คลังเก็บป้ายกำกับ: jobs

มหาวิทยาลัยไทยพร้อมแค่ไหนในตลาดแรงงานยุคดิจิทัล

ปัญหาคนว่างงานในกลุ่มที่จบปริญญาตรีใหม่ มีให้ได้ยินบ่อยครั้ง ที่น่ากังวลคือมีจำนวนคนว่างงานมากขึ้นทุกปี สำนักงานสถิติแห่งชาติเผยตัวเลขบัณฑิตจบใหม่ในปี 2017 มีอัตราว่างงานประมาณ 160,000 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2016 ที่มีประมาณ 103,000 คน

หลักสูตรการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับเนื้องานในตลาดแรงงานเป็นสาเหตุสำคัญ จุดอ่อนของการศึกษาไทยคือปรับตัวไม่ทันต่อความต้องการตลาดแรงงานที่ถูกกดดันให้เปลี่ยนแปลงตัวเองให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล แต่การศึกษาแบบเดิมๆยังผลิตคนที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคเก่า ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยน เทคโนโลยีขับเคลื่อนให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่และสายงานใหม่ๆ มากมาย

ตัวอย่างอาชีพไอทีที่กำลังมาแรงและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานจากเว็บไซต์ Career Cast ของสหรัฐฯ คือ

  • Computer Systems Analyst นักวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ เป็นหนึ่งในอาชีพรายได้สูง และจะมีความต้องการในตลาดงานมากในระยะยาวไปจนถึงปี 2024
  • Online Sales Manager เนื่องจากอัตราการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ คนที่จบสายงานนี้มาหรือทำอาชีพนี้อยู่แล้วมีความเป็นไปได้สูงว่ารายได้จะโตขึ้น ปัจจุบันเงินเดือนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 117,960 ดอลลาร์ ถือว่าสูงขึ้นหมายเท่าเมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อนอยู่ที่ 88,000 ดอลลาร์
  • Security Analyst ผู้ดูแลความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ปัจจุบันธุรกิจการค้าโดยเฉพาะอุตสาหกรรมด้านสุขภาพมีการดำเนินการผ่านออนไลน์มากขึ้น นำมาซึ่งปริมาณข้อมูลมหาศาล นำไปสู่ความเสี่ยงต่อการโจมตีและโจรกรรมข้อมูล อาชีพดูแลความปลอดภัยข้อมูลจึงกำลังเป็นที่ต้องการในตลาดไอที
  • Operations Research Analyst นักวิเคราะห์การดำเนินงานเป็นอีกหนึ่งอาชีพใหม่ที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ส่งผลให้ตลาดเปลี่ยนแปลง โดยเว็บไซต์ Career Cast คาดว่าสายอาชีพนี้จะโต 30% ภายปี 2024

No Description
ภาพจาก Pexels

การที่จะสามารถผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงได้ ภาคการศึกษาต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เริ่มจากศึกษาตลาดงาน ทิศทางการเติบโต ลงทุนอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัยและทั่วถึง สื่อการสอนและอุปกรณ์ที่ทันสมัยคือพื้นฐานอันดับต้นๆ ของการศึกษา เพราะโลกอุตสาหกรรมพึ่งพาเทคโนโลยีในระดับสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันการศึกษาไทยยังมีจุดอ่อนเรื่องสื่อการสอนมาตลอด

ภาคการศึกษายังต้องปรับหลักสูตรที่รองรับสายงานเกิดใหม่ให้ทัน โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการจากภาคเอกชนที่อยู่ในอุตสาหกรรมจริงในการปรับปรุงหลักสูตรให้เข้ากับยุคสมัย นอกจากนี้ยังสามารถส่งเสริมให้นักศึกษาทำกิจกรรมนอกหลักสูตรการศึกษา แข่งขันนวัตกรรมใหม่ด้วยการใช้สื่อดิจิทัล อันเป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต

