวรุ่ง (เดิมที วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก ตกเป็นเป้าหมายของ IHH Healthcare กลุ่มทุนโรงพยาบาลใหญ่ระดับโลกจากมาเลเซียรวมถึงโรงพยบาลขนาดใหญ่ในไทยที่จะเข้าเทคโอเวอร์) โดยธุรกิจความงามมีสัดส่วน 45% ของรายได้รวม โดยธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมือการแพทย์มีสัดส่วน 55%

ธุรกิจความงามมีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 54 ล้านบาท แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ ผลขาดทุนส่วนใหญ่มาจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญของลูกหนี้ผู้ซื้อแฟรนไชส์คลินิกความงามในต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่ม CLMV และการตั้งสำรองการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรหรือไม่ได้อยู่ในเขตชุมชนหรือศูนย์การค้าอีกกว่า 30 สาขา โดยบริษัทแจ้งว่าอยู่ในระหว่างการเจรจากับผู้ร่วมทุนรายใหม่เพื่อปรับปรุงแฟรนไชส์ให้มีคุณภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ สภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวลง ยังส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจคลินิกความงามที่ลดลงกว่า 37% และยังมีเหตุผลอื่นๆประกอบด้วย

  1. จำนวนคู่แข่งที่มากขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม
  2. เกิดสินค้านำเข้าที่ไม่ถูกต้องเข้ามาแข่งขันด้านราคา จนอัตรากำไรลดลง
  3. บริษัทต้องลงทุนพัฒนาคุณภาพการบริการและรักษาให้ได้ถึงระดับ CJI จึงต้องมีการลงทุนเพิ่ม

ธุรกิจเครื่องสำอางยังพอไปได้

แม้ในส่วนของธุรกิจคลนิกความงามจะไม่สู้ดีนัก แต่ธุรกิจเครื่องสำอางยังคงเติบโตได้ดี วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก จึงมุ่งหวังที่จะผลักดันให้ขึ้นมาทดแทนธุรกิจคลินิก โดยบริษัทจะเน้นจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์วุฒิศักดิ์ไปยังกลุ่ม CLMV ที่มีความต้องการในสินค้าเครื่องสำอางระดับสูง นอกจากนี้ยังมีการเน้นไปที่สินค้าบำรุงผิวแบรนด์ Snail 8

ทางรอดของ EFORL และวุฒิ-ศักดิ์ คลินิกอยู่ตรงไหน?

การที่บริษัทผิดนัดชำระหนี้ตั๋ว B/E สะท้อนถึงสภาพคล่องเงินสดภายในบริษัทที่มีปัญหาอย่างหนัก โดยงบการเงินล่าสุดระบุว่าบริษัทมีหนี้สิน 4,759 ล้านบาท ขณะที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นเพียง 962 ล้านบาท เรียกได้ว่ามีหนี้มากกว่าทุนกว่า 5 เท่า มาจากการกู้เงินจากสถาบันการเงินมาลงทุนซื้อกิจการวุฒิ-ศักดิ์ คลินิกหลายพันล้านบาทเมื่อสามปีที่แล้ว โดยใช้วิศวกรรมทางการเงิน ผ่านการจัดตั้งบริษัท ดับบิวซีไอ โฮลดิ้ง (WCIH) มาเป็นบริษัทแม่ถือหุ้นในบริษัท วุฒิศักดิ์ คลินิกอินเตอร์ กรุ๊ป อีกทอดหนึ่ง

การที่บริษัทจะมีเงินสดเข้ามาช่วยให้สภาพคล่องกิจการดีขึ้น จำเป็นที่จะต้องนำบริษัท WCIH เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้ได้เงินก้อนส่วนหนึ่งจากนักลงทุนเข้ามา แต่หากธุรกิจของวุฒิศักดิ์ยังไม่ดีขึ้น ก็ยากที่จะนำหุ้นเข้าตลาดฯได้

ล่าสุดผู้บริหารของ EFORL ได้เปิดเผยว่าได้เจรจากับพันธมิตรธุรกิจรายใหม่จำนวนสองรายที่จะเข้ามาถือหุ้นใน WCIH และเข้ามาทำให้กิจการของวุฒิศักดิ์เติบโตขึ้น โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้ 4,000 ล้านบาทเติบโต 10% จากปีก่อน และยังได้แต่งตั้ง “สุรเกียรติ เสถียรไทย” ขึ้นมาเป็นประธานกรรมการบริษัท

สรุป

กรณีของหุ้น EFORL และวุฒิ-ศักดิ์ คลินิกได้สะท้อนว่าธุรกิจใดที่เติบโตร้อนแรง ย่อมเกิดคู่แข่งจำนวนมาก จากที่เป็น Blue Ocean ก็สามารถเป็น Red Ocean ได้เช่นกัน นักลงทุนไม่ควรยึดติดกับภาพความสำเร็จในอดีต แต่ควรหมั่นตรวจตราธุรกิจที่เข้าไปลงทุนว่ายังโอเคอยู่หรือไม่ตลอดเวลา

ข้อมูล: คำชี้แจงผลประกอบการสิ้นปี 2559 ของบริษัทอีฟอร์แอล จำกัด (มหาชน) ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/wuttisak-clinic-stock-eforl/

