คลังเก็บป้ายกำกับ: INFOQUEST

[PR] หัวเว่ย เดินหน้านวัตกรรม ICT สร้างระบบควบคุมสั่งการเมืองอัจฉริยะ หนุนพัฒนาสมาร์ทซิตี้กว่า 100 แห่ง

บาร์เซโลนา, สเปน–15 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ – แลกเปลี่ยนแนวทางระดับโลกในงานประชุม SCEWC 2017 ณ บาร์เซโลนา

หัวเว่ย เข้าร่วมการประชุม Smart City Expo World Congress 2017 (SCEWC) ในบาร์เซโลนา ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Leading New ICT, Creating a Smart City Nervous System” เพื่อเน้นย้ำว่า เมืองอัจฉริยะเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่ทำงานได้อย่างไร้รอยต่อเพื่อเรียนรู้และยกระดับบริการต่างๆในเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยภายในงานนี้ หัวเว่ย ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก ได้จัดแสดงโซลูชั่น ICT ที่เชื่อมโลกดิจิทัลและโลกกายภาพเข้าด้วยกัน เพื่อการบริหารจัดการเมือง บริการสาธารณะ และเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ซึ่งนวัตกรรม ICT รูปแบบใหม่ๆ อาทิ คลาวด์คอมพิวติ้ง บิ๊กดาต้า อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้โซลูชั่นเหล่านี้ขับเคลื่อนความร่วมมือที่เป็นหนึ่ง ตลอดจนผลักดันการประสานงานระหว่างภาคธุรกิจ และการวิเคราะห์อัจฉริยะ เพื่อการจัดการบริการต่างๆในเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ในโอกาสนี้ หัวเว่ยยังได้เป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Smart City Summit ขนานกับการประชุม SCEWC โดยเปิดโอกาสให้บรรดาตัวแทนจากสหภาพยุโรป องค์กรมาตรฐานสากล บริษัทที่ปรึกษาชื่อดังระดับโลก สถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้อง และเมืองอัจฉริยะชั้นแนวหน้า ได้มาร่วมกันแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ร่วมกับคณะผู้บริหารเมืองกว่า 400 คนจากทั่วทุกมุมโลก   

หัวเว่ย สร้างระบบประสาทควบคุมสั่งการเมืองอัจฉริยะ ขับเคลื่อนให้เมืองมีชีวิต

การที่จะพัฒนาเมืองให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านเมืองสู่ดิจิทัล เพื่อรับมือกับความท้าทายในโลกความเป็นจริงทางกายภาพ กระบวนการดังกล่าวต้องการระบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ซึ่งผสานการจัดการและข้อมูล IoT เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยให้ทางการสามารถจัดการเมืองและบูรณาการโลกดิจิทัลและโลกกายภาพ การพัฒนาเมืองอัจฉริยะจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงการบริหารเมืองตั้งแต่ฐานราก และต้องเป็นยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพื่อการพัฒนาอันรุ่งเรือง นอกจากนี้ยังต้องมีทีมงานที่แข็งแกร่งและมีความสามารถ การลงทุนระยะยาวและมีเสถียรภาพ และผู้นำเมืองต้องร่วมมือกับผู้ให้บริการดิจิทัลระดับชั้นนำที่สามารถช่วยเหลือด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลได้ 

หยาน หลี่ต้า ประธานกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ของหัวเว่ย กล่าวว่า “เมืองอัจฉริยะเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิต ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยระบบประสาท ระบบประสาทของเมืองอัจฉริยะนี้ประกอบไปด้วย “สมอง” (ศูนย์ควบคุม) และ “เส้นประสาท” (เครือข่ายและเซ็นเซอร์) ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานะของเมืองในแบบเรียลไทม์ จากนั้นจึงถ่ายทอดข้อมูล เพื่อช่วยให้ “สมอง” วิเคราะห์และทำการตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลที่มีอยู่ ต่อไปจึงควบคุมสั่งการ และนำไปสู่การดำเนินการอย่างอัจฉริยะในท้ายที่สุด สิ่งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมโยงระหว่างโลกดิจิทัลและโลกกายภาพได้อย่างไร้รอยต่อ หัวเว่ยได้ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรม ICT รูปแบบใหม่ๆ เช่น คลาวด์คอมพิวติ้ง, IoT และ AI ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างระบบประสาทที่แข็งแกร่งเพื่อเป็นขุมพลังขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ เราพัฒนาแพลตฟอร์มแบบเปิดสำหรับเมืองอัจฉริยะโดยอาศัยนวัตกรรมและการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่หลากหลาย แพลตฟอร์มที่เราพัฒนาขึ้นนี้สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ต่างๆได้หลายชนิด และสามารถรองรับการประยุกต์ใช้งานในหลายรูปแบบ เราตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ที่สนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน หัวเว่ยเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการโซลูชั่น ICT เพียงไม่กี่เจ้าในอุตสาหกรรมที่สามารถนำเสนอโซลูชั่น cloud-pipe-device ได้อย่างครบวงจร อันจะนำไปสู่การเชื่อมต่อระหว่างโลกดิจิทัลและโลกกายภาพ เราจะเดินหน้าทำงานร่วมกับพันธมิตรในวงการเพื่อสร้างสรรค์การออกแบบในระดับสูงสุด ซึ่งจะช่วยตอบสนองความต้องการของเหล่าผู้บริหารเมือง และบรรลุเป้าหมายแห่งการเป็นเมืองอัจฉริยะ รวมทั้งจะร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อทำให้เกิดการบริหารจัดการเมืองที่ดี ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม และนำผลประโยชน์ไปสู่ประชาชน

หัวเว่ย เผยโฉมศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะสู่สายตาผู้ร่วมงานจากทั่วโลก

ในระหว่างการประชุมสุดยอด Global Smart City Summit หัวเว่ยได้เปิดตัวศูนย์ปฏิบัติการอัจฉริยะ หรือ Intelligent Operation Center (IOC) ซึ่งเป็นโซลูชั่นที่ทำหน้าที่เป็น “สมอง” ให้กับเมืองอัจฉริยะ พร้อมเชื่อมต่อโลกดิจิทัลกับโลกกายภาพ

โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับ IOC ประกอบด้วย ศูนย์ข้อมูลคลาวด์แบบกระจาย และเครือข่ายเมืองแบบยูบิควิตัส ซึ่งจะรวบรวม ผสมผสาน และแบ่งปันข้อมูลต่างๆของเมือง ทำให้สามารถสอดส่องดูแลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ IOC ยังใช้แพลตฟอร์มการสื่อสารแบบบูรณาการ หรือ Integrated Communications Platform (ICP) ซึ่งช่วยให้ส่วนหน้าที่ต่างๆของเมืองสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างชาญฉลาด ตลอดจนส่งความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินได้ทันท่วงที โดย IOC ได้นำเทคโนโลยีบิ๊กดาต้า การเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) และปัญญาประดิษฐ์มาใช้ เพื่อมอบข้อมูลเชิงลึกที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการวางผังเมืองและบริหารจัดการบริการที่สำคัญๆ อย่างเช่นการขนส่ง และการรักษาความปลอดภัย

นอกจากนี้ หัวเว่ยยังมีบริการบรอดแบนด์ทั้งแบบใช้สายและไร้สาย, แพลตฟอร์ม IoT และระบบปฏิบัติการ LiteOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการอัจฉริยะขนาดเล็กที่มีความปลอดภัย ทำหน้าที่เหมือนกับระบบประสาทส่วนปลายที่คอยรวบรวมข้อมูลมาช่วยในการตัดสินใจของสมอง ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในโลกทางกายภาพ

การปฏิวัติเมืองอัจฉริยะต้องอาศัยการเชื่อมต่อโครงข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบ  E2E และพันธมิตรด้านดิจิทัลที่สามารถให้การสนับสนุนอย่างรอบด้าน

หัวเว่ยและพันธมิตรร่วมกันรังสรรค์นวัตกรรมเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนและขับเคลื่อนโซลูชั่นเมืองอัจฉริยะในห้องวิจัยแบบเปิด หรือ OpenLabs ทั้ง 13 แห่งทั่วโลก โดย OpenLabs นำเสนอแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐาน ICT แบบเปิดที่ครบวงจรเบ็ดเสร็จในจุดเดียว ที่ช่วยให้พันธมิตรสามารถทดลองและตรวจสอบโซลูชั่นเมืองอัจฉริยะในสภาพแวดล้อมที่แท้จริงของเครือข่าย ดำเนินการวิจัยที่เป็นประโยชน์ ทำการตลาดและนำเสนอโซลูชั่น ตลอดจนได้เรียนรู้แนวทางการปฏิบัติและแนวทางแก้ปัญหาของเมืองอัจฉริยะ หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะสร้างแพลตฟอร์มเพื่อช่วยให้พันธมิตรสามารถพัฒนาเทคโนโลยีของพวกเขาได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเดินหน้าลงทุนในการพัฒนาระบบนิเวศให้เติบโตต่อไป

