คลังเก็บป้ายกำกับ: FEATURED_POSTS

IMC Institute เปิด 2 หลักสูตร สำหรับผู้บริหารองค์กร, ผู้บริหารไอที CEO, CIO, CFO, CTO และผู้สนใจการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในธุรกิจในยุคดิจิทัล 4.0 พร้อมเลือกเข้าศึกษาดูงานในต่างประเทศในราคาพิเศษ

IMC Institute เป็นศูนย์รวมข้อมูลเชิงวิชาการและพัฒนาศักยภาพความสามารถให้กับบุคลากรในอุตสาหกรรม IT เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในโลกของยุคเศรษฐกิจ ได้ทำการเปิดหลักสูตรอบรมที่ครอบคลุมเนื้อหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่องค์กรและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน มีความจำเป็นต้องนำไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หลักสูตร ที่ IMC Institute เปิดสอน ออกแบบให้กับทั้งผู้บริหาร IT ระดับสูง ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญใน IT แขนงต่างๆ อาทิ SOA, Java Development, Enterprise Architecture, Software Testing, Cloud Computing, Big Data, BI, IoT เป็นต้น

IMC Institute เปิด 2 หลักสูตร สำหรับผู้บริหารองค์กร, ผู้บริหารไอที CEO, CIO, CFO, CTO และผู้สนใจการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในธุรกิจในยุคดิจิทัล 4.0 พร้อมเลือกเข้าศึกษาดูงานในต่างประเทศในราคาพิเศษ

หลักสูตร Digital Transformation Strategy 5 วันเข้มข้นกับ 10 ผู้ทรงคุณวุฒิ

พร้อมเลือกเข้าศึกษาดูงาน CHINA HI-TECH FAIR นครเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน

หลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อเติมเต็มความรู้ความเข้าใจและสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่องค์กรต่างๆ จากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งกำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจ จนทำให้เกิดคำว่า Digital Disruption ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาของหุ่นยนต์ การเกิดขึ้นของบล๊อคเชน กระแสการแข่งขันจากการนำข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) มาวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics) นโยบายการผลักดันอุตสาหกรรม 4.0 ของประเทศไทย ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบถึงการปรับตัวและความอยู่รอดของทุกอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ

Digital Transformation Strategy จะช่วยให้เกิดความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในโลกดิจิทัล เข้าใจถึงแนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ทั้งที่กำลังจะเข้ามา Disrupt การทำธุรกิจ ทั้งที่กำลังมาช่วยสร้างมูลค่าและทำให้เกิดความเสี่ยงต่อธุรกิจ ทั้งนี้รวมถึงนโยบายและกฏหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนรับทราบกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากมาย เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางวางแผนการสร้างกลยุทธ์ด้านดิจิทัลให้กับองค์กร รวมถึงติดตามและประเมินผลความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงในองค์กรที่เกิดจากการวางกลยุทธ์ด้านดิจิทัล พร้อมเลือกเข้าศึกษาดูงาน CHINA HI-TECH FAIR นครเซินเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.imcinstitute.com/digitalTransform

หลักสูตร Cloud Computing สำหรับผู้บริหารเรียนรู้หลักการและการนำไปใช้งานจริง

พร้อมเลือกเข้าศึกษาดูงาน Cloud Expo Asia 2018

สำหรับผู้บริหารทั้งหลายที่กำลังสนใจนำ Cloud Computing มาประยุกต์ใช้งานในองค์กร เพราะขณะนี้ทางสถาบันฝึกอบรม IMC ได้เปิดหลักสูตร Practical Cloud Computing for Senior Management วันที่ 3 – 5 ตุลาคมนี้ ซึ่งหลักสูตรนี้ถูกออกแบบมาเพื่อผู้บริหาร IT ที่สนใจศึกษาหลักการและแนวทางของ Cloud Computing และเพิ่มเนื้อหาเพื่อเรียนรู้การพัฒนา Practical Cloud Computing ทั้งส่วนที่เป็น IaaS และ PaaS เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้เข้าใจหลักการของ Cloud ที่แท้จริง รวมถึงพาเดินทางไปร่วมชมงาน Cloud Expo Asia ที่สิงคโปร์ระหว่างวันที่ 9 – 11 ตุลาคมนี้อีกด้วย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.imcinstitute.com/cloudmgmt

from:https://www.techtalkthai.com/imc-institute-digital-transformation-strategy-and-cloud-computing-2018/

Advertisements

Sponsored Webinar: ความสำเร็จในการทำ Digital Transformation ของ Scoot Airlines และ ASICS โดย Oracle NetSuite

Oracle NetSuite ขอเรียนเชิญเหล่าองค์กรที่กำลังวางแผนทำ Digital Transformation เข้าร่วม Webinar ในหัวข้อเรื่อง “ความสำเร็จในการทำ Digital Transformation ของ Scoot Airlines และ ASICS โดย Oracle NetSuite” เพื่อรับฟังแนวทางในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่างๆ และการปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจในระหว่างการทำ Digital Transformation ในวันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม 2018 เวลา 15.00 – 16.30 โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนดังนี้

 

 

รายละเอียดการบรรยาย

หัวข้อ: ความสำเร็จในการทำ Digital Transformation ของ Scoot Airlines และ ASICS โดย Oracle NetSuite
ผู้บรรยาย: คุณ Nattawutt Nattee, Principal Solution Consultant, Oracle NetSuite
วันเวลา: วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม 2018 เวลา 15.00 – 16.30
ช่องทางการบรรยาย: Online Web Conference
จำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุด: 100 คน
ภาษา: ไทย

 

การผลักดันให้ภาคธุรกิจในไทยก้าวสู่การเป็น Digital Business ด้วยการทำ Digital Transformation เพื่อให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับที่สูงขึ้นและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนนั้น ถือเป็นบทบาทสำคัญของทางภาครัฐในนโยบาย Thailand 4.0 ถึงแม้จะมีหลายธุรกิจที่เร่งก้าวเข้าสู่โลกของ Digital อย่างรวดเร็วแล้ว แต่หลายธุรกิจเองก็ยังคงเกรงกลัวที่จะเดินหน้าต่อไปในเส้นทางสายนี้ ใน Webinar ครั้งนี้ทางทีมงาน Oracle NeteSuite จะมาถ่ายทอดกรณีศึกษาการทำ Digital Transformation ของ Scoot Airlines และ ASICS ถึงความท้าทายและกลยุทธ์ที่ใช้ในความสำเร็จดังกล่าว

 

1 ชั่วโมงเต็มกับ TechTalk Webinar ผ่านระบบ Online Web Conference (Webinar)

