คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED_POSTS

แนะนำ Panda Dome Antivirus ป้องกันมัลแวร์พร้อม VPN ฟรี

Panda Security ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ Antivirus ชื่อดัง เปิดตัวบริการใหม่สำหรับปกป้องการทำธุรกรรมออนไลน์ของท่านขณะเล่นอินเทอร์เน็ตสาธารณะ โดยผสานรวมโซลูชัน Antivirus เข้าด้วยกันกับ VPN กลายเป็น Panda Dome Antivirus ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี

การท่องอินเทอร์เน็ตสาธารณะหรือใช้ Wi-Fi ฟรีตามร้านอาหาร โรงแรม หรือสถานที่ต่างๆ ภายนอกบ้านของท่าน แม้จะสะดวกสบายและไม่มีค่าใช้จ่าย แต่อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการอาจถูกดักฟังข้อมูล ขโมยรหัสผ่านหรือเลขบัตรเครดิต รวมไปถึงติดตามพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ต

Panda Dome Antivirus จึงได้ผสานรวมโซลูชัน Antivirus เข้าด้วยกันกับ Virtual Private Network (VPN) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาสำหรับให้การทำธุรกรรมออนไลน์ของท่านมีความมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างท่อเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ปลายทางและทำการเข้ารหัสข้อมูล ทำให้แฮ็กเกอร์และผู้ไม่ประสงค์ดีไม่สามารถติดตามการใช้ท่องอินเทอร์เน็ตของท่านได้ โดย Panda Dome Antivirus มีจุดเด่น ดังนี้

  • สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างมั่นคงปลอดภัยจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการเล่นโซเชียลมีเดีย ดูหนังออนไลน์ หรือเล่นเกม เป็นต้น
  • มี VPN Server กระจายอยู่ทั่วโลกซึ่งใช้โปรโตคอล VPN ที่มั่นคงปลอดภัยที่สุดในตลาด เพื่อให้เข้าถึงเว็บไซต์ได้ทุกที่อย่างรวดเร็วและไร้กังวัล
  • ปกป้องความเป็นส่วนบุคคลของคุณ ไม่ว่าจะเป็นตัวตนหรือข้อมูลขณะใช้อินเทอร์เน็ตสาธารณะ

ใช้งานได้ฟรี หรืออัปเกรดเป็นเวอร์ชัน Essential เพียง 290 บาทต่อเดือน

Panda Dome Antivirus มาพร้อมกับคุณสมบัติ Antivirus & Anti-spyware, USB Protection, Gaming/Multimedia Mode, Rescue Kit และ Free VPN ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์มาใช้งานได้ฟรีจากลิงค์ด้านล่าง หรืออัปเกรดเป็นเวอร์ชัน Essential เพื่อเพิ่มคุณสมบัติด้าน Personal Firewall, Wi-Fi Protection, Application Control และ Virtual Keyboard ได้ด้วยค่าบริการเพียง 590 บาทต่อเดือน โปรโมชันพิเศษ ลดเหลือ 290 บาทต่อเดือนเท่านั้น

ดาวน์โหลด Panda Dome Antivirus เวอร์ชันฟรีได้ที่ www.panda-thailand.com/free
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อทีมงาน support@panda-thailand.com หรือโทร 02-645-2301-4

from:https://www.techtalkthai.com/panda-dome-antivirus-with-free-vpn/

Advertisements

Huawei เปิดให้บริการ Public Cloud แล้วในไทย เป็นผู้ให้บริการระดับโลกรายแรกที่มาลงทุนใน EEC ที่ได้รับใบอนุญาตให้บริการคลาวด์จาก BOI

เมื่อเดือนกันยายน 2018 ที่ผ่านมา Huawei ได้ออกมาประกาศถึงการเปิดให้บริการ Public Cloud Data Center ในเมืองไทยอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งบริการดังกล่าวได้เปิดตัวให้ใช้งานได้ไปแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2018 ที่ผ่านมานี้ โดยบริการนี้จะมุ่งเน้นการตอบโจทย์ของภาคธุรกิจองค์กรและภาครัฐเป็นหลัก พร้อมทั้งรองรับการเติบโตจากนโยบาย EEC ของเมืองไทยด้วย

 

