คลังเก็บป้ายกำกับ: KNOWLEDGE

รู้จัก Mary Barra ซีอีโอหญิงแกร่งแห่ง GM ผู้ที่อาจมาโค่น Elon Musk แห่ง Tesla

เส้นทางของ Mary Barra ซีอีโอหญิงคนปัจจุบันของบริษัทรถยนต์รายใหญ่ค่าย General Motors จากเด็กฝึกงานในวันนั้น มาสู่ซีอีโอหญิงคนแรกของบริษัทรถยนต์รายใหญ่ในวันนี้ วงการที่ผู้ชายครอบงำมาเป็นเวลานาน แน่นอนว่าเธอมาพร้อมความเปลี่ยนแปลง

Mary Barra (แมรี่ บาร์ร่า)
Mary Barra | Photo: Flickr.com by Fortune Live Media

ซีอีโอหญิงคนแรกของค่าย GM และของประวัติศาสตร์รถยนต์โลก

ถ้าอยู่นอกวงการรถยนต์ ชื่อของ Mary Barra (แมรี่ บาร์ร่า) อาจไม่คุ้นหู และฟังดูไม่น่าสนใจ

แต่ถ้าบอกว่า เธอคือซีอีโอหญิงคนแรกของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง GM (General Motors) และถือเป็นซีอีโอหญิงคนแรกของประวัติศาสตร์บริษัทรถยนต์โลก มากไปกว่านั้น เธอคือบุคคลที่นิตยสาร Fortune จัดอันดับให้เป็น นักธุรกิจหญิงที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกประจำปี 2017 และว่ากันว่าเธอผู้นี้ คือคนที่อาจจะมาโค่น Elon Musk (อีลอน มัสก์) เจ้าพ่อรถยนต์ไฟฟ้าแห่ง Tesla และดาวเด่นแห่งวงการธุรกิจไอทีที่มีสาวกอยู่ทั่วโลก

มาถึงบรรทัดนี้ ถ้าชื่อของเธอเริ่มน่าสนใจ ก็เชิญทำความรู้จักกันต่อได้เลยในบทความนี้

Mary Barra (แมรี่ บาร์ร่า)
Mary Barra | Photo: Flickr.com by SAUD AL-OLAYAN

เปิดเส้นทางของ Mary Barra จาก เด็กฝึกงาน สู่ ซีอีโอ

Mary Barra เกิดวันที่ 24 ธันวาคม ปี 1961 (อายุ 56 ปี) พ่อแม่ของเธอเป็นชาวฟินแลนด์ แต่เธอเกิดในรัฐมิชิแกน ตอนเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา ฐานที่ตั้งของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ที่เธอกำลังจะมาเป็นเด็กฝึกงาน และขึ้นเป็นซีอีโอในภายหลัง

จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่วงการรถยนต์ของเธอ เริ่มต้นจากสมัยที่เธอเรียนจบจากโรงเรียนมัธยม Waterford Mott High School หลังจากนั้นได้เข้าเรียนในสถาบันการศึกษาของ GM ชื่อ General Motors Institute ที่ตอนนี้ได้กลายเป็นมหาวิทยาลัย Kettering University โดยคณะที่เธอจบออกมาคือ คณะวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (หรือบางคนเรียกว่า วิศวกรรมไฟฟ้า) เธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ครั้งหนึ่งว่า สิ่งที่เธอชอบมากที่สุดในชีวิตคือ “คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์”

แต่ความสนใจของเธอไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ เพราะมีที่มาที่ไป ชีวิตของเธอผูกพันกับรถยนต์มาตั้งแต่เกิด พ่อของเธอ Ray Mäkelä ทำงานที่บริษัทรถยนต์ Pontiac ในเครือ GM มานานถึง 39 ปี และเมื่อเธออายุได้ 18 ปี การเรียนที่สถาบันของ GM เธอก็ได้เป็นนักศึกษาฝึกงานของฝ่าย Pontiac (ฝ่ายเดียวกับที่พ่อเธอทำงาน) หลังจากเรียนจบปริญญาตรี เธอได้รับทุนจาก GM ในปี 1988 ให้ไปเรียนต่อในระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เธอใช้เวลา 2 ปีจึงสำเร็จการศึกษาในปี 1990

หลังจากนั้น เธอกลับมาทำงานที่ GM เต็มตัว และเธอก็ไต่ระดับการทำงานมาเรื่อยๆ เริ่มต้นจากทำงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล มาทำฝ่ายวิศวกรรมและฝ่ายปฏิบัติการ ไปจนถึงฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ จัดซื้อ และจัดการชิ้นส่วนการผลิต เรียกได้ว่า เธอลองมาหมดเกือบทุกงานในบริษัทแล้ว เพราะเคยคุมทั้งคน คุมทั้งงบประมาณ คุมทั้งการออกแบบรถยนต์

Mary Barra
Photo: Twitter Mary Barra

ครั้งหนึ่งเธอให้สัมภาษณ์ไว้สมัยที่ดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ ก่อนที่จะขึ้นเป็นซีอีโอว่า “ฉันกำลังทำงานที่ดีที่สุดในบริษัทอยู่ เพราะว่าทุกวันนี้จะได้เห็นรถยนต์คันใหม่ส่งออกไปขายทั่วโลก ฉันกำลังทำหน้าที่ส่งนวัตกรรมไปสู่ชีวิตผู้คน” 

ในปี 2011 ระหว่างที่เธอเป็นรองประธานฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ GM ทั่วโลก เธอสร้างความเปลี่ยนแปลงให้บริษัทด้วยยอดขายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าประทับใจ

หลังจากวิกฤติปี 2009 ที่ GM ประสบปัญหาอย่างหนักจนรัฐบาลต้องเข้ามาช่วยเหลือ หลังจากนั้น 2 ปี เธอมีส่วนช่วยดันยอดขายรถยนต์ของ GM ให้พุ่งสูงขึ้นถึง 9 ล้านคันทั่วโลก แย่งชิงเบอร์ 1 ของตลาดกลับมาได้อีกครั้ง โดยปัจจัยหลักๆ มาจากการร่วมทุนกับบริษัทจีน และนำรถยนต์เข้าไปขายในจีนจนประสบความสำเร็จ

  • ปี 2014 เธอขึ้นเป็นซีอีโอของ GM ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของบริษัท ไม่ใช่แค่ว่าเพราะเธอเป็นผู้หญิง แต่ประเด็นคือ ในรอบ 60 ปีที่ผ่านมาของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่แห่งนี้ ผู้บริหารทุกคนของบริษัทมีพื้นหลังมาจากฝั่งการเงิน (Finance) ทั้งหมด ไม่มีสักคนที่มีพื้นหลังมาจากฝั่งงานวิศวะแม้แต่คนเดียว และแน่นอน-เธอคือคนแรก
  • ภายใต้การนำของเธอ GM ได้เข้าซื้อ Cruise บริษัทสตาร์ทอัพสายเทคโนโลยีที่ทำซอฟต์แวร์รถยนต์ไร้คนขับ ได้มีการทดสอบรถยนต์ไร้คนขับรุ่น Bolts (ภายใต้แบรนด์ Chevrolet ของ GM) อย่างจริงจัง พร้อมทั้งลุยดีลธุรกิจรถยนต์ไร้คนขับกับบริการแอพเรียกรถอย่าง Uber และ Lyft ด้วย (เพราะต่อไปถ้ารถไร้คนขับ 100% ก็ต่อยอดไปเป็นบริการแชร์รถยนต์กันใช้เสียเลย นี่คือหนึ่งในวิสัยทัศน์ของเธอ)
  • ภายใต้การนำของเธอ ในปี 2016 หุ้นของ GM ทั้งปีขึ้นมา 25% ส่วนรายได้เพิ่มขึ้น 9% เป็นปีที่เติบโตที่สุดหลังวิกฤติใหญ่

