คลังเก็บป้ายกำกับ: INDIA

วิเคราะห์ สงคราม 3 ยักษ์ใหญ่ Netflix และ Amazon รวมถึง Fox เพื่อครองตลาด “อินเดีย”

ตลาด Video Streaming ของอินเดียยังเป็นตลาดที่เริ่มต้นโตแค่นั้น แต่บริษัทอย่าง Netflix หรือแม้แต่ Amazon กำลังสนใจที่จะเจาะตลาดนี้อย่างหนัก รวมไปถึงเจ้าถิ่นอย่าง Fox ที่พยายามหาลูกค้าเพิ่มเติมอีกด้วย

ภาพจาก Pixabay

ถึงแม้ว่าสงครามการขับเคี่ยวของ Video Streaming ในโลกจะเริ่มเหลืออยู่ไม่กี่เจ้าแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น Netflix Amazon หรือแม้แต่ Warner (HBO) และรวมไปถึง Disney แต่ในตลาดอินเดียที่พึ่งเริ่มเปิดรับความบันเทิงใหม่ๆ นั้นถือว่าพึ่งเริ่มศึกสงคราม โดยมีลูกค้าจำนวนมหาศาลเป็นรางวัล

ปัจจุบันตลาด OTT ในประเทศอินเดียมีมูลค่าเพียงแค่ 296 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ทำให้ยังมีโอกาสโตได้อีกมาก ข้อมูลจาก KPMG ได้ประเมินว่า ตลาด OTT ของอินเดียจะโตถึง 45% ต่อปี จนถึงปี 2023 

นอกจากนี้ Limelight Networks ได้ศึกษาข้อมูลพฤติกรรมของชาวอินเดียว่าเฉลี่ยต่อคนแล้วดูวิดีโอผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สัปดาห์ละ 8 ชั่วโมง 28 นาที มากกว่าในปี 2016 ถึง 58% และยังมากกว่าการรับชมโทรทัศน์ไปแล้วอีกด้วย

การที่ตลาด OTT จะเติบโตได้มากขนาดนี้ต้องยอมรับถึงการที่คนอินเดียใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และรวมไปถึงค่าใช้จ่ายแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตที่ถูกลง เนื่องจากผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามาในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากมาย เช่น E-commerce เป็นต้น

สำหรับประเทศอินเดียตอนนี้เป็นการแข่งขันระหว่าง Netflix และ Amazon Prime Video แถมยังมีผู้สอดแทรกอย่าง Fox ที่เข้ามาหวังจะแย่งชิงพื้นที่ตรงนี้ด้วย

Netflix พยายามตีตลาดนี้

Reed Hastings ซึ่งเป็น CEO ของ Netflix ได้กล่าวถึงความยากของตลาดอินเดียว่า อินเดียเป็นประเทศที่มีภาษาท้องถิ่นกว่า 20 ภาษา ซึ่งสร้างความปวดหัวไม่น้อย แต่ Netflix จะจับกลุ่มลูกค้าที่สามามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้ โดย Netflix เตรียมส่งซีรี่ส์อินเดียถึง 9 เรื่องด้วยกัน

อีกปัจจัยสำคัญของ Netflix ที่ไม่สามารถเจาะตลาดอินเดีย รวมไปถึงตลาดกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้คือราคาของแพ็คเกจที่ถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับรายได้ของประชาชนในประเทศ อย่างในอินเดีย ค่าบริการรายเดือนของ Netflix คือ 500 รูปีต่อเดือน ซึ่งถือว่าแพงมาก ทำให้ Netflix อาจต้องเปลี่ยนแผนที่จะปรับราคาแพคเกจลงมาให้เข้าถึงชาวอินเดียได้

