คลังเก็บป้ายกำกับ: jobs

PwC มองอนาคตตลาดอาเซียนท้าทาย

หากเอ่ยถึงเรื่องภาคอุตสาหกรรมและอาเซียนหลายคนอาจจะมองว่าไกลตัวใช่ไหมคะ แต่ทราบไหมคะว่าทุกวันนี้การแข่งขันด้านการเติบโตด้านศักยภาพของประเทศต่างก็เร่งสปีดกันอย่างรวดเร็วเลยทีเดียวนะคะ ซึ่งหากภาคธุรกิจทั้งรายใหญ่รายย่อยปรับตัวตามไม่ทันด้านภาพรวมของประเทศเราอาจจะกลายเป็นประเทศที่ล้าหลังในบางเรื่องได้เลย อย่างเช่น การลงทุนเรื่องสมาร์ทซิตี้ เรื่องเทคโนโลยี สตาร์ทอัพ ประเทศเพื่อนบ้านของเราต่างพยายามที่จะเอื้อประโยชน์และหากลยุทธ์มาแข่งกันอย่างสุดกำลัง และพี่ไทยจะมองข้ามกันไปได้อย่างไร

ศูนย์วิจัยตลาดเติบโตสูงของ PwC จึงได้ประเมินอนาคตอาเซียนมาให้ดูกันว่า ภาคอุตสาหกรรมยังมีความท้าทายรออยู่และน่าสนใจเลยทีเดียวค่ะ

ศูนย์วิจัยตลาดเติบโตสูงของ PwC เปิดเผยรายงานฉบับล่าสุดประจำปี 2561 ในหัวข้อThe Future of ASEAN – Time to Act’ โดยนำเสนอมุมมองต่อนโยบายที่รัฐบาลในกลุ่มประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (The Association of Southeast Asian Nations: ASEAN) ควรต้องพิจารณา เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ภูมิภาคนี้จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง และมีกลยุทธ์สำหรับการเติบโตในอนาคตซึ่งครอบคลุม 7 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมบริการทางการเงิน อุตสาหกรรมสินค้าผู้บริโภค อุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิง อุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม และอุตสาหกรรมขนส่ง

กลุ่มประเทศสมาชิกของอาเซียน ประกอบด้วย บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เพิ่งเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของการก่อตั้งไปเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จของการรวมตัวครั้งสำคัญของอาเซียนที่ครั้งหนึ่ง ความขัดแย้ง และความยากจน เคยเป็นคุณลักษณะที่ใช้อธิบายภูมิภาคนี้ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20

มาถึงวันนี้ ไม่เพียงแต่อาเซียนจะมีจำนวนประเทศสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หลังจากวันที่ก่อตั้ง แต่ยังสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์การเงินในเอเชียปี 2540 หรือ วิกฤตต้มยำกุ้ง และวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551-2552 มาได้ จนกลายเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลกอยู่ปัจจุบัน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อาเซียนยังได้สร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากร ส่งผลให้ประชากรหลายล้านคนทั่วทั้งภูมิภาค หลุดพ้นจากความยากจน

อย่างไรก็ดี ปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ผลิตภาพแรงงานที่อ่อนแอ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การพึ่งพาการค้าภายจากภายนอกที่มากเกินไป และจุดบอดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆ และการขาดตัวกลางที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจในระดับประเทศที่เพียงพอ ยังคงเป็นคำถามสำคัญที่ท้าทายการเติบโตอย่างยั่งยืนของอาเซียนในอนาคต

ถึงเวลาลงมือปฏิบัติเพื่อการเติบโต

ทั้งนี้ รายงาน ‘The Future of ASEAN – Time to Act’ ได้นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาภูมิภาคอาเซียนให้หลุดพ้นจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเชื่องช้า รวมทั้งการเพิ่มมาตรการเชิงรุกเพื่อดึงดูดการลงทุน พัฒนาสถาบันการเงิน รวมทั้งบุคลากร และขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี โดยยังชี้ว่า ภาคเอกชนจะมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความแข็งแกร่งให้กับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในระยะต่อไป แต่นั่นแปลว่า ภาคเอกชนจะต้องทำงานใกล้ชิดกับภาครัฐเพื่อพัฒนาและกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจให้มากขึ้น นอกเหนือจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

เมื่อมองไปข้างหน้า เราเห็นโอกาสการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของภาคเอกชนในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมบริการทางการเงิน อุตสาหกรรมสินค้าผู้บริโภค อุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิง อุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม และอุตสาหกรรมขนส่ง อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบธุรกิจเหล่านี้จะต้องนำกลยุทธ์ทางด้านนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ควบคู่ไปกับการดำเนินงานเพื่อให้ประสบความสำเร็จ และเพื่อรับมือกับพลวัตการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่างๆ อีกทั้ง ตอบสนองกับความต้องการของผู้บริโภคในภูมิภากลยุทธ์ใหม่เหล่านี้อาจถูกจัดให้อยู่ใน 3 หมวดหมู่ ได้แก่

