คลังเก็บป้ายกำกับ: IOS

local.jpg

AnTuTu ประกาศผลทดสอบ 10 อันดับ อุปกรณ์ทำคะแนนสูงสุดประจำปี 2016

ในที่สุดก็ออกมาแล้วครับสำหรับผลทดสอบ 10 อันดับอุปกรณ์ทำคะแนนสูงสุดประจำปี 2016 จาก AnTuTu โดยข้อมูลทั้งหมดที่ทุกท่านกำลังจะได้เห็นกันนี้ ต้องบอกไว้ก่อนนะครับว่าเป็นของ AnTuTu เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับ Benchmark ของที่อื่นๆ ซึ่งถ้าถามว่าอุปกรณ์ที่ได้ที่ 1 ของตารางเป็นสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดแห่งปี 2016 เลยหรือไม่ ? จะตอบว่า ” ใช่ ” ก็ไม่ผิดหรอกครับ แต่ดีที่สุดสำหรับทุกๆคนหรือไม่ ? ตอบได้เลยครับว่า ” ไม่ ”

แต่เอาเป็นว่าถ้าวัดกันด้วยผลคะแนนแล้วล่ะก็ อันดับ 1 ของ AnTuTu ก็คืออุปกรณ์ที่มีคะแนน Benchmark เฉลี่ยสูงที่สุดในรอบปี 2016 ที่ผ่านมานั่นเองครับ เราไปดูกันเลยดีกว่าว่าสมาร์ทโฟนในมือของแต่ละคนมีผลคะแนนอยู่อันดับที่เท่าไรกันบ้าง…

TOP 10 สมาร์ทโฟนทำคะแนนสูงสุดประจำปี 2016

จะเห็นได้ว่าอันดับ 1 ตกเป็นของ  iPhone 7 Plus ด้วยคะแนนสูงถึง 181,316 คะแนน ตามมาติดๆด้วย iPhone 7 ที่ทำได้สูงถึง 172,001 คะแนน (ของเขาแรงจริงๆ) และอันดับ 3 ตกเป็นของ OnePlus 3T ด้วยคะแนน 163,013 คะแนน

TOP 10 สมาร์ทโฟน Android ทำคะแนนสูงสุดประจำปี 2016

พอแยกออกมาเป็น TOP 10 ของฝั่ง Android อย่างเดียว อันดับที่ 1 จึงไปตกเป็นของ OnePlus 3T ที่รั้งอันดับ 3 ในตารางก่อนหน้านี้ และตามมาด้วยอันดับ 2 และ 3 คือ LeEco Le Pro 3 และ Moto Z โดยในตารางนี้จะเริ่มเห็น Google Pixel XL และ Google Pixel มาติดอันดับ 9 กับ 10 แล้วครับ

TOP 10 สมาร์ทโฟน iOS ทำคะแนนสูงสุดประจำปี 2016

สำหรับอันดับ 1 ของ iOS ในปี 2016 คงไม่มีใครแรงเกิน iPad Pro 12.9″ แล้วล่ะครับที่ทำคะแนนได้สูงถึง 194,838 คะแนน ส่วนอันดับ 2 และ 3 ตกเป็นของ iPhone 7 Plus และ iPad Pro 9.7″ ตามลำดับเลย

ปล. สมาร์ทโฟนที่จะขึ้นมาติดในลิสต์นั้นจะต้องถูกทดสอบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2,000 ครั้ง

from:https://www.appdisqus.com/2017/01/17/antutu-releases-the-top-ten-scoring-phones-of-2016-samsung-models-fail-to-appear.html

local.jpg

ปราการความปลอดภัย Find My iPhone ถูกทำลาย! เครื่องหายแต่ถูกปลดล็อคได้

Find My iPhone เป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่ขึ้นชื่อของฝั่ง iOS ที่หลายๆคนเคยได้ยินเรื่องเครื่องหายก็สามารถตามเครื่องเจอได้ หรือล็อคเครื่องไม่ให้ใช้ได้ ทำให้ใครก็ตามที่ได้เครื่องไป ไม่สามารถทำอะไรกับตัวเครื่องได้เลย แม้จะทำการรีเซ็ตตัวเครื่องใหม่ก็ตาม เพราะเมื่อเปิดขึ้นมาตัวเครื่องก็จะติด Activation Lock หรือที่เรามักจะเรียกกันติดปากว่า “ติด iCloud” แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าชื่อเสียงนี้จะสั่นคลอน เพราะเริ่มมีการพบว่าเครื่องที่ถูกขโมยไปนั้น ถูกปลดล็อคได้โดยเจ้าของบัญชีไม่ได้ยินยอม!!?!

