คลังเก็บป้ายกำกับ: INTERNET_OF_THINGS

local.jpg

ไอเอฟเอส เปิดตัวโซลูชั่น ไอโอที หนุนลูกค้าสู่ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น

ไอเอฟเอส บริษัทผู้ผลิตแอพพลิเคชั่นสำหรับองค์กรระดับโลก นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ไอเอฟเอส ไอโอที บิซิเนส คอนเน็คเตอร์ (IFS IoT Business Connector) ซึ่งช่วยร่นระยะเวลาในการแปลงไอเดียให้เป็นประโยชน์ที่จับต้องได้สำหรับการสนับสนุนแนวทาง อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) ของลูกค้าด้วยการนำเสนอสถาปัตยกรรมที่ครบวงจรและความสามารถของไอโอทีให้ใช้งานได้จริง

ไอเอฟเอส ไอโอที บิซิเนส คอนเน็คเตอร์ (IFS IoT Business Connector) ได้รับการออกแบบให้ช่วยลดความเสี่ยงและสามารถนำเอาแนวทางไอโอทีมาปรับใช้ในส่วนต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้น เช่น งานซ่อมบำรุงเชิงพยากรณ์ การบริหารจัดการบริการ การบริหารจัดการทรัพย์สิน และการผลิต โดยจะทำให้สามารถใช้ประโยชน์ข้อมูลที่ได้จากผลิตภัณฑ์ สินทรัพย์ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อระบุข้อสังเกตที่สามารถนำไปดำเนินการได้จริง ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดขั้นตอนการทำงานในรูปแบบที่กำหนดโดยผู้ใช้ แบบอัตโนมัติ และแบบกึ่งอัตโนมัติภายในซอฟต์แวร์องค์กรของไอเอฟเอส  โดยไอเอฟเอส ไอโอที บิซิเนส คอนเน็คเตอร์ ให้การเชื่อมต่อแบบพร้อมใช้งาน (plug-and-play) กับไมโครซอฟต์ เอชัวร์ ไอโอที สวีท (Microsoft Azure IoT Suite) เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลและการสื่อสารระหว่างกันของอุปกรณ์ รวมถึงเอพีไอ (API)  แบบเปิดสำหรับเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มไอโอที  อื่นๆ หรือแอพพลิเคชั่นการสืบค้นไอโอทีที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ

ไอเอฟเอส ไอโอที บิซิเนส คอนเน็คเตอร์  จะเชื่อมช่องว่างระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลไอโอที กับการใช้ผลลัพธ์จากการวิเคราะห์ดังกล่าว เพื่อดำเนินงานซ่อมบำรุง การบริการ และการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยจะเข้าไปเพิ่มความสามารถในการเปลี่ยนการลงทุนด้านการเชื่อมต่อไอโอที และการวิเคราะห์ข้อมูลให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดผ่านกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดการสร้างรายได้ใหม่ๆ ผ่านทางนวัตกรรมบริการ

IFS IoT

สำหรับส่วนประกอบหลักของไอเอฟเอส ไอโอที บิซิเนส คอนเน็คเตอร์  ประกอบด้วย

  • ไอโอที คอนโทรเลอร์ (IoT Controller) ทำหน้าที่กำหนดแนวทางการดำเนินการที่ต้องทำเมื่อการวิเคราะห์ข้อมูลไอโอที เปิดเผยให้เห็นข้อสังเกตที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้นๆ นอกจากนี้ยังช่วยจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเชื่อมโยงเทคโนโลยีการดำเนินงาน (OT) เข้ากับแอพพลิเคชั่นทางธุรกิจและระบบไอทีด้วย
  • ไอโอที เกตเวย์ (IoT Gateway) ช่วยให้เกิดการสื่อสารที่ปลอดภัยระหว่างการสืบค้นบนคลาวด์และการวิเคราะห์ข้อมูลไอโอทีกับผลิตภัณฑ์ไอเอฟเอสที่ใช้งานภายในองค์กรหรือบนระบบคลาวด์
  • ไอโอที ดิสคอฟเวอรี แมเนเจอร์ (IoT Discovery Manager) ให้ความสามารถเพิ่มเติมด้านการบริหารจัดการและการติดตามตรวจสอบเมื่อใช้ไมโครซอฟท์ เอชัวร์ ไอโอที สวีท(Microsoft Azure IoT Suite) เป็นแพลตฟอร์มการสืบค้น