ความสามารถที่เพียบพร้อมในด้าน ICT ตลอดจนระบบนิเวศที่มีประสิทธิภาพ ทำให้หัวเว่ยสามารถให้การสนับสนุนด้าน ICT แก่เหล่าผู้บริหารเมืองได้อย่างรอบด้าน โดยในปัจจุบันโซลูชั่นเมืองอัจฉริยะของหัวเว่ยได้ช่วยสนับสนุนเมืองมากกว่า 120 แห่งในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศจีนนั้น หัวเว่ยได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเกณฑ์การประเมินเมืองอัจฉริยะ 26 ข้อ จนนำไปสู่การปรับปรุงเกณฑ์การประเมิน 9 ข้อ

หัวเว่ยกำลังจัดแสดงโซลูชั่นเมืองอัจฉริยะร่วมกับ SAP, Honeywell, Hexagon, Chinasoft International, Esri, RuiCheng Technology และพันธมิตรอุตสาหกรรมอีกหลายราย ที่งาน SCEWC ซึ่งโซลูชั่นครบวงจรที่นำมาจัดแสดงนั้น รวมถึง:

– หัวเว่ยใช้แพลตฟอร์ม IoT, ระบบปฏิบัติการ LiteOS และเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ Narrowband IoT (NB-IoT), eLTE-IoT และ AI เพื่อสร้างระบบยูบิควิตัสเซนซิง โดยรูปแบบการใช้งานอัจฉริยะต่างๆ อาทิ ถังขยะอัจฉริยะ ไฟถนนอัจฉริยะ การรดน้ำอัจฉริยะ อาคารอัจฉริยะ และบริการสุขภาพอัจฉริยะ ได้ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการบริหาร ความมั่นคงสาธารณะ และความเป็นอยู่ของประชาชน การบริหารเมืองแบบที่สามารถมองเห็นข้อมูลของเมืองทั้งเมืองได้ในแบบเรียลไทม์และมีการร่วมมือกันหลายฝ่าย ตลอดจนการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินและประสิทธิภาพในการตัดสินใจที่ดีขึ้นนั้นเกิดขึ้นได้ด้วยการสนับสนุนของ IOC ซึ่งประกอบด้วยศูนย์ข้อมูลแบบคลาวด์ แพลตฟอร์มสนับสนุนบริการบิ๊กดาต้า และแพลตฟอร์มสนับสนุนการใช้งาน ICT

– เทคโนโลยีคลาวด์ของหัวเว่ยสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมบริการ ทั้งการบริหารเมืองสำหรับรัฐบาล และบริการสาธารณะสำหรับชาวเมือง บริการเหล่านี้ ได้แก่ รัฐบาลอัจฉริยะ บริการสุขภาพอัจฉริยะ การศึกษาอัจฉริยะ การไฟฟ้าอัจฉริยะ และการขนส่งอัจฉริยะ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยยกระดับความพึงพอใจของประชาชน

– หัวเว่ยได้เปิดตัว Smart Campus Solution เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาและวิวัฒนาการอุตสาหกรรม ตลอดจนส่งเสริมการรวมระบบอัจฉริยะและดิจิทัล ยกตัวอย่างที่เมืองตุนหวง ประเทศจีน ศูนย์ข้อมูลคลาวด์ แพลตฟอร์มบิ๊กดาต้า และเทคโนโลยี IoT ของหัวเว่ยได้ช่วยปรับปรุงคุณภาพบริการการท่องเที่ยวและบริการสาธารณะให้มีความเป็นอัจฉริยะ โดยเมืองแห่งนี้ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยว 8 ล้านคนในปี 2559 เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับปี 2558 และปัจจุบันจุดชมวิวต่างๆ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น 40% โดยใช้เจ้าหน้าที่บริการน้อยลง 20%

###

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-creating-smart-city-nervous-system/

Advertisements

[PR] “O-Bank” ธนาคารพาณิชย์ดิจิทัลแห่งแรกของไต้หวัน วางใจใช้โซลูชั่นของ Avaya

ดูไบ,สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–11 ต.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์- O-Bank ก้าวขึ้นเป็นธนาคารพาณิชย์ดิจิทัลเต็มรูปแบบแห่งแรกของไต้หวัน

เทคโนโลยีด้านการสื่อสารของ Avaya ช่วยให้ O-Bank (Wangdao) ก้าวขึ้นเป็นธนาคารดิจิทัลเต็มรูปแบบแห่งแรกของไต้หวันที่ให้บริการผ่านทางออนไลน์เท่านั้น O-Bank เป็นธนาคารที่สามารถให้บริการลูกค้าจากทุกที่ผ่านทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ วิดีโอคอลล์ ข้อความเสียง และช่องทางการทำธุรกรรมออนไลน์อื่นๆ โดยอาศัยเทคโนโลยีหลากหลายจาก Avaya ทั้ง Omni-Channel Customer Engagement และ Avaya Breeze

O-Bank (Wangdao) becomes Taiwan’s first, all-digital, online-only bank, supported by Avaya multi-channel Customer Engagement technologies – including Avaya Breeze. (PRNewsfoto/Avaya)

ในฐานะธนาคารดิจิทัล O-Bank สามารถขยายเวลาการให้บริการลูกค้าได้นานขึ้น พร้อมเข้าถึงลูกค้าในหลายพื้นที่ได้มากขึ้น โดยลูกค้าสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ง่ายๆ ผ่านทางแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนหรือเว็บไซต์

อย่างไรก็ดี การให้บริการลูกค้าแบบ Personalization เป็นหัวใจสำคัญของ O-Bank ดังนั้น ลูกค้าทุกคนจึงสามารถสื่อสารกับพนักงานเพื่อทำธุรกรรมได้ผ่านบริการเสียงและวิดีโอคอลล์ (Video Call) แบบเรียลไทม์ โดย O-Bank ได้เปิดศูนย์บริการวิดีโอ (Video Service Center) ที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ ทั้งยังเป็นธนาคารแห่งแรกของไต้หวันที่ให้บริการวิดีโอคอลล์อย่างเต็มรูปแบบตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ แพลตฟอร์มของอวาย่ายังเอื้อให้ O-Bank สามารถจัดสรรทรัพยากรภายในได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เพื่อส่งมอบบริการอันเหมาะสมและเปี่ยมประสิทธิภาพให้แก่ลูกค้า ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพและเสถียรภาพด้านประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าในทุกช่องทางและทุกกลุ่มธุรกิจ

การผสานเทคโนโลยี Avaya Breeze เข้ากับ Client SDK ช่วยให้ O-Bank สามารถบูรณาการช่องทางการสื่อสารหลายช่องทางเข้ากับแอปมือถือและเว็บเพจได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังมีความยืดหยุ่นในการรองรับสภาพแวดล้อมอันหลากหลายของกระบวนการธุรกิจประเภทต่างๆ รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ ทั้งนี้ โซลูชั่นที่เปิดกว้างและได้มาตรฐานของอวาย่าช่วยในการบูรณาการระบบต่างๆของ O-Bank ทั้งยังลดความยุ่งยากในการใช้งาน และช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานด้วย

Lin Tom รองประธาน O-Bank เปิดเผยว่า “O-Bank เป็นธนาคารพาณิชย์ดิจิทัลแห่งแรกของไต้หวัน ความสำเร็จของเราต้องอาศัยความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูงและพันธมิตรผู้ให้บริการที่มีคุณภาพและไว้วางใจได้ โซลูชั่นของอวาย่ามีเอกลักษณ์และข้อดีมากมายที่ตอบสนองความต้องการของเรา ทำให้เราสามารถตั้งศูนย์บริการลูกค้าที่เรียบง่ายและตอบสนองรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยให้เราประสบความสำเร็จในตลาดการธนาคารดิจิทัลในไต้หวันด้วย”

Chen Wei ประธานบริษัท อวาย่า เกรทเทอร์ ไชน่า กล่าวเสริมว่า “ยุคดิจิทัลได้มาถึงแล้วทั่วโลก และจีนก็เป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมการเงินไปสู่ยุคดิจิทัล การปฏิวัติ O-Bank ก็ไม่ต่างกับสิ่งที่อวาย่ากำลังทำอยู่ นั่นคือ การยกระดับประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการสื่อสาร ควบคู่ไปกับการพัฒนาโซลูชั่นและบริการที่ทันสมัยสำหรับยุคดิจิทัล ความสำเร็จในการร่วมมือกับ O-Bank ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าของเราอีกด้วย”

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอวาย่าได้ที่  http://www.avaya.com

