คลังเก็บป้ายกำกับ: KNOWLEDGE

อยากเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง? ต้องอย่าลืม 4 หัวใจสำคัญในการเป็น Entrepreneur

ในการเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือ Entrepreneur นั้นนอกจากต้องกล้าได้กล้าเสีย, ยอมรับเรื่องผิดพลาด และมีความรักธุรกิจของตัวเองแล้ว การเรียนรู้ 4 หัวใจหลักของการทำธุรกิจของตนเองก็จำเป็นเช่นกัน

ภาพ pixabay.com

1.ธุรกิจจะสร้าง และบริหารจัดการเงินอย่างไร

หลายคนสร้างธุรกิจขึ้นมา โดยไม่รู้ว่าตัวธุรกิจจะสร้าง และบริหารจัดการเงินอย่างไร ทำให้ความยั่งยืนของธุรกิจนั้นหมดลงไปทันที ตัวอย่างที่ดีคงไม่พ้น Startup ที่สร้างธุรกิจขึ้นมา แต่ไม่รู้ว่าจะ Rise Fund ที่ไหน และถ้าผิดพลาดตั้งแต่จุดนี้ โอกาสที่จะเดินไปข้างหน้าก็ยากกว่าเดิม ดังนั้นการสร้างธุรกิจควรเรียนรู้เรื่องการเงินไว้ด้วย เพราะเกือบทุกคนที่เป็น Entrepreneur ไม่ได้เรียนรู้เรื่องนี้มาก่อน

2.จะเป็นผู้นำ และสร้างทีมคุณภาพอย่างไร

ทุกเวลาในการทำธุรกิจนั้นสำคัญทั้งหมด โดยเฉพาะช่วงเวลาที่แบ่งมาเพื่อบริหารทีมงาน และฝืนตัวเองขึ้นมาเป็นผู้นำที่มีคุณภาพ เพราะหากต้องการทำให้ธุรกิจเติบโต การมีทีมที่ดีก็สำคัญไม่แพ้กับเรื่องเงิน ตัวอย่างเช่นหากเริ่มต้นธุรกิจด้วยตนเอง แต่ไม่ยอมแจกจ่ายงานให้คนอื่น นั้นกับต้องเหนื่อยมาก และเสียเวลาโดยใช่เหตุ ซึ่งกว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ ความเชื่อใจ และภาวะผู้นำก็คือหนึ่งในนั้น

3.ไม่จำเป็นต้องไปยึดติดกับวัฒนธรรมเก่าๆ

การไปยึดติดกับเรื่องเวลาเข้างาน, ช่วงเวลาเลิกงาน และจะหยุดกี่ครั้งต่อปี เหมือนกับวัฒนธรรมการทำงานเก่าๆ เพราะนั้นจะนำมาซึ่งกรอบในการเติบโตของธุรกิจ แต่ถ้าอยากเติบโตธุรกิจในยุคนี้ การมองข้ามเรื่องพวกนี้ไปก็เป็นไปได้ ก็น่าจะสร้างโอกาสเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะกับ Startup ที่ต้องการเวลาที่ Flexible ในการทำงาน รวมถึงเรื่องสถานที่ทำงานในปัจจุบันก็ไม่ได้จำเป็นมาก เนื่องจากทุกคนมีอินเทอร์เน็ต และการทำงานที่บ้านก็พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ

4.อย่าลืมให้ความตั้งใจกับสิ่งที่ทำอยู่

ความตั้งใจ มันต่างจากความชอบ เพราะถ้าชอบก็ทำธุรกิจไปตามความชอบ ที่อาจไม่รู้ว่าทำไปทำไม แต่ถ้าตั้งใจ การหาข้อมูลเพิ่มเติม การใส่ใจกับรายละเอียดที่นอกเหนือจากตัวธุรกิจก็จะเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะการมองความเป็นจริงของตลาดในขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร และทำธุรกิจนี้ไปทำไม แต่ถ้าเริ่มจากความชอบ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นตั้งใจก็ได้ เนื่องจากข้อมูลบนโลกนี้ยังมีอีกมาก ให้ประยุกต์ใช้กับตัวธุรกิจ และสามารถสร้างให้ธุรกิจนั้นเติบโตอย่างยั่งยืน

อ้างอิง // Inc.

