คลังเก็บป้ายกำกับ: JD.COM

ร้านค้าไร้แคชเชียร์บุกอาเซียนแล้ว ไม่ใช่ Amazon Go แต่เป็น JD ยักษ์ใหญ่จากจีน

ไม่ใช่แค่ Amazon ที่ทำร้านค้าไร้แคชเชียร์ ฝั่งจีน JD ก็ทำเหมือนกัน และที่สำคัญคือบุกอาเซียนแล้ว โดยเปิดที่จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียเป็นที่แรก

ร้านค้า JD.ID อยู่ในห้างในจาการ์ตา พื้นที่ 270 ตารางเมตร ลูกค้าสามารถเข้ามาเลือกซื้อเสื้อผ้าด้วยการสแกน QR ที่เครื่องรับสแกน และยังมีระบบสแกนใบหน้ายืนยันตัวตนลูกค้าอีกชั้น จากนั้นก็สามารถลองเสื้อ เลือกซื้อสินค้าต่างๆ และจ่ายเงินได้ด้วยตัวเอง โดยมีระบบติดตามแท็กสินค้าแต่ละชิ้นไว้ ลูกค้าสามารถเดินออกจากร้านพร้อมสินค้าได้เลยโดยต้องทำการเช็คเอาท์ด้วยการสแกนใบหน้าอีกครั้ง

อาเวียนกลายเป้นอีกพื้นที่ที่ JD สนใจลงทุน ในไทย JD ก็ลงทุนในร้านเสื้อผ้าแบรนด์ไทย Pomelo และลงทุนในบริการเรียกรถของอินโดนีเซียคือ Go-Jek ด้วย

alt="Untitled"

ที่มา – Tech in Asia

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/104373

Advertisements

การขนส่งสินค้าด้วยโดรน กำลังเป็นอีกเทคโนโลยีที่จีนนำหน้าประเทศอื่น

สำนักข่าว Bloomberg รายงานพิเศษ เกี่ยวกับเทคโนโลยีการขนส่งสินค้าด้วยโดรน ซึ่งตอนนี้ประเทศจีนมีความล้ำหน้ากว่าประเทศอื่นมาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการทดสอบ

โดย JD.com อีคอมเมิร์ซรายใหญ่เบอร์สองของจีน ซึ่งที่ผ่านมาโฟกัสการพัฒนาเทคโนโลยีขนส่งสินค้าด้วยโดรนมาตลอด เผยว่าปัญหาใหญ่ในการขนส่งสินค้าของจีน คือการมีพื้นที่กว้างมาก และมีพื้นที่ห่างไกลหลายจุด ประเมินว่ามีประชากรจีนอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลแบบนี้กว่า 570 ล้านคน

Cui Zheng ผู้ดูแลโครงการโดรนส่งสินค้าของ JD.com บอกว่าเป้าหมายของบริษัทคือทำให้คนในพื้นที่ห่างไกลนี้ ซื้อสินค้าได้ด้วยประสบการณ์เดียวกับคนเมือง และมีราคาที่เท่ากัน แต่ปัจจุบันการขนส่งแบบเดิมในพื้นที่เหล่านี้ มีต้นทุนสูงกว่าถึง 5 เท่า บางจุดหมายต้องเดินทางข้ามภูเขาหลายชั่วโมง การส่งสินค้าด้วยโดรนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า และส่งได้เร็วกว่าคือคำตอบ

ปัจจุบันกรมการบินพลเรือนของจีน (CAAC) ได้อนุญาตให้ JD.com และบริษัทขนส่งสินค้า SF Holding เริ่มส่งสินค้าด้วยโดรนได้แล้วในพื้นที่ห่างไกล และเตรียมร่วมกันพัฒนาเครือข่ายขนส่ง ให้รองรับอากาศยานไร้คนขับที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งจะรองรับการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ และเป็นการจัดระเบียบน่านฟ้าไปพร้อมกัน จีนนั้นได้เปรียบกว่าพื้นที่อื่น เนื่องจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ และการกระจายตัวของประชากร ทำให้เอื้อต่อการทดสอบ

JD.com ยังเผยว่านอกจากจีนแล้ว บริษัทยังเริ่มทดสอบการขนส่งสินค้าด้วยโดรนในแทนซาเนีย, อินโดนีเซีย และไทย

ด้าน Alibaba แม้จะเน้นการขนส่งสินค้าพาร์ทเนอร์เป็นหลัก แต่บริษัทในเครือ Cainiao ก็เริ่มพัฒนาโดรนส่งสินค้าด้วยเช่นกัน โดยการทดสอบล่าสุดสามารถส่งสินค้าน้ำหนัก 1,500 กิโลกรัมได้แล้ว ขณะเดียวกัน Ele.me บริการส่งอาหารในเครือ ก็เริ่มทดสอบการส่งอาหารด้วยโดรนในบางพื้นที่แล้ว