  1. การปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารให้เป็นแบบท้องถิ่น: การเปลี่ยนแปลงวิธีการไปสู่ระดับท้องถิ่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การจัดหาแหล่งผลิต และการจัดจำหน่าย ผ่านการพัฒนาให้อาเซียนเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในการปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์และการบริการให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคอย่างแท้จริง (เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์)
  2. การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ดิจิทัล: การนำความสามารถทางด้านดิจิทัลมาใช้ปรับปรุงกระบวนการผลิต การขนส่งสินค้าและบริการ รวมถึง การสื่อสารกับผู้บริโภคและกลุ่มธุรกิจ (เช่น อุตสาหกรรมบริการทางการเงิน อุตสาหกรรมสินค้าผู้บริโภค และอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม)
  3. การมีหุ้นส่วนและพันธมิตรทางธุรกิจ: การพัฒนาความร่วมมือทางธุรกิจ ผ่านการมีหุ้นส่วน หรือจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอื่น และ ผู้ประกอบการที่กำลังเข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม (เช่น ฟินเทค) เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง และ รักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งยังสามารถตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภคได้ในระดับที่ธุรกิจจะมีกำไร (เช่น อุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิง และอุตสาหกรรมขนส่ง)

ทิ้งท้ายด้วยคำพูดของ เดวิด วิเจอร์ราตน่า หุ้นส่วน และ หัวหน้าฝ่ายงานศูนย์วิจัยตลาดเติบโตสูง บริษัท PwC ประเทศสิงคโปร์ ที่แสดงความคิดเห็นได้อย่างน่าสนใจว่า เป็นที่น่าภาคภูมิใจว่า อาเซียนประสบกับความสำเร็จมากมายในช่วงระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้หมดเวลาของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบเชื่องช้าแล้ว เศรษฐกิจโลกกำลังต้องการให้อาเซียนเข้ามาช่วยเติมเต็มศักยภาพ และคว้าโอกาสของการเติบโตในอนาคต ถึงเวลาแล้ว ที่ทุกฝ่ายจะต้องลงมือปฏิบัติ 

ฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นธุรกิจรายเล็กหรือใหญ่ก็ต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ และเร่งปรับตัวรับการเจริญเติบโตได้แล้วนะคะ

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/05/pwc-asean-industry/

Advertisements

ภาคธุรกิจกำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน

คอร์น เฟอร์รี่ บริษัทผู้ให้คำปรึกษาแก่องค์กรชั้นนำระดับโลก ได้เผยผลวิจัย เกี่ยวกับภาวะขาดแคลนแรงงานผู้มีทักษะที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก ส่วนการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตของไทยนั้น อาจส่งผลให้สูญเสียรายได้ถึง 8,100 ล้านดอลล่าร์หรือ 2 แสนล้านกว่าบาท เรียกได้ว่าสูงเป็นอันดับ 2 รองจากจีนเลยทีเดียว

ผลการศึกษาโดย Korn Ferry เปิดเผยว่า การขาดแคลนแรงงานผู้มีทักษะซึ่งปัจจุบันถือเป็นปัญหาใหญ่ในหลายประเทศ จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียแปซิฟิกภายในปี 2030 หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม หากปล่อยไว้จนสายเกินไปปัญหาการขาดแคลนนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเติบโตของตลาดต่างๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยภาวะการขาดดุลแรงงานผู้มีทักษะมากกว่า 12.3 ล้านคนภายในปี 2020 จะพุ่งสูงถึง 47.0 ล้านคนภายในปี 2030 และก่อให้เกิดการสูญเสียรายได้ประจำปีถึง 4.238 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วภูมิภาค

งานศึกษาภาวะขาดแคลนแรงงานผู้มีทักษะทั่วโลกของ คอร์น เฟอร์รี่ (Korn Ferry’s Global Talent Crunch Study) ได้ประเมินช่องว่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานของแรงงานผู้มีทักษะในเขตเศรษฐกิจหลัก 20 เขต ที่ 3 ช่วงเวลา คือปี 2020, 2025 และ 2030 ครอบคลุม 3 ภาคธุรกิจ ได้แก่ บริการทางการเงินและธุรกิจ เทคโนโลยี สื่อและโทรคมนาคม (TMT) และอุตสาหกรรมการผลิต

ปัญหาการขาดดุลแรงงานผู้มีทักษะอาจสร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจและภาคธุรกิจต่าง ๆ ทั่วทั้งเอเชียแปซิฟิก ดังนี้   

