คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED_POSTS

local.jpg

เมื่อการปกป้องและสำรองข้อมูล อาจป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อองค์กรได้ถึง 50.9 ล้านบาทต่อปี

ในยุคของการทำ Digital Transformation ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ข้อมูลได้กลายเป็นศูนย์กลางของการดำเนินธุรกิจในทุกๆ แง่มุมของทุกๆ อุตสาหกรรมไปอย่างปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนดำเนินกลยุทธ์ของธุรกิจในระยะยาว, การกำหนดทิศทางของผลิตภัณฑ์และบริการ, การสื่อสารและติดต่อลูกค้าผู้ใช้งาน, การเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ในตลาด หรือแม้แต่การตัดสินใจเฉพาะหน้าในการผลิตก็ตาม

และเมื่อข้อมูลได้กลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ การสูญหายของข้อมูลนั้นก็ย่อมจะต้องสร้างความเสียหายให้แก่ธุรกิจไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่างแน่นอน ดังนั้นเพื่อให้เข้าใจถึงความร้ายแรงในการสูญเสียข้อมูลไปในระหว่างดำเนินธุรกิจนั้น ทาง Dell EMC จึงได้ทำการสำรวจเหล่าผู้บริหารและผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจทางด้าน IT ภายในองค์กรกว่า 2,200 แห่งจาก 18 ประเทศทั่วโลก พร้อมกับนำเสนอตัวเลขผลสรุปที่น่าตื่นตะลึงเพื่อให้เหล่าองค์กรได้เริ่มเตรียมการรับมือก่อนจะเกิดความเสียหายทางธุรกิจในรายงาน Dell EMC Global Data Protection Index II เอาไว้ดังนี้


Credit: ShutterStock.com

 

การสูญเสียข้อมูลธุรกิจ สร้างความเสียหายเฉลี่ยสูงถึง 50.9 ล้านบาทต่อปีสำหรับแต่ละองค์กร

ในอดีตนั้นการสูญเสียข้อมูลของธุรกิจที่จัดเก็บอยู่ภายในระบบ IT นั้นอาจไม่ได้ส่งผลร้ายแรงต่อธุรกิจองค์กรมากนัก ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าข้อมูลสำคัญนั้นยังมีการจัดเก็บอยู่ในรูปแบบอื่นและยังคงสามารถกู้คืนได้อย่างทันท่วงทีด้วยวิธีการต่างๆ แต่ในปัจจุบันเมื่อข้อมูลกลายเป็นหัวใจในการดำเนินธุรกิจไปแล้ว การสูญเสียข้อมูลใดๆ ไปนั้นก็ย่อมจะเกิดความเสียหายต่อธุรกิจโดยตรง

ในการสำรวจครั้งนี้ได้ระบุถึงสาเหตุของความเสียหายหลักๆ 2 ประการ ได้แก่

 

1. ความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการสูญเสียข้อมูล และค่าใช้จ่ายในการกู้คืนข้อมูล

นับเป็นความเสียหายเฉลี่ยสูงถึง 31.5 ล้านบาทต่อปีสำหรับแต่ละองค์กร และมีการสูญเสียข้อมูลโดยเฉลี่ยถึง 2.36TB ในการเกิดปัญหาแต่ละครั้ง โดยกรณีที่ทำให้เกิดความเสียหายและปริมาณข้อมูลที่สูญหายด้วยค่าเฉลี่ยสูงสุดนั้นคือการมีระบบสำรองข้อมูลจากผู้ผลิตจำนวนตั้งแต่ 4 รายขึ้นไปอยู่ภายในระบบ ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความเสียหายทางตรงในกรณีที่ไม่สามารถกู้ข้อมูลใดๆ กลับคืนมาได้แล้ว ก็ยังจะมีค่าใช้จ่ายทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากความพยายามในการกู้คืนข้อมูลจากระบบสำรองข้อมูลที่มีความหลากหลายและมีความซับซ้อนที่สูงอีกด้วย

ทั้งนี้เมื่อสำรวจต่อไปนั้นก็ปรากฎรายละเอียดในเชิงลึกเพิ่มเติมว่า มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 18% เท่านั้นที่เชื่อมั่นว่าระบบสำรอองข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นจะสามารถรองรับการสำรองข้อมูลของระบบ IT ที่จะมีเพิ่มเติมในอนาคตได้ ในขณะที่ 10% นั้นคิดว่าระบบสำรองข้อมูลที่มีอยู่จะไม่สามารถตอบโจทย์ใดๆ ในการสำรองข้อมูลในอนาคตได้เลย ส่วนที่เหลือนั้นคิดว่าระบบสำรองที่มีอยู่จะสามารถทำการสำรองข้อมูลได้เพียงบางส่วนในอนาคตเท่านั้น

 

2. ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่ระบบล่มโดยเหตุสุดวิสัย

หรือที่เรียกกันในอีกชื่อหนึ่งว่า Unplanned System Downtime นับเป็นความเสียหายเฉลี่ยสูงถึง 19.4 ล้านบาทต่อปีสำหรับแต่ละองค์กร ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยที่นับรวมตั้งแต่กรณีที่ระบบล่มแล้วไม่เกิดความเสียหายใดๆ ไปจนถึงระบบล่มแล้วเกิดความเสียหายต่อธุรกิจเกินกว่า 35 ล้านบาทต่อครั้ง โดยมีตัวเลขเฉลี่ยของเวลาที่เกิดขึ้นในการล่มของระบบโดยเฉลี่ยสูงถึง 22 ชั่วโมง และระยะเวลาจะยาวนานยิ่งขึ้นหากภายในระบบนั้นมีโซลูชันจากผู้ผลิตหลากหลายราย

จากความเสียหายและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการปกป้องข้อมูลภายในองค์กรที่นับวันจะยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในยุคของ Digital Bussiness ในทุกวันนี้ เพราะการลดความเสี่ยงและจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้เหล่านี้จะส่งผลให้องค์กรสามารถลดค่าใช้จ่ายและจำกัดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจได้โดยตรง เรียกได้ว่ากลยุทธ์ในการรับมือกับความเสี่ยงในการสูญเสียของข้อมูลหรือการล่มของระบบด้วยโซลูชันการสำรองและกู้คืนข้อมูลนี้ก็ถือเป็นอีกประเด็นสำคัญที่เหล่าองค์กรไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป ถือเป็นความแตกต่างครั้งใหญ่จากอดีตที่ระบบสำรองข้อมูลนั้นมักจะถูกมองว่าเป็นการลงทุนอย่างเปล่าประโยชน์หรือสิ้นเปลืองอย่างในอดีตไปอย่างสิ้นเชิง

 

การเลือกใช้ระบบสำรองข้อมูลจากผู้ผลิตเพียงรายเดียว จะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

จากผลสำรวจข้างต้นนี้จะเห็นได้ว่ายิ่งระบบสำรองข้อมูลมีความซับซ้อนสูง ความเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในการรับมือกับกรณีข้อมูลสูญหายหรือระบบล่มในแต่ละครั้งก็จะยิ่งสูงตาม เนื่องจากความซับซ้อนของระบบจนผู้ดูแลระบบไม่อาจทำการสำรองหรือกู้คืนข้อมูลระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และโซลูชันจากผู้ผลิตแต่ละรายนั้นไม่สามารถทำงานเพื่อปกป้องข้อมูลร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกันการไม่มีระบบสำรองข้อมูลใดๆ เลยนั้นก็จะทำให้ธุรกิจขององค์กรตกอยู่ในความเสี่ยงร้ายแรงเช่นกัน ในขณะที่การใช้เทคโนโลยีสำรองข้อมูลจากผู้ผลิตเพียงรายเดียวเท่านั้นกลับส่งผลดีต่อองค์กรยิ่งกว่าทางเลือกอื่นๆ ด้วยตัวเลขผลสำรวจดังนี้

  • การใช้ระบบสำรองข้อมูลจากผู้ผลิตเพียงรายเดียวนั้น เกิดความเสียหายจากการสูญเสียข้อมูลและค่าใช้จ่ายในการกู้คืนข้อมูลเฉลี่ยปีละ 22.3 ล้านบาทต่อปี นับเป็นความสูญเสียที่น้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ในผลสำรวจ
  • การใช้ระบบสำรองข้อมูลจากผู้ผลิตเพียงรายเดียวนั้น เกิดการสูญเสียข้อมูลโดยเฉลี่ยปีละ 0.83TB นับเป็นความสูญเสียที่น้อยที่สุดในผลสำรวจ
  • การใช้ระบบสำรองข้อมูลจากผู้ผลิตเพียงรายเดียวนั้น ทำให้การกู้คืนระบบที่ล่มสามารถทำได้ภายในเวลาเฉลี่ย 19 ชั่วโมง นับเป็นความสูญเสียที่น้อยที่สุดในผลสำรวจ

ซึ่งหากวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการที่แนวทางการลงทุนเหล่านี้ได้ผลในลักษณะนี้ ก็เป็นสาเหตุมาจากการที่ระบบสำรองข้อมูลจากผู้ผลิตเพียงรายเดียวนั้นสามารถทำงานร่วมกันเพื่อตอบโจทย์การสำรองข้อมูลและระบบต่างๆ ได้อย่างครบคลุม รวมถึงสามารถกู้คืนได้อย่างง่ายดายด้วยกระบวนการที่ไม่ซับซ้อน และเหล่าผู้ดูแลระบบเองนั้นก็สามารถทำการศึกษาและใช้งานโซลูชันเหล่านี้ได้อย่างเชี่ยวชาญ พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ข้อมูลสูญหายหรือระบบเกิดล่มไปได้อย่างชำนาญ และส่งผลให้การปฏิบัติงานต่างๆ นั้นเกิดความผิดพลาดน้อย ใช้เวลาน้อย และเกิดความเสียหายและค่าใช้จ่ายโดยรวมน้อยที่สุดนั่นเอง

 

โซลูชันสำรองข้อมูลจากผู้ผลิตเพียงรายเดียว ก็แยกย่อยเป็นหลากหลายเทคโนโลยีตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันไป


Credit: Dell EMC

ถึงแม้เนื้อหาข้างต้นจะได้มีการนำเสนอว่าการลดความซับซ้อนในโซลูชันการสำรองข้อมูลลงนั้นถือเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการสำรองและกู้คืนข้อมูลต่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วโซลูชันจากผู้ผลิตเพียงรายเดียวที่สามารถทำงานร่วมกันเพื่อตอบโจทย์อย่างหลากหลายเองนี้ก็มีการแบ่งโซลูชันย่อยภายในเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการใช้งานข้อมูลในรูปแบบที่แตกต่างกันไป อย่างเช่นตัวอย่างของโซลูชันการสำรองและกู้คืนข้อมูลจาก Dell EMC ที่มีความหลากหลายดังนี้