หลายท่านอาจประสบปัญหาเรื่องเวลา หรือการเดินทางมายังงานสัมมนาที่ต่างๆ ทำให้พลาดโอกาสในการอัพเดทเทรนด์และเทคโนโลยีอันเป็นที่น่าสนใจในปัจจุบัน TechTalkThai จึงได้ริเริ่มโปรเจ็คท์ TechTalk Webinar สำหรับกระจายความรู้ และอัพเดทข่าวสารทางด้าน Enterprise IT ผ่านทางระบบ Online Web Conferencing เพื่อให้ทุกท่านสามารถรับชมและฟังการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญและ Vendor ต่างๆ จากที่ไหนก็ได้ ที่สำคัญคือ ทุกท่านสามารถเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

 

ลงทะเบียนเข้าร่วม TechTalk Webinar ได้ฟรี

ผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มเพื่อเข้าร่วม TechTalk Webinar ในหัวข้อนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://zoom.us/webinar/register/WN_gPUZcFjZQ0-CAWBCL5i79g โดยทีมงาน TechTalkThai ขอสงวนสิทธิ์ในการสุ่มเลือกผู้เข้าร่วม TechTalk Webinar จำนวน 100 ท่านในวันที่ 30 สิงหาคม 2018 นะครับ

from:https://www.techtalkthai.com/sponsored-webinar-success-cases-of-digital-transformation-from-scoot-airlines-and-asics-by-oracle-netsuite/

L1 Terminal Fault: 3 ช่องโหว่ล่าสุดบน Intel CPU ที่ทำให้เข้าถึงข้อมูลบน L1 Cache ได้

ปีนี้แนวโน้มการค้นหาช่องโหว่บน CPU ถือว่ามาแรงมาก และล่าสุดนี้ทาง Intel ก็ได้ออกมาเผยถึง 3 ช่องโหว่ความรุนแรงระดับสูงบน CPU ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกจัดเก็บเอาไว้ใน L1 Cache บน CPU ได้ และเรียก 3 ช่องโหว่นี้รวมกันว่า L1 Terminal Fault หรือ L1TF นั่นเอง ซึ่งช่องโหว่เหล่านี้ก็ส่งผลกระทบกับทั้ง Application, Kernel, Virtual Machine (VM), Software Guard Extensions (SGX) และ System Management Mode (SMM) ทำให้เหล่าผู้ดูแลระบบต้องเตรียมติดตามข่าวและอัปเดตระบบทั้งหมดในอีกไม่ช้านี้

 

Credit: ShutterStock.com

 

L1TF นี้นับเป็นช่องโหว่สำคัญอีกช่องโหว่หนึ่งที่ถูกเปิดเผยออกมาในปีนี้ และเป็นช่องโหว่ที่อาจนำมาซึ่งการโจมตีในกลุ่ม Speculative Side-Channel Attack ได้ โดยช่องโหว่ทั้ง 3 ได้รับรหัสดังนี้

  • CVE-2018-3615 ส่งผลกระทบกับ Intel SGX โดยต้องทำการอัปเดต Microcode เพื่อแก้ไข
  • CVE-2018-3620 ส่งผลกระทบกับระบบปฏิบัติการและ SMM ซึ่งต้องทำการอัปเดต Kernel ของระบบปฏิบัติการและทำการอัปเดต Microcode ของ SMM เพื่อแก้ไข
  • CVE-2018-3646 ส่งผลกระทบกับ Hypervisor และ VM ต้องทำการอัปเดตทั้ง Microcode, OS, Hypervisor เพื่อแก้ไข

หลังจากนี้ก็ต้องเตรียมตัวอัปเดต Patch กันให้ดี ซึ่งปัจจุบันนี้ Canonical ก็ได้เริ่มออก Patch อุดช่องโหว่มาให้กับ Ubuntu แล้ว และ Microsoft Azure, Amazon Web Services และ Google Cloud Platform เองก็เริ่มมีการรับมือกับช่องโหว่ดังกล่าวแล้วเหมือนกัน ส่วนผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการ, Hypervisor และผู้ให้บริการ Cloud รายอื่นๆ นั้นก็คงมีข่าวอัปเดตตามออกมาในไม่ช้านี้

สำหรับรายละเอียดฉบับเต็มเกี่ยวกับ L1TF สามารถศึกษาได้ที่ https://software.intel.com/security-software-guidance/software-guidance/l1-terminal-fault ส่วนด้านล่างนี้เป็นคลิปอธิบายช่องโหว่ L1TF จากทาง Intel ครับ

 

 

ที่มา: https://www.theregister.co.uk/2018/08/14/intel_l1_terminal_fault_bugs/, https://www.intel.com/content/www/us/en/security-center/advisory/intel-sa-00161.html

from:https://www.techtalkthai.com/l1-terminal-fault-vulnerabilities-on-intel-cpu-were-disclosed/

ความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยของ SD-WAN และวิธีการต่อสู้กับความท้าทายนี้

หน้าที่หลักของ WAN คือการเชื่อมต่อผู้ใช้ที่กระจายกันอยู่กับแอปพลิเคชันที่จำเป็นต้องใช้ในการทำงาน อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แอปพลิเคชันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และนี่คือสาเหตุที่ Silver Peak กล่าวในรายงานล่าสุดว่า Software-Defined Wide Area Networks หรือ SD-WAN มีความเหมาะสมมากกว่า WAN แบบเดิมที่ใช้เราเตอร์ในการเชื่อมต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่กำลังพัฒนากลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับคลาวด์ในการใช้งานแอปพลิเคชัน

ตัวอย่างของกรณีนี้จะเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ว่า แอปพลิเคชันส่วนใหญ่ไม่ติดตั้งอยู่ใน Data Center องค์กรส่วนกลาง/ส่วนภูมิภาคอีกต่อไป และจำนวนก็ยิ่งมีน้อยลงเนื่องจากองค์กรสมัยใหม่หันไปใช้คลาวด์และแอปพลิเคชัน SaaS กันมากขึ้น

ความต้องการคุณภาพที่สูงขึ้นจากแอปพลิเคชันสมัยใหม่ Internet of Things (IoT) และ
แอปพลิเคชัน Big Data ซึ่งกำลังขยายขอบเขตออกไปในแง่ของปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้น กำหนดให้ WAN ในปัจจุบันจะต้องสามารถรับมือได้

Silver Peak กล่าวว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ที่มีต่อแลนด์สเคปของแอปพลิเคชันก็คือ WAN ขององค์กรจะต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น ตัวเลือกในการเชื่อมต่อสายส่วนตัวแบบเดิม (เช่น Multi-Protocol Label Switching หรือ MPLS) และวิธีการจัดเส้นทาง (Routing) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำ Backhaul เป็นตัวเลือกที่ไม่เหมาะกับแอปคลาวด์ ปริมาณทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต และการปฏิสัมพันธ์แบบเพียร์ทูเพียร์ (Peer-to-peer) ที่แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว

ข้อด้อยที่สำคัญบางอย่าง ได้แก่ ต้นทุนสถาปัตยกรรมและค่าบริการเครือข่ายดังกล่าวที่สูง ผลกระทบเชิงลบที่มีต่อสมรรถนะ รวมทั้งความไม่ยืดหยุ่นของระบบดังกล่าว

เมื่อเทียบกันแล้ว SD-WAN ช่วยให้องค์กรใช้ประโยชน์จากการเชื่อมต่อเครือข่ายหลายประเภท รวมทั้งบริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ในขณะที่เชื่อมต่อผู้ใช้กับแอปพลิเคชัน อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนี้ก่อให้เกิดความท้าทายด้านความปลอดภัยที่เกิดจากหรือเกี่ยวข้องกับ SD-WAN

การใช้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์เป็นตัวเลือกในการเชื่อมต่อต้นทุนต่ำ คือหัวใจสำคัญของการนำเสนอคุณค่าของ SD-WAN อย่างไรก็ตาม Silver Peak กล่าวว่า การที่บรอดแบนด์เป็นเครือข่ายแบบ ‘สาธารณะ’ ไม่ใช่แบบ ‘ส่วนตัว’ จึงจำเป็นจะต้องรับประกันความลับและความถูกต้องสมบูรณ์ของแอปพลิเคชันที่ผ่านเข้ามาในการเชื่อมต่อดังกล่าว

และแน่นอนว่า การนำอุปกรณ์ SD-WAN มาใช้โดยเชื่อมต่อผ่านสายเคเบิล (Inline Deployment) ถ้าจะว่าไปแล้วก็ทำให้เสี่ยงต่อการถูกโจมตีมากขึ้น อย่างน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ที่มีการนำ WAN Optimiser มาใช้ในการกำหนดค่าแบบ Out-of-path

Silver Peak ยกตัวอย่างของ Internet Breakout ซึ่งจำเป็นต่อการส่งเสริมสมรรถนะและลดแบนด์วิดท์ (กล่าวคือ จำนวนเงิน) ที่จำเป็นในการทำ backhaul แต่ก็ยังสามารถทำให้ผู้ใช้ในสาขาและเครือข่ายเฉพาะที่เสี่ยงต่อภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตและภัยคุกคามอื่นๆ ที่มีมากมายโดยตรง

ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องจำกัดปลายทางขาออก บล็อกทราฟฟิกขาเข้าที่ไม่ต้องการ/ไม่พึงประสงค์ และกรองทราฟฟิกที่อนุญาต/ที่คาดหวังเพื่อหาภัยคุกคาม อย่างไรก็ตาม เว็บแอปพลิเคชันแต่ละประเภทไม่ได้สร้างมาให้เหมือนกันทั้งหมด และทราฟฟิกบนเว็บบางอย่างอาจทำให้องค์กรเสี่ยงต่อไวรัส ม้าโทรจัน การโจมตี DDoS และช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอื่นๆ ได้

“เพื่อดำเนินนโยบายดังกล่าว ทราฟฟิกบนเว็บจะต้องได้รับการกำหนดทิศทางในระดับ
แกรนนูลาร์ไปยังปลายทางที่ถูกต้อง ซึ่งต้องอาศัยการระบุแอปพลิเคชันในแพคเก็ตแรก เนื่องจากเมื่อกำหนดเซสชันของแอปพลิเคชันขึ้นมาแล้ว จะไม่สามารถเปลี่ยนเส้นทางไปยังปลายทางสำรองโดยไม่ทำให้กระแสถูกตัดขาดจนส่งผลให้แอปพลิเคชันหยุดชะงักได้” Silver Peak กล่าว “และเนื่องจากช่วงเลขที่อยู่ IP ที่แอปพลิเคชัน SaaS ใช้นั้น เปลี่ยนแปลงแทบจะตลอดเวลา การอัปเดตตารางเลขที่อยู่จะต้องทำแบบอัตโนมัติและทำทุกวัน”

มีประเด็นอื่นอีกหลายประเด็นที่ความปลอดภัยสามารถช่วยให้นำ SD-WAN มาใช้ได้อย่างประสบความสำเร็จ ซึ่งได้แก่

  • ทำให้แอปพลิเคชันที่มีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยแตกต่างกันมีระบบการเชื่อมต่อแบบเดียวกัน
  • ช่วยให้การนำมาใช้รวดเร็วขึ้นและบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ด้วยการเตรียมใช้งานอุปกรณ์ SD-WAN แบบอัตโนมัติที่ปลอดภัย การบังคับใช้นโยบายความปลอดภัยอัตโนมัติ และแผนการบริหารจัดการที่ปลอดภัย
  • ช่วยให้การบังคับใช้นโยบายความปลอดภัยที่เจาะจงแอปพลิเคชันมีความสอดคล้องกัน ไม่ว่าแอปพลิเคชันนั้นจะตั้งอยู่ที่ใด หรือเข้าถึงจากที่ใด

เช่นนี้แล้ว ธุรกิจจะได้รับประโยชน์จากการนำ SD-WAN มาใช้โดยไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงได้อย่างไร Silver Peak EdgeConnect คือคำตอบ

EdgeConnect โซลูชัน SD-WAN ที่ครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุดในอุตสาหกรรม ช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่นในการใช้เทคโนโลยีการขนส่งแบบใดก็ได้ร่วมกันเพื่อเชื่อมต่อผู้ใช้กับแอปพลิเคชัน รวมทั้งบริการบรอดแบนด์สาธารณะ โดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพหรือความปลอดภัยของแอปพลิเคชัน

คลิกที่นี่เพื่ออ่านรายงานฉบับเต็มเกี่ยวกับประโยชน์ของ SD-WAN ความท้าทายด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้น และวิธีป้องกันตัวเองด้วย EdgeConnect

from:https://www.techtalkthai.com/sd-wan-security-challenges-and-how-to-deal-with-them/

[รีวิว] Rise of the Robots: หนังสือเศรษฐศาสตร์ดีๆ สำหรับคนสาย IT วิเคราะห์โลกในยุคของ AI และหุ่นยนต์

Rise of the Robots นี้เป็นหนังสือที่ชนะรางวัลและขายดีติดอันดับที่การันตีคุณภาพโดย Financial Times, McKinsey, New York Times และ Forbes ซึ่งถูกนำมาแปลเป็นภาษาไทยแล้ว โดยเนื้อหานั้นจะเป็นการวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากเหล่าเทคโนโลยีอย่าง AI และหุ่นยนต์ที่จะมีต่อภาคเศรษฐกิจระดับประเทศและระดับโลก รวมถึงแง่มุมจากวงการต่างๆ ทางทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้อ่านจนจบแล้วพบว่าเป็นหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่งทีเดียว จึงขอหยิบยกมาแนะนำกันดังนี้ครับ

