คลังเก็บป้ายกำกับ: INTERNET_OF_THINGS

ไมโครซอฟท์ออก Azure Time Series Insights บริการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT จำนวนมาก

แนวทางการประมวลผลในโลกยุค IoT ค่อนข้างชัดเจนว่า เรามีเซ็นเซอร์จำนวนมาก ส่งข้อมูลค่าต่างๆ กลับมายังเซิร์ฟเวอร์กลางทุกระยะเวลาที่กำหนด จากนั้นค่อยนำข้อมูลไปใช้งานต่อ

การอิมพลีเมนต์ระบบข้างต้น จึงประกอบด้วยการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และนำมาแสดงผล (visualize) ซึ่งต้องพัฒนาองค์ประกอบเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมา ในขณะที่ระบบส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายๆ กัน ล่าสุดไมโครซอฟท์จึงออกบริการ Azure Time Series Insights มาเป็นบริการสำเร็จรูปสำหรับงานแบบนี้

Azure Time Series Insights จะคอยช่วยจัดการข้อมูลที่วิ่งมาจาก IoT โดยมีระบบวิเคราะห์และแสดงผลให้ในตัว ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบได้ว่าอุปกรณ์ตัวใดผิดปกติ ในขณะที่รองรับโหลดจำนวนมหาศาลที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลก (ด้วยโครงสร้างพื้นฐานของ Azure) ในเวลาแบบ “เกือบ” เรียลไทม์

ตอนนี้ Azure Time Series Insights ยังมีสถานะเป็นรุ่นพรีวิว แต่ก็มีลูกค้ารายใหญ่จากภาคอุตสาหกรรมแล้ว เช่น BMW ใช้ตรวจสอบการซ่อมบำรุงโรงงาน และ ThyssenKrupp ใช้ตรวจสอบปัญหาของลิฟต์โดยสารจำนวนมาก

No Description

No Description

No Description

from:https://www.blognone.com/node/91988

Advertisements

รู้จัก OpenViBE แพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์สเพื่อเชื่อมต่อระหว่างสมองและคอมพิวเตอร์ (BCI)

เมื่อยักษ์ใหญ่ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Elon Musk ตบเท้าออกมาแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการเชื่อมต่อระหว่างสมองและคอมพิวเตอร์ซึ่งฟังแล้วราวกับออกมาจากนิยายวิทยาศาสตร์ หลายคนอาจมองว่า Brain Computer Interface (BCI) นั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนจนมองไม่เห็นความเป็นไปได้ในไอเดียเหล่านั้น วันนี้ TechTalkThai จึงจะพาไปรู้จักกับ OpenViBE แพลตฟอร์ม BCI โอเพ่นซอร์สที่มีให้ใช้ฟรีกันมาตั้งแต่ปี 2007

ระบบเชื่อมต่อระหว่างสมองและคอมพิวเตอร์นั้นทำงานด้วยการรับข้อมูลสมองจากฮาร์ดแวร์บางอย่าง เช่น EEG (Electroencephalography) อุปกรณ์วัดคลื่นไฟฟ้าในสมองที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการการแพทย์ เมื่อได้ข้อมูลจากสมองแล้วจึงนำไปประมวลผลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ OpenViBE เป็นแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยผู้ใช้ในการสร้างระบบ BCI

Credit: OpenViBE

แพลตฟอร์ม OpenViBE นั้นประกอบไปด้วยแอพพลิเคชันหลักซึ่งจะทำงานร่วมกับ plug-in ที่มีให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม แอพพลิเคชันหลักนี้ประกอบไปด้วย

  • Acquisition Server – ตัวเชื่อมต่อสำเร็จรูประหว่าง hardware และคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้ใช้สามารถเก็บข้อมูลสมองจากอุปกรณ์ต่างๆที่ OpenViBE รองรับ
  • Designer – หน้า GUI สำหรับประมวลผลข้อมูลที่ได้รับจาก Acquisition Server ซึ่งมาพร้อมกับฟังก์ชั่นหลากหลาย เช่น การแปลงค่าข้อมูล, การเขียนลงไฟล์, การ filter, การทำ classification, รวมไปถึงการใส่สคริปต์ เช่น Matlab และ Python ด้วย ผู้ใช้สามารถใช้ Designer ได้อย่างง่ายดายโดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในการเขียนโปรแกรมมาก่อน
  • 2D Visualization – แสดงผลข้อมูลสมองที่มีอยู่ผ่านเทคนิคต่างๆ
  • Existing and Pre-configured Ready-to-use Scenarios – แอพพลิเคชันสำเร็จสำหรับ scenario ต่างๆ เช่น แอพพลิเคชันแปลงข้อมูลสมองจากการ”จินตนาการ”ว่าขยับแขนให้เป็น interaction บนคอมพิวเตอร์

ขั้นตอนในการพัฒนาแอพพลิเคชัน BCI นั้นมักเริ่มจากการเก็บข้อมูลสัญญาณสมองของกิจกรรมที่ต้องการ จากนั้นจึงทำการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวเพื่อหา parameter ที่ดีที่สุดในการจำแนกกิจกรรมที่ต้องการออกจากข้อมูลอื่นๆ สองขั้นตอนแรกนี้อาจะมีการทำซ้ำหลายรอบกับข้อมูลชุดต่างๆ เพื่อประสิทธิภาพของระบบ ท้ายที่สุดจึงใช้ระบบที่ได้จากขั้นตอนการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลในแอพพลิเคชัน

ขั้นตอนการพัฒนาแอพพลิเคชัน BCI ทั่วไป (Credit: OpenViBE)