แถลงข่าวเปิดตัวบริการ Huawei Cloud ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

 

Credit: Huawei

 

ในงานแถลงข่าวเปิดตัวบริการ Huawei Cloud ในประเทศไทยครั้งนี้ ได้มีดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน มร. เจิ้ง เย่หลาย ประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจคลาวด์ของหัวเว่ย มร. เจมส์ อู๋ ประธานบริหาร หัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมร. โซเลอร์ ซุน หัวหน้ากลุ่มธุรกิจคลาวด์ ของหัวเว่ยประเทศไทยเข้าร่วมในงานแถลงข่าว ซึ่งนอกจากจะเป็นการเล่าถึงวิสัยทัศน์และเทคโนโลยีของ Huawei แล้ว ก็ยังเป็นการเล่าถึงความร่วมมือที่ Huawei มีกับภาครัฐในเมืองไทยอย่างใกล้ชิดไปด้วย

Huawei นั้นได้รับมอบใบอนุญาตในการดำเนินธุรกิจบริการ Cloud ในประเทศไทยจาก BOI โดย Data Center ของ Huawei นั้นผ่านการรับรองตามมาตรฐาน Tier 3+ โดยมีการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายของ Huawei ทั้งชิปที่ Huawei ทำการพัฒนาเอง, Server และ Storage ของ Huawei ไปจนถึงระบบเครือข่ายของ Huawei และ Software ต่างๆ ที่ Huawei ทำการพัฒนาขึ้นมาสำหรับโซลูชันทางด้าน Cloud โดยเฉพาะ

Cloud Data Center แห่งนี้ของ Huawei จะตั้งอยู่ภายใน Eastern Economic Corridor (EEC) ของประเทศไทย ทำให้ข้อมูลทั้งหมดนั้นยังถูกจัดเก็บอยู่ภายในประเทศไทยและเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถรองรับได้ทั้งการใช้งานจากภาคเอกชนและภาครัฐโดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อกำหนดใดๆ อีกทั้งยังรองรับ Application ได้หลากหลายรูปแบบจากการที่ไม่มีข้อจำกัดทางด้าน Bandwidth ด้วย

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Huawei Cloud ในประเทศไทยได้ที่ http://intl.huaweicloud.com/

 

Credit: Huawei

 

เปิดตัว Cloud Business Unit ในปี 2017 นำเข้าสู่ไทยทันทีในปี 2018 เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของ Huawei

หลายๆ คนนั้นอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับชื่อของบริการ Huawei Cloud มากนัก ทั้งนี้ก็เป็นเพราะ Huawei นั้นเพิ่งเริ่มจัดตั้ง Cloud Business Unit ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2017 ที่ผ่านมาเท่านั้น เพื่อเปิดให้บริการคลาวด์แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรต่างๆ แต่ด้วยความรวดเร็วในการปรับนำทรัพยากรและเทคโนโลยีที่ตนเองมาอยู่ มาผสานเข้ากับความต้องการของธุรกิจจีนและภาครัฐของจีน ก็ทำให้โซลูชันด้าน Cloud ของ Huawei เองมีความสามารถที่หลากหลาย พร้อมจะตอบโจทย์ธุรกิจขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของโซลูชันด้าน Artificial Intelligence (AI), Internet of Things (IoT) และ Smart City ที่ถือเป็นโซลูชันหลักเลยทีเดียว

Huawei เองนั้นมองว่า Cloud เป็นเทคโนโลยีที่จะมีบทบาทสำคัญต่อภาคธุรกิจมานานแล้ว ทำให้ทาง Huawei ได้มีการลงทุนในการเข้าไปร่วมพัฒนาโครงการ Open Source ชื่อดังอย่าง OpenStack มาอย่างต่อเนื่องและกลายเป็น Contributor อันดับต้นๆ ของโครงการ อีกทั้งโซลูชันด้านระบบ Private Cloud ของ Huawei เองก็ยังใช้เทคโนโลยีของ OpenStack เป็นหลัก เพื่อให้เหล่าองค์กรได้ใช้งานเทคโนโลยีที่มีความเป็นมาตรฐาน พร้อมก้าวไปสู่การต่อยอดเป็น Hybrid Cloud ได้อย่างง่ายดาย และแน่นอนว่าในบริการ Public Cloud ครั้งนี้ก็ได้มีการนำ OpenStack มาใช้ภายในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้วยเช่นกัน