ตลาดแรงงานยุคใหม่ soft skill สำคัญไม่น้อยไปกว่า hard skill

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) พบว่าบัณฑิตที่จบมาได้งานทำน้อย เพราะนักศึกษาก่อนเป็นบัณฑิตยังไม่ค้นพบตนเองว่าอยากทำอาชีพอะไร และมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีเป้าหมายชัดเจน
นอกจากนี้ ความต้องการในตลาดแรงงานเน้นทักษะด้าน soft skill ไม่น้อยไปกว่าทักษะในสายงาน (hard skill) ตัวอย่างทักษะ soft skill ได้แก่ ภาษาอังกฤษ, การเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ, การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ, การทำงานเป็นทีม และที่สำคํญคือ มีความคิดสร้างสรรค์
ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุทักษะอื่นที่จำเป็นนอกเหนือจากทักษะในสายงาน ที่บุคลากรควรมีในปี 2020 คือ

  • การแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อน (Complex Problem Solving)
  • การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)
  • ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
  • การบริหารจัดการคน (Management)
  • การประสานงาน (Coordinating with Others)
  • ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)
  • การตัดสินใจ (Judgement and Decision Making)
  • ความคิดเชิงการให้บริการ (Service Orientation)
  • การต่อรอง (Negotiation)
  • ความยืดหยุ่นในการปรับกระบวนการคิดให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ (Cognitive Flexibility)

No Description
ภาพจาก Stocksnap.io

ระบบการศึกษาไทยยังผลิตคนได้ไม่ตอบโจทย์ทักษะด้าน soft skill มากพอ เพราะการสอนของไทยยังเป็นลักษณะป้อนข้อมูลสู่นักเรียนนักศึกษา ครูอาจารย์ยังเป็นศูนย์กลางของการศึกษา ไม่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะ soft skill มากนัก

ภาคการศึกษาสามารถปรับนโยบายเพื่อให้เกิด soft skill ที่สอดคล้องต่อตลาดงานได้ เช่น เน้นการสอนใช้ภาษาอังกฤษให้ได้ 100%, ต้องทำให้ผู้เรียนกล้าใช้ภาษาต่างประเทศ, เปลี่ยนจากการ lecture method มาเป็น discussion method และมีระบบที่ทำให้นักศึกษาค้นพบเป้าหมายของตนเอง

ภาคการศึกษาควรร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์

เพื่อผลิตบุคลากรให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ภาคการศึกษาไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง และจำเป็นต้องร่วมมือภาคเอกชน ปรับหลักสูตรให้ทันสมัยตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม เช่น เปิดหลักสูตรใหม่โดยให้ผู้เชี่ยวชาญจากสายงานนั้นๆ มาร่วมเป็นผู้สอน ยกตัวอย่างเช่น โครงการ Cooperative and Work-Integrated Education: CWIE หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า สหกิจศึกษา คือโครงการที่เปิดโอกาสให้สถานประกอบการทั้งภาคเอกชน และภาครัฐได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพบัณฑิต ให้นักศึกษามาลองทำงานจริง ทำให้เกิดการจ้างงานง่ายขึ้น ลดปัญหาการปรับตัวในการทำงานเมื่อจบและได้ทำงานจริง
No Description

ภาพจาก Pexels

นักศึกษาต้องเตรียมความพร้อม สร้างแบรนด์ให้ตัวเองก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ในฝั่งของนักศึกษาก็สามารถสร้างแบรนด์ให้ตัวเองได้ คำว่า “สร้างแบรนด์” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงทำธุรกิจของตัวเอง แต่เป็นการเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์จากการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อเพิ่มความโดดเด่นและความน่าสนใจในใบสมัคร เพิ่มโอกาสให้บริษัทที่ไปสมัครงานพิจารณาได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

วิธีการสร้างแบรนด์สำหรับนักศึกษาจบใหม่ เช่น

  • ความรู้ด้านภาษาอังกฤษและภาษาที่ 3 สามารถฟัง พูด อ่าน เขียน และนำเสนองานได้
  • ทักษะคอมพิวเตอร์พื้นฐาน รวมทั้งมีความรู้ด้านโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่เปิดรับ
  • มีประสบการณ์ฝึกงานตามสายงานที่อยากทำ
  • มีความเชี่ยวชาญด้านการใช้โซเชียลมีเดีย
  • มีความรู้รอบตัวที่ดี เช่น ความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะความรู้พื้นฐานของอุตสาหกรรมที่ตนสนใจจะเข้าไปสมัครงาน
  • มีบุคลิกภาพดี ใฝ่รู้ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

