คลังเก็บป้ายกำกับ: jobs

วงการไอทีอินเดียแย่ลงทุกที ตอนนี้แทบไม่จ้างประจำ เน้นให้มาทำเป็นรอบ ลดค่าใช้จ่าย

ช่วง 2 – 3 เดือนมานี้ เริ่มเห็นแนวโน้มในวงการไอทีอินเดียว่าจะล่มสลายในไม่ช้า อย่างตอนนี้หลายบริษัทใหญ่ไม่รับพนักงานประจำแล้ว แต่จ้างให้มาทำเป็นครั้งไป เพราะนอกจากจะลดค่าใช้จ่าย อีกเรื่องคือพนักงานประจำทักษะไม่ถึงด้วย

Photo: Pixabay

ลดจ้างประจำ หันมาจ้างให้ทำเป็นรอบดีกว่า

ในวงการไอทีอินเดียตอนนี้น่าเป็นห่วง ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลบอกว่า อัตราการจ้างงานในบริษัทไอทีต่ำลงจาก 8 – 10% มาอยู่ที่ 4 – 5% แล้วหลายบริษัทหันไปจ้างวิศวกรให้มาทำงานเป็นครั้งคราวมากกว่าเดิม หรืออาจจะเรียกการทำงานแบบนี้ว่าเป็น “สัญญาจ้างงานระยะสั้น” ก็ได้

แน่นอนว่า การจ้างงานแบบไม่ประจำย่อมทำให้บริษัทลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการจ้างพนักงานประจำ และที่สำคัญคือสามารถเลือกใช้คนที่มีความสามารถเฉพาะด้านกับโปรเจ็กต์งานที่ต้องการความเจาะจงได้ดีกว่า

เพราะบริษัทไอทีอินเดียแทบทุกบริษัทตอนนี้ประสบปัญหาด้านเงินทุนกันทั้งหมด เพราะต้องไม่ลืมว่านอกจากในวงการไอทีอินเดียจะมีปัญหาที่วิศวกรทักษะไม่ถึงตามที่ตลาดต้องการแล้ว เมื่อปีที่ผ่านมายังประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติอีกด้วย ทำให้ดูเหมือนว่าวงการไอทีอินเดียจะอยู่สภาพที่น่าเป็นห่วงไปอีกนาน

ถ้าพนักงานว่าง ต้องหาทางเพิ่มทักษะ

ปัญหาใหญ่ของวงการไอทีอินเดียอีกอย่างคือ มีพนักงานหลายคนที่เป็นพนักงานประจำ หมายความว่าได้รับเงินเดือน แต่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก นั่นเพราะงานที่ทำขึ้นอยู่กับโปรเจ็กต์ที่บริษัทมีอยู่ในมือ แน่นอนว่า ถ้าในช่วงนั้นไม่มีโปรเจ็กต์ พนักงานก็ไม่ต้องทำงาน และรอรับเงินเดือนเพียงอย่างเดียว

ทางออกที่น่าสนใจคือ Infosys ที่บริษัทไอทีอันดับต้นๆ ในอินเดีย Richard Lobo รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ Infosys บอกว่า “ในบริษัทของเรามีพนักงานที่นั่งเฉยๆ รอโปรเจ็กต์งานเหมือนกัน แต่เราใช้เวลานั้นให้เป็นประโยชน์ด้วยการสร้างแผนการเรียนรู้ใหม่ๆ ภายในองค์กรให้กับพนักงาน ท้ายที่สุดแล้วทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นจาก 76.6% ในปีงบประมาณ 2012 มาเป็น 81.7% ในปีงบประมาณ 2017”

สรุป

แม้แนวโน้มในวงการไอทีอินเดียจะชัดเจนเหลือเกินว่า “ใกล้ล่มสลายเข้าไปทุกที” หลายบริษัทต้องปรับตัว โดยเฉพาะการเพิ่มทักษะให้กับพนักงานและต้องสร้างความสอดคล้องกับการทำงาน เช่น ถ้าไม่มีโปรเจ็กต์ก็ต้องหาแผนในเพิ่มทักษะให้กับพนักงาน ไม่ใช่ให้อยู่เฉยๆ