การก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารหญิงของบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการรถยนต์ที่ถูกผู้ชายครอบงำมานาน ย่อมถูกท้าทายเป็นเรื่องปกติ แต่ด้วยความสามารถ ความเป็นผู้นำ และความโดดเด่นในระดับซุปเปอร์สตาร์ของบริษัท ทำให้ไม่มีข้อกังขาใดๆ Mohammed Torfeh ศาสตราจารย์ที่เคยสอนเธอสมัยปริญญาตรีเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “เธอเป็นคนที่ฉลาดและมีความเป็นผู้นำสูง สมัยเรียนเธอทำหน้าที่นำผู้ชายเป็นกลุ่มๆ เธอมีทั้งความรู้ความสามารถและการสื่อสารที่เป็นเลิศ”

หลังการขึ้นมาเป็นซีอีโอของ GM นักวิเคราะห์หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การที่เธอขึ้นมาเป็นผู้บริหารของ GM ถือเป็นการเปลี่ยนแปลง mindset ครั้งใหญ่ของบริษัท และสิ่งนี้เองจะนำ GM ไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ชัดเจนว่า GM มองเห็น “ของ” ในตัวเธอ โดยเฉพาะการนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่บริษัท ท่ามกลางสมรภูมิที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมรถยนต์ รวมถึงคู่แข่งทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ กลยุทธ์ของ GM จึงเป็นการส่งหัวเรือที่แตกต่างไปจากเดิม

Mary Barra (แมรี่ บาร์ร่า)
Mary Barra | Photo: Shutterstock

ศึกรถยนต์ไฟฟ้า-ไร้คนขับ กับโจทย์ใหญ่ เทคโนโลยี VS การผลิต

คำโปรยที่ว่า “เธอคือผู้ที่อาจมาโค่น Elon Musk แห่ง Tesla” ซีอีโอหนุ่มไฟแรงแห่ง Silicon Valley ลองมาดูกันว่าจะจริงหรือเปล่า?

Tesla

ลองดูที่ Tesla กันก่อน เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2017 Elon Musk ได้ส่งมอบ Tesla Model 3 ที่หลายคนบอกว่านี่คืออนาคตของรถยนต์ไฟฟ้า เพราะราคาเข้าถึงได้ โดยได้ส่งมอบรถรุ่นนี้จำนวน 30 คันให้กับลูกค้าชุดแรก แต่ถ้าย้อนไปก่อนหน้านั้นจะพบว่า เมื่อ Tesla ประกาศให้จองรถยนต์รุ่น Model 3 ในปี 2016 พบว่ามียอดจองถล่มทลายภายใน 3 วันสูงกว่า 250,000 คัน และไปปิดตัวเลขสุทธิที่ประมาณ 455,000 คัน หลังจากนั้นมีข่าวออกมาว่า Tesla ผลิตไม่ทัน เพราะมีปัญหาคอขวดในการผลิต ทำให้ในไตรมาส 3 ปี 2017 ผลิตได้เพียง 260 คันเท่านั้น หรือคิดแบบเฉลี่ยคือผลิตได้เพียงวันละ 3 คันเท่านั้น แต่ Tesla ย้ำว่าจะแก้ปัญหานี้ได้ เพราะทราบถึงสาเหตุแล้ว

Elon Musk อีลอน มัสก์
Elon Musk | Photo: Flickr.com by Peter Tsai

อย่างไรก็ตาม รถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Model S และ Model X ไม่มีปัญหาในการผลิต เพราะราคาสูง ตลาดส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง แต่ปัญหาของ Tesla คือการเผาเงินสดไปกับการออกรถบรรทุกไฟฟ้าและรถสปอร์ต ด้านนักวิเคราะห์มองว่า Tesla กำลังเดินผิดทางอยู่ เพราะธุรกิจรถยนต์ของ Tesla ผูกกับรุ่น Model 3 ไม่ว่าจะในความหมายทางด้านการเงิน หรือประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่ควรเร่งกระจายปริมาณให้เกิดขึ้นจริงในสเกลที่กว้างกว่าที่เป็นอยู่ หรือพูดง่ายๆ คือ Tesla ควรกลับไปจริงจังกับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Model 3 เพื่อขยายไปสู่ตลาดในวงกว้าง

Waymo

อีกหนึ่งบริษัทที่น่าจับตามองในวงการรถยนต์ไฟฟ้า-ไร้คนขับคือ Waymo ที่อยู่ในเครือของ Alphabet บริษัทแม่ของ Google เรื่องเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน เพราะล่าสุดได้นำเอารถยนต์ไร้คนขับของตนเองมาทดสอบวิ่งบนถนนโดยไม่ต้องมีคนนั่งอยู่หลังพวงมาลัย

แต่ปัญหาใหญ่ของบริษัทสายเทคโนโลยีคือ เรื่องการผลิต ในแง่นี้ Waymo อาจดูไม่ต่างจาก Tesla คือเก่งซอฟต์แวร์แต่ไม่เก่งผลิต ทางออกจึงเป็นการร่วมมือกับบริษัทที่มีกำลังการผลิต ลองอ่านบทวิเคราะห์ Waymo กับการดำเนินธุรกิจรถไร้คนขับ

GM

ส่วนทางด้าน GM ภายใต้การนำของ Mary Barra ซีอีโอหญิงแกร่งที่มาพร้อมกับสโลแกนที่ว่า GM จะเป็นบริษัทรถยนต์ที่ทำให้อุบัติเหตุเป็นศูนย์เพื่อรักษาชีวิต มลพิษเป็นศูนย์เพื่อสุขภาวะของทุกคนบนโลก และการจราจรที่ไม่ติดขัดเพื่อทำให้ทุกคนมีเวลาที่ดีเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนทางที่จะไปให้ถึงคือการพัฒนาเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไร้คนขับ และบริการเช่ารถยนต์

ตั้งเป้าหมายไว้แบบนี้ ลำพัง GM มีแต่การผลิตที่แข็งแกร่งก็ช่วยอะไรไม่ได้ ทำให้ในปี 2016 GM เข้าซื้อกิจการของ Cruise Automation สตาร์ทอัพบริษัทผลิตชุดคิทและเซ็นเซอร์ที่ทำให้รถยนต์ธรรมดากลายเป็นรถยนต์ไร้คนขับ และล่าสุดเดือนกันยายนปี 2017 ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศว่าจากการร่วมมือกันครั้งนี้พร้อมที่จะส่งรถยนต์ไร้คนขับลงสู่ตลาดแล้ว

ล่าสุด GM ออกโมเดลรถยนต์ไร้คนขับเลเวลสูงสุด-ไร้พวงมาลัย มาขู่แล้ว

โมเดลรถยนต์ไร้คนขับของ GM level 5 ไร้พวงมาลัย

ต้นปี 2018 GM ปล่อยภาพโมเดลรถยนต์ไร้คนขับเลเวล 5 ออกมา จากภาพจะเห็นได้ว่าไม่มีพวงมาลัย เหมือนนั่งในยานอวกาศ (ที่จริงคือตามรอย Google ที่ทำมาก่อนตั้งแต่ปี 2014 แล้ว) ในขณะที่รถยนต์ไร้คนขับของดาวเด่นอย่าง Tesla สูงสุดยังอยู่ที่เลเวล 2 คือ ยังต้องเป็นรถยนต์ที่กึ่งๆ ระหว่างไร้คนขับกับขับเอง หรือพูดให้เห็นภาพคือ ยังต้องมีพวงมาลัยอยู่นั่นเอง

Business Insider เคยเขียนบทความปรามาสไว้ถึงขนาดที่ว่า GM สามารถเตะ Tesla ออกจากธุรกิจได้เลยในวันพรุ่งนี้ ถ้าต้องการ เพราะด้วยความทะเยอทะยานอันแรงกล้าของ Tesla ที่ส่งรถออกมาหลายแบบ หลายรุ่น หลายชนิด ทั้งรถยนต์ รถบรรทุก รถสปอร์ต รถเอสยูวี แต่ดันมีโรงงานผลิตแค่ที่เดียว ในขณะที่ GM ยักษ์ใหญ่มีโรงงานผลิตอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก

  •  GM ภายใต้การนำของ Mary Barra จึงน่าจับตามองขึ้นทุกวัน เพราะกำลังการผลิตและทรัพยากรไม่ใช่ปัญหา เนื่องจากมีพร้อมอยู่แล้ว ส่วนที่เหลือคือการพัฒนาเทคโนโลยีมาเติมเต็ม ซึ่ง GM ได้ซื้อสตาร์ทอัพรถยนต์ไร้คนขับมาแล้ว