 

Credit: TechTalkThai

 

*** หนังสือเล่มนี้ทางสำนักพิมพ์ SALT ได้ส่งมาให้ทางทีมงาน TechTalkThai อ่านฟรีๆ โดยไม่ได้มีเงื่อนไขในการรีวิวแต่อย่างใด ดังนั้นการรีวิวครั้งนี้จึงเกิดขึ้นโดยทีมงาน TechTalkThai เองทั้งหมดครับ

 

Rise of the Robots: นี่ไม่ใช่หนังสือเทคโนโลยี แต่เป็นหนังสือธุรกิจที่ครอบคลุมประเด็นด้านเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่คน IT อ่านรู้เรื่องได้ง่าย

ก่อนอื่นต้องขอยอมรับเลยว่าก่อนจะได้รับหนังสือมาอ่านทางทีมงาน TechTalkThai เองก็เข้าใจผิดอยู่เหมือนกันครับว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเป็นหนังสือที่เล่าเรื่อง AI และหุ่นยนต์ให้คนทั่วๆ ไปอ่านเข้าใจได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นหนังสือที่เขียนมาตั้งแต่ปี 2015 ก็เลยคิดว่าเนื้อหาอาจจะไม่ทันสมัยนัก แต่พอได้หยิบมาอ่านแค่บทแรกๆ ก็รู้ตัวทันทีว่าคิดผิดไปแล้ว

เนื้อหาช่วงแรกๆ เพียงเล็กน้อยของหนังสือเล่มนี้จะเกริ่นให้เห็นถึงการมาของเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทำให้อุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไป และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดแรงงาน, ค่าแรง, ผลิตภาพในระดับประเทศ และอื่นๆ ก่อนจะนำมาสู่เทคโนโลยีในยุคปัจจุบันอย่าง AI และหุ่นยนต์ ที่จะปฏิเสธไม่ได้แน่ๆ ว่าคลื่นของเทคโนโลยีลูกนี้จะส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อตลาดแรงงานทั่วโลก

การนำเสนอประเด็นด้านเทคโนโลยีต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเนื้อหาในเชิงลึก แต่เป็นเพียงภาพคร่าวๆ ให้เราพอเข้าใจว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทอย่างไรในแต่ละอุตสาหกรรม และมันจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อแรงงานและนายทุนในอุตสาหกรรมนั้นๆ บ้าง ก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อมาเป็นวงกว้างต่อภาครัฐของแต่ละประเทศ และเศรษฐกิจโดยรวมในระดับโลก

อย่างไรก็ดี หนังสือเล่มนี้จะเขียนประเด็นต่างๆ อ้างอิงกับภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมจากมุมมองของสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ดังนั้นการอ่านหนังสือเล่มนี้ก็อาจต้องเปิดใจรับเนื้อหาใหม่ๆ นอกวงการ IT เยอะมากพอสมควรทีเดียวสำหรับคนที่มีฐานทางด้าน IT เป็นหลัก แต่ก็นับเป็นข้อดีด้วยเหมือนกันครับที่ช่วยให้เปิดมุมมองเป็นอย่างมากในหลายแง่มุมทีเดียว

ข้อดีของหนังสือเล่มนี้ฉบับภาษาไทยคือการเรียบเรียงทำออกมาได้ค่อนข้างดีทีเดียวครับ เนื้อหาอ่านเข้าใจดี ไม่ได้มีส่วนที่อ่านแล้วรู้สึกว่าคนแปลก็ไม่รู้เรื่องตรงนี้แต่ยังเข็นมันออกมา มีส่วนเสริมบรรยายให้เข้าใจประเด็นต่างๆ ให้มากขึ้นได้ และเนื้อหาไม่ได้ยาวมากทำให้อ่านแล้วไม่เหนื่อย ทยอยอ่านไปได้เรื่อยๆ จนจบครับ ถ้าตั้งใจอ่านเร็วๆ 2-3 วันก็น่าจะจบ แต่ถ้าเป็นสไตล์อ่านไปค่อยๆ ย่อยไป ก็อ่านได้เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนครับ

สำหรับอันนี้เป็นบทต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้ครับ

  • บทที่ 1 ลูกคลื่นอัตโนมัติ
  • บทที่ 2 ครั้งนี้จะต่างออกไปไหม?
  • บทที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศ : ปัจจัยพลิกโฉมแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
  • บทที่ 4 คอปกขาวถึงจุดเสี่ยง
  • บทที่ 5 เปลี่ยนโฉมการศึกษาขั้นสูง
  • บทที่ 6 ความท้าทายของบริการสุขภาพ
  • บทที่ 7 เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
  • บทที่ 8 ผู้บริโภค ขีดจำกัดการเติบโตที่ถูกจำกัด…และวิกฤต?
  • บทที่ 9 ปัญญาประดิษฐ์อัจฉิริยะและซิงกูลาริตี้
  • บทที่ 10 สู่กระบวนทัศน์เศรษฐกิจใหม่

 

อ่านจบแล้วได้อะไร

สำหรับผมเองที่ไม่ได้มีพื้นฐานทางด้านเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์มากนัก อ่านแล้วก็ถือว่าได้ความรู้และการมองโลกของเทคโนโลยีและ IT ในมุมใหม่ๆ ไม่น้อย แถมยังได้รู้ประวัติศาสตร์เรื่องของเทคโนโลยีและแรงงาน รวมถึงประเด็นด้านกฎหมายต่างๆ ที่น่าสนใจของสหรัฐอเมริกา และมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์และแรงงานที่จะเกี่ยวข้องกับการมาของเทคโนโลยี ไปจนถึงทางออกของภาครัฐในการดูแลประชนด้วยวิธีการอย่าง Basic Income และอื่นๆ ด้วยครับ เรียกได้ว่าเนื้อหาครอบคลุมรอบด้านจริงๆ

 

