คลังเก็บป้ายกำกับ: GALAXY_S8

สุดเซ็กซี่!! Samsung ออกเคส 2Piece Cover สำหรับ Galaxy S8 และ Galaxy S8 Plus

galaxy-s8_accessories_2piece

Samsung Galaxy S8 และ Galaxy S8 Plus มีเคสออกมารองรับมากมายหลายแบบ ซึ่งผลิตและจำหน่ายโดย Samsung เอง โดยมีให้เลือกถึง 7 แบบ ประกอบไปด้วย Clear View Standing Cover มาพร้อมขาตั้งเหมาะสำหรับชมวีดีโอเป็นเวลานาน, LED View Cover ฝังหลอดไฟ LED ไว้บนหน้าปก ช่วยแจ้งข้อมูลโดยตรง และควบคุมการใช้งานบางฟีเจอร์ได้โดยไม่ต้องเปิดฝา, Clear Cover เคสโปร่งแสงเผยความสวยงามของบอดี้, Alcantara Cover เคสดีไซน์หรูสไตล์หนังกลับ, Silicone Cover เคสที่ให้สัมผัสนุ่มมือ, Keyboard Cover มาพร้อมคีย์บอร์ดเอาใจขาแชท

และเคสที่สะดุดตามากที่สุดคือ 2Piece Cover แยกเป็น 2 ชิ้น ปิดบน ปิดล่าง เฉพาะแผ่นหลัง ซึ่งเราไม่แน่ใจว่ามันจะช่วยปกป้องสมาร์ทโฟนได้ดีแค่ไหน แต่ถ้าใครคิดว่ามันช่วยให้สมาร์ทโฟนดูเซ็กซี่ขึ้น สามารถเตรียมเงินรอซื้อไว้ได้ในราคา 20 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 688 บาท

samsung-galaxy-s8-2Piece-Cover

galaxy-s8-2Piece-Cover

ที่มา – AndroidPolice

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=179036

Advertisements

เก็บตกรายละเอียด Galaxy S8 จากการใช้งานจริง ไม่มีปุ่มโฮมจริงแล้วเปลี่ยนไปอย่างไร

หลังจากซัมซุงเปิดตัว Galaxy S8 อย่างเป็นทางการ ผมมีโอกาสได้ลองใช้เครื่องเป็นเวลา 1 วัน (นับตั้งแต่หลังงานแถลงข่าว) จึงมาเก็บตกประเด็นที่น่าสนใจของ Galaxy S8 จากการใช้งานจริงแบบยาวๆ เสียบซิมเป็นมือถือเครื่องหลักแล้วพกติดตัวตลอดทั้งวันครับ

Galaxy S8

เวอร์ชันของซอฟต์แวร์

อย่างแรกๆ ที่ชาว Android มักทำกันเวลาได้มือถือใหม่มาคือดูเวอร์ชันของซอฟต์แวร์กันก่อน ซึ่ง Galaxy S8 ก็ใช้ Android 7.0 Nougat (ยังเป็น 7.0 ไม่ใช่ 7.1) โดยมี Security Patch Level เป็นตัวล่าสุด 1 March 2017

Galaxy S8

สีที่มีให้เลือกทั้ง 5 สี

Galaxy S8 มีสีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ประกอบด้วยสีพื้นฐาน 3 สีคือ ดำ เงิน ทอง และสีพิเศษอีก 2 สีคือฟ้า Coral Blue ตัวซ้ายสุดในภาพ (โทนสีจะหม่นกว่าของ Note 7) และเทา Orchid Gray ที่จะอมม่วงเล็กน้อย (ที่สองจากขวา)

โดยส่วนตัวแล้วผมชอบ Orchid Gray แต่สีเหล่านี้จะเลื่อมๆ ไปตามมุมของแสงไฟด้วยนะครับ ในภาพจะติดแสงไฟออกสีเหลืองเล็กน้อย อาจแตกต่างไปจากแสงอาทิตย์ธรรมชาติหรือแสงขาวอยู่บ้าง

Galaxy S8

หน้าจอ Infinity Display เป็นอย่างไร

จุดขายที่สำคัญที่สุดของ Galaxy S8 คือหน้าจอ Infinity Display ที่ซัมซุงบอกว่าเป็นการทำลายข้อจำกัดเดิมๆ ของสมาร์ทโฟนลงไป เพราะเป็นจอไร้ขอบที่กินพื้นที่ด้านหน้าเครื่องเกือบทั้งหมด