การนำบริการดังกล่าวมาสู่ประเทศไทยทันทีภายในปี 2018 นี้ถือว่าเป็นก้าวการขยายบริการ Cloud ที่รวดเร็วไม่น้อยทีเดียว และทำให้ Huawei เองก็กลายเป็นผู้ผลิตโซลูชัน IT ระดับโลกรายแรกที่มาลงทุนเปิดบริการ Cloud ในไทยด้วยตัวเอง สาเหตุหลักๆ นี้ก็เป็นเพราะ Huawei มองว่าประเทศไทยนั้นเป็นฐานที่มั่นสำคัญของ Huawei ในการรุกไปสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด อีกทั้งประเทศไทยเองก็ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับ Huawei มาโดยตลอดทั้งในมุมของการทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชน ดังนั้นเมื่อประเทศไทยได้แถลงถึงนโยบาย EEC ทาง Huawei เองก็ไม่รอช้าที่จะกลายมาเป็นผู้ให้บริการทางด้านเทคโนโลยีแก่เหล่าธุรกิจอุตสาหกรรมที่กำลังมองหาช่องทางการเติบโต

ทั้งนี้ในอนาคตเองก็มีความเป็นไปได้ที่ Huawei จะพัฒนาบริการต่างๆ ขึ้นมาสำหรับตอบโจทย์ธุรกิจในเมืองไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากหนึ่งในกลยุทธ์ของ Huawei นั้นก็คือ gLocal ซึ่งก็คือการที่ Huawei จะนำเทคโนโลยีของตนเองมาปรับใช้ให้เหมาะกับการตอบโจทย์ในแต่ละประเทศหรือแต่ละภูมิภาคให้แตกต่างกันไป ไม่ได้ยึดติดว่าบริการ Cloud ทั้งหมดของตนเองจะต้องเหมือนกันในทุกพื้นที่ทั้งหมดเสมอไป

นอกเหนือไปจากประเทศไทยแล้ว Huawei เองก็ยังได้มีการขยายบริการ Cloud ไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกอีกมากมาย เพื่อตอบรับต่อกระแสของการทำ Digital Transformation ครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

 

Credit: Huawei

 

เดินหน้าพร้อมให้บริการ Cloud อย่างหลากหลาย ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและภาครัฐทุกระดับ

ประเด็นที่น่าสนใจคือบริการ Cloud ของ Huawei ที่นำมาเปิดในไทยครั้งนี้ไม่ได้มีแต่บริการพื้นฐานอย่าง Infrastructure-as-a-Service หรือ IaaS เท่านั้น แต่ยังนำบริการอื่นๆ อีกมากมายเข้ามาด้วยเพื่อให้ Huawei Cloud สามารถนำเสนอโซลูชันภาพใหญ่ได้อย่างครบครัน ทั้งการทำ IoT ในขนาดใหญ่อย่างเช่น Smart City, การทำ Big Data Analytics บน Cloud รวมไปถึงการให้บริการด้าน AI สำหรับธุรกิจหรือหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ให้สามารถสร้าง AI สำหรับตอบโจทย์เฉพาะทางในเมืองไทยได้ โดยมีพลังประมวลผลที่มากพอทั้งสำหรับการ Train และการทำ Inferrence

นอกจากในแง่มุมของเทคโนโลยีแล้ว สิ่งที่ Huawei ยังจะนำมาสู่ประเทศไทยด้วยนั้นก็คือโซลูชันต่างๆ ที่เคยประสบความสำเร็จในการทำ Digital Transformation ทั้งในระดับภาครัฐและภาคเอกชนของจีน เพื่อนำมาปรับใช้กับภาครัฐและเอกชนของไทยด้วย ซึ่งประเด็นนี้ก็จะครอบคลุมทั้งเรื่องราวของเทคโนโลยี, การสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐ, การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร และแง่คิดในมุมต่างๆ จากเหล่าผู้บริหารระดับสูงในการตัดสินใจ ทำให้ประเทศไทยสามารถถอดบทเรียนการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้จากจีนได้โดยตรง