ปัจจุบันไอเอฟเอส  ไอโอที บิซิเนส คอนเน็คเตอร์ (IFS IoT Business Connector) กำลังนำไปใช้โดยลูกค้ากลุ่มคนหัวก้าวหน้า ได้แก่ บริษัท ซันกา ออฟชอร์ (Songa Offshore) ผู้รับเหมาด้านการขุดเจาะในทะเลระหว่างประเทศ บริษัท เอทีเอส (ATS) ผู้ให้บริการชั้นนำด้านการซ่อมบำรุงโรงงานและบริการด้าน   ไอทีในประเทศสหรัฐอเมริกา  บริษัท แอนติซิแมกซ์ (Anticimex) บริษัทกำจัดแมลงระหว่างประเทศ และ บริษัท เฮกลา ไมนิ่ง  (Hecla Mining) บริษัททำเหมืองโลหะมีค่าในอเมริกาเหนือ

“เราตัดสินใจเข้าร่วมในโครงการกลุ่มหัวก้าวหน้านี้ เนื่องจากเราเข้าใจถึงผลกระทบอย่างมหาศาลที่เทคโนโลยีไอโอทีมีต่อธุรกิจของเรา” นายคริสโตเฟอร์ ลีโบ ผู้อำนวยการฝ่ายไอทีของเอทีเอส ออโตเมชั่น กล่าว และว่า “การเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าของบริการภาคสนามเข้าด้วยกัน ทำให้เราสามารถดำเนินงานแบบอัตโนมัติด้วยแนวทางใหม่ๆ และใช้ข้อมูลเชิงลึกช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจได้ชาญฉลาดยิ่งขึ้น”

IFS IoT

นายจาร์ล ดาห์ลฟอร์ส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (ซีอีโอ) ของแอนติซิแมกซ์  กล่าวว่า  “ไอเอฟเอส  ไอโอที บิซิเนส คอนเน็คเตอร์ ช่วยให้เราสามารถควบคุมข้อมูลที่เกิดจากอุปกรณ์ควบคุมและกำจัดแมลงสำหรับระบบดิจิทัลของเราได้อย่างครอบคลุม ทำให้เราสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถจัดเตรียมข้อมูลได้ตามที่พวกเขาต้องการ”

นายแดน แมทธิวส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (ซีทีโอ) ของไอเอฟเอส กล่าวว่า “การทำงานร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าของเรา ทำให้เราสามารถเติมเต็มช่องว่างที่เกิดขึ้น และการลงทุนในไอโอทีไม่เพียงให้ผลผลิตของข้อมูลและแผนภูมิจำนวนมหาศาล แต่ยังนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ทำได้จริงภายใต้การวางแผนและดำเนินการร่วมกันในแนวทางที่เหมาะสมที่สอดคล้องกับทุกสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ในธุรกิจปัจจุบัน

Dan Matthews IFS
นายแดน แมทธิวส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (ซีทีโอ) ของไอเอฟเอส

 

สำหรับลูกค้าของเรา นี่คือแนวทางที่ง่ายกว่าเดิมในการเริ่มต้นใช้งานไอโอที เนื่องจากมีความเสี่ยงต่ำและให้มูลค่าที่สามารถจับต้องได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม” ทั้งนี้ ไอเอฟเอส ไอโอที บิซิเนส คอนเน็คเตอร์ จะพร้อมใช้งานในต้นปี 2560 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่เว็บไซต์: www.ifsworld.com/iot.