โดยเรื่องเครื่องติด iCloud นี้หลังจากที่มีข่าวเรื่อง FBI ขอร้อง Apple ให้ช่วยปลดล็อคเครื่อง iPhone ของคนร้าย ก็ทำให้หลายๆคนรู้สึกมั่นใจมากว่า Find my iPhone นี่คือสุดยอดแห่งความปลอดภัย ใครขโมยเครื่องไปก็ไม่สามารถปลดล็อคได้นั้น ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นเรื่องตลก และเป็นเหมือนข่าว PR ของทาง Apple ที่ร่วมมือกับ FBI ไปซะอย่างงั้น เมื่อมีคนพบว่าเครื่อง iPhone หายไปก็ถูกปลดล็อคได้แบบไม่ยากเย็น แถมยังมีการประกาศรับปลดล็อคอย่างโจ่งครึ่มอีกเสียด้วยซ้ำไป 

ซึ่งส่วนตัวมีคนรู้จักที่ถูกขโมยเครื่อง iPhone ไปและการใช้ Find My Phone ก็ไม่ได้ช่วยป้องกันอะไรได้เลย จึงขอยกตัวอย่างเคสเหล่านี้มาให้ได้ทราบกันนะครับ

เรื่องแรก ผู้ใช้งานท่านหนึ่งใน Pantip ได้มาบอกเล่าเรื่องราวของตนเอง หลังจากถูกมือดีขโมย iPhone 7 Plus จากกระเป๋าเสื้อไปในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และ iPhone 7 Plus ของเธอถูกเจ้ามือดีนำไปปลดล็อคให้เป็นเครื่องใหม่ไปเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ตัวเครื่องจะยังติด Activation Lock จาก Find My Phone อยู่ก็ตาม

โดยทางเจ้าของเครื่องได้เล่าว่า หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ตัวเขาก็ได้ไปติดต่อเดินเรื่องกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งได้แจ้งความ และติดต่อไปยังผู้ให้บริการเครือข่ายในการขอความร่วมมือช่วยค้นหาตัวเครื่องเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเธอได้ติดตามความเคลื่อนไหวต่างๆ ของฝ่ายโจรส่วนหนึ่งจากระบบ “Find My Phone” ที่ไม่ว่าจะดูกี่ครั้งกี่เวลา ก็ยังแสดงสถานะ Offline ของตัวเครื่องอยู่อย่างนั้น 

จนเวลาผ่านไปได้ 2 อาทิตย์ ก็มี SMS ส่งเข้ามาหาเธอ โดยในข้อความได้มีการระบุลิงค์ที่อ้างว่า เป็นสถานที่ล่าสุดที่ตัวเครื่องเปิดขึ้นใช้งาน ซึ่งเมื่อกดลิงค์เข้าไป ก็จะลิงค์ไปที่หน้าเบราเซอร์ของ Safari พร้อมกับให้ใส่ Apple ID ด้วย ซึ่งตรงจุดนี้ทางเจ้าของก็ได้ฝากบอกไปยังผู้ใช้งานอีกหลายคนให้ทราบว่า หากมี SMS ดังกล่าวเข้ามา เราไม่ควรที่จะเปิดดู เพราะหากเรากดเข้าไปแล้วและได้ใส่ Apple ID ลงไป ก็จะทำให้ฝั่งคนร้ายสามารถปลดล็อคตัวเครื่องจากการติด iCloud ได้ทันที เพราะขั้นตอนการแจ้งของ Find My Phone นั้น จะแจ้งรายละเอียดไปยังอีเมล์ที่เป็นลงทะเบียนไว้เท่านั้น

 

อย่างไรก็ดีเธอไม่ได้พลาดใส่ข้อมูล Apple ID หรือ Password อันนี้เข้าไปแต่อย่างใด และหลังจากนั้นเธอยังคงพยายามติดตามตัวเครื่องต่อกับทาง AIS ที่เป็นผู้จำหน่าย ก็พบว่าตัวเครื่องได้ถูกปลดล็อคให้เป็นเครื่องใหม่เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ตัวเครื่องจะยังคงติด Passcode (รหัสที่ใช้ปลดล็อคหน้าจอ), Lost mode และ Activation lock อยู่ก็ตาม รวมทั้งยังมีคนพยายามที่จะเข้าถึงบัญชี iCloud ของเธอด้วย โดยเป็นการแจ้งเตือนว่ามีความพยายามจะเข้าใช้งานจากประเทศอเมริกา?!?

