คลังเก็บป้ายกำกับ: INTERNET_OF_THINGS

รถยนต์สมัยใหม่มีช่องโหว่ที่อาจอันตรายถึงชีวิต และไม่สามารถ Patch ได้

นักวิจัยจาก Politecnico di Milano, Linklayer Labs, และ Forward-looking Threat Research ของ Trend Micro ค้นพบช่องโหว่ที่เกิดจากโปรโตคอล CAN (Controller Area Network) ที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ในรถยนต์สมัยใหม่

ช่องโหว่นี้เกิดจากมาตรฐานของ CAN ในการจัดการกับ error ของ message หรือ frame ที่วิ่งอยู่ใน CAN bus โดยถ้าอุปกรณ์ใดส่งข้อมูล error ออกมามากจนเกินไป ก็จะเข้าสู่สถานะ Bus Off หรือถูกตัดออกจาก CAN โดยอัตโนมัติ

นักวิจัยใช้คุณสมบัตินี้ของ CAN ในการโจมตีระบบในรถยนต์สมัยใหม่ โดยต่ออุปกรณ์สำหรับโจมตีเข้ากับรถยนต์ และทำให้เกิด error โดยใช้ข้อมูล frame ที่วิ่งอยู่ใน CAN อยู่แล้ว และสามารถทำให้อุปกรณ์ใดก็ตามที่ต่อกับ CAN เช่น ถุงลมนิรภัย, ระบบเบรก, หรือเซ็นเซอร์บอกระยะหน้า-หลัง เข้าสู่สถานะ Bus Off ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตของผู้โดยสารได้

ช่องโหว่นี้ไม่สามารถแก้ไขได้โดยการ patch ซอฟต์แวร์ของรถยนต์ เพราะเกิดจากรูปแบบการทำงานในระดับล่างสุดของมาตรฐาน CAN เอง หากต้องการแก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวให้หมดไป จะต้องมีการปรับปรุงมาตรฐาน CAN ใหม่

ที่มา: BleepingComputer, TrendLabs

from:https://www.blognone.com/node/94847

Advertisements

คำศัพท์ด้านเน็ตเวิร์กพบบ่อย 9 คำ ที่มืออาชีพต้องรู้ !!

ทุกวงการย่อมมีศัพท์เฉพาะที่รู้จักกันแค่ในกลุ่มอาชีพเดียวกันเท่านั้น เช่น ศัพท์แพทย์, ศัพท์วิศวะ, หรือแม้แต่ศัพท์ของชาวเน็ตเวิร์ก ซึ่งทาง NetworkComputing.com ได้รวบรวมคำศัพท์ของชาวเครือข่าย 9 คำที่ใช้คัดแยกคนในกับคนนอกวงการได้อยู่หมัด หรือชาวเน็ตเวิร์กควรเข้าใจอย่างถ่องแท้ดังต่อไปนี้

1. Packet เล่นแผลงคำมาจากแพกเกจหรือบรรจุภัณฑ์ห่อสินค้าต่างๆ ซึ่งบนโลกเครือข่ายนั้น ก็คือข้อมูลที่เป็นหีบห่อบรรจุข้อมูลที่ต้องการขนส่งระหว่างคอมพิวเตอร์บนเครือข่าย TCP/IP นั่นเอง

2. Ping แม้จะลอกมาจากกีฬาปิงปอง ก็ถือว่าเป็นทูลจำเป็นสำหรับแก้ปัญหาครอบจักรวาลเลยทีเดียว ด้วยความสามารถในการตรวจสอบการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ บนเครือข่ายระดับ IP รวมทั้งเวลาที่ใช้ในการเดินทางไปกลับระหว่างอุปกรณ์ด้วย

3. Edge ตำแหน่งบนเครือข่ายที่มีการให้บริการแก่ผู้ใช้หรืออุปกรณ์, มีการรวบรวมข้อมูล, หรือเป็นอินเทอร์เฟซที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่น อย่างบน LAN นั้น Edge มักหมายถึงสวิตช์ระดับแอคเซสที่ใช้เชื่อมต่อกับผู้ใช้ และอุปกรณ์เอนด์พอยต์โดยตรงนั่นเอง

