คลังเก็บป้ายกำกับ: GAMING_GEAR

Gaming Mouse – SteelSeries RIVAL 710 ขีดสุดของเมาส์ฮาร์ดคอเกมเมอร์ นวัตกรรมเม้าส์ทีไม่สิ้นสุด ราคา 3,290 บาท

SteelSeries RIVAL 710 ขีดสุดของเกมมิ่งเมาส์

นวัตกรรมเม้าส์ทีไม่สิ้นสุดเพื่อฮาร์ดคอเกมเมอร์ตัวจริงเช่นคุณ

จากความสำเร็จของเมาส์แห่งนวัตกรรม RIVAL 700 ที่ได้รับการยอมรับจากเกมเมอร์ทั่วโลกว่าเป็นสุดยอดแห่งนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์อย่างแท้จริง และในปี 2018 นี้ SteelSeries ผู้นำและผู้ริเริ่มในอุปกรณ์การเล่นเกมเปิดตัว สินค้าใหม่ SteelSeries RIVAL 710 ขีดสุดของเกมมิ่งเมาส์

นวัตกรรมเม้าส์ที่ไม่สิ้นสุดออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์ตัวจริง ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีมากมายไม่ว่าจะเป็นหน้าจอ OLED ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการแสดงผลร่วมกับเกม หรือปรับแต่ชื่อและ LOGO ที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ ระบบสั่น เพื่อเติมเต็มอรรถรสในการเล่นเกม และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการอัพเกรดเซ็นเซอร์ให้เป็น TRUEMOVE3 ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นเซ็นเซอร์ที่นิ่ง และ แม่นยำที่สุดในตลาดปัจจุบัน

3

STEELSERIES RIVAL 710

คุณสมบัติพิเศษ

  • Optical Sensor TrueMove3 , True 1:1 Tracking eSports sensor
  • SteelSeries Switch รองรับการกดคลิ๊กได้มากกว่า 60 ล้านครั้ง
  • จอแสดงผล OLED onboard
  • สามารถตั้งค่า CPI ได้สูงสุด 16,000 CPI
  • ปุ่มของเมาส์ 7 ปุ่ม รองรับการตั้งค่า Macro
  • รองรับการใช้งานเฉพาะ มือขวา
  • รองรับการตั้งค่าต่างๆผ่าน SteelSeries Engine 3
  • ปรับแต่งแสงไฟระดับ RGB 16.8 ล้านสีได้ 2 ตำแหน่ง
  • รองรับการใช้งาน Prism Sync
  • On-board memory รองรับการเซพการตั้งค่าบนเมาส์
  • ระบบสั่นในตัว แจ้งเตือนสัมผัสให้คุณเข้าถึงเกม Tactile Alert
  • สามารถถอดเปลี่ยนสายได้
  • สามารถถอดเปลี่ยน Sensor ได้
  • น้ำหนัก 135 กรัม
  • ราคา 3,290 บาท

from:https://notebookspec.com/review-steelseries-rival-710-%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1/462163/

Advertisements

Gaming Mouse – SteelSeries RIVAL 710 ขีดสุดของเมาส์ฮาร์ดคอเกมเมอร์ นวัตกรรมเม้าส์ทีไม่สิ้นสุด ราคา 3,290 บาท

SteelSeries RIVAL 710 ขีดสุดของเกมมิ่งเมาส์

นวัตกรรมเม้าส์ทีไม่สิ้นสุดเพื่อฮาร์ดคอเกมเมอร์ตัวจริงเช่นคุณ

จากความสำเร็จของเมาส์แห่งนวัตกรรม RIVAL 700 ที่ได้รับการยอมรับจากเกมเมอร์ทั่วโลกว่าเป็นสุดยอดแห่งนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์อย่างแท้จริง และในปี 2018 นี้ SteelSeries ผู้นำและผู้ริเริ่มในอุปกรณ์การเล่นเกมเปิดตัว สินค้าใหม่ SteelSeries RIVAL 710 ขีดสุดของเกมมิ่งเมาส์

นวัตกรรมเม้าส์ที่ไม่สิ้นสุดออกแบบมาเพื่อเกมเมอร์ตัวจริง ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีมากมายไม่ว่าจะเป็นหน้าจอ OLED ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการแสดงผลร่วมกับเกม หรือปรับแต่ชื่อและ LOGO ที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ ระบบสั่น เพื่อเติมเต็มอรรถรสในการเล่นเกม และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือการอัพเกรดเซ็นเซอร์ให้เป็น TRUEMOVE3 ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นเซ็นเซอร์ที่นิ่ง และ แม่นยำที่สุดในตลาดปัจจุบัน

STEELSERIES RIVAL 710

คุณสมบัติพิเศษ

  • Optical Sensor TrueMove3 , True 1:1 Tracking eSports sensor
  • SteelSeries Switch รองรับการกดคลิ๊กได้มากกว่า 60 ล้านครั้ง
  • จอแสดงผล OLED onboard
  • สามารถตั้งค่า CPI ได้สูงสุด 16,000 CPI
  • ปุ่มของเมาส์ 7 ปุ่ม รองรับการตั้งค่า Macro
  • รองรับการใช้งานเฉพาะ มือขวา
  • รองรับการตั้งค่าต่างๆผ่าน SteelSeries Engine 3
  • ปรับแต่งแสงไฟระดับ RGB 16.8 ล้านสีได้ 2 ตำแหน่ง
  • รองรับการใช้งาน Prism Sync
  • On-board memory รองรับการเซพการตั้งค่าบนเมาส์
  • ระบบสั่นในตัว แจ้งเตือนสัมผัสให้คุณเข้าถึงเกม Tactile Alert
  • สามารถถอดเปลี่ยนสายได้
  • สามารถถอดเปลี่ยน Sensor ได้
  • น้ำหนัก 135 กรัม
  • ราคา 3,290 บาท

from:https://notebookspec.com/gaming-mouse-steelseries-rival-710/462163/

Review – SteelSeries Arctis 3,5,7 2019 หูฟังสำหรับคอเกมโดยเฉพาะ เสียงดี ใส่สบาย ใช้ง่ายหลาย Platform

วันนี้เรามีหูฟังจากทาง SteelSeries มารีวิวให้เพื่อนๆ ดูกัน ในรุ่น SteelSeries Arctis 3,5,7 2019 ซึ่งเมื่อดูจากชื่อรุ่นแล้วหลายคนอาจจะมีคำถามว่า ก็รุ่นเดิมหนิ? มีอะไรใหม่? แน่นอนว่าของใหม่อะมีอยู่แล้ว โดยหูฟังทั้งสามรุ่นนี้เป็นเหมือนกับรุ่น Minor Change มากกว่า ในส่วนของรายละเอียดทั่วไปจะมีความคล้ายกับของเดิมมาก ส่วนที่ต่างออกไปจะเป็นในเรื่องของความสะสบายในการสวมใส่ ที่ทาง SteelSeries ออกแบบปรับปรุงมาใหม่ ให้ใส่ได้สบายมากยิ่งขึ้น ส่วนจะดีอย่างที่เขาบอกมาจริงหรือไม่ไปหาคำตอบกันได้เลย

สเปคทั่วไปของ SteelSeries Arctis 3,5,7 2019

  • ไดรเวอร์ขนาด 40 มม. แบบ Neodymium
  • การตอบสนองความถี่: 20Hz-20KHz
  • ความต้านทาน: 32 โอห์ม
  • ความไวเสียง: 98 db
  • การเชื่อมต่อ ช่องหูฟัง 3.5

ไมโครโฟน

  • ตัวไมโครโฟนเป็นแบบ Bidirectional
  • มีระบบ Noise Cancelling
  • การตอบสนองความถี่: 100Hz-10KHz
  • ความไวเสียง : -38 dB

สเปคเพิ่มเติมของ SteelSeries Arctis 5 2019

  • รองรับ DTS X Headphone 2.0
  • ไฟ RGB
  • ระบบเสียง 7.1
  • การเชื่อมต่อ USB ,ช่องหูฟัง 3.5

สเปคเพิ่มเติมของ SteelSeries Arctis 7 2019

  • รองรับ DTS X Headphone 2.0
  • ระบบเสียง 7.1
  • รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายคลื่นความถี่ 2.4 GHz Lossless
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ 24 ชั่วโมง
  • การเชื่อมต่อ ช่องหูฟัง 3.5
  • การเชื่อมต่อไร้สาย (USB) ,ช่องหูฟัง 3.5

ราคา 

  • SteelSeries Arctis 3 2019 : 2,590 บาท
  • SteelSeries Arctis 5 2019 : 3,290 บาท
  • SteelSeries Arctis 7 2019 : 5,990 บาท

อุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่อง

SteelSeries Arctis 3 2019  : สายสัญญาณ 3.5 แบบ Combo ,สายสัญญาณ 3.5 ต่อเพิ่มความยาวแบบแยกเสียง กับไมโครโฟน และคู่มือ

SteelSeries Arctis 5 2019  : สายสัญญาณ ,สาย USB พร้อมที่ปรับ Balance ChatMix ,สายแปลง 3.5 แบบ Combo สำหรับใช้กับสมาร์ทโฟน และคู่มือ

SteelSeries Arctis 7 2019 : ตัวรับสัญญาณไร้สาย ,สายสัญญาณ 3.5 แบบ Combo ,สายชาร์จ Micro USB และคู่มือ

Design / การออกแบบ

อย่างที่ต้องพูดถึงอย่างแรกเลยคงจะเป็นเรื่องของกล่อง Package ที่มีขนาดเล็กลงมาก เนื่องจากการจัดวางของข้างในแบบใหม่ ส่วนตัวหูฟัง SteelSeries Arctis 3,5,7 2019 จะมีรูปทรงดีไซน์ภายนอกคล้ายกันกับ SteelSeries Arctis รุ่นเดิม สำหรับดีไซน์จะขอเริ่มที่ SteelSeries Arctis 3,5 2019 ส่วน SteelSeries Arctis 7 2019 จะมีรายละเอียดที่ต่างจากสองรุ่นนี้จึงขอยกไว้ภายหลัง