สิ่งที่ควรระวังก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้

เนื้อหาในเล่มจะ Contrast กับมุมที่เหล่าผู้พัฒนาเทคโนโลยีออกมานำเสนอค่อนข้างมาก โดยหนังสือเล่มนี้จะมองในมุมที่เทคโนโลยีจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อตลาดแรงงานเป็นหลัก และเล่าถึงผลดีของเทคโนโลยีที่จะมีต่อเหล่านายทุนเป็นส่วนมาก ดังนั้นหากอยากทำความเข้าใจให้รอบด้านจริงๆ การมีพื้นฐานเข้าใจเทคโนโลยีด้าน AI และหุ่นยนต์ในเชิงการนำมาใช้งานและการประยุกต์นำไปใช้ประโยชน์ในมุมต่างๆ เพื่อให้เข้าใจข้อดีของเทคโนโลยีที่จะมีต่อเหล่าผู้บริโภคและคุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้คนไปด้วย ก็จะทำให้การอ่านหนังสือเล่มนี้สนุกขึ้นพอสมควรเลยครับ เพราะจะทำให้เราได้คิดมุมแย้งกับสิ่งที่หนังสือเล่มนี้นำเสนอ และเข้าใจข้อดีข้อเสียของเทคโนโลยีต่างๆ ได้มากขึ้น

 

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร

อันที่จริงแล้วหนังสือเล่มนี้ใช้ภาษาที่ค่อนข้างทางการพอสมควร และตัวหนังสือขนาดก็ไม่ได้ใหญ่นัก ดังนั้นด้วยเนื้อหาให้อ่านจริงๆ ประมาณ 300 กว่าหน้า กับราคาปกที่อยู่ประมาณ 415 บาท หนังสือเล่มนี้ก็ถือว่าคุ้มไม่น้อยที่จะซื้อมาอ่าน แต่ก็แนะนำว่าผู้ที่สนใจควรไปลองยืนอ่านก่อนตัดสินใจซื้อเหมือนกันครับ เพราะถ้าใช่แนวก็น่าจะทำให้อ่านเพลินๆ ได้ยาวๆ แต่ถ้าอ่านแล้วไม่ชอบเพราะคิดเยอะเชื่อมโยงเยอะเกินไป ก็อาจอ่านไม่จบได้อยู่เหมือนกัน

อย่างไรก็ดี เนื้อหาในเล่มไม่ได้ลงลึกเรื่องใดเป็นพิเศษ ดังนั้นถึงแม้จะเป็นคน IT ก็น่าจะยังอ่านเนื้อหาในฝั่งธุรกิจ, เศรษฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติด้านแรงงานในหนังสือเล่มนี้ได้สบายๆ ส่วนในมุมของคนที่ไม่ใช่สาย IT ผมคิดว่าน่าจะเหมาะกับคนที่ชอบอ่านอะไรหนักๆ ที่มีเนื้อหาอ้างอิงรายรอบเสียหน่อย ก็น่าจะเหมาะครับ

ดังนั้นหากจะให้ฟันธงก็คือ หนังสือเล่มนี้คิดว่าเหมาะกับผู้อ่านกลุ่มดังนี้

  1. คน IT ที่พร้อมจะอ่านเรื่องนอกสายที่ยังคงเกี่ยวข้องกับวงการ
  2. เจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารที่กำลังค้นหามุมมองการวิเคราะห์โลกในอนาคต ที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในวงการต่างๆ อย่างมหาศาล
  3. คนนอกสาย IT ที่มีพื้นฐานการทำความเข้าใจเทคโนโลยีและข้อมูลเชิงเศรษฐกิจและสังคม

 

ซื้อได้ที่ไหน

อันนี้เนื่องจากไม่ได้ซื้อเองก็เลยบอกยากนิดนึงครับ จากที่เดินดูตามร้านหนังสือต่างๆ ก็เห็นว่ามีบ้างไม่มีบ้าง แต่ถ้าไปตามงานหนังสือก็เชื่อว่าน่าจะมีขายราคาถูกกว่าราคาปกอยู่เหมือนกัน ส่วนถ้าจะสั่ง Online ก็เสิร์ชเจอ 3 ลิงค์ดังนี้ครับ

 

แนะนำให้อ่านแค่ไหน?

โดยรวมคิดว่าอ่านจบแล้วเป็นประโยชน์ค่อนข้างมากครับ ถ้าเปิดอ่านๆ ดูบทแรกๆ กลางแล้วคิดว่าอ่านแนวนี้จบได้ ก็อ่านเถอะครับ

 

สุดท้ายนี้ก็ขอขอบคุณสำนักพิมพ์ Salt อีกทีนะครับที่ทำหนังสือดีๆ ออกมาแล้วส่งมาให้ได้อ่านกันในครั้งนี้ครับ

from:https://www.techtalkthai.com/review-rise-of-the-robots-book-by-salt/

True IDC จับมือ BBIX จากญี่ปุ่น เปิดตัว BBIX (Thailand) นำไทยสู่ศูนย์กลาง Internet Exchange ระดับเวิร์ลคลาส

     

True IDC ผู้ให้บริการ Data Center และระบบ Cloud ชั้นนำของไทย ประกาศร่วมทุนกับ BBIX ผู้ให้บริการ Internet Exchange อันดับหนึ่งจากญี่ปุ่น เพื่อก่อตั้งบริษัท บีบีไอเอ็กซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด (BBIX (Thailand) Company Limited) ให้เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตมาตรฐานสากล ยกระดับโครงข่ายพื้นฐานและระบบอินเทอร์เน็ตไปอีกขั้น พร้อมผลักดันประเทศให้ก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ

ศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตหรือ Internet Exchange Point (IxP) นั้น เป็นจุดที่โครงข่ายของผู้ให้บริการมีการเชื่อมต่อระหว่างกัน เพื่อทำการแลกเปลี่ยนทราฟฟิกของลูกค้าซึ่งกันและกัน หรือแลกเปลี่ยนทราฟฟิกของลูกค้ารายอื่นๆ โดย IxP จะช่วยให้ผู้ให้บริการแต่ละรายสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตของลูกค้าได้โดยตรง ลดระยะทางของทราฟฟิกที่ต้องวิ่งอ้อมผ่านเส้นทางอื่นๆ ส่งผลให้มี Latency ลดลง มี Round-trip Time ที่ดีขึ้น และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตลงได้อีกด้วย ปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมี IxP รวมทั้งสิ้น 14 แห่ง

ประโยชน์ที่เด่นชัดที่สุดของ IxP คือการแก้ปัญหา “ปรากฏการณ์ทรอมโบน” โดยทั่วไปแล้ว เส้นทางของทราฟฟิกที่วิ่งจากระบบเครือข่ายหนึ่งไปยังอีกระบบเครือข่ายหนึ่งจะถูกกำหนดโดยเครือข่ายตัวกลาง ซึ่งเรียกได้ว่าปล่อยไปตามมีตามเกิด อย่างไรก็ตาม ทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตทั่วโลกต่างส่งผ่านกันในรูปแบบนี้ เนื่องจากการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่าง ISP กับ ISP มีค่าใช้จ่ายที่สูง แต่การพึ่งพาเครือข่ายหลักของ ISP ในการส่งทราฟฟิกภายในประเทศอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพได้ เนื่องจากบางครั้ง ISP กลับส่งทราฟฟิกออกไปยังระบบเครือข่ายอื่นที่อยู่คนละเมืองหรือคนละประเทศแล้วค่อยวนกลับมายังจุดหมายปลายทาง ก่อให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า “ปรากฎการณ์ทรอมโบน”

คุณศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา ผู้จัดการทั่วไปและประธานคณะผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของ True IDC ระบุว่า การร่วมทุนเพื่อก่อตั้ง BBIX (Thailand) นี้ ทาง True IDC จะถือหุ้น 51% ในขณะที่ BBIX จะถือหุ้น 49% โดยจะให้บริการ IxP ในระดับ Layer 2 ซึ่งมีประสิทธิภาพเหนือกว่า IxP ในไทยส่วนใหญ่ที่ให้บริการในระดับ Layer 3 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเก่ากว่า พร้อมทั้งนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ระดับเวิร์ลคลาสของ BBIX ญี่ปุ่นมาพัฒนาในประเทศไทย นอกจากนี้ BBIX (Thailand) จะให้บริการแบบ Carrier Neutral คือ พร้อมเชื่อมต่อกับ ISP และ Content Providers เพื่อให้ประสิทธิภาพในการเดินทางของข้อมูลมีความเท่าเทียมกันทั้งหมด เป็นการยกระดับโครงข่ายพื้นฐานและอินเทอร์เน็ตของประเทศไปอีกขั้น เมื่อระบบอินเทอร์เน็ตของประเทศไทยมีความเร็วสูงขึ้น ย่อมดึงดูดนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศให้เข้ามาลงทุน โดยเฉพาะธุรกิจ E-commerce

“เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน ทั้งการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน รวมถึงธุรกรรมต่างๆ และจากการใช้งานอย่างก้าวกระโดดนี้ ก่อให้เกิดการรับส่งข้อมูล (Content/Media) บนเครือข่ายมหาศาล ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการรับส่งข้อมูลบนโครงสร้างพื้นฐานปัจจุบัน True IDC ยังคงมุ่งมั่นผลักดัน และตอบสนองนโยบายรัฐบาล Thailand 4.0 ในการพัฒนาด้าน Infrastructure อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเล็งเห็นถึงความสำคัญของการทำ Data Analytic นำไปสู่กระบวนการทำงานแบบ Artificial Intelligence ที่ชาญฉลาด เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตให้กับคนยุคใหม่อย่างลงตัว และการร่วมมือกับ BBIX ซึ่งเป็นผู้นำด้านการให้บริการศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ในการพัฒนาศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตที่เป็นกลางตามมาตรฐานสากลขึ้นในประเทศไทย ให้รองรับการทำงานสำหรับทุกภาคส่วน ตั้งแต่ ภาครัฐบาล ภาคเอกชน ผู้ให้บริการเครือข่าย และผู้ให้บริการคอนเทนต์ พร้อมต่อยอดไปยังผู้ให้บริการในต่างประเทศ” — คุณศุภรัฒศ์กล่าว

คุณเคอิชิ มากิโซโน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BBIX เผยว่า เนื่องจากเศรษฐกิจดิจิทัลประเทศไทยมีแนวโน้มในการเติบโตสูง แต่การให้บริการเชื่อมต่อข้อมูลอินเทอร์เน็ตยังพัฒนาไม่เต็มประสิทธิภาพ ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา ระบบของ BBIX สามารถรองรับการขยายตัวได้มากกว่า 50 เท่า จากประสบการณ์ในการพัฒนารูปแบบบริการแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ต ทำให้ BBIX เล็งเห็นว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตด้านอินเทอร์เน็ตอีกมาก จึงได้ตัดสินใจร่วมมือกับ True IDC ซึ่งเป็นผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลที่มีความเป็นกลางและมีมาตรฐานระดับโลก ก่อตั้งศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตด้วยการใช้เทคโนโลยีระดับสากล โดยทีมงานที่มีประสบการณ์ในธุรกิจนี้กว่า 15 ปี BBIX จึงมั่นใจว่า BBIX (Thailand) จะเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตที่ทันสมัยและมีศักยภาพที่สุดในประเทศ

“เราคาดการไว้ว่า BBIX (Thailand) ที่จะให้บริการ Layer 2 IxP จะช่วยลด Latency ลงจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตปกติโดยเฉลี่ย 5 – 6 เท่า และช่วยให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตประหยัดค่าใช้จ่ายในการรับส่งข้อมูลลงได้ถึง 10%” — คุณเคอิชิกล่าว

BBIX (Thailand) มีหลักในการพัฒนาการให้บริการอินเทอร์เน็ตภายใต้ 3 แนวคิด คือ ลดความยุ่งยากและซ้ำซ้อน (Simple) เพิ่มความเร็ว (Low Latency) และลดค่าใช้จ่าย (Cost) ด้วยการเปลี่ยนการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่าง ISP แบบ Peering มาเชื่อมต่อกับศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลของ BBIX (Thailand) ซึ่งคาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2018 นี้ หลังจากนั้นจะขยายบริการไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ในประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง Internet Exchange ที่ทันสมัยที่สุด

from:https://www.techtalkthai.com/true-idc-and-bbix-to-establish-bbix-thailand-internet-exchange-point/

สรุปงานสัมมนา Westcon Technology Summit 2018 เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุค Smart Community

Westcon Group (Thailand) ผู้จัดจำหน่ายโซลูชัน IT ระดับ Enterprise-class ชื่อดัง จัดงานสัมมนา Westcon Technology Summit ประจำปี 2018 พร้อมอัปเดตผลิตภัณฑ์และโซลูชันด้านระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยเพื่อสนับสนุนธุรกิจในยุคที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็น “สังคมอัจฉริยะ (Smart Community)” ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมงานหรือต้องการอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด สามารถอ่านบทความสรุปงานสัมมนาด้านล่างนี้ได้เลย

รู้จักกับ Westcon Group สักเล็กน้อย

Westcon Group เป็นบริษัทที่ปรึกษาและผู้จัดจำหน่ายโซลูชัน IT ด้านระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปีให้บริการโซลูชัน Networking, Security และ Unified Communications and Collaboration แบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง และดูแลรักษาแบบ 7/24 รวมไปถึงเป็นศูนย์อบรมและสอบใบรับรองเพื่อพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นทางการของผลิตภัณฑ์ชั้นนำจากทั่วโลก