Galaxy S8

ในการใช้งานจริงก็ต้องยอมครับว่า “มันสวยมาก” ยิ่งถ้าเราเลือกภาพพื้นหลังดีๆ มาใส่ มันยิ่งเตะตามาก เพราะภาพที่เห็ฯจะกินพื้นที่เกือบทั้งหมดของเครื่องมือถือเลยจริงๆ

Galaxy S8

เมื่อมีจอที่ใหญ่และสวยแล้ว การใช้งานของมันย่อมเป็นการดูภาพและวิดีโอ เวลาดูภาพที่ถ่ายมาแล้วก็จะเต็มตาจริงๆ ดูแปลกตาไปจากสมาร์ทโฟนในปัจจุบันมาก

แต่ตรงนี้ต้องบอกว่าสัดส่วนของจอ Galaxy S8 คือ 18.5:9 (เกือบ 2:1) เวลาดูภาพจะสวยเต็มจอก็ต้องถ่ายด้วยสัดส่วนนี้เท่านั้น (กล้องของ S8 มีให้ตั้งค่าสัดส่วนนี้ แต่ native resolution ของกล้องก็ยังเป็น 4:3 นะครับ)

Galaxy S8

ถ้าดูภาพที่ถ่ายด้วยสัดส่วน 16:9 ก็จะเห็นขอบดำด้านข้าง ความอลังการของหน้าจอก็ลดลงไปหน่อย

Galaxy S8

เช่นเดียวกับการดูวิดีโอที่มักเป็นสัดส่วน 16:9 เกือบทั้งหมด ตรงนี้ก็ต้องทำใจเลยว่ามีขอบดำด้านข้างแน่นอน

Galaxy S8

ไม่มีปุ่มโฮมแล้ว เปลี่ยนไปแค่ไหน

การใช้หน้าจอ Infinity Display ต้องแลกมากับการตัดปุ่มจริงออกไปจากด้านหน้าของเครื่อง ซัมซุงจึงจับแยกปุ่มควบคุมหลักไปเป็นปุ่มบนหน้าจอ (on-screen button) และตัวสแกนลายนิ้วมือไปไว้ด้านหลังของเครื่อง ส่งผลให้แนวทางของ Galaxy S8 จะคล้ายกับมือถือตระกูล Nexus/Pixel ของกูเกิลมากขึ้น

สิ่งที่ซัมซุงใส่เพิ่มเข้ามาคือใต้หน้าจอปุ่มโฮม จะมีกลไกแบบ haptic feedback ให้เรารู้สึกเหมือนกดปุ่มโฮมลงไปได้จริงๆ (แบบเดียวกับของฝั่ง iPhone) ตรงนี้ก็ถือว่าทำได้ดี แต่ค่าดีฟอลต์ต้องออกแรงกดไปพอสมควร ปุ่มโฮมถึงจะสั่นให้เรารู้สึกว่ากดโดน (แตะเบาๆ มันก็ทำงานนะครับ แต่ไม่สั่นให้รู้สึกว่ากดโดนแล้ว) ตรงนี้มีตัวเลือกปรับแต่งค่า sensitivity ของปุ่มโฮมได้

Galaxy S8 Home

ในการใช้งานทั่วๆ ไปตอนที่หน้าจอเปิดอยู่ ผมไม่รู้สึกว่าการเอาปุ่มโฮมจริงออกไปเป็นปัญหาอะไร ปรับตัวใช้งานได้ทันที แต่จุดที่ปรับตัวยากพอสมควรคือตอนปลดล็อคเครื่อง

เดิมทีในมือถือซัมซุงรุ่นก่อนๆ เราปลดล็อคหน้าจอได้ 2 วิธ๊คือกดโฮมหรือกดปุ่ม power เพื่อให้หน้าจอติดขึ้นมา จากนั้นจะสแกนนิ้วหรือลากไอคอนกล้องเพื่อถ่ายภาพก็แล้วแต่สะดวก

