คลังเก็บป้ายกำกับ: GMM_Grammy

Netflix จับมือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ส่งซีรีส์ไทยกว่า 700 ชั่วโมง สู่สายตาสมาชิก 125 ล้านคนทั่วโลก

วันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา Netflix (เน็ตฟลิกซ์) ผู้นำบริการด้านความบันเทิงทางอินเทอร์เน็ตระดับโลก ได้ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการ กับ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ผู้นำทางด้านสื่อและธุรกิจบันเทิงแบบครบวงจรของเมืองไทย ในการนำคอนเทนต์ที่หลากหลายซีรีส์กว่า 700 ชั่วโมงไปออกอากาศให้กับสมาชิกของ Netflix (เน็ตฟลิกซ์) กว่า 125 ล้านคนทั่วโลกได้รับชมพร้อมกัน

สำหรับข้อตกลงในครั้งนี้คือการนำซีรีส์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของกลุ่มจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เช่น Hormones (ฮอร์โมน), Bad Genius (แบด จีเนียส), O-Negative (โอเนกาทีฟ) ฯลฯ เฉกเช่นเดียวกันกับซีรีส์ 11 เรื่องใหม่ที่กำลังจะออกอากาศ ไม่ว่าจะเป็น Girl From Nowhere The Series (เกิร์ล ฟอร์ม โนแวร์ เดอะ ซีรีส์), The Judgement(เดอะ จัดจ์เมนท์), Monkey Twins (มังกี้ ทวิน), Bangkok Love Stories Season 2 (แบงคอก เลิฟ สตอรี่ส์ ซีซัน 2) และ Sleepless Society (สลีปเลส โซไซตี้) ซึ่งจะทยอยออกอากาศให้ได้ชมพร้อมกันทั่วโลกทาง Netflix (เน็ตฟลิกซ์) เร็วๆนี้

์์์Netflix

เอริก้า นอร์ธ Director of International Originals ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก, Netflix (เน็ตฟลิกซ์) กล่าวว่า “เราเชื่อว่าคอนเทนต์ดีๆ ที่มีความหลากหลายของ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จะสามารถเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกบนการให้บริการของ Netflix (เน็ตฟลิกซ์) ได้ ซึ่งสมาชิกของ Netflix (เน็ตฟลิกซ์) กว่า 190 ประเทศทั่วโลกจะได้พบกับความสดใหม่ และความน่าตื่นเต้นจากการเล่าเรื่องผ่านซีรี่ส์คุณภาพจากเมืองไทย”

ด้าน นายภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ความร่วมมือของ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ กับ Netflix (เน็ตฟลิกซ์) ครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่และสร้างปรากฎการณ์ครั้งสำคัญให้กับคอนเทนต์จากประเทศไทย เราภูมิใจและตื่นเต้นที่ฝีมือของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง คนเขียนบท ผู้กำกับ และทีมโปรดักชั่น จะได้เข้าถึงผู้ชมกว่าล้านคนทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้นเรายังรู้สึกตื่นเต้นที่ทีม     ครีเอเตอร์ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จะได้นำคอนเทนต์ที่หลากหลายสู่สายตาของผู้ชมทั่วโลกบนแพลตฟอร์มของ Netflix  (เน็ตฟลิกซ์) ซึ่งจะสามารถดึงดูดความสนใจและทำให้ทุกคนทั่วโลกได้รู้จักวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยมากขึ้น

from:http://mobileocta.com/netflix-joins-gmm-grammy-to-deliver-thai-series-for-over-700-hours/

Advertisements

Netflix เริ่มมีละครไทยเครือ GMM บ้างแล้ว

มีการพบว่าใน Netflix ตอนนี้มีละครของไทยเรื่อง O-Negative ของเครือ GMM Grammy มาให้ดูกันแล้ว อนาคตเราคงได้เห็นละครเรื่องอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

ถือว่าเป็นปีเบิกฤกษ์ของละครไทยที่ไปอยู่ใน Netflix ก็ว่าได้เมื่อมีการพบละคร O-Negative ของเครือ GMM Grammy ที่เคยฉายในไทยตั้งแต่ปี 2016 ตอนนี้มีให้ดูบน Netflix แล้วเป็นเรื่องแรก เท่าที่สำรวจใน Netflix ประเทศต่าง ๆ อาทิในอเมริกา, ยุโรป, สิงคโปร์ ก็มีเรื่อง O-Negative ปรากฏในระบบแล้วเช่นกัน ยกเว้น Netflix ในญี่ปุ่นที่ยังไม่มี

 

นอกจากเรื่อง O-Negative เท่าที่ลองค้นหาชื่อละครเรื่องอื่น ๆ ของ GMM Grammy พบว่าชื่อ Club Friday ก็มีอยู่ในระบบแล้วแต่ยังไมปรากฏเรื่องดังกล่าวขึ้นมาให้ดู (นี่เราจะส่งวัฒนธรรมละครแย่งผัวเมีย, ผัวมีเมียน้อยของไทยไปให้ชาวโลกดูจริง ๆ รึ ?) 

 

 

ตามข้อมูลที่มีออกมาทาง GMM ได้เซ็นสัญญากับ Netflix มาพักใหญ่แล้วและพร้อมส่งละครไทยเรื่องต่าง ๆ ในเครือไม่ว่าจะ Hormones วัยว้าวุ่น, ฉลาดเกมส์โกง เตรียมฉายในเร็ว ๆ นี้ (ตามในข่าวระบุว่าวันที่ 20 เม.ย. นี้) ส่วนละครหรือซีรีส์ใหม่ ๆ ที่กำลังฉายอยู่ในไทยก็มีแผนนำขึ้น Netflix ในอนาคตด้วยเช่นกัน 

ทั้งนี้ทาง GMM Grammy ยังไม่ได้เผยรายละเอียดว่าอนาคตจะทำละครหรือซีรีส์หรือหนังที่เป็น Netflix Original ด้วยหรือไม่ (หมายถึงทำเพื่อฉายบน Netflix ที่เดียว โดยไม่ฉายที่อื่นเลย)

เท่าที่มีข้อมูลมาตั้งแต่ปีที่แล้วมีหลายบริษัทที่ทำละครและหนังในไทยที่ได้ติตต่อกับ Netflix แต่เราไม่ทราบขั้นตอนว่าท้ายที่สุดแล้วตกลงจบดีลกันได้หรือไม่ 

from:http://www.siampod.com/2018/04/19/thai-sesries-from-gmm-grammy-on-netflix/

ถึงเวลาซีรีส์ไทยใน Netflix, GMM Grammy นำซีรีส์เด่นลง Netflix ออกสู่สายตาชาวโลก

Netflix ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ GMM Grammy ให้นำซีรี์ของช่องไปออกอากาศให้กับสมาชิกของ Netflix ที่มีผู้ใช้งาน 125 ล้านคนได้