ที่มา : Pantip (เจ้าของเรื่อง ต่ายหมายจันทร์)

เรื่องที่สอง เป็นของเพื่อนที่ถูกขโมย iPhone ในโรงหนัง ซึ่งก็รีบ Login เข้า Find my iPhone เช่นกัน และก็มีเรื่องราวคล้ายๆเรื่องบนที่มีลิงก์ส่งเข้ามาหลอกเราให้ใส่ username และ password เช่นกัน แต่เรื่องมันไม่จบเท่านั้น เพราะหลังจากที่โจรรู้ว่าหลอกเจ้าของเครื่องด้วยลิงก์ไม่ได้ กลับไม่ยอมแพ้และวัดใจด้วยการส่งข้อความเข้ามาคุยกับเจ้าของเครื่องแทน ซึ่งผมขอสรุปเป็นลำดับในการหลอกจากคนร้ายให้ได้อ่านกันประมาณนี้นะครับ

  1. บอกว่าเป็นเจ้าของร้านมือถือที่คนร้ายเอาเครื่องมาฝากปลดล็อค
  2. หลอกให้เราเข้าใจว่าเค้าหวังดี อยากเอาเครื่องคืนจากคนร้ายให้ โดยให้มาที่ร้าน
  3. ส่งลิงก์ตำแหน่งร้านปลอมมาให้ ซึ่งถ้าเราคลิกเข้าไปก็ “อาจ” จะทำให้เครื่องถูกปลดล็อคได้ทันที
  4. หลังจากนั้นก็ยังพยายามคุยวกไปวนมาเพื่อให้เราเชื่อใจต่อไป
  5. ยื่นข้อเสนอว่าสนใจจะซื้อเครื่องคืนมั้ย
  6. หรือสั่งปลดล็อคเครื่อง iPhone ให้เค้าเลยในราคาเท่านั้นเท่านี้

ตามข้อ 5-6 ถ้าเราตกลงโอนเงินไปให้เค้า ก็ยังไม่มีการยืนยันว่าเราจะได้เงินหรือเครื่องคืนแต่อย่างใด

ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้จบลงตรงที่ เจ้าของเครื่องทั้งสองคนได้สูญเสียตัวเครื่องไปเรียบร้อย พร้อมทั้งยังไม่ได้รับการยืนยันใดๆ ว่าข้อมูลทั้งหมดที่เชื่อมต่อไว้กับ Apple ID จะได้รับการปกป้องหรือไม่? ก็หวังว่าทาง Apple จะรับทราบเรื่องและหาทางอุดช่องโหว่ในการเจาะครั้งนี้ลงให้ได้

อย่างไรก็ดีจากกรณีศึกษาทั้งสองนี้ เราไม่ได้ต้องการจะ discredit อะไร แต่แค่ต้องการจะเตือนเพื่อนๆว่าอย่าถึงกับไว้ใจระบบ Find My Phone ขนาดนั้น เพราะเอาจริงๆ ไม่มีระบบไหนที่มันปลอดภัย 100% หรอก ทางที่ดีหมั่น Backup ข้อมูล และอย่าเก็บข้อมูลความลับสำคัญๆเอาไว้ในเครื่อง เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเครื่องเราจะหายเมื่อไหร่ และคนร้ายจะเก่งเพียงใดครับ ถ้าเราโชคดี ทำเครื่องหายและคนที่เก็บได้มีจิตใจดี เค้าก็ยินดีคืนเครื่องให้อยู่แล้ว แต่ถ้าเค้าคิดจะเอาไปจริงๆ ยังไงเค้าก็จะหาทางจัดการได้อยู่วันยังค่ำล่ะครับ

เรื่องรูปขอแนะนำให้ Backup ขึ้น Google Photos กันนะ ใช้ง่ายและสะดวกดีมากเลย

ขอแนะนำข้อควรปฎิบัติเมื่อโทรศัพท์หายมาให้อ่านกันต่ออีกสักนิดนึงนะ

คลิปโฆษณาดี๊ดีจาก Black Phone 2 ที่จะช่วยสอนให้เรารู้จักวิธีป้องกันตัวเมื่อโทรศัพท์หายไป

from:http://droidsans.com/find-my-iphone-cracked

local.jpg

เกมการ์ด Yu-Gi-Oh! Duel Links พร้อมให้ดาวน์โหลดทั่วโลกแล้ว รองรับทั้ง iOS และ Android

konami-Yu-Gi-Oh-Duel-Links

ค่ายเกม Konami พร้อมส่งเกม Yu-Gi-Oh! Duel Links ให้เจ้าของอุปกรณ์ iOS และ Android ได้ดาวน์โหลดอย่างทางการแล้วใน 150 ประเทศและภูมิภาค หลังจากเปิดให้เล่นเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2016 สามารถทำยอดดาวน์โหลดถึง 5 ล้านครั้งภายใน 2 สัปดาห์ และ 9 ล้านครั้งภายในเวลา 2 เดือน (จำนวนดาวน์โหลดนับรวมทั้ง App Store และ Google Play)