4. RFC ชื่อกลุ่มมาตรฐานเน็ตเวิร์ก ที่องค์กรมาตรฐานเปิดอย่าง Internet Engineering Task Force กำหนดออกมา โดยใช้ตัวเลขชุดตามหลังคำว่า RFC หรือที่ย่อมาจาก Requests For Comments ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง

5. Fabric เป็นคำที่สร้างความงงมากที่สุดกับคนนอก เพราะเราไม่ใช่ชาวพาหุรัดขายผ้า คำนี้มีประวัติอันยาวนาน และความหมายที่แตกต่างกันมากมาย แต่ปัจจุบันจะใช้แทนเครือข่ายที่ยุบรวมเป็นระนาบเดียวกันต่อเนื่องไร้รอยต่อทอเต็มผืน เพื่อให้ได้ทั้งความคล่องตัว และความสามารถในการปรับเปลี่ยนขนาดของระบบได้ดีกว่าสถาปัตยกรรมทางเครือข่ายที่แบ่งเป็นลำดับชั้นแบบเดิม ซึ่งพบในเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างคลาวด์ และเวอร์ช่วลไลเซชั่น

6. East-West Traffic แม้จะมีที่มาจากการเดินทางระหว่างอ่าวฝั่งตะวันออก ไปยังแผ่นดินใหญ่ของซานฟรานทางตะวันตก แต่ในเชิงเน็ตเวิร์กนั้น เราใช้แทนการสื่อสารระหว่างเซิร์ฟเวอร์ภายในดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่ทราฟิกจากเหนือไปใต้หรือ North-South จะแทนการสื่อสารระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์กับภายนอกตามปกติ ซึ่งเทคโนโลยีใหม่อย่างเวอร์ช่วลไลเซชั่นจะช่วยเร่งความเร็วในการสื่อสารแบบ East-West เป็นอย่างมาก

7. Classless ความไม่มีคลาส หรือไม่แบ่งประเภทนี้ เราเอามาใช้อธิบายการกำหนดที่อยู่บนเครือข่ายที่ไม่ขึ้นกับคลาสแบบเดิม ด้วยการซอยย่อยขนาดของเครือข่ายเป็นส่วนย่อยๆ ผ่านการกำหนดความยาวของซับเน็ตมาส์กแทน เพื่อให้ใช้เลข IPv4 ที่มีอย่างจำกัดให้คุ้มที่สุด

8. DMZ แปลตรงตัวก็คือเขตปลอดทหาร แบบที่เห็นในคาบสมุทรเกาหลี แต่ชาวเน็ตเวิร์กก็เอามาใช้แทนเลเยอร์ที่สร้างขึ้นอีกระดับในด้านความปลอดภัย หรือก็คือส่วนของเครือข่ายที่องค์กรสามารถนำบริการที่ต้องต่อออกอินเทอร์เน็ต อย่างเช่นเว็บเซิร์ฟเวอร์ แยกออกมาอยู่ส่วนนี้ เพื่อปกป้องทรัพยากรภายในองค์กรจากการเข้าถึงของภายนอกโดยตรงได้

9. Control Plane ช่วงนี้ได้ยินติดหูมากพร้อมๆ กับเทรนด์เครือข่ายแบบ Software-Defined ที่กำลังมาแรง คอนโทรลเพลนนี้ถือเป็นกระบวนการประมวลผลที่ควบคุมการฟอร์เวิร์ดแพ๊กเก็ตข้อมูลบนเครือข่าย เช่น การทำงานของเราท์ติ้งโปรโตคอล โดยเรามักพูดกันว่า ดาต้าเพลนฟอร์เวิร์ดทราฟิกไปยังคอนโทรลเพลน ซึ่งดาต้าเพลนคือการสวิตชิ่งของเลเยอร์ 2 นั้นเอง เทคโนโลยี SDN ใหม่นี้จะแบ่งระนาบการควบคุมและส่วนข้อมูลออกจากกัน เพื่อให้ได้ระบบการทำงานแบบอัตโนมัติ และความยืดหยุ่นที่มากกว่าเดิม

ที่มา : http://www.networkcomputing.com/data-centers/10-things-only-networking-pros-will-understand/166004932

