คลังเก็บป้ายกำกับ: KNOWLEDGE

ไม่ต้องโป๊แล้ว! ออนเซ็นหลายแห่งในญี่ปุ่น อนุญาตให้สวมใส่เสื้อผ้าลงอ่างได้

ออนเซ็นในญี่ปุ่นปรับตัวด้วยการอนุญาตให้สวมใส่เสื้อผ้าลงได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเอาเสื้อผ้าจากบ้านไปได้ ทางออนเซ็นจะเตรียมชุดอาบน้ำไว้ให้ เพื่อสุขอนามัยที่ดีของลูกค้า

Photo: flickr.com by Ichio Yoshihashi

ใส่เสื้อผ้าลงออนเซ็นได้แล้ว แต่ต้องใส่ของโรงแรม เพื่อสุขอนามัยที่ดี

โรงแรม Sui Suwako ในจังหวัดนะงะโนะของญี่ปุ่น อนุญาตให้ผู้คนลงอ่างออนเซ็นแบบสวมใส่เสื้อผ้าได้แล้ว โดยจะมีชุดอาบน้ำของทางโรงแรมเตรียมไว้ให้ด้วยเหตุผลด้านสุขอนามัยของผู้ใช้บริการ และเอาเข้าจริงโรงแรมแห่งนี้ใช้ข้อปฏิบัติแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2016 แล้ว

เหตุผลมาจากการที่คนญี่ปุ่นเริ่มรู้สึก “เขินอาย” ที่จะต้องเปลือยกายในอ่างออนเซ็นร่วมกันที่มีทั้งชายและหญิง รวมถึงเสียงของนักท่องเที่ยวจากชาติต่างๆ ที่รู้สึกเช่นเดียวกันวันไม่ได้ต้องการเปลือยกาย แต่การที่เข้ามาใช้บริการก็แค่ต้องการได้ “ประสบการณ์ออนเซ็นแบบญี่ปุ่น” เท่านั้น

Japanese hot-spring hotel shinyu-onsen group english page

นักท่องเที่ยว วัย 31 ปีคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “ฉันไม่ต้องการลงอ่างออนเซ็นแบบเปลือยกายกับผู้ชาย แต่มันจะไม่มีปัญหาเลย หากว่าฉันได้ใส่ชุดอาบน้ำลงไปด้วย”

Yoshio Ono เจ้าของออนเซ็น Takaragawa Onsen Osenkaku ที่ตั้งอยู่ในโรงแรม Minakami ในจังหวัดกุนมะ บอกว่า ตั้งแต่ทำออนเซ็นแบบไม่ต้องเปลือยกายลง ได้รับความนิยมจากลูกค้าทั้งที่เป็นคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวอย่างมาก เพราะหลายคนต้องการมาสัมผัสประสบการณ์เท่านั้น ไม่ได้ต้องการเปลือยกายต่อหน้าผู้อื่นแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่จะไปเที่ยวออนเซ็นที่ญี่ปุ่น คงต้องศึกษาถึงเงื่อนไขให้ดี เพราะบางที่ก็ยังไม่อนุญาตให้ใส่เสื้อผ้าลงไปได้ และที่สำคัญบางแห่งที่อนุญาตให้ใส่เสื้อผ้าลงไปได้ ก็มักเป็นของโรงแรมเป็นคนดูแลให้เอง ไม่ใช่ของลูกค้าจะนำไปได้ เพราะต้องการป้องกันปัญหาด้านสุขอนามัย

ที่มา – Straits Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/onsen-japan-clothes/

Advertisements

เปิดช่วง #แจ๊คหม่าสอนน้อง เผย 5 ข้อที่คนเป็นผู้ประกอบการต้องรู้ ในสไตล์แจ๊ค หม่า

เชื่อว่าทั้งอ่านและทั้งฟังกันมาไม่น้อยแล้วกับ “เคล็ดลับที่คุณควรรู้สำหรับการทำธุรกิจ” หรือ “10 ข้อของผู้ประกอบการที่ดี” รอบนี้ลองมาอ่านของแจ๊ค หม่า เจ้าพ่อผู้ก่อตั้ง Alibaba กันบ้าง

Photo: flickr.com Asia Society

ด้านล่างนี้คือ 5 ข้อที่เป็นเคล็ดลับในการเป็นผู้ประกอบการของแจ๊ค หม่า

1. ผู้ประกอบการที่ดีต้องมองโลกแง่บวกเสมอ

แจ๊ค หม่า บอกว่า แม้จะได้รับความคิดที่เป็นลบมาอย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่ดีต้องมองโลกในแง่ดีเสมอ

