คลังเก็บป้ายกำกับ: INTERNET_OF_THINGS

Cisco จัดงาน Cisco Connect 2017 | Thailand เน้นความมั่นคงปลอดภัยในยุค Digital Transformation

Cisco ผู้ให้บริการโซลูชันเครือข่ายและ Data Center ชั้นนำของโลก จัดงาน Cisco Connect 2017 | Thailand ภายใต้ธีม “Your Time is Now. Secure Your Digital Transformation.” มุ่งเน้นการสนับสนุนให้องค์กรนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เปิดโอกาสทางธุรกิจอย่างมั่นคงปลอดภัย ผู้ที่สนใจสามารถดูวิดีโอ Keynote Speech และ Panel Discussion ได้ที่บทความนี้

Cisco Connect 2017 | Thailand ได้แบ่งงานออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเช้า ซึ่งผู้บริการระดับสูงจะบรรยายไอเดียของการปรับตัวเข้าสู่ยุค Digital Transformation ไปจนถึงการดำเนินการอย่างไรให้มั่นคงปลอดภัย จากนั้นจะเป็นกรณีศึกษาของลูกค้าในประเทศไทย คือ Insee Digital และ Ananda Development ในการเข้าสู่การทำ Digital Transformation

Keynote Speech โดยคุณ Kok-Keong Lee, Director of Systems Engineering จาก Cisco ASEAN

“การจะเป็นผู้นำในยุค Digital Transformation ต้องคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ 4 ประการ คือ People, Process, Technology และ Intelligence การนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้เพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นการทำให้องค์กรกลายเป็น Digital แต่อย่างใด องค์กรต้องมีการพัฒนาบุคลากรและกระบวนการเพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมูลค่า การเปิดโอกาสใหม่ๆ หรือการปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น ที่สำคัญคือ Intelligence เมื่อทุกอย่างถูกเก็บอยู่ในรูป Digital องค์กรที่ประสบความสำเร็จจะนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ ต่อยอด เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจของตน” — คุณวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการของ Cisco ประเทศไทย กล่าว

Panel Session: Secure Digital Transformation in Action โดยคุณอิฑยา ศิริวสุกาญจน์ จากบริษัท อินทรี ดิจิตอล จำกัด และ ดร. จอร์น เลสลี่ มิลลาร์ จากบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)

สำหรับช่วงบ่ายน้ัน จะเป็นการอัปเดตแนวโน้มและเทคโนโลยีด้านต่างๆ จากทาง Cisco และ Partner ที่มาออกบูธภายในงาน ซึ่งหัวข้อที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับ Digital Workplace คงเป็น Cisco Spark ระบบ Unified Collaboration สำหรับผู้ใช้ระดับองค์กรที่เพิ่งมีการอัปเดตครั้งใหญ่ โดยผสานเทคโนโลยีด้านการเชื่อมต่อสำคัญ 3 ประการ คือ Messaging, Meeting และ Voice ตอบโจทย์ความต้องการตั้งแต่การส่งข้อความแชทหากัน การผสานกับระบบโทรศัพท์เพื่อต่อขยายความสามารถด้านการเชื่อมต่อผ่านเสียง และการสร้างห้อง Virtual Conference Room สำหรับประชุมแบบออนไลน์ ซึ่งทุกอย่างนี้สามารถทำได้ภายในแพลตฟอร์มเดียว รวมไปถึงสามารถทำงานร่วมกับระบบ Collaboration อื่นของ Cisco และ 3rd Party ได้อีกด้วย

ดูรายละเอียด Cisco Spark ได้ที่: https://www.ciscospark.com

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-connect-2017-thailand/

Advertisements

[Guest Post] IoT Hardware กับบริษัทประกันรุ่นใหม่

เราทำประกันก็เพื่อป้องกันความเสี่ยง เรายอมจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเรื่อยๆ ทุกๆ ปี เพื่อซื้อความมั่นใจว่าถ้าเกิดเหตุไม่คาดคิดจะมีคนคอยช่วยเราเรื่องค่าใช้จ่าย เรื่องการจัดการ เพราะเราต่างรู้กันว่าเมื่อเจออุบัติเหตุแต่ละครั้งน้ันเสียหายแค่ไหน ทั้งเสียเวลาที่ต้องมาเคลมรถ เสียเวลาที่ต้องป่วย เสียเวลารักษาตัว เสียเงินค่าอะไหล่ เสียเงินค่ารักษาตัว เสียเงินค่ายาค่าบริการ เราซื้อประกันก็เพื่อไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องเหล่านี้