Hotstar แพลตฟอร์มของ Fox ซึ่งกำลังจะกลายเป็นของ Disney

Fox เอาถ่ายทอดสด Cricket ไปสู้

โดยค่าย Fox ของมหาเศรษฐีอย่าง Rupert Murdoch ถึงแม้ว่าอีกไม่นานกิจการต่างประเทศแทบทั้งหมดจะตกเป็นของ Disney แต่การจับกลุ่มลูกค้าอินเดียของค่าย Fox ถือว่าไม่ยอมใคร เนื่องจากเป็นเจ้าถิ่นของที่นี่โดยเฉพาะเครือข่าย Star ที่ผลิตคอนเทนต์ส่งให้กับเคเบิลทีวีในอินเดีย รวมไปถึงประเทศข้างเคียง

โดยแพลตฟอร์ม Hotstar ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเหมือนกับ Netflix แถมล่าสุดยังได้ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดคริกเก็ต ซึ่งเป็นกีฬายอดนิยมที่สุดของอินเดีย โดยเฉพาะรายการอย่าง Indian Premier League และยังรวมไปถึงละครที่สามารถใช้คอนเทนต์ร่วมกับ Star ได้ ซึ่งเป็นจุดแข็งของ Hotstar

นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่ครองใจลูกค้าชาวอินเดียจนกลายเป็น Application ที่ชาวอินเดียดาวน์โหลดมากถึง 300 ล้านครั้ง คือแพ็คเกจที่ถูกมากคือ 999 รูปีต่อปี หรือประมาณปีละ 500 บาทเท่านั้น

ภาพจาก Shutterstock

Prime Video ปีหน้าเจอ Original Content เยอะกว่าใคร

Amit Agarwal ผู้บริหารของ Amazon India กล่าวว่าปีหน้า Amazon Prime Video ของประเทศอินเดียจะมี Original Content มากถึง 30 เรื่อง มากกว่าคู่แข่งด้วยซ้ำ นอกจากนี้ Prime Video ยังได้ดูซีรี่ส์ที่ Amazon สร้างหลังจากปล่อยในสหรัฐในวันเดียวกันหรือช้ากว่าแค่วันเดียวเท่านั้นอีกด้วย

ล่าสุด Amazon ยังมีการสนับสนุนภาษาฮินดีในเว็บไซต์ของ Amazon Prime Video ด้วย และรวมไปถึงจะมีซับไตเติ้ลและเสียงพากย์เป็นภาษาฮินดีสำหรับละครบางเรื่อง ซึ่ง Amazon กำลังรุกเพื่อเพิ่มฐานลูกค้าชาวอินเดีย

ยังรวมไปถึงราคาแพ็คเกจที่คิดเท่ากับ Hotstar ที่ราคาปีละ 999 รูปีอีกด้วย ซึ่งเป็นราคาที่ถูกสุดของ Amazon Prime Video ที่ให้บริการทั่วโลกด้วย

สรุป

ศึกของ OTT ในประเทศอินเดียยังมีการต่อสู้กันยาวไกล เนื่องจากคู่แข่งที่มีหลากหลาย ซึ่งจุดสำคัญคือใครสามารถที่จะมี Content ที่สามารถมัดใจชาวอินเดียได้มากกว่ากันเท่านั้น ซึ่งตลาดอินเดียเป็นตลาดที่ไม่ง่ายเลย เนื่องจากภาษาท้องถิ่นที่มาก ทำให้ต้องมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ถ้าหากจะเจาะลูกค้าในประเทศนี้

ที่มาKPMG, Bloomberg, The Economic Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ott-wars-in-india-with-netflix-amazon-disney/

Advertisements

อินเดียคือตลาดใหญ่ Netflix เปิดตัวหนังออรอจินัลคอนเทนต์ของอินเดีย 9 เรื่อง

ในงาน “See What’s Next: Asia” ที่ Netflix จัดขึ้นเป็นครั้งแรก นอกจากเปิดตัวคอนเทนต์จากฝั่งเอเชียโดยเฉพาะกว่าสิบเรื่องแล้ว Netflix ยังเปิดตัวออริจินัลฝั่งอินเดียถึง 9 เรื่อง เป็นหนัง 8 เรื่องและซีรีส์ 1 เรื่อง ประกอบด้วย

