คลังเก็บป้ายกำกับ: KICKSTARTER

Digilent ระดมทุนบอร์ด OpenScope รวมฟังก์ชั่นบอร์ดทดลองไว้ในชุดเดียว

Digilent ผู้ผลิตบอร์ดอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการศึกษา หันมาระดมทุนบอร์ด OpenScope บอร์ดที่มีความสามารถหลักคือ oscilloscope, function generator, power supply และ logic analyzer เอาไว้ด้วยกัน

ฝั่งสโคปรับสัญญาณได้สองช่องสัญญาณ อันตราการ sampling 6.5MS/s ที่ความละเอียด 12 บิต, สร้างสัญญาณได้ 1 ช่อง ที่แบนด์วิดท์ 1MHz และเปลี่ยนแปลงได้ 10MS/s, มีช่องรับส่งข้อมูลดิจิตอลอีก 10 ช่องสัญญาณที่ 25MHz จ่ายไฟ +/- 4V

การควบคุมบอร์ด OpenScope จะควบคุมผ่านเบราว์เซอร์

ราคาระดมทุนแบบไม่มีกล่อง 150 ดอลลาร์ ส่วนแบบมีกล่อง 250 ดอลลาร์ ตอนนี้โครงการระดมทุนได้เกินเป้าหมายแล้ว ทางโครงการคาดว่าจะเริ่มส่งชุดแรกได้ในช่วงเดือนเมษายนนี้

ตัว Digilent เองเป็นผู้ผลิตที่ผลิตบอร์ดเพื่อการศึกษามานาน ผมเองเคยใช้งานบอร์ด FPGA อยู่หลายรุ่นตั้งแต่บอร์ดจากผู้ผลิตรายเล็กยังหาได้ยาก งานนี้หากสามารถส่งสินค้าได้ตามกำหนดก็น่าสนใจว่าอนาคตเราอาจจะมีโอกาสสั่งบอร์ดล่วงหน้าจากผู้ผลิตรายดั้งเดิมเช่นนี้เรื่อยๆ

ที่มา – Kickstarter

upic.me

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/89812

Advertisements

[Kickstarter] GearEye ระบบจัดการอุปกรณ์ นวัตกรรมใหม่สำหรับคนขี้ลืม ราคาชุดละ 4,500 บาท

GearEye คือระบบจัดการอุปกรณ์ในระดับมืออาชีพ ที่จะช่วยให้คุณสามารถจัดหมวดหมู่อุปกรณ์ทุกชิ้นได้ดั่งใจต้องการ และสามารถติดตาม Tracking อุปกรณ์ได้ทันทีหากต้องการตรวจสอบตำแหน่ง หรือป้องกันการลืมได้ ผ่านทางสมาร์ทโฟน โดย GearEye จะสามารถใช้งาน ได้ทั้งกระเป๋าอุปกรณ์กล้อง กระเป๋าเอกสาร กระเป๋าเดินทาง ของใช้ภายในบ้าน หรืออะไรก็ตามแต่ที่ต้องการจัดการให้ง่ายขึ้นกับการใช้งานและป้องกันการลืม

Capture

หลักการทำงานของ GearEye ก็ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เพียงแค่ติด GearTags เข้ากับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่คุณต้องการ GearTags คือแถบ RFID ที่ใช้กาวคุณภาพสูงสามารถติดได้ทุกพื้นผิว และสามารถลอกออกได้โดยไม่ทิ้งคราบ เพีงเท่านี้ก็สามารถติดตามอุปกรณ์ได้ผ่านทางแอพพลิเคชัน GearEye นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันการกำหนดชื่อ Track ของแต่ละอุปกรณ์เพื่อให้สามารถใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น ต่อจากนี้จะออกไปถ่ายภาพทำงาน Outdoor ก็ไม่ต้องกลัวลืมอุปกรณ์ทิ้งไว้อีกต่อไป

geareye-fb

ถือว่าเป็นแนวคิดสุดล้ำที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่ต้องพกอุปกรณ์ติดตัวเยอะ ๆ หรือการใช้งานในบ้าน หรือแล้วแต่ตามใจจะนำไปใช้งาน สำหรับผู้ที่สนใจจะหาซื้อในตอนนี้ยังเป็นเพียงแค่โปรเจค GearEye ระดมทุนบน Kickstarter โดย RFID 20  แท็ก จะมีราคาเริ่มต้นที่ 129$ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 4,500 บาท และมีการจัดส่งสินค้าได้ในเดือน กรกฎาคม 2017