พอมาถึง Galaxy S8 การแตะปุ่มโฮมขณะหน้าจอดับอยู่ ไม่สามารถปลุกเครื่องให้ตื่นได้ ต้องกดโฮมลงไปแรงๆ ให้ haptic feedback ทำงาน หน้าจอจึงจะติดมาให้เราสั่งงานหรือใส่ PIN ปลดล็อคเครื่อง (หรือไม่ก็ต้องกด power แทน ซึ่งจะยากกว่าในกรณีวางเครื่องไว้บนโต๊ะ) ตรงนี้คงต้องใช้เวลาปรับตัวกันอีกพอสมควรครับ

ทางออกหนึ่งที่เป็นไปได้คือเปลี่ยนมาใช้การปลดล็อคด้วยลายนิ้วมือแทน ซึ่งเราไม่ต้องยุ่งอะไรกับปุ่มบนหน้าจอ หยิบเครื่องขึ้นมาแล้วสแกนนิ้วมือด้านหลังเครื่อง (ต้องฝึกการวางนิ้วให้คุ้นกับตำแหน่งอีกสักพักด้วย) สแกนเสร็จแล้วหน้าจอหลักก็จะเปิดขึ้นมาพร้อมใช้งานทันที

ปุ่ม Back สลับข้างซ้ายขวาได้

ผลพลอยได้อีกอย่างของการไม่ใช้ปุ่มจริง คือเราสามารถคอนฟิกตำแหน่งของปุ่มได้ตามต้องการ ที่ผ่านมาซัมซุงวางปุ่ม Back ไว้ด้านขวา สลับด้านกับ Pure Android อาจทำให้หลายคนไม่ชอบ ตอนนี้ตั้งค่าได้เองแล้ว จะเอาซ้ายหรือขวาเลือกได้ตามชอบ หรือจะเพิ่มปุ่มช็อตคัตอื่นๆ เข้ามาจาก 3 ปุ่มมาตรฐานก็ทำได้เช่นกัน

Galaxy S8

กระจกหน้าจอโค้ง จับยากหรือไม่

Galaxy S8 ไม่ได้แยกรุ่นเป็นหน้าจอแบนราบ กับหน้าจอโค้งแบบ Edge อีกต่อไปแล้ว เพราะเปลี่ยนมาใช้หน้าจอโค้งทั้งหมด เหตุผลคงเป็นว่าทำให้เครื่องเล็กลง เพราะโค้งทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จับแล้วไม่มีขอบนูนขึ้นมาก

หลายคนอาจรู้สึกว่ามันจับยาก จากที่ลองใช้มาทั้งวัน ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้โค้งเยอะเหมือนสมัย Edge ออกมาแรกๆ ทำให้ความโค้งไม่ใช่ปัญหานัก สิ่งที่เป็นประเด็นมากกว่าคือวัสดุที่ใช้ทำตัวเครื่องค่อนข้างลื่น ถ้าจะจับยากคงเป็นเรื่องนี้มากกว่าเรื่องจอโค้ง

ส่วนฟีเจอร์ของ Edge อย่างการแสดงผลข้อมูลที่ขอบก็ยังมีอยู่ แต่ก็ไม่ได้เป็นจุดขายอะไรมากนัก ใครชอบก็ใช้งาน ไม่ชอบก็ปิดไป

Galaxy S8

ขนาดหน้าจอ S8 รุ่นปกติกับรุ่น S8+

ตามสเปกของ Galaxy S8 ใช้หน้าจอขนาด 5.8″ ส่วน S8+ ขนาด 6.2″ ตัวเลขพวกนี้อาจดูเยอะ แต่มันเป็นการวัดแค่ขนาดหน้าจอเท่านั้น ไม่ใช่ขนาดของตัวเครื่อง (ที่เล็กลงมาก เพราะนอกจากจอแล้วแทบไม่มีอะไรเลย)

Galaxy S8

แน่นอนว่ารุ่น Galaxy S8 จับได้กระชับมือกว่า แต่ผมลองใช้รุ่น S8+ ก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมาก เพราะสัดส่วนหน้าจอแบบ 18.5:9 ทำให้เครื่องมีขนาดแคบลง ถ้าเทียบกับ Galaxy Note 5 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็ถือว่า S8+ เล็กกว่าพอสมควร ถือง่ายไม่รู้สึกแปลกแยกอะไร