SteelSeries Arctis 3 2019

เริ่มกันที่ตัว Body ด้านนอกจะใช้วัสดุเป็นพลาสติกแบบด้านแบบเดียวกันทั้งตัว พร้อมโลโก้ Steelseries ถัดมาเป็นสาย Ski Goggles ที่สามารถปรับความยาวได้จากตีนตุ๊กแกที่ติดมาให้ ช่วยให้สวมใส่ได้กระชับมายิ่งขึ้น ตัวสายใช้วัสดุที่ทำจากผ้ายืด ส่วนสิ่งที่รู้สึกต่างจากรุ่นเดิมคงจะเป็นเรื่องของความนุ้มนิ้ม ที่ของใหม่นิ้มกว่า และมีความรู้สึกใกล้เคียงผ้าจริงมากกว่า ตัวหูฟังจะมีมาให้เลือกสองสีคือ สีดำ และ สีขาว

ตัว Ear Cup ทำมาจากผ้าเนื้อละเอียด ทำให้ความรู้สึกเวลาสวมใส่จะรู้สึกแตกต่างกับผ้ากำมะหยี่ ซึ่งพอนำไปใช้จริงๆ ก็รู้สึกว่าใส่สบาย ตัว Pad มีความนุ้ม และ มีขนาดใหญ่ครอบหูพอดี ทำให้ใส่ได้นาน ทำสำคัญเลยคือ ไม่คัน และไม่ร้อนมาก คือถ้าใส่ในห้องแอร์จะไม่ร้อนเลย และถ้าเทียบกับหนังจะรู้สึกว่าร้อนน้อยกว่ามาก แต่ถ้าใส่ในห้องปกติก็จะมีร้อนบ้าง ส่วนที่รู้สึกว่าต่างจากรุ่นเก่าคือ ตัว Ear Cup มีความแน่นที่ลดลง ทำให้ใส่ได้นานมากยิ่งขึ้น

ในเรื่องของการตัดเสียงรบกวนของ Ear Cup แบบผ้า เมื่อเทียบกับแบบหนัง จะพบว่าตัดเสียงรบกวนได้น้อยกว่า ทำให้ได้ยินเสียงจากภายนอกเยอะกว่า แต่เวลาใส่แล้วเปิดเพลง ก็แทบจะไม่ได้ยินเสียงจากภายนอกเลย ส่วนการสวมใส่ถือว่าทำได้ดี ในเรื่องของความบีบหัว และในเรื่องของขนาดความยาวของหูฟัง ใส่สบายไม่อึดอัด ซึ่งทำได้ดีกว่ารุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด

คือรุ่นก่อนเวลาผมใส่จะรู้สึกเหมือนกับตัวหูฟังจะดันขึ้นตลอดเวลา ทำให้เหมือนไปดันติ่งหูอยู่ตลอด ขนาดปรับตัวสายรัดแบบยาวสุดแล้ว ใสนานๆ แล้วไม่สบาย และเมื่อมองเข้าไปจะพบกับตัวลำโพงไดรเวอร์ขนาด 40 มิลลิเมตร ที่มีผ้าบางๆกั้นอยู่

ถัดมาในส่วนของชุดควบคุมตัวหูฟัง เริ่มกันที่ด้านซ้ายประกอบไปด้วย ปุ่ม ปิด-เปิดไมโครโฟน โดยเมื่อปิด (Mute) ที่ปลายก้านของไมโครโฟนจะมีไฟสีแดงติดขึ้นมา ยกเว้นรุ่น SteelSeries Arctis 3 2019 ถัดมาจะเป็นที่ปรับระดับเสียง และช่องเชื่อมต่อสายสัญญาณเสียงเฉพาะจากทาง SteelSeries, ช่อง AUX 3.5 และไมโครโฟนแบบดึงเข้า-ออกได้ ตัวก้านไมโครโฟนจะสามารถดัดงอ หรือ ปรับตำแหน่งได้

SteelSeries Arctis 3 2019 Album
SteelSeries Arctis 3 2019

SteelSeries Arctis 5 2019

สิ่งที่เพิ่มมาใน SteelSeries Arctis 5 2019 คือเรื่องของไฟ RGB แต่แอบเสียดายที่ตัวโลโก้ไม่ได้มีไฟด้วย และเปลี่ยนการเชื่อมต่อเป็นแบบ USB ทำให้มันมาพร้อมกับที่ปรับ Balance ChatMix เสียงเกมกับเสียงคุย โดยจะมีหน้าตาเป็นที่ปรับระดับเสียงแบบหมุน และนำหูฟังมาต่อพ่วงอีกที

SteelSeries Arctis 5 2019 Album 
SteelSeries Arctis 5 2019

SteelSeries Arctis 7 2019

สำหรับ SteelSeries Arctis 7 2019 จะมีรายละเอียดในส่วนของ Body ต่างจากรุ่นอื่นๆ เล็กน้อย เริ่มกันที่ตัว Headband จะใช้วิธีการพาดสาย Ski Goggles ที่ต่างกัน วัสดุที่ตัว Headband ก็ต่างกันด้วย โดยใช้เป็นอะลูมิเนียมแทน ส่วนถัดไปจะเป็นเรื่องของ การเพิ่มช่องชาร์จไฟ Micro-USB เข้ามา และเพิ่มปุ่ม Power รวมไปถึงที่ปรับ Balance เสียงเกมกับเสียงคุย จะถูกย้ายมาไว้ที่ตัวหูฟังด้วย

เนื่องจากเป็นหูฟังไร้สายทำให้ต้องใส่แบตเตอรี่เข้ามาด้วย จึงเป็นการเพิ่มน้ำหนักของตัวหูฟังขึ้นมาอย่างรู้สึกได้ แต่ก็ไม่ได้หนักมาก จนทำให้ใส่นานๆ แล้วไม่สบาย แค่รุ่นที่ไม่มีแบตทำได้ดีกว่า ส่วนรายละเอียดอื่นๆ จะเหมือนกันกับรุ่นอื่นที่ได้พูดถึงไปแล้ว

สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงคือเรื่องของตัวส่งสัญญาณไร้สาย จะพบว่ามีปุ่มอยู่ปุ่มหนึ่งเป็นปุ่มสำหรับเอาไว้จับคู่กับหูฟัง (Pair) กรณีที่หูฟังเชื่อมต่อไม่ได้ และมีช่องหูฟัง 3.5 มาให้สองอันด้วย สำหรับรับ Input เสียงจากแห่งอื่นส่งไปให้ตัวหูฟังของเรา เช่น นำสาย AUX 3.5 มาเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของเรา เสียงที่สมาร์ทโฟนของเราก็จะไปออกที่หูฟังด้วย เหมือนได้หูฟังไร้สายเลย

และช่อง Output สำหรับส่งสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ของเราไปที่ลำโพงอะไรแบบนั้น ซึ่งดีมาก เหมาะสำหรับคนที่วางเคสไว้ใต้โต๊ะหรือวางไกลๆ ทำให้เราไม่ต้องสอดสาย USB บ่อยๆ หรือไม่ต้องเปลี่ยน Interface ให้เสียงออกบ่อยๆ เมื่อไม่ใช้งานหูฟัง โดยการทำงานของมันคือ เมื่อเปิดหูฟังเสียงจะออกที่ตัวหูฟังปกติ ส่วนถ้าปิดหูฟังเสียงจะออกที่ลำโพงแทน แต่ถ้าจะใช้งานก็หาสาย AUX ที่หัวมีขนาดเล็กๆ หน่อยมาใช้ด้วยนะ

สิ่งที่รู้สึกได้ว่าแตกต่างจากรุ่นก่อนคงจะเป็นเรื่องความสบายในการใส่ ที่รู้สึกว่าหูฟังมีความ Lite มากยิ่งขึ้นทั้งน้ำหนักที่เบา และความกระชับที่พอดีกับคนหัวใหญ่ ส่วนรุ่นที่ผมคิดว่าใส่สบายที่สุดคงจะเป็น SteelSeries Arctis 3 2019 เพราะมีน้ำหนักที่เบาที่สุด และจากที่ผมนำไปใช้งานก็สามารถใส่ยาวๆ ทั้งวันได้ไม่มีปัญหา

SteelSeries Arctis 7 2019 Album 

SteelSeries Arctis 7 2019

Feature / จุดเด่น

หัวข้อนี้จะเป็นการพูดถึงฟีเจอร์ที่ได้มีการชูโรงมา และความรู้สึกหลังจากที่ได้ใช้งานฟีเจอร์เหล่านี้ ซึ่ง SteelSeries Arctis 3,5,7 2019 มีจะมีคล้ายๆ กัน ผมจะขอเริ่มไล่จาก SteelSeries Arctis 3 2019 ก่อน ตามด้วย Arctis 5  และ 7 ตามลำดับ

สวมใส่สบาย ด้วยการปรับปรุง และออกแบบใส่สวนของความสบายในการสวมใส่ให้ดีมากยิ่งขึ้น สิ่งที่รู้สึกได้จริงๆ คงจะเป็นในเรื่องของลักษณะการสวมใส่ที่ อยู่ติดหูในจุดที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น และฟองน้ำมีความนุ้มที่มากขึ้นกว่าเดิม

เสียงดี ได้ยินทุกรายละเอียด ด้วยการออกแบบ Driver ของหูฟังให้เน้นแสดงรายละเอียดเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้น และรองรับการใช้งานเสียงแบบ 7.1 ตั้งแต่ SteelSeries Arctis 3 2019 เลย ทำให้เวลาเรานำไปเล่นเกมจะได้ยินเสียง ทิศทาง ระยะใกล้-ไกล

ไมโครโฟนรับเสียงแบบ Bidirectional และรองรับ Discoard Certified ทำให้มั่นใจว่าเสียงพูดคุยที่ได้มีความชัดเจน โดยผมได้ถามเพื่อนๆ ทีมงาน Gamer ที่เล่นเกมด้วยกันบ่อยๆ ก็บอกว่าชัดเจนดี

DTS X Headphone 2.0 เป็น DTS X Headphone รุ่นใหม่ ที่จะช่วยจำลองระบบเสียง 7.1 ให้สมจริงมากยิ่งขึ้น ช่วยบอกทิศทาง และระยะของเสียงได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบันหูฟังที่รองรับเวอร์ชั่น 2.0 ยังมีน้อยอยู่

ChatMix หรือปุ่มปรับระดับเสียง ระหว่างเสียงเกม กับเสียงพูดคุย ว่าจะให้เสียงจากแห่งไหนมีความดังมากกว่ากัน ทำให้เวลาเล่นเกมเราไม่ต้องพับหน้าจอไปปรับเสียงพูดคุยใน ผมว่ามันก็สะดวกดีสำหรับคนที่ใช้เป็น ส่วนการตั้งค่าเราจะพูดถึงกันในหัวข้อถัดไป

