คลังเก็บป้ายกำกับ: GMM_Grammy

ภาวิต จิตรกร จากวงการโฆษณาสู่ธุรกิจเพลง บนพื้นฐาน Music Big Data ใต้หลังคา GMM Grammy

หนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก Digital Transformation อย่างหนัก และมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาคือ ธุรกิจเพลง กว่า 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยเปลี่ยนวิธีการฟังเพลงมาตลอด จนปัจจุบัน Streaming คือรูปแบบล่าสุด

ทำให้หลายคนจับตามอง GMM Grammy ในฐานะพี่ใหญ่ที่สุดที่ทำธุรกิจคอนเทนต์ด้านนี้ในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เป็นจังหวะเดียวกับที่ ภาวิต จิตรกร อดีต กรรมการผู้จัดการ Ogilvy ครีเอทีฟทำโฆษณามา 20 ปี ผันตัวเองมาทำ CMO อยู่ GMM Grammy ก่อนจะขึ้นมาทำหน้าที่ CEO ของ GMM Music Business

ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ธรรมดา และ Brand Inside ได้มีโอกาสพูดคุยแบบเป็นกันเองถึงปัจจุบันและอนาคตที่จะเกิดขึ้น

ห้องทำงานสไตล์ ภาวิต จิตรกร

เปิดใจครั้งแรก ย้ายจากธุรกิจโฆษณา มาธุรกิจเพลง

ภาวิต เล่าให้ฟังว่า การทำงานในวงการโฆษณามา 20 ปี รักและผูกพันกับงานโฆษณาและ Ogilvy มาก มีความแน่วแน่ในวงการโฆษณามาตั้งแต่อายุ 19 และไม่มีความคิดทิ้งวงการโฆษณา

แต่ในชีวิตก็มีความฝันอยู่ 2 ประการ คือ

  1. Big Dream สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กร
  2. Big Bet สร้างความเปลี่ยนแปลงใน Local Business

ตลอด 20 ปีในวงการโฆษณา ทำงานในบริษัท International มาตลอด (Ogilvy) กระทั่งเมื่อมีโอกาสจาก GMM ซึ่งเป็น Local Business เข้ามา นี่คือโอกาสในการทำตามความฝัน คือ สร้างความเปลี่ยนแปลงใน Local Business และสร้างอนาคตให้กับธุรกิจเพลง จึงตัดสินใจรับงาน

“ตลอด 20 ปีสร้างผลงานที่ดีที่สุดในวงการโฆษณามาแล้วหลายชิ้น เมื่อก้าวเข้าสู่ธุรกิจเพลง ก้าวต่อไปของชีวิตคือ การสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่และการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับ GMM จากนี้ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องเป็นเรื่องที่ Hit เพื่อให้ GMM อยู่ในใจผู้บริโภคเสมอ”

เริ่มต้นจากศูนย์ และพร้อมก้าวสู่ความสำเร็จร่วมกับทุกคน

การเปลี่ยนงานใหม่ หลายคนต้องใช้เวลาในการปรับตัว แต่ ภาวิต บอกว่า ด้วยความที่ไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจเพลงเลย จึงไม่ต้องปรับตัวอะไร แต่เป็นการเริ่มต้นทุกอย่างใหม่จากศูนย์ แต่ต้องเรียนรู้ทุกอย่างให้เร็วที่สุด และเรียนรู้ด้วยความสนุกสนาน เป็นการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตทุกวัน

และด้วยการผ่านงานด้านโฆษณามา ดังนั้น หลักการทำงานคือ ใช้ความเป็น Creative ในการขับเคลื่อนทุกอย่าง ถ้ามีเป้าหมายชัดเจนใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไป จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่นำไปสู่ความสำเร็จได้ และที่สำคัญคือ ความสำเร็จที่จะเกิดขึ้น ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อองค์กรและทุกๆ คน ดังนั้น จะได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกคน

และเชื่อว่าทุกคนใน GMM จะประสบความสำเร็จร่วมกัน

สมาชิก 10 ล้าน YouTube รายแรก แค่ส่วนประกอบเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ Brand Inside รายงานว่า GMM Grammy เป็น YouTube Channel รายแรกของไทยและอาเซียนที่มียอดสมาชิก (Subscribe) 10 ล้านราย ได้ Diamond Play Button จาก YouTube แต่ ภาวิต บอกว่าการได้ยอดสมาชิก อาจจะสะท้อนว่ามีผู้สนใจติดตาม GMM Grammy แต่ถ้ามองในเชิงลึก นี่เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้น ยังไม่ใช่ความสำเร็จ

เป้าหมายของ GMM Music คือการสนองตอบความต้องการของคนดูทุกคน ดังนั้น YouTube Channel จึงมี 4 ช่องหลัก คือ

  1. GMM Grammy Official เป็นช่องทางหลัก เป็นเหมือน Library เพลงทั้งหมด
  2. Genie Records เน้นเพลงร็อค
  3. Grammy Gold Official เน้นเพลงลูกทุ่ง
  4. Official White Music เน้นเพลงป๊อป ฟังสบายๆ

ยังไม่นับรวมในธุรกิจอื่นๆ ของ GMM Grammy เช่น ทีวี, หนัง ที่มีคอนเทนต์ที่แตกต่างกันไป ซึ่งการทำ Channel เริ่มจากแนวคิดว่า มีช่องทางหลักที่แข็งแกร่ง แล้วสร้างช่องทางรองขึ้นมาเพิ่มเติม เพื่อให้เข้าถึงคนดูที่ชื่นชอบเฉพาะทาง สร้างโอกาสให้คนดูเข้าถึงได้มากขึ้น และสร้างโอกาสทำรายได้ให้กับธุรกิจ

ดังนั้น Top Channel ของ YouTube จะมีช่องของ GMM Grammy อยู่ครบแน่นอน

มองธุรกิจเพลงโลก สะท้อนธุรกิจเพลงไทย ได้เวลาแข่งกับพฤติกรรมผู้บริโภค

ภาวิต พูดถึงธุรกิจเพลงทั่วโลกว่าไปในทิศทางเดียวกัน ตลาด Digital และ Streaming เติบโตขึ้น และสร้างรายได้หลักประมาณ 50% ขณะที่ Physical และ Download แม้จะทำรายได้ 34% แต่ก็หดตัวลงต่อเนื่อง รายอื่นอื่นๆ คือ การจัด Performance, Concert ต่างๆ 14% และมีการบริหารลิขสิทธิ์ หรือ Right Management 2%

