คลังเก็บป้ายกำกับ: IT_KNOWLEDGE

สรุปงานสัมมนา Advancing Beyond the Digital Curve โดย True IDC

True IDC ผู้นำการให้บริการ Data Center และ Cloud Computing แบบครบวงจร ร่วมกับเหล่าพันธมิตร จัดงานสัมมนา Advancing Beyond the Digital Curve พร้อมเชิญเหล่าผู้บริหารจากธุรกิจชั้นนำของไทยรวมแล้วกว่า 70 คน อัปเดตแนวโน้มและเทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2019 ไม่ว่าจะเป็น Blockchain, Containerized Platform, Artificial Intelligence และ Cybersecurity เพื่อพลิกโฉมธุรกิจของตนสู่ยุค Digital Business

ไม่ใช่แค่พลิกโฉมเทคโนโลยี แต่ CXO ต้องปรับตัวเองด้วย

คุณศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา ประธานกรรมการบริหารของ True IDC กล่าวเปิดในเซสชัน Keynote ของงานสัมมนา ระบุว่า แนวโน้มทางด้านเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญที่ CXO จำเป็นต้องติดตาม แต่การรับทราบถึงแนวโน้มอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ CXO จะต้องรู้วิธีการนำเทคโนโลยีเหล่านั้นไปพลิกโฉมให้แก่อุตสาหกรรมด้วย เพื่อให้ธุรกิจของตนก้าวขึ้นมาเหนือคู่แข่งหรือคงความเป็นที่หนึ่งต่อไป

“สิ่งสำคัญของการเป็น CXO คือการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่พร้อมปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีในปัจจุบัน เข้าใจถึงผลกระทบของเทคโนโลยีต่างๆ และสามารถนำมาปรับใช้ให้เข้ากับธุรกิจขององค์กรได้ รวมไปถึงคิดค้นโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อขยายตลาดและสร้างโอกาสให้เหนือกว่าคู่แข่ง” — คุณศุภรัฒศ์กล่าว

นอกจากนี้คุณศุภรัฒศ์ยังได้แนะนำเทคโนโลยีที่ CXO ควรจับตามองในปี 2019 โดยอ้างอิงจาก Gartner บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาชื่อดังจากสหรัฐฯ ทั้งหมด 10 ราย ได้แก่ Autonomous Things, Augmented Analytics, AI-Driven Development, Digital Twins, Empowered Edge, Immersive Experience, Blockchain, Smart Spaces, Digital Ethics and Privacy และ Quantum Computing (ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่)

อัปเดตเทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับประเทศไทยในปี 2019

True IDC ได้คัดเลือกเทคโนโลยีที่น่าจับตามองที่สุดสำหรับประเทศในปี 2019 ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญ คือ Blockchain, Cybersecurity, Containerized Platform และ Artificial Intelligence นำเสนอโดยเหล่าพันธมิตรของ True IDC ได้แก่ TBCASoft Inc., Softbank, NetEase, JP Insurance, HBOT.io, BBL และ SCB

Blockchain

TBCASoft Inc. ได้นำเสนอเทคโนโลยี Blockchain ซึ่งเป็น Distributed Ledger รูปแบบหนึ่งที่ไม่จำเป็นต้องมีคนกลางที่ไว้ใจได้ (เช่น ธนาคาร) ในการทำธุรกรรมออนไลน์ และผู้ใช้จะมี Ledger เป็นของตนเอง Blockchain มีจุดเด่นที่มีความมั่นคงปลอดภัยและสภาพคล่องทางการเงินสูง จึงเหมาะแก่การนำไปพัฒนาแอปพลิเคชันหลากหลายประเภท เช่น Digital Value Exchange, Identity Management, Asset Management, Rights Management, Contract Management หรือ Supply Chain Management เป็นต้น