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/4-ways-to-entrepreneur/

Advertisements

Corporate Venture Capital นั้นสำคัญอย่างไรต่อ startup

ปีนี้เกิด Corporate Venture Capital หรือ CVC ขึ้นอย่างต่อเนื่องในบ้านเรา สะท้อนให้เห็นพัฒนาการของวงการ startup ที่เริ่มต้นจากการมีกลุ่มผู้บุกเบิกแจ้งเกิดในไทย ต่างประเทศเริ่มให้ความสนใจ มี Venture Capital หรือ VC ที่เป็นกองทุนจากต่างประเทศเข้ามาช้อปปิ้งไป

และสุดท้ายองค์กรใหญ่ในแต่ละอุตสาหกรรมก็เริ่มรู้ตัวว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง การ Disruption กำลังเกิดขึ้นในทุกอุตสาหกรรม และในอีกทางหนึ่ง startup เองก็เริ่มเห็นแล้วว่าต่อให้ไอเดียเจ๋งแค่ไหน แต่ถ้าเข้าไม่ถึงตลาด ค้นหาลูกค้าไม่เจอ ก็ไม่สามารถแจ้งเกิดได้โดยง่าย

ทำให้ปีนี้ CVC จากหลากหลายอุตสาหกรรมจึงเกิดขึ้นและถูกกล่าวถึงบ่อยขึ้น และนี่คือ 4 CVC จาก 4 อุตสาหกรรมที่น่าจับตามอง ได้แก่ InVent, Beacon Venture, PTT และ SIRI Venture จะมาพูดถึงความเคลื่อนไหวและแนวทางในแต่ละอุตสาหกรรม

Beacon จับกลุ่ม FinTech ลงทุน พัฒนาบริการเพื่อ KBank

สำหรับ Beacon Venture กล่าวได้ว่าเป็น CVC ที่เกิดขึ้นมาล่าสุด เตรียมงบลงทุน 1,000 ล้านบาท ปิดดีลกับ FlowAccount สตาร์ทอัพด้านบัญชีสำหรับ SME ได้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว รวมถึงร่วมลงทุนใน Dymon Asia กองทุนด้านสตาร์ทอัพระดับเอเชีย เพื่อเข้าถึงข้อมูล FinTech ให้มากขึ้น

แม้จะเป็นน้องใหม่แต่คนกุมบังเหียนคือ ธนพงษ์ ณ ระนอง พี่ใหญ่ของวงการที่มากด้วยประสบการณ์ และรู้ว่า การ Disrupt ในวงการการเงินการธนาคารรุนแรงมากทั่วโลก การจะทำให้ธนาคารมีธุรกิจที่ยั่งยืน ต้องกระโดดเข้ามาร่วมด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เป้าหมายคือ ลงทุนและพัฒนาบริการใหม่ๆ ให้กับ KBank เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการทุกคน จากเดิมการจะพัฒนาบริการใหม่สักอย่างให้เกิดขึ้น ธนาคารต้องใช้กำลังคนไอทีอย่างน้อย 2-3 คน กับงบ 30 ล้านบาท ในเวลาอย่างน้อย 6 เดือน แต่สำหรับสตาร์ทอัพ อาจใช้ไม่ถึงครึ่ง

PTT ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ไม่นิ่งนอนใจ

ทั่วโลกธุรกิจพลังงานเคยติดอยู่อันดับต้นๆ ของธุรกิจที่มีมูลค่าสูงในตลาดหุ้น (ไทยก็ยังเป็นเช่นนั้น) แต่ถ้าดูในต่างประเทศ ต้องยอมรับว่ากำลังลดระดับลง สำหรับที่ PTT เองก็รู้และเข้าใจเรื่องนี้ดี จึงมีส่วนงานที่เรียกว่า Innovation Lab มาศึกษาธุรกิจใหม่ในการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมประสิทธิภาพ และปัจจุบันได้ผนวกหน้าที่ด้าน CVC เข้ามาด้วย

แม้จะยังเป็นหน่วยงานภายในองค์กร ยังไม่ได้ตั้งเป็นบริษัทแยกอย่างชัดเจน แต่ก็มีงบลงทุน 45 ล้านดอลลาร์ต่อปี เน้นในธุรกิจด้าน EnergyTech, Science and Software รวมถึง Smart Grid, alternative Fuel และลงทุนในกองทุนต่างๆ เพื่อเรียนรู้

ต้องยอมรับว่า PTT ยังขยับตัวไม่เร็วนักเมื่อเทียบกับทั่วโลก เพราะธุรกิจหลักของ PTT คือธุรกิจพลังงานจาก fossil คือ น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเชื่อว่าการ Disrupt ทำได้ไม่ง่ายและยังมีเวลา แต่วันนี้ PTT ได้เริ่มต้นแล้ว

