คลังเก็บป้ายกำกับ: KNOWLEDGE

AMD RYZEN Techday – ข้อมูลจริงอย่างเป็นทางการของ RYZEN CPU

Ryzen Tech Day

เมื่อเอ่ยถึง Ryzen ชั่วโมงนี้คงจะมีน้อยคนละครับที่ไม่รู้จัก เพราะมันกำลังเป็นกระแสที่ร้อนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาของวงการคอมพิวเตอร์หรือวงการ CPU เลยก็ว่า กับซีพียูในตระกูลล่าสุดจากทาง AMD ที่จะมาภายใต้สถาปัตยกรรม Zen Core และในช่วงที่ผ่าน ๆ มานั้น หลาย ๆ ท่านต่างก็คงจะบ่นกันไม่น้อยเช่นกันว่า พบเห็นแต่ข่าวหลุดข่าวลือ อย่างโน้นอย่างนี้ มันจะเป็นอย่างนั้น เปิดตัววันที่เท่าไหร่ ราคาเท่านั้น ซึ่งล้วนแล้วก็ยังเป็นเพียงข้อมูลที่ไม่เป็นทางการ ไม่ได้ออกมาจากปากของทาง AMD เป็นเพียงข้อมูลที่ได้รับมาจากแหล่งข่าวต่าง ๆ ที่มีการกล่าวอ้างกันว่า หรืออย่างมากแล้วก็จะได้ข้อมูลจากตัวสไลด์นำเสนอที่หลุดออกมา ทว่ามันก็ยังไม่อาจจะทำให้หลาย ๆ ท่านเชื่อได้อย่างสนิทใจมากนักว่าตกลงแล้วมันจะจริงหรือเปล่า ?

Ryzen-Tech-Day-kit

ในที่สุดแล้วการรอคอยก็สิ้นสุลงเสียที เมื่อทาง AMD ได้มีการจัดงานแถลงข่าวในรอบสื่อมวลชนขึ้นมาภายใต้ชื่องานว่า AMD Ryzen Tech Day กับการเชิญสื่อต่าง ๆ ทั่วโลกมาร่วมรับฟังข้อมูลที่แท้จริงของซีพียูในรหัส Ryzen ที่ทุก ๆ คนกำลังเฝ้ารอกันอยู่ ซึ่งในงานนี้นั้นก็น่าจะถือได้ว่าเป็นการ Pre-launching หรือเป็นการเผยข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับตัว CPU ให้ได้ทราบกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ข้อมูลทางเทคนิคของตัว CPU โครงสร้างสถาปัตยกรรม ช่วงเวลาการวางจำหน่ายและที่สำคัญกับข้อมูลที่แทบจะทุกคนต่างก็อยากจะรู้กันก็คือเรื่องของราคา ซึ่งใครที่เฝ้ารอข้อมูลสำคัญ ๆ เหล่านี้กันอยู่ละก็ ขอบอกเลยครับว่าวันนี้ไม่ควรพลาด ซึ่งก็ลองมาติดตามชมกันนะครับว่า ผมจะมีอะไรมาฝากให้ได้ชมกันบ้าง เพราะผมเองก็ได้รับโอกาสเข้าร่วมงาน AMD Ryzen Tech Day ในครั้งนี้เช่นเดียวกัน

Clip

สำหรับ AMD Ryzen Tech Day นั้นมีขึ้นในช่วงประมาณเที่ยงคืนของวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ตามเวลาในประเทศไทย หรือเวลา 09:00 น. ของวันที่ 21 กุมภาพพันธ์ตามเวลาท้องถิ่นของ San Francisco ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งในงานนี้บางคนก็อาจจะมองว่าทาง AMD จะยังคงเป็นการเปิดตัวด้วย Powerpoint หรือเปิดตัวด้วยกระดาษอีกแล้ว แต่ทว่าในรายละเอียดของตัวงานนั้น มันไม่ได้เป็นการเปิดตัวด้วยกระดาษหรือ Powerpoint แต่อย่างใด เพราะทาง AMD ได้มีการแสดงเดโมให้สื่อได้รับชมกันแบบชัด ๆ ที่ไม่เพียงแค่มีเฉพาะบนสไลด์หรือบนเวทีเพียงอย่างเดียว เพราะมีเครื่อง Demo จริง ๆ วางให้สื่อได้ลองจับลองสัมผัสแบบใกล้ชิดอีกด้วย ดังนั้นข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพที่จะพบเห็นได้จากบทความนี้ หรือจากในงาน AMD Ryzen Tech Day ในวันนี้นั้น จะถือเป็นข้อมูลจริง ไม่มีการหมกเม็ดใด ๆ อีกต่อไป และที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของตัว CPU นั้นในครั้งนี้ทาง AMD ก็ได้เลือกใช้ CINEBENCH R15 ให้ได้ชมกัน แทนที่จะเป็น Blender Rendering อย่างที่ผ่าน ๆ มา เพราะด้วยกระแสความเรียกร้องว่า ถ้าแน่จริงก็โชว์ CINEBENCH เลยซิ ซึ่งทาง AMD ก็จัดให้ ส่วนผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไรกันบ้างนั้น ต้องชมกันดูเอง

lisa-su-amd-ceo

แน่นอนละครับ Dr. Lisa Su ในฐานะ CEO ของทาง AMD ก็จะยังคงเป็นผู้กล่าวทักทายเปิดงานและเป็นผู้ให้ข้อมูลด้วยตนเองเช่นทุกครั้ง โดยในช่วงแรกของการทักทายนั้นเนื้อหาโดยมากก็จะยังคงไม่ความคล้ายคลึงกับที่ได้เคยมีการพูดถึงในงาน New HORIZON ก่อนหน้านี้ อาทีเช่นเรื่องของการที่ AMD ทำ CPU ออกมาก็เพื่อคอเกม เพราะ AMD เองก็ยังรักในเกมอยู่เสมอ แต่ทว่าคราวนี้กับการมาของ RYZEN นั้นมันจะไม่ได้เจาะจงเพียงเฉพาะแค่ตลาดเกมหรือตลาด Desktop สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปเท่านั้น เพราะ RYZEN จะมีการเข้ามาทำตลาดในทุกกลุ่ม โดยจะมีการแบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ

  • Gaming หรือในที่นี้ก็หมายถึงตลาด Desktop PC สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป
  • Compute ก็คือตลาดองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความต้องการทรัพยากรในการประมวลผลมากเป็นพิเศษ
  • Solution ในจุดนี้ก็คือ การเข้าไปรับแก้ปัญหาหรือคิดออกแบบตามที่ลูกค้าของตนเองต้องการ อาทิเช่น Custom CPU สำหรับเครื่องเล่นเกมอย่าง Sony PlayStation เป็นต้น

Clip_2
Clip_3
Clip_5
Clip_6

ส่วนในเรื่องของแนวทางหลักที่ทาง AMD ได้วางเอาไว้เป็นแนวทางปฏิบัติสำคัญจนทำให้ RYZEN นั้นเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ และถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ประสบผลสำเร็จกันตั้งแต่มันยังไม่เปิดตัวเพราะมีการพูดถึง RYZEN กันเป็นจำนวนมากในโลกของคอเกมคอพีซีทั้งหลาย สำหรับแนวทางปฏิบัติที่ว่านี้จะประกอบไปด้วย 4 ประเด็นด้วยกันคือ

  • เรื่องของประสิทธิภาพหรือความแรง
  • การทำผลิตภัณฑ์ให้ดีที่สุด มีคุณภาพมากที่สุด
  • มีความทะเยอทะยานและไปให้ถึงเป้าหมาย
  • มุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้

Clip_9

จากแนวทางเดินที่ได้กล่าวถึงไปตรงนี้ทาง AMD ก็ดูเหมือนว่าจะทำได้สำเร็จตามเป้าที่วางเอาไว้ ยิ่งไปกว่านั้นเกินเป้าด้วยซ้ำไป และมันก็ถือเป็นเซอร์ไพรซ์แรกของพวกเราทุกคนในวันนี้ เพราะจากที่ผ่าน ๆ มาทาง AMD จะพูดตอกย้ำอยู่ตลอดเวลา Ryzen หรือ Zen Core นั้นจะให้ประสิทธิภาพในแบบ IPC (Instruction per cycle) ได้เหนือกว่า CPU ในเจเนเรชั้นก่อนหน้าของตนเอง(Bulldozer)ที่มากถึง 40% แต่ท่วาในท้ายที่สุด สำหรับ Ryzen เวอร์ชันพร้อมจำหน่ายหรือเวอร์ชันสมบูรณ์ที่มันกำลังรอให้ทุกท่านเป็นเจ้าของ มันจะสามารถให้ประสิทธิภาพสุทธิในแบบ IPC เพิ่มสูงขึ้นได้มากกว่า 52% เลยทีเดียว ซึ่งก็นับว่าเป็นสิ่งที่น่าประทับใจและคุ้มค่ากับการรอคอย

Clip_10

ด้วยประสิทธิภาพต่อ IPC ที่เพิ่มขึ้นได้มากกว่า 52% ในครั้งนี้กับการกลับมาของ AMD ด้วย RYZEN CPU นั้นทำให้มันเป็น CPU ที่เป็น 8 คอร์เร็วที่สุดหรือแรงที่สุดในตลาด ณ เวลานี้ และมันก็จะยังเป็นซีพียูสำหรับทุกคน สำหรับผู้ที่ชื่นชอบและให้ความสนใจในพีซี ส่วนในความหมายของคำว่าสำหรับทุกคนในที่นี้ก็คือ มันจะสามารถตอบสนองผู้ใช้งานได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนทำงาน นักพัฒนา กลุ่มเกมเมอร์ หรือแม้แต่การใช้งานพื้นฐานทั่วไป

Clip_7

สำหรับเบื้องหลังของความสำเร็จในครั้งนี้ของทาง AMD กับการที่เราจะมีซีพียูที่ทรงพลังให้ได้ใช้งานกันนั้น กว่าที่มันจะมีเป็น RYZEN ได้ในวันนี้ทาง AMD ใช้เวลาในการพัฒนามากกว่าสองล้านชั่วโมง และมันก็จะยังไม่หยุดแค่เพียงเท่านี้เพราะ RYZEN ตรงนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะทาง AMD เองก็ได้มีการวางแผนอนาคตให้กับ RYZEN เอาไว้ในแบบระยะยาวแล้วเช่นกัน โดยในอนาคตเราจะได้พบเจอกับ RYZEN 2, RYZEN 3 ต่อ ๆ ไป ซึ่งแน่นอนว่าเรายังจะได้เห็นประสิทธิภาพได้เห็นความแรงยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก

Clip_11

Clip_12
Clip_15

ต่อมากับสิ่งที่หลาย ๆ ท่านอยากจะทราบและมันก็คงจะเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญไม่น้อย กับเรื่องของสเป็คการทำงานของตัว CPU ว่าในท้ายที่สุดแล้ว RYZEN ในเวอร์ชันสมบูรณ์ที่กำลังจะลงสู่ตลาดนั้นมันจะมีความเร็วในการทำงานมากน้อยขนาดไหน จะสามารถบู๊ตได้สูงเพียงไร ? โดยในเบื้องต้นนั้นทาง AMD จะยังคงให้ข้อมูลเฉพาะ CPU ในตระกูล RYZEN 7 เท่านั้น ซึ่งมันจะเป็น CPU ที่ทาง AMD จะทำการเปิดตัวออกสู่ตลาดให้ได้เป็นเจ้าของกันก่อน ส่วน RYZEN 5 และ RYZEN 3 นั้นยังคงไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ออกมาให้ทราบแต่อย่างใด ซึ่งตรงนี้เราลองมาดูกันนะครับว่าซีพียูในตระกูล RYZEN 7 ที่จะมีออกมาให้ได้เป็นเจ้าของกันในช่วงแรกจำนวน 3 โมเดลคือ RYZEN 7 1800X, 1700X และ 1700 มันจะมีความเร็วในช่วงใดกันบ้าง โดยที่ RYZEN 7 ทุกโมเดลจะเป็น CPU ในแบบ 8 คอร์ 16 เทรด

Clip_16
Clip_17

Clip_18

เริ่มกันที่ AMD RYZEN 7 1800X ซึ่งเป็นซีพียูตัวแม่ทัพ มันจะมีความเร็วในการทำงานในช่วงพื้นฐานหรือ Base Clock ที่ความเร็ว 3.6GHz และสามารถบู๊ตได้สูงสุด(ทั้ง 8 คอร์)ด้วยความเร็ว 4GHz สำหรับค่า TDP นั้นก็ตามที่เราทราบกันมาก่อนหน้านี้คือ มันจะมีค่า TDP สูงสุด 95W เท่านั้น ทั้งนี้หากมองจากข้อมูลของทาง AMD ที่มีการเคลลมเอาไว้ว่า RYZEN 7 1800X มันจะให้ประสิทธิภาพในแบบ Multi-Thread จากการทดสอบด้วย CINEBENCH R15 สูงกว่า Intel Core i7-6900K อยู่มากถึง 9% ส่วนประสิทธิภาพต่อคอร์นั้นจะอยู่ในระดับที่เท่าเที่ยมกัน

Clip_13
Clip_14

โมเดลถัดมาเรามาดูกันที่ RYZEN 7 1700X ซึ่งก็น่าจะเป็นหนึ่งในโมเดลที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจกัน โดยมันจะเป็นซีพียูในโมเดลรองท๊อป มีความเร็วในการทำงานที่ช่วง Base Clock 3.4GHz และสามารถบู๊ตได้สูงสุด 3.8GHz ส่วน ด้านประสิทธิภาพนั้นทาง AMD ก็ได้เคลมว่ามันจะให้ประสิทธิภาพที่แรงกว่า Intel Core i7-6800K มากถึง 39% และเหนือกว่า Core i7-6900K ที่มีจำนวนคอร์และเทรดเท่ากันในช่วงประมาณ 4% สำหรับการทดสอบด้วย CINEBENCH R15 ในแบบ Multi-Thread

Clip_19

โมเดลสุดท้ายของ RYZEN 7 กับซีพียูในรหัส 1700 ที่ไม่มี X ตามท้าย ซึ่งมันจะถือได้ว่าเป็นซีพียูอีกหนึ่งตัวที่มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ สำหรับใครที่เน้นในเรื่องของความประหยัดพลังงาน เพราะมันถือเป็น CPU ในระดับ 8 คอร์ ที่จะมีระดับการใช้พลังงานต่ำที่สุดในโลก เพราะมันจะมีค่า TDP สูงสุดเพียง 65W เท่านั้นเอง ส่วนเรื่องของความเร็วในการทำงานมันจะมีความเร็วในช่วงพื้นฐานหรือ Base Clock ที่ 3.0GHz และสามารถบู๊ตได้สูงสุด 3.7GHz ด้านของความแรงนั้น ในโมเดลดังกล่าวนี้ทาง AMD จะได้มีการวางตำแหน่งเอาไว้สำหรับท้าชนกับ Core i7-7700K โดยมันจะมีความแรงที่เหนือกว่า 7700K อยู่มากกว่า 46% แต่ตรงนี้ก็ถือว่าไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมากนัก เพราะมันมีจำนวนคอร์และเทรดที่มากกว่า 7700K อยู่มากกว่าเท่าตัวนั่นเอง

นอกจากที่ทาง AMD จะมีเรื่องของสเป็คและประสิทธิภาพในแบบกราฟมาให้ชมกันแล้วนั้นทาง AMD ก็ยังมี Demo มาสาธิตให้เราได้ชมกันอีกด้วย ซึ่งในการทดสอบทาง AMD ก็ได้เลือกใช้ซีพียูในโมเดล Ryzen 7 1800X ทำงานที่ความเร็วตามสเป็คมาตรฐาน ไม่มีการโอเวอร์คล๊อกใด ๆ โดยทำการทดสอบเปรียบเทียบกับระบบที่เป็น Intel Core i7-6900K และผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไรนั้น รับชมได้จากวิดีโอด้านล่างได้เลยครับ

