คลังเก็บป้ายกำกับ: HARD_DISK

อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ควรลุยต่อ หรือ พอแค่นี้

จากการที่ผู้ผลิต HDD รายใหญ่ของโลกขยายกำลังการผลิตในประเทศ ส่งผลให้ไทยส่งออก HDD ได้เพิ่มขึ้น ไทยเป็นฐานการผลิต HDD รายใหญ่อันดับสองของโลกรองจากจีน ประกอบไปด้วยผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Western Digital (WDC) กับ Seagate Technology (Seagate) และผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายราย เช่น Nidec Minebea และ TDK ทั้งนี้ จากการที่ WDC ได้ลดกำลังการผลิตที่มาเลเซีย และขยายฐานการผลิตที่จังหวัดปราจีนบุรี รวมถึง Seagate ซึ่งปิดโรงงานที่จีนและมาเลเซีย และลงทุนเพิ่มในฐานการผลิตที่จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้ไทยจะสามารถส่งออก HDD เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 15%

ภาพจาก Pixabay.com

SSD มือพิฆาต HDD ในอนาคต

มีการนำ Solid State Drive หรือ SSD มาใช้แทน HDD เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี 2013-2016 ยอดการจัดส่งสินค้าของ HDD ลดลงประมาณ 8% CAGR ในขณะที่ SSD เพิ่มขึ้น 37% CAGR ความต้องการ HDD ในตลาดโลกยังลดลงจากปีละ 420-480 ล้านลูก เหลือเพียงปีละประมาณ 300 ล้านลูกเท่านั้น

เนื่องจาก SSD ใช้ชิปหน่วยความจำ NAND ในการเก็บข้อมูลแทนการใช้จานแม่เหล็ก ทำให้มีประสิทธิภาพเหนือกว่า HDD ในหลายด้าน ทั้งเรื่องของความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล ความเสถียรและความทนทานในการใช้งาน นอกจากนี้ ด้วยเทคโนโลยีการวางหน่วยความจำแบบใหม่ของ SSD อย่าง 3D NAND ทำให้ปัจจุบัน สามารถผลิต SSD ที่มีความจุมากกว่า HDD ด้วยต้นทุนการผลิตที่น้อยลง

EIC SCB มองว่าการส่งออก HDD ยังมีโอกาสเติบโตในระยะกลาง จากปัจจัยทางด้านราคาของ HDD ที่ถูกกว่า SSD ทั้งนี้ SSD อาจเข้ามาแทนที่ HDD ได้เมื่อต้นทุนต่อหน่วยความจุของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทั้งสองชนิดนี้ไม่มีส่วนต่างแล้ว หรือมีส่วนต่างที่น้อย เพราะการใช้งาน HDD และ SSD นั้นไม่ได้คำนึงถึงแค่ต้นทุนต่อหน่วยความจุอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงต้นทุนทางอ้อม เช่น ค่าบำรุงรักษาและค่าไฟฟ้าอีกด้วย SSD ได้เปรียบกว่า HDD ในด้านนี้

SSD ผลิตไม่ทันตลาด HDD ยังได้ไปต่อ

อย่างไรก็ตาม HDD ยังถือว่ามีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนต่อหน่วยความจุอยู่ เห็นได้จากราคาของ HDD ที่น้อยกว่า SSD ประมาณ 4 เท่าในรุ่นความจุ 500 กิกะไบต์ (1,430 บาทกับ 5,790 บาท ตามลำดับ) ประกอบกับต้นทุนต่อหน่วยความจุของ SSD ในช่วงนี้กลับปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ส่วนต่างเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขาดตลาดของ NAND ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิต SSD โดยมีสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยหลัก

1) อุปทานของ NAND ลดลง เนื่องด้วยอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงเปลี่ยนสายการผลิตจากเทคโนโลยีเดิมอย่าง 2D NAND เป็น 3D NAND

