คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED_POSTS

เดลต้า UPS เทคโนโลยีสุดล้ำ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจสำคัญระดับโลก ในการแข่งขันบอลโลก ณ ประเทศรัสเซีย

มอสโก รัสเซีย6 มิถุนายน 2561 เดลต้า ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการจัดการพลังงาน ในวันนี้ประกาศถึงความสำเร็จและการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ของระบบสำรองไฟฟ้าเดลต้า (UPS) ในประเทศรัสเซีย  ด้วยเดลต้าได้ดำเนินการติดตั้งในสนามฟุตบอลทั้งห้าแห่งมาก่อน ในวันนี้สนามฟุตบอลแห่งนี้ได้รับเลือกให้เป็นสนามสำหรับจัดงานแข่งขันบอลโลกในปีนี้ด้วยกำลังไฟฟ้ามากกว่าสามเมกะวัตต์ (MW) ของระบบ UPS ของเดลต้า ทำให้สามารถมั่นใจได้ว่าการจ่ายพลังงานเสียงให้แก่สนามฟุตบอลรวมถึงระบบไฟฉุกเฉิน ระบบกระจายเสียงและการรับส่งข้อมูล เช่นเดียวกับระบบรักษาความปลอดภัยในสนามกีฬาเหล่านี้ได้อย่างราบรื่น ภาครัฐและภาคเอกชนในรัสเซียต่างใช้งานระบบสำรองไฟฟ้าจากเดลต้า และด้วยคุณสมบัติด้านเทคโนโลยีที่เหนือกว่า เช่น ประสิทธิภาพการแปลงไฟชั้นนำสูงถึงร้อยละ  96 ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เดลต้าประสบความสำเร็จในวันนี้

 

Credit: Delta

 

นายวิคเตอร์ เจิ้ง รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปฝ่ายธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICTBG) กล่าวว่า “เดลต้าขอแสดงความยินดีกับรัสเซียในฐานะที่ได้รับเกียรติเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในครั้งนี้ เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ระบบสำรองไฟฟ้าของเราเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนระบบโครงสร้างพื้นฐาน ที่นำความตื่นเต้น ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่ออำนวยความสะดวกในการเป็นเจ้าภาพงานกีฬาที่ยิ่งใหญ่ รวมถึงสนามกีฬาทั้งห้าแห่งที่จะต้อนรับแฟนบอลจากทั่วทุกมุมโลกในช่วงการแข่งขันกีฬาอันยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกครั้งนี้”

นายเมรัต เฟรุชิน ผู้อำนวยการทั่วไปของเดลต้า  ประจำประเทศรัสเซียและเครือรัฐเอกราช กล่าวว่า “ระบบสำรองไฟฟ้าของเดลต้าและการบริการระดับมืออาชีพจากพาร์ทเนอร์ของเรา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการดำเนินงานของดาต้า เซ็นเตอร์ ได้อย่างมีเสถียรภาพ รวมถึงภารกิจสำคัญอื่นๆ ทั้งในหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน ห้างสรรพสินค้า บริษัทด้านเภสัชกรรมและมหาวิทยาลัยต่างๆ”

ภายในสนามฟุตบอลทั้งห้าแห่งที่กล่าวมา กว่า 1.2 เมกะวัตต์ของระบบสำรองไฟฟ้าของเดลต้า ช่วยรองรับสนามฟุตบอลและไฟฉุกเฉิน มากกว่า 1.5 เมกะวัตต์ช่วยปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น พื้นที่แสดงไฟทั่วไป และระบบป้องกันอัคคีภัย และโดยประมาณ 300 กิโลวัตต์ช่วยสนับสนุนการเฝ้าระวังและอุปกรณ์ส่งข้อมูล ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • สองสนามฟุตบอล ใช้ระบบสำรองไฟฟ้า สามเฟส แบบ monoblock รุ่น Ultron DPS ซีรี่ส์ จากเดลต้า ที่มาพร้อมกำลังไฟสูงสุด 500 kVA ในแต่ละรุ่น รวมถึง HPH ซีรีส์ ด้วยโครงสร้างพลังงานที่ยืดยุ่นและปรับเพิ่ม-ลดขนาดได้ด้วยกำลังไฟตั้งแต่ 20kVA ถึง 120kVA พร้อมการสำรองไฟฟ้าแบบยืดหยุ่นสำหรับแอปพลิเคชันต่างๆ รวมถึงระบบป้องกันอัคคีภัย เครื่องดับเพลิงอัตโนมัติ สัญญาณแจ้งเตือน และอีกมากมาย
  • สำหรับสนามอื่นๆ ใช้ระบบสำรองไฟฟ้าสามเฟส แบบ monoblock รุ่น Ultron DPS ซีรี่ส์ กำลังไฟ 400kVA สำหรับแต่ละเครื่อง รวมถึง HPH ซีรี่ส์ ด้วยกำลังไฟสูงสุดถึง 120kVA สำหรับรองรับเสาอากาศในสนามฟุตบอล ระบบไฟในพื้นที่ส่วนกลางและไฟฉุกเฉิน
  • ระบบสำรองไฟฟ้าจากเดลต้าที่ได้ติดตั้งในสนามฟุตบอลทั้งห้าแห่งนี้รวมถึง HPH ซีรีส์ สามารถยืดหยุ่นและปรับเพิ่ม-ลด กำลังไฟขนาด 20kVA และ 40kVA เพื่อให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยระบบเหล่านี้ให้บริการกำลังไฟฟ้า ระบบแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉิน และโครงสร้างพื้นฐานในการป้องกันอัคคีภัย
  • ระบบสำรองไฟฟ้าแบบ 1 เฟสจากเดลต้า Amplon RT ซีรีส์ มาพร้อมกำลังไฟขนาดตั้งแต่ 1kVA ถึง 10kVA สนับสนุนเครือข่ายการสื่อสาร ฐานข้อมูล และอุปกรณ์สำนักงานส่วนใหญ่ในสนามฟุตบอลทั้งห้าแห่ง

พันธกิจสำคัญของเดลต้าในด้านโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ (MCISBU) คือการให้บริการลูกค้าระบบสำรองไฟฟ้าระดับสากล รวมถึงโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานดาต้า เซ็นเตอร์ที่ได้รับการบูรณาการแบบสมบูรณ์ ได้แก่ การจัดการพลังงาน ระบบปรับอากาศและทำความเย็น ระบบการบริหารจัดการห้องดาต้า เซ็นเตอร์และอื่นๆ เพื่อให้เป็นห้องดาต้า เซ็นเตอร์ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โซลูชั่นเหล่านี้ยังขยายการเข้าถึงและเติบโตอย่างต่อเนื่องในทวีปยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา อย่างเช่น Atos บริษัทสัญชาติสเปน ผู้นำระดับโลกด้านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ได้ใช้โซลูชั่นระบบสำรองไฟฟ้าของเดลต้าเพื่อปกป้องดาต้า เซ็นเตอร์ นอกจากนี้ เดลต้ายังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้แก่บริษัทเว็บโฮสติ้งในกรุงเบอลินที่มีการให้บริการเว็บไซต์ช้อปปิ้งขนาดใหญ่ในเยอรมันด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐานสำรองไฟฟ้าแบบโมดูลาร์ ระบบปรับอากาศและทำความเย็น RowCool แบบประหยัดพลังงาน และระบบตู้ควบคุมไฟฟ้า เพื่อสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เดลต้ายังเป็นผู้ให้บริการพลังงานเบื้องหลังของร้านอาหารจานด่วนในประเทศฝรั่งเศสและแบรนด์รถยนต์ชั้นนำในประเทศเยอรมันอีกด้วย

ระบบสำรองไฟฟ้า Monoblock Ultron DPS ซีรีส์ ขนาด 160-500kVA จากเดลต้า ใช้ไฟสามเฟส ในการแปลงเป็นระบบแปลงไฟสองชั้น ร่วมกับเทคโนโลยี IGBT Rectifier เพื่อทำให้ประสิทธิภาพ AC-AC สูงถึงร้อยละ 96 ด้วยการป้องกันพลังงานที่ดีที่สุด พร้อมพลังงานต้นแบบและประหยัดค่าใช้จ่าย สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการใช้ระบบสำรองไฟฟ้า monoblock Ultron HPH ซีรีส์ จากเดลต้า ซึ่งสามารถขยายกำลังไฟฟ้าตั้งแต่ 20kVA ถึง 120kVA ด้วยกำลังไฟเต็มพิกัด (กิโลโวลต์แอมแปร์ = กิโลวัตต์) และประสิทธิภาพของ AC-AC ที่เพิ่มสูงถึงร้อยละ 95 ระบบสำรองไฟฟ้า Amplon RT ซีรีส์ ที่มีกำลังไฟฟ้าถึง 10 kVA การสำรองไฟแบบขนาน 1+1 ค่าประสิทธิภาพกำลังไฟฟ้าที่สูงกว่า 0.99 และ iTHD ที่น้อยกว่าร้อยละ 5 ในระดับต่ำ โดยคุณลักษณะเหล่านี้สามารถป้องกันการใช้พลังงานได้อย่างสมบูรณ์สำหรับเซิร์ฟเวอร์ที่ต้องใช้กำลังไฟสูง อุปกรณ์เครือข่าย และดาต้า เซ็นเตอร์ทั้งหมด