โดยรวมแล้ว บริการ Cloud ของ Huawei ในประเทศไทยจะครอบคลุมบริการย่อยและโซลูชันต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • Elastic Cloud Service (ECS) บริการ Cloud Server สำหรับให้เช่าใช้งาน
  • Dedicated Cloud (DeC) บริการ Cloud ในรูปแบบที่มีการจัด Virtual Resource Pool มาให้ใช้งาน สำหรับธุรกิจที่มีความต้องการด้าน Data Security
  • Bare Metal Server (BMS) บริการ Cloud ในรูปแบบที่เช่าใช้ Hardware ทั้งชุดเพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงและมั่นใจด้าน Data Security มากยิ่งขึ้น
  • SAP Cloud Huawei Cloud รองรับการติดตั้งใช้งานโซลูชันของ SAP ได้ในตัว
  • Auto Scaling (AS) ความสามารถในการเพิ่มลดทรัพยากรที่ใช้ในระบบ Cloud ได้โดยอัตโนมัติเพื่อให้บริการต่างๆ ของธุรกิจสามารถรับ Workload ปริมาณที่หลากหลายได้ในค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า ลด Downtime ของระบบลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Image Management Service (IMS) ระบบบริหารจัดการ Template สำหรับ Deploy เครื่องลงไปยัง ECS และ DeC
  • Elasitc Volume Service (EVS) บริการ Persistent Block Storage เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับ ECS และ DeC ได้ด้วยประสิทธิภาพและความทนทานในระดับที่สูง
  • Volume Backup Service (VBS) บริการสำรองข้อมูลและกู้คืนข้อมูลสำหรับ EVS
  • Object Storage Service (OBS) บริการ Object Storage ที่เก็บข้อมูลด้วยความทนทานระดับ 99.999999999% และเข้าถึงข้อมูลได้ผ่าน REST API
  • Virtual Private Cloud (VPC) ใช้บริการ Cloud ที่มีระบบเครือข่ายภายในแยกขาดจากระบบอื่นๆ ได้ ทำให้สามารถเชื่อมต่อ VM ภายในได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
  • Elastic Load Balance (ELB) บริการ Traffic Load Balancer กระจาย Traffic ไปยัง ECS หลายเครื่องเพื่อเสริมความทนทานให้กับระบบ
  • Direct Connect บริการเชื่มอต่อเครือข่ายแบบ Dedicated Network ความเร็วสูงและปลอดภัยเพื่อเชื่อมต่อ Data Center เข้ากับ VPC ได้โดยตรง
  • Virtual Private Network (VPN) บริการเชื่อมต่อ Data Center เข้ากับ VPC ผ่านเทคโนโลยี VPN อย่างปลอดภัย
  • Anti-DDoS บริการป้องกันการโจมตีแบบ DDoS ในระดับ Application Layer
  • Key Management Service (KMS) บริการปกป้องกุญแจเข้ารหัสด้วย Hardware Security Module (HSM)
  • Cloud Eye ระบบ Monitoring สำหรับตรวจสอบบริการต่างๆ ที่ใช้งานบน Cloud
  • Identity and Access Management (IAM) บริการสำหรับควบคุมการยืนยันตัวตนและกำหนดสิทธิ์ของผู้ใช้งานที่จะมาบริหารจัดการะบบ Cloud
  • Cloud Trace Service (CTS) บริการบันทึกข้อมูลเหตุการณ์และการกระทำทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนบริการ Cloud เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้วิเคราะห์เชิง Security, Compliance, Optimzation และ Troubleshooting ได้ตามต้องการ
  • Simple Message Notification (SMN) บริการสำหรับส่งข้อความไปยัง Email Address, เบอรโทรศัพท์, HTTP/HTTPS URL และ Application ต่างๆ เพื่อใช้ในการแจ้งเตือนได้อย่างง่ายดาย

ผู้ที่สนใจอยากเริ่มต้นใช้งาน Huawei Cloud สามารถทำการลงทะเบียนได้ที่ https://console-intl.huaweicloud.com/registerui/public/custom/register.html#/register ทันที

 

ติดต่อทีมงาน Huawei ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจในโซลูชันด้านระบบ Cloud ของ Huawei สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอทดสอบระบบได้ทันทีที่โทร 02 095 8199 ต่อ 8788 หรืออีเมล cloudthailand@huawei.com