[วิเคราะห์] มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่รัฐจะเก็บภาษี e-Commerce ในประเทศไทย

กระแสข่าวเรื่องการเก็บภาษี e-Commerce หรือการค้าขายบนโลกออนไลน์ ได้รับการกล่าวถึง และมีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา (ซึ่งอาจรวมถึงภาษีบริการออนไลน์ที่เกิดจากบริษัทข้ามชาติ เช่น Facebook, Google, LINE) ว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหน

Brand Inside ได้มีโอกาสสัมภาษณ์แหล่งข่าวที่มีความเชี่ยวชาญในด้าน e-Commerce และออนไลน์ ซึ่งวิเคราะห์และแจกแจงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน และน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกฝ่าย ซึ่งได้สรุปเป็นเนื้อหามาเล่าสู่กันฟังดังนี้

จุดเริ่มต้น: ควบคุมดูแลและสร้างรายได้

แหล่งข่าว ได้บอกเล่าถึงหลักการของภาษี คือ เมื่อมีกิจกรรมใดๆ ที่สร้างรายได้เกิดขึ้น ผู้ประกอบการต้องแบ่งรายได้ให้กับรัฐ เพื่อนำไปใช้พัฒนาท้องถิ่น เพราะผู้ประกอบการได้ใช้โครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยเพื่อกระทำการดังกล่าว ซึ่งในโลกปกติ หรือ โลกออฟไลน์ รัฐสามารถตรวจสอบกิจกรรมต่างๆ ได้ และดำเนินการจัดเก็บภาษีตามที่กฎหมายกำหนด

แต่ในโลกออนไลน์ เป็นโลกไร้พรมแดน ไม่สามารถรู้ได้ว่า กิจกรรมนั้นเกิดขึ้นที่ไหน มีธุรกรรมการเงินเกิดขึ้นหรือไม่ มูลค่าเท่าไร ซึ่งปัจจุบัน รัฐบาลเกือบทุกประเทศไม่สามารถตรวจสอบและเก็บภาษีได้ แม้แต่สหรัฐอเมริกา มียกเว้นเพียง จีน ประเทศเดียวเท่านั้นที่สามารถทำได้

กิจกรรมบนโลกออนไลน์ที่ว่า คือ การค้าออนไลน์ หรือ e-Commerce จากเดิม นาย A ขายของออฟไลน์เสียภาษีตามปกติ พอนาย B ขายของออนไลน์ ราคาถูกกว่า ไม่ต้องเสียภาษี เกิดผลทันที คือ

1 รัฐมีรายได้จากการเก็บภาษีน้อยลง และเมื่อนาย B ไม่ต้องเสียภาษี มีแนวโน้มที่นาย A จะทำตาม

2 เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการแข่งขันทางการค้า คนทำถูกกฎหมายโดนเอาเปรียบ

3 มีความเป็นไปได้ที่ นาย B จะขายสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมายมากขึ้น เพราะรัฐไม่สามารถตรวจสอบได้

ทำให้รัฐบาลทั่วโลก ต้องการควบคุมและจัดเก็บภาษีโลกออนไลน์

คนขายไม่อยากเสียภาษี และก็ไม่ต้องเสียด้วย!

แหล่งข่าว บอกว่า นี่ไม่ใช่การชี้ช่อง แต่คือการวิเคราะห์สิ่งที่เป็นอยู่ นั่นคือปัจจุบัน ผู้ขายของออนไลน์ ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว และไม่สามารถตรวจสอบได้ แม้จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญอย่างน้อย 2 ฉบับ คือ

พ.ร.บ.ขายตรงและการตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545การตลาดแบบตรง ไม่ใช่ขายตรง แต่เป็นกิจกรรมที่มีการเชิญชวนให้ซื้อสินค้าและบริการและบอกวิธีการจ่ายเงิน เช่น แค็ตาล็อก, e-Commerce, TV Direct ถือเป็นการตลาดแบบตรงทั้งหมด ต้องทำการจดทะเบียนกับ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หากไม่จดทะเบียนมีโทษปรับวันละ 10,000 บาท

แต่ข้อเท็จจริงคือ ไม่มีผู้ประกอบการธุรกิจ e-Commerce รายใดจดทะเบียน แต่ก็ไม่มีการบังคับใช้หรือลงโทษปรับแต่อย่างใด แสดงว่า มีกฎหมาย มีอำนาจ แต่ไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย

กฎหมายอีกฉบับคือ พ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 และประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2553 ให้ผู้ประกอบการ e-Commerce ต้องมาจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แต่ปัญหาคือ จดทะเบียนไปแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไร นอกจากจะเป็นฐานข้อมูลให้สรรพากรเข้ามาตรวจสอบเพื่อเก็บภาษีเงินได้

จึงไม่แปลกใจถ้าผู้ประกอบการ e-Commerce จะไม่จดทะเบียน แม้กฎหมายกำหนดโทษปรับไว้ 10,000 บาทต่อวัน แต่ก็ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอยู่ดี ดังนั้นจึงไม่แปลกใจถ้าผู้ประกอบการ e-Commerce จะเลือกไม่จดทะเบียน และอยู่นิ่งๆ ไม่เสียภาษีต่อไป

