คลังเก็บป้ายกำกับ: INTERNET_OF_THINGS

การใช้ Open Source ในธุรกิจขนาดใหญ่ในเอเชียแปซิฟิกเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และการเตรียมบุคลากรให้พร้อมนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ Open Source ได้เข้ามามีบทบาทในธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมและหลากหลายขนาด และในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมถึงประเทศไทยเองนั้นการใช้ Open Source เองก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในบทความนี้จึงข้อสรุปแนวคิดและแนวโน้มต่างๆ เกี่ยวกับการนำ Open Source มาใช้ในภาคธุรกิจสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยเฉพาะ ดังนี้


Credit: Red Hat

 

Open Source นั้นไม่ได้เป็นแค่ Software แต่เป็นทั้งวิธีการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความร่วมมือ

คุณ Damien Wong ผู้ดำรงตำแหน่ง Vice President and General Manager ประจำภูมิภาค ASEAN แห่ง Red Hat นั้นได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเอาไว้ว่า Open Source นั้นไม่ได้เป็นทั้งบริษัทหรือผลิตภัณฑ์ แต่มันหมายถึงวิธีการที่เราใช้ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และสื่อสารร่วมมือระหว่างกันเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้เหล่าบุคลากรผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถนั้นร่วมกันสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็น Internet of Things (IoT) หรือ Machine Learning ที่เราได้ยินกันจนคุ้นหูในทุกวันนี้ก็ตามที


Damien Wong Credit: Red Hat

 

นอกจากนี้ คุณ Damien Wong ยังให้ความเห็นอีกด้วยว่า แนวโน้มของการใช้ Open Source นี้เป็นสิ่งที่เหล่าองค์กรจะปฏิเสธไม่ได้เลย เพราะแม้แต่ในภาคธุรกิจการเงินของเอเชียแปซิฟิกเองนั้นก็มีอัตราการใช้งาน Open Source สูงขึ้นถึง 7.5% เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับปี 2013 ตัวเลขนี้ถึงแม้จะดูน้อย แต่หากเจาะลึกในรายละเอียดแล้ว ธุรกิจการเงินขนาดใหญ่บางแห่งนั้นกลับมีการเติบโตของการใช้ Open Source ที่สูงถึง 120% เลยทีเดียว เนื่องจากความต้องการในการปรับแต่ง Software ให้ได้อย่างรวดเร็ว และความสามารถในการเสริมความปลอดภัยให้กับระบบต่างๆ ได้ตามต้องการนั่นเอง

 

4 กรณีศึกษาการใช้ Open Source ในการทำ Digital Transformation ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

คุณ Damien Wong แห่ง Red Hat ยังได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการนำ Open Source มาใช้เป็นหัวใจในการทำ Digital Transformation ที่เกิดขึ้นจริงแล้วในแถบเอชีย ดังนี้

BSE หรืออดีต Bombay Stock Exchange Ltd. นั้นได้เปลี่ยนจากการใช้เทคโนโลยีแบบ Proprietary มาเป็น Open Source แทน และสามารถลดเวลาที่ใช้ในการทำธุรกรรมต่างๆ ลงได้ถึง 40% จาก 10 Millisecond เหลือเพียงแค่ 6 Millisecond เท่านั้น และทำให้ BSE ก้าวสู่การเป็นตลาดแลกเปลี่ยนหุ้นที่ทำงานได้รวดเร็วที่สุดในโลก ส่งผลให้สามารถเพิ่มปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันได้ถึง 40 เท่า จาก 10 ล้านคำสั่งต่อวันกลายเป็น 400 ล้านคำสั่งต่อวันเลยทีเดียว

ในโครงการ Singapore Smart Nation Vision เองนั้นก็ได้มีการนำ Open Source ไปใช้ในการสร้าง Smart City ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ และเนื่องจาก Smart City นั้นเป็นแนวคิดใหม่ การเปลี่ยนแปลงและการต่อยอดความคิดใหม่ๆ จึงต้องเกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งนี่เองก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ทางสิงคโปร์เลือกใช้ Open Source เป็นแกนกลางของโครงการนี้ ทำให้สิงคโปร์เกิดความคล่องตัวในการพัฒนาโครงการ Smart City ได้อย่างต่อเนื่อง