สิ่งท้าทายหน่วยงานรัฐ หากการส่งสินค้าด้วยโดรนประสบผลสำเร็จดี และนิยมใช้กันมากขึ้น ก็คือการออกกฎระเบียบควบคุมการจราจรน่านฟ้า ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนนัก โดยเฉพาะกับโดรนขนาดเล็ก

ที่มา: Bloomberg

alt="Drone"

from:https://www.blognone.com/node/103612

Google มีแผนบุกตลาดจีน ทุ่มงบ 550 ล้านเหรียญ ลงทุนในเว็บ JD.com

เห็นข่าวกันมาสักพักแล้วที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Google ได้มีการเข้าไปลุงทุนกับบริษัทในประเทศจีน ทั้งบริษัท Streaming กีฬาอย่าง Choshou และ Ride-hailing platform อย่าง Go Jek ล่าสุด Google ได้ประกาศว่าได้เข้าไปจับจับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับเว็บไซต์สัญชาติจีน JD.com โดยลงทุนไปถึง $550 ล้าน(ประมาณ 18 ล้านล้านบาท) ซึ่งทาง JD เองก็เพิ่งจะมาเปิดเวบ JD.co.th ในไทยไปเมื่อไม่นานมานี้

ตามที่ Google ได้ประกาศทาง Official Google Blog ว่าได้จับมือเป็นพาร์ทเนอร์กับเว็บไซต์ออนไลน์ช็อปปิ้งสัญชาติจีน JD.com โดยมีการลงทุนไปถึง $550 ล้าน(ประมาณ 18 ล้านล้านบาท) ซึ่งต่อจากนี้การค้นหาในช่องช็อปปิ้งของ Google Search Engine จะมีรายการสินค้าจาก JD.com ขึ้นมาแสดงผลด้วย

Karim Temsamani ประธานฝ่าย Asia-Pacific Operations ของ Google กล่าวว่า การจับมือเป็นพาร์ทเนอร์ในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นและสามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าทั่วโลกโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ส่วน Jianwen Liao หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ของ JD ก็ได้บอกว่าเป็นการเปิดช่องทางและโอกาสใหม่ๆ ไปยังตลาดทั่วโลก

แม้ในตอนนี้บริการต่างๆ ของ Google ทั้ง Google Maps, Youtube และ Search engine ยังถูกแบนในประเทศจีน และไม่มีมีการกล่าวถึงเรื่องนี้ในข่าวที่ออกมา แต่ดีลระดับนี้ก็อาจเป็นอีกก้าวของ Google ที่จะค่อยๆ กลับเข้าร่วมในตลาดยักษ์ใหญ่อย่างประเทศจีน เพราะก่อนหน้านี้ Google ก็ได้มีการลงทุนกับอีกหลายบริษัทในจีนอย่าง Choshou ที่ให้บริการสตรีมมิ่งรายการกีฬาไปกว่า $120 ล้าน(ประมาณ 3.9 ล้านล้านบาท) และ บริการเรียกรถอย่าง Go Jek ที่ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขออกมา


ที่มา: gsmarena

from:https://droidsans.com/google-invest-jd-com-for-550-million-usd/

JD.com ทุบสถิติยอดขาย 24,700 ล้านเหรียญ ในเทศกาลช้อปปิ้ง 6.18

JD.com อีคอมเมิร์ซเบอร์ 2 ในประเทศจีนได้ทุบสถิติโกยรายได้ 24,700 ล้านเหรียญในช่วงเทศกาลช้อปปิ้งประจำปี 6.18 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งยอดขายนี้ถือเป็นสถิติสูงสุดของบริษัท

ภาพจาก Shutterstock

JD.com หนึ่งในยักษ์อีคอมเมิร์ซแดนมังกรเริ่มแผลงฤทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้จากการเดินหน้าจับมือเป็นพันธมิตรในหลายๆ ธุรกิจ รวมถึงขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นยุทธศาสตร์ที่เพิ่งเปิดตัวเป็นทางการไปแล้วเรียบร้อยด้วยการจับมือกับเซ็นทรัล

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมาเป็นเทสกาลช้อปปิ้งประจำปีของ JD.com ใช้ชื่อว่า 6.18 กลายเป็นธรรมเนียมที่ผู้เล่นอีคอมเมิร์ซจะต้องมีวันช้อปปิ้งเป็นของตัวเอง ซึ่งงานนี้ JD.com ก็ทำผลงานได้ดี กวาดยอดขายได้ถึง 24,700 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นยอดที่สูงที่สุดในประวัติการณ์ของบริษัท