Galaxy S8

มุมจอโค้งเป็นปัญหาหรือไม่

อันนี้คงเป็นเรื่องของดีไซน์ล้วนๆ ที่ซัมซุงออกแบบมุมจอทั้ง 4 มุมให้โค้งตามมุมด้านนอกของตัวเครื่อง ตอนแรกผมเห็นแล้วก็ดูขัดๆ เหมือนกัน แต่พอได้ลองใช้จริงก็พบว่า ตำแหน่งของมุมจอโค้งมันจะไปตรงกับ Status Bar ด้านบนหรือ Navigation Bar ด้านล่างพอดี ความโค้งจะไม่ทับหน้าจอของแอพทั่วไป (และไอคอนใน Status Bar จะขยับจากมุมมาอีกหน่อยเพื่อไม่ให้โดนตัดขอบด้วย)

Galaxy S8

ส่วนแอพที่รันแบบ fullscreen เช่น เกม อันนี้ต้องบอกว่ายังไม่ได้ลองครับ แต่มุมมันนิดเดียวจริงๆ ไม่น่าจะบดบังการแสดงผลข้อมูลในแอพอยู่แล้ว ที่น่าขัดใจคงเป็นเรื่องความรู้สึกว่าจอมันถูกตัดมุมไปนั่นล่ะ

Galaxy S8

Bixby

ฟีเจอร์เด่นอีกอย่างของ Galaxy S8 คือระบบผู้ช่วยส่วนตัว Bixby ที่ใช้พลังของ AI เข้าช่วยให้เราทำงานง่ายขึ้น น่าเสียดายว่าตอนนี้ฟีเจอร์ด้าน AI ของ Bixby ยังไม่พร้อมให้ใช้งาน (ต้องรอ 21 เมษายน เปิดใช้พร้อมวันขายเครื่อง) เลยมีโอกาสทดสอบได้ไม่เยอะครับ

ตอนนี้ Bixby จึงมีแต่การแสดงข้อมูลทั่วๆ ไปเท่านั้น ลักษณะจะคล้ายกับ Google Now ที่แสดงผลข้อมูลแบบ card รวมไว้ให้เราในที่เดียว

Galaxy S8

การเรียกใช้งาน Bixby ทำได้ 2 วิธีคือ กดปุ่มของมันที่ขอบซ้ายของเครื่อง ใต้ปุ่ม volume หรือไม่ก็ปัดหน้าจอโฮมสกรีนไปทางซ้ายมือ

จุดที่น่าสนใจคือถึงแม้ซัมซุงจะใส่ Bixby ของตัวเองเข้ามา แต่ Galaxy S8 ก็ยังมี Google Assistant ของกูเกิลให้ใช้เช่นกัน วิธีเรียกมันขึ้นมาคือกดปุ่ม Home ค้างไว้ (ในภาพเป็นเครื่องเดโมเลยขึ้นว่าใช้งานไม่ได้)

Galaxy S8

พอร์ต USB-C และการชาร์จไฟ

Galaxy S8 เปลี่ยนมาใช้พอร์ต USB-C ตามยุคสมัยแล้ว ใครที่สะสมสาย Micro-USB เอาไว้ก็คงได้เวลาเปลี่ยนอุปกรณ์กัน

Galaxy S8

สายชาร์จที่ให้มายังเป็น Fast Charging เหมือนเดิม แต่เปลี่ยนเป็นสีดำทั้งเส้น (ก่อนหน้านี้เป็นสีขาว) คาดว่าปรับมาเพื่อให้เข้ากับดีไซน์ของ S8 ที่ด้านหน้าเป็นสีดำล้วน

Galaxy S8 Fast Charge

ตอนนี้เครื่องยังอยู่กับตัว ถ้าใครมีคำถามหรือประเด็นอะไรสงสัย ถามมาได้ในคอมเมนต์นะครับ

from:https://www.blognone.com/node/91288

รายงานล่าสุดเชื่อว่า iPhone 8 จะใช้ชื่อ iPhone Edition ย้าย Touch ID ไว้ด้านหลัง กล้องเลนส์คู่แนวตั้ง

iPhone-Edition

รายงานล่าสุดของ iPhone 8 มาพร้อมรูปภาพคอนเซ็ปต์ล่าสุดที่ Benjamin Geskin ออกแบบให้กับเว็บไซต์ iDropNews โดยสร้างขึ้นบนพื้นฐานข่าวลือ ที่ยังเชื่อว่า iPhone รุ่นไฮเอนด์ในปีนี้ จะใช้จอแสดงผล OLED ขนาด 5.8 นิ้ว วางบนตัวเครื่องไร้ขอบจอ รองรับเซ็นเซอร์ 3D ที่กล้องด้านหน้า และสนับสนุนเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ไร้สาย

iPhone-8

ด้วยดีไซน์ไร้ขอบจอ ทำให้เกิดคำถามที่ตามมาว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับ Touch ID เคยมีข่าวลือว่าอาจจะถูกฝังไว้ใต้แผ่นกระจก