เมื่อภาคการศึกษามีหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในตลาด มีอุปกรณ์และระบบที่เอื้อต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ ให้นักศึกษาได้เรียนและได้ลงมือปฏิบัติงาน และฝึกงานในวงการวิชาชีพจริง สามารถนำไปต่อยอดวิชาชีพที่กำลังเป็นที่ต้องการในตลาดได้จริง ส่งผลให้นักศึกษามีความคล่องตัว สามารถปรับตัวได้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง จะช่วยลดปัญหาการว่างงาน และปัญหาขาดแรงงานในตลาดได้

วันนี้สถาบันการศึกษาโดยเฉพาะมหาวิทยาลัย จะนิ่งเฉยไม่ได้แล้ว มหาวิทยาลัยเป็นด่านสุดท้ายก่อนที่นักศึกษาจะเข้าสู่โลกการทำงาน ในขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้นทุกวัน บัณฑิตใหม่ตกงานมากขึ้นเพราะความรู้ที่ได้ไม่ตรงกับโลกที่เปลี่ยนไป มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวให้เร็ว เพื่อพัฒนาบุคลากรที่ตอบโจทย์โลกในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างดีที่สุด

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/97889

Advertisements

ข้อมูลใน Stack Overflow เผย Perl เป็นภาษาที่นักพัฒนาไม่ชอบมากที่สุด รองลงมาคือ Delphi และ VBA

Stack Overflow มีฟีเจอร์ Developer Story ให้นักพัฒนาสร้าง resume ของตัวเองในรูปแบบของ timeline โดยผู้ใช้เองสามารถกรอกได้ว่าภาษา/เทคโนโลยีไหนที่ตนอยากทำงาน/ใช้งานด้วย และอะไรที่ไม่อยาก (ซึ่งอันที่จริงข้อมูลที่เอามากรอกก็คือแท็กในฟอรั่มนั่นแหละครับ)

alt="Developer Story prefer and not-prefer tag list feature"

ส่วนหนึ่งของแบบฟอร์มใน Developer ​Story (ที่มาภาพ – Stack Overflow Blog)

นี่จึงทำให้ David Robinson นัก data scientist ประจำ Stack Overflow สนใจขุดข้อมูลจากฟีเจอร์ดังกล่าวขึ้นมา เพื่อดูว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง กล่าวโดยสรุปได้ดังนี้

alt="Most dislike programming language 2017 from not-prefer tag feature in Developer Story"กราฟแสดงอันดับของภาษาที่นักพัฒนาใน Developer Story บอกว่าไม่ชอบใช้งานด้วย (ที่มาภาพ – Stack Overflow Blog)

