คลังเก็บป้ายกำกับ: KNOWLEDGE

4 สิ่งที่ซีอีโอในยุค 2018 ต้องทำ | ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญที่สำรวจผู้บริหารมาแล้วกว่า 1,200 คน

เปิดสรุปบางประการจากผู้เชี่ยวชาญที่เคยสำรวจผู้บริหารทั่วโลกมานาน 2 ทศวรรษ และพบปะมาไม่น้อยกว่า 1,200 คน นี่คือ 4 ข้อที่เขาบอกว่า ซีอีโอหรือผู้บริหารองค์กรต้องทำ เพื่อคุณค่าระยะยาวของบริษัท

CEO ซีอีโอ ผู้บริหาร องค์กร
Photo: Shutterstock

เปิดข้อมูลจาก Bob Moritz ผู้บริหารของ PwC บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกที่เคยให้บริการ ซีอีโอทั่วโลกมาไม่ต่ำกว่า 1,200 คนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จนได้บทสรุปบางประการของการบริหารองค์กร ซึ่งแน่นอนว่า ต้องชั่งน้ำหนักระยะยาวเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาว

  • นี่คือ 4 ข้อที่ Moritz สรุปมาให้แล้วว่า ซีอีโอต้องทำ

1. พัฒนาตัวชี้วัดให้เหนือไปกว่าเป้าหมายทางการเงิน

“ในการบริหารธุรกิจ ผู้บริหารสามารถวางเป้าหมายทางการเงินและเอาใจผู้ถือหุ้น ไปพร้อมๆ กับการสร้างตัวชี้วัดที่ดีให้กับพนักงานได้ “

จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสกับผู้บริหารอย่างหลากหลาย Moritz พบว่า หนึ่งในหนทางในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ถือหุ้นคือการวางแผนระยะยาวของบริษัท ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Unilever ที่ได้ตั้งเป้าหมายระยะยาวเอาไว้ว่า ภายในปี 2020 สินค้าในหมวดเกษตรทั้งหมดจะผลิตอย่างยั่งยืน

การวางเป้าหมายในระยะยาว ทำให้ซีอีโอไม่ต้องสนใจพุ่งเป้าความต้องการไปที่เป้าหมายระยะสั้นเพียงอย่างเดียว เช่น การเติบโตรายไตรมาสของบริษัทเพียงอย่างเดียว เพราะอาจไม่ได้ตอบโจทย์เรื่องคุณค่าระยะยาวของบริษัท

2. ใช้เทคโนโลยีอย่างเข้าใจ (ในพนักงาน)

หนึ่งในประเด็นที่ถกเถียงกันในยุคนี้ หนีไม่พ้นเรื่อง หุ่นยนต์ AI ในที่ทำงาน โดยเฉพาะในหัวข้อที่ว่า จะเข้ามาแย่งงานของคน

Moritz สรุปไว้สั้นๆ เลยว่า บริษัทควรจะนำเอาเทคโนโลยีมาใช้อย่างรอบคอบ และคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมากับพนักงาน โดยได้อ้างถึงตัวอย่างการบริหารเรื่องหุ่นยนต์กับคนของบริษัท Microsoft

Bob Moritz ผู้บริหารของ PwC
Bob Moritz ผู้บริหารของ PwC

3. ลงทุนในการศึกษาของพนักงาน

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญที่องค์กรต้องการทำ คือการลงทุนเรื่องความรู้ให้กับพนักงาน

เพราะในท้ายที่สุด หากไม่เตรียมคนให้พร้อมกับความเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีอาจเข้ามาแทนที่ได้ในหลายส่วน และเมื่อถึงตอนนั้น คำถามคือ คุณค่าระยะยาวขององค์กรจะอยู่ตรงไหน?

4. ทำธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบของผู้มีส่วนได้-ส่วนเสียทุกคน

การทำธุรกิจในโลกยุคนี้ต้องคำนึงถึงสังคม และเป้าหมายขององค์กรไปพร้อมๆ กัน

“จากเรื่องสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงผลกระทบทางสังคม และความคาดหวังของนักลงทุน เหล่านี้คือสิ่งที่องค์กรต้องคำนึงถึง เพราะทุกอย่างมีส่วนได้ส่วนเสียกับทั้งหมด หากขาดส่วนใดไปส่วนหนึ่ง อาจทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่น และจะส่งผลต่อความโปร่งใส รวมถึงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรนั้นๆ”

Moritz บอกว่า บางครั้งสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับซีอีโอ คือการทำธุรกิจที่มีความหมายกับสังคมวงกว้าง พอๆ กับการคิดคำนึงถึงเป้าหมายขององค์กร

ที่มา – Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/4-things-ceo-must-do/

Advertisements

ดิสนีย์แลนด์ ดินแดนแห่งความสุข? ผลสำรวจพบ พนักงานได้เงินไม่พอปัจจัยพื้นฐาน บ้านไม่มีอยู่

เปิดผลสำรวจพนักงานดิสนีย์แลนด์ พบว่า ได้เงินไม่พอใช้ต่อปัจจัยขั้นพื้นฐาน และจำนวนไม่น้อยเป็นคนไร้บ้าน ด้านของดิสนีย์แลนด์ตอบโต้ผลสำรวจนี้ว่า ไม่เป็นความจริง เชื่อว่ามีการจ้างให้พนักมาตอบคำถามอย่างแน่นอน

Photo: Disneyland
Photo: Disneyland

ดิสนีย์แลนด์ เป็นดินแดนแห่งอะไรกันแน่ ในสายตาพนักงาน

เปิดผลสำรวจของ NGO ในแคลิฟอร์เนียที่ไปทำการสอบถามพนักงานของดิสนีย์แลนด์ พบว่า สวนสนุกที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “ดินแดนแห่งความสุข” อาจเป็นแค่ภาพลวงตา เพราะพนักงานกว่า 3 ใน 4 ได้เงินไม่เพียงพอต่อปัจจัยพื้นฐาน และพนักอีกเกือบ 1 ใน 5 ไม่มีบ้านอยู่เป็นของตัวเอง

ผลสำรวจนี้สำรวจพนักงานของดิสนีย์แลนด์กว่า 17,000 คน ทั้งที่เป็นพนักงานประจำ (full time) และพนักงานชั่วคราว part time (จากจำนวนทั้งหมด 30,000 คน)

