คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED_POSTS

ตอบโจทย์ความปลอดภัยสำหรับธุรกิจขนส่งในประเทศไทย กล้องวงจรปิดบนรถโดยสารและรถขนสินค้า

ความปลอดภัยในการสื่อสารถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่งสำหรับทุกๆ ธุรกิจขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นพาหนะสำหรับให้ผู้คนโดยสาร หรือการขนส่งสินค้าก็ตาม ซึ่งเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ 4G ในปัจจุบันนี้ก็ช่วยให้การติดกล้องวงจรปิดบนยานพาหนะต่างๆ แล้วทำการส่งข้อมูลภาพเคลื่อนไหวของกล้องวงจรปิดเหล่านั้นมายังอุปกรณ์ Smartphone หรือ Tablet เพื่อให้ติดตามได้ตลอดเวลานั้นสามารถเป็นจริงขึ้นมาได้ และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของเหล่าธุรกิจขนส่งได้ทุกแห่งหนในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

Credit: ShutterStock.com

 

การติดตั้งกล้องวงจกรปิดบนยานพาหนะในเชิงธุรกิจ มีประโยชน์อย่างไรบ้าง?

การติดตั้งกล้องวงจรปิดหรือ CCTV บนยานพาหนะนั้น โดยทั่วไปแล้วมักจะแบ่งการติดตั้งออกเป็น 2 รูปแบบหลักๆ ได้แก่

  1. การติดตั้งกล้องเพื่อบันทึกภาพภายนอกยานพาหนะ ทั้งด้านหน้า, ด้านหลัง หรือแม้แต่ด้านข้างในบางกรณี โดยมักมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยในการขับขี่ และการเก็บหลักฐานกรณีเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนบนท้องถนน หรือหากเป็นระบบโดยสารสาธารณะ ก็อาจนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดกรณีที่ไม่คาดคิดต่างๆ ได้ แต่สำหรับยานพาหนะที่ต้องการความปลอดภัยสูงเป็นพิเศษ เช่น รถบรรทุกเงิน หรือรถบรรทุกเชื้อเพลิง การมีผู้ช่วยเฝ้าระวังและติดตามการขับขี่ด้วยกล้องวงจรปิดนี้ก็จะเป็นการระวังภัยเพิ่มเติมให้กับผู้ขับได้เป็นอย่างดี
  2. การติดตั้งกล้องเพื่อบันทึกภาพภายในยานพาหนะ มักมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับบุคคลที่โดยสารอยู่ภายในรถยนต์ โดยสำหรับกรณีการติดตามผู้ขับขี่นั้นก็จะทำให้สามารถมีผู้ช่วยเพื่อคอยตรวจว่าผู้ขับขี่มีอาการผิดปกติหรือง่วงนอนระหว่างขับขี่หรือไม่ ในขณะที่กรณีการติดตามภาพรวมของยานพาหนะนั้นก็จะถูกนำไปใช้ในการติดตามและบันทึกเหตุผิดปกติบนยานพาหนะ เช่น กรณีที่เกิดการขโมยของ, การลืมของ, การทำร้ายร่างกาย หรือกรณีอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

จะเห็นได้ว่าการติดตั้งกล้องทั้ง 2 รูปแบบนี้มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน ดังนั้นในแต่ละธุรกิจเองก็อาจเลือกพิจารณาติดกล้องวงจรปิดบนยานพาหนะเฉพาะรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือติดตั้ง 2 รูปแบบเลยก็ได้เช่นกัน

ส่วนในแง่มุมของานวิจัยและความเป็นไปได้ในเชิงเทคโนโลยีนั้น การนำข้อมูลวิดีโอจากกล้องวงจรปิดบนยานพาหนะไปใช้ร่วมกับเทคโนโลยี Video Analytics และ Computer Vision หรือ Artificial Intelligence (AI) นั้นก็จะสามารถสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ภาพเพื่อจำแนกวัตถุรอบคันรถ, การวิเคราะห์ความพร้อมของผู้ขับขี่, การแจ้งเตือนความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการขับขี่ของรถยนต์โดยรอบ หรือแม้แต่การนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการสร้างเทคโนโลยี AI สำหรับรถยนต์ไร้คนขับก็ตาม

 

Mobile Video Surveillance System Solution (Mobile VSS): ตอบโจทย์ความต้องการด้าน Physical Security บนยานพาหนะสำหรับธุรกิจได้ทุกรูปแบบ

ด้วยประโยชน์ดังกล่าวที่สามารถเกิดขึ้นได้กับธุรกิจขนส่งทั่วประเทศไทย ทาง CSD IT Services by Ricoh ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านระบบกล้องวงจรปิดเป็นพิเศษจึงได้ทำการออกแบบระบบ Mobile Video Surveillance System Solution (Mobile VSS) ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เหล่าธุรกิจที่ต้องการกล้องวงจรปิดสำหรับติดตั้งในยานพาหนะโดยเฉพาะ โดยโซลูชันนี้จะครอบคลุมระบบต่างๆ ดังนี้

Credit: CSD IT Services by Ricoh

 

  • ระบบกล้องวงจรปิดสำหรับติดตั้งบนยานพาหนะโดยเฉพาะ
  • ระบบ DVR สำหรับบันทึกภาพบนยานพาหนะโดยตรง
  • การเชื่อมต่อเครือข่ายผ่าน 3G/4G จากยานพาหนะ
  • ระบบแม่ข่ายสำหรับบันทีกข้อมูลการขับขี่และประมวลผล
  • ระบบ Live Feed และ Map สำหรับติดตามยานพาหนะและการขับขี่
  • ห้อง Monitor Room สำหรับติดตามยานพาหนะจำนวนมากได้พร้อมกัน

Mobile VSS นี้รองรับการติดตั้งบนยานพาหนะได้หลากหลาย โดยทีมงาน CSD IT Services นั้นพร้อมที่จะดำเนินการด้านการติดตั้งและเดินระบบไฟฟ้าภายในยานพาหนะให้สวยงามและปลอดภัยได้สำหรับยานพาหนะทุกรูปแบบตามความต้องการขององค์กร

 

ปรับแต่งระบบการทำงานได้ตามความต้องการของธุรกิจ

ทีมงาน CSD IT Services พร้อมที่จะปรับแต่งระบบ Mobile VSS นี้ให้ตรงต่อความต้องการของภาคธุรกิจได้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อข้อมูลต่างๆ ภายในระบบนี้ไปยังระบบอื่นๆ เช่น การทำ Video Analytics, ระบบ Dashboard ที่องค์กรออกแบบมาเอง, การเชื่อมต่อเข้ากับ Mobile Application ขององค์กร รวมไปถึงการปรับแต่งระบบในประเด็นต่างๆ เพื่อให้ตอบรับต่อความต้องการขององค์กร ทั้งในแง่ของความละเอียดภาพ, ระยะเวลาที่ต้องการบันทึกข้อมูลย้อนหลัง, การป้องกันความร้อนที่อาจเกิดขึ้น, การติดตั้งอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) เพิ่มเติมในยานพาหนะ และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อให้ตอบโจทย์ทางธุรกิจได้อย่างสูงสุด

 

สนใจติดต่อ CSD IT Services Ricoh หรือตรวจสอบราคาได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันของ CSD IT Services by Ricoh และต้องการรายละเอียดต่าง ๆ เพิ่มเติม หรือต้องการใบเสนอราคาเพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่าในการลงทุน สามารถติดต่อทีมงานของ CSD IT Services by Ricoh ได้โดยตรงที่โทร 02-088-8000 หรืออีเมล ricoh_callcenter@ricoh.co.th หรือเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของทาง CSD IT Services ได้ทันทีที่ http://www.csditservices.com/

