คลังเก็บป้ายกำกับ: INFOQUEST

local.jpg

[PR] อวาย่าผนึกกำลังกับรัฐบาลอินเดีย ร่วมขับเคลื่อนอินเดียสู่ยุคดิจิทัล

นิวเดลี, อินเดีย–11 ม.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ – อวาย่า เปิดเผยว่า บริษัทประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการ ‘Dial100’ ด้วยความร่วมมือกับรัฐบาลของรัฐอุตตรประเทศ ซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดของอินเดีย โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในโครงการที่ใหญ่ที่สุดและท้าทายที่สุดขององค์กรพิทักษ์สันติราษฎร์ของรัฐอุตตรประเทศ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้บริการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินอย่างครบวงจรและครอบคลุมทั่วพื้นที่รัฐดังกล่าวทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ อวาย่า ยังได้ร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐมัธยประเทศในการอัพเดตระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉินเพื่อให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที


Credit: ShutterStock.com

อวาย่าได้จัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุขึ้นที่เมืองลัคเนา เมืองเอกของรัฐอุตตรประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับแจ้งเหตุได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ตลอดจนระบบที่สามารถรองรับการให้บริการมากกว่า 600 คู่สายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับการแจ้งเหตุฉุกเฉินที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่มีความหลากหลายขึ้น และการตอบสนองที่แตกต่างกัน

โซลูชั่นดังกล่าวตั้งอยู่บนโมเดลการสื่อสารแบบครบวงจร ซึ่งเพิ่มความสามารถในการรับแจ้งเหตุได้หลายช่องทาง ทั้งทางโทรศัพท์ มือถือ อีเมล ตลอดจนโซเชียลมีเดีย ขณะที่ศูนย์รับแจ้งเหตุยังให้บริการครอบคลุมกลุ่มภาษาฮินดีทั้งหมด รวมถึงภาษาต่างประเทศบางภาษา นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์การสนทนาแบบเห็นภาพหรือวิดีโอคอลล์ เพื่อให้บริการผู้ใช้บริการที่มีความต้องการพิเศษ รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ที่สามารถอ่านภาษามือคอยให้บริการอยู่ด้วยเช่นกัน

ระบบดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการอย่างไร้รอยต่อเท่านั้น แต่ยังช่วยอำนวยความสะดวกโดยที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเดินทางไปแจ้งเหตุที่สถานีตำรวจด้วยตนเอง โดยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีความทนทานของอวาย่าจะช่วยจัดทำข้อมูลดิจิทัลของทุกกิจกรรมอย่างละเอียด และบันทึกทุกประเด็นด้วยระบบไฟฟ้าโดยไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังเปิดทางให้ประชาชนสามารถอัพโหลดรูปภาพหรือวิดีโอลงในบันทึกการแจ้งเหตุ ก่อนที่จะส่งข้อมูลต่อไปยังสถานีตำรวจเพื่อดำเนินการต่อไป

“สำหรับอวาย่านั้น เราเชื่อเสมอว่าการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า และระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉินนี้ก็เป็นระบบที่คิดค้นขึ้นเพื่อให้สอดคล้องไปกับทิศทางดังกล่าว ความร่วมมือกับรัฐบาลของรัฐอุตตรประเทศและรัฐมัธยประเทศนั้น ได้เปิดโอกาสให้เราขับเคลื่อนกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลสำหรับพลเรือน โดยที่อินเดียกำลังปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบการใช้เบอร์ฉุกเฉินเบอร์เดียวทั่วประเทศ และเราก็กำลังทำงานเพื่อที่จะก้าวไปสู่การให้บริการดังกล่าว เรามั่นใจว่า เทคโนโลยีใหม่นี้จะวางมาตรฐานด้านความปลอดภัยครั้งให้กับประชาชนในอินเดีย และยังเป็นตัวอย่างให้รัฐอื่นๆได้เจริญรอยตาม”

Vishal Agrawal กรรมการผู้จัดการ อวาย่า อินเดีย และ SAARC กล่าว

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถรับชมได้ที่ http://www.avaya.com

from:https://www.techtalkthai.com/avaya-collab-with-indian-government-for-digital-country/

local.jpg

[PR] Informatica เปิดตัวโครงการ Partner Concierge สำหรับพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

สิงคโปร์–10 ม.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ – บริษัท G-ABLE พันธมิตรทางธุรกิจของ Informatica ได้เข้าโครงการ โดยเห็นประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน, การผลักดันนวัตกรรม และการเข้าถึงความสำเร็จในอนาคต

Informatica® ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านการจัดการข้อมูลอันดับ 1 ของโลก https://www.informatica.com/ เปิดตัวโครงการ Partner Concierge ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างเป็นทางการ โดยจับมือกับ G-ABLE ซึ่งเป็นพันธมิตรรายแรกในประเทศไทย

โปรแกรม Partner Concierge ซึ่งได้รับการยอมรับในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เป็นกลไกเฉพาะทางที่ช่วยผลักดันบริษัทพันธมิตรซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่าย ให้มีความรู้ความสามารถในการขายและให้บริการลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งยังสามารถขยายและเติบโตไปพร้อมๆกันได้ทั้ง ลูกค้า บริษัพันธมิตร และ Informatica

มร. มัวร์เรย์ ซาร์กันท์ รองประธานอาวุโสประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นของ Informatica เปิดเผยว่า ” เรามุ่งเน้นการร่วมมือกับพันธมิตร จากการเข้าใจความต้องการ พฤติกรรม และวิเคราะห์ปัญหาที่อาจจะมีความซับซ้อน ซึ่งคำตอบที่ดีที่สุดต้องมาจากการคิดวิเคราะห์อย่างตรงจุด และให้ความช่วงเหลือพันธมิตร เปรียบได้เช่นเดียวกับ การบริการของ Hotel Concierge ที่อำนวยความสะดวกให้ผู้เข้าพักในโรงแรม ประสานงาน ช่วยแก้ไขปัญหาและอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าพักได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้”

“เราพร้อมสนับสนุนพันธมิตรธุรกิจ ให้สามารถประสบความสำเร็จ มากกว่าจะทำหน้าที่เป็นเพียงฝ่ายสนับสนุนทางเทคนิคให้กับ Informatica เท่านั้น โดยคู่ค้าของเราจะเข้ามามีบทบาทที่สำคัญในการยกระดับตลาดทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ด้วยการเปิดตัวโครงการนี้ เราตั้งเป้าที่จะเพิ่มรายได้ทั่วทั้งภูมิภาคจากช่องทางนี้ให้ได้ถึง 60% จากรายได้ทั้งหมด” ซาร์แกนท์ กล่าว

ทีมงาน Partner Concierge จะทำหน้าที่จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ และอบรมบรรดาพันธมิตรเกี่ยวกับโซลูชั่นต่างๆของ Informatica ในทุกแง่มุม ตั้งแต่ให้ความรู้เรื่องโซลูชั่น การวางรากฐานสถาปัตกรรมเกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลสำหรับองค์กรลูกค้าขนาดใหญ่ รวมทั้งอบรมทางเทคนิคและการขายให้ตรงกับความต้องการลูกค้า ซึ่งจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์รวมความรู้เพื่อเสริมสร้างโครงการต่อไป