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5109

local.jpg

อินเทลออกโซลูชัน IoT สำหรับร้านค้าปลีก ชุดกล้อง-เซ็นเซอร์บวกหน่วยประมวลผลข้อมูล

แพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่สำหรับงานเฉพาะทางกำลังมาแรง ก่อนหน้านี้เราเห็นอินเทลเปิดตัว Intel Go ชุดฮาร์ดแวร์สำหรับรถยนต์ไร้คนขับกันไปแล้ว ล่าสุดอินเทลออกโซลูชันคล้ายๆ กันแต่เน้นอุตสาหกรรมค้าปลีก ภายใต้ชื่อว่า Responsive Retail Platform (ตัวย่อคือ Intel RRP)

Intel RRP เป็นโซลูชัน IoT ที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจค้าปลีกที่มีหน้าร้าน และมีลูกค้าเดินเข้าร้านตลอดเวลา ในชุดประกอบด้วย

  • Retail Sensors ชุดเซ็นเซอร์หลากหลายชนิด เบื้องต้นเริ่มจาก RFID และเสาอากาศ ในอนาคตจะเพิ่มกล้องวิดีโอ, Wi-Fi, Bluetooth LE โดยทั้งหมดใช้ Atom เป็นหน่วยประมวลผล
  • Gateway คอมพิวเตอร์สำหรับประมวลผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์ เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Core i7 หรือ Xeon (อินเทลเลือกโซลูชันจาก HP) เพื่อเตรียมข้อมูลก่อนส่งขึ้นคลาวด์
  • Cloud บริการวิเคราะห์ข้อมูลแบบโอเพนซอร์ส ที่สามารถรันได้บนคลาวด์ยอดนิยมอย่าง AWS และ Azure

อินเทลจะทำตลาด Responsive Retail Platform ร่วมกับบริษัทที่ทำโซลูชันเจาะตลาดค้าปลีก เช่น RetailNext, Fujitsu, SAP, Honeywell เป็นต้น

ในเดโมของอินเทล ใช้วิธีสร้างหุ่นยนต์ชื่อ Tally สำหรับสาธิตงานในร้านค้าปลีก หุ่นตัวนี้ใช้กล้อง Intel RealSense ช่วยจับภาพลูกค้าในร้านเพื่อนำไปประมวลผล แนวคิดจะคล้ายๆ กับร้านค้าปลีกของ Amazon

ที่มา – Intel

from:https://www.blognone.com/node/89304

local.jpg

Gartner ชี้ สมาร์ทโฟนจะถูกนำมาใช้แทนบัตรผ่านเข้าออกมากขึ้น

Gartner บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชื่อดังจากสหรัฐฯ ออกมาระบุถึงการนำสมาร์ทโฟนเข้ามาในระบบ Physical Security ชี้ในปี 2016 มีองค์กรเพียง 5% เท่านั้นที่ใช้สมาร์ทโฟนสำหรับผ่านเข้าออกออฟฟิสหรือสถานที่ต่างๆ แต่ภายในปี 2020 การนำสมาร์ทโฟนมาใช้แทนบัตรผ่านเข้าออกแบบเก่าจะเพิ่มขึ้นถึง 20%

“องค์กรโดยส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้เทคโนโลยีการเข้าออกทางกายภาพแบบเก่า ซึ่งเป็นมาตรฐานเฉพาะแต่ละอุปกรณ์ เป็นระบบปิด และมีข้อจำกัดในการรวมระบบเข้าด้วยกันกับโครงข่ายพื้นฐานทางด้าน IT อื่นๆ แต่ปัจจุบันนี้ การเติบโตขึ้นของเทคโนโลยีอุปกรณ์พกพาและระบบ Cloud จากผู้ผลิต Physical Access Control System (PACS) จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อวิธีติดตั้งและบริหารจัดการระบบเหล่านี้” — Anthony Mahdi ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยของ Gartner ระบุ

เทคโนโลยี PACS ถูกติดตั้งบนหลายอุตสาหกรรมและหลายพื้นที่ทั่วโลกเป็นกว้างขวาง เพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยในการเข้าถึงสถานที่ต่างๆ เช่น อาคาร ออฟฟิศ ศูนย์สารสนเทศ ห้องจ่ายไฟ ห้องเก็บของ และอื่นๆ รวมไปถึงช่วยให้มั่นใจได้ว่า เฉพาะผู้ที่มีสิทธิ์เท่านั้นที่จะเข้าใช้สถานที่เหล่านั้นได้