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-opens-public-cloud-data-center-in-thailand/

TechTalk Webinar: NDID 101 รู้จักกับ National Digital ID เบื้องต้น โดยทีมงาน NDID

ทีมงาน TechTalkThai ร่วมกับ NDID ขอเชิญทุกท่านที่สนใจเข้าร่วมชม TechTalk Webinar ในหัวข้อเรื่อง “NDID 101 รู้จักกับ National Digital ID เบื้องต้น โดยทีมงาน NDID” เพื่อเรียนรู้ถึงแนวคิดของระบบ NDID, ประโยชน์ที่จะได้รับ, การนำมาใช้งานจริง และสถาปัตยกรรมเบื้องหลังระบบที่ใช้ Blockchain ในวันพุธที่ 24 ตุลาคม 2018 เวลา 14.00 – 15.30 น. โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

 

 

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: NDID 101 รู้จักกับ National Digital ID เบื้องต้น โดยทีมงาน NDID
ผู้บรรยาย: คุณสุทธิพงศ์ หนุ่ม กนกากร, ทีมงาน NDID
วันเวลา: วันพุธที่ 24 ตุลาคม 2018 เวลา 14.00 – 15.30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

 

Webinar ครั้งนี้เหมาะกับคนสาย IT ทั้งกลุ่มที่เป็น C-Level, Software Developer, Blockchain Developer, Software House, IT Manager และอื่นๆ ที่ติดตามเทคโนโลยีของ NDID และต้องการทำความเข้าใจกับพื้นฐานของ NDID ให้ครบทุกแง่มุมทั้งในเชิงของการออกแบบระบบและการนำไปใช้งานจริง เพื่อนำความรู้เหล่านี้ไปต่อยอดมองหาโอกาสที่ธุรกิจจะสามารถนำมาเชื่อมต่อกับระบบ NDID ได้ในอนาคต โดยวิทยากรของ Webinar ครั้งนี้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมออกแบบระบบโดยตรง ดังนั้นเนื้อหาจะลงลึกครบรอบด้านและสามารถสอบถามคำถามเชิงลึกกันได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้โครงการของ NDID เองก็มีเปิดเป็น Open Source เพื่อให้ทุกท่านสามารถนำไปศึกษาและต่อยอดได้ โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมหน้า GitHub ของ NDID ได้ที่ https://ndidplatform.github.io/ ครับ

 

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_oBnQu7zqT4O0FbNekY8KQA โดยทีมงาน TechTalkThai ขอสงวนสิทธิ์ในการสุ่มเลือกผู้เข้าร่วม TechTalk Webinar จำนวน 100 ท่านในวันที่ 24 ตุลาคม 2018 นะครับ

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-national-digital-id-ndid-101/

แชร์เคล็ดลับที่ไม่ลับในการทำ Offsite Backup โดย Veeam Backup & Replication

หลังจากที่ Veeam เวอร์ชัน 8 ได้ทำการเปิดตัวมาแล้ว หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า Veeam ได้ปล่อยฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากออกมา นั้นก็คือ “Veeam Cloud Connect Backup”

Veeam Cloud Connect Backup คืออะไร?

โดยปกติแล้ว องค์กรและบริษัทต่าง ๆ ล้วนมีการทำ Onsite Backup เก็บไว้ที่ Data Center ของตนเองอยู่แล้ว และหากองค์กรของคุณมีการใช้งาน Veeam Backup & Replication ในการทำ Onsite Backup ก็จะสามารถมี Offsite Backup หรือข้อมูลสำรองเก็บไว้บน Cloud ได้ ผ่านฟีเจอร์ “Veeam Cloud Connect Backup” โดยการทำงาน เพียงแค่คุณระบุชื่อหรือเลขของ Service Provider ที่เป็น Veeam Partner เช่น บริษัท Cloud HM ก็สามารถใช้งานได้ทันที

Veeam Cloud Connect Backup ที่ Cloud HM จะมาช่วยอะไรในธุรกิจของคุณได้บ้าง?