“ผู้ประกอบการที่ดีต้องมองอนาคตในแง่ดี พร้อมทั้งแก้ปัญหาด้วยวิธีที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ถามตัวเองอยู่เสมอว่า คุณจะทำสิ่งเดียวกันกับที่คนอื่นทำให้ดีกว่าได้อย่างไร” 

2. คนรอบตัวเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างได้ : หาทีมที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน

“คุณต้องหาทีมที่อยากทำงานร่วมกันกับคุณ และต้องมีวิสัยทัศน์เดียวกัน หาคนที่มาร่วมงานด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่เป็นเพราะเขาเห็นว่าความฝันของคุณ ภารกิจของคุณ และวิสัยทัศน์ของคุณ มันเป็นไปได้ “

  • คุณไม่จำเป็นต้องหาคนที่เก่งที่สุดในโลก เพราะคนที่ดีที่สุดอยู่ในทีมของคุณอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ คุณต้องสอนทีมของคุณ ทำงานร่วมกับทีมของคุณ แล้วทีมของคุณก็จะสอนคุณเองในท้ายที่สุด

3. ให้รู้ไว้ว่าคุณต้องเสียสละ

แจ๊ค หม่าเตือนว่า เส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย พร้อมทั้งบอกว่า “อย่าคิดว่าคุณจะได้อะไร แต่ให้คิดว่าคุณจะให้อะไร” (Do not think what I will get, You have to ask what I will give)

อย่ามัวมานั่งถามว่า ฉันจะประสบความสำเร็จใน 3 ปี หรือ 10 ปี แต่ให้เตรียมพร้อมสำหรับ 10 ปีไปเลย เพราะถ้าคุณประสบความสำเร็จใน 1 ปี นั่นคือความโชคดี เพราะหลายคนไม่เป็นแบบนั้น

Photo: Alibaba

4. อย่าโฟกัสอะไรที่กำลังฮอตฮิต

ถ้าถามว่าทำไม Alibaba จึงประสบความสำเร็จ?

  • คำตอบของแจ๊ค หม่า คือ “ก็เพราะตอนนั้นอินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย”

แจ๊ค หม่า พูดถึงก้าวย่างก่อนการประสบความสำเร็จไว้ด้วยว่า “ตอนนั้นอีคอมเมิร์ซยังเป็นสิ่งที่ไม่มีคนสนใจ แต่พวกเรามีความเชื่อ เราไม่สนคำที่คนอื่นพูด เพราะเราคิดว่ามันมีอนาคต เราคิดว่ามันช่วยเหลือผู้คนได้ เราจึงเริ่มต้นทำมันขึ้นมา”

“เวลาที่คนอื่นพูดว่า ใช่! ธุรกิจนี้แหละ นั่นหมายความว่ามันไม่ใช่โอกาสสำหรับคุณแล้ว (เพราะเอาง่ายๆ ใครก็มองเห็น) ดังนั้นจงเป็นตัวของตัวเอง ใช้ความคิดของคุณเอง คิดไว้ว่าคุณต้องทำได้ดีกว่านั้น ทำอย่างไรคุณจะแตกต่างจากคนอื่นได้ ทำอย่างไรจะทำให้ธุรกิจคุณอยู่ไปอีก 10 ปี ในขณะที่คนอื่นๆ ได้แค่ปีเดียวเท่านั้น”

5. อย่ารอให้ทุกสิ่งมันเพียบพร้อมไปเสียหมด

“เริ่มทำก่อนไม่พอ ต้องทำให้ไวด้วย” เป็นคำแนะนำของแจ๊ค หม่า เพราะคุณต้องอย่ารอให้ทุกอย่างมันเพียบพร้อมไปเสียหมด โอกาสสร้างได้ แต่ต้องรีบทำ

“อย่ารอให้สภาพแวดล้อมหรือนโยบายมันเพียบพร้อมเสร็จสิ้นไปเสียทุกอย่าง เพราะถ้ามันเป็นแบบนั้น มันก็ไม่ใช่โอกาสสำหรับคุณแล้ว เพราะถ้ารัฐบาลมีแผนรองรับไว้สำหรับทุกอย่างแล้ว คุณควรไปหาอย่างอื่นทำ เพราะว่าไม่มีโอกาสสำหรับคุณในเรื่องนั้นแล้ว”

ที่มา – South China Mornig Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/5-tips-entrepreneurs-jack-ma/