ล่าสุด TBCASoft Inc. ร่วมกับ Softbank ในการนำ Blockchain มาพัฒนาแพลตฟอร์มแบบ Cross-carrier สำหรับให้บริการการชำระเงินผ่านมือถือร่วมกับร้านค้าและเหล่าพันธมิตรจากทั่วโลกแบบเรียลไทม์ โดยมีความมั่นคงปลอดภัยสูง สามารถติดตามการทำธุรกรรมย้อนหลังได้ และมีต้นทุนต่ำ เรียกว่า “Cross-carrier Payment System (CCPS)” จนถึงตอนนี้มีสมาชิกใช้งานแล้วกว่า 1,000 ล้านคน

Cybersecurity

Netease ผู้ให้บริการเซอร์วิสออนไลน์ชั้นนำจากประเทศจีน ระบุว่า เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนสำคัญของธุรกิจ สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาถึงคือประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัย เนื่องจากถ้าเทคโนโลยีบริการได้ช้าลงหรือหยุดให้บริการ ย่อมทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก สูญเสียรายได้ เสื่อมเสียชื่อเสียง และอาจถูกลูกค้าฟ้องร้องได้

หนึ่งในภัยคุกคามสำคัญที่ต้องพึงระวังคือการโจมตีแบบ DDoS โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค Internet of Things ที่อุปกรณ์ทั้งหลายสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ อุปกรณ์เหล่านี้มักมีความมั่นคงปลอดภัยต่ำจึงตกเป็นเครื่องมือของแฮ็กเกอร์ในการใช้โจมตีแบบ DDoS ไปยังเป้าหมายที่ต้องการ ปัจจุบันนี้การโจมตีแบบ DDoS ขนาด 500G ถือเป็นเรื่องปกติ และบางครั้งอาจมีขนาดใหญ่ถึง 800G หรือ 1T เลยทีเดียว โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคืออุตสาหกรรมเกมออนไลน์และสถาบันการเงิน

Containerized Platform

คุณธนรรถ สังข์เกษม ประธานกรรมการผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของ True IDC ได้ออกมาเปรียบเทียบผลสำรวจด้านการใช้ระบบ Cloud และเครื่องมือสำหรับ DevOps จาก Rightscale ในช่วงปีที่ผ่านมา พบว่าแนวโน้มการใช้ Hybrid Cloud มีปริมาณเพิ่มขึ้นจาก 67% ในปี 2017 มาเป็น 71% ในปี 2018 ในขณะที่การใช้ Docker และ Kubenetes ก็มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้เห็นว่า Containerized Platfrom กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในยุค Multicloud เนื่องจากสามารถตอบโจทย์การทำงานแบบ Microservices ได้เป็นอย่างดี

True IDC เองก็ให้บริการ Containerized Platform ตามมาตรฐาน Cloud Native Computing Foundation (CNCF) ทั้งในรูปของ On-premise, Private Cloud และ Public Cloud แบบครบวงจร ตั้งแต่การพิจารณาและเลือกใช้แพลตฟอร์มให้เหมาะสมกับธุรกิจของลูกค้า การให้คำปรึกษา ติดตั้ง และดูแลหลังการขาย เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าสามารถใช้ Containerized Platform ในการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อพลิกโฉมธุรกิจของตนได้

Artificial intelligence

Artificial Intelligence หรือ AI อาจกล่าวได้ว่าเป็นเทคโนโลยีเอนกประสงค์ที่ทุกอุตสาหกรรมสามารถนำมาปรับใช้เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจได้ เช่น นำ AI มาผสานรวมกับเทคโนโลยีที่มีอยู่เพื่อเพิ่ม Customer Experience, วิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าแล้วนำเสนอบริการที่เหมาะสมที่สุด, ตรวจจับการกระทำที่ผิดปกติเพื่อป้องกันการทุจริต หรือทำ Chatbot เพื่อตอบคำถามพื้นฐานของลูกค้า เหล่านี้นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ยังช่วยลดภาระของพนักงานในการทำงานซ้ำๆ ลงได้อีกด้วย

from:https://www.techtalkthai.com/advancing-beyond-the-digital-curve-by-true-idc/

Advertisements

5 ปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มเงินเดือนให้แก่สายงานด้าน Cybersecurity มากที่สุด