  1. Offsite Backup – เพราะหัวใจสำคัญที่สุดขององค์กรคือข้อมูล ดังนั้นเราจึงเป็นที่เก็บข้อมูลสำรองอีกหนึ่งชุดให้แก่คุณ
  2. ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อ Hardware – ไม่ต้องลงทุนซื้อ Server, NAS หรือ Tape ในการเก็บ Backup ของคุณอีกต่อไป เมื่อใช้ระบบ Cloud
  3. บริการครบวงจร – กังวลว่าจะใช้เวลาในการ Backup นานเกินไปรึเปล่า? จะปลอดภัยไหม? ถ้าส่งข้อมูลผ่าน Internet เนื่องจากเราเป็น Network Provider ด้วยนั้น หากคุณต้องการเชื่อม MPLS ระหว่าง Cloud กับ Site ของคุณ เราก็มีบริการให้คุณครบ
  4. Comply Audit – สามารถ Comply มาตรฐาน ISO และ IT Audit แทนระบบ Tape เดิมที่คุณใช้งานอยู่ได้

ต่อยอดจาก Offsite Backup เป็น DR Site ได้

นอกจากจะสามารถใช้ Veeam เป็นเครื่องมือในการทำ Offsite Backup ได้แล้ว Veeam ยังสามารถสร้าง DR Site เก็บไว้บน Cloud ได้ด้วยฟีเจอร์ “Veeam Cloud Connect Replication”

สนใจใช้ Solution ของ Veeam บน Cloud ติดต่อ Cloud HM

บริษัท คลาวด์ เอชเอ็ม จำกัด (Cloud HM) เป็นผู้ให้บริการ Cloud Services ครบวงจรในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Infra as a Service, Backup as a Service, DR as a Service, File Sharing as a Service หรือ Monitoring as a Service โดยดำเนินการภายใต้บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) ผู้ให้บริการด้านบรอดแบรนด์ในประเทศไทย

Web: https://www.cloudhm.co.th/solutions/veeam-cloud-connect-backup/
Email: sales@cloudhm.co.th
Tel: 02-315-7504
Line: @cloudhmco
FB: https://www.facebook.com/cloudhmco/

from:https://www.techtalkthai.com/offsite-backup-by-veeam-backup-and-replication/

Cisco Webinar: ต่อยอดธุรกิจ SMB ด้วยโซลูชัน Cisco Start

Cisco ผู้ให้บริการโซลูชันด้านเครือข่ายและ Data Center ชื่อดัง ขอเรียนเชิญผู้ประกอบการธุรกิจ SMB ทุกท่านเข้าร่วมฟังบรรยายออนไลน์ในหัวข้อเรื่อง “Empower your SMB with Cisco Start Solutions” โดยทีม Cisco ประเทศไทย พร้อมอัปเดตความท้าทายด้านธุรกิจ SMB ในยุคดิจิทัล และการนำโซลูชัน Cisco Start เข้ามาพลิกโฉมการดำเนินธุรกิจ ในวันอังคารที่ 16 ตุลาคมนี้ผ่านช่องทาง Cisco Webinar ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าฟังบรรยายได้ฟรี พร้อมลุ้นรับรางวัล Lucky Draw และของพรีเมียมจากทาง Cisco อีกเพียบ

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: Empower your SMB with Cisco Start Solutions
ผู้บรรยาย: คุณธัญนนทร์ จันท์รัฐมณี Cisco START Program Specialist, Cisco Systems ประเทศไทย
วันเวลา: วันอังคารที่ 16 ตุลาคม 2018 เวลา 14:00 – 15:30 น.
ช่องทางการบรรยาย: Cisco WebEx
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: ไม่จำกัด
ภาษา: ไทย
ลิงค์ลงทะเบียน: https://events-cisco.webex.com/events-cisco/onstage/g.php?MTID=e29ba0ddd4294dced5c23181d3daf7b06

Cisco Start Webinar “Meet the IT Experts” หรือ “พบกับผู้เชี่ยวชาญด้าน IT” จะให้ท่านเรียนรู้ถึงแนวทางล่าสุดในวงการ IT และได้เห็นถึงความท้าทายใหม่ๆ ในวงการธุรกิจและ IT ที่จะช่วยให้ธุรกิจของท่านเติบโตขึ้น ทำความรู้จักกับ Cisco Start ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับองค์กรขนาดใหญ่ ที่ปรับให้เข้ากับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง เพื่อให้ธุรกิจที่กำลังเติบโตของท่าน พัฒนาได้อย่างแข็งแกร่งขึ้น