  • Typewriter ซีรีส์เรื่องสยองขวัญเกี่ยวกับบ้านผีสิงและหนังสือผีสิง
  • Chopsticks เรื่องราวของเด็กสาวอัจฉริยะที่พยายามแก้เผ็ดแกงค์นักเลงขโมยรถในมุมไบ
  • Bulbul เรื่องของ Satya ที่ต้องแยกจาก Bulbul น้องสาวเพราะต้องไปเรียนต่ออังกฤษ เมื่อกลับมาพบว่ามีเรื่องร่วประหลาดเกิดขึ้นที่หมู่บ้านและเขาต้องแก้ไขมัน
  • Upstarts เรื่องราวของสตาร์ทอัพอินเดียที่มีความรักแบบชายรักชายเข้ามาเกี่ยวข้อง
  • Cobalt Blue สร้างจากนิยายขายดี เป็นเรื่องของน้องสาวพี่ชายที่ตกหลุมรักคนๆ เดียวกัน
  • 15th August เกี่ยวกับการต่อสู้ของชนชั้นกลางในอินเดีย
  • Music Teacher เป็นเรื่องราวของครูสอนดนตรีที่มุ่งมั่นจะทวงคืนชื่อเสียงของตัวเอง
  • Hotel Mumbai สร้างจากเรื่องจริงของผู้รอดชีวิตเหตุการณ์ก่อการร้ายในมุมไบในปี 2008
  • Firebrand เรื่องราวของทนายความที่ประสบความสำเร็จและเคยเป็นเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

Netflix มีออริจินัลคอนเทนต์ในอินเดียมาก่อนหน้านี้คือเรื่อง Sacred Games ถือเป็นเรื่องแรกและประสบความสำเร็จมากในอินเดีย และในงาน See What’s Next: Asia นั้น Ted Sarandos ผู้บริหารของ Netflix ตำแหน่ง Chief Content Officer ระบุว่าในจำนวนลูกค้าที่มีทั่วโลกของ Netflix อินเดียคือหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท

ที่มา – Engadget และ Netflix

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/106345

วิเคราะห์ ศึกเดิมพันลูกค้าหลักพันล้านคน ระหว่าง Amazon – Flipkart ในประเทศอินเดีย

ศึกระหว่าง 2 ยักษ์ใหญ่ E-commerce อย่าง Amazon และยักษ์ใหญ่ค้าปลีกอย่าง Walmart ในประเทศอินเดียที่มีลูกค้าระดับพันล้านคนเป็นเดิมพันการเติบโตครั้งใหม่ ย่อมไม่มีใครยอมใครแน่นอน

ภาพจาก Shutterstock

อย่างที่รู้ๆ กันว่าประเทศอินเดียเป็นประเทศหนึ่งที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอีกประเทศในโลก ซึ่งรองจากจีน นอกจากนี้อินเดียยังเป็นประเทศที่ยังมีโอกาสเติบโตสูงมากๆ ย่อมทำให้ไม่มีใครยอมใคร

เว็บไซต์ Quarz เคยรายงานว่า ตลาด E-commerce ในปี 2022 ของประเทศอินเดียมูลค่าของตลาดนี้จะอยู่ประมาณ 73,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตประมาณ 29.2% ทำให้ไม่ว่าบริษัทลงทุนหรือแม้แต่บริษัทเทคโนโลยีสนใจในตลาดอินเดียไม่น้อย

สำหรับสัดส่วนตลาด E-commerce ในประเทศอินเดีย ข้อมูลล่าสุดจาก Forrester เผยแพร่โดย Bloomberg Quint นั้น

  1. Flipkart ครองสัดส่วนสูงสุดที่ 39.5%
  2. Amazon  ครองสัดส่วนที่ 31%
  3. PayTM ครองสัดส่วนที่ 5.6%
  4. ที่เหลือทั้งหมดคือรายเล็ก รายน้อย