  • Dell EMC Data Domain โซลูชันการสำรองข้อมูลด้วยความเร็วสูง พร้อมเทคโนโลยีในการลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล เพื่อให้องค์กรสามารถทำการสำรองข้อมูลได้อย่างต่อเนื่องในหลักวินาที พร้อมกู้คืนข้อมูลให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุดในยามคับขัน และใช้พื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลน้อย ทำให้สามารถสำรองข้อมูลได้ด้วยความถี่สูงสุดตามต้องการ
  • Dell EMC Data Protection Suite โซลูชันการสำรองข้อมูลต่อเนื่องในระดับนาที พร้อมความสามารถในการโยกย้ายข้อมูลระหว่างสื่อจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบ File, Database, Application หรืออื่นๆ อีกมากมาย และรองรับการสำเนาข้อมูลระหว่างศูนย์ข้อมูลเพื่อทำ Disaster Recovery ได้ในตัวอย่างปลอดภัย เหมาะสำหรับการใช้งานภายในองค์กรที่มี Application หลากหลายรูปแบบ และต้องการปรับแต่งระบบสำรองข้อมูลให้เหมาะกับแต่ละราย Application ได้อย่างยืดหยุ่น รองรับทุก IT Infrastructure ไม่ว่าจะเป็น Physical, Virtualization พร้อมต่อยอดด้วยการสำรองข้อมูลขึ้นไปยังระบบ Cloud ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายขององค์กรลงได้อย่างมหาศาลในระยะยาว
  • Dell EMC Spanning Backup โซลูชันการสำรองข้อมูลสำหรับองค์กรที่มีการใช้งานบริการ Software-as-a-Service (SaaS) ต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจ ให้องค์กรสามารถสำรองข้อมูลเหล่านั้นเอาไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้บริการ Google Apps, Microsoft Office 365 หรือแม้แต่ Salesforce ก็ตาม และสามารถกู้คืนได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะเกิดเหตุใดๆ อันไม่คาดฝันก็ตาม
  • Dell EMC Copy Data Management ระบบบริหารจัดการข้อมูลภายในองค์กร เพื่อตรวจสอบหาข้อมูลที่มีความซ้ำซ้อน ทำให้องค์กรสามารถทำการบริหารจัดการข้อมูลเหล่านั้น ส่งผลให้การใช้งานระบบจัดเก็บข้อมูลทั่วทั้งองค์กรมีประสิทธิภาพและความคุ้มค่าสูงยิ่งขึ้น รองรับต่อการเติบโตในระยะยาวขององค์กรที่นับวันจะยิ่งมีข้อมูลปริมาณมหาศาลเติบโตขึ้นต่อไป
  • Dell EMC ProtectPoint โซลูชันสำหรับเร่งความเร็วในการสำรองข้อมูลให้สูงขึ้นถึง 20 เท่า และกู้คืนข้อมูลได้ด้วยความเร็วที่สูงขึ้น 10 เท่า โดยอาศัยการทำงานร่วมกับระหว่างอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลประสิทธิภาพสูงที่มีอยู่ภายในองค์กรร่วมกับอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำรอง ทำให้เกิดความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น และรองรับการสำรองข้อมูลขององค์กรที่มีขนาดใหญ่มากยิ่งขึ้นได้ด้วยการใช้งาน IT Infrastructure ที่มีอยู่เดิมให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด

ด้วยเหตุนี้การเลือกพิจารณาโซลูชันจากผู้ผลิตแต่ละรายเพื่อมองหาระบบสำรองข้อมูลที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในการสำรองข้อมูลขององค์กรทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้จากภายในโซลูชันเดียวนั้นจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรในปัจจุบัน เพื่อให้เหล่าผู้ดูแลระบบได้ทำความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีเหล่านั้นและดึงความสามารถของเทคโนโลยีที่มีอยู่มาใช้ให้ได้เต็มประสิทธิภาพ พร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างคล่องแคล่วที่สุดนั่นเอง

from:https://www.techtalkthai.com/backup-solution-might-save-50-9-million-thb-for-an-enterprise-each-year/

local.jpg

Google เผยเอกสารแนวทางการสร้าง Data Center ให้ปลอดภัยที่ Google ใช้งานจริงอยู่ในปัจจุบัน

ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าติดตามไม่น้อยสำหรับเหล่าคน IT เมื่อ Google ออกมาเปิดเผยวิธีการออกแบบ Google Infrastructure Security ให้เราได้ศึกษาเป็นแนวทางและทำความเข้าใจกัน


Credit: Google

 

ทีมงาน Google Cloud Platform นั้นได้ออกมาบรรยายถึงแนวทางในการออกแบบความปลอดภัยภายใน Data Center ของ Google ที่ใช้งานจริงอยู่ทั่วโลกภายในเอกสาร Google Infrastructure Security Design Overview ที่ https://cloud.google.com/security/security-design/ ซึ่งฉบับล่าสุดนี้ได้ถูกแก้ไขให้เนื้อหามีการอัปเดตถึงเดือนมกราคมปี 2017 แล้ว

การออกแบบความปลอดภัยภายใน Data Center ของ Google นี้ครอบคลุม Lifecycle ในการประมวลผลข้อมูลของ Google ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการ Deploy Service ต่างๆ อย่างปลอดภัย, การรักษาความปลอดภัยให้กับระบบจัดเก็บข้อมูล, การปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน, การสื่อสารระหว่าง Service อย่างปลอดภัย, การเชื่อมต่อผู้ใช้งานเข้ากับบริการต่างๆ อย่างปลอดภัย และกระบวนการการทำงานของเหล่าผู้ดูแลระบบที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องความปลอดภัย

Google ได้ใช้แนวทางนี้ในการออกแบบ Infrastructure สำหรับบริการต่างๆ มากมาย ทั้ง Search, Gmail, Photos, G Suite และ Google Cloud Platform รวมถึงบริการอื่นๆ อีกด้วย และการออกแบบด้านความปลอดภัยนี้ก็ไล่ขึ้นมาตั้งแต่ชั้นของ Physical Security ภายใน Data Center แต่ละแห่ง, การจัดการด้านความปลอดภัยภายใน Hardware และ Software แต่ละชุดที่มีการใช้งานภายใน Data Center ไปจนถึงการออกแบบกระบวนการที่จะทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย และสนับสนุนการทำงานของทีม Operational Security ไปด้วย