2) อุปสงค์ของ NAND สูงขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่จากตลาด SSD เท่านั้น แต่เกิดจากตลาดสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตด้วย โดย JP Morgan คาดว่าในปี 2017 จะมีการนำ NAND ไปใช้เพื่อผลิตสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตถึง 8,542 ล้านชิ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2016 ถึง 56% และการใช้ NAND ใน SSD มีอยู่ที่ 7,795 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้น 46% จากปี 2016

Big Data เสริมตลาดสตอเรจ

การเติบโตของ Big data ส่งผลให้ HDD มีโอกาสเติบโตในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ แม้เริ่มมีการนำ SSD มาใช้อย่างแพร่หลายแล้วในกลุ่มคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล เช่น Amazon แต่ในยุคที่เต็มไปด้วยกระแส Big data ที่ข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ ทำให้ความต้องการในการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น

รายงานของ Cisco คาดว่าในปี 2020 ข้อมูลที่เก็บในดาต้าเซ็นเตอร์จะมีมากกว่าปี 2016 ถึง 3.6 เท่า ส่งผลให้ HDD จะถูกนำมาใช้ในดาต้าเซนเตอร์เพื่อใช้เก็บข้อมูลที่ไม่ได้ใช้บ่อย เช่น ข้อมูลแบ็คอัพ เพื่อลดต้นทุนการจัดเก็บขัอมูล และนำ SSD ที่มีศักยภาพสูงแต่ราคาแพง มาใช้งานในส่วนที่มีความต้องการความเร็วสูงเพื่อให้ได้การประมวลผลและการตอบสนองการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว

ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีของ HDD ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากผู้ผลิต HDD จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลปัจจุบันอย่างเช่น SMR (Shingled Magnetic Recording) และเทคโนโลยีแก๊สฮีเลียม (Helium-filled drive) ให้มีความจุเพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีการวางแผนพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเช่น TDMR (Two-Dimentional Magnetic Recording) และ BPMR (Bit-Patterned Media Recording) ที่จะมาช่วยลดข้อด้อยบางส่วน เช่น เรื่องความคงทนและต่อยอดศักยภาพของ HDD ให้สูงขึ้นโดยเฉพาะด้านของความจุ ซึ่งหากการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นไปตามแผนแล้ว ความจุของ HDD ก็จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 12 TB เป็น 100 TB ในปี 2025

สรุป

ผู้ประกอบการไทย HDD ยังมีโอกาสในอุตสาหกรรมนี้อยู่ แต่ควรปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ HDD ได้แก่ ผู้ผลิต HDD ผู้ผลิตชิ้นส่วน รวมไปถึงผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ โดยการที่ผู้ผลิต HDD รายใหญ่ของโลกเข้ามาลงทุนเพิ่มในไทย จะลดความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิต HDD เหล่านี้จะย้ายฐานออกจากประเทศ ประกอบกับโอกาสเติบโตของ HDD ในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้อุตสาหกรรมนี้ในไทยยังดำเนินต่อไปได้

นอกจากนี้ แม้ว่ายอดการจัดส่งของ HDD จะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนส่วนประกอบที่ใช้สำหรับการผลิตอาจไม่ได้ลดลงตาม เนื่องจากผู้เล่นมีแนวโน้มหันมาเน้นผลิต HDD สำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการความจุสูง ทำให้ใน HDD หนึ่งลูกมีการใช้ส่วนประกอบมากขึ้นกว่าเดิม เช่น การเพิ่มจานหมุนเพื่อรองรับการเก็บข้อมูลที่มากขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ดี แม้ SSD จะยังไม่ได้เข้ามาแทนที่ HDD โดยสมบูรณ์ในเร็ววันนี้ แต่ผู้ประกอบการก็ควรเริ่มเตรียมพร้อมปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดในอนาคตต่อไป