  • จีนจะประสบภาวะขาดแคลนแรงงานผู้มีทักษะมากที่สุดและอาจสูญเสียรายได้ประจำปีสูงถึง 1.433 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ซึ่งคิดเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาส 1 ใน 3 ของทั้งเอเชียแปซิฟิก
  • ภาคบริการทางการเงินและธุรกิจของภูมิภาคจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ด้วยภาวะขาดดุลแรงงานผู้มีทักษะสูงถึง 3.7 ล้านคนภายในปี 2030 ส่งผลให้เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสในแต่ละปีมากกว่า 439.62 พันล้านดอลลาร์ หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข
  • ภาวะขาดดุลแรงงานผู้มีทักษะที่รุนแรงในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาค TMT ในจีนและญี่ปุ่น (มากถึง 3.2 ล้านคนภายในปี 2030) อาจทำให้อำนาจทางเศรษฐกิจระดับโลกของเอเชียตกอยู่ในความเสี่ยง
  • เอเชียแปซิฟิกอาจเผชิญการขาดแคลนแรงงานในอนาคตสูงถึง 12.3 ล้านคนภายในปี 2020 และเพิ่มขึ้นถึง 47.0 ล้านคนในปี 2030 ซึ่งจะเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสในแต่ละปีสูงถึง 4.238 ล้านล้านดอลลาร์
  • ภาคบริการทางการเงินและธุรกิจของจีนและญี่ปุ่นจะเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสในแต่ละปีสูงถึง 147.10 และ 113.62 พันล้านดอลลาร์ตามลำดับ ภายในปี 2030  ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ในอนาคตของทั้งภูมิภาค ทำให้ทั้งสองประเทศจัดเป็นอันดับ 2 และ 4 จาก 20 ประเทศที่อาจเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงที่สุดของโลก โดยอันดับหนึ่งคือสหรัฐอเมริกา
  • อำนาจของภาคอุตสาหกรรมการผลิตจีนจะตกอยู่ในความเสี่ยง จากการขาดแคลนแรงงานกว่า 1.0 ล้านคนและความสูญเสียกว่า 71.43 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2030
  • อำนาจของธุรกิจ TMT ญี่ปุ่นจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากการขาดแคลนแรงงานมากกว่าครึ่งล้านคน และเกิดความสูญเสียกว่า 47.80 พันล้านดอลลาร์ของรายได้ประจำปีภายในปี 2030 ซึ่งเทียบเท่ากับ 20% ของภาค TMT ทั้งหมดของญี่ปุ่น โดยต้นทุนค่าเสียโอกาสของภาค TMT ญี่ปุ่นจะสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา
  • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทั่วเอเชียแปซิฟิกอาจหยุดชะงัก จากการขาดแคลนผู้มีทักษะด้าน TMT ที่สูงถึง 2.0 ล้านคน และเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสในแต่ละปีมากกว่า 151.60 พันล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030
  • อินเดียเป็นประเทศเดียวใน 20 ประเทศที่มีแนวโน้มจะมีแรงงานผู้มีทักษะมากเกินความต้องการ โดยคาดว่าจะมีจำนวนมากเกินถึง 245.3 ล้านคนภายในปี 2030

ทางด้านภาคธุรกิจในประเทศไทย อาจได้รับผลกระทบดังนี้

  • การขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต อาจก่อให้เกิดการสูญเสียถึง 8.1 พันล้านดอลลาร์ สูงเป็นอันดับ 2 รองจากจีน
  • การขาดแคลนแรงงานในภาคเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม (TMT) ในปี 2030 อาจก่อให้เกิดการสูญเสียถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์
  • การขาดแคลนแรงงานในภาคบริการทางการเงินและธุรกิจในปี 2030 อาจก่อให้เกิดการสูญเสียถึง 6.2 พันล้านดอลลาร์
  • การเติบโตของกำลังการผลิตตั้งแต่ปี 2016 ถึง 2030 จะถูกกำหนดจากค่าเฉลี่ยของอัตราการเติบโตประจำปีของกำลังการผลิตในแต่ละภาคธุรกิจตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2015 (คิดเป็นหน่วยดอลลาร์ต่อคน)

วิกฤติการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดดุลแรงงานทั่วโลกภายในปี 2020 – 2030

  • สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และออสเตรเลีย จะได้รับความเสียหายมากที่สุดในอนาคตอันใกล้นี้ โดยจะเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสรวม 1.876 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2020
  • การขาดแคลนแรงงานจะรุนแรงที่สุดในภาคบริการทางการเงินละธุรกิจทั่วโลก โดยภาวะขาดดุลผู้มีทักษะอยู่ที่ 10.7 ล้านคนทั่วโลกภายในปี 2030
  • ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในทุกภาคธุรกิจทั่วโลกอาจหยุดชะงักเพราะขาดผู้มีทักษะด้าน TMT ถึง 4.3 ล้านคน ภายในปี 2030
  • ภาคอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลก จะเกิดการขาดดุลผู้มีทักษะสูงถึง 7.9 ล้านคนภายในปี 2030 แม้เป็นภาคธุรกิจเดียวที่มีแรงงานมากเกินความต้องการในปี 2020 ก็ตาม
  • อินเดียเป็นประเทศเดียวที่จะมีแรงงานมากเกินความต้องการในปี 2025 และ 2030
  • การขาดแคลนผู้มีทักษะจะกระทบต่อการเติบโตทั่วโลกภายในปี 2020
  • ภายในปี 2030 อาจเกิดการขาดดุลแรงงานถึง 85.2 ล้านคน
  • ก่อให้เกิดการสูญเสียรายประจำปีกว่า 8.452 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 เทียบเท่ากับผลผลิตมวลรวมของเยอรมนีและญี่ปุ่น
  • ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือออสเตรเลีย ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ โดยมีต้นทุนค่าเสียโอกาสรวมสูงถึง 1.876 ล้านล้านดอลลาร์ของรายได้ประจำปี ภายในปี 2020 ที่จะมาถึงนี้
  • ตลาดที่พัฒนาแล้วจะได้รับความเสียหายมากที่สุดจากการขาดแคลนแรงงานในอนาคต