เทคโนโลยีอุปกรณ์พกพาถูกใช้สำหรับเป็นตัวควบคุมการเข้าถึงเชิง Logical การพิสูจน์ตัวตนโดยใช้ Phone-as-a-Token กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับการทำระบบ Physical Security ใหม่ในปัจจุบัน ซึ่งถูกนำมาใช้แทนที่ฮาร์ดแวร์แบบเก่าอย่าง One-time Password (OTP) Token

Gartner ระบุว่า การใช้สมาร์ทโฟนแทนบัตรผ่านช่วยเพิ่มประสบการณ์การใช้งานอันแสนยอดเยี่ยมให้กับผู้ใช้ ในขณะที่มีค่าใช้จ่ายไม่ต่างกัน สมาร์ทโฟนที่ใช้เทคโนโลยีและโปรโตคอล เช่น Bluetooth, Bluetooth LE และ NFC สามารถทำงานร่วมกับ Reader และเทคโนโลยี PACS หลายประเภทได้อย่างไร้ปัญหา ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะใช้สมาร์ทโฟนยืนยันตัวตนเพื่อผ่านเข้าออกสถานที่ คือ การส่งข้อมูล Credential ผ่านอากาศหรือ Wi-Fi ไปยัง Access Controle System (ACS) และสั่งเปิดประตูจากระยะไกล (เหมือนอย่างที่ผู้ดูแลระบบ ACS ทำ) วิธีการนี้ช่วยให้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน Reader ใหม่แต่อย่างใด

นอกจากนี้ สมาร์ทโฟนยังสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Biometric ได้ง่าย แทนที่จะต้องติดตั้งอุปกรณ์สำหรับพิสูจน์ตัวตนแบบ Biometrics หรือเปลี่ยน Reader ใหม่ ตัวสมาร์ทโฟนเองสามารถใช้จับใบหน้าและ/หรือเสียง จากนั้นทำการยืนยันตัวตนบนเครื่องหรือส่งต่อไปยังระบบกลางก็ได้ วิธีนี้ช่วยลดความเสียงที่แฮ็คเกอร์จะขโมยมือถือของคนอื่นมาใช้ได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้ยังคงมีข้อจำกัดอยู่ เช่น สมาร์ทโฟนแต่ละเครื่องมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกัน รวมไปถึงระบบ PACS และ Reader เองอาจจำเป็นต้องทำการอัปเกรดครั้งใหญ่เพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนได้ แต่หลังจากติดตั้งไปแล้ว จะช่วยลดปัญหาค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาและเพิ่มประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นให้แก่ผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี

ที่มาและเครดิตรูปภาพ: https://www.helpnetsecurity.com/2017/01/18/physical-access-cards/

from:https://www.techtalkthai.com/gartner-smartphones-pacs-impact/

local.jpg

Zebra เผยผลการสำรวจ องค์กรเตรียมลงทุนเทคโนโลยีคลังสินค้าภายในปี ค.ศ. 2020

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณศิวัจน์ โรจนเต็มศักดิ์ และคุณวรกร การีจรัล 2 ผู้บริหารจาก Zebra Technologies มาขยายความเพิ่มเติมถึงวิสัยทัศน์การลงทุนในธุรกิจคลังสินค้าของผู้ประกอบการ ทำให้เห็นทิศทางการนำโซลูชั่นของ Zebra Technologies ไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น

อ้างอิงจากรายงานเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ด้านการจัดการระบบคลังสินค้า (Warehouse Vision Report) ของ Zebra Technologies ครั้งล่าสุดพบว่า 74% ของผู้มีอำนาจตัดสินใจในบริษัทที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีแผนจะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพนักงานผู้ดูแลคลังสินค้า ซึ่งเมื่อมาวิเคราะห์เจาะลึกยังพบว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า มีความต้องการลงทุนใน Internet of Things หรือ IoT ถึง 72% รองลงมาก็คือเทคโนโลยีสแกนบาร์โค้ด (70%) แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ (69%) บิ๊กดาต้า/Data analytics (67%) และระบบคลังสินค้า/Truck loading automation (67%)