Springboard ผู้ให้บริการคอร์สออนไลน์สำหรับพัฒนาความรู้และทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ได้ทำการสำรวจฐานเงินเดือนและรายได้ที่น่าจะได้รับเพิ่มในอนาคตจากคนสายงานด้าน Cybersecurity เพื่อวิเคราะห์จำนวนเงินสูงสุดที่สายงานดังกล่าวควรได้รับ และปัจจัยที่จะทำให้ไปถึงจุดนั้นได้ ซึ่งสามารถสรุปได้เป็น 5 ข้อ ดังนี้

1. เลือกประเภทงานทางด้าน Cybersecurity ที่เหมาะกับตัวคุณ และพัฒนาทักษะด้านนั้นๆ ให้ดียิ่งขึ้น

เงินเดือนที่ได้จะแตกต่างกันไปตามประเภทของงาน เช่น เงินเดือนเฉลี่ยของ Penetration Tester ในสหรัฐฯ จะอยู่ที่ 1,800,000 บาทต่อปี ในขณะที่ Cybersecurity Engineer จะมีเงินเดือนเฉลี่ยสูงกว่า คือ 4,600,000 บาทต่อปี เนื่องจากวิศวกรเป็นงานสายกลางที่สามารถพัฒนาตัวเองไปเป็น Cyberseucirty Architect ที่มีเงินเดือนสูงกว่าได้ ส่วน Cybersecurity Analyst จะมีเงินเดือนเฉลี่ยๆ ปานกลาง คือ 2,650,000 บาทต่อปี

แน่นอนว่าการเป็น Cybersecurity Engineer ต้องการทักษะและประสบการณ์มากกว่าการเป็น Penetration Tester แต่คุณก็ควรจะทราบว่าตัวเองกำลังเดินทางไปบนสายงานไหน เพื่อให้สามารถพัฒนาทักษะของตนเองได้อย่างถูกทาง ยิ่งคุณมีทักษะสูง ยิ่งช่วยให้คุณได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นถึงหลักหลายแสนบาทต่อปีเลยทีเดียว

โดยทั่วไปแล้ว การจะเป็น Cybersecurity Engineer หรือ Architect ได้จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการเขียนโค้ด และความสามารถในการนำความรู้ด้านความมั่นคงปลอดภัยไปบูรณาการกับระบบต่างๆ ที่สำคัญคือการออกแบบระบบให้มีความมั่นคงปลอดภัยจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์และการคิดอย่างมีระบบเกี่ยวกับช่องโหว่และภัยคุกคาม

ดังนั้น ควรทำให้มั่นใจว่าคุณเลือกประเภทงานที่เหมาะกับตัวคุณเอง และโฟกัสวิธีที่จะก้าวไปยังระดับชั้นถัดไปของสายงานเพื่อให้ได้เงินเดือนที่สูงขึ้น การมีรุ่นพี่ในสายงานเดียวกันคอยให้คำแนะนำก็ช่วยให้เราสามารถเรียนรู้การเติบโตในสายงานได้เป็นอย่างดี

2. ประสบการณ์

เมื่อคุณเลือกประเภทงานที่เหมาะกับตัวเองแล้ว ประสบการณ์ในการทำงานด้านนั้นๆ จะส่งผลต่อเงินเดือนของคุณเป็นอย่างมาก เช่น Cybersecurity Analyst มีเงินเดือนเริ่มต้นน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 260,000 บาทต่อปี แต่เงินเดือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคุณมีประสบการณ์มากขึ้น

3. ประเทศและเมืองที่ทำงาน

งานด้าน Cybersecurity ที่ให้เงินดีที่สุดอยู่ที่สหรัฐอเมริกา แต่ในแต่ละเมืองก็มีฐานเงินเดือนที่แตกต่างกัน เช่น Seattle ที่ขาดแคลนบุคลกรด้านนี้มีโอกาสจะได้เงินเดือนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศถึง 19% ในขณะที่ถ้าเป็น New York หรือ Washington, DC. จะได้เงินเดือนสูงกว่าค่าเฉลี่ยราว 15%