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/7646

ไปรษณีย์ไทยประกาศใช้ Blockchain รถไฟไทยประกาศใช้ IoT

Thailand Post หรือไปรษณีย์ไทยได้ออกมาประกาศถึงการนำ Blockchain มาใช้งานภายในองค์กรภายในปี 2017 ในขณะที่ State Railway of Thailand (SRT) หรือการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ประกาศถึงแผนการนำ Internet of Things (IoT) มาใช้ปรับปรุงบริการขนส่งสินค้า

Credit: ShutterStock.com

 

บทบาทของ Blockchain ในไปรษณีย์ไทยนั้นมีได้หลากหลาย แค่คาดว่าภาพที่จะได้เห็นก่อนก็คือการนำมาใช้ในการรักษาความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของระบบ ว่าจะมีเฉพาะบุคคลผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่สามารถเปิดหีบห่อสินค้าที่ส่งได้

ทางด้าน IoT ในการรถไฟไทยนั้นสามารถเดินหน้าต่อไปได้เพราะการที่ย่านความถี่ 800 – 900 MHz นั้นได้รับอนุญาตให้ใช้งานได้แล้วในไทย ซึ่งนอกจากการนำ IoT มาปรับปรุงการขนส่งสินค้าแล้ว การนำมาใช้ควบคุมรถไฟให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นก็เป็นอีกกรณีการใช้งานที่น่าสนใจ

อย่างไรก็ดียังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนนักว่าโครงการทั้งสองนี้จะเป็นอย่างไรกันแน่ ก็ต้องติดตามดูกันต่อไปกับก้าวหนึ่งของ Thailand 4.0 ที่ขับเคลื่อนโดยหน่วยงานภาครัฐครับ

 

ที่มา: https://www.ethnews.com/thailand-to-apply-blockchain-to-postal-services-and-iot-to-railways

from:https://www.techtalkthai.com/thailand-post-to-use-blockchain-and-srt-to-use-iot/

สถิติจาก PandaLabs พบว่ามีการโจมตีอุปกรณ์เพิ่มขึ้น 40% ในไตรมาสที่ 2 ของปี

โซลูชันป้องกันแบบดั้งเดิมถึงแม้ว่าจะป้องกันมัลแวร์ตัวที่รู้จักกันแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่สามารถปกป้องการโจมตีที่ไม่รุ้จักหรือการโจมตีที่มีเทคนิคขั้นสูงได้ การโต้แย้งกันนี้ทำให้มีการตรวจสอบที่มาจาก PandaLabs Anti-malware Lab จาก Panda Security รายงานว่าในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2017 มีอาชญากรไซเบอร์เพิ่มขึ้น มีการแฮ็คผลการเลือกตั้งในหลายประเทศ เครื่องมือในการสอดแนมรั่วไหล และการโจมตีขนาดใหญ่ระดับประเทศ ทั้งหมดเป็นตัวยกระดับสงครามไซเบอร์ไปยังระดับสูงสุด ซึ่งสั่นคลอนไปยังรากฐานของระบบรักษาความปลอดภัยทั่วโลก