สำหรับการใช้ในแอพพลิเคชันนั้นมักแบ่งแยกย่อยได้เป็นอีก 6 ขั้นตอน ได้แก่ การเก็บข้อมูลจากสมอง, การ preprocess ข้อมูล, การดึง feature ที่จำเป็นออกมาจากข้อมูล, การจำแนกชนิดของข้อมูล (classification), และการแปลงผลลัพธ์ที่ได้ออกไปเป็นการกระทำบางอย่าง

ระบบ OpenViBE นี้มีจุดเด่นด้วยกันทั้งหมด 4 ข้อ

  • Modularity and reusability – ซอฟต์แวร์เป็นโมดูลย่อยๆที่นำมาทำงานร่วมกันทำให้สามารถสร้างระบบที่เหมาะสมกับการใช้งานได้ รวมถึงการพัฒนาโมดูลใหม่ๆเพื่อทำงานร่วมกับระบบที่มีอยู่
  • Different types of users – รองรับผู้ใช้งานที่หลากหลายทั้งผู้ใช้งานที่เขียนโปรแกรมได้และไม่ได้ เช่น นักพัฒนา VR, แพทย์, นักวิจัย BCI
  • Portability – แพลตฟอร์ม OpenViBE ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับอุปกรณ์ที่หลากหลาย ไม่มีการเจาะจงอุปกรณ์ที่ใช้ เช่นการใช้งานกับเครื่อง EEG, MEG หรือการทำงานของซอฟต์แวร์บน Windows และ Linux เป็นต้น
  • Connection with VR – OpenViBE รองรับการทำงานร่วมกับแอพพลิเคชัน VR ด้วย

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นแพลตฟอร์มโอเพ่นซอร์ส OpenViBE นี้ก่อให้เกิดแอพพลิเคชันที่น่าสนใจหลายชนิด ยกตัวอย่างเช่นเกมกระสวยอวกาศที่บังคับด้วยคลื่นสมอง ระบบจำลองการเดินในพิพิธภัณฑ์ผ่านจินตนาการ ระบบควบคุมแขนกลด้วยคลื่นสมอง เป็นต้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ดาวน์โหลด และชุมชนนักพัฒนา สามารถติดตามได้ผ่าน http://openvibe.inria.fr

 

ที่มา: http://openvibe.inria.fr

from:https://www.techtalkthai.com/openvibe-opensource-bci/

ผู้เชี่ยวชาญเผยความกังวล Hajime Botnet แพร่กระจายกว่า 300,000 เครื่องแล้ว ไทยเป็นอันดับที่ 3

หลังจากไม่กี่วันก่อน Symantec ได้ออกมาเปิดเผยถึง IoT Botnet ที่ชื่อว่า Hajime กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายเป็นอุปกรณ์ IoT ประเภทเดียวกับที่มัลแวร์ Mirai ซึ่งเป็น IoT Botnet ชื่อดังพุ่งเป้าโจมตี จนถึงตอนนี้พบว่ามีอุปกรณ์ตกเป็นเหยื่อแล้วกว่า 300,000 เครื่อง และประเทศไทยถือว่าเป็นอันดับ 3 ที่มีอุปกรณ์ติดมัลแวร์ Hajime มากที่สุด

Credit: Symantec

Hajime Botnet ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปลายปี 2016 ที่ผ่านโดยนักวิจัยจาก Rapidity Networks ซึ่งชื่อ Hajime มาจากภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า “การเริ่มต้น” สาเหตุที่นักวิจัยตั้งชื่อนี้เพราะว่า Botnet ดังกล่าวพยายามโจมตีอุปกรณ์ประเภทเดียวกับที่ Mirai โจมตีโดยเฉพาะ ซึ่ง Mirai มีความหมายว่า “อนาคต”

การเชื่อมโยงกับ Mirai นี้มีความสำคัญมาก เนื่องจาก Hajime ปรากฎตัวท่ามกลางกระแสของ Mirai ซึ่งสร้างกองทัพ Botnet โจมตีเป้าหมายไปทั่วโลก ส่งผลให้บริษัทด้านความมั่นคงปลอดภัยส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึงการมีอยู่ของ Hajime เพราะเน้นพุ่งเป้าที่การตรวจสอบ Mirai Botnet เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ Symantec ออกมาเปิดเผยถึงข้อมูลของ Hajime อีกครั้ง ก็ทำให้หลายบริษัทเริ่มให้ความสนใจมัลแวร์ตัวนี้มากยิ่งขึ้น ทั้ง Kaspersky Labs และ Radware ต่างออกรายงานเกี่ยวกับ Hajime เมื่อไม่กี่วันมานี้ทั้งสิ้น

รายงานจากหลายๆ บริษัทให้ข้อสรุปตรงกันว่า Hajime เป็นหนึ่งในมัลแวร์ที่ถูกออกแบบมาอย่างแยบยล (Sophisticated) โดยลักษณะของ Hajime มีดังนี้