โครงการนี้ได้เปิดตัวขึ้นผ่านโครงการนำร่องเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติครั้งแรกที่ประเทศไทย ซึ่งเบื้องต้นได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มพันธมิตร

คุณสุเทพ อุ่นเมตตาจิต ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการค้า บริษัท จีเอเบิล จำกัด กล่าวว่า “โปรแกรม Partner Concierge เปิดโอกาสให้ G-ABLE สามารถขับเคลื่อนโซลูชั่นระดับโลกกับของบริษัท ผ่านการร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับ Informatica เราช่วยให้ลูกค้าสามารถยกระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติการ พร้อมนำเสนอนวัตกรรมและพลิกโฉมความสำเร็จในอนาคต ด้วยโซลูชั่นของเรา ประกอบกับความชำนาญของ Informatica ช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของตน อีกทั้งยังลดต้นทุน และยกระดับความได้เปรียบในการแข่งขัน”

“หนึ่งในข้อดีและจุดเด่นที่แตกต่างซึ่งเราเห็นจากโครงการนำร่องนี้คือ พันธมิตรของ Information สามารถติดต่อทีมงาน Parter Conciege เพื่อตอบปัญหาและเข้าถึงทั้งบุคลากรและแหล่งข้อมูลที่ต้องการได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถเพิ่มความมั่นใจให้กับพันธมิตรของเรา และยังส่งผลให้เข้าถึงลูกค้า เราได้พัฒนาวิธีการสร้างความร่วมมือครั้งนี้โดยอาศัยความเข้าใจวิธีดำเนินธุรกิจของพันธมิตรเป็นสำคัญ และได้ร่วมมือกันทำตลาดอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ” มร สุดาชาน กฤษนาสวามี่ ผู้จัดการฝ่ายพันธมิตร Informatica ASEAN กล่าว

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปิดตัว สามารถเข้าชมได้ที่ https://www.informatica.com/sg/about-us/news/news-releases/2017/01/20170110-informatica-launches-partner-concierge-program-in-asia-pacific.html

###

เกี่ยวกับ Informatica

Informatica ดำเนินธุรกิจโซลูชั่นการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อตอบโจทย์โลกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเป็นหลัก ขณะที่องค์กรต่างๆล้วนต้องการโซลูชั่นธุรกิจที่มีข้อมูลมาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคลาวด์ บิ๊กดาต้า บริการข้อมูลแบบเรียลไทม์ และสตรีมมิ่ง Informatica เป็นเบอร์ 1 ของโลกด้านโซลูชั่นการจัดการข้อมูลบนคลาวด์ รวมทั้งแบบไฮบริด โดยปัจจุบันมีองค์กรมากกว่า 7,000 แห่งทั่วโลกที่เชื่อมั่นในโซลูชั่นของ Informatica ในการขับเคลื่อนธุรกิจ สำหรับข้อมูลเพิ่มติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์ +1-650-385-5000 (เบอร์โทรศัพท์ในสหรัฐ 1-800-653-3871) หรือเข้าชมได้จากเว็บไซต์ www.informatica.com ติดตามความเคลื่อนไหวของ Informatica ได้ที่ https://linkedin.com/company/informatica, https://twitter.com/Informatica และ https://facebook.com/InformaticaLLC

เกี่ยวกับ G-ABLE Group

G-ABLE Group เป็นผู้ให้บริการไอทีระดับมืออาชีพในประเทศไทย เราให้บริการองค์กรระดับชั้นนำทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน โดยเจาะกลุ่มไปที่บริษัทโทรคมนาคม ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจการเงิน พลังงาน รวมไปถึงสถาบันการศึกษา

from:https://www.techtalkthai.com/informatica-announced-partner-concierge-for-asia-pacific-alliance/

local.jpg

[PR] ไมโครซอฟท์, เอ็นเอ็กซ์พี, ไอเอวี และพันธมิตรด้านเทคโนโลยียานยนต์ ผนึกกำลังนำเสนอนวัตกรรมใหม่ที่งาน CES 2017 มอบความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในการขับขี่อัตโนมัติ

ลาสเวกัส – 4 ม.ค. 2560 – พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ – ภายในงาน CES 2017 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-8 ม.ค.นี้ ที่นครลาสเวกัส ไมโครซอฟท์ คอร์ป, เอ็นเอ็กซ์พี เซมิคอนดัคเตอร์, ไอเอวี และพันธมิตรในแวดวงโมบิลิตี้ยานยนต์ ได้แก่ คิวบิก เทเลคอม, อีเอสอาร์ไอ และสวิสรี จะร่วมกันนำเสนอวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีโมบิลิตี้ครบวงจรที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ ผ่านการสาธิตและเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่อัตโนมัติ


ที่โซน Gold Lot/North Plaza NP-2 ณ ศูนย์การประชุมลาสเวกัส ผู้เข้าร่วมงาน CES สามารถร่วมทดลองขับยานยนต์ระบบอัตโนมัติ เพื่อเรียนรู้การทำงานของระบบคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยสร้างสรรค์ประสบการณ์ภายในยานยนต์ตามลักษณะของผู้ขับขี่แต่ละราย ผู้เข้าชมจะได้เห็นว่า รถยนต์เหล่านี้สามารถ “พูดคุย” กับรถคันอื่นๆอย่างปลอดภัยได้อย่างไร สามารถตรวจจับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวรถเพื่อยกระดับความปลอดภัยได้อย่างไร และปรับตัวให้เข้ากับการขับขี่ในรูปแบบต่างๆ เพื่อนำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่ตรงกับลักษณะเฉพาะตัวของผู้ขับแต่ละรายได้อย่างไร นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังจะได้ทราบว่า เทคโนโลยีเกิดใหม่เหล่านี้นำไปสู่การประกันรูปแบบใหม่ๆที่มีความยืดหยุ่นได้อย่างไร

เหล่าพันธมิตรเตรียมนำเสนอแนวคิดดังกล่าวภายในงาน CES ด้วยการผนึกเทคโนโลยีต่างๆ ดังนี้:

ไมโครซอฟท์ เตรียมเปิดโลกแห่งอนาคตที่ซึ่งบอทปัญญาประดิษฐ์สามารถช่วยยกระดับความปลอดภัยและการมีส่วนร่วมของผู้ขับขี่ พร้อมผนวกรวมเข้ากับปฏิทินและความต้องการของผู้ขับขี่แต่ละราย นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์จะวิเคราะห์ข้อมูลการจราจรที่เกิดขึ้นในขณะนั้น รวมถึงความหนาแน่นของคนเดินเท้าแบบเรียลไทม์ ตามข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์ตรวจจับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น V2X, เรดาร์, กล้อง และ LIDAR โดยใช้ Microsoft Azure Cloud

เอ็นเอ็กซ์พี เซมิคอนดัคเตอร์ เตรียมนำเสนอนวัตกรรมเพื่อยกระดับความปลอดภัยและปริมาณจราจรบนท้องถนน ผ่านช่องทางติดต่อสื่อสารอย่างปลอดภัยระหว่างยานยนต์ (V2V) และระหว่างยานยนต์กับโครงสร้างพื้นฐานรายล้อม (V2I) รองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนรถชน ระบบไฟจราจรอัจฉริยะ และระบบตรวจจับผู้ใช้ถนนที่มีแนวโน้มเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุตามทางแยก ทั้งหมดนี้ประมวลจากเทคโนโลยี RoadLINK สำหรับยานยนต์ของเอ็นเอ็กซ์พี โดยทางเอ็นเอ็กซ์พีได้ร่วมมือกับเดลฟีและซาวารี ในการพัฒนาอุปกรณ์ติดตั้งบนยานยนต์และข้างถนน

