คลังเก็บป้ายกำกับ: GOOGLE

เผยฟีเจอร์ป้องกัน Spectre ใน Google Chrome นั้นอาจกิน RAM เพิ่ม 10-13%

หลังจากที่ Google ได้ออกมาเปิดเผยถึงความสามารถใหม่บน Google Chrome 67 เพื่อช่วยป้องกันการโจมตีช่องโหว่ Spectre บนเครื่องของผู้ใช้งานนั้น ก็มีรายงานออกมาว่าความสามารถนี้อาจกิน RAM มากขึ้นอีก 10% ถึง 13% เลยทีเดียว

 

Credti: ShutterStock.com

 

ความสามารถดังล่าวนี้มีชื่อว่า Site Isolation ซึ่งเป็นความสามารถที่จะเปิดใช้แบบ Default สำหรับ Chrome 67 ซึ่งจะทำการแยก Rendering Process ของการเข้าชมแต่ละเว็บออกจากกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอ่านข้อมูลข้าม Process กันได้ และ Google Chrome เองก็จะใช้ความสามารถของระบบปฏิบัติการในการป้องกันการเจาะช่องโหว่ Spectre ด้วย

ด้วยเหตุนี้เองก็ทำให้ Google Chrome นั้นต้องสร้าง Process เยอะขึ้นมามากกว่าเดิม และส่งผลกระทบด้านประสิทธิภาพและทรัพยากรที่ต้องใช้งาน จนต้องใช้หน่วยความจำมากขึ้นในครั้งนี้

ปัจจุบันความสามารถ Site Isolation นี้ถูกเปิดใช้งานแล้วในผู้ใช้งาน Google Chrome จำนวนมากกว่า 99% บนระบบปฏิบัติการ Windows, Linux, Chrome OS และ macOS

 

ที่มา: https://www.hackread.com/spectre-bug-chrome-use-more-ram-now/

from:https://www.techtalkthai.com/google-chrome-requires-10-13-percent-more-ram-to-fight-spectre/

Advertisements

Google เปิดใช้ฟีเจอร์ Site Isolation บน Chrome โดยอัตโนมัติ เพิ่มความมั่นคงปลอดภัยในการเล่นเน็ต

Google เริ่มเปิดใช้งานฟีเจอร์ Site Isolation บนเว็บเบราเซอร์โดยอัตโนมัติใน Google Chrome เวอร์ชัน 67 เพื่อปกป้องผู้ใช้คอมพิวเตอร์จากภัยคุกคามออนไลน์ รวมไปถึงการโจมตีแบบ Meltdown และ Spectre

Site Isolation เป็นฟีเจอร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยบนเว็บเบราเซอร์ Chrome ซึ่งจะทำหน้าที่กั้นเขตแดนระหว่างเว็บไซต์ โดยทำให้มั่นใจว่าแต่ละเว็บไซต์จะถูกแยกโปรเซสออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้เว็บไซต์หนึ่งสามารถเข้าถึงหรือขโมยข้อมูลผู้ใช้จากอีกเว็บไซต์หนึ่งได้ยากมากยิ่งขึ้น

หลังจากที่ Google Project Zero ออกมาเปิดเผยรายละเอียดช่องโหว่ Meltdown และ Spectre เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยก็ได้แนะนำให้ผู้ใช้ Google Chrome เปิดใช้ฟีเจอร์ Site Isolation บนคอมพิวเตอร์ขของตนเพื่อรับมือกับการโจมตีแบบ Speculative Side-channel Attack (สมัยนั้นฟีเจอร์นี้ยังไม่ถูกเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติ) อย่างไรก็ตาม หลังจากค้นพบการโจมตีแบบ Spectre รูปแบบอื่นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ Google จึงตัดสินใจที่จะเปิดใช้งาน Site Isolation บน Chrome ของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง Windows, macOS, Linux และ Chrome OS โดยอัตโนมัติ ส่วน Chrome บน Android ทาง Google จะเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติใน Chrome เวอร์ชัน 68

นอกจากนี้ Google ยังเพิ่มกลไกลการป้องกัน Universal Cross-site Scripting (UXSS) และ Cross-Origin Read Blocking (CORB) สำหรับป้องกันการบายพาส Same Origin Policy เข้าไปยังฟีเจอร์ Site Isolation อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม โปรเซสใหม่ที่ถูกสร้างโดย Site Isolation อาจทำให้ Chrome กิน Memory มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งทาง Google ก็ได้เตรียมทำการปรับปรุงเพื่อให้เบราเซอร์กิน Memory น้อยลงและทำงานได้เร็วยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา: https://thehackernews.com/2018/07/google-chrome-site-isolation.html

from:https://www.techtalkthai.com/google-enables-site-isolation-feature-by-default/