โจทย์ท้าทายสู่การเป็นสังคมไร้เงินสด กรณีศึกษาจากสิงคโปร์ ที่ยังไปไม่ถึง

สิงคโปร์อาจได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความพยายามผลักดันสู่การเป็น Smart City เป็นฮับของ Tech Startup ชื่อดังทั้งหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่สิงคโปร์ยังไม่ได้นำหน้ามากนัก คือการเป็นสังคมเงินสด หรือ Cashless Society โดยเฉพาะเมื่อเทียบประเทศจีน คำถามคือในเมื่อรัฐบาลก็สนับสนุน ประชาชนก็มีความสามารถปรับตัวกับสิ่งใหม่ อะไรทำให้สิงคโปร์ยังไปไม่ถึงจุดดังกล่าว

ตัวเลือกที่หลากหลาย และแต่ละระบบ “ไม่คุยกัน” ทำให้คนสิงคโปร์มีตัวเลือกจ่ายเงินเยอะมากจนสับสน

นักข่าวสิงคโปร์หลายคนได้ตั้งคำถามกับเรื่องนี้ และลองหาคำตอบ ก็ได้หลายมุมมองที่น่าสนใจ ซึ่งเรื่องนี้อาจเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับบ้านเรา ซึ่งมีความพยายามมุ่งสู่Cashless Society เช่นกัน

Rachael Boon จาก Strait Times บอกว่าผลสำรวจล่าสุด คนสิงคโปร์ 90% ยังเลือกใช้เงินสดเป็นช่องทางหลักในการจ่ายเงิน ซึ่งถือเป็นสิ่งท้าทาย Cashless อยู่แล้ว แต่มากกว่านั้นแพลตฟอร์มชำระเงินส่วนมาก ก็มีการชาร์จค่าธรรมเนียมในอัตราที่ร้านรายย่อยมองว่าสูง โดยบัตรเครดิตชาร์จ 3% เป็นมาตรฐาน ส่วน NETS แพลตฟอร์มกลางที่ธนาคารใหญ่ในสิงคโปร์ร่วมกันพัฒนา ก็ชาร์จ 1% ซึ่งสำหรับร้านค้ารายย่อย

ในเรื่องนี้ธนาคารหลายแห่งก็เริ่มโปรโมชันที่ให้ร้านค้าและผู้จ่ายเงิน สามารถทำธุรกรรมได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในช่วงนี้

ส่วน Derrick A Paulo จาก Channel News Asia มองว่า ผู้ให้บริการหลายรายพุ่งเป้าไปที่ศูนย์อาหาร (Hawker) เป็นจุดแรกในการสร้างการรับรู้ Cashless เพราะคนสิงคโปร์ล้วนใช้บริการ และหากทำสำเร็จที่นี่ ที่อื่นก็ไม่ยาก

อย่างไรก็ตามร้านอาหารหลายแห่งยังไม่ค่อยอยากใช้ระบบ Cashless มากนัก ร้านเครื่องดื่มแห่งหนึ่งบอกว่าบนระบบเงินสด เขาสามารถจบการขายได้ใน 30 วินาที แต่หากเป็น Cashless จะต้องเสียเวลาตรวจสอบหน้าจอของสองฝ่าย ซึ่งไม่ดีแน่ๆ โดยเฉพาะเวลาเร่งด่วนที่มีลูกค้าจำนวนมาก

ศูนย์อาหาร (Hawker) กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของสถาบันการเงิน หากต้องการให้ Cashless เกิด

ในสิงคโปร์แพลตฟอร์มจ่ายเงิน Cashless ตอนนี้ก็มาหลายมาตรฐาน เรื่องนี้ยิ่งสร้างความยุ่งยากให้กับทั้งลูกค้าและร้านค้าด้วยเช่นกัน

สุดท้าย The Independent มองว่า หากสิงคโปร์ต้องการโปรโมต Cashless ให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น วิธีการแบบจีน ก็คงต้องถูกนำมาใช้ ซึ่งมีหลายวิธีอาทิ

  • ให้สิทธิพิเศษในการนำเงินในบัญชี ที่ผูกกับ e-payment ไปลงทุนกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ที่ผลตอบแทนดี
  • ให้ส่วนลดกับร้านค้าเมื่อจ่ายด้วย e-payment
  • ให้ผลตอบแทนกับร้านค้า เช่นการคืนเงินเพิ่มเมื่อเป็น e-payment
ร้านข้าวมันไก่ ใน Hawker ที่สิงคโปร์ซึ่งผู้เขียนเจอ ก็รับแค่ Alipay สำหรับนักท่องเที่ยวจีน

บทความนี้สรุปในตอนท้ายว่า แม้ข้อดีของ Cashless จะเป็นความสะดวกสบาย ทั้งสองฝั่ง แต่เหตุผลแค่นี้อาจไม่พอที่จะจูงใจให้คนหันมายอมสะดวกสบาย จึงต้องมีผลตอบแทนเข้ามาช่วยด้วยนั่นเองหากต้องการผลักดันจริงๆ

