คลังเก็บป้ายกำกับ: INVESTMENT

[วิเคราะห์] ซาอุ-สหรัฐ อาจสั่นคลอนหลังนักข่าวหายตัวไป กระทบถึงการลงทุน

Brand Inside สรุปประเด็นเรื่องของนักข่าวชาวซาอุดิอาระเบียที่หายตัวลึกลับเป็นเวลากว่า 2 อาทิตย์ ในสถานกงสุลซาอุดิอาระเบียในกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี ซึ่งเรื่องนี้กระทบไปในโลกธุรกิจและการลงทุนทั่วโลกด้วย

Jamal Khashoggi นักข่าวชาวซาอุฯ – ภาพจาก Flickr ของ Project on Middle East Democracy โดย April Brady

เป็นเวลาเกือบ 2 อาทิตย์ที่นักข่าวชาวซาอุฯ ชื่อว่า Jamal Khashoggi หรือ จามาล คาชูจกิ ได้หายตัวไปในสถานกงสุลซาอุดิอาระเบียในกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี ซึ่งทางการซาอุฯ ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนในการหายตัวของเขา และได้ยืนยันว่าเขาได้ออกจากสถานกงสุลไปแล้วด้วย

สำหรับการหายตัวไปของเขาอาจไม่ใช่แค่เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ผลกระทบครั้งนี้อาจกระทบไปทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจที่ประเทศซาอุดิอาระเบียได้ลงทุน หรือแม้แต่ราคาน้ำมัน และผลในอนาคตถ้าหากประเทศซาอุดิอาระเบียเกิดโดนคว่ำบาตรจากนักธุรกิจ

Jamal Khashoggi คือใคร

Jamal Khashoggi เป็นนักข่าวที่ทำงานในประเทศซาอุดิอาระเบียมานานเกือบ 30 ปี โดย BBC ได้รายงานว่าเขาเองได้ทำข่าวการบุกอัฟกานิสถานของโซเวียต เป็นต้น นอกจากนี้เขายังเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย รวมไปถึงราชวงศ์ซาอุฯ ด้วย

ปัจจุบัน Jamal ได้ขอลี้ภัยไปอยู่ในสหรัฐ และได้เขียนบทความให้กับ Washington Post สำหรับเรื่องสำคัญที่ทางการซาอุฯ อาจไม่ชอบใจ Khashoggi คือเรื่องที่เขาวิจารณ์นโยบายการที่ซาอุฯ ไม่ว่าจะเป็นทำสงครามปราบปรามกบฏฮูตีในประเทศเยเมน ที่ส่อเค้าความยืดเยื้อ ฯลฯ นอกจากนี้เขายังเคยกล่าวว่าเขาเป็นคนที่จงรักภักดีต่อราชวงค์ซาอุฯ ด้วยซ้ำ และอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศในทางที่ดี

วันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา เขาได้หายตัวไปขณะที่เข้าไปติดต่อเพื่อเอาเอกสารยืนยันการหย่าร้างกับภรรยาคนเก่า โดยคู่หมั้นของเขาได้รอเขาข้างนอกเป็นเวลา 11 ชั่วโมง ก่อนเขาเข้าไปเขายังได้บอกว่าถ้าหากหายตัวไปเป็นเวลานานให้โทรศัพท์หาที่ปรึกษาของประธานาธิบดีตุรกีได้เลย

จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีใครทราบชะตากรรมของเขา ซึ่งรัฐบาลตุรกีคาดว่า Jamal อาจเสียชีวิตไปแล้ว

Mohammad Bin Salman – ภาพจาก Kremlin (CC BY 4.0)

ซาอุฯ ออกมาปฏิเสธ ส่วนทรัมป์ไม่พอใจเรื่องนี้

แน่นอนว่าการหายตัวของ Jamal เป้าใหญ่ที่สุดคือราชวงศ์ซาอุฯ โดยเฉพาะเจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน ที่ตกเป็นเป้าใหญ่สุดว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการหายตัวครั้งนี้ เมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา เจ้าชายเองได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Bloomberg ถึงเรื่องนี้ว่า “เขาไม่ได้อยู่ในสถานกงศุล” และรวมไปถึง “ประชาชนชาวซาอุฯ ก็ต้องการอยากทราบว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร” นอกจากนี้ซาอุยังพร้อมร่วมมือกับทางการตุรกีในการสอบสวนเรื่องนี้อีกด้วย 

สำหรับประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับช่อง CBS ถึงเรื่องนี้ว่า สหรัฐอาจต้องใช้บทลงโทษรุนแรงถ้าหากมีหลักฐานที่พบว่าซาอุฯ อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ 

นอกจากนี้ทรัมป์เตรียมที่จะเข้าพูดคุยเรื่องนี้กับสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานในเรื่องนี้ด้วย

SoftBank กลายเป็นเป้าหมายใหญ่จากนักลงทุนต่างชาติในการเทขายหุ้น เนื่องจากความกังวลในเรื่องนี้