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ Red Hat ได้เข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรง คือการร่วมมือกับ Singapore Nanyang Technological University (NTU) ที่ Red Hat ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการผลักดันให้ทางมหาวิทยาลัยสามารถเชื่อมผสานระบบ Private Cloud และ Public Cloud เข้าด้วยกันกลายเป็น Hybrid Cloud ได้ จนสามารถให้บริการทรัพยากรต่างๆ ทางด้าน IT ได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าแต่ก่อนมาก จากเดิมที่เคยต้องใช้เวลาเป็นวันนั้นก็ลดลงเหลือเพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น

สำหรับตัวอย่างสุดท้าย Google และ Facebook เองนั้นต่างก็ได้ผลักดันเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) และเปิด Open Source เทคโนโลยีทางด้าน AI ของตนให้แก่ทั้งโลกได้นำไปศึกษาและพัฒนาต่อยอด เกิดเป็นความร่วมมือขนาดใหญ่ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ บนพื้นฐานของ AI เป็นวงกว้างทั้งในภาคธุรกิจและการศึกษาทั่วโลกเลยทีเดียว

 

การใช้ Open Source ในไทยจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ธุรกิจองค์กรเปิดรับ Open Source มากขึ้นเรื่อยๆ

IDC Thailand เองนั้นก็ได้ทำนายว่าภายในสิ้นปี 2017 นั้น เกินกว่า 50% ของ 100 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในไทย (T100) จะยกให้การทำ Digital Transformation นั้นเป็นกลยุทธ์หลักของธุรกิจ ดังนั้นธุรกิจเหล่านี้บางส่วนหรือทั้งหมดก็ต้องมีการนำ Open Source ไปใช้เพื่อสร้างสรรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเหล่า CEO นั้นจะต้องมองเรื่องของการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีเป็นกลยุทธ์ในเชิงรุก และต้องเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในวัฒนธรรมของ Open Source เพื่อผลักดันให้องค์กรก้าวไปสู่ขีดความสามารถใหม่ๆ ในการพัฒนานวัตกรรมเชิงเทคโนโลยีขึ้นมาให้ได้

 

การเปิดรับ Open Source เพื่อทำ Digital Transformation ให้สำเร็จลุล่วงได้นั้น บุคลากรคือหัวใจสำคัญ

แน่นอนว่าการรับ Open Source ไปปรับใช้งานภายในภาคธุรกิจนั้น ประเด็นสำคัญที่สุดที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมาได้ก็คือเรื่องของ “คน” ซึ่งคำว่าคนในที่นี้ก็ไม่ได้หมายถึงเฉพาะแต่บุคลากรทางด้าน IT เท่านั้น แต่พนักงานฝ่ายอื่นๆ รวมถึงผู้บริหารเองก็ต้องเข้าใจในธรรมชาติและวัฒนธรรมของความเป็น Open Source ด้วยเช่นกัน

วัฒนธรรมของ Open Source ที่ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อแบ่งปัน, การช่วยเหลือระหว่างกันเพื่อให้สิ่งที่สร้างสรรค์ออกมานั้นมีผลลัพธ์ดีที่สุด ไปจนถึงการผลักดันเพื่อให้่นวัตกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นมานี้ถูกนำไปใช้และต่อยอดอย่างต่อเนื่องนั้นถือเป็นทิศทางเดียวกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จำเป็นต่อการทำ Digital Transformation ทั้งสิ้น ในขณะที่ธรรมชาติของความไม่หยุดนิ่งที่ Open Source จะต้องถูกพัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่องนั้นก็ถือเป็นอีกสิ่งที่องค์กรต้องปรับตัวรับให้ได้

ขณะเดียวกัน การ Contribute ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือ Open Source นั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเหล่าบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่การคิด, การออกแบบ, การนำเสนอความเห็น, การแก้ไขปัญหา และมุมมองต่างๆ จากผู้ที่เกี่ยวข้องต่อการสร้างนวัตกรรมนั้นต่างก็เป็นสิ่งสำคัญทั้งสิ้น และบรรยากาศในการสร้างนวัตกรรมที่ทุกคนมีส่วนร่วมนี้เอง คือบรรยากาศที่จะเกิดได้จากการที่ทุกคนโอบรับ Open Source เอาไว้นั่นเอง