สรุปก็คือ การต่อสู้ของวงการรถยนต์ต่อจากนี้ไป โดยเฉพาะรถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous car) คือการแข่งขันกันระหว่าง บริษัทสายฮาร์ดแวร์ที่ชำนาญการผลิต แต่ไม่เก่งด้านซอฟต์แวร์ กับ บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ แต่ไม่มีปัญญาผลิต

ศึกครั้งนี้ ใครมีศักยภาพปิดช่องโหว่เรื่องฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ได้ก่อน

คนนั้นก็ชนะ

อ้างอิงข้อมูล – FortuneFast Company [1] [2] [3]Business Insider [1] [2]NBCGM [1] [2]BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mary-barra-ceo-of-gm-automobile/

Advertisements

นักลงทุนระดับตำนาน เขียนเตือนคนไอทีใน Silicon Valley ให้ดู “คนจีน” เป็นแบบอย่างในการทำงาน

Mike Moritz นักลงทุนชื่อดังเขียนบทความถึงการทำงานของคนไอทีใน Silicon Valley เปรียบเทียบกับคนไอทีจีน

Michael Moritz | Photo: Flickr by JD Lasica

คนไอที Silicon Valley ในสายตา Mike Moritz

Mike Moritz นักลงทุนชื่อดังระดับโลกจาก Sequoia Capital ผู้ลงทุนคนสำคัญในบริษัทยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีหลายราย เช่น Google, Apple, AirBnB ฯลฯ

ล่าสุด เขาเขียนบทความใน Financial Times โดยพูดถึงวงการใน Silicon Valley ไว้ว่า คนทำงานไอทีในแถบนี้มักจะพร่ำถึงความไม่สมดุลของชีวิตการทำงาน หรืออย่างประเด็นที่ถกเถียงกันล่าสุด อย่างสิทธิ์การลาไปคลอดบุตรหรือเลี้ยงลูก เขาบอกว่าหลายครั้งก็จำเป็น โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่ได้รับสิทธินี้มาเป็นเวลานาน แต่คำถามของเขาคือ คนไอทีใน Silicon Valley ให้ความสำคัญกับส่วนนี้มากเกินไปหรือเปล่า

จนดูเหมือนว่าคนไอทีใน Silicon Valley ส่วนใหญ่ใส่ใจกับเรื่องส่วนตัวมากกว่าประเด็นทางสังคมไปแล้ว

คนไอทีจีนทำงานกันอย่างบ้าระห่ำ

Moritz บอกว่า ในวงการไอทีจีนไม่มีประเด็นหยุมหยิมเหล่านี้เลย เพราะคนไอทีจีนทำงานกันอย่างบ้าระห่ำ

คนระดับผู้บริหารในบริษัทไอทีจีนเข้างานตั้งแต่ 8 โมงเช้า แล้วนั่งทำงานจนถึงไปจนถึง 4 ทุ่ม และส่วนใหญ่ทำงานกันสัปดาห์ละ 6 วัน หรือบางคนโหมงานหนัก ทำงานตลอด 7 วันเลยก็มี ส่วนคนระดับทำงาน เช่น วิศวกรไอทีจะเข้างานกันตอน 10 โมง และทำงานไปจนถึงเที่ยงคืน

ที่สำคัญคือ บริษัทไอทีจีนที่เร่งทำงานกันแบบบ้าระห่ำไม่ใช่บริษัทที่ก่อตั้งใหม่เท่านั้น แต่บริษัทที่มีอายุ 10 – 15 ปี ต่างก็ทำงานกันในลักษณะนี้เป็นเรื่องปกติ ในบทความบอกว่า บริษัทไอทีจีนหลายแห่ง พอตกเย็นก็กินข้าวร่วมกัน หลังจากนั้น คนระดับผู้บริหารก็จะนั่งประชุมกันต่ออีกสัก 2 – 3 รอบ ส่วนใหญ่ก็จะไปจบราวๆ เที่ยงคืน ถือเป็นอันเสร็จสิ้นหนึ่งวันของการทำงาน

Photo: Shutterstock

ที่ทำงานของคนไอทีจีนไม่ติดหรู อยู่ง่าย

Moritz บอกว่า ถ้าเข้าไปในออฟฟิศของบริษัทไอทีจีน จะไม่เจอกับเก้าอี้หรูๆ เพราะในบริษัทจะมีของไม่มาก มีเพียงโต๊ะทำงานกับแล็ปท็อป แม้กระทั่งในห้องของผู้บริหารก็มีขนาดไม่กว้างมาก คือเพียง 7 – 10 ตารางเมตรเท่านั้น คิดแบบเปรียบเทียบคือเล็กกว่าห้องทำงานใน Silicon Valley ประมาณ 2 – 3 เท่า

ส่วนการทำงานนอกสถานที่ ถ้าต้องบินไปทำงานต่างประเทศ คนไอทีจีนจะนั่งเครื่องบินชั้นประหยัด (economy) และส่วนเรื่องห้องพักก็มักจะแชร์กันอยู่เพื่อลดค่าใช้จ่าย

ส่งสารเตือนถึงคนไอทีใน Silicon Valley

Moritz บอกไว้ด้วยว่า ในสายตาของคนไอทีตะวันตก อาจมองว่าวิธีการทำงานของบริษัทไอทีจีนไม่เข้าตา หรือเป็นข้อยกเว้น แต่จากประสบการณ์ของการทำธุรกิจอยากจะบอกว่า โอกาสในการลงทุนกับวงการไอทีจีนแล้วประสบความสำเร็จตอนนี้มีสูงกว่าใน Silicon Valley แล้ว

และขอพูดด้วยความเคารพ ทำธุรกิจในจีนง่ายกว่าทำธุรกิจในแคลิฟอร์เนีย (Silicon Valley) เสียอีก

Moritz ทิ้งท้ายว่า ในขณะที่ บริษัทไอทีตะวันตกกำลังจะล้าหลังไปทุกวัน แต่กลับกัน บริษัทไอทีจีนกำลังขยายธุรกิจออกไปนอกประเทศขึ้นเรื่อยๆ

หรือว่าถึงเวลาแล้ว ที่คนไอทีใน Silicon Valley ต้องเรียนรู้อะไรบางอย่างจากวงการไอทีจีน?

ที่มา – Financial Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/michael-moritz-silicon-valley-china-it/

ไม่ใช่ขาดความสามารถ แต่แค่ขาดแรงจูงใจ! เด็กอเมริกันทำคะแนนสอบดีขึ้น เมื่อได้รับเงิน

ผลวิจัยพบว่า เด็กอเมริกันทำคะแนนสอบได้ดีขึ้น เมื่อจ่ายเงินให้ หากทำข้อสอบถูก และจะหักเงินในกรณีที่ทำข้อสอบผิด สะท้อนว่า เด็กๆ อาจไม่ได้ขาดความสามารถ แต่เพียงแค่ขาดแรงจูงใจที่เหมาะสม

Photo: Shutterstock

“เงิน” คือแรงจูงใจสำคัญ ที่ทำให้เด็กอเมริกัน ทำคะแนนสอบได้ดีขึ้น

มีงานวิจัยที่ไปศึกษาการทำข้อสอบของเด็กโดยเปรียบเทียบใน 2 ประเทศคือ จีนและอเมริกา ผลปรากฏว่า นักเรียนในอเมริกาทำคะแนนสอบได้ดีขึ้น เมื่อง่ายเงินให้พวกเขา

นักวิจัยแบ่งนักเรียนจีนในเซี่ยงไฮ้ และนักเรียนอเมริกัน ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นนักเรียนที่จะได้รับเงิน 25 ดอลลาร์ (ประมาณ 800 บาท) หากตอบคำถามคณิตศาสตร์ 25 ข้อถูกทั้งหมด เงื่อนไขคือหากตอบผิด 1 ข้อ เงินจะถูกหักไปครั้งละ 1 ดอลลาร์ ส่วนอีกกลุ่มทำข้อสอบแบบไม่ได้รับเงิน