ทั้งนี้ Google ได้ทำการลงทุนทางด้าน Security Infrastructure โดยเฉพาะไปเป็นอย่างมาก โดยมีวิศวกรจำนวนหลายร้อยคนที่ทำงานด้าน Security และ Privacy โดยเฉพาะอยู่ภายใน Google ซึ่งแสดงให้เห็นถึงระดับความสำคัญที่ Google ทุ่มเทลงไปต่อประเด็นทางด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว โดยเนื้อหาหลักๆ ในเอกสารจะแบ่งออกเป็นการออกแบบ 6 ประเด็นหลักๆ ดังนี้

  1. Secure Low Level Infrastructure
  2. Secure Service Deployment
  3. Secure Data Storage
  4. Secure Internet Communication
  5. Operational Security
  6. Securing the Google Cloud Platform (GCP)

ถือเป็นเอกสารที่น่าอ่านไม่น้อยครับ เดี๋ยวถ้าทีมงาน TechTalkThai อ่านจบแล้วมีโอกาสจะมาสรุปให้ได้อ่านกันอีกครั้งนะครับ

 

ที่มา: https://cloud.google.com/security/security-design/

from:https://www.techtalkthai.com/google-infrastructure-security-design-overview-is-published-2017-01/

local.jpg

Synnex จับมือกับ HPE Aruba พร้อมให้บริการทุกโซลูชันในประเทศไทย

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความเป็น Value Added Distributor อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมการให้บริการทั้งกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่างๆ ด้วยทีมงานระดับมืออาชีพที่ผ่านการอบรมและได้รับ Certificate จากแบรนด์สินค้าชั้นนำที่ทางซินเน็คจัดจำหน่ายจำนวนมาก จึงทำให้บริษัทฯ มีความพร้อมให้การสนับสนุนตั้งแต่ การจัดการอบรมโซลูชันต่างๆให้ทั้งทางทีม Sales และ Engineers ของพาร์ทเนอร์ รวมถึงให้ความช่วยเหลือพาร์ทเนอร์ในการเข้าร่วมนำเสนอโซลูชันเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ทางบริษัทฯ ยังมีบริการในการให้ยืมอุปกรณ์ทดสอบและการทำ POC (Proof Of Concept) รวมถึงการบริการหลังการขายต่างๆ เช่น Installation & Implementation , Call Center Support และการบริการแบบ SLA (Service Level Agreement) จึงทำให้พาร์ทเนอร์มั่นใจในบริการแบบครบวงจร


Credit: ShutterStock.com

โดยล่าสุดบริษัทฯ ได้เซนต์สัญญาการให้บริการเต็มรูปแบบสำหรับแบรนด์ HPE Aruba ภายใต้ชื่อ Partner Branded Support โดยมีทีมงานทั้งทางด้าน Sales และ Engineers ที่ผ่านการรับรองต่างๆ มากถึง 6 คน เช่น Aruba Certified Sales Specialist (ACSS), Aruba Certified Mobility Professional (ACMP), Aruba Certified ClearPass Professional (ACCP) เพื่อสร้างความมั่นใจทางด้านการขายที่สร้างความได้เปรียบให้กับพาร์ทเนอร์และสร้างความมั่นใจในการบริการหลังการขายให้กับลูกค้าที่สนใจในตัวผลิตภัณฑ์นี้

ด้วยทีมงานที่เปี่ยมคุณภาพพร้อมแบรนด์ที่ดีที่สุดในตลาดและการบริการเต็มรูปแบบตั้งแต่ก่อนการขายจนถึงการบริการหลังการขายทำให้พาร์ทเนอร์เชื่อใจและมั่นใจได้กับ ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

โดยพาร์ทเนอร์ที่สนใจสามารถติดต่อรับบริการได้ที่ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่เบอร์โทร 090-980-5195 หรือ email: hpearuba_sales@synnex.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/synnex-partner-with-hpe-aruba/

local.jpg

TechTalk Webinar: Improve Security with DNS โดยทีมงาน Cisco Thailand

TechTalkThai ขอเรียนเชิญเหล่าผู้ดูแลระบบภายในองค์กรทุกท่าน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “Improve Security with DNS โดยทีมงาน Cisco Thailand” เพื่อทำความรู้จักกับแนวโน้มเรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับ DNS และการรักษาความปลอดภัยในองค์กรด้วยการนำ DNS มาใช้ ในวันที่ 23 มกราคม 2017 เวลา 14.00 โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

 

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Improve Security with DNS โดยทีมงาน Cisco Thailand
ผู้บรรยาย: คุณสุวิชชา มุสิจรัล วิศวกรที่ปรึกษาแห่ง Cisco Thailand
วันเวลา: วันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2017 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Cisco WebEx Meeting
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

 

เนื้อหาการบรรยาย

เนื่องจากการโจมตีระบบบเครือข่ายและผู้ใช้งานในทุกวันนี้มีรูปแบบที่หลากหลาย การนำเทคนิคการรักษาความปลอดภัยในรูปแบบต่างๆ มาใช้งานเพื่อให้ตรวจจับและยับยั้งการโจมตีเหล่านี้ให้ได้มากขึ้นจึงกลายเป็นแนวทางของเหล่าองค์กร และ DNS เองก็เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่นอกจากจะตกเป็นเป้าของการโจมตีเป็นอย่างมากในปี 2016 ที่ผ่านมาแล้ว DNS เองก็ยังเป็นเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในการปกป้องผู้ใช้งานจากการโจมตีที่หลากหลายรูปแบบในปัจจุบันนี้ได้ด้วยเช่นกัน

 

การบรรยายนี้เหมาะกับใคร?