แนวโน้มการออกแบบสมาร์ทโฟนเรือธงในปีนี้ ค่อนข้างชัดเจนว่าปุ่มโฮมแบบ Physical ไม่เป็นที่ต้องการของผู้ผลิต เห็นได้ชัดเจนจาก LG G6 และ Samsung Galaxy S8 และถ้าการฝัง Touch ID ไว้ใต้จอแสดงผลอาจทำให้ต้นทุนการผลิตสูงเกินไป หรือยังเร็วเกินไปที่จะใช้เทคโนโลยีดังกล่าว Apple อาจเลือกติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ที่แผงหลัง เหมือนสมาร์ทโฟนในระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งมันอาจไม่สะดวก เพราะผู้ใช้งานจำเป็นต้องยกสมาร์ทโฟนขึ้นมาทุกครั้ง หากต้องการสแกนนิ้ว

iPhone_Edition

iPhone 8 เคยถูกลือว่าจะใช้วัสดุกระจกติดตั้งลงบนแผงหลัง แทนโลหะที่ใช้ในปัจจุบัน แต่มีรายงานว่าจากการทดสอบต้นแบบ พบปัญหากระจกแตกละเอียดหากทำหล่น ดังนั้น iPhone 8 จึงมีแนวโน้มที่ยังคงใช้วัสดุโลหะต่อไป

ก่อนหน้านี้ เคยมีรายงานว่า iPhone 8 จะมีชื่อเรียกทางการว่า iPhone Edition เพื่อให้ผู้บริโภครับรู้ว่าเป็นรุ่นพิเศษ เหมือนกับ Apple Watch Edition และรายงานล่าสุดก็ยังคงยืนยันว่าจะใช้ชื่อ iPhone Edition แต่ก็มีกระแสข่าวว่าอาจจะเรียก iPhone Pro เพื่อให้สอดคล้องกับ iPad

นอกจากนี้ iPhone 8 จะมาพร้อมกล้องดิจิตอลเลนส์คู่เหมือนที่พบใน iPhone 7 Plus แต่จะวางซ้อนกันในแนวตั้ง

iPhone8

ที่มา – 9to5mac

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=179025

Samsung Galaxy S8 แถมฟรี!! Gear VR พร้อมส่วนลดพิเศษสำหรับซื้อหูฟัง AKG และ microSD 256GB

gear-vr-Controller

Samsung จัดโปรโมชั่นให้กับสมาร์ทโฟน Galaxy S8 และ Galaxy S8 Plus สำหรับลูกค้าในสหรัฐฯ ที่พรีออเดอร์ หรือ ทำรายการสั่งซื้อล่วงหน้าในระหว่างวันที่ 30 มีนาคม ไปจนถึง 20 เมษายน ลูกค้าจะได้รับของแถมเป็นอุปกรณ์ Gear VR พร้อม Controller และคอนเท้นต์จาก Oculus เป็นโบนัสพิเศษ (มูลค่า 50 ดอลล่าร์สหรัฐ)

AKG-Y50BT

นอกจากนี้ ลูกค้าที่สั่งจอง Galaxy S8 และ Galaxy S8 Plus ในช่วงเวลาดังกล่าว สามารถเป็นเจ้าของชุดหูฟังระดับพรีเมี่ยม AKG Y50BT และการ์ด microSD EVO+ 256GB ในราคาเพียง 99 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 3,415 บาท

samsung-microsd-evo-256gb

ทั้งนี้ Gear VR พร้อม Controller, ชุดหูฟัง AKG Y50BT และการ์ด microSD EVO+ 256GB จาก Samsung มีมูลค่ารวมกัน 530 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 18,285 บาท