SIRI Venture เริ่มจากตั้งคำถาม แล้วหาคำตอบที่เป็นไปได้

ด้าน SIRI Venture จากอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์การร่วมทุนของ แสนสิริ และ SCB เน้นด้าน PropTech นำเทคโนโลยีมาใช้ตั้งแต่การออกแบบก่อสร้างจนถึงเรื่องไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย ซึ่งต้องบอกว่า อสังหาริมทรัพย์ เป็นธุรกิจรุ่นเดิมๆ เน้นการลงทุนและสร้างที่อยู่อาศัยเป็นหลัก

ดังนั้นการลงทุนด้านเทคโนโลยี จึงเน้นเพื่อลดค่าใช้จ่ายและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้อยู่อาศัย ดังนั้น นวัตกรรม จึงเป็นสิ่งสำคัญ

การเริ่มต้นจึงเริ่มจากการตั้งคำถาม เช่น ถ้าไม่ต้องเป็นเจ้าของบ้านจะเกิดอะไรขึ้น? เหมือนไม่เป็นเจ้าของรถแต่ก็เดินทางได้ จากนั้นก็เริ่มหาคำตอบ

InVent เน้นความช่วยเหลือใน 4 ด้านที่สตาร์ทอัพต้องการ

สำหรับ InVent ที่มีประสบการณ์มากที่สุด ได้แนะนำว่า CVC คือสิ่งที่สตาร์ทอัพต้องการ และจะให้ความช่วยเหลือ 4 ด้านสำคัญสำหรับ สตาร์ทอัพในแต่ละระดับ

  1. เงิน แน่นอนว่า เงิน คือพลังในการขับเคลื่อนธุรกิจ การเริ่มต้นต้องมีเงินเป็นองค์ประกอบสำคัญ
  2. ทรัพยากร CVC เป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีทรัพยากรหรือ resource เป็นจำนวนมากที่จะช่วยสตาร์ทอัพได้
  3. เครือข่าย ทั้งลูกค้าและพันธมิตร เพื่อเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพได้เข้าถึงตลาด หรือการมี CVC เป็นแบ็คอัพก็ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าได้ไวขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรอื่นๆ ในอนาคต
  4. ความเชี่ยวชาญ ทั้งด้านกฎหมาย ภาษี และการขยายธุรกิจ เป็นสิ่งที่สตาร์ทอัพต้องการ

บทสรุป CVC สำคัญอย่างไรต่อ startup

CVC ทั้ง 4 ได้สรุปใจความสำคัญระหว่าง CVC และ startup ได้ว่า

  1. องค์กรที่จะจัดตั้ง CVC ต้องเข้าใจความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น เพราะ startup จะมาพร้อมกับไอเดียที่เป็นเรื่องใหม่ ไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้นจึงไม่มีการยืนยันว่าจะสำเร็จหรือไม่
  2. การจัดตั้ง CVC จะทำให้องค์กรต้อง refresh ตัวเองใหม่ ปรับแนวคิดทัศนคิตของคนในองค์กรให้ทันการแข่งขันธุรกิจยุคใหม่ ให้ทันกับโลกใบใหม่ ซึ่งต้องมาสัมผัสจริงถึงจะรู้
  3. การทำหน้าที่ CVC ที่ดีคือ การเข้าไปตรวจสอบและบริหารความเสี่ยงให้กับ startup โดยการสร้าง Corporate Framework ไม่ใช่การ Control
  4. ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพบกันของ CVC และ startup คือช่วงเวลาทำความรู้จักกัน โดยไม่มีเรื่อง raise fund เข้ามาเกี่ยวข้อง
  5. สำหรับ startup รู้หรือไม่ งานทุกด้านต้องการ startup ที่นำเสนอแนวคิดใหม่ ไม่ใช่เพราะ front end แต่รวมถึง back end ซึ่งปัจจุบันมีน้อยมาก เช่น HRTech เป็นต้น
  6. startup ที่มีไอเดียดีๆ อย่ารอช้า รีบเข้ามาคุยกับ CVC ที่ตรงกับธุรกิจ รู้ไว้เลยว่า มีเรื่องต้องปรับเยอะมาก ตั้งแต่กระบวนการทำงาน จนถึงตัวบริการที่ต้องปรับให้เข้ากับตลาด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/corporate-venture-capital-in-thailand/

สื่อสัตย์-ใกล้ชิด คือสองสิ่งที่จะเอาชนะใจพนักงานที่ไม่ Happy กับองค์กร

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำงานเป็นทีม คือเรื่องจำเป็นของการเดินหน้าธุรกิจ แต่จะทำอย่างนี้ได้ก็ต้องก้าวข้ามปัญหาเรื่องความไม่พึงพอใจ หรือ Unhappy ของบางคนในทีมก่อน ซึ่งจริงๆ แล้วก็แก้ปัญหานี้ก็ไม่ได้ยากอะไร เพียงแต่ต้องเข้าใจคนในทีมอย่างถ่องแท้