ที่มา: Strait Times, Channel News Asia และ The Independent

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cashless-society-case-singapore/

จากธุรกิจอาหาร สู่ People Business คือทิศทาง The Pizza Company เพื่อรักษารสชาติที่ถูกปากคนไทย

แม้ก่อตั้งมา 16 ปี แต่ The Pizza Company ก็ขึ้นมาครองใจคนไทยได้ด้วยรสชาติที่ถูกปากได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่ทำเช่นนี้ได้ก็คือ “คน” และบริษัทก็ใส่ใจเรื่องนี้มาก ถึงขนาดบอกว่าตัวเองคือ People Business

ภาพจาก Facebook ของ The Pizza Company

ธุรกิจของเราเดินด้วยคนเกือบทุกขั้นตอน

ถ้ามองกันผิวเผิน The Pizza Company ก็คงเป็นร้านอาหาร Fast Food ที่ขายพิซซ่า คล้ายกับผู้เล่นรายอื่นในตลาด แต่ถ้ามองลงไปลึกๆ แล้วจะเห็นว่า ขั้นตอนในการดำเนินธุรกิจของเชนร้านอาหารรายนี้จะเดินด้วยคนแทบจะทุกขั้นตอน ดังนั้นพิซซ่าแต่ละถาดที่เสิร์ฟให้กับลูกค้า ถ้าคนทำไม่ดี สิ่งที่แบรนด์พยายามสร้างมาก็คงถูกหักล้างทั้งหมด

สุภัทร์ ไพรสานฑ์กุล ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายการตลาด ทั้งในและต่างประเทศของ The Pizza Company ภายใต้บมจ.เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป เล่าให้ฟังว่า คนคือส่วนสำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจของบริษัท เพราะในทุกขั้นตอนของการทำพิซซ่าในแต่ละถาดนั้นใช้คนทำแทบทั้งสิ้น

“ปัจจุบันเรามีพนักงานทั้งกลุ่มกว่า 8,000 คนในระบบ และการทำพิซซ่าแต่ละถาดแทบไม่ได้ใช้เครื่องจักรเลย ดังนั้นการมีคนเก่งๆ และเข้าใจกระบวนการทำพิซซ่าจึงสำคัญมาก เพื่อรับกับ Standard ที่เราวางไว้ให้ จึงไม่เหมือนกับสินค้าอื่นๆ ที่ผลิตจากโรงงานพร้อมกัน และใช้เครื่องจักรเป็นหลัก รวมถึงมองคนเป็นแค่ส่วนประกอบ”

ภาพจาก Facebook ของ The Pizza Company

Treat ทุกคนให้ดี เพื่อเข้าใจลูกค้าทุกคน

ก่อนหน้านี้การสร้างแบรนด์จะเน้นที่เรื่องคุณภาพของสินค้า หลังจากนั้นก็ก้าวมาสู่ข่วง Consumer Centric หรือการวิเคราะห์เพื่อสร้างสินค้าให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย แต่ปัจจุบันมันก้าวมาสู่ช่วง Human Centric หรือการมองลูกค้าเป้นคนมีจิตวิญญาณ พร้อมสร้าง Two Way Communication ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาคนในบริษัทให้ดีก่อน

และมันก็ตรงกับทาง The Pizza Company ทำ เพราะใน 330 สาขาที่อยู่ในประเทศ และต่างประเทศ ผ่านรูปแบบร้านที่หลากหลาย ต่างก็สร้างพนักงานที่มีคุณภาพขึ้นมาภายใต้แนวคิดเดียวกันคือ การช่วยพัฒนาความสามารถด้านต่างๆ, การยกระดับการศึกษาให้ดีขึ้น และการเพิ่มความก้าวหน้าในอาชีพ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือตัวตำแหน่ง “ผู้จัดการสาขา” ที่ปัจจุบันจะคัดเลือกจากคนที่ทำงานกับ The Pizza Company มาตั้งแต่ต้น เพื่อให้ตัวพนักงานรู้สึกเติบโตไปด้วยกันกับบริษัท และจุดนี้ทำให้วัฒนธรรมองค์กรแข็งแกร่ง รวมถึงส่งรสชาติอาหารที่ถูกปากคนไทยได้มากที่สุดเช่นเดิม