นอกจากนี้ทาง CSD IT Services ยังมี Brochure ที่รวมราคาของบริการต่าง ๆ เอาไว้อย่างครบถ้วน โดยผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มดังต่อไปนี้เพื่อโหลดเอกสารรายละเอียดของโซลูชันพร้อมราคาได้ทันที

from:https://www.techtalkthai.com/mobile-video-surveillance-service-by-csd-it-services-by-ricoh/

Advertisements

[Review] ทดสอบการใช้งานจริงกับ IRIS CLOUD บริการ Cloud IaaS จาก CAT

ทางทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้ทดลองใช้งาน IRIS CLOUD เป็นบริการ Cloud Infrastructure as a Service (IaaS) จาก CAT มาครับ ซึ่งก็ถือว่าเลือกเทคโนโลยีมาให้บริการ Cloud สำหรับตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรในการเช่าใช้ Server ได้ค่อนข้างดี ทางทีมงานจึงขอสรุปมาให้พิจารณาเป็นทางเลือกกันดังนี้ครับ

 

IRIS CLOUD ใช้ Microsoft Azure Pack ในการบริหารจัดการทั้งหมด ง่ายต่อการใช้งาน

หลังจากที่ทางทีม IRIS CLOUD ได้ให้ Account ในการเข้าทดสอบใช้งานระบบ IRIS CLOUD มาเรียบร้อยแล้ว (วิธีการติดต่อขอทดสอบอยู่ท้ายบทความ) ก็สามารถเข้าไปยืนยันตัวตนเพื่อเริ่มใช้งานได้ที่หน้า https://neoportal.iris.cloud ทันที โดยมีหน้าตาดูดีประมาณนี้ครับ

ใครที่เคยเล่น Cloud จากฝั่ง Vendor รายใหญ่มาก่อนก็อาจเริ่มคุ้นๆ จากนั้นเมื่อ Login เข้าไปจนเสร็จเรียบร้อย ก็จะพบกับหน้า Dashboard ที่ทำให้มั่นใจได้เลยว่าเป็น Microsoft Azure Pack ดังนี้ครับ

ซึ่งจากในภาพนี้จะมี Virtual Machine (VM) และ Virtual Network (VN) ที่ทางทีมงาน TechTalkThai ได้ทดสอบสร้างขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วทางทีมงาน IRIS CLOUD ก็ให้คู่มือมาด้วยแต่ทางทีมงานไม่ได้อ่านครับ เพราะอยากลองเล่นดูเองก่อนว่าถ้าไม่เคยใช้มาก่อนเลย จะเจอกับปัญหาหรืออะไรยังไงบ้างไหม ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยเจอปัญหาอะไร ถือว่าง่ายดีอยู่เหมือนกันครับ

อีกจุดเด่นที่น่าสนใจของบริการ IRIS CLOUD ก็คือการที่ CAT ให้เช่าทรัพยากรบน Cloud ในลักษณะของ Resource Pooling ที่ทาง IRIS CLOUD จะระบุมาว่าเราใช้งาน Resource อะไรได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนเราจะไปแบ่งใช้งานอย่างไรนั้นก็สามารถทำได้อย่างอิสระตามความต้องการของเราเลย ก็ถือว่ายืดหยุ่นดีครับ โดยค่าใช้จ่ายก็คิดรวมตาม Maximum Capacity ที่เราใช้ได้เช่นกัน และสามารถร้องขอให้เพิ่มทรัพยากรในแต่ละส่วนได้ตามต้องการ

ส่วนการติดตามว่าเราใช้ Resource ไปเท่าไหร่แล้ว ก็ดูได้ที่หน้า Subscription เลย จะมีกราฟให้ดูว่าใน Resource Pool ของเรา เราใช้อะไรไปมากน้อยแค่ไหนแล้วครับ

 

Virtual Machine: รองรับได้ทั้ง Windows Server และ Linux ให้เลือกใช้ได้

ในส่วนของการสร้าง VM นั้น ทาง IRIS CLOUD ได้มีการเตรียม Template สำหรับการสร้าง Guest Server หรือ VM ให้เรากดเลือกและสร้างได้เลย โดยมี CPU/RAM/Disk ในสเป็คที่แตกต่างกันออกไป และเลือกได้ว่าจะติดตั้งระบบปฏิบัติการอะไร ซึ่งในพื้นที่ทดสอบนี้ก็มี CentOS 7.2 และ Windows Server 2012 R2 ให้เลือกใช้ครับ

ตอนกดสร้าง เราจะสามารถเลือกตั้งชื่อ VM ให้ง่ายต่อการจดจำได้ สามารถตั้ง Password เข้าไปใช้งานเองได้ (มี Password Policy ด้วยว่าต้องตั้งให้ปลอดภัย) และเลือกได้ว่าจะเชื่อมต่อกับระบบ Virtual Network ไหน (ต้องสร้าง Virtual Network ขึ้นมาเองก่อน) ซึ่งหลังจากที่เราได้สร้างเครื่องนี้ขึ้นมาแล้ว เราจะยังไม่สามารถเชื่อมต่อ Internet ได้นะครับ ต้องไปตั้งค่าที่ฝั่ง Virtual Network ให้จัดการเรื่องการทำ NAT ให้เรียบร้อยเสียก่อน โดยในกรณีที่เราต้องการออกเครือข่ายนอก หรือหากเราต้องการทำ Site-to-Site VPN เพื่อให้ระบบเครือข่ายภายใน IRIS Cloud เชื่อมกับเครือข่ายภายในองค์กรก็สามารถทำได้เช่นกัน แล้วค่อยให้ Traffic วิ่งมาออกที่ฝั่งองค์กรก็ได้

สำหรับการเข้าไปบริหารจัดการแต่ละ VM บน Cloud นี้ ใน IRIS CLOUD จะมีปุ่ม Connect ให้กดเพื่อสร้างไฟล์ .rdp สำหรับการ Remote เข้าไปยังหน้าจอของแต่ละ VM ได้โดยตรงผ่านทาง Secure Gateway ของบริการ IRIS CLOUD ซึ่งถึงแม้เราจะยังไม่ได้ตั้งค่าระบบเครือข่ายใดๆ ให้กับ VM เครื่องนี้เลย เราก็ยังเข้าไปบริหารจัดการกับเครื่องนี้ได้ผ่านช่องทางนี้นั่นเอง ซึ่งวิธีการนี้ก็สามารถใช้ได้ทั้งกับ VM ที่เป็น Windows Server และ Linux เลยครับ (ถ้าใครยังไม่เคย RDP เข้า Linux ก็จะได้ลองกันตอนนี้แหละครับ)

หลังจากนั้นก็ต้องจัดการกับการตั้งค่าการทำงานต่างๆ ของ Server, การจัดการระบบเครือข่ายภายในแต่ละ Server, การติดตั้ง Software ที่ต้องการใช้งานเองครับ บริการ IRIS CLOUD นี้ให้บริการเราในระดับของ IaaS เป็น VM ว่างๆ มาให้เราปรับแต่งแก้ไขได้ตามต้องการ ซึ่งก็แน่นอนว่ายังต้องอาศัย System Engineer มาคอยจัดการให้เครื่องเหล่านี้ทำงานได้ถูกต้อง มั่นคงปลอดภัย และมีประสิทธิภาพนั่นเอง

 

Virtual Network: สร้างระบบเครือข่ายภายในเองได้ เลือกได้ว่าจะเปิดบริการแบบ Public หรือใช้ในองค์กรแบบ Private