ผลกระทบตามมาใหญ่หลวง

ผลกระทบของซาอุฯ ในเรื่องนี้คือการลงทุนกว่า 45,000 ล้านเหรียญ ใน SoftBank Vision Fund ซึ่ง PIF ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งของประเทศเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในกองทุนนี้ เม็ดเงินดังกล่าวลงทุนไปในบริษัทสตาร์ทอัพชื่อดังไม่ว่าจะเป็น Uber หรือแม้แต่ WeWork รวมไปถึงบริษัทอื่นๆ เช่น ARM ผู้ผลิตชิปโทรศัพท์มือถือ Nvidia ผู้ผลิตการ์ดจอชื่อดัง หรือแม้แต่ Tesla ด้วย

บทความที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของ SoftBank Vision Fund

ความซวยย่อมหนีไม่พ้นหุ้นของ SoftBank ที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ด้วย ราคาหุ้นได้ลดลง 725 เยน (-7.27%) หลังจากราคาหุ้นได้ขึ้นมาก่อนที่จะตกลงในวันนี้ถึง 30% และมูลค่าตลาดของ SoftBank หายจากจุดสูงสุดแล้วถึงเกือบๆ 720,000 ล้านบาท

ไม่ใช่แค่นี้เท่านั้น พันธบัตรของประเทศซาอุดิอาระเบียยังได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้อีกต่างหาก โดย Yield ของพันธบัตรได้พุ่งขึ้นไปที่ 4.6% หลังจากมีความกังวลในเรื่องนี้ รวมไปถึงตลาดหลักทรัพย์ Tawadul ของซาอุฯ เองที่มีแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติด้วย

Jamie Dimon – ภาพจาก Flickr – Stefen Chow/Fortune Global Forum

บริษัทเอกชนและสื่อแสดงความไม่พอใจซาอุฯ

แรงกดดันในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การลงทุนอย่างเดียว ผลกระทบในเรื่องนี้คือเหล่านักธุรกิจรวมไปถึง CEO จากบริษัทดังๆ ของสหรัฐ ต่างประท้วงในเรื่องนี้ด้วยเช่นเดียวกัน โดยไม่ไปร่วมงาน Future Investment Initiative ซึ่งรัฐบาลซาอุฯ เป็นผู้จัดงานนี้

โดยรายชื่อผู้บริหารและ CEO ประกาศไม่ไปร่วมงานนำโดย

  • Jamie Dimon ซึ่งเป็น CEO ของ JPMorgan 
  • Herman Narula เป็น CEO ของ Improbable Worlds บริษัทเกมและไอทีชื่อดัง
  • Larry Fink เป็น CEO ของ BlackRock บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนใหญ่ที่สุดในโลก
  • Stephen Schwarzman เป็น CEO ของ Blackstone ซึ่งเป็น Private Equity ชื่อดัง
  • Bill Ford ประธานของ Ford Motors
  • Dara Khosrowshahi จาก Uber

BBC ยังรายงานว่าตัวแทนจากสหรัฐและอังกฤษก็ประกาศที่จะไม่ไปเข้าร่วมงานนี้ด้วยเช่นกัน ยังรวมไปถึง Richard Branson จาก Virgin ประกาศชะลอรับเงินลงทุนจากซาอุดิอาระเบียในโครงการ Virgin Space มูลค่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐอีกด้วย

ส่วนทางด้านสื่อต่างประเทศที่ไม่ไปงานนี้ประกอบไปด้วย CNN, CBNC, New York Times รวมไปถึง Bloomberg และ Financial Times โดยแสดงความกังวลในการหายตัวไปของ Jamal ด้วย

นอกจากนี้ Washington Post ได้ทำพื้นที่ว่างในหนังสือพิมพ์เพื่อเป็นการแสดงสัญลักษณ์ในเรื่องนี้ด้วย

ภาพจาก Shutterstock

มากกว่าเรื่องนักข่าวหายตัวไป

เรื่องนี้อาจอีรุงตุงนังมากกว่าเดิมไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ซาอุดิอาระเบียกับสหรัฐ ถ้าหากซาอุฯ ไม่สามารถอธิบายเรื่องการหายตัวไปได้อย่างมีเหตุผล รวมไปถึงหลักฐานรองรับ แถมยังมีประเด็นเกี่ยวเนื่องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การซื้อขายอาวุธระหว่าง 2 ประเทศ ที่อาจทำให้ซาอุหันไปซื้ออาวุธจากประเทศคู่แข่งอย่างรัสเซียเพื่อเป็นการตอบโต้ หรือแม้แต่การเปลี่ยนเป้าหมายการลงทุน

แรงกดดันในเรื่องนี้จะยังตามหลอกหลอนถึงความมั่นใจของนักลงทุนต่างประเทศที่เข้าไปลงทุนในซาอุดิอาระเบียด้วย เนื่องจากปัจจุบันซาอุดิอาระเบียพยายามที่จะกระตุ้นให้นักลงทุนต่างประเทศมาลงทุนมากขึ้น แต่จะเห็นได้จากการการคว่ำบาตรของเหล่า CEO ชื่อดังแล้วอาจต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