ที่มา : kickstarter

from:https://notebookspec.com/geareye-the-ultimate-gear-management-system/380129/

Root: หุ่นยนต์และซอฟต์แวร์สำหรับใช้สอนเด็กๆ เขียนโปรแกรม พัฒนาโดย Harvard

การผลักดันการสอนเขียนโปรแกรมในประเทศสหรัฐอเมริกานั้นเป็นวาระระดับชาติมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และในครั้งนี้ Harvard University ก็ได้ออกมาแนะนำ Root หุ่นยนต์สำหรับใช้สอนเด็กๆ เขียนโปรแกรมได้อย่างสนุกสนานพร้อมๆ กับเปิดโลกจินตนาการใหม่ เพราะเจ้าหุ่นยนต์ Root นี้สามารถวิ่งบนกระดานแม่เหล็กหน้าชั้นเรียนได้เลยนั่นเอง! (ผู้ใหญ่เห็นยังอยากเล่นเองเลยครับบอกตรงๆ)

Credit: Root
Credit: Root

 

ในโครงการ Root นี้จะแบ่งออกเด้วยกันเป็น 2 ส่วน ได้แก่หุ่นยนต์ Root และ Application อย่าง Root Square โดยมีรายละเอียดดังนี้

Root เป็นหุ่นยนต์ขนาดเล็กที่สามารถควบคุมได้ผ่านการเขียนโปรแกรม โดยด้านบนของหุ่นยนต์ Root นี้จะมีปุ่มเปิดปิด, ยางกันกระแทก, Sensor จับค่าแสง, รองรับการ Touch ได้, มีแผง LED, สามารถหยิบจับปากกาไวท์บอร์ดได้ และมีพอร์ตพิเศษสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอก ส่วนด้านล่างของหุ่นยนต์จะมี Sensor ตรวจจับสี, Sensor วัดค่าสนามแม่เหล็ก, ล้อสำหรับวิ่ง, แปรงลบกระดาน และช่องสำหรับชาร์จพลังงาน

Credit: Root
Credit: Root

ภายในตัว Root เองนี้ยังมีการติดตั้ง Encoder ความละเอียดสูง, 3D Accelerometer และ 3D Gyroscope เอาไว้ด้วยในตัวเพื่อให้สามารถตรวจจับความเร็ว, ตำแหน่ง, มุม และทิศทางของล้อได้อย่างแม่นยำ และยังสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อปรับความเร็วการเร่งของ Motor ให้ตรงกับความต้องการได้เมื่อต้องวิ่งสวนหรือวิ่งตามแรงโน้มถ่วงด้วย

จุดเด่นของ Root นี้คือการที่มันมีแม่เหล็กในตัวทำให้สามารถเกาะติดกับหลายๆ สิ่งภายในห้องเรียนได้ เช่น กระดานไวท์บอร์ด ทำให้เราสามารถสร้างสนามแข่งรถให้ Root วิ่งแข่งกัน หรือให้ Root จับปากกาไวท์บอร์ดเพื่อวาดรูปต่างๆ ตามที่กำหนดเอาไว้ในโปรแกรมได้บนกระดานหน้าชั้นเรียนได้เลย อีกทั้งด้วย Sensor วัดค่าสีที่อยู่ด้านใต้ของ Root นั้น ก็จะทำให้ Root สามารถมองเห็นเส้นที่วาดอยู่บนกระดาน และนำไปใช้เป็นเงื่อนไขในการทำงานของโปรแกรมที่ระบุลงไปได้

Credit: Root
Credit: Root

นอกจากนี้ Root ยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ได้ผ่านทาง Bluetooth LE และ USB-C อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Raspberry Pi, Arduino, BBC Micro:Bit, กล้องถ่ายรูป, Sensor และอื่นๆ อีกมากมาย