กำหนดการ

14:00 – 14:10 Welcome Speech to SMBs โดยคุณอัญชลี ธูปเกิด ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขายธุรกิจ Commercial & SMB, Cisco Systems ประเทศไทย
14:00 – 15:10 Empower your SMB with Cisco Start Solutions โดยคุณธัญนนทร์ จันท์รัฐมณี Cisco START Program Specialist, Cisco Systems ประเทศไทย
15:10 – 15:25 Q&A
15:25 – 15:30 Closing

>> ลงทะเบียนคลิก <<

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-start-webinar-empower-your-smb-with-cisco-start-solutions/

IBM Cloud Private: Platform ที่ช่วยสร้าง Application บนเทคโนโลยี Docker Container และ Micro-Services

ปัจจุบันคงปฎิเสธไม่ได้ว่า cloud เป็นเรื่องที่ใกล้ตัว เพราะหลายๆองค์กรเริ่มมองหา cloud solution เพื่อนำมาตอบโจทย์ให้กับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากร ความยืดหยุ่นในการใช้งาน รวมถึงการรองรับการการขยายตัวของทรัพยากรในอนาคตหากมีการใช้งานเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันบางองค์กรยังไม่พร้อมที่จะเดินเข้าสู่ public cloud solution เต็มตัว private cloud solution จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ทำให้ลูกค้าสามารถใช้งาน cloud solution โดยสามารถติดตั้งภายในศูนย์ข้อมูล (data center) ขององค์กรของตนเองได้ ซึ่งสามารถใช้งานได้ไม่ต่างกับระบบ public cloud ทั่วไป เพียงแต่มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการมากขึ้น

 

 

IBM Cloud Private เป็น private cloud platform solution สำหรับพัฒนาและติดตั้ง application โดยสามารถรองรับได้ทั้งการพัฒนา Application ที่อยู่บนพื้นฐานของ VMware รวมถึง Docker Container ที่มาพร้อมกับระบบจัดการ Container (container orchestrator) อย่าง Kubernetes และ Cloud automation manager (CAM) สำหรับบริหารจัดการ cloud platform หลายๆระบบ (Multi-Cloud Management) ไม่ว่าจะเป็น private หรือ public cloud ทั้งของ IBM SoftLayer เองรวมถึง 3rd party เจ้าอื่นๆ เช่น Amazon, Azure โดยสามารถบริหารจัดการอยู่ภายในหน้าจอเดียวกัน (Single Console) ทำให้ผู้ใช้สามารถจัดการทรัพยากร (Monitor resource) หรือย้ายทรัพยากร (Move workload) ไปมาระหว่าง cloud ได้อย่างง่ายดายมากขึ้น
IBM Cloud Private เหมาะกับการใช้งานในกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการ ดังนี้

  • Modernize existing application เมื่อต้องการปรับเปลี่ยน Application ที่มีอยู่ในองค์กรให้สามารถใช้งานอยู่บนระบบ Cloud ได้ รวมถึงใช้เทคโนโลยีของ micro service เพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต
  • New innovation technology การพัฒนาระบบใหม่ๆในองค์กร เช่น Block chain หรือ Cloud native application
  • DevOps process เพื่อนำมาช่วยปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การเก็บ requirement พัฒนา ทดสอบและติดตั้งโปรแกรม เพื่อให้ Application สามารถออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้น

 

IBM Cloud Private มีทั้งหมด 3 Edition ด้วยกัน คือ

  • Community Edition เป็น edition เริ่มต้น สำหรับการทดลองใช้งาน (non-production use)
  • Cloud Native Edition เป็น edition เริ่มต้นสำหรับการสร้าง Application แบบใหม่ที่รองรับการทำงานบน cloud platform (cloud native application) โดยไม่ได้ยึดติดกับ cloud เจ้าใดเจ้าหนึ่ง รวมถึงสามารถขยายการทำงาน และโยกย้ายระบบได้อย่างรวดเร็ว สำหรับ edition นี้ได้มาพร้อมกับ IBM Microclimate สำหรับพัฒนา Application ในรูปแบบ Micro Service และ IBM Websphere Liberty สำหรับการ Deploy Application
  • Enterprise Edition เหมาะสำหรับการใช้งานร่วมกับ Application ที่มีอยู่แล้วบน Data Center ให้สามารถทำงานร่วมกับ Cloud service ได้ (cloud-enabled application) สำหรับ Edition นี้จะมาพร้อมกับ IBM Websphere Application Server Network Deployment, IBM MQ Advanced และ IBM API Connect สำหรับการ Deploy Application ที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น รวมถึงการรองรับการขยายตัวของ Application และการเชื่อมต่อเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่าง Application (Application integration)