สิ่งที่น่าสนใจคือ มีพนักงานประมาณ 5,000 จากที่ทำการสำรวจครั้งนี้ ได้ตอบคำถามและให้ข้อมูลที่ออกมาค่อนข้างตรงกัน

1 ใน 10 ของพนักงานเคยเป็นคนไร้บ้านมาก่อนถึง 2 ปี

จากการสำรวจพบว่า พนักงานของดิสนีย์ประมาณ 1 ใน 10 ระบุว่า เคยเป็นคนไร้บ้าน (Homeless) มาก่อนถึง 2 ปี ในขณะที่อีก 56% บอกว่าถูกขับไล่ออกจากบ้านที่เช่าอาศัยอยู่ และต้องย้ายออกไปอยู่ตามชุมชนหนาแน่นที่มีราคาถูกกว่า

ถ้าดูจากกราฟด้านล่างจะเห็นได้ชัดว่า พนักงานของดิสนีย์แลนด์ที่มีบ้านเป็นของตัวเองมีจำนวนเพียง 20% เท่านั้น

กราฟเปรียบเทียบการครอบครองที่อยู่อาศัยของพนักงานดิสนีย์แลนด์และพื้นที่อื่นๆ ใกล้เคียง
กราฟเปรียบเทียบการครอบครองที่อยู่อาศัยของพนักงานดิสนีย์แลนด์และพื้นที่อื่นๆ ใกล้เคียง

จะกินอาหารแต่ละมื้อยังลำบาก เพราะเงินไม่พอ

ผลสำรวจพบว่า กว่า 68% ของพนักงานดิสนีย์แลนด์ อยู่ในสภาวะที่ไม่มีความมั่นคงทางอาหาร หมายความว่า พนักงานดิสนีย์แลนด์ไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่ถูกตามหลักโภชนาการ

พนักงานดิสนีย์แลนด์กว่าครึ่งที่ทำการสำรวจในครั้งนี้ ต้องรับประทานมื้อละน้อยๆ หรือไม่ก็ข้ามอาหารบางมื้อไป เหตุเพราะไม่ได้รับเงินที่เพียงพอ บางรายถึงกับบอกว่าต้องไปขอรับบริจาคอาหารเพื่อประทังชีพเลยก็มี

Photo: Disneyland
Photo: Disneyland

ดิสนีย์แลนด์ตอบโต้ผลสำรวจ จ้างพนักงานมาทำ ไม่สะท้อนความเป็นจริง

เมื่อผลการสำรวจนี้ถูกเผยแพร่ออกไป Lisa Haines ตัวแทนของดิสนีย์แลนด์ออกมาตอบโต้ทันควันว่า ผลการสำรวจนี้ไม่สะท้อนความเป็นจริงแต่อย่างใด เพราะพนักงานที่ NGO รายนี้ไปทำการสำรวจ ล้วนเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน (union members) จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่ผลการสำรวจจะออกมาเป็นเช่นนี้

ตัวแทนของดิสนีย์แลนด์ ระบุว่า ผลการสำรวจครั้งนี้เป็น “แรงจูงใจทางการเมือง” และชี้ว่า ต้องมีการจ้างพนักงานจากสหภาพแรงงานมาตอบคำถามในการสำรวจครั้งนี้อย่างแน่นอน

ดิสนีย์แลนด์ยังเน้นย้ำว่า บริษัทจ่ายเงินมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำของมลรัฐที่กำหนดไว้ว่า บริษัทที่มีพนักงานเกิน 26 คน จำเป็นต้องจ่ายเงินค่าแรงขั้นต่ำชั่วโมงละ 10.50 ดอลลาร์ โดยดิสนีย์แลนด์จ่ายค่าแรงขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 11 – 17.75 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ถือว่าสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำทั่วๆ ไป หรือหากจะเปรียบเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำในสวนสนุกอื่นๆ ทั่วแคลิฟอร์เนียที่อยู่ที่ชั่วโมงละ 14.78 ดอลลาร์ ดิสนีย์แลนด์ก็ยืนยันว่าจ่ายเงินอย่างเป็นธรรมมากกว่า

อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจนี้ เมื่อไปถามพนักงานว่า รู้สึกอย่างไรกับการจ่ายเงินชดเชยและผลประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับจกบริษัท ปรากฏว่า 83% ของพนักงานตอบอย่างพร้อมเพียงกันไปในทางลบ (negative)

ข้อมูล – MarketWatch, ผลการวิจัยสำรวจเต็มๆ อ่านได้ที่นี่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/disneyland-staff-struggle/

อยากยั่งยืนต้องปรับองค์กรให้ร่วมสมัย “แสนสิริ” จึงวางแผนใช้ระบบ Agile ทั้งบริษัทใน 3 ปี

แนวคิด Agile ถูกประยุกต์ใช้กับองค์กรขนาดใหญ่ในระดับโลกมากขึ้น เพราะความเร็ว และความคล่องตัวในการบริหาร ซึ่งการวางแผนแบบนี้กำลังไหลเข้ามาในไทย โดยมี “แสนสิริ” เป็นองค์กรใหญ่รายแรกๆ ที่ใช้กลุยทธ์นี้

อุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บมจ.แสนสิริ

Agile เพื่อเพิ่มความเร็ว และท้าทาย

ตอนนี้คนที่เป็นฟันเฟืองหลักของธุรกิจต่างๆ นั้นคือคนในช่วงวัย Millennial ซึ่งการจะบริหารคนกลุ่มนี้ให้ทำงานในบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพจะมาคิดแบบคน Generation X หรือ Baby-Boomers ก็คงไม่ได้ เพราะพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ กับคนรุ่นเก่านั้นต่างกันสิ้นเชิง

และเมื่อเป็นอย่างนี้ทำให้การบริหารงานในองค์กรแบบ Agile ที่มีมาเกิน 20 ปีถูกให้ความสำคัญจากองค์กรขนาดใหญ่มากขึ้น เพราะมันช่วยเพิ่มความเร็ว, ความท้าทาย พร้อมกับล้างความ Hirachy เดิมๆ ออกจากองค์กร ซึ่งค่อนข้างถูกจริตกับคนวัย Millennial เป็นอย่างมาก