จะทำอย่างไรจึงจะเก็บภาษี e-Commerce ได้

ตามหลักการจะเก็บภาษีได้ ต้องหา “เงิน” ให้เจอ ซึ่งเงินในโลกออนไลน์ของไทย มี 3 ประเภท คือ

1 เงินสด – เกิดจากการติดต่อซื้อขายทางออนไลน์ แต่เลือกไปเจอกันเพื่อจ่ายเงินต่อหน้า แบบนี้ตรวจสอบไม่ได้

2 e-Payment – นี่คือวิธีที่ดีที่สุดที่รัฐ จะตรวจสอบการเคลื่อนที่ของเงินได้ เพราะมีการบันทึกเป็นข้อมูลไว้ตลอด ได้แก่การรับจ่ายโอนถอนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด เช่น ATM, Mobile Payment, e-Payment, โอนเงินธนาคาร รวมถึง PromptPay (พร้อมเพย์) ที่รัฐพยายามผลักดันให้มีการใช้งาน

3 บัตรเงินสด True Money – ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มีบัตรเงินสดที่สามารถใช้จ่ายได้เหมือนเงินสด และมีบริการออนไลน์จำนวนไม่น้อย ยินดีรับการจ่ายเงินด้วยบัตรเงินสด ซึ่งเป็นช่องทางที่ไม่สามารถตรวจสอบได้เช่นเดียวกับ เงินสด

ดังนั้น ประเทศเดียวในโลกที่สามารถเก็บภาษี e-Commerce ได้ในเวลานี้คือ จีน เพราะจีน ใช้ระบบ Single Gateway ตรวจสอบการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ และสามารถตรวจสอบบัญชีของ Alibaba, Tencent หรือ Baidu ได้ทันที เพื่อจัดเก็บภาษี (แต่ก็ให้การสนับสนุนเพื่อเป็นธุรกิจออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของประเทศและของโลก) และหากไม่เข้าร่วมกับรัฐบาล ก็อาจถูกปิดบริษัทได้เลย

2 แนวทาง รัฐจัดเก็บภาษี e-Commerce

ปัจจุบันยังไม่มีทางเก็บภาษี e-Commerce รวมถึงภาษีจากบริการออนไลน์ของบริษัทข้ามชาติ (Facebook, Google, LINE) อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ไม่รู้แหล่งเงิน ไม่รู้กิจกรรม ไม่รู้ปลายทางของเงิน และตรวจสอบอะไรไม่ได้ ก็ไม่มีทางเก็บภาษีได้ เว้นแต่ 2 แนวทางนี้

1 รัฐบาลใช้ มาตรา 44 เปิดบัญชีธนาคาร แล้วใช้เครื่องมือ Big Data ตรวจสอบรูปแบบการเดินทางของเงิน สามารถรู้ได้ทันทีว่า ใครทำอาชีพขายของออนไลน์ แล้วเข้าตรวจสอบเพื่อจัดเก็บภาษีได้เลย นี่คือวิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด

2 สร้างผลประโยชน์ที่มากกว่าการเลี่ยงภาษี แต่เป็นวิธีที่นานและไม่แน่ว่าจะได้ผล เช่น กำหนดเรทภาษีที่น้อยลง พร้อมให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม แต่สุดท้ายก็จะกระทบกับการค้าออฟไลน์ เกิดความไม่เท่าเทียมอยู่ดี

สรุป

Brand Inside และแหล่งข่าวที่ให้สัมภาษณ์ เห็นด้วยกับการเก็บภาษี e-Commerce เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันทางการแข่งขัน นำเงินภาษีไปพัฒนาประเทศ และทุกกิจกรรมควรมีการควบคุมดูแลโดยรัฐบาล แต่เท่าที่คิดอย่างรอบด้าน ยังไม่เห็นหนทางที่รัฐบาลไทย (หรือประเทศอื่นใด) จะสามารถเก็บภาษี e-Commerce ได้ เว้นแต่จะตั้ง Single Gateway แบบจีน ซึ่งยังต้องหวังว่าในอนาคตอันใกล้ จะสามารถคิดเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบและจัดเก็บภาษีจากกิจกรรมการซื้อขายหรือให้บริการทางออนไลน์ได้หรือไม่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/how-possible-ecommerce-tax/

ย้อนรอย 5 ปีที่ล้มเหลวของ Marissa Mayer บนเก้าอี้ซีอีโอ Yahoo!