ตัวอย่างซีรีส์ของค่าย GMM Grammy ที่จะนำไปลง Netflix คือบรรดาซีรีส์เก่าที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็น Hormones, Bad Genius, O-Negative รวมทั้งซีรีส์เรื่องใหม่ 11 เรื่องที่กำลังจะออกอากาศ ไม่ว่าจะเป็น Girl From Nowhere The Series, The Judgement, Monkey Twins, Bangkok Love Stories Season 2 และ Sleepless Society

ก่อนหน้านี้มีผู้ใช้งาน Netflix บางราย เจอซีรีส์ O-Negative ออกอากาศบน Netflix แล้ว

No Description

ที่มา – ข่าวประชาสัมพันธ์

from:https://www.blognone.com/node/101614

เอไอเอส ชูจุดแข็ง ผู้นำวิดีโอแพลตฟอร์ม หนึ่งเดียวในไทย เดินหน้าจับมือพันธมิตร 3 ค่ายดัง “แกรมมี่ – ซีเนริโอ – วอท เดอะ ดัก”

·       เอไอเอส เผยยอดชมวิดีโอบนแอปฯ AIS PLAY และกล่อง AIS PLAYBOX โตอย่างก้าวกระโดด คนนิยมชมเอ็กซ์คลูซีฟฟรีคอนเทนต์ อย่างไลฟ์คอนเสิร์ตมากที่สุด จึงเร่งต่อยอดความสำเร็จ ควง  3 ค่าย จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ซีเนริโอ และวอท เดอะ ดัก เชื่อมความสนุกจากออฟไลน์สู่ออนไลน์  ยกขบวนไลฟ์คอนเสิร์ตจากศิลปินดัง และมิวสิคัลโชว์แห่งปีที่ทุกคนรอคอย รวมถึงคลังคอนเสิร์ตย้อนหลังให้คนไทยชมฟรีตลอดทั้งปี พร้อมปักธง ปั้น AIS PLAY เป็นวิดีโอแพลตฟอร์มบันเทิงเพื่อ  คนไทย พร้อมสนับสนุนโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจให้กับพันธมิตร

·       ฟ้าใหม่ ย้ำ คอนเสิร์ตแกรมมี่ ยิ่งไลฟ์ยอดขายบัตร ยิ่งพุ่ง มองเป็นโอกาสโตของวงการเพลง ตีโจทย์ขยายความบันเทิงทุกรูปแบบสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เผยฟีดแบ็กปีที่แล้วเปรี้ยงมาก แฟนๆ ติดใจ ภาพคมชัด และมีหลายจอให้เลือก แง้มปีนี้ เสริมทัพ ขนคลังคอนเสิร์ตดังแกรมมี่ที่ทุกคนคิดถึง รวม 120 คอนเสิร์ต ในรอบ 20 ปี มาให้เลือกดูย้อนหลังอย่างเต็มอิ่ม

·       บอย ถกลเกียรติ ร่วมกับ เอไอเอส ปลุกกระแส การแสดงสดรูปแบบใหม่แห่งปี 2018 ด้วยการเปิดประสบการณ์ การชมผ่านหน้าจอแบบเรียลไทม์ ตั้งเป้าขยายฐานผู้ชมการแสดงสดให้บูมในวงกว้าง คาดช่วยกระตุ้นให้อยากมาสัมผัสบรรยากาศจริง เชื่อมั่น ทำออนไลน์ดี ช่วยสร้างการรับรู้ หนุนออฟไลน์

AIS

นายปรัธนา  ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส กล่าวว่า วันนี้ เอไอเอส มี  AIS PLAY เป็นวิดีโอแพลตฟอร์ม ที่อัดแน่นไปด้วยคอนเทนต์จากทุกมุมโลก ตอบไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทุกกลุ่ม โดยคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด คือ เอ็กซ์คลูซีฟฟรีคอนเทนต์ อย่างไลฟ์คอนเสิร์ตรายการวาไรตี้ต่างๆ ที่เอไอเอสได้ร่วมกับพันธมิตรคัดสรรมาให้ชมบน AIS PLAY และกล่อง AIS PLAYBOX โดยเฉพาะ

เป็นสิทธิพิเศษด้านความบันเทิงที่เราตั้งใจมอบให้กับลูกค้าเอไอเอสเท่านั้นที่จะได้ชม ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีเกินคาด ปีนี้เราจึงต่อยอดความสำเร็จ จับมือกับพันธมิตรธุรกิจบันเทิง ได้แก่ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่, ซีเนริโอ และวอท เดอะ ดัก นำคอนเสิร์ตและมิวสิคัลโชว์ มาให้ชมสดผ่านเครือข่ายมือถือ เพื่อมอบประสบการณ์ความสนุกครั้งใหญ่ให้กับลูกค้าได้ชมแบบเต็มอิ่มตลอดปี 61 นี้ และเตรียมเปิดตัวความร่วมมือกับค่ายเพลงและค่ายบันเทิงชั้นนำอีกมากมายในเร็วๆ นี้

โดยเอไอเอสถือเป็นรายแรกที่ลงมาบุกเบิกตลาดคอนเทนต์ ไลฟ์คอนเสิร์ต แบบเต็มตัว เพราะเราเชื่อว่า เครือข่ายดิจิทัลจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อโลกของออฟไลน์หรือออนกราวด์อีเวนท์มาอยู่บนออนไลน์ เพื่อให้คนได้สัมผัสและเข้าถึงความสนุกได้อย่างไร้ข้อจำกัด ในแง่พันธมิตร ก็จะเป็นการช่วยสนับสนุนและสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางการตลาดและการเข้าถึงฐานผู้ชมในวงกว้างมากขึ้น โดยเราใช้เทคโนโลยีการถ่ายทอดสดที่ทันสมัย ให้ภาพคมชัด และเลือกชมได้แบบ Multi-Screen สูงสุด 3 มุมกล้อง

ในปีที่ผ่านมา AIS PLAY จัดถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตใหญ่ๆ ไปแล้ว จำนวน 23 คอนเสิร์ต มียอดผู้ชมรวม 5 ล้านวิว โดยคอนเสิร์ตที่มียอดผู้ชมสดสูงสุด อันดับ 1 คือ Big Mountain Music Festival 2018อันดับ 2 คือ Urban Music Festival และ อันดับ 3 คือ Whitehaus2 โดยคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ไลฟ์คอนเสิร์ตรายการวาไรตี้ อาทิ Take Me Out Thailand และคอนเสิร์ตย้อนหลัง (VOD) ตามลำดับ