กว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามยังเผยด้วยว่า เหตุผลหลักที่ต้องมีการลงทุนในระบบคลังสินค้าเพราะต้องการลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ขณะที่อีก 41% ต้องการลดระยะเวลาในการขนส่ง 38% ต้องการอำนวยความสะดวกแก่ซัพพลายเออร์ และพาร์ทเนอร์ทางการค้า นอกจากนั้นยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น การปรับเปลี่ยนนโยบายด้านการจัดการสินค้าคงคลัง การขาดแคลนผู้มีทักษะ ฯลฯ ร่วมด้วย

zebra
คุณศิวัจน์ โรจนเต็มศักดิ์

“รายงานเรื่อง Warehouse Vision ของค่าย Zebra ยังพบว่า 72% ของผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ 1,400 คน คาดหวังว่าจะได้ใช้โซลูชั่น voice-directed picking ภายในปี ค.ศ. 2020 ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2015 ที่มีความต้องการเพียง 30% เท่านั้น” คุณวรกร การีจรัล กล่าว “รูปแบบการทำงานที่พนักงานสามารถโฟกัสเนื้องานในมือมากกว่าโฟกัสไปที่การควบคุมอุปกรณ์ดิจิตอลเป็นสิ่งที่นายจ้างยุคใหม่ให้ความตระหนัก ซึ่งโซลูชั่นของ Zebra Technologies ที่สามารถช่วยให้มือและสายตาของพนักงานในโกดังสินค้าเป็นอิสระได้นั้น จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และช่วยให้ทำงานได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

zebra
คุณวรกร การีจรัล

“การขยายตัวอย่างรวดเร็วของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นำโดยยักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ได้ทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นโกดังสินค้าของทั้งโลก เทคโนโลยีสารสนเทศ และการจัดการระบบ โกดังสินค้ารวมถึงการกระจายสินค้าจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนที่ลดลงเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน”

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5103

local.jpg

Cisco ประกาศ Certificate ใหม่ด้าน Data & Analytics พร้อมอัปเดต Certificate ที่เกี่ยวข้อง

Cisco ผู้ให้บริการโซลูชันระบบเครือข่ายและระบบ Cloud แบบครบวงจร ประกาศเปิดอบรมและสอบ Certificate ใหม่ทางด้าน Data & Analytics พร้อมประกาศอัปเดต Certificate ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ไม่ว่าจะเป็น CCNA, CCIP และ CCIE ตอบรับกระแส Big Data ในยุค Digital Business


Credit: Melpomene/ShutterStock

จากรายงาน Cisco Global Cloud Analysis คาดการณ์ว่าข้อมูลที่มาจากอุปกรณ์ Internet of Things จะพุ่งสูงถึง 600 Zettabytes ภายในปี 2020 และข้อมูลภายใน Data Center จะเพิ่มขึ้นมากกว่าในปัจจุบันถึง 5 เท่า ด้วยปริมาณข้อมูลอันมหาศาลเหล่านี้จะผลักดันให้ธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อให้เกิดประโยชน์เชิงธุรกิจมากขึ้น และมีการสร้างโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ ที่นำเทคโนโลยีมาให้การสนับสนุน ซึ่ง Cisco ก็พร้อมให้การสนับสนุนทั้งในส่วนของเทคโนโลยีและการฝึกฝนทักษะของผู้ใช้เพื่อให้ตอบโจทย์เป้าหมายเชิงธุรกิจในอนาคต

เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงในยุค Digital Business นี้ Cisco ได้ประกาศอัปเดตการอบรมและ Certificate ใหม่ ซึ่งจะเน้นที่ความรู้ทั่วไปมากกว่าโฟกัสที่ผลิตภัณฑ์ของ Cisco ดังนี้