รวมยอดขาย 14 ผู้ให้บริการ Cloud ชั้นนำทั่วโลกปี 2017 รวมทั้ง PaaS, IaaS, SaaS

ที่ผ่านมาตลาด Cloud นั้นเติบโตอย่างรวดเร็วมาก และผลิตภัณฑ์ Cloud ใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นทุกวันจนยากที่จะติดตามว่าใครเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุด หรือใครโดดเด่นในบริการด้านใดบ้าง ทางทีมงาน TechTalkThai ไปเจอข้อมูลสรุปสถิติตรงนี้ที่ถือว่าค่อนข้างน่าสนใจ โดยอ้างอิงจากยอดขายของผู้ให้บริการในช่วงปลายปี 2017 ถึงต้นปี 2018 ดังนี้ครับ

 

Credit: https://www.appsruntheworld.com/first-look-at-2017-2022-paas-iaas-saas-markets-as-14-top-cloud-computing-billionaires-expand-across-enterprise-it/

 

Rank
Top Cloud Computing Vendors
Cloud Category
2016 Cloud Revenues, $M
2017 Cloud Revenues, $M
2016-2017 Growth, %
Key Cloud Offerings
1
Microsoft
PaaS
200
400
100%
Azure App Service, Logic Apps, Functions, Azure SQL Database, Cosmos DB, SQL Data Warehouse, Visual Studio Team Services
IaaS
6702
11001
64%
Microsoft Azure
SaaS
3415
6969
104%
LinkedIn, Microsoft Office 365, Dynamics CRM, Dynamics 365
Total
10317
18370
78%
2
Amazon
PaaS
990
1700
72%
Amazon Aurora, Dynamo DB, Redshift
IaaS
9900
13663
38%
Amazon Web Services
SaaS
0
0
0%
Total
10890
15363
41%
3
Salesforce
PaaS
1442
1929
34%
Salesforce Platform
IaaS
0
0
0%
SaaS
6315
7781
23%
Salesforce Sales Cloud, Service Cloud, Marketing Cloud, Commerce Cloud
Total
7756
9710
25%
4
IBM
PaaS
200
225
13%
IBM Watson
IaaS
5937
7124
20%
IBM Bluemix, IBM Cloud
SaaS
698
750
7%
IBM Kenexa
Total
6835
8099
18%
5
Oracle
PaaS
1247
1608
29%
Oracle Cloud Database 12c
IaaS
0
0
0%
Oracle’s IaaS revenues are folded into Oracle PaaS
SaaS
2823
4305
52%
Oracle Cloud ERP, HCM, CX, NetSuite
Total
4070
5913
45%
6
SAP
PaaS
353
441
25%
SAP Leonardo, SAP HANA
IaaS
251
406
62%
SAP Cloud Platform
SaaS
2928
3829
31%
SAP Ariba, SAP Business ByDesign, SAP Concur, SAP Hybris, SAP SuccessFactors
Total
3532
4676
32%
7
Google
PaaS
0
0
0%
IaaS
1371
2300
68%
Google Cloud Platform
SaaS
700
900
29%
G Suite
Total
2071
3200
55%
8
Adobe
PaaS
0
0
0%
IaaS
0
0
0%
SaaS
1775
2272
28%
Adobe Creative Cloud, Document Cloud, Experience Cloud
Total
1775
2272
28%
9
Workday
PaaS
0
0
0%
IaaS
0
0
0%
SaaS
1291
1788
38%
Workday HCM, Workday Financial Management, Workday Student
Total
1291
1788
38%
10
ServiceNow
PaaS
125
205
64%
NOW Platform
IaaS
0
0
0%
SaaS
1097
1535
40%
ServiceNow IT Service Management, IT Operations Management, IT Business Management, Software Asset Management, Performance Analytics, Customer Service Management, Security Operations, GRC, and HR Service Delivery applications.
Total
1222
1740
42%
11
Alibaba
PaaS
85
150
76%
IaaS
765
1344
76%
Alibaba Cloud
SaaS
0
0
0%
Total
850
1494
76%
12
FIS/SunGard
PaaS
0
0
0%
IaaS
0
0
0%
SaaS
1452
1481
2%
SunGard Cloud Applications for Treasury and Risk Management and banking and financial services industry
Total
1452
1481
2%
13
Athenahealth
PaaS
0
0
0%
IaaS
0
0
0%
SaaS
1048
1188
13%
Athenahealth EHR, Medical Billing and Patient Engagement Applications
Total
1048
1188
13%
14
Dropbox
PaaS
0
0
0%
IaaS
0
0
0%
SaaS
845
1107
31%
Dropbox Teams(Dropbox Business), Dropbox Individuals
Total
845
1107
31%
Notes: Microsoft’s results cover trailing four quarters ended December 31, 2017.
Salesforce’s results cover trailing four quarters ended January 31, 2018.
Oracle’s results cover trailing four quarters ended February 28, 2018.
Adobe’s results cover trailing four quarters ended December 1, 2017.
Workday’s results cover trailing four quarters ended January 31, 2018.
Alibaba’s results cover trailing four quarters ended December 31, 2017.
All others cover calendar 2016 and 2017 results.

