คลังเก็บป้ายกำกับ: KASIKORN_BANK

ลาก่อนยุคบวกเศษสตางค์ กสิกรไทยเปิดบริการ “บิลแมวเขียว QR” แยกบิลได้แม้ราคาเท่ากัน

ธนาคารกสิกรไทยเปิดบริการ “บิลแมวเขียว” สามารถสร้าง PromptPay QR แบบใช้ครั้งเดียว โดยมีหมายเลขประจำรายการแยกกันทุกใบเสร็จ ทำให้ร้านค้าสามารถขายของราคาเท่ากันโดยตรวจสอบได้ว่าลูกค้าคนใดจ่ายเงินแล้ว ไม่ต้องให้ลูกค้าโอนเศษสตางค์ไว้อ้างอิงอีกต่อไป แต่ต้องเป็นผู้ใช้ K Plus Shop เท่านั้น

ผมทดลองใช้งานดูแล้วพบว่าหมายเลขอ้างอิงรายการ เป็น “SOC” แล้วค่าเวลา epoch หากใครสร้าง QR ในช่วงนี้ก็จะได้เลขรายการเป็น SOC152697[เลขอีก 10 หลัก] เป็นต้น ส่วนนี้คงยังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นเลข epoch แบบละเอียดระดับ micro second หรือเป็นเลขอ้างอิงอย่างอื่นมาต่อท้าย epoch

ขณะที่ลองใช้งานตอนนี้ยังไม่มีค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด แม้จะทดลองจ่ายข้ามธนาคารจากแอปธนาคารไทยพาณิชย์

PromptPay QR แบบใช้ครั้งเดียวมีใช้งานมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วใน Gourmet Market และที่งาน Bangkok Fintech Fair ก็มีการสาธิตโดยบริษัท 2C2P แต่บริการของกสิกรเป็นครั้งแรกที่คนทั่วไปจะสามารถใช้งานได้

ที่มา – เว็บธนาคารกสิกรไทย

No Description

No Description

from:https://www.blognone.com/node/102499

Advertisements

สู่ยุคฟรีค่าธรรมเนียม กสิกรไทยปรับเป้ารายได้นอกจากดอกเบี้ยลดลง 6%-8%

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาธนาคารไทยประกาศให้บริการออนไลน์ฟรีจำนวนมาก แต่คำถามอย่างหนึ่งคือการปรับลดค่าธรรมเนียมเช่นนี้จะกระทบได้และกำไรของธนาคารมากน้อยเพียงใด เมื่อวานนี้ทางธนาคารกสิกรไทยก็ประกาศเป้าหมายใหม่ของรายได้ปี 2018 โดยปรับลดรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยลง 6%-8%

เมื่อปลายปีที่แล้ว ธนาคารกสิกรไทยเคยตั้งเป้ารายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยว่าจะอยู่ระดับเดิม โดยตลอดปี 2017 ธนาคารกสิกรไทยมีรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยรวม 62,695 ล้านบาท ลดลงจากปี 2016 มา 1.62% หากปี 2018 ลดลงอีก 8% ก็จะเหลือประมาณ 57,679 ล้านบาท

ประมาณรายได้ที่ลดลงของธนาคารกสิกรไทย คงไม่ได้มีสาเหตุของการลดค่าธรรมเนียมบริการออนไลน์เพียงอย่างเดียว โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าการลดค่าธรรมเนียมนี้จะกระทบรายได้กับธนาคารโดยรวม 9,000 ล้านบาท

ที่มา – จดหมายแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/101285

ถาวรแล้ว ธนาคารกสิกรไทยประกาศใหม่ “ยกเลิก” ค่าธรรมเนียม

หลังจากเมื่อวานนี้ธนาคารกสิกรไทยประกาศฟรีค่าธรรมเนียมช่องทางออนไลน์ตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นปี และธนาคารไทยพาณิชย์แถลงช่วงเช้าว่าเป็นการ “ยกเลิก” ค่าธรรมเนียม ตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยก็ออกประกาศเพิ่มเติม “ยกเลิก” ค่าธรรมเนียมช่องทางออนไลน์เช่นกัน