เนื่องจากเนื้อหาจะเป็นการเล่าถึงภาพรวมทางด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับ DNS และการนำไปใช้งานในองค์กร เนื้อหาการบรรยายครั้งนี้จึงเหมาะกับเหล่าผู้ดูแลระบบเครือข่ายและผู้รักษาความปลอดภัยระบบเครือข่ายภายในองค์กร และหากมีคำถามใดๆ ก็สามารถสอบถามกับคุณสุวิชชา ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจาก Cisco Thailand ได้โดยตรงทันที

 

1 ชั่วโมงเต็มกับ TechTalk Webinar ผ่าน Cisco WebEx Meeting

หลายท่านอาจประสบปัญหาเรื่องเวลา หรือการเดินทางมายังงานสัมมนาที่ต่างๆ ทำให้พลาดโอกาสในการอัพเดทเทรนด์และเทคโนโลยีอันเป็นที่น่าสนใจในปัจจุบัน TechTalkThai จึงได้ริเริ่มโปรเจ็คท์ TechTalk Webinar สำหรับกระจายความรู้ และอัพเดทข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ผ่านทางระบบ Web Conferencing (Cisco WebEx) เพื่อให้ทุกท่านสามารถรับชมและฟังการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญและ Vendor ต่างๆ จากที่ไหนก็ได้ ที่สำคัญคือ ทุกท่านสามารถเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

 

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันที โดยทีมงาน TechTalkThai ขอสงวนสิทธิ์ในการสุ่มเลือกผู้เข้าร่วม TechTalk Webinar จำนวน 100 ท่านในวันที่ 23 มกราคม 2017 นะครับ

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-improve-security-dns-by-cisco-thailand/

local.jpg

การตั้งเวลาอุปกรณ์ในระบบเครือข่ายทั้งหมดให้ตรงกัน: เรื่องสำคัญที่องค์กรมักมองข้าม

อีกหนึ่งประเด็นที่เหล่าองค์กรต่างๆ มักมองข้ามกันโดยเสมอก็คือเรื่องของการตั้งเวลาในอุปกรณ์ต่างๆ ให้ตรงกัน แต่ประเด็นนี้ก็เริ่มได้รับความสนใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ จากเหล่าองค์กรต่างๆ ด้วยการมาของอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ที่ทำให้ภายในองค์กรนั้นมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายอยู่เป็นจำนวนมาก และการทำ Big Data Analytics ที่เวลากลายเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ต้องใช้ในการประมวลผลแต่ละครั้งไปนั่นเอง ส่วนในมุมของระบบเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยนั้น เวลา ก็ได้กลายเป็นข้อมูลที่ทำให้การวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ มีความถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้นไปด้วยในตัว


Credit: ShutterStock.com

 

เวลาในอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ตรงกัน อาจทำให้การแปลผลข้อมูล หรือการทำงานผิดพลาดได้

เวลากับข้อมูลนั้นถือเป็นของที่อยู่คู่กันมาโดยตลอด เพราะแทบทุกๆ การสร้างข้อมูลใดๆ ขึ้นมานั้นจะต้องมีการกำกับเวลาเอาไว้ด้วยเสมอ เพราะเวลานั้นถือเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่จำเป็นต่อการใช้วิเคราะห์ข้อมูลหรือเหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นนั่นเอง

สำหรับผู้ดูแลระบบเครือข่าย การที่เวลาของอุปกรณ์ในเครือข่ายไม่ตรงกันนั้นจะทำให้การอ่านข้อมูลจาก Log เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ นั้นเป็นไปได้ยาก เพราะหากไม่สามารถลำดับเหตุการณ์ของสิ่งที่เกิดขึ้นได้นั้น การแก้ปัญหานั้นก็ถือเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

สำหรับผู้ดูแลด้านระบบรักษาความปลอดภัยในองค์กร เวลานั้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การลำดับเวลาของเหตุการณ์การโจมตีที่เกิดขึ้นในแต่ละส่วนของเครือข่ายเพื่อประกอบเป็นภาพการโจมตีทั้งหมดให้ได้นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก หากขาดข้อมูลทางด้านเวลาไปแล้วนั้น การวิเคราะห์ปัญหาด้านความปลอดภัยจะยิ่งยากขึ้นเป็นเท่าทวี

ในโลกของการผลิต เครื่องจักรและระบบ IT ที่ทำการควบคุมเครื่องจักรหรือประมวลผลข้อมูลต่างๆ นัันยิ่งต้องมีความแม่นยำทางด้านเวลาสูงขึ้นไปอีก เพราะการที่ระบบทั้งหมดดังกล่าวจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างแม่นยำนั้น การอ้างอิงเวลาที่ถูกต้องจากแหล่งเดียวกันถือเป็นปัจจัยสำคัญเป็นอย่างมาก

ในโลกของการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเช่น Big Data Analytics หรือ Internet of Things (IoT) การที่ข้อมูลทั้งหมดจะต้องมีเวลากำกับอย่างชัดเจนนั้นก็ถือเป็นอีกจุดชี้ขาดได้เช่นกันว่าผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ออกมานั้นจะน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน เพราะหากเวลาของแต่ละอุปกรณ์ที่ได้รับมานั้นไม่ตรงกัน และข้อมูลเหล่านั้นถูกส่งมายังฐานข้อมูลกลางเพื่อนำไปประมวลผลต่อ การตีความหมายของข้อมูลเหล่านั้นอาจผิดพลาดได้ทันที เช่น จากอุณหภูมิค่อยๆ สูงขึ้น กลายเป็น อุณหภูมิค่อยๆ ต่ำลง หรืออุณหภูมิสูงขึ้นหรือลดลงสลับกันไป เป็นต้น

 