ผลวิจัยพบว่า

  •  สำหรับเด็กจีน การจ่ายเงินหรือไม่จ่ายเงินไม่มีผลต่อคะแนนสอบของทั้ง 2 กลุ่ม
  •  แต่ผลที่ได้กับเด็กอเมริกันแตกต่างออกไป เพราะ “เงิน” เป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เด็กอเมริกันทำคะแนนสอบได้ดีขึ้น ผลวิจัยระบุว่า เด็กอเมริกันกลุ่มได้รับเงิน 25 ดอลลาร์ตอบคำถามได้ถูกต้องมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เงิน และทำคะแนนได้ดีกว่าค่ามาตรฐานทั่วไปเสียด้วย
  • งานวิจัยชิ้นนี้ถึงกับวิเคราะห์ไว้ว่า หากในปี 2012 มีการจ่ายเงินให้กับเด็กอเมริกันทำข้อสอบ PISA จะทำให้คะแนนสอบ PISA ของเด็กอเมริกันขยับขึ้นมาจากอันดับที่ 36 เป็นอันดับที่ 19
Photo: Shutterstock

ที่ทำข้อสอบไม่ได้ ไม่ใช่ว่า ไม่มีความสามารถ แต่แค่ขาดแรงจูงใจ

งานวิจัยใหม่ๆ หลายชิ้นเห็นตรงกันว่า เด็กที่ทำข้อสอบได้ไม่ดี ไม่ใช่เพราะขาดความสามารถ แต่เพียงแค่ขาดแรงจูงใจที่เหมาะสม

แต่ทั้งนี้ แรงจูงใจก็มีหลายมิติ เงินเป็นเพียงแค่หนึ่งในแรงจูงใจเท่านั้น เพราะถ้าไปดูประเทศที่ประสบความสำเร็จในด้านการศึกษาอย่างฟินแลนด์ จะพบว่า ปัจจัยสำคัญในการทำคะแนนสอบได้ดีของเด็กฟินแลนด์ คือความเชื่อที่ว่าการทำงานหนัก (Hard Work) จะนำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า หรือเด็กในรัสเซียที่เชื่อว่าความโชคดีกับคอนเน็คชั่นคือปัจจัยหลักในการประสบความสำเร็จ

ข้อมูลเพิ่มเติม : ข้อสอบที่ใช้ในการทดสอบวิจัยและพูดถึงในบทความนี้คือ ข้อสอบของ PISA ที่ใช้ในการทดสอบเด็กอายุ 15 ปีในหมวดการอ่าน หมวดวิทยาศาสตร์ และหมวดคณิตศาสตร์ตามมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก โดยมีกว่า 70 ประเทศที่เข้าร่วมซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

ที่มา – QUARTZ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/american-students-test-money/

ชวนอ่านเหตุผล ทำไมอังกฤษต้องตั้ง รัฐมนตรีขึ้นมาดูแลปัญหา “ความเหงา” ของประชาชน

ข่าวการตั้ง รัฐมนตรีกำกับดูแลปัญหาความเหงาของประชาชน (Minister for loneliness) ของรัฐบาลอังกฤษน่าจะสร้างความรู้สึกหลายอย่างให้กับคนฟังและคนอ่าน มีทั้งที่รู้สึกขบขันและมีทั้งที่รู้สึกจริงจัง แต่เหตุผลจริงๆ คืออะไร Brand Inside รวบรวมมาให้อ่านกันแล้ว

Photo: Shutterstock

เหตุผลที่ 1 : คนเหงา/ความเหงา ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

หนึ่งในเนื้อร้องของเพลงหนุ่มบาว-สาวปาน ที่ว่า “คนเหงาย่อมเข้าใจคนเหงา” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะเหตุผลแรกของการตั้งรัฐมนตรีขึ้นมาดูแลปัญหาความเหงาของประชาชนชาวอังกฤษคือ คนที่ไม่เหงาก็ต้องเข้าใจคนเหงา

นี่คือเรื่องใหญ่ จากงานวิจัยระบุว่า

  • ในอังกฤษมีคนที่รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวกว่า 9 ล้านคน (จากประชากรทั้งหมด 65 ล้านคน)
  • ในจำนวนนี้ประมาณ 200,000 คน เป็นผู้สูงอายุที่ไม่ได้คุยกับเพื่อนและญาติมานานกว่า 1 เดือน
  • คาดการณ์ว่าคนที่อายุมากกว่า 75 ปี ประมาณ 2 ล้านคนในอังกฤษใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ไม่ได้พบผู้คน
  • 85% ของผู้พิการวัยหนุ่มสาว (อายุ 18 – 34 ปี) รู้สึกเดียวดาย

Theresa May นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ กล่าวไว้ในแถลงการณ์ถึงความสำคัญของการตั้งรัฐมนตรีขึ้นมาดูแลปัญหาความเหงาว่า “ความเหงาเปล่าเปลี่ยวเป็นความจริงอันน่าเศร้าของชีวิตยุคใหม่ ฉันต้องการเผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านี้เพื่อแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ ผู้ที่ดูแลคนอื่น ผู้ที่สูญเสียคนรัก หรือผู้ที่ไม่มีใครให้พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด และประสบการณ์”

Photo: Shutterstock

เหตุผลที่ 2 : ความเหงาส่งผลต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

เนื้อร้องจากเพลงเหตุเกิดจากความเหงา ดูจะเหมาะสมกับเหตุผลข้อนี้ เพราะมีงานวิจัยด้านสังคมวิทยาหลายชิ้นระบุตรงกันว่า ความเหงาเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

งานวิจัยของศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา Julianne Holt-Lunstad แห่งมหาวิทยาลัย Brigham Young University ใน Utah เผยว่า งานวิจัยกว่า 148 ชิ้น จากการศึกษาคนกว่า 300,000 คน เห็นตรงกันว่า การมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวันอันควรได้มากถึง 50%

ส่วนงานวิจัยขนาดใหญ่อีก 70 ชิ้น ที่ศึกษาจากคนกว่า 3.4 ล้านคนในสหรัฐอเมริกา ยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย ชี้ชัดว่า ความโดดเดี่ยว ความเปล่าเปลี่ยว และความรู้สึกเหงามีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เทียบเท่าได้กับโรคอ้วนเลยทีเดียว

ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ งานวิจัยของศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาคนนี้ยังระบุด้วยว่า ความเหงาระบาดได้ และที่สำคัญในโลกยุคปัจจุบัน เรากำลังเผชิญหน้ากับการระบาดของความเหงา (loneliness epidemic) กันทั้งโลก

ส่วนหนทางในแก้ไข มีตั้งแต่การร่วมสร้างบรรยากาศของสังคมที่มีการพูดคุย แลกเปลี่ยน ให้กำลังใจกันและกัน ไปจนถึงเรียกร้องให้มีการสร้างพื้นที่สาธารณะดีๆ เพื่อให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย สิ่งเหล่านี้มีส่วนช่วยลดอัตราความเหงาและการระบาดของความเหงาได้ทั้งนั้น

Photo: Shutterstock

เหตุผลที่ 3 : ความเหงาฆ่าคนได้ ง่ายกว่าบุหรี่เสียอีก

ถ้าเคยฟังเพลงถ้าความคิดถึงฆ่าคนได้ของหมอโอ๊ค อาจตอบได้ยาก ว่าความคิดถึงฆ่าคนได้จริงๆ หรือไม่ แต่ไม่เป็นไร เพราะลูกน้ำ อาร์ สยามได้ตอบเอาไว้ในเพลงเหงา…ฆ่าคนได้แล้วว่า “ถ้าคำว่าเหงามันฆ่าคนได้ ฉันคงตายนานแล้ว กรีดดวงใจของฉันเป็นริ้วเป็นแนว ไม่มีใครมาช่วยเยียวยา ก็คงมีแค่น้ำตาชโลมแผลใจ”

เนื้อเพลงข้างต้นดูเหมือนจะเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย เพราะ Mark Robinson ผู้บริหารของ Age UK Barnet ซึ่งเป็นองกรค์การกุศลในอังกฤษ กล่าวว่า “ความเหงาฆ่าคนได้ เพราะมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า ความเหงาอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าการสูบบุหรี่วันละ 15 มวนเสียอีก แต่เราสามารถเอาชนะมันได้ และมันต้องไม่เป็นปัจจัยในชีวิตของผู้สูงอายุ” พร้อมทั้งบอกด้วยว่า “องค์กรของเราพร้อมสนับสนุนสิ่งที่รัฐบาลทำ เพื่อสนับสนุนคนเหงา ทั้งในชุมชนและในระดับประเทศอย่างถึงที่สุด”