สำหรับความกังวลว่าซาอุดิอาระเบียอาจใช้เครื่องมือต่อรองอย่าง “น้ำมัน” เป็นเครื่องต่อรองชาติตะวันตกในเรื่องนี้ เหมือนกับในสมัยปี 1973-1974 ที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นเนื่องจากกรณีชาติอาหรับกับอิสราเอลนั้น ปัจจุบันราคาน้ำมันถ้าหากสูงมากเกินไปก็อาจเป็นโอกาสของ Shale Oil ของสหรัฐสามารถป้อนน้ำมันดิบเข้ามาในตลาดได้ ซึ่งอาจคลายความกังวลในเรื่องนี้ได้บ้าง

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเล็กๆ น้อยๆ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกาตาร์กับตุรกีที่ค่อนข้างแน่นแฟ้น ซึ่งสื่อของประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซียเริ่มออกมาโจมตีสำนักข่าว Al Jazeera ของกาตาร์ว่าบิดเบือนในการเสนอข่าวอีกด้วย และยังมีการออกแถลงการณ์สนับสนุนซาอุดิอาระเบียเพื่อที่จะผ่านพ้นวิกฤตินี้ให้ได้ด้วย

ท้ายที่สุดแล้วต้องติดตามต่อว่ารัฐบาลซาอุฯ จะสามารถตอบนานาประเทศในการหายตัวได้เช่นไร หรือมีมาตรการจัดการในเรื่องนี้ได้อย่างไร แต่เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เสียแล้ว

Note: อัพเดตล่าสุด ทางการซาอุประกาศสอบสวนเรื่องการหายตัวไปของ Jamal แล้ว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jamal-khashoggi-saudi-relations-with-usa-and-its-all-about-business/

Advertisements

วิเคราะห์ทางออกหลัง LTF หมดอายุสิทธิทางภาษีปี 62 ปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไข

ปัจจุบันกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF ถือว่าเป็นกองทุนที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากได้ลดหย่อนภาษีแล้วยังได้ผลประโยชน์จากการลงทุนเนื่องจากเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนหุ้น แต่ล่าสุดสภาธุรกิจตลาดทุนเปิดเผยว่าเตรียมแผนสองถ้า LTF หมดอายุสิทธิทางภาษี แล้วทางออกของเรื่องนี้คืออะไร

ภาพจาก Shutterstock

ใกล้จะสิ้นปี ความคึกคักในการซื้อกองทุนไม่ว่าจะเป็นทั้ง LTF หรือ RMF กลับมาอีกครั้ง โดยปัจจุบันเม็ดเงินของ LTF ที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยประมาณปีละ 70,000 ถึง 80,000 ล้านบาทต่อปี แต่คำถามหลังจากนี้คือถ้าหาก LTF ไม่ได้สิทธิประโยชน์จากภาษีในสิ้นปี 2562 แล้วจะเกิดอะไรขึ้น

สภาธุรกิจตลาดทุนเตรียมหาทางทดแทน LTF

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานปี 2561-2562 เตรียมศึกษาความเป็นไปได้สำหรับการออกกองทุนประเภทใหม่ เพื่อทดแทน LTF ที่หมดสิทธิทางภาษีในสิ้นปีหน้า โดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทยจะไม่ขอขยายอายุสิทธิทางภาษีต่อ

ในปี 2559 กระทรวงการคลังได้ต่อสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ LTF อีกรอบ แต่ได้ยืดอายุกองทุนไปเป็น 7 ปีปฏิทิน จึงจะสามารถลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้พึงประเมินเฉพาะส่วนไม่เกิน 500,000 บาท นอกจากนี้ในปีเดียวกันนายกรัฐมนตรีเคยให้หน่วยงานต่างๆ ศึกษานโยบายให้ประชาชนลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานทดแทน LTF มาแล้วด้วย

ภาพจาก Shutterstock

สภาธุรกิจตลาดทุนไทยมอง LTF เอื้อต่อคนไม่กี่กลุ่ม

โดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทยมองว่าควรเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนใหม่ เน้นดึงผู้มีรายได้ปานกลางและรายได้น้อย เข้าสู่ตลาดทุน ซึ่งรวมไปถึงจะเป็นการผลักดันให้ประชาชนทุกระดับใส่ใจการลงทุนระยะยาว เพราะ LTF เอื้อผลประโยชน์แก่ผู้มีรายได้ปานกลางและรายได้สูงมากกว่า

สมาคมเองกำลังศึกษากองทุนที่ให้ประชาชนได้ลงทุนแทนที่ LTF โดยกำลังปรึกษากับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมไปถึงสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้เตรียมลู่ทางที่จะรองรับเม็ดเงินของ LTF กว่า 390,000 ล้านบาท ที่จะไหลออกจากตลาดหุ้นไทยด้วย