การที่ Digital และ Streaming เติบโตขึ้น แสดงใหเ้ห็นว่า ภาพรวมธุรกิจกำลังเปลี่ยนจาก B2C ไปเป็น B2B เดิม GMM เคยขายเพลงให้ผู้บริโภคโดยตรง ตอนนี้เปลี่ยนมาร่วมมือ ขายคอนเทนต์ผ่านผู้ให้บริการ platform คือ JOOX, Spotify, LINE, YouTube และมีรายได้จากโฆษณาบางส่วน

ส่วนรูปแบบ Physical ยังขายได้บ้าง โดยเป็นลักษณะของสะสม cd, dvd collectibles หรือ MP3 รวมฮิตต่างๆ

ในมุมมองของ GMM เห็นว่าหมดยุคการแข่งขันกันเองในอุตสาหกรรมแบบเดิมๆ 74% คนฟังเพลงจาก Playlist ไม่ได้สนใจค่ายเพลง ดังนั้นนี่คือยุคแข่งขันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป GMM ในฐานะ Content และ Infrastructure provider พร้อมร่วมมือกับทุกคน เพื่อสร้างคอนเทนต์

การแข่งขันเป็นสิ่งที่ดี แต่ความร่วมมือสร้างการเติบโตได้ดีกว่า

อย่างที่กล่าวว่า ยุคของการแข่งขันกำลังหมดไปกลายเป็นความร่วมมือกันสร้างคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมสูง GMM ชัดเจนว่าจะไม่ทำ platform ขึ้นมาแข่งขัน เพราะตอนนี้ในตลาดก็มี Platform หลายเจ้า และมีรายได้จากโฆษณา 90% ส่วนการสมัครสมาชิกมีประมาณ 10% เท่านั้น ถ้าแข่งกันอีกโอกาสรอดมีน้อยมาก

ล่าสุด ได้ประกาศร่วมมือกับ OTV เพื่อเพิ่มช่องทางใหม่ๆ ตอกย้ำจุดยืนว่า GMM คือ ผู้ผลิตคอนเทนต์ และพร้อมร่วมมือกับเจ้าของ Platform เพื่อให้คอนเทนต์ไปถึงมือผู้บริโภค

ดังนั้นแกนของธุรกิจจะเปลี่ยนจาก Product Base มาเป็น Service Base นั่นคือ GMM จะทำใน 3 ส่วน คือ 1. Digital Business ผ่าน พันธมิตรที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก 2. Right Management ซึ่ง GMM บริหารจัดการใหญ่ที่สุดในประเทศ และ 3. Sponsorship เป็นผู้จัดงานมืออาชีพ

และทั้ง 3 ส่วนไม่จำกัดว่าต้องเป็นคอนเทนต์ของศิลปินนักร้องในสังกัด GMM เท่านั้น แต่เปิดรับทุกคน นี่คือโอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่กว่า

ศิลปิน ดารา นักร้อง ในสังกัดเกิดใหม่มีจำนวนมาก GMM พร้อมสนับสนุน หรือถือมี Content Creator เกิดใหม่มีความสามารถ มาใช้ Infrastructure ของ GMM ได้ เช่น เสกโลโซ กับ ลำไยไหทองคำ ไม่ได้อยู่ในสังกด GMM ทั้งคู่ แต่มาใช้ Service และ Promote ผ่าน GMM มีโอกาสที่ผู้บริโภคจะเข้าถึงได้มากกว่า

ทุกคนมีจุดร่วมกันคือ ผลประโยชน์ที่ลงตัว

ปรับโครงสร้างรับธุรกิจเพลงในอนาคต

การจะเปลี่ยนผ่านสู่ Service Base ไม่ใช่เรื่องง่าย ภาวิต บอกว่า ต้องปรับเปลี่ยน 4 ส่วนหลัก

  1. ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ให้รองรับความร่วมมือกับพันธมิตร สร้างโปรดักส์ใหม่ได้ ให้บริการได้
  2. ปรับโครงสร้างรายได้ มีทั้งโปรดักส์ที่ต้องเพิ่มและต้องลดลง เพื่อให้สอดคล้องกับตลาด
  3. ปรับการทำธุรกิจ จากการแข่งขันเป็นความร่วมมือ ค่ายเพลงมีหน้าที่ดูแลคนในค่ายให้ดีที่สุด และพร้อมร่วมมือกับคนนอกค่าย
  4. สร้างนวัตกรรมใหม่ เพื่อตอบสนองการซื้อขาย เช่น การทำ Music Sticker

“ตอนนี้ศิลปิน ดารา นักร้องต้องเหนื่อยมากขึ้นเพราะรูปแบบรายได้กำลังเปลี่ยน แต่ต่อไปจะเป็นยุค Master of Micro Moment คนจะยอมจ่ายเงินเล็กๆ น้อยๆ เช่น Music Sticker มากขึ้น จากเดิมจะเห็นแต่ภาพ Macro Moment เช่น งานคอนเสิร์ต เท่านั้น”

การปรับเปลี่ยนภายใน จะทำให้ธุรกิจของ GMM Music มี 6 ส่วนด้วยกัน คือ

  1. ธุรกิจ Digital ที่ใหญ่ที่สุด ทั้งแบบ B2B และ B2C
  2. ธุรกิจ Sponsorship ต่างๆ
  3. ธุรกิจด้าน Physical จาก งานด้านพรีเมียม เช่น ของสะสม, งานสแตนดาร์ด เช่น การออกอัลบั้มใหม่ของศิลปิน และ งานดิสเคาท์ เช่น การรวมฮิตเพลงต่างๆ
  4. ธุรกิจ Right Management รายได้จากลิขสิทธิ์ในการเผยแพร่คอนเทนต์ต่างๆ
  5. ธุรกิจ Merchandise
  6. ธุรกิจ Show Biz

ภาวิต บอกว่า ธุรกิจ Show Biz ในไทย ยังสามารถขยายตัวได้อีกมาก โดยจะมีทั้งรูปแบบ Community Concert เพื่อเอาใจแฟนคลับและสนับสนุนศิลปิน, รูปแบบ Festival รวมศิลปินต่างๆ และแบบ International เป็นศิลปินจากต่างประเทศ

จาก Big Mountain ถึง นั่งเล่น Festival สร้าง Music Big Data

Big Mountain ที่มี ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม เป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกไว้อย่างแข็งแกร่ง รู้หรือไม่ว่า มี GMM เป็นผู้บริหารจัดการอยู่เบื้องหลัง รวมถึงงานคอนเสิร์ตใหญ่ๆ อีกหลายครั้ง