  • มัลแวร์พุ่งเป้าอุปกรณ์ Linux ที่รันบนแพลตฟอร์ม Arm5, Arm6, Arm7, Mipseb และ Mipsel
  • อุปกรณ์ที่ติดมัลแวร์ส่วนใหญ่เป็น DVR กล้องวงจรปิด และเราท์เตอร์ตามบ้าน
  • มัลแวร์แพร่กระจายตัวผ่าน 3 ท่า คือ Brute Force ผ่าน Telnet, โจมตีช่องโหว่บนโปรโตคอล TR-064 ที่ ISP ใช้บริหารจัดการเราท์เตอร์ และโจมตีผ่านช่องโหว่ Password of the Day ของ Arris Cable Modem
  • Hajime ใช้รายชื่อและรหัสผ่านเดียวกับที่ Mirai ใช้ และเพิ่มเติมเข้าไปอีก 2 รายการ
  • Hajime ผ่านการอัปเดตมาแล้ว 6 ครั้งตั้งแต่ปี 2017 นั่นหมายความว่าแฮ็คเกอร์ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
  • แฮ็คเกอร์ควบคุม Botnet ผ่านทางโปรโตคอล P2P และมีการเข้ารหัสการติดต่อสื่อสารทั้งหมด
  • มัลแวร์ถูกออกแบบให้มีสถาปัตยกรรมแยกย่อยเป็นโมดูล และสามารถดาวน์โหลดโมดูลเสริมมาเพื่อทำหน้าที่บางอย่างโดยเฉพาะได้
  • โมดูลและไบนารี่ส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้บน Botnet ตัวอื่น และไม่มีการดาวน์โหลดมาจาก C&C Server
  • นักวิจัยตรวจจับโมดูลสำหรับทำสำเนาตัวเองได้เท่านั้น ไม่มีโมดูลสำหรับโจมตีแบบ DDoS หรือทำ Proxy ทราฟฟิกแต่อย่างใด
  • โมดูลเสริมสามารถพัฒนาโดยใช้ภาษาอะไรก็ได้ ตราบเท่าที่ไบนารี่ที่ได้หลังคอมไพล์รองรับกับการใช้งานบนแพลตฟอร์มเหล่านั้น
  • สามารถจัดการมัลแวร์ได้โดยการรีบูต เนื่องจากมัลแวร์ไม่มีการเก็บโค้ดไว้ถาวร
  • ทุกครั้งที่ Botnet ติดต่อกับ C&C Server เพื่ออัปเดตการตั้งค่า มัลแวร์จะแสดงข้อความตามรูปด้านล่างบนหน้าคอนโซล ซึ่ง Symantec เชื่อว่าแฮ็คเกอร์ที่พัฒนา Botnet ไม่มีจุดประสงค์ร้าย
Credit: Bleeping Computer

ประเทศไทยถือว่าเป็นอันดับ 3 ที่มีอุปกรณ์ติดมัลแวร์ Hajime มากที่สุด โดยคิดเป็นส่วนแบ่งประมาณ 11%

ถึงแม้ว่า จนถึงตอนนี้มัลแวร์ Hajime จะยังไม่กระทำการใดๆ ที่เป็นอันตราย เช่น โจมตีแบบ DDoS แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยหลายฝ่ายกำลังกังวลว่า ด้วยปริมาณ Botnet ระดับ 300,000 เครื่อง อาจมีแฮ็คเกอร์มือดีสามารถเข้าควบคุมการปฏิบัติของ Hajime Botnet ได้ทั้งหมด แล้วพัฒนาต่อยอดโมดูลสำหรับโจมตีเพื่อใช้ Hajime Botnet เป็นเครื่องมือในการถล่มเป้าหมายทั่วโลกได้

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/security-experts-worry-as-hajime-botnet-grows-to-300-000-bots/

from:https://www.techtalkthai.com/hajime-botnets-grows-to-300000-bots/

Hajime บอตเน็ตตัวใหม่ทำงานคล้าย Mirai มุ่งโจมตีอุปกรณ์ IoT กว่า 300,000 ตัว

Hajime เป็นภัยร้ายที่มีความคล้ายกับ Mirai ซึ่งเคยไล่ถล่มอุปกรณ์ดีไวซ์ต่างๆ และทำให้ระบบล่มมาแล้ว เล่นเอาปวดหัวกันทั่ววงการ แต่ในครั้งนี้ Hajime มันแทบจะทำงานคล้ายกันมาก คาดว่าจะรุนแรงกว่าด้วย

Hajime ได้อาศัยช่องโหว่พวกยูสเซอร์เนมและพาสส์เวิร์ดที่ถูกเซตค่ามาจากโรงงาน ผสานกับวิธีการที่เรียกว่า Brute-Force ทะลวงไปยังอุปกรณ์ที่ไม่ได้มีการป้องกันอย่างดี

แต่ความแตกต่างที่ไม่เหมือนกับ Mirai นั้น ก็คือว่า Hajime จะสร้างเครือข่ายแบบ peer-to-peer ลงที่เซิร์ฟเวอร์ command and control (C&C) และทำการส่งชุดคำสั่งเข้าไปยังเพียร์ของเน็ตเวิร์ก และจะมีการส่งข้อมูลแมสเซสกระจายไปยังเพียร์ทั้งหมด ปัจจุบันโจมตีไปยังกลุ่มอุปกรณ์ IoT มากกว่า 300,000 ชิ้นแล้ว โดยหลักๆ ก็จะเป็น Digital Video Recorders, ตามมาด้วย Webcams และเราเตอร์ !

อ่านทั้งหมดที่นี่ https://www.theregister.co.uk/2017/04/27/hajime_iot_botnet/?mt=1493311729292

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=6464

ปูนตรานกอินทรี จับมือ Cisco และ Fujitsu สร้างโรงงานอัจฉริยะด้วย IoT สู่ Digital Connected Plant

ในวันที่ 27 เมษายน 2017 ทางปูนซิเมนต์นครหลวงหรือที่เรารู้จักกันในชื่อปูนตรานกอินทรี ได้ออกมาแถลงถึงความสำเร็จในการทำ Digital Transformation ภายใน INSEE Group ด้วยการจับมือกับ Cisco และ Fujitsu เพื่อนำเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) มาผสานให้คน, เครื่องจักร และกระบวนการทั้งหมดรวมเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้แนวคิด Digital Connected Plant

 

เมื่อธุรกิจขยาย เทคโนโลยีก็ต้องพัฒนาตามการเติบโตให้ทัน

ปูนอินทรีนี้มีการขยายธุรกิจออกไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเตรียมที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคต ทำให้ทางปูนอินทรีตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำ Digital Disruption ในธุรกิจของตนเองเพื่อช่วยให้บริษัทต่างๆ ในเครือ, ลูกค้า และคู่ค้าสามารถบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมได้