ไอเอวี ได้พัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่ระบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญในการลดความแออัดและมลภาวะภายในเมือง ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัตินี้รองรับการเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงคนเดินถนนและ Microsoft Azure Cloud เพื่อให้ยานยนต์สามารถตอบสนองกับสิ่งรอบตัวได้อย่างอัตโนมัติและปลอดภัย

อีเอสอาร์ไอ เป็นเจ้าของเทคโนโลยีการทำแผนที่และการวิเคราะห์พิกัดทางภูมิศาสตร์ ซึ่งทำงานร่วมกับ Microsoft Cortana เพื่อมอบข้อมูลภูมิสารสนเทศเชิงพื้นที่ ยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน เช่นเดียวกับประสบการณ์การขับขี่โดยรวม บริการแพลตฟอร์ม GIS ระดับองค์กรของอีเอสอาร์ไอที่ทำงานบน Azure Cloud นั้น ทำหน้าที่นำเสนอคอนเทนต์และข้อมูลวิเคราะห์ทางภูมิศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องพฤติกรรมของผู้ขับขี่ พร้อมทำนายสภาพท้องถนนเพื่อปรับปรุงปริมาณจราจร และแชร์ข้อมูลที่เชื่อมต่อจากเซนเซอร์ของรถแต่ละคันเข้ากับทั้งระบบ คุณสมบัติเหล่านี้ช่วยให้เมืองอัจฉริยะสามารถตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมหลุมที่เป็นอันตรายบนพื้นถนน หรือกำจัดวัตถุอันตรายออกจากถนน

สวิสรี นำเสนอรูปแบบประกันอัจฉริยะ ซึ่งให้ความคุ้มครองอย่างยืดหยุ่น และปรับให้ตรงกับความต้องการของผู้ขับขี่แต่ละรายโดยใช้เทคโนโลยี Microsoft Azure เพื่อมอบโซลูชั่นโมบิลิตี้ที่เชื่อมต่อถึงกันได้ในอนาคต

คิวบิก เทเลคอม นำเสนอการเชื่อมต่อ 4G LTE เต็มรูปแบบ เพื่อมอบสาระบันเทิงคุณภาพสูงตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมช่องทางเข้าถึงแพคเกจรวมบริการสุดคุ้ม ทั้งบริการไวไฟฮอตสปอต แอพส่วนบุคคล และอื่นๆอีกมากมาย

คำกล่าว

“เมื่อยานยนต์ฉลาดขึ้น ซอฟต์แวร์และระบบวิเคราะห์จึงต้องฉลาดขึ้นตามไปด้วย” เควิน ดัลลัส รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจของไมโครซอฟท์ กล่าว “ความร่วมมือครั้งนี้ที่งาน CES 2017 เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกัน เพื่อเดินหน้าทดสอบ ค้นหาจุดติดขัด และช่วยให้ค่ายรถยนต์ต่างๆสามารถนำเสนอประสบการณ์ที่ตรงกับลักษณะของผู้ขับขี่แต่ละรายได้อย่างแท้จริง รวมทั้งมอบบริการตามพฤติกรรมที่แตกต่างกัน และก่อให้เกิดความก้าวหน้าต่อไป”

“รถยนต์ที่ขับขี่ด้วยตนเองนั้นต้องปลอดภัยและเชื่อถือได้อย่างแท้จริง” ลาร์ส รีเกอร์ รองประธานอาวุโส และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยียานยนต์ของเอ็นเอ็กซ์พี เซมิคอนดัคเตอร์ กล่าว “ประการแรกคือต้องมีตัวตรวจจับสมรรถนะสูง สองคือระบบตรวจหาและตรวจจับทรงพลังที่ทำงานรองรับเทคโนโลยีคลาวด์ และสามได้แก่การพัฒนาระบบที่มีประสิทธิภาพร่วมกับเหล่าผู้นำอุตสาหกรรม โดยเรามีความยินดีที่ได้เห็นทั้งหมดนี้ปรากฏร่วมกันที่งาน CES”

“ไอเอวีมีรถทดสอบหลายคันเพื่อสาธิตการทำงานของเทคโนโลยีแห่งอนาคตในยุโรปและสหรัฐอเมริกา” คาร์สเตน ชูลซ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายความปลอดภัยเชิงป้องกันและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ของไอเอวี กล่าว “ยานยนต์เหล่านี้ได้วิ่งมาแล้วเป็นระยะทางหลายไมล์ โดยผู้ขับแทบจะไม่ต้องจับพวงมาลัยเลย”

สำหรับผู้ร่วมงาน CES ที่สนใจรับชมกิจกรรมสาธิตการทำงานของรถยนต์เชื่อมต่อ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่โซน Gold Lot/North Plaza NP-2 วันที่ 5-8 ม.ค. โดยจะมีผู้บริหารจากทุกบริษัทที่มีส่วนร่วม คอยให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีของตนภายในบริเวณงาน

กิจกรรมสาธิตรอบสื่อมวลชน

สื่อมวลชนสามารถสำรองที่นั่งเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมสาธิตรอบสื่อในวันที่ 4 ม.ค. หรือวันอื่นๆจนถึงวันที่ 8 ม.ค. โดยส่งอีเมลเพื่อนัดเวลา

ไมโครซอฟท์ (Nasdaq “MSFT” @microsoft) คือแพลตฟอร์มชั้นนำ และเป็นบริษัทที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและขยายขีดความสามารถในการทำงานสำหรับโลกยุค mobile-first, cloud-first ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างพลังอำนาจให้ทุกคนและทุกองค์กรบนโลกใบนี้สามารถบรรลุผลสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น

เว็บไซต์ของพันธมิตร

ไมโครซอฟท์ (Nasdaq “MSFT” @Microsoft): www.microsoft.com
เอ็นเอ็กซ์พี เซมิคอนดัคเตอร์ (NASDAQ “NXPI” @NXP): www.nxp.com/automotive
ไอเอวี ออโตโมทีฟ เอ็นจิเนียริ่ง: https://www.iav.com/
อีเอสอาร์ไอ: (@Esri): http://www.esri.com/
สวิสรี: http://www.swissre.com/
คิวบิก เทเลคอม: (@cubictelecom): http://www.cubictelecom.com

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-nxp-iav-swissre-and-cubictelecom-collab-on-mobility-technology/

local.jpg

[PR] UL ขอประกาศมาตรฐานที่ใหม่และเป็นปัจจุบันที่สุดเพื่อทำให้เกิดความปลอดภัยในการใช้คมนาคมด้วยพลังงานไฟฟ้ารุ่นต่อไป

นอร์ทบรูค, อิลลินอยส์ – 27 ธ.ค. – พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ – อัพเดทสำหรับมาตรฐาน UL 2272 UL 2849 และมาตรฐาน UL 3030 ที่ตีพิมพ์แล้ว