Yu-Gi-Oh! Duel Links มีให้เล่น 2 โหมด คือ Single กับ Multiplayer ในโหมด Single ผู้เล่นจะได้ดวลกับตัวละครใน Yu-Gi-Oh! ที่ชื่นชอบ และถ้าทำภารกิจสำเร็จในแต่ละด่าน ก็จะได้รับของรางวัลที่แตกต่างกัน สำหรับโหมด Multiplayer ผู้เล่นจะได้ดวลกับผู้เล่นคนอื่นๆ จากทั่วโลกผ่านระบบออนไลน์

Yu-Gi-Oh! Duel Links เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี!! บน App Store และ Google Play แต่ถ้าต้องการการ์ดใหม่ๆ อาจต้องเสียเงินซื้อภายในแอพ

Yu-Gi-Oh-Duel-Links-ios

Yu-Gi-Oh-Duel-Links

ที่มา – Phonearena

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=170650

local.jpg

Google เปิดตัวแอพ Toontastic 3D ช่วยให้เด็กสร้างภาพยนตร์อนิเมชั่นได้ง่ายๆ รองรับทั้ง iOS และ Android

Google_Toontastic_3D

Goole ช่วยให้โลกในจินตนาการของเด็กๆ เป็นจริงได้ง่ายๆ ผ่านแอพพลิเคชั่น Toontastic 3D ที่มาพร้อมตัวละคร 3 มิติ หรือสร้างคาแรคเตอร์ของตัวเองได้ง่ายๆ พร้อมด้วยฉากและองค์ประกอบต่างๆ ที่เอื้อให้เด็กนำไปสร้างเป็นอนิเมชั่นสั้นๆ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวตามจินตนาการของตัวเอง

Toontastic 3D มาพร้อมคาแรคเตอร์โจรสลัด หุ่นยนต์แปลงร่างได้ เหล่าวายร้าย และอื่นๆ อีกมากมาย หรือจะสร้างขึ้นมาเองก็ทำได้ไม่ยาก ด้วยเครื่องมือวาดภาพ 3 มิติ รวมถึงนำรูปภาพใบหน้าของตัวเองแทรกเข้าไปในคาแรคเตอร์ต่างๆ นอกจากภาพแล้ว เสียงก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ เด็กๆ สามารถเพิ่มเสียงของตัวเองได้ และมีเสียง Soundtrack ให้เลือกใช้มากมาย นอกจากนี้ยังมีเรื่องสั้นให้เลือก 3 แบบ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวในรูปแบบดิจิตอล

Toontastic 3D เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ววันนี้ ฟรี!! ผ่านทาง App Store และ Google Play

Toontastic-3D-App

Toontastic-3D

App-Toontastic-3D

Google-Toontastic-3D

Toontastic_3D

ที่มา – Google

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=170629

local.jpg

รีวิวหูฟัง AirPods : ประสบการณ์หลังใช้งานจริง 2 อาทิตย์ และ 5 เรื่องที่คุณต้องรู้

airpods_cover

ตอนนี้ AirPods ได้กลายเป็นสินค้าหายากไปแล้ว ทำให้เราอาจจะยังไม่เห็นคนใช้ AirPods กันมากเท่าไหร่ รวมถึงด้วยความที่เปิดตัวมาในราคาที่สูงมาก ๆ จนทำให้หลายคนรู้สึกเสียดายที่จะทำเงินจำนวน 7,000 บาท ไปแลกกับหูฟังไร้สายตัวแรกจาก Apple ที่ไม่รู้ว่าจะไปรอดหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่หลายคนบอกว่าน่าเกลียด ใส่แล้วดูตลก หรือเสี่ยงต่อการหล่นหาย ที่ดูเหมือน Apple จะไม่ค่อยใส่ใจกับการออกแบบซักเท่าไหร่

ทางทีมงาน MacThai ได้สั่งซื้อ AirPods ไปตั้งแต่วันแรกที่เปิดขายและได้ของในช่วงก่อนปีใหม่ หลังกจากที่ได้ลองใช้มาเต็ม ๆ ถึง 2 อาทิตย์ ทีมงานได้เห็นถึงสิ่งที่ตอนแรกไม่ได้คาดคิดเอาไว้ และได้อยากแชร์ประสบการณ์เพื่อเป็นตัวเลือกสำหรับคนที่อยากจะลองเสี่ยงกับเทคโนโลยีใหม่ ที่ไม่มีใครรับประกันว่าจะเกิดหรือจะดับ

:: แกะกล่อง AirPods ::