 

สนใจผลิตภัณฑ์ ติดต่อ Delta Electronics (Thailand) PCL ได้โดยตรง

สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ UPS หรือโซลูชันอื่นๆ ทางด้าน Data Center, ระบบพลังงานไฟฟ้า, ระบบ Automation ภายในโรงงานและอาคาร หรือโซลูชันอื่นๆ ทางด้าน IT และพาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ โดยอยากสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม, ต้องการทดสอบสินค้า หรือต้องการใบเสนอราคาสินค้า สามารถติดต่อทีมงาน Delta Electronics Thailand ได้โดยตรงที่ Email: products_info@deltathailand.com หรือโทร 02-709 2800 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ Delta Electronics (Thailand) ได้ที่ http://www.deltathailand.com หรือสามารถตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์ UPS ตระกูลต่างๆ ของ Delta ได้ดังนี้

from:https://www.techtalkthai.com/delta-ups-in-russian-football-stadiums/

Advertisements

Sponsored Webinar: Epicor Mobile in Manufacturing and Supply Chain โดย Epicor

Epicor ขอเรียนเชิญเหล่าผู้จัดการโรงงาน, วิศวกรโรงงาน และฝ่าย IT ในธุรกิจด้านการผลิตและโรงงาน เข้าร่วมฟัง TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “Epicor Mobile in Manufacturing and Supply Chain โดย Epicor” เพื่อเรียนรู้ถึงการประยุกต์ใช้งานระบบ ERP บนอุปกรณ์ Smartphone ในสายการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจการผลิตและโรงงาน ในวันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน 2018 เวลา 14.00 – 15.30 โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

 

 

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Epicor Mobile in Manufacturing and Supply Chain: Epicor ERP wherever you need it โดย Epicor
ผู้บรรยาย: คุณ Rattina Buranaosot, Business Solution Consultant, Epicor
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน 2018 เวลา 14.00 – 15.30
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

 

อุปกรณ์พกพาอย่างเช่น Smartphone, Tablet หรือ Industrial Notebook นั้นได้เริ่มเข้าไปมีบทบาทในสายการผลิตและการขนส่งของธุรกิจโรงงาน การผลิต และ Supply Chain มากขึ้นเรื่อยๆ และประเด็นนี้ก็เป็นอีกสิ่งที่ธุรกิจในอุตสาหกรรมดังกล่าวต้องเริ่มศึกษา เพื่อให้การนำเทคโนโลยีมาใช้งานนั้นเป็นไปได้อย่างราบรื่น และสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ

ใน Webinar ครั้งนี้ทาง Epicor ผู้เชี่ยวชาญระบบ Software สำหรับการบริหารจัดการธุรกิจการผลิตและโรงงานโดยเฉพาะ จะมาถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์การนำอุปกรณ์ Smartphone มาใช้ในสายการผลิตและกระบวนการต่างๆ ภายในโรงงาน เพื่อนำเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเล่าถึงสิ่งที่โรงงานต้องทำการปรับเปลี่ยนเพื่อเปิดรับต่อเทคโนโลยีใหม่ในอนาค

 

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_ZPA1rb5bQDmz1RYtxCoqgg โดยทีมงาน TechTalkThai ขอสงวนสิทธิ์ในการสุ่มเลือกผู้เข้าร่วม TechTalk Webinar จำนวน 100 ท่านในวันพุธที่ 28 มิถุนายน 2018 นะครับ

from:https://www.techtalkthai.com/sponsored-webinar-epicor-mobile-in-manufacturing-and-supply-chain-by-epicor/

แนะนำโซลูชันด้าน Security สำหรับ Enterprise ของ Kaspersky Lab

ถ้าพูดถึงซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัส หลายๆ คนคงรู้จักชื่อแคสเปอร์สกี้ แลป (Kaspersky Lab) เป็นอย่างดี หรือสำหรับการใช้งานระดับองค์กร โซลูชัน Endpoint Security ของแคสเปอร์สกี้ แลปก็เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ อย่างไรก็ตามแคสเปอร์สกี้ แลปไม่ได้ให้บริการเพียงแค่โซลูชันสำหรับปกป้องอุปกรณ์ Endpoint เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีโซลูชันอื่นสำหรับ Enterprise อีกมาก ไม่ว่าจะเป็น Hybrid Cloud Security, Advanced Threat Protection, Fraud Detection หรือ IoT Security ซึ่งบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักโซลูชันเหล่านี้กันครับ

** ดาวน์โหลดเอกสารแนะนำโซลูชันสำหรับองค์กรจากแคสเปอร์สกี้ แลป ฉบับภาษาไทยได้ที่นี่

ทำความรู้จักแคสเปอร์สกี้ แลปในมุมมองระดับ Enterprise ก่อน

แคสเปอร์สกี้ แลปก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1997 โดยผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยนามว่า Eugene Kaspersky โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการนวัตกรรมด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับบุคคลทั่วไปและองค์กร ปัจจุบันมีพนักงานผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มากกว่า 3,900 คนให้บริการใน 5 ภูมิภาค ครอบคลุมกว่า 200 ประเทศทั่วโลก

แคสเปอร์สกี้ แลปเป็น 1 ใน 4 ผู้ให้บริการโซลูชัน Endpoint Security ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยของแคสเปอร์สกี้ แลปผ่านการรีวิว ทดสอบ และได้รับการรับรองจากสถาบันวิจัยอิสระ เช่น AV-TEST, AV-Comparatives, Virus Bulletin, NSS Labs และอื่นๆ มากที่สุด นอกจากนี้แคสเปอร์สกี้ แลปยังได้รับรางวัล Platinum Award จาก Gartner Peer Insights Customers’ Choice ในปี 2017 อีกด้วย ซึ่งรางวัลนี้จะถูกมอบให้กับ Vendor ที่ผ่านการรีวิวจากการใช้งานจริงของผู้ใช้ และมีคะแนนการใช้งานสูงสุด

Global Research & Analysis Team เบื้องหลังความสำเร็จของ Kaspersky Lab

หัวใจสำคัญที่ทำให้โซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยของ Kaspersky Lab เป็นที่ยอมรับจากองค์กรชั้นนำทั่วโลก คือ การมี Threat Intelligence ที่แข็งแกร่ง ทีมนักวิจัยที่อยู่เบื้องหลังการสร้าง Threat Intelligence นี้คือ Global Research & Analysis Team (GReAT) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2018 โดยมีเป้าหมายเพื่อค้นหาและวิเคราะห์การโจมตีแบบ APT, แคมเปญการจารกรรมข้อมูลไซเบอร์, มัลแวร์, Ransomware และแนวโน้มของอาชญากรรมไซเบอร์จากทั่วโลก เพื่อให้มั่นใจว่าทีมงานสามารถรู้เท่าทันภัยคุกคามและเทคนิคการโจมตีสมัยใหม่ รวมไปถึงสามารถพัฒนานวัตกรรมสำหรับรับมือการภัยคุกคามเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันนี้ GReAT ได้รวมนักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นยุโรป รัสเซีย อเมริกา เอเชีย หรือตะวันออกกลาง มาไว้มากกว่า 40 คน สามารถตรวจจับมัลแวร์ได้มากกว่า 360,000 รายการต่อวัน และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการค้นพบแคมเปญการจารกรรมข้อมูลไซเบอร์และภัยคุกคามระดับสูงในปัจจุบันอีกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น Flame, Gauss, miniFlame, RedOctober, NetTraveler, Icefog, Careto/The Mask, Darkhotel, Regin, Cloud Atlas, Carbanak, Equation, Duqu 2.0, Metel, Adwind, ProjectSauron, Sofacy (Fancy Bear), CozyDuke (Cozy Bear), Turla, Lazarus, ExPetr, ShadowPad, WhiteBear และอื่นๆ

แนะนำ 6 โซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับ Enterprise

แคสเปอร์สกี้ แลปให้บริการผลิตภัณฑ์และโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยตั้งแต่การใช้งานตามบ้าน ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม จนถึงตอนนี้มีลูกค้าระดับองค์กรมากกว่า 270,000 ราย และมีผู้ใช้ที่ได้รับการปกป้องด้วยเทคโนโลยีของแคสเปอร์สกี้ แลปมากกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก โซลูชันสำหรับ Enterprise ของ Kaspersky แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่

Threat Management and Defense

โซลูชันสำหรับป้องกันภัยคุกคามระดับสูงและลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งผสานรวมเทคนิค Machine Learning, Big Data/Threat Intelligence และ Expert Analysis สำหรับตรวจจับภัยคุกคาม วิเคราะห์เหตุการณ์ ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ผิดปกติ และปกป้องระบบเครือข่ายเชิงรุก เพื่อลดความเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรรมไซเบอร์ให้เหลือน้อยที่สุด