 

สำหรับผู้ที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ Digital Transformation สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://red.ht/2iCQILR ทันที

from:https://www.techtalkthai.com/apac-buinesses-open-source-adoption-rate-grows-due-digital-transformation/

Advertisements

Intel เปิดตัวระบบ IoT Retail Sensor Platform ใช้งานจริงในร้านลีวายส์แล้ว

Intel ประกาศเปิดตัระบบ Intel Retail Sensor Platform ระบบคลังสินค้า RFID ทำงานแบบ near real-time ในงาน NRF Big Show งานแสดงสินค้าและสัมมนางานใหญ่ของวงการค้าปลีก


Credit: Intel IOT blog

โดยโซลูชั่นดังกล่าว ประกอบไปด้วย

  • Intel-based Retail Sensors – เซ็นเซอร์ RFID ประหยัดไฟและราคาถูก ที่มาพร้อมกับ expandable sensor suite
  • Intel-based Gateway – จุดเชื่อมต่อที่ปลอดภัยและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ คอยรวบรวมและคัดกรองข้อมูลจากเซ็นเซอร์
  • Cloud Platform – analytics platform as a service แบบโอเพ่นซอร์ส สำหรับแอปพลิเคชั่นบน cloud
  • Trusted Analytics Platform (TAP) – แพลต์ฟอร์ม big data analytics ที่สร้างอยู่บน Hadoop และ OpenStack

ระบบดังกล่าวปัจจุบันมีการใช้งานจริงในร้านยีนส์ชื่อดังอย่างลีวายส์ ซึ่งก่อนหน้านี้จากผลการสำรวจของบริษัทพบว่าแม้จะมีจำนวนลูกค้าเข้าร้านน้อยลง แต่ความต้องการซื้อของลูกค้าเหล่านั้นกับเพิ่มขึ้น ทว่าการที่ไม่มีสินค้าในสต็อก หรือการที่พนักงานหาสินค้าภายในร้านหรือคลังสินค้าไม่เจอ กลับกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ในการซื้อของลูกค้า และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ลูกค้าไม่กลับมาซื้อสินค้าในร้านอีก


Credit: Intel Newsroom YouTube

การทดลองใช้ระบบ Retail Sensor Platform ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2015 โดยลีวายส์ติดตั้งเซ็นเซอร์ RFID ของ Intel หลายจุดไว้บนเพดาน เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของเสื้อผ้าบนชั้นวางและราวแขวน เซ็นเซอร์จะทำหน้าที่บอกตำแหน่งและจำนวนที่เหลือในคลังสินค้า และสั่งของเพิ่มเมื่อสินค้าหมด

ประโยชน์อื่นๆนอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้นของระบบนี้ ก็มีได้แก่ การดูแผนที่เส้นทางการเดินของลูกค้าภายในร้าน การจัดวางสต็อกของให้ถูกที่ ใช้ข้อมูลตำแหน่งเพื่อศึกษาพฤติกรรมที่นำไปสู่การตัดสินใจซื้อของลูกค้า และการวาง layout ภายในตัวร้าน

ระบบ Retail Sensor Platform เป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาของ Intel ที่จะลงทุน $100 ล้านกับการพัฒนาเทคโนโลยีค้าปลีกใน 5 ปีข้างหน้านี้

ที่มา:

from:https://www.techtalkthai.com/intel-reveals-iot-retail-sensor-platform/

ลีพ โซลูชั่น เอเชีย เตรียมพร้อมเข้าร่วมงาน IoT & Cloud Thailand 2017

ลีพ โซลูชั่น เอเชีย เตรียมพร้อมเข้าร่วมงาน IoT & Cloud Thailand 2017 ที่จัดโดยทางเว็บไซต์ Enterpriseitpro.net งานนี้เป็นงานที่ รวมทุกเทคโนโลยีเกี่ยวกับกับระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง และ Internet of Things ซึ่งมีหลายหลายเรื่องราวที่น่าสนใจ ตลอดจนระบบความปลอดภัยบนคลาวด์อีกด้วย