4. ประกาศนียบัตร/ใบรับรอง

ประกาศนียบัตรช่วยเพิ่มเงินเดือนให้คุณได้ในระดับหนึ่ง เช่น ผู้มีใบรับรอง CISM สามารถมีเงินเดือนเพิ่มขึ้นจาก InfoSec Analyst ทั่วไปถึง 820,000 บาทต่อปี ในขณะที่ใบรับรอง CISSP ช่วยเพิ่มเงินเดือนให้ราว 500,000 บาทต่อปี สำหรับบอร์ดผู้บริหาร การมีประกาศนียบัตรจะช่วยเพิ่มเงินเดือนให้สูงถึง 5 – 25% ต่อปี

5. ประวัติการทำงาน

ปริมาณการทำงานด้าน Cybersecurity ที่คุณเคยทำช่วยให้คุณหางานใหม่ได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น ยิ่งคุณแสดงให้เห็นว่าคุณสามารถตรวจจับช่องโหว่บนระบบใช้งานจริงได้มากเท่าไหร่ ยิ่งช่วยให้คุณได้งานง่ายมากขึ้นและต่อรองเงินเดือนได้มากเท่านั้น ซึ่งตรงนี้เองอาจเป็นข้อเสียเปรียบสำหรับเด็กจบใหม่ในการหางานทำและได้เงินเดือนสูงๆ

สุดท้าย ผมขอแนะนำเว็บไซต์ Cyberseek.org สำหรับแนะนำสายงานต่างๆ ด้าน Cybersecurity พร้อมระบุเงินเดือนโดยเฉลี่ย ทักษะที่พึงมี ประกาศนียบัตรที่เกี่ยวข้อง และเส้นทางในการเติบโตของสายงานนั้นๆ ให้ไปวางแผนการทำงานกันครับ

ที่มา: https://thehackernews.com/2018/11/cyber-security-jobs-salary.html

from:https://www.techtalkthai.com/5-factors-to-increase-cybersecurity-salary/

อัปเดตสถิติ Supercomputer ล่าสุด IBM/สหรัฐอเมริกากลับมาขึ้นครอง 2 อันดับแรกแซงจีนแล้ว

ในการจัดอันดับ TOP500 ซึ่งเป็นอันดับของ Supercomputer ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลกครั้งที่ 52 นั้น IBM และสหรัฐอเมริกาได้กลับมาชิงตำแหน่งอันดับ 1 และ 2 กลับไปอีกครั้ง ตามมาด้วยจีนอดีตแชมป์เก่า

 

Credit: TOP500

 

สำหรับตัวเลขสถิติอื่นๆ ทางด้าน Supercomputer ของ TOP500 ที่น่าสนใจในครั้งนี้มีดังนี้