ส่วนอีกเรื่องคือ “พนักงานจ้างแบบไม่ประจำ” ที่กำลังเป็นเทรนด์ฮิตในวงการไอทีอินเดียตอนนี้ ในระยะสั้นเป็นเรื่องดีที่มาช่วยสนับสนุนงานและลดค่าใช้จ่าย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็หมายความว่า ในระยะยาวพนักงานประจำจะหมดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน

ที่มา – QUARTZ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/it-india-employee/

Advertisements

มาสำรวจกันว่ามีโอกาสแค่ไหนที่เราจะตกงานเพราะ หุ่นยนต์

กระแสที่หุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานแทนเรา จะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการพูดถึงมาระยะหนึ่งแล้ว ย้อนไปในอดีตเครื่องจักรก็เคยเข้ามาทำงานแทนคน แต่คนก็เคยมั่นใจว่า มีงานอีกหลายอย่างที่หุ่นยนต์ไม่น่าจะมาแทนที่ได้

กระทั่งการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ คอมพิวเตอร์สามารถเล่นโกะชนะคนมือ 1 ของโลกได้ และเริ่มทำงานหลายๆ อย่างที่เราไม่คิดว่าจะทำได้ แม้แต่การเขียนนิยาย และอีกหลากหลายงาน เช่น รถยนต์ไร้คนขับ, เครื่องบินไร้คนขับ, ระบบตรวรจสอบคนเข้าเมือง และอีกหลากหลายงาน

อะไรจะเป็นงานต่อไปที่หุ่นยนต์จะมาแทนที่

คำถามที่หลายคนอยากรู้ มีนักวิทยาศาสตร์ 2 คน คือ Mubashar Iqba และ Dimitar Raykov ทำการวิจัยถึงเรื่องนี้ พบว่าในปี 2033 ตำแหน่งงานประมาณ 47% ในสหรัฐอเมริกาจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์

จากการวิจัย ได้พัฒนาระบบคำนวณเพื่อให้คนทั่วไปเข้าไปกรอกอาชีพของตัวเองเพื่อดูว่ามีโอกาสที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์กี่เปอร์เซ็น ที่ https://willrobotstakemyjob.com/ (แม้จะเป็นที่อเมริกา แต่ลองเล่นดูก็ไม่เสียหาย แค่กรอกอาชีพลงไปเป็นภาษาอังกฤษ)

ถ้าคุณเป็น นักข่าว (กรอกคำว่า Journalist, Reporter) จะพบว่าอาชีพนี้มีความเสี่ยงที่หุ่นยนต์จะมาแทนที่ 11% หมายความว่ามีโอกาสที่หุ่นยนต์จะมาแทนที่ได้น้อย แต่การเติบโตในสายงานนี้ ติดลบ (-9%)

ลองเป็นพนักงานเก็บเงินบ้าง กรอกคำว่า Cashiers ลงไป พบว่าอาชีพนี้มีโอกาสถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์ 97% ซึ่งในต่างประเทศเริ่มมีร้านค้าที่ผู้ซื้อต้องบริการตัวเองในหลายรูปแบบ รวมถึงการซื้อของออนไลน์ แน่นอนว่าประเทศไทยเองก็ไม่มีข้อยกเว้น

สำหรับในอเมริกา อาชีพที่น่าเป็นห่วงมาก คือ คนขับรถบรรทุก คาดว่าปัจจุบันมีคนทำอาชีพนี้ประมาณ 1.8 ล้านคน มีความเสี่ยง 79% แม้ว่าอาชีพจะยังมีความต้องการอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้งาน เพราะต่อไปรถจะขับได้ด้วยตัวมันเอง