สรุป

จริงๆ แล้วคนก็เป็นส่วนสำคัญของทุกธุรกิจ แต่ในธุรกิจร้านอาหารเอง ด้วยการต้องใส่ใจปรุงในทุกๆ รสชาติ ทำให้คนกลายเป็นฟันเฟืองที่จำทำให้ตัวธุรกิจขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดีขึ้น หรือแย่ลง ดังนั้นถ้าอยากให้ธุรกิจดีกว่าเดิม การใส่ใจรายละเอียดในเรื่องคน ก็เป็นอีกเรื่องที่บริษัทเองจะละเลยไปไม่ได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/the-pizza-company-way/

อ่าน 4 เคล็ด(ไม่)ลับความสำเร็จของผู้ประกอบการฝั่งอาเซียน เงิน ตลาด ความสามารถ และเทคโนโลยี

คอนเทนต์สบายๆ วันหยุดสุดสัปดาห์ ชวนไปอ่านเคล็ดลับความสำเร็จ 4 ข้อที่รวบรวมมาจากผู้ประกอบการฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

หนึ่งในการก้าวขึ้นไปเป็นผู้ประกอบการที่ดี หรือไม่ว่าจะทำอะไรสักสิ่งหนึ่ง คือการดูว่าคนที่สำเร็จมาก่อนหน้าเขาทำกันอย่างไร ถ้ามีประสบการณ์ตรงไม่ได้ การอ่านก็คือการช่วยย่นระยะความรู้ประสบการณ์ วันนี้มี 4 เคล็ดลับจากผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรมธุรกิจเผยเคล็ดลับความสำเร็จบางประการ ที่น่าสนใจคือคำตอบของแต่ละคนไปในทิศทางเดียวกัน

1. ใช้เวลาในการนิยามตัวคุณเอง และเข้าใจตลาด

“ตลาดไม่ได้มาหาคุณ” ดังนั้น คุณต้องค้นหาเป้าหมายที่จะทำตลาดให้ชัดเจน แต่ก่อนที่จะหากตลาดให้ชัดเจน ต้องรู้ก่อนว่า “คุณกำลังทำอะไร?” จากนั้นเมื่อรู้แล้ว ก็มุ่งหน้าไปหาพวกเขาเหล่านั้น ส่งสินค้าไปให้ทดลองใช้ ให้พวกเขามีโอกาสได้สัมผัสประสบการณ์จากสินค้าของคุณ แต่สิ่งสำคัญที่จะเข้าใจตลาด เข้าใจลูกค้าได้ ต้องรับฟังเสียง แม้ว่าจะเป็นเสียงที่เล็กที่สุด แต่นั่นเองจะเป็นตัวที่ทำให้คุณคิดค้นนวัตกรรมหรือประยุกต์ความรู้ใหม่ๆ มาทำให้สินค้าหรือบริการดีขึ้น หรืออาจเลือกใช้ RSS feeds ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้การพูดถึงสินค้าและบริการของคุณจะขึ้นมาอยู่ในลำดับต้นๆ ในแวดวงธุรกิจ

2. ลงทุนในความสามารถ

ข้อนี้สำคัญมาก เพราะคือหัวใจหลักของการพัฒนาธุรกิจ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ “อย่าทำคนเดียว” เป็นอันขาด เพราะคุณไม่สามารถรู้ทุกเรื่องได้ ต้องหาทีมที่มีความสามารถ และกล้าลงทุนในความสามารถของคนหรือทีมนั้นๆ ถ้าอยากสร้างความเปลี่ยนแปลง ความเสี่ยงก็คือการกล้าลงทุนในทีมที่คุณไว้ใจได้ และก้าวไปด้วยกัน

3. สำรวจเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ

จำไว้เลยว่า โลกนี้ไม่ได้เปลี่ยนเพราะการเมือง สังคม เศรษฐกิจเท่านั้น “เทคโนโลยี” คือสิ่งสำคัญในทุกยุคทุกสมัย แต่ก็ต้องใช้ให้เป็น เพราะเอาเข้าจริงธุรกิจเล็กๆ จะสู้กับธุรกิจยักษ์ใหญ่ได้นั้น ถ้าไม่มีเทคโนโลยีมาลดช่องว่างลง เราคงไม่ได้เห็น Airbnb หรือ Uber กันอย่างในทุกวันนี้ แต่ประเด็นก็คือ “ใช้เทคโนโลยีให้ถูกที่” หรือเรียกอีกอย่างว่า “เกาให้ถูกที่คัน” อันนี้ไม่ง่ายเพราะต้องอาศัยดุลยพินิจกันสูง แต่ต้องไม่ลืมว่าหมั่นสำรวจเทคโนโลยีใหม่ๆ เสมอ เพื่อเปิดความเป็นไปได้ในธุรกิจ