นายฟ้าใหม่ ดำรงธรรม กรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและการขาย จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวทางของจีเอ็มเอ็มฯ คือ เราพยายามที่จะสร้าง Total Experience ให้กับผู้ชมอย่างต่อเนื่อง โดยขยายสู่ช่องทางของดิจิทัลแพลตฟอร์มมากขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่เราเคยนำเพลง หรือวิดีโอ มาลงบนออนไลน์

แต่วันนี้ แม้กระทั่ง ออนกราวด์อีเวนท์อย่างคอนเสิร์ต ก็ต้องปรับตัวมาสู่ดิจิทัลได้เช่นเดียวกัน โดยจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ได้ร่วมกับเอไอเอส ตั้งแต่ปีที่แล้ว ถ่ายทอดสดคอนเสิร์ตดังๆ ทั้งที่จัดในฮอลล์ หรือระดับมิวสิกเฟสติวัล ซึ่งกระแสตอบรับถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก แฟนๆ ประทับใจที่สามารถชมพร้อมกันได้หลายจอ ทั้งศิลปินบนเวที และบรรยากาศ ทำให้อยากมีโอกาสสัมผัสด้วยตนเอง ส่งผลดีกับยอดการขายบัตรคอนเสิร์ตอื่นๆ ในค่าย ก็ขายหมดในระยะเวลาอันสั้น

ในปีนี้ เราจับมือเอไอเอสแน่นกว่าเดิม ยกขบวนไลฟ์คอนเสิร์ตจากศิลปินในค่ายมาให้ชมแบบจุใจ พร้อม Behind the Scene สุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะลูกค้าเอไอเอส ประเดิมด้วย ไลฟ์คอนเสิร์ตเป๊ก ผลิตโชค วันที่ 22 เม.ย. 2561 นี้ ต่อด้วยเอ็กซ์คลูซีฟคอนเทนต์ของเป๊ก ในชื่อ Palit’s World จำนวน 10 ตอน และเซอร์ไพรส์สุดๆ เราเตรียมขน คลังคอนเสิร์ตดังที่ทุกคนคิดถึงจากศิลปินระดับตำนาน รวม 120 คอนเสิร์ต ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา มาให้ดูกันแบบเต็มอิ่มในรูปแบบวิดีโอออนดีมานซ์ บนแอป AIS PLAY และกล่อง AIS PLAYBOX ที่แรกที่เดียว เร็วๆ นี้แน่นอน

 

นายถกลเกียรติ วีรวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเนริโอ จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือกับเอไอเอสครั้งนี้ เป็นการสร้างปรากฏการณ์การชม การแสดงสดรูปแบบใหม่ ที่จะทำให้ผู้ชมสามารถได้รับชมโชว์สุดพิเศษผ่านหน้าจอแบบเรียลไทม์ได้ทุกที่ที่ต้องการ ซึ่งเราเองในฐานะผู้ผลิต ยินดีอย่างยิ่งที่ วันนี้ดิจิทัลแพลตฟอร์มทำให้เราสามารถขยายช่องทางการนำเสนอได้มากกว่าเดิม และมั่นใจว่าการทำออฟไลน์ควบคู่ไปกับออนไลน์นั้น จะสามารถส่งเสริมกัน และยิ่งทำให้ขยายฐานผู้ชมได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งสร้าง การรับรู้ให้กับคนที่ไม่เคยดูมาก่อน  ซึ่งเราเชื่อเหลือเกินว่า เมื่อทุกคนได้เห็นบรรยากาศ ความสนุก ความตื่นตาตื่นใจ ความสดของโชว์ จะทำให้ผู้ชมอยากมาสัมผัสกับบรรยากาศจริงๆ แน่นอนครับ

นายสามขวัญ ตันสมพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอท เดอะ ดัก จำกัด กล่าวว่า โลกดิจิทัลทำให้ทุกคนต้องตื่นตัว และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เรามองว่าเทคโนโลยีที่เข้ามาคือโอกาสของทุกๆ คน สำหรับค่ายเพลงเองก็มีช่องทางในการนำเสนอคอนเทนต์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมาเราเน้นเพลง และ มิวสิกวิดีโอ ปล่อยตามวิทยุ หรือทีวี วันนี้ได้ขยายสู่การทำวิดีโอคอนเทนต์อื่นๆ และนำเสนอผ่านโลกออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ เราร่วมทำไลฟ์คอนเสิร์ตกับทางเอไอเอสมาหลายครั้ง ด้วยการนำเสนอคอนเทนต์ผ่านวิดีโอแพลตฟอร์มขนาดใหญ่อย่าง AIS PLAY ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้แฟนๆ ได้เข้าถึง และใกล้ชิดศิลปินได้ทุกที่ทุกเวลาในรูปแบบที่ต่างไปจากเดิม

ไม่ว่าจะเป็น ไลฟ์คอนเสิร์ต สิงโต นำโชค และ 10 Years Musketeers รวมถึง กิจกรรม Fan Meeting ของ The TOYS ก็มีให้ชมย้อนหลังได้ทาง AIS PLAY เช่นกัน ซึ่งในทุกๆ ครั้งได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก และทำให้การันตีได้ว่า ดิจิทัลสามารถเบลนเข้ากับดนตรีได้อย่างลงตัว ปีนี้ วอท เดอะ ดัก จัดเต็มไลฟ์คอนเสิร์ตและ Fan Meeting ตลอดปีอีกเช่นเคย ปีนี้เรามุ่งเน้นผลิตคอนเทนต์ เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ แน่นอนว่าการจับมือกับเอไอเอส จะยิ่งทำให้ความตั้งใจของเราเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ลูกค้าเอไอเอส สามารถรับชมการถ่ายทอดสดและรับชมย้อนหลัง คอนเสิร์ต และมิวสิคัลโชว์และ เอ็กซ์คลูซีฟ คอนเทนต์ ได้ผ่านแอป  AIS PLAY และกล่องAIS PLAYBOX โดยติดตามข่าวสาร ตารางการถ่ายทอดสด ได้ที่ Facebook Fan page AIS PLAY

from:http://mobileocta.com/ais-strengthens-video-platform-leadership-the-only-one-in-thailand-go-ahead-join-hands-with-3-partners/