 

โดยในทุก Edition จะมาพร้อมกับ Platform Kubernetes สำหรับการบริหารจัดการ Docker Container และ Core services ต่างๆ เช่น รายงานการบันทึกการใช้งานระบบ (Logging), ระบบตรวจสอบการใช้งานทรัพยากร (monitoring), ระบบบริหารจัดการ Multi-Cloud (Cloud automation manager) และ Content catalog สำหรับการใช้งาน Community service ต่างๆ เช่น IBM Db2®, Postgres, Mongo เป็นต้น

 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด โทร 02 311 6881 #7151 , 7156 l Email : cu_mkt@cu.co.th

 

เขียนบทความโดย อนุกูล คงสกูล, Presales Software Specialist บริษัท คอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน จำกัด

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-cloud-private-platform-for-cloud-native-applications-by-computer-union/

TechTalk Webinar: วิดีโอย้อนหลังเรื่อง “แนะนำ Oracle Database Appliance พร้อมสาธิตการใช้งานจริง”

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าชมการบรรยาย TechTalk Webinar เรื่อง “แนะนำ Oracle Database Appliance (ODA) พร้อมสาธิตการติดตั้งเพื่อใช้งาน Database ภายในไม่กี่นาที” โดย Oracle Thailand ที่เพิ่งจัดไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถลงทะเบียนเข้าชมวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

Oracle คิดค้นและพัฒนาระบบริหารจัดการฐานข้อมูลมาอย่างยาวนานมากกว่า 40 ปี จนกลายเป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์ที่เป็นมาตรฐานทางด้านการจัดการฐานข้อมูลที่ดีและเร็วที่สุดในโลก และเพื่อให้องค์กรทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณและทรัพยากรบุคคลจำกัดสามารถเข้าถึง Oracle Database ได้ง่ายยิ่งขึ้น Oracle จึงได้พัฒนาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ทำงานร่วมกับ Oracle Database เรียกว่า Oracle Database Appliance หรือเรียกๆ สั้นว่า ODA ซึ่งเป็น Integrated System สมรรถนะสูงที่ถูกปรับแต่งมาให้ใช้งานกับ Oracle Database โดยเฉพาะ เพื่อความง่าย สะดวก และรวดเร็ว ในราคาที่ถูกกว่าการใช้ฮาร์ดแวร์ยื่ห้ออื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพโดยรวมทั้งหมด

ภายใน Webinar ท่านจะได้พบกับ

  • แนะนำ Oracle Database Appliance ที่แรง เร็ว และง่าย สามารถติดตั้งให้พร้อมใช้งาน Database ได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
  • Oracle Database Appliance ช่วยลดภาระของผู้ดูแลระบบ Infrastructure และ Database ได้อย่างไร
  • Oracle Database Appliance ช่วยประหยัดค่า License ซอฟต์แวร์ คุมงบประมาณ และลดภาระค่าใช้จ่ายของระบบฐานข้อมูลได้อย่างไร
  • แนะนำตัวอย่างการนำ Oracle Database Appliance มาใช้งานจริงในองค์กร ได้แก่
    • การทำ Hybrid Cloud โดย Dev บน Cloud และมาใช้ ODA เป็น production
    • การทำ DB consolidation
    • การทำ DB as a Service ได้ง่ายๆ ภายในองค์กร

Webinar นี้เหมาะสำหรับผู้ดูแลระบบ Infrastructure, ผู้ดูแลระบบ Database และทีม Operation ขององค์กร

ผู้ที่สนใจรับชมวิดีโอย้อนหลังสามารถกรอกฟอร์มลงทะเบียนได้ด้านล่างหรือตามลิงค์ https://goo.gl/forms/yJZRzBj1ieWMNuag1

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webinar-oracle-database-appliance-video/