###

from:https://www.techtalkthai.com/obank-taiwan-implements-avaya-solution/

[PR] ​ “ไมโครซอฟท์” สนับสนุนกลุ่มลูกค้าเปลี่ยนโฉมแบบดิจิทัล ด้วยการผสานเทคโนโลยีคลาวด์, AI และความจริงเสมือนแบบผสมผสาน พร้อมยกระดับความสามารถของคอมพิวติ้ง

ออร์แลนโด, ฟลอริด้า–26 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ – ไมโครซอฟท์ คอร์ป ได้ต้อนรับลูกค้าจากภาคธุรกิจกว่า 25,000 ราย สู่งานมหกรรมไอทีประจำปี Microsoft Ignite ณ เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริด้า ซึ่งบริษัทได้จัดแสดงเทคโนโลยีคลาวด์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีความจริงเสมือนแบบผสมผสานที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆของบริษัท เพื่อให้ลูกค้าสามารถจินตนาการและสร้างธุรกิจแห่งอนาคต ไมโครซอฟท์ยังถ่ายทอดวิธีการนำควอนตัมคอมพิวเตอร์มาใช้ในการแก้ปัญหาและรับมือกับความท้าทายระดับโลก สำหรับเรื่องราวของผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์สุดล้ำของไมโครซอฟท์นั้นได้แก่ โปรแกรม Office 365, Windows 10, Microsoft Azure, Dynamics 365 และ Microsoft AI ที่มุ่งเน้นเรื่องวิธีการที่บริษัทจะช่วยให้ผู้คนและองค์กรประสบความสำเร็จในสถานที่ทำงานที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว รวมถึงทำให้ลูกค้าสามารถผสานข้อมูล, เทคโนโลยี AI, เทคโนโลยีไฮบริด และคลาวด์ เพื่อพัฒนากระบวนการทางธุรกิจ รวมถึงสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออนาคต

สัตยา นาเดลลา ซีอีโอของไมโครซอฟท์ เปิดเผยว่า “เทคโนโลยีดิจิทัลส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของโลกในทุกๆแง่มุม อีกทั้งยังช่วยสร้างโอกาสให้กับองค์กรทุกขนาดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตัวผมเองรู้สึกชื่นชมและได้แรงบันดาลใจจากความรู้ความสามารถของลูกค้า พันธมิตร รวมถึงนักพัฒนาในทุก ๆ ที่ช่วยผลักดันขอบเขตของความเป็นไปได้เข้ากับเทคโนโลยีความจริงเสมือนแบบผสมผสาน ตลอดจนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่มีอยู่ในโปรแกรม Microsoft 365, Dynamics 365 และ Azure เพื่อเปลี่ยนแปลงและสร้างผลลัพธ์ให้กับโลกใบนี้”

ก้าวต่อไปของระบบคอมพิวติ้ง

12 ปีหลังจากที่ได้ลงทุนสร้างสรรค์คอมพิวเตอร์ที่สามารถปรับขนาดได้โดยใช้หลักฟิสิกส์ควอนตัม วันนี้ ไมโครซอฟท์ ได้เปิดเผยความสำเร็จในการพัฒนาภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมขึ้นใหม่ซึ่งเหมาะสำหรับควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่สามารถปรับขนาดได้  รวมถึงบูรณาการเชิงลึกของภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมลงในระบบ Visual Studio ซึ่งจะทำให้นักพัฒนาสามารถแก้ไขข้อบกพร่อง รวมทั้งระบบจำลองสนับสนุนและทันสมัยที่สามารถใช้งานในพื้นที่ท้องถิ่น หรือระบบปฏิบัติการ Microsoft Azure ได้ โดยเครื่องมือดังกล่าวจะเปิดให้ใช้ฟรีภายในสิ้นปีนี้ เหล่านักพัฒนาสามารถเข้าร่วมในชุมชนควอนตัมของไมโครซอฟท์ได้ผ่านการลงทะเบียนที่  http://www.microsoft.com/quantum

ยกระดับขีดความสามารถของพนักงานและสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการทำงาน

ไมโครซอฟท์ยังได้ประกาศถึงความสำเร็จในการพัฒนาโปรแกรม Microsoft 365 ออกเป็นโซลูชั่นใหม่ 2 โซลูชั่น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับพนักงานระดับต้นและกลุ่มลูกค้าที่ทำงานด้านการศึกษา นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดตัวความสามารถด้านการค้นหาแบบอัจฉริยะใหม่ ๆ , วิสัยทัศน์สำหรับการสื่อสารแบบอัจฉริยะซึ่งมุ่งเน้นทีมงานของไมโครซอฟท์เป็นศูนย์กลาง, ระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงการยกระดับการบริหารจัดการด้านไอที เพื่อมอบความมั่นใจและความไว้วางใจให้แก่ลูกค้า ซึ่งครอบคลุมถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบคุ้มครองข้อมูลทั่วไปด้วยเช่นกัน

– Microsoft 365 F1 มาพร้อมกับโปรแกรม Office 365, Windows 10 และ Enterprise Mobility + Security เพื่อยกระดับขีดความสามารถของพนักงานระดับต้นกว่า 2 พันล้านคนทั่วโลก ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านแรกของการติดต่อระหว่างบริษัทกับลูกค้า หรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการผลิตสินค้าต่าง ๆ

– Microsoft 365 Education ประกอบด้วย โปรแกรม Office 365 for Education, Windows 10, Enterprise Mobility + Security และ Minecraft: Education Edition ที่จะช่วยให้นักเรียนนักศึกษา คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่ สามารถทำทุกอย่างได้ตามที่ต้องการในการสร้างสรรค์และทำงานร่วมกันอย่างมั่นคง

– อุปกรณ์ที่ใช้งานกับ Microsoft 365 ประกอบไปด้วย อุปกรณ์รุ่นใหม่ๆที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 10 S จากบริษัท HP Inc., Lenovo, Acer และ Fujitsu ที่มีราคาขายตั้งแต่ 275 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามต้องการและมีการบริหารจัดการที่เรียบง่าย อีกทั้งยังทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจลดลง โดยอุปกรณ์เหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับการบริหารจัดการเฉพาะบนระบบคลาวด์ และเหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานของนักเรียน นักศึกษา และผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงาน

– ไมโครซอฟท์ยังได้เปิดตัวโปรแกรมการสื่อสารอัจฉริยะเวอร์ชั่นใหม่ ซึ่งรวมถึงแผนการณ์ที่จะนำศักยภาพต่างๆของ Skype for Business Online มาใช้กับโปรแกรม Microsoft Teams ควบคู่ไปกับการให้บริการด้านข้อมูลและความรู้ เพื่อให้โปรแกรม Teams ได้กลายเป็นศูนย์กลางของการทำงานเป็นทีมอย่างแท้จริงในโปรแกรม Office 365 โดยที่ยังคงคุณสมบัติในการพูดคุยผ่านตัวอักษร, เสียง และวีดีโอเอาไว้

– ประสบการณ์ในการค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ โดยใช้เทคโนโลยี AI และ Machine Learning เพื่อส่งมอบผลการค้นหาได้มากกว่าเดิมในทุกๆที่ที่คุณค้นหาข้อมูลบน Microsoft 365 ประสบการณ์ในการค้นหาแบบใหม่นี้ ประกอบด้วย โปรแกรม Bing สำหรับค้นหาข้อมูลส่วนตัวทางธุรกิจ ซึ่งจะช่วยรวบรวมผลการค้นหาทั้งที่เป็นบริบทแวดล้อมและเป็นส่วนตัวจากทั้งในและนอกองค์กรของคุณ

– โปรแกรม LinkedIn เวอร์ชั่นใหม่บนการ์ดโปรไฟล์ของไมโครซอฟท์ สามารถเรียกดูข้อมูลประวัติบน LinkedIn ได้ผ่านบริการและแอปพลิเคชั่นของไมโครซอฟท์ได้แล้ว โดยประสบการณ์ใหม่นี้ ทำให้ลูกค้าที่พึ่งใช้งาน Outlook Web Access, SharePoint และ OneDrive Business เป็นครั้งแรก สามารถพัฒนาแนวทางในการทำงานและพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกัน ด้วยการส่งมอบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวบุคคลที่คุณกำลังทำงานด้วยทั้งในและนอกองค์กรของคุณได้อย่างเหมาะสมในโปรแกรม Office 365