และจากการวิจัยการตลาด ถึงความต้องการของผู้บริโภค พบว่า ถึงเวลาที่ Big Mountain จะกลับสู่เขาใหญ่ และจัดแบบเต็มรูปแบบ ทำให้ Big Mountain ที่จะถึงนี้ถูกจัดขึ้นที่ สนามกอล์ฟ The Ocean เขาใหญ่

ผลที่ได้คือ บัตร 40,000 ใบขายหมดภายใน 10 ชั่วโมงและไม่มีการเพิ่มบัตรขายหน้างาน ดังนั้นต้องแสดงความเสียใจกับคนที่ยังไม่ได้บัตรไว้เลย

แนวคิดนี้ยังต่อยอดไปถึงงาน นั่งเล่น Festival ที่จะจัดที่เดียวกัน สนามกอล์ฟ The Ocean เขาใหญ่ ในช่วงต้นปีกับรูปแบบ Where Music Meet Life Style เอาใจคนชอบเพลงป๊อปฟังสบายเพิ่มเป็นไลฟ์สไตล์เข้าไป ได้ครบทั้ง เพลง ดนตรี อาหาร

เป้าหมายของ GMM คือ การสร้างแบรนด์ให้ Big Mountain และ นั่งเล่น Festival ให้กลายเป็น Culture ทุกคนที่ไปสามารถสร้างเพื่อนใหม่ที่ชอบสิ่งเดียวกัน ถ้าต่างประเทศมี Glastonbury Festival สามารถจัดที่เดิมไดเไม่เคยเปลี่ยน ประเทศไทยก็มี Big Mountain และ นั่งเล่น Festival ที่จะเป็นเทศกาลดนตรีได้เช่นเดียวกัน

ทั้งหมดทั้งมวลในการทำธุรกิจของ GMM ตั้งแต่ การทำเพลง การพัฒนาศิลปิน จนถึงการทำโชว์ต่างๆ แสดงให้เห็นว่า GMM ได้พัฒนาตัวเองจาก Record Compay ไปสู่การเป็น Big Data Company ใช้ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคและคอนเทนต์ตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ในการสร้างสรรค์บริการ

ประวัติศาสตร์เพลงไทยอยู่ที่ GMM นี่คือ Music Big Data ที่สามารถหยิบมาใช้ประโยชน์ได้ และยังสามารถต่อยอดสู่ Transaction Data เห็นโอกาสทางการค้า รู้ว่าสินค้าอะไร ราคาเท่าไร สามารถขายได้

ภาวิต ก้าวมาจากธุรกิจโฆษณาที่ต้องสร้างผลงานให้ลูกค้า อาจไม่มีเวลาในการทดลองอะไรมากนัก แต่เมื่อมาอยู่ในธุรกิจเพลง มีโอกาสใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่มี + ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ บนพื้นฐานของ Music Big Data ที่ GMM มีอยู่ เราอาจได้เห็นรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่จะสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับวงการเพลงไทย และ GMM Grammy ในอนาคต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/interview-phawit-chitrakorn-gmm-music/

Advertisements

แพลตฟอร์ม OTV จับมือ GMM เปิดตัว OMU แอปพลิเคชันสตรีมมิ่งสัญชาติไทยสู้ศึกต่างชาติ

ทีมผู้บริหาร OTV และ GMM Grammy ถ่ายภาพร่วมกันในการเปิดตัวแอปพลิเคชัน OMU

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าพฤติกรรมการบริโภคคอนเทนต์ของคนไทยนั้นเปลี่ยนไปไม่น้อย โดยส่วนหนึ่งหันมาบริโภคคอนเทนต์ผ่านการสตรีมมิ่งเพิ่มขึ้น ขณะที่การรับชมคอนเทนต์ต่าง ๆ ผ่านทีวีนั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจากเทรนด์นี้ ปัญหาหนึ่งที่เกิดตามมาก็คือ การรั่วไหลของเงินค่าโฆษณาไปยังแพลตฟอร์มต่างประเทศเป็นจำนวนไม่น้อยในแต่ละปี จึงมีความพยายามของผู้ให้บริการวิดีโอคอนเทนต์สัญชาติไทยอย่าง OTV ลุกขึ้นมาเปิดตัวแอปพลิเคชัน OMU เพื่อรุกตลาดสตรีมมิ่งอย่างเป็นทางการ พร้อมย้ำว่าแพลตฟอร์มของ OTV นั้นมีการจ่ายภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย รวมถึงมีคอนเทนต์ที่ปลอดภัยตามกฎหมายไทยให้บริการด้วยนั่นเอง

สำหรับการเปิดตัวแอปพลิเคชัน OMU ครั้งนี้ของ OTV เป็นการจับมือร่วมกับ GMM Grammy และค่ายเพลงอื่น ๆ อีกกว่า 20 แห่ง ในการให้บริการคอนเทนต์มิวสิควิดีโอแบบสตรีมมิ่ง โดยทางแกรมมี่จะส่ง MV มาเผยแพร่บนแพลตฟอร์มดังกล่าวจำนวน 5,000 ชิ้น (และจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต) ซึ่งคิดเป็น 80% ของคอนเทนต์ MV บนระบบ ด้านผู้ใช้งานสามารถเข้ามาเลือกชมมิวสิควิดีโอต่าง ๆ บนแอปพลิเคชัน OMU ได้ฟรี โดยอาจจะมีโฆษณาคั่นบ้างตามสมควรนั่นเอง

พฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์ของผู้บริโภคในเจเนอเรชั่นต่าง ๆ

โดยก่อนที่จะไปรู้จักกับแอปพลิเคชัน OMU สิ่งแรกที่อาจต้องทำความรู้จักกันก่อนคือแพลตฟอร์ม OTV ซึ่งคุณณัฐพงศ์ ตังเดชะหิรัญ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท โอทีวี จำกัด เผยว่า จุดเด่นของแพลตฟอร์ม OTV คือการเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับสิทธิ์ในการเผยแพร่คอนเทนต์จากค่ายผู้ผลิตรายต่าง ๆ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะปลอดภัย และได้รับความเชื่อมั่นด้าน Brand Safety มากกว่าแพลตฟอร์มของต่างชาติที่รองรับคอนเทนต์ประเภท User-Generated Content ด้วย

นอกจากนั้นแพลตฟอร์มของ OTV ยังมาพร้อมระบบ Target Ads Audience ที่สามารถระบุกลุ่มเป้าหมายได้จากข้อมูล Demographic และ Location ซึ่งในกรุงเทพฯ นั้นสามารถเจาะลึกได้ถึงระดับเขตเลยทีเดียว รวมถึงการมี Real-Time Analytic Report ให้ด้วย โดยที่ผ่านมา แพลตฟอร์ม OTV มีการให้บริการระบบหลังบ้านให้กับเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันต่าง ๆ มากมาย เช่น MThai, DooTV Max, ThaiTV, TV Thailand