ไฟ RGB จะมีเฉพาะ SteelSeries Arctis 5 2019 เท่านั้น การตั้งค่าการแสดงแสงไฟก็สามารถทำได้หลายแบบ ซึ่งสามารถปรับได้งาน Software SteelSeries Engine 3 ผมว่าตัวสีไฟที่แสงออกมาทำได้ดี สีขาวจะติดอมฟ้าเล็กๆ เหมือนไฟตามห้างสรรพสินค้า ซึ่งมันก็สวยดี

SteelSeries Engine 3 โปรแกรมสำหรับปรับตั้งค่าหูฟัง ไม่ว่าจะเป็นการปรับ EQ การตั้งค่าเสียง 7.1 หรือการตั้งค่าแสงไฟ RGB ผมคิดว่าตัว  SteelSeries Engine 3 เป็นโปรแกรมที่ทำงานค่อนข้างเสถียร และใช้งานง่ายกว่าแบรนด์อื่นๆ ที่เคยใช้มา แต่เรื่องของความหลากหลายในการตั้งค่าไฟ RGB อาจจะน้อยไปหน่อย

ไร้สายบนคลื่นความถี่ 2.4 แบบ Lossless สำหรับฟีเจอร์นี้จะมีเฉพาะใน SteelSeries Arctis 7 2019 จากที่นำไปใช้งานมาพบว่า ระยะของสัญญาณอยู่ที่ประมาณระยะสัญญาณ Wi-Fi (ก็ใช้คลื่นความถี่เดียวกัน) ส่วนเสียงที่ได้ไม่ได้ดรอปคุณภาพลงเมื่อเทียบกับ SteelSeries Arctis 5 2019 และอาการกระตุก สัญญาณขาดหาย ก็ไม่มีเช่นกัน ถือว่าทำได้เนียนมากเหมือนใช้สาย

แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน 24 ชั่วโมง ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ฟีเจอร์ที่ว่านี้เป็นของ SteelSeries Arctis 7 2019 ที่เป็นหูฟังไร้สาย ซึ่งถ้าว่ากันตามตรงระยะเวลาใช้งานถือว่ายาวนานมาก น้อยคนนักที่จะใช้ต่อเนื้องเป็นระยะเวลาขนาดนั้น ผมทดสอบใช้ต่อเนื่องเป็นเวลา 6 ชั่วโมง พบว่าแบตเตอรี่ลดไปขีดเดียว เรียกได้ว่าชาร์จครั้งนึงใช้ได้หลายวัน ส่วนเวลาชาร์จต่อครั้งจะค่อนข้างนานถ้าใช้ไปเยอะ สิ่งที่เป็นข้อสังเกตจริงๆ คงจะเป็นเรื่องของการบอกปริมาณแบตเตอรี่ที่คงเหลือ ซึ่งที่ตัวหูฟังก็ดูยากมาก ส่วนในตัว Software ยังบอกได้ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่

เรียกได้ว่าฟีเจอร์ที่ให้มาในทั้งสามรุ่นจะมีส่วนที่คล้ายกัน และจะมีส่วนที่เพิ่มเติมเข้าไปให้เหมาะสมกับการใช้งาน แต่ในภาพรวมก็ดูครบดี สิ่งที่ผมชอบที่สุดคงจะเป็นเรื่องของการสวมใส่ที่สบาย และ ChatMix ที่ใช้งานได้ดี และสะดวกมาก ถือว่าการปรับปรุง Minor change ครั้งนี้มีการพัฒนาที่ดีขึ้น และช่วยลบจุดด้อยของรุ่นเดิมได้หลายอย่าง

Software / โปรแกรม

SteelSeries Arctis 5 และ 7 2019  สามารถใช้งานร่วมกันกับโปรแกรม SteelSeries Engine 3 ได้ โดยตัวโปรแกรมจะสามารถใช้ตั้งค่าหูฟัง เช่น ปรับ EQ ,การตั้งค่าระบบเสียง 7.1 ,การตั้งค่าไฟ RGB และอีกมากมายที่เราจะพาไปดูกัน

เริ่มกันที่เมนูบนสุดอย่างการตั้งค่าเสียง 7.1 จะสังเกตว่ามีให้ปรับตั้งค่าหลายอย่างมาก ในส่วนนี้ยังไงก็ลองไปเล่นกันดูนะครับ ส่วนถัดมาจะเป็นการตั้งค่า EQ และสุดท้ายจะเป็นการตั้งค่าไมโครโฟน

ส่วนตรงกลางจะเป็นการตั้งค่าไฟ RGB สำหรับ SteelSeries Arctis 5 2019 นอจากนี้ด้านซ้ายยังมีการตั้งค่าโปรไฟล์ต่างๆ ด้วย และยังสามารถตั้งค่าให้เริ่มใช้งานโปรไฟล์นั้นตอนที่เปิดโปรแกรมต่างๆ ด้วย

หนึ่งในฟีเจอร์ที่เป็นทีเด็ดของ SteelSeries Arctis 5 และ 7 2019 คือ ตัวที่หมุนปรับ Balance ChatMix ระหว่างเสียงพูด กับ เสียงเกม ทำให้เราเลือกได้ว่าตอนเล่นเกมเราอยากได้ยินเสียงอะไรมากกว่ากัน เช่น ถ้าเล่นเกมที่ต้องคุยกับเพื่อน ก็หมุนไปที่เสียงเพื่อนมากหน่อย ก็จะทำให้ได้ยินเสียงเพื่อนชัดขึ้น ไม่ต้องพับหน้าจอไปปรับ อะไรแบบนั้น

โดยการทำงานของฟีเจอร์นี้คือ เมื่อเราเชื่อมต่อสาย USB กับคอมพิวเตอร์ของเรา จากนั้นจะพบว่ามีหูฟังสองตัวเชื่อมต่ออยู่ในตอนนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะเขาตั้งใจทำมาแบบนั้น สำหรับการตั้งค่าผมแนะนำเลยว่าให้ทำตามนี้ คือตั้งค่าให้เสียหลักออกที่ตัว Headphone (Game) ส่วนเสียงจากโปรแกรมพูดคุยให้ออกที่ Headset (Chat) ส่วนวิธีการตั้งค่าก็ดูได้จากรูปภาพเลย ลองเล่นไม่นานก็เข้าใจแล้วละ

บางคนอาจจะซื้อมาแล้วพบว่าเสียงมันไม่ดีเลย หรือ DTS ไม่ทำงานเลย ให้ลองไปตั้งค่าแล้วเลือกเป็น Headphone (Game) ดูรับรองเสียงดีขึ้นแน่นอน

หลังจากที่ใช้งานไปสักพักก็พบว่าตัว Software ทำงานได้เสถียรดี ไม่มีงอแง แต่อาจจะอัพเดทบ่อยหน่อย ส่วน ChatMix ผมว่ามันก็ดีนะ คือปกติผมจะชอบเปิดเพลงฟังตลอด เรียกว่าเปิดคอม = เปิดเพลง และบางครั้งก็มีคุยกับเพื่อนด้วย ซึ่งเพื่อนบางคนไมโครโฟนก็เบาสะเหลือเกิน ทำให้เราต้องเบาเสียงเพลงลง ซึ่งบางทีเบาจนไม่รู้จะเบายังไงแล้วก็ยังคุยไม่ค่อยรู้เรื่อง การใช้ ChatMix มีประโยชน์มากในส่วนนี้ เพราะจะทำให้เราปรับระดับเสียงทั้งสองอย่างนี้ได้ละเอียดมากขึ้น ยังไงก็ลองไปใช้งานกันดูนะครับ

Sound Test / การทดสอบเสียง

หากจะพูดถึงเสียงของทั้งสามรุ่นนี้ในภาพรวมมีความคล้ายกันมาก ต่างกันประมาณ 5-10%  คือถ้าไม่ได้ฟังแบบจับผิดจริงจังก็แยกไม่ออก ส่วนหนึ่งคงเพราะใช้ Driver ตัวเดียวกัน สิ่งที่จะทำให้เสียงต่างกันคงเป็นในเรื่องของรูปแบบการเชื่อมต่อระกว่าง 3.5 กับ USB และชิพ DAC ที่ใช้

ต้องบอกก่อนว่าปกติแล้วผมไม่ชอบหูฟังแบบ USB เพราะรู้สึกว่าเสียงมันแบน เลยพยายามเลือกซื้อแต่หูฟัง 3.5 เท่านั้น แต่ผมบอกเลยว่าครั้งนี้เปลี่ยนความคิดผมเลย

ด้วยความที่เป็นหูฟังแบบกึ่งเปิด Open-ear ทำให้มิติเสียงที่ได้ยินมีระยะห่างที่ดีกว่าหูฟังแบบปิด Close-ear แต่ก็แลกมากับเบส และ ความแน่นของเสียงที่จะน้อยกว่า คือฟังครั้งแรกจะรู้ได้ทันทีว่าเสียงไม่แน่น ไม่กระหึ่ม เท่าหูฟังตัวอื่น ถ้านำมาใช้ฟังเพลง แต่ถ้านำมาใช้เล่นเกมจะพบว่ามันคนละเรื่อง

ใช้ฟังเพลง

ก่อนที่จำทำการทดสอบผมได้ตั้งค่า EQ ให้เป็น Flat เพื่อให้หูฟังแสดงพลังออกมาถูกต้องที่สุด สำหรับการใช้ฟังเพลงเสียงที่ได้จะเป็นแนว Flat ตามสไตล์ SteelSeries แต่เป็น Flat ที่เด่นไปในย่านกลาง-แหลม ส่วนเบสจะไม่ค่อยเด่นเท่าไหร่ ทำให้ถ้านำมาใช้ฟังเพลงเป็นหลัก

  • เสียงกลาง มีความชัดเจนดี นักร้องอยู่ในระยะแนวเดียวกับเครื่องดนตรี
  • เสียงแหลม ผมถือว่าเป็นจุดเด่นเลยนะ รายละเอียดย่านแหลมถ่ายทอดออกมาได้ดี จนบางครั้งอาจจะติดคมไปบ้าง
  • เสียงเบส เป็นเบสที่กระชับเก็บตัวเร็ว ลูกไม่ใหญ่มาก และไม่ค่อยมีอาการสั่นกระพือของเบส ทำให้บางครั้งเจอเบสลูกใหญ่ๆ อาจจะแสดงรายละเอียดได้ไม่ดีนัก
  • สำหรับมิติเสียงทำได้ดีมาก ถือเป็นจุดเด่นของหูฟังตัวนี้เลย  สามารถโฟกัสตำแหน่งของชิ้นดนตรีได้ดี