ก้าวแรกของปูนอินทรีคือการนำ Digital Technology มาใช้ แล้วจึงค่อยทำ Business Model Transformation เป็นก้าวถัดไป โดยมุ่งเน้นว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่นำมาใช้นี้จะต้องก่อให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจเป็นหลัก ทำให้การผลิตมีความเสถียร แก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 11 ส่วนของธุรกิจที่จะทำการ Transform ด้วยการเริ่มต้นจากการปรับปรุงโรงงานผลิตทั้งหมดด้วยการทำ Pervasive Network เชื่อมต่อแบบ Machine-to-Machine และ Man-to-Machine เป็นก้าวแรกนั่นเอง

ก่อนหน้านี้ปูนอินทรีดำเนินตามหลัก Simple. Faster. Better. อะไรที่ทำให้การทำงานง่ายขึ้น ดีขึ้น เร็วขึ้น ถือเป็นสิ่งที่ควรทำ ส่วนก้าวถัดไปนั้นก็จะเป็นการยึดตามหลัก Be Different. Be Gain. Beyond. ที่ต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และธุรกิจใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นมาได้ในอนาคต

 

5 ขั้นตอนสู่การเป็น Digital Connected Plant ของปูนอินเทรี

ทางปูนอินทรีได้เล่าถึง 5 ประเด็นหลักๆ ในการก้าวไปสู่ Digital Connected Plant เอาไว้ด้วยกัน 5 ส่วนหลักๆ ดังนี้

  1. Core Digital Platform and Automation เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงด้วยข้อมูลสำหรับการตัดสินใจและการจัดการสิ่งต่างๆ ได้อย่างอัตโนมัติ
  2. Customer Insights and Connectivity นำข้อมูลของลูกค้ามาวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจ และสื่อสารกับลูกค้าให้ได้ตลอดเวลา
  3. Data Analytics เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้ใช้ข้อมูลเป็นหัวใจหลักในการตัดสินใจทางธุรกิจต่างๆ
  4. People and Organization ฝึกอบรมทักษะของพนักงานและปรับปรุงโครงสร้างขององค์กร ให้สามารถรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในอนาคตได้
  5. Digital Connected Plant ปรับปรุงโรงงานให้เป็นอัจฉริยะและสามารถเชื่อมต่อข้อมูลและการตัดสินใจต่างๆ ให้ตอบรับต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอนาคต

ทั้งนี้ภายใน Digital Connected Plant นั้นจะมีความสามารถหลักๆ ดังต่อไปนี้

  1. มี Pervasive Network เชื่อมต่อ Sensor, ผู้ใช้งาน และทุกระบบ Application ต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างทั่วถึงและปลอดภัย
  2. เชื่อมโยงข้อมูลและเหตุการณ์ต่างๆ เข้ากับวิศวกรผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการนำ Tablet หรือแว่น AR/VR มาใช้งานเพื่อตรวจสอบสภาพเครื่องจักรและกระบวนการต่างๆ ได้แบบ Real-time และสั่งงานกับระบบอื่นๆ เช่น การสั่งซ่อมบำรุง ได้ทันที
  3. เครื่องจักรก็ถูกปรับปรุงมีความชาญฉลาดมากขึ้นด้วยการนำ Machine Learning มาใช้งานเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจาก Sensor ในเครื่องจักรและทำนายอนาคตล่วงหน้า สามารถรับรู้ได้ว่าระบบใดในเครื่องจักรมีปัญหาล่วงหน้า และแก้ไขได้เฉพาะส่วนของเครื่องจักร ลดต้นทุนในการดูแลรักษาระยะยาวโดยไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ เป็นการทำ Predictive Maintenance นั่นเอง
  4. มีข้อมูลเพื่อทำงานร่วมกับเหล่า Contractor ในโรงงานให้ได้มากที่สุด, มีประสิทธิภาพได้ดีที่สุด และมีความปลอดภัยในการทำงานสูงสุด โดยเฉพาะในขั้นตอนของการซ่อมแซมเครื่องจักรต่างๆ ภายในโรงงาน
  5. สุดท้ายข้อมูลทุกอย่างจะถูกส่งไปที่ห้อง Warroom ควบคุมทุกอย่างได้จากระบบศูนย์กลาง ทำให้ปูนอินทรีสามารถรับรู้สถานะของทุกๆ โรงงานที่กระจายอยู่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แบบ Real-time ทั้งในแง่ของ IT และ OT

ทั้งโครงการนี้จะแล้วเสร็จภายในปีนี้ภายในโรงงานทดลองแห่งแรก จากนั้นเทคโนโลยีเดียวกันนี้จึงจะถูกนำไปใช้ในทุกๆ โรงงาน ถือเป็นโครงการ Strategic Project ที่สำคัญมากของปูนอินทรี ซึ่งที่ผ่านมาต้นทุนการซ่อมบำรุงเครื่องจักรนั้นอยู่ที่ 10% หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จก็น่าจะสามารถลดต้นทุนในส่วนนี้ลงได้ และยังลดค่าความเสียหายที่เคยเกิดขึ้นจาก Downtime ของเครื่องจักรในอดีตด้วย

 

ความมีส่วนร่วมของวิศวกร คือหัวใจสำคัญของการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้

ในการทำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการทำธุรกิจนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้ใช้งานที่จะต้องพร้อมใช้งานเทคโนโลยีเหล่านั้นให้ได้ และในมุมของปูนอินทรีก็คือบุคลากรหน้างานทั้งหมดที่จะต้องใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ หรือก็คือวิศวกรนั่นเอง