ที่มา – จดหมายข่าวธนาคารกสิกรไทย

No Description

from:https://www.blognone.com/node/101046

อีคอมเมิร์ซคือโอกาสสำหรับสินค้า SME ทุกรูปแบบ ขี้ไก่-ขี้วัว ก็ขายออนไลน์ได้

ในงานสัมมนา Bangkok Fintech Fair 2018 ที่จัดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย มีหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจคือ All-in-one e-Platform: Future Solutions for SMEs? ที่พูดถึงประเด็นเรื่องบทบาทของ e-commerce และ e-payment ในการพัฒนาธุรกิจ SME ของประเทศไทย โดยมีตัวแทนจากแพลตฟอร์ม e-commerce และ e-payment เข้าร่วมเสวนาด้วยหลายราย

No Description

No Description

อีคอมเมิร์ซมีหลายเซกเมนต์ เปิดโอกาสให้ทุกคน สินค้าทุกรูปแบบ

Tiwa York จาก Kaidee ระบุว่าเมื่อพูดถึง e-commerce คนมักคิดถึงสินค้ากลุ่มที่เป็นที่สนใจมากๆ อย่างเช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง สมาร์ทโฟน และมักโฟกัสกันแค่สินค้ากลุ่มนี้ แต่จริงๆ แล้ว e-commerce เป็นแพลตฟอร์มที่เข้าถึงคนทุกระดับอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขึ้นกับแค่ว่าเราจะพูดถึง e-commerce ในแง่มุมไหนเท่านั้น

อย่างบนเว็บไซต์ Kaidee เอง สินค้ายอดนิยมกลับเป็นรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ อสังหาริมทรัพย์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และพระเครื่อง! ตัวอย่างสินค้าที่น่าสนใจคือ มีคนมาขาย “ขี้ไก่-ขี้วัว” ผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างเป็นล่ำเป็นสัน แถมนี่ไม่ใช่การขายแค่หนึ่งกระสอบ แต่เป็นการขายขี้ไก่เป็นตันๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต เกษตรกรสามารถขายขี้ไก่ที่เหลือใช้ไปให้เกษตรกรจังหวัดอื่นๆ ที่ต้องการใช้งานได้ ซึ่งไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนในยุคก่อนหน้านี้

No Description

ตัวอย่างประกาศขาย “ขี้ไก่” บนเว็บไซต์ Kaidee

SME ต้องเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า ต้องโฟกัส อย่ากระจาย

Tiwa York ยังให้คำแนะนำกับผู้ประกอบการ SME ไทยว่าจำเป็นต้องพิจารณาแพลตฟอร์มที่เหมาะกับตัวเอง อย่ากระจายทำไปทุกเรื่อง ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็น SME ที่ส่งออกสินค้าไปยังโลกตะวันตก ควรมองไปที่แพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง eBay และการจ่ายเงินด้วย PayPal เป็นหลัก แต่ถ้าลูกค้าของเราเป็นคนจีน ก็ควรโฟกัสไปที่ Alipay เพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องสนใจสิ่งอื่น เพราะ SME มีกำลังจำกัด แต่ละแพลตฟอร์มมีเรื่องต้องให้เรียนรู้เยอะ ถ้าทำทุกเรื่องก็จะไม่สามารถโฟกัสได้ 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Tiwa ย้ำว่าธุรกิจที่ทำตัวเป็น “แพลตฟอร์ม” มีความสนใจหลักคือสร้างฐานลูกค้าให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ และธุรกิจนี้เป็นธุรกิจของผู้ชนะ (winner take all) เจ้าตลาดอันดับหนึ่งจะครองตลาดด้วยส่วนแบ่งที่เยอะเสมอ ส่วนอันดับสองและอันดับสามอาจพออยู่ได้ แต่จะไม่มีกำไรมากนัก ทุกเจ้าจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อแข่งกันเป็นที่หนึ่ง หรือไม่ก็ยอมถอยทัพจากตลาดนี้ไปเลย

Tiwa ยกตัวอย่าง การลงทุนของ Alibaba ใน Lazada ก้อนล่าสุดอีก 2 พันล้านดอลลาร์ พร้อมเปลี่ยนตัว CEO เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า Alibaba ทุ่มสุดตัวเพื่อครองตลาดในภูมิภาคนี้ให้จงได้ ดังนั้นในมุมของ SME ที่จะเข้ามาใช้งานแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องเข้าใจแง่มุมด้านนี้ด้วย และเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะสม

No Description

Lazada ยังต้องเผชิญศึกหนักอีกมาก ในการเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เพิ่มโอกาสให้ผู้กระกอบการขนาดจิ๋ว (Micro SME) กลายร่างเป็น SME

ปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ให้บริการ True Money เล่าถึงธุรกิจของ True Money นอกประเทศไทย ที่เน้นการเป็นตัวแทน (agent) ให้บริการทางการเงินในกลุ่มประเทศอาเซียน (อ่านรายละเอียดในบทความ อีกด้านของ TrueMoney ที่คุณไม่เคยรู้จัก กับธุรกิจตัวแทนการเงิน 5 หมื่นคนในอาเซียน) ว่าเน้นกลุ่มลูกค้าที่เรียกว่า “micro SME” หรือผู้ประกอบการขนาดเล็กมากๆ ที่ทำการค้าด้วยตัวคนเดียวและไม่มีหน้าร้านด้วยซ้ำ

ตัวอย่างกรณีศึกษาของ True Money ที่ประสบความสำเร็จในกัมพูชาคือตัวแทนคนหนึ่งชื่อว่า “ส้ม” เป็นผู้หญิงที่อาศัยอยู่ชานเมืองพนมเปญ มีลูกสองคน สามีเข้าไปทำงานเป็นคนงานก่อสร้างในเมืองและส่งเงินกลับมายังครอบครัว แต่ก็เหมือนเรื่องราวที่คุ้นเคยกันคือ สามีติดเหล้าและเลิกส่งเงินกลับบ้าน ส่งผลให้เธอขาดรายได้ แต่การเป็นตัวแทนของ True Money ทำให้เธอสามารถประกอบอาชีพด้วยตัวคนเดียวได้ และมีรายได้ถึง 2.5 เท่าของรายได้เฉลี่ยคนทั่วไป ล่าสุด True Money ให้เงินกู้ขนาดเล็กกับส้ม เพื่อเปิดเป็นร้านขายของชำของตัวเอง เป็นการพัฒนา “micro SME” ขึ้นมาเป็น “SME” ในขั้นต่อไป

ปุญญมาศ ยังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง e-wallet กับพร้อมเพย์ว่า ไม่ได้แข่งขันกันโดยตรง แต่เป็นส่วนที่เข้ามาเติมเต็มซึ่งกันและกัน พร้อมเพย์เป็นแค่ตัวเชื่อมให้แพลตฟอร์มการเงินคุยกันได้ แต่ต้นทางหรือปลายทางจะใช้อะไรก็เป็นเรื่องของลูกค้า ซึ่งเป็นไปได้ทั้งแอพ e-wallet แบบ True Money หรือจะเป็นแอพธนาคารก็ได้เช่นกัน

No Description

ธุรกิจตัวแทนของ TrueMoney ในกัมพูชา (ภาพจาก True Money)

ใช้ AI ช่วยจับคู่ความต้องการ SME สามารถนำเสนอสินค้าให้ตรงกลุ่มลูกค้า

สมคิด จิรานันตรัตน์ ประธาน กสิกร บิซิเนส เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) พูดถึงบทบาทสำคัญของ e-payment ในการสร้าง demand platform ขนาดใหญ่ให้กับ SME ในมุมกลับ อย่างกรณีของธนาคารกสิกรไทยที่มีแอพ K PLUS มีฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ถึง 8 ล้านคน มีเม็ดเงินหมุนเวียนเป็นหลักหมื่นล้านบาท ถ้าสามารถเชื่อมความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ โดยนำเสนอบริการที่ตรงใจได้ ก็จะเปิดโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจอีกมาก

บริการตัวหนึ่งที่ธนาคารกสิกรไทยกำลังทดสอบอยู่คือ Machine Commerce เป็นการใช้ AI ช่วยนำเสนอสินค้าต่อผู้ใช้งาน (ปัจจุบันยังจำกัดเฉพาะพนักงานของธนาคารกสิกรไทยเท่านั้น เพราะยังทดสอบอยู่ใน sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย) เช่น การนำเสนอขายดอกไม้ในวันวาเลนไทน์ แจ้งเตือนผ่านแอพ สามารถกดซื้อได้เพียงคลิกเดียว กรอกที่อยู่ผู้รับและดอกไม้ไปส่งให้ถึงที่ทันที ความสะดวกเหล่านี้ทำให้คนที่ชีวิตนี้ไม่เคยซื้อดอกไม้มาก่อน มีประสบการณ์ซื้อดอกไม้ครั้งแรกเป็นจำนวนมาก และนอกจากดอกไม้แล้ว ธนาคารกสิกรไทยยังลองขายผลผลิตทางการเกษตรอีกหลายอย่าง (เช่น ข้าวสาร) และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ธนาคารยังมีบริการอีกตัวคือ Machine Lending ที่นำเสนอเงินกู้ขนาดเล็ก (microfinance) ให้กับธุรกิจ SME โดยใช้ big data ช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงด้วย (อ่านรายละเอียดในบทความ KBank เปิดตัว “เกด” (KADE) ระบบ AI เบื้องหลัง K PLUS ใช้งานได้จริงภายในปี 2018)

No Description

สมคิด จิรานันตรัตน์ และบริการ Machine Commerce และ Machine Lending ของ KBTG

ปัญหาสำคัญอันดับหนึ่งยังเป็นเรื่อง Fraud

Rohan Mahadeva จาก PayPal ให้ความเห็นในแง่อุปสรรคสำคัญของแพลตฟอร์ม e-commerce และ e-payment ว่ายังเป็นเรื่องของการฉ้อโกง (fraud) เช่นเดิม ปัญหาแบบเดิมๆ อย่างการส่งสินค้าและไม่ได้รับเงิน หรือจ่ายเงินก่อนแล้วไม่ได้รับสินค้ายังเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งตรงนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าของแพลตฟอร์มในการป้องกันและกำจัด fraud ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้ผู้ขายและผู้ซื้อมั่นใจในการทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มของตัวเอง

Tiwa เล่าถึงปัญหา fraud ของแพลตฟอร์ม Kaidee ว่าปัญหาที่พบเจอเป็นประจำคือเรื่องเดิมๆ ว่าลูกค้าไม่ได้มาเจอหน้ากันเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้า แต่ใช้วิธีโอนเงินหรือส่งของให้ล่วงหน้าและถูกโกง ซึ่งในฐานะแพลตฟอร์ม Kaidee เองก็พยายามกระตุ้นและให้ความรู้ผู้ใช้งานว่าต้องมาเจอหน้ากัน แต่ถ้าลูกค้าจะเลือกการโอนเงินให้ก่อนก็คงไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก เพราะตัว Kaidee เองมีสถานะเป็นตลาดนัดให้มาเจอหน้ากันเท่านั้น แต่ตัวธุรกรรมที่เกิดขึ้นไม่ได้ผ่านแพลตฟอร์มของ Kaidee

from:https://www.blognone.com/node/100836

KBank เปิดตัว “เกด” (KADE) ระบบ AI เบื้องหลัง K PLUS ใช้งานได้จริงภายในปี 2018

KBTG บริษัทเทคโนโลยีของธนาคารกสิกรไทย เผยวิสัยทัศน์ด้านธนาคารดิจิทัล เปิดตัว “เกด” KADE (K PLUS AI-Driven Experience) นวัตกรรมของการให้บริการบนแพลตฟอร์ม K PLUS ที่ใช้พลัง AI เป็นตัวขับเคลื่อน

นายสมคิด จิรานันตรัตน์ ประธาน KBTG ระบุว่าตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลเกิน 80% ของธุรกรรมทั้งหมดแล้ว แอพ K PLUS มีผู้ใช้มากกว่า 8 ล้านคน แต่ก็ยังมีคนไทยอีกมากที่เข้าไม่ถึงบริการธนาคารในแบบดั้งเดิม หรือที่เรียกว่า unbanked ซึ่งเป็นเป้าหมายของธนาคารกสิกรไทยที่จะขยายไปยังคนกลุ่มนี้ ตัวอย่างบริการที่เปิดตัวไปแล้วคือ K PLUS Beacon สำหรับผู้บกพร่องทางการเห็น