เดินหน้าจับมือ GMM Grammy ต่อ Line TV มั่นใจปีนี้คอนเทนต์แข็งแรงขึ้น

ยังไปต่อไม่หยุด สำหรับการเดินหน้าจับมือพันธมิตรด้านคอนเทนต์ของ LINE TV ที่ตั้งแต่ต้นปีมา มีความร่วมมือไปแล้วทั้งช่อง 3 ช่องวัน 31 และล่าสุด GMM Grammy เพื่อให้การมีคอนเทนต์ในระบบมากที่สุด เพื่อรองรับพฤติกรรมการรับชมรายการย้อนหลังมีมากขึ้น เพื่อรองรับผู้ใช้งานของไลน์ที่มีกว่า 41 ล้านคน ซึ่ง LINE TV ที่เปิดให้บริการมากว่า 3 ปีโตไม่น้อยกว่า 100% แล้ว

ภาวิต จิตรกร, กวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ และอริยะ พนมยงค์

จากพฤติกรรมการรับชม LINE TV ตั้งแต่เปิดให้บริการมานั้น ทุกอย่างมีทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ยอดการดาวน์โหลด 20 ล้านครั้ง ค่าเฉลี่ยการรับชมต่อวันอยู่ที่ 176 นาที คิดเป็น 2 ใน 3 ของการรับชมจากการรับชมผ่านทีวีแบบเดิม ส่งผลให้มีการลงโฆษณามีทิศทางเติบโตมากกว่า 100% ผ่าน 3 คอนเซ็ปต์หลัก คือ FIRST – เป็นเอ็กซ์คลูซีฟทีวีรีรันแห่งแรกก่อนใคร FREE – ชมบริการวีดีโอออนไลน์ฟรีและ Original คือ มีคอนเทนต์เฉพาะที่ดูผ่านไลน์ทีวีเท่านั้น

ซึ่งการต่อสัญญาความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยเพิ่มคอนเทนต์ให้ผู้ชมมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกได้มากขึ้น ถือว่าเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมเพลงในการเพิ่มช่องทางรายได้ใหม่

นายภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในยุคที่พฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไป มีการเสพข่าวสาร ความบันเทิง ผ่านโลกออนไลน์ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยทำให้เรื่องของเพลงและตัวศิลปินสามารถเข้าถึงผู้ฟัง ผู้ชมได้ง่ายขึ้น และยังเป็นการสร้างคอมมูนิตี้ของแฟนๆ ทำให้มิติของศิลปินมีความกว้างขึ้น เพราะวันนี้เพลงเป็นมากกว่าเพลง

“LINE TV มี User Base สูงที่สุดในประเทศ มี Watch Time ที่สูงต่อวันและกลุ่มเป้าหมายชัดเจนซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับธุรกิจเพลง คือวัยรุ่นและวัยทำงาน ทำให้เป็นการผสมผสานที่ลงตัว”

นอกจากนี้ ทางบริษัทยังมีอีกบทบาทที่สำคัญ คือการเป็น Breakthrough Content Providerในการผลิตและขายคอนเทนต์ไปยังตลาดโลก สำหรับคอนเทนต์ของ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่จะนำเสนอผ่านแพลตฟอร์ม LINE TV มีด้วยกัน 2 รูปแบบคือ  Artist Content และ Premium Music Content ที่จะออกใหม่ทุกเดือนและอัดแน่นตลอดทั้งปี ซึ่งคอนเทนต์ทั้ง 2 รูปแบบ จะมาจาก ธุรกิจเพลงป็อป, ร็อค, ลูกทุ่ง เสริฟหลากหลายความบันเทิงผ่าน 12 รายการออนไลน์

โดยรายการต่างๆ จะมีศิลปินเป็นตัวนำ  ไม่ว่าจะเป็น รายการ ถ่ายเรี่ยราด เป็นรายการถ่ายรูปที่ได้ศิลปินจาก ‘White Music’ มาท้าศิลปินและนักแสดงคนอื่นๆ , นู๋เปาวลีมี 300 กับภารกิจการใช้เงินสุดหิน, เที่ยวบ้านพี่ไมค์ ที่จะพาไปเรียนรู้เรื่องการทำเกษตร ว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิด และ รายการ WHY ALWAYS OAT? อะไรๆ ก็กู กับ ‘โอ๊ต ปราโมทย์’ผู้ชายที่ต่ำตมของศักราชนี้ เป็นต้น

ทางด้านของ Premium Music Content ที่จะส่งตรงถึงผู้ชมผ่านทาง LINE TV ตลอดทั้งปี จะเป็นคอนเทนต์จากศิลปินยอดนิยม อาทิ เป๊ก ผลิตโชค, ป๊อบ ปองกูล, โอ๊ต ปราโมทย์, อะตอม ชนกันต์, JETSET’ER, หมู MUZU, แบงค์ CLASH, นิว-จิ๋ว, PARADOX เป็นต้น รวมทั้งยังเอ็กซ์คลูซีฟมิวสิควิดีโอ ที่จะได้รับชมที่แรกก่อนใคร

อย่างไรก็ตาม การทำ 2 คอนเทนต์ Artist Content และ Premium Music Content ในครั้งนี้ทำให้เกิด 3 โอกาสด้วยกันคือ

1. โอกาสสำหรับศิลปิน ในการสร้างและส่งเสริมภาพลักษณ์ หรือ DNA ใหม่ๆ ให้กว้างขึ้น มากกว่าการเป็นนักร้องหรือวงดนตรี แถมยังช่วยสร้างรายได้จากวินโดว์ใหม่ให้กับศิลปินอีกด้วย

2. โอกาสสำหรับแพลตฟอร์ม ที่จะได้ Broadcast คอนเทนต์ที่ Exclusive และ Unique กว่ามิวสิคโปรดักส์ทั่วไป สามารถขยายกลุ่มเป้าหมาย โดยการ Cross Fan ของศิลปินไปยังแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นและสามารถสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้กับแพลตฟอร์มได้ด้วยเช่นกัน

3. โอกาสสำหรับผู้ชม ที่จะสามารถรับชมคอนเทนต์ที่มีมิติหลากหลายได้มากขึ้นแบบไม่ได้ยึดติดกับ Format เดิมบวกกับการนำเสนอคอนเทนต์ของศิลปินในมุมที่น่าสนใจเพื่อส่งเสริมให้คนรักศิลปินในมิติที่กว้างขึ้น รวมถึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรับชมคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาช่วงสั้นๆ หรือที่จบในตอน เพราะเทรนด์ของตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ Micro Moment ซึ่งคอนเทนต์ของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ตอบสนองได้เป็นอย่างดี

นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย

นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากที่ LINE TV  ได้ประกาศกลยุทธ์ปี 2561 รวมไปถึงไลน์อัพคอนเทนท์ และพันธมิตรหลักไปก่อนหน้านี้ บริษัทจะมุ่งรักษาความเป็นแพลตฟอร์มดูทีวีย้อนหลัง และเพลงก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและไม่เหมือนใคร

นีลเส็นเคยแถลงผลสำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนในปีที่ผ่านมา พบว่า คนไทยใช้เวลากับมือถือเฉลี่ย 216 นาที/วัน โดยร้อยละ 94 ของผู้ใช้งาน จะใช้เวลาไปกับการฟังเพลง และร้อยละ 70 ของผู้ที่ฟังเพลงนี้ เป็นการฟังแบบออนไลน์สตรีมมิ่ง เพื่อสร้างประสบการณ์ใช้งานที่ดีต่อเนื่องบริษัทจึงยังเดินหน้าร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ ทั้งสองบริษัทไม่ได้ทำงานร่วมกัน เพียงแค่ในส่วนของคอนเทนท์เท่านั้น แต่ยังทำการตลาดร่วมกัน รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ชมอีกด้วย

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/03/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad-gmm-grammy-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad-line-tv-%e0%b8%a1%e0%b8%b1/

เดินหน้าจับมือ GMM Grammy ต่อ LINE TV มั่นใจปีนี้คอนเทนต์แข็งแรงขึ้น

ยังไปต่อไม่หยุด สำหรับการเดินหน้าจับมือพันธมิตรด้านคอนเทนต์ของ LINE TV ที่ตั้งแต่ต้นปีมา มีความร่วมมือไปแล้วทั้งช่อง 3 ช่องวัน 31 และล่าสุด GMM Grammy เพื่อให้การมีคอนเทนต์ในระบบมากที่สุด เพื่อรองรับพฤติกรรมการรับชมรายการย้อนหลังมีมากขึ้น เพื่อรองรับผู้ใช้งานของไลน์ที่มีกว่า 41 ล้านคน ซึ่ง LINE TV ที่เปิดให้บริการมากว่า 3 ปีโตไม่น้อยกว่า 100% แล้ว

ภาวิต จิตรกร, กวิน ตั้งอุทัยศักดิ์ และอริยะ พนมยงค์

จากพฤติกรรมการรับชม LINE TV ตั้งแต่เปิดให้บริการมานั้น ทุกอย่างมีทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ยอดการดาวน์โหลด 20 ล้านครั้ง ค่าเฉลี่ยการรับชมต่อวันอยู่ที่ 176 นาที คิดเป็น 2 ใน 3 ของการรับชมจากการรับชมผ่านทีวีแบบเดิม ส่งผลให้มีการลงโฆษณามีทิศทางเติบโตมากกว่า 100% ผ่าน 3 คอนเซ็ปต์หลัก คือ FIRST – เป็นเอ็กซ์คลูซีฟทีวีรีรันแห่งแรกก่อนใคร FREE – ชมบริการวีดีโอออนไลน์ฟรีและ Original คือ มีคอนเทนต์เฉพาะที่ดูผ่านไลน์ทีวีเท่านั้น

ซึ่งการต่อสัญญาความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยเพิ่มคอนเทนต์ให้ผู้ชมมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกได้มากขึ้น ถือว่าเป็นอีกก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมเพลงในการเพิ่มช่องทางรายได้ใหม่

นายภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในยุคที่พฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไป มีการเสพข่าวสาร ความบันเทิง ผ่านโลกออนไลน์ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ช่วยทำให้เรื่องของเพลงและตัวศิลปินสามารถเข้าถึงผู้ฟัง ผู้ชมได้ง่ายขึ้น และยังเป็นการสร้างคอมมูนิตี้ของแฟนๆ ทำให้มิติของศิลปินมีความกว้างขึ้น เพราะวันนี้เพลงเป็นมากกว่าเพลง

“LINE TV มี User Base สูงที่สุดในประเทศ มี Watch Time ที่สูงต่อวันและกลุ่มเป้าหมายชัดเจนซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับธุรกิจเพลง คือวัยรุ่นและวัยทำงาน ทำให้เป็นการผสมผสานที่ลงตัว”

นอกจากนี้ ทางบริษัทยังมีอีกบทบาทที่สำคัญ คือการเป็น Breakthrough Content Providerในการผลิตและขายคอนเทนต์ไปยังตลาดโลก สำหรับคอนเทนต์ของ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่จะนำเสนอผ่านแพลตฟอร์ม LINE TV มีด้วยกัน 2 รูปแบบคือ  Artist Content และ Premium Music Content ที่จะออกใหม่ทุกเดือนและอัดแน่นตลอดทั้งปี ซึ่งคอนเทนต์ทั้ง 2 รูปแบบ จะมาจาก ธุรกิจเพลงป็อป, ร็อค, ลูกทุ่ง เสริฟหลากหลายความบันเทิงผ่าน 12 รายการออนไลน์

โดยรายการต่างๆ จะมีศิลปินเป็นตัวนำ  ไม่ว่าจะเป็น รายการ ถ่ายเรี่ยราด เป็นรายการถ่ายรูปที่ได้ศิลปินจาก ‘White Music’ มาท้าศิลปินและนักแสดงคนอื่นๆ , นู๋เปาวลีมี 300 กับภารกิจการใช้เงินสุดหิน, เที่ยวบ้านพี่ไมค์ ที่จะพาไปเรียนรู้เรื่องการทำเกษตร ว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิด และ รายการ WHY ALWAYS OAT? อะไรๆ ก็กู กับ ‘โอ๊ต ปราโมทย์’ผู้ชายที่ต่ำตมของศักราชนี้ เป็นต้น

ทางด้านของ Premium Music Content ที่จะส่งตรงถึงผู้ชมผ่านทาง LINE TV ตลอดทั้งปี จะเป็นคอนเทนต์จากศิลปินยอดนิยม อาทิ เป๊ก ผลิตโชค, ป๊อบ ปองกูล, โอ๊ต ปราโมทย์, อะตอม ชนกันต์, JETSET’ER, หมู MUZU, แบงค์ CLASH, นิว-จิ๋ว, PARADOX เป็นต้น รวมทั้งยังเอ็กซ์คลูซีฟมิวสิควิดีโอ ที่จะได้รับชมที่แรกก่อนใคร

อย่างไรก็ตาม การทำ 2 คอนเทนต์ Artist Content และ Premium Music Content ในครั้งนี้ทำให้เกิด 3 โอกาสด้วยกันคือ