AirPods นั้นมาพร้อมกับกล่องขนาดเล็ก ตามแบบ Apple ที่เราจะพบเห็นได้ทั่วไป

airpods_1

สิ่งที่มีมาให้ในกล่อง

  • AirPods พร้อมกล่องชาร์จ
  • เอกสารรับประกันและคู่มือการใช้งาน
  • สาย Lightning แบบ 1.5 เมตร (อยู่ด้านในสุดของกล่อง อย่าเผลอทิ้งไปล่ะ)

airpods_2

เมื่อเราหยิบ AirPods ขึ้นมาจากกล่อง AirPods จะถูกใส่ไว้ในกล่องชาร์จ พอเปิดเราจะเห็นแสงไฟ LED ดวงเล็ก ๆ เพื่อบอกสถานะของตัว AirPods และจะเป็นสีเขียวหากชาร์จเต็มแล้ว

1. เชื่อมต่อง่ายและแบตก็ไม่ได้หมดเร็ว

AirPods พูดง่าย ๆ มันก็คือหูฟังแบบปกติที่ใช้เทคโนโลยี Bluetooth ทำให้มันสามารถใช้กับโทรศัพท์ได้แทบทุกรุ่นในโลกที่มี Bluetooth โดยจะมีปุ่มเล็ก ๆ อยู่ที่ด้านหลังเคสที่ใส่ จะใช้ในการกดเพื่อยืนยันว่า นี่คือหูฟังที่เราจะต่อจริง ๆ  (คล้ายกับการต่อ Wifi แบบ WPS)

airpods_9

การเชื่อมต่อง่ายถึงขั้นที่ว่า เมื่อเราต่อกับอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่งแล้ว AirPods จะสามารถใช้กับอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้ Apple ID เดียวกันได้ และสามารถกด connect ได้เลย และราบรื่นมาก ๆ หากมีทั้ง iPhone, iPad, Mac และ Apple Watch สำหรับอุปกรณ์อย่าง Windows และ Android ก็สามารถสลับไปมาได้ง่ายเหมือนกัน (แต่จะใช้ต้อง connect เองผ่าน bluetooth)

airpods_10

แบบนี้คนอื่นจะ Hi-jack หูฟังเราได้ไหม ? แอบเปิดเสียงให้ตกใจ ? ตอบเลยว่าไม่ได้ เพราะการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น ๆ (ที่ไม่ได้ลงด้วย Apple ID เรา) จะต้องให้กดปุ่มหลังเคสค้างเอาไว้ก่อน ทำให้การเชื่อมต่อปลอดภัยพอสมควรไม่ต้องห่วงว่าจะโดน Hi-jack

2. ใส่แล้ว คนมองโคตรเยอะ

หลายคนอาจจะบอกว่าใส่แล้วตลก อันนี้ยอมรับเลยว่าจริง หลังจากที่ได้ใส่ AirPods แล้วเดินตามที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบนรถเมล์หรือรถไฟฟ้า คนจะมองเยอะมาก ๆ จนบางทีก็เขิน ไม่รู้ว่าเขามองว่าเราเท่ที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุด หรือมองเพราะเราดูตลกกันแน่ เพราะว่า AirPods เป็นของใหม่ ด้วยการออกแบบที่เหมือนกับหูฟังแบบเดิมแต่ไม่มีสาย

airpod_8

มันจึงเหมือนกับคนเอากรรไกรมาตัดสายหูฟังตัวเอง (ฮา) จึงเป็นภาพที่แปลกตา ไม่คุ้นชิน แต่อย่าลืมว่าเมื่อก่อน คนที่ใส่หูฟัง Bluetooth ดีไซน์อื่น ๆ ก็ถูกมองทั้งนั้น (และกลายเป็นภาพชินตาไปเอง) ไม่แน่ ถ้า AirPods จะเกิดจริง ๆ อนาคนเราอาจจะได้มองมันเป็นเรื่องปกติก็ได้

airpods_12

 

3. AirPods ไม่ได้หลุดง่ายขนาดนั้น

ถ้าสามารถใส่ EarPods ได้ ก็สามารถใส่ AirPods ได้ไม่หลุดเช่นกัน ให้เข้าใจว่าการที่หูฟังหลุด (ในกรณีที่ใส่หูแล้วแน่น) ไม่ได้เกิดจากมันเลื่อนหลุดเอง แต่เป็นเพราะว่ามันมีสาย ที่เป็นทั้งตัวถ่วงน้ำหนักและเกะกะเวลาเราไปโดน จึงดึงหูฟังให้หลุดออกมาจากหู

จากการทดลองทำกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ปั่นจักรยาน ทำความสะอาดบ้าน เต้น หรือกิจกรรมอื่น ๆ หูฟัง AirPods ก็ไม่ได้หลุดออกมาง่าย ๆ ลองสั่นหัวแรง ๆ ก็ไม่หลุด แต่ถ้าหากเป็นคนที่ใส่ EarPods แล้วหลุดล่ะก็ อย่าได้คิดที่จะซื้อ AirPods มาใช้เลย จะทำให้หล่นหายเปล่า ๆ

airpods_11

ย้อนกลับไปในปี  2012 ที่ Apple ออกแบบ EarPods มาเป็นหูฟังให้กับ iPhone 5 ตอนนั้น Apple ได้สร้างรูปร่างหูฟังแบบนี้ด้วยการทำวิจัยอย่างยาวนาน และได้แสกน “รูปร่างของหูคน” หลายรูปแบบเพื่อสร้าง EarPods ให้ไม่หลุดง่าย Jony Ive กล่าวไว้ว่า การสร้างหูฟังนี้ก็เหมือนกับการทำรองเท้าโดยมีข้อแม้ว่า ต้องเป็นรองเท้าไซส์เดียวที่ทุกคนสามารถใส่ได้ การออกแบบแบบนี้จึงเป็นการออกแบบโดยอิงจาก “คนส่วนใหญ่” ซึ่งคนประมาณ 80% สามารถใส่หูฟังแบบนี้ได้โดยไม่หลุด แต่อีก 20% ที่เหลือ หากคุณใส่ AirPods แล้วหลุดก็เสียใจด้วย

 

4. ไม่ใช่หูฟังที่เสียงดี แต่ใช้ได้ในระดับหนึ่ง

EarPods เป็นหูฟังอเนกประสงค์ ซึ่ง AirPods ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน เนื่องมาจากความกว้างของมิติเสียง ทำให้เหมาะกับการฟังเพลงทุกแนว ซึ่งจะทำให้ได้รายละเอียดต่าง ๆ แต่ก็ไม่ถึงขั้นดีเท่าหูฟังเฉพาะทาง จากที่ได้ลองใช้งานดูก็พบว่าเสียงดีกว่าแบบเก่าอยู่

airpods_7

แต่หากใครที่อยากได้ AirPods โดยหวังเสียงเทพล่ะก็ แนะนำว่าให้รอดู Beats รุ่นใหม่ ๆ หรือยี่ห้ออื่นเลยดีกว่า เพราะราคาที่สูงขนาดนี้อาจจะทำให้เราไปคาดหวังว่าคุณภาพเสียงจะออกมาดีเหมือนพวกหูฟัง In-ear หรือแบบครอบหูที่ราคาใกล้เคียงกัน หากซื้อมาแล้วพบว่าคุณภาพเสียงไม่เหมือนที่เราคาดไว้ก็อาจผิดหวังและเสียดายเงินอย่างรุนแรง

 

5. AirPods ออกแบบมาดีมาก ๆ ในแง่ของการใช้งาน

Apple เป็นแบรนด์ทีชอบออกแบบสินค้าโดยใช้แม่เหล็กเป็นส่วนประกอบ โดยเฉพาะในส่วนของบานพับ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าเราสามารถเปิดปิด Mac ได้ด้วยมือเดียว (เครื่องไม่กระดกไปข้างหลัง) เช่นเดียวกับ AirPods เราสามารถเปิดฝาเคส AirPods ได้ด้วยมือเดียว และปิดได้ด้วยการสะบัดกล่อง (เพลินมาก นั่งเปิด ๆ ปิด ๆ เล่นได้)

airpods_4

เมื่อพูดถึงกล่อง ก็ทำให้นึกถึงกล่องของหูฟัง EarPods ที่ Apple แถมมาให้ ที่คิดว่าคงมีน้อยคนนักที่ใช้ (หากไม่ได้เดินทางไกล) เพราะกว่าทุกคนคงจะขี้เกียจมาพันสายหูฟังเข้ากับกล่อง (แต่ปัญหานี้ไม่มีกะ AirPods แน่ ๆ) พอลองเอามาเทียบกันดูก็จะพบว่ากล่องของ AirPods  นั้น เล็กกว่ากล่อง EarPods ซะอีก แต่ก็หนากว่าเล็กน้อย ซึ่งตรงนี้หากใส่กระเป๋าเสื้อก็ไม่มีปัญหา หรือจะใส่ในกระเป๋ากางเกงก็ไม่ใช่เกินไปจนน่ารำคาญ

หากใส่กล่อง AirPods ไว้ในกระเป๋าเสื้อ แน่นอนว่ามันจะต้องไปข่วนกับพวกเหรียญหรือกุญแจต่าง ๆ แน่ ๆ แต่ก็ถือว่าถ้าดูแบบไม่สังเกตก็จะไม่เห็นรอย ยกเว้นจะเอาไปส่องกะไฟจริง ๆ ก็จะเห็นรอยที่เกิดจากการใส่ร่วมกับวัตถุอื่น ๆ