แผนการทำงานแบบ Agile ของ แสนสิริ

อุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บมจ.แสนสิริ เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้บริษัทนำการทำงานแบบ Agile มาใช้ราว 3 เดือนแล้ว โดยอยู่เฉพาะส่วนงานเกี่ยวกับ High Rise หรือที่พักอาศัยแนวสูง ซึ่งในทีมจะรวมทุกแผนกที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ออกแบบ, ก่อสร้าง, การตลาด, การขาย, โฆษณา และอื่นๆ เพื่อทำงานไปพร้อมๆกัน

70% เป็น Millennial ถ้าไม่ปรับก็อยู่ยาก

“70% ของพนักงานในบริษัท 2,500 คนเป็น Millennial ดังนั้นถ้าเราไม่ปรับตัว มันก็ยากต่อการทำธุรกิจ เพราะพวกเขาเป็นฟันเฟืองหลัก และเมื่อบริษัทไม่ตอบโจทย์ พวกเขาก็คงไปที่อื่น ดังนั้นเราต้องเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง แม้มันจะยาก เนื่องจากกระทบทั้งองค์กร และคนบางกลุ่มก็ปรับตัวไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องทำ”

ในแต่ละ Squad จะประกอบด้วยทีมจากหลายๆ แผนกมารวมกัน

สำหรับการเดินหน้า Agile ของ “แสนสิริ” ในฝั่ง High Rise จะประกอบด้วยพนักงานทั้งหมด 300 คน โดยแบ่งคนเหล่านั้นเป็น 12 กลุ่ม หรือ Squad ที่รวมคนจากแผนกต่างๆ เอาไว้ และในแต่ละ Squad จะรับผิดชอบเฉลี่ย 3 โครงการ ซึ่งหลังจากเริ่มใช้มา 3 เดือนก็พบว่าการทำงานเร็วขึ้นอย่างชัดเจน

ในทางกลับกันปัญหาอยู่บ้าง เนื่องจากการทำงานแบบเป็นแผนก หรือ Silo ก็จะมีหัวหน้างาน กับลูกน้อง แต่พอเป็นการทำงานแบบ Agile หัวหน้าบางคนก็ไม่มีลูกน้อง แถมยังต้องไปทำ Report ให้พนักงานที่เป็นระดับต่ำกว่าที่อยู่แผนกอื่นในทีมเดียวกัน ซึ่งก็มีบ้างที่รับไม่ได้ และบางส่วนก็พร้อมที่จะปรับตัวเหมือนกัน

การทำ Agile ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น 10-20%

3 ปีกับการยกเครื่อง Agile ทั้งองค์กร

อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงระยะแรกของการปรับตัวภายในองค์กรแสนสิริ เพราะแผนจริงๆ คือการนำการทำงานแบบ Agile ไปใช้งานทั้งองค์กร โดยเริ่มต้นที่ High Rise ก่อน เพราะในคอนโดมิเนียมนั้นมีเทคโนโลยี และการออกแบบที่ต้องอาศัยคนจำนวนมากมาช่วยกันคิด หลังจากนั้นจะกระจายไปที่ทีมอื่นๆ ทั้งองค์กรในระยะเวลา 3 ปี

“ถัดจากทีม High Rise เราก็จะไปที่ทีม Low Rise ที่มีบ้านเดี่ยว และทาวน์เฮาส์ ซึ่งเราก็ปูพรมพวกเขามาระดับหนึ่งแล้ว ผ่านการอบรมการทำงาน พร้อมแสดงตัวอย่างของทีมก่อนให้ดู หลังจากนั้นเราก็จะกระจายไปฝ่ายอื่นๆ ด้วย เพื่อให้กลายเป็น Agile ทั้งองค์กร และเป็นองค์กรแรกของโลกในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ทำแบบนี้”

เริ่มต้น Agile ที่กลุ่มคนทำงานเกี่ยวกับ High Rise ก่อน หลังจากนั้นจะกระจายไปส่วนอื่นๆ

ส่วนการลงทุนปรับองค์กรครั้งนี้ หลักๆ จะอยู่ที่เรื่องการอบรมพนักงาน และการปรับที่ทำงานเพื่อให้รองรับการทำงานแบบเป็นกลุ่มมากขึ้น เช่นการจัดโต๊ะ และห้องประชุมแบบใหม่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้บริษัทคาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอีก 10-20% ซึ่งจะส่งผลในการทำตลาดที่พักอาศัยที่เร็ว และดีขึ้น

สรุป

การทำงานแบบ Agile ถือเป็นอีกทางรอดขององค์กรธุรกิจในยุคนี้ เพราะมันช่วยให้การทำงานเร็วขึ้น และน่าจะออกมาตรงใจกลุ่มเป้าหมายที่สุด เพราะมีหลายๆ คนที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านช่วยกันตัดสินใจ ส่วนการนำไปประยุกต์ใช้อาจต้องสร้างความลำบากสักนิดในองค์กรใหญ่ เพราะเมื่อคนมาก การเปลี่ยนก็จะยาก

ส่วนใครอยากเข้าใจการทำงานแบบ Agile มากกว่านี้ Brand Inside มีรวบไว้ให้แล้วครับ คลิกที่นี่ได้เลย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/sansiri-go-agile/

รู้จัก Mary Barra ซีอีโอหญิงแกร่งแห่ง GM ผู้ที่อาจมาโค่น Elon Musk แห่ง Tesla

เส้นทางของ Mary Barra ซีอีโอหญิงคนปัจจุบันของบริษัทรถยนต์รายใหญ่ค่าย General Motors จากเด็กฝึกงานในวันนั้น มาสู่ซีอีโอหญิงคนแรกของบริษัทรถยนต์รายใหญ่ในวันนี้ วงการที่ผู้ชายครอบงำมาเป็นเวลานาน แน่นอนว่าเธอมาพร้อมความเปลี่ยนแปลง

Mary Barra (แมรี่ บาร์ร่า)
Mary Barra | Photo: Flickr.com by Fortune Live Media

ซีอีโอหญิงคนแรกของค่าย GM และของประวัติศาสตร์รถยนต์โลก

ถ้าอยู่นอกวงการรถยนต์ ชื่อของ Mary Barra (แมรี่ บาร์ร่า) อาจไม่คุ้นหู และฟังดูไม่น่าสนใจ