Credit: Apps Run The World, March 2018

 

ข้อมูลส่วนนี้ไม่ได้อัปเดตมากนักแต่ก็ถือว่ายังเป็นสถิติที่พอดูเป็นแนวทางย้อนหลังได้อยู่บ้าง และก็แสดงตัวเลขน่าสนใจไม่น้อยทีเดียวกับผู้ให้บริการบางรายที่หากแยกบริการ Cloud แต่ละส่วนออกจากกันแล้วก็มีรายรับไม่มากนัก แต่พอรวมทุกบริการเข้าด้วยกันแล้วก็กลายเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ขึ้นมาได้ และตลาด SaaS ที่ถือว่าใหญ่มากจน IaaS กับ PaaS เองยังถูกทิ้งหากอีกพอสมควร

ส่วนด้านล่างนี้ทาง Apps Run The World ก็ได้ทำนายแนวโน้มการเติบโตของบริการ Cloud เอาไว้จนถึงปี 2022 ครับ ก็ลองดูเอาไว้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้ครับ

 

Enterprise IT Product Category
2017
2018
2019
2020
2021
2022
2018-2022 CAGR, %
PaaS
11673
13252
15037
16975
18845
20917
12.4
IaaS
46597
48808
51044
53383
55771
58216
4.6
SaaS
64063
70094
76053
82197
88265
94399
8.1
Subtotal
122332
132154
142134
152555
162881
173532
7.2
Other Enterprise IT Products
198447
185264
174310
166354
157529
151228
-5.3
Total Enterprise IT Product Revenues
320779
317418
316444
318909
320410
324761
0.2

Credit: Apps Run The World, March 2018

 

ที่มา: https://www.appsruntheworld.com/first-look-at-2017-2022-paas-iaas-saas-markets-as-14-top-cloud-computing-billionaires-expand-across-enterprise-it/

from:https://www.techtalkthai.com/14-largest-cloud-providers-in-2017/

Google เพิ่มแป้นพิมพ์ Morse code ให้กับ Gboard พิมพ์รหัสแทนข้อความ สำหรับผู้พิการ

Google ออกแป้นพิมพ์ Morse code ให้กับ Gboard บน iOS และ Android ช่วยผู้พิการสามารถสื่อสารด้วยการส่งรหัสมอร์ส แทนการพิมพ์ข้อความ

เมื่อเปิดใช้งาน Morse code บน Gboard แล้ว แป้นพิมพ์เดิมจะเปลี่ยนเป็นแป้นพิมพ์สำหรับป้อนข้อความด้วย Morse code ซึ่งใช้ dot (.) และ dash (-) ในการสื่อสารแทนข้อความ ซึ่งรหัสในรูปแบบต่างๆ จะมีคำแปลประกอบอยู่ด้านบนแป้นพิมพ์

นอกจากนี้ยังสามารถใช้อุปกรณ์เสริมอย่าง Switch Access เชื่อมต่อสมาร์ทโฟน Android เพื่อผู้พิการสามารถส่งรหัสมอร์สแทนการพิมพ์จากสมาร์ทโฟนโดยตรงได้

ส่วนผู้ใช้ท่านใดที่ต้องการเรียนรู้รหัสมอร์ส สามารถเข้าไปชมได้ที่ Morse Typing Trainer