สำหรับความพึงพอใจลูกค้าในประเทศอินเดียนั้นอันดับ 1 และ 2 ตามมาติดๆ เลยทีเดียว โดย Flipkart ลูกค้าพอใจถึง 97% ขณะที่ Amazon ลูกค้าพึงพอใจ 93% ซึ่งอันดับรองลงมาอยู่สูงสุดเพียงแค่ 82% แสดงให้เห็นถึงสงครามนี้อย่างเห็นได้ชัด

ภาพจาก Shutterstock

ทำไม E-commerce ของอินเดียมาไกลได้ขนาดนี้

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ E-commerce ของประเทศอินเดียมาได้ไกลขนาดนี้คือประชาชนเริ่มมีโทรศัพท์มือถือเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ Smartphone ทั้งหลาย และแน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นมือถือ android ราคาถูก ซึ่งบริษัทผลิตมือถือหลายรายพยายามเจาะตลาดนี้

นอกจากนี้ยังมีตัวเร่งอย่างผู้ให้บริการมือถือเจ้าใหม่อย่าง Jio ที่เป็นผู้เล่นใหม่ของวงการผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในอินเดีย ที่มีทุ่มราคาค่า Data ลงมาในระดับถูกมาก สร้างความปวดหัวให้ผู้เล่นเดิมอย่าง Vodafone และ Bharti Airtel ในประเทศอินเดีย นอกจากนี้การมาของ Jio ยังเร่งให้เกิดการควบรวมกิจการเพื่อที่จะครองส่วนแบ่งตลาดให้ได้มากขึ้นด้วย

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนที่ทำให้ E-commerce ในอินเดียมาได้ไกลมาก

ภาพจาก Shutterstock

 

Amazon พยายามตีตื้น

Amazon.in ถือกำเนิดเกิดขึ้นในปี 2013 จากการก่อตั้งเว็บไซต์ที่รวบรวมวิศวกรที่ทำงานที่สำนักงานใหญ่ในสหรัฐ แต่ดันเกิดอยากกลับมาที่บ้านเกิด โดยอดีตนั้น Amazon อินเดียมีโกดังสินค้านอกเมืองมุมไบ พื้นที่เพียงแค่ 140,000 ตารางเมตรเท่านั้น ต่างกับปัจจุบันที่มีมากกว่ามหาศาล เช่น ศูนย์กระจายสินค้า 50 แห่งทั่วอินเดีย

แถมในปี 2016 ทาง Amazon เองได้เปิดให้บริการ Prime ที่มีข้อเสนอคือสามารถส่งของภายในประเทศอินเดียภายใน 2 วัน ค่าสมาชิกเพียงแค่ 999 รูปี / ปี และนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ Amazon สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดมากจากคู่แข่งรายอื่นๆ ได้

อย่างไรก็ดีความท้าทายของ Amazon ในประเทศอินเดียคือกฏหมายอินเดียห้ามไม่ให้บริษัทต่างชาติสามารถที่จะขายสินค้านอกจากอาหารในประเทศอินเดีย ซึ่งทำให้บริษัทต้องลงไปหาร้านค้าต่างๆ ทั่วประเทศกว่า 14,000 ร้านค้า เพื่ออบรมในการขายของใน Amazon เพื่อตีตื้นคู่แข่งอย่าง Flipkart

นอกจากนี้เรื่องของการขนส่งพัสดุในประเทศอินเดียที่มีมหาศาล Amazon ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้ใช้บริการของ India Post  แต่ก็พยายามสร้างเครือข่ายขนส่งของตัวเองขึ้นมาเพื่อลดการพึ่งพาจาก India Post มากเกินไป

ภาพจาก Shutterstock

Walmart กับการเดิมพันครั้งใหญ่

ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกอย่าง Walmart เลือกที่จะสู้กับ Amazon อีกสักครั้ง ซึ่งในอดีตนั้นบริษัทได้พ่ายแพ้แก่ Amazon อย่างราบคาบ ในหลายๆ ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น หรือ สหรัฐอเมริกา ที่แพ้ราคาบให้กับบริษัทเทคโนโลยี