EIC มองว่าผู้ผลิตชิ้นส่วน HDD ในไทยสามารถขยายการลงทุนใน HDD ได้ แต่ไม่ควรพึ่งพาในอุตสาหกรรมนี้มากเกินไป โดยสามารถลงทุนเพิ่มในการผลิตชิ้นส่วนประกอบ HDD เช่น จานหมุน และหัวอ่านเขียน เพื่อตอบสนองต่อการเติบโตของ HDD ในกลุ่มตลาดที่ต้องการความจุสูง ประกอบกับเตรียมพัฒนาเทคโนโลยีของชิ้นส่วนให้ทันตามข้อกำหนดของผู้ผลิต นอกจากนี้ ควรมีการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เช่น นำเทคโนโลยีส่วนประกอบ HDD เดิมมาดัดแปลงเพื่อประยุกต์ใช้กับกลุ่มตลาดอื่น เป็นต้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/how-hard-disk-drive-market/

Advertisements

Hard disk ค่ายไหน รุ่นไหน ทนกว่า ? มาดูกัน !

gaming_hard_drive_roundup

ยังพอจะจดจำกันได้บ้างหรือเปล่าเอ่ย ? จากที่เมื่อช่วงต้นปีเรามีข่าวเกี่ยวกับกรณีที่ Seagate โดนผู้ให้บริการ Cloud ฟ้องร้องในกรณีที่ฮาร์ดดิสก์ของทาง Seagate มีอัตราความเสียมากจนเกินไป ซึ่งประเด็นดังล่าวนี้ก็เป็นคดีความกันระหว่าง Seagate ที่ตกเป็นจำเลยของ Backblaze จากข้อกล่าวหาตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น โดยในเรื่องของคดีความจะมีความคืบหน้าไปอย่างไรบ้างนั้น เรายังไม่มีข้อมูลใด ๆ มาอัพเดทแต่อย่างไรสำหรับวันนี้ หากแต่สิ่งที่จะมาพูดถึงหรือบอกเล่าให้ฟังกันในวันนี้จะเป็นเรื่องของสถิติความเสียหายจากตัวฮาร์ดดิสก์ที่เกิดขึ้น จากผลการรายงานล่าสุดที่ทาง Backblaze เพิ่งจะออกมาเผยให้ทราบกันอีกครั้ง สำหรับสถิติในช่วงสามเดือนล่าสุดตามที่ Backblaze ได้ทำการปรับเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ในจำนวนกว่า 3,500 ตัวสำหรับฮาร์ดดิสก์ในขนาด 2TB ที่มีทั้งตระกูล HGST ของทาง Seagate และฮาร์ดดิสก์จาก Western Digital ด้วย Seagate ในขนาด 8TB จำนวน 2,400 ตัว

สำหรับข้อมูลชุดแรกเป็นการเก็บสถิติเฉพาะในช่วงไตรมาสสาม(Q3)ที่ผ่านมา และเป็นการเก็บสถิติจากฮาร์ดดิสก์ที่ใช้เป็นตัวเก็บข้อมูลเท่านั้น โดยไม่ได้มีฮาร์ดดิสก์ตัวบูีตเข้ามาเกี่ยวด้วย และนอกจากนี้ก็จะให้ความสนใจกับชุดจัดเก็บข้อมูลที่มีการใช้ฮาร์ดดิสก์ในจำนวนมากกว่า 45 ตัวขึ้นไปเท่านั้นอีกด้วย และจากฮาร์ดดิสก์ทั้งหมดกว่า 67,642 ตัวที่ทาง Backblaze ใช้งานในช่วงไตรมาสสามที่ผ่านมา มันมีอัตราความเสียหายโดยเฉลี่ยทั้งสิ้นประมาณ 2.04% หรือถ้ามองกันที่ปริมาณก็จะอยู่ที่ 351 ตัว โดยมันจะประกอบไปด้วยฮาร์ดดิสก์รุ่นไหน ค่ายไหนกันบ้างนั้น ลองรับชมกันดูจากตารางด้านล่างได้เลยครับ

blog_q3_2016_stats_table_1

ทั้งนี้สำหรับข้อมูลจากตัวตารางในช่องสุดท้ายที่ชื่อว่า Annualized Failur Rate (อัตราความล้มเหลว) ซึ่งมันจะเป็นการวัดออกมาในรูปของต่อปี โดยทาง Backblaze ได้มีการขยายความให้ทราบกันด้วยว่ามันได้มาอย่างไร ซึ่งมันจะมีวิธีการคิดเป็นไปตามสมการดังกล่าวนี้ ((Failures)/(Drive Days/365)) * 100

