คลังเก็บป้ายกำกับ: INVESTMENT

Grab ได้รับเงินลงทุนเพิ่มอีก 1,000 ล้านดอลลาร์ นำไปลงทุนในอินโดนีเซียเพิ่มเติม

หลังได้รับเงินลงทุนจาก Toyota ไป 1,000 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมิถุนายน ล่าสุด Grab ได้รับเงินลงทุนเพิ่มเติมอีก 1,000 ล้านดอลลาร์จาก Ping An Capital และ Lightspeed Venture Partners บริษัทลงทุนจากจีรและสหรัฐตามลำดับ

Ming Maa ประธานของ Grab ระบุว่าจะนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนเพิ่มเติมในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท พร้อมตั้งเป้าด้วยว่า ปีนี้รายได้ของบริษัทน่าจะแตะถึง 1,000 ล้าน ซึ่งจะเป็นบริษัทแรกในภูมิภาค

ที่มา – Bloomberg

No Description

from:https://www.blognone.com/node/104315

Advertisements

มุมมองของสถาบันการเงินแนะนำ “ได้เวลาลงทุนใน Emerging Markets”

ตลาดเกิดใหม่หรือ Emerging Markets ได้รับผลกระทบหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า และปัญหาสำคัญอย่างเรื่องของค่าเงินในประเทศต่างๆ รวมไปถึงเงินทุนไหลออก ทำให้ดัชนีหุ้นหลายๆ ประเทศตกลง ซึ่งรวมไปถึงตลาดหุ้นไทยด้วย แต่ล่าสุดมุมมองของนักวิเคราะห์หลากหลายสถาบันการเงินแนะนำให้ซื้อหุ้นในตลาดเหล่านี้แล้ว

ภาพจาก Shutterstock

สถาบันการเงินชื่อดังไม่ว่าจะเป็น Bank Of America และ Templeton รวมไปถึง BlackRock ได้แนะนำให้นักลงทุนเริ่มซื้อหุ้นในประเทศกลุ่ม Emerging Markets ด้วยสาเหตุหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น กำไรบริษัทที่เพิ่มสูงขึ้น ดัชนีหุ้นของหลายๆ ประเทศในกลุ่มตกลงมามากเกินไป รวมไปถึงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่งในหลายๆ ประเทศ

ได้เวลาซื้อไม่ใช่ขาย

Ritesh Samadhiya นักกลยุทธ์จาก Bank Of America Merrill Lynch กล่าวว่า สำหรับเวลานี้คือไม่ใช่การขายหุ้น แต่เป็นการซื้อหุ้นเพิ่มเติม ตราบใดที่ภาพรวมเศรษฐกิจไม่ตกต่ำ ถึงแม้ว่าผลสำรวจผู้จัดการกองทุนในช่วงนี้จะมองว่าเป็นช่วงที่ต้องขาย ไม่ว่าจะเป็นตลาดของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว หรือตลาดเกิดใหม่

ด้าน Isabelle Mateos y Lago นักกลยุทธ์ของ BlackRock Investment Institute มองว่า ยังชอบสินทรัพย์ในตลาด Emerging Markets โดยเฉพาะหุ้น ด้วยเหตุผลที่ว่ากำไรบริษัทที่ยังเติบโต และ Valuation ที่ยังดูดี

กังวลสงครามการค้าได้

Werner Gey van Pittius นักวิเคราะห์จาก Investec มองว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน นักลงทุนกังวลในเรื่องนี้ได้ แต่เขาคิดว่าท้ายที่สุดแล้วประธานาธิบดีทรัมป์ จะไม่ทำให้สงครามการค้ากลายเป็นตัวฉุดให้เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบไปด้วย

ภาพจาก Shutterstock

ยังมีอีก 4 เหตุผล

นอกจากนี้ Bloomberg รวม 4 เหตุผลสำคัญของนักวิเคราะห์หลากหลายสถาบันการเงิน ว่าทำไมตลาด Emerging Markets ถึงน่าลงทุนในช่วงนี้