ที่มา : Engadget, Google

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/103796

Google ให้เปลี่ยนเสียง Google Assistant โดยใช้สีพื้นหลังมาให้เลือกด้วย

Google เผยในงาน Google I/O ว่า Google Assistant มีเสียงใหม่เพิ่มมาอีก 6 เสียง (รวมของเดิมเป็น 8) หนึ่งในนั้นมีเสียงของนักร้องดัง John Legend ด้วย ล่าสุด ผู้ใช้ในสหรัฐฯ สามารถใช้งานเสียงใหม่ได้แล้ว เปลี่ยนสีพื้นหลังระหว่าง Google Assistant กำลังพูดได้ตามต้องการด้วย

สีที่เปลี่ยนได้มี 8 สีหลักๆ จากเดิมที่ Google เรียกเสียงต่างๆ ว่า เสียง 1 เสียง 2 ต่อไปนี้ ชื่อสี ก็จะกลายเป็นชื่อของเสียงด้วย เช่น Red, Purple, Pink เป็นต้น

ฟีเจอร์ใหม่กำลังจะเริ่มทยอยปล่อย UI ให้ใช้งานได้สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐฯ ที่ใช้งานผู้ช่วยภาษาอังกฤษ

No Description
ภาพจาก Google

ที่มา – Android Police

from:https://www.blognone.com/node/103755

Google แนะ 7 Best Practice สำหรับการสร้าง Container

เมื่อ Container และ Kubernetes ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทาง Google เองก็ได้ออกมาแนะนำถึงหลัก 7 ประการในการสร้าง Container ให้ดี ซึ่งทางทีมงาน TechTalkThai เห็นว่าเป็นเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ จึงนำมาสรุปเป็นภาษาไทยให้อ่านกันได้ง่ายๆ ดังนี้ครับ

 

1. มี 1 Application ต่อ 1 Container เท่านั้น

ใน Container หนึ่งๆ นั้นควรจะมี Application เดียวที่มี Parent Process ร่วมกันเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ไม่ควรใช้งานทั้ง PHP และ MySQL ใน Container เดียวกัน เพราะจะทำให้แก้ปัญหาได้ยาก, ไม่สามารถจัดการ Linux Signal สได้ดี และไม่สามารถ Scale ระบบเฉพาะส่วนได้

Credit: Google

 

2. จัดการกับ PID 1, Signal Handling และ Zombie Process ให้ดี

Kubernetes และ Docker นั้นอาศัยการส่ง Signal เข้าไปเพื่อหยุดการทำงานของ Application ใน Container โดย Signal ดังกล่าวจะถูกส่งไปยัง Process ที่มี PID 1 ดังนั้นหากต้องการให้ Application หยุดการทำงานได้ทันทีที่ต้องการ ก็ต้องออกแบบ Container ให้สามารถรับ Signal เหล่านี้ให้ได้ดีๆ

 

3. ใช้ Docker Build Cache ให้มีประสิทธิภาพ

Docker นั้นสามารถทำการ Cache ข้อมูลใน Layer ต่างๆ ภายใน Image เพื่อช่วยให้การ Build ภายหลังทำได้เร็วขึ้น แต่การจะใช้ความสามารถนี้ก็จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในการเขียน Dockerfile อยู่บ้าง เช่น การใส่ Source Code ของเราลงไปนั้นควรใส่เป็นบรรทัดท้ายๆ เท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ Base Image และ Dependency ต่างๆ ถูก Cache ให้มากที่สุด เป็นต้น

 

4. เอาเครื่องมือที่ไม่จำเป็นออกไปจาก Image

การลดความเสี่ยงที่อาจทำให้ Host ถูกโจมตีให้เหลือน้อยที่สุดนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงควรกำจัดสิ่งที่ Application ของเราไม่ได้ใช้ออกไปจาก Container ให้มากที่สุด หรือจะใช้ Distroless (https://github.com/GoogleContainerTools/distroless) ซึ่งเป็น Image เปล่าๆ ที่ไม่มี Package Manager, Shell หรือโปรแกรมอื่นๆ อยู่เลยในการสร้าง Image ก็ได้เช่นกัน และทาง Google ก็แนะนำให้กำหนดค่า Filesystem ให้เป็นแบบ Read-only เท่านั้น เพื่อให้ปลอดภัยสูงสุด

 

5. สร้าง Image ให้เล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การทำ Image ให้มีขนาดเล็กนั้นนอกจากจะประหยัดพื้นที่แล้ว จะยังช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการ Download Image ลง และยังลดเวลาในการบูทให้น้อยลงอีกด้วย