Wavify TimeNX: อุปกรณ์ Time Synchronization Appliance ความแม่นยำระดับ Stratum-1

เมื่อการประสานเวลาระหว่างอุปกรณ์ทั้งหมดให้ตรงกันนั้นกลายเป็นประเด็นสำคัญ องค์กรต่างๆ ที่กำลังมองหาอุปกรณ์ Time Synchronization Appliance สำหรับใช้งานภายในองค์กรเองเพื่อให้มีความแม่นยำสูงสุดและสามารถควบคุมปัจจัยต่างๆ ทางด้านการจัดการเกี่ยวกับเวลาของอุปกรณ์ได้อย่างดียิ่งขึ้น ก็สามารถพิจารณาใช้งาน Wavify TimeNX ได้ด้วยประเด็นที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

 

1. แม่นยำระดับ Stratum-1 ด้วยการประสานเวลาผ่านเสา GPS โดยเฉพาะ

Wavify TimeNX นี้ใช้การประสานเวลาผ่านเสา GPS เพื่อรับข้อมูลเวลาจากดาวเทียมหลายๆ ดวงโดยตรง ทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลเวลาที่ได้รับมานั้นจะมีความแม่นยำสูง และไม่มี Delay เกิดขึ้นจากระบบเครือข่าย สามารถใช้งาน Wavify TimeNX ได้ในฐานะ Source ของเวลาที่แม่นยำสูงได้ทันที

 

2. รองรับ 3 Protocol หลักทางด้านเวลา ตอบทุกโจทย์ความต้องการขององค์กร

Wavify TimeNX นี้รองรับ Protocol ทางด้านเวลาหลักๆ ด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่

  • SNTP: Protocol พื้นฐานสำหรับการ Synchronize เวลาบนอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ต้องการประหยัดพลังงานและใช้หน่วยประมวลผลน้อย เช่น IP Phone, CCTV Camera, Access Control และอื่นๆ
  • NTP: Protocol พื้นฐานที่เหล่าอุปกรณ์เครือข่าย, อุปกรณ์รักษาความปลอดภัย, อุปกรณ์ภายใน Data Center รวมถึงเครื่องลูกข่ายภายในองค์กรใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น Switch, Wireless Access Point, Wireless Controller, Firewall, IPS, Network Access Control, Windows, macOS, Linux, VMware และอื่นๆ
  • PTP: Protocol สำหรับ Synchronize เวลาด้วยความแม่นยำในระดับสูง สำหรับเครื่องจักรภายในโรงงาน, อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์, อุปกรณ์การแพทย์ และระบบ High Performance Computing (HPC) โดยเฉพาะ

โดยทั่วไปแล้วองค์กรต่างๆ มักจะมีการใช้งาน SNTP และ NTP เป็นหลัก แต่ในอนาคตในยุคที่เครื่องจักรและหุ่นยนต์กำลังจะเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในภาคธุรกิจ PTP เองก็จะเริ่มถูกนำมาใช้งานกันเป็นวงกว้างมากขึ้นอย่างแน่นอน และการที่ Wavify TimeNX รองรับทั้ง 3 Protocol หลักนี้ก็ทำให้องค์กรมีความคุ้มค่ามากขึ้นด้วยการลงทุนเพียงครั้งเดียวและตอบโจทย์ได้ยาวนานถึงอนาคต

 

3. รองรับได้มากถึง 8,000 NTP Request ต่อวินาที

Wavify TimeNX ยังมีความคุ้มค่าสูงในแง่ของการรองรับอุปกรณ์จำนวนมากได้ภายในหนึ่งเดียว ด้วยการรองรับการ Synchronize เวลาให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ได้มากถึง 8,000 อุปกรณ์ภายในแต่ละวินาที ทำให้ในภาพรวมแล้ว Wavify TimeNX สามารถถูกติดตั้งใช้งานภายในองค์กรที่มีอุปกรณ์หลายหมื่นหรือหลายแสนชิ้นได้ทันที เป็นการเปิดให้องค์กรสามารถใช้งานอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) จำนวนมากที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ รวมถึงสามารถตอบโจทย์ของเหล่า Internet Service Provider (ISP) ที่มักมีอุปกรณ์จำนวนมากได้เป็นอย่างดี

 

ติดต่อ Throughwave Thailand ตัวแทนจำหน่ายของ Wavify ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

ผู้ที่สนใจโซลูชันทางด้านระบบ Time Synchornization Appliance จาก Wavify TimeNX รวมถึงระบบอื่นๆ เกี่ยวกับ Security ไม่ว่าจะเป็น Network Access Control, Mobile Device Management, Network Security, Firewall, SSL-VPN หรืออื่นๆ และต้องการคำแนะนำ, คำปรึกษา หรือใบเสนอราคา สามารถติดต่อทีมงาน Throughwave Thailand ได้โดยตรงที่ info@throughwave.co.th หรือโทร 02-210-0969 ได้ทันที หรือสามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Throughwave Thailand ได้ที่ https://www.throughwave.co.th/

from:https://www.techtalkthai.com/time-synchronization-is-one-important-thing-for-enterprise-networking-and-security-by-throughwave-thailand/

local.jpg

4 สาเหตุที่ Open Source จะเป็นหัวใจสำคัญในการทำ Digital Transformation ของธุรกิจไทยในปี 2017

หนึ่งในเป้าหมายหลักขององค์กรในประเทศไทยในปี 2017 นี้คงหนีไม่พ้นการทำ Digital Transformation เพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการทำธุรกิจและการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของภาคธุรกิจได้มากขึ้น และ Open Source เองนั้นก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่องค์กรต่างๆ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไปในปี 2017 ด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้


Credit: Red Hat

 

1. Open Source ช่วยประหยัดค่าใช้ได้ในการพัฒนาระบบ ทำให้องค์กรมุ่งเน้นเรื่อง “คน” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ

หนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้องค์กรก้าวไปสู่การทำ Digital Transformation ให้สำเร็จได้นั้นก็คือประเด็นเรื่องของทรัพยากรบุคคล ที่จะต้องมีความพร้อมในการเปลี่ยนธุรกิจให้กลายเป็น Digital Business ให้ได้ด้วยการเตรียมความพร้อมสำหรับความสามารถใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจในยุคแห่งอนาคต

การใช้ Open Source Software นั้นจะช่วยให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Software ต่างๆ ลงไป และทำให้องค์กรมามุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถในการใช้เครื่องมือจาก Open Source Software เหล่านั้นได้ทั้งในส่วนของการฝึกอบรม, การใช้งาน และการทดลองสิ่งใหม่ๆ กันได้มากขึ้น

Open Source Software สำหรับการใช้งานภายในระดับองค์กรนี้ครอบคลุมทั้งในส่วนของ IT Infrastructure ภายใน Data Center ขององค์กร และส่วนของ Application สำหรับใช้ในการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล รวมไปถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับเปลี่ยนแปลงธุรกิจขององค์กร เช่น Internet of Things (IoT), Artificial Intelligence (AI), Machine Learning (ML), Deep Learning (DL) และอื่นๆ อีกมากมาย

ในการเปลี่ยนแปลงให้องค์กรหันมาเริ่มใช้ Open Source มากขึ้นนี้ มุมมองขององค์กรจะต้องปรับเปลี่ยนให้พนักงานภายในองค์กรสามารถใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ ได้โดยไม่ยึดติดกับผู้ผลิตของ Software และเพื่อการนี้การปูพื้นฐานความรู้ความสามารถ และการเปิดให้พนักงานมีเวลาในการเรียนรู้และทำความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ๆ นั้นก็เป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้ในระยะยาวแล้ว องค์กรจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างรวดเร็ว พร้อมรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นในอนาคตได้

 

2. การใช้ Open Source จะช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่นในการสร้างนวัตกรรมมากขึ้น

นอกจากประเด็นทางด้านค่าใช้จ่ายที่ประหยัดลงแล้ว การใช้งาน Open Source นั้นก็จะช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่นมากขึ้นอีกด้วยในหลายๆ แง่มุม ดังประเด็นดังต่อไปนี้

  • การมีค่าใช้จ่ายในการใช้งานซอฟแวร์ที่ต่ำทำให้องค์กรสามารถเพิ่มหรือลดขนาดของระบบได้ตามต้องการ อีกทั้งยังสามารถเพิ่มเติมระบบใหม่ๆ หรือทดลองระบบใหม่ๆ ได้อย่างง่ายดาย
  • Open Source Software นั้นถูกสร้างขึ้นมาอยู่บนหลักการของการเปิดเผย Source Code และพร้อมให้ทำการปรับแต่ง, แก้ไข หรือพัฒนา Software อื่นๆ เข้ามาเชื่อมต่อได้ ดังนั้นองค์กรจึงสามารถปรับแต่งการทำงานของ Open Source Software ได้ทันทีตามต้องการ
  • Open Source มักไม่ยึดติดกับ Platform ทำให้มีทางเลือกในการ Deploy ได้หลากหลาย และองค์กรสามารถเลือกใช้งาน Platform ที่มีอยู่แล้วเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายได้
  • Open Source Software นั้นมีความหลากหลายมาก และสามารถใช้งานทดแทน Commercial Software ได้ในหลายภาคส่วน รวมไปถึงด้วยการมาของแนวคิด Software Defined Everything ก็ทำให้ Open Source Software นั้นเริ่มเข้ามาทดแทน Commercial Software ได้แล้ว และกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่องค์กรควรพิจารณา

ด้วยเหตุเหล่านี้ก็ทำให้ธุรกิจต่างๆ ที่สามารถเปิดรับต่อเทคโนโลยีในส่วนของ Open Source ได้นั้นสามารถปรับเปลี่ยนระบบภายในที่มีอยู่ได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น สามารถตอบโจทย์ความต้องการใหม่ๆ ในเชิงธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่เติบโตสูงนัก ทำให้เกิดความคุ้มค่าในระยะยาวทั้งในแแง่ของการลงทุนและการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ต้องการความคล่องตัวสูง

 

3. ในหลายๆ เทคโนโลยี Open Source Software ได้ถูกพัฒนานำหน้า Commercial Software ไปแล้ว

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้เรามักจะได้ยินชื่อของโครงการ Open Source ที่เปลี่ยนโลกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น Apache Hadoop ที่เป็นโครงการจุดประกายของการใช้ Big Data Analytics, Apache Spark ที่เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในวงการ Big Data Analytics ในระยะหลัง, OpenStack ที่เข้ามาปฏิวัติระบบ Cloud ทั่วโลก, Docker และ Kubernetes ที่กลายเป็นเทคโนโลยีทางเลือกหลักในการใช้ Container, Google TensorFlow ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในการทำ Deep Learning และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ได้เกิดขึ้นและถูกพัฒนาต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว และได้รับความนิยมในหมู่ผู้ใช้งานเป็นอย่างมาก ดังนั้นหากภาคธุรกิจจะพัฒนา Commercial Software มาแข่งขันนั้นก็ถือเป็นเรื่องยากทีเดียว

ในทางกลับกัน ภาคธุรกิจและเหล่าผู้ผลิต Software ต่างๆ นั้นต่างก็เปิดรับเทคโนโลยีเหล่านี้และนำมาใช้เพื่อพัฒนาต่อยอดธุรกิจหรือ Software ที่ตนเองมีให้ดีขึ้นแทน และแนวทางนี้ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะหากองค์กรใดที่ไม่สามารถนำเทคโนโลยี Open Source Software เหล่านี้ไปปรับใช้ได้ ก็จะไม่สามารถตามคู่แข่งที่สามารถเปิดรับเทคโนโลยี Open Source ไปใช้ในการทำธุรกิจได้นั่นเอง