ในปี 2012 บริษัทยาฮู หนึ่งในตำนานของโลกอินเทอร์เน็ตที่เริ่มแข่งขันไม่ได้ ประกาศแต่งตั้ง Marissa Mayer ผู้บริหารหญิงไฟแรงจากกูเกิล มารับตำแหน่งซีอีโอ พร้อมคำสรรเสริญมากมายว่านี่คือยุคของ “ผู้บริหารหญิง” ที่มีความสามารถ

กูเกิลเป็นโรงเรียนผลิตผู้บริหารหญิงที่ประสบความสำเร็จในโลกไอทีหลายคน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Sheryl Sandberg บุคคลหมายเลขสองของเฟซบุ๊กและผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Mark Zuckerberg ก็เคยผ่านงานที่กูเกิลมาก่อน

Marissa Mayer สร้างชื่อมาจากการเป็นวิศวกรหญิงคนแรกๆ ของกูเกิล บวกกับประวัติการทำงานที่เคยได้รับมอบหมายให้คุมผลิตภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดของกูเกิลอย่าง Google Search ทำให้เธอเป็นผู้บริหารหญิงที่โดดเด่นมากของโลกไอที และถูกคาดการณ์ว่าเธอจะได้นั่งเป็นซีอีโอของบริษัทยักษ์ใหญ่สักแห่งในไม่ช้า

โอกาสนั้นมาเร็วกว่าที่คิด เมื่อยาฮูที่กำลังอยู่ในภาวะถดถอย เจอปัญหาว่าซีอีโอคนก่อนหน้า Scott Thompson ที่เพิ่งย้ายมาจาก PayPal ถูกแฉว่าปลอมวุฒิการศึกษาว่าจบปริญญาตรีสาขาคอมพิวเตอร์ (จริงๆ แล้วเขาจบสายบัญชี) จนถูกบีบให้ลาออก บอร์ดของยาฮูในตอนนั้นจึงตัดสินใจ “เสี่ยง” เลือกผู้บริหารหญิงดาวรุ่งของวงการอย่าง Marissa Mayer ที่ยังไม่เคยผ่านงานซีอีโอมาก่อน พร้อมกับความหวังว่าพรสวรรค์ของเธอจะช่วยพลิกฟื้นกิจการของยาฮูอีกครั้ง

น่าเสียดายว่า Mayer ไม่สามารถทำภารกิจนี้ได้สำเร็จ อะไรคือบทเรียนของตำนานเรื่องเล่าขานนี้

Marissa Mayer (ภาพจาก Yahoo)

เปิดตัวอย่างหวือหวา ซีอีโอหญิงผู้มาพร้อมกับความทันสมัย

Marissa Mayer เริ่มงานอย่างหวือหวา เพราะเธอรับตำแหน่งซีอีโอพร้อมประกาศว่ากำลังตั้งครรภ์ ท่ามกลางข้อกังขาจากทั้งภายนอกและภายในว่า แม่ลูกอ่อนอย่างเธอจะพร้อมแค่ไหนในการนั่งเก้าอี้ซีอีโอของบริษัทที่กำลังอยู่ในช่วง “ขาลง”

Mayer ผ่านช่วงเดือนแรกๆ ของการทำงานมาได้ โดยลาคลอดเพียงไม่นานนัก จากนั้นเธอก็กลับมาทำงานแบบเต็มเวลา ช่วงปีแรกเธอสร้างความหวือหวาด้วยการนำวัฒนธรรมองค์กรสมัยใหม่จากกูเกิล เช่น เลี้ยงอาหารกลางวันฟรี ประชุมพนักงานทุกวันศุกร์บ่าย มาใช้กับยาฮู เพื่อกระตุ้นให้พนักงานรู้สึกคึกคักสดใหม่ รวมถึงไล่ปิดบริการของยาฮูที่ไม่ได้รับความนิยม เพื่อโยกย้ายทรัพยากรบุคคลมาพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบมีโฟกัสมากขึ้น

หลังจากนั้น เธอก็ใช้กระแสเงินสดที่ยาฮูยังมีเหลืออยู่พอสมควร ไล่ซื้อธุรกิจสตาร์ตอัพนับสิบราย ส่วนใหญ่เน้นซื้อแล้วปิดกิจการเพื่อดึงตัววิศวกรความสามารถสูง (acqui-hire) มาร่วมทีม การซื้อกิจการครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อยาฮูทุ่มเงิน 1.1 พันล้านดอลลาร์ซื้อ Tumblr เว็บโซเชียลยอดนิยมสำหรับวัยรุ่น เพื่อหวังฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่ (millennials) ที่มีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคต

ในปี 2013 Mayer ยังเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์องค์กร ด้วยการเปลี่ยนโลโก้ของ Yahoo! ใหม่ ใช้ฟอนต์ที่ทันสมัยขึ้น เธอระบุว่าลงไปมีส่วนร่วมกับกระบวนการออกแบบโลโก้ด้วยตนเอง ในช่วงแรก กระแสความนิยมของเธอยังพุ่งสูงถึงขนาดนิตยสาร Vogue เชิญไปถ่ายแฟชั่นในฐานะ “ผู้บริหารหญิงรุ่นใหม่ ทั้งสวยและเก่ง” เลยทีเดียว

Marissa Mayer ถ่ายแบบลง Vogue

ผลงานไม่เกิดแถมใช้เงินเปลือง ศรัทธานักลงทุนสั่นคลอน

อย่างไรก็ตาม เมื่อหมดช่วงฮันนีมูน ความสดใหม่ของซีอีโอคนใหม่เริ่มจางหาย ตัวธุรกิจหลักของยาฮูยังไม่สามารถพลิกฟื้นได้ตามที่ทุกคนคาดหวัง