Threat Management and Defense เป็นโซลูชัน Threat Intelligence ที่ได้รับการสนับสนุนโดยทีมนักวิจัย GReAT เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่โซลูชันอื่นๆ ของแคสเปอร์สกี้ แลป ได้แก่ Anti Targeted Attack Platform, Endpoint Detection and Response และ Cybersecurity Services

Hybrid Cloud Security

โซลูชันสำหรับปกป้องและเฝ้าระวังการใช้งานภายใต้สภาวะแวดล้อมแบบ Cloud ทั้ง Private, Public และ Hybrid Cloud ไม่ว่าจะเป็น Physical Servers, VDI, Storage Systems หรือ Workload บน AWS และ Microsoft Azure จากมัลแวร์และภัยคุกคามประเภทต่างๆ รวมไปถึงสนับสนุนการออกแบบสถาปัตยกรรมของระบบภายใต้โมเดลแบบ Zero-trust เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัย

Endpoint Security

แพลตฟอร์มสำหรับปกป้องอุปกรณ์ปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์ พีซี โน๊ตบุ๊ก แท็บเล็ต หรือสมาร์ตโฟน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การตรวจจับ ป้องกัน และตอบสนองต่อภัยคุกคามทุกรูปแบบรวมไปถึง Targeted Attacks และ Advanced Persistent Threats (APTs) นอกจากนี้ยังผสานรวมเทคโนโลยี Advanced Behavior Detection ซึ่งใช้เทคนิค Machine Learning ในการตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติ เพื่อกักกันความเสียหายก่อนที่จะแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของระบบ

Fraud Prevention

โซลูชันที่ผสานรวมเทคโนโลยีระดับสูงสำหรับตรวจจับการหลอกลวง ต้มตุ๋น และการกระทำไม่พึงประสงค์บนระบบเครือข่ายขององค์กร เช่น การแฮ็กบัญชีผู้ใช้ การฟอกเงิน พฤติกรรมที่ผิดปกติ มัลแวร์ โดยใช้เทคนิคการตรวจสอบและวิเคราะห์อัตลักษณ์ พฤติกรรมผู้ใช้ อุปกรณ์ และอื่นๆ นอกจากนี้ยังให้บริการ Fraud Intelligence เพื่อให้เข้าใจถึงพฤติกรรมเชิงลึกของแก๊งต้มตุ๋นสำหรับวางแผนป้องกันเชิงรุกอีกด้วย

Industrial Cybersecurity

Kaspersky Industrial Cybersecurity เป็นโซลูชันที่ถูกออกแบบมาสำหรับปกป้อง SCADA Servers, HMI, Engineering Workstations, PLCs และระบบเครือข่ายของอุตสาหรรมและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศโดยเฉพาะ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานและกระบวนการใดๆ ของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ Kaspersky Lab ยังมีทีม ICS Cyber Emergency Response Team สำหรับเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับระบบ ICS โดยเฉพาะอีกด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอุตสาหกรรมสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีหยุดชะงัก

Internet of Things and Embedded Security

ให้บริการ KasperskyOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ถูกออกแบบมาอย่างมั่นคงปลอดภัยสำหรับการใช้งาน Internet of Things โดยเฉพาะ ช่วยปกป้องข้อมูลสำคัญ เช่น กุญแจที่ใช้เข้ารหัส จากการเข้าถึงโดยมิชอบ และการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเฟิร์มแวร์โดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ยังให้บริการเครื่องมือสำหรับปกป้องซอฟต์แวร์และชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อกับระบบทั้งหมดจากช่องโหว่และการโจมตีไซเบอร์แบบต่างๆ

โปร่งใสในการให้บริการด้วย Global Transparency Initiative

หลังจากที่ถูกสหรัฐฯ กล่าวหาว่าบริษัทมีส่วนได้ส่วนเสียกับรัฐบาลรัสเซียแคสเปอร์สกี้ แลปจึงได้เริ่มแผนยุทธศาสตร์ Global Transparency Initiative ในเดือนตุลาคม 2017 เพื่อยืนยันความโปร่งใสในการให้บริการและเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า พาร์ทเนอร์ และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเปิดให้ผู้ที่ต้องการสามารถเข้ามาตรวจสอบ Source Code, กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์, มาตรการควบคุม และการดำเนินงานเชิงธุรกิจต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ได้ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้บริการ

ล่าสุดแคสเปอร์สกี้ แลปเตรียมสร้าง “Transparency Center” ในเมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะรวมเซิร์ฟเวอร์ที่เก็บข้อมูลลูกค้าของแคสเปอร์สกี้ แลปทั่วโลกเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ รวมไปถึงสายการผลิตซอฟต์แวร์ที่แคสเปอร์สกี้ แลปใช้สำหรับประกอบและจัดการผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของตน แทนที่จะดำเนินการภายในประเทศรัสเซียเพียงอย่างเดียว เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการให้บริการ คาดว่า Transparency Center แห่งนี้จะแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2018 นี้ และจะเริ่มย้ายข้อมูลลูกค้าและสายการผลิตซอฟต์แวร์จากประเทศรัสเซียมายัง Transparency Center ภายในปี 2019

** ดาวน์โหลดเอกสารแนะนำโซลูชันสำหรับองค์กรจากแคสเปอร์สกี้ แลป ฉบับภาษาไทยได้ที่นี่

from:https://www.techtalkthai.com/solutions-for-enterprises-by-kaspersky-lab/

โซลูชัน IoT Multi-cloud และ Hybrid-Cloud จาก Cisco ในงาน Cisco Live 2018

ทางทีมงาน TechTalkThai ได้รับเกียรติจากทาง Cisco ประเทศไทยให้เดินทางไปร่วมงาน Cisco Live 2018 ณ ออแลนโด้ รัฐฟอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 10-14 มิถุนายน 2018 ที่ผ่านมา เรามีโอกาสเข้าชมห้องแสดงนิทรรศการ World Solution ที่น่าสนใจจาก Cisco ในงานนี้ด้วย โดยสิ่งที่โดดเด่นเลยคือ โซลูชัน Multi-cloud, Hybrid-cloud และ IoT นั่นเองจึงเสนอให้ทุกท่านได้ชมกัน

Multi-cloud

เป็นที่ทราบกันดีว่าตอนนี้เรามี Public Cloud หลายเจ้าแล้วแต่ประเด็นคือว่าการจะใช้งานเจ้าใดเจ้าหนึ่งให้แตกฉานนั้นเป็นเรื่องยุ่งยากมากซึ่งกว่าจะทำได้ก็ต้องศึกษานาน เมื่ออยากจะเปลี่ยนเจ้าก็แทบจะต้องศึกษาใหม่วุ่นวายอีกทีเดียวทาง Cisco ทราบข้อนี้ดีจึงมีโซลูชันนี้ขึ้นมา เมื่อเราได้ไปถามทีมงานก็สาธิตการ Deploy ติดตั้งการทำงานอย่างไม่รอช้าเลย

โดย Cloud ที่รองรับได้มีเจ้าใหญ่ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น Azure Google Openstack AWS มากันครบทีเดียว การทำงานก็คือตัว Cisco จะไปคุยกับบริการจาก Public Cloud ให้เราแทนผ่าน API ดังนั้นไม่ว่าเราจะอยากขึ้น Cloud เจ้าไหนหรือย้ายไปเจ้าไหนก็ทำได้ง่ายๆ  เริ่มต้นคือทำการเลือกโปรไฟล์ตามแอปพลิเคชันที่เราสนใจ อีกทั้งยัง Customize ได้หมดเพราะทีมงานบอกว่าเอาอิมเมจไฟล์มาเพิ่มเองได้ ตามภาพด้านล่างรองรับได้เยอะมาก

ตามภาพด้านบนหลังจากที่ผู้ใช้งานสร้างโปรไฟล์เสร็จแล้ว (กรอกข้อมูลชื่อโปรไฟล์ รายละเอียดพื้นฐาน) ก็จะเข้ามาหน้า Graph เพื่อนิยามขั้นตอนการทำงานอย่างในภาพก็จะเป็น Proxy -> Web Server -> และ MySQL จะสังเกตเห็นได้ว่า Resource ของ VM จะปรากฏอยู่ด้านขวาและสามารถปรับแต่งได้ครอบคลุมไปถึงพารามิเตอร์ถึงไฟล์วอลด้วยเลยทีเดียวจบ เมื่อเลือกเสร็จกดอิีก 2-3 ครั้งเป็นอันสำเร็จ สรุปแล้วจากการสาธิตเบื้องต้นเราสามารถจบการสร้าง VM ที่มีบริการต่างๆ ที่เราสนใจได้เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ผู้ที่สนใจโซลูชันนี่สามารถติดตามเพิ่มเติมเชิงลึกได้ที่นี่ เพราะบอกได้เลยว่านี่คือส่วนเดียวในโซลูชัน Multi-cloud ที่ Cisco นำมาแสดงเท่านั้นยังไม่นับรวมบริการเชื่อมต่อและความมั่นคงปลอดภัยสำหรับ Multi-cloud รวมไปถึงบริการเพื่อการติดตามการทำงานของทรัพยากรของผู้ใช้งาน