ปัจจุบันนี้ Westcon Group กระจายสาขามากกว่า 70 แห่งตามภูมิภาคต่างๆ และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามากกว่า 180 ประเทศทั่วโลก เข้าสู่ตลาดประเทศไทยมานานกว่า 6 ปี มีทีมฝ่ายขายและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญชาวไทยรวมแล้วเกือบ 50 คน พร้อมให้บริการโซลูชันทางด้าน Perimeter Security, Data & Application Security, Mobility and Access Control, SD-WAN, Compliance Management, Virtualization, Cloud Security, Network Infrastructure, Unified Communication และ Video Conference

“ภัยคุกคามมีการพัฒนาและปรับตัวให้มีความสลับซับซ้อน (Sophisticated) มากขึ้นทุกวัน ทุกองค์กรจึงต้องยกระดับระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยของตนเองให้เท่าทันแฮ็กเกอร์ สำหรับ Westcon เอง เราไม่เคยนำเสนอโซลูชันราคาถูกแต่ใช้งานไม่ได้ โซลูชันที่เรานำเสนอต่อลูกค้าถูกคัดเลือกมาเป็นอย่างดีให้สามารถต่อกรกับภัยคุกคามระดับสูงในปัจจุบัน และทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินในยุคดิจิทัลได้อย่างไม่หยุดชะงัก” — Wilson Ho, Managing Director, Asia, Westcon-Comstor กล่าว

Westcon Group พร้อมให้บริการผลิตภัณฑ์ด้าน Networking, Security และ Unified Communications and Collaboration ชั้นนำหลากหลายโซลูชัน ตอบรับความต้องการขององค์กรในยุค Smart Community ดังนี้

Juniper Networks

งานวิจัยจากหลายสำนักแสดงให้เห็นว่า อุปกรณ์ IoT จะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในยุค Smart Community โดยคาดการณ์ว่า ภายในปี 2020 อาจมีอุปกรณ์ IoT มากถึง 50,000 ล้านชิ้น ในขณะที่เทคโนโลยีหลายๆ อย่างจะมีราคาถูกลง ส่งผลให้องค์กรทั่วโลกจะทำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาสนับสนุนธุรกิจ หรือที่เรียกว่าการทำ Digital Transformation มากขึ้น

หัวใจสำคัญของ Digital Transformation และ IoT คือ ข้อมูล และเพื่อให้ข้อมูลซึ่งมีปริมาณมหาศาลสามารถส่งผ่านไปมาบนระบบเครือข่ายได้อย่างมั่นคงปลอดภัย Network Infrastructure ขององค์กรควรประกอบด้วยคุณสมบัติสำคัญ 4 ประการ คือ Automated, Open, Secure และ High Performance ซึ่งโซลูชันของ Juniper Networks ก็เข้ามาตอบโจทย์เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการมีสถาปัตยกรรมที่ยืดหยุ่น มีระบบ SDN อัตโนมัติ รองรับการทำ Analytics บนระบบเครือข่าย ที่สำคัญคือมีระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยอันทรงพลังที่พร้อมรับมือกับภัยคุกคามระดับสูงแบบบูรณาการ

เว็บไซต์: https://www.juniper.net/us/en/

Avaya

Digital Transformation ไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีเข้ามาปฏิรูปการดำเนินธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องปรับปรุงการให้บริการหรือ Customer Experience (CX) ควบคู่ไปด้วย จึงจะทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันเริ่มมีแนวโน้มที่จะใช้บริการ Seft-service มากยิ่งขึ้น การมี CX ที่ดีจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการแข่งขันในยุคดิจิทัล

เพื่อยกระดับ CX ขึ้นไปอีกขั้น Avaya ได้นำเสนอ Avaya Oceana ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแบบ Omni-experience สำหรับรวบรวม แลกเปลี่ยน และวิเคราะห์ข้อมูลจากทุกช่องทางในรายละเอียดเชิงลึก เพื่อให้สามารถตอบสนองลูกค้าได้ดีที่สุด นอกจากนี้ยังผสานเทคโนโลยี AI และ Machine Learning สำหรับให้บริการ Chatbot, ทำ Root Cause Analysis และจับคู่โปรไฟล์ของลูกค้าว่าเหมาะสมที่จะให้พนักงานคนใดมาดูแลจึงจะได้ประสิทธิผลที่ดีที่สุดอีกด้วย

เว็บไซต์: https://www.avaya.com/en/

Forescout

จากการสำรวจของ Gartner พบว่า 90% ของอุปกรณ์ IoT ที่องค์กรใช้งานอยู่ในปัจจุบันเป็นประเภท Unmanageable คือ ไม่สามารถติดตามการทำงานหรือบริหารจัดการได้ ส่งผลให้อุปกรณ์ IoT กลายเป็นช่องทางใหม่ที่แฮ็กเกอร์นิยมใช้โจมตีในปัจจุบัน ซึ่งทาง IDC เองก็คาดการณ์ไว้ว่า 66% ของ Data Breach ที่จะเกิดขึ้นในปี 2018 นี้มีสาเหตุมาจากอุปกรณ์ IoT

ForeScout เป็นระบบเฝ้าระวังและควบคุมการใช้งานระบบเครือข่าย (Network Access Control) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่ม Visibility ให้แก่ระบบ IoT เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและควบคุมด้านความมั่นคงปลอดภัยได้ ประกอบด้วยหัวใจหลัก 3 ประการ คือ See-Control-Orchestrate

  • See: ค้นหา จำแนก และประเมินอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อระบบเครือข่ายตลอดเวลา โดยไม่ต้องติดตั้ง Agent เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรสามารถมี Visibility ครอบคลุมระบบเครือข่ายทั้งหมด
  • Control: ควบคุมการใช้งานของอุปกรณ์ในระบบเครือข่าย รวมทั้งสามารถบล็อกการใช้งานเมื่อทำผิดนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยหรือมีระดับความเสี่ยงเกินกว่าจะยอมรับได้
  • Orchestrate: รองรับการทำงานร่วมกับโซลูชันของ 3rd Party มากกว่า 70 ราย เพื่อให้สามารถตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เว็บไซต์: https://www.forescout.com/

Netscout Arbor

Arbor Networks เป็นผู้ให้บริการโซลูชันสำหรับป้องกันและรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS หลังจากถูก Netscout ควบรวมกิจการได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Netscout Arbor และเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์เดิมจาก Available Protection System (APS) ไปเป็น Arbor Edge Defender (AED) โดยยังคงการทำงานและมีฟีเจอร์ครบครันเหมือนเดิม สามารถรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS ได้ครบทั้ง 3 รูปแบบ คือ Volumetric, Application และ State Exhaustion รองรับการติดตั้งทั้งในรูปของ Appliance, Virtualization และ Cloud