– บริษัท HP และ Lenovo จะร่วมมือกับ Surface ในการสนับสนุนโปรแกรม Windows AutoPilot ด้วยการจัดเตรียมอุปกรณ์ IDs ให้กับบริษัทต่างๆ ที่เลือกว่าจะเริ่มต้นการใช้งานในเดือนม.ค. 2561 ซึ่งบริการนี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าการใช้งานอุปกรณ์ชิ้นใหม่ได้อย่างง่ายดายผ่านคอนฟิกเกอเรชั่นและแอปพลิเคชั่นที่พร้อมใช้งาน โดยที่ฝ่ายไอทีไม่จำเป็นต้องเข้ามาแตะต้องอุปกรณ์หรือทำการอัพเดตด้วยตัวเองอีกต่อไป

– Microsoft 365 ยังมีฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย Advanced Threat Protection (ATP) ที่ถูกปรับปรุงให้สามารถต่อต้านการฟิชชิ่งได้มากขึ้น, ขยายความสามารถในการป้องกันให้กับ SharePoint Online, OneDrive for Business และ Microsoft Teams อีกทั้งยังผสานรวมความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามทั้งในระบบคลาวด์และ on-premise

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชั่น Modern Workplace ของไมโครซอฟท์ได้ ที่นี่ 

ปรับโฉมการดำเนินงานทางธุรกิจด้วยคลาวด์และ AI

ไมโครซอฟท์นำเสนอโปรแกรม Dynamics 365 ที่ใช้โซลูชั่น AI รุ่นใหม่ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนแปลงการทำงานและบริการที่สำคัญขององค์กร เพื่อให้ผู้ใช้งานทางธุรกิจสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานในรูปแบบใหม่ๆได้ทุกวัน

– Microsoft Dynamics 365 AI solutions ได้รับการคิดค้นขึ้นเพื่อรองรับการดำเนินงานภายในองค์กรที่มีมูลค่าสูงและซับซ้อน และวางโครงสร้างเพื่อตอบรับกับกระบวนการ ระบบ และข้อมูลที่มีอยู่เดิม โซลูชั่นแรกนี้ประกอบด้วยตัวแทนเสมือน (virtual agent) สุดอัจฉริยะสำหรับการดูแลลูกค้า ระบบช่วยเหลืออัจฉริยะสำหรับบุคลากรที่ต้องบริการลูกค้า และเครื่องมือบริหารจัดการการสนทนา ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนการทำงานโดย Microsoft AI ปัจจุบัน กระทรวงบริการมนุษย์แห่งออสเตรเลีย บริษัท HP Inc., Macy’s และไมโครซอฟท์ ต่างเลือกใช้เทคโนโลยีนี้ในการยกระดับความพึงพอใจในภาพรวมของลูกค้า และจัดการกับคำร้องขอได้มากขึ้น แต่ใช้เวลาน้อยลง

– แอปส่วนจำเพาะสำหรับ Dynamics 365 คิดค้นขึ้นเพื่อช่วยให้ลูกค้าเปลี่ยนโฉมขั้นตอนการทำงานที่สำคัญได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการผนวกเข้ากับระบบที่มีอยู่เดิม และเสริมด้วยขั้นตอนการทำงานและข้อมูลเชิงลึกจาก Dynamics 365, LinkedIn และ Office 365 โดยแอปส่วนจำเพาะ 2 รายการแรกอย่าง Attract และ Onboard นั้น จะช่วยให้บริษัททั้งหลายสามารถสรรหาบุคลากรที่มีคุณสมบัติครบครันมากที่สุด และเสริมทักษะได้อย่างตรงจุด และสร้างความมั่นใจว่าจะสามารถจัดทำออนบอร์ดส่วนบุคคลได้ แอปทั้ง 2 ที่กล่าวถึงนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Dynamics 365 for Talent ภายในปีนี้

– บูรณาการได้ล้ำลึกยิ่งขึ้นระหว่าง PowerApps, Microsoft Flow กับ Office 365 และDynamics 365 วันนี้ ผู้ใช้งานโซลูชั่นธุรกิจที่คุ้นเคยเป็นอย่างดีอยู่แล้วกับฟอร์มของ InfoPathฐานข้อมูลของ Access หรือ SharePoint ก็จะสามารถสร้างแอปเพื่อขยายและวางระบบอัตโนมัติให้กับกระบวนการธุรกิจของตนเอง ด้วย PowerApps และ Microsoft Flow

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการที่บริษัทต่างๆสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ ในการยกระดับโปรแกรมและกระบวนการธุรกิจได้ ที่นี่

ยกระดับระบบคลาวด์ภายในองค์กร

Microsoft Azure กำลังผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าใหม่ๆในเรื่องผลิตภาพในองค์กร การสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอัจฉริยะ และความน่าเชื่อถือทางธุรกิจที่ลึกล้ำยิ่งกว่า ทั้งหมดนี้ผ่านระบบไฮบริดคลาวด์ที่โดดเด่นและมั่นคง ครอบคลุมทั้งข้อมูล แอป และโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะที่ติดตั้งภายในองค์กรหรือบนระบบคลาวด์         

– Azure Stack จัดส่งผ่านทาง OEM ที่เป็นพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็น Dell EMC, HPE และ Lenovo โดย Azure Stack เป็นซอฟต์แวร์ส่วนขยายในเครือ Azure ที่มีความโดดเด่นเหนือกว่าโซลูชั่นอื่นๆในตลาด ซึ่งช่วยมอบความสม่ำเสมอให้กับองค์กรทั้งหลาย ในการสร้างและติดตั้งแอปด้วย API เครื่องมือ และประสบการณ์ในลักษณะเดียวกันกับที่มีบนคลาวด์ของ Azure

– รองรับ SQL Server บน Linux, Windows และ Docker ด้วย SQL Server 2017 GA โดย SQL Server เป็นฐานข้อมูลแบบ born-in-the-cloud เจ้าแรกที่รองรับการติดตั้งในองค์กรด้วยเช่นกัน SQL Server 2017 นำศักยภาพของ SQL Server เพื่อใช้ร่วมกับคอนเทนเนอร์ระบบ Windows, Linux และ Docker เป็นครั้งแรก ส่งผลให้เหล่านักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชั่นอัจฉริยะด้วยภาษาและสภาวะแวดล้อมที่ต้องการจะยกระดับผลิตภาพต่อไป เช่นเดียวกับสมรรถนะและความปลอดภัยของข้อมูล

– โซลูชั่น Database Migration Service และ SQL DB Managed Instance ที่ทำงานอย่างอัตโนมัติเต็มรูปแบบ พร้อมให้บริการลูกค้าแล้ววันนี้ เพื่อความสะดวกง่ายดายในการยกหรือโยกย้ายฐานข้อมูล SQL Server ที่ติดตั้งภายในอาคาร ไปยังฐานข้อมูล Azure SQL

– คลังข้อมูล SQL ส่งมอบประสิทธิภาพระดับใหม่ที่ถูกปรับแต่งขั้นสูงสุดเพื่อการประมวลผลยกระดับการวิเคราะห์ข้อมูลในคลาวด์อย่างเห็นได้ชัด ระดับประสิทธิภาพที่ถูกปรับแต่งขั้นสูงสุดเพื่อการประมวลผลนี้สูงกว่าที่เคยมีมา อยู่ที่มากกว่า 30,000 DWU และจะเปิดให้ชมตัวอย่างในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้

– Azure Hybrid Benefit for SQL Server เปิดทางผู้ใช้สามารถเพิ่มการลงทุนในใบอนุญาตจนถึงขั้นสูงสุดพร้อมอัตราส่วนลด ขยายรูปแบบการใช้งานแบบไฮบริดบนการลงทุนด้านข้อมูลของลูกค้าของเรา

– บริการ Azure Cost Management ของ Cloudyn จะช่วยบริหารและปรับปรุงการใช้จ่ายคลาวด์ผ่านช่องทางรวมช่องทางเดียวสำหรับสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ต่างๆ ลูกค้าและหุ้นส่วนจะสามารถใช้บริการนี้เพื่อจัดการการใช้จ่าย Azure ได้ฟรี

– Azure Security Center จะรวมความปลอดภัยเชิงบูรณารูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงและเพิ่มการป้องกันภัย รวมถึงการขยายให้ครอบคลุมการทำงานแบบผสมผสาน

– ตัวอย่างของ Azure Machine Learning รูปแบบใหม่จะมอบชุดเครื่องมือใหม่ให้แก่นักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลสำหรับการพัฒนาและจัดการการเรียนรู้ของเครื่องจักรและโมเดลปัญญาประดิษฐ์ทุกที่ ทั้งในคลาวด์ ซอฟต์แวร์แบบ on-premises และ edge การปรับปรุงครั้งใหม่นี้ยังทำให้เหล่านักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้มากขึ้น ผ่านการใช้ประโยชน์จาก open source frameworks เครื่องมือและruntime ที่เป็นที่นิยมมากที่สุด