อย่างไรก็ตาม Tracey Crouch รัฐมนตรีกระทรวงกีฬาและสังคมพลเรือนคนปัจจุบันจะเป็นผู้รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำกระทรวงความเหงา โดยจะทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการ ภาคธุรกิจ และองค์กรการกุศลในอังกฤษ

อ้างอิง – QUARTZ,QUARTZ 1GOV.UK,BBCTHAI

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/3-reasons-why-british-set-minister-for-loneliness/

รู้จัก Curve ฟินเทคสตาร์ทอัพในอังกฤษ พัฒนาแพลตฟอร์มศูนย์กลางการเงิน รวมบัญชีและบัตรไว้ที่เดียว

Curve ฟินเทคสตาร์ทอัพจากลอนดอน ได้พัฒนาแพลตฟอร์มที่เน้นรวมบัตรธนาคารทั้งหมดไว้ในแอพเดียว เพื่อทำให้ผู้ใช้สามารถจัดการใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น โดยเริ่มให้บริการในรูปแบบเบต้าแล้ว แต่ยังคงจำกัดจำนวนคน คือผู้ใช้ที่สนใจจะต้องรอคิวก่อน Curve สามารถเข้าร่วมใช้งานแบบเบต้าฟรี แต่หากต้องการบัตร Curve เวอร์ชันพรีเมียมจะต้องจ่ายเพิ่มเติมอีก 50 ปอนด์

Curve mastercard ภาพจากเว็บไซต์ http://blog.imaginecurve.com/what-can-you-do-in-1-second/

วันนี้ทีมงาน Brand Inside จะพามารู้จัก Curve และฟีเจอร์คร่าวๆ ของบริการจากสตาร์ทอัพฟินเทคที่น่าสนใจนี้กัน

Shachar Bialick ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Curve กล่าวว่า การเปิดตัวสู่ผู้บริโภคครั้งนี้ถือเป็นหลักไมล์สำคัญของบริษัท ตอนนี้มีผู้เข้าคิวรอแล้วกว่า 5 หมื่นคน และมีผู้ทดลองใช้งานแล้วกว่า 1 แสนคน

Curve ให้บริการแอพที่เป็นศูนย์กลางการควบคุมการเงิน ให้ผู้ใช้ใส่บัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิต/เดบิตเข้ามา เพื่อจัดการข้อมูลเกี่ยวกับการเงินได้ทุกอย่าง จากนั้นก็จะเก็บข้อมูลต่างๆ จากบัญชีเหล่านั้น เหมาะกับผู้ใช้ทั้งบุคคลและธุรกิจขนาดย่อม

การจะรวมแค่บัญชีธนาคารเข้ามาไว้ในแอพอย่างเดียวดูท่าจะไม่เพียงพอและใครๆ ก็ทำได้ Curve จึงมีฟีเจอร์สำคัญคือการใช้บัตรใบเดียว Curve Mastercard ที่รวมเครดิตและเดบิตทั้งหมดเอาไว้ ดังนั้นผู้ใช้เพียงแค่พกบัตรใบเดียว และใช้แอพ Curve ควบคุม ซึ่งมีฟีเจอร์ที่สำคัญดังนี้

  • เลือกได้ว่าเมื่อใช้บัตร Curve แล้วจะให้ตัดเงินบัตรใบไหน ทั้งเครดิตหรือเดบิต โดยสั่งผ่านแอพก่อนจะใช้
  • เป็นบัตรที่รองรับการจ่ายเงินทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น Chip & PIN, แถบแม่เหล็ก, contactless รวมถึงใช้กดเงินจากตู้ ATM ก็ได้
  • สั่งล็อกบัตรได้ด้วยการกดปุ่มในแอพ
  • ค่าใช้จ่ายเมื่อใช้จ่ายต่างสกุลเงินน้อยกว่าธนาคารทั่วไป เนื่องจากคำนวณโดยใช้อัตราแลกเงินตามตลาดบวกค่าธรรมเนียมอีก 1% ทำให้สามารถใช้จ่ายต่างสกุลเงินได้สะดวกยิ่งขึ้น
  • Go Back in Time หากจ่ายผ่านบัตรและตัดเงินไปแล้ว แต่ถ้าบัตรที่ต้องการจะใช้จริงๆ เป็นอีกใบหนึ่ง มีเวลาให้ผู้ใช้เปลี่ยนได้ใน 14 วัน และจำกัดยอดใช้จ่ายไม่เกิน 1,000 ปอนด์
ฟีเจอร์ Go Back in Time ของ Curve ภาพจาก http://blog.imaginecurve.com/go-back-in-time-with-curve/

Curve มีผู้ลงทุนในบริษัทเป็นธนาคาร Santander โดยลงทุนผ่าน Santander Ventures ในการระดมทุน Series A ของบริษัทเมื่อปีที่แล้ว ในครั้งนั้นบริษัทสามารถระดมทุนได้ถึง 10 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้แล้ว Curve จะยังใช้ประโยชน์จาก Open Banking ซึ่งธนาคารจะต้องแชร์ข้อมูลร่วมกันผ่าน API กลางให้แอพเข้าถึงข้อมูลลูกค้าธนาคารได้ ซึ่ง Curve ก็มีแผนในอนาคตเหมือนกัน คือเมื่อเปิดใช้ฟีเจอร์นี้แล้ว Curve จะสามารถติดตามการใช้จ่ายของผู้ใช้ได้ทุกอย่าง ไม่ใช่แค่การใช้จ่ายผ่านบัตรเท่านั้น ซึ่งจะทำให้สามารถเห็นภาพกว้างๆ ของการเงินในชีวิตได้

ในอนาคตนั้น Curve วางแผนไว้ว่าจะนำข้อมูลการใช้จ่ายของผู้ใช้ให้บริการผ่าน Curve Connect ลักษณะเหมือนแอพสโตร์ของบริการด้านการเงิน ไอเดียของ Curve คือต้องการเชื่อมต่อบริการการเงินอันยอดเยี่ยมเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ฟินเทคไปจนถึงธนาคารขนาดใหญ่ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ได้ใช้ประโยชน์จากเงินของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในลักษณะเดียวกับที่บริษัทอื่นอย่าง Starling, Monzo, N26 ได้ทำมาแล้ว

Curve และ Xero ภาพจาก http://blog.imaginecurve.com/curve-xero-release/

สำหรับ Curve Connect ก็มีตัวอย่างที่ให้บริการแล้วใน Curve เช่น Xero บริการเก็บใบเสร็จต่าง ๆ และซิงค์ขึ้นคลาวด์ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถติดตามรายละเอียดการใช้จ่ายของตัวเองได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

Bialick กล่าวว่า แม้การจะเห็นการใช้จ่ายทุกอย่างรวมกันในที่เดียวจะเป็นสิ่งมีประโยชน์มาก แต่ผู้ใช้หลายคนเห็นการติดต่อธุรกิจและยอดเงินคงเหลือก็ทำให้เกิดการตึงเครียด จะไหมเครื่องมือที่ดีกว่านี้ที่จะช่วยควบคุมการเงิน ทำให้ผู้ใช้กังวลเกี่ยวกับการเงินได้น้อยลง

สรุป

Cuve ฟินเทคสตาร์ทอัพที่เน้นการจัดการเรื่องการเงินในชีวิตประจำวันแบบครบวงจร จะช่วยให้ชีวิตสะดวกมากยิ่งขึ้นเพราะสามารถรวบรวมบัญชีธนาคารหลาย ๆ บัญชีเข้ามาไว้ในที่เดียวกันได้ และมีบัตร Mastercard เอาไว้ให้ใช้จ่ายสะดวก และติดตามการใช้จ่ายของผู้ใช้ได้ทุกรูปแบบ ยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นเท่านั้น และในอนาคตเราน่าจะเห็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจออกมามากขึ้น รวมถึงการเปิดแพลตฟอร์มให้เชื่อมต่อกับแอพภายนอก ก็จะทำให้บริการน่าสนใจมากยิ่งขึ้นหากมีแอพภายนอกที่มีประโยชน์ใช้งานมากขึ้น

