คลังเก็บป้ายกำกับ: jobs

Google เผยโปรเจกต์ใหญ่ ฝึกทักษะอาชีพให้คนแอฟริกัน 10 ล้านคนให้ได้ภายใน 5 ปี

ไม่กี่วันก่อน Sundar Pichai ทวิตข้อความและรูปภาพ ระบุว่า Google เตรียมขยายทักษะงานดิจิทัลให้แก่ชาวแอฟริกันให้ได้ 10 ล้านคนภายใน 5 ปี พร้อมติดแฮชแท็ก #GoogleforNigeria วันเดียวกันนี้ Google ก็แถลงรายละเอียดโครงการผ่านบล็อกว่านอกจากจะฝึกอบรมทักษะงานแล้ว ยังรวมถึงการลงทุนในสตาร์ทอัพ ทำโครงการบ่มเพาะ รวมถึงปรับปรุงฟีเจอร์การใช้งาน Google และ YouTube ในภูมิภาคนี้ด้วย

ก่อนหน้านี้ Google.org ลงทุน 50 ล้านดอลลาร์ผ่านองค์กรไม่แสวงหากำไรโดยมีเป้าหมายพัฒนาฝีมือแรงงาน และลงทุน 20 ล้านดอลลาร์ในการพัฒนางานในแอฟริกาโดยเฉพาะ รวมทั้งลงทุนในสตาร์ทอัพแอฟริกันด้วยเช่น Gidi Mobile และ Siyavula เพื่อให้นักเรียนชาวแอฟริกาใต้และไนจีเรียเข้าถึงแพลตฟอร์มเพื่อการศึกษาฟรี

No Description

ในด้านสตาร์ทอัพ Google มีโครงการบ่มเพาะอยู่แล้วคือ Launchpad Accelerator ซึ่งจะลงทุนเพิ่ม 3 ล้านดอลลาร์ เพื่อจัดหาเมนเทอร์ผู้เชี่ยวชาญให้เข้าถึงสตาร์ทอัพในภูมิภาคแอฟริกาที่มีกว่า 60 บริษัท และจะตั้งศูนย์บ่มเพาะในลากอสด้วย

Google ระบุว่าจะปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานอินเทอร์เน็ตในแอฟริกา เช่น ทำแอพ YouTube Go เวอร์ชั่นเบต้าในไนจีเรีย เปิดตัว Lagos on Street View ใน Google Maps เป็นต้น

ที่มา – Google Blog

from:https://www.blognone.com/node/94326

Advertisements

กูเกิลเปิดตัว Hire แอพช่วยจ้างงาน สำหรับธุรกิจ SME ในการคัดเลือกพนักงานใหม่

กูเกิลเปิดตัวแอพใหม่ในตระกูล G Suite คือ Hire ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ธุรกิจ SME จ้างพนักงานง่ายขึ้น

Hire เป็นแอพแนว workflow ที่ออกแบบมาสำหรับกระบวนการจ้างพนักงาน ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดขั้นตอนการจ้างงาน (เช่น ยื่นใบสมัคร-ทำข้อสอบ-สัมภาษณ์), การเก็บโพรไฟล์และให้คะแนนผู้สมัครระหว่างคณะกรรมการสัมภาษณ์, การนัดหมายเวลาสัมภาษณ์ และในกรณีที่มีตำแหน่งงานใหม่ ระบบก็จะช่วยแนะนำว่าเคยมีผู้สมัครคนก่อนๆ เหมาะสมกับงานนี้หรือไม่ เพื่อให้เราสามารถเสนอตำแหน่งงานนี้ไปยังผู้สมัครคนนั้นได้

No Description

Hire สามารถทำงานร่วมกับ Gmail/Google Calendar ได้ในส่วนของการนัดหมายสัมภาษณ์ (ไม่ต้องสลับแอพไปมาเวลาจะส่งเมลเชิญสัมภาษณ์) และยังสามารถเชื่อมต่อกับเว็บไซต์ที่เก็บประวัติหรือผลงานของผู้สมัคร เช่น GitHub, StackOverflow, Behance, LinkedIn ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม Hire เป็นบริการแบบเสียเงิน ตอนนี้ยังเปิดให้ใช้งานเฉพาะลูกค้าในสหรัฐอเมริกา และจำกัดเฉพาะองค์กรที่ขนาดไม่เกิน 1,000 คน