ผลที่ออกมาก็คงจะได้เห็นกันละครับว่า AMD Ryzen 7 1800X สามารถทำการเรนเดอร์ได้เร็วกว่าหรือเสร็จเร็วกว่า i7-6900K เล็กน้อย โดยถ้ามองกันที่ผลคะแนนนั้น Ryzen 7 1800X จะได้ผลคะแนนออกมาที่ 1619 cb ในขณะที่ i7-6900K จะได้คะแนนเพียง 1474 cb เท่านั้นเอง นอกจากจะมีการทดสอบ CINEBENCH R15 ให้ได้ชมกันแล้วทาง AMD ก็ยังมีการทดสอบการเล่นเกมในระดับ 4K ให้ได้ชมกันอีกด้วย ซึ่งก็จะยังคงเป็นระบบชุดเดิม โดยเกมที่ใช้จะเป็น Sniper Elite 4 ซึ่งตัวเกมจะมีการรองรับการใช้งานร่วมกับ CPU ในแบบ Multi-Thread ได้อย่างเต็มที่ จึงทำให้เฟรมเรตที่ออกมานิ่งกว่า i7-6900K เล็กน้อย

ต่อจากเรื่องของความแรง สิ่งที่ยังคงเป็นสิ่งค้างคาใจทุก ๆ คนก็เห็นจะเป็นเรื่องของราคา ซึ่งถ้ามองจากข่าวลือ ข่าวหลุดต่าง ๆ ที่มีออกมาเราก็จะเห็นได้ว่า ราคาของ CPU ในโมเดลท๊อปจะอยู่ในช่วงประมาณ $499USD หรือประมาณ 18,000 บาท และกับราคาตรงนี้ในเบื้องต้น หากมันเป็นไปตามนี้จริง ๆ หลาย ๆ ท่านก็มองกันว่าเป็นที่น่าพอใจ เพราะมันถูกกว่า Core i7-6900K กว่าครึ่งหนึ่ง แต่สามารถให้ความแรงที่สูงกว่าหรือเทียบเ่ทา และสำหรับคำตอบอย่างเป็นทางการของเรื่องราคานั้น มันจะออกมาในรูปไหน จะเป็นไปตามที่หวังกันเอาไว้หรือเปล่า เรามาชมกันเลยครับ

Clip_23
Clip_24

ราคาค่าตัวอย่างเป็นทางการ สำหรับราคากลางหรือราคาแนะนำจากทาง AMD นั้นผลที่ปรากฏออกมาก็คือ มันเป็นไปตามข่าวลือที่หลุดที่มีออกมาให้เห็นในช่วงเวลาก่อนหน้านี้จริง ๆ โดย Ryzen 7 1800X จะมีราคาที่ $499USD หรือประมาณ 18,000 บาท แต่ทั้งนี้ราคาในแต่ละพื้นที่แต่ละโซนก็จะมีความแตกต่างออกไปเล็กน้อย (ส่วนราคาในประเทศไทยนั้นทาง AMD Global จะเป็นผู้กำหนดราคาเอง ซึ่งจะมีราคาจำหน่ายที่ 18,900 บาท) จากราคาที่เห็นว่าถูกกว่า Core i7-6900K มากกว่าครึ่งนั้น แต่ประสิทธิภาพก็ยังเหนือกว่าอีกด้วย ซึ่งแม้ว่าจะเหนือกว่าเพียงแค่ 9% แต่ด้วยราคาที่เห็นแล้วนั้น มันก็ถือได้ว่าเป็น ฺBraodwell-E Killer ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

Clip_25
Clip_26

ถัดมากับราคาค่างวดของ RYZEN 7 1700X ถือว่าเป็นที่เร้าใจคอเกมและขาโอฯเป็นอย่างยิ่ง เพราะด้วยราคาเพียง $399USD หรือประมาณ 14,500 บาท ซึ่งสำหรับราคาในบ้านเราจะอยู่ที่ 14,900 บาท ซึ่งแพงกว่าราคากลางหรือราคาแนะนำจากทาง AMD เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และหากมองกันถึงระดับของความแรงที่มันเหนือกว่า i7-6800K อยู่มากถึง 39% แล้วนั้น ก้จะเป็นอะไรที่ทำให้น่าเย้ายวนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างยิ่งเลยละครับ

Clip_27
Clip_28

สุดท้ายกับน้องเล็กจากตระกูล Ryzen 7 สำหรับ Ryzen 7 1700 ไม่มี X ซึ่งถ้าพูดถึงโมเดลนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่น่าจับตามมองไม่แพ้พี่ใหญ่หรือน้องรอง เพราะด้วยมันจะเป็นซีพียูที่เข้ามาช่วงชิงตลาดกับทาง Intel บนแพลทฟอร์มหลักอย่าง LGA1151 แบบเต็ม ๆ โดยราคานั้นจะถูกกำหนดเอาไว้ที่ $329USD หรือประมาณ 11,500 บาท ส่วนในตลาดบ้านเราตามข้อมูลนั้นจะมีราคาจำหน่ายที่ 12,900 บาท ทั้งนี้ถ้ามองกันระหว่าง Ryzen 7 1700X และ i7-7700K แล้วนั้น ดูเหมือน Ryzen 7 1700 จะมีภาษีดีเหนือกว่า 7700K ทุก ๆ ด้านเลยทีเดียว ทั้งในเรื่องของราคาและประสิทธิภาพ รวมทั้งระดับของการใช้พลังงานในขณะที่มีจำนวนคอร์และเทรดมากกว่าอีกด้วย