Credit: Google

 

6. ทำการ Tag Image ที่ใช้ให้เรียบร้อย

การ Tag นั้นจะทำให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้ Image ในรุ่นที่ต้องการได้ง่าย ซึ่งไม่ว่าจะใช้การ Tag แบบ Semantic Versioning หรือ Git Commit Hash ก็ตาม ก็ควรที่จะต้องเขียนลงเอกสารให้ชัดเจนพร้อมคำอธิบายเพื่อให้ผู้ใช้งานเลือกใช้งาน Image ได้ถูกรุ่น ที่สำคัญคือ Image รุ่นใดที่ถูก Tag แล้วต้องไม่มีการถูกแก้ไขภายใน Tag เดิมอีก เพื่อไม่ให้ผู้ใช้งานสับสน

 

7. พิจารณาให้ดีก่อนจะเลือกใช้ Public Image ใดๆ

ถึงแม้การใช้ Public Image จะทำให้ง่ายต่อการทำงานในหลายๆ ครั้ง แต่ Public Image เองก็อาจไม่ได้ถูกปรับแต่งมาให้ใช้ทรัพยากรน้อยหรือปลอดภัยก็เป็นได้ ดังนั้นการสร้าง Image เองสำหรับทุกๆ ส่วนของระบบ Software เองก็จะช่วยให้มั่นใจในประเด็นเหล่านี้ได้ดีขึ้น อย่างไรก็ดี ต้องเลือกให้ดีว่ากรณีไหนควรจะใช้ Public Image และกรณีไหนควรจะสร้าง Image เอง

 

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเชิงลึก สามารถอ่านเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ https://cloudplatform.googleblog.com/2018/07/7-best-practices-for-building-containers.html ครับ

from:https://www.techtalkthai.com/7-best-practices-for-building-container-by-google/

[PR] depa จับมือ Google เปิดอบรมหลักสูตร “การพัฒนาทักษะและการเป็นพลเมืองดิจิทัล” (Digital Citizenship) ปลุกสังคมไทยสร้างพลเมืองดิจิทัล รับไทยแลนด์ 4.0

ชลบุรี : 22 มิถุนายน 2561 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) หรือ ดีป้า จับมือ Google ประเทศไทย ร่วมเปิดอบรมหลักสูตร “การพัฒนาทักษะและการเป็นพลเมืองดิจิทัล” หรือ Digital Citizenship นับเป็นโครงการนำร่องหลังจากที่ทั้งสองพันธมิตรได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการช่วยพัฒนาประเทศไทย จึงได้ประกาศความร่วมมือกันในงาน Digital Thailand Big Bang 2017 เมื่อปีที่ผ่านมา

ดร. พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า “โครงการ เน็ตประชารัฐเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลที่จะพาประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการพึ่งพาเทคโนโลยีให้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก  เมื่อรัฐบาลได้ลงทุนสร้างโครงข่ายเน็ตประชารัฐ ก็ต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ นำมายกระดับคุณภาพชีวิต โดยต่อยอดจากโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ดังนั้นกระทรวงฯจึงเห็นความสำคัญในการเสริมสร้างทักษะดิจิทัลให้แก่ประชาชน ให้สามารถเข้าถึง เรียนรู้ และได้ประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัย จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และ บริษัท กูเกิล ประเทศไทย จัดทำหลักสูตร “การพัฒนาทักษะและการเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship)” เพื่อสร้างพลเมืองดิจิทัลที่รู้จักใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างสร้างสรรค์  รู้เท่าทัน และมีความรับผิดชอบต่อสังคม อีกทั้งยังเป็นการพัฒนากำลังคนให้พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล และยังช่วยสร้างโอกาสเสริมศักยภาพในการสร้างเศรษฐกิจสร้างรายได้ การศึกษา การสาธารณสุข การเกษตร การค้าขายออนไลน์ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั่วถึงเท่าเทียมกัน”