 

4. การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมจากผู้ใช้เทคโนโลยี ให้กลายเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็น

การที่ประเทศไทยจะมีส่วนแข่งขันในตลาดของโลกที่เข้าสู่ยุคของ Digital Business นี้ได้นั้น การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานในองค์กรของไทยจากเดิมที่มักเป็นผู้รับเทคโนโลยีจากต่างชาติเข้ามาใช้งานนั้นถือเป็นความสำคัญในลำดับแรก และวัฒนธรรมของ Open Source เองนั้นก็เป็นวัฒนธรรมแบบเดียวกับที่หลายๆ องค์กรกำลังต้องการเพื่อก้าวไปสู่การเป็น Digital Business นี้ให้ได้ นั่นคือวัฒนธรรมของการที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา

การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ภายในองค์กรนี้อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ แต่อาจเป็นการมองหาความเป็นไปได้ต่างๆ ที่จะสามารถปรับปรุงระบบการทำงานเดิมที่มีอยู่ให้ดีขึ้นได้ และทำความเป็นไปได้เหล่านั้นให้กลายเป็นความจริงขึ้นมา อาจจะด้วยการที่องค์กรนั้นๆ ทำการพัฒนา Software ต่างๆ ขึ้นมาตอบโจทย์เหล่านั้นเอง หรือนำ Open Source Software มาปรับปรุงและใช้งานก็ตาม และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนวัตกรรมเฉพาะขององค์กรเองนี้ก็สามารถมีส่วนร่วมได้ถึงแม้จะไม่มีทักษะทางด้านการพัฒนา Software ก็ตาม ไม่ว่าจะในฐานะของผู้แสดงความคิดเห็น, ผู้ให้คำแนะนำ, ผู้จัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ, ผู้ทดสอบระบบและการใช้งาน, การรายงานปัญหาที่พบและนำเสนอแนวทางการแก้ไข และอื่นๆ อีกมากมาย

วัฒนธรรมในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ร่วมกันโดยคนจากหลายภาคส่วนในองค์กรนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก และแต่ละองค์กรเองก็ต้องค่อยๆ มีจุดเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ก่อนที่จะขยายออกไปเป็นวงกว้าง ดังนั้นการเริ่มต้นคิดว่าจะสร้างวัฒนธรรมเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในองค์กรได้อย่างไรนั้น ก็ถือเป็นงานที่ต้องเริ่มทำทันทีสำหรับองค์กรที่ยังไม่ได้เริ่มต้นในส่วนนี้

 

 

Red Hat Thailand พร้อมสนับสนุนการใช้งาน Open Source Software ในการทำธุรกิจขององค์กรทั่วประเทศไทย

Red Hat นั้นถือเป็นหนึ่งในธุรกิจ Software ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และก็เป็นธุรกิจทางด้าน Open Source ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย โดยในปี 2016 ที่ผ่านมา ทาง Red Hat ได้เข้ามาเปิดสาขา Red Hat Thailand ภายในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย เพื่อเร่งผลักดันให้ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วในยุคของ Digital Business นี้สามารถก้าวไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นคง ด้วยการมี Open Source Software เป็นตัวช่วยเร่งสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นมานั่นเอง

“โดยพื้นฐานแล้ว Open Source นั้นหมายถึงการที่เราได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ประกอบไปด้วยเหล่าผู้นำทางด้าน IT, เหล่าผู้สนับสนุน, เหล่านักพัฒนา และเหล่าพันธมิตรทางการค้าที่ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างอนาคตของวงการ IT ขึ้นมา  เราเชื่อว่าเหล่าธุรกิจในประเทศไทยเองก็จะยังคงมอง Red Hat ในฐานะของผู้ที่เข้ามาช่วยให้สิ่งต่างๆ เป็นจริงขึ้นมาได้ – ทั้งการสร้างสิ่งใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว, ยืดหยุ่น และสร้างนวัตกรรมที่ธุรกิจเหล่านั้นต้องการเพื่อเติบโตให้ได้ในยุคสมัยที่ลูกค้าเป็นศูนย์กลางถัดจากนี้” Damien Wong รองประธานและผู้จัดการทั่วไปแห่ง Red Hat สาขา ASEAN กล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ในปี 2016 ที่ผ่านมา

ผู้ที่สนใจอยากเริ่มต้นศึกษาว่าจะนำ Open Source Software มาใช้ภายในธุรกิจได้อย่างไร สามารถติดต่อทีมงาน Red Hat Thailand ได้ทันที และสำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ Digital Transformation สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ http://red.ht/2iCQILR

from:https://www.techtalkthai.com/4-reasons-open-source-software-will-be-the-key-of-thailand-digital-transformation-in-2017/

TechTalk Webinar Replay: รู้จัก VMware vRealize Automation เบื้องต้น กับทีมงาน VMUG Thailand

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าชมการบรรยาย TechTalk Webinar เรื่อง “รู้จัก VMware vRealize Automation เบื้องต้น กับทีมงาน VMUG Thailand” โดยคุณ Waroon Kaeowanich ที่ปรึกษาแห่งชุมชน VMware User Group (VMUG) Thailand และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี Virtualization และ Cloud ผู้อยู่เบื้องหลังบริการ Cloud ชั้นนำหลายแห่งในประเทศไทย ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานเทคโนโลยีการสร้างระบบ Private Cloud สำหรับใช้งานภายในองค์กรด้วยการใช้ VMware vRealize Automation สามารถดูวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-replay-introduction-to-vmware-vrealize-automation-by-vmug-thailand/