สถิติการรับชมคอนเทนต์ออนไลน์

ในจุดนี้ คุณณัฐพงศ์เผยว่า คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มของ OTV นั้นปัจจุบันมีมากกว่า 100,000 ชิ้น คิดเป็นจำนวนชั่วโมงให้ได้รับชมมากกว่า 100,000 ชั่วโมง

โดยรายได้หลักของแพลตฟอร์ม OTV นั้นมาจากค่าโฆษณา ที่แบ่งเป็นค่าโฆษณาจากเอเจนซี 70%  และอีก 30% มาจากแบรนด์ต่าง ๆ นอกจากนี้ ทาง OTV ยังมีการรุกตลาดหาพันธมิตรในไทยและอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มค่ายหนัง ค่ายเพลง และเจ้าของลิขสิทธิ์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของคอนเทนต์ รวมถึงมีแผนจะเปิดตัวแพลตฟอร์ม OTV ในกัมพูชา (ปีนี้) และเมียนมาร์ (ปีหน้า) ด้วย

OMU แอปพลิเคชันชมฟรีแถมสิทธิประโยชน์

จากแพลตฟอร์ม OTV ได้มีการพัฒนาต่อยอดเป็นแอปพลิเคชัน OMU ซึ่งจะให้บริการคอนเทนต์สตรีมมิ่งด้านมิวสิควิดีโอเป็นหลัก ซึ่งในส่วนของผู้บริโภคกลุ่ม End-User นอกจากจะสามารถรับชมมิวสิควิดีโอของ GMM Grammy และค่ายเพลงอื่น ๆ ได้ฟรีแล้ว ยังสามารถสร้างเพลย์ลิสต์ได้ และได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมในรูปของการสะสมแต้มเพื่อลุ้นรับของรางวัลต่าง ๆ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ยิ่งดูมาก ยิ่งได้มาก” อีกด้วย โดยถือเป็นการทำ CRM เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ใช้งาน เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคมิลเลนเนียลด้วยนั่นเอง

ด้านคุณภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ GMM Music บริษัท GMM Grammy จำกัด (มหาชน) เผยว่า การจับมือเป็นพันธมิตรกับ OTV ในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของแกรมมี่ในการมองหาช่องทางใหม่ ๆ โดยเฉพาะช่องทางดิจิทัลเพื่อขยายฐานลูกค้าในการรับชมให้ทั่วถึง ซึ่งแพลตฟอร์ม OTV ก็เป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์ที่ตรงกับเป้าหมายทางธุรกิจที่ได้วางไว้ เพราะมีพันธมิตรที่เป็น Publishers กว่า 200 ราย ทำให้แกรมมี่มีโอกาสเพิ่มยอดผู้ชมได้มากขึ้นประมาณ 17 ล้านคนต่อเดือน

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/11/otv-launched-mv-application-omu-for-streaming-service/

ในยุคที่ผู้ผลิตคอนเทนต์ไม่ใช่เจ้าผู้ครองนคร GMM Grammy ดึง OTV แพลตฟอร์มวิดีโอออนดีมานด์ร่วมธุรกิจ

GMM Grammy ลุยตลาดสตรีมมิ่งด้วยการจับมือ OTV ส่ง OMU แอพพลิเคชั่นดู MV ฟรี ระบบคล้าย YouTube แต่จะจัดการโฆษณาได้เฉียบกว่า ขั้นแรกจะปั่นยอดสมาชิกด้วยโปรโมชั่นชมวิดีโอมาก รับสิทธิ์แลกของ

Gmm Grammy ได้รับรางวัล Diamond Play Button จาก YouTube โดยเป็น YouTube Channel แรกของไทยและอาเซียน ที่มียอด Subscribe ถึง 10 ล้านราย

แม้จะได้ที่ 1 บน YouTube แต่ไม่นอนใจ เพราะในโลกธุรกิจทำที่เดียวไม่ได้

เพิ่งได้รับไปหมาดๆ กับรางวัล Diamond Play Button จาก Youtube เนื่องจาก GMM Grammy เป็น Channel รายแรกของไทยและอาเซียนที่มียอดสมาชิกติดตามสูงถึง 10 ล้านคน และแม้จะขึ้นเป็นเบอร์ 1 บน YouTube ของไทยและอาเซียน แต่ในแง่ธุรกิจจะหยุดอยู่กับที่ก็ไม่ได้

  • ล่าสุด GMM ไปจับมือกับ OTV ผู้ให้บริการ VOD (Video On Demand) โดยในเดือนธันวาคมนี้จะออกมาในรูปแบบแพลตฟอร์มดูวิดีโอชื่อ OMU โดยจะเป็นแบบแอพพลิเคชั่นที่รองรับ iOS และ Android รวมถึงบนตัวเว็บไซต์ด้วย

ภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) บอกว่า “การจับมือเป็นพันธมิตรกับ OTV เป็นไปตามแผนของแกรมมี่ ที่จะต้องหาช่องทาง Digital ใหม่ๆ ในการขยายฐานลูกค้าอยู่แล้ว”

GMM ค่อนข้างจะเชื่อมั่นในตัวของ OTV เพราะกว่า 4 ปีที่ได้ดำเนินธุรกิจวิดีโอออนดีมานด์ OTV มีพันธมิตรกว่า 200 ราย แถมมียอด UIP เข้าชมวิดีโอบน OTV ต่อเดือนกว่า 17 ล้านราย (ตัวเลขของ OTV เอง) ในตัวของ OTV เองมีคอนเทนต์หลากหลายมาก ทั้งภาพยนตร์ การ์ตูน กีฬา แต่ในส่วน OMU จะเน้นไปที่ตัว MV เป็นหลัก

ดังนั้น หาก OMU ออกมา GMM ก็เชื่อมั่นว่าจะช่วยทำฐานลูกค้าขยายไปมากขึ้น โดยเฉพาะหมวดเพลงไทย เพลงลูกทุ่ง-ลูกกรุง เพราะฐานลูกค้าของพาร์ทเนอร์คือคนไทยเป็นหลัก จากข้อมูลระบุว่า ลูกค้าของ OTV เป็นคนกรุงเทพ 45% ภาคกลาง 29% ภาคเหนือ 7% และที่เหลือเป็นภาคอื่นๆ ส่วนอายุอยู่ระหว่าง 18 – 44 ปี โดยจำนวนนี้ 57% ดูวิดีโอบนมือถือ และอีก 43% ดูบนคอมพิวเตอร์

OTV ส่ง OMU ไม่ใช่แค่ดูวิดีโอ แต่ชวนคนมาซื้อโฆษณาลงแพลตฟอร์มด้วย

ตัว OMU ด้วยรูปแบบแล้วคงไม่ต่างจาก YouTube มากนัก เพราะเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอที่มี channel นำเอาคอนเทนต์มาลง แต่สิ่งที่แตกต่างคือจะไม่มี user ที่เข้ามาใช้งานร่วมเหมือน YouTube จุดนี้ OMU มองว่าเป็นจุดแข็ง โดยเฉาะในการทำการตลาดและโฆษณา เพราะระบบหลังบ้านของ OMU จะสามารถจัดการโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

การตลาดแบบโปรโมชั่น ดูวิดีโอสะสมแต้ม-ลุ้นรับของ อาจมีปัญหาในระยะยาว?