No Description

ส่วน KADE เป็นพัฒนาการอีกขั้นของ K PLUS ภายใต้แนวคิด From Digital to Intelligence คือถัดจากการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล ก็จะเข้าสู่ความฉลาดของ AI เป็นตัวขับเคลื่อน โดย KADE จะคอยทำงานอยู่เบื้องหลังเพื่อเรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้าคนนั้นๆ และนำเสนอประสบการณ์ที่ตรงใจกับลูกค้ามากที่สุด เจาะความต้องการลูกค้าเป็นรายคน (segment of one) ไม่ใช่การแยกเซกเมนต์ลูกค้าตามกลุ่มประชากรอีกต่อไป

No Description

KADE ไม่ใช่ชื่อบริการ แต่เป็นวิสัยทัศน์ด้าน AI ที่ประกอบด้วยแนวคิด 3 ส่วนคือ

  • Design Intelligence การออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการด้วยหลักการ Human-Centric Design ยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก
  • Service Intelligence ออกแบบบริการให้สะดวก รวดเร็ว ตรงใจ ทุกที่ ทุกเวลา
  • Machine Intelligence การใช้ปัญญาประดิษฐ์มาเป็นตัวสร้างความฉลาดให้บริการต่างๆ ใน K PLUS

KADE ยังไม่เริ่มเปิดให้ใช้งานในตอนนี้ แต่ทีมพัฒนาของ K PLUS กำลังเตรียมงานกันอย่างเต็มที่ และน่าจะได้เห็นบริการชุดแรกภายใต้วิสัยทัศน์ KADE ภายในปี 2018

นายสมคิดยังบอกว่า KADE จะเป็นจิ๊กซอส่วนสำคัญที่จะทำให้ธนาคารกสิกรไทย กลายเป็น Digital Banking เต็มรูปแบบในอีก 3 ปีข้างหน้า

No Description

ตัวอย่างบริการที่ขับเคลื่อนด้วย KADE ที่ได้เริ่มให้บริการแล้วคือ machine lending หรือการนำเสนอเงินกู้ขนาดเล็ก (micro finance) ให้อัตโนมัติ โดยใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงจากพฤติกรรมทางการเงินของลูกค้าแต่ละราย จากนั้นแอพ K PLUS จะขึ้นข้อความแจ้งเตือนลูกค้าว่าต้องการกู้หรือไม่ ถ้าลูกค้าต้องการก็จะได้เงินในเวลาอันรวดเร็ว

ธนาคารกสิกรไทยทดลองให้บริการ machine lending มาตั้งแต่ปลายปี 2560 และพบว่ามีลูกค้าตอบรับบริการในอัตราที่เพิ่มขึ้น 300% เมื่อเทียบกับวิธีการแบบเดิม

No Description

KBTG ยังเปิดตัว 3 ขุนพล ทีมงานแกนหลักที่อยู่เบื้องหลัง KADE ที่รับผิดชอบงานทั้ง 3 ด้านข้างต้น (จากภาพ ซ้ายไปขวา)

  • นายสมคิด จิรานันตรัตน์ ประธานกสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG)
  • นายอภิรัตน์ หวานชะเอม Principal Visionary Architect
  • นายเชษฐ์พันธุ์ ศิริดานุภัทร Principal Visionary Architect
  • ดร.ทัดพงศ์ พงศ์ถาวรกมล Principal Visionary Architect

No Description

from:https://www.blognone.com/node/100543

[PR] กสิกรไทย ยกระดับโมบาย แบงกิ้ง K PLUS ขึ้นแท่นเป็น “ไลฟ์สไตล์ แพลตฟอร์ม”

ธนาคารกสิกรไทย พัฒนาศักยภาพของแอปฯ K PLUS ที่ได้รับความนิยมมีคนใช้สูงถึง 7.5 ล้านราย เป็น ไลฟ์สไตล์ แพลตฟอร์ม” (Lifestyle Platform) ตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิต เปิดตัว 4 ฟังก์ชันหมัดเด็ดที่โดนใจทั้งลูกค้ารายย่อยและเจ้าของร้านค้า จ่ายเงินรวดเร็วด้วย Quick Pay QR Code แถมเลือกช้อปสินค้าหลากหลายประเภทได้บน K PLUS ซื้อขายได้สะดวกมากยิ่งขึ้นสำหรับเจ้าของร้านค้า K PLUS SHOP ด้วยฟังก์ชันขายและเรียกเก็บเงินผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมเสริมศักยภาพธุรกิจด้วยสินเชื่อบุคคล ตั้งเป้ากวาดลูกค้า K PLUS เพิ่มเป็น 10.8 ล้านรายภายในสิ้นปีนี้

นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เป้าหมายของ K PLUS คือ การสร้างประสบการณ์การใช้บริการของลูกค้าอย่างไร้รอยต่อ ทั้งลูกค้าบุคคลและลูกค้าที่เป็นเจ้าของร้านค้ารายย่อยต่าง ธนาคารจึงได้พัฒนาดิจิทัล เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการกับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการนำข้อมูลของลูกค้า (Big Data) มาวิเคราะห์เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจและปรับใช้กับกระบวนการหลังบ้าน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยง การให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลและธุรกิจ ทำให้การให้บริการผ่านแอปฯ K PLUS เข้าถึงความต้องการลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้ดียิ่งขึ้น

แอปฯ K PLUS ซึ่งได้รับความนิยมในการใช้งานมากที่สุด ปัจจุบันมียอดทำธุรกรรม 3 พันล้านรายการต่อปี มีปริมาณธุรกรรม 6.3 ล้านล้านบาท จากฐานลูกค้ามากถึง 7.5 ล้านราย และเป็นผู้เข้าใช้งานเป็นประจำ 80% โดยได้พัฒนา K PLUS ให้เป็นไลฟ์สไตล์ แพลตฟอร์ม” (Lifestyle Platform) ที่ใคร ก็ใช้ ตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิต รวมทั้งตอบสนองความต้องการของลูกค้ารายย่อยและเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็ก โดยได้เชื่อมโยงบริการของแอปฯ K PLUS SHOP เพื่อต่อยอดการเป็น  ไลฟ์สไตล์ แพลตฟอร์มของ K PLUS ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ซึ่งไตรมาสแรกของปีนี้ มีบริการใหม่รวม 4 ฟังก์ชัน ได้แก่

1) ฟังก์ชัน Quick Pay ลูกค้าสามารถจ่ายให้เงินกับร้านค้าได้รวดเร็วมากขึ้น  ไม่จำเป็นต้องล็อกอินเข้าระบบ แค่สแกนคิวอาร์โค้ดของร้านค้าที่ใช้ K PLUS SHOP สามารถจ่ายเงินได้ทันที ปัจจุบันมีลูกค้าใช้จ่ายด้วย QR Code ผ่าน K PLUS จำนวน 1.3 ล้านรายการ มีมูลค่าการทำธุรกรรม 811 ล้านบาท

2) ช้อปสินค้าบนแอปฯ K PLUS เปิดให้บริการในเดือนมีนาคมนี้ เป็นตลาดนัดออนไลน์ที่ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าหลากหลายประเภทได้บน K PLUS เป็นครั้งแรก เช่น ร้านค้าสินค้าเกษตรกรคุณภาพจากโครงการพรวนฝันและกลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดต่าง   สินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อยและกิจการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงสินค้าจากพันธมิตรทางธุรกิจของธนาคาร ทั้งบริการข่าวสารในรูปแบบดิจิทัล (Digital Content) และสินค้าอุปโภคบริโภค  ตั้งเป้าหมายส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้ากว่า 30 ล้านรายการภายในปีนี้ และมียอดการซื้อขายผ่านระบบอีมาร์เก็ตเพลสกว่า 600 ล้านบาทในระยะเวลา 1 ปีหลังจากเปิดให้บริการ

3) บริการสินเชื่อบุคคลบน K PLUS ธนาคารใช้ระบบคำนวณอัตราดอกเบี้ย โดยพิจารณาจากความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย ทำให้ธนาคารนำเสนอสินเชื่อส่วนบุคคล (K-Personal Loan) ที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าผ่านแอปฯ K PLUS ในช่วงนี้ได้เริ่มทดลองกับกลุ่มลูกค้าที่ได้ตรวจสอบล่วงหน้า (Pre-Qualify) แล้วว่ามีเครดิตที่ดีในการทำธุรกรรมการเงิน โดยลูกค้าสามารถกดเข้าไปเลือกวงเงินที่ต้องการกู้ ระบบจะแสดงวงเงินกู้สูงสุดที่ลูกค้าสามารถกู้ได้ กดรับสินเชื่อได้ วงเงินกู้จะเข้าในบัญชีทันที