ที่มา – TechCrunch (1), (2), Curve Blog (1), (2)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/curve-fintech-startup-in-uk-building-money-control-center-platform/

วิธีปั้นคนให้มี Digital Talent ของ dtac

สร้าง Digital Talent ผ่านคอร์สออนไลน์ 40 ชั่วโมง ให้เข้าไปเรียนเอง

ยุคนี้ ไม่ว่าบริษัทไหนต่างก็ต้องการคนที่มีทักษะดิจิทัล เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร แต่การจะได้มา อย่างน้อยมีอยู่ 2 วิธี คือต้องซื้อตัวคนเก่งๆ เข้ามาเพิ่มในบริษัท หรือไม่ก็ปั้นคนที่มีอยู่เดิมให้มีทักษะ

นาฎฤดี อาจหาญวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล ของ dtac บอกว่า “พนักงานในองค์กรคือลูกค้าของฝ่าย HR” เพราะฉะนั้นการจะปั้นพนักงานให้มีทักษะด้านดิจิทัลจึงต้องผ่านการสนับสนุนจาก dtac อย่างเต็มที่

“วันนี้เวลาเราพูดถึงการปรับตัวเข้าสู่ Digital Transformation เรามักพูดถึงแต่ด้านของ Hard Skill เช่น เขียนโค้ด ทำโปรแกรม แต่ในด้านของ Soft Skill เช่น ทักษะในการสร้างประสบการณ์ดิจิทัล การบริหารจัดการองค์กรในยุคดิจิทัล มีการพูดถึงกันน้อย แต่เอาเข้าจริงกำลังขาดแคลนอย่างมาก และในบางแง่มุมอาจจะสำคัญกว่า Hard Skill เสียด้วย”

  • โครงการล่าสุดที่ฝ่าย HR ของ dtac ส่งออกมาคือ โปรแกรม 40-hour Challenge” โดยเป็นคอร์สอบรมเกี่ยวกับดิจิทัลผ่านระบบออนไลน์จำนวน 40 ชั่วโมง เป็นข้อบังคับที่ทุกคนในบริษัทต้องทำเพื่อพัฒนาทักษะเหมือนกันหมด ตั้งแต่ระดับผู้บริหารจนถึงพนักงานในทุกแผนก dtac บอกว่า คิดรวมแล้วชั่วโมงในการเรียนรู้ Digital Talent ของทั้งองค์กรในปี 2018 จะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 100,000 ชั่วโมง

คอร์สเรียนด้วยตนเอง คืออะไร?

คอร์สเรียนด้วยตนเองที่ dtac นำเสนอให้พนักงาน คือคอร์สเรียนออนไลน์ระดับโลกที่จัดทำโดยความร่วมมือระหว่าง Lynda.com Coursera และเทเลนอร์ 

พนักงานของ dtac จะสามารถเข้าไปเรียนรู้คอนเทนต์เพื่อพัฒนา Digital Talent ได้ทุกที่ทุกเวลาบนทุกแพลตฟอร์ม มีทั้งในเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น

  • หลายคอนเทนต์ที่ dtac เข้าไปจับมือร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ด้วยจะมีการแปลภาษาให้ เพื่อความสะดวกในการเรียนรู้ ของพนักงานแต่ละคน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พนักงานจะได้เรียนรู้ทักษะดิจิทัลต่างๆ ผ่านคอร์สออนไลน์เหล่านี้กับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก

คอนเทนต์ดีอย่างเดียวไม่พอ วิธีการต้องดีด้วย

โครงการคอร์สออนไลน์ 40 ชั่วโมงของ dtac ไม่ได้มีดีแค่คอนเทนต์ แต่ “วิธีการ” ในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญด้วยเช่นกัน

นาฎฤดี บอกว่า “เราจะไม่เรียกการพัฒนาทักษะว่าเป็นการฝึกอบรม เพราะการฝึกอบรมเป็นความหมายที่หัวหน้าสั่งให้ไปทำอะไรบางอย่าง หรือถ้าใครได้ยินว่าพนักงานคนนี้ไปฝึกอบรม นั่นแปลว่า เขากำลังมีปัญหา ต้องได้รับการแก้ไข แต่ ณ วันนี้ dtac ทำคอร์สให้พนักงานไปเรียนรู้ด้วยตนเอง หมายความว่า ให้พนักงานเลือกทักษะที่อยากเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่มีใครมาสั่ง ไม่มีใครมาบังคับ ขึ้นอยู่กับความต้องการของพนักงานเอง”

ทักษะที่พนักงานอยากเรียนรู้ ไม่ว่าจะทำงานอยู่ฝ่ายใดบองบริษัทก็สามารถเรียนรู้ได้ และที่สำคัญหากมีทักษะที่โดดเด่น อยากลองสายงานอื่นๆ ในบริษัท การโยกย้ายงานใน dtac เป็นเรื่องที่ทำได้อยู่ตลอดเวลา เพราะ dtac มีอัตราการย้ายหน่วยงานภายในสูงถึง 38% ในแต่ละปี

กระตุ้นพนักงานให้พัฒนาทักษะด้วย dtac coins

ฝ่าย HR เมื่อส่งโครงการนี้ออกมาเพื่อจะพัฒนา Digital Talent ให้กับพนักงานที่อยู่ในองค์กรขนาดใหญ่กว่า 4,000 คนอย่าง dtac ก็รู้อยู่แล้วว่า หากไม่มีแรงจูงใจที่เพียงพอ อาจทำให้ไม่เกิดการนำไปใช้

ฝ่าย HR ของ dtac จึงปิ๊งไอเดียเอาหนึ่งในทีมผู้ชนะจาก โครงการ Flip it Challenge ที่ให้พนักงานเสนอไอเดียในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ นั่นคือ dtac coins ที่ให้พนักงานเปลี่ยนจากบัตรห้อยคอไปสู่แอพพลิเคชั่นบนมือถือ

  • หลักการง่ายๆ ที่นำมาผสมผสานกับโครงการคอร์สเรียนออนไลน์ คือพนักงานที่ไปเข้าคอร์สเพื่อเสิรมทักษะจะได้รับ coins เพื่อนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ อย่างเช่น สามารถแลกสินค้าทั้งหมดที่อยู่ใน Rabbit Rewards  รวมถึงชำระค่าน้ำค่าไฟผ่านแอพพลิเคชั่น ChomCHOB และยังสามารถสะสม coins เพื่อมาอัพเกรด dtac Rewards ตามหมายเลขโทรศัพท์ของพนักงานได้อีกด้วย

ปัญหา อุปสรรค ข้อหนักใจ

ถ้าถามว่าอะไรคือข้อหนักใจที่สุดในการปรับเปลี่ยนองค์กรในยุค Digital Transformation

นาฎฤดี บอกว่า “เอาแค่เฉพาะโครงการ 40 -hour Challenge มีอยู่สองข้อ หนึ่งคือความเชื่อ ถ้าพนักงานเชื่อว่า เขาสามารถเรียนคอร์สออนไลน์ 40 ชั่วโมงได้ มันก็จะเป็นไปได้ เพราะตอนนี้พนักงานของ dtac ทุกคนเข้าใจแล้วว่า การแข่งขันในธุรกิจนี้คือทักษะด้านดิจิทัลที่ต้องปรับให้เท่าทัน หากพนักงานเชื่อว่าทำได้ก็จะทำได้ ส่วนข้อที่สองคือความเคยชิน พนักงานหลายคนอาจจะรู้สึกไม่สบายใจหากต้องเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ แต่เชื่อว่าถ้าเขาได้ลองแล้ว จะติดใจกับคอร์สออนไลน์ เพราะการสอนบนออนไลน์จากผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน เขาเข้าใจจิตวิทยาของผู้เรียนดี เพราะฉะนั้นโครงการนี้จะยากแค่ในช่วงแรกๆ ที่เริ่มเท่านั้น”