ในภาพรวมจะเป็นหูฟังที่ให้เสียงฟังสบาย ไม่ดุดัน รุกเร้ามากจนเกินไป สามารถนำไปฟังเพลงได้ทุกแนว แต่อาจจะไม่ถูกใจคอเบส ที่ชอบเสพเบสเป็นหลัก (ปรับ EQ เพิ่มได้นะ)

หลังจากที่ทำการ Burn-in ไปพบว่าเสียงเบสมีปริมาณที่เยอะขึ้นมาก และเสียงในภาพรวมทำได้ดีขึ้นกว่าตอนที่ยังไม่ได้ Burn-in จากตอนแรกที่ฟังแล้วรู้สึกว่าเบสมันอยู่ไหน พอ Burn-in ไปสัก 10 ชั่วโมงก็รู้สึกว่าเบสเริ่มมาละ แต่หลังจาก Burn-in 20 ชั่วโมงขึ้นไป ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเสียงมันจะดีไปกว่านี้ คือผมก็ Burn-in ไปประมาณ 50 ชั่วโมง มันก็ไม่ค่อยต่างจาก 20 ชั่วโมงเท่าไหร่ แต่จริงๆ ต้อง 100 ชั่วโมงขึ้นไปนะ ถึงจะดี (ก่อนเขียนหัวข้อนี้ Burn-in แล้วนะ)

ใช้เล่นเกม 

คงจะเป็นวัตถุประสงค์ของหูฟังสามรุ่นนี้เลยก็ว่าได้ เมื่อนำมาใช้เล่นเกมจะทำได้ดีกว่าฟังเพลงมาก การแยกแยะทิศทางของแหล่งกำเหนิดเสียงทำได้ดี พวกเสียงเท้า เสียงปืน รู้สึกได้ว่ามีระยะใกล้-ไกล มิติเสียงทำได้ดีมาก แต่อาจะติดเรื่องของเสียงเท้าที่อาจจะยังไม่แน่นสักเท่าไหร่ ก็เสียงเท้ามันต้องเน้นเบสที่มันสั่นกระพือเยอะๆ อะนะ

DTS X Headphone 2.0 ในส่วนนี้จะเป็นการจำลองเสียงแบบ 7.1 ขึ้นมา และมีเฉพาะใน SteelSeries Arctis 5 และ 7 2019 เท่านั้น ความรู้สึกเมื่อเปิดกับไม่เปิดต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ส่วนที่คิดว่าต่างจริงๆ คงจะเป็นเรื่องของระยะใกล้-ไกล และทิศทางที่ละเอียดขึ้น คือถ้าเล่นเกมแนว FPS ไม่มีนี่คือรู้สึกว่าขาด

ส่วน SteelSeries Arctis 3 2019 จะไม่รองรับการใช้งานระบบเสียง 7.1 ผ่าน SteelSeries Engine 3 แต่สามารถใช้ได้ใน Windows Sonic Spatial Audio แทน ซึ่งผมบอกเลยว่าต่างกับที่ทำงานผ่าน Engine 3 อย่างรู้สึกได้ คือต่างกันประมาณ 50% เลย ทำให้เราต้องตั้งค่าในเกมช่วย อย่างบางเกมมีระบบเสียง 7.1 มาให้ เราก็แค่ไปเปิดใช้มัน เพราะที่ตัว Driver ของ SteelSeries Arctis 3 2019 รองรับเสียง 7.1 อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามระบบเสียง 7.1 DTS X Headphone 2.0 จะเหมาะสำหรับใช้เล่นเกม และดูหนัง มากกว่าที่จะนำมาใช้ฟังเพลง คือเปิดแล้วเสียงมันจะก้องๆ ทำให้ฟังเพลงไม่เพราะ

Microphone Test / การทดสอบไมโครโฟน

ไม่โครโฟนที่มาด้วยกันกับ SteelSeries Arctis 3,5,7 2019 เป็นแบบก้านติดกับตัวหูฟังเวลาจะใช้งานสามารถดึงเข้าออกได้ ตัวก้านมีความยืดหยุ่นสูงสามารถดัดงอเพื่อให้ได้องศาที่ต้องการได้ง่าย

เสียงที่ได้ ให้เสียงพูดที่ชัดเจนดี เสียงที่ได้ของ SteelSeries Arctis 3 2019 จะพบว่ามีความอ้วน ใหญ่ ทุ้มกว่าของ Arctis 5 และ 7 2019 มาก แต่ก็มีเสียงรบกวนมากเช่นเดียวกัน

ส่วนเสียงไมโครโฟนของ SteelSeries Arctis 5 และ 7 2019 จะแบนๆ ความทุ้มนี่ต่างกันเลย ฟังแล้วชอบของ Arctis 3 มากกว่า แต่เสียงรบกวนที่เข้าไมโครโฟนของ Arctis 5 และ 7  ก็มีน้อยกว่าเช่นกันในความดังเท่ากัน

ส่วนนี้มข้อสังเกตอยู่นิดนึงในเรื่องคุณภาพเสียงไมโครโฟนของ SteelSeries Arctis 3 2019 จะขึ้นอยู่กับช่องต่อ 3.5 ด้วยว่ามีคุณภาพดีไหม เช่น ตัวผมเองที่ช่องโมโครโฟน 3.5 มีปัญหาเสียงเบา ทำให้ต้องใช้ไมโครโฟนแบบ USB แทน เพื่อให้เสียงดังเหมือนเดิม ยังไงก็ลองสำรวจกันด้วยนะครับ

Conclusion / สรุป

SteelSeries Arctis 3,5,7 2019 เป็นหูฟังรุ่นทีเหมือนกับ Minor Change ของ Series Arctis มากกว่า ส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปคงจะเป็นเรื่องของความสบายที่ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม ส่วนอื่นๆ จะไม่ค่อยต่างเท่าไหร่ เรียกได้ว่าใครที่มีรุ่นเดิมอยู่แล้วยังใช้งานได้ปกติยังไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ แต่สำหรับใครที่ใช้รุ่นเก่ากว่านั้นอย่าง SteelSeries Siberia ผมว่าเปลี่ยนก็ดี จะได้ใส่สบายขึ้น

แน่นอนว่าเมื่อเราพูดถึงหูฟัง Gaming สิ่งหนึ่งที่จะต้องดูคือเรื่องเสียง ถ้านำมาใช้เล่นเกมทำได้ดีมาก แยกแยะทิศทาง ตำแหน่งใกล้-ไกลได้ดี แต่ถ้านำมาฟังเพลงอาจจะดีสู้หูฟังที่ทำมาเพื่อการฟังเพลงโดยเฉพาะในราคาเท่ากันไม่ได้ ยังไงก็ลองไปฟังกันดูก่อนที่จะตัดสินใจซื้อจะดีมากๆ และอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของการออกแบบดีไซน์ที่ดูดีสมเป็นหูฟัง Gaming ที่นอกจากจะสวยแล้ว ยังใส่สบาย เล่นเกมได้ยาวๆ โดยที่ไม่ปวดหัว

ซึ่งผมการันตีได้ว่าใส่สบายจริง คือปกติแล้วผมเป็นคนชอบฟังเพลงทำให้เวลาใส่หูฟังที่ ใส่ได้เป็นวันโดยที่ไม่รู้สึกว่าแปลกอะไร จะถอดก็ตอนที่ไปเข้าห้องน้ำ หรือไปกินข้าวเท่านั้น ซึ่งถ้าได้หูฟังที่ใส่ไม่สบายมาต่อให้เสียงดีแค่ไหนใส่ไม่นานก็วางทิ้งแล้ว แต่ SteelSeries Arctis 2019 ไม่เป็นแบบนั้น ใส่ได้นานๆ ได้ไม่มีปัญหาอะไร (ไปลองเองจะดีที่สุด) สำหรับใครที่กำลังมองหาหูฟังสำหรับใช้เล่นเกมอยู่ SteelSeries Arctis 2019 ก็น่าสนใจไม่น้อย

SteelSeries Arctis 3 2019

SteelSeries Arctis 3 2019 เหมาะกับคนที่งบน้อยที่กำลังมองหาหูฟังในราคาเริ่มต้น หรือผู้ที่จะนำไหใช้กับสมาร์ทโฟน ,Nintendo Switch หรือพวกอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้การเชื่อมต่อแบบ 3.5 เน้นพกพาไปใช้งานนอกสถานที่บ่อยๆ คือถ้าไม่ได้ใช้งานระบบเสียง 7.1 ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเงินไปเล่น Arctis 5 2019

ข้อดี 

  • การเชื่อมต่อแบบ 3.5
  • ใส่สบาย
  • มีรายละเอียด และ มิติเสียงดีมาก เหมาะที่จะนำมาใช้เล่นเกม
  • ใช้งานได้ Multi Platform

ข้อสังเกต 

  • หากนำมาใช้ฟังเพลงเป็นหลัก จะมีรุ่นอื่นที่น่าสนใจกว่า
  • วัสดุในส่วนที่เป็นผ้ายังคงเป็นจุดพิจารณาเรื่องของการดูแลรักษาในระยะยาว
  • ระบบเสียง 7.1 ที่ต้องใช้ของ Windows

SteelSeries Arctis 5 2019

SteelSeries Arctis 5 2019 เหมาะกับคนที่เน้นใช้งานกับคอมพิวเตอร์เป็นหลัก เพราะจะได้ในเรื่องของระบบเสียง 7.1 การปรับตั้ง EQ ไฟ RGB และไมโครโฟนที่ดีกว่า ส่วนการใช้งานด้วยช่องหูฟัง 3.5 ถึงแม้จะมีสายแปลงมาให้ แต่ผมมองว่าตัวแปลงมันดูหายง่ายไปหน่อย

ข้อดี 

  • รองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย 3.5 ,USB
  • ใช้งานได้ Multi Platform
  • ใส่สบาย
  • มีรายละเอียด และ มิติเสียงดีมาก เหมาะที่จะนำมาใช้เล่นเกม
  • มีไฟ RGB
  • การปรับ Balance เสียงเกมกับเสียงพูดคุย ถ้าตั้งค่าถูกต้องจะใช้งานดีมาก

ข้อสังเกต 

  • หากนำมาใช้ฟังเพลงเป็นหลัก จะมีรุ่นอื่นที่น่าสนใจกว่า
  • วัสดุในส่วนที่เป็นผ้ายังคงเป็นจุดพิจารณาเรื่องของการดูแลรักษาในระยะยาว
  • ปุ่มปรับ ChatMix ดูเลื่อนง่ายไปหน่อย อยากได้แน่นกว่านี้