ตลอดประวัติศาสตร์ยุคหลังของยาฮู บริษัททำเงินได้จากการยิงโฆษณาไปยังผู้ชมเว็บจำนวนมาก โดยบริการ 3 ตัวหลักของยาฮูคือ หน้าหลัก (Portal) อีเมล (Yahoo! Mail) และเว็บการเงิน (Yahoo! Finance) ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่รายได้ดีในยุคแรกของการโฆษณาออนไลน์ ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต้องเข้าเว็บชื่อดังเป็นประจำ

แต่ในยุคต่อมาของอินเทอร์เน็ตที่มีบริการใหม่ๆ อย่าง Search (ที่ยาฮูแข่งขันกับกูเกิลไม่ได้), Video (ยาฮูไม่มี) และ Social (ยาฮูไม่มี) ตลาดเดิมของยาฮูจึงถูกกัดเซาะจนหดตัวเล็กลงไปเรื่อยๆ

ถึงแม้ Mayer มองว่ายุทธศาสตร์ในการพลิกฟื้นคือการเกาะขบวนรถใหม่ๆ อย่าง Social ผ่านการซื้อ Tumblr หรือ Mobile ผ่านการออกแอพใหม่ๆ บนมือถือ แต่ผลตอบรับก็ไม่ดีอย่างที่หวัง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทีมงานวิศวกรของยาฮูไม่แข็งแกร่งเพียงพอเมื่อต้องไปสู้กับ Google ที่เป็นเจ้าของ Android หรือ Facebook ที่เข้มแข็งมากในตลาดโซเชีบล

ผลงานในปีหลังๆ ของ Mayer จึงไม่มีอะไรน่าจดจำ รายได้ของบริษัทลดลงอย่างช้าๆ พร้อมข่าวคราวความขัดแย้งของเธอกับผู้บริหารระดับสูงหลายคน ที่สุดท้ายก็ต้องทยอยลาออกไป (พร้อมกับบริษัทต้องจ่ายเงินชดเชยจำนวนมหาศาลเป็นค่าฉีกสัญญา) คะแนนนิยมของ Mayer นับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมาจึงค่อยๆ ถดถอย พร้อมกับเสียงวิจารณ์จากเหล่าผู้ถือหุ้นที่เริ่มมองว่า เธอใช้เงินมหาศาลกับเวลา 2 ปี โดยแทบไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันกลับมาเลย (ตลอดอายุงาน เธอซื้อสตาร์ตอัพ 53 บริษัทในราคา 2.3 พันล้านดอลลาร์ ผลิตภัณฑ์เกือบทุกตัวถูกยกเลิก)

หนึ่งในผลงานของ Mayer เทียบโลโก้เก่า-ใหม่ของ Yahoo (ภาพจาก Brand New)

แผนการเอาตัวรอด แยกบริษัทแล้วขาย

พอมาถึงปี 2015 เส้นทางชีวิตของยาฮูก็เริ่มชัดเจนแล้วว่า “ไปไม่รอด” ในฐานะบริษัทอิสระ แต่เนื่องจากบริษัทยังมีสินทรัพย์อีกพอสมควร ประกอบด้วยทราฟฟิกคนเข้าชมเว็บเป็นจำนวนมาก (แม้จะไม่ยิ่งใหญ่อย่างในอดีต แต่ก็ยังมีจำนวนมากอยู่) และความเป็นเจ้าของหุ้นก้อนใหญ่ใน Alibaba ที่ผู้บริหารบริษัทในอดีตเคยไปลงทุนไว้ (ยาฮูเคยถือหุ้นถึง 40% ใน Alibaba ก่อนจะขายบางส่วนคืนให้ในภายหลัง) เมื่อ Alibaba เติบโตจนเป็นบริษัทใหญ่ระดับโลก หุ้นก้อนนี้จึงมีค่ามหาศาลมาก

เรียกได้ว่าถ้าไม่มีหุ้นของ Alibaba ก้อนนี้อยู่ มูลค่าของตัวบริษัทยาฮูอาจติดลบไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะนักลงทุนมองว่าธุรกิจของยาฮูไปไม่รอดแล้ว

แผนการของยาฮูจึงเป็นการแบ่งบริษัทออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ถือครองสินทรัพย์เว็บไซต์ และส่วนที่ถือครองหุ้นของ Alibaba แล้วขายกิจการส่วนเว็บไซต์ออกไปให้กับบริษัทอื่น นั่นแปลว่าความพยายามของ Mayer ในการฟื้นฟูธุรกิจออนไลน์ของยาฮูให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

สำนักงานใหญ่ของ Yahoo ที่แคลิฟอร์เนีย

ปิดตำนาน Yahoo! ในฐานะบริษัทอิสระ ขายให้ Verizon

ช่วงกลางปี 2016 ชะตาชีวิตของยาฮูก็จบสิ้นลง เมื่อ Verizon โอเปอเรเตอร์รายใหญ่ของสหรัฐ ประกาศการเข้าซื้อธุรกิจออนไลน์ของยาฮูในราคาประมาณ 4.8 พันล้านดอลลาร์ (ไม่รวมส่วนของหุ้น Alibaba และบริษัทอื่นที่เคยลงทุนไว้) ตัวเลข 4.8 พันล้านดอลลาร์ เรียกว่าห่างไกลมากกับมูลค่าบริษัทสูงสุดที่ยาฮูเคยทำไว้ในปี 1999 ที่เกิน 100 ล้านดอลลาร์ และต่อให้เทียบกับข้อเสนอซื้อของไมโครซอฟท์ในปี 2008 ที่ราคา 44.6 พันล้านดอลลาร์ ก็ต่างกันถึง 10 เท่าตัว