โดยในครั้งนี้ ลีพ โซลูชั่น เอเชีย ได้ขนเอาเทคโนโลยีที่น่าสนใจเกี่ยวกับระบบ Cloud Computing ไปร่วมจัดแสดง พร้อมทั้งยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อที่ชื่อว่า Benefits of cloud computing through Case Studies โดย Mr.Sorrawiz Chanteepariyakul, Sales Manager,

สำหรับงานสัมมนา ไอโอที แอนด์ คลาวด์ ไทยแลนด์ 2017 (IOT & Cloud Thailand 2017) จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 8.00 – 16.00 น. ณ ห้องอโนมา 2-3 โรงแรมอโนมา แล้วพบกันที่ บูธนะคะ

หากท่านใดสนใจร่วมงานสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ค่ะ “งานสัมมนา IoT & Cloud Thailand 2017”

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5623

Sigfox เปิดบริการ Spot’it หาตำแหน่งอุปกรณ์ IoT โดยไม่ต้องใช้ GPS ทำงานในอาคารได้

Sigfox เปิดตัวบริการ Spot’it ช่วยระบุตำแหน่งสำหรับอุปกรณ์ IoT กินพลังงานต่ำโดยไม่ต้องใช้ GPS ออกแบบมาเพื่อการติดตามการขนส่งสินค้า

ตอนนี้ Sigfox มีเครื่องข่ายอยู่ใน 31 ประเทศทั่วโลก ตัว Spot’it จะจับตำแหน่งอุปกรณ์โดยใช้ความแรงสัญญาณ ทำให้ไม่เสียพลังงานเพิ่มเติม รวมถึงไม่เสียต้นทุนฮาร์ดแวร์และการอัพเกรดซอฟต์แวร์

บริษัทไม่ได้บอกความละเอียดของตำแหน่งที่จับได้ แต่จุดเด่นสำคัญคืออุปกรณ์ Sigfox สามารถทำงานได้ต่อเนื่องสูงสุดถึง 20 ปี ดังนั้นการใช้ Spot’it จะเหมาะกับการติดตามวัตถุในระยะยาว นอกจากนี้ Spot’it ยังทำงานในอาคารได้ด้วย

ที่มา – Sigfox

alt="upic.me"

from:https://www.blognone.com/node/90258

KasperskyOS ระบบปฏิบัติการสุดปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์เครือข่ายและ IoT

บริษัทแอนตี้ไวรัส Kaspersky เปิดตัวระบบปฏิบัติการของตัวเองในชื่อ KasperskyOS

KasperskyOS เป็นระบบปฏิบัติการที่ออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์ฝังตัว, อุปกรณ์ IoT และอุปกรณ์เครือข่าย (เช่น เราเตอร์) มันเป็นระบบปฏิบัติการที่เขียนขึ้นมาใหม่ทั้งตัว และมุ่งเป้าเรื่อง “ความปลอดภัย” เป็นอันดับแรก

Eugene Kaspersky ซีอีโอของบริษัทอธิบายว่า อุปกรณ์ฝังตัวและ IoT ต้องการความปลอดภัยสูง แต่ระบบปฏิบัติการในท้องตลาดมักเป็นระบบปฏิบัติการเฉพาะทาง-เฉพาะอุปกรณ์ ส่วนระบบปฏิบัติการที่ใช้งานทั่วไป (general-purpose OS) อย่างลินุกซ์ก็มีความปลอดภัยไม่เพียงพอ เพราะไม่ได้ออกแบบมาสำหรับความปลอดภัยโดยตรง

No Description

KasperskyOS ออกแบบมาเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก ตัวระบบปฏิบัติการจะไม่สามารถทำงานเกินกว่าที่กำหนดได้เลย เคอร์เนลถูกจำกัดความสามารถ แยกส่วนไดรเวอร์ออกจากเคอร์เนล โพรเซสต้องได้รับอนุญาตก่อนรัน แอพพลิเคชันต้องมีคอนฟิกด้านความปลอดภัยกำกับเสมอ