การสื่อสารที่สื่อสัตย์ และตรงไปตรงมา

เมื่อถึงเวลาที่รับบทบาทเป็นหัวหน้า หรือเจ้าของกิจการ การบริหารคนนั้นอีกเป็นอีกเรื่องที่ค่อนข้างท้าทาย และยากมากที่จะรู้ว่าใครซักคนในทีมเริ่มไม่มีความสุข เพราะจริงๆ แล้วความสุขของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ดังนั้นเพื่อให้รู้ว่าแต่ละคนคิดอย่างไร ก็นัดคุย หรือการซักถามอย่างตรงไปตรงมา และเป็นห่วงเป็นใยน่าจะรับรู้เรื่องดังกล่าวได้ดีที่สุด

ตัวอย่างง่ายๆ คือ หากทีมงาน หรือลูกน้องในทีมเริ่มมีปัญหาในเรื่องยอดขาย การเข้าไปพูดคุยด้วยท่าทีห่วงใย แต่อุดมไปด้วยความสื่อสัตย์ และให้ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ ก็น่าจะช่วยได้ นอกจากนี้เรื่อง Stay Interview ก็น่าจะเป็นอีกวิธีในการเดินหน้ารักษาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพอยู่ตลอดได้เช่นกัน

ภาพ pixabay.com

มีส่วนร่วมกับทีมอย่างต่อเนื่อง และจริงใจ

ขณะเดียวกันอีกเรื่องคือการเข้าถึงทีมงาน หรือลูกน้องอย่างจริงใจ และทำเป็นประจำ ก็เป็นอีกทางออก รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมื้ออาหารฟรี หรือการให้รางวัลแก่พนักงานที่ตั้งใจ ก็ช่วยลดอัตราความไม่พึงพอใจในการทำงานได้ไม่มากก็น้อย

อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมก็เป็นอีกทางออกในการลดอัตราความไม่พึงพอใจได้เช่นกัน แต่ทุกกิจกรรมต้องอุดมไปด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ให้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว เพราะนั้นเป็นเหมือนหัวหน้า หรือเจ้าของบริษัททำการแก้ปัญหานี้เพียงชั่วคราว ดังนั้นถ้าจะทำ ต้องทำให้เป็นประจำ เพื่อการเติบโตของธุรกิจอย่างยื่งยืน

อ้างอิง // Inc.

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/constant-engagement-end-of-unhappy/

ซื่อสัตย์-ใกล้ชิด คือสองสิ่งที่จะเอาชนะใจพนักงานที่ไม่ Happy กับองค์กร

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทำงานเป็นทีม คือเรื่องจำเป็นของการเดินหน้าธุรกิจ แต่จะทำอย่างนี้ได้ก็ต้องก้าวข้ามปัญหาเรื่องความไม่พึงพอใจ หรือ Unhappy ของบางคนในทีมก่อน ซึ่งจริงๆ แล้วก็แก้ปัญหานี้ก็ไม่ได้ยากอะไร เพียงแต่ต้องเข้าใจคนในทีมอย่างถ่องแท้

การสื่อสารที่ซื่อสัตย์ และตรงไปตรงมา

เมื่อถึงเวลาที่รับบทบาทเป็นหัวหน้า หรือเจ้าของกิจการ การบริหารคนนั้นอีกเป็นอีกเรื่องที่ค่อนข้างท้าทาย และยากมากที่จะรู้ว่าใครซักคนในทีมเริ่มไม่มีความสุข เพราะจริงๆ แล้วความสุขของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ดังนั้นเพื่อให้รู้ว่าแต่ละคนคิดอย่างไร ก็นัดคุย หรือการซักถามอย่างตรงไปตรงมา และเป็นห่วงเป็นใยน่าจะรับรู้เรื่องดังกล่าวได้ดีที่สุด

ตัวอย่างง่ายๆ คือ หากทีมงาน หรือลูกน้องในทีมเริ่มมีปัญหาในเรื่องยอดขาย การเข้าไปพูดคุยด้วยท่าทีห่วงใย แต่อุดมไปด้วยความซื่อสัตย์ และให้ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ ก็น่าจะช่วยได้ นอกจากนี้เรื่อง Stay Interview ก็น่าจะเป็นอีกวิธีในการเดินหน้ารักษาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพอยู่ตลอดได้เช่นกัน