ต่อมาจะเป็นข้อมูลของฮาร์ดดิสก์จากโปรเจคที่เขาเรียกว่า migration ซึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ในขนาด 8TB แทนที่ฮารืดดิสก์ในขนาด 2TB ที่ใช้งานอยู่ ซึ่งมีการเริ่มต้นนับตั้งแต่ประมาณปลายไตรมาสสองไปจนกระทั้งต้นไตรมาสสามซึ่งการโยกย้ายข้อมูลก็เป็นอันเสร็จสิ้น และในระหว่างที่มีการโยกข้อมูลนั้นผลที่ออกมาก็เป็นไปตามที่ปรากฏในตารางด้านล่าง

blog_q3_2016_stats_table_3

สำหรับบทสรุปในส่วนนี้ทาง Backblaze ได้มีการขยายความเอาไว้ว่า ถ้ามองจากตัว HGST ในขนาด 2TB ที่แม้ว่าจะดูว่ามันทำงานได้ดี มีอัตราความเสียหายในสัดส่วนที่ต่ำเพียงแค่ 1.60% แต่ทำไมถึงจะต้องเปลี่ยนมาใช้งานเป็นขนาด 8TB แทน ซึ่งในจุดนี้ก็มีการอธิบายไว้ว่า ให้มองง่าย ๆ กล่าวคือแม้ว่าสัดส่วนมันจะดูน้อย แต่ด้วยปริมาณที่ใช้มีจำนวนที่สูงกว่าและหากว่ามันมีอัตราการเสียหายที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าหรือสามเท่า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก็จะมีสูงขึ้นด้วย แต่เมื่อมองกันที่ Seagate ในขนาด 8TB ที่แม้ว่าจะมีสัดส่วนการเสียหายที่เท่ากันกับ HGST ที่ 1.6% แต่เมื่อดูจากอัตราการเพิ่มขึ้นของความเสียหายที่มีนั้น HGST จะยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่สำหรับ Seagete 8TB มันเกิดขึ้นในช่วงแรกเริ่มเท่านั้นแต่อัตราการเพิ่มขึ้นของความเสียหายมีอัตราที่น้อยกว่า ดังนั้นเขาจึงถือได้ว่า Seagate 8TB ทำงานได้ดีกว่า HGST 2TB

สุดท้ายกับข้อมูลที่ถือว่าเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สำหรับสถิติในแบบระยะยาวที่ทาง Backblaze ได้มีการจัดเก็บมานับตั้งแต่ วันที่ 10 เมษายนปี 2010 จนกระทั่ง 30 กันยายน 2016 กับจำนวนฮาร์ดดิสก์ทั้งหมดที่ได้ใช้งานในส่วนของการจัดเก็บข้อมูลจากบริการ Cloud Backup และ Cloud Service

blog_q3_2016_stats_table_4-1

จากสถิติที่ปรากฏถือว่าน่าสนใจมาก ๆ เลยละครับ ถ้าเรามองกันแบบบทสรุปของจำนวนฮาร์ดดิสก์ที่เสียหายทั้งหมดในจำนวน 2,518 จะตกเป็นฮาร์ดดิสก์จากทาง Seagate ที่มากถึง 1,573 ตัว แต่ตัวเลขดังกล่าวนี้ไม่ได้หมายความว่ามันอัตราความเสียหายมากที่สุด เพราะถ้ามองจากสัดส่วนที่เสียหายจากฮาร์ดดิสก์ในรุ่น ST4000DM000 มันเกิดขึ้นเพียงแค่ 2.9% เท่านั้นเอง ซึ่งหากมองสัดส่วนที่เกิดความเสียหายมากที่สุดจะตกเป็นของฮาร์ดดิสก์จากทาง Western Digital ในโมเดลขนาด 2TB ที่มีอัตราความเสียหายมากถึง 8.2% รองลงมาก็จะยังเป็น Western Digital เช่นเดียวกันสำหรับฮาร์ดดิสก์ในขนาด 3TB ด้วยอัตราส่วนกว่า 6.1% และหากมองกันที่ฮาร์ดดิสก์ในขนาด 6TB ระหว่าง Seagate และ Western Digital อัตราความเสียหายของ Western Digital ก็ยังคงมีมากกว่าคือในช่วง 5.8%