4. จับตาดูตัวเลข (เงิน) ให้ดี

ทำธุรกิจ ไม่พูดเรื่องการเงินจะได้อย่างไร จำเอาไว้ข้อหนึ่งว่า “จงลงทุนในสิ่งที่คุณพร้อมจะเสีย” ถ้าสักแต่จะทำในสิ่งที่รัก แต่ขาดทุน ก็ขอให้ว่าอย่าทำ เพราะวันหนึ่งก็ต้องเดินออกไปจากวงการธุรกิจ แต่ถ้าหาช่องทางทำกำไรได้ อันนี้ควรทำต่อ เพราะต้องไม่ลืมว่า เงินคือน้ำมันหล่อลื่นสำคัญที่จะทำให้เครื่องยนต์ (บริษัท) ของคุณเดินหน้าต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงคำแนะนำของผู้ประกอบจากฝั่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การนำไปปรับใช้ต้องคำนึงถึงบริบทสังคมและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อีกมา

อ้างอิง – INC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/4-secret-successful-entrepreneur/

อ่านประสบการณ์ Buzzebees-Wongnai กว่าจะมาถึงจุดนี้ ไม่ใช่แค่เงินทุน แต่ต้องอดทน และทำถูกจุด

ต้องยอมรับว่า Startup ยังเป็นกระแสในประเทศไทยอยู่ เพราะเด็กจบใหม่ หรือผู้มีประสบการณ์ทำงานหลายคนก็อยากออกมาทำธุรกิจของตนเอง แต่จะ Start ให้ถูกต้องอย่างไร ลองมาฟังคำแนะนำจากพี่ใหญ่ในวงการ 2 รายนี้

ฐธิดา สงวนสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด (คนกลาง) และ เอกลักษณ์ โกวิริยะวิทยา ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ของ Wongnai (ขวา)

มองกลุ่มลูกค้าที่กว้าง และต้องลงมือทำ

ชื่อ Buzzebees อาจไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่เชื่อว่าผู้ใช้ Smartphone ต้องเคยพบเห็นโดยไม่รู้ตัวกันมาบ้าง เพราะ Buzzebees เป็นเบื้องหลังให้กับ Application จำพวกสิทธิประโยชน์ของลูกค้าต่างๆ กว่า 100 แพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Galaxy Gift ของ Samsung, Tesco Lotus, McDonald’s และริการธนาคารต่างๆ

ณัฐธิดา สงวนสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด เล่าให้ฟังว่า กว่าจะเริ่มต้นธุรกิจนี้ในปี 2555 ได้ ต้องใช้เวลาหาตัวเองอยู่ค่อนข้างนาน เพราะเดิมทีได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยให้กับหน่วยงานราชการมาก่อน แต่ด้วยกระแส Platform as a Service กำลังมา จึงตัดสินใจทิ้งธุรกิจที่มั่นคง และกระโดดมาทำอะไรใหม่ๆ

“ถือว่าค่อนข้างเสี่ยง เพราะตอนที่ทำซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัย ธุรกิจก็เติบโตประมาณหนึ่ง แต่เราเห็นกว่าตัวธุรกิจแบบ Platform ดูแลลูกค้ามันน่าจะเติบโตกว่า ทั้งในแง่จำนวนกลุ่มเป้าหมายที่กว้างมาก จึงตัดสินใจลงมือทำ และมันก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดจริงๆ เพราะถึงตอนนี้ก็มีผู้ใช้งานในระบบกว่า 40 ล้านคน เติบโตเดือนละ 1 ล้าน”

เงินทุนก็สำคัญเพื่อการโตก้าวกระโดด

อย่างไรก็ตามช่วงแรกที่ลงมือทำก็ค่อนข้างประสบอุปสรรคมาก โดยเฉพาะเรื่องเงินทุน เพราะด้วยแนวคิดที่เป็นในทางเทคโนโลยีเกินไป ทำให้การใช้งานค่อนข้างยาก และการจะจ้างโปรแกรมเมอร์ให้อยู่ในทีมก็ยากกว่าเดิม ผ่านการไม่มีเงินทุน แต่เมื่อปรับความคิดใหม่ๆ ก็ทำให้เจอกับ AIS และ Samsung และสามารถเติบโตมาได้ถึงขนาดนี้

“เชื่อว่า End to End แบบที่ Buzzebees ทำคงมีแค่รายเดียวในโลก เพราะทำได้ตั้งแต่หาสินค้า และบริการมาดูแลลูกค้า, ทำคอลเซ็นเตอร์, ส่งสินค้า และรับทำแบบสำรวจผ่านออนไลน์ ประกอบกับการทำ Personalize ที่จ้าง Data Scientist มาด้วย ก็น่าจะทำให้เรา Organic Growth ได้มากกว่าธุรกิจเดิมเช่นกัน”