ส่วนการเขียน Software บน Root นั้นจะสามารถทำได้ผ่าน Root Square ซึ่งภายใน Root Square นี้จะมีวิธีการเขียนโปรแกรมด้วยกัน 3 ระดับให้เด็กๆ สามารถค่อยๆ เรียนรู้ได้ตั้งแต่การเขียนโปรแกรมแบบ Graphical Programming, การเขียนโปรแกรมด้วยโค้ดเบื้องต้นแบบบล็อค ไปจนถึงการเขียนโปรแกรมด้วย Python, JavaScript และ Swift ได้เลย

Credit: Root
Credit: Root

จุดเด่นที่ถูกเสริมเข้ามาใน Root Square นี้คือการที่สามารถแก้ไขโค้ดและเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีในขณะที่โปรแกรมหรือหุ่นยนต์กกำลังทำงาน ทำให้เด็กๆ สามารถสนุกกับการแก้ไขสิ่งต่างๆ และเห็นผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ในทันที ในขณะที่ตัว UI เองนั้นก็รองรับกับการใช้งานด้วย Touch Screen อย่างเต็มตัว ทำให้คุณครูสามารถใช้อุปกรณ์ต่างๆ มาเป็นสื่อได้อย่างหลากหลายยิ่งขึ้น และการเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมหุ่นยนต์หรือให้หุ่นยนต์ตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ นั้นสามารถทำได้ตั้งแต่ขั้นแรกเริ่มเลย ทำให้เด็กๆ สามารถเริ่มต้นสนุกสนานกับการเขียนโปรแกรมและบังคับหุ่นยนต์ได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันโครงการนี้ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ KickStarter แล้ว ผู้ที่สนใจสามารถสนับสนุนหรือสั่งซื้อได้ทันทีที่ https://www.kickstarter.com/projects/1509453982/root-a-robot-to-teach-coding เลยนะครับ

ที่มา: http://spectrum.ieee.org/automaton/robotics/home-robots/how-root-wants-to-bring-coding-to-every-classroom

from:https://www.techtalkthai.com/root-robot-with-software-to-help-teaching-children-on-programming/

โพโมะ เฮาส์ ปล่อย Gadget สำหรับเด็กตัวล่าสุด“POMO Waffle”บุกตลาดโลก พร้อมชวนสนับสนุนโปรเจค Kickstarter ของคนไทยและรับสิทธิพิเศษก่อนใคร

โพโมะเฮาส์  เจ้าของอุปกรณ์ Wearable ชื่อดังหลายตัวที่ออกแบบมาเพื่อสำหรับเด็กและคนในครอบครัว กำลังจะปล่อยอุปกรณ์สวมใส่สำหรับเด็กที่มีแนวคิดยอดเยี่ยมตัวใหม่ ในชื่อ “POMO Waffle” ถือเป็นสุดยอดนวัตกรรมสำหรับเด็กมในด้าน Tech รุ่นแรกของเอเชีย

POMO Waffle เป็นนาฬิกาสำหรับเด็กที่เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานหลายอย่างที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับวัย สนับสนุนเด็กให้มีความคิดสร้างสรรค์(creativity) มีอิสระในการเรียนรู้อย่างปลอดภัย(Independence) และฝึกความรับผิดชอบการจัดการ(responsibility)

โดยอาศัยฟังก์ชั่นที่โดดเด่นด้วยกันทั้งหมด 3 ฟังก์ชั่นการใช้งานคือ

  1. ฟังก์ชั่น “My Watch” เด็กๆสามารถออกแบบหน้าฟัดนาฬิกาตามแบบต่างๆที่ชอบได้เอง และสามารถเปลี่ยนสีต่าง Waffle Band (สายห่วง) เพื่อฝึกพัฒนาการทางด้านความคิดสร้างสรรค์
  2. ฟังก์ชั่น “Take Me Home” เด็กๆสามารถกดปุ่มนาฬิกาเพื่อชี้ตำแหน่งกลับบ้าน และ จะทำการแจ้งเตื่อนผู้ปกครองมายังแอพพลิเคชั่นเมื่อเด็กถึงบ้านแล้ว
  3. ฟังก์ชั่น “Scheduler” คุณพ่อคุณแม่สามารถฝึกความรับผิดชอบของเด็กๆโดยการตั้งตารางเวลาผ่าน application และระบุตารางเวลากิจกรรมประจำวันของเด็กๆ เช่น ตื่นนอน แปรงฟัน ทานอาหาร ทำการบ้าน เข้านอน เป็นตัน