ปูนอินทรีใช้วิธีการทำให้วิศวกรมีส่วนร่วมในโครงการตั้งแต่แรก เพื่อให้วิศวกรเข้าใจว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้นั้นมีอะไรบ้าง รวมถึงมีประโยชน์มากน้อยเพียงใด เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นถูกนำมาใช้เพื่ออะไร และการทำงานของตนจะดีขึ้นอย่างไรได้บ้างจากการมาของเทคโนโลยีเหล่านี้ และกระบวนการในการทำ Change Management ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะการนำเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งมาใช้ ซึ่งความเข้าใจและความรู้สึกมีส่วนร่วมนี้เองก็มีความสำคัญสูงมากพอๆ กับการฝึกอบรมทักษะการใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้เลยทีเดียว

 

Smart & Digital Connected Plant ในมุมของ Cisco

Cisco มองว่าการทำ Digital Transformation นั้นจะต้องเกิดในทุกๆ ภาคอุตสาหกรรม และภาคอุตสาหกรรมการผลิตก็เป็นอันดับ 8 ที่จะได้รับผลกระทบจากการมาของเทคโนโลยีใหม่ๆ และจะมีผลกระทบต่อ Value Chain ทั้งหมด ดังนี้

  • ภาคการผลิตจะเริ่มต้นรับมือกับความต้องการใหม่ๆ ของลูกค้าได้เร็วยิ่งขึ้นจากข้อมูลและความสามารถในการปรับตัวที่ยืดหยุ่นยิ่งขึ้น
  • การเพิ่มผลกำไรของธุรกิจให้สูงขึ้นสามารถทำได้ด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต
  • การแก้ไขปัญหาวิศวกรผู้เชี่ยวชาญขาดแคลน การนำเทคโนโลยีมาช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถแบ่งปันความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในแต่ละสาขาได้มากขึ้น ก็จะช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้ และทำให้คนเก่งสามารถทำงานได้มากขึ้น (Remote Expert)

Indusrtry 4.0 ไม่ใช่อนาคตอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นปัจจุบันของธุรกิจในเวลานี้ หากธุรกิจไหนยังไม่เริ่มต้นก้าวไปสู่การนำเทคโนโลยีมาช่วยในการผลิตตั้งแต่วันนี้ ก็ถือว่าตามหลังคู่แข่งรายอื่นๆ แล้ว และแน่นอนว่าระบบเครือข่ายที่จะทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ก็ถือเป็นประเด็นที่สำคัญสำหรับการก้าวไปสู่ Industry 4.0 เป็นอย่างมาก ในขณะที่ Augmented Reality จะเป็นอีกเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญมากต่อภาคการผลิตในแง่ของการพัฒนาบุคลากร, การสื่อสาร และการทำงานจากระยะไกล ที่จะเป็นเทคโนโลยีที่มาต่อยอดถัดจากการมาของ IoT

สำหรับภาพรวมของการทำ Manufacturing Digitization ก็จะมีประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจดังนี้

  • Connected Asset เชื่อมต่อเครื่องจักรและสินทรัพย์ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องต่อการทำงาน
  • Connected R&D เชื่อมต่อแผนกวิจัยเพื่อให้สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ หรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
  • Connected Factory เชื่อมต่อโรงงานต่างๆ ให้สามารถบริหารจัดการและดูแลรักษาได้ง่าย
  • Supply Chain Security & Visibility ติดตามกระบวนการต่างๆ ทางด้าน Supply Chain
  • Connected Consumer เชื่อมต่อข้อมูลจากลูกค้าเพื่อให้การตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างแม่นยำ

การนำเทคโนโลยีมาใช้นี้จะมีบทบาทเป็นอย่างมากในการพัฒนาประเทศที่จะต้องก้าวตามตัวโลกให้ทัน ซึ่งในโครงการนี้ทางปูนอินทรใช้ Cisco Industrial Switch และ Cisco Aironet ในการให้บริการระบบเครือข่ายภายในโรงงาน

 

Fujitsu กับแนวคิด นวัตกรรมต่างๆ ต้องมีผู้คนเป็นศูนย์กลาง

Fujitsu ถือเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ในการทำ Digital Transformation (DX) ให้หลากหลายธุรกิจทั่วโลกมากมายในทุกอุตสาหกรรม และในโครงการนนี้ Fujitsu ก็รับบทบาทเป็น Systems Integrator ที่ติดตั้งระบบต่างๆ ให้กับทางปูนอินทรีในครั้งนี้นั่นเอง ซึ่งทาง Fujitsu ก็ได้สรุปหัวใจของการทำ DX มีด้วยกัน 3 ส่วน ได้แก่

  • People ผู้คน ทั้งในฐานะของผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และผู้ใช้งานเทคโนโลยีในการทำงาน
  • Information ข้อมูล ทั้งจากอุปกรณ์ IoT, ระบบ Big Data, ข้อมูลทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร
  • Infrastructure (Things) เครื่องจักรและสิ่งต่างๆ ที่ใช้ในการทำงาน

Fujitsu เชื่อว่านวัตกรรมต่างๆ ต้องถูกสร้างขึ้นมาโดยมีผู้คนเป็นศูนย์กลางตามแนวคิด Human Centric Innovation ดังนั้นเทคโนโลยีต่างๆ จึงจะต้องถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อสนับสนุนผู้คนเป็นหลัก และเช่นเดียวกัน ธุรกิจเองก็ต้องให้ความสำคัญกับผู้คนมากกว่าเทคโนโลยี แม้ว่าถัดจากนี้ไปจะเป็นยุคที่เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากเพียงใดก็ตาม

ทาง Fujitsu นั้นได้นำเสนอโมเดลของการทำ Digital Business ไว้อย่างค่อนข้างน่าสนใจและเข้าใจง่าย ดังนี้