ข้อสรุปเหตุการณ์ในไตรมาสที่ 2

  • กลุ่มอาชญากรไซเบอร์มีจำนวนเพิ่มขึ้น: กลุ่ม Shadow brokers วางแผนทีจะกระจายข้อมูลที่ขโมยมาจาก NSA ทำให้อาชญากรมีอาวุธมากขึ้น ดังนั้นผู้ใช้งานทั่วไป และบริษัทควรมีระบบป้องกันความปลอดภัยเพิ่ม
  • ผู้ใช้งานทั่วไป และองค์กรตกเป็นเป้าหมาย: อุปกรณ์ทั้งหมดที่ไม่ได้ป้องกันด้วยโซลูชันของ Panda Security 3.44% ของพวกเขาถูกโจมตีจากภัยคุกคามที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเพิ่มขึ้นเกือบ 40% จากไตรมาสก่อนหน้านี้ ถ้าเรามองดูประเภทของลูกค้า , ผู้ใช้ตามบ้านแลธุรกิจเล็กๆ รวมแล้วอยู่ที่ 3.81% ในขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่อยู่ที่ 2.28% ผู้ใช้ตามบ้านยังไม่มีมาตรการป้องกันความปลอดภัยทำให้มีความเสี่ยงมากที่จะถูกโจมตีได้มากกว่า และการโจมตีส่วนใหญ่ไปยังผู้ใช้ตามบ้านก็ง่ายกว่าการโจมตีไปยังเครือข่ายของบริษัท
  • สงครามไซเบอร์: ไตรมาสที่ 2 ของปีมีการโจมตีขนาดใหญ่ที่สุดถึง 2 ครั้งในประวัติศาสตร์ทั้ง WannaCry และ Petya ได้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเองก็ไม่รีรอที่จะเริ่ม เมื่อถึงเวลาที่มีการโจมตีบนไซเบอร์เกิดขึ้นทุกคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตหรืออุปกรณ์กำลังเชื่อมต่อกับเครือข่ายอาจตกเป็นเหยื่อของการโจมตีระดับโลกที่เรียกได้ว่าเป็นสงครามไซเบอร์ที่เริ่มต้นจาก WannaCry
  • การโจมตีด้วย Ransomware ยังคงเพิ่มขึ้น: สิ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมถึงเพิ่มขึ้น เพราะว่าเหยื่อยังคงยอมจ่ายเงินค่าไถ่ ถ้าไม่ใช่แบบนั้นการโจมตีรูปแบบนี้คงเริ่มที่หายไป ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนว่าจะทำให้การโจมตีนี้หยุดไปได้หรือไม่ เริ่มจากการป้องกันตัวเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ และมีการสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอเพื่อที่ไม่ต้องจ่ายค่าไถ่
  • การโจมตี “Zero- Day” คือการใช้ช่องโหว่หาประโยชน์เพิ่มหลังจากที่เกิดการโจมตี: พวกเขาหาช่องโหว่ที่ผู้ผลิตไม่รู้เพื่อใช้ในการโจมตีคอมพิวเตอร์ ถึงแม้ว่ามีการอัพเดทซอฟต์แวร์แล้วในเดือนเมษายน แต่ช่องโหว่ที่ถูกค้นพบสามารถส่งผลกระทบได้หลากหลาย
  • IoT และเมืองอัจฉริยะ: การเชื่อมต่อเมืองอย่างรวดเร็วทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยครั้งใหญ่ที่อาจก่อให้เกิดการโจมตีรูปแบบใหม่ ๆ โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา WannaCry ทำให้กล้องที่ถูกติดไว้บริเวณไฟจราจรติดไวรัสไป 55 ตัว รวมถึงจุดควบคุมความเร็วในออสเตรเลียหลังจากที่เชื่อมต่อไปยังคอมพิวเตอร์ที่ติดเชื้อบนเครือข่าย ตำรวจต้องยกเลิกค่าปรับการจราจรราว 8,000 ครั้งจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ขอแนะนำ PandaLabs Cybersecurity

ในตอนนี้นี้การปรับเปลี่ยนระบบรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ด้วยซอฟต์แวร์ ที่สามารถวัดได้ถึงภัยคุกคามที่เราเผชิญได้กลายเป็นเรื่องเร่งด่วน มีโซลูชันอย่าง Panda Adaptive Defense เพียงเท่านั้นที่ใช้ระบบ EDR (Endpoint Detection & Response) เทคโนโลยีที่สามารถตรวจสอบและจัดประเภทขั้นตอนการทำงานที่ใช้งานอยู่ได้ 100% เพื่อลดการตกเป็นเหยื่อของการโจมตีที่เราได้บอกไปในรายงานนี้

from:https://www.techtalkthai.com/pandalabs-q2-2017-report/

Supermicro เปิดตัว Embedded/IoT Systems รุ่นใหม่ ใช้ Intel Atom C3000 ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 25%

Supermicro เปิดตัว Embedded/IoT Systems รุ่นใหม่ ใช้ Intel Atom C3000 ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 25%