ตัวเลขจากงานวิจัยครั้งนี้ อาจไม่สามารถชี้วัดดัชนีการหางานในประเทศไทยได้ แต่เชื่อว่าจะสามารถเทียบเคียงได้ไม่ห่างไกลกันมากนัก (อาจจะขยับจำนวนปีออกไป) แต่อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่เตือนให้ทุกคนรู้ว่า อาชีพของตัวเองอาจไม่ปลอดภัยในอนาคต

source: Fortune

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/robot-replace-your-jobs/

JobDB เผย สาขา “การตลาดดิจิทัล” ขาดแคลนสูง เทียบชั้น “ไอที-วิศวะ-บัญชี”

ใครกำลังเรียนหรือทำงานในสายงานการตลาดดิจิทัลดีใจได้เลย เมื่อ JobDB เผยเป็นตำแหน่งงานที่ขาดแคลนสูงมาก โดยแม้จะพบว่า 5 อันดับสูงสุดยังเป็น “ไอที-งานขาย-วิศวะ-ธุรการ-บัญชี” แต่หากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว การตลาดดิจิทัลมาแรงไม่แพ้ใคร โดยมีความต้องการพนักงานในตำแหน่งนี้ถึง 6,300 อัตรา หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ขาดแคลน 44%

ตลาดแรงงานในยุค Digital Transformation ต้องบอกว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจทีเดียว โดยข้อมูลจาก JobDB ระหว่างเดือน ม.ค. – เม.ย. 2560 พบว่า ตำแหน่งงานไอทีและงานด้านวิศวกรรม ก้าวขึ้นมาเป็นตำแหน่งงานอันดับหนึ่งที่ขาดแคลนสูงสุด (ในด้านปริมาณ) โดยมีการเปิดรับอยู่ถึง 21,000 ตำแหน่ง ขณะที่งานด้านการตลาดดิจิทัลแม้จะมีความต้องการน้อยกว่าที่ 6,300 ตำแหน่ง แต่จำนวนบัณฑิตจบใหม่ยิ่งน้อยกว่าความต้องการ ทำให้สายงานด้านการตลาดดิจิทัลเป็นตำแหน่งงานที่ต้องการ และครองสัดส่วนการขาดแคลนสูงที่สุดตามชาร์ตด้านบน

คุณนพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการบริษัทจัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) เผยว่า ปัจจัยที่ทำให้นักศึกษาจบใหม่ส่วนหนึ่งยังคงว่างงาน เป็นเพราะความต้องการด้านรายได้สูงเกินประสบการณ์ มีการเลือกงาน เลือกองค์กร รวมถึงยังขาดทัศนคติเชิงบวกต่อการทำงานด้วย

 

 

แต่สำหรับบัณฑิตจบใหม่ที่ใช่ และมีความสามารถนั้นตรงกันข้าม เพราะจะถูกฝ่าย HR ของบริษัทชั้นนำต่าง ๆ แย่งตัวกันอย่างสุดฝีมือ ซึ่งการแย่งชิงตัวของบัณฑิตที่มีความสามารถนั้น มีหลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ การศึกษาทำความเข้าใจกับพฤติกรรมของคน Gen X, Y และ Z รวมถึงหารูปแบบการตอบสนองต่อความต้องการของคนแต่ละ Gen ได้อย่างเหมาะสม

“คนกลุ่ม Gen Y และ Gen Z เป็นกลุ่ม Digital Native คือเกิดมาพร้อมโลกดิจิทัล พฤติกรรมหลาย ๆ อย่างจึงค่อนข้างคล้ายกัน แต่สำหรับกลุ่ม Gen X นั้นเป็นกลุ่มที่ให้คุณค่ากับการเติบโตในสายอาชีพของตนเอง และชอบการสื่อสารที่ชัดเจน และจริงใจ ซึ่งตรงข้ามกับ Gen Y และ Gen Z  เพราะเป็น Gen Y และ Gen Z  ชอบการสื่อสารบ่อย ๆ และหลายช่องทาง แถมพวกเขาก็มองหาคุณค่าจากงานที่ทำด้วย”