บริษัทประกันเองก็ไม่ได้อยากให้คุณได้รับอุบัติเหตุ เพราะแน่นอนพวกเขาต้องรับผิดชอบค่าเสียหายให้กับคุณ พวกเขาจึงออกมาให้ความรู้และความเอาใจใส่ เพื่อให้เราดูแลตัวเองและป้องกันอุบัติเหตุต่างๆ เราอยู่ในยุค IoT หรือ Internet of Things ยุคที่อุปกรณ์ต่างๆ เชื่อมต่อกัน อุปกรณ์เก็บข้อมูลแล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อให้เรานำมาพัฒนาชีวิตเรา บริษัทประกันเห็นโอกาสนี้ และเขาก็ไม่ได้อยากให้คุณได้รับอุบัติเหตุ เพราะแน่นอนพวกเขาต้องรับผิดชอบค่าเสียหายให้กับคุณ พวกเขาได้ใช้เทคโนโลยี IoT Hardware ต่างๆ เพื่อห้เราดูแลตัวเองและป้องกันอุบัติเหตุต่างๆ

 

Telematics กับประกันรถยนต์

ภาพจาก scopetechnology.com

ในประเทศไทยเรามี เทคโนโลยี Telematics ของ BKI ก็เป็นเทคโนโลยีที่ป้องกันปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนก่อนที่จะเกิดขึ้นเช่นกัน โดย Telematics จะเก็บสถิติการขับขี่ของคุณ ถ้าคุณขับรถดี คุณก็จะได้ส่วนลดเพิ่มในการต่อประกันครั้งต่อไป ซึ่งก็จะทำให้คุณมีความเคยชินในการขับรถดีๆ เช่น ไม่เบรกกระทันหัน ไม่ซิ่งเกินไป แล้วจะทำให้คุณประสบอุบัติเหตุในท้องถนนน้อยลงเช่นกัน

 

Apple Watch กับประกันชีวิต

ภาพจาก apple.co.th

บริษัทประกัน John Hancock ของประเทศแคนาดาได้ใช้ไอเดียป้องกันอุบัติเหตุเช่นกันแต่วิธีของเขาใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เข้ากับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัวและสนุกสนาน บริษัท John Hancock ได้ร่วมมือกับ Appleให้ผู้บริโภคซื้อ Apple Watch 2 ในราคา 25 เหรียญ (ราคาเต็มประมาณ 269 เหรียญ) โดยมีกติกาว่าผู้ร่วมสมัครจะต้องออกกำลังกายไม่ว่าจะเดิน วิ่ง ว่ายน้ำ หรือขี่จักรยานตามเป้าหมายที่กำหนด ถ้าผู้สมัครสามารถออกกำลังได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ก็ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายได้ก็ต้องจ่ายราคาส่วนต่างที่เหลือแทน

 

กิจกรรมของ John Hancock คือการที่บริษัทประกันออกมาป้องกันปัญหาสุขภาพก่อนที่ปัญหาจะเกิด ซึ่งนั่นก็คือการที่กระตุ้นให้คนออกมาขยับตัว ออกกำลังกาย และยิ่งไปกว่านั้นโดยการทำให้การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน เพื่อสุขภาพที่ดี เพื่อที่เมื่อแก่ตัวจะมีอุบัติเหตุ หรือเรื่องที่ต้องเข้าโรงพยาบาลรักษาตัวน้อยลง

 