UL องค์กรด้านศาสตร์มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก ขอประกาศว่า วันนี้ทางเราได้อัพเดทมาตรฐานความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าสำหรับการคมนาคมด้วยพลังงานไฟฟ้า (E-Transportation) ส่วนบุคคลที่สำคัญสองมาตรฐานด้วยกัน ซึ่งก็คือ UL 2272 และ UL 2849 และเรายังได้ออกมาตรฐานความปลอดภัยของระบบไฟฟ้ามาตรฐานใหม่ ซึ่งก็คือ UL 3030 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการคมนาคมด้วยพลังงานไฟฟ้า (e-Transportation) ระบบการคมนาคมด้วยพลังงานไฟฟ้า (e-Transportation) คือการคมนาคมด้วยอุปกรณ์อย่างเช่น โฮเวอร์บอร์ด รถจักรยานที่สนับสนุนคันเหยียบด้วยพลังงานไฟฟ้า (Pedelecs) รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้เป็นอุปกรณ์ที่บุกเบิกการใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั้งหมด ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของการใช้ระบบไฟฟ้าในระบบการคมนาคมด้วยพลังงานไฟฟ้า (e-Transportation) ทำให้เกิดความท้าทายในด้านความปลอดภัยที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างทันที เช่นเดียวกัน การเพิ่มขึ้นอย่างมากของอากาศยานไร้คนขับ (UAV) หรือโดรน ที่ออกแบบเพื่อเติมเต็มเป้าหมายการใช้ทั้งในเชิงพาณิชย์และทางการทหาร ต่างก็ต้องพึ่งพาการใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าสำหรับการปฏิบัติงานที่เหมาะสม

“ผลิตภัณฑ์การคมนาคมด้วยพลังงานไฟฟ้า (e-Transportation) ที่ขับเคลื่อนโดยระบบไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน” กล่าวโดย Francisco Martinez, UL’s director of Energy Systems and e-Mobility  “การอัพเดทมาตรฐานความปลอดจากไฟฟ้าช็อตและอันตรายจากไฟที่ใหม่และเป็นปัจจุบันที่สุดได้ตั้งบรรทัดฐานสำหรับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใช้งานในระบบไฟฟ้า เพื่อทำให้เกิดความคาดหวังร่วมกันสำหรับการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ที่ปลอดภัย สำหรับภารกิจของเรา UL ทำงานเพื่อสร้างความเป็นไปได้ในอนาคตที่สังคมของเราสามารถใช้แบตเตอรี่เพื่อทำให้เราสามารถเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น”

ในต้นปีที่ผ่านมา Consumer Product Safety Commission (CPSC) ได้เรียกร้องให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีกของสกู๊ตเตอร์แบบทรงตัวด้วยตัวเอง (โฮเวอร์บอร์ด) เพื่อกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ที่ผู้ประกอบการดังกล่าว “นำเข้า ผลิต เผยแพร่ หรือจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกา จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดใช้โดยสมัครใจในขณะนี้ ซึ่งรวมถึงมาตรฐานที่อ้างอิงได้และข้อกำหนดที่ปรากฏใน UL 2272” นอกจากแนวทางการปฏิบัติตามที่มีอยู่แล้ว ในส่วนของของแผนการปฏิบัติงานในปีงบประมาณ 2017 ในส่วนของ CPSC จะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาความเป็นอันตรายที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ความหนาแน่นพลังงานสูง (ลิเธียมไอออน) และ “คุณลักษณะความปลอดภัยของระบบที่ทำให้มั่นใจว่าแบตเตอรี่ความหนาแน่นพลังงานสูง ก้อนแบตเตอรี่ เซฟตี้เซอร์กิต ตัวผลิตภัณฑ์ และอุปกรณ์ชาร์จไฟ สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างปลอดภัยถูกต้องตามวัตถุประสงค์”

การอัพเดทสำหรับ UL 2272 และ UL 2849 สะท้อนให้เห็นถึงขอบเขตที่กว้างขึ้นและการแก้ไขปัญหาของเทคโนโลยีใหม่

ระบบไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ด้วยพลังงานไฟฟ้า (e-Mobility) ส่วนบุคคล ANSI/CAN/UL 2272 ฉบับแรก ขอบเขตของ UL 2272 ได้เปิดกว้างขึ้น มาตรฐานแผงเทคนิค (STP) ของ UL ที่มีใน UL 2272 ได้ถูกโหวตให้ตีพิมพ์เป็นฉบับแรกในวันที่ 21/11/2016 เพื่อขยายขอบเขตให้ครอบคลุมอุปกรณ์เคลื่อนที่ด้วยพลังงานไฟฟ้า (e-Mobility) ส่วนบุคคลทุกประเภท (ผู้ขับขี่คนเดียว ขับขี่บนถนนไม่ได้ กล่าวคือ ขับเคลื่อนปกติด้วยใช้งานด้วยการยืน และไม่มีคันเหยียบ) เช่นเดียวกันกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ด้วยพลังงานไฟฟ้า ส่วนบุคคลประเภทอื่นๆ  การอัพเดทที่สำคัญ มีดังนี้

• รองรับรายการอัพเดทของผลิตภัณฑ์สำหรับการเคลื่อนที่ด้วยพลังงานไฟฟ้า (e-Mobility) ส่วนบุคคล โดยมีจุดประสงค์เพื่อผู้ขับขี่คนเดียว มีตัวขับเคลื่อนไฟฟ้าที่สามารถชาร์จไฟซ้ำได้ สามารถทรงตัวและขับเคลื่อนให้ผู้ขับขี่เคลื่อนที่ได้ และอาจมีที่จับสำหรับการจับยึดในขณะขับขี่ อุปกรณ์อาจทรงตัวด้วยตัวเองได้หรือไม่ได้ ก็ได้ ชื่อของการอัพเดทมาตรฐานความปลอดภัยนี้ เปลี่ยนแปลงจาก “ระบบไฟฟ้าของสกู๊ตเตอร์ทรงตัวด้วยตัวเอง” เป็น “ระบบไฟฟ้าของ อุปกรณ์เคลื่อนที่ด้วยพลังงานไฟฟ้า (e-Mobility) ส่วนบุคคล”

• UL 2272 ได้ประสบความสำเร็จในการได้รับการรับรองมาตรฐานในสองประเทศ โดยได้รับการรับรองมาตรฐานแห่งชาติ ANSI สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา และ SCC สำหรับประเทศแคนาดา การประเมินและรับรองเป็นมาตรฐานเดียวกันจะทำให้มั่นใจได้ว่าข้อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยระบบไฟฟ้าแห่งชาติของประเทศทั้งสองตรงกัน

รถจักรยานไฟฟ้า รถจักรยานสนับสนุนด้วยพลังงานไฟฟ้า (จักรยาน EPAC) สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า – UL 2849 ฉบับที่ 3 ข้อกำหนดที่อัพเดทของ UL 2849 ฉบับที่ 3 ได้แก้ไขปัญหาความปลอดภัยที่รุนแรงล่าสุด เพื่อสนับสนุนการใช้งานที่ปลอดภัยของรถจักรยานไฟฟ้า (ผู้ขับขี่คนเดียว แต่อาจมีผู้โดยสารได้ ขับเคลื่อนปกติด้วยการนั่งเมื่อใช้งาน อาจมีคันเหยียบ สามารถขับขี่บนท้องถนนได้ตามปกติ) และลดความเสี่ยงจากไฟ การระเบิด และการช็อต ที่เกิดขึ้นได้จากแบตเตอรี่ การอัพเดทที่สำคัญ มีดังนี้