ภาพ pixabay.com

มีส่วนร่วมกับทีมอย่างต่อเนื่อง และจริงใจ

ขณะเดียวกันอีกเรื่องคือการเข้าถึงทีมงาน หรือลูกน้องอย่างจริงใจ และทำเป็นประจำ ก็เป็นอีกทางออก รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมื้ออาหารฟรี หรือการให้รางวัลแก่พนักงานที่ตั้งใจ ก็ช่วยลดอัตราความไม่พึงพอใจในการทำงานได้ไม่มากก็น้อย

อย่างไรก็ตาม การจัดกิจกรรมก็เป็นอีกทางออกในการลดอัตราความไม่พึงพอใจได้เช่นกัน แต่ทุกกิจกรรมต้องอุดมไปด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ให้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว เพราะนั้นเป็นเหมือนหัวหน้า หรือเจ้าของบริษัททำการแก้ปัญหานี้เพียงชั่วคราว ดังนั้นถ้าจะทำ ต้องทำให้เป็นประจำ เพื่อการเติบโตของธุรกิจอย่างยื่งยืน

อ้างอิง // Inc.

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/honest-engagement-end-unhappy/

ภาระกองทุนประกันสังคม ต้องลงทุนอย่างไร จึงจะมีเงินมาจ่ายบำนาญให้สมาชิกตอนเกษียณ

ช่วงนี้มีข่าว องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เสนอแนวทางปรับปรุงระบบประกันสังคมโดยให้เลื่อนอายุการรับบำนาญออกไปจาก 55 ปี เป็น 60 ปี และยังมีมาตรการอื่นๆ รวม 5 มาตรการ เช่น กำหนดเพิ่มอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้น (ปรับฐานค่าจ้าง และ อัตราสมทบ) ทำให้หลายคนรู้สึกไม่ดีที่จะต้องเลื่อนอายุการรับบำนาญออกไป และอาจต้องเพิ่มเงินสมทบ

วันนี้เรามาลองดูกันว่า ในปัจจุบันประกันสังคมต้องจัดการกับเงินก้อนนี้อย่างไร

ทบทวนเงินสมทบที่จ่ายให้กับประกันสังคม

เงินที่จ่ายสมทบให้ประกันสังคมในปัจจุบันอยู่ที่ 5% ของฐานรายได้ 1,650-15,000 บาท หรือ จ่ายเงินสมทบสูงสุดที่ 750 บาทต่อเดือนนั้น เป็นการจ่ายเงินสมทบเพื่อผลประโยชน์ทดแทน 7 กรณีดังนี้

จะเห็นได้ว่า เงินที่จ่ายสมทบไป 750 บาทต่อเดือน ไปอยู่ในหมวด สงเคราะห์บุตร และชราภาพ 450 บาทเท่านั้น

ผลประโยชน์การรับเงินชราภาพในปัจจุบัน

ผลประโยชน์การรับเงินบำนาญชราภาพจากประกันสังคมในปัจจุบันจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ประกันตนได้ทำการส่งเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 180 เดือน หรือ 15 ปี โดยจะได้รับบำนาญเป็นรายเดือนเท่ากับ 20% ของฐานรายได้ในการคำนวณเงินสมทบ และหากจ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน จะได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นอีก 1.5% ในทุก ๆ 12 เดือนที่สมทบเพิ่มขึ้น ซึ่งสูตรในการคำนวณเงินบำนาญ คือ

สมมุติ พนักงานคนหนึ่งเริ่มต้นส่งเงินสมทบเมื่ออายุ 22 ปี เงินเดือนเริ่มต้น 15,000 บาท และเกษียณสิ้นสุดการเป็นสมาชิกประกันสังคมเมื่ออายุ 55 ปี เงินบำนาญจากประกันสังคมที่พนักงานท่านนี้จะได้รับเท่ากับ

ประกันสังคมต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทนเท่าไรเพื่อจะนำเงินมาจ่ายผู้ประกันตน

ในการคำนวณเพื่อหาผลตอบแทนเกี่ยวกับการจ่ายเงินบำนาญชราภาพ นอกจากเงินสมทบที่เราจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อประโยชน์ทดแทน 450 บาท แล้ว ยังมีเงินมาจาก 2 ส่วน คือ จากนายจ้าง 450 บาท และรัฐสนับสนุน 150 บาท รวมเป็น 1,050 บาท