airpods_3

สำหรับการดึง AirPods ออกมาจากกล่องก็ง่ายเช่นกัน แถมตอบใส่กลับเข้าไปก็ง่ายเข้าไปอีก! เพราะทุกอย่างออกแบบมาเป็นแม่เหล็ก เมื่อใช้งานเป็นประจำจนชิน สามารถหยิบ AirPods มาใส่หูจากเคสได้ภายใน 3 วินาทีด้วยซ้ำ! เมื่อเทียบกับการใช้หูฟังแบบมีสาย ที่ต้องค่อย ๆ หาในกระเป๋า ดึงขึ้นมาแล้วต้องมาแก้สายพันกัน กว่าจะได้ฟังก็ใช้เวลานาน แต่ข้อเสียของการออกแบบเป็นแม่เหล็กก็คือ สกปรกง่าย เพราะฝุ่นและเศษทรายต่าง ๆ ที่เป็นไอออน (มีประจุ) จะถูกดึงให้มาติดเป็นคราบได้ง่ายมาก เหมือนกับ MagSafe

สิ่งที่ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ที่สุดของ AirPods นั้นดูเหมือนจะเป็นความสามารถในการ เรียก Siri ซึ่งจริง ๆ มันก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์ แต่ว่าทีมงานคิดว่า Siri ยังไม่มีประโยชน์ซักเท่าไหร่ ในการใช้งานที่เป็นการควบคุมเช่น “เปลี่ยนเพลง”, “เล่นเพลงถัดไป”

เราสามารถปิดฟีเจอร์นี้ได้ใน Settings ของ iPhone และเปลี่ยนการแตะสองครั้งเพื่อเรียก Siri เป็นการ หยุด/เล่น เพลงแทน ก็ได้

 

:: สรุปข้อดีและข้อเสีย ::

AirPods เป็นหูฟังที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ “ใหม่มาก” ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับคุณภาพเสียง แต่มันเกี่ยวข้องกับประสบการณ์การใช้งาน  และการเชื่อมต่อ โดยเฉพาะ Apple W1 Chip (นอกจาก AirPods แล้ว Apple จะนำมาใช้กับ Beats รุ่นใหม่ ๆ) ที่ทำให้การเชื่อมต่อนั้นไหลลื่นขึ้นกว่าเดิม

airpods_6

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า Apple กลัวว่า AirPods จะมีปัญหาด้านการ Sync เสียงของหูฟังทั้ง 2 ข้างให้เล่นพร้อมและเท่ากัน แต่หลังจากที่ลองใช้ดูก็พบว่าทำงานได้ดีและไม่มีปัญหาอย่างที่คาดไว้

ข้อดี 

  • เสียงดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็เพียงพอต่อการฟังเพลงทั่วไป
  • เชื่อมต่อได้กับทุกอุปกรณ์อย่างสะดวก ทั้ง iOS, Android หรือ Mac, PC
  • แบตอยู่ทนทั้งวัน
  • หลุดยาก ใส่ตอนนอนได้ ตื่นมาแล้วไม่หลุด

ข้อเสีย 

  • Siri เหมือนยังไม่ค่อยมีประโยชน์
  • ดีไซน์อาจจะทำให้ดูตลกเล็กน้อย
  • ราคาที่สูงมาก ๆ ทำให้น่าจะยังไม่เป็นเทคโนโลยีที่เห็นเกลื่อนภายในปีสองปีนี้

airpods_13

ตอนนี้ AirPods มีราคาอยู่ที่ 6,900 บาท ซึ่งเป็นราคากลางโดย Apple ใครที่อยากได้ต้องบอกว่าก็ยังหายากอยู่ดี หากอยากได้จริง ๆ อาจจะต้องอดทนและรอสั่งจาก Apple Online Store โดยตรง จะได้แน่ ๆ แต่หากมีความพยายามก็สามารถไปเดินหาตาม Reseller สาขาใหญ่ ๆ ได้ หากโชคดีอาจจะมีหลงเหลือ แต่หากวู่วามขั้นสุดยอด ตอนนี้ที่ MBK เริ่มมีการหิ้วมาขาย (ราคาสูงกว่าเดิม ตั้งแต่ 9,000 จนหมื่นกว่าบาท)

เรียบเรียงโดยทีมงาน MacThai

from:https://www.macthai.com/2017/01/13/5-things-you-need-to-know-about-airpods/

local.jpg

วิธีเปิดโหมด “แว่นขยาย” บน iPhone, iPad เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านสายตา

tips magnifier ios 10-featured

สำหรับผู้ที่ใช้ iOS 10 แอปเปิลได้เพิ่มฟีเจอร์สำหรับผู้พิการใหม่อีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ Magnifier หรือว่าโหมด “แว่นขยาย” ที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านสายตา หรือคุณลุง คุณป้าที่ไม่ได้พกแว่นติดตัว และจะต้องดู หรืออ่านหนังสือตัวเล็ก ๆ ฟีเจอร์นี้เลยเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่จำเป็น มาดูกันว่าวิธีเปิด