Supermicro ผู้นำทางด้านโซลูชัน Server และ Storage สำหรับองค์กร เปิดตัว Embedded Systems และ IoT Systems รุ่นใหม่ ซึ่งใช้หน่วยประมวลผล Intel Atom C3000 (Denverton) ซึ่งเป็นแบบ System on chip (SoC) โดยมีการออกแบบให้ประหยัดพลังงาน ใช้ความร้อนน้อยกว่ารุ่นก่อนและให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึง 25%

Motherboard รหัส A2 ที่รองรับ Intel Atom C3000 รุ่นใหม่นี้ มี Atom Cores ตั้งแต่ 2 ถึง 16 Cores ให้เลือกใช้งาน สามารถติดตั้งหน่วยความจำแบบ ECC ได้สูงสุด 128 GB พร้อม Network Interface แบบ 1Gbps RJ5 และ 10G SFP+ สูงสุด 4 พอร์ท ในขณะเดียวกันยังมีเทคโนโลยี Intel QuickAssist Technology (QAT) ในตัว ซึ่งช่วยให้สามารถนำไปใช้งานเป็น Network Security Appliances ได้ทันที

ในการเปิดตัวครั้งนี้ มี Form Factors ออกมาหลายรูปแบบด้วยกัน ทั้ง mini-ITX Motherboards, 1U Box, 1U Compact, 1U Rack Mount และ 3U MicroCloud System โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลายรูปแบบ เช่น vCPE, NFV, SDN และ SD-WAN

สำหรับ Atom C3000 Servers และ Motherboards ที่เปิดตัวออกมา มีดังนี้

SuperServers

  • 5029A-2TN4 – mini-tower server with 9-watt Atom C3338
  • E200-9A – 1U Box virtualization server with 16-watt Atom C3558
  • 5019A-FTN4 – compact 1U network security appliance with Atom C3758
  • E300-9A – 1U Box network security appliance with 25-watt Atom C3858
  • 5019A-12TN4 – compact 1U network security/server appliance with Atom C3850

Motherboards

  • A2SDi-2C-HLN4F – 2-core Atom C3338 with up to 64GB memory
  • A2SDi-4C-HLN4F – 4-core Atom C3558 with up to 128GB memory, M.2
  • A2SDi-8C/8C+-HLN4F – 8-core Atom C3758 with up to 128GB memory, M.2
  • A2SDi-12C-HLN4F – 12-core Atom C3858 with up to 128GB memory, M.2
  • A2SDi-H-TP4F – 16-core Atom C3958 with quad 10GbE and up to 128GB memory, M.2
  • A2SDi-H-TF – 8-core Atom C3758 with dual 10GbE and up to 128GB memory, M.2
  • A2SDi-TP8F – 12-core Atom C3858, quad 10G, quad 1G, up to 64GB SODIMM, M.2
  • A2SDi-LN4F – 12-core Atom C3850, quad 1G, and up to 64GB SODIMM, M.2
  • A2SDV-8C-TLN5F – 8-core Atom C3708, quad 10G and up to 128GB memory, M.2
  • A2SDV-12C+-TLN5F – 12-core Atom C3858, quad 10G, up to 128GB memory, M.2
  • A2SDV-16C-TLN5F – 16-core Atom C3958, quad 10G, up to 128GB memory, M.2

MicroCloud Systems

  • 5039MA8-H12RFT – 3U with 12 nodes, 8-core Atom C3750
  • 5039MA16-H12RFT – 3U with 12 nodes, 16-core Atom C3955

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียด Embedded/IoT Solutions เพิ่มเติมได้ที่: https://www.supermicro.com.tw/products/nfo/atom.cfm

 

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง https://www.throughwave.co.th

ที่มา : https://www.supermicro.com.tw/newsroom/pressreleases/2017/press170815_Atom_C3000_Portfolio.cfm

from:https://www.techtalkthai.com/supermicro-announces-new-embedded-and-iot-systems-with-intel-atom-c3000/

Smart Parking ระบบแจ้งสถานะและจองที่จอดรถยนต์ เทคโนโลยีของ True IoT (Internet of Things)