SteelSeries Arctis 7 2019

SteelSeries Arctis 7 2019 เหมาะกับคนที่ใช้ PS4 Xbox One หรือคนที่ต้องการหูฟังไร้สาย แน่นอนว่ารุ่นนี้ถูกออกแบบมาโดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าต้องการหูฟังไร้สายเสียงดีใส่สบายในราคานี้ ก็ไม่มีรุ่นอื่นที่น่าสนใจไปกว่า SteelSeries Arctis 7 2019

ข้อดี 

  • รองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย 3.5 ,USB
  • ใช้งานได้ Multi Platform
  • มีรายละเอียด และ มิติเสียงดีมาก เหมาะที่จะนำมาใช้เล่นเกม
  • การปรับ Balance เสียงเกมกับเสียงพูดคุย ถ้าตั้งค่าถูกต้องจะใช้งานดีมาก
  • เป็นหูฟังไร้สาย ใช้งานได้คล่องตัว
  • คุณภาพของสัญญาณไร้สายดีมากเหมือนใช้สาย

ข้อสังเกต 

  • หากนำมาใช้ฟังเพลงเป็นหลัก จะมีรุ่นอื่นที่น่าสนใจกว่า
  • วัสดุในส่วนที่เป็นผ้ายังคงเป็นจุดพิจารณาเรื่องของการดูแลรักษาในระยะยาว
  • เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ต่อครั้งใช้เวลานาน
  • ใส่ไม่สบายเท่า Arctis 3 และ 5

และถ้าถามผมว่าชอบรุ่นไหนที่สุด บอกเลยว่า SteelSeries Arctis 5 2019 เพราะผมเน้นนำมาใช้งานกับคอมพิวเตอร์เป็นหลัก ส่วนสมาร์ทโฟนผมมีหูฟังเฉพาะอยู่แล้ว และผมต้องการไมโครโฟนที่เสียงดีๆ มีความดัง ส่วนไฟ RGB ผมก็ชอบนะ แต่ไม่ได้เน้น บางทีมองแล้วนึกถึงตัว SteelSeries Siberia V2 Frost Blue ที่เป็นหูฟังรุ่นหนึ่งผมชอบมาก (แต่เสียงไม่ดีเลยไม่ได้ซื้อมา) แล้วทำไมผมถึงไม่เลือก SteelSeries Arctis 7 2019 เพราะผมคิดว่ามันยังใส่ไม่สบายเท่า SteelSeries Arctis 5 2019 ง่ายๆ แบบนั้นเลย

ส่วนเพื่อนๆ ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอารุ่นไหนดีผมสรุปให้อีกที SteelSeries Arctis 3 2019 เหมาะกับคนงบน้อย ,Arctis 5 เหมาะกับคนที่อยากจัดเต็ม และใช้กับคอมเป็นหลัก และ Arctis 7 เหมาะกับคนที่ต้องการใช้หูฟังไร้สาย และนำไปใช้กับเครื่อเล่นเกม PS4 Xbox One เป็นต้น

from:https://notebookspec.com/review-steelseries-arctis-357-2019/459463/

Gaming Gear – คีย์บอร์ดเล่นเกมก็มา HP Omen Sequencer คอเกมเตรียมเงินรอได้เลย

คงไม่ใช่แค่ พีซีหรือโน้ตบุ๊กที่เราชินตากันไปแล้ว สำหรับ Omen แต่งานนี้ HP ยังเอาเกมมิ่งคีย์บอร์ดมายั่วน้ำลายคอเกมกันเป็นชุด ด้วย Mechanical keyboard ในชื่อ HP Omen Sequencer ที่มาพร้อมดีไซน์สุดหรู และสวิทช์ที่มีความทนทาน ในราคาประมาณ (149USD) หรือราวๆ 5,xxx บาท

สำหรับคีย์บอร์ด HP Omen Sequencer นี้ มาในรูปแบบ Mechanical keyboard ด้านบนเป็นอะลูมิเนียมลายขัด มีตัวปรับระดับเสียงแบบเลื่อนไปมา พร้อม Blue switch ที่ทาง HP เลือกใช้ ซึ่งเป็นแบบที่ได้รับความนิยมจากคอเกมอย่างมากในเวลานี้ ซึ่ง HP มองว่าคีย์บอร์ดที่ใช้สวิทช์เหล่านี้ จะสามารถตอบสนองความต้องการของคอเกมได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสามารถให้ผู้ใช้เล่นเกมได้สนุกขึ้น ตัวคีย์บอร์ดทำเป็นแบบขนาดกระทัดรัด ใช้พื้นที่น้อย พร้อมไฟ LED ด้านใต้ปุ่ม สายยาวประมาณ 2 เมตร ปุ่มรองรับการกดได้มากถึง 70 ล้านครั้ง พร้อมฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย อาทิ Zero Input Lag, N-key rollover with 100% anti ghosting และ 1000 Hz polling rate เป็นต้น

สนนราคาอยู่ที่ราวๆ 149USD หรือประมาณ 5 พันกว่าบาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า จะเข้ามาในไทยให้ได้สัมผัสกันเมื่อไร อย่างไรแล้วเชื่อว่าคอเกมคนที่รัก Omen น่าจะรอช้อปกันอย่างแน่นอน

ที่มา: HP Omen Sequencer

from:https://notebookspec.com/hp-omen-sequencer-keyboard/461866/

HyperX – เขย่าวงการเกม ส่งทัพเกมมิ่งเกียร์รุ่นใหม่ ถึงมือเกมเมอร์ทั่วโลก จัดเต็ม เมาส์ คีย์บอร์ด หูฟัง หลากรุ่น

HyperX เขย่าวงการเกม ส่งทัพเกมมิ่งเกียร์รุ่นใหม่ ถึงมือเกมเมอร์ทั่วโลก

HyperX หนึ่งในผู้ผลิตเกมมิ่งเกียร์ประสิทธิภาพสูง และได้รับความนิยมจากบรรดาเกมเมอร์ทั่วโลก ได้ส่งมอบสุดยอดประสบการณ์เล่นเกมถึงมือเหล่าเกมเมอร์ด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับการเล่นเกมคุณภาพสูง โดยวางจำหน่ายเกมมิ่งเกียร์ รุ่นใหม่ในตลาดไทยอีกหลายรุ่น เอาใจคอเกม

อาทิ เกมมิ่งเมาส์ Pulsefire FPS Pro, Pulsefire Core, เกมมิ่งคีย์บอร์ด Alloy FPS RGB และ HyperX Alloy Core RGB รวมไปถึงหูฟัง Cloud Earbuds และ CloudX รุ่นใหม่

โดดเด่นในเรื่องความทนทาน สามารถตอบสนองต่อการเล่นเกมได้ดีและลูกเล่นไฟ RGB สามารถปรับแต่งเองได้ในราคาสุดคุ้มพร้อมให้เหล่าเกมเมอร์สัมผัสประสบการณ์เล่นเกมอย่างเต็มประสิทธิภาพแล้ววันนี้

นอกจากนี้ HyperX ยังเป็นบริษัทเกมเจ้าแรกที่สนับสนุนเหล่านักกีฬา และเซเลบริตี้ในวงการต่างๆ เช่น บาสเกตบอล อเมริกันฟุตบอล และฟุตบอล อีกทั้ง HyperX ได้จับมือกับ Shroud สตรีมเมอร์อันดับหนึ่งของเกม Player Unknown’s Battlegrounds ผ่านช่องทาง Twitch และได้แถลงถึงความร่วมมือกับ Post Malone เกมเมอร์ Call of Duty ชื่อดังที่ชนะรางวัลระดับโลกในฐานะตัวแทนแบรนด์ HyperX Gaming ไปเมื่อเร็วๆ นี้ รวมถึงเป็นผู้สนับสนุนเกมมิ่งเกียร์ให้กับเหล่า เกมเมอร์ แคสเตอร์ และ Influencer ชื่อดังในประเทศไทยอีกหลายรายอีกด้วย

ล่าสุด HyperX แสดงแสนยานุภาพนำทัพเกมมิ่งเกียร์รุ่นใหม่บุกงานแข่งขัน JIB PUBG SEA INTERNATIONAL BANGKOK 2018 ที่เป็นงานแข่ง PUBG ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยการเป็นผู้สนับสนุนอุปกรณ์เล่นเกมอย่างเป็นทางการ ซึ่งงานนี้จัดขึ้นภายในมหกรรม Thailand Game Show 2018 ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ ซึ่งถือเป็นการแข่งขันระดับภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งนี้ มีทีมเข้าชิงชัยเพื่อคว้าตั๋วเป็นตัวแทนประเทศไทยสู่การแข่งขัน PUBG ระดับนานาชาติสำหรับทวีปเอเซียในช่วงต้นปี 2019 นี้ เพื่อชิงเงินรางวัลนับล้านบาท

เกียวกับ HyperX

HyperX  คือ ผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงจาก Kingston Technology ผู้ผลิตหน่วยความจำอิสระรายใหญ่ที่สุดของโลก มีเป้าหมายในการนำเสนอนักเล่นเกม ผู้ผลิตเครื่องพีซี และผู้ใช้งานพาวเวอร์ด้วยชิ้นส่วนที่มีประสิทธิภาพสูง ตลอดระยะเวลา 15 ปี ภารกิจของ HyperX คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกมสำหรับเกมเมอร์ เช่น หน่วยความจำที่มีความเร็วสูง โซลิดสเตทไดรฟ์ หูฟัง คีย์บอร์ด ยูเอสบีแฟลชไดรฟ์และแผ่นรองเม้าส์สำหรับนักเล่นเกมและอื่นๆ

แบรนด์ HyperX ที่ได้รับรางวัลมีชื่อมาจากการเป็นผู้นำในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความสะดวกสบาย มีความสุนทรี มีประสิทธิภาพและความน่าไว้วางใจ ผลิตภัณฑ์ของ HyperX คือตัวเลือกของเกมเมอร์ชั้นนำ ผู้ที่สนใจทางด้านเทคโนโลยีและนักโอเวอร์คล็อกทั่วโลกเพราะมีคุณสมบัติ เป็นไปตามมาตรฐานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เข้มงวดที่สุดและได้รับการผลิตด้วยชิ้นส่วนที่ดีที่สุด หูฟังของ HyperX กว่า 5 ล้านตัวถูกจัดส่งไปทั่วโลก