เพื่อเป้าหมายแบรนด์ดิจิทัลอันดับหนึ่งในประเทศไทยปี 2020

จากการพูดคุยกับหัวหน้า HR ของ dtac พบว่า ค่อนข้างมั่นใจว่าการปั้นพนักงานให้มี Digital Talent ผ่านคอร์สการเรียนรู้ด้วยตนเอง 40 ชั่วโมงจะประสบความสำเร็จ โดยตั้งเป้าไว้ว่า ในปี 2018 พนักงานทุกคนทั้ง 100% จะต้องได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนคอร์สออนไลน์อย่างถ้วนหน้า ทั้งหมดก็เพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่วางไว้ คือการเป็นแบรนด์ดิจิทัลอันดับหนึ่งของไทยในปี 2020 ผ่านการสร้างคนพันธุ์ใหม่ของ dtac

นาฎฤดี อาจหาญวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และทีมงาน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/how-to-train-digital-talent-dtac/

บทวิเคราะห์ ผู้แพ้-ผู้ชนะ จากศึกล้างไพ่ News Feed บน Facebook

หลังการประกาศของ Mark Zuckerberg อย่างเป็นทางการว่าจะปรับลด News Feed บน Facebook จากบรรดาเพจ แบรนด์ และสื่อต่างๆ เราลองไปวิเคราะห์กันว่า ใครจะเป็นผู้แพ้ และใครจะเป็นผู้ชนะกับกติกาใหม่ครั้งนี้ 

Photo: Shutterstock

เป็นข่าวใหญ่ในวงการสื่อดิจิทัล เมื่อยักษ์ใหญ่ผู้คุมเกมเปลี่ยนกติกา Facebook สั่งลด Reach จากเพจสื่อและแบรนด์ต่างๆ เพื่อให้แสดงโพสต์จากเพื่อนและครอบครัวมากขึ้น เหตุผลหลักคือ ทำให้ผู้คนเชื่อมต่อกันอย่างมีคุณค่ามากขึ้น ถึงจุดนี้หลายคนอาจตั้งคำถามว่า แล้วเพจสื่อที่เป็นข่าวสารหรือเนื้อหาจากแบรนด์ต่างๆ มาลดทอนคุณค่าตรงนี้ได้อย่างไร คำตอบสั้นๆ คือ ข่าวสารทำให้คนทะเลาะกันได้ง่ายขึ้น Facebook จึงมองว่าทำให้ผู้ใช้งานไม่มีความสุข มากกว่านั้น Facebook ยังต้องการกำจัดข่าวปลอมบนแพลตฟอร์ม และรวมถึงอีกหลายเหตุผล อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

บทความ Brand Inside ชิ้นนี้จะพาไปสำรวจและวิเคราะห์กันว่า ในศึกล้างไพ่ News Feed ครั้งนี้

ใครจะเป็นผู้แพ้ และ ใครจะเป็นผู้ชนะ

Photo: Shutterstock
  • แม้หัวจะขึ้นต้นด้วย ใครเป็นผู้แพ้ และใครเป็นผู้ชนะ ซึ่งถือเป็นการเลือกระหว่าง ‘ข่าวดี’ กับ ‘ข่าวร้าย’ แต่ทางเราจะขอเลือกข่าวดีมานำเสนอก่อน ส่วนถ้าใครอยากอ่านข่าวร้ายก่อน ให้เลื่อนลงไปอ่านด้านล่างได้เลย

ผู้ชนะรายที่ 1 : สื่อใหญ่ที่มีหลายแพลตฟอร์ม

ก่อนจะพูดถึงไทย ขอพูดถึงสื่อนอกก่อน เพราะเมื่อวิเคราะห์แล้ว ผลกระทบดูจะต่างกัน

สื่อใหญ่ในตะวันตกหลายแห่งเข้าใจดีถึงสภาพอันจำกัดของการพึ่งพาแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง เพราะฉะนั้นต่อให้ Facebook ลด Reach หรือการเข้าถึง ผลกระทบที่ได้รับก็ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นกำหนดความเป็นความตาย

Meredith Artley หัวหน้ากองบรรณาธิการ CNN ให้สัมภาษณ์ว่า “เราไม่เก็บไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เพราะการเผยแพร่ข่าวสารต้องอยู่บนแพลตฟอร์มที่ควบคุมได้ นั่นเป็นสิ่งเดียวที่เราทำได้ … ตอนนี้วงการสื่อกำลังช็อกกับการที่ Facebook เปลี่ยนกติกา และกระทบธุรกิจเต็มๆ แต่ฉันจะบอกคุณให้ว่า จะไปคาดหวังอะไรกับเขาได้ ก็เขาไม่ได้อยู่ในธุรกิจสื่อ [ตั้งแต่แรกแล้ว]”

  • ชัดเจนว่าสื่อใหญ่อย่าง CNN วางหมาก Facebook ไว้เป็นกลยุทธ์หนึ่งบนสนามการแข่งขัน ไม่ใช่ทั้งกระดาน ผู้ชนะรายแรกจากการลด Reach จึงเป็นสื่อใหญ่ๆ ที่วางหมากเดินเกมไว้อย่างรอบคอบ เช่น การเสิร์ชผ่าน Google หรือลองไปดู Twitter ของ CNN หรือ Rueters และอีกหลายสำนัก

พอมองในไทยบ้าง ค่อนข้างจะแตกต่างจากตะวันตก หากดูเพจข่าวเบอร์ต้นๆ ของไทย (สำนักข่าวหัวสีทั้งหลาย) ต่างก็พึ่งพา Facebook เป็นหลัก ช่องทางอื่นๆ เช่น Twitter ก็มีความพยายามในการทำ แต่คำถามสำคัญคือ สัดส่วนตัวเลขการเข้าถึงผู้อ่านเมื่อเทียบกับ Facebook เป็นอย่างไร และเมื่อเทียบกับการเข้าที่หน้าเว็บไซต์โดยตรงคิดเป็นเท่าไหร่ ถ้าสัดส่วนใน Facebook นำมาสูงลิ่ว นั่นก็ถือเป็นสัญญาณอันตราย

แต่หากจะมีข้อดีจากการล้างไพ่ครั้งนี้บ้าง สิ่งนั้นก็คือ “ชื่อเสียง” ชื่อเสียงของสำนักข่าวในความน่าเชื่อถือ เพราะในจังหวะที่ Facebook ล้างไพ่ครั้งใหญ่ ข่าวสารในสังคมยังคงเกิดขึ้นตลอดเวลา การตรวจสอบข่าวสารจะเกิดขึ้นจากการเข้าหน้าเว็บไซต์ของสำนักข่าวโดยตรง อาจจะถึงเวลาที่ต้องทบทวนถึงฐานผู้อ่านของตัวเองอย่างจริงจังเสียที

ผู้ชนะรายที่ 2 : สื่อขนาดกลาง-เล็ก แต่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น

สื่อขนาดกลาง ขนาดเล็ก อาจไม่ได้มีกำลังพอที่จะขยายแพลตฟอร์มไปอย่างหลากหลายเหมือนสื่อขนาดใหญ่ สิ่งที่ทำได้คือการคงตัวตนและเอกลักษณ์เพื่อรักษาฐานลูกค้าขาประจำไว้อย่างเหนียวแน่น พูดง่ายๆ คือ แม้ข่าวสารหรือคอนเทนต์จะไม่ปรากฏในบนหน้า News Feed ให้เห็น แต่ขาประจำเหล่านั้นจะเข้าสู่เว็บไซต์โดยตรง หรือหาช่องทางอื่นๆ เพื่อเข้าถึงข่าวสารหรือคอนเทนต์ของแบรนด์ เช่น อาจตั้งกลุ่มขึ้นมาโดยเฉพาะ เป็นต้น

เพราะฉะนั้น ต่อให้ Facebook ล้างไพ่ News Feed ใหม่ ปรับลดอัลกอริธึ่มอย่างไร ลูกค้าขาประจำเหล่านี้ก็จะตามไปตราบเท่าที่ยังทำคอนเทนต์โดนใจ แต่ข้อน่ากังวลคือ แม้จะชนะ อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง แต่คำถามที่ตามมาคือ การขยายฐานลูกค้าขาประจำไปสู่กลุ่มอื่น เป็นกลยุทธ์ที่ต้องวางแผนต่อไปด้วยเช่นกัน