Hybrid-Cloud

Cisco-Hybrid-Cloud-Google

เป็นประเด็นใหญ่ในงานนี้มากคือ Cisco ดันเรื่องการทำ Hybrid-cloud กับ Google มาเพื่อตอบโจทย์ของนักพัฒนา โดยข้อดีคือลูกค้าใช้งานข้อมูลอยู่ภายในและสร้างการเชื่อมต่อไปรันตัว Application บน Google Cloud โดยหลักการก็คือใช้ Infrastructure พื้นฐานของ Cisco อย่าง Hyperflex เพื่อติดตั้งและจัดการ Container อย่าง Kubernetes และผสานกับบริการจาก Google Cloud ช่วยให้ผู้ใช้สามารถตั้งค่าแอปพลิเคชันในจากระยะไกลโดยไม่ต้องรู้วิธีการบริหารจัดการเบื้องหลัง

อีกทั้งล็อกอินจาก On-premise ที่เดียวก็ไปยัง Cloud ได้ทันที นอกจากนี้ยังช่วยลดเรื่องเวลาในการ Deploy อีกด้วย ผู้สนใจสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ Google Blog หรือ Cisco Blog อย่างไรก็ตาม Cisco ไม่ได้มีโซลูชัน Hybrid กับแค่ Google เพราะยังมีกับทาง Azure โดยใช้ UCS มาลงเป็น Azure Stack ที่ On-premise ได้เป็นต้น

IoT

Cisco Industrial grade support IoT

อีกเรื่องของ Cisco ที่นำเสนอจริงจังมากเช่นกันเพราะมาแบบจัดหนักและจัดเต็ม เรียกได้ว่ามีอุปกรณ์ตอบโจทย์ในเกือบทุกชั้นของ IoT เลยทีเดียว ภาพด้านบน Cisco มีอุปกรณ์เพื่อจัดหาการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ปลายทาง เช่น Switch หรือ Router ในภาคอุตสาหกรรมซึ่งทนทานกว่าในสำนักงานที่เราเห็นกันตามปกติ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีโปรโตคอลเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ปลายทางในภาคอุตสาหกรรมได้

Cisco ได้มีส่วนประกอบตั้งแต่เลเยอร์การทำงานและบริหารจัดการข้อมูลอย่างใกล้ชิดกับ Sensor Node ด้วยการนำซอฟต์แวร์ Kenetic มาลงที่อุปกรณ์ Connectivity ได้ (Fog Computing) ก่อนส่งข้อมูลไปประมวลผลที่แอปพลิเคชันบน Cloud พร้อมทั้งยังมี Security ครบครันอย่าง Umbrella หรือโซลูชันอื่นๆ ด้วยลองดูภาพด้านล่างจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นกรณีใดของ IoT ก็รองรับได้หมด

Cisco connectivity layer for IoT

Cisco ไม่ได้มองข้ามเรื่อง Security แต่อย่างใดเพราะภาพด้านล่างได้นำเสนอ Best Practice ที่แนะนำให้ทำในโรงงานคือมีการแบ่ง Tier ของ Firewall ตามลำดับชั้นเพื่อคัดกรองการโจมตีออกไปถึง Core ในห้อง Datacenter สู่การออกอินเทอร์เน็ต สังเกตได้ว่า Firewall ในระดับอุตสาหกรรมทาง Cisco ก็พร้อมเหมือนกัน อย่างไรก็ตามถ้าสนใจเพิ่มเติมสามารถติดตามข้อมูลใน ที่นี่ เพราะที่นำมาแสดงยังเป็นแค่ภาพหนึ่งของโซลูชัน IoT จาก Cisco เท่านั้น

Cisco IoT Security Best Practice
ผู้สนใจโซลูชันเหล่านี้สามารถติดต่อทีมงาน Cisco Thailand ได้ที่ th_assistance@cisco.com หรือโทร 02-263-7016 หรือผ่านตัวแทนจำหน่ายของ Cisco เพื่อนำโซลูชันไปนำเสนอ

from:https://www.techtalkthai.com/iot-multi-and-hybrid-cloud-solutions-from-cisco-live-2018-world-solution-hall/

Netka ชูประเด็นเพิ่มศักยภาพงานด้าน IT ภายในองค์กรให้แข่งขันได้ในยุค Digital Transformation

ในงานสัมมนา Thai IT Infrastructure Day 2018 by TechTalkThai ทาง Netka ผู้ผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบ IT Infrastructure Management และ IT Service Management สัญชาติไทยที่ก้าวไกลเติบโตไปในระดับโลก ได้ร่วมสนับสนุนงานสัมมนาพร้อมอัปเดตเทคโนโลยีสำหรับการดูแลรักษาระบบ IT สัญชาติไทยที่ดังไกลไปถึงทั่วโลก ทางทีมงาน TechTalkThai จึงขอนำเนื้อหามาสรุปให้ผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกันดังนี้

 

แนวโน้มของ Digital Transformation ทำให้แผนก IT ภายในองค์กรยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

 

Credit: ShutterStock.com

 

Netka ได้ชูประเด็นว่าด้วยแนวโน้มของการที่เหล่าองค์กรจะมุ่งไปสู่การทำ Digital Transformation กันมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้กลายเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ ดังนั้นการลงทุนด้านระบบ IT ของเหล่าธุรกิจองค์กรนั้นจะต้องเติบโตมากยิ่งขึ้นแน่ๆ และ IT จะไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบหลังบ้านสำหรับหลายๆ ธุรกิจอีกต่อไป แต่จะกลายมาเป็นระบบหน้าบ้านที่ผู้ใช้งานต้องมีปฏิสัมพันธ์ด้วยโดยตรงกันมากขึ้น ไม่ว่าจะในรูปแบบของผลิตภัณฑ์หรือบริการก็ตาม ทำให้ระบบ IT นั้นจะมีความสำคัญสูงยิ่งกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก

เทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทโดดเด่นในการทำ Digital Transformation นี้ก็ได้แก่ Artificial Intelligence (AI), Big Data Analytics, Machine Learning และ Deep Learning ซึ่งเหล่าองค์กรนั้นก็สามารถเลือกได้ทั้งการใช้บริการ AI ที่อยู่บน Cloud ซึ่งค่อนข้างจะมีความสำเร็จรูปพร้อมใช้งาน หรือการลงทุนระบบ Data Center และ Internet of Things (IoT) เพื่อรองรับการทำ AI ที่ศูนย์กลาง, การทำ Edge Computing ไปจนถึงการประมวลผล AI ที่ระดับของอุปกรณ์ IoT เลยก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งการประมวลผลและระบบเครือข่ายที่เสถียรนั้นต่างก็มีความสำคัญต่อระบบเหล่านี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย

อย่างไรก็ดี การทำ Digital Transformation นั้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของแค่การพัฒนา Software หรือนำ Solution ทางด้าน IT เข้ามาใช้ปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงธุรกิจและวิธีการทำงาน แต่การดูแลระบบ IT เหล่านั้นให้สามารถทำงานได้อย่างทนทานและไม่มี Downtime เองเลยก็ถือเป็นอีกโจทย์ที่ท้าทายสำหรับเหล่าองค์กร เพราะทุกๆ ปัญหาหรือการล่มนั้น คือสิ่งที่จะสะท้อนไปยังเหล่าลูกค้าและพนักงานทั้งองค์กรโดยตรง ส่งผลออกมาทั้งในแง่ของรายรับและประสบการณ์ของเหล่าลูกค้าหรือพนักงาน ไปจนถึงภาพลักษณ์ของธุรกิจองค์กรเลยทีเดียว

Netka ในฐานะของผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ IT Infrastructure Management และ IT Service Management จึงได้เล็งเห็นความสำคัญในประเด็นเหล่านี้ และอยากจะร่วมเป็นแรงผลักดันหนึ่งที่ทำให้เหล่าธุรกิจไทยประสบความสำเร็จในการทำ Digital Transformation ทั้งสำหรับตลาดในประเทศไทยและตลาดระดับโลก จึงได้นำเทคโนโลยีทางด้าน IT Monitoring และ IT Service Management ซึ่งเดิมทีเป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาสำหรับการใช้งานในระดับ Internet Service Provider, ธุรกิจ Data Center และระบบเครือข่ายในระดับประเทศหรือระดับภูมิภาค มาปรับแต่งเพื่อให้เหมาะสมต่อการนำมาใช้งานในระดับองค์กร รองรับต่อระบบ IT ที่จะเพิ่มขยาย, มีความซับซ้อนที่สูงขึ้น และมีความสำคัญที่สูงขึ้นในธุรกิจหลังการทำ Digital Transformation นั่นเอง