ด้าน Wongnai เองก็มีการเติบโต และปัญหาอุปสรรคคล้ายๆ กัน โดยหลังจากก่อตั้งมา 7 ปี ด้วยความอยากเป็น Yelp ในประเทศไทย พร้อมก้าวถัดไปด้วยวิสัยทัศน์ Connect People for Good Stuff ซึ่งก็ทำได้จริงๆ เพราะจากร้านอาหาร ก็เป็นเรื่องความสวยความงาม และการทำอาหารแล้ว

Commitment สำคัญคัญถ้าเป็นองค์กรใหญ่

เอกลักษณ์ โกวิริยะวิทยา ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ของ Wongnai เล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกที่ออกมาทำบริษัทของตัวเองก็ค่อนข้างเหนื่อย เพราะทางทีมมองเรื่องการขายโฆษณาตั้งแต่แรก แต่เมื่อตัวบริการมันต้องการข้อมูลที่สร้างจากผู้ใช้บริการเยอะๆ ทำให้ถ้าไม่มีใครใส่ข้อมูลมา ทางทีมก็ต้องทำเอง

“ช่วงแรกเราต้องเดินเก็บข้อมูลร้านอาหารเอง หรือกว่า 200 ร้านค้าภายใน 2 เดือน เพื่อพิสูจน์ว่าบริการเรามีข้อมูลจริงๆ และต้องรอหลังจากนั้นกว่า 2 ปีถึงจะมีการเติบโตแบบ Exponential เพราะเราได้เงินทุนทั้งจากบริษัทญี่ปุ่น และไทย ซึ่งมีเงินมาก็ทำให้เราโตได้เร็วขึ้น แต่มันก็มาพร้อมกับพันธะสัญญาที่กดดันเราไว้”

ทั้งนี้ผู้ร่วมก่อตั้ง Wongnai แนะนำว่า หากอยากเริ่มทำ Startup จริงๆ ต้องคอยถามตัวเองในเรื่องทำถูกต้องหรือไม่ รวมถึงการทดลองกับลูกค้ากลุ่มเล็กๆ ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไร เพื่อขยายตลาดได้อย่างถูกต้อง ที่สำคัญคือ หากมีนักลงทุนเข้ามา การใช้ Commitment เป็นตัวกดดันก็จำเป็น เพื่อสร้างผลประโยชน์แก่ทุกฝ่าย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/startup-buzzebees-wongnai-ways/

ถอดความสำเร็จปตท. จากเบอร์รอง สู่ผู้นำในธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน เพราะแผนการตลาดที่แยบยล

สถานีบริการน้ำมันในไทยนั้นเป็นของแบรนด์ต่างชาติที่เข้ามาทำตลาดราว 100 ปีก่อน และฝั่ง ปตท. ก็เพิ่งตั้งสถานีน้ำมันเมื่อ 40 ปีก่อน แต่ถึงจะมาช้า ธุรกิจปิโตรเลียมแห่งชาติกลับแซงขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง ด้วยแผนการตลาดล้วนๆ

เริ่มสร้างภาพจำด้วยน้ำมันไร้สารตะกั่ว

ในอดีตสถานีบริการน้ำมันเป็นพื้นที่ให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะแวะเข้าไปเติมเชื้อเพลิง เพื่อเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทาง และการคิดแบบนี้เองทำให้ปั๊มน้ำมันยุคก่อนนั้นเชยมาก เช่นไม่ได้จริงจังเรื่องงานบริการ แค่ขายน้ำมันก็กำไรแล้ว ซึ่งตอนนั้นกลุ่มปตท. ก็มองแบบนั้นเช่นกัน โดยให้หาแค่ตัวแทนที่สนใจทำธุรกิจ แล้วก็ส่งน้ำมันไปขายให้

แต่การมองแบบนี้เองก็ทำให้กลุ่มปตท. ที่เริ่มต้นธุรกิจช้ากว่าแบรนด์คู่แข่งต่างชาติรายอื่นๆ ที่อยู่กันมาเป็น 100 ปี เป็นแค่อันดับที่ 5 ของตลาด หรือจะบอกว่าปลายแถวก็ไม่ผิดนัก ทำให้ทางกลุ่มตัดสินใจศึกษาเรื่องแผนการตลาดอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ และนั่นก็นำมาถึงภาพยนตร์โฆษณาของสินค้าน้ำมันไร้สารตะกั่ว