ทั้งนี้ Pomo Waffle ได้ถูกออกแบบโดยทีมงานที่ได้รางวัล iF Design award ในปี 2015 และใช้เวลาในการพัฒนานานกว่า 18 เดือน โดยทีมงาน 50 กว่าชีวิต  Pomo Waffle นับเป็นนวัตกรรมด้าน  wearable iOT ตัวแรกของคนไทย ที่กำลังจะเปิดตัวที่ นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา และได้รับความสนใจจากสำนักข่าวชั้นนำเป็นอย่างมาก

ผู้ที่สนใจอยากเป็นเจ้าของแบบ Exclusive สามารถเข้าร่วมได้ในโปรเจค

Kickstarter /https://www.kickstarter.com/projects/pomohouse/1892013298?token=13e84a2e

ทั้งนี้เฉพาะการสั่งซื้อจากประเทศไทยจะได้รับสิทธิพิเศษเป็น Pomo Waffle Band สีธงชาติไทยแบบ Limited Edition ซึ่งมีจำนวนจำกัด อีกด้วยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02-105-4274Line ID : Official Line: @pomo_house

from:https://www.appdisqus.com/2016/11/24/pomo-waffle-thai-kickstarter.html

ทีมพัฒนา Outlast 2 เปิดตัว Kickstarter กางเกงในผสมผ้าอ้อม สำหรับคนชอบเกมสยองขวัญ

Red Barrels ทีมพัฒนาเกม Outlast 2 เปิดตัวโครงการ Kickstarter กางเกงในผสมผ้าอ้อม “UNDERSCARES” เพื่อให้เหล่าเกมเมอร์สามารถเล่นเกมสยองขวัญอย่าง Outlast 2 อย่างไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอาการตกใจจนปล่อยของเสียออกมา

หลังเกม Outlast 1 วางจำหน่ายมาระยะหนึ่ง Red Barrels ได้รับรายงานว่ามีผู้เล่นที่เกิดอาการตกใจหรือตื่นกลัวในระหว่างเล่นจนเผลอปล่อยของเสียออกมา Red Barrels จึงคิดวิธีแก้ปัญหาออกมาในรูปแบบของกางเกงในตัวนี้

คำกล่าวจาก Red Barrels “สินค้าตัวนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากคอมมูนิตี Outlast และเป็นของจริงแน่นอน 100%”

“ด้วยความร่วมมือจากดีไซเนอร์ในละแวกใกล้เคียง พวกเราคิดค้นผ้าอ้อมที่สามารถสวมใส่ได้อย่างสบาย ดูดีมีสไตล์ และสามารถนำมาใช้ได้จริง เพื่อให้เหล่าเกมเมอร์สามารถสัมผัสกับประสบการณ์สยองขวัญ โดยไม่ต้องกังวลว่าตัวพวกเขา (หรือเก้าอี้) จะแปดเปื้อน ผ้าอ้อมดังกล่าวคือ Underscares อุปกรณ์สวมใส่ที่นุ่มสบาย ทำจากวัสดุคุณภาพสูง และที่สำคัญคือสามารถล้างได้”

img1img2

เป็นสินค้าที่เหมาะแก่ผู้ที่ชื่นชอบเกมสยองขวัญ แต่พบปัญหาเรื่องของเสียเล็ดลอดโดยแท้จริง

ราคาของ kickstarter นี้มีตั้งแต่ $10 ได้กางเกงในแบบ DIY, $55 สำหรับกางเกงในแบบธรรมดาพร้อม steam key เกม outlast 2 ไปจนถึง $6,666 สำหรับโบสถ์ Outlast (โมเดลขนาดใหญ่) พร้อม steam key เกม 6 คีย์ และกางเกงในแบบ Deluxe 6 ตัว (หมายเหตุ: หน่วยเงินดอลลาร์แคนาดา)

เป้าหมายของ Kickstarter อยู่ที่ $40,000 ซึ่งปัจจุบันได้เงินสนับสนุนมาเกือบ $13,000 แล้ว

เกม Outlast 2 เดิมทีมีกำหนดวางจำหน่ายช่วงสิ้นปี 2016 แต่ถูกเลื่อนไปเป็นช่วงต้นปี 2017 แทน