บริการ IRIS CLOUD นี้ผู้ใช้งานจะต้องทำการสร้างระบบ Virtual Network สำหรับเชื่อมต่อแต่ละ VM กันเองครับ และต้องกำหนด Network Policy ในการทำงานของแต่ละระบบเครือข่ายที่สร้างขึ้นมานี้ด้วย ว่าวงไหนจะสามารถเชื่อมต่อออกไปยัง Internet ได้ด้วยวิธีการอะไรและช่องทางไหนบ้าง หรือจะทำการเชื่อมต่อทำ Site-to-Site VPN กลับมายังองค์กรด้วยการยืนยันตัวตนและเข้ารหัสแบบใด ไปจนถึงเชื่อมต่อไปยังระบบเครือข่ายวงไหน ทำให้เราออกแบบได้อิสระพอสมควรว่าจะประยุกต์ใช้ IRIS CLOUD อย่างไรได้บ้างครับ

ระบบ Virtual Network ภายใน IRIS CLOUD นี้รองรับได้ทั้ง IPv4 และ IPv6 ซึ่งถือว่าตอบโจทย์ต่อหน่วยงานภาครัฐในประเทศไทยที่กำลังมีการผลักดันให้หันไปใช้ IPv6 กันอยู่ โดยเราสามารถกำหนดได้ว่าจะมี Subnet อะไรบ้าง ใช้ DNS Server จากที่ไหน ทำ NAT หรือไม่กำหนดค่าการทำ NAT อย่างไร เปิด BGP หรือเปล่า ก็เรียกได้ว่าครอบคลุมความต้องการพื้นฐาน เหมือนเป็นระบบเครือข่ายภายในองค์กรให้เราปรับแต่งได้ระดับหนึ่งครับ

อีกประเด็นที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือการทำ Site-to-Site VPN ที่เราสามารถสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมต่อระบบเครือข่ายภายใน IRIS CLOUD เข้ากับ Data Center ขององค์กรได้เอง ทั้งการทำ VPN มายัง VPN Server ขององค์กร หรือการทำ VPN ร่วมกับ Router/Firewall ขององค์กร ทำให้เราสามารถเชื่อมต่อ VM เหล่านั้นเข้ากับทรัพยากรต่างๆ ที่เรามีอยู่ภายในองค์กรได้ เสมือนกับเป็น Server ที่ตั้งอยู่ภายใน Data Center ขององค์กรนั่นเอง

ทั้งนี้โดยเบื้องต้นบริการ IRIS CLOUD นี้จะให้ Public IP Address มา 1 เบอร์ สำหรับในกรณีที่ต้องการเปิดบริการสาธารณะให้บุคคลภายนอกเข้าถึงได้ ซึ่งถ้าหากต้องการเพิ่มมากกว่านี้ก็สามารถติดต่อทีมงาน IRIS CLOUD ได้เช่นกันครับ

 

IRIS CLOUD เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการ Infrastructure ที่ยืดหยุ่น และมี System Engineer ที่มีประสบการณ์

โดยสรุปแล้ว จากประสบการณ์การทดสอบ IRIS CLOUD นี้ก็เหมือนกับเป็นการที่เราใช้เช่าใช้ Server ซึ่งตั้งอยู่ภายนอกองค์กรนั่นเอง แต่มีอิสระในการเลือกวิธีการเชื่อมต่อเครือข่าย การติดตั้ง Software ต่างๆ บนระบบปฏิบัติการ และการจัดการ VM ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งแน่นอนว่าอิสระที่ได้มานี้ก็ต้องอาศัย System Engineer ผู้มีประสบการณ์ในการเข้ามาจัดการให้ระบบต่างๆ ใช้งานได้อย่างถูกต้องตามที่เราต้องการนั่นเองครับ

ด้วยจุดเด่นนี้ ทำให้ IRIS CLOUD ค่อนข้างเหมาะกับองค์กรที่กำลังมองหา Server เช่าใช้งานสำหรับติดตั้ง Application เฉพาะทางต่างๆ อย่างอิสระ ไม่ได้ถูกจำกัดด้วย Template ของการติดตั้งได้เฉพาะชุด Software ที่รองรับเท่านั้น ทำให้ทั้งองค์กรที่มีการพัฒนา Application ของตนเอง เหมาะกับองค์กรที่กำลังมองหา Server สำหรับติดตั้งระบบงานต่างๆ ทั้งยังเหมาะกับSystems Integrator ที่กำลังมองหาบริการ Cloud สำหรับไปต่อยอดสร้าง Managed Service ของตน ตลอดไปจนถึงเหล่านักพัฒนาที่ต้องการ Virtual Machine ที่มีความมั่นคงปลอดภัยและปรับแต่งได้ค่อนข้างมาก ก็สามารถเลือกพิจารณาใช้ IRIS CLOUD ได้เลยครับ

 

ติดต่อทีมงาน IRIS CLOUD เพื่อขอทดสอบได้ฟรีๆ ทันที

จุดหนึ่งที่ถือว่าค่อนข้างแฟร์กับเหล่าองค์กรที่ต้องการประเมินการใช้งานของ IRIS CLOUD คือการเปิดให้เราทดลองใช้งานได้ฟรีๆ ด้วยฟีเจอร์แบบเต็มๆ ก่อนนั่นเองครับ เพราะองค์กรที่มองหาโซลูชั่นระบบ Cloud เพื่อใช้งานนั้นก็มักจะมีความต้องการเฉพาะทางค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการนำไปทำ Disaster Recovery (DR), การทำ DevOps และอื่นๆ ทั้งในแง่ของประสิทธิภาพ ความเร็วเครือข่าย การใช้งาน และปัญหาที่อาจพบได้จริงหน้างาน ซึ่งทางทีมงาน IRIS CLOUD ของ CAT เองก็พร้อมจะคุยและให้การทดสอบเป็นรายๆ หรือนำเสนอบริการเสริมเพิ่มเติมให้ตอบโจทย์กับแต่ละองค์กรเป็นครั้งๆ ไป ทำให้องค์กรสามารถทดลองใช้งานจนมั่นใจได้ว่าสามารถใช้งานและตอบโจทย์ได้จริง จึงค่อยตัดสินใจซื้อเป็นขั้นตอนถัดไป

ผู้ที่สนใจบริการ IRIS CLOUD และต้องการติดต่อเพื่อรับคำปรึกษาในการใช้ Cloud, การย้ายระบบหรือบริการต่างๆ ขึ้น Cloud หรือต้องการขอใบเสนอราคา รวมถึงผู้พัฒนา Software หรือผู้ดำเนินธุรกิจ Systems Integrator ที่ต้องการเป็น Partner กับ IRIS CLOUD สามารถติดต่อทีมงาน IRIS CLOUD ได้ทันทีที่ e-mail : iris_marketing@cattelecom.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริการ IRIS CLOUD ได้ทันทีที่ iris.cloud

from:https://www.techtalkthai.com/review-iris-cloud-by-cat/

ปูนตรานกอินทรี จับมือ Cisco และ Fujitsu สร้างโรงงานอัจฉริยะด้วย IoT สู่ Digital Connected Plant

ในวันที่ 27 เมษายน 2017 ทางปูนซิเมนต์นครหลวงหรือที่เรารู้จักกันในชื่อปูนตรานกอินทรี ได้ออกมาแถลงถึงความสำเร็จในการทำ Digital Transformation ภายใน INSEE Group ด้วยการจับมือกับ Cisco และ Fujitsu เพื่อนำเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) มาผสานให้คน, เครื่องจักร และกระบวนการทั้งหมดรวมเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้แนวคิด Digital Connected Plant

 