– การผสานระหว่าง Azure CosmosDB และ Azure Functions ด้วยการนำพลังจาก Azure CosmosDB ซึ่งเป็นบริการด้านฐานข้อมูลสมัยใหม่แห่งแรกของบริษัทที่มีการจัดจำหน่ายทั่วโลก มารวมกับ Azure Functions ทำให้นักพัฒนาสามารถทำสิ่งใหม่ๆได้มากขึ้น เขียนแอพด้วยการใส่รหัสเพียงไม่กี่บรรทัดเพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมได้เร็วกว่าสำหรับการรับมือกับ ‘เหตุการณ์ต่างๆ’ เช่น เซ็นเซอร์ IoT การเปลี่ยนฐานข้อมูล และอื่นๆอีกมากมาย

– อัพเดทในส่วน Microsoft Cognitive Service ซึ่งเป็นแหล่งรวม API อันชาญฉลาดที่ทำให้นักพัฒนาสามารถเพิ่มความสามารถของ AI เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน การอัพเดทในวันนี้ครอบคลุมถึงความสามารถทั่วไปในการวิเคราะห์ข้อความ ซึ่งเป็นบริการคลาวด์สำหรับการแปลงข้อมูลภาษา เช่น การวิเคราะห์อารมณ์และความรู้สึกจากข้อความ การแยกวลีหลัก และการตรวจจับภาษาในบทความ ในเดือนหน้า พวกเรายังจะทำให้สามารถใช้งาน Bing Custom Search ซึ่งเป็นส่วนสำหรับการค้นหาแบบพิเศษบนหน้าเว็บได้ และ Bing Search v7 ซึ่งจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้นเมื่อทำการค้นหาเว็บไซต์ ข่าว วิดีโอ และรูปภาพด้วย Bing รวมถึงการแนะนำคำที่ต้องการจะพิมพ์แบอัตโนมัติและการตรวจการสะกดคำรุ่นใหม่

ดูข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับโซลูชั่นคลาวด์สำหรับองค์กรของไมโครซอฟท์ได้ ที่นี่

###

เกี่ยวกับไมโครซอฟท์ อิกไนต์ (Microsoft Ignite)

สามารถอ่านข้อมูลและข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับไมโครซอฟท์ อิกไนต์ ได้ที่  ไมโครซอฟท์ นิวส์ เซ็นเตอร์ ผู้อ่านสามารถติดตามและโต้ตอบกับชุมชนไมโครซอฟต์ ทวิตเตอร์ได้ที่ @MSFTnews and @MS_Igniteผ่านแฮชแท็ก #MSIgnite

เกี่ยวกับไมโครซอฟท์

ไมโครซอฟท์  (Nasdaq “MSFT” @microsoft) เป็นบริษัทแพลตฟอร์มและการสร้างสรรค์ชั้นนำสำหรับโลกแห่งโทรศัพท์มือถือและคลาวด์ ภารกิจของบริษัทคือการเสริมความแข็งแกร่งให้ทุกคนและทุกองค์กรในโลกทำอะไรได้มากกว่าเดิม

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-ignite-cloud-ai/

[PR] โดรนมีบทบาทช่วยเร่งกระบวนการใช้เครื่องมือที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงในภาคการเกษตรของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้หรือไม่?

รายงานอุตสาหกรรมฉบับล่าสุดซึ่งจัดทำโดยบริษัท อิปซอสส์ จำกัด (Ipsos Business Consulting) บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การเติบโตระดับโลก ระบุว่า การใช้ประโยชน์จากโดรนในภาคเกษตรกรรม (Agricultural Drones) ของบางประเทศในเอเชียยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก

รายงาน Commercial Drone Adoption in Agribusiness: Disruption and Opportunity ของอิปซอสส์ ระบุว่า สัดส่วนการใช้ โดรนในภาคเกษตรกรรมของจีนอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 2% ของพื้นที่การเกษตร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของเทคโนโลยีดังกล่าวที่จะช่วยตอบโจทย์สำหรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรในกลุ่มเกษตรกรรายย่อยทั่วประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ เพื่อช่วยในการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว เช่นเดียวกับตัวเลขการใช้โดรนเพื่อการเกษตรในไทยและฟิลิปปินส์ก็มีไม่ถึง 10% ของพื้นที่การเกษตร ขณะที่เกาหลีใต้อยู่ที่ระดับไม่ถึง 15% ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด

ถึงแม้การใช้งานโดรนในภาคเกษตรกรรมจะมีประวัติความเป็นมาย้อนกลับไปได้จนถึงช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 ซึ่งญี่ปุ่นได้เริ่มใช้โดรนเชิงพาณิชย์ในภาคการเกษตร แต่เทคโนโลยีดังกล่าวกลับเพิ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เองคุณมาร์คัส เชียแรร์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีโดรนเพื่อการพาณิชย์ของอิปซอสส์ กล่าวสำหรับผู้มีบทบาทในห่วงโซ่คุณค่าหลายๆรายนั้น การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าว ถือเป็นการส่งมอบทางเลือกด้านเครื่องมือทางเทคโนโลยีในราคาที่เอื้อมถึงให้แก่เกษตรกร เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการเพาะปลูก ตลอดจนช่วยจัดสรรทรัพยากรในการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รายงานฉบับดังกล่าวยังได้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่สำคัญสำหรับผู้ผลิตโดรน (UAV) ในเอเชีย ตลอดจนความท้าทายสำหรับบริษัทที่ทำธุรกิจการเกษตรในการแสวงหาแนวทางการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านต้นทุนและประสิทธิผลสำหรับเกษตรกรรายย่อยและบริษัทพาณิชย์รายใหญ่คุณมาร์คัส กล่าวพร้อมกับเสริมด้วยว่า ทั้งไทยและฟิลิปปินส์ต่างก็มีการใช้โดรนบนพื้นที่เกษตรไม่ถึง 10% ขณะที่เกาหลีใต้นั้น มีการใช้งานไม่ถึง 15% ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความท้าทายและโอกาสในการเติบโตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ไม่เฉพาะแค่โอกาสในประเทศจีนเท่านั้น

ในฐานะเครื่องมือทางการเกษตรที่มีความแม่นยำสูง เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยยกระดับแนวทางการเพาะปลูกแบบดั้งเดิม อีกทั้งยังสร้างแรงดึงดูดทางธุรกิจอีกด้วย โดยผลการศึกษาบางชิ้นมีการประมาณการว่า โดรนทางการเกษตรช่วยลดปริมาณการใช้น้ำในการชลประทานได้ถึง 90% และลดการใช้สารเคมีได้มากถึง 30-50%

คุณนที เรืองจิระชูพร หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาธุรกิจการเกษตรระดับโลกของอิปซอสส์ กล่าวว่า มีหลายสิ่งที่คล้ายคลึงกันกับแนวคิดริเริ่มในการนำเครื่องจักรมาใช้ในการเกษตรช่วงก่อนหน้านี้ แต่ก็เห็นด้วยกับคุณมาร์คัสว่า เทคโนโลยี UAV จะช่วยสร้างโอกาสที่ดีกว่าในการเป็นทางเลือกของการใช้เครื่องจักรในภาคการเกษตรด้วยราคาที่สามารถเอื้อมถึง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่เพาะปลูกใช้เทคโนโลยีได้ง่ายขึ้นรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมพยายามแก้ปัญหาท้าทายในด้านการเพิ่มอัตราการประยุกต์ใช้เครื่องจักรในภาคการเกษตร เพื่อเพิ่มผลผลิตและปรับปรุงคุณภาพของพืชผลมานานแล้ว ถึงแม้จะมีผู้ที่ประสบความสำเร็จในภูมิภาคเอชียแปซิฟิกอยู่จำนวนหนึ่ง แต่อัตราการขยายตัวของการใช้เครื่องจักรในภาคการเกษตรนั้น กลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่ทุกฝ่ายคาดหวังไว้ เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่มีขนาดพื้นที่ไร่นาขนาดเล็ก ทำให้มีความยากลำบากในการจัดหาเครื่องจักรมาใช้งานเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุน ดังนั้นโดรนจึงจะเป็นทางเลือกที่จะช่วยให้สามารถก้าวข้ามอุปสรรคดังกล่าวได้ และเพิ่มโอกาสในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการในภาคการเกษตรมากขึ้น เราได้เห็นผู้ทำธุรกิจ AgTech จำนวนมาก ต่างก็พยายามรุกนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการของตนเองกันอย่างกระตือรือร้น อย่างไรก็ดี แนวทางปฏิบัติและวิธีการการเพาะปลูก รวมถึงพฤติกรรมของเกษตรกรที่มีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้น จัดเป็นหนึ่งในข้อควรพิจารณาที่สำคัญสำหรับผู้ทำธุรกิจแต่ละรายในการวางกลยุทธ์การตลาดให้ประสบความสำเร็จในภูมิภาคนี้