  • IoT =  Sense มีบทบาทสำคัญในการรับข้อมูลต่างๆ เป็นหลัก
  • Analytics = Understand มีบทบาทในการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากข้อมูลที่ได้รับมา
  • AI = Decide ช่วยทำการตัดสินใจและทำนายอนาคตล่วงหน้าสำหรับข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูง
  • Robotics = Act หุ่นยนต์ที่จะคอยปฏิบัติงานต่างๆ ตามผลการวิเคราะห์ข้อมูลและการตัดสินใจที่เกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ

Fujitsu มีจุดแข็งที่ความสามารถในการให้บริการได้ในทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังมี Know-how ของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจจากญี่ปุ่น รวมถึงยังพร้อมที่จะให้บริการตั้งแต่ระดับของระบบเครือข่าย, Application, อุปกรณ์ต่างๆ ไปจนถึงระบบการจัดการข้อมูล, AI และความมั่นคงปลอดภัย

ภายในโครงการนี้ถือเป็นการทำ Pervasive Network ครั้งแรกในประเทศไทย ทำให้ Fujitsu ต้องอาศัยทีมที่มีประสบการณ์จากต่างชาติเข้ามาช่วย โดยนิยามที่ทำให้ Pervasive Network แตกต่างจากระบบเครือข่ายทั่วๆ ไปก็คือการที่ระบบเครือข่ายเหล่านี้ถูกออกแบบมาโดยอ้างอิงกับระบบการผลิตทั้งหมด ทำให้มุมมองการออกแบบระบบเครือข่ายแตกต่างจากเดิมค่อนข้างมากนั่นเอง

ตัวอย่างหนึ่งคือการทำ Pre-survey ที่ต้องออกแบบระบบเครือข่ายให้เหมาะสมกับการปรับปรุงสายการผลิตในอนาคต และต้องวางแผนในการติดตั้งอย่างไรไม่ให้ขัดกับกระบวนการผลิตของปูนอินทรีด้วย ในขณะเดียวกันอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ ก็ต้องออกแบบให้มีความปลอดภัยสูงและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมภายนอกอาคารของประเทศไทย และเป็นไปตามข้อบังคับต่างๆ ของธุรกิจ อีกทั้งยังมีกรอบเรื่องเวลาในการออกแบบและติดตั้งที่จะต้องตอบโจทย์เหล่านี้ให้ทันในการทำ Digital Transformation ของลูกค้าด้วย

นอกจากนี้ ในโครงการใหญ่ขนาดนี้ที่ต้องทำงานร่วมกันทั้งฝ่าย IT และ OT (เจ้าหน้าที่ในโรงงาน) การทำ Project Management จึงเป็นประเด็นที่สำคัญมาก ตั้งแต่เรื่องของการสื่อให้ OT เข้าใจว่ากระบวนการการทำงานจะดีขึ้นและปลอดภัยขึ้นได้อย่างไร และจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้ผลลัพธ์เชิงธุรกิจเกิดขึ้นมาได้อย่างไรบ้าง

อีกจุดที่น่าสนใจคือการเลือกใช้ Wi-Fi ในการทำ IoT ที่ถูกเลือกมาเพราะสองประเด็นหลักๆ คือความสามารถในการต่อยอดในอนาคตให้รองรับ Application อื่นๆ ได้มากขึ้น และยังคุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะยาวสูงสุดด้วย ก็เป็นมุมมองที่ถือว่าน่าพิจารณาไม่น้อยทีเดียวสำหรับองค์กรที่กำลังวางแผนทำระบบ IoT ในอนาคต

from:https://www.techtalkthai.com/insee-is-building-digital-connected-plant-with-cisco-and-fujitsu/

ธปท. เตือน Onecoin ไม่สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย !

ช่วงนี้เงินดิจิตอลกำลังมาแรง หลายคนเริ่มหามาสะสม แต่ล่าสุดก็มีสกุลเงินดิจิทัลชนิดหนึ่งที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ BitCoin และกำลังเป็นโจษจันในโลกโซลเชีย มันมีชื่อว่า Onecoin

แต่วานนี้ (26 เมษายน) ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกประกาศเกี่ยวกับ การไม่รับรองเงิน Onecoin โดยมีเนื้อหาใจความดังนี้

อ่านข่าว : ราคาบิทคอยน์พุ่งทะลุ 1000 ดอลลาร์ฯ เป็นครั้งแรก

ธนาคารแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 18/2560

เรื่อง ข้อมูลเกี่ยวกับ Onecoin และหน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่ลักษณะใกล้เคียง

ตามที่มีการเชิญชวนประชาชนให้ลงทุนในหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ที่เรียกว่า Onecoin โดยอ้างว่าเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีผู้นิยมใช้ทั่วโลกนั้น

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขอเรียนชี้แจงดังนี้
1. Onecoin ไม่ใช่เงินที่สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย และในปัจจุบันยังไม่มีประเทศ ใดยอมรับหรือรับรองว่า Onecoin เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

2. ในการถือครองหรือลงทุนในหน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ทางการยังไม่ได้รับรองว่า สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ประชาชนควรระมัดระวัง ศึกษาข้อมูลและรายละเอียดให้เข้าใจอย่างถ่องแท้เพราะมีความเสี่ยงที่มูลค่าของหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้จะผันผวน หรือปรับลดค่าลงได้อย่างรวดเร็ว และอาจใช้เป็นช่องทางในการหลอกลวงและฉ้อโกงประชาชนได้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการโฆษณาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่จะให้ผลตอบแทนสูง หากมีการหาสมาชิกเพิ่มได้มาก

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยโปรดสอบถามมาที่ฝ่ายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธปท. โทร. 1213