Clip_30

หลังจากได้รับรู้กันไปแล้วว่าสเป็คของ Ryzen 7 เป็นอย่างไร มีความเร็วขนาดไหน รวมทั้งเรื่องของราคาที่ในที่สุดก็หายค้างคาใจกันไปแล้วเช่นกัน คราวนี้ก็คงเหลือเรื่องของวันเวลาวางจำหน่าย หรือวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการแบบพร้อมขาย ซึ่งหากว่าใครที่ใจร้อน อยากจะจับจองเพื่อความชัวร์นั้นทาง AMD ก็จะเปิดให้สามารถสั่งจองได้แล้วในวันนี้หรือในวันที่ 22 กุมภาพันธ์หรือในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ตามเวลาประเทศไทย ส่วนหากใครที่จะรอเพื่อซื้อในวันแรกที่เปิดตัวก็มีเวลาให้รออีกเพียงประมาณสัปดาห์เดียวเท่านั้นเอง เพราะ AMD จะปล่อย Ryzen ออกสู่ตลาดในวันที่ 2 มีนาคม หรือ 3 มีนาคมตามเวลาประเทศไทย

Clip_29

ถัดจากเรื่องของตัว CPU เราก็มาว่ากันที่เรื่องของตัวเมนบอร์ดกันสักหน่อย ซึ่งตัว CPU ก็ชัดเจนแล้วว่าในวันที่ 3 มีนาคม(ตามเวลาประเทศไทย) เราจะได้เป็นเจ้าของกันแน่นอน ซึ่งในจุดนี้หลาย ๆ ท่านก็อาจจะยังไม่แน่ใจว่าทางผู้ผลิตรายต่าง ๆ จะมีเมนบอร์ดออกมาให้ได้เป็นเจ้าของด้วยหรือไม่ โดยทาง AMD ก็ได้ยืนยันเช่นกันว่า ไม่เพียงแค่เฉพาะ CPU เท่านั้นที่จะลงตลาดในวันที่ 3 มีนาคมนี้ ซึ่งเมนบอร์ดเองก็พร้อมแล้วเช่นกัน โดยในเบื้องต้นนั้นจะมีเมนบอร์ดเปิดตัวออกมาให้ได้เลือกใช้งานกันมากถึง 82 รุ่นเลยทีเดียวจากผู้ผลิตที่เราคุ้นเคยกัน ทั้งนี้ผมเองยังได้มีการพบเจอกับตัวแทนจากทาง ECS ที่ได้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ซึ่งทาง ECS ก็กล่าวว่า ECS จะกลับมาลุยตลาด Consumer หรือตลาดบุคคลทั่วไปอีกครั้งหนึ่งในปีนี้ ดังนั้นก็เท่ากับว่าเรายังจะมีตัวเลือกเพิ่มเติมขึ้นมาอีกส่วนหนึ่งจากทาง ECS อีกด้วยนั่นเอง

Clip_20

วันนี้กับเรื่องราวของงานแถลงข่าว AMD RYZEN Tech Day นั้น ผมเชื่อเลยว่าน่าจะทำให้ใครหลาย ๆ คนมีความตื่นเต้น มีความกระปี้กระเปร่ามากกว่าที่ผ่าน ๆ มาอย่างแน่นอน เพราะเราเห็นถึงความชัดเจนมากยิ่งขึ้นแล้วว่าทิศทางของ RYZEN หรือ CPU ตัวใหม่จากทาง AMD ในยุคของสถาปัตยกรรม Zen นั้นมันมีความน่าสนใจมากน้อยขนาดไหน ที่สำคัญเลยก็คือเรื่องของราคาที่มันถือได้ว่าเป็นไปตามที่หลาย ๆ คนคาดหวังกันเอาไว้จริง ๆ ซึ่งกับราคาของโมเดลท๊อปที่มีราคาเพียงแค่ครึ่งเดียวของ Core i7-6900K เท่านั้น แต่ความแรงที่ได้อยุ่ในระดับที่เท่าเทียมกันหรือเหนือกว่าเล็กน้อยด้วยซ้ำไป อีกจุดหนึ่งที่ทำให้ RYZEN มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ กับการที่ทาง AMD สามารถทำได้ตามที่ได้โม้เอาไว้หรือตามที่ได้สัญญาเอาไว้ แถมยังทำได้เกินเป้าอีกด้วย จากเดิมที่เคยสัญญาเอาไว้ว่าจะทำได้ดีขึ้นจากเจเนเรชันเก่าประมาณ 40% แต่ในท้ายที่สุดกับ CPU ในเวอร์ชันสมบูรณ์หรือตัวขายจริงสามารถทำได้มากกว่า 52% แต่ทว่าในจุดนี้กับคำว่า 52% นั้นเรายังไม่อาจจะยืนยันได้ชัดเจนว่ามันเท็จจริงขนาดไหน วัดกันจากจุดไหน เพราะพเรายังไม่เห็นผลการทดสอบเปรียบเทียบแบบเต็ม ๆ เที่ยบกับเจเนเรชันเก่าของตนเองแต่อย่างใด เพราะผลต่าง ๆ ที่ออกมานั้นต่างก็ไปมุ่งเน้นกับการเปรียบเทียบจากทาง Intel เป็นหลัก กระนั้นแม้เราจะยังไม่ได้เห็นว่า 52% มันจริงหรือเปล่า แต่กับสิ่งที่ได้เห็นในการเปรียบเทียบกับฝั่ง Intel มันก็เป็นข้อยืนยันได้ชัดเจนระดับหนึ่งแล้วว่า AMD กลับมาแล้ว AMD กำลังจะกลับมาเข้าสู่สังเวียนการแข่งขันได้อย่างเต็มตัวอีกครั้ง