  • จีนมี Supercomputer ติดอันดับมากถึง 227 ระบบ นับเป็น 45% ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกาที่มี 109 ระบบ นับเป็น 22% และญี่ปุ่น 31 ระบบ, สหราชอาณาจักร 21 ระบบ, ฝรั่งเศส 18 ระบบ, เยอรมนี 17 ระบบ และไอร์แลนด์ 12 ระบบ ประเทศนอกเหนือจากนี้มีไม่ถึง 10 ระบบต่อประเทศที่ติดอันดับ
  • มี Supercomputer 429 ระบบที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า Petaflops เมื่อวัดด้วย Linpack
  • ระบบที่มีประสิทธิภาพต่ำที่สุดใน TOP500 มีประสิทธิภาพ 874.8 Teraflops ในขณะที่อันดับที่ 100 มีประสิทธิภาพ 1.97 Petaflops
  • ผู้ผลิต Server ที่ติดอันดับใน TOP500 มากที่สุดได้แก่ Lenovo ที่ 140 ระบบ ตามมาด้วย Inspur 84 ระบบ, Sugon 57 ระบบ, Cray 49 ระบบ, HPE 46 ระบบ, Bull 22 ระบบ, Fujitsu 15 ระบบ, Huawei 14 ระบบ, Dell EMC 13 ระบบ และ IBM 12 ระบบ
  • ใน TOP500 นี้ มีการใช้งาน CPU ของ Intel มากถึง 95.2% ในขณะที่มีเพียง 3 ระบบที่ใช้ CPU จาก AMD
  • การจัดอันดับครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีระบบซึ่งใช้ ARM CPU ติดอันดับเข้ามา
  • 137 ระบบใน TOP500 มีการใช้งาน Accelerator หรือ Coprocessor สูงกว่า 6 เดือนที่แล้วซึ่งมีเพียง 110 ระบบ โดย NVIDIA ยังมีส่วนแบ่งสูงสุด โดยใช้ P100 64 ระบบ, ใช้ V100 46 ระบบ, ใช้ Kepler 12 ระบบ
  • ใน TOP500 นี้ มีการเชื่อมต่อด้วย Gigabit Ethernet 252 ระบบ ตามมาด้วย InfiniBand 135 ระบบ, ระบบเชื่อมต่อแบบพิเศษ 64 ระบบ และ Intel Omni-Path 43 ระบบ
  • ประสิทธิภาพรวมของระบบใน TOP500 รวมกันนี้อยู่ที่ 1.42 Exaflops สูงกว่า 6 เดือนก่อนที่มีประสิทธิภาพรวมกัน 1.21 Exaflops
  • ส่วนระบบที่ใช้พลังงานได้คุ้มค่าที่สุดและเป็นอันดับ 1 ใน Greem500 นั้นคือ Shoubu System B จากญี่ปุ่นครองแชมป์์เหมือนเดิม โดยอยู่ที่อันดับ 376 ใน TOP500

 

ที่มา: https://www.top500.org/news/china-extends-supercomputer-share-on-top500-list-us-dominates-in-total-performance/

from:https://www.techtalkthai.com/latest-top500-supercomputers-are-led-by-ibm-and-us/

5 เทรนด์ Digital Transformation ประจำปี 2019 สำหรับผู้บริหาร IT โดย CIO

เว็บไซต์ CIO ได้ออกมาทำนายถึง 5 เทรนด์ทางด้านการทำ Digital Transformation สำหรับปี 2019 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ซึ่งเนื้อหาถือว่าค่อนข้างเป็นประโยชน์ดีทีเดียว ทางทีมงาน TechTalkThai จึงขอนำมาสรุปย่นย่อเป็นภาษาไทยให้ทุกท่านได้อ่านกันง่ายๆ ดังนี้ครับ

 

Credit: ShutterStock.com

 

1. Digital Transformation จะเปลี่ยนไปเป็นการสร้างนวัตกรรมที่เจาะจงยิ่งขึ้น

หลังจากที่องค์กรต่างๆ เริ่มตั้งหลักกับการทำ Digital Transformation ได้แล้ว ก้าวถัดมาของหลายๆ องค์กรนั้นก็จะกลายเป็นการมองมาที่ผลงานระยะสั้นด้วยการค่อยๆ ทดลองสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาสู่ตลาด และสร้างคุณค่าใหม่ๆ จากนวัตกรรมเหล่านั้นในรูปแบบที่จับต้องได้กันมากขึ้น โดยนวัตกรรมเหล่านั้นอาจไม่ใช่นวัตกรรมขนาดใหญ่ แต่เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ที่ไม่ซับซ้อนแต่สร้างคุณค่าได้จริง

 

2. การปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานให้สูงขึ้น จะกลายเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งขึ้นกว่าเดิม

การเปลี่ยนกระบวนการการทำงานในแผนกต่างๆ ให้อยู่ในรูปของ Digital นั้นจะกลายเป็นหนึ่งในงานหลักของ CIO เพื่อให้การดำเนินงานทั้งหมดมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีข้อมูลมากขึ้นสำหรับการตัดสินใจ และก้าวถัดไปนั้นก็จะเป็นการนำกระบวนการทำงานแบบ Self-Service เสริมเข้าไปในแต่ละแผนกเพื่อให้การดำเนินงานมีความรวดเร็ว, มีประสิทธิภาพ และมีความเป็นอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น เพิ่มทั้งประสิทธิภาพการทำงานและความพึงพอใจของลูกค้าไปพร้อมๆ กัน