แต่สำหรับสนามอินเดียแล้ว Walmart ไม่ยอม Amazon แน่นอน การลงทุนใน Flipkart ทำให้บริษัทมีโอกาสแย่งชิงและครองตลาด E-commerce ในประเทศที่มีประชากรสูงอย่างอินเดียได้ เพราะถ้า Walmart ไม่ทำอะไรสักอย่างแล้วปัญหาคือรายได้ของบริษัทอาจลดลงเรื่อยๆ

นอกจากนี้ความตั้งใจของ Walmart ที่จะสู้กับ Amazon นั้นเต็มเปี่ยม โดยผู้บริหารเคยกล่าวถึงว่า Flipkart อาจขาดทุน แต่ในอนาคตเชื่อว่ามาถูกทาง เพราะว่าลูกค้าในอินเดียเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งบริษัทได้ลงทุนกับ E-commerce อันดับ 1 ของประเทศอย่าง Flipkart เป็นมูลค่าถึง 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ก่อนหน้าที่ Walmart สนใจจะลงทุนนั้น Amazon เคยสนใจที่จะซื้อกิจการทั้งหมดของ Flipkart มาแล้วด้วย แต่สุดท้ายได้ปฏิเสธไป และนอกจากนี้ Flipkart ยังได้ซื้อกิจการคู่แข่งอย่าง Myntra ซึ่งเป็น E-commerce คู่แข่งอีกรายในช่วงเดียวกันด้วย

สำหรับ Walmart ในประเทศอินเดียแล้ว เกมนี้ถือว่าเป็นเดิมพันที่แพ้ไม่ได้เลยทีเดียว

ภาพจาก Shutterstock

เจ้าอื่นแทบจะตายหมดแล้ว

ขณะที่ E-commerce เจ้าอื่นๆ นั้นแทบมีสัดส่วนการตลาดที่น้อยลง หลังจากการแย่งสัดส่วนตลาดของ Amazon และ Flipkart ทั้งๆ ที่ตลาด E-commerce ของอินเดียกลับขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ และเติบโตปีละหลายสิบ %  แต่กลายเป็นว่าทั้งเจ้าหลัก 2 แทบจะกวาดเรียบหมด

โดยเฉพาะอดีตผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Snapdeal ที่เคยมีส่วนแบ่งเป็นอันดับ 3 ที่ประมาณ 22% ในปี 2015-2016 แต่หลังจากนั้นกลายเป็นว่า E-commerce รายนี้กลับส่วนแบ่งลดลงทุกไตรมาส ปัญหาเกิดจากการไม่โฟกัสตลาด รวมไปถึงความพึงพอใจของลูกค้าที่ลดลงเรื่อยๆ

นอกจากนี้ยังมีข่าวว่า Snapdeal เตรียมที่จะให้ ​Flipkart ซื้อกิจการด้วย ซึ่งยังไม่มีท่าทีออกมาจาก Flipkart

ภาพจาก Shutterstock

เหลือแค่ Paytm ผู้มาแรง (ที่อาจไม่รอด?)

ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ยักษ์ใหญ่ Paytm ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดอีคอมเมิร์ซและชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของอินเดีย ปัจจุบันมีคนอินเดียใช้งานกว่า 220 ล้านคน Paytm ถือเป็นบริการชำระเงินออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ซึ่งผู้ลงทุนรายใหญ่คือ SoftBank รวมไปถึง Alibaba ด้วย

ซึ่งล่าสุดลงมาทำ Paytm ได้หันมาทำ E-commerce ของตัวเอง โดยได้แรงหนุนมาจาก Alibaba อีกด้วย ท้ายที่สุดแล้วต้องมาลุ้นกันว่าจะรอดหรือร่วง