ที่มา – Google

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/94045

วงการไอทีอินเดียแย่ลงทุกที ตอนนี้แทบไม่จ้างประจำ เน้นให้มาทำเป็นรอบ ลดค่าใช้จ่าย

ช่วง 2 – 3 เดือนมานี้ เริ่มเห็นแนวโน้มในวงการไอทีอินเดียว่าจะล่มสลายในไม่ช้า อย่างตอนนี้หลายบริษัทใหญ่ไม่รับพนักงานประจำแล้ว แต่จ้างให้มาทำเป็นครั้งไป เพราะนอกจากจะลดค่าใช้จ่าย อีกเรื่องคือพนักงานประจำทักษะไม่ถึงด้วย

Photo: Pixabay

ลดจ้างประจำ หันมาจ้างให้ทำเป็นรอบดีกว่า

ในวงการไอทีอินเดียตอนนี้น่าเป็นห่วง ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลบอกว่า อัตราการจ้างงานในบริษัทไอทีต่ำลงจาก 8 – 10% มาอยู่ที่ 4 – 5% แล้วหลายบริษัทหันไปจ้างวิศวกรให้มาทำงานเป็นครั้งคราวมากกว่าเดิม หรืออาจจะเรียกการทำงานแบบนี้ว่าเป็น “สัญญาจ้างงานระยะสั้น” ก็ได้

แน่นอนว่า การจ้างงานแบบไม่ประจำย่อมทำให้บริษัทลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการจ้างพนักงานประจำ และที่สำคัญคือสามารถเลือกใช้คนที่มีความสามารถเฉพาะด้านกับโปรเจ็กต์งานที่ต้องการความเจาะจงได้ดีกว่า

เพราะบริษัทไอทีอินเดียแทบทุกบริษัทตอนนี้ประสบปัญหาด้านเงินทุนกันทั้งหมด เพราะต้องไม่ลืมว่านอกจากในวงการไอทีอินเดียจะมีปัญหาที่วิศวกรทักษะไม่ถึงตามที่ตลาดต้องการแล้ว เมื่อปีที่ผ่านมายังประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติอีกด้วย ทำให้ดูเหมือนว่าวงการไอทีอินเดียจะอยู่สภาพที่น่าเป็นห่วงไปอีกนาน

ถ้าพนักงานว่าง ต้องหาทางเพิ่มทักษะ

ปัญหาใหญ่ของวงการไอทีอินเดียอีกอย่างคือ มีพนักงานหลายคนที่เป็นพนักงานประจำ หมายความว่าได้รับเงินเดือน แต่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก นั่นเพราะงานที่ทำขึ้นอยู่กับโปรเจ็กต์ที่บริษัทมีอยู่ในมือ แน่นอนว่า ถ้าในช่วงนั้นไม่มีโปรเจ็กต์ พนักงานก็ไม่ต้องทำงาน และรอรับเงินเดือนเพียงอย่างเดียว

ทางออกที่น่าสนใจคือ Infosys ที่บริษัทไอทีอันดับต้นๆ ในอินเดีย Richard Lobo รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ Infosys บอกว่า “ในบริษัทของเรามีพนักงานที่นั่งเฉยๆ รอโปรเจ็กต์งานเหมือนกัน แต่เราใช้เวลานั้นให้เป็นประโยชน์ด้วยการสร้างแผนการเรียนรู้ใหม่ๆ ภายในองค์กรให้กับพนักงาน ท้ายที่สุดแล้วทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นจาก 76.6% ในปีงบประมาณ 2012 มาเป็น 81.7% ในปีงบประมาณ 2017”

สรุป

แม้แนวโน้มในวงการไอทีอินเดียจะชัดเจนเหลือเกินว่า “ใกล้ล่มสลายเข้าไปทุกที” หลายบริษัทต้องปรับตัว โดยเฉพาะการเพิ่มทักษะให้กับพนักงานและต้องสร้างความสอดคล้องกับการทำงาน เช่น ถ้าไม่มีโปรเจ็กต์ก็ต้องหาแผนในเพิ่มทักษะให้กับพนักงาน ไม่ใช่ให้อยู่เฉยๆ

ส่วนอีกเรื่องคือ “พนักงานจ้างแบบไม่ประจำ” ที่กำลังเป็นเทรนด์ฮิตในวงการไอทีอินเดียตอนนี้ ในระยะสั้นเป็นเรื่องดีที่มาช่วยสนับสนุนงานและลดค่าใช้จ่าย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็หมายความว่า ในระยะยาวพนักงานประจำจะหมดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน

ที่มา – QUARTZ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/it-india-employee/