ที่มา – Samsung

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=179005

Samsung Galaxy S8 และ Galaxy S8 Plus เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่มากับ Bluetooth 5.0

samsung-galaxy-s8-bluetooth5

เรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด Samsung Galaxy S8 และ Galaxy S8 Plus เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกในตลาดที่มากับเทคโนโลยีการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth 5.0 โปรโตคอลไร้สายใหม่ที่ก้าวกระโดดจาก Bluetooth 4.2 ที่เคยเปิดตัวในเดือนธันวาคม 2014

Bluetooth 5.0 สามารถรับ-ส่งข้อมูลได้ไกลขึ้น 4 เท่า มีความเร็วเพิ่มขึ้น 2 เท่า เมื่อเทียบกับมาตรฐานก่อนหน้านี้ นั่นหมายถึง Galaxy S8 จะสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่รองรับได้ไกลถึง 240 เมตร (ระยะทางอาจขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม)

Bluetooth 5.0 ให้แบนด์วิธมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งมีประโยชน์ในด้านเสียงด้วย สามารถเชื่อมต่อชุดหูฟังไร้สายได้พร้อมกัน 2 ชุด สำหรับคู่รักที่ต้องการฟังเพลงไปด้วยกัน

นอกจากนี้ Samsung Galaxy S8 และ Galaxy S8 Plus ยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกในใตลาด ที่รองรับเครือข่าย gigabit LTE

ที่มา – The Verge

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=178994

ลองเล่น Samsung DeX เปลี่ยน Android บนมือถือเป็นระบบปฏิบัติการ Desktop เต็มตัว

ฟีเจอร์ใหม่ของ Galaxy S8 ที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อยคือ Samsung DeX (Desktop eXperience) แปลงโทรศัพท์เป็นโหมด Desktop ใช้งานกับจอภาพ เมาส์ และคีย์บอร์ด ราวกับว่าเป็นพีซีจริงๆ โดยต้องต่อผ่านอุปกรณ์เสริม docking

กล่าวโดยสรุปคือ DeX คือการเปลี่ยน Android ให้เป็น Desktop OS อย่างแท้จริง รูปแบบจะคล้าย Windows 10 Continuum ของไมโครซอฟท์มากที่สุด (ถ้ายังไม่ถูกโลกลืม) แต่จะต่างจากแนวทางของกูเกิล ที่พยายามหลอมรวม Android เข้ากับ Chrome OS แทน

ผมมีโอกาสลองจับ Samsung DeX เป็นระยะเวลาสั้นๆ ในเดโมของซัมซุงที่งานแถลงข่าวเปิดตัว ได้ผลลัพธ์มาดังนี้ครับ

alt="Samsung DeX"

DeX Dock

อุปกรณ์สำคัญของ DeX คือ docking station ที่คอยเชื่อมระหว่างตัวสมาร์ทโฟน Galaxy S8 (ซึ่งคงรวมถึงรุ่นอื่นในอนาคตด้วย) เข้ากับเมาส์และคีย์บอร์ด หน้าตามันเป็น dock วงกลมตามภาพ

alt="Samsung DeX"

ตัวสมาร์ทโฟน Galaxy S8 จะวางตั้งบน dock โดยเสียบเข้ากับพอร์ต USB Type-C ส่วนฐานของ dock ประกอบด้วยพอร์ตเชื่อมต่อหลายอย่าง

  • HDMI สำหรับต่อจอภาพ
  • USB-C สำหรับเป็นสายไฟเลี้ยง dock
  • USB x2 สำหรับต่อเมาส์และคีย์บอร์ด (ในภาพเป็นการต่อเมาส์-คีย์บอร์ดไร้สายด้วย)
  • มีพอร์ต Ethernet สำหรับต่อเครือข่าย

เนื่องจาก dock ยึดกับพื้นโต๊ะไว้แน่น เลยไม่มีภาพครบทุกมุมนะครับ

alt="Samsung DeX"

alt="Samsung DeX"

ราคาของ DeX dock ยังไม่เปิดเผยในตอนนี้

ขั้นตอนการใช้งาน DeX

ถ้าเราเสียบต่อสายทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว แค่นำ Galaxy S8 เสียบเข้าบน dock รอสักครู่ (หลายอึดใจ) เราจะเห็นหน้าจอเดสก์ท็อปโผล่ขึ้นมาเองเลย