หลังจากที่ได้เปิดตัวเทคโนโลยีโดรนเพื่อการเกษตรทางเลือกใหม่ ปัญหาท้าทายต่อมาคือ การทดสอบวิธีปฏิบัติในด้านการเกษตร แนวทางการนำไปใช้ และความน่าดึงดูดในตลาด เพื่อประเมินขอบเขตผลกระทบของโดรนทางการเกษตร

รายงาน Commercial Drone Adoption in Agribusiness: Disruption and Opportunity ยังได้ระบุใจความสำคัญที่ส่งถึงยังกลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่ต้องการขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของผลผลิตทางการเกษตรว่า มีผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีระดับนวัตกรรมมากมายที่มีการเปิดตัวไปในภาคอุตสาหกรรมทางการเกษตรของเอเชียนับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ผ่านมา แต่ก็มีน้อยรายที่ประสบความสำเร็จได้ตามที่คาดหวัง บริษัทเหล่านั้นมุ่งหวังว่าจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีโดรนที่กำลังมาแรงนี้ในฐานะสิ่งสำคัญที่ต้องทำเป็นลำดับแรก เนื่องจากการทำความเข้าใจในปัจจัยและผลที่ตามมาจากการใช้งานโดรนนั้น ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นในการกำหนดแผนกลยุทธ์ในการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ โดยในแต่ละบริบทของตลาด รายงานของอิปซอสส์ยังแสดงให้เห็นถึงความผันแปรในด้านของกฎเกณฑ์ ความท้าทายด้านผลผลิต ตลอดจนแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่มีอิทธิพลต่อการใช้งานโดรนเพื่อการเกษตรในแต่ละประเทศอีกด้วย

สามารถดาวน์โหลดรายงานจากแผนกที่ปรึกษาทางธุรกิจ บริษัท อิปซอสส์ จำกัด ในรูปแบบ PDF ได้ที่ www.ipsosconsulting.com/Agriculture-Drones

###

from:https://www.techtalkthai.com/agriculture-drones/

[PR] “ดีป้า” รุกปั้นบุคลากรยกระดับสู่มาตรฐานสากล หนุนเทคโนโลยีวีอาร์
จัดเวิร์คช็อปเข้มข้น ส่งฝึกงานจริงต่างประเทศ

เทคโนโลยีวีอาร์มาแรง! สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดตัวโปรเจ็คสร้างบุคลากรระดับสากล จัดเวิร์คช็อปแบบเข้มข้น อัดแน่นความรู้จากสุดยอดผู้เชี่ยวชาญ พร้อมส่งฝึกงานในต่างประเทศ ยกระดับศักยภาพวงการดิจิทัลไทย ส่งใบสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ผ่านทางเว็บไซต์ของโครงการที่ www.VRInventors.depa.or.th

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดตัวโครงการกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ Visual Interactive Storytelling Workshops and Internship” ภายใต้แนวคิด “VR Inventors” เพื่อสร้างบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีภาพเสมือน (Virtual Reality) หรือวีอาร์ ยกระดับขีดความสามารถและเพิ่มศักยภาพของวงการดิจิทัลไทย สอดรับกับกระแสโลกที่เทคโนโลยีวีอาร์ได้รับความนิยมและมีมูลค่าทางการตลาดสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่แค่ในด้านความบันเทิงเท่านั้นแต่เทคโนโลยีวีอาร์ยังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อต่อยอดธุรกิจ และยังมีความสำคัญด้านการแพทย์  การศึกษา ความมั่นคง วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอีกด้วย

นายฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าวว่า ภายใต้ภารกิจหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของสำนักงานฯ คือ การพัฒนากำลังคนดิจิทัลที่มีคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรม ดีป้าเล็งเห็นว่าเมืองไทยยังมีผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีวีอาร์อยู่ไม่มากนัก ในขณะที่เทคโนโลยีนี้เริ่มเข้ามามีบทบาททั้งในภาครัฐและเอกชนมากขึ้นเรื่อยๆ โครงการนี้จึงรวบรวมผู้เชี่ยวชาญมาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ทั้งในด้านคอนเทนต์และระบบ โดยจะส่งบุคลากรไปฝึกงานที่ต่างประเทศ เพื่อเรียนรู้ถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีวีอาร์และส่งเสริมความเป็นมืออาชีพในระดับสากล โดยท้ายที่สุดผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องสร้างสรรค์ผลงานขึ้นจริงตามโจทย์ที่ได้รับ เพื่อเป็นการฝึกฝนขัดเกลาทักษะความรู้

โครงการกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ Visual Interactive Storytelling Workshops and Internship” เปิดรับสมัครนิสิตนักศึกษาจบใหม่ และบุคคลที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ปวช. และ ปวส. ขึ้นไป ที่มีความสนใจในการพัฒนาดิจิทัลคอนเทนต์และแอปพลิเคชั่นด้วยเทคโนโลยีวีอาร์ และมีความรู้พื้นฐานด้านโปรแกรมมิ่งหรือดิจิทัลอาร์ต หรือมีประสบการณ์การทำงานการผลิตและพัฒนาผลงานด้านดิจิทัลคอนเทนต์เข้าสู่โครงการโดยสมัครได้ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2560 ถึง 10 ตุลาคม 2560 ผ่านทางเว็บไซต์ของโครงการที่ www.VRInventors.depa.or.th

ผู้ที่ผ่านการคัดเลือก จำนวน 80 คน จะเข้ารับการอบรมในระหว่างเดือนพฤศจิกายนธันวาคม 2560 โดยสุดยอดผู้เชี่ยวชาญด้านวีอาร์ของเมืองไทย ในหัวข้อ “Introduction to Virtual Reality and VR content development” หัวข้อ “Content Creation Techniques” หัวข้อ “Animation and Audio” หัวข้อ “Designing content for VR” และหัวข้อ “Creating smooth VR experience” ตลอดจนการให้แนวทางสำหรับการพัฒนาผลงานรอบแรก จะแบ่งเป็น 16 ทีม เพื่อคัดเลือกเหลือ 10 ทีม ที่จะมีโอกาสดูงานและฝึกงานกับบริษัทวีอาร์ชั้นนำในต่างประเทศ ด้วยโปรแกรมการศึกษาดูงานเป็นระยะเวลา 5 วัน และฝึกงานเป็นระยะเวลา 30 วัน จากนั้นจะต้องพัฒนาผลงานขึ้นจากโจทย์ที่ได้รับ เพื่อคัดเลือกเหลือ 5 ทีมสุดท้าย ที่จะมีโอกาสได้จัดแสดงผลงานในเดือนเมษายน 2561

โครงการนี้นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญของผู้ที่ต้องการก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพในด้านวีอาร์คอนเทนต์ ที่จะทวีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นต่ออุตสาหกรรมแขนงต่างๆ ในอนาคต อีกทั้งยังได้สร้างเครือข่ายในการพัฒนาด้านดิจิทัลคอนเทนต์ทั้งในประเทศและระดับสากล เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนวงการดิจิทัลไทยให้ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง

สามารถดูภาพประกอบเพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/m3S5HD

###

from:https://www.techtalkthai.com/depa-vr-inventors/

[PR] ไมโครชิพ เปิดตัวซอฟต์แวร์ MPLAB(R) Harmony เวอร์ชั่นใหม่ อัพเกรดประสิทธิภาพโค้ดและเครื่องมือพัฒนากราฟิกให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น

กรุงเทพฯ–12 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ – MPLAB Harmony 2.0 พร้อมให้ดาวน์โหลดฟรีแล้ววันนี้

บริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี จำกัด ประกาศเปิดให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลด MPLAB(R) Harmony 2.0 ได้ฟรี ซอฟต์แวร์นี้เป็นเฟรมเวิร์กสำหรับพัฒนาเฟิร์มแวร์แบบครบวงจรสำหรับไมโครคอนโทรลเลอร์ PIC 32 โดยซอฟต์แวร์ระดับรางวัลในเวอร์ชั่นใหม่นี้ มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ ผู้ใช้งานสามารถสร้างโค้ดให้มีขนาดเล็กลง แต่สามารถทำงานได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ทั้งยังช่วยให้ผู้ใช้งานพัฒนาอุปกรณ์ที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกเหนือจากคุณภาพของโค้ดที่ดีขึ้นแล้ว เฟรมเวิร์กเวอร์ชั่นใหม่นี้ยังเพิ่มเครื่องมือจำนวนมากเข้าไปใน MPLAB X Integrated Development Environment (IDE) อีกด้วย

MPLAB Harmony เป็นเฟรมเวิร์กสำหรับพัฒนาซอฟต์แวร์พร้อมด้วยชุดเครื่องมือที่เปิดให้ใช้ฟรีรวมอยู่ใน MPLAB X IDE ซึ่งทำงานร่วมกับตัวคอมไพเลอร์ MPLAB XC32