ที่มา – GameSpot, Kickstarter

โบสถ์ Outlast รางวัลสำหรับผู้สนับสนุน $6666

img3

from:https://www.blognone.com/node/87546

AirSelfie โดรนจิ๋ว ช่วยถ่ายเซลฟี่ได้ครบแก๊ง ไม่ต้องง้อไม้เซลฟี่

drone_AirSelfie

AirSelfie โดรนจิ๋วที่มาพร้อมกล้องดิจิตอลในตัว ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล สำหรับถ่ายเซลฟี่ ที่เน้นถ่ายภาพจากระยะไกลเก็บภาพเพื่อนๆ ได้ครบแก๊ง หมดห่วงเรื่องการพกพาเพราะมีขนาดเล็กพอๆ กับสมาร์ทโฟน แถมยังมาพร้อมเคสให้ผู้ใช้งานพกพาสมาร์ทโฟนกับ AirSelfie ได้พร้อมกัน

AirSelfie_drone

AirSelfie-drone

โครงสร้างหลักของ AirSelfie ผลิตด้วยอลูมิเนียม น้ำหนัก 52 กรัม ขับเคลื่อนด้วย 4 ใบพัด บินได้สูงสุด 20 เมตร พร้อมเซ็นเซอร์ Gyro, Barometer, Geomagnetic ใช้แบตเตอรี่ 240mAh และมาพร้อมเคสที่มีแบตเตอรี่ในตัว ควบคุมการบินและสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android

AirSelfie-case

AirSelfie

drone-AirSelfie

AirSelfie เริ่มระดมทุนผ่าน Kickstarter ซึ่งได้รับเงินเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองได้ในราคาเริ่มต้น 179 ยูโร หรือราว 6,750 บาท พร้อมส่งมอบสินค้าในเดือนมีนาคม 2017

ที่มา – Kickstarter

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=165320

รีวิว Pebble2 +HR ภาคต่อของนาฬิกาอัจฉริยะ ราคาย่อมเยา

เมื่อปี 2012 Pebble Technology เริ่มโครงการ Pebble Watch บน Kickstarter และสร้างปรากฏการโครงการที่มีผู้สนับสนุนมากที่สุดในเว็บ (ปัจจุบันโดนแซงโดยโครงการ Pebble Time โดย Pebble Technology เช่นกัน)

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Pebble Technology ประกาศขอสนับสนุนโครงการใหม่คือโครงการ Pebble2, Time2 ซึ่งเป็นการอัพเกรดอุปกรณ์เดิมให้ดีขึ้นและเพิ่มคุณลักษณะ การตรวจวัดการเต้นหัวใจ และ ระบบปฏิบัติการ Pebble OS รุ่น 4.0 ที่เน้นความสามารถไปทางด้านสุขภาพและกีฬา เพื่อให้ใช้ความสามารถของ Pebble Watch ได้มากขึ้น

คำเตือน ภาพเยอะมาก

ราคาสำหรับผู้สนับสนุน Pebble2 บน Kickstarter อยู่ที่ $99 (เริ่มจัดส่งเดือนกันยายน) และ การขายจริง อยู่ที่ $129 โดยมีสีให้เลือก 5 สีคือ Black, White, Charcoal Flame, Aqua White และ Charcoal Lime

Five color of Pebble2.
ภาพจาก Kickstarter

ผมเองได้สนับสนุนโครงการ Pebble2 โดยเลือกตัวเรือนและสายสีดำ ซึ่งระหว่างการผลิตได้เกิดความล่าช้า เนื่องจากมีไต้ฝุ่นเข้าเมืองที่เป็นผู้ผลิตในจีน ส่งผลให้การส่งสินค้าล่าช้า ประกอบกับวันหยุดยาวช่วงวันชาติจีน โครงการจึงเริ่มจัดส่งสินค้าล็อตแรกล่าช้าไปกว่า 1 เดือน โดยผู้สนับสนุนที่อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาจะได้รับสินค้าก่อน สำหรับโซนเอเชียเริ่มจัดส่งในเดือนพฤศจิกายน ช้ากว่าสองเดือนจากกำหนดการ