สำหรับฮาร์ดดิสก์ที่มีอัตราความเสียหายน้อยที่สุดตกเป็นผลงานของ HGST ในขนาด 4TB สำหรับในรุ่น HMS5C4040BLE640 โดยมันมีอัตราความเสียหายเพียง 0.4% เท่านั้นเอง และในลำดับรองลงมาก็ยังคงเป็นฮาร์ดดิสก์ในแบบ HGST เช่นเดียวกัน

ZoLKoRn Says: ผมว่าผลที่ออกมาในวันนี้อาจจะไม่เป็นไปตามที่หลาย ๆ คนคิดกันไว้สักเท่าไหร่นัก เพราะเชื่อเลยว่าโดยมากแล้วคงมองกันว่าฮาร์ดดิสก์จากทาง Seagate นั้นน่าจะมีอัตราความเสียหายในปริมาณที่สูงอย่างแน่นอน แต่กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ซึ่งกลับกลายเป็นว่าฮาร์ดดิสก์จากทาง Western Digital นั้นมีอัตราการเสียมากกว่า แถมมากกว่าเยอะซะด้วยหากมองกันที่ฮาร์ดดิสก์โมเดลธะรมดาไม่ใช่ HGST

แต่ทั้งนี้ถ้ามองกันจากลักษณะของการใช้งานจากทาง Backblaze นั้น เป็นการเลือกใช้งานด้วยฮาร์ดดิสก์ในแบบทั่วไปแทนที่จะเป็นฮาร์ดดิสก์ในแบบ Enterprise ที่ออกแบบมาเพื่อลักษณะการใช้งานที่ตรงกับทาง Backblaze มากกว่า แต่เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายทาง Backblaze จึงเลือกใช้งานฮาร์ดดิสก์แบบธรรมดาแทน ดังนั้นกับผลของสถิติที่ออกมาบางทีมันก็อาจจะยังไม่สามารถนำมายืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ถ้าหากเป็นการใช้งานในแบบพื้นฐานทั่วไปแล้วนั้น อัตราความทนทานหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจะออกมาในรูปแบบเดียวกันนี้หรือไม่ ? แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นการแสดงให้เห็นที่ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นการทดสอบการใช้งานแบบ Real world หรือในโลกแห่งความเป็นจริง ใช้งานจริง

อีกหนึ่งจุดที่ทำให้เราได้เห็นถึงประสิทธิภาพของฮาร์ดดิสก์ในแบบ HGST หรือฮาร์ดดิสก์ที่มีการบรรจุก๊าซฮีเลี่ยมแทนอากาศเข้าไปในตัวฮาร์ดดิสก์ของทาง Western Digital ซึ่งมันก็ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานในลักษณะดังกล่าวนี้โดยตรง มันก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามัน อึดจริง ถึกจริง สมกับที่ออกแบบมาเพื่องานนี้จริง ๆ แต่ก็นั่นละมันก็ย่อมแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นตามเช่นกัน แต่จะอย่างไรแล้วมันก็เป็นเพียงการจ่ายที่สูงขึ้นในครั้งแรก แต่ก็มันกลับสามารถจะลดค่าใช้จ่ายที่ตามมาในภายหลังลงไปได้มากกว่า เพราะให้อัตราความเสียหายน้อย ไม่ต้องตามเปลี่ยนตามซ่อมอยู่บ่อย ๆ

ทั้งนี้ทั้งนั้นแม้ว่าในภาพรวมเราอาจจะมองกันว่า Seagate มีอัตราความเสียหายที่น้อยกว่าก็จริง แต่ถ้าเรามองจากจำนวนทั้งหมดที่ทาง Backblaze เลือกใช้งานโดยส่วนมากแล้วจะเป็นฮาร์ดดิสก์จากทาง Western Digital ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราจะได้เห็นว่ามันมีอัตราการเสียหายที่มากกว่า แต่ถ้ามองกันในแบบปริมาณนั้น Seagate ในโมเดล 4TB ถือว่าเป็นรุ่นที่อ่อนแอเอามาก ๆ เลยทีเดียว เพราะมันมีอัตราความเสียหายแค่รุ่นเดียวที่มากกว่า 1,500 ตัวเลยทีเดียว !