แต่ถ้าบอกว่า เธอคือซีอีโอหญิงคนแรกของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง GM (General Motors) และถือเป็นซีอีโอหญิงคนแรกของประวัติศาสตร์บริษัทรถยนต์โลก มากไปกว่านั้น เธอคือบุคคลที่นิตยสาร Fortune จัดอันดับให้เป็น นักธุรกิจหญิงที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกประจำปี 2017 และว่ากันว่าเธอผู้นี้ คือคนที่อาจจะมาโค่น Elon Musk (อีลอน มัสก์) เจ้าพ่อรถยนต์ไฟฟ้าแห่ง Tesla และดาวเด่นแห่งวงการธุรกิจไอทีที่มีสาวกอยู่ทั่วโลก

มาถึงบรรทัดนี้ ถ้าชื่อของเธอเริ่มน่าสนใจ ก็เชิญทำความรู้จักกันต่อได้เลยในบทความนี้

Mary Barra (แมรี่ บาร์ร่า)
Mary Barra | Photo: Flickr.com by SAUD AL-OLAYAN

เปิดเส้นทางของ Mary Barra จาก เด็กฝึกงาน สู่ ซีอีโอ

Mary Barra เกิดวันที่ 24 ธันวาคม ปี 1961 (อายุ 56 ปี) พ่อแม่ของเธอเป็นชาวฟินแลนด์ แต่เธอเกิดในรัฐมิชิแกน ตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ฐานที่ตั้งของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ที่เธอกำลังจะมาเป็นเด็กฝึกงาน และขึ้นเป็นซีอีโอในภายหลัง

จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการรถยนต์ของเธอ เริ่มต้นจากสมัยที่เธอเรียนจบจากโรงเรียนมัธยม Waterford Mott High School หลังจากนั้นได้เข้าเรียนในสถาบันการศึกษาของ GM ชื่อ General Motors Institute ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นมหาวิทยาลัย Kettering University โดยคณะที่เธอจบออกมาคือ คณะวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (หรือบางคนเรียกว่า วิศวกรรมไฟฟ้า) เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่เธอชอบมากที่สุดในชีวิตคือ “คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์”

แต่ความสนใจของเธอไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ เพราะมีที่มาที่ไป ชีวิตของเธอผูกพันกับรถยนต์มาตั้งแต่เกิด พ่อของเธอ Ray Mäkelä ทำงานที่บริษัทรถยนต์ Pontiac ในเครือ GM มานานถึง 39 ปี และเมื่อเธออายุได้ 18 ปี การเรียนที่สถาบันของ GM เธอก็ได้เป็นนักศึกษาฝึกงานของฝ่าย Pontiac (ฝ่ายเดียวกับที่พ่อเธอทำงาน) หลังจากเรียนจบปริญญาตรี เธอได้รับทุนจาก GM ในปี 1988 ให้ไปเรียนต่อในระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เธอใช้เวลา 2 ปีจึงสำเร็จการศึกษาในปี 1990

หลังจากนั้น เธอกลับมาทำงานที่ GM เต็มตัว และเธอก็ไต่ระดับการทำงานมาเรื่อยๆ เริ่มต้นจากทำงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล มาทำฝ่ายวิศวกรรมและฝ่ายปฏิบัติการ ไปจนถึงฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ จัดซื้อ และจัดการชิ้นส่วนการผลิต เรียกได้ว่า เธอลองมาหมดเกือบทุกงานในบริษัทแล้ว เพราะเคยคุมทั้งคน คุมทั้งงบประมาณ คุมทั้งการออกแบบรถยนต์

Mary Barra
Photo: Twitter Mary Barra

ครั้งหนึ่งเธอให้สัมภาษณ์ไว้สมัยที่ดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ ก่อนที่จะขึ้นเป็นซีอีโอว่า “ฉันกำลังทำงานที่ดีที่สุดในบริษัทอยู่ เพราะว่าทุกวันนี้จะได้เห็นรถยนต์คันใหม่ส่งออกไปขายทั่วโลก ฉันกำลังทำหน้าที่ส่งนวัตกรรมไปสู่ชีวิตผู้คน” 

ในปี 2011 ระหว่างที่เธอเป็นรองประธานฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ GM ทั่วโลก เธอสร้างความเปลี่ยนแปลงให้บริษัทด้วยยอดขายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าประทับใจ

หลังจากวิกฤติปี 2009 ที่ GM ประสบปัญหาอย่างหนักจนรัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือ หลังจากนั้น 2 ปี เธอมีส่วนช่วยดันยอดขายรถยนต์ของ GM ให้พุ่งสูงขึ้นถึง 9 ล้านคันทั่วโลก แย่งชิงเบอร์ 1 ของตลาดกลับมาได้อีกครั้ง โดยปัจจัยหลักๆ มาจากการร่วมทุนกับบริษัทจีน และนำรถยนต์เข้าไปขายในจีนจนประสบความสำเร็จ

  • ปี 2014 เธอขึ้นเป็นซีอีโอของ GM ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของบริษัท ไม่ใช่แค่ว่าเพราะเธอเป็นผู้หญิง แต่ประเด็นคือ ในรอบ 60 ปีที่ผ่านมาของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่แห่งนี้ ผู้บริหารทุกคนของบริษัทมีพื้นหลังมาจากฝั่งการเงิน (Finance) ทั้งหมด ไม่มีสักคนที่มีพื้นหลังมาจากฝั่งงานวิศวะแม้แต่คนเดียว และแน่นอน-เธอคือคนแรก
  • ภายใต้การนำของเธอ GM ได้เข้าซื้อ Cruise บริษัทสตาร์ทอัพสายเทคโนโลยีที่ทำซอฟต์แวร์รถยนต์ไร้คนขับ ได้มีการทดสอบรถยนต์ไร้คนขับรุ่น Bolts (ภายใต้แบรนด์ Chevrolet ของ GM) อย่างจริงจัง พร้อมทั้งลุยดีลธุรกิจรถยนต์ไร้คนขับกับบริการแอพเรียกรถอย่าง Uber และ Lyft ด้วย (เพราะต่อไปถ้ารถไร้คนขับ 100% ก็ต่อยอดไปเป็นบริการแชร์รถยนต์กันใช้เสียเลย นี่คือหนึ่งในวิสัยทัศน์ของเธอ)
  • ภายใต้การนำของเธอ ในปี 2016 หุ้นของ GM ทั้งปีขึ้นมา 25% ส่วนรายได้เพิ่มขึ้น 9% เป็นปีที่เติบโตที่สุดหลังวิกฤติใหญ่