คำนวณหาผลตอบแทนที่ต้องการ

สมมุติว่า พนักงานท่านนี้มีอายุขัย 85 ปี แสดงว่า กองทุนประกันสังคมต้องจ่ายเงินเดือนละ 7,050 บาท กินระยะเวลา 30 ปี (ตั้งแต่อายุ 55-85 ปี) หรือทั้งหมด 360 เดือน แต่พนักงานท่านนี้จ่ายเงินสมทบรวมกันทั้งหมด เดือนละ 1,050 บาท เป็นเวลา 396 เดือน ด้วยสมมุติฐานว่า อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนก่อนและหลังการรับเงินบำนาญเท่ากัน เราจะสามารถคำนวณหาอัตราผลตอบแทนที่ต้องการจากการลงทุนซึ่งขึ้นอยู่กับอายุเริ่มต้น และอายุขัยดังนี้

จากตารางจะเห็นได้ว่า หากประกันสังคมต้องสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ในระดับ 5% – 6.5% ต่อเนื่องทุกปีเป็นระยะเวลามากกว่า 50 ปี ซึ่งถือว่าเป็นงานที่ไม่ง่ายเลยแต่ถ้าลองเลื่อนอายุรับเงินบำนาญออกไปเป็น 60 ปีจะเห็นได้ว่า อัตราผลตอบแทนที่ต้องการลดลงประมาณ 1% ต่อปี ซึ่งถือว่ามีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานกว่า 50 ปีดังตาราง

ที่เขียนมาทั้งหมด ก็หวังให้เราเข้าใจภาระหนักของประกันสังคมที่ต้องพยายามลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้เพียงพอกับการจ่ายเงินผลประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนอย่างยั่งยืน ดังนั้น หากต้องมีการปรับเพิ่มเงินสมทบ หรือยืดระยะเวลาการจ่ายผลตอบแทนออกไป จะได้เข้าใจได้ถึงความจำเป็นดังกล่าว และพยายามหาทางแก้ปัญหาที่อาจเกิดกับตนเองต่อไปด้วยการวางแผนเกษียณด้วยตนเองให้มากขึ้นนะครับ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/social-security-for-thai/

5 สิ่งที่ต้องทำเป็นนิสัย หากต้องการประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่น

ใครๆ ก็ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ถ้ามุ่งมั่นอยู่คนเดียว และไม่เหลียวมองคนอื่นก็น่าจะไปถึงจุดนั้นได้ยาก Brand Inside ขออาสาแนะนำ 5 ลักษณะนิสัยที่คนประสบความสำเร็จเขาทำกันอย่างเป็นประจำกัน

ภาพ pixabay.com

1.พยายามให้คนเองอยู่กับคนดีๆ

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดังนั้นการอยู่คนเดียวคงเป็นเรื่องที่ไม่ปกตินัก ยิ่งการมีคนดีๆ ล้อมรอบคอยแนะนำ หรือสนับสนุน ก็ยอมเป็นอีกกำลังใจสำคัญในการก้าวเดินต่อไป และบอกได้เลยว่า การแต่งงานกับคู่ชีวิตที่เกื้อกูลกัน, ทำงานกับเจ้านายที่ให้การช่วยเหลือ รวมถึงคบเพื่อนที่พูดคุยกันแต่เรื่องดีๆ นั่นแหละคือหนึ่งในหนทางประสบความสำเร็จแล้ว

2.มองให้เห็นความดีของคนอื่น

นอกจากการอยู่กับคนดีๆ แล้ว การเห็นว่าพวกเขาทำไมถึงเป็นคนดีก็เป็นอีกเรื่องทีสำคัญ เพราะมันจะทำให้เราสามารถนำจุดดีๆ ของพวกเขามาปรับปรุงการใช้ชีวิตได้ แต่อย่าลืมว่าต้องไม่นึกถึงเรื่องแย่ๆ ของคนอื่นบ่อยนัก เช่นการนินทาลับหลัง เพราะนั่นเป็นอีกจุดที่จะมาทำร้ายตัวคุณเอง และหากคุยกันแต่เรื่องดีแล้ว คุณก็จะได้คนที่ไว้ใจได้ในการเดินหน้าประสบความสำเร็จ

3.ตั้งใจจริง ไม่ใช่มองทุกเรื่องแค่ควรจะทำ

หากต้องการประสบความสำเร็จ การทำอะไรแบบชื่นชอบที่จะทำ หรือ Appreciate นั่นเท่ากับมีโอกาสประสบความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว เพราะมันดีกว่าแค่การทำแบบไม่จริงจัง ดังนั้นก่อนนอนอย่าลืมตั้งเป้าหมายให้ตัวเอง และขอบคุณทุกวันที่มีชีวิตอยู่ เพื่อก้าวย่างที่สำเร็จในภายภาคหน้า