แต่ยังเป็นตัวเลขที่ตามหลังคู่แข่งอย่าง Alibaba ที่มียอดขาย 25,300 ล้านเหรียญสหรัฐในเทศกาลคนโสด หรือ 11.11 จัดขึ้นในวันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี

แต่ในอีเวนต์ที่ผ่านมานั้นถือเป็นครั้งแรกที่ JD.com นำเอาประสบการณ์ค้าปลีกแบบไร้รอยต่อมาใช้ เป็นการรวมการช้อปปิ้งออนไลน์ และออฟไลน์แบบเสมือนจริง

มีการจัดขึ้นเป็นร้านแบบป๊อปอัพใน 30 เมือง ให้ลูกค้าได้เลือกซื้ออาหาร ทดสอบเครื่องใช้ไฟฟ้า ลองสวมเสื้อผ้าได้ ซึ่งทาง JD.com ได้เผยตัวเลขว่ามีผู้เข้าชมร้านค้าในออนไลน์กว่า 43 ล้านคน และแบรนด์ที่เข้าร่วมแคมเปญครั้งนี้ก็มียอดขายที่สูงขึ้น

นอกจากนั้นยังมีการนำเทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามาช่วยในการขาย ให้ลุกค้าได้ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น โดย 70% ของลูกค้าที่ซื้อคอนแทคเลนส์สี ตัดสินใจซื้อจากเทคโนโลยี AR Styling Station เพื่อทดสอบดูว่าเข้ากับใบหน้าของลูกค้ามากแค่ไหน

กลยุทธ์การสร้างประสบการณืช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อกลายเป็นอาวุธเด็ดของหลายๆ ค่าย ไม่ใช่แค่ JD.com ทาง Alibaba ก็เร่งสร้างประสบการณ์ค้าปลีกทั้งออนไลน์ และออฟไลน์เช่นกัน เพราะกลยุทธ์นี้จะทำให้ธุรกิจค้าปลีกยั่งยืนในอนาคต

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jdcom-takes-record-shopping-festival/

Google ประกาศลงทุน 18,000 ล้านบาท ใน JD.com อีคอมเมิร์ซจีนคู่แข่ง Alibaba

JD.com อีคอมเมิร์ซเบอร์สองของจีน และกูเกิล ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ โดยกูเกิลจะลงทุนในหุ้นเพิ่มทุนของ JD.com ด้วยเงิน 550 ล้านดอลลาร์ (18,000 ล้านบาท) คิดเป็นจำนวนรวม 27.1 ล้านหุ้น ซึ่งความร่วมมือจากทั้งสองบริษัทนั้น มีทั้งการร่วมกันพัฒนาโซลูชันของธุรกิจค้าปลีกเน้นเจาะตลาดทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, อเมริกา และยุโรป ซึ่ง JD.com จะช่วยด้านขนส่งและซัพพลายเชน ส่วนกูเกิลจะเป็นด้านเทคโนโลยี

ในความร่วมมือนี้ JD.com ยังบอกว่าจะคัดเลือกสินค้าคุณภาพสูงหลายรายการ เพื่อจำหน่ายผ่านช่องทาง Google Shopping ในบางประเทศด้วย

Jianwen Liao หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ของ JD.com กล่าวว่าความร่วมมือกับกูเกิลนี้ถือเป็นก้าวสำคัญมากของบริษัท เพราะจะทำให้บริษัทสามารถส่งมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งออนไลน์ไปทั่วโลกได้ดีมากยิ่งขึ้น

กลยุทธ์ของ JD.com ล่าสุดนี้ ถือว่าน่าจับตาอย่างยิ่ง เพราะเป็นการร่วมมือกับรายใหญ่ต่อเนื่อง ตั้งแต่ Tencent ที่เพิ่มบริการซื้อสินค้าใน WeChat, ร่วมมือกับ Walmart พัฒนาระบบร้านค้าในประเทศจีน

สำหรับชื่อ JD.com จากนี้คนไทยน่าจะคุ้นเคยมากยิ่งขึ้น เพราะเว็บไซต์ JD.co.th ที่เป็นความร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัล ได้เปิดให้บริการแล้ววันนี้วันแรก (รายละเอียดเพิ่มเติมที่ Brand Inside)

ที่มา: CNBC และ JD.com

alt="JD.com"

from:https://www.blognone.com/node/103180

JD.com เผย ศูนย์ Fulfillment แห่งใหม่ รองรับได้ 2 แสนออเดอร์ต่อวัน และมีพนักงานเพียง 4 คน