 

Netka ฟังเสียงตอบรับจากลูกค้า สร้างนวัตกรรมใหม่ตอบโจทย์ธุรกิจองค์กร

 

 

หนึ่งในจุดเด่นที่เป็นประเด็นน่าสนใจของผลิตภัณฑ์จาก Netka นั้นก็คือ ความสามารถในการ Integrated ซอฟต์แวร์ของตนเองเข้ากับระบบอื่นๆ ด้วยแนวคิด Customer-Centric ในแบบง่ายๆ ว่า อะไรก็ตามที่เกาะที่เน็ตเวิร์ค Netka จะจับมา monitor และ manage ให้ได้ พร้อมๆ ไปกับให้สามารถทำ planning, provisioning และทำ Analytic ได้ด้วย ซึ่งทำให้ธุรกิจหรือองค์กรนั้นมองเห็นภาพรวมทั้งหมดของระบบงานไอที ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ ทั้งทางด้าน network ด้าน system และด้าน application ต่างๆ ที่มีอยู่ในธุรกิจหรือองค์กรนั้น ซึ่งการมองเห็นภาพรวมการทำงานทะลุกันทั้งหมดดังกล่าว มีความจำเป็นอย่างมากในการใช้งานระบบไอทีให้ได้ประโยชน์สูงสุดในยุค Digital Transformation และตอบโจทย์การบริหารจัดการเน็ตเวิร์คขนาดใหญ่ในระดับเมือง หรือ smart city และด้วยแนวคิดดังกล่าว ทำให้ Netka สร้างสรรค์ระบบ IT Infrastructure Management และ IT Service Management ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการหลากหลายของเหล่าธุรกิจต่างๆ มาได้อย่างต่อเนื่อง และได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและในระดับสากล

 

 

ตัวอย่างของความสามารถที่ถูกหยิบยกมาเล่าในงานสัมมนาครั้งนี้ ก็คือการที่ระบบของ Netka ได้เพิ่มการทำ Location Tracking เข้าไปในระบบ IT Service Management เพื่อให้เหล่าธุรกิจ ISP และองค์กรลูกค้านั้นสามารถติดตามเส้นทางการเดินทางของ IT Support Engineer ได้นับตั้งแต่เริ่มเปิด Ticket ขอรับบริการแก้ไขปัญหา ทำให้ทั้งคู่สามารถมั่นใจได้ว่าวิศวกรที่มาให้บริการนั้นกำลังเดินทางไปอยู่จริงๆ ไม่ได้แวะข้างทางหรือไปทำงานอื่นก่อน ตอบโจทย์สำหรับธุรกิจที่ต้องการ Service Level Agreement (SLA) ในระดับสูง และธุรกิจที่ต้องการควบคุมคุณภาพของการให้บริการได้เป็นอย่างดี

อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจนั้นก็คือการที่ Netka มีการพัฒนาระบบ IT Monitoring ในรูปแบบใหม่ โดยแทนที่จะติดตั้งระบบเหล่านี้เอาไว้ศูนย์กลางเพื่อทำการตรวจสอบว่าระบบใดๆ ยังคงทำงานได้อยู่บ้าง ก็เปลี่ยนไปติดตั้งแบบกระจายตามสาขาต่างๆ เพื่อทำการตรวจสอบการเชื่อมต่อของเครือข่าย, ความเร็วของการเชื่อมต่อไปยังบริการต่างๆ และความเสถียรของบริการนั้นๆ เพื่อจำลองประสบการณ์ของผู้ใช้งานในสาขาต่างๆ ว่าจะสามารถเข้าถึงระบบ IT ในองค์กรได้ด้วยประสบการณ์ใด เป็นอีกก้าวของการติดตามการทำงานของระบบ IT เพื่อให้องค์กรมั่นใจได้ในการทำงานของระบบต่างๆ มากขึ้นอีกทางหนึ่ง ซึ่งในอนาคตเองก็อาจถูกนำไปประยุกต์ใช้เพื่อจำลองประสบการณ์ของลูกค้าในการเข้าถึงระบบ IT ของธุรกิจได้เช่นกัน

 

 

แน่นอนว่าในยุคของ Digital Transformation ที่ต่างธุรกิจต่างต้องมีการคิดค้นนวัตกรรมและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เสริมหรือเปลี่ยนแปลงธุรกิจของตนเองนี้ ระบบ IT นั้นย่อมจะต้องมีความหลากหลายและถูกปรับแต่งให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางกันมากขึ้น โดยระบบ IT Infrastructure Management และ IT Service Management ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลรักษาระบบ IT ใหม่ๆ ที่ลงทุนพัฒนาขึ้ันมานี้ก็จะต้องรองรับระบบเฉพาะทางเหล่านี้ให้มากขึ้นด้วย ซึ่งทางทีมพัฒนาของ Netka ก็พร้อมที่จะตอบรับต่อความต้องการเหล่านี้สำหรับทุกๆ องค์กร เช่น การติดตามการทำงานของอุปกรณ์ IoT หรือระบบเครือข่ายภายนอกองค์กร, การติดตามการทำงานของบริการ Cloud, การรองรับกระบวนการการทำงานของฝ่าย IT ในองค์กรที่ต้องถูกปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับต่อระบบใหม่ๆ ให้มากขึ้น และอื่นๆ อีกมากมาย

 

IT Infrastructure Management อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีระบบ IT Service Management ด้วย

ทาง Netka นั้นเน้นย้ำถึงความสำคัญของทั้งะรบบ IT Infrastructure Management และ IT Service Management คู่กันอยู่ตลอด เพราะการที่องค์กรจะประสบความสำเร็จในการดูแลรักษาระบบ IT ที่มีความซับซ้อนสูงและะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วให้ได้นั้น จะขาดระบบใดระบบหนึ่งไปไม่ได้เลย

 

 

ระบบ IT Infrastructure Management ที่ดีนั้นจะต้องสามารถปรับแต่งให้รองรับต่อระบบ IT ที่แตกต่างกันหลากหลายขององค์กรได้ และสามารถตรวจสอบการทำงานของระบบต่างๆ ได้ทั้งในภาพรวมไปจนถึงรายละเอียดเชิงลึกในแต่ละอุปกรณ์ โดยการแสดงผลนั้นต้องสามารถเข้าใจได้ง่ายและนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้จริง และควรจะมีตัวช่วยเหลือต่างๆ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาใดๆ เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและไม่ผิดพลาด ซึ่งเทคโนโลยี IT Infrastructure Management ของ Netka ที่ตอบโจทย์เหล่านี้ในธุรกิจ ISP มาได้นั้นก็สามารถทำหน้าที่เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

 

 

ในขณะเดียวกัน ระบบ IT Service Management เองนั้นควรจะถูกออกแบบมาให้รองรับต่อมาตรฐานด้านการบริหารจัดการและดูแลรักษาระบบ IT ภายในองค์กรอย่างเช่น ITIL โดย IT Service Management ของ Netka นั้น ได้รับการรับรองจากสถาบัน ITIL เป็นเจ้าแรกในไทย และเป็นเจ้าแรกใน ASEAN อีกด้วย ในขณะที่ยังเปิดให้มีการปรับแต่งเพื่อให้เหมาะสมต่อ Workflow การให้บริการส่วนต่างๆ หรือการปรับเปลี่ยนกระบวนการในการทำงานได้อย่างยืดหยุ่น ในขณะที่ในอนาคตระบบ IT Service Management เองก็ต้องพร้อมที่จะรองรับการเชื่อมต่อไปยังระบบอื่นๆ ผ่านทาง API เพื่อให้สามารถสร้าง Workflow ข้ามระบบ หรือการทำ Automation ที่เหล่าอุปกรณ์หรือระบบต่างๆ อาจทำการแจ้งเปิด Ticket ปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเองได้แบบอัตโนมัติ

องค์กรที่มีทั้ง 2 ระบบนี้และใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จะสามารถลดภาระด้านการดูแลรักษาระบบ IT ได้เป็นอย่างมาก และสามารถตอบ SLA ทั้งสำหรับเหล่าผู้ใช้งานภายในองค์กรและลูกค้าภายนอกองค์กรได้อย่างมั่นใจ ด้วยการมีข้อมูลประกอบการทำงานและการวางแผนเพื่อปรับปรุงกระบวนการอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำหรับของเหล่าธุรกิจที่ต้องการก้าวไปสู่การเป็น Digital Business ในเร็ววัน

 

ประสบความสำเร็จระดับโลก โดยมีสนามบินที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกนำเทคโนโลยีของ Netka ไปใช้งาน

 

 

กรณีศึกษาซึ่งถือว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของชาวไทยและของ Netka ในฐานะของผู้ผลิตเทคโนโลยีสัญชาติไทยที่สามารถประสบความสำเร็จได้ในระดับโลกที่ถูกนำมาเล่าสู่กันฟังในครั้งนี้ ก็คือการที่สนามบิน Hamad International Airport (HIA) ซึ่งเป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 3 นำไปใช้งาน