ในด้านการตลาด OMU จะส่งแคมเปญ “ยิ่งดูมาก ยิ่งได้มาก”  โดยจะให้ลูกค้าที่เข้ามารับชมวิดีโอ ใครที่รับชมมาก ก็จะมีสิทธิ์ในการลุ้นระบของรางวัล ผ่านการสะสมแต้มเพื่อแลกหรือลุ้นรับของรางวัล เช่น โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุด บัตรกาแฟสตาร์บัคส์ ตั๋วหนังในเครือเมเจอร์ รวมถึงบัตรคอนเสิร์ตต่างๆ

แต่ปัญหาคือ ในระยะยาวการเล่นกับโปรโมชั่นเป็นปัญหาแน่ เพราะลูกค้าแทนที่จะจำตัวสินค้า (แพลตฟอร์ม) อาจจะไปจดจำตัวโปรโมชั่น แต่ด้วยฐานคิดของ OMU ที่มองด้วยสายตาแบบสตาร์ทอัพที่ต้องหารเร่งจำนวนฐานสมาชิก ก็ต้องมาวัดกันว่าในระยะสั้นจะได้ผลอย่างไรบ้าง เพราะทางผู้บริหารตั้งเป้าเอาไว้ว่าในปี 2017 นี้ จะต้องมียอดสมาชิกอย่างน้อย 3 – 5 แสนคน (และต้องไม่ลืมว่า OMU จะเปิดให้ใช้บริการกันจริงๆ คือต้นเดือนธันวาคม คำนวณง่ายๆ ก็คือมีเวลาประมาณ 1 เดือนเท่านั้น)

 

ในโลกยุคที่ “คอนเทนต์” ไม่ใช่เจ้าครองนครแต่เพียงผู้เดียว

GMM Grammy ในฐานะเจ้าผู้ครองนครคอนเทนต์มาอย่างยาวนานในสมรภูมิความบันเทิง จนกระทั่งถูกท้าทายด้วยกระแส Digital Disruptive นั่นคือการเข้ามาของแพลตฟอร์มต่างๆ ได้แย่งพื้นที่ทำมาหากินไปไม่น้อย

แม้ว่าจะปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัลแค่ไหน เงินรายได้ของแกรมมี่ตอนนี้ก็ยังมาจากสปอนเซอร์เสียเป็นส่วนใหญ่ หรือถ้าดูสัดส่วน (ซึ่งแกรมมี่ไม่บอกตัวเลขที่ชี้ชัด เพราะอ้างว่าบัญชีที่ต้องแยกระหว่างของเดิมกับดิจิทัลยังมีความซับซ้อน) ก็พบว่า ตัวเลขฝั่งดิจิทัลของแกรมมี่ตอนนี้คิดเป็น ครึ่ง-ครึ่งกับของเดิมคือ ซีดี, คอนเสริ์ต, ค่าลิขสิทธิ์ ฯ ความอยู่รอดของธุรกิจเพลงในยุคนี้ไม่ใช่เพียงคอนเทนต์อย่างเดียว แต่คือแพลตฟอร์มด้วย เพราะถ้าดูในสเกลระดับโลกด้าน Audio อย่าง Spotify หรือด้านวิดีโออย่าง YouTube ก็เป็นแพลตฟอร์มที่แกร่ง

แต่ถ้าพูดกันให้ถึงที่สุด มีแต่แพลตฟอร์มอย่างเดียวก็อยู่กันไม่ได้ เพราะคอนเทนต์ดีและมีคุณภาพยังเป็นสิ่งจำเป็น โดยทางแกรมมี่เองก็เชื่อว่า การพัฒนาคอนเทนต์ที่ดีจะเป็นตัวที่ทำให้แพลตฟอร์มอยู่ได้ แต่ถ้าพูดในแง่กลยุทธ์ทางธุรกิจ แกรมมี่ยืนยันเหมือนเคยว่า จะยังคงความเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ต่อไปก่อน ส่วนการขยายแพลตฟอร์ม (ที่ทั้งสำคัญและจำเป็น) ก็จะใช้วิธีจับมือกับผู้ให้บริการรายอื่นๆ ต่อไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/gmm-partner-platform-otv/

GMM Grammy นำ MV ลงในแอพใหม่ OMU ดึงคนดูด้วยการดูแลกของรางวัล

บริษัท OTV สตาร์ทอัพทำแพลตฟอร์มเผยแพร่คอนเทนต์ละครย้อนหลังและมิวสิควิดีโอ ร่วมมือกับ บริษัท GMM Grammy นำ MV เพลงในค่ายมาเผยแพร่ให้ดูฟรีผ่านแอพพลิเคชั่นใหม่ OMU และเพื่อดึงคนดูให้อยู่บนแพลตฟอร์มนานที่สุดทางบริษัท OTV และ GMM Grammy จึงใช้กลยุทธ์ยิ่งดูยิ่งได้มาก ผู้ใช้งานสามารถสะสมเวลาดู MV ผ่านแอพมาแลกแต้มสะสมเพื่อรับของรางวัล เช่นบัตรคอนเสิร์ต ส่วนลดอาหาร และสมาร์ทโฟนได้

No Description

นายณัฐพงศ์ ตังเดชะหิรัญ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท OTV เผยว่า พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปดูคอนเทนต์ผ่านมือถือแทนทีวี ความสนใจของผู้ใช้งานกระจายกันบนโลกออนไลน์ OTV จึงร่วมมือกับ GMM Grammy ทำแอพพลิเคชั่น OMU ผู้ใช้สามารถเข้าไปดู MV กว่า 5,000 เพลงของค่ายแกรมมี่ฟรี มีฟีเจอร์สร้างเพลย์ลิสต์ ค้นหาตามแนวเพลงและอารมณ์ แสดงเนื้อร้อง แชร์เพลงให้เพื่อนผ่านโซเชียล และเพลงยังเล่นต่อไปเรื่อยๆ แม้สลับใช้งานกับแอพพลิเคชั่นอื่นบนมือถือ (มีโฆษณาคั่นระหว่างเพลย์ลิสต์)