โครงการ KasperskyOS แยกออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

  • KOS ตัวระบบปฏิบัติการ
  • KSH ระบบ hypervisor
  • KSS ระบบจัดการสื่อสารระหว่างส่วนต่างๆ ของระบบปฏิบัติการ

แนวคิดของ KasperskyOS คือควบคุมระดับชั้นของซอฟต์แวร์ที่อยู่ติดกับฮาร์ดแวร์ให้ปลอดภัยที่สุด (initially secure OS) แล้วรันระบบปฏิบัติการอื่น (เช่น ลินุกซ์) เป็น guest OS ผ่าน hypervisor (KSH) อีกชั้น จากนั้นค่อยรันแอพพลิเคชันบนระบบปฏิบัติการนั้นอีกทีหนึ่ง ในเบื้องต้นเราไม่สามารถการันตีได้ว่าแอพพลิเคชันใน hypervisor จะปลอดภัย แต่อย่างน้อยตัว OS หลักก็จะปลอดภัย

No Description

Kaspersky ไม่ได้ขายปลีกระบบปฏิบัติการนี้ แต่ใช้วิธีให้ไลเซนส์กับบริษัทอื่นไปใช้งานต่อยอด บางบริษัทซื้อไปเฉพาะตัว KSS เพื่อใช้กับระบบปฏิบัติการของตัวเอง และมีบริษัทเราเตอร์สัญชาติรัสเซีย Kraftway นำระบบปฏิบัติการไปใช้งานกับเราเตอร์ของตัวเองแล้ว

ในเบื้องต้น KasperskyOS รองรับสถาปัตยกรรมซีพียู x86 และ ARM โดยยังรองรับชิป Ethernet แค่บางรุ่นเท่านั้น นอกจากอุปกรณ์เครือข่ายและ IoT แล้ว ในเว็บไซต์ของ Kaspersky ยังระบุว่าสามารถนำไปใช้กับรถยนต์หรือระบบควบคุมอุตสาหกรรมได้ด้วย

ที่มา – Eugene Kaspersky, KasperskyOS, KasperskyOS Whitepaper

from:https://www.blognone.com/node/90255

ผลวิจัยชี้ อุปกรณ์จำนวนมากได้เปิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยแก่เมืองใหญ่ต่างๆ ของสหรัฐฯ

จากการศึกษาของทาง Trend Micro ผ่านเสิร์ชเอนจิ้นสำหรับอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะอย่าง Shodan ซึ่งพบว่ามีอุปกรณ์เชื่อมต่อกว่า 178 ล้านเครื่อง ตั้งแต่เราเตอร์ ไปจนถึงปริ๊นเตอร์ หรืออุปกรณ์ด้านฐานข้อมูล ที่มีช่องโหว่ให้เข้าโจมตีได้ ซึ่งพบในเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ กว่า 10 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นกรุงนิวยอร์ก, ชิคาโก้, ฮูสตัน, ฟิลาเดเฟีย, ฟีนิกส์, ซาน แอนโตนิโอ, ซานดิเอโก้, ดัลลัส, และซานโจเซ่

นอกจากนี้ยังพบช่องโหว่สำคัญในวงการอุตสาหกรรม และระบบควบคุมด้านอุตสาหกรรม (ICS) ทั้งในส่วนงานภาครัฐ, บริการฉุกเฉิน, การบริการสุขภาพ, สาธารณูปโภค, บริการทางการเงิน, และการศึกษา รวมทั้งยังพบช่องโหว่ของอุปกรณ์ ICS ที่ใช้ควบคุมการดำเนินงานทางธุรกิจ, การจัดการจราจร, การผลิตไฟฟ้า, และโรงงานผู้ผลิตต่างๆ อีกด้วย

ช่องโหว่ของอุปกรณ์เหล่านี้มาจากสาเหตุหลายประการ แต่ที่พบมากที่สุดคือการตั้งค่าที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งความรุนแรงของช่องโหว่เหล่านี้มีตั้งแต่เฉพาะกับตัวบุคคล ไปจนถึงทั้งธุรกิจ ซึ่งเสี่ยงต่อการโดนเล่นงานจากผู้โจมตีด้วยหลากหลายแรงจูงใจ ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งที่มองการรบกวนการดำเนินธุรกิจ หรือต้องการขโมยความลับบริษัท ไปจนถึงนักเคลื่อนไหวที่ต้องการเรียกร้องความสนใจ