ผลกระทบที่อาจเกิดกับเขตเศรษฐกิจสำคัญของโลก

  • สหรัฐฯ จะเผชิญกับการขาดแคลนแรงงานผู้มีทักษะอย่างรุนแรง และจะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ จนทำให้สูญเสียรายได้ประจำปีกว่า 1.748 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 เทียบเท่ากับ 6% ของเศรษฐกิจของประเทศ
  • เยอรมนีจะเกิดการขาดดุลแรงงานสูงสุดในแถบยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา มากถึง 4.9 ล้านคนและสูญเสียกว่า 630 พันล้านดอลลาร์ของรายได้ประจำปี ซึ่งเทียบเท่า 14% ของเศรษฐกิจประเทศ หากปัญหานี้ไมได้รับการแก้ไข
  • ภาคบริการทางการเงินและธุรกิจของสหราชอาณาจักรจะขาดแคลนแรงงาน 676.2 ล้านคน และสูญเสียกว่า 90 พันล้านดอลลาร์ของรายได้ประจำปีภายในปี 2030 ซึ่งเทียบเท่า 7% ของเศรษฐกิจของภาคธุรกิจนี้

สำหรับงานศึกษาครั้งนี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลและข่าวกรองทางธุรกิจ เพื่อศึกษาถึงขอบเขตการขาดแคลนแรงงานผู้มีทักษะใน 20 เขตเศรษฐกิจหลัก ซึ่งได้แก่ ทวีปอเมริกา – บราซิล เม็กซิโก สหรัฐฯ แถบยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา – ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ รัสเซีย ซาอุดิอาระเบีย แอฟริกาใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร และเอเชียแปซิฟิก – ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย

ตลาดของเอเชียแปซิฟิก 

 ความสูญเสียที่คาดการณ์ไว้ในปี 2030  

 หน่วยเป็น : พันล้านดอลลาร์

 การขาดดุลแรงงานรวมในปี 2030  

 หน่วยเป็น : คน

China

   1,433.5

– 6,739,663

Japan

   1,386.8

– 13,756,592

Australia 

     587.6

– 4,302,201

Indonesia

     442.6

– 17,943,311

Hong Kong

     219.8

– 1,884,657

Singapore

     106.8

– 1,093,506

Malaysia

      6.1

– 93,458

Thailand

     54.8

– 1,191,364

India

     0

+ 245,294,246 (เกิน)

สามารถดูกระบวนการศึกษาทั้งหมดในรายงานการศึกษาภาวะการขาดแคลนแรงงานผู้มีทักษะทั่วโลกได้ ที่นี่ 

                                                         

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/05/labor-lack-world/

Facebook เพิ่มบริการเป็นพื้นที่กลางให้ผู้ประกอบการเปิดรับสมัครงานมากกว่า 40 ประเทศ

เมื่อปีก่อน Facebook ได้ปล่อยฟีเจอร์การรับสมัครงานให้ผู้ใช้งานทั้งภาคธุรกิจและกลุ่มคนที่กำลังหางานในอเมริกาและแคนาดาได้เชื่อมต่อหากัน แต่ขณะนี้ได้ทยอยปล่อยให้ผู้ใช้งานในอีกกว่า 40 ประเทศได้ใช้แล้วเช่นกัน

Facebook อ้างผลการสำรวจของ Morning Consult ซึ่งระบุว่า 1 ใน 4 จากบรรดาผู้ใช้งาน Facebook กว่า 5,000 คน มองหาตำแหน่งงานว่าง หรือได้งานผ่านทาง Facebook นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ Facebook ริเริ่มสร้างพื้นที่ใช้งานเพื่อการหางานและรับสมัครงานอย่างจริงจัง

No Description

สำหรับผู้ใช้ Facebook ที่เป็นเจ้าของกิจการผู้กำลังมองหาคนทำงาน สามารถโพสต์ประกาศรับสมัครงาน (โดยกรอกชื่อตำแหน่งงาน พร้อมคำอธิบายลักษณะงานและผลตอบแทน), คัดกรองใบสมัคร และนัดหมายสัมภาษณ์ผู้สมัครงานได้ผ่านทาง Facebook ทั้งหมด โดยโพสต์รับสมัครงานนี้จะไปปรากฎอยู่หลายแห่ง ทั้งในหน้าฟีดข่าว, หน้าเพจของผู้ประกอบการเอง, หน้าหางานของ Facebook (facebook.com/jobs) และ Marketplace ด้วย

ในขณะที่ผู้ใช้อีกฝั่งที่กำลังมองหาตำแหน่งงานว่าง ก็สามารถค้นหาตำแหน่งงานที่มีคนประกาศรับสมัครจากหน้าหางานของ Facebook ทั้งยังสามารถระบุข้อมูลประเภทของงานที่สนใจ เพื่อติดตามและให้ Facebook แจ้งเตือนเวลามีการรับสมัครงานประเภทดังกล่าวได้ในภายหลัง ผู้ใช้ยังสามารถค้นหาตำแหน่งงานว่างจากผู้ประกอบการที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงได้โดยอาศัยข้อมูลที่อยู่ของบัญชีผู้ใช้ฝั่งผู้ประกอบการ

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ffacebook%2Fvideos%2F10157147675716729%2F&show_text=0&width=560

Facebook ยังไม่ได้ระบุกำหนดวันที่แน่นอน รวมทั้งประเทศที่จะได้ใช้งานระบบการรับสมัครงานนี้อย่างชัดเจน (จนถึงขณะนี้ผู้เขียนยังไม่สามารถเข้าไปยังหน้าหางานของ Facebook ได้ จึงไม่แน่ใจว่าผู้ใช้ Facebook ในไทยจะได้ใช้ฟีเจอร์นี้หรือไม่)