  1. เศรษฐกิจใน Emerging Markets เริ่มกลับมามีสัญญาณฟื้นตัวอีกรอบ ซึ่งดูได้จากดัชนี PMI ยังเกิน 50
  2. ค่าเงินในกลุ่มประเทศ Emerging Markets เริ่มมีการฟื้นตัวขึ้น
  3. ข้อมูลของ SunTrust แสดงให้เห็นว่าหลังจากที่ตลาด Emerging Markets ได้ลงสุดๆ แล้ว ถ้าหากเราถือหุ้นหรือแม้แต่ดัชนีเหล่านี้เป็นเวลา 1 ปี ส่วนใหญ่แล้วจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ประมาณ 32%
  4. เม็ดเงินที่ไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ใน Emerging Markets เริ่มต่ำลง

สรุป

ตลาด Emerging Markets ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจลงทุนในระยะยาว เนื่องจากพื้นฐานที่ยังดี ไม่ว่าจะเป็นกำไรบริษัทที่ยังสูง หรือ Valuation ของตลาดหุ้นหลายๆ แห่งยังถูกกว่าตลาด Develop Markets อยู่มาก แต่ก็ยังมีแรงกดดันเรื่องสงครามการค้า หรือแม้แต่เงินทุนที่ยังไหลออก ทำให้นักลงทุนหมดความมั่นใจในช่วงนี้

Note: Chart สำหรับ Emerging Markets ที่น่าสนใจสามารถดูได้ที่นี่

ที่มาBloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/view-from-instutitional-bankers-say-time-to-buy-em-stocks/

ความเสี่ยงสงครามการค้า! กบข. หลีกเลี่ยงการลงทุนในตลาด Emerging Markets

ความเสี่ยงในเรื่องสงครามการค้าทำให้กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. เตรียมที่จะเปลี่ยนแผนการลงทุน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของความผันผวนของตลาดในช่วงนี้

ภาพจาก Shutterstock

วิทัย รัตนากร เลขาธิการ กบข. ได้กล่าวกับ Bloomberg ว่า สงครามการค้าที่เกิดขึ้นและค่าเงินที่กำลังอ่อนค่า ทำให้ กบข. ต้องหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ของกลุ่มประเทศพัฒนา เนื่องจากแรงกดดันสงครามการค้า และรวมไปถึงเงินทุนที่ไหลออกจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือ Emerging Markets อีกด้วย

เขาได้กล่าวเสริมว่า กบข. ค่อนข้างระมัดระวังในการลงทุนในช่วงนี้เนื่องจากตลาดการเงินทั่วโลกมีความผันผวนที่สูง และยังรวมไปถึงเรื่องของสงครามการค้าและค่าเงินที่ผันผวน โดยค่าเงินที่อ่อนค่าลงในกลุ่ม Emerging Markets ทำให้เกิดแรงกดดันในการขายสินทรัพย์เช่น หุ้น และรวมไปถึงตราสารหนี้ออกมา

ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเขาเองได้กล่าวว่าถ้าหากสมาชิก กบข. โดยเฉพาะสมาชิกที่ใกล้เกษียณอายุราชการ หรือสมาชิกที่ไม่สามารถรับความผันผวนที่สูงขึ้นได้เลย เขาได้แนะนำให้สมาชิกปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนผ่านเว็บไซต์ของ กบข. หรือติดต่อทางโทรศัพท์ เพื่อเปลี่ยนแผนการลงทุน

ข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์ กบข. ขนาดกองทุนอยู่ที่ประมาณ 856,000 ล้านบาท สมาชิกมีอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 1 ล้านราย