ส่วนยาฮูซีกที่เหลือจะไม่ทำธุรกิจใดๆ อีก จะเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ถือครองหุ้นของ Alibaba เท่านั้น โดยจะเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Altaba เมื่อการซื้อกิจการเสร็จสิ้น

แต่ถึงแม้ยาฮูจะหาทางออกได้ลงตัวจากการขายธุรกิจออนไลน์ทั้งหมดให้ AOL แต่วิกฤตของยาฮูก็ยังไม่จบลงง่ายๆ ระหว่างที่รอกระบวนการควบกิจการ ก็มีข่าวถูกเปิดเผยออกมาว่ายาฮูถูกแฮ็กใหญ่ถึง 2 ครั้งในปี 2013 และ 2014 จนเป็นเหตุให้ข้อมูลของลูกค้ารั่วไหลออกมาถึง 1,500 ล้านบัญชีรวมกัน ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ข้อมูลหลุด (data breach) ครั้งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์อินเทอร์เน็ต

เหตุการณ์แฮ็กเหล่านี้สร้างความเสี่ยงว่ายาฮู (และ Verizon ในฐานะเจ้าของรายใหม่) จะถูกลูกค้าฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ส่งผลให้ Verizon ใช้เรื่องนี้ต่อรองให้ยาฮูลดราคาตัวเองลงมาได้อีก 300 ล้านดอลลาร์

เหตุการณ์แฮ็กทั้งสองครั้งเกิดขึ้นในยุคสมัยที่ Marissa Mayer เป็นซีอีโอ เธอจึงไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ ได้ แต่สิ่งที่เธอเลือกแสดงต่อสาธารณะในช่วงหลังก็มีเพียง “ความเงียบ” ไม่ออกมาแถลงหรือพูดคุยใดๆ

ช่วงรุ่งเรืองของ Marissa Mayer ขึ้นปกนิตยสารมากมาย

สิ้นมนต์ขลัง Marissa Mayer กับ 5 ปีที่ล้มเหลว

เดือนมีนาคม 2017 กระบวนการซื้อกิจการของ Verizon เสร็จสิ้นลง และ Mayer พ้นจากตำแหน่งซีอีโอของบริษัท Yahoo Inc. (ที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น Altaba และมีซีอีโอคนใหม่) โดยได้รับเงินชดเชยก้อนใหญ่ถึง 23 ล้านดอลลาร์ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์อย่างหนักว่าเธอได้รับเงินชดเชยสูงมากเมื่อเทียบกับผลงานตลอด 5 ปีบนเก้าอี้ซีอีโอ (และนี่ยังไม่รวมเงินเดือนหรือค่าตอบแทนตามปกติที่ได้ไปก่อนแล้ว)

มาถึงวันนี้ Mayer ยังนั่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของธุรกิจออนไลน์แบรนด์ยาฮู ภายใต้เจ้าของใหม่ Verizon และยังไม่ชัดเจนว่าเธอจะอยู่ในตำแหน่งนี้อีกนานแค่ไหน แต่ทุกคนก็รู้กันดีว่าในอีกไม่ช้า เธอจะต้องลาออกจากการเป็นพนักงานของ Verizon เพื่อหลีกทางให้กับผู้บริหารชุดใหม่ที่ Verizon แต่งตั้งเข้ามา

คำถามคือเธอจะไปทำอะไรต่อ

ต้องยอมรับว่างานในตำแหน่งซีอีโอของยาฮูที่กำลังถดถอย ถือเป็นความเสี่ยงต่อผู้บริหารทุกคนที่จะเข้ามารับตำแหน่งนี้ (พลิกได้สำเร็จก็เป็นฮีโร่ ล้มเหลวก็ถูกบริษัทลากลงไปด้วย) ซึ่ง Marissa Mayer ก็รับรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ก่อนจะเข้ารับตำแหน่ง เธอเชื่อว่าเธอทำได้ แม้สุดท้ายจะไม่สำเร็จก็ตาม (และต้องถือว่าเธอโชคดีที่สามารถหาทางออก ด้วยการขายให้ Verizon ได้สำเร็จ)

ความล้มเหลวของเธอที่ยาฮูย่อมเป็นตราประทับติดตัวเธอไปตลอด แบรนด์ของตัวเธอในฐานะผู้บริหารหญิงดาวรุ่งพังทลายลง และโอกาสที่เธอจะได้รับตำแหน่งใหญ่อย่างการเป็นซีอีโอของบริษัทไอทีขนาดใหญ่ ก็ย่อมหดหายไปด้วย

Dan Olds นักวิเคราะห์จาก OrionX มองว่าเธอคงไปนั่งเก้าอี้บอร์ดในบริษัทไอทีบางรายก่อน และคงต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ๆ ในการเยียวยาชื่อเสียงของตัวเอง ถ้าหากว่าเธออยากจะไปเป็นซีอีโอของบริษัทชั้นนำอีกครั้ง