Cisco Data & Analytics Certification Portfolio

Certificate ใหม่ทางด้าน Data & Analytics ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรับรองความสามารถและทักษะทางด้านการบริหารจัดการข้อมูลระดับ Big Data ที่มาจากอุปกรณ์ IoT และ Sensor ต่างๆ Certificate นี้จะโฟกัสที่ 3 องค์ประกอบหลัก คือ

  • การเรียนรู้ทักษะทางด้าน Agile Data Integration ซึ่งช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่าย องค์กรสามารถดึงข้อมูลสำคัญที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจของตนออกมาได้อย่างรวดเร็ว
  • เพิ่มทักษะทางด้านการออกแบบ Data Center ขนาดใหญ่ให้พร้อมรองรับการทำ Big Data & Analytics โดยผสานรวม Cisco UCS เข้ากับเทคโนโลยีอื่นๆ และสามารถขยายระบบเพื่อรองรับข้อมูลที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้
  • เรียนรู้การทำ Data Virtualization โดยใช้ Cisco Data Virtualization Platform ได้แก่ Cisco Information Server และ Business Directory

Data Center Certification Portfolio

Cisco อัปเดต Data Center Track ซึ่งเริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 2012 สำหรับผู้ที่สนใจทางด้านเทคโนโลยีและ Best Practices เกี่ยวกับระบบ Data Center ซึ่งการอัปเดตล่าสุดประกอบด้วย

  • มีการทบทวนหลักสูตรและการสอบ CCNA, CCNP และ CCIE Data Center Certification ให้ทันสมัย ตรงกับทักษะ เทคโนโลยี และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดที่ใช้ใน Data Center ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการระบบเครือข่ายใน Data Center, การดำเนินงานผ่านระบบ Autimation, Unified Computing และ Advanced Virtualization นอกนี้ยังมีการเพิ่มทักษะทางด้านการจัดการทรัพยากรระหว่าง Data Center ในรูป Physical และ Virtual
  • การันตีว่าผู้ที่ได้รับ Certificate จะมีทักษะและความสามารถในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ด้วยเทคโนโลยีล่าสุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงสามารถนำทักษะและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดไปใช้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเชิงธุรกิจในอนาคตได้
  • ยังคงให้บริการ Role-based Certification Program แต่ผู้อบรมสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ทำงานได้จริง

ที่มา: http://thevarguy.com/information-technology-certifications-training-and-education/cisco-announces-new-training-address-sk

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-updates-new-data-and-analytics-certificates/

local.jpg

โอ้วว…โซเชียลทำคนจิตตกมากขึ้น – ผู้ใช้ 24% ระบุว่า รู้สึกอิจฉาเวลาเห็นเพื่อได้ Like มากกว่าตัวเอง

โซเชียลมีเดีย คือ วิธีที่เราใช้ติดต่อรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนและแบ่งปันความทรงจำอันแสนสุข แต่จากผลการสำรวจล่าสุดของแคสเปอร์สกี้ แลป ชี้ว่า ปัจจุบันโซเชียลมีเดียกลับส่งผลตรงกันข้าม ทำให้ผู้ใช้มีความรู้สึกในแง่ลบ เทรนด์การไล่ล่าจำนวน Like ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักในเรื่องนี้

ผู้ใช้โซเชียลส่วนมากจะรู้สึกผิดหวังหรือโมโหหากไม่ได้รับจำนวน Like มากเท่าที่หวังไว้ ผู้ใช้ 24% ระบุว่า รู้สึกอิจฉาเวลาเห็นเพื่อได้ Like มากกว่าตัวเอง นอกจากนี้ การสำรวจพบว่า ความรู้สึกอิจฉาริษยากระจายไปทั่วเมื่อได้เห็นเพื่อนบนโซเชียลมีเดียมีชีวิตที่ ‘ดูเหมือน’ จะแสนสุขมากกว่าของตัวเอง

แคสเปอร์สกี้ แลป เจาะลึกถึงความโกรธเกรี้ยวของผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย โดยสำรวจผู้ใช้จำนวน 16,750 คนทั่วโลก พบว่า ผู้ใช้มีประสบการณ์ความรู้สึกแง่ลบบ่อยครั้งหลังจากใช้เวลาท่องโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำให้ลบด้านดีของโซเชียลมีเดียไปซะหมด