Clip_31

การกลับมาอีกครั้งของทาง AMD ในครั้งนี้ ส่วนตัวแล้วผมมองว่า AMD จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายเลยทีเดียวในตลาดพีซี หรืออาจจะรวมถึงตลาด CPU โดยทั้งหมด เพราะ RYZEN มันไม่ได้มีเพียงเฉพาะในตลาดพีซีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นทาง AMD จะมี RYZEN ในทุก ๆ ตลาดตั้งแต่ตลาดระดับองค์กร ตลาด Server ไปจนถึงตลาด APU ซึ่งแม้ว่าในเวลานี้ APU จะยังคงห่างไกลอยุ่ แต่กับสิ่งที่พอจะรู้ในเวลานี้เกี่ยวกับ APU กับข้อมูลที่ทาง AMD พูดออกมาแบบปากเปล่านั้น APU ในยุคของ Zen Core มันจะมาพร้อมกับกราฟิกชิบที่เป็นสถาปัตยกรรม Vega อย่างแน่นอนแล้วเช่นกัน ส่วนช่วงเวลาของการเปิดตัวนั้นถ้าหากมองตาก Roadmap ที่เราเคยเห็น มันก็จะถูกส่งออกมาในช่วงปีหน้า แต่จะเป็นช่วงเวลาใดยังไม่มีข้อมูลใด ๆ เพิ่มเติม วนกลับมาในส่วนของ PC หรือ RYZEN สำหรับตลาด Desktop ซึ่งวันนี้เราพูดถึงกันเพียงในส่วนของ RYZEN 7 ที่ทาง AMD จะเปิดตัวออกมาให้ได้ใช้งานกันก่อน ส่วนในตระกูลรองลงไปอย่าง RYZEN 5 และ RYZEN 3 นั้นจะตามมาในภายหลัง โดยทาง AMD ก็กล่าวว่า RYZEN 5 คาดว่าน่าจะสามารถออกสู่ตลาดได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้

Lisa-su-Ryzen-cpu

สำหรับเรื่องของความแรงตามที่ทาง AMD ได้มี Demo มาให้เราได้ชมกันไปในวันนี้นั้น บางท่านอาจจะยังค้างคาใจอยู่ว่าทาง AMD มีการหมกเม็ดอะไรไว้หรือเปล่า มันจริงหรือเปล่า ซึ่งในครั้งนี้ข้อมูลที่เราเห็นผมขอยืนยันว่าเป็นของจริงแน่นอน เพราะทาง AMD ได้มีการเปิดให้เราได้ชมได้จับเครื่องที่มีการ Demo ให้ชมกันแบบชัด ๆ อีกด้วย ดังนั้นผลที่เห็นกันไปในวันนี้ก็คือผลของจริง ไม่ได้เป็นการให้ข้อมูลเพื่อให้ตนเองดูดีหรือสร้างกระแสอะไร ดังนั้นถึงตรงนี้ผมขอพุดเลยว่า สำหรับใครที่รอการมาของ RYZEN จากทาง AMD กันอยู่นั้น รับรองว่าคุ้มค่ากับการรอคอยและมันจะไม่ทำให้ทุกท่านต้องผิดหวังอย่างที่เคยเกิดขึ้นในยุคของ Bulldozer อย่างแน่นอน และหากว่าใครที่ยังไม่ค่อยมั่นใจละก็ ไม่ต้องห่วงเลยครับในวันที่ 3 มีนาคมที่จะถึงนี้ เราจะมีผลการทดสอบแบบเน้น ๆ จัดเต็มมาให้ได้ชมกัน เพื่อเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่เราได้เห็นกันไปในวันนี้มันจริงหรือเท็จกันแน่ !

20170221_220437

ท้ายที่สุดตรงนี้ผมก็มีภาพบรรยากาศภาพรวมของงาน AMD RYZEN Tech Day มาให้ได้ชมกัน ซึ่งก้ขอนำเสนอในรูปของแกลเลอร์รี่ไปละกันนะครับ เพื่อให้เห็นกันว่าทาง AMD มี Demo มาให้สื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมงานได้เห็นกันแบบใกล้ชิด ได้จับได้ลองกันจริง ๆ

IMG_1957
IMG_1958
IMG_1962
IMG_1964
IMG_1965
IMG_1968
IMG_1969
IMG_1971
IMG_1972
IMG_1973
IMG_1975
IMG_1978
IMG_1979
IMG_1982
IMG_1985
IMG_1986
IMG_1990
IMG_1992
IMG_1993
IMG_1994
IMG_1996
IMG_1999
IMG_2004
IMG_2006

 


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/LHX85T8vo_I/

Advertisements

ก่อนจะใช้ Social Media ทำตลาด ลองมาศึกษาแนวทาง 3 เรื่องเพื่อเพิ่มโอกาสสำเร็จกัน

Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram หรือ Line ต่างเป็นช่องทางในการทำตลาดที่สำคัญ แต่ถ้าจะใช้ช่องทางนี้ การคิดแบบเก่าคงไม่ได้ ดังนั้นลองมาศึกษา 3 กลยุทธ์หลักในการสร้างความสำเร็จผ่านช่องทางนี้กันดีกว่า