OMU ยังทำโปรโมชั่นยิ่งดูยิ่งได้มาก สะสมเวลาดู MV แลกแต้มคะแนนมาแลกรางวัล เช่น มือถือรุ่นล่าสุด บัตรสตาร์บัคส์ ตั๋วหนังเครือเมเจอร์ บัตรคอนเสิร์ตต่างๆ เป็นกลยุทธ์ดึงคนดูให้อยู่บนแอพนานๆ คุณณัฐพงศ์บอกว่าจะระบุกติกาผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นภายหลังโดยยืนยันว่ากติกาตั้งอยู่บนความเป็นไปได้ ไม่ยากเกินไป ฟีเจอร์แลกแต้มคะแนนจะเริ่มเปิดให้สะสมต้นเดือนธันวาคม 2017 เป็นต้นไป

นายภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจ GMM Music บอกว่า ปัจจุบันโลกไปทางสตรีมมิ่ง บริษัทต้องคิดว่าทำอย่างไรจะทำให้เพลงไทยเข้าถึงคนดูให้มากที่สุด แกรมมี่ในปัจจุบันไม่ใช่การแข่งขันดนตรี แต่เป็นความร่วมมือกระหว่างค่ายเพลงและแพลตฟอร์มต่างๆ

No Descriptionณดล ธัญญากรดิลก กรรมการผู้จัดการ OTV, ณัฐพงศ์ ตังเดชะหิรัญ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท OTV และ ภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจ GMM Music

from:https://www.blognone.com/node/96915

GMM Grammy vs Workpoint กอดคอเข้าป้าย 10 ล้าน YouTube Subscribers

ด้วยพฤติกรรมการเสพย์เนื้อหาที่เปลี่ยนไปเป็นวิดีโอ ซึ่งไม่ใช่แค่ดู แต่เป็นการเปิดเพื่อฟัง ล้วนทำให้มียอดการใช้งานที่สูงขึ้น แต่ยอดการชม/ฟัง คงไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะเอามาขาย(หรือโม้)ได้ แต่ตัวเลขของผู้ที่เป็น subscriber หรือผู้บอกรับเพื่อการติดตาม Channel ของ YouTube ซึ่งก็เปรียบได้กับการกด Like หน้า Page บน Facebook หรือกด Follow บน Twitter กว่าจะปั้นให้คนกดได้มันยากกว่าเยอะ

ความลำบากในการปั้นกว่าจะถึงแต่ละเป้าหมาย ยากกว่าการทำช่องทางอื่นมากๆ เพราะบน YouTube กว่าจะได้มาต้องแลกมากับการสร้าง Content และนำขึ้นไปไว้ในช่องของตนเองเรื่อยๆ แถมยังต้องชวนให้คนกด Subscribe ด้วย ซึ่งแตกต่างจากการกด Like หรือกด Follow ซึ่งก็ทำให้แต่ละ Channel กว่าจะได้ถึงเป้านี่ยากลำบากสุดๆ

ถึง 10 ล้านแล้วได้อะไร

หล่อครับ 555 ไม่ใช่! โดยปกติแล้วทาง YouTube เองจะมีป้ายเพื่อยืนยันเมื่อถึงยอด Subscriber แต่ละระดับ (คล้ายๆ ทำยอดเป็นมงกุฎเพชร อะไรแบบนี้) แบ่งเป็น 4 ชั้นคือ

  • Silver Play Button สำหรับ Channel ที่มี Subscriber เกิน 100,000 คน
  • Gold Play Button สำหรับ Channel ที่มี Subscriber เกิน 1,000,000 คน
  • Diamond Play Button สำหรับ Channel ที่มี Subscriber เกิน 10,000,000 คน
  • Ruby Play Button สำหรับ Channel ที่มี Subscriber เกิน 50,000,000 คน
    *อ้างอิง YouTube Play Button

เมืองไทย มี Silver Play Button มากกว่า 600 Channel และ Gold 32 Channel อ้างอิง

เร่งเครื่องเกียร์แปดให้ถึง 10 ล้าน

ด้วยความที่ยังไม่มีเจ้าไหนที่มี Subscriber ถึง 10 ล้าน แต่ GMM และ Workpoint ก็อยู่ในช่วง 100 เมตรสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย 10 ล้าน ทั้งคู่เลยพยายามทุกวิถีทางในการ “ดูด” คนผ่านการทำการตลาดโดยเฉพาะการหาแรงจูงใจเพื่อกระชากคน ไม่ว่าจะเป็นการแจกรางวัล(ของเขาเอง), Fan Meet สุดแล้วแต่จะงัดเพื่อปั๊มยอดคนกด Subscribe แถมยังมีเพิ่มจำนวนรางวัลกันตอนระหว่างทางอีกด้วย เรียกว่าดันกันสุดๆ

แต่ก็แอบคิดนะว่าการทำ Fan Meet ของค่าย GMM ดันเป็นศิลปินที่กลับมาดังจากเวทีของรายการที่ Workpoint ซื้อลิขสิทธิ์มาทำ ไม่รู้ใครดันใคร

*ทั้งคู่เขียน YouTube ผิดแบบ YouTube น่าโกรธ เพราะตัว T ต้องเป็นตัวใหญ่

GMM เข้าเส้นชัยก่อน แต่ Workpoint ก็สวนกลับแบบเหนือกว่า (หรือเปล่า?)

GMM Grammy ก็ชิงประกาศเมื่อเข้าป้ายถึงเป้า 10 ล้าน Subscriber ก่อน Workpoint ด้วยคำว่า “เจ้าแรกในประเทศไทย” แบบสวยๆ

แต่พอเช้าวันที่ 11 ตุลาคม Workpoint ก็ทำการส่งข้อความขึ้นมา ด้วยการเกทับด้วยคำว่า อันดับ 1 2 ถ้วย พร้อมกับเหน็บด้วยกราฟที่ไม่บอกก็รู้ว่าสีฟ้าคือใคร… ก็คงไม่ยอมน้อยหน้าใครประมาณนี้

แนวทางของทั้งสองช่อง

เรื่องตัวเลขเป็นเรื่องของความอวดหล่อของทั้งสองช่อง แต่หากเราเข้าไปดูภายใน Channel ของทั้งสองช่องนี้ก็จะเห็นกลยุทธ์ที่เขาเลือกและปรับใช้ ซึ่งที่เราเห็นวิธีการที่แตกต่างกัน