RMF และเงื่อนไขที่หยุมหยิม

ในช่วงที่ผ่านมาถึงแม้ว่ารัฐบาลจะต่อประโยชน์ทางภาษีให้กับ LTF ก็ตาม แลกกับอายุกองทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการออมเงินในระยะยาวที่ดีที่สุดที่ทำได้คือการซื้อกองทุนอย่าง RMF แถมยังช่วยสร้างนิสัยที่ดีในการลงทุนเป็นประจำอีกด้วย

แต่ปัญหาคือประชาชนส่วนใหญ่มองว่า RMF เหมือนเป็นการลงทุนที่ยาวนานเกินไป เพราะว่าถ้าหากจะไถ่ถอนกองทุนได้ต้องมีอายุ 55 ปีขึ้นไป กลายเป็นว่าผู้ลงทุนใน RMF ส่วนใหญ่มีอายุ 35-40 ปีขึ้นไปลงทุนแทน ซึ่งเป้าหมายใหญ่ในการลงทุน RMF คือเน้นกลุ่มวัยรุ่นวัยทำงาน เพื่อที่จะได้มีเงินใช้ในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องของเงื่อนไขในการลงทุน RMF ที่เงื่อนไขค่อนข้างหยุมหยิม ประชาชนทั่วไปเข้าใจค่อนข้างยาก และถ้าหากทำผิดเงื่อนไขการลงทุนจะต้องโดนภาษีจากส่วนกำไรที่ได้อีกต่างหาก กลับกลายเป็นว่าทำให้ยากต่อการลงทุนเข้าไปอีก

ภาพจาก Shutterstock

อาจต้องปรับใหม่

ถ้าหากสภาธุรกิจตลาดทุนต้องการที่จะให้ประชาชนทั่วๆ ไปสามารถเข้าถึงการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น ซึ่งพิสูจน์มาแล้วว่าให้ผลตอบแทนที่ดี สร้างความมั่งคั่งได้ เรื่องนี้อาจต้องมีการปฏิรูปการลงทุนในกองทุนเหล่านี้เช่นกฏหรือข้อระเบียบที่เข้าใจได้ง่ายมากขึ้น

กองทุนใหม่ที่มาทดแทน LTF อาจมีเงื่อนไขที่ลดน้อยลง เข้าใจง่ายในการลงทุน แต่อาจมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น้อยกว่าเดิมเล็กน้อย (แต่สิทธิต่างๆ ดีกว่ากองทุนเปิดทั่วๆ ไป) ก็อาจเป็นการสร้างแรงจูงใจที่ทำให้ประชาชนสามารถลงทุนในหุ้นไทยอีกทางได้ ส่วนเม็ดเงินเกือบๆ 4 แสนล้านบาทก็อาจแปลงร่างไปเป็นกองทุนใหม่ ซึ่งลดผลกระทบจากเงินไหลออกจากตลาดได้

ที่มาRYT9, สำนักข่าวไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/fetco-study-about-if-treasury-department-not-approve-ltf/

10 ปีหลังวิกฤติการเงินทั่วโลก ปัจจัยอะไรที่อาจทำให้เกิดวิกฤติการเงินได้อีกครั้ง

Brand Inside วิเคราะห์เรื่องวิกฤติการเงินครั้งใหม่ว่าอะไรที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤติครั้งนี้ หลังจากที่เราได้ผ่านพ้นวิกฤติการเงินของปี 2008 มาแล้ว 10 ปี ซึ่งนักลงทุนเริ่มค้นหาสาเหตุของวิกฤติครั้งใหม่ว่าจะเกิดจากอะไร

ภาพจาก Shutterstock

10 ปีหลังจากเหตุการณ์ Lehman Brothers ล้มก่อให้เกิดวิกฤติการเงินทั่วโลก ตลาดหุ้นตก รวมไปถึงเศรษฐกิจโลกที่ปัจจุบันที่กำลังกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะครบรอบ 10 ปีไปแล้ว แต่นักลงทุนก็เริ่มมีความวิตกกังวลว่าวิกฤติการเงินครั้งใหม่กำลังอาจเกิดขึ้น

โดยก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์จาก JPMorgan ได้วิเคราะห์ถึงตัวเร่งที่จะทำให้เกิดวิกฤติไปแล้ว แล้วอะไรที่อาจเป็นปัจจัยที่อาจทำให้เกิดวิกฤติการเงินรอบใหม่ได้บ้าง?