4.หางานอดิเรกที่ชอบ

หนึ่งในกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จนั้นมาจากความชื่นชอบในการลงมือทำ หรือทำกันเป็นงานอดิเรก เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของการตั้งใจทำอย่างมีความสุข และการเก่งในเฉพาะบางเรื่อง ก็ช่วยสร้างจุดเด่นให้ตัวเอง และดึงคนดีๆ เข้ามาแวดล้อม เพื่อสร้างกำลังใจในการทำอย่างอื่นได้ดีกว่าเดิมด้วย

5.ดูแลเรื่องจิตใจ, ร่างกาย และการเงินให้ดี

สุดท้ายคือเรื่องการดูแลจิตใจ ร่างกาย และสุขภาพทางการเงินให้ดีด้วย เพราะไม่ใช่ไปจริงจังกับเรื่องข้างต้น จนลืมดูแลเรื่องของตนเอง ซึ่งถ้าคุณตั้งใจทำอย่างนั้น ก็เท่ากับสิ่งที่ตั้งใจทำไม่ได้ส่งผลดีกับตัวเอง ดังนั้นอย่าลืมจริงจังเรื่องนี้ และหาเวลาพักผ่อนให้ตัวเองบ้าง

อ้างอิง // Inc.

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/5-ways-to-success/

LinkedIn ทำสำรวจจากทั่วโลก Top 10 บริษัทอะไรบ้างที่คนอยากทำงานด้วยที่สุด

LinkedIn เป็น Social Network ของคนทำงาน การใช้งานหลักคือ สร้าง Profile เกี่ยวกับการทำงาน ดังนั้นจึงเหมาะมากที่จะเอาไว้สำหรับค้นหา คนที่จะมาร่วมงาน ทีนี้ลองมาดูกันว่าจากข้อมูลใน LinkedIn บริษัทไหนบ้างในโลกที่คนอยากทำงานด้วย

การวัดผลบริษัทระดับท็อปที่คนสนใจ จะวัดจากการกระทำของสมาชิก LinkedIn หลายล้านรายใน 3 ประเด็น คือ ความสนใจงานในบริษัท, ความสนใจแบรนด์และพนักงานของบริษัท และ การรักษาพนักงานไว้ (ผลสำรวจนี้ไม่รวม LinkedIn และ Microsoft นะ) ลองมาดูกันว่ามี Top 10 มีบริษัทอะไรบ้าง

1. Alphabet (หรือ Google นั่นเอง)

ใครที่อยากทำงานเพื่อให้บริการคนทั้งโลก เป็นการคิดค้นเรื่องราวใหม่ๆ อย่างตอนนี้ คือ การพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ

Alphabet มีพนักงานทั่วโลก 72,000 คน มากกว่า 27,100 คน ทำด้านวิจัยและพัฒนา และใช้งบไป 13.9 พันล้านดอลลาร์ จึงไม่ต้องสงสัยว่าจะมีบริการใหม่ๆ ออกมา เช่น Google Home อย่างต่อเนื่อง

2. Amazon

กล่าวได้ว่า Amazon คือผู้เปลี่ยนแปลงระบบการซื้อขายของทั่วโลกให้ไปอยู่บนออนไลน์ และยังมีนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การส่งของผ่านโดรนในอังกฤษ ให้บริการวิดีโอในอินเดีย หรือการเปิดสโตร์ในอเมริกา

Amazon มีพนักงาน 341,400 ส่วนใหญ่ทำงานกับ Amazon (ไม่ใช่ร้านกาแฟ) จะรู้สึกเหมือนทำงานกับ startup เพราะจะมีการทดสอบ ทดลองบริการใหม่อยู่เสมอ เรียกว่าไม่กลัวล้มเหลว เพราะนั่นหมายถึงการเรียนรู้ที่มากขึ้นด้วย

3. Facebook

ไม่น่าแปลกใจเลยสำหรับ 3 อันดับแรก Facebook เชื่อว่างานใหญ่คือ การเชื่อมต่อคนทั้งโลก และงานนั้นเพิ่งเสร็จไปแค่ 1% เท่านั้น นั่นทำให้มีอะไรให้ทำที่นี่ตลอด

Facebook มีพนักงาน 17,000 คน การจะทำงานที่น่าต้องมีพลังที่จะค้นหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อจะได้รู้จักโลกมากขึ้น ถือว่าเป็นหัวใจของการทำงานที่นี่ และถ้ารู้แล้ว ก็ต้องแสดงมันออกมาด้วย