1. โอกาสสำหรับศิลปิน ในการสร้างและส่งเสริมภาพลักษณ์ หรือ DNA ใหม่ๆ ให้กว้างขึ้น มากกว่าการเป็นนักร้องหรือวงดนตรี แถมยังช่วยสร้างรายได้จากวินโดว์ใหม่ให้กับศิลปินอีกด้วย

2. โอกาสสำหรับแพลตฟอร์ม ที่จะได้ Broadcast คอนเทนต์ที่ Exclusive และ Unique กว่ามิวสิคโปรดักส์ทั่วไป สามารถขยายกลุ่มเป้าหมาย โดยการ Cross Fan ของศิลปินไปยังแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นและสามารถสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้กับแพลตฟอร์มได้ด้วยเช่นกัน

3. โอกาสสำหรับผู้ชม ที่จะสามารถรับชมคอนเทนต์ที่มีมิติหลากหลายได้มากขึ้นแบบไม่ได้ยึดติดกับ Format เดิมบวกกับการนำเสนอคอนเทนต์ของศิลปินในมุมที่น่าสนใจเพื่อส่งเสริมให้คนรักศิลปินในมิติที่กว้างขึ้น รวมถึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรับชมคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาช่วงสั้นๆ หรือที่จบในตอน เพราะเทรนด์ของตลาดกำลังก้าวเข้าสู่ Micro Moment ซึ่งคอนเทนต์ของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ตอบสนองได้เป็นอย่างดี

นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย

นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากที่ LINE TV  ได้ประกาศกลยุทธ์ปี 2561 รวมไปถึงไลน์อัพคอนเทนท์ และพันธมิตรหลักไปก่อนหน้านี้ บริษัทจะมุ่งรักษาความเป็นแพลตฟอร์มดูทีวีย้อนหลัง และเพลงก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและไม่เหมือนใคร

นีลเส็นเคยแถลงผลสำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนในปีที่ผ่านมา พบว่า คนไทยใช้เวลากับมือถือเฉลี่ย 216 นาที/วัน โดยร้อยละ 94 ของผู้ใช้งาน จะใช้เวลาไปกับการฟังเพลง และร้อยละ 70 ของผู้ที่ฟังเพลงนี้ เป็นการฟังแบบออนไลน์สตรีมมิ่ง เพื่อสร้างประสบการณ์ใช้งานที่ดีต่อเนื่องบริษัทจึงยังเดินหน้าร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ ทั้งสองบริษัทไม่ได้ทำงานร่วมกัน เพียงแค่ในส่วนของคอนเทนท์เท่านั้น แต่ยังทำการตลาดร่วมกัน รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ชมอีกด้วย

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/03/%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad-gmm-grammy-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad-line-tv/

10 เหตุการณ์น่าจดจำ บทสรุปส่งท้ายปีจากเวที Digital Matters

หากจะบอกว่า เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาของการออกแบบไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตบนโลกกันใหม่ก็คงไม่ผิดนัก เพราะจากบรรยากาศเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมากับงานสัมมนา Digital Matters ครั้งที่ 10 ณ Link Collaboration Space ภายใต้ธีมแห่งการมองย้อนอดีต และเลือกหยิบสิ่งที่น่าจดจำแห่งปี 2017 เพื่อจะนำมันติดตัวไปด้วยสู่ปีต่อ ๆ ไปนั้น เชื่อว่าเราคงได้เห็นแล้วว่า มีหลายสิ่งที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละเล็กทีละน้อยในปีที่กำลังจะจบลงนี้ และสุดท้าย เชื่อว่ามันจะวิวัฒนาการตัวเองกลายเป็นสินค้า และบริการตัวใหม่สำหรับผู้บริโภคในอนาคตเสียด้วย

ซึ่งสิ่งที่น่าจดจำแห่งปี 2017 ในมุมของของสองแขกรับเชิญอย่างคุณศิวัตร เชาวรียวงษ์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย) และคุณสุธีรพันธุ์ สักรวัตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดด้านการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา มีดังต่อไปนี้ค่ะ

1. ยุคของ Sharing Economy ว่าใหญ่แล้ว ยุคของ Autonomous Car น่าจะใหญ่กว่า

คุณสุธีรพันธุ์ในฐานะผู้เริ่มต้น เลือกที่จะมองการมาถึงของบริการ Ride-Sharing ที่กำลังเริ่มผนวกเข้ากับ Autonomous Car ว่าจะเป็นรูปแบบการให้บริการใหม่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ได้อย่างมาก รวมถึงมีโอกาสต่าง ๆ ซ่อนอยู่ภายในความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย

“เทรนด์ของ Autonomous มาแรงมาก ๆ และทำให้เราเกิดคำถามได้มากมายกับเทรนด์นี้ ที่จอดรถยังจำเป็นอยู่ไหม โชว์รูมต้องสร้างอีกหรือเปล่า คนอาจไม่ต้องการเป็นเจ้าของรถแล้ว แต่เปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบสมัครสมาชิก จ่ายเงิน 3,000 บาท แลกกับการเรียกรถอัตโนมัติมาใช้งาน 20 ชั่วโมงต่อเดือน ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ Business Model ของโลกในอนาคตจะเปลี่ยนไปหมด”

อย่างไรก็ดี ได้มีการตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่าง “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ด้วยเช่นกัน ว่าจะสามารถขึ้นมาควบคุม และอำนวยความสะดวกในชีวิตของมนุษย์ได้จริงหรือไม่

2. ยกหน้าที่ดูแลมนุษย์ให้ AI นั้นหนักเกินไปหรือไม่ 

ดร.โนริโกะ อาราอิ

ประเด็นที่ 1 มีความต่อเนื่องมาสู่ประเด็นที่ 2 เมื่อคุณศิวัตรได้ยกคลิปชิ้นหนึ่งชื่อ Todai Robot จาก TED Talk มาเปิดให้ฟังกัน โดยคลิปดังกล่าวกำลังจะสื่อว่า ความเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ในข้อ 1 ที่มี AI อยู่เบื้องหลังนั้น แท้จริงแล้ว AI มีพฤติกรรมการเรียนรู้ที่แตกต่างจากมนุษย์อยู่ไม่น้อย และรูปแบบการหาคำตอบของ AI ก็สวนทางกับวิธีประมวลผลของมนุษย์เสียด้วย นั่นจึงนำไปสู่การท้าทายว่า AI จะสามารถขึ้นมาเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ได้จริงหรือ