อย่างไรก็ดี คุณนพวรรณได้เผยว่า การจะดึงดูดให้คน Gen Y และ Gen Z เข้ามาทำงานในองค์กรมากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น สามารถทำได้หลายทางดังต่อไปนี้

คุณนพวรรณ จุลกนิษฐ

สร้างความคาดหวังต่อที่ทำงานเช่น มีสถานที่ทำงานทันสมัย มีห้องสำหรับพักผ่อน มีอาหารสำหรับพนักงาน และมีห้องเล่นเกม หรือกีฬาเพื่อผ่อนคลาย ต่อมาคือ เสนอสวัสดิการที่ดึงดูดใจ เช่น ลาหยุดในวันคล้ายวันเกิดได้ มีโปรแกรมอบรมสัมมนา และรับทราบแนวทางในการเติบโตของสายงานนี้

ข้อสามคือ ทัศนคติและแนวคิดต่ออาชีพ ซึ่งหน้าที่ขององค์กรคือ การกำหนดคุณค่าและคติพจน์ขององค์กร และจัดสมดุลด้านชีวิตส่วนตัวและการทำงาน รวมถึงต้องไม่มีช่องว่างระหว่างผู้บริหารกับพนักงานด้วยค่ะ

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/jobdb-data-jobs-in-thailand/

มาแล้ว Google for Jobs ตลาดหางานร้อนอีกรอบ

Google ประกาศแผนให้บริการ “jobs search engine” บริการค้นหาที่จะเน้นให้ความสำคัญกับการหาตำแหน่งงานโดยเฉพาะ เบื้องต้นยังจำกัดเฉพาะงานในสหรัฐฯ คาดว่าจะครอบคลุมงานทุกระดับทุกประเภท ตั้งแต่ระดับพนักงานตัวเล็กจนถึงการประกาศหาผู้บริหารอาวุโสระดับสูง

สื่อที่รายงานข่าวใหม่ของ Google เป็นแห่งแรกคือ TechCrunch ซึ่งให้ข้อมูลว่าบริการนี้จะใช้ชื่อ Google for Jobs รายงานระบุว่าไม่เพียงบริการใหม่จะเน้นค้นหาตำแหน่งงานที่ครอบคลุมและหลากหลายสำหรับทุกคนแล้ว Google for Jobs ยังจะใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ทั้ง machine learning และ artificial intelligence ในการวิเคราะห์ข้อมูลตำแหน่งงานต่างๆด้วย

ผลจากการทำงานของระบบ machine learning และ artificial intelligence ผู้ใช้จะสามารถกรองข้อมูลเพื่อค้นหางานจากชื่อตำแหน่ง รูปแบบงาน สถานที่ทำงาน วันที่ประกาศสมัครงานถูกโพสต์ รวมถึงงานที่เป็นกะและเต็มเวลาหรือ part- และ full-time

แม้จะดูเหมือนว่าเป็นการท้าชนบริการหางานในตลาดขณะนี้อย่างจัง แต่เบื้องต้น Google ยืนยันว่า Google for Jobs ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแข่งกับเครือข่ายหางานรายอื่น เนื่องจาก Google for Jobs ออกแบบให้ระบบทำงานร่วมกับทั้ง LinkedIn, Monster, Glassdoor, Facebook, CareerBuilder และบริการอื่น เท่ากับ Google for Jobs จะช่วยดันให้ผู้ใช้เข้าถึงบริการหางานเหล่านี้ได้สะดวกขึ้น

สิ่งที่เราสามารถสรุปได้จากเรื่องนี้คือ Google for Jobs เป็นอีกข้อพิสูจน์ว่า Google เป็นบริษัทที่มองเห็นช่องทางทำเงินจากโฆษณาได้ตลอดเวลา เพราะแม้จะยืนยันว่าไม่ได้หวังแข่งขันกับเครือข่ายหางานที่ร้อนแรงในตลาดอเมริกันขณะนี้ แต่การเปิดตัว Google for Jobs จะทำให้ Google มีพื้นที่สำหรับนักโฆษณาที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มคนหางานได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นอีกโอกาสทองที่ Google จะทำเงินได้เพิ่มขึ้นในอนาคต