เมื่อธุรกิจขยาย เทคโนโลยีก็ต้องพัฒนาตามการเติบโตให้ทัน

ปูนอินทรีนี้มีการขยายธุรกิจออกไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเตรียมที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคต ทำให้ทางปูนอินทรีตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำ Digital Disruption ในธุรกิจของตนเองเพื่อช่วยให้บริษัทต่างๆ ในเครือ, ลูกค้า และคู่ค้าสามารถบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมได้

ก้าวแรกของปูนอินทรีคือการนำ Digital Technology มาใช้ แล้วจึงค่อยทำ Business Model Transformation เป็นก้าวถัดไป โดยมุ่งเน้นว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่นำมาใช้นี้จะต้องก่อให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจเป็นหลัก ทำให้การผลิตมีความเสถียร แก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 11 ส่วนของธุรกิจที่จะทำการ Transform ด้วยการเริ่มต้นจากการปรับปรุงโรงงานผลิตทั้งหมดด้วยการทำ Pervasive Network เชื่อมต่อแบบ Machine-to-Machine และ Man-to-Machine เป็นก้าวแรกนั่นเอง

ก่อนหน้านี้ปูนอินทรีดำเนินตามหลัก Simple. Faster. Better. อะไรที่ทำให้การทำงานง่ายขึ้น ดีขึ้น เร็วขึ้น ถือเป็นสิ่งที่ควรทำ ส่วนก้าวถัดไปนั้นก็จะเป็นการยึดตามหลัก Be Different. Be Gain. Beyond. ที่ต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และธุรกิจใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมาได้ในอนาคต

 

5 ขั้นตอนสู่การเป็น Digital Connected Plant ของปูนอินเทรี

ทางปูนอินทรีได้เล่าถึง 5 ประเด็นหลักๆ ในการก้าวไปสู่ Digital Connected Plant เอาไว้ด้วยกัน 5 ส่วนหลักๆ ดังนี้

  1. Core Digital Platform and Automation เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงด้วยข้อมูลสำหรับการตัดสินใจและการจัดการสิ่งต่างๆ ได้อย่างอัตโนมัติ
  2. Customer Insights and Connectivity นำข้อมูลของลูกค้ามาวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจ และสื่อสารกับลูกค้าให้ได้ตลอดเวลา
  3. Data Analytics เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้ใช้ข้อมูลเป็นหัวใจหลักในการตัดสินใจทางธุรกิจต่างๆ
  4. People and Organization ฝึกอบรมทักษะของพนักงานและปรับปรุงโครงสร้างขององค์กร ให้สามารถรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในอนาคตได้
  5. Digital Connected Plant ปรับปรุงโรงงานให้เป็นอัจฉริยะและสามารถเชื่อมต่อข้อมูลและการตัดสินใจต่างๆ ให้ตอบรับต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอนาคต

ทั้งนี้ภายใน Digital Connected Plant นั้นจะมีความสามารถหลักๆ ดังต่อไปนี้

  1. มี Pervasive Network เชื่อมต่อ Sensor, ผู้ใช้งาน และทุกระบบ Application ต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างทั่วถึงและปลอดภัย
  2. เชื่อมโยงข้อมูลและเหตุการณ์ต่างๆ เข้ากับวิศวกรผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการนำ Tablet หรือแว่น AR/VR มาใช้งานเพื่อตรวจสอบสภาพเครื่องจักรและกระบวนการต่างๆ ได้แบบ Real-time และสั่งงานกับระบบอื่นๆ เช่น การสั่งซ่อมบำรุง ได้ทันที
  3. เครื่องจักรก็ถูกปรับปรุงมีความชาญฉลาดมากขึ้นด้วยการนำ Machine Learning มาใช้งานเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจาก Sensor ในเครื่องจักรและทำนายอนาคตล่วงหน้า สามารถรับรู้ได้ว่าระบบใดในเครื่องจักรมีปัญหาล่วงหน้า และแก้ไขได้เฉพาะส่วนของเครื่องจักร ลดต้นทุนในการดูแลรักษาระยะยาวโดยไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เป็นการทำ Predictive Maintenance นั่นเอง
  4. มีข้อมูลเพื่อทำงานร่วมกับเหล่า Contractor ในโรงงานให้ได้มากที่สุด, มีประสิทธิภาพได้ดีที่สุด และมีความปลอดภัยในการทำงานสูงสุด โดยเฉพาะในขั้นตอนของการซ่อมแซมเครื่องจักรต่างๆ ภายในโรงงาน
  5. สุดท้ายข้อมูลทุกอย่างจะถูกส่งไปที่ห้อง Warroom ควบคุมทุกอย่างได้จากระบบศูนย์กลาง ทำให้ปูนอินทรีสามารถรับรู้สถานะของทุกๆ โรงงานที่กระจายอยู่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แบบ Real-time ทั้งในแง่ของ IT และ OT

ทั้งโครงการนี้จะแล้วเสร็จภายในปีนี้ภายในโรงงานทดลองแห่งแรก จากนั้นเทคโนโลยีเดียวกันนี้จึงจะถูกนำไปใช้ในทุกๆ โรงงาน ถือเป็นโครงการ Strategic Project ที่สำคัญมากของปูนอินทรี ซึ่งที่ผ่านมาต้นทุนการซ่อมบำรุงเครื่องจักรนั้นอยู่ที่ 10% หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จก็น่าจะสามารถลดต้นทุนในส่วนนี้ลงได้ และยังลดค่าความเสียหายที่เคยเกิดขึ้นจาก Downtime ของเครื่องจักรในอดีตด้วย

 

ความมีส่วนร่วมของวิศวกร คือหัวใจสำคัญของการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้

ในการทำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการทำธุรกิจนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้ใช้งานที่จะต้องพร้อมใช้งานเทคโนโลยีเหล่านั้นให้ได้ และในมุมของปูนอินทรีก็คือบุคลากรหน้างานทั้งหมดที่จะต้องใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ หรือก็คือวิศวกรนั่นเอง

ปูนอินทรีใช้วิธีการทำให้วิศวกรมีส่วนร่วมในโครงการตั้งแต่แรก เพื่อให้วิศวกรเข้าใจว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้นั้นมีอะไรบ้าง รวมถึงมีประโยชน์มากน้อยเพียงใด เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นถูกนำมาใช้เพื่ออะไร และการทำงานของตนจะดีขึ้นอย่างไรได้บ้างจากการมาของเทคโนโลยีเหล่านี้ และกระบวนการในการทำ Change Management ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะการนำเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งมาใช้ ซึ่งความเข้าใจและความรู้สึกมีส่วนร่วมนี้เองก็มีความสำคัญสูงมากพอๆ กับการฝึกอบรมทักษะการใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้เลยทีเดียว

 

Smart & Digital Connected Plant ในมุมของ Cisco

Cisco มองว่าการทำ Digital Transformation นั้นจะต้องเกิดในทุกๆ ภาคอุตสาหกรรม และภาคอุตสาหกรรมการผลิตก็เป็นอันดับ 8 ที่จะได้รับผลกระทบจากการมาของเทคโนโลยีใหม่ๆ และจะมีผลกระทบต่อ Value Chain ทั้งหมด ดังนี้

  • ภาคการผลิตจะเริ่มต้นรับมือกับความต้องการใหม่ๆ ของลูกค้าได้เร็วยิ่งขึ้นจากข้อมูลและความสามารถในการปรับตัวที่ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น
  • การเพิ่มผลกำไรของธุรกิจให้สูงขึ้นสามารถทำได้ด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต
  • การแก้ไขปัญหาวิศวกรผู้เชี่ยวชาญขาดแคลน การนำเทคโนโลยีมาช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแบ่งปันความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในแต่ละสาขาได้มากขึ้น ก็จะช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้ และทำให้คนเก่งสามารถทำงานได้มากขึ้น (Remote Expert)