แว่นตา Activity Tracker กับประกันสุขภาพ

ภาพจาก insurancenetworking.com

นอกจากบริษัทประกัน John Hancock แล้ว บริษัทประกันสุขภาพของสหรัฐอเมริกาที่ชื่อว่า VSP ก็ใช้อุปกรณ์ Internet of Things เหมือนกัน โดย VSP กำลังคิดค้น Smart Eye Wear หรือแว่นตาอัจฉริยะ ที่สามารถเก็บข้อมูลและแสดงผลผ่านเลนส์โดยที่มองจากด้านนอกไม่เห็น ข้อมูลที่แว่นตาจะเก็บคือข้อมูลการเคลื่อนไหวของร่างกาย นับก้าว ระยะการเดินทางต่อวัน แคลอรี่ที่ใช้ ท่าทางที่ขยับ อัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่ง VSP บอกว่าเพราะแว่นตาอยู่ตรงกลางของร่างกายจึงทำให้สามารถตรวจสอบท่าท่างของผู้ใช้ละเอียดกว่า ซึ่งสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์มากกว่าเช่นกัน เป้าหมายของการลงทุนประดิษฐ์แว่นตาอัจฉริยะคู่นี้มาก็เพื่อให้ลูกค้ามีสุขภาพที่ดีก่อนจะต้องเคลมประกันเช่นกัน

 

แปรงสีฟันอัจฉริยะกับประกันสุขภาพช่องปาก

ภาพจาก insurancenetworking.com

ในสหรัฐอเมริกา บริษัทประกันสุขภาพช่องปาก Beam ได้ออกความคุ้มครองพิเศษเพิ่มเติมเป็นความคุ้มครองที่แถมแปรงสีฟันและยาสีฟันให้กับลูกค้า ซึ่งตัวหัวแปรงนี้จะคอยเก็บสถิติสุขภาพช่องปากของลูกค้าและแสดงผลออกมาผ่านมือถือ เมื่อผู้ใช้ได้รับข้อมูลสุขภาพช่องปากของตัวเอง ก็สามารถเลือกความคุ้มครองที่ตรงใจและตรงกับสุขภาพช่องปากที่สุด แล้วยิ่งไปกว่านั้นบริษัทประกันสามารถเก็บข้อมูลช่องปากของผู้ใช้ทั้งประเทศ แล้วนำมาวิเคราะห์ว่าตอนนี้ผู้คนพบปัญหาช่องปากอย่างใด แล้วมีทางแก้ไขและวางแผนประกันอย่างไรได้อีกด้วย

 

 

ปัจจุบันเรามี Gadget มากมายที่ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ปลอดภัยมากขึ้น เราต้องดูว่าฝ่าย Marketing บริษัทต่างๆ จะนำ Gadget มาโปรโมทอย่างไร และผู้บริโภคอย่างเราเองจะเปิดใจให้กับ Gadget เท่าไหร่ ส่วนตัวเราเชื่อว่าเทคโนโลยีได้ทำให้ชีวิตเราสบายขึ้น แล้วก็จะยิ่งสบายขึ้นไปอีก

 

ข้อมูลจาก

ประกันรถยนต์ออนไลน์ที่จริงใจที่สุดในโลก

from:https://www.techtalkthai.com/guest-post-iot-hardware-and-insurance-companies-by-frank/

ตามไปดู “ตู้บริการอเนกประสงค์ของรัฐบาล” ฝีมือจาก EGA

อีกหนึ่งในโครงการยกระดับคุณภาพงานบริการภาครัฐเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล (Flagship Project) เพื่อเปลี่ยนผ่านการให้บริการของภาครัฐไปสู่ประชาชน หรือ Digital Government Transformation ได้อย่างสมดุล

ตู้บริการอเนกประสงค์ของรัฐ หรือ Government Smart Kiosk ซึ่งติดตั้งตามสถานที่ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บัตรประชาชน Smart Card ทำธุรกรรมหรือตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ของภาครัฐผ่านจุดบริการ ทั้งนี้ความคืบหน้าตู้ Government Smart Kiosk นั้น ล่าสุด อีจีเอ ได้พัฒนาระบบเพิ่มขึ้นแล้วถึง 17 บริการ เป็นการเพิ่มบริการเข้ามามากกว่าเดิมถึง 100%

โดยบริการที่บรรจุในตู้บริการอเนกประสงค์ของรัฐแต่เดิมนั้นประกอบด้วย
– ระบบข้อมูลสิทธิประกันสุขภาพ จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
– ระบบตรวจสอบเงินสะสม (กรณีชราภาพ), ระบบตรวจสอบสิทธิประกันสังคม จากสำนักงานประกันสังคม
– ระบบตรวจสอบสิทธิ์การรับเบี้ยคนพิการ จากสำนักงานส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น
– ระบบประวัติการฟื้นฟู และระบบประวัติการเบิกจ่ายอุปกรณ์ จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
– ระบบข้อมูลบุคคล จากกรมการปกครอง,
– ระบบตรวจสอบการใช้บริการ App center (log) จาก อีจีเอ และ
– ข้อมูลบัญชีสินเชื่อในเครดิตบูโรแบบสรุป จากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ


และในปัจจุบันระบบที่เพิ่มเข้ามาใหม่คือ
– ระบบตรวจสอบรายการนัดหมาย รพ.รามาฯ จาก รพ. รามาธิบดี
– ระบบตรวจสอบข้อมูลสุขภาพ ในสังกัด สป.กระทรวงสาธารณสุข จากสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
– ระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จากสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา
– ระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้น้ำ จากการประปานครหลวง
– ระบบติดตามเรื่องร้องเรียน จากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
– ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อติดต่อราชการ (info.go.th) จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
– ระบบยืนยันตัวบุคคล (OpenID on Kiosk) จาก อีจีเอ และ
– ระบบตรวจสอบสิทธิ์ผู้ป่วย รพ.ราชวิถี จากรพ.ราชวิถี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ https://www.ega.or.th/th/content/920/11703/

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=6012

ฟันธง กฏหมายใหม่ออกแล้ว “พวกผู้ค้าออนไลน์” ต้องแสดงรายละเอียดและราคาให้ชัดเจน !

คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ได้ออกประกาศสั่งให้พวก “ขายของออนไลน์” ทั้งหลายแหล่ ต้องแสดงรายละเอียดและสินค้า ทั้งนี้ก็เพื่อ ให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสในการเปรียบเทียบราคาหรือค่าบริการก่อนตัดสินใจ

เนื้อหาใจความถูกระบุอยู่ใน ราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวกับประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 44 พ.ศ. 2560 ไว้ดังนี้

“โดยที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการได้มีมติเมื่อวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๐ เห็นควรกําหนดให้มีการกํากับดูแลการแสดงราคาและรายละเอียดเกี่ยวกับการจําหน่ายสินค้าและ บริการผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์ เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสในการเปรียบเทียบราคาหรือค่าบริการก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าหรือใช้บริการ

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๙ (๕) มาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. ๒๕๔๒ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ จึงออกประกาศดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับในทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

ข้อ ๒ ในประกาศนี้ “ผู้ประกอบธุรกิจ” ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการจําหน่ายสินค้าหรือบริการ ผ่านระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือออนไลน์

ข้อ ๓ ให้ผู้ประกอบธุรกิจแสดงราคาจําหน่าย ค่าบริการ รวมถึงประเภท ชนิด ลักษณะขนาด น้ําหนัก และรายละเอียดของสินค้าหรือบริการ โดยการเขียน พิมพ์ หรือกระทําให้ปรากฏด้วยวิธีอื่นใดในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือระบบออนไลน์ของผู้ประกอบธุรกิจนั้น ในลักษณะที่ชัดเจน ครบถ้วน เปิดเผย สามารถอ่านได้โดยง่าย

การแสดงราคาจําหน่ายสินค้า ค่าบริการตามวรรคหนึ่ง ให้แสดงราคาต่อหน่วย ราคาหรือค่าบริการนั้นจะมีตัวเลขภาษาใดก็ได้ แต่ต้องมีตัวเลขอารบิคอยู่ด้วย สําหรับข้อความหรือรายการที่แสดงควบคู่กับราคาจําหน่ายหรือค่าบริการต้องเป็นภาษาไทย แต่จะมีภาษาอื่นด้วยก็ได้

ข้อ ๔ กรณีที่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายอ่ืน ๆ นอกเหนือจากราคาจําหน่ายสินค้าหรือค่าบริการที่ให้บริการที่แสดงไว้ตามข้อ ๓ ผู้ประกอบธุรกิจจะต้องแสดงค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้ชัดเจนครบถ้วนและเปิดเผย โดยแสดงไว้ควบคู่กับการแสดงราคาจําหน่ายสินค้าหรือค่าบริการที่ให้บริการ