  • GMM เน้น MV เพลงแทบจะทั้งหมด จะมี teaser บ้างประปราย ดังนั้น content จะเป็นลักษณะตามความยาวเพลง
  • GMM เป็น Channel ใหญ่ จริงๆ แล้วมี Channel ที่ถูกสร้างมาแยกตามค่ายอีกมากมาย รวมไปถึงรายการต่างๆ ด้วย
  • Workpoint มีทุกรูปแบบไม่จำกัดเฉพาะแค่มาทั้งรายการแบบ Long Form แต่เลือกที่จะตัดไฮไลท์ของรายการบางส่วนมาทำเป็น Content ได้อีกหลายๆ ชิ้น
  • ทุกรายการของ Workpoint จะมาอยู่ใน Channel เดียวทั้งหมด
  • จำนวน Video ของ GMM อยู่ที่ 3,xxx แต่ Workpoint มีมากถึง 16,xxx คลิป มากกว่ากันถึง 5 เท่า

จากทั้งสองจะเห็นได้ว่า Workpoint ถือความได้เปรียบของการที่มี Center อยู่ที่เดียว ทำให้แฟนทุกรายการของข่องสามารถมากดติดตามได้ในที่เดียว รวมไปถึงการแตก Content Long Form 1 ชิ้น มาเป็น หลายๆ ชิ้น ทำให้ 1 ตอนสามารถถูกกระจายให้คนดูได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายสุดก็คือ The Mask Singer ที่ยอดการชมถล่มทลาย ไม่ใช่ทั้งรายการ แต่เป็นยอดถล่มทลายในแต่ละคลิปเพลง รวมๆ กันแล้วก็หลายพันล้านวิวน่าจะได้

นี่เป็นกลายเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ทำให้ Content มีปริมาณมากขึ้น และเป็น Content ที่คนสามารถเสพย์ได้งานด้วยการใช้เวลาไม่มาก ซึ่งถ้าให้เทียบความยาวของคลิปเป็นไฮไลท์ ระยะเวลาก็ใกล้เคียงกับความยาวของเพลงที่ GMM นั่นเอง

นี่ยังไม่รวมถึงการนำขึ้นไปช่องทางอื่นๆ ด้วยอย่าง Facebook หรือแม้กระทั่ง LINE TV แต่ในเมื่อวิดีโอ YouTube ก็จะถูกเลือกเป็นฐานที่มั่นของวิดีโออยู่เป็นท่ามาตรฐาน

หลักชัยต่อไป 50 ล้าน ใครจะไปต่อได้ดีกว่ากัน

คงต้องพูดถึงโครงสร้างและแนวทางสร้างและจัดการ Content ของทั้งสองช่องนี้จากหัวข้อข้างบน เราจะเห็นแนวโน้มที่ Workpoint ยังโตได้อีกมาก แต่เลข 50 ล้าน คงจะยังไม่ใช่เป้าหมายอันใกล้ ที่น่าจะถึงได้จากการสะสมและแนวทางในการนำ Content ขึ้น ก็อาจจะเห็น 15 ล้าน แต่ก็คงไม่ใช่เร็วๆ นี้ ต้องอีกสักระยะนึง แต่ที่แน่ๆ Workpoint ได้ไปต่ออย่างชัดเจน แต่ GMM ก็ยังได้เรื่อยๆ แต่ปริมาณคงไม่แรงเท่า

บทสรุปที่ต้องยินดี

การปั้น 1 ในช่องทางออนไลน์เพื่อนำ Content มาวางให้คนได้เห็นและรับชม ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันแปปเดียวแล้วจบ อย่างที่บอกไปว่า มันต้องอาศัยหลายๆ อย่าง การที่ทั้ง 2 Channel มาได้ไกลกว่าใครเพื่อน คงต้องแสดงความยินดีมากกว่าที่จะบอกว่าใครชนะใคร เพราะนั่นก็คือตัวเลขที่เอาไว้เคลมกันเพื่อพื้นที่ข่าวและสื่อ

เราคงต้องเรียนรู้ถึงแนวทางของการใช้ช่องทางออนไลน์ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะเป้าหมายคงไม่ใช่แค่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการคิดถึงผู้ที่รับชมได้ชมสิ่งที่เขาสนใจและต้องการ รวมทั้งตัวเจ้าของ Content ที่น่าจะได้ประโยชน์จากการสื่อออกไปทั้งทางตรง (แบรนด์ตัวเอง) และทางอ้อม (ขายสปอนเซอร์)

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/10/gmm-grammy-vs-workpoint-10m-youtube-subscriber/

แข่งเดือด Workpoint – GMM Grammy กับยอด sub 10 ล้านรายบน YouTube รายแรกในอาเซียน

ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ช่อง YouTube จะมียอดสมาชิก (Subscribe) ถึง 10 ล้านราย ถ้าเทียบในประเทศไทย ก็ประมาณ 16% ของประชากร 65 ล้านคน ถ้านับจริงๆ ในอาเซียนยังไม่มีช่อง YouTube ช่องไหนมียอดสมาชิกถึง 10 ล้านรายมาก่อน

จนล่าสุด 2 ช่องที่กำลังก้าวเข้าไปใกล้ความจริง และน่าจะมียอดสมาชิก Youtube ถึง 10 ล้านรายได้เป็นอันดับ 1 และ 2 คือ GMM Grammy และ Workpoint ซึ่งเป็น 2 ช่อง Youtube จากประเทศไทย

GMM Grammy โปรโมทหนัก ถึง 10 ล้านก่อนคือชนะ

ถ้าพูดถึงสื่อที่ใช้ช่องทางโซเชียล (YouTube และ Facebook) ได้โดดเด่น หลายคนน่าจะนึกถึง Workpoint เรียกว่าใช้เป็นเครื่องมือเพื่อดึงคนมาดูคอนเทนต์ต่างๆ ได้อย่างทรงพลังมาก แต่ช่อง YouTube ที่มียอดสมาชิกนำอันดับ 1 ในเวลานี้ คือ GMM Grammy official

และตอนนี้กำลังเร่งโปรโมทเพื่อให้ถึง 10 ล้าน sub ด้วยกิจกรรมการตลาด เช่น แจกบัตร Big Mountain Music Festival สำหรับการกด Subscriber หรือ การดึงดารานักร้องในสังกัด เช่น เป๊ก ผลิตโชค (ซึ่งดังจาก The Mask Singer ของช่อง Workpoint!!) มาทำ Fan Meet เป็นต้น