Indusrtry 4.0 ไม่ใช่อนาคตอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นปัจจุบันของธุรกิจในเวลานี้ หากธุรกิจไหนยังไม่เริ่มต้นก้าวไปสู่การนำเทคโนโลยีมาช่วยในการผลิตตั้งแต่วันนี้ ก็ถือว่าตามหลังคู่แข่งรายอื่นๆ แล้ว และแน่นอนว่าระบบเครือข่ายที่จะทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ก็ถือเป็นประเด็นที่สำคัญสำหรับการก้าวไปสู่ Industry 4.0 เป็นอย่างมาก ในขณะที่ Augmented Reality จะเป็นอีกเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญมากต่อภาคการผลิตในแง่ของการพัฒนาบุคลากร, การสื่อสาร และการทำงานจากระยะไกล ที่จะเป็นเทคโนโลยีที่มาต่อยอดถัดจากการมาของ IoT

สำหรับภาพรวมของการทำ Manufacturing Digitization ก็จะมีประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจดังนี้

  • Connected Asset เชื่อมต่อเครื่องจักรและสินทรัพย์ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องต่อการทำงาน
  • Connected R&D เชื่อมต่อแผนกวิจัยเพื่อให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ หรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
  • Connected Factory เชื่อมต่อโรงงานต่างๆ ให้สามารถบริหารจัดการและดูแลรักษาได้ง่าย
  • Supply Chain Security & Visibility ติดตามกระบวนการต่างๆ ทางด้าน Supply Chain
  • Connected Consumer เชื่อมต่อข้อมูลจากลูกค้าเพื่อให้การตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างแม่นยำ

การนำเทคโนโลยีมาใช้นี้จะมีบทบาทเป็นอย่างมากในการพัฒนาประเทศที่จะต้องก้าวตามตัวโลกให้ทัน ซึ่งในโครงการนี้ทางปูนอินทรใช้ Cisco Industrial Switch และ Cisco Aironet ในการให้บริการระบบเครือข่ายภายในโรงงาน

 

Fujitsu กับแนวคิด นวัตกรรมต่างๆ ต้องมีผู้คนเป็นศูนย์กลาง

Fujitsu ถือเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ในการทำ Digital Transformation (DX) ให้หลากหลายธุรกิจทั่วโลกมากมายในทุกอุตสาหกรรม และในโครงการนนี้ Fujitsu ก็รับบทบาทเป็น Systems Integrator ที่ติดตั้งระบบต่างๆ ให้กับทางปูนอินทรีในครั้งนี้นั่นเอง ซึ่งทาง Fujitsu ก็ได้สรุปหัวใจของการทำ DX มีด้วยกัน 3 ส่วน ได้แก่

  • People ผู้คน ทั้งในฐานะของผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และผู้ใช้งานเทคโนโลยีในการทำงาน
  • Information ข้อมูล ทั้งจากอุปกรณ์ IoT, ระบบ Big Data, ข้อมูลทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร
  • Infrastructure (Things) เครื่องจักรและสิ่งต่างๆ ที่ใช้ในการทำงาน

Fujitsu เชื่อว่านวัตกรรมต่างๆ ต้องถูกสร้างขึ้นมาโดยมีผู้คนเป็นศูนย์กลางตามแนวคิด Human Centric Innovation ดังนั้นเทคโนโลยีต่างๆ จึงจะต้องถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อสนับสนุนผู้คนเป็นหลัก และเช่นเดียวกัน ธุรกิจเองก็ต้องให้ความสำคัญกับผู้คนมากกว่าเทคโนโลยี แม้ว่าถัดจากนี้ไปจะเป็นยุคที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากเพียงใดก็ตาม

ทาง Fujitsu นั้นได้นำเสนอโมเดลของการทำ Digital Business ไว้อย่างค่อนข้างน่าสนใจและเข้าใจง่าย ดังนี้

  • IoT =  Sense มีบทบาทสำคัญในการรับข้อมูลต่างๆ เป็นหลัก
  • Analytics = Understand มีบทบาทในการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากข้อมูลที่ได้รับมา
  • AI = Decide ช่วยทำการตัดสินใจและทำนายอนาคตล่วงหน้าสำหรับข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง
  • Robotics = Act หุ่นยนต์ที่จะคอยปฏิบัติงานต่างๆ ตามผลการวิเคราะห์ข้อมูลและการตัดสินใจที่เกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ

Fujitsu มีจุดแข็งที่ความสามารถในการให้บริการได้ในทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังมี Know-how ของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจจากญี่ปุ่น รวมถึงยังพร้อมที่จะให้บริการตั้งแต่ระดับของระบบเครือข่าย, Application, อุปกรณ์ต่างๆ ไปจนถึงระบบการจัดการข้อมูล, AI และความมั่นคงปลอดภัย

ภายในโครงการนี้ถือเป็นการทำ Pervasive Network ครั้งแรกในประเทศไทย ทำให้ Fujitsu ต้องอาศัยทีมที่มีประสบการณ์จากต่างชาติเข้ามาช่วย โดยนิยามที่ทำให้ Pervasive Network แตกต่างจากระบบเครือข่ายทั่วๆ ไปก็คือการที่ระบบเครือข่ายเหล่านี้ถูกออกแบบมาโดยอ้างอิงกับระบบการผลิตทั้งหมด ทำให้มุมมองการออกแบบระบบเครือข่ายแตกต่างจากเดิมค่อนข้างมากนั่นเอง

ตัวอย่างหนึ่งคือการทำ Pre-survey ที่ต้องออกแบบระบบเครือข่ายให้เหมาะสมกับการปรับปรุงสายการผลิตในอนาคต และต้องวางแผนในการติดตั้งอย่างไรไม่ให้ขัดกับกระบวนการผลิตของปูนอินทรีด้วย ในขณะเดียวกันอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ ก็ต้องออกแบบให้มีความปลอดภัยสูงและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมภายนอกอาคารของประเทศไทย และเป็นไปตามข้อบังคับต่างๆ ของธุรกิจ อีกทั้งยังมีกรอบเรื่องเวลาในการออกแบบและติดตั้งที่จะต้องตอบโจทย์เหล่านี้ให้ทันในการทำ Digital Transformation ของลูกค้าด้วย

นอกจากนี้ ในโครงการใหญ่ขนาดนี้ที่ต้องทำงานร่วมกันทั้งฝ่าย IT และ OT (เจ้าหน้าที่ในโรงงาน) การทำ Project Management จึงเป็นประเด็นที่สำคัญมาก ตั้งแต่เรื่องของการสื่อให้ OT เข้าใจว่ากระบวนการการทำงานจะดีขึ้นและปลอดภัยขึ้นได้อย่างไร และจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้ผลลัพธ์เชิงธุรกิจเกิดขึ้นมาได้อย่างไรบ้าง

อีกจุดที่น่าสนใจคือการเลือกใช้ Wi-Fi ในการทำ IoT ที่ถูกเลือกมาเพราะสองประเด็นหลักๆ คือความสามารถในการต่อยอดในอนาคตให้รองรับ Application อื่นๆ ได้มากขึ้น และยังคุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะยาวสูงสุดด้วย ก็เป็นมุมมองที่ถือว่าน่าพิจารณาไม่น้อยทีเดียวสำหรับองค์กรที่กำลังวางแผนทำระบบ IoT ในอนาคต

from:https://www.techtalkthai.com/insee-is-building-digital-connected-plant-with-cisco-and-fujitsu/