HIA นำเทคโนโลยีของ Netka เข้าไปช่วยในการตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ภายในสนามบิน และทำการแจ้งเตือนและสนับสนุนข้อมูลเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสนามบินในแต่ละวัน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระบบ IT ขนาดใหญ่ของสนามบินที่เริ่มมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไปใช้งานเป็นจำนวนมากลงได้อย่างมหาศาล อีกทั้งยังช่วยให้ HIA สามารถลดต้นทุนในการลงทุนระบบบ IT Infrastructure Management และ IT Service Management ลงไปได้เป็นอย่างมาก

ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ Netka ได้มี Reference Site ขนาดใหญ่ในระดับโลกเท่านั้น แต่ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานโดยได้รับสัญญาว่าจ้างให้ดูแลระบบต่อเนื่องอีก 5 ปี สิ่งนี้เองได้ตอกย้ำความเชื่อมั่นจากการเลือกใช้เทคโนโลยีจาก Netka ทำให้ Netka System ได้ขยายธุรกิจของตนออกไปสู่ระดับโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Netka ได้ที่ http://netkasystem.com หรือติดต่อทีมงานของ Netka System ได้ที่ info@netkasystem.com หรือโทร 02-978-6805
#NetkaView
#NetkaQuartz

from:https://www.techtalkthai.com/netka-says-it-improvement-is-required-in-digital-transformation/

แนะนำ 5 โครงการ Open Source ระบบ File Sharing ฟรี ใช้งานทดแทน Dropbox

เว็บไซต์ opensource.com ได้ออกมาแนะนำ 5 โครงการระบบ Open Source File Sharing สำหรับใช้งานแทน Dropbox กันได้แบบฟรีๆ ซึ่งทีมงาน TechTalkThai ก็เห็นว่าน่าสนใจ จึงขอหยิบยกมาแนะนำทุกท่านกันดังนี้ครับ

 

Creditl ownCloud

 

1. ownCloud

ownCloud นี้เป็นโครงการที่เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2010 และได้รับความนิยมสูงอย่างมากด้วยผู้ใช้งานจำนวนกว่า 1.5 ล้านราย และมี Contributor อีกกว่า 1,100 รายเพื่อคอยอัปเดตโค้ดอย่างสม่ำเสมอ โดยมีฟีเจอร์ที่คล้ายคลึงกับ Dropbox เป็นอย่างมาก และยังมี Client Software ที่ทำงานได้บนทั้ง Linux, macOS, Windows, Android และ iOS อย่างครบถ้วน ซึ่งนอกจากโครงการแบบ Open Source ที่ให้ใช้ได้ฟรีแล้ว ก็ยังมีแบบ Commercial ที่มีค่าใช้จ่ายสำหรับให้เหล่าองค์กรได้ใช้กันด้วย

 

2. NextCloud

NextCloud นี้เป็นโครงการที่แยกตัวออกมาจาก ownCloud เมื่อปี 2016 และมีความสามารถคล้ายคลึงกันมาก แต่มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาด้านการเสริม Security และการทำ Compliance เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการรองรับ HIPAA หรือ GDPR และความสามารถอื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามา โดยนอกจาก Open Source แบบที่ให้นำไปใช้ติดตั้งหรือพัฒนาต่อยอดเองได้ฟรีๆ แล้ว ก็ยังมีบริการจากเหล่า Provider หลายรายที่เป็นพันธมิตรกับ NextCloud ด้วย

 

3. Seafile

Seafile นี้เป็นอีกโครงการหนึ่งที่น่าสนใจ โดยระบบจะทำงานในรูปแบบของ Virtual Drive เพื่อสามารถเข้าถึง File และ Folder ต่างๆ ตามสิทธิ์ที่กำหนดได้ และมี Client สำหรับใช้งานครบทุกระบบปฏิบัติการเช่นกัน โดยจุดเด่นที่น่าสนใจก็คือการกำหนดสิทธิ์ได้ละเอียดยิ่งขึ้น, การทำ Password-protected Download Link, การทำ Version Control แบบ Git, การทำ Retention ได้ รวมถึงยังรองรับ Two Factor Authentication ด้วย โดย Community Edition นี้จะเปิดเป็น Open Source ให้ใช้งานได้ฟรี แต่สำหรับ Professional Edition นั้นจะไม่เปิด Open Source

 

4. OnionShare

OnionShare ถือเป็นโครงการที่มีแนวคิดค่อนข้างแตกต่าง ด้วยความสามารถในการทำ File Sharing ให้เข้าถึงได้ผ่านบริการ Tor Onion และมี .onion URL ให้เรียกใช้งานได้ผ่าน Tor Browser พร้อมจุดเด่นด้านการเลือกแบ่งปันข้อมูลต่างๆ ในแบบ Anonymous ได้ และกำหนดจำนวนครั้งหรือช่วงเวลาในการแชร์ไฟล์ต่างๆ ได้ด้วย

 

5. Pydio Cells

Pydio Cells เป็นโครงการที่ค่อนข้างใหม่และเพิ่งเริ่มเข้าสู่สถานะ Stable เมื่อเดือนพฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมานี้เท่านั้น ด้วยการนำโค้ดจาก Pydio ที่เพิ่งถูกเขียนใหม่ด้วย Go ที่ทำงานบนสถาปัตยกรรม Micrservices และมี PHP เป็น Frontend มาใช้โดยตรง โดยมีจุดเด่นคือระบบ In-App Messaging และการสื่อสารได้คล้ายคลึงกับ Social Network ภายในตัว รวมถึงยังทำงานร่วมกับ OpenID Connect ได้ด้วย แต่ปัจจุบันนี้โครงการนี้ยังไม่รองรับ Windows ถึงแม้จะรองรับ Linux, macOS, Android และ iOS แล้วก็ตาม

 

ส่วนโครงการอื่นๆ ที่น่าจับตามองนั้นก็ได้แก่ Syncthing, SparkleShare, Cozy

 

ที่มา: https://opensource.com/alternatives/dropbox

from:https://www.techtalkthai.com/5-free-open-source-file-sharing-software-to-replace-dropbox/

S.Kijchai Enterprise กับการวางรากฐานธุรกิจให้แข็งแรงด้วยระบบ ERP จาก SAP

การที่ธุรกิจจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนนั้น ย่อมต้องมีระบบ IT ที่ดีคอยช่วยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และในครั้งนี้คุณหาญศิริ แสงวงศ์กิจ ผู้ดำรงตำแหน่ง Senior Vice President แห่งส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ S.Kijchai Enterprise ก็ได้มาเล่าถึงเรื่องราวเชิงธุรกิจ และแนวทางการตัดสินใจเลือกใช้ระบบ ERP จาก SAP ในครั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่เหล่าธุรกิจอื่นๆ ที่กำลังมองหาระบบ ERP สำหรับสนับสนุนธุรกิจของตนเองอยู่ในเวลานี้

 

S.Kijchai Enterprise ผู้แปรรูปเศษไม้ยางพาราสู่แผ่นไม้ MDF แห่งเมืองระยอง ส่งออกทั่วโลกก้าวสู่ธุรกิจพันล้าน

 

 

คุณหาญศิริได้เล่าถึงภาพรวมของธุรกิจทั้งหมดก่อนว่าจริงๆ แล้วส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์นี้เป็นเพียงธุรกิจหนึ่งในกลุ่มธุรกิจด้านไม้เท่านั้น โดยหากรวมศักยภาพของธุรกิจทั้งหมดในกลุ่มเข้าด้วยกันแล้ว ก็เรียกได้ว่าครอบคลุมด้านการผลิตและจำหน่ายไม้แบบครบวงจรเลยทีเดียว เพราะธุรกิจในเครือนั้นมีตั้งแต่โรงเลื่อยไม้, โรงงานแปรรูปไม้ ไปจนถึงโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งแต่ละธุรกิจเองก็จะมีช่องทางการจำหน่ายและกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันไป

ส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ที่คุณหาญศิริได้เข้ามาดูแลระบบ IT ในเวลานี้เองก็เป็นธุรกิจด้านการแปรรูปเศษไม้ยางพาราให้กลายเป็นแผ่นไม้ MDF (Medium Density Fiber Board) หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่าแผ่นใยไม้อัด ที่เกิดจากการนำเส้นใยของไม้ยางพารามาผสมกับสารยึดเกาะ ก่อนจะนำมาอัดให้กลายเป็นแผ่นไม้เนื้อเดียวกัน โดยมีคุณสมบัติคือเป็นแผ่นไม้ที่มีความหนาแน่นเท่ากันตลอดทั้งแผ่น และผลิตภัณฑ์ก็สามารถแบ่งกลุ่มได้ตามความหนาของแผ่นไม้ สามารถนำไปใช้งานแทนแผ่นไม้ธรรมชาติภายในอาคารบ้านเรือน รองรับการตัด ตกแต่ง ตอกตะปู และอื่นๆ ได้อย่างหลากหลาย