• UL 2849 ครอบคลุมถึงระบบของรถจักรยานไฟฟ้า Pedelec (สนับสนุนคันเหยียบด้วยพลังงานไฟฟ้า) และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ที่สามารถใช้บนท้องถนนได้

• มาตรฐานนี้แก้ไขปัญหาด้านความเสี่ยงของการเกิดไฟฟ้าช็อตในระหว่างการชาร์จตลอดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์และการเสียชีวิตจากไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้นได้

มาตรฐานใหม่ UL 3030 มาตรฐานความปลอดภัยสำหรับอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ที่สนับสนุนระบบไฟฟ้าที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์

UAV หรือโดรนมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในธุรกิจประเภทต่างๆ UL 3030 แก้ไขข้อกำหนดสำหรับระบบไฟฟ้าของ UAV ที่ใช้งานเชิงพาณิชย์ (การเกษตร วิทยาศาสตร์ การวิจัย รัฐบาล ตำรวจท้องถิ่น การค้นหาและกู้ภัย การถ่ายทำวิดีโอสำหรับธุรกิจภาพยนตร์ หรือการถ่ายทอดข่าวและการขึ้นบินเพื่อธุรกิจสำหรับการสำรวจหลังคา) UAV ที่กล่าวถึงโดย UL 3030 จะต้องได้รับการควบคุมโดยนักบินที่ได้รับการฝึกอบรมมาแล้ว มุมมองต่างๆ เช่น สามารถใช้บินได้หรือไม่ ประสิทธิภาพในการควบคุม และหัวข้อที่คล้ายคลึงกันกันไม่ได้อยู่ในขอบเขต แต่จะต้องได้รับการแก้ไขโดยกฏข้อบังคับ โปรแกรมของผู้ใช้และ/หรือมาตรฐานอื่นๆ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอัพเดทของ มาตรฐาน UL 2272 และ UL 2849 หรือเกี่ยวกับมาตรฐานใหม่ UL 3030 โปรดดู http://www.ul.com/eMobility ผู้ผลิตที่ต้องการได้รับการอ้างอิง โปรดติดต่อทาง eMobility@ul.com

###

เกี่ยวกับ UL

ULเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านวิทยาศาสตร์ความปลอดภัยที่เป็นอิสระ ซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 120 ปี ผู้เชี่ยวชาญเกือบ 10,000 รายปฏิบัติตามพันธกิจของULในการส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานและการอยู่อาศัยที่ปลอดภัยสำหรับทุกๆคน ULได้ใช้การวิจัยและมาตรฐานต่างๆ เพื่อยกระดับ และตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมออย่างต่อเนื่อง เราเป็นพันธมิตรกับบรรดาธุรกิจ ผู้ผลิต สมาคมการค้า และหน่วยงานกำกับดูแลระดับนานาชาติ เพื่อนำโซลูชั่นต่างๆ เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับรอง การทดสอบ การตรวจสอบ การให้คำปรึกษา และบริการด้านการศึกษาของเรา สามารถรับชมได้ที่ http://www.UL.com

from:https://www.techtalkthai.com/ul-announced-new-standard-for-e-transportation/

local.jpg

[PR] Yellowfin เปิดตัว Data Preparation Module รูปแบบเสมือนรายแรกในอุตสาหกรรม ช่วยให้การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นเรื่องง่าย

จาการ์ตา, อินโดนีเซีย และกรุงเทพฯ – 21 ธ.ค. – พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ –

Data Preparation Module ผนวกการทำงานเข้ากับเมตาดาต้าเลเยอร์บนแพลตฟอร์ม BI ของ Yellowfin โดยสมบูรณ์ เปิดทางให้ลูกค้ามีตัวช่วยพิเศษในการรวม จัดการ และดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลในปริมาณที่มากขึ้น แต่ใช้เวลาน้อยลง

Data Preparation Module จาก Yellowfin จะช่วยให้องค์กรต่างๆสามารถจำลอง ศึกษา ล้าง วางรูปแบบ ปรับปรุง รักษาความปลอดภัย และเผยแพร่ข้อมูลที่ต้องการทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย เพื่อนำมาประกอบการรายงานและการวิเคราะห์เบ็ดเสร็จในระบบ BI เดียวกัน Data Preparation Module จะถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิการใช้งาน Yellowfin ระดับมาตรฐาน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

ชมและแชร์วิดีโอ Data Preparation Module ของ Yellowfin ได้ที่:

ชมและแชร์โบรชัวร์ Data Preparation Module ของ Yellowfin ได้ที่: http://www.yellowfinbi.com/Document.i4?DocumentId=1243019

“การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นอีกครั้งที่ Yellowfin บุกเบิกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นรายแรกในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ BI และเครื่องมือวิเคราะห์” เกลน ราบี ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Yellowfin กล่าว “Data Preparation Module ในรูปแบบเสมือนของ Yellowfin สามารถรับมือประเด็นด้านต้นทุน ความซับซ้อน ความปลอดภัย และความไร้ประสิทธิภาพ ในแนวทางที่แตกต่างจากวิธีเตรียมข้อมูลรูปแบบเดิมๆ ผู้จำหน่ายรายใดก็ไม่สามารถรับมือความท้าทายในการเตรียมข้อมูลได้เหมือน Yellowfin”

“Data Preparation Module ของ Yellowfin ตอบสนองความต้องการของนักวิเคราะห์ข้อมูล ทีมไอทีในองค์กร และกลุ่มผู้ใช้ธุรกิจได้อย่างแท้จริง นักวิเคราะห์ข้อมูลสามารถเตรียมข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ได้อย่างอิสระโดยใช้เวลาน้อยลง ขณะที่ทีมไอทีสามารถจัดการข้อมูลได้อย่างง่ายดาย และกลุ่มผู้ใช้ธุรกิจสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจที่มีความสำคัญทางธุรกิจ”

Data Preparation Module ของ Yellowfin ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่มักเกิดขึ้นขณะเตรียมข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์ ใน 3 แนวทางด้วยกัน คือ

          – รวมขั้นตอนการเตรียมข้อมูลต่างๆ ไว้ในระบบวิเคราะห์เดียวกัน

          – นำเสนอขีดความสามารถด้านการศึกษาข้อมูลที่ครอบคลุมครบถ้วน

          – มอบฟังก์ชั่นจำลองเมตาดาต้าแบบอัตโนมัติตามแนวทางปฏิบัติที่ดีในอุตสาหกรรม

นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมอิสระ ดร.เควิน แมคไอแซค ซึ่งเป็นซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Data Science Institute เปิดเผยว่า Data Preparation Module ของ Yellowfin ช่วยให้บริษัทต่างๆมีเครื่องวิเคราะห์ขั้นสูงไว้ใช้งาน ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญสำหรับบริษัทเหล่านี้

“เนื่องจากที่ผ่านมานั้น นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลได้ใช้เวลาถึง 80% ในการเตรียมข้อมูล โมดูลใหม่ของ Yellowfin จึงเป็นส่วนเสริมที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง ซึ่งเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลควรจะได้ลองใช้” แม็คไอแซคกล่าว “ประโยชน์ก็คือนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลในองค์กรของคุณสามารถร่นเวลาในการเตรียมข้อมูล หรือไม่ก็มอบหมายงานดังกล่าวให้กับนักวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความชำนาญน้อยกว่า หรือแม้กระทั่งผู้ใช้งานทั่วไป ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไร ก็ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมการวิเคราะห์ขั้นสูง”