ที่มา – Facebook Newsroom via Ubergizmo

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/100233

กรณีน่าคิดเมื่อ “ไทยพาณิชย์และ Kimberly-Clark” ตัดสินใจ Lean The Business

เพียงหนึ่งวันหลังจากการประกาศของธนาคารไทยพาณิชย์ว่าต้องการ Lean the Bank บริษัทยักษ์ใหญ่ในซีกโลกตะวันตกอย่าง Kimberly-Clark ก็ออกมาประกาศด้วยแนวทางที่แทบไม่ต่างกันว่า บริษัทต้องการเป็นธุรกิจที่ Lean ขึ้น Strong ขึ้น และ Fast ขึ้น แต่ความน่าสนใจคือรูปแบบของการทำธุรกิจให้ Lean ที่ทั้งไทยพาณิชย์และ Kimberly-Clark ทำนั้นแทบจะไม่ต่างกันเลยนั่นคือ

1. การลดจำนวนพนักงานลง

โดย Kimberly-Clark ตัดสินใจจะเลิกจ้างพนักงาน 5,000 – 5,500 ตำแหน่ง หรือคิดเป็น 12% ของแรงงานทั้งหมด ขณะที่ไทยพาณิชย์เลือกที่จะบอกว่า บริษัทมีคนลาออกอยู่แล้วเฉลี่ยปีละ 3,000 คน จึงจะไม่รับพนักงานเพิ่มในส่วนของเจ้าหน้าที่สาขา และเร่งฝึกอบรมพนักงานที่มีอยู่เพื่อโอนย้ายบางส่วนไปสู่ธุรกิจของการบริหารความมั่งคั่งแทน โดยคาดว่าในปี 2020 ธนาคารจะมีพนักงานอยู่ที่ 15,000 คนจาก 27,000 คนตามเป้าที่ตั้งเอาไว้

2. ปิดโรงงาน vs ปิดสาขา

นอกจากนั้น Kimberly-Clark ยังปิดโรงงานผลิตไป 10 แห่งด้วย ซึ่งก็ไม่ต่างจากที่ไทยพาณิชย์มีแผนจะปิดตัวสาขาลงจาก 1,153 สาขาให้เหลือ 400 สาขาเช่นกัน

3. การมองว่าความ Lean คือความแข็งแรง รวดเร็ว กระฉับกระเฉง

ศัพท์คำว่า Lean ถูกนำมาใช้กับการปรับโครงสร้างของทั้งไทยพาณิชย์ และ Kimberly-Clark ซึ่งทั้งคู่กล่าวเป็นนเสียงเดียวกันว่า การปรับโครงสร้างนี้ จะทำให้บริษัทผอมเพรียวมากขึ้น แข็งแรงมากขึ้น และรวดเร็วมากขึ้น

4. เจอสถานการณ์ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรม

ไทยพาณิชย์เจอสถานการณ์ที่การทำธุรกรรมของลูกค้าเกิดขึ้นนอกสาขามากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ Kimberly-Clark เจอสถานการณ์ที่คนมีลูกน้อยลง ทำให้ผลิตภัณฑ์อย่างผ้าอ้อมเด็ก Huggies ขายไม่ออกตามไปด้วย

5. มุ่งสู่การลงทุนในดิจิทัลเหมือนกัน

ไทยพาณิชย์ลงทุนในดิจิทัลหลายด้าน ทั้งการพัฒนาบุคลากร การสร้างมันสมองของบริษัทอย่าง SCB Abacus การลงทุนด้าน AI, BigData, Machine Learning ซึ่งฟากของ Kimberly-Clark เองก็เช่นกัน ที่หันมาลงทุนเพิ่มในการทำตลาดผ่านช่องทางดิจิทัล โดยมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดขายในหลาย ๆ ตลาดโดยเฉพาะในจีนแผ่นดินใหญ่เติบโตได้ (เกินครึ่งของยอดขายผ้าอ้อมเด็กในจีนมาจากยอดขายออนไลน์)

ทั้งนี้ สิ่งที่สององค์กรนี้เหมือนกันคือเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคง และมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปีทั้งคู่ แต่สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และการตัดสินใจของซีอีโอที่คล้ายกันมากนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดไม่น้อย

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ BBC, WSJ

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/01/kimberly-clark-scb-lean-business/

มหาวิทยาลัยไทยพร้อมแค่ไหนในตลาดแรงงานยุคดิจิทัล

ปัญหาคนว่างงานในกลุ่มที่จบปริญญาตรีใหม่ มีให้ได้ยินบ่อยครั้ง ที่น่ากังวลคือมีจำนวนคนว่างงานมากขึ้นทุกปี สำนักงานสถิติแห่งชาติเผยตัวเลขบัณฑิตจบใหม่ในปี 2017 มีอัตราว่างงานประมาณ 160,000 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2016 ที่มีประมาณ 103,000 คน

หลักสูตรการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับเนื้องานในตลาดแรงงานเป็นสาเหตุสำคัญ จุดอ่อนของการศึกษาไทยคือปรับตัวไม่ทันต่อความต้องการตลาดแรงงานที่ถูกกดดันให้เปลี่ยนแปลงตัวเองให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล แต่การศึกษาแบบเดิมๆยังผลิตคนที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคเก่า ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยน เทคโนโลยีขับเคลื่อนให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่และสายงานใหม่ๆ มากมาย

ตัวอย่างอาชีพไอทีที่กำลังมาแรงและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานจากเว็บไซต์ Career Cast ของสหรัฐฯ คือ