  • ภาษาที่นักพัฒนาไม่ชอบใช้มากที่สุด ได้แก่ Perl ตามมาด้วย Delphi, VBA, PHP, และ Objective-C (จัดอันดับภาษาเฉพาะแท็กที่มีคนพูดถึงใน Developer Story มากกว่า 2,000 ครั้งเท่านั้น)
  • เมื่อเทียบปริมาณ traffic ใน Stack Overflow ในปี 2016 และปี 2017 (มีคนยังสนใจถาม/ตอบในฟอรั่มอยู่หรือไม่) จากประเทศรายได้สูง (high-income countries เช่น สหรัฐฯ หรือแคนาดา) ภาษาที่นักพัฒนาบอกว่าไม่ชอบมากกว่า 3% นั้น เกือบทั้งหมดเป็นภาษาที่มี traffic ลดลง ในทางกลับกัน ภาษาที่นักพัฒนาไม่ชอบน้อยกว่า 3% อย่างเช่น R, Rust, Typescript, และ Kotlin นั้นมี traffic ที่สูงขึ้น
  • VBA เป็นหนึ่งในข้อยกเว้นที่ยังมี traffic ใน Stack Overflow เติบโตอยู่เล็กน้อย แต่ MATLAB ซึ่งมีคนบอกไม่ชอบน้อยนั้นกลับมี traffic ใน Stack Overflow ลดลง (David เสริมว่านี่อาจจะเป็นข้อจำกัดของข้อมูลและวิธีการทางสถิติที่ไม่ครอบคลุมพอ เป็นไปได้ว่านักพัฒนาเว็บที่คลุกคลีกับภาษา PHP หรือ Ruby อาจจะให้ความเห็นเกี่ยวกับภาษาเหล่านั้นได้ แต่สำหรับ MATLAB หากพวกเขาไม่ได้เป็นนักวิเคราะห์ข้อมูลก็คงจะบอกไม่ได้ว่าชอบหรือไม่)
  • ถ้าเอาแท็กรวมๆ เลยไม่แยกเฉพาะภาษาโปรแกรม อย่าง OS, platform, หรือไลบรารี ก็พบว่า IE (แท็ก internet-explorer) และ Visual Basic (แท็ก visual-basic) เป็นเทคโนโลยีที่นักพัฒนาบอกว่าไม่ชอบใช้งานด้วยมากที่สุด 2 อันดับแรก (David ย้ำว่า ข้อมูลที่ว่ามาไม่ได้บอกว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นดีหรือไม่ ก็แค่คนไม่ชอบเยอะเฉยๆ)
  • ส่วนแท็กที่มีคนบอกชอบมากกว่า 10,000 ครั้ง และมีคนบอกไม่ชอบน้อยที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ Machine Learning (แท็ก machine-learning), Git, และ Python (แท็ก python-3.x)
  • David ยังอุตส่าห์ขุดข้อมูลต่ออีกว่าแท็กที่นักพัฒนาบอกว่าชอบ/ไม่ชอบพร้อมกันมากที่สุด (rivalries) มีอันดับอย่างไรบ้าง ก็พบว่ามีคนที่ชอบ Linux แต่ไม่ชอบ Windows มากที่สุด รองลงมาคือชอบ Git แต่ไม่ชอบ SVN และชอบ backend แต่ไม่ชอบ frontend
  • ข้อมูล rivalries เหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นแท็กที่เป็นเทคโนโลยีเก่าซึ่งถูกแทนที่ด้วยอีกแท็กที่เป็นเทคโนโลยีใหม่กว่า เช่น SVN ที่กำลังถูกแทนที่ด้วย Git

สำหรับคนที่สนใจสถิติอื่นๆ เพิ่มเติม หรืออยากรู้ว่า David ใช้เครื่องมือสถิติอะไรในการวิเคราะห์บ้าง หรืออยากดูว่าคอมเมนต์ต้นทางเขาถกเถียงอะไรกันบ้าง (มีบางคนรู้สึกทะแม่งๆ กับสถิติชุดนี้อยู่เหมือนกันครับ) ก็ลองไปอ่านได้จากที่มาครับ

ที่มา – Stack Overflow Blog

from:https://www.blognone.com/node/96756

Google ลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ในโครงการพัฒนาทักษะงาน และการศึกษาให้คนสหรัฐฯ

Google เปิดตัว Grow with Google ช่องทางเพิ่มทักษะทางอาชีพ และการศึกษา นอกจากนี้ยังลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ให้องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรทั่วโลก (ระยะเวลา 5 ปี) โดยมีเป้าหมายลดช่องว่างทางการศึกษาด้วย

Grow with Google คือช่องทางให้ผู้ใช้คนเข้าถึงเครื่องมือพัฒนาทักษะเพื่อการศึกษา
และพัฒนาทักษะสำหรับคนหางาน รวมทั้งคนทำธุรกิจและสตาร์ทอัพด้วย เนื้อหาที่จะได้เรียนรู้ เช่น computer science, AR, VR, การใช้เครื่องมือ Digital สำหรับห้องเรียน การสร้างเว็บไซต์ ทำการตลาดออนไลน์ เพิ่มคุณภาพเรซูเม่ การเขียนโค้ด เป็นต้น Google ยังเสนอทีมงานหรือ Googler 1,000 คนให้เป็นเทรนเนอร์อย่างใกล้ชิดแก่ผู้เข้าร่วมโครงการด้วย

ด้านเงินลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ จะลงทุนในองค์กรต่างๆ ที่มีเป้าหมายอยากลดช่องทางทางการศึกษา, เตรียมพร้อมผู้คนสำหรับลักษณะงานที่เปลี่ยนแปลง และให้คำมั่นว่าจะไม่มีใครถูกกีดกันออกจาความเปลี่ยนแปลงนี้

บริษัทเทคโนโลยีอื่น เช่น Microsoft ก็ลงทุนเพื่อการศึกษาเช่นกัน คือ TechSpark ทำงานในเมืองเล็กๆ ขยายขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของคน Apple ลงทุนสร้างงานในสหรัฐฯ 1 พันล้านดอลลาร์