ที่มา: MarketingDive

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/05/google-jobs/

สายไอทีก็ไม่รอด โอกาสตกงานสูง ถ้าทำได้แค่เชิงเทคนิค-เขียนโปรแกรม-ซ่อมบำรุง

Brandinside เคยนำเสนอข่าวในวงการอุตสาหกรรมไอทีอินเดียที่ตกงานระนาวเพราะทักษะไม่ถึง แถมยังมี ปัญหาภัยพิบัติที่ควบคุมไม่ได้ เมื่อปลายปีที่แล้วทำให้วงการไอทีในอินเดียน่าจะประสบปัญหาไปอีกสักพัก แต่คราวนี้จะพาไปดูกันชัดๆ กับอาชีพสายไอทีแบบเจาะลึก ชนิดที่ว่าหากใครเดินสายไอทีแล้วยังทำได้เท่านี้ ก็ให้เตรียมตัวหางานใหม่ไว้รอได้เลย

Photo: Pixabay

สายไอทีที่ไม่รอด 1 : ช่วยเหลือด้านเทคนิค สนับสนุนลูกค้า

ในอดีตคนไอทีสายนี้ได้รับความสนใจไม่น้อย เพราะการแก้ปัญหาเชิงเทคนิคในโลกออนไลน์ บริษัทไหนๆ ก็ต้องมีติดไว้เพื่อช่วยเหลือหากเกิดปัญหา ลูกค้าจะได้มีที่พึ่งพาในยามวิกฤติ แต่ตอนนี้เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นมาบ้างแล้ว นั่นคือ “Chatbot” ระบบ AI ที่จะเข้ามาแทนที่คนไอทีในสายนี้ในไม่ช้าอย่างแน่นอน

สายไอทีที่ไม่รอด 2 : ทดสอบโปรแกรม

แน่นอนว่า การเขียนโค้ดในบริษัทไอทีต้องมีคนทดสอบหรือตรวจสอบโปรแกรมเพื่อให้ออกมาไม่มีข้อผิดพลาดและดีที่สุด ก่อนหน้านี้บริษัทต่างๆ อาจต้องารวิศวรไอทีที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยจัดการปัญหานี้ แต่ต่อไปนี้ จริงๆ คือตอนนี้ก็มีแล้ว คือ “โปรแกรมตรวจสอบอัตโนมัติ” เพราะฉะนั้น ถ้าจะเลือกเดินสายนี้ มนุษย์ไอทีสู้หุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาไม่ได้แน่ๆ

Photo: flickr

สายไอทีที่ไม่รอด 3 : เขียนโค้ดพื้นฐาน

สายนี้แทบไม่ต้องบอกก็รู้ว่า การเขียนเป็นแค่โค้ดพื้นฐานนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว เพราะตอนนี้มี “โปรแกรมสำเร็จรูป” ที่ให้ใช้กันได้ฟรีๆ ชนิดที่ว่า แต่ก่อนอาจต้องใช้เวลาในการเขียนประมาณ 8 ชั่วโมง โปรแกรมนี้ช่วยย่นย่อเหลือเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น คล้ายๆ กับว่าจะสร้างอะไรสักอย่าง แล้วโปรแกรมเหล่านี้เป็นเหมือนกับ “เฟอร์นิเจอร์” ที่ให้เราเข้าไปเลือกนำมาใช้กันได้แบบง่ายดาย เอาเป็นว่าใครจะเดินสายนี้ต้องคิดให้หนัก และต้องทำงานให้หนักขึ้น และพัฒนาให้กลายเป็น นักเขียนโค้ดที่ไม่ธรรมดา อย่าทำได้แค่ระดับพื้นฐานแบบที่ใครๆ (หรือโปรแกรม) ก็ทำได้