ไม่ว่าคุณจะมีความชำนาญระดับไหน ไม่ว่าคุณจะเล่นอะไร เรามอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกมทุกที่ด้วยความเชื่อหลักของเราคือ We’re All Gamers

YouTube: http://www.youtube.com/hyperx

Facebook: https://www.facebook.com/hyperxapac

#  #  #

 

Kingston, โลโก้ Kingston และ HyperX เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Kingston Technology Corporation สงวนลิขสิทธิ์ เครื่องหมายอื่นๆ เป็นทรัพย์สินของผู้ถือกรรมสิทธิ์ดังกล่าว

 

from:https://notebookspec.com/hyperx-gaming-gear-pr-tgs-2018/461841/

แวะไปชิลๆ บูธ HyperX ใน TGS2018 ลองหูฟังใหม่ คีย์บอร์ดไฟ RGB

ต้องบอกว่าเต็มอิ่มกันไปสำหรับงานเกมคุณภาพอย่าง Thailand Game show 2018 ที่จัดขึ้นใน รอยัล พารากอน ฮอลล์ชั้น 5 สยามพารากอน งานนี้ต้องบอกว่า มีบรรดาบูธเกมมิ่งเกียร์ โน้ตบุ๊กและคอมพิวเตอร์รายต่างๆ มาออกงานกันอย่างคับคั่ง แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบเกมมิ่งเกียร์ราคาดี สเปคเด็ดงานนี้ต้องไม่พลาดที่จะไปแวะที่บูธ HyperX ซึ่งหลังจากที่ไปสืบเสาะมา ได้ข่าวว่ามีสินค้าใหม่ๆ มาเพียบ

โดยในพื้นที่บูธของ HyperX เค้าแยกส่วนออกมาเป็นโซนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พีซีโซน, PS4, หรือจะเป็นส่วนจัดแสดงเกมมิ่งเกียร์รุ่นใหม่ พร้อมกิจกรรมอีกมากมายเลยทีเดียว หากใครที่มาแวะกันหน้าบูธ จะเห็นว่ามีน้องๆ พริตตี้มาแนะนำและมีกิจกรรมร่วมสนุกกันตลอดทั้งวัน ได้ลุ้นของรางวัลกันเรื่อยๆ แต่ที่ดูเป็นไฮไลต์ก็คือ HyperX Influencers อย่างเช่น Toffie และ Maser Gamer ที่เป็นแคสเตอร์และเกมเมอร์ที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี รวมถึงบรรดาคอสเพลย์ก็มามีมาให้ถ่ายรูปกันอย่างสนุกเลยทีเดียว ถือว่าเป็นการสร้างสีสันให้กับบูธได้อย่างคึกคัก

บริเวณโซนพีซีด้านหน้า ยังใช้จัดเป็นสถานที่แข่งขัน PUBG ซึ่งเปิดโอกาสให้เข้ามาลองใช้หูฟัง และมาเล่นเกมแข่งขัน โดยมีรอบพิเศษ ให้ผู้เข้าแข่งมาดวลกับ Influencers กันแบบตัวต่อตัวอีกด้วย งานนี้สนุกเลยทีเดียว แถุมยังมีของรางวัลที่รับจากมือแคสเตอร์พร้อมลายเซนต์กันไป

หรือถ้าใครอยากลองเล่น PS4 ด้านหลังบูธก็มีเครื่องเล่น พร้อมจอยสติ๊กใหม่ ให้ดวลเกมกันอย่างสนุก ซึ่งถือว่าเป็นอีกโซนหนึ่งที่เรียกความสนใจได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

และใครที่เดินเข้ามาในบูธ ก็จะเห็นบรรดาเกมมิ่งเกียร์สารพัดรุ่นของ HyperX วางอยู่เรียงรายกันเต็มไปหมด ซึ่งส่วนใหญ่ก็เปิดให้คุณสามารถสัมผัสและลองเล่นได้ ที่น่าสนใจก็คือ โปรโมชั่นสวดลดที่เรียกว่า เอาใจเกมเมอร์กันแบบสุดๆ ใครที่อยากได้เกมมิ่งเกียร์ เช่น หูฟัง Cloud รุ่นใหม่ หรือจะเป็นคียบอร์ด FPS RGB ก็มีและเมาส์เกมมิ่งรุ่นต่างๆ งานนี้ ก็เหมือนเอามาให้ลองเล่นกันทั้งไลน์สินค้า ชอบรุ่นไหนก็จัดไป เท่าที่เห็นมีหลายคนเลือกช้อบหูฟัง คีย์บอร์ดกันไปอย่างต่อเนื่องเลยทีเดียว

ในภาพรวมต้องถือว่า HyperX ในวันนี้มีผลิตภัณฑ์เกมมิ่งเกียร์มาแบบครบไลน์ เพื่อสร้างสีสันให้กับเหล่าเกมเมอร์ทั้งหลายได้สนุกสนานและอิ่มเอมไปกับการเล่นเกม ซึ่งใครที่พลาดโอกาสก็ไม่ต้องเสียใจไป ยังมีงาน Commart Work 2018 ให้มาเลือกซื้อสินค้าจาก HyperX กันอีกครั้งหนึ่งในช่วงปลายปีแบบนี้

from:https://notebookspec.com/hyperx-gaming-tgs-2018/460735/

Review – SteelSeries Rival 650 Wireless เม้าส์เกมมิ่ง RGB ไร้สายขั้นเทพ พร้อมระบบปรับถ่วงน้ำหนักได้ดังใจ

หากพูดถึงเม้าส์เกมมิ่งที่มีขายอยู่ในตลาด เกือบทั้งหมดมักจะเป็นเม้าส์มีสายกันซะหมด เนื่องจากเทคโนโลยีของการเชื่อมต่อไร้สาย แม้ว่าปัจจุบันจะได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาแล้วก็ตาม แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็มักจะมองหาเม้าส์เกมมิ่งแบบมีสายกันซะมากกว่า แต่สำหรับเม้าส์ที่ NotebookSPEC เราจับมารีวิวในครั้งนี้ บอกได้เลยว่าเป็นเม้าส์เกมมิ่งแบบไร้สายที่ยอดเยี่ยมรุ่นหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งเม้าส์ตัวนี้ก็คือ SteelSeries Rival 650 Wireless นั่นเองครับ

โดย SteelSeries Rival 650 Wireless ถือเป็นเม้าส์ในซีรีส์ Rival ที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมตัวจริง ซึ่งจะมองว่าเป็นคู่แฝดกับรุ่น Rival 600 ก็ว่าได้ แต่ส่วนของ Rival 650 จะมีคำว่า Wireless ซึ่งหมายถึงความสามารถในการใช้งานแบบไร้สายพ่วงท้ายมาด้วยนั่นเอง โดยหน้ากล่องก็จะมีการระบุฟีเจอร์เด็ดด้วยกัน 4 ข้อ ได้แก่

  • การเชื่อมต่อแบบไร้สายที่คลื่น 2.4 GHz แบบไร้อาการแล็ก พร้อมความสามารถในการชาร์จไฟได้เร็ว
  • เซ็นเซอร์จับตำแหน่งแบบจุดต่อจุดที่แม่นยำยิ่งกว่าเดิม
  • ฟีเจอร์ตรวจจับการยกเม้าส์ของผู้ใช้
  • รองรับการถ่วงน้ำหนักได้ตามต้องการ

ซึ่งฟีเจอร์ทั้งหลายนี้ เรียกว่าทำออกมาเพื่อคอเกมที่กำลังมองหาเม้าส์ไร้สายเลยก็ว่าได้

แง่ของสเปค SteelSeries Rival 650 Wireless ก็มีคร่าว ๆ ตามนี้เลย

  • ตัวเม้าส์ถูกออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์สำหรับการใช้งานด้วยมือขวา
  • มีปุ่มกดรวมทั้งหมด 7 ปุ่ม
  • มีไฟ RGB แยกออกเป็น 8 โซน สามารถปรับแต่งสีได้อิสระ
  • ปุ่มคลิกซ้าย/ขวาใช้สวิตช์ของ SteelSeries เอง รองรับการใช้งานราว 60 ล้านคลิก
  • เซ็นเซอร์จับตำแหน่ง 2 แบบ (Dual Sensor) ทำงานประสานกัน
    1. เซ็นเซอร์ TrueMove 3+ Optical Gaming
    2. เซ็นเซอร์จับระยะห่าง (Depth Sensing Linear Optical)
  • สามารถยกเม้าส์ขึ้นจากพื้นได้ 0.5 – 2 mm. โดยเคอร์เซอร์ไม่ขยับ
  • รองรับการตั้งค่า CPI ได้ตั้งแต่ 100 จนถึง 12000 (ปรับได้ตามสเต็ปละ 100 CPI)
  • ค่า IPS อยู่ที่ 350+ เมื่อใช้กับแผ่นรองเม้าส์ในลักษณะเดียวกับรุ่น QcK+ ของ SteelSeries เอง
  • ค่า polling rate ต่ำสุดที่ 125 Hz และสูงสุดที่ 1000 Hz (1 ms)
  • ค่า Acceleration อยู่ที่ 50G
  • น้ำหนักเม้าส์เปล่า 121 กรัม (153 กรัม เมื่อถ่วงน้ำหนักสูงสุด)
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ราว 1 วัน หรือมากกว่า
  • ราคา 4,290 บาท

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง ก็ตามภาพด้านล่างนี้เลย

  • ชุดเหล็กถ่วงน้ำหนัก 8 ก้อน แต่ละก้อนมีน้ำหนัก 4 กรัม
  • สาย Micro USB สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ของเม้าส์ รวมถึงสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นเม้าส์มีสายได้ด้วย
  • ตัวช่วยเสริมความยาวให้กับพอร์ต USB (หัวด้านหนึ่งเป็น Micro USB อีกด้านเป็น USB)
  • ตัวรับส่งสัญญาณไร้สายแบบ USB

ทีนี้มาดูรูปร่างหน้าตาของ SteelSeries Rival 650 Wireless กันบ้างครับ โดยรูปทรงของตัวเมาส์ก็ได้รับการออกแบบมาให้รองรับกับมือขวาได้เป็นอย่างดี เหมาะกับการจับเม้าส์แบบ palm และ claw ส่วนวัสดุก็เป็นพลาสติกตามปกติ เคลือบผิวแบบซอฟท์ทัช โดยตรงโลโก้ SteelSeries ภายในก็จะมีไฟ RGB ซึ่งสามารถตั้งค่ารูปแบบของสีไฟได้จากโปรแกรม SteelSeries Engine 3