วิธีเปิดโหมดแว่นขยาย

สำหรับการเปิดโหมดแว่นขยาย ให้เข้าไปที่ Settings >> General >> Accessibility >> Magnifier หลังจากนั้นก็เลื่อนแถบให้เป็น ON วิธีเปิดใช้ก็ง่าย ๆ เพียงแค่ “กดปุ่มโฮม 3 ครั้ง” ไม่ว่าจะอยู่ที่หน้า Lock Screen, Home Screen หรือใช้งานแอพอะไรอยู่ก็ตาม

tips magnifier ios 10-1

 

วิธีใช้งานแว่นขยาย

อันดับแรกก็ให้กดปุ่มโฮม 3 ครั้งเสียก่อน ซึ่งหน้าตาโหมดแว่นขยาย ก็จะคล้าย ๆ แอพ Camera ที่อยู่บนไอโฟน ซึ่งความแตกต่างของมันก็จะมีเล็กน้อยนั่นก็คือ ไม่สามารถกดถ่ายได้ เซฟรูปไม่ได้ และที่สำคัญในโหมดแว่นขยายจะซูมได้มากกว่าถึง 2 เท่า ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการปรับแต่งให้ง่ายต่อการมองเห็นอีกด้วย มีดูกันว่ามีอะไรบ้าง

tips magnifier ios 10-2

อันดับแรกเลยที่เป็นรูปสายฟ้า นั่นก็คือ เปิดแฟลชค้างไว้ สำหรับต้องดูหรือใช้ในที่แสงน้อย ซึ่งสามารถเปิดค้างไว้ขณะส่องได้เลย ต่อมาเป็นปุ่มรูปแม่กุญแจ ก็การล็อกระยะโฟกัสนั่นเอง ปุ่มนี้เราสามารถแตะที่หน้าจอเหมือนตอนเราถ่ายรูปก็ได้

ถัดมาเป็นปุ่มสีขาวตรงกลาง ที่เหมือนปุ่มชัตเตอร์ในแอพกล้องถ่ายรูป ซึ่งในโหมดแว่นขยายนี้ จะเป็นการ Freeze ภาพที่เรากำลังส่องอยู่ ให้อยู่นิ่ง ๆ แทน

tips magnifier ios 10-3

และปุ่มขวาสุด ที่เป็นวงกลม 3 วง เป็นปุ่มที่ไว้ปรับความสว่าง, Contrast ของภาพ รวมไปถึงการเปลี่ยนสีของภาพสำหรับผู้ที่ตามบอดสี ซึ่งปุ่มด้านซ้าย เป็นปุ่มไว้สลับสี เช่น แดง/ดำ เป็น ดำ/แดง เป็นต้น ซึ่งสีทั้งหมด มีดังนี้

  • ปกติ  <-> Inverted
  • ฟ้า/ขาว <-> ขาว/ฟ้า
  • ฟ้า/เหลือง  <-> เหลือง/ฟ้า
  • ขาว/ดำ  <-> ดำ/ขาว
  • ดำ/เหลือง <-> เหลือง/ดำ
  • ดำ/แดง <-> แดง/ดำ

จะเห็นว่าฟีเจอร์สำหรับผู้พิการและผู้ที่มีปัญหาต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เราเห็นว่าแอปเปิลใส่ใจกับคนกลุ่มนี้อย่างมากจริง ๆ

 

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai

from:https://www.macthai.com/2017/01/13/how-to-open-magnifier-mode/

local.jpg

นักวิเคราะห์ ประเมินรายได้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ iOS ทั้งหมด จะทะลุ 1 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ ในกลางปี 2017

ios-device

Horace Dediu จาก Asymco คาดการณ์ว่า Apple จะได้รับรายได้จากผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ iOS ถึง 1 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ ภายในช่วงกลางปี 2017 โดยแยกเป็นรายได้จากอุปกรณ์ iOS ประมาณ 9.8 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ และรายได้จากบริการ (รวมถึงแอพพลิเคชั่น) อีก 1 แสนล้านดอลล่าร์สหรัฐ และรายได้ส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งให้กับนักพัฒนาหรือบริษัทที่ผลิตแอพพลิเคชั่นป้อนให้กับ App Store

Asymco

ทั้งนี้ iPhone ถูกขายไปแล้วกว่า 1.2 พันล้านเครื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้รับตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล และได้วางรากฐานให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ทั้ง iPad, Apple TV, iPod touch รวมไปถึง Apple Watch คาดว่าอุปกรณ์ iOS ทั้งหมด ถูกขายไปแล้วกว่า 1.75 พันล้านเครื่อง และจะเข้าถึง 2 พันล้านเครื่องก่อนสิ้นปี 2018

ที่มา – Asymco

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=170460