No Description
ภาพจาก Google Blog

ที่มา – Google Blog, Axios

from:https://www.blognone.com/node/96258

Facebook ทดลองฟีเจอร์หาเมนเทอร์ที่ปรึกษา ให้ผู้ใช้ที่มีความสนใจและอาชีพเดียวกัน

Facebook เปิดตัวฟีเจอร์หางานบนแพลตฟอร์ม ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมคือกำลังทดลองฟีเจอร์หาเมนเทอร์ที่ปรึกษาให้ผู้ใช้ โดยยึดจุดร่วมกันของผู้ใช้คือเมืองที่อยู่ ความสนใจที่มีร่วมกัน และอาชีพการงาน

ทีมข่าว Techcrunch ระบุแหล่งอ้างอิงจากคนที่อยู่เบื้องหลังฟีเจอร์ดังกล่าว และได้ภาพหน้าจอโปรแกรมระบุชุดคำแนะนำผู้ใช้เกี่ยวกับเมนเทอร์ หลังจากนั้นทีมข่าวยังพบการใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวบนแอพมือถือของอีกคนหนึ่งด้วย โดยระบบจะจับคู่ความสนใจ และอาชีพของผู้ใช้ว่าตรงกลุ่มเมนเทอร์ใดบ้าง เน้นว่าต้องมีภูมิลำเนา การศึกษาในบริเวณใกล้เคียงกัน และที่สำคัญคือมีอาชีพลักษณะเดียวกัน

No Description
ภาพจาก Facebook Business

Mark Zuckerberg เคยโพสต์ Facebook เรื่องความพยายามเชื่อมต่อผู้ใช้งาน เขาระบุว่า เรามีปัญญาประดิษฐ์ที่แนะนำคนที่ผู้ใช้รู้จัก อาจจะรู้จัก แต่ที่สำคัญคือ ระบบควรจะแนะนำคนที่ผู้ใช้ควรจะรู้จักคนที่อาจจะอยู่นอกวงโคจรของผู้ใช้ แต่สามารถเป็นที่ปรึกษาที่ดีแก่คนนั้นได้ดี ตัวอย่างเช่น หากต้องการเอาชนะติดแอลกอฮอล์ ยาเสพติด เป็นต้น

Techcrunch วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของ Facebook ในการทำฟีเจอร์นี้ว่าอาจประสบความสำเร็จ เพราะเป็นความต้องการของผู้ก่อตั้ง Facebook ที่ต้องการสร้าง engagement บนแพลคฟอร์มให้มากกว่าที่เคยเป็น และผู้ใช้ Facebook ไม่น้อยระบุอาชีพและองค์กรตัวเองลงบนโปรไฟล์ ในขณะเดียวกันฐานผู้ใช้ Facebook กว้างกว่ามากถ้าเทียบกับ LinkedIn

ที่มา – Techcrunch

from:https://www.blognone.com/node/95414

ส่งสัญญาณตลาดแรงงานไทย เตรียมเพิ่มทักษะเป็นผู้เชี่ยวชาญเพื่อโอกาสในการแข่งขัน

พบตลาดแรงงานไทยฝั่งผู้ประกอบการมีมุมมองสดใสและอยากจ้างงานกลุ่ม White-Collar เพิ่มใน 5 หมวดดังต่อไปนี้ ธุรกิจสุขภาพ, ธุรกิจการผลิต, ธุรกิจพลังงาน, ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจก่อสร้าง ส่วนฝั่งผู้หางานมีคำแนะนำให้เพิ่มทักษะให้ตนเองกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษมิเช่นนั้นอาจเจอกับการแข่งขันที่สูงมากได้ 

โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นผลวิจัยของ JobDB ในหัวข้อ รายงานการคาดการณ์ภาพรวมตลาดงานประจำปี 2560 ที่จัดทำใน 6 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และประเทศไทย โดยพบว่า แนวโน้มการจ้างงานของผู้ประกอบการไทยนั้นค่อนข้างมีมุมมองเชิงบวก หลายอุตสาหกรรมมีแนวโน้มจะขยายกิจการและจ้างคนเพิ่ม สอดคล้องกับการคาดการณ์ของธนาคารโลกที่ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2560 จะเติบโตอยู่ที่ 3.5% รายงานยังระบุว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาคการส่งออกที่เพิ่มขึ้นถึง 6.6% ซึ่งสูงที่สุดในรอบสี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ค่อนข้างสวนทางกับภาพรวมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พบว่าประเทศอื่น ๆ มีแนวโน้มการจ้างงานที่ลดลง เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์  และอินโดนีเซีย 