ข้อ ๕ การแสดงราคาจําหน่ายปลีกสินค้าหรือค่าบริการที่ให้บริการตามข้อ ๓ ต้องแสดงให้ตรงกับราคาที่จําหน่าย หรือค่าบริการที่ให้บริการความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจจําหน่ายหรือให้บริการแก่ผู้ซื้อต่ํากว่า
ราคาจําหน่าย หรือค่าบริการที่แสดงไว้

ประกาศ ณ วันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๐

อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ”

อ่านราชกิจจานุเบกษาได้ที่นี่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/E/082/156.PDF

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=6007

ปักกิ่งติดตั้งระบบแสกนใบหน้าในห้องน้ำ แก้ปัญหาการใช้กระดาษชำระเกินกำหนด

เมืองปักกิ่งได้นำเทคโนโลยีการแสกนใบหน้ามาใช้งานในจุดต่างๆ ของเมืองเพื่อแก้ปัญหามลภาวะ รวมถึงติดตั้งระบบสแกนใบหน้าก่อนเข้าห้องน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนใช้กระดาษชำระจำนวนมากเกินไปด้วย

Credit: Wikipedia

 

ตอนนี้ประชากรในกรุงปักกิ่ง ก่อนจะใช้ห้องน้ำสาธารณะของรัฐจะต้องทำการแสกนใบหน้าก่อนเป็นเวลา 3 วินาที เพื่อให้ได้รับกระดาษชำระความยาว 60 เซนติเมตร และหากทำการแสกนใบหน้าซ้ำระบบปฏิเสธ ยกเว้นจะรอให้เวลาผ่านไปอีก 9 นาทีเป็นอย่างน้อย

หลังจากเปิดใช้งานจริง แนวคิดนี้มีปัญหาทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงจริยธรรม โดยเมื่อระบบซอฟต์แวร์ของระบบแสกนใบหน้านี้มีปัญหา ก็ทำให้ผู้ใช้งานห้องน้ำเหล่านี้ไม่มีกระดาษชำระใช้งาน ทำให้เหล่าผู้ใช้งานต้องแบ่งปันกระดาษชำระกันเอง และในขณะเดียวกันการแสกนใบหน้านี้ก็เป็นการลดความเป็นส่วนตัวของประชาชนลงไปเป็นอย่างมากด้วย โดยในกรณีนี้คือการทำลายความเป็นส่วนตัวในการเข้าห้องน้ำไป

อย่างไรก็ดี กระดาษชำระในห้องน้ำของจีนนี้ก็มีปัญหาเรื่องสารปนเปื้อนค่อนข้างมาก ดังนั้นเทคโนโลยีการจำกัดปริมาณการใช้กระดาษชำระเหล่านี้เองก็เป็นการปกป้องประชาชนชาวจีนในกรุงปักกิ่งด้วยในอีกทางหนึ่ง

จีนคงยังต้องคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อปฏิวัติห้องน้ำทั่วประเทศกันต่อไป โดยหากนับตามแผนการพัฒนาของจีนแล้ว การติดตั้งเทคโนโลยีแสกนใบหน้าภายในห้องน้ำนี้ยังคงต้องดำเนินต่อไปอีกสำหรับห้องน้ำ 50,916 แห่งภายในสิ้นปีนี้ และจีนก็ยังคงมีแผนการปรับปรุงคุณภาพของส่วนอื่นๆ เช่น เครื่องหุงข้าว, เครื่องกรองอากาศ และอื่นๆ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้นต่อไป

 

ที่มา: https://www.theregister.co.uk/2017/03/20/beijing_toilet_crack_down/

from:https://www.techtalkthai.com/beijing-smart-toilet-starts-face-scanning-systems-before-taking-paper-toilet/

ดูกันจะๆๆ USB Kill เวอร์ชันใหม่ “ฆ่า” เครื่อง MacBook Pro ได้ไม่ถึง 1 วินาที !!