  • Computer Systems Analyst นักวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ เป็นหนึ่งในอาชีพรายได้สูง และจะมีความต้องการในตลาดงานมากในระยะยาวไปจนถึงปี 2024
  • Online Sales Manager เนื่องจากอัตราการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ คนที่จบสายงานนี้มาหรือทำอาชีพนี้อยู่แล้วมีความเป็นไปได้สูงว่ารายได้จะโตขึ้น ปัจจุบันเงินเดือนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 117,960 ดอลลาร์ ถือว่าสูงขึ้นหมายเท่าเมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อนอยู่ที่ 88,000 ดอลลาร์
  • Security Analyst ผู้ดูแลความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ปัจจุบันธุรกิจการค้าโดยเฉพาะอุตสาหกรรมด้านสุขภาพมีการดำเนินการผ่านออนไลน์มากขึ้น นำมาซึ่งปริมาณข้อมูลมหาศาล นำไปสู่ความเสี่ยงต่อการโจมตีและโจรกรรมข้อมูล อาชีพดูแลความปลอดภัยข้อมูลจึงกำลังเป็นที่ต้องการในตลาดไอที
  • Operations Research Analyst นักวิเคราะห์การดำเนินงานเป็นอีกหนึ่งอาชีพใหม่ที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ส่งผลให้ตลาดเปลี่ยนแปลง โดยเว็บไซต์ Career Cast คาดว่าสายอาชีพนี้จะโต 30% ภายปี 2024

No Description
ภาพจาก Pexels

การที่จะสามารถผลิตคนตอบโจทย์ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงได้ ภาคการศึกษาต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เริ่มจากศึกษาตลาดงาน ทิศทางการเติบโต ลงทุนอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัยและทั่วถึง สื่อการสอนและอุปกรณ์ที่ทันสมัยคือพื้นฐานอันดับต้นๆ ของการศึกษา เพราะโลกอุตสาหกรรมพึ่งพาเทคโนโลยีในระดับสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันการศึกษาไทยยังมีจุดอ่อนเรื่องสื่อการสอนมาตลอด

ภาคการศึกษายังต้องปรับหลักสูตรที่รองรับสายงานเกิดใหม่ให้ทัน โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการจากภาคเอกชนที่อยู่ในอุตสาหกรรมจริงในการปรับปรุงหลักสูตรให้เข้ากับยุคสมัย นอกจากนี้ยังสามารถส่งเสริมให้นักศึกษาทำกิจกรรมนอกหลักสูตรการศึกษา แข่งขันนวัตกรรมใหม่ด้วยการใช้สื่อดิจิทัล อันเป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต

ตลาดแรงงานยุคใหม่ soft skill สำคัญไม่น้อยไปกว่า hard skill

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) พบว่าบัณฑิตที่จบมาได้งานทำน้อย เพราะนักศึกษาก่อนเป็นบัณฑิตยังไม่ค้นพบตนเองว่าอยากทำอาชีพอะไร และมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีเป้าหมายชัดเจน
นอกจากนี้ ความต้องการในตลาดแรงงานเน้นทักษะด้าน soft skill ไม่น้อยไปกว่าทักษะในสายงาน (hard skill) ตัวอย่างทักษะ soft skill ได้แก่ ภาษาอังกฤษ, การเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ, การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ, การทำงานเป็นทีม และที่สำคํญคือ มีความคิดสร้างสรรค์
ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุทักษะอื่นที่จำเป็นนอกเหนือจากทักษะในสายงาน ที่บุคลากรควรมีในปี 2020 คือ

  • การแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อน (Complex Problem Solving)
  • การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)
  • ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
  • การบริหารจัดการคน (Management)
  • การประสานงาน (Coordinating with Others)
  • ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)
  • การตัดสินใจ (Judgement and Decision Making)
  • ความคิดเชิงการให้บริการ (Service Orientation)
  • การต่อรอง (Negotiation)
  • ความยืดหยุ่นในการปรับกระบวนการคิดให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ (Cognitive Flexibility)

No Description
ภาพจาก Stocksnap.io

ระบบการศึกษาไทยยังผลิตคนได้ไม่ตอบโจทย์ทักษะด้าน soft skill มากพอ เพราะการสอนของไทยยังเป็นลักษณะป้อนข้อมูลสู่นักเรียนนักศึกษา ครูอาจารย์ยังเป็นศูนย์กลางของการศึกษา ไม่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะ soft skill มากนัก

ภาคการศึกษาสามารถปรับนโยบายเพื่อให้เกิด soft skill ที่สอดคล้องต่อตลาดงานได้ เช่น เน้นการสอนใช้ภาษาอังกฤษให้ได้ 100%, ต้องทำให้ผู้เรียนกล้าใช้ภาษาต่างประเทศ, เปลี่ยนจากการ lecture method มาเป็น discussion method และมีระบบที่ทำให้นักศึกษาค้นพบเป้าหมายของตนเอง