ภาพ pixabay.com

ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน

อย่างที่ “กีกี้ – ศักดิ์ นานา” บอกไว้ว่า เป้าหมายมีไว้พุ่งชน ดังนั้นการกำหนดเป้าหมายให้ได้ก่อน ถึงจะเจอความสำเร็จได้ ซึ่งเป้าหมายของการทำการตลาดผ่าน Social Media ก็คงไม่พ้นยอด Follower ที่เพิ่มขึ้น พร้อมสร้างความน่าสนใจให้กับสินค้า หรือบริการ ซึ่งจริงๆ ทั้งหมดนี้สามารถทำได้พร้อมๆ กัน เช่นการเพิ่มยอด Follower พร้อมดึงคนเหล่านั้นเข้าเว็บไซต์ได้อีกด้วย

แต่ทั้งหมดนี้อยู่ที่ว่าทำการตลาดอยู่บน Social Media แพลตฟอร์มใด และจะใช้เนื้อหาแบบไหนในการชักจูงใจผู้ใช้เหล่านั้นแบบไหน ที่สำคัญต้องอย่าลืมที่จะตรวจสอบผลลัพธ์เหล่านี้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องวางแผนไว้ตั้งแต่แรก ไม่ใช่การทำตลาดแล้วค่อยมาหาวิธีวัดผล เพราะไม่น่าใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก

กำหนดระยะเวลาให้แน่นอน

หลังจากกำหนดเป้าหมาย และตอบเรื่องแพลตฟอร์มของตนเองได้แล้ว การกำหนดระยะเวลาให้แน่นอนก็เป็นอีกเรื่องที่จำเป็นในการทำการตลาดบน Social Media เพราะแต่ละช่วงเวลาผู้ใช้ก็มีความรู้สึกต่างกัน เช่นหากเป็นช่วงหยุดยาว การใช้ก็อาจเพื่อความบันเทิง แต่ถ้าวันธรรมดาอาจใช้เพื่อติดตามข่าวสารต่างๆ

ในทางกลับกันการทำการตลาดบน Social Media ตามเทศกาลต่างๆ เช่น Valentine ที่ผ่านมาไม่นาน ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดอย่างรวดเร็วได้ แต่ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการทำตลาดก็ต้องมีความไวพอสมควร เพื่อเกาะกระแสตามไปให้ได้ และถ้าทำได้จริง โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในแผนการตลาดต่างๆ ก็มีสูงขึ้น

อย่าลืมคำนวนต้นทุนกับผลลัพธ์

อย่างไรก็ตาม การลงทุนทำตลาดไม่ว่าจะช่องทางปกติ หรือ Social Media ต่างต้องคำนวนต้นทุน กับผลัพธ์ที่เกิดขึ้นเสมอ เพื่อวัดผลว่าการตลงทุนเหล่านั้นคุ้มค่าหรือไม่กับผลลัพธ์ที่ได้มาก ซึ่งปัจจุบันก็มีเครื่องมือจำนวนมากให้เลือกใช้ และหากทราบว่าผลลัพธ์ที่ได้มาน่าจะไม่ดีแน่ การเปลี่ยนแปลงแผนก็น่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ก่อนที่จะสูญเสียเงินไปมากกว่านี้

อ้างอิง // 3 Strategies to Nail Before You Launch Your Social-Media Campaign

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/social-media-strategy/

ตอบคำถามคาใจ ถ้ามีบัตรเครดิต แล้วทำไมต้องใช้ PayPal

คนที่อยู่ในแวดวงการซื้อสินค้าออนไลน์ e-Commerce ต้องรู้จัก PayPal กล่าวได้ว่าเป็นผู้ให้บริการเงินดิจิทัลรายแรกๆ ของโลก จุดเด่นสำคัญที่ทุกคนรู้ดีคือ สามารถซื้อสินค้าระหว่างประเทศ รวมถึงสินค้าดิจิทัลทั้งหลายได้สะดวก สำหรับคนที่ไม่มีบัตรเครดิต แต่ถ้ามีบัตรเครดิตอยู่แล้ว ทำไมต้องใช้บริการของ PayPal ด้วย

ก่อนอื่น ลองดูข้อมูลการซื้อขายสินค้าข้ามประเทศของไทยปีที่ผ่านมา พบว่ามีคนไทยประมาณ 2 ล้านคนซื้อสินค้าข้ามประเทศ โดยมีการซื้อเฉลี่ยต่อหัวประมาณ 30,892 บาท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6 หมื่นล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะ e-Commerce ทำให้พรมแดนการซื้อขายหายไป

ทำไมต้องใช้ PayPal

ถ้าเป็นร้านค้า ผู้ประกอบการธุรกิจ ซึ่งในยุคนี้ต้องมีเว็บไซต์ e-Commerce พร้อมรับคำสั่งซื้อทางออนไลน์อยู่แล้ว PayPal จะเป็นช่องทางหนึ่งในการรับเงินจากต่างประเทศได้ง่าย ไม่ว่าจะมาจากประเทศไหนก็ตาม เพิ่มโอกาสในการรับเงินมากขึ้น ส่วนถ้าเป็นผู้ใช้ทั่วไป นี่คือข้อดีของการใช้ PayPal