เปลี่ยนแผน

แผนที่ กบข. วางไว้คือ เพิ่มการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นของไทย และลดสัดส่วนของหุ้นไทยลง ปัจจุบันหุ้นไทยที่กองทุนได้ถือไว้อยู่ที่ประมาณ 7.38% ส่วนตราสารหนี้ระยะสั้นอยู่ที่ 20.03% การปรับพอร์ตการลงทุนของ กบข. ครั้งนี้มาจากผลตอบแทนของตลาดหุ้นทั่วโลกที่ตกลงถ้วนหน้า ซึ่งผลตอบแทนของ กบข. ในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 6.43% 

นอกจากนั้น กบข. เตรียมที่จะเพิ่มการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และยังรวมไปถึงทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIT อีกด้วย เพื่อปกป้องในเรื่องความผันผวนของตลาดในช่วงนี้

พิจารณาลงทุนในกลุ่มประเทศพัฒนา

อย่างไรก็ดี กบข. เตรียมพิจารณาที่จะลงทุนในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มเติมจากสัดส่วนเดิม 7.64% มุมมองของ กบข. มองว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้มีเศรษฐกิจและรวมไปถึงค่าเงินที่มีเสถียรภาพมากกว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ทำให้มุมมองของ กบข. มองว่าตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศพัฒนาจะมีผลตอบแทนที่ดีกว่า

ที่มาBloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-gpf-avoid-em-and-goes-to-dm/

Tencent เปิดตัวระบบซื้อขายตราสารหนี้จีน QTrade หลังซุ่มทำมากว่า 2 ปี

ปัญหาการซื้อขายตราสารหนี้ของจีนที่สร้างความปวดหัวกับหน่วยงานของจีน อาจเบาบางลง เมื่อทาง Tencent เปิดตัวระบบซื้อขายตราสารหนี้จีน หลังร่วมมือกับสตาร์ทอัพในประเทศจีนพัฒนาระบบเกือบ 2 ปี

ภาพจาก Shutterstock

Tencent จับมือร่วมกับสตาร์ทอัพรายหนึ่งเปิดตัวระบบซื้อขายตราสารหนี้จีนในรูปแบบซื้อขายกันเอง (OTC) ขึ้นมาในชื่อว่า QTrade หลังจากใช้เวลาปรับแต่งและแก้ไขระบบมากว่า 2 ปี โดย QTrade จะทำหน้าที่ให้ผู้ที่ต้องการซื้อตราสารหนี้และผู้ต้องการขายตราสารหนี้มาคุยราคาและซื้อขายกัน โดยระบบจะเก็บข้อความที่คุยเรื่องการซื้อขายไว้ทั้งหมดภายใน 5 ปี และยังรวมไปถึงการยืนยันตัวตนว่าผู้ซื้อผู้ขายเป็นใครมาจากไหนด้วย

ผู้ก่อตั้งของ QTrade ได้แก่ Zhou Jingyu และ Fiona Liu โดยปัจจุบันกำลังจะมีการระดมทุนครั้งที่ 2 อีกด้วย ส่วนเรื่องของการแบ่งรายได้กับ Tencent ทั้งสองไม่ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ พวกเขากล่าวเพียงแค่ว่าทีมของเขามีประสบการณ์ในสายงานนี้ และ Tencent อยากจะเป็นพันธมิตรกับบริษัทของพวกเขา

ที่มาของ QTrade

ในอดีตเคยมีการพูดคุยระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายตราสารหนี้รัฐบาลจีนในเรื่องการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านระบบ WeChat มาแล้ว และทำให้ทางหน่วยงานกำกับดูแลหัวเสียในเรื่องนี้มากจนต้องห้ามไม่ให้ผู้ซื้อขายคุยผ่านช่องทาง E-Mail และรวมไปถึงคุยผ่าน Application ต่างๆ เพื่อส่งคำสั่งซื้อ