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/QqPDfG9OGnU/

บริษัทประกันด้านสุขภาพยักษ์ใหญ่ในอเมริกา ทำฮาร์ดดิสที่มีข้อมูลลูกค้ากว่า 950,000 ราย หายไป

Credit: ShutterStock.com
Credit: ShutterStock.com

บริษัท Centene ได้ออกมากล่าวว่า ทางบริษัทได้ทำฮาร์ดดิสหายไปจำนวน 6 ลูก ซึ่งภายในนั้นมีข้อมูลของลูกค้าตั้งแต่ปี 2009 จนถึงปี 2015 จำนวนกว่า 950,000 ราย โดยประกอบไปด้วย ชื่อ, ที่อยู่, วันเกิด, หมายเลขประกันสังคม (Social Security Number), รหัสสมาชิก และข้อมูลสุขภาพ แต่ไม่รวมข้อมูลทางด้านการเงินหรือข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยสาเหตุว่าฮาร์ดดิสดังกล่าวหายไปได้อย่างไร

ล่าสุด ทาง Centene กำลังเตรียมที่จะแจ้งลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการรั่วไหลของข้อมูลชุดนี้ และเตรียมจะเสนอเครดิตและแผนตรวจสุขภาพฟรีเพื่อเป็นการรับผิดชอบ นอกจากนั้น Centene มีแผนที่จะตรวจสอบและปรับปรุงขั้นตอนต่างๆที่มีระบบไอทีเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย

Centene เป็นบริษัทประกันด้านสุขภาพ และเป็นหนึ่งในบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500 โดยในปี 2014 มียอดขายสูงถึง 16 พันล้านเหรียญสหรัฐ และมีสมาชิกมากกว่า 2.9 ล้านราย ใน 21 รัฐ ทั่วอเมริกา

ที่มา : http://www.computerworld.com/article/3026401/healthcare-it/health-insurer-loses-6-hard-disk-drives-with-records-of-95000-customers.html

from:https://www.techtalkthai.com/health-insurer-data-breach-950000-customers/

ผลสำรวจชี้ ทั่วโลกซื้อ Hard Drive และ Solid State Drive รวมกัน 143 Exabytes ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2015

Trendfocus เผยปริมาณความจุของ Storage ที่ทั่วทั้งโลกซื้อรวมกันในไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมานี้ ว่ามีพื้นที่รวมกันถึง 143 Exabytes หรือราวๆ 143 ล้าน Terabytes เลยทีเดียว โดยในจำนวนนี้เป็น Hard Drive จำนวน 145 ล้านลูก และ Solid State Drive อีก 26.22 ล้านลูก และมีตัวเลขสถิติที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

techtalkthai_replicated_enterprise_hard_drives

ตลาด Consumer

  • Western Digital มาเป็นอันดับหนึ่งด้วยส่วนแบ่งตลาด 43.6%
  • Seagate มีส่วนแบ่งตลาด 39.8%
  • Toshiba มีส่วนแบ่งตลาด 16.5%

ตลาด Enterprise

  • มียอดขายรวมกันทั้งสิ้น 3.1 ล้านชุด รวมกันสำหรับทุกๆ Storage Media
  • PCI-e SSD มียอดขาย 117,000 ชุด
  • SAS มียอดขาย 450,000 ชุด
  • SATA เป็นอันดับหนึ่ง ครองยอดขายที่เหลือทั้งหมด

 

ที่มา: http://www.theregister.co.uk/2015/12/04/world_bought_143_exabytes_of_storage_in_q3_mostly_spinning_rust/

from:https://www.techtalkthai.com/global-comsumption-was-at-143-exabytes-in-2015-q3/