คุณนพวรรณ จุลกนิษฐ์  กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) เผยว่า ตลาดแรงงานไทยในระดับ White-Collar ขึ้นไปนั้นถือว่าภาพรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี และบางหมวดมีแนวโน้มต้องการขยายกิจการเพิ่มสูง ซึ่งเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนแล้วสูงกว่าภาพรวมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย 5 อันดับธุรกิจที่ผู้ประกอบการคาดว่าจะเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าคือ (เรียงจากมากไปหาน้อย) ได้แก่

  1. ธุรกิจสุขภาพ
  2. ธุรกิจการผลิต
  3. ธุรกิจพลังงาน
  4. ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค
  5. ธุรกิจก่อสร้าง

“แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จะส่งผลให้กำลังซื้อกลับมาสดใส และภาคการผลิตเริ่มกลับเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมอีกครั้ง ทำให้ตลาดการจ้างงานเตรียมฟื้นตัวขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี ความท้าทายที่เกิดขึ้นอีกประการหนึ่ง คือแรงงานทักษะสูงที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางยังไม่เพียงพอต่อความต้องการนายจ้างส่วนใหญ่ ก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างแรงงานทักษะสูงและแรงงานทักษะพื้นฐานที่ล้นตลาดและจะกลายเป็นผู้ว่างงานในที่สุด” คุณนพวรรณกล่าว

คุณนพวรรณ จุลกนิษฐ์

จากคำกล่าวด้านบนสะท้อนให้เห็นถึงภาพของผู้หางานในปัจจุบัน สอดคล้องกับผลการวิจัยที่พบว่าผู้หางานมีทัศนคติเชิงลบต่อการหางาน โดย 50% มองว่าตลาดงานจะซบเซากว่าปี 2016  เป็นผลมาจากการแข่งขันสูงในสายงานและความยากในการเข้าถึงตำแหน่งงานที่ดี

อีกปัจจัยหนึ่งที่ JobDB มองว่าทำให้ฝั่งผู้หางานมีทัศนคติเชิงลบอาจมาจากการที่องค์กรต่าง ๆ เปิดเผยนโยบายด้านการเติบโตของบริษัท และการจ้างงานยังไม่เพียงพอ ซึ่งหากนำเสนอได้มากขึ้น ก็จะทำให้ผู้หางานเกิดความเข้าใจที่ตรงกันมากขึ้น

สำหรับประเภทธุรกิจที่ผู้หางานคาดการณ์ว่าจะมีโอกาสได้ค้นพบตำแหน่งงานที่ตรงใจ 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค (3.63) ธุรกิจการผลิต (3.53) และธุรกิจโทรคมนาคม (3.50) นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์อีกว่า การแข่งขันในสายงานของธุรกิจพลังงาน (6.20) ธุรกิจการผลิต (5.93) และธุรกิจโทรคมนาคม (5.67) จะมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ตามลำดับ

ธุรกิจสตาร์ทอัปได้รับความสนใจสูง

ทั้งนี้ผู้หางานยังให้ความคิดเห็นต่อการเติบโตของตลาดงานอีกว่า จากแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจต่างๆ รวมทั้งบริษัทต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย ประกอบกับสัญญาณการเติบโตในเชิงบวกของธุรกิจสตาร์ทอัพ จะก่อให้เกิดอาชีพใหม่หรือรูปแบบการทำงานที่หลากหลายมากขึ้นทำให้เกิดทักษะการทำงานใหม่ที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเนื้องาน ส่งผลให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ ๆ มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ในมุมมองของ JobDB มองว่าสื่อออนไลน์เป็นสื่อที่ช่วยทั้งในฝั่งผู้ประกอบการและผู้หางาน โดยผู้ประกอบการสามารถใช้เพื่อสรรหาว่าจ้างและประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ขององค์กรได้ ในขณะที่ผู้หางานนั้นก็พบว่ามีความนิยมในการใช้ช่องทางออนไลน์หางานมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน

นอกจากนี้ข้อมูลจากการสำรวจของจ๊อบส์ดีบี พบว่าการอัปเดตโปรไฟล์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ 80% ของผู้หางานได้รับการติดต่อเสนองานและ 74% ได้งานทำภายใน 1 เดือนหลังจากสมัครงานด้วย (สำรวจเมื่อมกราคม 2017 ที่ผ่านมา จากกลุ่มผู้ใช้งาน 1,500 คน)

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/09/w%e0%b9%88hite-collar-job-forcast-thailand-vs-regional-2017/

ส่งสัญญาณตลาดแรงงานไทย เตรียมเพิ่มทักษะเป็นผู้เชี่ยวชาญเพื่อโอกาสในการแข่งขัน

พบตลาดแรงงานไทยฝั่งผู้ประกอบการมีมุมมองสดใสและอยากจ้างงานกลุ่ม White-Collar เพิ่มใน 5 หมวดดังต่อไปนี้ ธุรกิจสุขภาพ, ธุรกิจการผลิต, ธุรกิจพลังงาน, ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจก่อสร้าง ส่วนฝั่งผู้หางานมีคำแนะนำให้เพิ่มทักษะให้ตนเองกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษมิเช่นนั้นอาจเจอกับการแข่งขันที่สูงมากได้ 

โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นผลวิจัยของ JobDB ในหัวข้อ รายงานการคาดการณ์ภาพรวมตลาดงานประจำปี 2560 ที่จัดทำใน 6 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และประเทศไทย โดยพบว่า แนวโน้มการจ้างงานของผู้ประกอบการไทยนั้นค่อนข้างมีมุมมองเชิงบวก หลายอุตสาหกรรมมีแนวโน้มจะขยายกิจการและจ้างคนเพิ่ม สอดคล้องกับการคาดการณ์ของธนาคารโลกที่ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2560 จะเติบโตอยู่ที่ 3.5% รายงานยังระบุว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาคการส่งออกที่เพิ่มขึ้นถึง 6.6% ซึ่งสูงที่สุดในรอบสี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ค่อนข้างสวนทางกับภาพรวมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พบว่าประเทศอื่น ๆ มีแนวโน้มการจ้างงานที่ลดลง เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์  และอินโดนีเซีย 

คุณนพวรรณ จุลกนิษฐ์  กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) เผยว่า ตลาดแรงงานไทยในระดับ White-Collar ขึ้นไปนั้นถือว่าภาพรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี และบางหมวดมีแนวโน้มต้องการขยายกิจการเพิ่มสูง ซึ่งเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนแล้วสูงกว่าภาพรวมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย 5 อันดับธุรกิจที่ผู้ประกอบการคาดว่าจะเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าคือ (เรียงจากมากไปหาน้อย) ได้แก่

  1. ธุรกิจสุขภาพ
  2. ธุรกิจการผลิต
  3. ธุรกิจพลังงาน
  4. ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค
  5. ธุรกิจก่อสร้าง

“แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จะส่งผลให้กำลังซื้อกลับมาสดใส และภาคการผลิตเริ่มกลับเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมอีกครั้ง ทำให้ตลาดการจ้างงานเตรียมฟื้นตัวขึ้นด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี ความท้าทายที่เกิดขึ้นอีกประการหนึ่ง คือแรงงานทักษะสูงที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางยังไม่เพียงพอต่อความต้องการนายจ้างส่วนใหญ่ ก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างแรงงานทักษะสูงและแรงงานทักษะพื้นฐานที่ล้นตลาดและจะกลายเป็นผู้ว่างงานในที่สุด” คุณนพวรรณกล่าว

คุณนพวรรณ จุลกนิษฐ์

จากคำกล่าวด้านบนสะท้อนให้เห็นถึงภาพของผู้หางานในปัจจุบัน สอดคล้องกับผลการวิจัยที่พบว่าผู้หางานมีทัศนคติเชิงลบต่อการหางาน โดย 50% มองว่าตลาดงานจะซบเซากว่าปี 2016  เป็นผลมาจากการแข่งขันสูงในสายงานและความยากในการเข้าถึงตำแหน่งงานที่ดี