JD.com อีคอมเมิร์ซเบอร์สองของจีน เปิดเผยว่าบริษัทได้สร้างศูนย์จัดการคำสั่งซื้อสินค้า (Fulfillment) แห่งใหม่ขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ ที่สามารถรองรับคำสั่งซื้อถึง 2 แสนคำสั่งต่อวัน และที่น่าสนใจคือศูนย์จัดการสินค้านี้มีพนักงานเพียงแค่ 4 คน โดยทั้งหมดมีหน้าที่ควบคุมหุ่นยนต์ในศูนย์

ผู้บริหารของ JD.com กล่าวว่าการใช้ระบบอัตโนมัติทั้งหมดเช่นนี้ จะทำให้บริษัทเป็นอีคอมเมิร์ซรายแรกที่สามารถจัดส่งสินค้าได้ทั่วทั้งประเทศจีน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดภายในวันเดียวกับคำสั่งซื้อ (same day) บนเงื่อนไขว่าคำสั่งซื้อต้องเสร็จสิ้นก่อนเวลา 11 นาฬิกา

JD.com บอกว่า การสร้างศูนย์จัดการสินค้าอัตโนมัตินี้ทำเพื่อให้ได้ความรวดเร็วและความถูกต้องในการส่งสินค้า ไม่ใช่เพื่อลดคนงาน โดยคนที่กระทบจะถูกย้ายไปฝ่ายอื่น นอกจากนี้ยังบอกว่าระบบจัดการคำสั่งซื้อของ JD.com นี้ ยังมีแผนนำไปขายให้บริษัทอื่นใช้งานด้วยในรูปแบบ Retail-as-a-service

การลงทุนด้านระบบจัดส่งนี้ทำให้ JD.com มีค่าใช้จ่ายสูงจนทำอัตรากำไรได้น้อยกว่า Alibaba แต่ผู้บริการมองว่าการวางโครงสร้างระบบจัดส่งนี้ เมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะสามารถทำกำไรได้มากขึ้นเองเหมือน Amazon ในปัจจุบัน

ที่มา: Axios

alt="Fulfillment"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/103162

JD.com ลงทุนในบริษัทบริหารโกดังสินค้า China Logistics Property

ปกติเราจะมักเห็นข่าวบริษัทอย่าง Alibaba หรืออย่าง Amazon ลงทุนในบริษัททางด้าน Logistics มากกว่า หรือไม่ก็ลงทุนในเรื่อง Logistics เอง แต่คราวนี้เป็นทางยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของทางจีนอย่าง JD.com ที่ลงทุนในเรื่องนี้บ้าง

ภาพจาก Shutterstock

JD.com ซึ่งเป็น E-commerce ใหญ่อันดับที่ 2 ของประเทศจีน ประกาศลงทุนใน China Logistics Property Holdings หรือ CNLP ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ Logistics และบริหารคลังสินค้าใหญ่อันดับ 2 ของประเทศจีน สัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 10% เป็นมูลค่าทั้งสิ้น 898.99 ล้านเหรียญฮ่องกง

CNLP ใหญ่แค่ไหน

ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ DTZ แสดงว่าทาง CNLP เป็นรองแค่ทาง GLP ซึ่งเป็นบริษัทสิงคโปร์แต่โดนซื้อกิจการไปโดยนักลงทุนจีน CNLP มีพื้นที่โกดังสินค้าใหญ่กว่า 3.1 ล้านตารางเมตร อยู่ตาม 14 มณฑลของจีน

รายได้ของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 831 ล้านเหรียญฮ่องกง โดยบริษัทได้ผลดีจากการเติบโตของ E-commerce ในประเทศจีน

วิน-วิน ทั้งสองฝ่าย

ก่อนหน้าที่ทาง JD.com จะลงทุนใน CNLP นั้น ทาง JD.com ก็เป็นลูกค้ารายใหญ่อันดับต้นๆ ของทาง CNLP อยู่แล้ว การที่ CNLP ได้เม็ดเงินกว่า 898.99 ล้านเหรียญฮ่องกง จะทำให้ทาง CNLP สามารถนำเงินสดไปชำระหนี้ เพื่อสัดส่วนหนี้ของบริษัทจะได้ลดลงด้วย

ส่วนทาง JD.com ก็สามารถใช้ประโยชน์จากคลังสินค้าของ CNLP และรวมไปถึงบริการขนส่งจากทาง CNLP ได้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งถือว่าได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

ที่มาSouth China Moring Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jd-com-invested-on-chinese-logistics-warehouse-company/