สินค้าถูกจัดส่งโดย UPS (มีอีเมลแจ้งการส่งพัสดุมาจาก UPS ด้วย) และส่งต่อด้วยไปรษณีย์ไทยอีกทอดหนึ่ง ผมได้รับพัสดุจากไปรษณีย์ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน พัสดุถูกห่อด้วยกันกระแทกอย่างดี

Box.Imgur

กล่องของ Pebble2 เป็นกล่อง 2 ชั้น ชั้นนอกจะเป็นฉลากแสดงคุณลักษณะ คล้ายกับที่ประกาศบนเว็บ Kickstarter โดยมีลูกศรชี้ลำดับการแกะอย่างชัดเจน เมื่อดึงกล่องชั้นในลงมา ก็จะพบกับกล่องสีขาวพร้อมข้อความ Hello และคำสวัสดีในประเทศต่างๆ

ภายในกล่องประกอบด้วย ตัวเรือน Pebble2 สายรัดข้อมือ และ สายประจุไฟ โดยมีขั้นตอนประกอบอยู่บนฝากล่อง

Instruction.

เมื่อเปิด Pebble2 มา นาฬิกาจะบังคับให้เราจับคู่กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ติดตั้งแอพพลิเคชั่น Pebble ก่อนใช้งาน (ขณะใช้งานไม่จำเป็นจะต้องเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ตลอดเวลาก็ได้) การเชื่อมต่อทำงานผ่าน Bluetooth 4.1 และไม่มีภาษาไทยมาให้เลือกตั้งแต่แรก (สามารถหาวิธีอัพเดตภาษาไทยภายหลังได้)

Mobile Pairing #Pebble2

การติดตั้งครั้งแรกไม่ยากนัก แต่ใช้เวลาขณะรอปรับรุ่นเฟิร์มแวร์นิดหน่อย ซึ่ง Pebble2 จะประสานเวลาบนเรือนตามเวลาบนโทรศัพท์ให้อัตโนมัติ และใช้หน้าปัดเรือนมาตรฐานเป็นแบบอักษรเวลาดิจิทัล

Wearing.

ในด้านการออกแบบตัวเรือน Pebble2 ทำมาจากพลาสติก มีมิติอยู่ที่ 39.5 x 30.2 x 9.8 มม. บางกว่า Pebble รุ่นแรกอยู่เล็กน้อย ดูเป็นเหลี่ยมมุมมากขึ้น ปุ่มกดยังคงเป็นแบบ 4 ปุ่ม และวางในตำแหน่งเดิม แต่เปลี่ยนจากปุ่มพลาสติกเป็นปุ่มยาง ซึ่งปุ่มบางลงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้กดลำบากแต่อย่างใด

ด้านข้างของ Pebble2 (บน) เทียบกับ Pebble Classic

ความเห็นส่วนตัวผมคิดว่ารูปทรงค่อนข้างคล้ายคลึงกับ casio F-91W หน้าจอเป็น E-paper แสดงสีขาว-ดำ ขนาด 1.26 นิ้ว ความละเอียด 144 x 168 จุด เท่าเดิม ซึ่งข้อดีของ E-paper คือหน้าจอจะแสดงผลตลอดเวลา ซึ่งการใช้งานทั่วไปพบว่าหน้าจอมีความเปรียบต่างที่ดีขึ้น หน้าจอมีการตอบสนองเร็วขึ้นจากรุ่นแรก ภาพเคลื่อนไหวดูลื่นไหลต่อเนื่อง กลางแดดจ้าสามารถมองเห็นตัวเลขได้ชัด

ส่วนในเวลากลางคืน ไฟส่องสว่างจอเป็นสีขาว ไม่จ้าและไม่มืดจนเกินไป ไฟจะทำงานเมื่อกดปุ่มหรือเขย่าแขน หน้าปัดใช้กระจก Gorilla Glass 3 ซึ่งทำให้หน้าปัดทนทานต่อรอยขีดข่วนมากขึ้นและลดแสงสะท้อนลงเมื่อเทียบกับรุ่นแรก

Pebble2 ซ้ายมือ Pebble Classic ขวามือ

สายรัดข้อมือที่ให้มาทำด้วยซิลิโคน มีความนิ่ม และไม่เป็นรอยกดทับเวลาสวมใส่เวลานาน ตัวเรือนเป็นเขี้ยวสลักแบบ 22 มม. ทำให้สามารถเปลี่ยนไปใช้สายนาฬิกาทั่วไปตามท้องตลาดได้