การก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารหญิงของบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการรถยนต์ที่ถูกผู้ชายครอบงำมานาน ย่อมถูกท้าทายเป็นเรื่องปกติ แต่ด้วยความสามารถ ความเป็นผู้นำ และความโดดเด่นในระดับซุปเปอร์สตาร์ของบริษัท ทำให้ไม่มีข้อกังขาใดๆ Mohammed Torfeh ศาสตราจารย์ที่เคยสอนเธอสมัยปริญญาตรีเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “เธอเป็นคนที่ฉลาดและมีความเป็นผู้นำสูง สมัยเรียนเธอทำหน้าที่นำผู้ชายเป็นกลุ่มๆ เธอมีทั้งความรู้ความสามารถและการสื่อสารที่เป็นเลิศ”

หลังการขึ้นมาเป็นซีอีโอของ GM นักวิเคราะห์หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การที่เธอขึ้นมาเป็นผู้บริหารของ GM ถือเป็นการเปลี่ยนแปลง mindset ครั้งใหญ่ของบริษัท และสิ่งนี้เองจะนำ GM ไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ชัดเจนว่า GM มองเห็น “ของ” ในตัวเธอ โดยเฉพาะการนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่บริษัท ท่ามกลางสมรภูมิที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมรถยนต์ รวมถึงคู่แข่งทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ กลยุทธ์ของ GM จึงเป็นการส่งหัวเรือที่แตกต่างไปจากเดิม

Mary Barra (แมรี่ บาร์ร่า)
Mary Barra | Photo: Shutterstock

ศึกรถยนต์ไฟฟ้า-ไร้คนขับ กับโจทย์ใหญ่ เทคโนโลยี VS การผลิต

คำโปรยที่ว่า “เธอคือผู้ที่อาจมาโค่น Elon Musk แห่ง Tesla” ซีอีโอหนุ่มไฟแรงแห่ง Silicon Valley ลองมาดูกันว่าจะจริงหรือเปล่า?

Tesla

ลองดูที่ Tesla กันก่อน เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2017 Elon Musk ได้ส่งมอบ Tesla Model 3 ที่หลายคนบอกว่านี่คืออนาคตของรถยนต์ไฟฟ้า เพราะราคาเข้าถึงได้ โดยได้ส่งมอบรถรุ่นนี้จำนวน 30 คันให้กับลูกค้าชุดแรก แต่ถ้าย้อนไปก่อนหน้านั้นจะพบว่า เมื่อ Tesla ประกาศให้จองรถยนต์รุ่น Model 3 ในปี 2016 พบว่ามียอดจองถล่มทลายภายใน 3 วันสูงกว่า 250,000 คัน และไปปิดตัวเลขสุทธิที่ประมาณ 455,000 คัน หลังจากนั้นมีข่าวออกมาว่า Tesla ผลิตไม่ทัน เพราะมีปัญหาคอขวดในการผลิต ทำให้ในไตรมาส 3 ปี 2017 ผลิตได้เพียง 260 คันเท่านั้น หรือคิดแบบเฉลี่ยคือผลิตได้เพียงวันละ 3 คันเท่านั้น แต่ Tesla ย้ำว่าจะแก้ปัญหานี้ได้ เพราะทราบถึงสาเหตุแล้ว

Elon Musk อีลอน มัสก์
Elon Musk | Photo: Flickr.com by Peter Tsai

อย่างไรก็ตาม รถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Model S และ Model X ไม่มีปัญหาในการผลิต เพราะราคาสูง ตลาดส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง แต่ปัญหาของ Tesla คือการเผาเงินสดไปกับการออกรถบรรทุกไฟฟ้าและรถสปอร์ต ด้านนักวิเคราะห์มองว่า Tesla กำลังเดินผิดทางอยู่ เพราะธุรกิจรถยนต์ของ Tesla ผูกกับรุ่น Model 3 ไม่ว่าจะในความหมายทางด้านการเงิน หรือประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่ควรเร่งกระจายปริมาณให้เกิดขึ้นจริงในสเกลที่กว้างกว่าที่เป็นอยู่ หรือพูดง่ายๆ คือ Tesla ควรกลับไปจริงจังกับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Model 3 เพื่อขยายไปสู่ตลาดในวงกว้าง

Waymo

อีกหนึ่งบริษัทที่น่าจับตามองในวงการรถยนต์ไฟฟ้า-ไร้คนขับคือ Waymo ที่อยู่ในเครือของ Alphabet บริษัทแม่ของ Google เรื่องเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน เพราะล่าสุดได้นำเอารถยนต์ไร้คนขับของตนเองมาทดสอบวิ่งบนถนนโดยไม่ต้องมีคนนั่งอยู่หลังพวงมาลัย

แต่ปัญหาใหญ่ของบริษัทสายเทคโนโลยีคือ เรื่องการผลิต ในแง่นี้ Waymo อาจดูไม่ต่างจาก Tesla คือเก่งซอฟต์แวร์แต่ไม่เก่งผลิต ทางออกจึงเป็นการร่วมมือกับบริษัทที่มีกำลังการผลิต ลองอ่านบทวิเคราะห์ Waymo กับการดำเนินธุรกิจรถไร้คนขับ

GM

ส่วนทางด้าน GM ภายใต้การนำของ Mary Barra ซีอีโอหญิงแกร่งที่มาพร้อมกับสโลแกนที่ว่า GM จะเป็นบริษัทรถยนต์ที่ทำให้อุบัติเหตุเป็นศูนย์เพื่อรักษาชีวิต มลพิษเป็นศูนย์เพื่อสุขภาวะของทุกคนบนโลก และการจราจรที่ไม่ติดขัดเพื่อทำให้ทุกคนมีเวลาที่ดีเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนทางที่จะไปให้ถึงคือการพัฒนาเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไร้คนขับ และบริการเช่ารถยนต์

ตั้งเป้าหมายไว้แบบนี้ ลำพัง GM มีแต่การผลิตที่แข็งแกร่งก็ช่วยอะไรไม่ได้ ทำให้ในปี 2016 GM เข้าซื้อกิจการของ Cruise Automation สตาร์ทอัพบริษัทผลิตชุดคิทและเซ็นเซอร์ที่ทำให้รถยนต์ธรรมดากลายเป็นรถยนต์ไร้คนขับ และล่าสุดเดือนกันยายนปี 2017 ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศว่าจากการร่วมมือกันครั้งนี้พร้อมที่จะส่งรถยนต์ไร้คนขับลงสู่ตลาดแล้ว