ฝั่งด้านบนของตัวเมาส์ก็จะมีด้วยกัน 4 ปุ่ม ได้แก่ ปุ่มคลิกซ้าย คลิกขวา ปุ่มคลิกกลางที่อยู่ตรงวงล้อ และก็ปุ่มกลาง (ปุ่ม 7) ที่ถูกตั้งมาไว้สำหรับเป็นปุ่มสลับค่า CPI แบบ on-the-fly แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้สามารถตั้งค่าการทำงานของแต่ละปุ่มได้อย่างอิสระ รวมถึงยังสามารถตั้งมาโครแต่ละปุ่มได้อีกด้วย

การออกแบบส่วนบนของ SteelSeries Rival 650 Wireless ทำออกมาได้ดี ผมสามารถใช้งานนาน ๆ ได้แบบไม่เมื่อยมือเท่าไหร่ เนื่องจากความโค้งของตัวเม้าส์ โดยส่วนของครึ่งที่เยื้องไปทางโลโก้ SteelSeries จะป่องมากกว่าส่วนที่เยื้องไปทางปุ่มกดฝั่งหน้าเล็กน้อย รูปร่างของปุ่มคลิกซ้าย/ขวาที่ถูกออกแบบให้เป็นแอ่งลงไป ซึ่งรองรับนิ้วชี้กับนิ้วกลางได้เป็นอย่างดี

ฝั่งซ้ายของ SteelSeries Rival 650 Wireless ก็จะมีปุ่มควบคุมอยู่อีก 3 ปุ่ม ตำแหน่งของ 2 ปุ่มด้านบนจัดว่าอยู่ในระดับที่พอดี ๆ แต่ปุ่มหน้าสุด อาจจะต้องอาศัยการขยับนิ้วหัวแม่มือขึ้นไปเล็กน้อย จึงจะสามารถกดได้ถนัดมือยิ่งขึ้น ส่วนแถบสีดำใกล้ ๆ กันนั้นก็เป็นแถบยางที่ช่วยให้กระชับมือในการจับเม้าส์มากยิ่งขึ้น

ส่วนฝั่งขวาก็จะมีแถบยางเป็นกริปด้านข้างด้วยเช่นกัน ช่วยในการพักปลายนิ้วนางและนิ้วก้อยได้ดีมาก

ช่อง Micro USB สำหรับชาร์จแบตในตัวเม้าส์จะถูกซ่อนอยู่ในช่องนี้อีกทีครับ โดยตามทฤษฎีแล้ว ผู้ใช้สามารถนำสาย Micro USB ปกติมาชาร์จได้สบาย ๆ แต่จากที่ผมลองหาสายอื่นมาใช้ ปรากฏว่าสายมันเสียบเข้าไปได้ไม่สุด เนื่องจากตัวขั้วจับของสายมันใหญ่กว่าช่องด้านนอกเล็กน้อย เลยส่งผลให้ไม่สามารถเสียบหัว Micro USB เข้าไปจนสุดได้ครับ แต่พอลองเปลี่ยนไปใช้สายที่แถมมาในกล่อง ผลคือสามารถเสียบชาร์จได้แบบไม่มีปัญหาใด ๆ แนะนำว่าหากจะนำสายอื่นมาใช้ ก็อาจจะค่อย ๆ ลองเสียบเข้าไปก่อน ถ้ามันแน่นเกินไป คาดว่าเปลี่ยนสายจะดีกว่าครับ ไม่งั้นเดี๋ยวเสียราคาหมด

พลิกมาดูด้านล่างของ SteelSeries Rival 650 Wireless กันบ้าง โดยจะมีฟีตรองด้วยกัน 3 ตำแหน่งตามปกติ มีช่องให้สามารถแงะออกมาได้ (แต่ในกล่องไม่มีฟีตสำรองมาให้นะ) ส่วนตรงกลางก็มีอุปกรณ์ที่สำคัญ ๆ ดังนี้

  • ช่องสีดำด้านบนสุด : เซ็นเซอร์วัดระยะห่าง
  • ช่องใหญ่ตรงกลาง : เซ็นเซอร์วัดตำแหน่ง TrueMove 3+
  • ปุ่ม Connect ไว้สำหรับกดเพื่อเชื่อมต่อเม้าส์เข้ากับตัวรับสัญญาณแบบไร้สาย ในกรณีที่จะตั้งค่าการเชื่อมต่อใหม่
  • สวิตช์เปิด/ปิดเม้าส์

ซึ่งสิ่งที่เป็นไฮไลท์ที่สุดก็คือเซ็นเซอร์วัดระยะห่างนี่แหละครับ เนื่องจากหาได้ยากมากที่มันจะมาอยู่ในเม้าส์ระดับผู้ใช้งานทั่วไป สำหรับหน้าที่ของมันก็คือใช้วัดระยะห่างของเม้าส์กับพื้นหรือแผ่นรองเม้าส์ เพื่อลดการเคลื่อนไหวของเคอร์เซอร์ที่เกิดจากความไม่ตั้งใจของผู้ใช้ ในกรณีที่ผู้ใช้ยกเม้าส์ขึ้นเพื่อขยับตำแหน่งเม้าส์ให้ถนัดมือยิ่งขึ้น

ถ้าจะให้มองเห็นภาพมากขึ้น ก็ให้นึกถึงเวลาเล่นเกมแนว FPS ที่บางครั้งต้องมีการยกเม้าส์ขึ้นเพื่อปรับตำแหน่งมือครับ หากเป็นเม้าส์ปกติ เวลาผู้ใช้ยกเม้าส์ขึ้น เคอร์เซอร์มักจะมีการขยับตำแหน่งไปด้วยแบบที่ผู้ใช้ไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเจ้าเซ็นเซอร์วัดระยะมันจะมาช่วยลดปัญหาตรงนี้ลง โดยชื่อฟีเจอร์นี้ก็คือ Liftoff นั่นเองครับ ลองรับชมวิดีโอจากทาง SteelSeries ที่เทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างเม้าส์ปกติ กับเม้าส์รุ่น Rival 600 ที่มีฟีเจอร์ Liftoff ซึ่งตำแหน่งของเคอร์เซอร์จะค่อนข้างนิ่งกว่า

โดยฟีเจอร์ Liftoff นี้ หากปล่อยให้ตัวเม้าส์ตรวจสอบระยะเองอัตโนมัติ อาจจแม่นยำแค่ในระดับหนึ่ง เนื่องจากผิวสัมผัสของพื้นหรือแผ่นรองเม้าส์นั้นมีหลายรูปแบบ ซึ่งอาจส่งผลต่อการสะท้อนแสง การวัดระยะของตัวเซ็นเซอร์ได้ ดังนั้น SteelSeries Rival 650 Wireless จึงมาพร้อมกับฟังก์ชันในการ calibrate เซ็นเซอร์ที่ผู้ใช้สามารถทำได้อย่างง่ายดายด้วยการกดปุ่ม 7 ค้างไว้ 2 วินาที ซึ่งไฟ RGB บนตัวเม้าส์จะกระพริบเป็นสีขาว 3 ครั้งในระหว่างการ calibrate ครับ

จากที่ผมทดสอบฟังก์ชัน Liftoff พบว่ามันมีประโยชน์ใช้ได้เลย

ทีนี้มาต่อกันที่เรื่องการถ่วงน้ำหนักตัวเม้าส์ SteelSeries Rival 650 Wireless กันครับ โดยส่วนของฝาปิดทั้งฝั่งซ้ายและขวาสามารถดึงออกมาได้ เนื่องจากมันใช้การล็อกด้วยแรงดึงดูดของแม่เหล็กซึ่งแน่นหนาพอสมควร แต่ก็ไม่ยากสำหรับการดึงออกมา ซึ่งทั้งสองฝั่งจะมีเบ้าให้ใส่เหล็กถ่วงน้ำหนักได้ข้างละ 4 ช่องครับ ก็เลือกใส่ได้ตามถนัดเลย

ความรู้สึกในการใช้งาน SteelSeries Rival 650 Wireless เท่าที่ผมได้ทดสอบมา โดยรวมถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจเลยทีเดียว ทั้งในแง่ของการออกแบบที่ทำออกมาพอดีมือ สามารถถ่วงน้ำหนักได้ตามต้องการ ไฟ RGB ที่ปรับแต่งได้ดั่งใจ ความแม่นยำของเซ็นเซอร์ ฟังก์ชันเสริมที่ช่วยในการใช้งาน ส่วนแบตเตอรี่ ถ้านับรวมเวลาจริง ๆ ก็น่าจะได้ประมาณ 24 ชั่วโมงตามสเปคครับ ดีที่ SteelSeries Rival 650 Wireless มีระบบชาร์จเร็วที่ใช้เวลาเพียง 15 นาที ก็สามารถชาร์จจนใช้งานเม้าส์ต่อได้มากกว่า 10 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม มันยังมีจุดที่นับว่าเป็นข้อจำกัดของเม้าส์ไร้สายอยู่บ้างเหมือนกัน นั่นก็คือหากไม่มีการใช้งานเม้าส์เป็นช่วงระยะหนึ่ง ตัวเม้าส์จะ sleep เพื่อประหยัดพลังงาน ซึ่งถ้าจะใช้งานต่อ ผู้ใช้ไม่สามารถลากเม้าส์เพื่อขยับเคอร์เซอร์ต่อได้ทันที แต่จะต้องกดปุ่มใดปุ่มหนึ่งก่อนเสมอครับ

อีกสิ่งที่จะช่วยให้ SteelSeries Rival 650 Wireless ทำงานได้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นก็คือซอฟต์แวร์ SteelSeries Engine 3 ครับ โดยสามารถใช้งานได้ทั้งบน Windows และ macOS เลย ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของ SteelSeries เมื่อติดตั้งแล้ว ตัวโปรแกรมก็จะตรวจหาอุปกรณ์ของ SteelSeries ที่เชื่อมต่ออยู่กับเครื่องในขณะนั้นทันที

หน้าแรกของโปรแกรมก็จะคือแท็บ My Gear ซึ่งเป็นรายการรวมอุปกรณ์ที่เรามีอยู่ และเคยมีการเชื่อมต่อกับโปรแกรม Engine 3 มาแล้ว โดยเมนูการตั้งค่าการทำงานต่าง ๆ ก็จะขึ้นอยู่กับอุปกรณ์แต่ละชิ้นครับ หากต้องการเข้าไปตั้งค่า ก็เพียงแค่คลิกบนแถบของอุปกรณ์ที่ต้องการ