[Black Hat Asia 2017] Presenation และ White Paper จากงาน Black Hat Asia 2017 พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้ว

Black Hat อัปโหลด Presentation และ White Paper ของงานประชุม Black Hat Asia 2017 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาขึ้นบนเว็บไซต์เป็นที่เรียบร้อย ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดมาศึกษาได้ฟรี

Black Hat เป็นงานอบรมและประชุมกึ่งวิชาการระดับนานาชาติที่หมุนเวียนผลัดกันจัดที่สหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย โดยที่เพิ่งจัดไปล่าสุด คือ Black Hat Asia 2017 ซึ่งจัดขึ้นที่ Marina Bay Sands ประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 28 – 31 มีนาคม 2017 ที่ผ่านมา โดยรวมเนื้อหาทางด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์หลากหลายแขนงไว้ด้วยกัน แต่จะเน้นที่ Offensive Security และภัยคุกคามแบบใหม่หรือที่น่าสนใจในปัจจุบัน นอกจากนี้ภายในงานยังรวม Vendor ด้านความมั่นคงปลอดภัยจากทั่วโลกมาให้คำแนะนำ พร้อมอัปเดตเทคโนโลยี แนวโน้ม และเทคนิคใหม่ๆ อีกด้วย

ทำความรู้จักงานงานประชุม Black Hat ได้ที่ https://www.techtalkthai.com/review-black-hat-asia-2016/

ล่าสุด ทีมงานจาก Black Hat ได้อัปโหลด Presentation และ White Paper ในส่วนของ Breifings รวมแล้วเกือบ 30 เซสชันขึ้นบนเว็บไซต์ Black Hat Asia 2017 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดมาศึกษาได้ฟรีที่ https://www.blackhat.com/asia-17/briefings.html

ทั้งนี้ทีมงาน TechTalkThai ได้สรุปเซสชัน Keynote และบางเซสชันที่น่าสนใจเป็นภาษาไทยให้เรียบร้อย สามารถคลิกอ่านบทความได้ด้านล่าง

from:https://www.techtalkthai.com/black-hat-asia-2017-presenations-and-white-papers/

Big Data ในประเทศจีน: Open Source ที่เติบโตในวงการโทรคมนาคมและการเงิน

ที่ผ่านมาเรามักได้ยินเรื่องราวการนำ Open Source Software มาใช้งานจากธุรกิจในฝั่งอเมริกาและยุโรปกันเป็นส่วนมาก แต่ในปัจจุบันนี้จีนเองก็เริ่มกลายเป็นตลาดใหญ่ของวงการ Open Source ที่ผันตัวออกมาจากการเป็นเพียงผู้ใช้ ก้าวสู่การเป็นผู้ Contribute เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดคือ Huawei ที่ทำธุรกิจ IT อยู่ในทั้งวงการโทรคมนาคมและ Enterprise ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ได้ลงทุนกับ Open Source และนำ Open Source ออกมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดจริง โดยเฉพาะ Big Data Analytics ที่กลายเป็นหัวใจของธุรกิจโทรคมนาคมและการเงินในทุกวันนี้ไปแล้ว

Big Data สำคัญอย่างไรในประเทศจีน?

จีนเองนั้นก็เหมือนกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกที่ต้องก้าวเข้าสู่ยุคของการทำ Digital Transformation แต่จุดที่น่าสนใจมากของจีนก็คือการที่ประเทศจีนนั้นมีขนาดของประชากรขนาดใหญ่ และมีธุรกิจขนาดใหญ่ในหลากหลายอุตสาหกรรม และมีภาษาของตนเอง รวมถึงยังเป็นตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรง Big Data Analytics จึงเป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นอย่างมากสำหรับจีนในการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาลที่เกิดจากทั้งประชากรและภาคธุรกิจจำนวนมหาศาลเหล่านี้ เพื่อให้แต่ละธุรกิจสามารถแข่งขันกันได้ดียิ่งขึ้นทั้งด้วยการปรับปรุงกระบวนการการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น, การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ไปจนถึงการทำให้การตัดสินใจเชิงธุรกิจดีขึ้น และประเด็นอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้ การมาของเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) เองนั้นก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ ซึ่งจีนเองก็ถือเป็นฐานการผลิตอุปกรณ์ IoT ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และข้อมูลที่จะเกิดขึ้นจากอุปกรณ์ IoT นี้ก็ต้องถูกนำมาวิเคราะห์บน Big Data Analytics Platform อยู่ดี ดังนั้นจึงไม่แปลกใจนักที่จีนจะต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีทางด้าน Big Data Analytics เพื่อรองรับต่อนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นทุกๆ วัน

และเมื่อจีนเองนั้นพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับใช้งานภายในประเทศเองจนสำเร็จแล้ว ก้าวถัดมาของจีนก็คือการออกสู่ตลาดระดับโลก อย่างที่เราได้เห็นข่าวกันบ่อยๆ ในทุกวันนี้นั่นเอง

 

Huawei ร่วม Contribute ใน Apache Hadoop: เป็น Contributor อันดับ 2 ของโครงการในปี 2015

ในการนำ Open Source ไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจของนั้น ทำให้ Huawei มีความท้าทายที่จะต้องต่อยอดเพื่อให้ตอบโจทย์ต่อการนำไปใช้งานในประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดที่มีความเฉพาะตัวสูง ทำให้ภารกิจสำคัญอันหนึ่งของ Huawei นั้นคือการเข้าร่วมพัฒนาในโครงการ Open Source ต่างๆ ให้มีความสามารถที่จำเป็นต่อตลาดจีนเพิ่มขึ้น, แก้ไขปัญหาต่างๆ ที่พบในการนำไปใช้งานจริง และต่อยอดเทคโนโลยี Open Source เหล่านี้ให้สามารถพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่คิดค้นขึ้นมาเอง รวมถึง Contribute Source Code เหล่านี้กลับเข้าไปในโครงการ Open Source ต่างๆ ด้วย จนเมื่อปี 2015 นั้น Huawei ได้กลายเป็น Contributor ทางด้าน Source Code อันดับ 2 ของโครงการ Apache Hadoop อีกทั้งยังได้ Contribute ในโครงการ Open Source อื่นๆ อีกมากมาย และได้บุกตลาดจีนด้วยการนำเทคโนโลยี Big Data Analytics ที่ต่อยอดจากโครงการ Open Source เหล่านี้เองไปใช้ตอบโจทย์ในอุตสาหกรรมต่างๆ ของจีนมากมาย

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาโครงการ Open Source ต่างๆ ของทาง Huawei ได้ที่ https://github.com/Huawei และ http://consumer.huawei.com/en/opensource/index.htm ทันที ซึ่ง Huawei เองนั้นก็ไม่ใช่บริษัทจีนเพียงบริษัทเดียวที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการ Open Source โดยถ้าหากนำชื่อบริษัท IT รายต่างๆ ในจีนไปทำการค้นหา เราก็จะค้นพบโครงการ Open Source จากจีนอีกหลากหลายโครงการเลยทีเดียว

 

รู้จัก Huawei FusionInsight Big Data Platform จาก Huawei สำหรับตอบโจทย์วิเคราะห์ข้อมูลระดับองค์กร

Credit: Huawei

 

Huawei FusionInsight นี้คือระบบ Big Data Software ที่ผสานเทคโนโลยี Hadoop, Spark และ Solr เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการทำการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งในแบบของ Batch และ Real-time Analytics ด้วยการนำ HDFS, HBase, MapReduce, YARN/Zookeeper มาใช้สร้าง Big Data Platform และพัฒนาระบบบริหารจัดการ, ระบบวิเคราะห์ข้อมูล และ API เพิ่มเติมเพื่อให้ระบบ Big Data Analytics นี้สามารถนำไปใช้งานในระดับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดด้วยการ Integrate เข้ากับระบบอื่นๆ ที่มีอยู่แล้วภายในองค์กรได้นั่นเอง