True Iot Smartparking

เทคโนโลยี IoT เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา ทีมงานขอนำเสนอข้อมูล Smart Parking ระบบแจ้งสถานะและจองที่จอดรถยนต์ เทคโนโลยีของ True IoT (Internet of Things) มาให้ชมเพื่อเป็นความรู้กันครับ

Internet of Things

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกันก่อนว่า IoT คืออะไร IoT ย่อมาจาก Internet of Things เป็นแนวคิดการนำอินเทอร์เน็ตไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ให้อุปกรณ์นั้นสามารถรับ-ส่งข้อมูล เพื่อให้เราสามารถควบคุมหรือนำข้อมูลจากอุปกรณ์นั้นมาใช้งานได้

โดย True IoT ได้มีเทคโนโลยีเกี่ยวกับ IoT มากมาย โดยตัวแรกที่เราจะนำมาเสนอเพื่อเป็นความรู้ คือ Smart Parking ระบบแจ้งสถานะและจองที่จอดรถยนต์

Smart Parking ระบบแจ้งสถานะและจองที่จอดรถยนต์

Smart Parking ระบบแจ้งสถานะและจองที่จอดรถยนต์ เป็นตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี NB-IoT กับระบบตรวจจับหรือเซ็นเซอร์ที่ติดอยู่กับที่ ไม่มีการเคลื่อนที่ โดยอุปกรณ์เซ็นเซอร์ที่ใช้จะตรวจจับสถานะว่ามีรถจอดอยู่ในช่องจอดรถแต่ละช่องหรือไม่

True Iot Smartparking 1 1Beautyplus 20170408104817 Save 20170407 111500

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสถานะของที่จอดรถ ข้อมูลสถานะล่าสุดถูกส่งผ่านอินเตอร์เน็ตด้วยเทคโนโลยี NB-IoT ไปเก็บที่เซิร์ฟเวอร์ จากนั้นผู้ใช้สามารถตรวจสอบสถานะที่จอดรถว่าว่างหรือไม่ และทำการจองที่จอดรถผ่านทาง Mobile APP ได้

True Iot Smartparking 1 2

ตัวอย่างการทำงานของ NB-IoT

ตัวอย่างการใช้งานของ Smart Parking

  1. ผู้ใช้ต้องทำการลงทะเบียนใช้งาน APP พร้อมกรอกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้และข้อมูลการจ่ายเงิน Online
  2. ผู้ใช้สามารถดูสถานะปัจจุบันของที่จอดรถ (ว่างหรือมีรถจอดอยู่) ผ่านหน้า Mobile APP ได้
  3. ผู้ใช้สามารถจองที่จอดรถที่ว่างอยู่ ผ่านหน้า mobile APP และจะได้รับ Passcode สำหรับการจอดรถ
  4. ผู้ใช้จะต้องจอดรถในที่ๆ จองไว้ในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะถูกริบค่าจองที่จอดรถ
  5. เมื่อผู้ใช้จอดรถตามช่องที่จองไว้แล้ว ต้องใส่ Passcode ที่ได้รับมาตอนจองที่จอดรถ ผ่านทาง Mobile APP มิฉะนั้นระบบจะแจ้งเตือนไปยังผู้เกี่ยวข้องว่ามีการจอดรถโดยไม่ได้รับอนุญาติ (เพื่อป้องกันบุคคลอื่นมาจอดโดยไม่ได้จองไว้ก่อน)
  6. เมื่อจะออกจากที่จอดรถ ผู้ใช้สามารถชำระเงินผ่าน Mobile APP ได้ เพิ่มความสะดวกในการใช้งานมากขึ้น

Beautyplus 20170408104759 Save

แน่นอนว่าการนำ Smart Parking เทคโนโลยี True IoT หากนำมาใช้จริง คงช่วยอำนวยความสะดวกในการจอดรถในสถานที่ต่างๆ ช่วยลดปัญหาการแย่งที่จอดรถ และลดเวลาการหาที่จอดรถสำหรับผู้ที่เดินทางไปยังลานจอดรถ ณ เวลาที่มีผู้ใช้งานมากได้เป็นอย่างดี

from:https://www.iphonemod.net/smart-parking-true-iot.html

Gartner เผย 3 เทรนด์เทคโนโลยี ที่จะส่งผลกระทบต่อทั้งโลกไปอีก 10 ปี

Gartner ได้ออกมาวิเคราะห์ถึงเทคโนโลยี 3 กลุ่มหลักๆ จากเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งสิ้น 2,000 รายการ ที่จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจทั่วโลกในการก้าวไปสู่การเป็น Digital Business ในอีก 10 ปีนับถัดจากนี้