ปัจจุบันนี้ถ้าหากจะคุยเรื่องการการส่งคำสั่งซื้อตราสารหนี้รัฐบาลจีนของนักลงทุนจีนจะต้องคุยผ่านช่องทางที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานดูแล ฉะนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจึงทำให้เกิดการสร้างตัวโปรแกรม QTrade นี้ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาว่าจะคุยหรือต่อรองราคาตราสารหนี้ของรัฐบาลจีน และส่งคำสั่งซื้อขายไปได้เลย

Fiona Liu ผู้ก่อตั้งของ QTrade กล่าวว่า ตัวโปรแกรมเองมีความปลอดภัยและได้มาตรฐานของหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อที่จะทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายตราสารหนี้รัฐบาลจีนมีความสะดวกในการซื้อขายมากขึ้น

อำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อขายเต็มที่

เป้าหมายของ QTrade จะเน้นไปที่นักลงทุนมืออาชีพ โดยคำสั่งการซื้อขายจะส่งไปที่ China Foreign Exchange Trade System ซึ่งดูแลการซื้อขายตราสารหนี้ด้วย นอกจากอัตราแลกเปลี่ยน

นอกจากความปลอดภัยและได้มาตรฐาน ทาง QTrade ยังอำนวยความสะดวกในเรื่องของข้อมูลทางการเงิน โดยผู้ซื้อและผู้ขายสามารถดูข้อมูลการซื้อขายได้ด้วย

ทั้ง Zhou และ Liu หวังว่าจะให้นักลงทุนหันมาใช้ QTrade แทน QQ ซึ่งเป็นของ Tencent เอง เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แน่นอนว่าการจับมือกับ Tencent จะทำให้ทั้ง 2 คนนั้นทำงานง่ายขึ้นกว่าเดิม

ที่มาBloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tencent-release-qtrade-chinses-bond-trading-platform/

UBS วิเคราะห์ผลจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีน อาจพาให้ดัชนีหุ้นในเอเชียลงได้ถึง 30%

บทวิเคราะห์สถาบันการเงินอย่าง UBS วิเคราะห์ถึงเรื่องสงครามการค้าว่าอาจพาทำให้ดัชนีของตลาดหุ้นหลายๆ แห่ง และยังรวมไปถึงดัชนีหุ้นในเอเชียอย่าง MSCI Asia ex Japan อาจลงไปได้ถึง 30%

ภาพจาก Shutterstock

ความตึงเครียดระหว่างทั้ง 2 ประเทศในเรื่องของการขึ้นภาษีทางการค้า ทำให้ตลาดหุ้นทั่วทั้งเอเชียตอบรับในแนวลบ เพราะว่านักลงทุนกำลังคาดว่าความรุนแรงในเรื่องนี้อาจมากกว่านี้ได้

Niall MacLeod นักกลยุทธ์การลงทุนของ UBS ได้วิเคราะห์ว่าหากสงครามการค้าระหว่างทั้ง 2 รุนแรงกว่านี้ จะทำให้ดัชนีหุ้นทั่วทั้งเอเชีย รวมไปถึงดัชนีอย่าง MSCI Asia ex Japan ปรับตัวลงมามากถึง 30% จากจุดสูงสุดของปีนี้ และยังมองว่าราคายังไม่ได้ตอบรับผลร้ายที่จะกำลังตามมาเท่าไหร่อีกด้วย

เขายังได้เทียบดัชนี MSCI Asia ex Japan ตอนดัชนีปกติ ไม่มีข่าวร้ายมาเข้ามารบกวน เทียบกับดัชนีเมื่อเวลายอดส่งออกตกลง เขาได้วิเคราะห์อีกว่าถ้าหากเกิดสงครามการค้าขึ้นมาจริงๆ จะทำให้ยอดส่งออกตกลงและจะทำให้กำไรของบริษัทลดลงประมาณ 15 ถึง 20%