ข้อมูลบางส่วนจาก Computerworld

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/marissa-mayer-yahoo-ceo/

ถอดรหัสวิสัยทัศน์ไม้ฝาเฌอร่า นั่งคุยกับผู้บริหาร แบรนด์แกร่ง แข็งขนาดที่ SCG ก็ล้มไม่ได้

ถ้าให้บอกชื่อแบรนด์วัสดุก่อสร้าง หนึ่งในแบรนด์ที่ทุกคนมักพูดติดปาก คือ “ไม้ฝาเฌอร่า” และนี่คือหนึ่งในแบรนด์ที่ชนะได้ทั้งรางวัลบนเวที และยอดขาย เรียกว่าในผลิตภัณฑ์ “วัสดุแทนไม้” เฌอร่า สามารถล้มยักษ์ใหญ่ SCG ลงได้ วันนี้ Brand Inside มีโอกาสได้นั่งคุยกับผู้บริหารของเฌอร่าถึงวิสัยทัศน์ในการนำเอานวัตกรรมเข้ามาใช้ในธุรกิจจนประสบความสำเร็จ

ย้อนกลับไปก่อนแบรนด์เฌอร่า คือกระเบื้องห้าห่วง อันโด่งดัง

ถ้าพูดถึงธุรกิจกลุ่มมหพันธ์ อาจไม่เป็นที่รู้จักเท่ากับผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาเคยทำมาในอดีต เพราะก่อนหน้าแบรนด์เฌอร่าที่กลุ่มมหพันธ์กระโดดลงมาทำ พวกเขาได้ทำ “กระเบื้องห้าห่วง” มาก่อนในนามบริษัท โอลิมปิคกระเบื้องไทย จำกัด ตั้งแต่ปี 2517 เป็นธุรกิจระดับครอบครัว เหตุผลในตอนนั้นคืออยากทำธุรกิจที่อยู่อาศัย เพราะคนต้องสร้างบ้านเรื่อยๆ ส่วนผลิตภัณฑ์ก็เริ่มมาจากการทำหลังคาอย่างที่เราเห็นกัน

หากใครยังจำโฆษณากระเบื้องห้าห่วงของนิเชาอันลือลั่นได้เมื่อหลายปีก่อน ลองชมโฆษณาด้านล่างนี้

ประกรณ์ เตชะมหพันธ์ ผู้บริหารของเฌอร่า บอกว่า แม้กระเบื้องห้าห่วงจะได้รับการตอบรับอย่างดีมากในช่วงนั้น แต่ถึงจุดหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าแบรนด์มีจุดอ่อน คือกระเบื้องห้าห่วง “ทำได้แค่หลังคา” เพราะเป็นเพียงธุรกิจกระเบื้องลอนคู่ สุดท้ายก็สู้แบรนด์อื่นไม่ได้ และแทบไม่ต้องคิดไปถึงระดับจะไปแข่งกับ SCG เลย เพราะเขาทำได้แบบครบวงจร

แต่ช่วงนั้นก็เริ่มตระหนักแล้วว่าการใช้ “ใยหิน” เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้คน เป็นเหตุของการเกิดโรค เช่น มะเร็งปอด จึงคิดค้นหาวิธีอื่น จนมาพบกับนวัตกรรม “ไฟเบอร์ซีเมนต์” (Fibre Siemens) โดยเป็นเยื่อไม้ผสมกับซีเมนต์ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แม้ต้องแบกต้นทุนสูงขึ้นถึง 10% แต่ทีมงานก็ทำงานกันอย่างหนัก โดยเฉพาะฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) นั้นแข็งแรงมาก จึงพัฒนาจนทำให้ต้นทุนใกล้เคียงกับการใช้ใยหินได้ในเวลาต่อมา

จากกระเบื้อง สู่ ไม้ฝา วิสัยทัศน์เฌอร่า คือพัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรม

ผู้บริหารของเฌอร่า เล่าให้ฟังว่า ปี 2540 จึงคิดว่าเราจะทำธุรกิจกันแบบครบวงจรบ้าง แต่จะเริ่มจากอะไร ผลิตภัณฑ์ใหม่ของเราจะเป็นอะไรดี สุดท้ายคำตอบที่ได้ก็ไม่พ้นการใช้ “Innovation” หรือนวัตกรรม คือผลิตภัณฑ์ใหม่ของเราหลังจากนี้ต้องเน้นความสร้างสรรค์ด้านนวัตกรรม

“จนมาลงตัวที่ ไม้ เราศึกษาจาก Need ของคนไทยก่อน เรารู้ว่าคนไทยต้องการสร้างบ้านด้วยไม้ แต่ไม้มีราคาแพง คืออยากได้ไม้ แต่อยากจ่ายน้อยลงหน่อย หลังจากศึกษาโจทย์แล้ว วิธีคิดจึงเปลี่ยนเป็นว่า จะหาผลิตภัณฑ์อะไรที่มาทดแทนไม้ ไม่ใช่เพียงแค่เนื้อสัมผัส แต่คุณสมบัติต้องครบ หรือต้องมากกว่าไม้ทั่วๆ ไป และที่สำคัญคำว่าครบวงจรนี้คือต้องสร้างบ้านได้ทั้งหลัง ซึ่งตอนนี้เราทำได้แล้ว”