ทาง Trend Micro ได้แสดงความเป็นห่วงในระบบหรือธุรกิจ 3 กลุ่มที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อการพบช่องโหว่ปริมาณมหาศาลดนี้ ได้แก่ ด้านระบบานข้อมูล โดยเฉพาะระบบ MySQL ที่พบช่องโหว่เยอะกว่า MS-SQL หรือ PostgreSQL มาก หรือระบบ MongoDB ที่เพิ่งมีข่าวโดนเล่นงานอย่างกว้างขวาง, อุปกรณ์ทางการแพทย์ และฐานข้อมูลส่วนตัวของคนไข้, และระบบที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์

ที่มา : http://blog.trendmicro.com/devices-exposing-critical-industries-u-s-cities/

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5615

ความยุ่งยากของการจัดการความปลอดภัยของข้อมูลบน Docker

คอนเทนเนอร์แบบ Docker นั้น นับเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมใหม่ของแอพพลิเคชั่น ทั้งการพัฒนา, จัดจำหน่าย, และติดตั้ง ด้วยคุณสมบัติที่เน้นความยืดหยุ่นและให้เปิดปิดได้ตามต้องการ ได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งการจัดการข้อมูลสำหรับแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ก็มีสองทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นการเก็บข้อมูลไว้เฉพาะภายในคอนเทนเนอร์ หรือจะเก็บไว้ข้างนอกเพื่อให้อยู่คงทนถาวรแม้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวจะปิดหายไป ซึ่งไม่ว่าคุณเลือกวิธีไหน การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลบนคอนเทนเนอร์ก็ถือเป็นเรื่องใหม่ที่ดูยุ่งยากพอสมควร

โดยเฟรมเวิร์กของ Docker นั้น ไม่ได้มีโมเดลด้านความปลอดภัยสำหรับข้อมูลโดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น ไดเรกทอรีที่เป็นโฮสต์ใดๆ ก็สามารถเมาต์กับคอนเทนเนอร์ได้ โดยเฉพาะโฟลเดอร์ระบบที่อ่อนไหวมากอย่าง /etc ทำให้แอพในคอนเทนเนอร์สามารถแก้ไขไฟล์ในโฟลเดอร์เหล่านั้นได้ ถึงแม้จะแก้ปัญหาด้วยการรันคอนเทนเนอร์บนบัญชีผู้ใช้ที่ไม่ใช่รูต ก็จะนำไปสู่การแก้ปัญหาต่อเนื่องที่ยุ่งยาก เช่น การตามแก้การอนุญาตการเข้าถึงโฟลเดอร์ที่จำเป็น เช่น /var/lb/docker/volumes เป็นต้น

โซลูชั่นปัจจุบันที่นิยมใช้รักษาความปลอดภัยบน Docker คือ การใช้แพลตฟอร์ม Orchestration สำหรับจัดการการรันคอนเทนเนอร์ได้ด้วยตัวเอง โดยปล่อยให้ระบบนี้แมปวอลุ่มข้อมูลกับคอนเทนเนอร์ได้อย่างแม่นยำ แต่สิ่งที่แตกต่างจากสตอเรจ SAN แบบเดิมคือ ความยืดหยุ่นในการพอร์ตไปรันบนแพลตฟอร์มต่างๆ และความจำเป็นที่ระบบความปลอดภัยต้องครอบคลุมไปยังพับลิกคลาวด์ด้วย

สำหรับผลิตภัณฑ์คอนเทนเนอร์อย่าง Docker นั้น หลังจากการเข้าซื้อกิจการบริษัทด้านสตอเรจน้องใหม่อย่าง Infinit ก็คาดหวังได้ว่าจะมีโซลูชั่นที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลที่พัฒนาขึ้นมาให้เราได้ใช้งานการเร็วๆ นี้

ที่มา : http://www.networkcomputing.com/cloud-infrastructure/docker-data-security-complications/613897734

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5604