ส่วนกลยุทธ์ยังแนะนำให้คงลงทุนในกลุ่มประเทศอย่างจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อยู่ เพราะว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้ยังมีความสำคัญในเรื่องของ Supply Chain แต่ถ้าหากความรุนแรงเกิดขึ้นมาก เขาแนะนำให้สลับการลงทุนในกลุ่มประเทศเอเชียใต้ เช่น อินเดีย ซึ่งได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะว่ามีการบริโภคในประเทศสูง

ที่มาBloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/trade-war-may-effect-msci-asia-ex-japan-dip-30-percent/

Toyota ประกาศลงทุนใน Grab เพิ่มอีกเป็นเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์

โตโยต้ามอเตอร์ ประกาศว่าบริษัทได้บรรลุข้อตกลงกับ Grab เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง และเป็นพาร์ทเนอร์ด้านการบริการขนส่ง โดยโตโยต้าจะลงทุนใน Grab เป็นเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 32,000 ล้านบาท ซึ่งผลจากการลงทุนนี้ ผู้บริหารจากโตโยต้าหนึ่งคน จะได้เข้าไปนั่งเป็นบอร์ดของ Grab และอีกหนึ่งคนจะไปเป็นฝ่ายบริหาร

ก่อนหน้านี้โตโยต้าเคยลงทุนใน Grab เพื่อพัฒนาความร่วมมือระบบเก็บล็อกคนขับรถ ซึ่งนำมาสู่ความร่วมมือและการลงทุนที่มากขึ้นในครั้งนี้ เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาระบบการเงิน, ประกันภัย และการซ่อมบำรุง สำหรับรถยนต์ที่ดีขึ้น

ผู้บริหารทั้งจากโตโยต้าและ Grab กล่าวว่า ความร่วมมือจะทำให้ทั้งสองบริษัท ร่วมกันพัฒนาการเดินทางให้มีความปลอดภัย มีราคาที่เข้าถึงได้ สำหรับลูกค้า Grab ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มา: โตโยต้า

alt="Toyota x Grab"

from:https://www.blognone.com/node/103062

SoftBank ลงทุนใน Cohesity สตาร์ทอัพทำดาต้าสตอเรจ 250 ล้านดอลลาร์

กองทุน Vision Fund ของ SoftBank ลงทุนใน Cohesity สตาร์ทอัพทำดาต้าสตอเรจ 250 ล้านดอลลาร์ เป็นผู้นำการลงทุนในซีรีส์ D

Cohesity เน้นเก็บข้อมูลสำรอง เช่น ข้อมูลแบ็กอัพ, ข้อมูลที่ได้จากระบบวิเคราะห์หรือ analytic ซึ่งจากข้อมูลของ Cohesity ระบุว่า 80% ของการเก็บข้อมูลในบริษัทต่างๆ ใช้ไปกับการเก็บสำรองข้อมูล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสูง และอาจเป็นการจัดสรรทรัพยากรการจัดเก็บได้ไม่ดี เพราะข้อมุลสำรองนั้นบริษัทแทบไม่ได้เข้ามาใช้ และเมื่อต้องการใช้งานก็ค้นหายุ่งยาก ซึ่ง Cohesity แก้ปัญหาด้วยการใช้โซลูชั่น Hyper-Converged Infrastructure

SoftBank ลงทุนอย่างมากในการเริ่มต้นธุรกิจทั่วโลกหลังจากประกาศกองทุน Vision Fund ที่จะลงมูลค่า 1 แสนล้านเหรียญในปี 2016 แต่ในบรรดาการลงทุนก็ไม่ค่อยเน้นบริษัทด้านสตอเรจมากเท่าไร จนกระทั่งมาลงทุนใน Cohesity

Deep Nishar หุ้นส่วนอาวุโสของ SoftBank Investment Advisers บอกมีความเชื่อว่า Cohesity ที่เป็นหัวหอกในการจัดเก็บข้อแบบ hyper-converged จะเป้นก้าวแรกสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งภาครัฐและเอกชนได้

No Description
ภาพจาก Cohesity

ที่มา – Venture Beat

from:https://www.blognone.com/node/103035