MPLAB Harmony ทำงานร่วมกับ PIC32 พร้อมการสนับสนุนทั้งไลบรารีสำหรับ peripheral ไดรเวอร์ และระบบต่างๆเพื่อช่วยให้การพัฒนาแอพพลิเคชันทำได้ง่ายขึ้น ซอฟต์แวร์ตัวนี้ยังมีเครื่องมือที่รองรับบอร์ดทดลองของ PIC32 โดยเฉพาะอีกด้วย

Harmony 2.0 มาพร้อมการอัพเกรดหลายรายการ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเครื่องมือใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้น เพื่อช่วยให้การออกแบบส่วนแสดงผลกราฟิกกับผู้ใช้ (GUI) เป็นไปอย่างง่ายดาย อาทิ Graphics Composer Suite รุ่นใหม่ ที่เพิ่มเครื่องมือสำหรับจัดการกราฟิก อาทิ การแปลงฟอร์แมตภาพ การบีบอัดไฟล์ และการแก้ไขภาพ ตลอดจนเอ็นจิน What You See Is What You Get (WYSIWYG) ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อรองรับการแทนข้อมูลด้วย GUI และ Display Manager แบบใหม่ที่ช่วยให้สามารถนำหน้าจอที่ไม่ตรงตามมาตรฐานมาใช้งานร่วมกันได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ MPLAB Harmony 2.0 ยังได้เพิ่มโค้ดเข้าไปในไลบรารีสำหรับperipheral และอัพเกรดระบบใหม่ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน MISRA-C: 2012 เฟรมเวิร์กซอฟต์แวร์นี้ยังได้เพิ่มเครื่องมือและการสนับสนุนเพิ่มเติม อาทิ Board Support Package (BSP) Manager, การส่งออกข้อมูลโปรเจกต์แบบstand-alone และเครื่องมือจัดการพิน(pin manager) ซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ รายการอัพเดททั้งหมดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยลดเวลาออกแบบให้สั้นลง ลดต้นทุนการพัฒนาโดยรวม และเพิ่มกำไรให้มากขึ้น

“ผลการศึกษาหลายฉบับแสดงให้เห็นว่า ในการเลือก MCU มาใช้ออกแบบระบบฝังตัวนั้น ลูกค้าของเราให้ความสำคัญกับระบบพัฒนาซอฟต์แวร์มากกว่าเรื่องอื่นๆ อย่างน้อยสามเท่า” ร็อด เดรก รองประธานฝ่าย MCU32 ของไมโครชิพ กล่าว “เรารวบรวมเสียงตอบรับจากลูกค้าและทุ่มเทความพยายามในการปรับปรุงเฟรมเวิร์กซอฟต์แวร์ MPLAB Harmony ให้ดีขึ้น เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีประโยชน์มากขึ้นสำหรับนักพัฒนา เรามั่นใจว่าลูกค้าจะพึงพอใจอย่างมากกับการอัพเดทล่าสุดนี้ และเราจะยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อไปให้เหนือกว่าความคาดหวังของลูกค้า”

ดาวน์โหลด MPLAB Harmony 2.0 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายไดที่: www.microchip.com/mplab/mplab-harmony  

###

เกี่ยวกับไมโครชิพ เทคโนโลยี

บริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี จำกัด (NASDAQ: MCHP) เป็นผู้นำด้านการจัดหาโซลูชั่นไมโครคอนโทรลเลอร์ วงจรรวมแบบผสมสัญญาณ แอนะล็อก และแฟลช-ไอพี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนโดยรวมของทั้งระบบ และยังช่วยร่นระยะเวลาการออกแบบและพัฒนาของลูกค้าในตลาดทั่วโลกกว่าพันราย สำนักงานใหญ่ของไมโครชิพตั้งอยู่ที่เมืองแชนด์เลอร์ รัฐแอริโซนา บริษัทนำเสนอการสนับสนุนด้านเทคนิคที่เป็นเลิศ พร้อมกับการขนส่งและคุณภาพที่เชื่อถือได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ของไมโครชิพที่ www.microchip.com

หมายเหตุ: ชื่อและโลโก้  The Microchip, โลโก้ Microchip, MPLAB และ PIC เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัท ไมโครชิพ เทคโนโลยี จำกัด ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ เครื่องหมายการค้าอื่นๆ ทั้งหมดที่ระบุถึงในข่าวฉบับนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทที่เป็นเจ้าของ

from:https://www.techtalkthai.com/microchip-launches-mplab-harmony-2-0/

[PR] หัวเว่ย ส่งกลยุทธ์ Platform + Ecosystem หนุน 197 บริษัทในฟอร์จูน 500 ขับเคลื่อนสู่ดิจิทัล พร้อมประสบความสำเร็จในยุค ICT

Credit: Huawei

เซี่ยงไฮ้–6 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ – หัวเว่ย จัดงาน HUAWEI CONNECT 2017 ณ นครเซี่ยงไฮ้ โดยได้ร่วมกับพันธมิตรที่ติดอันดับฟอร์จูน 500 และลูกค้า จัดแสดงโซลูชั่น ICT ที่ร่วมกันพัฒนาขึ้นเพื่อเร่งการขับเคลื่อนสู่ดิจิทัล พร้อมทั้งเผยกลยุทธ์ “Platform + Connection + Ecosystem” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT) ในระดับองค์กร

องค์กรธุรกิจในปัจจุบันต่างให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัลกันมากขึ้น เนื่องจากมองว่าเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน และบริษัทระดับโลกหลายแห่งจากหลายอุตสาหกรรมที่ติดอันดับฟอร์จูน 500 ก็กำลังเดินทางมาถึงจุดพลิกผันของการเปลี่ยนแปลงนี้ ความท้าทายที่บริษัทเหล่านี้ต้องเผชิญคือการพัฒนาโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เพิ่มความเชื่อมโยงและการมีส่วนร่วม ซึ่งสิ่งจำเป็นที่จะช่วยขจัดอุปสรรคดังกล่าวก็คือแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชือมโยงข้อมูลและอุปกรณ์เข้าด้วยกัน อันจะนำมาซึ่งการมีส่วนร่วมกับพันธมิตร และนำไปสู่การพัฒนาแอปพลิเคชั่นหรือการใช้งานรูปแบบต่าง ๆ ที่สนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรม

“หัวเว่ยกำลังทำงานร่วมกับลูกค้าและพันธมิตรเพื่อพัฒนาโซลูชั่นที่แปลกใหม่ แตกต่าง และเป็นผู้นำ พร้อมสร้างแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น และคล่องตัว เพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล” ไดอาน่า หยวน ประธานฝ่ายการตลาดและการขายโซลูชั่น กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัทหัวเว่ย กล่าว “ขณะเดียวกัน ในฐานะที่เป็นบริษัทนวัตกรรม หัวเว่ยจึงกำลังเร่งขับเคลื่อนองค์กรของเราสู่ดิจิทัลเช่นกัน โดยดำเนินการตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ และจะแบ่งปันแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดร่วมกับอุตสาหกรรม ขีดความสามารถของกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ของหัวเว่ยนั้นเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และช่วยให้ลูกค้ามีความได้เปรียบในการแข่งขัน พร้อมบรรลุผลสำเร็จทางธุรกิจด้วยการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ดิจิทัล โดยขณะนี้มีบริษัท 197 แห่งในฟอร์จูน 500 และ 45 แห่งในระดับท็อป 100 เลือกหัวเว่ยเป็นพันธมิตรในการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของกลยุทธ์และโซลูชั่นของเราได้เป็นอย่างดี”

ในอนาคต บริษัทดิจิทัลทั้งหลายจะต้องพึ่งพาการสร้างข้อมูล การส่งข้อมูล และการประมวลผลข้อมูล ซึ่งหัวเว่ยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่ครอบคลุมเพื่อช่วยให้เกิดการพัฒนาดังกล่าวในองค์กรธุรกิจทั่วทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการวางเครือข่าย การคำนวณ การจัดเก็บ โครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล บิ๊กดาต้า ไฮบริดคลาวด์ และแพลตฟอร์ม IoT นอกจากนี้ หัวเว่ยยังร่วมกับพันธมิตรในการจัดหาระบบและเทคโนโลยี ICT ใหม่ ๆ เพื่อนำเสนอแอปพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์การใช้งานในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น วิดีโอคลาวด์สำหรับภาคอุตสาหกรรมความปลอดภัยสาธารณะ บิ๊กดาต้าสำหรับอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน และแพลตฟอร์ม IoT สำหรับบริษัทพลังงานไฟฟ้า