ระบบทำงานเสมือน: จัดการข้อมูลและคอนเทนต์เชิงวิเคราะห์ทั้งหมดไว้ในสภาพแวดล้อมหนึ่งเดียว

ราบีกล่าวว่า การเตรียมข้อมูลอย่างที่ทำกันทั่วไปนั้นมีปัญหาอยู่ที่ว่า ขั้นตอนดังกล่าวบีบให้องค์กรต่างๆต้องดำเนินการถ่ายโอนข้อมูล ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงในการจัดการและรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

“การย้ายข้อมูลจากสภาพแวดล้อมหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ทำให้ความเสี่ยงในการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเพิ่มสูงขึ้น” ราบีกล่าว “ระบบทำงานเสมือนหมายความว่า เหล่านักวิเคราะห์ข้อมูลสามารถเชื่อมต่อ เตรียม และวิเคราะห์แหล่งข้อมูลได้โดยตรงในจุดเดียว”

“ระบบเตรียมข้อมูลเสมือนจะช่วยให้ลูกค้าของ Yellowfin สามารถรักษาการควบคุม ความสอดคล้องต้องกัน และความปลอดภัยของข้อมูลและคอนเทนต์วิเคราะห์ทั้งหมดได้เหนือกว่า โดยการเตรียมข้อมูลใดๆก็ตามจะปรากฏให้เห็นในคอนเทนต์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรีพอร์ต ชาร์ต ไปจนถึงแดชบอร์ด และสตอรี่บอร์ด”

อิวาน เซียว ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ของ Yellowfin กล่าวว่า นอกเหนือจากผนวกรวมการเตรียมและวิเคราะห์ข้อมูลไว้ในที่เดียวแล้ว Yellowfin ยังช่วยให้องค์กรต่างๆสามารถลดต้นทุนและความยุ่งยากในการใช้เครื่องมือหลายประเภทด้วย

“การเตรียมและวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งโดยทั่วไปแล้วใช้ซอฟต์แวร์แยกกันนั้น ก่อให้เกิดจุดติดขัดที่หลีกเลี่ยงได้ในการเตรียมข้อมูล” เซียวกล่าว “ทั้งยังทำให้มีค่าใช้จ่ายในด้านการเรียนรู้และบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ถึงสองตัว ยังไม่รวมถึงความเสี่ยงในการใช้งานเครื่องมือเตรียมข้อมูลแบบ ‘บริการตนเอง’ ที่ทำงานแยกอิสระ ซึ่งอาจก่อให้เกิดกลุ่มข้อมูลที่ไม่สอดคล้อง ไม่มีความน่าเชื่อถือ และไม่ปลอดภัย”

“Yellowfin ช่วยให้ไม่ต้องเผชิญกับความยุ่งยากจากการเตรียมข้อมูลแบบเดิมๆ ด้วยการนำเสนอแหล่งข้อมูลเดียว (single source of truth) ที่สามารถรองรับข้อมูลทั้งหมดในองค์กร โดยเปลี่ยนจากแหล่งข้อมูลไปเป็นแดชบอร์ดได้ในแพลตฟอร์มวิเคราะห์และสภาพแวดล้อมหนึ่งเดียว”

เปิดตัว Yellowfin 7.3

Yellowfin 7.3 แพลตฟอร์ม BI เวอร์ชั่นล่าสุดจาก Yellowfin วางจำหน่ายแล้ววันนี้

Yellowfin 7.3 ได้รับการยกระดับครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการสร้างภาพข้อมูลขั้นสูงของ Yellowfin ไม่ว่าจะเป็น Set Analysis ที่เพิ่มเข้ามาเป็นครั้งแรก และ Content Creation Canvas ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ นอกจากนี้ Yellowfin 7.3 ยังประกอบไปด้วยตัวเชื่อมต่อ API แบบใหม่ๆ พร้อมแดชบอร์ดแบบพรีบิลท์รองรับการใช้งานเว็บแอปพลิเคชั่นภายนอก 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับปรุงและการยกระดับการทำงานใน Yellowfin 7.3 สามารถดูได้ที่:

– ดาวน์โหลดโบรชัวร์อธิบายการทำงานของ Yellowfin 7.3 ได้ที่: http://www.yellowfinbi.com/Document.i4?DocumentId=1239022

– รับชมหน้าเว็บแสดงฟังก์ชั่นเด่นของ Yellowfin 7.3 ได้ที่: http://www.yellowfinbi.com/YFWebsite-Yellowfin-7-3-77993

– รับชมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเชื่อมต่อ API แบบใหม่ๆ ของ Yellowfin ได้บน Yellowfin Marketplace: 

http://www.yellowfinbi.com/YFWebsite-Marketplace-77991

ราบีกล่าวว่า “คำถามธุรกิจเชิงเปรียบเทียบเป็นคิวรีประเภทหนึ่งที่นับได้ว่ามีความสำคัญและพื้นฐานที่สุดที่องค์กรต่างๆต้องการให้มีในข้อมูลของพวกเขา ฟังก์ชันใหม่อย่าง Set Analysis ใน Yellowfin 7.3 ทำให้การสร้างข้อมูลเปรียบเทียบนั้นสามารถทำได้อย่างงายดายและรวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้ทักษะทางเทคนิคขั้นสูง หรือ Sub Queries”

ชมและแชร์วิดีโอการสร้างภาพข้อมูลขั้นสูงของ Yellowfin ได้ที่:

ชมและแชร์โบรชัวร์การสร้างภาพข้อมูลขั้นสูงของ Yellowfin ได้ที่: http://www.yellowfinbi.com/Document.i4?DocumentId=1243015

เซียวกล่าวว่า “Content Creation Canvas ที่ได้รับการปรับปรุงขนานใหญ่นี้ จะช่วยให้ผู้ใช้มีอิสระและสามารถสร้างภาพข้อมูลและอินโฟกราฟฟิกเชิงวิเคราะห์ที่สวยงามและตรงตามจุดประสงค์ผ่านอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ตอบสนองความต้องการด้านคอนเทนต์เฉพาะขององค์กรได้เกินความคาดหมายและกระตุ้นการใช้งานของผู้ใช้ โดยไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดแม้เพียงหนึ่งบรรทัด”

ชมและแชร์วิดีโอ Content Creation Canvas ของ Yellowfin ได้ที่:

ชมและแชร์โบรชัวร์ Content Creation Canvas ของ Yellowfin ได้ที่: http://www.yellowfinbi.com/Document.i4?DocumentId=1239024

ตัวเชื่อมต่อ API รูปแบบใหม่ที่มาพร้อมกับ Yellowfin 7.3 นั้น ประกอบไปด้วย Salesforce, Zendesk, Xero, Facebook, Expensify, MailChimp, XE (Standard & Medium Edition), Ring Central, SurveyMonkey และ World Weather Online นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวตัวเชื่อม Twitter และ Google Analytics เวอร์ชั่นใหม่ที่ดีกว่าเดิม สามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเชื่อมต่อแต่ละแบบได้ที่ Yellowfin Marketplace: http://www.yellowfinbi.com/YFWebsite-Marketplace-77991