ล่าสุด GM ออกโมเดลรถยนต์ไร้คนขับเลเวลสูงสุด-ไร้พวงมาลัย มาขู่แล้ว

โมเดลรถยนต์ไร้คนขับของ GM level 5 ไร้พวงมาลัย

ต้นปี 2018 GM ปล่อยภาพโมเดลรถยนต์ไร้คนขับเลเวล 5 ออกมา จากภาพจะเห็นได้ว่าไม่มีพวงมาลัย เหมือนนั่งในยานอวกาศ (ที่จริงคือตามรอย Google ที่ทำมาก่อนตั้งแต่ปี 2014 แล้ว) ในขณะที่รถยนต์ไร้คนขับของดาวเด่นอย่าง Tesla สูงสุดยังอยู่ที่เลเวล 2 คือ ยังต้องเป็นรถยนต์ที่กึ่งๆ ระหว่างไร้คนขับกับขับเอง หรือพูดให้เห็นภาพคือ ยังต้องมีพวงมาลัยอยู่นั่นเอง

Business Insider เคยเขียนบทความปรามาสไว้ถึงขนาดที่ว่า GM สามารถเตะ Tesla ออกจากธุรกิจได้เลยในวันพรุ่งนี้ ถ้าต้องการ เพราะด้วยความทะเยอทะยานอันแรงกล้าของ Tesla ที่ส่งรถออกมาหลายแบบ หลายรุ่น หลายชนิด ทั้งรถยนต์ รถบรรทุก รถสปอร์ต รถเอสยูวี แต่ดันมีโรงงานผลิตแค่ที่เดียว ในขณะที่ GM ยักษ์ใหญ่มีโรงงานผลิตอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก

  •  GM ภายใต้การนำของ Mary Barra จึงน่าจับตามองขึ้นทุกวัน เพราะกำลังการผลิตและทรัพยากรไม่ใช่ปัญหา เนื่องจากมีพร้อมอยู่แล้ว ส่วนที่เหลือคือการพัฒนาเทคโนโลยีมาเติมเต็ม ซึ่ง GM ได้ซื้อสตาร์ทอัพรถยนต์ไร้คนขับมาแล้ว

สรุปก็คือ การต่อสู้ของวงการรถยนต์ต่อจากนี้ไป โดยเฉพาะรถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous car) คือการแข่งขันกันระหว่าง บริษัทสายฮาร์ดแวร์ที่ชำนาญการผลิต แต่ไม่เก่งด้านซอฟต์แวร์ กับ บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ แต่ไม่มีปัญญาผลิต

ศึกครั้งนี้ ใครมีศักยภาพปิดช่องโหว่เรื่องฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ได้ก่อน

คนนั้นก็ชนะ

อ้างอิงข้อมูล – FortuneFast Company [1] [2] [3]Business Insider [1] [2]NBCGM [1] [2]BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mary-barra-ceo-of-gm-automobile/

นักลงทุนระดับตำนาน เขียนเตือนคนไอทีใน Silicon Valley ให้ดู “คนจีน” เป็นแบบอย่างในการทำงาน

Mike Moritz นักลงทุนชื่อดังเขียนบทความถึงการทำงานของคนไอทีใน Silicon Valley เปรียบเทียบกับคนไอทีจีน

Michael Moritz | Photo: Flickr by JD Lasica

คนไอที Silicon Valley ในสายตา Mike Moritz

Mike Moritz นักลงทุนชื่อดังระดับโลกจาก Sequoia Capital ผู้ลงทุนคนสำคัญในบริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีหลายราย เช่น Google, Apple, AirBnB ฯลฯ

ล่าสุด เขาเขียนบทความใน Financial Times โดยพูดถึงวงการใน Silicon Valley ไว้ว่า คนทำงานไอทีในแถบนี้มักจะพร่ำถึงความไม่สมดุลของชีวิตการทำงาน หรืออย่างประเด็นที่ถกเถียงกันล่าสุด อย่างสิทธิ์การลาไปคลอดบุตรหรือเลี้ยงลูก เขาบอกว่าหลายครั้งก็จำเป็น โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่ได้รับสิทธินี้มาเป็นเวลานาน แต่คำถามของเขาคือ คนไอทีใน Silicon Valley ให้ความสำคัญกับส่วนนี้มากเกินไปหรือเปล่า

จนดูเหมือนว่าคนไอทีใน Silicon Valley ส่วนใหญ่ใส่ใจกับเรื่องส่วนตัวมากกว่าประเด็นทางสังคมไปแล้ว

คนไอทีจีนทำงานกันอย่างบ้าระห่ำ

Moritz บอกว่า ในวงการไอทีจีนไม่มีประเด็นหยุมหยิมเหล่านี้เลย เพราะคนไอทีจีนทำงานกันอย่างบ้าระห่ำ

คนระดับผู้บริหารในบริษัทไอทีจีนเข้างานตั้งแต่ 8 โมงเช้า แล้วนั่งทำงานจนถึงไปจนถึง 4 ทุ่ม และส่วนใหญ่ทำงานกันสัปดาห์ละ 6 วัน หรือบางคนโหมงานหนัก ทำงานตลอด 7 วันเลยก็มี ส่วนคนระดับทำงาน เช่น วิศวกรไอทีจะเข้างานกันตอน 10 โมง และทำงานไปจนถึงเที่ยงคืน

ที่สำคัญคือ บริษัทไอทีจีนที่เร่งทำงานกันแบบบ้าระห่ำไม่ใช่บริษัทที่ก่อตั้งใหม่เท่านั้น แต่บริษัทที่มีอายุ 10 – 15 ปี ต่างก็ทำงานกันในลักษณะนี้เป็นเรื่องปกติ ในบทความบอกว่า บริษัทไอทีจีนหลายแห่ง พอตกเย็นก็กินข้าวร่วมกัน หลังจากนั้น คนระดับผู้บริหารก็จะนั่งประชุมกันต่ออีกสัก 2 – 3 รอบ ส่วนใหญ่ก็จะไปจบราวๆ เที่ยงคืน ถือเป็นอันเสร็จสิ้นหนึ่งวันของการทำงาน