สายสีดำ Pebble2

ตัวเรือนถูกออกแบบให้กันน้ำได้ถึง 30 เมตร ตามมาตรฐาน ISO 22810 ซึ่งสามารถโดนฝน ว่ายน้ำ และใส่ทำกิจวัตรได้โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าน้ำจะเข้านาฬิกา

การควบคุม Pebble2 ทำได้จากปุ่ม 4 ปุ่มด้านข้างตัวเรือน โดยด้านซ้ายเป็นปุ่มออก และเปิดไฟ ด้านขวาจะมีปุ่มขึ้น ลง และปุ่มกลางเป็นการกดเข้าไปยังรายการ เมนูของ Pebble2 ถูกออกแบบมาให้เข้าถึงโดยการเลื่อนขึ้นลง เป็น Timeline การตั้งค่าไม่ซับซ้อน แต่ไม่สามารถตั้งค่าตัวเรือนผ่านแอพบนโทรศัพท์ได้ (แต่บาง Watch Face ต้องตั้งค่าบนโทรศัพท์)

ในส่วนของการตอบกลับข้อความด้วยเสียงโดย Alexa สามารถฟังได้แต่ภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปสามารถตอบเป็นประโยคสั้นๆได้ ซึ่งในส่วนนี้คิดว่ามีประโยชน์สำหรับคนที่ขับรถอยู่ ซึ่งจากที่ลองใช้ สามารถตอบกลับบน Facebook Messenger และ Line ได้ (แต่เป็นภาษาอังกฤษ)

Imgur
ภาพจาก Kickstarter

ตัวเครื่อง Pebble2 ถูกบรรจุด้วยหน่วยประมวลผล ARM Cortex M4 และ แบตเตอรี่ขนาด 130 mAh ที่ใช้งานได้ต่อเนื่องนาน 7 วัน ภายใต้การใช้งานปกติ จากการใช้งานของผมพบว่า 1 วันใช้งานแบตเตอรี่ราวๆ 15% นั่นหมายถึงเราจะใช้งานได้ประมาณ 6 วันก่อนที่ Pebble2 จะเข้าโหมด Low Battery ซึ่งจะทำงานเป็นนาฬิกาธรรมดาอีก 1 วัน ก่อนที่แบตจะหมด ทำให้ Pebble2 เหมาะที่จะใส่ขณะนอนหลับเพื่อให้ Pebble2 บันทึกการนอนหลับของเราได้เกือบทั้งสัปดาห์ เทียบกับ Apple Watch ที่จะต้องถอดมาประจุไฟทุก 2-3 วัน สำหรับคนที่ถอดไว้ประจุไฟตอนเข้านอน ทำให้ข้อมูลการนอนขาดช่วงบ่อยเกินไป

ในส่วนกลไกการสั่นเตือนบนตัวเรือนถูกปรับใหม่ ให้ความรู้สึกคล้ายโดนเคาะโดย Taptic Engine และบางครั้งหากสวมใส่ขณะเล่นกีฬา หรือ มีการสั่นไหวจากการเดินทางก็เบาจนแทบไม่รู้สึก การแจ้งเตือนของ Pebble2 จะแสดงทับ Watch Face ส่วนระยะส่งข้อมูลของ Pebble2 ขึ้นอยู่กับสิ่งกีดขวาง แต่ทั่วไปสามารถเดินไปมาภายในบ้านได้ 1-2 ห้อง โดยที่การเชื่อมต่อไม่หลุดจากโทรศัพท์ที่วางไว้

Heart Rate Sensor.