 

 

ผลิตภัณฑ์แผ่นไม้ MDF ของส.กิจชัยนี้มีตลาดหลักเป็นการส่งออกไปทั่วโลก โดยมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกสูงถึง 95% ดังนั้นการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานนั้นจึงถือเป็นหัวใจสำคัญในการเติบโตอย่างยั่งยืน และการควบคุมคุณภาพของสินค้าให้ดีอยู่เสมอนี้ก็เป็นหลักสำคัญในการดำเนินธุรกิจของพนักงานกว่า 200 คนในบริษัทใหญ่แห่งเมืองระยอง

ส.กิจชัยได้ IPO เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ไปเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อ SKN เพื่อขยายฐานการผลิต นำไปสู่การเติบโตของธุรกิจในระดับโลกต่อไป

 

 

ก้าวจากการดูแลธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ สู่ VP ผู้กุมบังเหียนฝั่ง IT “เพราะเทคโนโลยีที่ดีต้องสอดคล้องกับธุรกิจ”

 

คุณหาญศิริ แสงวงศ์กิจ ดำรงตำแหน่ง Senior Vice President แห่งส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)

 

เรื่องราวของคุณหาญศิริในการก้าวมาสู่การดำรงตำแหน่ง Senior Vice President ของส.กิจชัยเองก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะคุณหาญศิริเองถือว่าได้เข้ามาเริ่มต้นเรียนรู้ธุรกิจ จนกระทั่งถึงช่วงที่ธุรกิจต้องมีการปรับตัวเพื่อขยายกิจการจากการที่ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์มาเมื่อปี 2559 ดังนั้นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้มีความเป็นมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น และการนำระบบ IT หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการดำเนินธุรกิจนั้น ย่อมต้องประสบกับปัจจัยต่างๆ อย่างหลากหลาย

คุณหาญศิริเองนั้นเดิมทีจบการศึกษาทางด้านเศรษฐศาสตร์มาจาก ABAC ก่อนที่จะมาเริ่มต้นทำงานกับธุรกิจในเครือภายในส่วนของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์มาก่อน จนเมื่อเข้าใจกระบวนการทางธุรกิจและสภาพแวดล้อมของธุรกิจในวงการแล้ว ก็ได้ก้าวไปเป็นผู้อำนวยการที่ดูแลด้าน IT และได้ก้าวมาสู่การเป็น Senior Vice President ในปัจจุบัน

ด้วยความที่ส.กิจชัยนั้นเป็นธุรกิจในครอบครัวอยู่แล้ว คุณหาญศิริเองก็ได้มีชีวิตอยู่ในโรงงานตั้งแต่ยังเด็ก จนเมื่อเรียนจบและได้เข้ามาร่วมงานที่นี่ก็สามารถเข้ากันได้กับพนักงานที่ทำงานมาอยู่ยาวนานเหมือนเป็นครอบครัว การเรียนรู้ภาพต่างๆ ในเชิงธุรกิจและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นจึงเป็นไปได้อย่างราบรื่นมาโดยตลอด

หลังจากนั้น เมื่อคุณหาญศิริก้าวมาสู่การเป็น Senior Vice President แล้ว เนื่องจากเป็นวิสัยทัศน์ขององค์กรที่มองเห็นว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญ จึงได้เริ่มนำเอาเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้เพื่อปรับปรุงธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการนำหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต หรือการมีระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) มาช่วยควบคุมและวางแผนการทำงานต่างๆ แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงก้าวใหญ่ในครั้งนี้ย่อมต้องมีแรงต้านจากภายในองค์กร เพราะนอกจากการเปลี่ยนแปลงด้านกระบวนการการทำงานที่จะเกิดขึ้นเป็นวงกว้างภายในธุรกิจแล้ว การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการทำงานนั้น ย่อมต้องหมายถึงการที่เหล่าพนักงานต้องปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไปด้วยนั่นเอง

อย่างไรก็ดี จากการที่คุณหาญศิริเองมีความคุ้นเคยกับพนักงานมาอย่างยาวนาน การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ก็สามารถเป็นไปได้อย่างราบรื่นจากการทำความเข้าใจกับเหล่าพนักงาน และเมื่อทุกคนเห็นตรงกันว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลดีในระยะยาวต่อธุรกิจและการทำงานของทุกๆ คน ความร่วมมือร่วมใจภายในองค์กรก็สามารถเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

 

ระบบ ERP ยังคงมีความจำเป็นกับธุรกิจ เพราะการทำ Planning นั้นยังเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจการผลิตอยู่

 

 

ท่ามกลางยุคสมัยของการทำ Digital Transformation (DX) ที่หลายๆ องค์กรมุ่งจะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง AI, Big Data, Blockchain และอื่นๆ มาใช้งานนั้น ส.กิจชัยกลับเลือกที่จะย้อนกลับมาก้าวหนึ่ง วางรากฐานของระบบเทคโนโลยีเบื้องหลังธุรกิจอย่าง ERP ให้แข็งแรงเสียก่อน เพื่อให้ในอนาคตสามารถเติบโตต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว และผสานเป็นหนึ่งเดียวกับระบบหุ่นยนต์และเครื่องจักรที่จะนำมาใช้ในการผลิตได้

คุณหาญศิริขยายความถึงความจำเป็นของระบบ ERP ที่มีต่อธุรกิจการผลิตนั้นว่าเป็นเพราะกิจกรรมสำคัญของธุรกิจนี้คือการวางแผนการผลิตหรือการทำ Planning ให้ดีที่สุดอย่างสม่ำเสมอ และมีข้อมูลและความยืดหยุ่นสำหรับปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้จะทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพมากขึ้น, เกิดปัญหาหรือความเสียหายในการผลิตน้อยลง และนำไปสู่การเติบโตของธุรกิจที่ยั่งยืน มีผลกำไรที่สูงขึ้นนั่นเอง

เดิมทีนั้นส.กิจชัยมีการใช้ระบบ ERP อื่นมาอยู่แต่เดิมแล้ว แต่ด้วยข้อจำกัดของระบบที่ไม่ตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงและเติบโตของธุรกิจได้เพียงพอ ก็ทำให้ในระยะหลังระบบเริ่มทำงานช้า และไม่สามารถปรับแต่งให้รองรับต่อ Workflow รูปแบบใหม่ๆ ของธุรกิจได้ คุณหาญศิริจึงตัดสินใจว่าต้องมองหาระบบ ERP ใหม่ที่ตอบโจทย์ได้มาใช้งาน ซึ่งส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์จะเป็นธุรกิจแรกในเครือที่เริ่มใช้ระบบ ERP ใหม่นี้ ก่อนจะนำเทคโนโลยีเดียวกันขยายผลต่อยอดไปใช้งานในธุรกิจในเครือด้วยในอนาคตตามความจำเป็นของแต่ละลักษณะของงาน

ส่วนในอนาคต เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง AI หรือ Machine Learning เองนั้นก็จะเข้ามามีบทบาทในฐานะของผู้ช่วยที่ดีในการวางแผนการผลิตได้ แต่ทั้งหมดนี้การมีข้อมูลทางธุรกิจที่ครบถ้วนสมบูรณ์ก็เป็นรากฐานที่สำคัญ การลงทุนระบบ ERP ในครั้งนี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อธุรกิจของบริษัท

 

ระบบ ERP มีหลากหลาย เก่งคนละด้าน จะเลือกแต่เทคโนโลยีไม่ได้ ต้องเลือกผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญด้วย

 

 

คุณหาญศิริได้เล่าถึงการตัดสินใจเลือกใช้ระบบ ERP จากการประเมินผู้ผลิตหลากหลายค่าย จนได้ข้อสรุปที่หลายๆ ธุรกิจสามารถนำไปเป็นแนวทางได้ดังนี้