ในแง่ของประสิทธิภาพ Huawei FusionInsight นี้ถูกออกแบบมาให้รองรับประสิทธิภาพขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี โดยจากการทดสอบด้วย Server จำนวน 12 เครื่องที่แต่ละเครื่องใช้ Intel E5-2650 จำนวน 2 ชุด และหน่วยความจำ 128GB ก็มีประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้

Parallel Computing Engine (MapReduce)

  • WordCount: 8GB/minute ต่อเครื่อง
  • Terasort: 6GB/minute ต่อเครื่อง

Parallel Computing Engine (Spark)

  • WordCount: 27GB/minute ต่อเครื่อง
  • Terasort: 6GB/minute ต่อเครื่อง

Hive

  • HiveAggregation: 8GB/minute ต่อเครื่อง
  • HiveJoin: 2GB/minute ต่อเครื่อง

HBase

  • 100% Random Read: 30,000 Records/s ต่อเครื่อง
  • 100% Random Write: 37,000 Records/s ต่อเครื่อง
  • Sequential Scan: 10,000 Records/s ต่อเครื่อง

ไม่เพียงแต่ประเด็นทางด้านประสิทธิภาพเท่านั้น Huawei FusionInsight นี้ยังได้ทำการพัฒนาต่อยอดในส่วนของความทนทาน และความปลอดภัยเอาไว้ด้วยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการใช้งานระดับองค์กร พร้อมเสริมความสามารถทางด้านความง่ายในการใช้งานเพื่อให้องค์กรต่างๆ สามารถเริ่มทำ Big Data Analytics ได้อย่างรวดเร็วที่สุดด้วย Template ตั้งต้นที่พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลเกินกว่า 1 ล้านชนิดได้ทันที

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://e.huawei.com/en/products/cloud-computing-dc/cloud-computing/bigdata/fusioninsight

 

แก้ปัญหาความซับซ้อนในการวิเคราะห์ข้อมูลและขนาดของข้อมูลให้ Shanghai Unicom

บริษัท China United Network Communication Group สาขา Shanghai หรือ Shanghai Unicom นั้นเป็นธุรกิจให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคมขนาดใหญ่ และเริ่มพบกับปัญหา 3 ประการจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจดังนี้

  • การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงธุรกิจจากหลายบริการร่วมกันนั้นสามารถทำได้ยากและใช้เวลานานมาก เพราะมีการจัดเก็บข้อมูลในหลากหลายรูปแบบ บนระบบที่กระจัดกระจาย
  • ระบบ Application ที่มีการใช้งานอยู่นั้นสามารถจัดเก็บข้อมูลได้ในปริมาณที่จำกัด ทำให้ไม่สามารถทำการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาลได้
  • ไม่มีเครื่องมือในการบริหารจัดการการจัดเก็บข้อมูลที่ดี ทำให้มีปัญหาในแง่ของ Data Security ภายในองค์กร

Huawei FusionInsight ได้เข้าไปช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการผนวกรวมข้อมูลทั้งหมดให้กลายเป็น Unified Enterprise-level Big Data Platform ที่จัดเก็บข้อมูลใน Tiered Storage เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และสามารถเพิ่มขยายพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้อย่างอิสระ พร้อมเสริมความสามารถในการบริหารจัดการและการรักษาความปลอดภัยให้แก่ข้อมูลทั้งหมดขององค์กรได้ รวมถึงยังรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้ได้ด้วยความเร็วสูง และเปิดให้พนักงานทั้งหมดในองค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ตนเองมีสิทธิ์เพื่อทำ Data Analytics ได้ด้วยตนเองทันที

ผลลัพธ์นั้นก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะ Shanghai Unicom สามารถรักษาฐานลูกค้า VIP เอาไว้ได้มากขึ้น และทำให้การทำการตลาดนั้นถูกปรับเปลี่ยนไปสำหรับลูกค้าแต่ละรายมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวดเร็วมากขึ้น จากเดิมที่เคยต้องใช้เวลาถึง 1.5 เดือน ลดเหลือเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://e.huawei.com/en/marketing-material/onLineView?MaterialID={AA98CD16-F3B4-47F2-8956-E19EDA470282}

 

ช่วย China Merchants Bank ให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้น 40 เท่าด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล

China Merchants Bank (CMB) นั้นเป็นธนาคารที่ต้องการปรับตัวเพื่อให้สามารถแข่งขันในประเทศจีนได้ดีขึ้น และความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลให้ได้นั้นก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ, การออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า, การวัดคุณภาพของพนักงาน และอื่นๆ อีกมากมาย แต่เทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมนั้นไม่ตอบโจทย์ต่อการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดของธนาคารรวมกันเป็นภาพเดียวได้ เนื่องจากข้อมูลนั้นมีปริมาณมหาศาล และถูกจัดเก็บอยู่ทั้งในรูปของ Structured Data และ Unstructured Data อย่างกระจัดกระจาย

Huawei จึงได้นำเสนอทัั้ง FusionInsight ควบคู่ไปกับบริการที่จะช่วยเร่งให้ธนาคารสามารถใช้งานเทคโนโลยี Big Data Analytics ได้อย่างมีปประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ธนาคารสามารถวิเคราะห์ข้อมูลในทุกๆ ส่วนของธุรกิจได้ในแบบ Real-time ส่งผลให้อัตรา Conversion Rate ในการทำธุรกิจสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 40 เท่า, ความผิดพลาดในการทำนายอนาคตลดลง 50% และทำการตลาดน้อยลงถึง 5 เท่าสำหรับลูกค้าแต่ละราย ในขณะที่การอนุมัติบัตรเครดิตแต่ละใบที่เคยใช้เวลาถึง 2 สัปดาห์ ก็ลดลงมาเหลือเพียง 10 นาทีเท่านั้น

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://e.huawei.com/en/marketing-material/onLineView?MaterialID={C73AE346-80F7-4A9C-867E-438F4E2B982D}

 

ติดต่อทีมงาน Huawei ประเทศไทยได้ทันที

ผู้ที่สนใจในเทคโนโลยี Big Data Analytics จาก Huawei สามารถติดต่อทีมงาน Huawei ประเทศไทยได้ทันทีที่

Huawei Enterprise Business ; Marketing Contact Center

Mobile 095-878-7475 e-mail : Th_enterprise@huawei.com

Follow us on : www.twitter.com/huaweiENT

www.facebook.com/HuaweiEnterpriseThailand

Website : e.huawei.com

from:https://www.techtalkthai.com/big-data-open-source-software-is-now-growing-in-chinese-financial-and-telecommunication-market-by-huawei/

DEPA จับมือ ERT จัดอบรม CompTIA และ Java พร้อมสอบใบรับรองฟรี

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ร่วมกับ The Enterprise Resources Training (ERT) ศูนย์อบรมทางด้าน IT ชื่อดัง จัดโครงการ “การฝึกอบรมและสอบมาตรฐานระดับ Professional หลักสูตร CompTIA และ Oracle” รวม 6 หลักสูตร ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าอบรมและสอบใบรับรองฟรี **

** วางมัดจำล่วงหน้า 3,000 บาท เมื่อสอบผ่านจะได้รับเงินคืนภายใน 1 – 2 สัปดาห์

หลักสูตรที่เปิดอบรมและสอบใบรับรอง ได้แก่

  • CompTIA: Network+, Security+, Project+, Cloud+, Linux+
  • Oracle: Certified Associate Java SE 8 Programmer
Credit: ERT