ผู้ใช้ทั่วไปเข้าโซเชียลมีเดียด้วยเหตุผลเชิงบวกและเกิดความรู้สึกดีๆ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้จำนวน 65% ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อติดต่อสื่อสารกับเพื่อนและเพื่อนร่วมงาน และ 60% ใช้เพื่อดูโพสต์เรื่องบันเทิงสนุกสนาน ผู้ใช้จะจัดสรรเวลาเพื่อสร้างโปรไฟล์ดิจิทัลและโพสต์ข้อมูลช่วงเวลาดีๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้ยิ้มได้ (61%) และเรื่องวันหยุดพักผ่อนที่สุดยอด (43%)

ทั้งนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยว่า ผู้ใช้ถึง 72% เบื่อหน่ายโฆษณาที่รบกวนและขัดขวางการสื่อสารออนไลน์ และทั้งๆ ผู้ใช้ก็รู้สึกดีกับการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย แต่เมื่อเห็นเพื่อนโพสต์งานอดิเรก งานปาร์ตี้ และวันหยุดพักผ่อนต่างๆ ก็อดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่า เพื่อนมีความสุขมากกว่าตัวเอง พบว่า

ผู้ใช้ 59% ไม่มีความสุขที่เห็นเพื่อนโพสต์เรื่องปาร์ตี้ที่ตัวเองไม่ได้รับเชิญ
ผู้ใช้ 45% เปิดเผยว่า รูปเพื่อนที่กำลังสุขสันต์วันหยุดทำให้ตัวเองรู้สึกแง่ลบต่อเพื่อน
ผู้ใช้ 37% ยอมรับว่า การดูโพสต์เก่าๆ ของตัวเองทำให้รู้สึกแย่ที่ตัวเองเคยมีอดีตที่ดีกว่าปัจจุบัน

การวิจัยก่อนหน้านี้ของแคสเปอร์สกี้ แลป ชี้ว่า ผู้ใช้รู้สึกผิดหวังกับโซเชียลมีเดีย โดยผู้ใช้ 78% ยอมรับว่า เคยคิดจะเลิกใช้งานโซเชียลมีเดีย แต่เหตุผลที่ยังอยู่ต่อคือ กลัวสูญเสียความทรงจำในรูปแบบดิจิทัล เช่น รูปภาพและข้อมูลสำหรับติดต่อเพื่อน

เยฟกินี เชเรสเนฟ หัวหน้าฝ่ายโซเชียลมีเดีย แคสเปอร์สกี้ แลป กล่าวว่า “ความสัมพันธ์กับโซเชียลมีเดียได้พัฒนาเป็นวงจรแห่งปัญหา เราต่างใช้โซเชียลมีเดียเพื่อบอกเพื่อนฝูงเกี่ยวกับด้านบวกที่เราทำ ซึ่งนั่นทำให้เรามีความสุข แต่ในความเป็นจริงคือทุกคนกำลังแชร์เรื่องดีๆ เหมือนกันอยู่ ดังนั้น เมื่อเราล็อกอินเข้าโซเชียลมีเดีย เราก็จะเจอแต่รูปภาพและโพสต์ของเพื่อนที่กำลังสนุกสนาน และก็ดูเหมือนว่า เพื่อนกำลังมีความสุขมากกว่าเราซะอีก นี่เป็นเหตุผลหลักที่ผู้ใช้รู้สึกแย่และอยากจะเลิกใช้โซเชียล แต่ที่เลิกยากก็เพราะเสียดายความทรงจำดีๆ ที่เก็บไว้ในโซเชียลนั่นเอง”

ffforget

ปัจจุบัน แคสเปอร์สกี้ แลป กำลังพัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ล่าสุด ชื่อ “FFForget” ซึ่งจะช่วยแบ็คอัพความทรงจำจากโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ใช้อยู่ นำมาเก็บไว้ในพื้นที่ปลอดภัย มีการเข้ารหัสข้อมูล ทำให้ผู้ใช้งานโซเชียลตัดสินใจได้ง่ายขึ้น หากต้องการเลิกใช้โซเชียลมีเดีย โดยไม่ต้องกังวลว่า การปิดแอคเค้าท์โซเชียลทิ้งจะทำให้ต้องเสียรูปภาพและข้อมูลความทรงจำดิจิทัลต่างๆ ไป “FFForget” วางแผนเปิดตัวในปี 2017 นี้ ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่เว็บ ffforget.kaspersky.com เพื่อรับข้อมูลข่าวสารและเริ่มใช้งานก่อนใคร