ภาคการศึกษาควรร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์

เพื่อผลิตบุคลากรให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ภาคการศึกษาไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง และจำเป็นต้องร่วมมือภาคเอกชน ปรับหลักสูตรให้ทันสมัยตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม เช่น เปิดหลักสูตรใหม่โดยให้ผู้เชี่ยวชาญจากสายงานนั้นๆ มาร่วมเป็นผู้สอน ยกตัวอย่างเช่น โครงการ Cooperative and Work-Integrated Education: CWIE หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า สหกิจศึกษา คือโครงการที่เปิดโอกาสให้สถานประกอบการทั้งภาคเอกชน และภาครัฐได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพบัณฑิต ให้นักศึกษามาลองทำงานจริง ทำให้เกิดการจ้างงานง่ายขึ้น ลดปัญหาการปรับตัวในการทำงานเมื่อจบและได้ทำงานจริง
No Description

ภาพจาก Pexels

นักศึกษาต้องเตรียมความพร้อม สร้างแบรนด์ให้ตัวเองก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ในฝั่งของนักศึกษาก็สามารถสร้างแบรนด์ให้ตัวเองได้ คำว่า “สร้างแบรนด์” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงทำธุรกิจของตัวเอง แต่เป็นการเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์จากการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อเพิ่มความโดดเด่นและความน่าสนใจในใบสมัคร เพิ่มโอกาสให้บริษัทที่ไปสมัครงานพิจารณาได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

วิธีการสร้างแบรนด์สำหรับนักศึกษาจบใหม่ เช่น

  • ความรู้ด้านภาษาอังกฤษและภาษาที่ 3 สามารถฟัง พูด อ่าน เขียน และนำเสนองานได้
  • ทักษะคอมพิวเตอร์พื้นฐาน รวมทั้งมีความรู้ด้านโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่เปิดรับ
  • มีประสบการณ์ฝึกงานตามสายงานที่อยากทำ
  • มีความเชี่ยวชาญด้านการใช้โซเชียลมีเดีย
  • มีความรู้รอบตัวที่ดี เช่น ความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะความรู้พื้นฐานของอุตสาหกรรมที่ตนสนใจจะเข้าไปสมัครงาน
  • มีบุคลิกภาพดี ใฝ่รู้ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

เมื่อภาคการศึกษามีหลักสูตรที่สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในตลาด มีอุปกรณ์และระบบที่เอื้อต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ ให้นักศึกษาได้เรียนและได้ลงมือปฏิบัติงาน และฝึกงานในวงการวิชาชีพจริง สามารถนำไปต่อยอดวิชาชีพที่กำลังเป็นที่ต้องการในตลาดได้จริง ส่งผลให้นักศึกษามีความคล่องตัว สามารถปรับตัวได้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง จะช่วยลดปัญหาการว่างงาน และปัญหาขาดแรงงานในตลาดได้

วันนี้สถาบันการศึกษาโดยเฉพาะมหาวิทยาลัย จะนิ่งเฉยไม่ได้แล้ว มหาวิทยาลัยเป็นด่านสุดท้ายก่อนที่นักศึกษาจะเข้าสู่โลกการทำงาน ในขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้นทุกวัน บัณฑิตใหม่ตกงานมากขึ้นเพราะความรู้ที่ได้ไม่ตรงกับโลกที่เปลี่ยนไป มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวให้เร็ว เพื่อพัฒนาบุคลากรที่ตอบโจทย์โลกในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างดีที่สุด

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/97889

ข้อมูลใน Stack Overflow เผย Perl เป็นภาษาที่นักพัฒนาไม่ชอบมากที่สุด รองลงมาคือ Delphi และ VBA

Stack Overflow มีฟีเจอร์ Developer Story ให้นักพัฒนาสร้าง resume ของตัวเองในรูปแบบของ timeline โดยผู้ใช้เองสามารถกรอกได้ว่าภาษา/เทคโนโลยีไหนที่ตนอยากทำงาน/ใช้งานด้วย และอะไรที่ไม่อยาก (ซึ่งอันที่จริงข้อมูลที่เอามากรอกก็คือแท็กในฟอรั่มนั่นแหละครับ)

alt="Developer Story prefer and not-prefer tag list feature"

ส่วนหนึ่งของแบบฟอร์มใน Developer ​Story (ที่มาภาพ – Stack Overflow Blog)

นี่จึงทำให้ David Robinson นัก data scientist ประจำ Stack Overflow สนใจขุดข้อมูลจากฟีเจอร์ดังกล่าวขึ้นมา เพื่อดูว่ามีอะไรที่น่าสนใจบ้าง กล่าวโดยสรุปได้ดังนี้

alt="Most dislike programming language 2017 from not-prefer tag feature in Developer Story"กราฟแสดงอันดับของภาษาที่นักพัฒนาใน Developer Story บอกว่าไม่ชอบใช้งานด้วย (ที่มาภาพ – Stack Overflow Blog)