ลิงค์สำหรับลงทะเบียน CompTIA: Network+
http://bit.ly/2p27cQi

Credit: ERT

ลิงค์สำหรับลงทะเบียน CompTIA: Security+
http://bit.ly/2plmhgN

Credit: ERT

ลิงค์สำหรับลงทะเบียน CompTIA: Project+
http://bit.ly/2ot4QGZ

Credit: ERT

ลิงค์สำหรับลงทะเบียน CompTIA: Cloud+
http://bit.ly/2oaVnIl

Credit: ERT

ลิงค์สำหรับลงทะเบียน CompTIA: Linux+
http://bit.ly/2pKZj2p

Credit: ERT

ลิงค์สำหรับลงทะเบียน Oracle Java SE 8 Programmer I&II
http://bit.ly/2oXTADB

เอกสารประกอบการสมัคร

  • ใบสมัคร
  • สำเนาบัตรประชาชน

เงื่อนไขการอบรม

  • บุคลากรที่มีประสบการณ์ในการทำงานอย่างน้อย 2 ปี
  • ส่งใบสมัครพร้อมเอกสารประกอบการสมัครอย่างครบถ้วน
  • ชำระเงินค่าอบรมและสอบจำนวน 3,000 บาท เมื่อสอบผ่านจะได้รับเงินคืนภายใน 1 – 2 สัปดาห์

สอบถามข้อมูลและลงทะเบียนได้ที่ 02-718-1599 หรืออีเมล training@ert.co.th

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/ERTTrainingCenter/posts/10155222525753550

from:https://www.techtalkthai.com/depa-ert-comptia-and-oracle-training/

5 เคล็ดลับในการทำโครงการ Big Data ในองค์กรให้ประสบความสำเร็จ โดย Cloudera

ทางทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้ฟัง Cloudera มาอัปเดตเทคโนโลยีให้ฟัง และมีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่น่าสนใจ ซึ่งสรุปถึง 5 ปัจจัยที่จะทำให้การทำโครงการ Big Data ภายในองค์กรประสบความสำเร็จ ทางทีมงาน TechTalkThai จึงขออนุญาตนำมาเล่าสู่กันฟังดังนี้ครับ

 

5 เคล็ดลับในการทำ Big Data ให้ประสบความสำเร็จนี้ ทาง Cloudera ได้ข้อสรุปมาจากการสังเกตลูกค้าจากหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก ที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Cloudera ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจนสามารถใช้งานได้จริงและเกิดผลลัพธ์แก่องค์กร ดังต่อไปนี้

 

1. สร้าง Data Driven Culture ให้เกิดขึ้นภายในองค์กร

ประเด็นนี้สำคัญมากที่ทุกคนในองค์กรจะต้องมีข้อมูลในการสนับสนุนการตัดสินใจในประเด็นสำคัญๆ ต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นแผนกใดก็ตาม เพราะเมื่อเริ่มมีพนักงานในแต่ละระดับที่เริ่มต้องการข้อมูลกันมากขึ้นแล้ว ความรู้สึกอยากเรียนรู้ในเทคโนโลยีที่จะช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำมาใช้งานจริงก็จะเกิดขึ้น และการทำโครงการ Big Data ก็จะได้รับแรงสนับสนุนจากพนักงานให้เติบโตอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

จุดหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญก็คือการย้อนกลับมามองว่าปัจจุบัน ในการนำข้อมูลใดๆ ที่มีอยู่มาวิเคราะห์หรือใช้งานนั้นต้องใช้เวลามากน้อยเพียงใด ก็จะเป็นอีกส่วนที่ทำให้องค์กรเห็นถึงศักยภาพในการนำข้อมูลมาใช้งานในปัจจุบันได้อย่างค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว

 

2. พัฒนาทีมและความสามารถที่เหมาะสมต่อการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล

ขั้นถัดมาก็คือการพัฒนาทีมงานที่จำเป็นต่อการจะเป็น Data Driven Company ให้ได้ ทั้งในขั้นตอนของการสร้างข้อมูล, การรวบรวมข้อมูล, การทำความสะอาดข้อมูล, การจัดเก็บข้อมูล, การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล ไปจนถึงการนำข้อมูลไปใช้และส่งต่อ รวมถึงการพัฒนาความสามารถเฉพาะบุคคลในแผนกต่างๆ เพื่อให้สามารถนำข้อมูลไปใช้งานและทำการวิเคราะห์ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการผลักดันจากระดับผู้บริหารที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญมากๆ ว่าทิศทางของโครงการ Big Data นี้จะเป็นไปอย่างไร ในขณะที่บางครั้งองค์กรอาจต้องลงทุนและใช้เวลาค่อนข้างเยอะกับการเริ่มต้นโครงการลักษณะนี้จนกว่าจะมีผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรออกมา ซึ่งประเด็นนี้ก็เป็นสิ่งที่องค์กรต่างๆ ต้องยอมรับให้ได้ เพื่อให้สามารถแข่งขันต่อไปได้ในระยะยาวด้วยข้อมูล

 

3. พัฒนาด้วย Agile/Lean

ระบบ IT และการจัดการข้อมูลแบบเดิมๆ มักใช้เวลานานถึง 2 ปี ใช้เงิน 2 ล้านเหรียญ มีโอกาสพลาด 50% ตามกฎ 2-2-50 แต่ตอนนี้ทุกอย่างเร็วขึ้น และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับข้อมูลหรือการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นก็เป็นขั้นตอนที่ควรทำด้วยหลักการ Agile/Lean เพื่อให้ได้เห็นผลลัพธ์อย่างรวดเร็วที่สุด และจะได้ทำการลองผิดลองถูกกับการนำข้อมูลมาใช้งานในรูปแบบที่แตกต่างกันไป เพื่อให้องค์กรได้มองเห็นแนวทางหรือองค์ความรู้ใหม่ๆ ในการทำธุรกิจได้ตลอดเวลา และเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ เรื่อยๆ

 

4. ทำ DevOps เพื่อสนับสนุนการทำ Big Data

ระบบ Big Data นี้เป็นระบบที่ต้องเติบโตและรองรับความสามารถใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องมีการเพิ่มหรือลดขนาดของระบบอยู่ตลอด ทั้งในส่วนของการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูล ดังนั้นการทำโครงการ Big Data ให้ประสบความสำเร็จนั้น การทำ DevOps เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของ Infrastructure ที่จะเกิดขึ้นตลอดเวลานี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

 

5. ทำ Data Governance ให้เหมาะสม ข้อมูลไหนสำคัญก็ควรควบคุมให้เข้าถึงได้จากวงที่จำกัด

สุดท้ายแล้ว การกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลสำหรับพนักงานแต่ละคนให้ได้นั้นก็ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ที่หากไม่วางแผนให้ดีตั้งแต่แรกก็อาจมีปัญหาในระยะยาวได้ ระบบ Big Data ที่ดีนั้นควรจะคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว, สิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลของพนักงานแต่ละคนหรือแต่ละแผนกที่ควรจะแตกต่างกัน, ความสามารถในการตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าพนักงานคนใดนำข้อมูลใดไปวิเคราะห์หรือใช้งานอย่างไรบ้าง และทำให้มั่นใจด้วยว่าผู้ดูแลระบบ IT นั้นจะไม่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ จนมากเกินไป

from:https://www.techtalkthai.com/5-tips-to-succeed-in-big-data-project-implementation-by-cloudera/