Photo: Pixabay

สายไอทีที่ไม่รอด 4 : ซ่อมบำรุง

น่าจะรู้กันอยู่ว่าคนไอทีสายซ่อมบำรุง เอากันเข้าจริงๆ ไม่ได้ทำอะไรมากเท่าไหร่อยู่แล้ว เพราะการตรวจสอบของหลังส่งมอบ (ในที่นี้คือซอฟต์แวร์) ดังนั้น หากไม่ได้เกิดปัญหาอะไรร้ายแรงหรือจนถึงขั้นต้องแก้ไข เรียกได้ว่าแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะก่อนการส่งมอบของ ในบริษัทจะมีฝ่ายไอทีที่อยู่หลังบ้านตรวจสอบมาก่อนแล้ว เอาเป็นว่า สายนี้นับวันจะยิ่งไม่เป็นที่ต้องการไปทุกวันๆ อย่างแน่นอน

Photo: flickr

สายไอทีที่ไม่รอด 5 : ผู้จัดการโครงการ

สายนี้น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะโดยตำแหน่งแล้วจะได้อยู่กับเทคโนโลยีน้อยที่สุด เพราะทักษะที่สำคัญคือการจัดการ และโดยส่วนใหญ่บริษัทมักจะจ้างงานคนที่ทำให้บริษัทคล่องตัว โดยไม่ได้สนใจทักษะด้นไอทีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ต่อไปถ้าเป็นไปได้ (ซึ่งมีแนวโน้มสูงมาก) อาชีพผู้จัดการโครงการสายไอทีจะถูกจ้างน้อยลงไปเรื่อยๆ

สรุป

แม้ว่าวงการไอทีจะเป็นอนาคตอันเรืองรองในยุคที่โลกต้องเดินหน้าไปสู่ “ยุคดิจิทัล” มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าอยู่สายไอทีและทำได้แค่ทักษะพื้นๆ ไม่พัฒนาทักษะให้มากขึ้น/สูงขึ้น ก็ต้องเตรียมตัวออกจากวงการไปหาอะไรอื่นทำเหมือนกัน

เอาเข้าจริงแล้ว ไม่ใช่แค่วงการไอที แต่จะเป็นเหมือนกันแทบทุกวงการและทุกสาขาอาชีพที่ต้องพัฒนาและปรับปรุงตัวอยู่ตลอด และที่สำคัญคือ ต้องไม่ลืมว่าการปรับตัวนั้นสำคัญ เพราะในโลกที่หมุนไวขึ้นทุกวัน การยืนอยู่กับที่ก็เท่ากับถอยหลังลงไปเท่านั้นเอง

ที่มา – QUARTZ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/it-basic-skill-lose-jobs/

Google เปิดตัว Google for Jobs แพลตฟอร์มหางาน ดึงข้อมูลจากพาร์ทเนอร์ ใช้ AI ช่วยกรอง

Google เปิดตัว Google for Jobs แพลตฟอร์มเสิร์ชค้นหางาน โดยร่วมมือกับบริษัทด้านโปรไฟล์และค้นหางานอย่าง LinkedIn, Monster, Facebook และ Glassdoor

Google for Jobs ไม่เพียงค้นหาตำแหน่งงานให้ผู้ใช้ แต่ยังใช้ Machine Learning ช่วยกรองตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับผู้ใช้ รวมไปถึงความสะดวกในการเดินทาง พร้อมเปิด Google Jobs API ด้วย

ยังไม่มีข้อมูลว่า Google for Jobs เปิดให้ใช้งานที่ไหนและเมื่อไหร่ แต่อย่างน้อย Sundar Pichai ระบุว่ามีแผนจะเปิดให้ใช้งานทั่วโลก