มาสำรวจกันว่ามีโอกาสแค่ไหนที่เราจะตกงานเพราะ หุ่นยนต์

กระแสที่หุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานแทนเรา จะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการพูดถึงมาระยะหนึ่งแล้ว ย้อนไปในอดีตเครื่องจักรก็เคยเข้ามาทำงานแทนคน แต่คนก็เคยมั่นใจว่า มีงานอีกหลายอย่างที่หุ่นยนต์ไม่น่าจะมาแทนที่ได้

กระทั่งการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ คอมพิวเตอร์สามารถเล่นโกะชนะคนมือ 1 ของโลกได้ และเริ่มทำงานหลายๆ อย่างที่เราไม่คิดว่าจะทำได้ แม้แต่การเขียนนิยาย และอีกหลากหลายงาน เช่น รถยนต์ไร้คนขับ, เครื่องบินไร้คนขับ, ระบบตรวรจสอบคนเข้าเมือง และอีกหลากหลายงาน

อะไรจะเป็นงานต่อไปที่หุ่นยนต์จะมาแทนที่

คำถามที่หลายคนอยากรู้ มีนักวิทยาศาสตร์ 2 คน คือ Mubashar Iqba และ Dimitar Raykov ทำการวิจัยถึงเรื่องนี้ พบว่าในปี 2033 ตำแหน่งงานประมาณ 47% ในสหรัฐอเมริกาจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์

จากการวิจัย ได้พัฒนาระบบคำนวณเพื่อให้คนทั่วไปเข้าไปกรอกอาชีพของตัวเองเพื่อดูว่ามีโอกาสที่จะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์กี่เปอร์เซ็น ที่ https://willrobotstakemyjob.com/ (แม้จะเป็นที่อเมริกา แต่ลองเล่นดูก็ไม่เสียหาย แค่กรอกอาชีพลงไปเป็นภาษาอังกฤษ)

ถ้าคุณเป็น นักข่าว (กรอกคำว่า Journalist, Reporter) จะพบว่าอาชีพนี้มีความเสี่ยงที่หุ่นยนต์จะมาแทนที่ 11% หมายความว่ามีโอกาสที่หุ่นยนต์จะมาแทนที่ได้น้อย แต่การเติบโตในสายงานนี้ ติดลบ (-9%)

ลองเป็นพนักงานเก็บเงินบ้าง กรอกคำว่า Cashiers ลงไป พบว่าอาชีพนี้มีโอกาสถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์ 97% ซึ่งในต่างประเทศเริ่มมีร้านค้าที่ผู้ซื้อต้องบริการตัวเองในหลายรูปแบบ รวมถึงการซื้อของออนไลน์ แน่นอนว่าประเทศไทยเองก็ไม่มีข้อยกเว้น

สำหรับในอเมริกา อาชีพที่น่าเป็นห่วงมาก คือ คนขับรถบรรทุก คาดว่าปัจจุบันมีคนทำอาชีพนี้ประมาณ 1.8 ล้านคน มีความเสี่ยง 79% แม้ว่าอาชีพจะยังมีความต้องการอยู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้งาน เพราะต่อไปรถจะขับได้ด้วยตัวมันเอง

ตัวเลขจากงานวิจัยครั้งนี้ อาจไม่สามารถชี้วัดดัชนีการหางานในประเทศไทยได้ แต่เชื่อว่าจะสามารถเทียบเคียงได้ไม่ห่างไกลกันมากนัก (อาจจะขยับจำนวนปีออกไป) แต่อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่เตือนให้ทุกคนรู้ว่า อาชีพของตัวเองอาจไม่ปลอดภัยในอนาคต

source: Fortune

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/robot-replace-your-jobs/

JobDB เผย สาขา “การตลาดดิจิทัล” ขาดแคลนสูง เทียบชั้น “ไอที-วิศวะ-บัญชี”

ใครกำลังเรียนหรือทำงานในสายงานการตลาดดิจิทัลดีใจได้เลย เมื่อ JobDB เผยเป็นตำแหน่งงานที่ขาดแคลนสูงมาก โดยแม้จะพบว่า 5 อันดับสูงสุดยังเป็น “ไอที-งานขาย-วิศวะ-ธุรการ-บัญชี” แต่หากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว การตลาดดิจิทัลมาแรงไม่แพ้ใคร โดยมีความต้องการพนักงานในตำแหน่งนี้ถึง 6,300 อัตรา หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ขาดแคลน 44%