หนึ่งในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้ก็คือการที่เหล่า CIO จะต้องเริ่มติดตามแล้วว่าแผนกใดมีการใช้งาน SaaS หรือ Software อะไรอยู่ จากนั้นจึงทำการชี้วัดเพื่อประเมินความคุ้มค่าและผลลัพธ์ ก่อนที่จะเลิกใช้งานระบบที่ไม่ตอบโจทย์ และต่อยอดระบบที่ตอบโจทย์ต่อธุรกิจให้เป็นอัตโนมัติมากขึ้น

 

3. ผู้จัดการสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการแบบ Digital จะกลายเป็นตำแหน่งงานที่เป็นที่ต้องการสูงกว่าที่เคย

ในปี 2018 ที่ผ่านมา งานทางด้าน IT นั้นถูกแปลงจากการทำงานแบบ Project-based มาสู่ Product-based กันมากขึ้น ซึ่งก็ทำให้เหล่าธุรกิจองค์กรต่างๆ นั้นมีผลิตภัณฑ์หรือบริการแบบ Digital กันมากขึ้น ดังนั้นพนักงานที่ทำหน้าที่ดูแลผลิตภัณฑ์หรือบริการเหล่านี้โดยเฉพาะอย่าง Product Designer, Product Manager, Experience Manager หรืออื่นๆ นั้นก็จะกลายเป็นที่ต้องการตัวเป็นอย่างมากในปี 2019

บุคลากรที่มีความรู้ทั้งในเชิงการตลาด, ธุรกิจ และเทคโนโลยีในหนึ่งเดียวจะได้เปรียบมากในบทบาทเหล่านี้ แต่ข้อควรระวังก็คือ คนที่อยู่ในตำแหน่งนี้ก็ไม่ควรจะ Bias ไปยังแผนกใดแผนกหนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอิงกับแผนก IT มากเกินไปนั้นก็อาจทำให้การขายหรือการตลาดชะงักได้ เป็นต้น

 

4. ตลาด B2B Platform และ B2B Commerce จะได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานระหว่างเหล่าบริษัท, Supplier และ Distributor นั้นจะเป็นโครงการสำคัญที่หลายธุรกิจองค์กรให้ความสนใจในปี 2019 นี้ แน่นอนว่าการเปิด API ให้เหล่าคู่ค้าภายนอกได้มาใช้งานก็จะกลายเป็นประเด็นสำคัญ ในขณะที่การเปิดรับนำ API ของคู่ค้ามาใช้งานเองนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน

เหล่าธุรกิจองค์กรต้องเลิกมองว่าข้อมูลเป็นสิ่งที่มีให้คนภายในองค์กรใช้งานเท่านั้น แต่ข้อมูลบางส่วนที่เมื่อเปิดออกไปแล้วจะสร้างคุณค่าใหม่ๆ หรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ ก็ควรจะต้องเปิดให้เหล่าคู่ค้าเข้าถึงได้ และเกิดเป็นความสัมพันธ์แบบ Data Partner ขึ้นมา

 

5. AI จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับ Stack ของเทคโนโลยีอื่นๆ มากขึ้น

เหล่าผู้พัฒนาเทคโนโลยีนั้นจะนำเสนอ AI ในรูปแบบของฟีเจอร์ที่ผสานมาในระบบต่างๆ มากขึ้นแทนที่จะนำเสนอเป็น Platform หรือ Tool อย่างในอดีตที่ผ่านมา และทำให้ธุรกิจองค์กรสามารถเริ่มต้นใช้งานระบบต่างๆ ที่ผสาน AI เข้ามาได้อย่างง่ายดาย และระบบ AI ต่างๆ อย่าง Recommendation Engine, Content Management, Supply Chain Planning ก็จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่เหล่าองค์กรนำมาใช้งาน