นอกจากนี้ AED ยังสามารถทำงานร่วมกับ Arbor Defender One ซึ่งเป็นระบบ Analytics สำหรับวิเคราะห์และจัดทำรายงานในรายละเอียดเชิงลึก ช่วยให้สามารถป้องกันการโจมตีแบบ DDoS ทั้งในส่วนของ North-South Traffic และ East-West Traffic ที่เกิดขึ้นใน Data Center ได้อย่างสมบูรณ์

เว็บไซต์: https://www.netscout.com/arbor

Silver Peak

ผลสำรวจจาก IDC และ Cisco ระบุว่า ร้อยละ 50 ของลูกค้าจะพิจารณาการนำ SD-WAN เข้ามาแทนที่ Router ภายในปี 2020 เนื่องจาก Router ในปัจจุบันขาดศักยภาพในการทำงานบนเครือข่าย WAN ที่จะมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงมีฟีเจอร์ที่จำกัด และขาดความสามารถด้าน Automation ส่งผลให้บริหารจัดการได้ยากและมีค่าใช้จ่ายที่สูง

Silver Peak เป็นโซลูชัน SD-WAN แบบ “One Platform” คือ ผสานรวมทุกฟีเจอร์ที่เกี่ยวกับ WAN ไว้ภายในแพลตฟอร์มเดียว ไม่ว่าจะเป็น Network Segmentation, Network Analytics, Internet QoS, WAN Optimization, Secure Internet Breakout, Business Intent Routing, Statefull Firewall เสริมด้วยการทำ Automation และการบริหารจัดการจากศูนย์กลาง เหมาะสำหรับองค์กรที่มีบุคลากร IT จำกัด นอกจากนี้ Silver Peak ยังมีฟีเจอร์ First Packet iQ ซึ่งช่วยให้จำแนกประเภทของแอปพลิเคชันได้ตั้งแต่ Packet แรก ทำให้สามารถตัดสินใจเลือกเส้นทางได้เร็วยิ่งขึ้นและ Response Time ลดลง

เว็บไซต์: https://www.silver-peak.com/

BeyondTrust

Data Breach ยังคงเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ในยุคดิจิทัล ล่าสุด SingHealth ซึ่งเป็นเครือหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์ถูกแฮ็ก ส่งผลให้ข้อมูลผู้ป่วยรวมแล้วกว่า 1,500,000 คนถูกขโมยออกไป อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ Data Breach ส่วนใหญ่จะไม่เกิดขึ้นถ้าองค์กรรู้จักควบคุม Privilege Account และบริหารจัดการรหัสผ่านให้แข็งแกร่ง

BeyondTrust เป็นบริษัทด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ให้บริการโซลูชันสำหรับบริหารจัดการ Privilege Account ให้ใช้งานได้อย่างเหมาะสม ได้แก่ การเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ Privilege Passwords, การทำ Least Privilege บนอุปกรณ์ปลายทางและเครื่องเซิร์ฟเวอร์, การบริหารจัดการ Privilege บนอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก และการบริหารจัดการ Privilege บน Virtual และ Cloud

เว็บไซต์: https://www.beyondtrust.com/

Nokia

Nokia นำเสนอโซลูชัน Passive Optical Network ระดับ Gigabit หรือที่เรียกว่า GPON ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงโดยใช้ใยแก้วนำแสงแทนที่จะใช้สายทองแดง สามารถนำมาแทนที่ Core Switch และ Access Switch ที่ใช้งานอยู่ได้ทันที ช่วยประหยัดพื้นที่ตู้ Rack ลงได้มากถึง 90% และประหยัดไฟได้สูงสุดถึง 40%

เทคโนโลยี GPON ใช้ใยแก้วนำแสงในการรับส่งข้อมูลและใช้ Splitter แทน Distributed Switch ในการกระจายการเชื่อมต่อไปยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อและดูแลอุปกรณ์ Switch นอกจากนี้ยังช่วยทลายข้อจำกัดของสาย LAN ที่รองรับระยะทางสูงสุด 100 เมตร ลดค่าใช้จ่ายในการเดินสายเคเบิล และแก้ปัญหาสายเคเบิลรกได้อีกด้วย

ปัจจุบันนี้เทคโนโลยี GPON รองรับความเร็วการเชื่อมต่อสูงสุด 1 Gbps บนระยะทาง 20 กิโลเมตร ซึ่งในอนาคตเร็วๆ นี้จะรองรับความเร็ว 10 Gbps โดยใช้ Infrastructure เดิม ไม่ต้องอัปเกรดอุปกรณ์แต่อย่างใด

เว็บไซต์: https://networks.nokia.com/

Lifesize

ในยุค Smart Community นี้ วิถีการทำงานของคนในองค์กรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พนักงานเริ่มทำงานนอกสถานที่กันมากขึ้น เช่น ร้านกาแฟ โรงแรม ไซต์ลูกค้า หรือแม้แต่ที่บ้าน การติดต่อสื่อสารจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเชื่อมต่อหากันได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ซึ่งแน่นอนว่าการเห็นหน้าซึ่งกันและกันเป็นการติดต่อสื่อสารที่ดีที่สุด ระบบ Video Conference จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญขององค์กรยุคใหม่

Lifesize เป็นผู้ให้บริการโซลูชัน Collaboration บนระบบ Cloud ซึ่งช่วยให้พนักงานในองค์กรสามารถประชุมผ่านวิดีโอ แชร์หน้าจอ แชร์ไฟล์ จากที่ไหนและผ่านอุปกรณ์ใดก็ได้โดยไม่ต้องลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ใดๆ ซอฟต์แวร์ของ Lifesize รองรับการใช้งานทั้งบนคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ตโฟน หรือผ่าน Web App รวมไปถึงสามารถทำงานร่วมกับกล้องระดับ Full HD สำหรับใช้งานในห้องประชุมได้อีกด้วย

เว็บไซต์: https://www.lifesize.com/

เกี่ยวกับ Westcon Group

Westcon Group เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางด้าน Networking, Security และ Unified Communications and Collaboration ครอบคลุม 12 ประเทศภายในเขตภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค Westcon Group นำเสนอโซลูชันชั้นแนวหน้าและบริการระดับพรีเมี่ยมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าตั้งแต่ธุรกิจระดับ SME จนไปถึงองค์กรขนาดใหญ่ สำหรับประเทศไทยเองก็มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นคนไทยพร้อมให้คำปรึกษาและบริการเพื่อให้มั่นใจได้ว่า ธุรกิจสามารถเติบโตในยุค Smart Communnity ได้อย่างยั่งยืน

เว็บไซต์ของ Westcon Group: www.westconsolutions.com

from:https://www.techtalkthai.com/westcon-technology-summit-2018/