Credit: Gartner

 

การวิเคราะห์แนวโน้มครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ต่อยอดขึ้นมาจาก Hype Cycle for Emerging Technologies 2017 ที่ได้ทำการวิเคราะห์ถึงเทคโนโลยีที่กำลังเป็นที่สนใจของภาคธุรกิจในปี 2017 นี้ และจัดกลุ่มออกมาด้วยกันได้ 3 กลุ่ม ได้แก่

1. AI Everywhere

Gartner ได้ยกให้ Artificial Intelligence (AI) เป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงภาคธุรกิจมากที่สุดในอีก 10 ปีนับถัดจากนี้ ด้วยการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีด้านการประมวลผล, ปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด, ความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดของเทคโนโลยี Deep Neural Networks ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้องค์กรสามารถนำ AI ไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยการประยุกต์นำข้อมูลต่างๆ มาใช้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยเจอมาก่อนกันได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีที่ Gartner แนะนำให้องค์กรเริ่มศึกษานั้นได้แก่ Deep Learning, Deep Reinforcement Learning, Artificial General Intelligence, Autonomous Vehicles, Cognitive Computing, Commercial UAVs (Drones), Conversational User Interfaces, Enterprise Taxonomy and Ontology Management, Machine Learning, Smart Dust, Smart Robots และ Smart Workspace

2. Transparently Immersive Experiences

Gartner ชี้ว่าในอนาคตเทคโนโลยีจะถูกพัฒนาโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางมากขึ้น และทำให้เกิดความโปร่งใสมากขึ้นระหว่างผู้คน, ธุรกิจ และสิ่งของ โดยความสัมพันธ์ของสามกลุ่มนี้จะถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันมากขึ้นกว่าแต่ก่อน และทำให้เทคโนโลยีสามารถปรับตัวตามผู้ใช้งาน, สถานการณ์ และสภาพแวดล้อมได้มากขึ้น ทั้งในที่ทำงาน, บ้าน, การติดต่อกับภาคธุรกิจ และผู้คน

เทคโนโลยีที่ Gartner แนะนำให้องค์กรเริ่มศึกษานั้นได้แก่ 4D Printing, Augmented Reality (AR), Computer-Brain Interface, Connected Home, Human Augmentation, Nanotube Electronics, Virtual Reality (VR) และ Volumetric Displays

3. Digital Platforms

Gartner ทำนายว่าเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่นี้จะต้องการเทคโนโลยีพื้นฐานใหม่ๆ ที่ช่วยสร้างหรือรวบรวมข้อมูลตามที่เทคโนโลยีอื่นๆ ต้องการนำไปใช้, มีความสามารถในการประมวลผลระดับสูง และสามารถนำไปใช้งานได้อย่างกว้างขวางในหลากหลายสถานการณ์ เข้าสู่การเป็น Ecosystem-enabling Platform และเกิดเป็น Business Model รูปแบบใหม่ๆ ที่สร้างการเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยีขึ้น

เทคโนโลยีที่ Gartner แนะนำให้องค์กรเริ่มศึกษานั้นได้แก่ 5G, Digital Twin, Edge Computing, Blockchain, IoT Platform, Neuromorphic Hardware, Quantum Computing, Serverless PaaS และ Software-Defined Security

สุดท้าย Gartner ยังได้สรุปว่า AI Everywhere นั้นเป็นแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างรวดเร็วมาก โดยอาศัยเทคโนโลยีจากกลุ่ม Transparently Immersive Experiences เป็นพื้นฐานสำหรับการต่อยอด และ Digital Platforms เองก็จะเป็นอีกกลุ่มที่เติบโตตามมา

from:https://www.techtalkthai.com/gartner-reveals-3-emerging-technologies-that-will-affect-the-world-in-next-10-years/