นอกจากนี้ยังเจ้าของค่ายมือถือและรวมไปถึงมหาเศรษฐีอินเดียอย่าง Mukesh Ambani ก็มีความคิดที่จะทำ E-commerce ด้วยเช่นกัน โดยหวังว่าลูกค้าที่เป็นผู้ใช้บริการ Jio ก็จะมาเป็นลูกค้าของ E-commerce ของเขาเช่นกัน ซึ่งไอเดียดังกล่าวนั้น Mukesh Ambani ได้ไอเดีย New Retail มาจาก Jack Ma อีกด้วย

สรุป

เกมนี้เป็นเกมที่แพ้ไม่ได้ของทั้ง 2 ฝั่ง แถมยังมีผู้เล่นรายใหม่อย่าง Paytm กับมหาเศรษฐีชาวอินเดียอย่าง Mukesh Ambani เข้ามาด้วย ซึ่งอนาคตเราจะได้เห็นการแข่งขันอย่างดุเดือดในสมรภูมิของ E-commerce ในประเทศอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นเกมตัดราคาสินค้า ใครที่ขนส่งได้ไวกว่า มีตัวเลือกในการจ่ายเงินมากกว่า หรือแม้แต่บริการที่ดีกว่า

เพราะว่าตลาด E-commerce ของอินเดียยังสามารถที่เติบโตไปได้เรื่อยๆ และเม็ดเงินก้อนนี้ก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ฉะนั้นใครที่เอาชนะในเกมนี้ได้ย่อมมาพร้อมกับรายได้มหาศาลแน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/india-amazon-walmarts-flipkart-on-e-commerce-war/

Xiaomi กลับมายึดตลาดอินเดียได้ในไตรมาสที่ 3 แต่สวนทางกับหุ้นที่ร่วงลงจนต่ำสุดตั้งแต่เข้าตลาดมา

ตลาดอินเดียเป็นอีกตลาดสมาร์ทโฟนที่ค่อนข้างใหญ่เนื่องจากประเทศอินเดียมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนมากถึง 400 ล้านคน ซึ่งทำให้อินเดียขึ้นเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 ของโลกรองจากจีนเท่านั้น Counterpoint Research ได้ปล่อยรายงานยอดขายสมาร์ทโฟนของตลาดสมาร์ทโฟนอินเดียในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ออกมาแล้ว ซึ่ง Xiaomi ที่ขึ้นมาผงาดเป็นที่ 1 ในไตรมาสนี้

บริษัท Market Share Q3 2018  Market Share Q2 2018
Xiaomi 27% 28%
Samsung 23% 29%
vivo 10% 12%
Micromax 9% N/A
OPPO 8%  10%

ในไตรมาสที่ 3 นี้ Xiaomi มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 27% รองลงมาเป็นแชมป์เก่าไตรมาสที่แล้วอย่าง Samsung ที่มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 23% ตามมาด้วย vivo ที่ 10% ส่วน OPPO หล่นมาที่ 5 อยู่ที่ 8% ส่วนที่ 4 เป็นแบรนด์ของอินเดียเองชื่อว่า Micromax อยู่ที่ 9% ในไตรมาสนี้ยอดขายสมาร์ทโฟนนั้นเพิ่มขึ้นถึง 24% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และทำให้ยอดขายในอินเดียกระโดดแซงหน้าอเมริกาไปเรียบร้อย

รายงานกล่าวว่าเกือบหนึ่งในสามของสมาร์ทโฟนทั้งหมดมีราคาขายระหว่าง $150 – $250 ในขณะที่ Pocophone F1 (ที่อินเดียใช้ชื่อว่า Poco F1) ช่วยให้ Xiaomi ช่วยเสริมทัพทำให้ขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดอินเดีย ซึ่ง Samsung ก็ได้มองเห็นเทรนด์นี้เลยมีการเปิดตัวสมาร์ทโฟน J-series เพิ่มเติมได้แก่ Galaxy J6 และ Galaxy J8 นอกจากนี้ยังมี Galaxy J2 Core ที่เป็น Android Go ด้วย