ผู้บริหารของเฌอร่า ย้ำว่า คุณสมบัติไม้ของเฌอร่ายังไปไกลกว่าไม้ธรรมดา เป็นต้นว่า กันน้ำได้ กันปลวก โดนไฟก็ไม่ไหม้ แต่ที่สำคัญคือ เลื่อยได้เหมือนไม้ทั่วไป และขึ้นรูปได้ด้วย สิ่งเหล่านี้มาจากนวัตกรรมทั้งสิ้น ที่จะตอบสนองผู้บริโภคได้ เพราะไม้ฝาเฌอร่ามีหน้าตาเหมือนไม้ คุณสมบัติไปไกลกว่าไม้ แต่ราคาถูกกว่าไม้ถึง 1 ใน 3

ได้ผลิตภัณฑ์จากนวัตกรรม แต่ทำการตลาดด้วยไลฟ์สไตล์

ผู้บริหารของเฌอร่า บอกว่า การตลาดของเรานั้นคือการสร้างไลฟ์สไตล์ผ่านแบรนด์ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่าธุรกิจสร้างบ้านนั้นเป็น Low engagement เพราะทั้งชีวิตคุณอาจสร้างบ้านแค่ครั้งเดียว การตลาดของเราจึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่น คือทำให้คนคิดเลยว่า “ถ้าสร้างบ้าน ต้องเฌอร่า” ทำให้การคิดลักษณะนี้เป็น Moment of truth ของผู้คนให้ได้ แต่ไม่ใช่แค่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่รวมถึงช่างและบริษัทก่อสร้างด้วย

 

“ถ้าเจาะจงไปที่ผู้บริโภค เราต้องขายแบบสร้างแรงบันดาลใจ ต้องสร้างจินตนาการให้ลูกค้าเห็น ต้องตอบโจทย์ความต้องการให้ได้ ต้องให้เขาคิดว่า Brand นี้คือตัวตนของฉัน แม้เราจะเด่นเรื่องนวัตกรรม แต่นวัตกรรมก็ต้องไปพร้อมกับความต้องการของผู้บริโภคด้วย ส่วนช่างหรือผู้รับเหมาก่อสร้าง นอกจากเราจะสร้างเครือข่ายให้แข็งแกร่งด้วยบริการที่ครบครัน เราต้องทำให้ช่าง ผู้รับเหมา หรือสถาปนิกรู้สึกว่าเฌอร่าทำได้มากกว่าที่เขาคิด คือไม้แบบนี้ทำแบบนี้ก็ได้ ไม้แบบนี้วางตรงนี้ก็ได้ ที่สำคัญสินค้าของเราต้องทำให้เขาทำงานเร็วขึ้น ไม่มีปัญหาตามมา และมีกำไร เราต้องทำให้ดี ก็จะเกิดการบอกต่อ”

ยักษ์ใหญ่อย่าง SCG ยังล้มไม่ได้ เฌอร่าเตรียมขยายธุรกิจ

อย่างที่บอกว่า ไม่ว่าจะแข่งกันเวทีไหน เฌอร่าก็ชิงตำแหน่งสวมมงกุฎผู้ชนะในหมวด “วัสดุแทนไม้” มาโดยตลอด เหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าคิดค้นผลิตภัณฑ์และทำตลาดไปก่อน แต่สิ่งสำคัญคือการพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง อย่างในปีที่แล้วเฌอร่าปล่อยไม้พื้น เฌอร่า คัลเลอร์ทรู สีในเนื้อ ถือเป็นรายเดียวในโลกที่มีนวัตกรรมไม้แบบนี้ หรือล่าสุดในปีนี้ก็ปล่อย ประตูไม้ วงกบ ออกมา จะเห็นได้ว่าเฌอร่าไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเองอยู่ตลอด

หลังจากนี้ เฌอร่าเตรียมขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศในช่วง 3-5 ปีนี้ แต่จะเริ่มต้นแถวๆ ประเทศเพื่อนบ้านก่อนคือ ประเทศกลุ่ม CLMV แต่ก็จะตีตลาดไปยังอินเดีย ตะวันออกกลาง อย่างในพม่า ผู้บริหาร บอกว่า เขาใช้ไม้เฌอร่ากันจำนวนาก เพราะว่าเชื่อมั่นในแบรนด์ ถือว่าเกินครึ่งของส่วนแบ่งในตลาดพม่าที่เฌอร่าครองอยู่

สรุป

รหัสความสำเร็จของธุรกิจกลุ่มมหพันธ์ที่เริ่มต้นจากกระเบื้องห้าห่วงมาจนถึงไม้ฝาเฌอร่าคือ “นวัตกรรม” ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าการวิจัยและพัฒนาเป็นสิ่งสำคัญของโมเดลธุรกิจยุคใหม่ เฌอร่ายังถือเป็นแบรนด์คนไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะมีผลิตภัณฑ์ที่นำหน้าตลาดอยู่เสมอมา ส่วนก้าวต่อไปของเฌอร่าคือการเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัล สร้างให้เป็น E-Business ทุกอย่างต้องทำให้จบในที่เดียว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/shera-vision-business/