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5087

local.jpg

Intel ประกาศเปิดตัว IoT Platform สำหรับธุรกิจค้าปลีก


Credit: ShutterStock.com

Intel ประกาศเปิดตัว Intel Responsive Retail Platform ซึ่งเป็น IoT Platform สำหรับธุรกิจค้าปลีกโดยเฉพาะ พร้อมเผยแผนลงทุนในอนาคตอีก 3.5 พันล้านบาท

ในงาน Retail’s BIG Show 2017 ที่กำลังจัดขึ้นนั้น Intel ได้ทำการเปิดตัว Intel Responsive Retail Platform (Intel RRP) สำหรับใช้ในธุรกิจค้าปลีกโดยเฉพาะ ซึ่งเป็น Platform ที่นำความสามารถเทคโนโลยี IoT เข้ามาใช้งานในธุรกิจค้าปลีก ช่วยเพิ่มประสบการณ์ใหม่ๆในการซื้อสินค้าให้กับลูกค้า รวมถึงช่วยปรับปรุงกระบวนการทำงานของธุรกิจ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการเพิ่มบริการใหม่ลงได้อีกด้วย สำหรับ Intel RRP ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีสำคัญดังนี้

  • Intel-Based Retail Sensor – มี Sensor หลายรูปแบบ ช่วยในการเก็บข้อมูลต่างๆ โดย Sensor เหล่านี้มีระบบ RFID และเสาอากาศในตัว ทำงานอยู่บน Intel Atom Processor ในอนาคตจะมีการเพิ่ม Sensor หลายรูปแบบมากขึ้น เช่น การบันทึกวีดีโอ, เชื่อมต่อ Wi-Fi และ Bluetooth Low Energy (BLE) ได้
  • Intel-Based Gateway – เป็นระบบ IoT Gateway ที่คอยรับข้อมูลจาก Sensor เพื่อนำมาทำการประมวลผล มีความสามารถในการเชื่อมต่อไปยัง Cloud ผ่าน Wired network หรือ 3G/LTE ได้ ปัจจุบัน Intel ใช้ฮาร์ดแวร์จาก HP ซึ่งทำงานบนหน่วยประมวลผล Intel Core i7 และ Intel Xeon Processors
  • Cloud – ระบบ Open-source Analytics Platform-as-a-service (PaaS) ที่ทำงานบน Public Cloud เช่น AWS หรือ Azure ช่วยในการประมวลผลและตัดสินใจทางธุรกิจ จากข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาจาก IoT Gateway

Intel ยังเผยแผนลงทุนในเทคโนโลยี IoT สำหรับธุรกิจค้าปลีกอีกกว่า 3.5 พันล้านบาท ภายใน 5 ปีข้างหน้า โดยการลงทุนนี้จะเน้นเทคโนโลยีที่ช่วยปรับปรุงขั้นตอนในธุรกิจค้าปลีกต่างๆทุกขั้นตอน ตั้งแต่ระบบจัดการคลังสินค้า ไปจนถึงระบบการคิดเงิน ซึ่งจะช่วยให้ Intel สามารถก้าวเป็นผู้นำในตลาด IoT สำหรับธุรกิจค้าปลีกที่มีมูลค่ามากกว่า 1.2 ล้านล้านบาทได้

ที่มา : https://newsroom.intel.com/news/intel-unveils-new-intel-responsive-retail-platform-plans-100-million-investment-nrf-2017/

from:https://www.techtalkthai.com/intel-announces-iot-platform-for-retails/