Photo: Shutterstock

ที่ทำงานของคนไอทีจีนไม่ติดหรู อยู่ง่าย

Moritz บอกว่า ถ้าเข้าไปในออฟฟิศของบริษัทไอทีจีน จะไม่เจอกับเก้าอี้หรูๆ เพราะในบริษัทจะมีของไม่มาก มีเพียงโต๊ะทำงานกับแล็ปท็อป แม้กระทั่งในห้องของผู้บริหารก็มีขนาดไม่กว้างมาก คือเพียง 7 – 10 ตารางเมตรเท่านั้น คิดแบบเปรียบเทียบคือเล็กกว่าห้องทำงานใน Silicon Valley ประมาณ 2 – 3 เท่า

ส่วนการทำงานนอกสถานที่ ถ้าต้องบินไปทำงานต่างประเทศ คนไอทีจีนจะนั่งเครื่องบินชั้นประหยัด (economy) และส่วนเรื่องห้องพักก็มักจะแชร์กันอยู่เพื่อลดค่าใช้จ่าย

ส่งสารเตือนถึงคนไอทีใน Silicon Valley

Moritz บอกไว้ด้วยว่า ในสายตาของคนไอทีตะวันตก อาจมองว่าวิธีการทำงานของบริษัทไอทีจีนไม่เข้าตา หรือเป็นข้อยกเว้น แต่จากประสบการณ์ของการทำธุรกิจอยากจะบอกว่า โอกาสในการลงทุนกับวงการไอทีจีนแล้วประสบความสำเร็จตอนนี้มีสูงกว่าใน Silicon Valley แล้ว

และขอพูดด้วยความเคารพ ทำธุรกิจในจีนง่ายกว่าทำธุรกิจในแคลิฟอร์เนีย (Silicon Valley) เสียอีก

Moritz ทิ้งท้ายว่า ในขณะที่ บริษัทไอทีตะวันตกกำลังจะล้าหลังไปทุกวัน แต่กลับกัน บริษัทไอทีจีนกำลังขยายธุรกิจออกไปนอกประเทศขึ้นเรื่อยๆ

หรือว่าถึงเวลาแล้ว ที่คนไอทีใน Silicon Valley ต้องเรียนรู้อะไรบางอย่างจากวงการไอทีจีน?

ที่มา – Financial Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/michael-moritz-silicon-valley-china-it/

ไม่ใช่ขาดความสามารถ แต่แค่ขาดแรงจูงใจ! เด็กอเมริกันทำคะแนนสอบดีขึ้น เมื่อได้รับเงิน

ผลวิจัยพบว่า เด็กอเมริกันทำคะแนนสอบได้ดีขึ้น เมื่อจ่ายเงินให้ หากทำข้อสอบถูก และจะหักเงินในกรณีที่ทำข้อสอบผิด สะท้อนว่า เด็กๆ อาจไม่ได้ขาดความสามารถ แต่เพียงแค่ขาดแรงจูงใจที่เหมาะสม

Photo: Shutterstock

“เงิน” คือแรงจูงใจสำคัญ ที่ทำให้เด็กอเมริกัน ทำคะแนนสอบได้ดีขึ้น

มีงานวิจัยที่ไปศึกษาการทำข้อสอบของเด็กโดยเปรียบเทียบใน 2 ประเทศคือ จีนและอเมริกา ผลปรากฏว่า นักเรียนในอเมริกาทำคะแนนสอบได้ดีขึ้น เมื่อง่ายเงินให้พวกเขา

นักวิจัยแบ่งนักเรียนจีนในเซี่ยงไฮ้ และนักเรียนอเมริกัน ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นนักเรียนที่จะได้รับเงิน 25 ดอลลาร์ (ประมาณ 800 บาท) หากตอบคำถามคณิตศาสตร์ 25 ข้อถูกทั้งหมด เงื่อนไขคือหากตอบผิด 1 ข้อ เงินจะถูกหักไปครั้งละ 1 ดอลลาร์ ส่วนอีกกลุ่มทำข้อสอบแบบไม่ได้รับเงิน

ผลวิจัยพบว่า

  •  สำหรับเด็กจีน การจ่ายเงินหรือไม่จ่ายเงินไม่มีผลต่อคะแนนสอบของทั้ง 2 กลุ่ม
  •  แต่ผลที่ได้กับเด็กอเมริกันแตกต่างออกไป เพราะ “เงิน” เป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เด็กอเมริกันทำคะแนนสอบได้ดีขึ้น ผลวิจัยระบุว่า เด็กอเมริกันกลุ่มได้รับเงิน 25 ดอลลาร์ตอบคำถามได้ถูกต้องมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เงิน และทำคะแนนได้ดีกว่าค่ามาตรฐานทั่วไปเสียด้วย
  • งานวิจัยชิ้นนี้ถึงกับวิเคราะห์ไว้ว่า หากในปี 2012 มีการจ่ายเงินให้กับเด็กอเมริกันทำข้อสอบ PISA จะทำให้คะแนนสอบ PISA ของเด็กอเมริกันขยับขึ้นมาจากอันดับที่ 36 เป็นอันดับที่ 19
Photo: Shutterstock

ที่ทำข้อสอบไม่ได้ ไม่ใช่ว่า ไม่มีความสามารถ แต่แค่ขาดแรงจูงใจ

งานวิจัยใหม่ๆ หลายชิ้นเห็นตรงกันว่า เด็กที่ทำข้อสอบได้ไม่ดี ไม่ใช่เพราะขาดความสามารถ แต่เพียงแค่ขาดแรงจูงใจที่เหมาะสม

แต่ทั้งนี้ แรงจูงใจก็มีหลายมิติ เงินเป็นเพียงแค่หนึ่งในแรงจูงใจเท่านั้น เพราะถ้าไปดูประเทศที่ประสบความสำเร็จในด้านการศึกษาอย่างฟินแลนด์ จะพบว่า ปัจจัยสำคัญในการทำคะแนนสอบได้ดีของเด็กฟินแลนด์ คือความเชื่อที่ว่าการทำงานหนัก (Hard Work) จะนำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า หรือเด็กในรัสเซียที่เชื่อว่าความโชคดีกับคอนเน็คชั่นคือปัจจัยหลักในการประสบความสำเร็จ

ข้อมูลเพิ่มเติม : ข้อสอบที่ใช้ในการทดสอบวิจัยและพูดถึงในบทความนี้คือ ข้อสอบของ PISA ที่ใช้ในการทดสอบเด็กอายุ 15 ปีในหมวดการอ่าน หมวดวิทยาศาสตร์ และหมวดคณิตศาสตร์ตามมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก โดยมีกว่า 70 ประเทศที่เข้าร่วมซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

ที่มา – QUARTZ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/american-students-test-money/