ช่องประจุไฟอยู่ท้ายเรือนเหนือไฟวัดชีพจรเล็กน้อย และเป็นแม่เหล็กช่วยให้การติดสายประจุไฟได้ง่ายขึ้น และสามารถติดสายประจุไฟได้จากสองด้าน ในตัวกล่องไม่ได้มอบตัวแปลงไฟไว้ให้ แต่สามารถใช้ตัวแปลงไฟของโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วไปได้ (1A) ใช้เวลาประจุไฟจนเต็มประมาณ 45 นาที

จุดเด่นของการปรับรุ่น Pebble2 นั่นคือการเพิ่มคุณสมบัติการตรวจนับชีพจร ผ่านเซ็นเซอร์แสง ที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังตัวเรือน ซึ่งหากพลิกมาดูจะพบว่าอุปกรณ์จะนูนจากท้ายเรือนอยู่เล็กน้อย และมี LED สีเขียวขนาดเล็กอยู่ 2 ดวง ซึ่งจะทำงานระหว่างตรวจนับชีพจร โดยปริยายของนาฬิกาจะทำงานทุก 15 นาที แต่จะทำงานต่อเนื่องอัตโนมัติเมื่อเราวิ่ง หรือ เข้าแอพพลิเคชั่น Health (กดขึ้น) จากการเปรียบเทียบกับ Apple Watch Series2 พบว่าการตรวจจับชีพจร มีความคลาดเคลื่อนกันอยู่เล็กน้อย

Imgur

เมื่อลองเทียบกับเครื่อง Pulse Oximeter ที่ใช้ในโรงพยาบาล (Philips Heartstart MRx) พบว่า Pebble2 มีความคลาดเคลื่อนอยู่ไม่มากนัก (ระดับบวกลบ 5 ครั้งต่อนาที) เพียงพอสำหรับใช้วัดชีพจรในการออกกำลัง จุดสังเกตคือการที่อุปกรณ์ตรวจนับชีพจรนูนออกมา ทำให้เกิดรอยกดทับหากใส่นาฬิกาเป็นเวลานานๆ และ การใส่นาฬิกาไม่แน่น ทำให้การตรวจวัดชีพจรมีความผิดเพี้ยนสูง

คุณสมบัติในการติดตามการนอนหลับ จากการใช้งานพบว่า ตัวเครื่องจับการนอนหลับได้ค่อนข้างแม่นยำ ข้อมูลการเดิน และ การนอน จะถูกส่งกลับมายังโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสามารถเลือกที่จะเชื่อมกับ Google Fit หรือ Apple Health Kit ได้ (ข่าวร้ายสำหรับสาวก Microsoft ที่ยังไม่รองรับโทรศัพท์ Windows Mobile)

ข้อดี

  • ราคาถูก
  • แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนานกว่าผู้ผลิตรายอื่น
  • หน้าจอ E-paper แสดงผลตลอดเวลา และมองได้ชัดเมื่ออยู่กลางแจ้ง
  • สามารถเปลี่ยนสายนาฬิกาเขี้ยวสลัก 22 มม. ตามท้องตลาดได้
  • กันน้ำ 30 เมตร

ข้อเสีย

  • หน้าปัดขนาดเล็ก
  • ตัวเรือนเป็นพลาสติก
  • การตรวจจับชีพจรคลาดเคลื่อนหากสวมไว้ไม่แนบกับแขน
  • ไม่มี GPS

ข้อสังเกต

  • ยังไม่รองรับบน Windows Mobile
  • ต้องติดตั้งภาษาไทยลงไปในตัวเรือนเอง
  • คุณสมบัติด้านสุขภาพและกีฬา ยังไม่สมบูรณ์นัก

สรุป

Pebble2 เป็นนาฬิกาอัจฉริยะที่ดี มีความสามารถพื้นฐานตามนาฬิกาอัจฉริยะทั่วไปในท้องตลาด แต่ด้วยราคาที่ถูกกว่าและสามารถแก้ไขให้อ่านภาษาไทยได้ ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการนาฬิกาอัจฉริยะที่หน้าจอแสดงตลอดเวลา ใช้งานต่อการประจุได้ยาวนานมาก การอัพเกรดไปใช้กระจก Gorilla Glass 3 ทำให้ตัวเรือนดูเนี้ยบขึ้นจากรุ่นแรก ตัวเรือนเป็นพลาสติกแต่ก็ดูแข็งแรงดี รวมไปถึงสามารถใช้สายนาฬิกาตามท้องตลาดได้

ข้อเสียคือคุณสมบัติด้านสุขภาพที่ยังสู้นาฬิการะดับเรือธงไม่ได้ และ การตรวจจับชีพจรที่ยังคลาดเคลื่อนอยู่เล็กน้อย

from:https://www.blognone.com/node/87453