ตลาดแรงงานในยุค Digital Transformation ต้องบอกว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจทีเดียว โดยข้อมูลจาก JobDB ระหว่างเดือน ม.ค. – เม.ย. 2560 พบว่า ตำแหน่งงานไอทีและงานด้านวิศวกรรม ก้าวขึ้นมาเป็นตำแหน่งงานอันดับหนึ่งที่ขาดแคลนสูงสุด (ในด้านปริมาณ) โดยมีการเปิดรับอยู่ถึง 21,000 ตำแหน่ง ขณะที่งานด้านการตลาดดิจิทัลแม้จะมีความต้องการน้อยกว่าที่ 6,300 ตำแหน่ง แต่จำนวนบัณฑิตจบใหม่ยิ่งน้อยกว่าความต้องการ ทำให้สายงานด้านการตลาดดิจิทัลเป็นตำแหน่งงานที่ต้องการ และครองสัดส่วนการขาดแคลนสูงที่สุดตามชาร์ตด้านบน

คุณนพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการบริษัทจัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) เผยว่า ปัจจัยที่ทำให้นักศึกษาจบใหม่ส่วนหนึ่งยังคงว่างงาน เป็นเพราะความต้องการด้านรายได้สูงเกินประสบการณ์ มีการเลือกงาน เลือกองค์กร รวมถึงยังขาดทัศนคติเชิงบวกต่อการทำงานด้วย

 

 

แต่สำหรับบัณฑิตจบใหม่ที่ใช่ และมีความสามารถนั้นตรงกันข้าม เพราะจะถูกฝ่าย HR ของบริษัทชั้นนำต่าง ๆ แย่งตัวกันอย่างสุดฝีมือ ซึ่งการแย่งชิงตัวของบัณฑิตที่มีความสามารถนั้น มีหลายรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ การศึกษาทำความเข้าใจกับพฤติกรรมของคน Gen X, Y และ Z รวมถึงหารูปแบบการตอบสนองต่อความต้องการของคนแต่ละ Gen ได้อย่างเหมาะสม

“คนกลุ่ม Gen Y และ Gen Z เป็นกลุ่ม Digital Native คือเกิดมาพร้อมโลกดิจิทัล พฤติกรรมหลาย ๆ อย่างจึงค่อนข้างคล้ายกัน แต่สำหรับกลุ่ม Gen X นั้นเป็นกลุ่มที่ให้คุณค่ากับการเติบโตในสายอาชีพของตนเอง และชอบการสื่อสารที่ชัดเจน และจริงใจ ซึ่งตรงข้ามกับ Gen Y และ Gen Z  เพราะเป็น Gen Y และ Gen Z  ชอบการสื่อสารบ่อย ๆ และหลายช่องทาง แถมพวกเขาก็มองหาคุณค่าจากงานที่ทำด้วย”

อย่างไรก็ดี คุณนพวรรณได้เผยว่า การจะดึงดูดให้คน Gen Y และ Gen Z เข้ามาทำงานในองค์กรมากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น สามารถทำได้หลายทางดังต่อไปนี้

คุณนพวรรณ จุลกนิษฐ

สร้างความคาดหวังต่อที่ทำงานเช่น มีสถานที่ทำงานทันสมัย มีห้องสำหรับพักผ่อน มีอาหารสำหรับพนักงาน และมีห้องเล่นเกม หรือกีฬาเพื่อผ่อนคลาย ต่อมาคือ เสนอสวัสดิการที่ดึงดูดใจ เช่น ลาหยุดในวันคล้ายวันเกิดได้ มีโปรแกรมอบรมสัมมนา และรับทราบแนวทางในการเติบโตของสายงานนี้

ข้อสามคือ ทัศนคติและแนวคิดต่ออาชีพ ซึ่งหน้าที่ขององค์กรคือ การกำหนดคุณค่าและคติพจน์ขององค์กร และจัดสมดุลด้านชีวิตส่วนตัวและการทำงาน รวมถึงต้องไม่มีช่องว่างระหว่างผู้บริหารกับพนักงานด้วยค่ะ

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/06/jobdb-data-jobs-in-thailand/

มาแล้ว Google for Jobs ตลาดหางานร้อนอีกรอบ

Google ประกาศแผนให้บริการ “jobs search engine” บริการค้นหาที่จะเน้นให้ความสำคัญกับการหาตำแหน่งงานโดยเฉพาะ เบื้องต้นยังจำกัดเฉพาะงานในสหรัฐฯ คาดว่าจะครอบคลุมงานทุกระดับทุกประเภท ตั้งแต่ระดับพนักงานตัวเล็กจนถึงการประกาศหาผู้บริหารอาวุโสระดับสูง