ภาพจาก Shutterstock

ธนาคารกลางสหรัฐ

สาเหตุหลักๆ ที่นักลงทุนมีความมั่นใจอย่างมากว่าวิกฤติครั้งใหม่อาจมาจากธนาคารกลางสหรัฐ โดยเฉพาะการประกาศขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา และในปีหน้าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า 1-2 ครั้ง ซึ่งเป็นแรงกดดันทำให้เกิดวิกฤติการเงินได้ เพราะว่าต้นทุนทางการเงินในการระดมทุน รวมไปถึงการทำธุรกิจทั่วโลกเพิ่มขึ้นทันที

นอกจากนี้ถ้าหากธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องอาจสร้างผลกระทบมาที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทันที เนื่องจากธนาคารกลางเหล่านี้ต้องขึ้นดอกเบี้ยตามด้วย

ภาพจาก Shutterstock

จีน

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจีนมีการเติบโตของเศรษฐกิจสูงมาก โดยเติบโตเฉลี่ยเกิน 6% ยกเว้นในช่วงหลังจากที่เกิดสงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกาอาจเป็นความเสี่ยงที่ทำให้เศรษฐกิจของจีนเติบโตได้ช้าลง จนอาจทำให้รัฐบาลต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายของธนาคารกลางจีนเพิ่ม

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเรื่องของปัญหาหนี้ในประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นหนี้ของรัฐวิสาหกิจภายในจีน และยังรวมไปถึงหนี้ของเอกชนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงปัญหา Shadow Banking ที่กดดันเศรษฐกิจจีนด้วย ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลจะพยายามลดความเสี่ยงในเรื่องนี้ก็ตาม

แต่วิกฤติครั้งต่อไปเป็นไปได้ว่าจีนอาจเป็นตัวละครหลักในเรื่องนี้ได้

ภาพจาก Shutterstock

กลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets)

ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มประเทศเกิดใหม่ ประสบปัญหาเศรษฐกิจอ่อนแอ โดยเริ่มต้นจากที่บราซิล ต่อมาเราก็ได้เห็นเหตุการณ์นี้กับประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น อาร์เจนตินา ตุรกี รวมไปถึงเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่าง อินโดนีเซีย ที่มีปัญหาในเรื่องค่าเงินอ่อนค่า รวมไปถึงหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศโดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่าธนาคารกลางสหรัฐกำลังจะขึ้นดอกเบี้ย ย่อมเป็นแรงกดดันกับประเทศเหล่านี้

ยังมีประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มที่อาจต้องจับตามองไม่ว่าจะเป็น โคลอมเบีย แอฟริกาใต้ อินเดีย เม็กซิโก โปแลนด์ ชิลี และรวมไปถึงเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ กดดันเช่น การไหลออกของเงินทุน ที่อาจเป็นตัวเร่งทำให้เศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ย่ำแย่จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤติการเงินอีกรอบ

ภาพจาก Pixabay

หนี้ทั่วโลก

IMF ได้ประมาณตัวเลขหนี้เมื่อปลายปี 2017 ว่าหนี้ทั่วโลกมีมูลค่า 182 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าเมื่อก่อนเกิดวิกฤติทางการเงินเมื่อ 10 ปีที่แล้วถึง 60% โดยหนี้ของประเทศที่เป็นหัวหลักของเศรษฐกิจโลก 31 ประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 61% ของ GDP โลก มีหนี้รวมกันประมาณ 101 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ยังมีหนี้ของบริษัทต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา สัดส่วนหนี้ (Debt Ratios) ของบริษัทเอกชนต่างๆ ได้เพิ่มสูงขึ้นกำลังจะทำสถิติใหม่ในรอบ 30 ปี และเรื่องนี้กำลังสร้างความเป็นห่วงไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน

ความกังวลในเรื่องนี้จะเห็นได้จากการประชุมล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่ประชุมที่ประเทศอินโดนีเซียในสัปดาห์นี้ ที่กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้นว่ารัฐบาลแต่ละประเทศจะต้องเริ่มทำความเข้าใจเรื่องหนี้และจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

ภาพจาก Pixabay

ยังมีปัจจัยอื่นๆ

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดวิกฤติครั้งต่อไปได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น

  • ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอีกครั้ง
  • สงครามการค้า
  • Brexit

อย่างไรก็ดีปัจจัยที่กล่าวมาอาจไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของวิกฤติก็เป็นได้ แต่ความเป็นไปได้ของปัจจัยเหล่านี้ที่จะเป็นตัวละครเสริมของวิกฤติครั้งต่อไปถือว่ามีสูงมากเลยทีเดียว

ที่มาAsahi Shimbun, Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/10-years-after-financial-crisis-what-is-main-effect-for-next-crisis/

Tencent ลงทุนอะไรไปแล้วบ้าง หรือว่าการลงทุนเหล่านี้คือไม้ตายสุดท้ายของบริษัท

ถึงแม้ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาของ Tencent จะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ค่อยดีของบริษัทเท่าไหร่นัก แต่การลงทุนของบริษัทที่มีหลากหลายรูปแบบอาจเป็นไพ่ใบสุดท้ายของบริษัท สามารถนำไปต่อยอดในการลงทุนอื่นๆ ได้ แม้ว่าจะโดนข้อครหาว่าหมดไอเดียในการพัฒนาเทคโนโลยีก็ตาม