อีกปัจจัยหนึ่งที่ JobDB มองว่าทำให้ฝั่งผู้หางานมีทัศนคติเชิงลบอาจมาจากการที่องค์กรต่าง ๆ เปิดเผยนโยบายด้านการเติบโตของบริษัท และการจ้างงานยังไม่เพียงพอ ซึ่งหากนำเสนอได้มากขึ้น ก็จะทำให้ผู้หางานเกิดความเข้าใจที่ตรงกันมากขึ้น

สำหรับประเภทธุรกิจที่ผู้หางานคาดการณ์ว่าจะมีโอกาสได้ค้นพบตำแหน่งงานที่ตรงใจ 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค (3.63) ธุรกิจการผลิต (3.53) และธุรกิจโทรคมนาคม (3.50) นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์อีกว่า การแข่งขันในสายงานของธุรกิจพลังงาน (6.20) ธุรกิจการผลิต (5.93) และธุรกิจโทรคมนาคม (5.67) จะมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ตามลำดับ

ธุรกิจสตาร์ทอัปได้รับความสนใจสูง

ทั้งนี้ผู้หางานยังให้ความคิดเห็นต่อการเติบโตของตลาดงานอีกว่า จากแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจต่างๆ รวมทั้งบริษัทต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย ประกอบกับสัญญาณการเติบโตในเชิงบวกของธุรกิจสตาร์ทอัพ จะก่อให้เกิดอาชีพใหม่หรือรูปแบบการทำงานที่หลากหลายมากขึ้นทำให้เกิดทักษะการทำงานใหม่ที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเนื้องาน ส่งผลให้เกิดตำแหน่งงานใหม่ ๆ มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ในมุมมองของ JobDB มองว่าสื่อออนไลน์เป็นสื่อที่ช่วยทั้งในฝั่งผู้ประกอบการและผู้หางาน โดยผู้ประกอบการสามารถใช้เพื่อสรรหาว่าจ้างและประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ขององค์กรได้ ในขณะที่ผู้หางานนั้นก็พบว่ามีความนิยมในการใช้ช่องทางออนไลน์หางานมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน

นอกจากนี้ข้อมูลจากการสำรวจของจ๊อบส์ดีบี พบว่าการอัปเดตโปรไฟล์อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ 80% ของผู้หางานได้รับการติดต่อเสนองานและ 74% ได้งานทำภายใน 1 เดือนหลังจากสมัครงานด้วย (สำรวจเมื่อมกราคม 2017 ที่ผ่านมา จากกลุ่มผู้ใช้งาน 1,500 คน)

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/09/white-collar-job-forcast-thailand-vs-regional-2017/

Apple ซ่อนหน้าเว็บไซต์ที่หายาก เพื่อรับสมัครตำแหน่งงานพิเศษ

หน้าเว็บหนึ่งได้ถูกซ่อนไว้ในเว็บไซต์บนเซิร์ฟเวอร์ของ Apple โดยมีรายละเอียดงานเกี่ยวกับ “วิศวกรที่มีความสามารถ” ซึ่งเป็นงานพิเศษที่ทำเกี่ยวกับ “ส่วนประกอบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ” โดยมีการเชิญให้มาสมัครที่สำนักงานใหญ่โดยตรง

Dhiibycxyaerdwh.jpg Large 800x938

Apple รับสมัครตำแหน่งงานพิเศษ

หน้าเว็บดังกล่าวก็คือ us-west-1.blobstore.apple.com ถูกค้นพบตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วโดย Zach Whittaker แห่ง ZDNet ซึ่งอธิบายบทบาทเกี่ยวกับ “exabyte” ซึ่งเป็นการจัดการข้อมูลนับหมื่นของเซิร์ฟเวอร์ และนับล้านของดิสก์ ซึ่งข้อความทักทายประกอบไปด้วย

Apple กำลังมองหาวิศวกรที่มีความสามารถ ในการพัฒนาส่วนประกอบพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งจะมาเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศของ Apple โดยผู้สมัครจำเป็นต้องมีความสามารถในการออกแบบ และใช้งานแอปพลิเคชันรวมถึง Web Services  และคุ้นเคยกับ Java 8 เป็นอย่างดี

ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ระบุตำแหน่งงานไว้ แต่คาดว่าน่าจเกี่ยวข้องกับ iCloud, Apple Music, iTunes หรือ App Store โดยตรง

ที่มา – macrumors

from:https://www.iphonemod.net/apple-hidden-site-job-advert-critical-role.html