สื่อที่รายงานข่าวใหม่ของ Google เป็นแห่งแรกคือ TechCrunch ซึ่งให้ข้อมูลว่าบริการนี้จะใช้ชื่อ Google for Jobs รายงานระบุว่าไม่เพียงบริการใหม่จะเน้นค้นหาตำแหน่งงานที่ครอบคลุมและหลากหลายสำหรับทุกคนแล้ว Google for Jobs ยังจะใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ทั้ง machine learning และ artificial intelligence ในการวิเคราะห์ข้อมูลตำแหน่งงานต่างๆด้วย

ผลจากการทำงานของระบบ machine learning และ artificial intelligence ผู้ใช้จะสามารถกรองข้อมูลเพื่อค้นหางานจากชื่อตำแหน่ง รูปแบบงาน สถานที่ทำงาน วันที่ประกาศสมัครงานถูกโพสต์ รวมถึงงานที่เป็นกะและเต็มเวลาหรือ part- และ full-time

แม้จะดูเหมือนว่าเป็นการท้าชนบริการหางานในตลาดขณะนี้อย่างจัง แต่เบื้องต้น Google ยืนยันว่า Google for Jobs ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแข่งกับเครือข่ายหางานรายอื่น เนื่องจาก Google for Jobs ออกแบบให้ระบบทำงานร่วมกับทั้ง LinkedIn, Monster, Glassdoor, Facebook, CareerBuilder และบริการอื่น เท่ากับ Google for Jobs จะช่วยดันให้ผู้ใช้เข้าถึงบริการหางานเหล่านี้ได้สะดวกขึ้น

สิ่งที่เราสามารถสรุปได้จากเรื่องนี้คือ Google for Jobs เป็นอีกข้อพิสูจน์ว่า Google เป็นบริษัทที่มองเห็นช่องทางทำเงินจากโฆษณาได้ตลอดเวลา เพราะแม้จะยืนยันว่าไม่ได้หวังแข่งขันกับเครือข่ายหางานที่ร้อนแรงในตลาดอเมริกันขณะนี้ แต่การเปิดตัว Google for Jobs จะทำให้ Google มีพื้นที่สำหรับนักโฆษณาที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มคนหางานได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นอีกโอกาสทองที่ Google จะทำเงินได้เพิ่มขึ้นในอนาคต

ที่มา: MarketingDive

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/05/google-jobs/

สายไอทีก็ไม่รอด โอกาสตกงานสูง ถ้าทำได้แค่เชิงเทคนิค-เขียนโปรแกรม-ซ่อมบำรุง

Brandinside เคยนำเสนอข่าวในวงการอุตสาหกรรมไอทีอินเดียที่ตกงานระนาวเพราะทักษะไม่ถึง แถมยังมี ปัญหาภัยพิบัติที่ควบคุมไม่ได้ เมื่อปลายปีที่แล้วทำให้วงการไอทีในอินเดียน่าจะประสบปัญหาไปอีกสักพัก แต่คราวนี้จะพาไปดูกันชัดๆ กับอาชีพสายไอทีแบบเจาะลึก ชนิดที่ว่าหากใครเดินสายไอทีแล้วยังทำได้เท่านี้ ก็ให้เตรียมตัวหางานใหม่ไว้รอได้เลย

Photo: Pixabay

สายไอทีที่ไม่รอด 1 : ช่วยเหลือด้านเทคนิค สนับสนุนลูกค้า

ในอดีตคนไอทีสายนี้ได้รับความสนใจไม่น้อย เพราะการแก้ปัญหาเชิงเทคนิคในโลกออนไลน์ บริษัทไหนๆ ก็ต้องมีติดไว้เพื่อช่วยเหลือหากเกิดปัญหา ลูกค้าจะได้มีที่พึ่งพาในยามวิกฤติ แต่ตอนนี้เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นมาบ้างแล้ว นั่นคือ “Chatbot” ระบบ AI ที่จะเข้ามาแทนที่คนไอทีในสายนี้ในไม่ช้าอย่างแน่นอน