ชวนอ่านเหตุผล ทำไมอังกฤษต้องตั้ง รัฐมนตรีขึ้นมาดูแลปัญหา “ความเหงา” ของประชาชน

ข่าวการตั้ง รัฐมนตรีกำกับดูแลปัญหาความเหงาของประชาชน (Minister for loneliness) ของรัฐบาลอังกฤษน่าจะสร้างความรู้สึกหลายอย่างให้กับคนฟังและคนอ่าน มีทั้งที่รู้สึกขบขันและมีทั้งที่รู้สึกจริงจัง แต่เหตุผลจริงๆ คืออะไร Brand Inside รวบรวมมาให้อ่านกันแล้ว

Photo: Shutterstock

เหตุผลที่ 1 : คนเหงา/ความเหงา ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

หนึ่งในเนื้อร้องของเพลงหนุ่มบาว-สาวปาน ที่ว่า “คนเหงาย่อมเข้าใจคนเหงา” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะเหตุผลแรกของการตั้งรัฐมนตรีขึ้นมาดูแลปัญหาความเหงาของประชาชนชาวอังกฤษคือ คนที่ไม่เหงาก็ต้องเข้าใจคนเหงา

นี่คือเรื่องใหญ่ จากงานวิจัยระบุว่า

  • ในอังกฤษมีคนที่รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวกว่า 9 ล้านคน (จากประชากรทั้งหมด 65 ล้านคน)
  • ในจำนวนนี้ประมาณ 200,000 คน เป็นผู้สูงอายุที่ไม่ได้คุยกับเพื่อนและญาติมานานกว่า 1 เดือน
  • คาดการณ์ว่าคนที่อายุมากกว่า 75 ปี ประมาณ 2 ล้านคนในอังกฤษใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ไม่ได้พบผู้คน
  • 85% ของผู้พิการวัยหนุ่มสาว (อายุ 18 – 34 ปี) รู้สึกเดียวดาย

Theresa May นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ กล่าวไว้ในแถลงการณ์ถึงความสำคัญของการตั้งรัฐมนตรีขึ้นมาดูแลปัญหาความเหงาว่า “ความเหงาเปล่าเปลี่ยวเป็นความจริงอันน่าเศร้าของชีวิตยุคใหม่ ฉันต้องการเผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านี้เพื่อแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้ที่ดูแลคนอื่น ผู้ที่สูญเสียคนรัก หรือผู้ที่ไม่มีใครให้พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด และประสบการณ์”

Photo: Shutterstock

เหตุผลที่ 2 : ความเหงาส่งผลต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

เนื้อร้องจากเพลงเหตุเกิดจากความเหงา ดูจะเหมาะสมกับเหตุผลข้อนี้ เพราะมีงานวิจัยด้านสังคมวิทยาหลายชิ้นระบุตรงกันว่า ความเหงาเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

งานวิจัยของศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา Julianne Holt-Lunstad แห่งมหาวิทยาลัย Brigham Young University ใน Utah เผยว่า งานวิจัยกว่า 148 ชิ้น จากการศึกษาคนกว่า 300,000 คน เห็นตรงกันว่า การมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวันอันควรได้มากถึง 50%

ส่วนงานวิจัยขนาดใหญ่อีก 70 ชิ้น ที่ศึกษาจากคนกว่า 3.4 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา ยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย ชี้ชัดว่า ความโดดเดี่ยว ความเปล่าเปลี่ยว และความรู้สึกเหงามีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เทียบเท่าได้กับโรคอ้วนเลยทีเดียว

ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ งานวิจัยของศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาคนนี้ยังระบุด้วยว่า ความเหงาระบาดได้ และที่สำคัญในโลกยุคปัจจุบัน เรากำลังเผชิญหน้ากับการระบาดของความเหงา (loneliness epidemic) กันทั้งโลก

ส่วนหนทางในแก้ไข มีตั้งแต่การร่วมสร้างบรรยากาศของสังคมที่มีการพูดคุย แลกเปลี่ยน ให้กำลังใจกันและกัน ไปจนถึงเรียกร้องให้มีการสร้างพื้นที่สาธารณะดีๆ เพื่อให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย สิ่งเหล่านี้มีส่วนช่วยลดอัตราความเหงาและการระบาดของความเหงาได้ทั้งนั้น

Photo: Shutterstock

เหตุผลที่ 3 : ความเหงาฆ่าคนได้ ง่ายกว่าบุหรี่เสียอีก

ถ้าเคยฟังเพลงถ้าความคิดถึงฆ่าคนได้ของหมอโอ๊ค อาจตอบได้ยาก ว่าความคิดถึงฆ่าคนได้จริงๆ หรือไม่ แต่ไม่เป็นไร เพราะลูกน้ำ อาร์ สยามได้ตอบเอาไว้ในเพลงเหงา…ฆ่าคนได้แล้วว่า “ถ้าคำว่าเหงามันฆ่าคนได้ ฉันคงตายนานแล้ว กรีดดวงใจของฉันเป็นริ้วเป็นแนว ไม่มีใครมาช่วยเยียวยา ก็คงมีแค่น้ำตาชโลมแผลใจ”

เนื้อเพลงข้างต้นดูเหมือนจะเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย เพราะ Mark Robinson ผู้บริหารของ Age UK Barnet ซึ่งเป็นองกรค์การกุศลในอังกฤษ กล่าวว่า “ความเหงาฆ่าคนได้ เพราะมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า ความเหงาอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าการสูบบุหรี่วันละ 15 มวนเสียอีก แต่เราสามารถเอาชนะมันได้ และมันต้องไม่เป็นปัจจัยในชีวิตของผู้สูงอายุ” พร้อมทั้งบอกด้วยว่า “องค์กรของเราพร้อมสนับสนุนสิ่งที่รัฐบาลทำ เพื่อสนับสนุนคนเหงา ทั้งในชุมชนและในระดับประเทศอย่างถึงที่สุด”

อย่างไรก็ตาม Tracey Crouch รัฐมนตรีกระทรวงกีฬาและสังคมพลเรือนคนปัจจุบันจะเป็นผู้รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำกระทรวงความเหงา โดยจะทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการ ภาคธุรกิจ และองค์กรการกุศลในอังกฤษ

อ้างอิง – QUARTZ,QUARTZ 1GOV.UK,BBCTHAI

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/3-reasons-why-british-set-minister-for-loneliness/