จำกันได้ไหมที่เคยมีอุปกรณ์ USB ที่ทำลายทุกอย่างในเครื่องของคุณ เพียงแค่เสียบมันเข้าไป ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น โน้ตบุ๊ก, ตู้คีออสก์, หรือแม้แต่รถยนต์ ก็พินาศหมด ! น่ากลัวไหมล่ะ

แต่วันนี้เลวร้ายกว่าเดิม เพราะไอ้เจ้า USB ดังกล่าวมันพัฒนาเวอร์ชันใหม่ และร้ายแรงกว่าเดิมพะยะค่ะ !! และที่สำคัญมันสามารถจัดการกับพวกอุปกรณ์สาย Apple ได้โดยง่ายดายด้วย (รุ่นเก่าไม่สามารถทำได้)

ย้อนกลับไปดูเจ้าตัวร้ายได้ที่นี่ “นี่คือ USB Kill ที่สามารถทำลายทุกอย่างบนเครื่องของคุณ – แค่เพียงเสียบมัน”

โดยตัวใหม่นี้มันพัฒนามากขึ้น โดยผู้สร้างบอกว่ามันสามารถสร้างพลังทำลายด้วยกระแสไฟฟ้าขนาดมหาศาลได้ในเพียงแค่วินาที และมันยังจัดการกับพวกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับพอร์ตอย่างเช่น microUSB, USB-C และอะแดปเตอร์ Lighting ได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าไม่ว่าจะเป็น iPhones, iPads และอุปกรณ์อื่นๆ เช่นมือถือ, แท็บเล็ต หรือ กล้องดิจิตอล ก็ซวยได้ !!

ปัจจุบันผู้ผลิตวางขาย USB Kill เวอร์ชันใหม่ในราคาประมาณ 53 เหรียญฯ เท่านั้น – สำหรับพี่น้องชาวเกรียนทั้งหลายอยากได้มาไว้ครอบครอง แนะนำให้ซื้อตัวป้องกันไว้ด้วยในราคา 15 เหรียญฯ

วิดีโอสาธิตที่ มันกำลังจัดการกับอุปกรณ์สาย Apple ในุร่น MacBook Pro ใช้เวลาไม่ถึง 1 วินาที ก็สามารถทำลายทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว !

ที่มา : http://www.zdnet.com/article/this-weaponized-usb-stick-gets-even-more-dangerous/

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5967

พบช่องโหว่ Apache Struts แบบ Zero-day ที่ถูกเปิดเผยรายละเอียดกับสาธารณะแล้ว

นักวิจัยด้านความปลอดภัยได้ค้นพบช่องโหว่แบบ Zero-day ในเฟรมเวิร์กสำหรับเว็บแอพชื่อดังอย่าง Apache Struts ที่กำลังถูกอาชญากรนำไปใช้ประโยชน์ในวงกว้าง

Apache Struts เป็นเฟรมเวิร์กสำหรับ Model-View-Controller (MVC) แบบโอเพ่นซอร์สสำหรับสร้างเว็บแอพพลิเคชั่นจาวาที่ให้ลุคแบบโมเดิร์น และเริ่ดหรูเอเลแก๊นต์แบบที่พี่ลูกเกดชื่นชอบ รองรับทั้ง REST, AJAX, และ JSON

ซึ่งในบล็อกที่ตีแผ่ออกมาเมื่อต้นสัปดาห์นั้น บริษัทด้านระบบจัดการข้อมูลอันตรายแบบอัจฉริยะที่ทำงานให้ซิสโก้อย่าง Talos ได้กล่าวว่า ทีมงานพบการโจมตีช่องโหว่แบบ Zero-day (CVE-2017-5638) ใน Apache Struts ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ปล่อยให้รันโค้ดได้จากระยะไกลในส่วนของ Jakarta Multipart Parser ทำให้ผู้โจมตีรันคำสั่งอันตรายบนเซิร์ฟเวอร์ขณะที่อัพโหลดไฟล์ที่อยู่บน Parser ได้

ช่องโหว่นี้ทาง Apache ได้ออกแพ็ตช์มาแล้ว ดังนั้นถ้าคุณกำลังใช้งาน Multipart Parser ที่ต้องใช้ไฟล์แบบ Jakarta ใน Apache Struts 2 แล้ว แนะนำให้อัพเกรด Apache Struts ขึ้นเป็นเวอร์ชั่น 2.3.32 หรือ 2.5.10.1 ในทันที หรือเพื่อความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ก็สามารถหันไปใช้ Multipart Parser ตัวอื่นได้ โดยดูรายละเอียดได้จาก
https://cwiki.apache.org/confluence/display/WW/File+Upload#FileUpload-AlternateLibraries

ที่มา : http://thehackernews.com/2017/03/apache-struts-framework.html

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5956