สำหรับ SteelSeries Rival 650 Wireless ก็จะมีการตั้งค่าอยู่สองส่วนหลัก ๆ ได้แก่การตั้งค่าทั่วไป เช่น หน้าที่ของปุ่มกด อีกส่วนหนึ่งก็คือการตั้งค่ารูปแบบการแสดงผลของไฟ RGB บนตัวเม้าส์ทั้ง 8 โซน อย่างในภาพด้านบน ฝั่งซ้ายของหน้าจอโปรแกรมก็จะเป็นการตั้งค่าการทำงานของทั้ง 7 ปุ่ม รวมถึงผู้ใช้ยังสามารถปรับการทำงานของการหมุนวงล้อขึ้นและลงได้ด้วย ซึ่งผู้ใช้งานก็สามารถปรับได้ตามถนัดเลย อย่างตัวผมเองคาดว่าน่าจะไม่ค่อยได้ใช้ปุ่ม B6 (ปุ่มตรงสุดหัวแม่มือขวา) ผมก็เลยปิดการทำงานไปซะ นอกจากนี้ แต่ละปุ่มยังสามารถตั้งค่ามาโครได้อย่างอิสระอีกด้วย

ส่วนฝั่งขวาของหน้าจอโปรแกรมก็จะเป็นการตั้งค่าอื่น ๆ ได้แก่ การตั้งค่า CPI ที่สามารถเลือกไว้ได้ 2 ค่า สำหรับการสลับค่าแบบ on-the-fly ระหว่างการใช้งาน ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้ไม่ต้องมาเปิดโปรแกรมเพื่อสลับค่า CPI โดยค่าต่ำสุดที่สามารถตั้งได้ก็คือ 100 ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกตั้งค่าได้ตามอิสระ (สเต็ปละ 100 CPI) ไปจนสูงสุดที่ 12000

ถัดลงมาก็เป็นเมนูการตั้งเวลาสลีปสำหรับตัวเม้าส์เอง ในกรณีที่ไม่ได้มีการใช้งานในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อเป็นการประหยัดแบตเตอรี่ ซึ่งสามารถตั้งได้เร็วสุดที่ 1 นาที ไปจนสูงสุดที่ 20 นาที

ภาพชุดด้านบนนี้ก็เป็นหน้าจอโปรแกรม Engine 3 ที่ใช้สำหรับตั้งค่าและบันทึกมาโครครับ เรียกว่าสามารถบันทึกและเพิ่มเป็นชุด ๆ ได้สบาย รวมถึงยังสามารถตั้งค่าการหน่วงเวลา ตั้งค่าให้ทำงานซ้ำ ๆ รวมถึงตั้งเงื่อนไขให้ทำงานก็ต่อเมื่อกดปุ่มอื่นประกอบด้วยเพื่อป้องกันมาโครลั่นก็ได้เช่นกัน

แท็บ Illumination ก็เป็นแท็บที่ใช้สำหรับตั้งค่าไฟ RGB ครับ อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่า SteelSeries Rival 650 Wireless มีการแบ่งไฟ RGB ออกเป็น 8 โซนให้สามารถปรับแต่งได้อย่างอิสระ ซึ่งเมื่อเข้ามาที่แท็บ Illumination ก็จะเห็นภาพตัวเม้าส์โดยมีกรอบเส้นประตีทับอยู่ ซึ่งมันก็คือการแบ่งโซนของไฟ RGB นั่นเอง หากต้องการปรับสีไฟที่โซนไหน ก็ให้คลิกที่โซนนั้น แล้วมาปรับจากแผงเมนูด้านซ้ายได้เลย ซึ่งรูปแบบของไฟ RGB ก็สามารถปรับได้หลากหลายมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นไฟนิ่ง ไฟกระพริบ ไฟแบบไล่สี ไฟวิ่งตามเส้น ไฟที่จะกระพริบเมื่อผู้ใช้คลิกปุ่มบนเม้าส์ เป็นต้น ซึ่งในแต่ละรูปแบบก็จะมีการตั้งค่าย่อยบางส่วนที่แตกต่างกันไป เช่น ไฟกระพริบก็สามารถตั้งค่าความถี่การกระพริบได้ ทำให้การตั้งรูปแบบการแสดงผลของไฟ RGB กลายเป็นอีกสิ่งที่ช่วยสร้างความสนุก และเป็นพื้นที่ในการปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ของผู้ใช้ได้อีกทาง

ซึ่งรูปแบบการตั้งค่าต่าง ๆ ก็สามารถบันทึกเป็นโปรไฟล์เอาไว้ได้ด้วยครับ โดยข้อมูลการตั้งค่าทั้งหมดจะถูกบันทึกบนหน่วยความจำที่อยู่ภายใน SteelSeries Rival 650 Wireless ด้วย ทำให้ผู้ใช้สามารถบันทึกค่าไว้ล่วงหน้า แล้วนำการตั้งค่าทั้งหมดไปใช้บนเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ทันที เหมาะกับนักกีฬาอีสปอร์ตที่เข้าร่วมการแข่งขันแบบที่อนุญาตให้ผู้เล่นนำอุปกรณ์มาเองได้มาก ๆ

ย้อนกลับมาที่หน้าจอหลักของโปรแกรม Engine 3 หน่อยครับ แท็บที่สองของโปรแกรมก็คือ Engine Apps ที่เป็นแหล่งรวมแอปเสริมที่ทำงานร่วมกับอุปกรณ์ของ SteelSeries ได้ โดยจะเป็นการเสริมฟีเจอร์พิเศษเข้าไป อย่างในภาพด้านบนก็จะมีโปรแกรม Discord อยู่ในนั้นด้วย ซึ่งผู้ใช้จะได้ฟีเจอร์พิเศษเพิ่มเติมนอกเหนือจากการใช้งานทั่วไป เช่น effect ของการแจ้งเตือนแบบพิเศษ เป็นต้น แต่ถ้าพูดถึงแอปที่จะช่วยเสริมประสบการณ์การใช้งานให้กับอุปกรณ์ของ SteelSeries เอง ก็ต้องเป็นแอปที่มีชื่อว่า PrismSync ครับ

หน้าที่ของ PrismSync ก็คือใช้ในการซิงค์การตั้งค่าของไฟ RGB ในแต่ละอุปกรณ์ให้ตรงกัน เช่น โปรไฟล์การตั้งค่าสีและการแสดงผล ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้ไม่ต้องมานั่งตั้งค่าไฟ RGB ของแต่ละอุปกรณ์ ที่นอกจากจะเสียเวลาแล้ว สีที่ออกมาก็อาจจะไม่ตรงกัน 100% ด้วย ซึ่งเจ้า PrismSync จะเข้ามาช่วยตรงนี้ เพียงแค่คลิกเพื่อเปิดการทำงานของ PrismSync ตรงไอคอนสวิตช์ของแต่ละอุปกรณ์เท่านั้น ตัวโปรแกรมก็จะปรับค่าให้ทันที เหมาะสำหรับสาวก SteelSeries ที่ต้องการให้ไฟ RGB ของอุปกรณ์แต่ละชิ้นบนโต๊ะออกมาเป็นรูปแบบเดียวกัน

แท็บสุดท้ายของหน้าหลักโปรแกรม Engine 3 ก็คือ Library ที่ให้ผู้ใช้สามารถเพิ่มเกมหรือโปรแกรมเข้ามาในรายการ แล้วจับคู่กับโปรไฟล์การตั้งค่าของอุปกรณ์ที่ตั้งค่าไว้ เพื่อให้ระบบจัดการปรับเปลี่ยนโปรไฟล์ให้อัตโนมัติเมื่อเราเปิดโปรแกรมดังกล่าวขึ้นมา เช่น ใน Dota 2 ผมตั้งค่าให้เม้าส์ใช้งานร่วมกับโปรไฟล์ 1 ส่วนคีย์บอร์ดก็ใช้โปรไฟล์ default ซึ่งถ้าผมเปิด Dota 2 ขึ้นมา ระบบก็จะปรับโปรไฟล์ของทั้งสองอุปกรณ์ไปตามนี้โดยอัตโนมัติ พอปิดเกม Dota 2 โปรไฟล์ต่าง ๆ ก็จะปรับกลับมาเป็นแบบเดิมให้เอง

SteelSeries Rival 650 Wireless นับเป็นเม้าส์เกมมิ่งแบบไร้สายที่ได้รับการออกแบบทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ให้ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเกมเมอร์เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นระบบเซ็นเซอร์แบบคู่ที่โดดเด่นทั้งความแม่นยำ และความสะดวกในการใช้งาน ความสามารถในการถ่วงน้ำหนักได้ดั่งใจ ปุ่มกดที่มีให้ครบครัน รองรับการปรับแต่งได้อย่างอิสระ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นฟีเจอร์ที่เหมาะกับสายผู้เล่นอีสปอร์ตมาก ๆ รวมถึงด้านที่เป็นสีสันอย่างไฟ RGB ที่แบ่งให้ปรับได้ถึง 8 โซน ก็ช่วยเพิ่มความสนุกให้กับการใช้งานขึ้นได้อีกระดับ รวม ๆ แล้ว SteelSeries Rival 650 Wireless จัดเป็นเม้าส์เกมมิ่งที่ครบเครื่องรุ่นหนึ่งในขณะนี้เลยก็ว่าได้

 

ข้อดี

  • รูปทรงจับถนัดมือ สามารถปรับถ่วงน้ำหนักได้
  • ปุ่มกดมีถึง 7 ปุ่ม สามารถตั้งค่าการทำงานได้อิสระ
  • ไฟ RGB แบ่งออกเป็น 8 โซน รองรับการปรับแต่งและบันทึกได้ตามต้องการ
  • ตอบสนองการสั่งงานได้เร็ว แม่นยำ รวมถึงยังมีฟีเจอร์ Liftoff ที่ใช้ประโยชน์ได้จริง
  • ชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ภายในตัวเม้าส์ได้เร็ว

ข้อสังเกต

  • เป็นเม้าส์ที่ออกแบบมาสำหรับใช้งานด้วยมือขวาเท่านั้น
  • หากเม้าส์สลีปตัวเองไปแล้ว ผู้ใช้จะต้องกดปุ่มใดก็ได้บนเม้าส์ก่อน จึงจะสามารถใช้งานต่อได้
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ประมาณ 24 ชั่วโมง

from:https://notebookspec.com/review-steelseries-rival-650-wireless-gaming-mouse-rgb/459608/