ภาพจาก Shutterstock

Tencent บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีนได้ลงทุนไปกับสตาร์ทอัพ รวมไปถึงบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเป็นเม็ดเงินมูลค่ามหาศาลในช่วงที่ผ่านมา โดยข้อมูลจาก Nikkei บริษัทมีสัดส่วนเงินลงทุนมากถึง 28% ของสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นที่มีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีข่าวว่าบริษัทเทคโนโลยีของจีนไม่ว่าจะเป็น JD.com ไม่เว้นแม้แต่คู่แข่งอย่าง Alibaba จะเริ่มลดเม็ดเงินในการลงทุนสตาร์ทอัพลง อย่างไรก็ดีเม็ดเงินที่ลงทุนไปแล้วก็นับว่าเป็นจำนวนที่มากอยู่ดี

มารู้จักกับ Tencent ได้จากบทความของ Brand Inside

เคราะซ้ำกรรมซัดในปีนี้

Tencent ถือว่าเป็นบริษัทที่โชคไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักในปีนี้ โดยปีนี้มูลค่าตลาดของบริษัทได้หายไปเป็นมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท โดยสาเหตุหลักๆ คือรายได้ของบริษัทที่พึ่งพากับเกมออนไลน์ในประเทศจีนเริ่มประสบปัญหาเมื่อรัฐบาลจีนเริ่มที่จะควบคุมเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งเราได้เห็นการลงมือของบริษัทเช่น การเล่นเกมต้องลงทะเบียนด้วยชื่อจริงๆ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของกำไรบริษัทที่ลดลงครั้งแรก ทำให้บริษัทต้องปรับแผนธุรกิจครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการที่เน้นลูกค้าองค์กรมากขึ้น ปรับแผนการทำธุรกิจหลายๆ อย่าง และต้องเริ่มตอบสนองต่อนักลงทุนมากขึ้นด้วย หลังจากที่นักวิเคราะห์เริ่มมีมุมมองไม่สดใสเหมือนในอดีต

ทางการจีนเริ่มเข้มงวดกับการเล่นเกมมากขึ้น ซึ่งกระทบกับ Tencent แบบเต็มๆ (ภาพจาก Shutterstock)

แผนการลงทุนของบริษัทที่ลงทุนไปเรื่อยๆ?

Pan Luan คอลัมนิสต์ของ CNN มองว่า กลยุทธ์การลงทุนในบริษัทต่างๆ ของ Tencent คือ “ไม่มีแผนการในการลงทุน” โดยมองว่าในช่วงที่ผ่านมายักษ์ใหญ่รายนี้ได้ลงทุนไปหมดทุกอย่าง โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพที่กำลังเติบโตดูจะเป็นที่ชื่นชอบของบริษัทมาก และยังมีบริษัทอื่นๆ ที่ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีด้วย

การลงทุนของ Tencent มีทุกรูปแบบมีตั้งแต่ลงทุนตั้งแต่บริษัทเริ่มต้น ไล่ไปจนถึงก่อนที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ ส่วนทางด้านสัดส่วนการลงทุนของบริษัทมีแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยในบริษัทนั้นๆ รวมไปถึงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่

Tencent ลงทุนอะไรไปบ้างแล้ว

ข้อมูลจาก Crunchbase ปัจจุบัน Tencent ได้ลงทุนกับสตาร์ทอัพ รวมไปถึงบริษัทเทคโนโลยีประมาณ 270 บริษัท ถือว่าเยอะมากๆ Brand Inside รวบรวมบริษัทที่น่าสนใจ ซึ่ง Tencent ได้ลงทุนในช่วงที่ผ่านมา

  • Tesla บริษัทลงทุนประมาณ 5%
  • Spotify บริษัทลงทุนประมาณ 9%
  • Snap บริษัทลงทุนประมาณ 15%
  • SEA เจ้าของ Shopee รวมไปถึง Garena โดยบริษัทเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่
  • Meituan-Dianping สตาร์ทอัพส่งอาหารที่พึ่งจะ IPO ไปสดๆ ร้อนๆ
  • We Doctor สตาร์ทอัพทางด้านสุขภาพ ซึ่ง IPO ไปในปีนี้
  • China Literature แอพอ่านนิยายชื่อดัง ซึ่ง IPO ไปในปีนี้
  • Nio สตาร์ทอัพรถยนต์ไฟฟ้า โดยคาดว่าจะเป็นคู่แข่งของ Tesla
  • Uber
  • Lyft
  • Go-Jek
  • Ola
  • Riot-Games
  • Flipkart E-commerce รายใหญ่ซึ่งเป็นคู่แข่งในประเทศอินเดียของ Amazon
  • YG Entertainment ค่ายเพลงใหญ่ของประเทศเกาหลี

ล่าสุดยังมี Tencent Music Entertainment ซึ่งบริษัทกำลังเตรียมที่จะ IPO โดยตั้งเป้าระดมทุนให้ได้ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐอีกด้วย

SEA หนึ่งในบริษัทที่ Tencent ลงทุนแล้วประสบความสำเร็จในการ IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ (ภาพจาก SEA Group)

ไม่ใช่แค่บริษัทเทคโนโลยี

นอกจากนี้บริษัทยังได้ลงทุนในบริษัทอื่นๆ นอกจากบริษัทเทคโนโลยีด้วย ไม่ว่าจะเป็น

จะเห็นได้ว่าการลงทุนของ Tencent มีมากมายจริงๆ และมีหลากหลายอุตสาหกรรมที่ลงทุนอีกด้วย

China Unicom เป็นหนึ่งในบริษัทที่ Tencent เองลงทุนด้วย (ภาพจาก Shutterstock)

ไพ่ใบสุดท้าย?

ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้รับเสียงตอบรับที่ไม่ค่อยดีนักจากนักลงทุน นักวิเคราะห์ รวมไปถึงสื่อ ว่าบริษัทอาจหมดความคิดในการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ไปแล้ว และกำลังจะกลายเป็นบริษัทที่เน้นด้านลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพหรือแม้แต่บริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ แทน

แต่ก็ไม่แน่ว่าการลงทุนในบริษัทเหล่านี้อาจเป็นไพ่ไม้ตายใบสุดท้าย ซึ่งบริษัทหลายๆ แห่งที่ Tencent ลงทุน (และหลายๆ แห่งบริษัทเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ด้วย) สามารถผลักดันให้เข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อที่จะปลดล็อกหรือขายทำกำไรจากการลงทุนและนำเงินไปลงทุนต่อยอดกับบริษัทอื่นๆ แทน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tencent-tech-startup-investment-and-whats-about-plan/

Tencent ลงทุนครั้งแรกในฟิลิปปินส์ ประเดิมเงินอัดฉีดก้อนแรก 175 ล้านดอลล์

Tencent ประกาศตกลงซื้อหุ้นบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติฟิลิปปินส์ชื่อ Voyager อย่างเป็นทางการ แม้จะมีตำแหน่งเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย แต่คาดว่าหุ้น Voyager ที่ Tencent ถือไว้ในมีจำนวนไม่น้อย คาดว่าอาจมีมูลค่าสูงถึง 175 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนแผนขยายธุรกิจสู่ฟิลิปปินส์ที่น่าสนใจครั้งล่าสุดของ Tencent

Tencent บริษัทสัญชาติจีนที่รู้จักกันดีในฐานะต้นสังกัด WeChat และบริษัท KKR ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Tencent ที่เน้นพิจารณาการลงทุนทั่วโลก สำหรับดีลที่เกิดขึ้น ถือว่าไตรมาสนี้เป็นไตรมาสแรกที่ Tencent ลงทุนเต็มตัวในฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการ และเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้กับ Alibaba ยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนที่ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

Voyager คือใคร

สำหรับ Voyager นั้นเป็นผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม fintech ที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือระบบกระเป๋าสตางค์บนมือถือ PayMaya ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ชาวฟิลิปปินส์รู้จักมากที่สุด PayMaya ช่วยให้ชาวฟิลิปปินส์ส่งเงิน ซื้อสินค้า และชำระค่าบริการออนไลน์ รวมถึงเติมเงินโทรศัพท์

รายงานระบุว่า PLDT โอเปอเรเตอร์ยักษ์ใหญ่ผู้ครองส่วนแบ่งตลาดครึ่งหนึ่งของวงการโทรคมนาคมฟิลิปปินส์ จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ Voyager แม้ว่าการขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับนักลงทุนรายอื่น อาจลดสัดส่วนการถือครองหุ้นของ PLDT ลงเหลือน้อยกว่า 50% โดยการระดมทุนของ Voyager ครั้งนี้ถือเป็นการระดมทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท

จุดนี้มีรายงานว่า การระดมทุนของ Voyager ด้วยการขายหุ้นเกิดขึ้นเนื่องจาก PLDT วางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคมแบบเดิม ทำให้บริษัทตัดสินใจจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่สินทรัพย์หลัก ซึ่งก่อนหน้านี้ PLDT ยังขายหุ้นในบริษัท Rocket Internet ของเยอรมนีทิ้งไปในเดือนพฤษภาคมด้วย

โอกาสในการลงทุน

PLDT เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่ากำลังมองหาผู้ลงทุนใหม่ใน Voyager ซึ่งรายงานผลขาดทุนครึ่งปีแรก 2018 ราว 24 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้จะขาดทุน แต่ดีกรีของ Voyager ที่นอกเหนือจาก PayMaya แล้ว Voyager ยังเป็นเจ้าของเครือข่ายการโอนเงินผ่านมือถือ Smart Padala ตลาดสินเชื่อออนไลน์ Lendr และบริการแลกรางวัลอินเทอร์เน็ตฟรี Freenet app ทั้งหมดนี้จะทำให้ Tencent มีจุดยืนเพื่อแข่งขันกับเพื่อนร่วมชาติอย่าง Alibaba ในตลาดโมบายเพย์เมนต์ฟิลิปปินส์ได้