เอาละพอทราบกันแล้วน๊อะ ฝากแชร์วนไปด้วย

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=6453

[PR] G-ABLE ย้ำภาพผู้นำ Digital Transformation Agent จัดทัพ Big Data, Marketing Technology และ Cloud บุกหนักปีนี้

3 ส่วนผสมหลักช่วยองค์กรไทยทำ Digital Transformation แบบเห็นผลจริง

ปีนี้ G-ABLE จะเน้นนำเสนอ 3 โซลูชั่นหลัก คือ Big Data, Marketing Technology และ Cloud ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำ Digital Transformation ให้กับองค์กร บน Concept หลัก 3 ข้อที่บริษัทวางไว้ คือต้องทำให้ธุรกิจวัดผลได้ (Measurable) ทำงานได้อัตโนมัติ (Automated) และขยายผลเพื่อรองรับการเติบโตได้ (Scalable)

กรุงเทพ 26 เมษายน 2560  G-ABLE ต่อยอดผู้นำการให้บริการไอทีโซลูชั่นครบวงจรช่วยปฏิรูปธุรกิจไทยสู่ยุคดิจิตอล (Digital Transformation) หลังจากในรอบปีที่ผ่านมา G-ABLE มีส่วนร่วมในการ Transform องค์กรธุรกิจไทยในทุกอุตสาหกรรม คาดว่าปีนี้จะเป็นอีกปีที่การลงทุนใน 3 แกนหลักของ G-ABLE เริ่มออกผลชัดเจนที่สุด โดย 1 ใน 3 แกนนั้นคือการพัฒนาโซลูชั่น Big Data ขั้นสูงด้วยฝีมือคนไทย

คุณสุเทพ อุ่นเมตตาจิต กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท GABLE เปิดเผยว่า ปีนี้ G-ABLE เน้นยุทธศาสตร์ การเป็น Digital Transformation Agent เพื่อช่วยลูกค้าในการปฏิรูปองค์กรให้ตอบโจทย์การขับเคลื่อนของธุรกิจในยุคดิจิตัล โดยมี 3 โซลูชั่นเรือธง คือ Big Data, Marketing Technology, และ Cloud Infrastructure

 “G-ABLE เชื่อว่ามีแนวคิดที่สำคัญ 3 ข้อ ในการทำ Digital Transformation ได้แก่ การสร้างความสามารถในการวัดผล (Measurable), การสร้างระบบอัตโนมัติ (Automated), และการสร้างความสามารถในการขยายผล (Scalable) ของธุรกิจเพื่อให้เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้ธุรกิจ ด้วย IT และ Digital Technologies โดยโซลูชั่นที่ G-ABLE ให้บริการทั้งหมด สามารถช่วยให้องค์กรธุรกิจตอบทั้ง 3 แนวคิดของ Digital Transformation ได้” — คุณสุเทพกล่าว

โดยโซลูชั่นทั้งหมดของ G-ABLE สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่คือ

  1. Modern Digital Solutions: กลุ่มโซลูชั่นที่สร้างจากการผสานนวัตกรรมใหม่ในการขับเคลื่อนธุรกิจโดยเน้นเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง เช่น Big Data, Machine Learning, Internet of Things เพื่อพัฒนาต่อยอดให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้สูงสุด โดยโซลูชั่นเรือธงของกลุ่มนี้คือ Big Data
  2. Enterprise Solutions: กลุ่มโซลูชั่นที่เน้นการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีสำหรับองค์กรโดยเฉพาะ เช่น Enterprise Business Solutions, Enterprise Communication, Marketing Technology (MarTech) โดยโซลูชั่นเรือธงของกลุ่มนี้ คือ Marketing Technology
  3. Infrastructure Solutions: กลุ่มโซลูชั่นด้านโครงสร้างพื้นฐานในระบบสารสนเทศที่เน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนให้มีความง่ายในการบริหารจัดการและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถปรับขยายให้รองรับการเติบโตของธุรกิจ หรือการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว เช่น Cloud Infrastructure & Platform, IT Operation Management โดยโซลูชั่นเรือธงของกลุ่มนี้คือ Cloud Infrastructure

“จากแต่ละกลุ่มโซลูชั่น G-ABLE คัดเลือกมาเป็น 3 Flagship Solutions คือ Big Data, Marketing Technology และ Cloud Infrastructure เพราะเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำ Digital Transformation ให้กับองค์กร โดยเราเริ่มจากระดับ Infrastructure ให้มีเสถียรภาพที่รองรับการขยายตัวทางธุรกิจได้ และต่อไปสู่การใช้โซลูชั่น Big Data เพื่อทำการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจที่ดีกว่า จนไปถึงการขายที่นำด้วย Digital Marketing ที่ใช้พลังของ Marketing Technology ผสมกับการใช้ Big Data ที่มีอยู่มหาศาลสร้างยอดขายผ่าน Digital Channels ที่ทันสมัย” — คุณสุเทพเสริม

Big Data Total Solutions ต่อยอดธุรกิจจากความสำเร็จในปี 2559

คุณสุเทพกล่าวเพิ่มว่า ในปีที่ผ่านมา G-ABLE เป็นผู้เปิดตลาด Big Data Solutions ในประเทศไทย โดยลงทุนสร้างนวัตกรรมของเราเอง นอกจากนี้ยังลงทุนในโครงการ Big Data Experience Center ศูนย์ให้คำปรึกษาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ Big Data ครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาโซลูชั่น Big Data ขั้นสูงด้วยฝีมือคนไทย และได้ถูกนำไปใช้ในหลายองค์กรชั้นนำอย่างเป็นรูปธรรม