4. Uber

startup ระดับ unicorn ที่มีมูลค่าประมาณ 68 พันล้านดอลลาร์ และแม้ว่าล่าสุดจะมีประเด็นเกี่ยวกับผู้บริหารภายในที่หายหน้าไปหลายคน แต่ด้วยความน่าสนใจและมูลค่าของบริษัท ก็ยังดึงดูดให้หลายคนอยากไปทำงานด้วยอยู่ดี

Uber มีพนักงาน 12,000 คนทั่วโลก เรื่องราวของ Uber ที่น่าติดตามคือ นี่เป็นบริการที่ไม่ถูกกฎหมายในหลายประเทศ (รวมถึงประเทศไทยด้วย) แต่เป็นบริการที่ถูกใจผู้ใช้ เพราะมาแก้ปัญหาหลายส่วน

5. Apple

เป็นไปได้ยากมากที่ Apple จะไม่ติด Top5 นี่คือบริษัทที่ออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดทั่วโลก และยังคงพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เช่น HomePod ซึ่งจะเพิ่มการใช้งานบริการของ Apple ได้อีกเป็นเท่าตัวใน 4 ปีข้างหน้า

Apple มีพนักงาน 110,000 คน โดยมี 67,000 คนทำงานในสโตร์ทั้ง 463 สาขาทั่วโลก แม้ว่าจะไม่ใช่ฝ่ายเทคนิค แต่พนักงานทุกคนยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่นเดียวกัน

6. Salesforce

บริษัทนี้คนไทยอาจจะไม่คุ้นนัก แต่นี่คือหนึ่งในระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) บน Cloud ที่ได้รับความนิยมที่สุด มีการผสมผสานระบบ AI เพื่อช่วยให้บริการลูกค้าได้ถูกต้องและแม่นยำ

Salesforce มีพนักงาน 25,000 คนทั่วโลก วัฒนธรรมองค์กรเน้นความเป็นครอบครัว แต่กระนั้น นี่คือระบบ CRM ที่หลายองค์กรใหญ่ในไทยก็ใช้งาน

7. McKinsey & Company

บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากธุรกิจการแพทย์
ถึงค้าปลีก McKinsey มีพนักงานที่พร้อมให้คำปรึกษาทุกรูปแบบ ไม่ว่าลูกค้าอยู่ที่ไหน พร้อมไปให้บริการ

McKinsey มีพนักงาน 25,000 คน สำหรับในประเทศไทยบริการลักษณะนี้อาจจะไม่คุ้นเคย แต่ในยุคที่ต้องการเปลี่ยนแปลงองค์กรใหม่ การทำ Digital Transformation บางครั้งการมีที่ปรึกษาก็ช่วยได้เยอะ

8. LVMH

แบรนด์ผลิตภัณฑ์หรูหราไฮโซจำนวนมากอยู่ภายใต้บริษัทจากฝรั่งเศสนี้ เช่น Louis Vuitton, Christian Dior, TAG Heuer, Hennessy, Bulgari, Givenchy และอีกหลายแบรนด์ จึงไม่แปลกใจถ้าใครจะอยากได้เข้ามาทำงานที่นี่

LVMH มีพนักงาน 135,000 คน และไม่น่าเชื่อว่า ด้วยการบริหารจัดการแบรนด์ผลิตภัณฑ์จำนวนมาก 75% ของพนักงานได้รับการโปรโมทภายใน

9. L’Oreal

L’Oreal เป็นราชินีแห่งเครื่องสำอางค์ที่มีอยู่ 36 แบรนด์ จำหน่ายใน 140 ประเทศ ปีที่ผ่านมาทำยอดขายได้ 28.6 พันล้านดอลลาร์ เป็นอันดับ 1 ของโลก

L’Oreal มีพนักงาน 83,000 คน สำหรับคนที่ยังเรียนอยู่หรือว่าบัณฑิตจบใหม่ ที่นี่ยินดีต้อนรับ เพราะ 30% ที่มีการจ้างงาน คือ คนที่เพิ่งจบการศึกษา

10. Dell Technologies

Dell รู้จักกันดีในนามบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ ปีที่ผ่านมา Dell ได้เข้าซื้อกิจการสตอเรจของ EMC มูลค่า 60 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ Dell กลายเป็นผู้นำบริษัทไอทีของโลกไปในทันที

Dell Technologies มีพนักงาน 145,000 คน ความน่าสนใจคือ ถ้าคุณอยากทำงานอยู่บ้าน แจ้งมาได้เลย เพราะ Dell มีแผนที่จะให้พนักงานประมาณครึ่งหนึ่งทำงานผ่านโปรแกรม Connected Workplace ในปี 2020 อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้

source : LinkedIn

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/linkedin-top10-global-company/