ที่มา – ZDNet

alt="Image 5-18-2560 BE at 21.31"

from:https://www.blognone.com/node/92541

ภาคต่อไอทีอินเดีย หลังตกงานระนาว แถมเจอพิษไซโคลนจากปีที่แล้ว ส่อแววฟื้นตัวยาก

ไม่นานมานี้น่าจะได้เห็นข่าววิศวกรไอทีอินเดียตกงานนับแสนคนมาแล้ว แต่สถาบันด้านไอทีในอินเดียก็ไม่นิ่งนอนใจ เพราะเร่งผลิตบุคลากรให้ได้คุณภาพมากขึ้น แต่ปลายปีที่แล้วดันเจอพายุไซโคลน Vardah และได้ส่งผลมาถึงปีนี้ สถาบันไอทีชั้นนำบอกว่า ทำให้เสียโอกาสในการจัดหางานให้กับนักศึกษาไปจำนวนไม่น้อย

Photo: Pixabay

อัตราตกงานสูง ต้องเพิ่มทักษะ

สถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย หรือ IIT (Indian Institute of Technology) เป็นสถาบันไอทีชั้นนำของประเทศอินเดีย บอกว่า “อัตราการจ้างงานของนักศึกษาด้านไอทีในปี 2016 – 2017 ต่ำลงเป็น 62% จากเดิมในปี 2015 – 2016 ที่มีอยู่ถึง 65%”

หนังสือพิมพ์ Hindustan Times รายงานเช่นเดียวกันว่า ตัวเลขนี้เป็นเหมือนกันในหลายๆ สถาบันไอทีของอินเดีย ด้านกระทรวงพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของอินเดียเปิดเผยว่า “จากนักเรียนไอที 9,104 คน ใน 17 สถาบันด้านไอทีในอินเดีย จะมีเพียง 6,013 คนเท่านั้นที่ได้งานทำ”

ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ภัยพิบัติธรรมชาติ

อัตราที่ลดลงของการจ้างงานภาคไอทีในอินเดียนั้น ไม่ได้จากแค่ทักษะที่ไม่ถึงขั้นตามที่ตลาดต้องการเท่านั้น แต่มาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติด้วย โดยในปลายปีที่แล้ว ในอินเดียเกิดพายุไซโคลน Vardah พัดถล่มทางภาคใต้ของอินเดีย ทำให้ชาวอินเดียในรัฐทมิฬนาดูประสบปัญหาอย่างหนัก

Photo: hindustantimes

IIT ระบุว่า “หากไม่เกิดเหตุการณ์นี้ อาจทำให้นักศึกษาจากสถาบันจะได้งานอีกไม่ต่ำกว่า 40 – 50 งาน เพราะมีหลายบริษัทที่มีความต้องการและได้ทำตามขั้นตอนข้อกำหนดเรียบร้อยแล้ว แต่ภัยพิบัติได้ทำให้หลายบริษัทไม่สามารถร่วมงานได้ เพระหลังจากเกิดเหตุได้ความุว่นวายทางการเมืองที่ตามมาอีกระลอก”

ส่วนอัตราการจ้างที่ต่ำลงในภาคไอทีของอินเดียอีกสาเหตุมาจาก “ตอนนี้บริษัทไอทีจากอเมริกา ไต้หวัน หรือญี่ปุ่น มักจะจ้างแรงงานในอินเดียเพื่อทำงานในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ไม่ส่งไปทำงานนอกประเทศหรือระหว่างประเทศ”

สรุป

อุตสาหกรรไอทีในอินเดียประสบปัญหาทักษะของวิศวกร/นักศึกษาด้านไอทีที่มีทักษะน้อย ทำให้ความต้องการจ้างงานลดลง แต่เหตุที่ไม่คาดคิดอีกอย่างคือ “ภัยพิบัติทางธรรมชาติ” ที่ส่งผลร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ตลาดอินเดียเป็นตลาดใหญ่ และมีศักยภาพอีกมากในอนาคต หากสถาบันไอที รัฐบาล หรือภาคธุรกิจเล็งเห็นจุดอ่อนนี้และร่วมมือกันการแก้ไขน่าจะทำให้ภาคไอทีในอินเดียกลับมาแข่งขันในตลาดได้อีกครั้ง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/it-india-cyclone-jobs/