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าวว่า “ในยุคดิจิทัลผู้ที่มีความสามารถทางด้านการใช้ดิจิทัลได้มากกว่าย่อมเป็นผู้ที่ได้เปรียบ เนื่องจากว่าสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในการเพิ่มศักยภาพ ในการใช้ชีวิต และส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดีป้าจึงพยายามส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถทางด้านการใช้ดิจิทัลให้กับประชาชน เพื่อลดช่องว่างทางดิจิทัลระหว่างคนในชุมชนเมืองและชุมชนห่างไกล ดีป้าจับมือกับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญอย่าง Google   จัดการอบรมหลักสูตร “การพัฒนาทักษะและการเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship)” ซึ่งในปีแรกเรามุ่งเน้นไปที่ผู้นำชุมชนดิจิทัล (Digital Community Leader) เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจและสังคมระดับฐานราก ให้กับชุมชนที่มีความพร้อม จำนวน 4 ครั้ง ทั่วประเทศในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ประกอบไปด้วย พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) พื้นที่สมาร์ทซิตี้ เชียงใหม่ ขอนแก่น และภูเก็ต ซึ่งหลังจากที่เหล่าผู้นำชุมชนมีทักษะพลเมืองดิจิทัลจากการอบรมแล้ว สามารถถ่ายทอดให้กับคนในชุมชนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ www.thaidigizen.com เพื่อทำหน้าที่ขยายผลต่อไปยังประชาชนทุกคนในชุมชน  และที่สำคัญยังสามารถต่อยอดองค์ความรู้เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ท้องถิ่น โดยขอรับการช่วยเหลือหรืออุดหนุนจากดีป้าในเรื่องการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อชุมชนในชนบท (depa Digital Transformation Fund for Community) เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทต่อโครงการ โดยปัจจุบันดีป้าได้นำร่องจำนวน 22 ชุมชน  ผ่านกิจกรรม “depa Digitized Community Boot Camp 2018” เดินสายทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการเปิดประสบการณ์ให้ชุมชนนำปัญหา และจุดอ่อนมาแชร์ให้กับสตาร์ทอัพแล้วร่วมกันคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่แก้ไขปัญหาและสร้างประโยชน์ร่วมกัน ทั้งหมดนี้คือแนวทางเพื่อสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเข้าไปขับเคลื่อนพัฒนาสังคมเศรษฐกิจในชุมชน พร้อมกลไกสนับสนุนจะช่วยสร้างและยกระดับธุรกิจนวัตกรรมในเชิงสังคมอย่างเป็นรูปธรรม”

ดร. เอเดรียน แวนเซิล  Country Head for GMS  Thailand, Google Asia Pacific, Singapore  กล่าวว่า “Google รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อริเริ่มโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนาทักษะและการเป็นพลเมืองดิจิทัล” ให้กับผู้นำชุมชน จำนวน 3,000 แห่งในโครงการเน็ตประชารัฐ Google เชื่อว่าเทคโนโลยีจะสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนได้อย่างมหาศาล ดังนั้น เราจึงไม่เพียงแต่จะมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างความสำเร็จจากแพลตฟอร์มดิจิทัลเท่านั้น   แต่เรายังจะมุ่งมั่นในการให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้งาน โดยในโครงการนี้ Google ได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรในการพัฒนาหลักสูตรที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะและการเป็นพลเมืองดิจิทัลให้กับผู้นำชุมชน ด้วยการจัดวิทยากรฝึกอบรม จัดโปรแกรมฝึกอบรมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวิธีใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีประโยชน์ต่อชุมชน สร้างความรู้และความเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของพลเมืองดิจิทัลที่ดี สร้างเว็บไซต์ที่นำเสนอเนื้อหาและการใช้วีดิโอส่งเสริมการขายเพื่อใช้สร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยความรู้เหล่านี้นับเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการเป็นผู้นำชุมชนที่มีคุณภาพ  ที่พวกเขาสามารถนำไปใช้ในการเปลี่ยนแปลงสร้างรายได้ให้กับชุมชนของพวกเขาเอง”

หลักสูตร “การพัฒนาทักษะและการเป็นพลเมืองดิจิทัล” (Digital Citizenship) ถูกบรรจุอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ www.thaidigizen.com เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้และเพิ่มช่องทางการรับข้อมูลข่าวสารจากทั่วทุกที่ให้กับชุมชนและประชาชนทั่วประเทศไทย โดยมุ่งหวังว่า โครงการฯ นี้จะช่วยเพิ่มทักษะดิจิทัลให้แก่ประชาชนในวงกว้างเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัล อีกทั้งพัฒนาเครือข่ายของชุมชนให้ช่วยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยอย่างสร้างสรรค์ และเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเรื่องพลเมืองดิจิทัลให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว

###

from:https://www.techtalkthai.com/depa-google-digital-citizen/