ซึ่งการจะถามคำถามนั้นอาจเร็วเกินไป โปรเจ็ค Todai Robot จึงนำ AI มาท้าทายว่าจะสามารถผ่านการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียวได้ภายในปี 2020 หรือไม่ ซึ่งสิ่งที่นักวิจัยอย่างคุณโนริโกะ อาราอิ พบเพิ่มเติมก็คือ นอกจาก AI จะหาคำตอบได้เร็วและเก่งขึ้นแล้ว เด็กญี่ปุ่นที่ทำข้อสอบได้นั้นก็มีจำนวนน้อยลงอีกด้วย

นั่นจึงนำไปสู่ความท้าทายใหม่ที่ว่า ยังมีจุดใดบ้างที่มนุษย์ยังไม่แพ้หุ่นยนต์ และเราจะสามารถสร้างคนให้เก่งขึ้นเพื่อมาทำงานที่ควบคุม AI ได้จริงหรือไม่ ในสถานการณ์ดังกล่าว

“การทำงานของคนในด้านการใช้แรงงาน ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ามนุษย์แพ้เครื่องจักรไปเรียบร้อย ส่วนเรื่องของสมอง วันนี้ หุ่นยนต์ก็แซงหน้ามนุษย์ไปแล้วเช่นกัน ดังนั้น ข้อแตกต่างเดียวที่หุ่นยนต์ยังทำไม่ได้ นั่นคือ ความเห็นอกเห็นใจ เพราะมันไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่” คุณสุธีรพันธุ์กล่าวสรุป

3. การดับลงของสื่อ (เก่า?) กับการเกิดขึ้นของสื่อ (ใหม่?)

เป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีกับการประกาศเลิกจ้างพนักงานของทีวีพูล หลังประสบภาวะขาดทุนกับการทำทีวีดิจิทัล ขณะที่เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็เกิดปรากฏการณ์ใหม่ของสื่อไทยเมื่อประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีช่องบน YouTube ที่มีผู้ติดตามทะลุ 10 ล้านคนเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับ GMM Grammy และเวิร์กพอยต์ ที่ GMM Grammy ชนะไปอย่างเฉียดฉิว

4. คนดูรายการทีวีลดลง แต่ดูรายการผ่านมือถือมากขึ้น 

ข้อสามและข้อสี่มีความต่อเนื่องกัน โดยเชื่อว่าหลายคนจะสังเกตเห็นตัวเลขของ Nielsen ที่ส่งออกมาทุกเดือนเป็นเครื่องชี้วัดได้ดีว่าเม็ดเงินโฆษณากำลังจะหมุนออกจากสื่อทีวีมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งกลายเป็นจุดที่ทำให้คนทำรายการทีวีออกมาทำคลิปชวนให้ผู้บริโภค ถ้ามีเวลาว่างพอช่วยหันกลับมาดูรายการทีวีอีกครั้ง

“ความน่าสนใจของคลิปวิดีโอตัวนี้ คือ นักการตลาดนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้ดูในเรื่องเรตติ้งอีกแล้ว แต่ดูโปรไฟล์ของรายการนั้น ๆ มากกว่า มันจึงอยู่ที่การปรับทัศนคติ ปรับรูปแบบการผลิตคอนเทนต์ว่าจะปรับอย่างไรให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า” คุณสุธีรพันธ์กล่าว

5. ความสำเร็จของ “ฉลาดเกมส์โกง” – “ตราบธุลีดิน”

ภาพยนตร์เรื่อง “ฉลาดเกมส์โกง” จากค่าย GDH เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่นอกจากจะทำเงินในประเทศได้ไม่น้อยแล้ว ยังเป็นหนังที่บินไปโตไกลในต่างแดนแทบทุกประเทศในภูมิภาคเอเชีย ทั้งจีน (ขึ้นอันดับหนึ่ง Box Office) ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ ฯลฯ ซึ่งคุณศิวัตรและคุณสุธีรพันธ์วิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ นั่นคือ การที่หนังเรื่องนี้นำเสนอประสบการณ์ร่วมที่ผู้บริโภคในเอเชียส่วนมากต่างพบเจอ นั่นคือการใช้การสอบเข้าวัดโอกาสในการประสบความสำเร็จในชีวิต

“ผมชอบเรื่องนี้เพราะมันเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า ถ้าหากเราจับจุดได้ และทำอะไรที่มันดี ๆ ขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง และเราทำการตลาดเป็น เราสามารถไปได้แล้ว” คุณศิวัตรกล่าว

“ถ้าหากเราย้อนไปดูฉลาดเกมส์โกง หนึ่งในความสำเร็จของหนัง GDH คือการหยิบเอา Insight ที่มันโดน ๆ มาเล่น ซึ่ง Insight ของเรื่องฉลาดเกมส์โกงนี้แรง และโดน และฐานคนดูโคตรจะเยอะ”

ด้านคุณสุธีรพันธุ์เสริมว่า “นี่ไม่ใช่หนังไทย มันคือหนังเอเชีย เพราะว่าในอดีตเรามีสอบจอหงวนใช่ไหม นั่นคือวัฒนธรรมการสอบของประเทศเอเชียที่ให้คุณค่ากับการสอบ และการสอบผ่าน และการได้คะแนนสูงมาก ซึ่งมันเป็นอารมณ์ร่วมของคนเอเชีย ที่มีการสอบ และการโกงอย่างเข้มข้นมาก ซึ่งจุดนี้ ไม่ว่าจะนักเรียนคนไหนในเอเชียดูก็โดน”

ความสำเร็จนี้ของฉลาดเกมส์โกงยังถูกโยงจากจอเงิน ไปสู่จอ YouTube เมื่อคอนเทนต์ของรายการ The Mask Singer 2 อย่างเพลง “ตราบธุลีดิน” ของหน้ากากหอยนางรม ขึ้นแท่นคลิปทั่วไปที่มีการรับชมมากที่สุดในโลกประจำปี 2017 ที่คุณสุธีรพันธ์ชี้ว่า นี่คือการหา Business Model ใหม่ ๆ ในธุรกิจที่เราอยู่ให้เจอ เพราะการดึงคอนเทนต์ขึ้นไปบน YouTube ในวันที่เวิร์กพอยต์ไม่มีอะไรจะต้องเสีย กลับทำให้พบว่า บนโลกออนไลน์นั้นมีผู้ชมรอดูอยู่เป็นจำนวนมาก และกลายเป็นความสำเร็จของเวิร์กพอยต์ในที่สุด