เหตุผลเป็นเพราะ Voyager เป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Mynt ซึ่ง Alibaba เข้าถือหุ้นใน Mynt แล้วในนามบริษัท Ant Financial ผู้มีดีกรีเป็นต้นสังกัดระบบกระเป๋าสตางค์บนมือถือที่ใหญ่ที่สุดในจีนอย่าง Alipay

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ในวงการเพย์เมนต์ฟิลิปปินส์ถือว่าซ่อนเงื่อนเล็กน้อย เพราะ Mynt ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัท Globe Telecom ซึ่งเกี่ยวข้องกับ PLDT อยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่เราสามารถสรุปได้คือวันนี้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนกำลังทุ่มเงินลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะต้องซื้อหุ้นจากกระเป๋าไหนก็ตาม

ทั้งหมดนี้เพราะจีนต้องการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากกว่า 600 ล้านคนและชนชั้นกลางที่กำลังเพิ่มขึ้นในอาเซียน โดยขณะนี้ Alibaba เป็นเจ้าของบริษัทอีคอมเมิร์ซอย่าง Lazada และได้ลงทุนใน Tokopedia ของอินโดนีเซียแล้ว พร้อมกับลงทุนในบริษัท Ascend Finance ในกรุงเทพฯ และบริษัท M-Daq ในสิงคโปร์ ทั้งหมดนี้เป็นการลงทุนที่นอกเหนือจาก Mynt ของฟิลิปปินส์

ในทางกลับกัน Tencent เป็นเจ้าของอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ JD ซึ่งเริ่มทำตลาดจริงจังในอินโดนีเซียและไทย ขณะเดียวกันก็ลงทุนใน Go-Jek ที่คนไทยเริ่มได้เห็นบริการหนาตาขึ้นแล้วในนาทีนี้.

ที่มา: : TIA

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/10/tencent-first-investment-philippines/

AWS เตรียมลงทุน 32,000 ล้านบาทในอินโดนิเซีย ขยายฐานรุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

The Straits Times ได้ออกมารายงานถึงแผนการลงทุนในอินโดนีเซียของ AWS ที่จะมีมูลค่าสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญหรือราวๆ 32,000 ล้านบาท เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในการเติบโตของตลาดอินโดนีเซียที่ถือว่ามีความรวดเร็วโดดเด่นในภูมิภาคเดียวกัน และยังเป็นการเร่งรุกให้ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตไปด้วย

 

Credit: AWS

 

การลงทุนครั้งนี้จะเป็นการลงทุนต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปี โดย Tempo News ที่เป็นแหล่งข่าวได้ระบุว่า Werner Vogels ได้นำเสนอแผนการนี้แก่ Joko Widodo ประธานาธิบดีแห่งอินโดนีเซียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อให้บริการ AWS แก่เหล่าภาคธุรกิจและหน่วยงานรัฐในอินโดนืเซียได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจากการสำรวจของ Statista ประเทศอินโดนีเซียจะมีแนวโน้มด้านการลงทุนใช้งานบริการ Cloud ในปีนี้สูงถึง 1,300 ล้านเหรียญหรือราวๆ 41,600 ล้านบาทเลยทีเดียว

ก้าวนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญทางยุทธศาสตร์ของ AWS เนื่องจากเป็นการลงทุนต่อเนื่องจากการเปิด Data Center เพิ่มเติมในสิงคโปร์ อีกทั้ง Amazon เองก็ยังต้องแข่งขันกับ Alibaba ที่เริ่มขยายบริการและมีการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีในภูมิภาคนี้อย่างดุเดือด ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา Alibaba Cloud เองก็ได้มีการชิงเปิด Data Center ในอินโดนีเซียไปก่อนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ที่มา: https://www.straitstimes.com/asia/se-asia/amazon-planning-14-trillion-rupiah-investment-in-indonesia

from:https://www.techtalkthai.com/aws-will-invest-32000-million-thb-in-indonesia/

Grab ได้รับเงินลงทุนเพิ่มอีก 1,000 ล้านดอลลาร์ นำไปลงทุนในอินโดนีเซียเพิ่มเติม

หลังได้รับเงินลงทุนจาก Toyota ไป 1,000 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมิถุนายน ล่าสุด Grab ได้รับเงินลงทุนเพิ่มเติมอีก 1,000 ล้านดอลลาร์จาก Ping An Capital และ Lightspeed Venture Partners บริษัทลงทุนจากจีรและสหรัฐตามลำดับ

Ming Maa ประธานของ Grab ระบุว่าจะนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนเพิ่มเติมในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท พร้อมตั้งเป้าด้วยว่า ปีนี้รายได้ของบริษัทน่าจะแตะถึง 1,000 ล้าน ซึ่งจะเป็นบริษัทแรกในภูมิภาค

ที่มา – Bloomberg

No Description

from:https://www.blognone.com/node/104315