สายไอทีที่ไม่รอด 2 : ทดสอบโปรแกรม

แน่นอนว่า การเขียนโค้ดในบริษัทไอทีต้องมีคนทดสอบหรือตรวจสอบโปรแกรมเพื่อให้ออกมาไม่มีข้อผิดพลาดและดีที่สุด ก่อนหน้านี้บริษัทต่างๆ อาจต้องารวิศวรไอทีที่มีความเชี่ยวชาญมาช่วยจัดการปัญหานี้ แต่ต่อไปนี้ จริงๆ คือตอนนี้ก็มีแล้ว คือ “โปรแกรมตรวจสอบอัตโนมัติ” เพราะฉะนั้น ถ้าจะเลือกเดินสายนี้ มนุษย์ไอทีสู้หุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมมาไม่ได้แน่ๆ

Photo: flickr

สายไอทีที่ไม่รอด 3 : เขียนโค้ดพื้นฐาน

สายนี้แทบไม่ต้องบอกก็รู้ว่า การเขียนเป็นแค่โค้ดพื้นฐานนั้นไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว เพราะตอนนี้มี “โปรแกรมสำเร็จรูป” ที่ให้ใช้กันได้ฟรีๆ ชนิดที่ว่า แต่ก่อนอาจต้องใช้เวลาในการเขียนประมาณ 8 ชั่วโมง โปรแกรมนี้ช่วยย่นย่อเหลือเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น คล้ายๆ กับว่าจะสร้างอะไรสักอย่าง แล้วโปรแกรมเหล่านี้เป็นเหมือนกับ “เฟอร์นิเจอร์” ที่ให้เราเข้าไปเลือกนำมาใช้กันได้แบบง่ายดาย เอาเป็นว่าใครจะเดินสายนี้ต้องคิดให้หนัก และต้องทำงานให้หนักขึ้น และพัฒนาให้กลายเป็น นักเขียนโค้ดที่ไม่ธรรมดา อย่าทำได้แค่ระดับพื้นฐานแบบที่ใครๆ (หรือโปรแกรม) ก็ทำได้

Photo: Pixabay

สายไอทีที่ไม่รอด 4 : ซ่อมบำรุง

น่าจะรู้กันอยู่ว่าคนไอทีสายซ่อมบำรุง เอากันเข้าจริงๆ ไม่ได้ทำอะไรมากเท่าไหร่อยู่แล้ว เพราะการตรวจสอบของหลังส่งมอบ (ในที่นี้คือซอฟต์แวร์) ดังนั้น หากไม่ได้เกิดปัญหาอะไรร้ายแรงหรือจนถึงขั้นต้องแก้ไข เรียกได้ว่าแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะก่อนการส่งมอบของ ในบริษัทจะมีฝ่ายไอทีที่อยู่หลังบ้านตรวจสอบมาก่อนแล้ว เอาเป็นว่า สายนี้นับวันจะยิ่งไม่เป็นที่ต้องการไปทุกวันๆ อย่างแน่นอน

Photo: flickr

สายไอทีที่ไม่รอด 5 : ผู้จัดการโครงการ

สายนี้น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะโดยตำแหน่งแล้วจะได้อยู่กับเทคโนโลยีน้อยที่สุด เพราะทักษะที่สำคัญคือการจัดการ และโดยส่วนใหญ่บริษัทมักจะจ้างงานคนที่ทำให้บริษัทคล่องตัว โดยไม่ได้สนใจทักษะด้นไอทีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ต่อไปถ้าเป็นไปได้ (ซึ่งมีแนวโน้มสูงมาก) อาชีพผู้จัดการโครงการสายไอทีจะถูกจ้างน้อยลงไปเรื่อยๆ

สรุป

แม้ว่าวงการไอทีจะเป็นอนาคตอันเรืองรองในยุคที่โลกต้องเดินหน้าไปสู่ “ยุคดิจิทัล” มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าอยู่สายไอทีและทำได้แค่ทักษะพื้นๆ ไม่พัฒนาทักษะให้มากขึ้น/สูงขึ้น ก็ต้องเตรียมตัวออกจากวงการไปหาอะไรอื่นทำเหมือนกัน

เอาเข้าจริงแล้ว ไม่ใช่แค่วงการไอที แต่จะเป็นเหมือนกันแทบทุกวงการและทุกสาขาอาชีพที่ต้องพัฒนาและปรับปรุงตัวอยู่ตลอด และที่สำคัญคือ ต้องไม่ลืมว่าการปรับตัวนั้นสำคัญ เพราะในโลกที่หมุนไวขึ้นทุกวัน การยืนอยู่กับที่ก็เท่ากับถอยหลังลงไปเท่านั้นเอง

ที่มา – QUARTZ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/it-basic-skill-lose-jobs/