6. “วันคนโสด” วันแสดงพลังที่แท้ทรูของจีนแผ่นดินใหญ่ 

วันคนโสดเป็นอีกหนึ่งวันที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของปี 2017 โดยเป็นปีที่นักการตลาดทั่วโลกต่างจับตาถึงยอดขายว่าจะเกิดการทุบสถิติอะไรขึ้นบ้างในเมืองจีน ซึ่งเมื่อวันนั้นมาถึง ก็ไม่ได้ทำให้นักการตลาดผิดหวัง เมื่อยอดขายสินค้าในจีนแผ่นดินใหญ่พุ่งทะยานเป็นที่ตกตะลึงไปทั่วโลกถึงพลังการช้อปของคนจีน

หันกลับมาดูในตลาดบ้านเรา ก็มีสัญญาณบวกเช่นกันต่อวงการ E-Commerce แต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้และนำไปปรับปรุงต่อไปคือเรื่องของระบบหลังบ้านที่บางรายอาจไม่พร้อมและเกิดเว็บล่ม ทำให้ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงได้อย่างราบรื่น

คุณศิวัตรเล่าว่า “ผมเชื่อว่าปีหน้า E-Commerce ไทยจะเตรียมตัวได้ดีกว่านี้ สำหรับแบรนด์ ผมอยากยกหลาย ๆ กรณีของแบรนด์ เช่น Xiaomi ขายได้ 11,800 ล้านหยวนใน 24 ชั่วโมง ซึ่งถ้าซีอีโอของแบรนด์ต่าง ๆ มองเห็นถึงศักยภาพนี้ และใช้มันให้เกิดประโยชน์ มันจะเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพมาก”

7. สังคมไร้เงินสดกับ QR Code มาตรฐาน 

ไม่ใช่ทุกประเทศที่ปรับตัวเข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสดได้อย่างไร้รอยต่อ เพราะยังมีหลายประเทศที่ติดกับดักความคุ้นเคยดั้งเดิมของตัวเองจนไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ สำหรับประเทศไทย สังคมไร้เงินสดเป็นคำที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 – 4 ของปีนี้หลังการประการเปิดตัว QR Code มาตรฐานอย่างเป็นทางการ ซึ่งแขกรับเชิญทั้งสองท่านเห็นตรงกันว่า นี่คืออีกจุดเปลี่ยนที่น่าจดจำจุดหนึ่งของปีนี้เลยทีเดียว

“ทุกวันนี้ จีนและอินเดียมีการใช้ QR Code อย่างกว้างขวาง แต่ที่กำลังจะเป็นประเทศที่สามก็คือประเทศไทย ซึ่งจุดที่แตกต่างกับจีนและอินเดียคือการที่ประเทศไทยมี QR Code มาตรฐาน อีกทั้งการเข้าถึงสมาร์ทโฟนของคนไทยก็มีมากขึ้น และสัญญาณอินเทอร์เน็ตของไทยก็เข้าขั้นดี จึงเชื่อว่าสังคมไร้เงินสดน่าจะเกิดขึ้นในไทยได้ไม่ยาก” คุณสุธีรพันธ์กล่าว

8. ปรากฏการณ์ “ตูน บอดี้สแลม”

สำหรับปรากฏการณ์ก้าวคนละก้าว คุณป้อม – ศิวัตรเผยว่า “ในแวดวงการตลาด เรามักพูดกันเสมอ ๆ ว่าจากคนธรรมดา กลายเป็นดาราได้จากพลังของ Social Media แต่สำหรับกรณีของตูน บอดี้สแลมนั้น นอกจากจะไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว การออกมาวิ่งครั้งนี้ร่วมกับเพื่อน ๆ ยังสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยได้อย่างใหญ่โตมากทีเดียว”

สิ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ครั้งนี้ขึ้นได้ ส่วนหนึ่งเชื่อว่ามาจากพลังของ Social Media และเทคโนโลยีที่เชื่อมคนเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งคุณป้อมมองว่า ในอนาคต ปรากฏการณ์ในลักษณะนี้จะสามารถสร้างขึ้นได้อีก ผ่านเครื่องมือทรงพลังที่ชื่อว่า Social Media นั่นเอง

Kris Snibbe/Harvard Staff Photographer

9. การกล่าว Speech ในพิธีสำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก

มาร์ค ซักเคอร์เบิร์กเป็นใคร เชื่อว่าคำถามนี้ทุกคนคงทราบคำตอบกันดี แต่การกลับมาที่มหาวิทยาลัยอีกครั้งเพื่อกล่าว Speech แก่บัณฑิตที่กำลังจะจบการศึกษาในปีนี้ ได้กลายเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจและถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก กับหลาย ๆ ข้อคิดที่เขาได้ฝากไว้ ซึ่งแง่คิดที่โดนใจแขกรับเชิญของเรามากที่สุดมี 3 ข้อ ได้แก่

  • การทำดีกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่จำเป็น (จริง ๆ นะ)
  • หน้าที่ของคนเจเนอเรชันนี้ (Millennials) นอกจากการทำตามเป้าหมายของตัวเองแล้ว อีกสิ่งหนึ่งคือการช่วยคนอื่นหา “Sense of Purpose” ของตัวเองให้เจอด้วย
  • การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มต้นจากสิ่งที่อยู่รอบตัวเราก่อน (Change starts local)

10. การเติมเต็มตัวเองด้วยแนวคิด Ikigai

คุณสุธีรพันธุ์ดึงแนวคิด Ikagai มาเป็นหัวข้อสุดท้ายของการพูดคุยในวันนี้ กับการเติมเต็มตัวเองที่ลงลึกได้มากกว่าความสุขแบบทั่วไป ซึ่งทุกจุดทุกความสัมพันธ์ในแผนภูมินี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์กับชีวิตได้จริง (สามารถฟังในคลิปย้อนหลังได้ช่วงนาทีที่ 1.35.00 ค่ะ)

ส่วนสาเหตุที่นำแผนภูมิ Ikigai มาปิดท้ายนั้น เชื่อว่าผู้ฟังในงานจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของความเป็นพี่ ที่อยากฝากให้คนรุ่นต่อไปนำข้อคิดนี้ไปพัฒนาตัวเอง และหาสิ่งที่ตัวเองรัก สิ่งที่ตนเองถนัดให้เจอ โดยที่สิ่งที่รักนั้นต้องทำประโยชน์ให้กับโลก และสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองอย่างยั่งยืนด้วย ซึ่งสุดท้ายแล้ว ชีวิตมนุษย์ก็อาจมีแค่นี้จริง ๆ ก็ได้ค่ะ ขอบคุณทุกท่านสำหรับการมาเยือน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน พบกันใหม่กับ Digital Matters ครั้งที่ 11 ในปี 2018 นะคะ

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/12/10-best-experienced-for-digital-people-2017/