สิ่งที่เหล่าองค์กรต้องเตรียมตัวให้ดีในปี 2019 ก็คือการเตรียมระบบและข้อมูลให้พร้อมต่อการเปิดรับนำ AI เหล่านี้มาใช้งาน เพื่อแปลงกระบวนการการทำงานในขั้นตอนต่างๆ ให้เป็นอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น และช่วยให้การตัดสินใจหรือการทำงานนั้นมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้นไปด้วย เกิดเป็นความสำเร็จที่จับต้องเห็นผลได้ในระยะสั้น เพื่อนำไปสู่การวางกลยุทธ์ในระยะยาว

 

ที่มา: https://www.cio.com/article/3319217/digital-transformation/5-digital-transformation-trends-for-2019.html

from:https://www.techtalkthai.com/5-digital-transformation-trends-2019-for-it-management-by-cio/

FMS & SAP Thailand ขอเชิญร่วมสัมมนาฟรี “Boost Sales , Raise Profit with SAP Business One” พร้อมเล่าประเด็น ETAX & Business Intelligence

FMS & SAP Thailand ขอเชิญร่วมสัมมนาฟรี “Boost Sales , Raise Profit with SAP Business One” พร้อมเล่าประเด็น Special Session: ETAX & Business Intelligence ในวันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2561 เวลา 13.30 – 17.00 น. ณ SAP Thailand Office ตึก Liberty (BTS ศาลาแดง) โดยมีรายละเอียด กำหนดการ และวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีดังนี้

 

Boost Sales , Raise Profit with SAP Business One

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2561
เวลา 13.30 – 17.00 น.
SAP Thailand Office ตึก Liberty (BTS ศาลาแดง)

 

เจาะลึก เคล็ดลับการเพิ่มการขาย ติดตาม Sales Lead & Opportunity การลดต้นทุนและเพิ่มกำไรในการขายทุกแผนกในองค์กร พร้อมแนะนำเครื่องมือในส่วน Business Intelligent ที่จะช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มกำไรในธุรกิจ

พิเศษ พบกับ Session : ETAX สำหรับ ปี 2019 โดยวิทยากรพิเศษที่จะมาแนะนำหลักการ และขั้นตอนการยื่นภาษีแบบ Electronic ตามหลักกรมสรรพกร

FMS เป็นผู้นำด้านการให้บริการ Business Solution ด้วยประสบการณ์ 25 ปี ในการวางระบบ ERP และ CRM ซอฟต์แวร์ มีฐานลูกค้ากว่า 400 รายทั้งในประเทศไทย และ ภูมิภาคเอเชีย

 

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีทันที

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีๆ ทันทีที่ http://www.fmsconsult.com/en/news-event/seminar/upcoming-event/free-seminar-boost-sales,-raise-profit-with-sap-business-one.html

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ คุณวุฒิพร ทักษิณวราจาร 02-274-4670 e-mail : wuttiporn@fmsconsult.com, marketing@fmsconsult.com

from:https://www.techtalkthai.com/boost-sales-raise-profit-with-sap-business-one-by-fms-and-sap-seminar-invitation/

ขอเชิญร่วมสัมมนาฟรี บริการพิชิตใจลูกค้าและเพิ่มยอดขาย ด้วย SAP Service Cloud 22 พ.ย. 2018

Sundae Solutions ขอเรียนเชิญผู้บริหารในธุรกิจทุกขนาด เข้าร่วมงานสัมมนาฟรี บริการพิชิตใจลูกค้าและเพิ่มยอดขาย ด้วย SAP Service Cloud เพื่อรู้จักกับการนำเทคโนโลยีเข้าไปช่วยบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพของงานบริการโดยเฉพาะ และสร้างโอกาสในการเพิ่มยอดขายได้จากงานบริการ ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2018 โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีดังนี้

 

บริการพิชิตใจลูกค้าและเพิ่มยอดขาย ด้วย SAP Service Cloud

วันที่ 22 พ.ย. 2561
เวลา 9:00น. – 12.00น.
ห้อง 1202 ชั้น 12 C-Asean, CW Tower รัชดาภิเษก

 

การสร้างประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้าด้วยการบริการที่เป็นเลิศไม่ใช่เรื่องง่ายสําหรับธุรกิจ แต่ด้วยโซลูชั่นของ SAP Service Cloud ธุรกิจสามารถบริหารงานบริการได้แบบหลากหลายช่องทาง ให้บริการลูกค้าด้วยข้อมูลที่ Real-time และช่วยงาน บริการแบบ Field Service และผ่านคอลล์เซ็นเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่สำคัญ คุณจะเปลี่ยนงานบริการให้เป็น Revenue Drive ได้อย่างไร?