ถึงแม้ยอดขายโดยรวมของ Xiaomi จะเป็นไปในทิศทางบวกในหลายๆ ประเทศ แต่กลุ่มผู้ลงทุนกลับไม่ค่อยเชื่อมั่นสักเท่าไหร่ เพราะล่าสุดราคาหุ้นของ Xiaomi นั้นร่วงลงไปต่ำกว่าราคาพาร์ (16.8 HKD) เหลือแค่ราวๆ 12 HKD เท่านั้น

ส่วนการพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 4 ของแบรนด์อินเดียอย่าง Micromax นั้นก็มีคำอธิบายเนื่องจากได้มีการทำสัญญากับรัฐ Chhattisgarh ของอินเดีย โดย Micromax จับมือกับเครือข่ายโทรศัพท์ของอินเดียอย่าง Reliance Jio และจำหน่ายสมาร์ทโฟนให้ผู้หญิงและเด็กนักเรียนมากกว่า 5 ล้านเครื่อง ตามนโยบายของรัฐ ซึ่งคาดว่าในไตรมาสถัดไปก็น่าจะหายไปจากชาร์ทเหมือนเดิม

 

ที่มา: GSMArena

from:https://droidsans.com/xiaomi-rises-to-the-tops-in-q3-of-indian-market/

หันซ้าย Jack Ma หันขวา SoftBank! Paytm ในอินเดียเตรียมเข้าซื้อบริษัทลูกของ Alibaba เสริมแกร่ง

ยุคนี้การขยายความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ดูเหมือนว่าเมื่อหันไปทางไหน ก็เจอแต่ยักษ์ใหญ่ที่ครอบครองกุญแจสำคัญไว้หมดแล้ว ล่าสุด Paytm ก็ไม่พ้นต้องเข้าไปคุยกับ Alibaba เพื่อจะเข้าซื้อบริษัทลูกมาเสริมแกร่งธุรกิจ

Paytm
Paytm Photo: Shutterstock

Paytm เสริมแกร่งตลาดอีคอมเมิร์ซและ e-Payment ในอินเดีย

Paytm ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดอีคอมเมิร์ซและชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของอินเดีย ปัจจุบันมีคนอินเดียใช้งานกว่า 220 ล้านคน Paytm ถือเป็นบริการชำระเงินออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย

ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีรายงานว่า Madhur Deora ผู้อำนวยการด้านการเงินหรือ CFO ของ Paytm ได้พูดคุยเพื่อจะเข้าซื้อกิจการของ UCWeb ในอินเดีย ซึ่งเป็นเว็บบราวเซอร์ที่มีบริษัทแม่คือ Alibaba มาเสริมแกร่งธุรกิจ

ทำความรู้จัก UCWeb ที่ Paytm อยากเข้าซื้อกันสักนิด

UCWeb คือเว็บเบราว์เซอร์ที่กำลังมาแรงในอินเดีย ฟีเจอร์หลายอย่างเหมาะกับประเทศกำลังพัฒนา เพราะบราวเซอร์มีการบีบอัดข้อมูลขนาดเล็ก ทำให้ประหยัดอินเทอร์เน็ต และกินแรมน้อย (อ่านเพิ่มเติม UC Browser เบราว์เซอร์ในสังกัด Alibaba ที่มาแรง ครองตลาดอินเดีย-อินโดนีเซีย) ไม่แปลกที่ในอินเดียจะมีผู้ใช้งานสูงมาก โดยในปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาดถึง 51% มีผู้ใช้งานต่อเดือนถึง 130 ล้านคน ​โค่นล้มบราวเซอร์ระดับโลกอย่าง Google Chrome และขึ้นแท่นเป็นบราวเซอร์สำหรับมือถือเบอร์ 1 ของอินเดีย

Paytm
Paytm Photo: Shutterstock

เบื้อหลัง Paytm อินเดีย มี 2 พี่ใหญ่หนุนหลัง

นอกจากนั้น ถ้าไปเปิดเบื้องหลังของ Paytm ดู ก็จะรู้ว่า เบื้องหลังของ Paytm มี 2 บริษัทยักษ์ใหญ่หนุนหลัง นั่นก็คือ Alibaba และ SoftBank