ราบีเผยว่า “การเชื่อมต่อเว็บแอปพลิเคชั่นที่คุณโปรดปรานจะง่ายขึ้นด้วยตัวเชื่อมต่อ API รูปแบบใหม่ และแดชบอร์ดแบบพรีบิลท์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Yellowfin 7.3 คุณจะสามารถสร้าง แชร์ และดำเนินการบนข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึกจากเว็บแอปพลิเคชั่นที่คุณใช้งานอยู่ได้”

###

เกี่ยวกับ Yellowfin

Yellowfin เป็นผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ Business Intelligence (BI) และซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมุ่งมั่นที่จะทำให้ BI เป็นเรื่องง่าย Yellowfin ก่อตั้งขึ้นในปี 2546 เพื่อรับมือกับความซับซ้อนและต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งและใช้เครื่องมือ BI แบบเดิมๆ ด้วยโซลูชั่นการรายงานและการวิเคราะห์ที่ใช้งานบนเว็บ 100% และเป็นมิตรกับผู้ใช้ Yellowfin เป็นผู้นำในด้าน Mobile BI, Collaborative BI และ Embedded BI รวมถึง Location Intelligence และ Data Visualization

ในแต่ละวัน องค์กรกว่า 10,000 แห่ง และผู้ใช้งานกว่า 2 ล้านราย ใน 70 ประเทศ ใช้ Yellowfin สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.yellowfinbi.com

สามารถติดตาม Yellowfin เพื่อรับข่าวสารและข้อมูลอัปเดตเป็นประจำบน Twitter (@YellowfinBI), LinkedIn (Yellowfin Business Intelligence), YouTube (Yellowfin Team) หรืออีเมลมาที่ pr@yellowfin.bi เพื่อสมัครรับจดหมายข่าวอิเล็กทรอนิกส์ของ Yellowfin ฟรี

เกี่ยวกับ Aware Corporation

Aware เป็นผู้ให้บริการด้านไอทีและโซลูชั่นซอฟต์แวร์ชั้นนำ และเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Yellowfin ในประเทศไทย บริษัทมีสำนักงานใหญ่อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ และมีสำนักงานอีกหนึ่งแห่งอยู่ในกรุงเทพมหานคร ให้บริการลูกค้ากว่า 100 ราย ซึ่งประกอบไปด้วยธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ทั้งของไทยและต่างชาติ ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ของบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ Aware มีบุคลากรมากกว่า 700 คน ซึ่งผสมผสานความรู้ในระดับท้องถิ่นและสากลเข้าด้วยกัน พร้อมทั้งนำเสนอความเชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นในด้านงานขายและบริการผลิตภัณฑ์ไอที การพัฒนาซอฟต์แวร์ตามความต้องการของลูกค้า การจัดบุคลากรประจำโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับลูกค้า ไปจนถึงการพัฒนา การขายและการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ประเภทต่างๆที่บริษัทผลิตขึ้น

สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.aware.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/yellowfin-new-virtualized-data-preparation-module/

local.jpg

[PR] เอ็นอีซีจัดฝึกอบรมการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ให้แก่ หน่วยงานของรัฐในประเทศไทย

กรุงโตเกียว, ประเทศญี่ปุ่น – 15 ธันวาคม 2559 – (Bernama) เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น (NEC, TSE: 6701) ประกาศในวันนี้ว่าสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. ได้คัดเลือกให้บริษัท เอ็นอีซี        คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น จัดฝึกอบรมการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ให้แก่หน่วยงานของรัฐในประเทศไทย การฝึกอบรมดังกล่าวจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร  ระหว่างวันที่ 6-9 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐกว่า 50 คน จากสพธอ. และหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐบาลเข้าร่วม

สพธอ. ในสังกัดของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์ในประเทศไทย และในการดำเนินงานดังกล่าว สพธอ. จึงได้จัดตั้งไทยเซิร์ต (ThaiCERT) หรือศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทยขึ้น เพื่อรับผิดชอบดูแลเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ในประเทศ

การฝึกอบรมการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์แบบเน้นการปฏิบัติจริงของเอ็นอีซี มีเป้าหมายในการเพิ่มความ สามารถ ของผู้ดูแลระบบในหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้บุคลากรเหล่านี้สามารถรับมือกับภัยคุกคามจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยระบบจำลองโครงสร้างด้านไอซีที การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้จึงช่วยให้ผู้ดูแลระบบได้เรียนรู้ความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างครอบคลุม

“เราภูมิใจที่ได้รับเลือกเป็นพันธมิตรและนำเสนอโปรแกรมการฝึกอบรมการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ให้แก่หน่วยงานของรัฐในประเทศไทย” นายทาคายูกิ คาโนะ ประธานบริษัทเอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “เราหวังว่าจะได้กระชับความสัมพันธ์กับหน่วยงานของรัฐทั่วโลกในด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ ให้แก่บุคลากรที่มีหน้าที่รับมือกับการโจมตีทางไซเบอร์ โดยต่อยอดความสำเร็จมาจากผลงานด้านความปลอดภัยทางไซเซอร์ในอดีตของเรา”


Credit: ShutterStock.com

ภาพรวมการฝึกอบรม

โปรแกรมฝึกอบรมใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากสภาพแวดล้อมจำลองของเครือข่ายสำนักงานของรัฐบาล เพื่อให้ผู้เข้าฝึกอบรมได้รับประสบการณ์จริงในการรับมือกับการโจมตีทางไซเบอร์แบบเต็มรูปแบบ ตั้งแต่เริ่มเกิดปัญหาความปลอดภัยของข้อมูล ไปจนถึงวิธีการแก้ไขปัญหาในขั้นตอนสุดท้าย การฝึกอบรมนี้ไม่เพียงเป็นการถ่ายทอดทักษะทางเทคนิคในการรับมือกับการโจมตีทางไซเบอร์เท่านั้น แต่ยังมีมาตรการสำคัญสำหรับองค์กรในการป้องกันความเสียหายลุกลาม รวมทั้งคำแนะนำสำหรับพนักงานและการแบ่งปันข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

ความเป็นมา

ตั้งแต่เดือนเมษายน 2558 กระทรวงมหาดไทยและการสื่อสาร (MIC) ของประเทศญี่ปุ่นและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย (ปัจจุบันคือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน เพื่อประกาศว่าทั้ง 2 ประเทศ จะขยายความร่วมมือด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และร่วมมือด้านการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีความสำคัญต่อองค์กร ซึ่งภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว มีการคาดหวังว่าประเทศญี่ปุ่นจะช่วยพัฒนาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในประเทศไทย โดยการจัดหาเทคโนโลยีขั้นสูงให้กับรัฐบาลไทย

ในเดือนพฤศจิกายน 2558 เอ็นอีซีได้ร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้จัดการฝึกอบรมการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์แบบเน้นการปฏิบัติจริงให้แก่หน่วยงานของรัฐในประเทศไทย ผ่านโครงการที่ดำเนินการโดย MIC ซึ่งการฝึกอบรมดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับ “Cyber Defense Exercise with Recurrence (CYDER)” ของ MIC ที่จัดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น โดยเอ็นอีซี ถือว่าการทำสัญญาใหม่กับสพธอ.ในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ยืนยันความสำเร็จของโครงการในปี 2558 ที่ผ่านมา