  1. เลือกระบบ ERP ให้เหมาะสมต่อประเภทของธุรกิจ เพราะแต่ละเทคโนโลยีนั้นมีเบื้องหลังการพัฒนาและฐานลูกค้าที่แตกต่างกัน ดังนั้นการค้นหาให้เจอว่าผู้ผลิตรายใดเชี่ยวชาญในระบบสำหรับธุรกิจไหนก็จะสามารถช่วยให้มีระบบที่พร้อมกับธุรกิจของเราได้มากขึ้น
  2. นอกจากประเภทของธุรกิจแล้ว ความสามารถในการจัดการงานแต่ละประเภทสำหรับแต่ละแผนกในองค์กรของระบบ ERP แต่ละระบบก็แตกต่างกันออกไป หรือแม้แต่ความสามารถยิบย่อยภายในเองก็แตกต่างกัน ดังนั้นต้องมองให้ออกว่าธุรกิจของเราจะให้ความสำคัญกับส่วนไหนเป็นพิเศษ แล้วเลือกระบบให้เหมาะสมกับความต้องการ
  3. งบประมาณของการลงทุนในแต่ละระบบ เป็นประเด็นที่สามารถตัดตัวเลือกได้เร็วมาก ทั้งนี้องค์กรควรจะมีตัวเลขในใจอยู่บ้างแล้วว่าสามารถลงทุนได้เท่าไหร่ และหวังผลลัพธ์กับความคุ้มค่าที่จะได้คืนมาในรูปแบบไหน
  4. แผนการในอนาคตของแต่ละระบบ ERP ว่าต่อไปจะสามารถต่อยอดทำอะไรต่อไปได้บ้าง เพราะหากเลือกระบบ ERP ที่เล็กอาจมีความเสี่ยงที่สุดท้ายอาจไม่มีการพัฒนาต่อหรือไม่มีทีมงานสนับสนุนอีก ก็ต้องเปลี่ยนระบบและเกิดเป็นค่าใช้จ่ายในอนาคต ทำให้การขยายธุรกิจต้องชะงักไป
  5. มีทีมให้บริการที่ไว้วางใจได้ในประเทศไทย เพราะทุกระบบ ERP ที่จะนำมาใช้งานนั้นต้องมีการปรับแต่งแก้ไขแน่นอน ดังนั้นหากสามารถเลือกทีมบริการที่มีฝีมือ และมีประสบการณ์ในการวางระบบให้กับธุรกิจในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ก็จะช่วยได้มากในการขัดเกลาภาพรวมของระบบสุดท้ายให้สามารถนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  6. การเลือกระบบบน Cloud หรือการติดตั้งใช้งานแบบ On-premises ในองค์กรนั้นมีความแตกต่างกันค่อนข้างมากทั้งในแง่ของการลงทุนเบื้องต้น, การปรับแต่ง, ค่าใช้จ่ายในระยะยาว และอื่นๆ ดังนั้นการพิจารณาตัวเลือกทั้งสองทางและเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับธุรกิจที่สุดก็ยังเป็นแนวทางที่ดี เพราะ Cloud นั้นไม่ได้เหมาะกับทุกสถานการณ์เสมอไป แต่หากจะใช้ On-premises ก็ต้องดูความพร้อมของทีมดูแลระบบ Data Center ในบริษัทด้วย

 

S.Kijchai Enterprise เลือกติดตั้งใช้งานระบบ SAP S/4HANA สำหรับ ERP โดยใช้บริการจาก ISS Consulting

 

 

หลังจากที่คุณหาญศิริได้ประเมินระบบ ERP จากผู้ผลิตหลายรายและทีมให้บริการหลายเจ้าแล้ว สุดท้ายคุณหาญศิริก็เลือกที่จะใช้ระบบ SAP S/4HANA โดยมีทีมงานจาก ISS Consulting คอยช่วยเหลือในเรื่องของการ Implement ระบบและดูแลรักษา เนื่องจากทั้งคู่นี้มีประสบการณ์ในการติดตั้งระบบ ERP ให้กับธุรกิจที่ใกล้เคียงกับส.กิจชัย และยังมีทีมงานขนาดใหญ่, น่าเชื่อถือ รวมถึงยังมีการนำเสนอแผนงานและการให้คำปรึกษาที่น่าประทับใจ

ส.กิจชัยจะเริ่มติดตั้งใช้งานระบบ SAP S/4HANA ภายในปีนี้ และมีแผนที่จะ Go Live ภายในปี 2562 ที่จะถึงนี้ โดยระบบทั้งหมดจะเป็นแบบ On-premises ที่ภายในจะประกอบไปด้วยโมดูลต่างๆ ดังนี้

  • SAP Financial Accounting (FI) ระบบบริหารจัดการและควบคุมการเงินขององค์กร สำหรับใช้ในการจัดการธุรกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในธุรกิจ
  • SAP Controlling (CO) ระบบบริหารจัดการการวางแผน, การออกรายงาน และการติดตามกระบวนการต่างๆ ในธุรกิจ ที่รองรับทั้งการตรวจสอบและจัดการงบประมาณค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น
  • SAP Materials Management (MM) ระบบบริหารจัดการวัตถุดิบในการผลิต ทั้งการวางแผนการผลิต, การจัดซื้อวัตถุดิบ, การจัดการใบสั่งซื้อสินค้า และอื่นๆ
  • SAP Sales and Distribution (SD) ระบบสำหรับบริหารจัดการการขายและการกระจายสินค้า ครอบคลุมตั้งแต่การออกใบเสนอราคา, การกำหนดราคาสินค้า, การออกเอกสารต่างๆ ไปจนถึงการบริหารจัดการคลังสินค้าและการขนส่ง
  • SAP Production Planning (PP) ระบบสำหรับการบริหารจัดการการผลิตโดยเฉพาะ ที่ผสานรวมทั้งข้อมูลการผลิต, ข้อมูลคลังสินค้า, ข้อมูลคำสั่งซื้อขาย และอื่นๆ เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

โมดูลเหล่านี้ถือเป็นโมดูลพื้นฐานที่จำเป็นต่อธุรกิจการผลิตทั้งสิ้น โดยข้อมูลที่จัดเก็บในระบบเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมการวางแผน, การผลิต และกระบวนการการทำงานต่างๆ ให้เป็นไปได้อย่างมปีระสิทธิภาพ รองรับทั้งการทำงานของแผนกต่างๆ และการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจของเหล่าผู้บริหารไปได้ในเวลาเดียวกัน

ทั้งนี้ในระหว่างที่มีการดำเนินแผนงานด้านระบบ SAP ทางส.กิจชัยเองก็จะดำเนินการศึกษาเทคโนโลยีฝั่ง Robotics ควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้ในอนาคตจะได้สามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในการปรับปรุงและขยายการผลิตให้เติบโตยิ่งขึ้นได้ต่อไป

 

เกี่ยวกับ ISS Consulting (Thailand) Ltd.

 

 

บริษัท ไอเอสเอสคอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญในด้านการออกแบบ พัฒนา และติดตั้งระบบ IT รวมถึงระบบ E-Commerce แบบครบวงจรให้แก่องค์กรขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ และเป็นผู้นำ ด้านการบริการดูแลระบบ SAP (Application Management Services) ในประเทศไทย ที่มีความชำนาญอย่างสูงและมีประสบการณ์มามากกว่า 19 ปี
ปัจจุบัน บริษัท ไอเอสเอสคอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับการแต่งตั้งจาก SAP ให้เป็นพาร์ทเนอร์ระดับ Platinum ที่มุ่งเน้นนำเสนอโซลูชั่นที่เป็นประโยชน์กับองค์กรธุรกิจหลากหลาย

ล่าสุดในปี 2018 นี้ ทางบริษัทก็ได้รับรางวัลลูกค้าใหม่สูงสุดในกลุ่มธุรกิจ General Business (GB) จากงาน SAP Partner Kick Off 2018 จากการมีฐานลูกค้าใหม่ที่ใช้งาน SAP A1 และ SAP B1 เพิ่มมากที่สุดในปี 2017 และรางวัล SAP -qualified partner -packaged solution for SAP S/4HANA สำหรับ Smart One S/4HANA Implementation for Manufacturing, Smart One S4/HANA Implementation for Trading และ Smart One S/4 HANA Conversion ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับพาร์ทเนอร์ที่สามารถส่งมอบโซลูชัน SAP S/4HANA ให้กับลูกค้าองค์กรต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วด้วย
นอกจากนี้ สำหรับเหล่าธุรกิจองค์กรข้ามชาติขนาดใหญ่ที่ต้องการผู้ให้บริการระบบ SAP ที่ครอบคลุมในหลากหลายประเทศทั่วโลก ISS Consulting (Thailand) Limited หนึ่งในสมาชิกของ United VARs ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวของผู้ให้บริการระบบ SAP ชั้นนำในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ก็สามารถร่วมมือกันให้บริการ SAP ให้ครอบคลุมตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกได้ โดยสมาชิกของ United VARs ในแต่ละประเทศนั้นก็จะทำการดูแลการใช้งาน SAP สำหรับสาขาขององค์กรในประเทศนั้นๆ พร้อมนำองค์ความรู้ด้านกระบวนการทางธุรกิจ, เทคโนโลยี และกฎหมายมาประยุกต์ใช้ในระบบเพื่อให้การใช้งานเทคโนโลยีของ SAP ในประเทศต่างๆ เป็นไปได้ด้วยประสบการณ์ที่ดีที่สุด

หากผู้อ่านนักการตลาดที่อยากจะปรึกษาเรื่อง SAP เพื่อพัฒนาระบบบริหารการจัดการในองค์กรมากขึ้น ISS Consulting พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกลุ่มประเภทธุรกิจเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ ISS Consulting (Thailand) ได้ที่ http://www.issconsulting.co.th/ หรือโทร 02 237 0553

from:https://www.techtalkthai.com/s-kijchai-enterprise-uses-sap-erp-from-iss-consulting/