สำหรับปีนี้ หัวเว่ยได้ออกผลิตภัณฑ์ชั้นนำของอุตสาหกรรมหลายรายการ อาทิ ระบบจัดเก็บข้อมูลแบบออล-แฟลชสุดล้ำอย่าง OceanStor Dorado V3 และ FusionServer V5 ซึ่งเป็นเซิร์ฟเวอร์รุ่นล่าสุดในตระกูล FusionServer

IDC รายงานว่า ดาต้าเซ็นเตอร์สวิตช์ของหัวเว่ยครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในจีนในปี 2559 ขณะที่รายงานฉบับล่าสุดจาก Gartner ระบุว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 หัวเว่ยมียอดขาย ตัวเลขการจัดส่งและความสามารถในการส่งสินค้าเป็นดันดับหนึ่งในตลาดเซิร์ฟเวอร์ของจีน Gartner ยังได้เน้นด้วยว่า โซลูชั่นในตลาดแนวราบของหัวเว่ยซึ่งรวมถึง ศูนย์รวมข้อมูล เครือข่ายภายในองค์กร และแพลตฟอร์ม IoT มีการเชื่อมต่อหลายเครือข่ายและครอบคลุมในทุกสถานการณ์ อีกทั้งยังมีความเสถียรและปลอดภัย

โดยภายในงาน HUAWEI CONNECT 2017 ที่เซี่ยงไฮ้ หัวเว่ยเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นหลายรายการ ทั้งโซลูชั่นคลาวด์แบบไฮบริด FusionBridge และโซลูชั่นคลาวด์สาธารณะ FusionCloud Stack ตลอดจน Atlas ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ระบบคลาวด์อัจฉริยะรุ่นใหม่, Intelligent Connections ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมเครือข่ายแบบใหม่ และโซลูชั่น SD-WAN รุ่นใหม่

นอกจากนี้ หัวเว่ยจะให้ภาพรวมที่สมบูรณ์ของโซลูชั่น IoT ระดับองค์กร ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเร่งการเชื่อมต่อ โซลูชั่นในกลุ่มนี้ประกอบไปด้วย แพลตฟอร์ม OceanConnect IoT ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการให้บริการ IoT แบบครบวงจร, โซลูชั่นเพื่อการเข้าถึงเครือข่ายองค์กรอย่างครอบคลุมทั้งบรอดแบนด์และแนร์โรว์แบนด์ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ทั้งแบบที่ต้องขอใบอนุญาตและไม่ต้องขออนุญาต, โซลูชั่น Edge-Computing-IoT (EC-IoT) ที่มาพร้อมกับการผนวกรวมอุปกรณ์คลาวด์ และความปลอดภัยรอบด้านที่สามารถใช้ได้กับชิปเซ็ตและแพลตฟอร์มหลากหลายประเภท

หัวเว่ยช่วยให้ลูกค้าพัฒนาและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชั่นทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้กลยุทธ์ “Platform + Connection + Ecosystem” กล่าวคือแพลตฟอร์มที่ติดตั้งได้อย่างยืดหยุ่น, ระบบนิเวศที่เปิดกว้างและได้รับผลประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย และ การเชื่อมต่อเฉพาะส่วนอย่างเต็มรูปแบบและพร้อมทุกสถานการณ์ โซลูชั่น IoT ระดับองค์กรของหัวเว่ยได้ถูกนำไปใช้ในหลายภาคส่วน ซึ่งรวมถึงเมืองอัจฉริยะ, IoT สำหรับลิฟต์, อาคารอัจฉริยะ และเศรษฐกิจแบ่งปัน

หัวเว่ยได้กลายเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั่วโลกเพื่อนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ตลอดจนสร้างสรรค์นวัตกรรม ICT เพื่อช่วยให้บริษัททั่วโลกพร้อมปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและขับเคลื่อนความสำเร็จของธุรกิจ ซึ่งตัวอย่างความสำเร็จล่าสุด ได้แก่:

หัวเว่ย จับมือเป็นพันมิตรกับ ท่าอากาศยานดูไบ เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลย่อยแบบสำเร็จรูปพร้อมด้วยใบรับรองระดับ Tier III จากสถาบัน Uptime Institute ทั้งในด้านของการออกแบบและการก่อสร้าง ศูนย์ข้อมูลแห่งนี้จะดำเนินการให้บริการเกือบทุกแง่มุมของสนามบิน ไม่ว่าจะเป็นการให้ข้อมูลเที่ยวบิน การดำเนินงานในสนามบิน บริการขนส่งผู้โดยสารและสัมภาระ ระบบกล้องวงจรปิด และอื่น ๆ อีกมากมาย ด้วยโซลูชั่น ICT ที่มีความคล่องตัว ติดตั้งสะดวก รวดเร็ว เชื่อถือได้ ประหยัดพลังงาน และบำรุงรักษาง่าย โดยหัวเว่ยให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อให้การดำเนินธุรกิจในสนามบินดูไปเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ร็อบ นิวแมน หัวหน้าฝ่ายบริหารโครงการด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานดูไบ กล่าวว่า “การนำเอาเทคโนโลยี ICT ชั้นนำมาใช้ประโยชน์นั้น นับเป็นกุญแจสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจ เร่งสร้างนวัตกรรม และเสริมสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าภายในท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ เราจะมุ่งมั่นยกระดับความน่าเชื่อถือของระบบภายในท่าอากาศยาน ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนการดำเนินงานต่อไป”

ปัจจุบัน อาคารต่าง ๆ มีความชาญฉลาดมากขึ้น อันเนื่องมาจากความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างระบบอาคารอัจฉริยะและระบบสารสนเทศผ่านการใช้  IoT, คลาวด์คอมพิวติ้ง และบิ๊กดาต้า โดยหัวเว่ยและฮันนี่เวลล์กำลังร่วมมือกันพัฒนาโซลูชั่นสมาร์ทแคมปัสสำหรับสถาบันการศึกษา บริษัท อาคารพาณิชย์ ร้านค้าออนไลน์ โรงงานอุตสาหกรรม และอีกมากมาย

สตีเฟน หู ผู้อำนวยการการตลาดโซลูชั่นอาคารอัจฉริยะของ ฮันนี่เวลล์ โฮม แอนด์ บิลดิ้ง เทคโนโลยีส์ เกรทเทอร์ ไชน่า กล่าวว่า “เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หัวเว่ยและฮันนี่เวลล์ได้ประกาศว่าจะร่วมกันเปิดตัวโซลูชั่นอาคารอัจริยะทั่วโลก และนับตั้งแต่นั้นมา เราก็ได้ทำงานร่วมกันในโครงการเมืองอัจฉริยะ เพื่อช่วยผู้บริหารเมืองสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ตลอดจนลดต้นทุนในการบริหารจัดการเมิอง และมอบสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการอยู่อาศัยให้กับประชาชน”

บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมทั่วโลกที่เลือกให้หัวเว่ยเป็นพันธมิตรในการพลิกโฉมสู่ดิจิทัลนั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมของหัวเว่ยได้เข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้กับผู้ผลิตกว่า 1,000 ราย ขณะที่โซลูชั่นสำหรับอุตสาหกรรมการเงินของหัวเว่ย ซึ่งใช้สถาปัตยกรรมแบบเปิด ก็ช่วยเร่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางธุรกิจในสถาบันการเงินกว่า 300 แห่ง ด้านโซลูชั่นโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะของหัวเว่ยนั้นได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งและกระจายกำลังไฟฟ้าให้กับบริษัทไฟฟ้า 170 แห่ง นอกจากนี้ โซลูชั่น IoT ของหัวเว่ยยังช่วยประหยัดต้นทุนการดำเนินการให้กับบริษัทขนส่งสินค้าอีกกว่า 100 แห่ง

ในโลกดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ หัวเว่ยยังคงมุ่งมั่นที่จะทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้า และสร้างระบบนิเวศที่มีผลประโยชน์ร่วมกันกับพันธมิตร เพื่อช่วยให้ลูกค้าประสบความสำเร็จในการผลิกโฉมธุรกิจสู่การเป็นดิจิทัล

ทั้งนี้ HUAWEI CONNECT ถือเป็นงานสำคัญสำหรับอุตสาหกรรม ICT ทั่วโลก จัดขึ้น ณ  Shanghai New International Expo Centre (SNIEC) ระหว่างวันที่ 5-7 กันยายนนี้ ภายใต้หัวข้อ “Grow with the Cloud” พร้อมทำหน้าที่เป็นเวทีที่เปิดกว้างสำหรับการทำงานร่วมกันทั่วโลก โดยหัวเว่ยจะร่วมมือกับทั้งลูกค้าและพันธมิตรในการสำรวจโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ผ่านการผลิกโฉมธุรกิจสู่ดิจิทัล รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.huawei.com/en/events/huaweiconnect2017/

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-platform-ecosystem/