นอกจากนี้ มีการนำบทเพลงพระราชนิพนธ์, คอนเทนต์เกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 รวมถึงการร้องเพลงพิเศษๆ ของนักร้องในสังกัดมาโปรโมทอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลขล่าสุดอีกไม่กี่พันราย GMM Grammy จะถึง 10 ล้านราย และน่าจะเป็นช่อง YouTube แรกของไทยและอาเซียนที่แตะหลักนี้ได้

Workpoint คอนเทนต์ คือ หัวใจสำคัญสู่ 10 ล้าน sub

สำหรับ Workpoint Official ต้องบอกว่ามาทีหลัง แต่ด้วยความแรงของคอนเทนต์ในมือ กับสารพัดรายการเกมโชว์ เช่น The Mask Singer ที่สร้างประวัติศาสตร์คนไทยดูผ่าน YouTube สูงที่สุด, I Can See You Voice นักร้องซ่อนแอบ หรือ ปริศนาฟ้าแล่บ และอีกหลายรายการ ที่ดึงดูดให้คนดูอยากติดตาม

ทำให้ก่อนหน้านี้ Workpoint คือช่อง YouTube ที่มียอดสมาชิกสูงที่สุดในไทย (ก่อนที่ GMM Grammy จะมาแรงตอนท้าย) ล่าสุด กันต์ พิธีกรแม่เหล็ก ก็ออกมาขอแรงใจแฟนๆ กด subscribe แล้วจะมีของรางวัลมาแจก

ไม่ว่าอย่างไร เชื่อว่าด้วยปริมาณและคุณภาพของคอนเทนต์ Workpoint ยังมีศักยภาพที่จะแซงขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ได้ อาจจะทำยอดสมาชิก 10 ล้านรายไม่ได้เป็นรายแรก แต่เชื่อว่าห่างกันไม่เกินวัน

ได้เบอร์ 1 หรือเบอร์ 2 สุดท้ายเพื่อการสร้างชื่อเสียง

การได้ยอดสมาชิก 10 ล้านรายเป็นรายแรกในไทยและอาเซียน ซึ่งรายที่ 2 คงตามมาแบบห่างกันไม่เกินวัน ความแตกต่างนี้คือ การนำไปโปรโมทว่าเป็น “ช่องรายการแรกที่มียอดสมาชิก 10 ล้านราย” ซึ่งมีผลในเชิงการตลาด และชื่อเสียง

สุดท้ายทั้ง 2 รายก็น่าจะผ่านหลัก 10 ล้านไปในเวลาไล่เลี่ยกัน และคนที่น่าจะดีใจที่สุดคือ Google ประเทศไทย

ช่อง YouTube ที่มีจำนวน Subscribe มากที่สุด ข้อมูลจาก wikipedia.org

ทำยอดสมาชิกได้ดี รับ YouTube Creator Awards

สำหรับช่องรายการ YouTube ที่มียอด Subscriber ในแต่ละละดับจะได้รับรางวัล เรียกว่า YouTube Creator Awards โดยถ้ามียอดถึง 10 ล้านซึ่งสูงที่สุดในเวลานี้ จะได้รับ Diamond Creator Award ถ้ายอดสมาชิก 1 ล้าน จะได้ Gold Creator Award และสำหรับยอดสมาชิก 1 แสน จะได้ Silver Creator Award

การได้ยอดสมาชิกและได้รับรางวัล เป็นสิ่งการันตีว่า นี่คือช่องรายการที่ผลิตคอนเทนต์คุณภาพ ถูกกฎหมายไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ มีความคิดสร้างสรรค์ ก็จะได้รับการช่วยเหลือต่างๆ Google และ YouTube ในการผลิตคอนเทนต์ โอกาสในการหารายได้ และการเข้าร่วมงานกิจกรรมระดับโลกต่างๆ

YouTube Channel ในประเทศไทยที่มี Subscribe มากที่สุด ณ วันที่ 9 ต.ค. 60 จากเว็บ socialblade.com

สรุป

ในภาพรวมไม่ว่าใครจะไปถึง 10 ล้าน sub ก่อนกันระหว่าง GMM Grammy และ Workpoint แต่สุดท้ายจะมีช่อง YouTube จากไทย 2 ช่องที่มีสมาชิก 10 ล้านรายเป็นช่องแรกในภูมิภาคนี้ สะท้อนถึงคุณภาพของคอนเทนต์ที่ได้รับการยอมรับ และหวังว่าจะมีช่องรายการอื่นๆ ตามมาในไม่ช้า ซึ่งถ้าดู YouTube Channel ที่ตามหลังมา มีจากค่าย RS, GMM Grammy เป็นหลัก

และแน่นอนว่า คนที่ดีใจที่สุดคือ Google ประเทศไทย ที่สามารถส่งเสริมให้การใช้งาน YouTube เป็นที่นิยมมากขึ้น

source: socialblade.com, Wikipedia.org, YouTube

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/workpoint-gmm-grammy-youtube-10-million/

จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ร่วมกับ ไลน์ประเทศไทย ส่งสุดยอดสติ๊กเกอร์ฟรีีรำลึกถึงพ่อหลวง ส่งได้พร้อมแปดเสียงเพลงต้นฉบับ ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้!

GMM Grammy เจ้าของเหล่าบทเพลงที่ยิ่งใหญ่ ที่ทำให้ระลึกถึงพ่อหลวงมากมายหลายบทเพลง ร่วมมือกันกับทางบริษัทไลน์ประเทศไทยออกสติ๊กเกอร์ชุดพิเศษ “บทเพลงรำลึกถึงพ่อหลวง” เป็นชุดสติ๊กเกอร์แจกฟรีที่มีตัวอักษรข้อความตามคำในบทเพลงที่แต่งขึ้นของ GMM Grammy นั้นเองครับ

โดยสติ๊กเกอร์ชุดนี้มีความพิเศษตรงที่ จะมีเสียงร้องและดนตรีที่เป็นลิขสิทธิ์ต้นฉบับแท้ของเพลง ประกอบไปกับสติ๊กเกอร์รวมทั้งสิ้นแปดข้อความ ซึ่งทั้งแปดข้อความของสติ๊กเกอร์นั้นก็สื่อถึงพ่อหลวงที่จะสถิตอยู่ในใจของพวกเราตราบนิรันดร์

ผู้ที่สนใจจะดาวน์โหลดใช้งาน สามารถเข้าไปที่ไลน์แอพพลิเคชั่น และกดลิงก์ดาวน์โหลดด้านล่างนี้ได้เลยครับ (อายุใช้งานฟรี 90 วัน)

คลิ๊กเพิื่อ >>> ดาวน์โหลดผ่านแอพไลน์

 

from:https://www.appdisqus.com/2017/10/03/gmm-grammy-pcl-x-line-thailand-freesitcker.html