UI ของ DeX

ก่อนอื่นต้องบอกว่า DeX คือ Android ทั้งตัว เป็นระบบปฏิบัติการตัวเดียวที่รันอยู่ใน Galaxy S8 (ตอนนี้คือ Android 7.0 Nougat) แต่ถูกซัมซุงนำมาโมให้สามารถแสดงผลแบบเดสก์ท็อปได้ด้วย โดยสลับตำแหน่ง UI บางจุดให้ต่างไปจากบนมือถือหรือแท็บเล็ต

ถ้าจะให้เทียบ มันน่าจะคล้ายกับตอน Android 3.0 Honeycomb ที่กูเกิลโมหน้าตาของ Android บนแท็บเล็ตให้ต่างไปจากมือถือเยอะมาก และก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก จนตอนหลังต้องปรับหน้าตาให้กลับมาคล้ายๆ กันแทน

กรณีของ DeX อาจต่างไปตรงที่ว่ามันออกแบบมาสำหรับเดสก์ท็อป ยึดหน้าตาแบบเดียวกับระบบปฏิบัติการเดสก์ท็อป ผู้ใช้น่าจะทำความคุ้นเคยได้อย่างรวดเร็ว

UI หลักของ DeX ก็คือเดสก์ท็อปที่เห็นภาพพื้นหลัง มีหน้าต่าง มีไอคอน และมีแถบ taskbar ที่ขอบจอด้านล่าง หน้าตาไม่ต่างอะไรกับ Windows 10, macOS หรือแม้กระทั่ง Chrome OS

alt="Samsung DeX"

ถ้าซูมกันให้ดูละเอียดเข้าไปอีก ที่มุมซ้ายล่าง ประกอบด้วยปุ่ม 3 ปุ่มหลักของระบบในกรอบสีดำ เรียงจากซ้ายไปขวาคือ Launcher, Task Switcher, Home/Desktop จากนั้นที่เหลือคือไอคอนของแอพที่รันอยู่ในขณะนั้น ถ้าเราปิดแอพตัวนั้น ไอคอนก็จะหายไป

alt="Samsung DeX"

เมื่อกดปุ่ม Launcher ก็จะมีหน้าของ App Launcher โผล่ขึ้นมาให้เห็น มีแต่ไอคอนเหมือน Chrome OS อันนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน

alt="Samsung DeX"

ปุ่ม Task Switcher ก็จะแสดงแอพที่รันล่าสุดขึ้นมาแบบ thumbnail เหมือนกับบน Android ปกติ แต่หน้าตาจะคล้ายกับการกด Alt+Tab บน Windows (จริงๆ แล้ว DeX มี taskbar ให้อยู่แล้ว หน้าจอนี้ก็ไม่ค่อยจำเป็นนัก)

alt="Samsung DeX"

สุดท้ายคือปุ่ม Home ที่กดแล้วก็จะย่อทุกหน้าต่าง แสดงเดสก์ท็อปแบบโล่งๆ

alt="Samsung DeX"

มุมด้านขวาล่างจะเป็น Status Bar ที่ประกอบด้วยการแจ้งเตือน, ไอคอนสถานะ, ปุ่ม toggle ต่างๆ, รวมถึงแสดงวันที่และเวลา

alt="Samsung DeX"

Notification จะถูกแสดงขึ้นมาเป็นแถบแนวตั้ง คล้ายกับของ Windows 10

alt="Samsung DeX"

ปุ่ม Toggle เปลี่ยนการตั้งค่าต่างๆ ก็แสดงเป็นป๊อปอัพขึ้นมาแทนการสไลด์จากบนลงล่าง

alt="Samsung DeX"

เราสามารถเรียก on-screen keyboard ขึ้นมาได้ด้วย แม้ว่ามี physical keyboard เสียบต่ออยู่แล้ว

alt="Samsung DeX"

แอพที่รองรับ

ในเครื่องเดโมของซัมซุง มีแอพที่รองรับการแสดงผลแบบเป็นหน้าต่างบน DeX อยู่หลายตัว ที่ซัมซุงไปเจรจาเป็นพันธมิตรเอาไว้ เช่น

  • แอพของซัมซุงเองอย่าง E-mail, Browser
  • YouTube
  • แอพชุด Microsoft Office บน Android คือ Word, Excel, PowerPoint
  • Adobe Reader และ Lightroom