  • เทคนิคพิชิตใจลูกค้าในงานบริการด้้้วยระบบบริหาร ความสัมพันธ์กับลูกค้าด้วยระบบคลาวด์ (SAP Service Cloud)
  • กลยุทธ์และเทคโนโลยีในการสร้างความผูกพันธ์กับลูกค้า (Customer Engagement) เพื่อสร้างรายได้และกำไรอย่างยั่งยืน
  • กรณีศึกษาจากความสำเร็จของธุรกิจในการบริหารงานบริการและการขายด้วย SAP Service Cloud

งานนี้เหมาะกับผู้บริหาร กรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารฝ่ายบริการ ผู้บริหารฝ่าย IT และผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าในธุรกิจ….

 

กำหนดการ

09:00 กล่าวต้อนรับ
09:30 พิชิตใจลูกค้าในงานบริการในยุค Business Disruption
10:15 บริหารงานบริการให้เป็นเลิศและเพิ่มยอดขายด้วย SAP Service Cloud
10:45 สาธิตการทำงานของ SAP Service Cloud
11:15 Q&A

 

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนาฟรีได้ทันที

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนานี้ได้ที่ https://www.sundae.co.th/events/sapservicecloud/UiLNm/register/

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 02634 8899

from:https://www.techtalkthai.com/sap-service-cloud-by-sundae-solutions-seminar-invitation/

Microsoft ขอเชิญร่วมงานสัมมนาฟรี FUTURE NOW: AI for Thais วันที่ 27 พ.ย. 2018

สำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่กำลังพิจารณาการนำ AI เข้าไปใช้เสริมศักยภาพให้กับธุรกิจ ทาง Microsoft Thailand ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมงานสัมมนาฟรี FUTURE NOW: AI for Thais เพื่ออัปเดตเทรนด์ด้านการนำ AI เข้ามาใช้ในธุรกิจพร้อมรับฟังกรณีศึกษาการใช้งาน AI ที่เกิดขึ้นจริงแล้วในประเทศไทยจากหลากหลายอุตสาหกรรม ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2018 โดยมีกำหนดการและวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีดังนี้

 

FUTURE NOW: AI for Thais

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2018
เวลา 11.00 – 17.00
สถานที่ Athenee Crystal Hall | THE ATHENEE HOTEL
61 Wireless Road, Lumphini, Pathumwan, 10330, Bangkok, Thailand

ในงานสัมมนา FUTURE NOW นี้ ทาง Microsoft จะนำเสนอว่าเหล่าผู้นำทางธุรกิจและเหล่านักพัฒนาจะสามารถนำ AI มาใช้ตอบสนองความต้องการของลูกค้า, พนักงาน, คู่ค้า และชุมชนต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้อย่างไร พร้อมรับฟังความคิดเห็นและประสบการณ์ตรงจากนักวิจัย, ผู้นำทางธุรกิจ และผู้ใช้งานจริงว่าเทคโนโลยี AI นั้นจะสามารถเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจได้อย่างไร

สัมมนาครั้งนี้เหมาะกับผู้บริหารอาวุโสและผู้นำทางด้านเทคโนโลยีของแต่ละองค์กรที่กำลังมองหาหนทางในการทำ Digital Transformation ซึ่งทุกท่านจะได้รับความรู้ใหม่ๆ ที่พร้อมนำไปใช้งานได้จริงเพื่อเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น, เพิ่มขีดความสามารถการทำงานภายในองค์กรให้สูงขึ้น, ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ดียิ่งขึ้น และเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์และบริการของธุรกิจได้จริง

 

กำหนดการ

 

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีทันที

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://www.microsoftevents.com/profile/form/index.cfm?PKformID=0x5280937abcd

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-future-now-ai-for-thais-invitation/