****

เกี่ยวกับบริษัท NEC Corporation

บริษัท NEC Corporation เป็นผู้นำด้านการติดตั้งเทคโนโลยีระบบ IT และเครือข่าย ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กับภาคธุรกิจและผู้คนมากมายทั่วโลก ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ควบคู่ไปกับสินค้าบริการที่ได้นำประสบการณ์และทรัพยากรจากทั่วโลกของบริษัทมาพัฒนาใช้ประโยชน์ ส่งผลให้เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำของ NEC ได้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่มีความซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ NECได้นำความชำนาญกว่า 100 ปี ในด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อช่วยให้ ผู้คน, ธุรกิจ และสังคม ได้พัฒนาก้าวหน้าต่อไป  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมได้ที่ http://www.nec.com

กลุ่มบริษัท เอ็นอีซี ทั่วโลก นำเสนอ ” โซลูชั่น เพื่อสังคม ” เพื่อส่งเสริมด้านความปลอดภัย การรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ และความเท่าเทียมกันของสังคม ภายใต้ข้อความขององค์กรที่ว่า “Orchestrating a brighter world” โดย เอ็นอีซี มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยแก้ปัญหาหลากหลายที่ท้าทายและ ส่งเสริมการสร้างมูลค่าทางสังคม เพื่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในวันพรุ่งนี้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมได้ที่

http://www.nec.com/en/global/about/vision/message.html

from:https://www.techtalkthai.com/nec-trains-cyber-defense-for-thai-government-officer/

local.jpg

[PR] Collinear Networks ประกาศความร่วมมือกับ Lockheed Martin เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีส่งผ่านข้อมูลไร้สายครอบคลุมทั่วโลก

ซานตาคลารา, แคลิฟอร์เนีย — 16 ธ.ค. –พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ – Collinear Networks, Inc. จากซิลิคอนวัลเลย์ ประกาศความร่วมมือเป็นเวลา 2 ปีครึ่งกับ Lockheed Martin Corporation เพื่อเดินหน้าทำการตลาดเทคโนโลยีส่งผ่านข้อมูลไร้สายสมรรถนะสูงสำหรับผู้ประกอบการเครือข่ายโทรคมนาคมทั่วโลก

Collinear ร่วมงานกับ Lockheed Martin Space Systems ภายใต้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิและข้อตกลงการพัฒนาที่ลงนามร่วมกันในเดือนมิถุยายน 2557 เพื่อทำการตลาดผลิตภัณฑ์ส่งผ่านข้อมูลไร้สายจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในรูปแบบไฮบริด ซึ่งพัฒนาโดย Lockheed Martin Space Systems ด้วยการผสานเทคโนโลยีการสื่อสารทางแสงแบบไร้สาย (FSO) และเทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (RF) เข้าด้วยกัน ข้อตกลงนี้ทำให้ Collinear ได้รับสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการทำการตลาดและขายเทคโนโลยีนี้ให้กับลูกค้าที่ไม่ใช่ภาครัฐทั่วโลก

การใช้งานอินเทอร์เน็ตและการใช้ข้อมูลผ่านมือถือทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง เทคโนโลยีส่งผ่านข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันจึงเผชิญกับความท้าทายในการรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างคุ้มทุน จึงต้องอาศัยการประยุกต์ใช้ผลิตภัณฑ์ส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สายจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทั้งแบบยึดติดตายตัวและสามารถเคลื่อนย้ายได้, Internet of Things, ยานยนต์, เครือข่าย SDN รวมถึงสถานีรับ-ส่งสัญญาณไร้สายทั้งแบบยึดติดตายตัวและสามารถเคลื่อนย้ายได้

Collinear ได้ผสานเทคโนโลยีด้านเครือข่ายเข้ากับโซลูชั่นไฮบริด เพื่อประโยชน์ในเรื่องของความสามารถในการรองรับการใช้งานและระยะทางความครอบคลุม ความฉลาดของเครือข่ายที่สามารถรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่เครือข่ายใหม่ๆ อาทิ 5G และ SDN รวมถึงต้นทุนที่ต่ำเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน

Collinear เชื่อว่าขนาดและน้ำหนักที่เจาะจงของเทคโนโลยีนี้ จะช่วยให้การติดตั้งเทคโนโลยีรวมเข้ากับเครือข่ายที่มีอยู่เดิมสามารถทำได้โดยใช้ช่างเพียงคนเดียว และคาดว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นส่วนเสริมหรือเข้ามาแทนที่โครงสร้างพื้นฐานไร้สายที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการรองรับการทำงานได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งไฟเบอร์ที่มีความซับซ้อนและมีราคาสูงลิ่ว

จอห์น ดรูรี ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานบริหาร Collinear กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ประกาศความร่วมมือครั้งนี้ Collinear และ Lockheed Martin ร่วมมือกันมานานหลายปีเพื่อนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในเชิงพาณิชย์ เรารู้สึกยินดีที่เทคโนโลยีนี้ออกสู่ตลาดด้วยประสิทธิภาพที่เหนือชั้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการเครือข่ายและผู้ใช้ระดับองค์กร”

ริค แอมโบรส รองประธานบริหาร Lockheed Martin Space Systems กล่าวว่า “เรายินดีที่มีโอกาสร่วมงานกับ Collinear ในการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารแบบไฮบริดนี้ ซึ่งนำไปสู่การยกระดับเทคโนโลยีคลื่นวิทยุและเทคโนโลยีออปติกของเรา โดยอาศัยประสบการณ์ของ Collinear ด้านเทคโนโลยีเครือข่าย”

ภายใต้สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิและข้อตกลงการพัฒนาข้างต้น คณะนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของ Lockheed Martin ในซิลิคอนวัลเลย์ ได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญของ Collinear ในการออกแบบผลิตภัณฑ์จนเสร็จสมบูรณ์ โดย Collinear มีแผนที่จะวางจำหน่ายในช่วงปลายปี 2560

ดานา วอลด์แมน ซีอีโอคนใหม่ของ Collinear กล่าวว่า “วันนี้นับเป็นโอกาสดีของ Collinear ที่ได้ประกาศความร่วมมือกับ Lockheed Martin หลังจากที่ได้ร่วมงานกันมานานกว่า 30 เดือน เราตั้งตารอที่จะนำผลิตภัณฑ์ออกวางจำหน่ายในท้องตลาด เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าทุกท่านที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องระยะทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

###

เกี่ยวกับ Collinear Networks, Inc.

Collinear Networks ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซานตาคลารา รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายร่วมกับ Lockheed Martin เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและปูทางไปสู่ยุคแห่งการเชื่อมต่อไร้พรมแดน บริษัทมีทีมผู้เชี่ยวชาญที่สั่งสมประสบการณ์รวมกันนานกว่า 250 ปี ในด้านการจัดการและเทคโนโลยีระดับสากล

เกี่ยวกับ Lockheed Martin

Lockheed Martin ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เบเธสดา รัฐแมริแลนด์ เป็นบริษัทอากาศยานและความมั่นคงระดับโลกที่มีพนักงานถึง 98,000 คนทั่วโลก บริษัทมุ่งเน้นไปที่การวิจัย ออกแบบ พัฒนา ผลิต วางระบบ รวมถึงซ่อมบำรุงระบบ ผลิตภัณฑ์ และให้บริการเทคโนโลยีขั้นสูง

from:https://www.techtalkthai.com/collinear-networks-collaborates-with-lockheed-martin-to-develop-global-wireless-data-transmission/