ในทางทฤษฎีแล้ว แอพบน Android ทุกตัวควรจะรันบน DeX ได้ทั้งหมด เพียงแต่จะปรับแต่งมาเพื่อหน้าจอใหญ่ได้ดีแค่ไหน ก็คงขึ้นกับนักพัฒนาของแต่ละแอพที่ต้องปรับให้รองรับด้วย

แอพดีเด่นคงหนีไม่พ้น Excel ที่จะทำให้เราสามารถแก้สเปรดชีทบนมือถือ ได้ราวกับว่าทำบนพีซีจริงๆ (แน่นอนว่ามันเป็น Excel บน Android ความสามารถก็ย่อมไม่เท่า Excel 2016 อยู่ดีนะครับ)

alt="Samsung DeX"

Word ก็มา

alt="Samsung DeX"

Adobe Acrobat

alt="Samsung DeX"

YouTube, PowerPoint และ E-mail

alt="Samsung DeX"

ความเจ๋งอีกอย่างของมันคือสามารถใช้ท่ากดปุ่ม Win+ลูกศรซ้ายขวา บนคีย์บอร์ด เพื่อทำท่า Snap จัดหน้าต่างคู่กัน ได้แบบเดียวกับ Windows 10 ด้วย

alt="Samsung DeX"

ยังไม่รองรับการพิมพ์ภาษาไทย

ข่าวร้ายของคนไทยที่สนใจ DeX คือตอนนี้มันยังไม่รองรับ layout คีย์บอร์ดภาษาไทย สำหรับการต่อคีย์บอร์ดภายนอกนะครับ ตอนที่เราสั่งเพิ่มภาษาในคีย์บอร์ดแบบ physical จะเจอเฉพาะภาษา Turkish เท่านั้นที่เป็นตัว T

เรื่องนี้เป็นปัญหาเรื้อรังของ Android มายาวนาน (เป็นมาตั้งแต่ต้นน้ำ AOSP) และต้องแก้ด้วยการใช้แอพคีย์บอร์ด 3rd party บางตัว (ทุกตัวต้องเสียเงิน) ผมแจ้งให้ทีมงานของซัมซุงประเทศไทยรับทราบปัญหาแล้ว และหวังว่าจะได้เห็นการแก้ไขก่อนนำมาขายในประเทศไทย ช่วงประมาณเดือนพฤษภาคม

alt="Samsung DeX"

สรุป

Samsung DeX ถือว่าทำออกมาได้น่าประทับใจมาก ตัว UI ทำได้ค่อนข้างดี ที่เหลือคงมีแค่ว่าแอพดังๆ บน Android จะรองรับมากน้อยแค่ไหนเท่านั้น ถ้าซัมซุงผลักดัน DeX เต็มที่ ความฝันที่เราจะได้เห็น “ไม่ต้องพกคอม เอามือถือไปทำงานเครื่องเดียวก็พอ” เป็นจริงคงอีกไม่ไกล และน่าจะเกิดก่อนแผนการของไมโครซอฟท์แน่นอน

No Description

from:https://www.blognone.com/node/91280

เปิดราคา Galaxy S8 ในสหรัฐ รุ่นปกติ 750 ดอลลาร์, รุ่น Plus 850 ดอลลาร์

หลังซัมซุงเปิดตัว Galaxy S8 พร้อมระบุวันวางขายในสหรัฐอเมริกา 21 เมษายน โอเปอเรเตอร์หลายรายก็ทยอยประกาศราคา “เครื่องเปล่า” แบบไม่ติดสัญญา ซึ่งแต่ละรายก็ตั้งราคาไม่เท่ากันซะทีเดียว (มี Verizon ที่ขายถูกกว่าเจ้าอื่นเล็กน้อย)

  • Verizon: S8 รุ่นปกติ 720 ดอลลาร์, S8 Plus 840 ดอลลาร์
  • AT&T: S8 750 ดอลลาร์, S8 Plus 850 ดอลลาร์
  • T-Mobile: S8 750 ดอลลาร์, S8 Plus 850 ดอลลาร์
  • Sprint: S8 750 ดอลลาร์, S8 Plus 850 ดอลลาร์

ราคาเครื่องเปล่าในสหรัฐ ก็น่าจะพอให้เราประเมินระดับราคาของ Galaxy S8 ในไทยได้พอสมควรครับ

ที่มา – The Verge

from:https://www.blognone.com/node/91278