บุรณิน รัตนสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจหล่อลื่น กลุ่มธุรกิจน้ำมัน ของปตท. เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของการเดินเกมการตลาดของบริษัทคือการผลิตน้ำมันไร้สารตะกั่วออกมา เพื่อสร้างความแตกต่างกับคู่แข่ง รวมถีงการน้ำสถานีน้ำมันออกไปตั้งตามต่างจังหวัดมากขึ้น ก็ช่วยให้แบรนด์ปตท. หรือ PTT เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ยั่งยืนด้วยการเป็นมากกว่าสถานีน้ำมัน

“การออกไปต่างจังหวัดช่วยได้มาก เพราะพอที่ห่างไกลเยอะ เราก็เดินกลยุทธ์ป่าล้อมเมืองกลับเข้ามา ซึ่งทั้งสองกลยุทธ์นั้นช่วยให้เราเป็นเบอร์หนึ่งในเรื่องสถานีน้ำมันในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผ่านตอนนี้ที่มีสถานีน้ำมันกว่า 1,500 แห่ง นอกจากนี้ตอนเศรษฐกิจซบเซา แทนที่เราจะทำลดแลกแจกแถม ก็เอางบเหล่านั้นมาพัฒนาสถานีบริการแทน”

บุรณิน รัตนสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจหล่อลื่น กลุ่มธุรกิจน้ำมัน ของปตท. ภาพจาก Facebook ของ PTT PLLI

อย่างไรก็ตามตอนนี้มีผู้ให้บริการสถานีบริการน้ำมันกว่า 42 แบรนด์ทั้งในไทย และต่างชาติ ทำให้การแข่งขันค่อนข้างรุนแรง ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว ทำให้ภาพรวมธุรกิจนี้เติบโตเพียง 2% หรือน้อยกว่าอัตราการเติบโตของ GDP ในประเทศเสียอีก ทำให้ปตท. ต้องไปคิดแผนการตลาดใหม่ๆ เพื่อฝ่าฝันวิกฤตินี้ไปให้ได้

และคำตอบที่ออกมาก็คือการต่อยอดจากการพัฒนาสถานีบริการน้ำมันที่เคยปรับปรุงไปรอบหนึ่ง ผ่านการเติมเต็มความเป็นชุมชน ภายใต้แนวคิด Living Community หรือศูนย์กลางชุมชน ที่รวมตั้งแต่สถานีบริการน้ำมัน, ร้านสะดวกซื้อ, ร้านกาแฟ และพื้นที่สีเขียวเพื่อให้คนระแวกนั้นได้เข้ามาใช้บริการ

ภาพ pixabay.com

จากมองตัวเอง เป็น Consumer Centric

“ก่อนหน้านี้เรามองแค่ตัวเอง จะทำอะไรก็ให้ Engeneer ของบริษัทตัดสินใจ ทำให้มันดูแข็งๆ ในสายตาของผู้บริโภค แต่ตอนนี้เราเปลี่ยน Mindset ใหม่ เป็น Community Centric หรือการมองตัวเองเป็นคนกลาง เพื่อไปติดต่อ Stakeholder อื่นๆ เข้ามาในสถานีบริการน้ำมัน และมอบความสุขให้กับผู้เข้ามาใช้บริการ”

จากแนวคิดนี้เองปตท. จึงมีคู่ค้าที่เป็น SMEs และองค์กรขนาดใหญ่รวมกันกว่า 1,600 ราย และยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรท้องถิ่นต่างๆ นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายภายในสถานีบริการน้ำมันได้เช่นกัน ซึ่งเมื่อทำได้ถึงจุดนั้นจริงๆ ก็เป็นการเปลี่ยนสถานีบริการน้ำมัน เป็นศูนย์กลางชุมชนได้อย่างแท้จริง

ภาพ pixabay.com

ทั้งนี้ยอดขายโดยรวมภายในสถานีบริกาน้ำมันของปตท. เติบโตราว 4% ต่อปี หรือมากกว่าภาพรวมตลาด แสดงให้เห็นถึงการวางแผนที่ถูกต้อง ผ่านการนำสถานีบริการน้ำมันเป็นจุดเชื่อมโยงเรื่องต่างๆ และล่าสุดได้ร่วมมือกับไปรษณีย์ไทย เพื่อเป็นอีกจุดรับส่งสินค้าอีกด้วย

สรุป

จริงๆ ไม่ใช่แค่ Living Community แต่ทางปต. ต้องการก้าวสู่ Pride and Treasure of Thailand แต่นั่นก็อาจยังไม่ใช่เร็วๆ นี้ เพราะการจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ ภายในสถานีบริการน้ำมันต้องเป็นอะไรที่มากกว่านี้อีก อาจมีความ Retail ให้เยอะขึ้น หรือใส่เรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เข้าไป และส่วนตัวเชื่อว่าปตท. ก็น่าจะทำได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ptt-aim-living-community/