อย่างไรก็ตาม หากดีลระหว่าง Paytm กับ UCWeb สำเร็จ (ซึ่งน่าจะสำเร็จ เพราะคุยกับคนกันเอง) นอกจากจะเสริมความแกร่งในทางธุรกิจแล้ว เพราะได้ผู้ใช้งานเพิ่มอย่างมหาศาล

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องตั้งข้อสังเกตคือ ยุคนี้การจะขยายความแข็งแกร่งของธุรกิจที่ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ดูเหมือนจะหนีก็ไม่พ้นต้องวิ่งเข้าหายักษ์ใหญ่ อย่างในกรณีนี้ก็คือ SoftBank และ Alibaba นั่นเอง

สำหรับใครที่ไม่รู้จัก SoftBank ลองทำความรู้จักผ่าน Masayoshi Son ผู้ก่อตั้ง หรือทำความรู้จักผ่านอภิมหากองทุน Vision Fund ก็ได้ และอีกเรื่องคือ SoftBank ยังเป็นผู้ถือหุ้นที่ใหญ่ที่สุดใน Alibaba ของแจ๊ค หม่าอีกด้วย

ข้อมูล – Economictimes India

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/paytm-india-alibaba-softbank/

Zomato เว็บรีวิวและสั่งอาหารของอินเดีย รับเงินเพิ่มทุน 210 ล้านดอลลาร์ จาก Alipay

Zomato เว็บค้นหาร้านอาหารของประเทศอินเดีย ประกาศรับเงินเพิ่มทุนอีก 210 ล้านดอลลาร์ จาก Alipay สิงคโปร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ถือหุ้นของ Zomato อยู่แล้

ก่อนหน้านี้ Zomato รับเงินเพิ่มทุน 200 ล้านดอลลาร์จาก Alipay เช่นกันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยถึงตอนนี้ Alipay ถือหุ้นใน Zomato ราว 20-22% เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด

Zomato ก่อตั้งเมื่อปี 2008 โดยเริ่มจากเป็นเว็บรวมลิสท์ร้านอาหาร ให้บริการใน 41 เมืองของอินเดีย และขยายไปสู่บริการสั่งอาหารและจองโต๊ะอาหาร มีคู่แข่งหลักในอินเดียคือ Swiggy, Uber Eats และ Foodpanda

ที่มา: NDTV

alt="Zomato"

from:https://www.blognone.com/node/105854

Alibaba Cloud ประกาศแผนสร้าง Data Center แห่งที่สองในอินเดีย พร้อมอบรมบุคลากร 1,000 คน

หลังจากที่ Alibaba Cloud ได้ประกาศเปิดตัว Data Center แห่งแรกในอินเดียไปเมื่อเดือนมกราคม 2018 ที่ผ่านมา ล่าสุดก็ได้มีการเผยแผนการสร้าง Data Center แห่งที่ 2 ในอินเดียแล้ว ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในเมือง Mumbai

 

Credit: Alibaba Cloud

 

Data Center แห่งที่ 2 นี้จะให้บริการ Availability Zone แห่งที่ 2 สำหรับตลาดอินเดียโดยเฉพาะ ซึ่งก็ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การเติบโตของ Alibaba Cloud ในการช่วยให้เหล่าลูกค้าของ Alibaba Cloud เองสามารถก้าวสู่ตลาดที่มีศักยภาพอย่างเช่นประเทศอินเดียได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ Alibaba Cloud เองก็จะขยายพาร์ทเนอร์ในกลุ่ม Value-Added Distribution Channel ที่อินเดียเพิ่มขึ้นด้วยในปีนี้ รวมถึงยังมีแผนที่จะอบรมบุคลากร 1,000 รายเพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจในอินเดีย ซึ่งการอบรมนี้คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2019

 

ที่มา: https://techengage.com/alibaba-cloud-launches-second-data-center-in-india/

from:https://www.techtalkthai.com/alibaba-cloud-will-launch-its-second-data-center-in-india/