จากความสำเร็จจากโซลูชั่น Big Data ของบริษัทที่มียอดขายเติบโตสูงขึ้น 86% ในปีที่ผ่านมา ในปีนี้ ทาง G-ABLE ต่อยอดโซลูชั่น Big Data ให้สามารถประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีขั้นสูงอื่นๆ เช่น Machine Learning, Marketing Technology และ Internet of Things (IoT) ได้ เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกในการได้ผลการวิเคราะห์ที่รวดเร็ว แม่นยำที่สุด เพื่อใช้ในประกอบการตัดสินใจในการทำธุรกิจ

Marketing Technology ส่วนที่เป็นเรื่องจริงของ Digital Marketing

ปี 2560 เป็นปีที่ผู้ประกอบการทุกธุรกิจควรเลือกลงทุนกับ Digital Marketing ที่สามารถสร้างผลลัพธ์และวัดผลทางธุรกิจได้แบบเรียลไทม์ อย่างไรก็ดีการทำ Digital Marketing ในปัจจุบันโดยมากเป็นการเริ่มต้นแบบพื้นฐานที่เน้นการทำ Creative Ad และเผยแพร่ผ่านช่องทาง online เท่านั้น แต่ยังไม่ได้เน้นการใช้เทคโนโลยีการตลาด (Marketing Technology) ในการสร้างธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

“ถ้าหากดูบริษัทระดับโลกที่ทำ Digital Marketing นั้นจะเห็นว่าไม่ได้เน้นแค่การทำ Creative Ads แต่มีการลงทุนด้าน Marketing Technologies และวิศวกรรมอย่างมาก โดยเฉพาะการทำ High Performance Website, ROI Optimization, Marketing Cloud ซึ่งโซลูชั่นด้าน Marketing Technologies เหล่านั้นคือสิ่งที่ G-ABLE นำเสนอ โดยทุกโซลูชั่นจะเน้น Automation Technology มีระบบและการจัดการอัลกอริทึมอัตโนมัติอย่างมีประสิทธิภาพ Measurable Technology สามารถวัดผลได้ ให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าทุกเม็ดเงินที่ลงไปสามารถสร้างรายได้กลับมาได้อย่างเป็นรูปธรรม” — คุณสุเทพระบุ

Cloud ยังแรงไม่มีตก

ในตลาดโลกมีการคาดการณ์ว่า ตลาด Cloud จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าจากมูลค่าตลาดในปัจจุบัน ไปอยู่ที่ 195,000 ล้านเหรียญ (6.825 ล้านล้านบาท) ในปี 2020 โดยรายได้รวมของ IT Infrastructure สำหรับ Private Cloud และ Public Cloud นั้นเติบโตรวมกันอยู่ที่ 15.7% (ไตรมาสที่ 4 ปี 2015) ในขณะที่รายได้ของระบบ

Traditional IT Infrastructure มีการหดตัวลงเล็กน้อยประมาณ 2.7% ในช่วงเวลาเดียวกัน (อ้างอิงจาก IDC, ข้อมูลปี 2016) สำหรับประเทศไทย คาดการณ์ว่าสัดส่วนของ Traditional IT Structure และ Cloud Infrastructure ของธุรกิจจะปรับเปลี่ยนมาอยู่ที่ 55% ต่อ 45% ในปี 2019

แนวโน้มนี้ทำให้ Cloud Infrastructure ยังคงเป็นหนึ่งใน 3 เรือธงของ G-ABLE ในปีนี้ โดย G-ABLE มีประสพการณ์ด้านการพัฒนาและดูแลรักษาระบบ Data Center ให้กับลูกค้ามานาน สามารถเสนอโซลูชั่นที่เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ Data Center แบบครบวงจร ตั้งแต่การอัพเกรด data center ด้วย 3rd generation platform การทำ virtualization และการสร้าง private cloud การเชื่อมโยงระหว่าง data center และ public cloud ด้วยการทำระบบให้รองรับการทำ Hybrid Cloud

คุณสุเทพ กล่าวทิ้งท้ายว่า “จริงๆ การทำ Transformation ให้กับลูกค้าไม่ใช่เรื่องใหม่ของ G-ABLE เพราะเรามีประสบการณ์มากกว่า 28 ปีในการทำ Transformation ให้กับบริษัทชั้นนำในไทย ซึ่งสิ่งสำคัญสำหรับการทำ Digital Transformationใน Scale ขนาดใหญ่ คือ ลูกค้าต้องการผู้เชี่ยวชาญที่ไว้วางใจได้และสามารถซัพพอร์ตอย่างมืออาชีพได้ในระยะยาว ซึ่งจุดเด่นของ G-ABLE คือความสามารถในการให้บริการแบบรวมศูนย์ (Total Solutions) สามารถให้โซลูชั่นที่มีความหลากหลายเชิงธุรกิจและเทคนิคได้ โดยลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาประสานงานกับvendor ทีละรายในแต่ละโครงการ นอกจากนี้ยังมีบุคลากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม ทำให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าได้โซลูชั่นที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด

และเพื่อให้ได้โซลูชั่นที่ดีที่สุดให้ลูกค้า ในปีนี้เรามีแผนเพิ่มการลงทุนใน 3 ด้าน คือ People, Partner และ Technology โดยด้าน People เป็นส่วนที่ให้ความสำคัญสูงสุด ซึ่งเรามีการจ้างคนเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในทีมงานที่ดูโซลูชั่นด้าน Big Data, Securityและ Digital Marketing รวมถึง Industry Expert ในธุรกิจต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ทุกโซลูชั่นของ G-ABLE จะไม่เพียงแต่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด แต่จะสอดคล้องกับ Business Practices และความต้องการในธุรกิจนั้นๆ เพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุดในการทำ Digital Transformation”

from:https://www.techtalkthai.com/g-able-digital-transformation-agent-pr/