4) ในฝั่งของร้านค้า มีร้านค้าใช้แอปฯ K PLUS SHOP จำนวน 800,000 ร้านค้า มีจำนวนธุรกรรม 1.4 ล้านรายการ และมีมูลค่าการทำธุรกรรมรวม 1,100 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 1 ล้านร้านค้าภายในสิ้นปีนี้ มุ่งเน้นให้ลูกค้าใช้คุ้นเคยกับการชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ด จึงได้ขยายฐานร้านค้าไปยังกลุ่มธุรกิจรายย่อยที่ขายสินค้าหรือบริการที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ร้านอาหาร ร้านเสื้อผ้า การเดินทาง ล่าสุดได้พัฒนาฟังก์ชัน ขายและเรียกเก็บเงินผ่านโซเชียลมีเดีย” (Social Payment) ให้ผู้ขายรับเงินจากลูกค้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย เช่น เฟสบุ๊ค เมสเสนเจอร์, อินสตาแกรม, ไลน์, วอทแอพ ได้ทันที เพียงแค่ส่งบิลที่อยู่ในรูปแบบคิวอาร์โค้ดที่เป็นของร้านค้า ให้ลูกค้าสามารถชำระเงินผ่าน K PLUS หรือ  โมบายแบงกิ้งของทุกธนาคาร เพื่อซื้อสินค้าและบริการได้ทันที

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้าหมายมีผู้ใช้งานแอปฯ K PLUS เพิ่มเป็น 10.8 ล้านราย และแอปฯ K PLUS SHOP เพิ่มเป็น 1 ล้านร้านค้า ภายในสิ้นปี 2561

###

from:https://www.techtalkthai.com/kplus-banking-lifestyle-platform/

ไปรษณีย์ไทย เตรียมรับชำระค่าบริการโดยใช้ QR Code

บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) และธนาคารกสิกรไทย ได้ร่วมลงนามในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การเปิดใช้บริการรับชำระเงินด้วยระบบ QR Code เพื่อสร้าง “สังคมไปรษณีย์ไทยยุคใหม่ ไม่ใช้เงินสด” (Thailand Post Cashless Society) มุ่งสู่การเป็นไปรษณีย์ไทย 4.0 ที่ช่วยลดการใช้เงินสดอย่างแท้จริง

โดยธนาคารกสิกรไทยจะได้ดำเนินการติดตั้ง เครื่อง EDC ที่สามารถสร้าง Dynamic QR Code ซึ่งเป็น QR Code ที่ถูกสร้างตามมูลค่าเงินที่ต้องชำระจริง เพื่อให้ผู้ใช้บริการที่มีแอพพลิเคชั่นโมบาย แบงกิ้งทุกธนาคาร สามารถสแกนเพื่อชำระเงินได้ง่ายขึ้น ซึ่งสำหรับค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ใช้บริการที่ไม่ได้ใช้บัญชีธนาคารกสิกรไทย จะมีอัตราค่าธรรมเนียมที่เป็นไปตามหลักการธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

สำหรับในระยะแรกเริ่ม ไปรษณีย์ไทย จะเปิดช่องทางการรับชำระเงินผ่านระบบ QR Code นี้เฉพาะสำหรับบุคลากรภายใน และคู่ค้าประจำของไปรษณีย์ไทยที่ทำธุรกรรมทางการเงินกับฝ่ายการเงินของไปรษณีย์ไทยก่อนเป็นกลุ่มแรก

ทั้งนี้หลังจากทดลองให้บริการที่สาขาแจ้งวัฒนะแล้ว จะขยายการติดตั้งเครื่อง EDC ที่สามารถสร้าง Dynamic QR Code ที่เคาน์เตอร์รับฝาก ณ ที่ทำการไปรษณีย์ จำนวน 1,427 สาขาทั่วประเทศ เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในการให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการไปรษณีย์ต่อไป

ที่มา – ไปรษณีย์ไทย

from:https://www.blognone.com/node/99837