ผู้ชนะรายที่ 3 : คอนเทนต์สายบันเทิง-ไลฟ์สไตล์ ยังไปต่อ

การล้างไพ่ครั้งนี้ เหมือน Facebook กำลังส่งสารที่ชัดเจนอย่างหนึ่งว่า ไม่ได้สน “ข่าว” หรือ “สำนักข่าว” อีกต่อไป เพราะดูจะให้คุณค่าไปกับความเทิง เรื่องราวไลฟ์สไตล์ ดารา และคนดังทั้งหลาย

อันที่จริงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไร เพราะ Mark Zuckerberg เข้าใจดีว่า พื้นฐานของแพลตฟอร์มอย่าง Facebook อยู่บนฐานของการทำให้ผู้ใช้งานมีความสุข ไม่ใช่มาชวนทะเลาะกัน และ Facebook ยังมองว่า เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับตัวตน (personality) เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นจึงต้องเน้นให้คนใช้งานบนแพลตฟอร์มอย่างมีความสุขมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในมุมหนึ่งก็ตีความได้ว่า Facebook พยายามทำให้การถกเถียงลดน้อยถอยลงบนแพลตฟอร์ม เพื่อหลีกหนีประเด็นชวนทะเลาะ ทำให้ชุมชน Facebook สงบสุขขึ้น หรือพูดอีกอย่างว่า การล้างไพ่ครั้งนี้จะทำให้ Facebook เป็นการเมืองน้อยลง แต่คำถามคือ การไม่เป็นการเมือง (a-political) ของ Facebook ก็เป็นการเมืองอีกรูปแบบหนึ่งหรือเปล่า?

หรือว่า…นี่คือ “สุขนิยม” ในแบบฉบับของ Facebook?

ผู้ชนะรายที่ 4 : Twitter

ในเมื่อ Facebook ไม่เป็นมิตรกับสำนักข่าว สื่อ เพจ หรือแบรนด์อีกต่อไป แพลตฟอร์มใกล้เคียงที่เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ หนีไม่พ้น Twitter แปลว่า หลังจากนี้เราจะเห็นสำนักข่าว สื่อ เพจ หรือแบรนด์ลงไปเล่นในสนาม Twitter มากขึ้นอย่างแน่นอน ใครที่ทำมาก่อนหน้า ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะอย่างน้อยๆ ก็ได้เริ่มก้าวไปแล้วบ้าง

รู้หรือไม่ว่าสื่อใหญ่อย่าง Bloomberg ลงเล่นใน Twitter มานานแล้วเหมือนกัน และที่น่าสนใจคือ เมื่อ Bloomberg คิดจะ Live Video สำนักนี้ไม่ได้ทำบน Facebook แต่เลือกที่จะทำบน Twitter

Jason Stein ซีอีโอของ Cycle Media ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “Twitter จะกลายเป็นแพลตฟอร์มข่าวและสื่อ” พร้อมกับบอกว่า “ยังไม่ค่อยมีคนลงมาเล่นในพื้นที่นี้เท่าไหร่เลย” 

ตอนนี้อาจจะใช่ แต่ต่อไปคงแข่งขันกันสูงขึ้นอีกใน Twitter

  • ได้เห็นโฉมหน้าผู้ชนะกันไปแล้ว ลองมาดูผู้แพ้กันบ้าง

ผู้แพ้รายที่ 1 : คนทำเพจตัวเล็กตัวน้อย

ข้อนี้แทบไม่ต้องเดา เรียกได้ว่าหลังการประกาศลด Reach อย่างเป็นทางการ เพจเล็กเพจน้อยก็เตรียมดับสูญไปได้เลย

หากไม่มีฐานลูกค้าขาประจำที่เหนียวแน่นจริงๆ ยากมากที่จะเกิดบนแพลตฟอร์ม Facebook และที่หนักไปกว่านั้นคือ หากใครทำเพจชนิดที่หวังให้เกิดและเติบโตจาก Organic Reach คือไม่ซื้อ หรือไม่จ่ายเงินให้กับ Facebook ต้องบอกว่า หากหวังเติบโตในลักษณะนี้จะมีค่าเท่ากับศูนย์

ดังนั้น ทางออกคือ หาฐานที่มั่นใหม่ หรือไม่ก็จ่ายเงินให้กับ Facebook เสียดีๆ

ผู้แพ้อันดับ 2 : เพจ แบรนด์ และสื่อที่ผูกกับ Facebook เกือบ 100%

ข้อนี้น่ากังวล เพราะไม่ใช่แค่เพจตัวเล็กตัวน้อยที่จะได้รับผลกระทบ แต่รวมถึงเพจ แบรนด์ และสื่อตัวใหญ่ๆ ด้วยเช่นกัน

จุดสังเกตว่ากำลังตกอยู่ในสัญญาณอันตรายหรือไม่ ดูได้จากเมื่อโพสต์คอนเทนต์ลงบนเว็บไซต์ของตนเอง (เราจะไม่พูดถึงคนที่ฝากทั้งชีวิตไว้บน Facebook เช่น ให้คอนเทนต์ original อยู่บน Facebook เพราะถ้าเป็นแบบนี้ โดนเต็มๆ อยู่แล้ว) ไม่สามารถสร้าง traffic ใดๆ ได้เลย จนกระทั่งเมื่อนำมาโพสต์บน Facebook ฐานลูกค้าขาประจำและขาจรก็เริ่มหลังไหลมาสร้าง traffic ให้ ถ้าเป็นแบบที่ว่ามานี้ ให้เตรียมตัวรับผลกระทบไว้ได้เลย

ผู้แพ้อันดับ 3 : (ความน่าเชื่อถือของ) Facebook

ข้อนี้น่าสนใจ เพราะแม้การล้างไพ่ News Feed ในครั้งนี้ Mark Zuckerberg จะได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า การตัดสินใจนี้จะส่งผลกระทบระยะสั้น แต่จะเป็นผลดีในระยะยาว 

คำถามคือ จริงหรือ? และคำพูดนี้เชื่อถือได้แค่ไหนกัน

เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Facebook ใช้บรรดาคนทำเพจ ทำแบรนด์ และทำสื่อเป็นหนูทดลอง ย้อนไปก่อนหน้านี้ Facebook บอกว่าต้องการคอนเทนต์ที่มีคนแชร์มากๆ

  • จากนั้นทุกเพจ ทุกแบรนด์ ทุกสื่อก็สร้างคอนเทนต์ชนิดที่ทำให้เกิดการแชร์ในวงกว้าง เนื้อหาฉาบฉวย พาดหัวเรียกแขก หรือที่เรียกกันว่า Click-Bait
  • หลังจากนั้นเมื่อ Facebook บอกว่า อยากได้ Live Video ทุกเพจ ทุกแบรนด์ ทุกสื่อก็วิ่งไปถ่ายทำ Live Video กันหมด
  • ล่าสุด บอกว่าอยากให้ทำ Video ขึ้นบน News Feed ก็อย่างที่เห็น ทุกเพจ ทุกแบรนด์ ทุกสื่อก็ปั้นคอนเทนต์ Video ขึ้นกันหมด
  • แต่มาวันนี้ Facebook กลับบอกว่าจะปรับลดความสำคัญของเพจ แบรนด์ และสื่อ เพื่อให้เห็นโพสต์ของเพื่อนและครอบครัวมากขึ้น

ผู้บริหารของสื่อสำนักหนึ่ง ถึงกับบอกว่า “ฉันไม่คิดว่า Facebook ปฏิบัติต่อผู้คนอย่างดี พวกเขาก็แค่พยายามอธิบายอะไรที่มันดูกำกวม เขาใช้คำว่า ‘อยากให้มีส่วนร่วม’ ในขณะที่พยายามกีดกันสื่อออกไปจากหน้า Feed … พวกเขาก็แค่สร้างภาพ และไม่ต้องการให้คุณได้ดีนั่นแหละ”

ความจริงก็คือ ในระยะยาว ความน่าเชื่อถือของ Facebook ต่อคนทำคอนเทนต์ทั้งหลายก็จะเสื่อมถอยลงไป

อ้างอิงข้อมูล – Digiday 1, Digiday 2,  The New York Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/winners-and-losers-on-news-feed-change/