  • ภาษาที่นักพัฒนาไม่ชอบใช้มากที่สุด ได้แก่ Perl ตามมาด้วย Delphi, VBA, PHP, และ Objective-C (จัดอันดับภาษาเฉพาะแท็กที่มีคนพูดถึงใน Developer Story มากกว่า 2,000 ครั้งเท่านั้น)
  • เมื่อเทียบปริมาณ traffic ใน Stack Overflow ในปี 2016 และปี 2017 (มีคนยังสนใจถาม/ตอบในฟอรั่มอยู่หรือไม่) จากประเทศรายได้สูง (high-income countries เช่น สหรัฐฯ หรือแคนาดา) ภาษาที่นักพัฒนาบอกว่าไม่ชอบมากกว่า 3% นั้น เกือบทั้งหมดเป็นภาษาที่มี traffic ลดลง ในทางกลับกัน ภาษาที่นักพัฒนาไม่ชอบน้อยกว่า 3% อย่างเช่น R, Rust, Typescript, และ Kotlin นั้นมี traffic ที่สูงขึ้น
  • VBA เป็นหนึ่งในข้อยกเว้นที่ยังมี traffic ใน Stack Overflow เติบโตอยู่เล็กน้อย แต่ MATLAB ซึ่งมีคนบอกไม่ชอบน้อยนั้นกลับมี traffic ใน Stack Overflow ลดลง (David เสริมว่านี่อาจจะเป็นข้อจำกัดของข้อมูลและวิธีการทางสถิติที่ไม่ครอบคลุมพอ เป็นไปได้ว่านักพัฒนาเว็บที่คลุกคลีกับภาษา PHP หรือ Ruby อาจจะให้ความเห็นเกี่ยวกับภาษาเหล่านั้นได้ แต่สำหรับ MATLAB หากพวกเขาไม่ได้เป็นนักวิเคราะห์ข้อมูลก็คงจะบอกไม่ได้ว่าชอบหรือไม่)
  • ถ้าเอาแท็กรวมๆ เลยไม่แยกเฉพาะภาษาโปรแกรม อย่าง OS, platform, หรือไลบรารี ก็พบว่า IE (แท็ก internet-explorer) และ Visual Basic (แท็ก visual-basic) เป็นเทคโนโลยีที่นักพัฒนาบอกว่าไม่ชอบใช้งานด้วยมากที่สุด 2 อันดับแรก (David ย้ำว่า ข้อมูลที่ว่ามาไม่ได้บอกว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นดีหรือไม่ ก็แค่คนไม่ชอบเยอะเฉยๆ)
  • ส่วนแท็กที่มีคนบอกชอบมากกว่า 10,000 ครั้ง และมีคนบอกไม่ชอบน้อยที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ Machine Learning (แท็ก machine-learning), Git, และ Python (แท็ก python-3.x)
  • David ยังอุตส่าห์ขุดข้อมูลต่ออีกว่าแท็กที่นักพัฒนาบอกว่าชอบ/ไม่ชอบพร้อมกันมากที่สุด (rivalries) มีอันดับอย่างไรบ้าง ก็พบว่ามีคนที่ชอบ Linux แต่ไม่ชอบ Windows มากที่สุด รองลงมาคือชอบ Git แต่ไม่ชอบ SVN และชอบ backend แต่ไม่ชอบ frontend
  • ข้อมูล rivalries เหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นแท็กที่เป็นเทคโนโลยีเก่าซึ่งถูกแทนที่ด้วยอีกแท็กที่เป็นเทคโนโลยีใหม่กว่า เช่น SVN ที่กำลังถูกแทนที่ด้วย Git

สำหรับคนที่สนใจสถิติอื่นๆ เพิ่มเติม หรืออยากรู้ว่า David ใช้เครื่องมือสถิติอะไรในการวิเคราะห์บ้าง หรืออยากดูว่าคอมเมนต์ต้นทางเขาถกเถียงอะไรกันบ้าง (มีบางคนรู้สึกทะแม่งๆ กับสถิติชุดนี้อยู่เหมือนกันครับ) ก็ลองไปอ่านได้จากที่มาครับ

ที่มา – Stack Overflow Blog

from:https://www.blognone.com/node/96756

Google ลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ในโครงการพัฒนาทักษะงาน และการศึกษาให้คนสหรัฐฯ

Google เปิดตัว Grow with Google ช่องทางเพิ่มทักษะทางอาชีพ และการศึกษา นอกจากนี้ยังลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ให้องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรทั่วโลก (ระยะเวลา 5 ปี) โดยมีเป้าหมายลดช่องว่างทางการศึกษาด้วย

Grow with Google คือช่องทางให้ผู้ใช้คนเข้าถึงเครื่องมือพัฒนาทักษะเพื่อการศึกษา
และพัฒนาทักษะสำหรับคนหางาน รวมทั้งคนทำธุรกิจและสตาร์ทอัพด้วย เนื้อหาที่จะได้เรียนรู้ เช่น computer science, AR, VR, การใช้เครื่องมือ Digital สำหรับห้องเรียน การสร้างเว็บไซต์ ทำการตลาดออนไลน์ เพิ่มคุณภาพเรซูเม่ การเขียนโค้ด เป็นต้น Google ยังเสนอทีมงานหรือ Googler 1,000 คนให้เป็นเทรนเนอร์อย่างใกล้ชิดแก่ผู้เข้าร่วมโครงการด้วย

ด้านเงินลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ จะลงทุนในองค์กรต่างๆ ที่มีเป้าหมายอยากลดช่องทางทางการศึกษา, เตรียมพร้อมผู้คนสำหรับลักษณะงานที่เปลี่ยนแปลง และให้คำมั่นว่าจะไม่มีใครถูกกีดกันออกจาความเปลี่ยนแปลงนี้

บริษัทเทคโนโลยีอื่น เช่น Microsoft ก็ลงทุนเพื่อการศึกษาเช่นกัน คือ TechSpark ทำงานในเมืองเล็กๆ ขยายขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของคน Apple ลงทุนสร้างงานในสหรัฐฯ 1 พันล้านดอลลาร์

No Description
ภาพจาก Google Blog

ที่มา – Google Blog, Axios

from:https://www.blognone.com/node/96258