  1. ปลอดภัยมากกว่ากรอกข้อมูลบัตรเครดิต – การซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัว โดยเฉพาะข้อมูลบัตรเครดิต รู้ได้อย่างไรว่า เว็บไซต์นั้น (แม้จะน่าเชื่อถือมาก) แต่จะไม่นำข้อมูลบัตรเครดิตเราไปใช้งานต่อ ดังนั้นการใช้ระบบชำระเงินแทนบัตรเครดิต เช่น PayPal เป็นทางออกหนึ่งที่น่าสนใจ
  2. กรอกข้อมูลผิดพลาด ลำบากการซื้อ – ข้อมูลการซื้อสินค้าออนไลน์ระบุว่า คนไทยซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านอุปกรณ์โมบายมากขึ้น โดยพบว่ามีสัดส่วน 33% ในปัจจุบัน แต่การกดกรอกเลขบัตรเครดิต 16 หลัก กรอกชื่อสกุล เลือกชื่อธนาคาร และเลขรหัสหลังบัตร มีโอกาสผิดพลาดสูง ซึ่งการจ่ายด้วย PayPal ใช้ username และ password
  3. ได้สินค้าไม่ตรงกับที่สั่ง ทำไงดี – หนึ่งในสิ่งที่คนสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศกังวลกันมากคือ ได้สินค้าไม่ตรงกับที่สั่ง ไม่ว่าโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม คำถามคือ เงินบัตรเครดิตตัดไปแล้ว สินค้าส่งมาแล้ว (อาจเสียภาษีด้วย) และส่งกลับไปก็แพง จะทำอย่างไร จุดนี้ PayPal มีโปรแกรมคุ้มครองทั้ง ผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะรู้ว่า กว่าจะร้องเรียนธนาคารเจ้าของบัตรเครดิต คงใช้เวลาหลายวัน หรือหลายเดือน
  4. การคิดค่าเงินบาท ณ เวลาที่จ่ายทันที – เรื่องนี้เรียกว่าไม่ต้องลุ้นว่า จ่ายเป็นดอลลาร์, ปอนด์, เยน หรือสกุลเงินอะไรก็แล้วแต่ PayPal จะเปลี่ยนเป็นเงินไทยให้ทันที เรียกว่ากดซื้อเมื่อไร ก็จ่ายตามนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนแต่อย่างใด

สรุป

ถ้าใครที่ซื้อของออนไลน์ต่างประเทศบ่อยๆ ลองสมัครใช้งาน PayPal ดูก็ได้ สะดวก ง่ายและปลอดภัย มีปัญหาร้องเรียนได้เร็วกว่าธนาคาร คิดค่าธรรมเนียมการจ่าย 4.4% + 11บาท (ใกล้เคียงกับธนาคาร) แม้มีเสียงจากผู้ใช้บอกว่า ถ้าลดค่าธรรมเนียมให้ถูกกว่าธนาคารน่าจะทำให้เป็นที่นิยมมากกว่านี้ก็ตาม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/why-we-use-paypal/

5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนสมัครงานในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับ Data

ต้องบอกว่าช่วงที่ผ่านมาตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนั้นได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้ง Data Scientist, Data Analytics, Data Research และอื่นๆ แค่ที่บริษัทผมเองที่ประกาศเปิดรับสมัครงานในตำแหน่งนี้ไป ปรากฎว่ามี Resume ส่งเข้ามาหลายสิบใบ ซึ่งหลังจากอ่านใบสมัครทั้งหมดก็มีความกังวลอย่างหนึ่งโผล่เข้ามาในหัว “นี่น้องๆ เค้าพอเข้าใจเนื้องานที่จะสมัครแล้วจริงๆ มั้ยนะ?” เพราะปัญหาที่ผมเจอกับเด็กจบใหม่ส่วนมากก็คือวาดฝันงาน Data ไว้ค่อนข้างสวยหรู (และแน่นอนว่ามันต่างจากความเป็นจริงมากนัก) ก็เลยอยากเขียนถึงชีวิตจริงบางส่วนที่คนทำงานข้องแวะกับข้อมูลส่วนใหญ่ (หรืออย่างน้อยๆ ก็ตัวผมเอง) ต้องเจอครับ

  1. สิ่งที่ยากของการทำงานข้อมูลคือการไม่มีข้อมูล

หลายคนสมัครงานเข้าไปในตำแหน่งนี้โดยฝันว่าจะได้เล่นกับข้อมูลสนุกๆ อันไร้ขีดจำกัด ซึ่งต้องบอกว่าความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น เพราะข้อมูลของแต่ละที่หรือแต่ละบริษัทนั้นอาจเต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบันทึกหรือจัดเก็บข้อมูลไม่ครบถ้วนตามที่ควรจะเป็น ทำการจัดเก็บในรูปแบบที่ไม่สามารถนำไปใช้งานได้ (เช่นไฟล์ PDF ของหน่วยงานราชการบางแห่ง) หรือกระทั่งข้อมูลบางอย่างก็มีข้อจำกัดที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น ข้อมูล Social Media ที่ไม่สามารถหาข้อมูลในรูปแบบประชากรศาสตร์หรือข้อมูลส่วนตัวได้ ทั้งหมดนั่นทำให้ไม่สามารถเล่นกับข้อมูลได้ตามที่หวัง

เพิ่มเติมสำหรับใครก็ตามที่อยากจะก้าวไปสู่ Data-Driven Business แต่ยังไม่ได้เริ่ม ส่วนตัวคิดว่าควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ครับ แน่นอนว่าการเริ่มต้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผมชอบคำคมคำหนึ่งที่บอกว่า “เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือเมื่อ 50 ปีก่อน ส่วนเวลาที่ดีรองลงมาก็คือวันนี้” การทำงานกับข้อมูลก็เหมือนการปลูกต้นไม้นั่นแหละครับ หากไม่ลงมือก็ไม่มีอะไรเติบใหญ่

  1. ชีวิตจริงคือการเป็นภารโรงข้อมูล (Data janitor)

หลายคนที่สมัครงานในตำแหน่งนี้โดยวาดฝันว่าเข้ามาแล้วจะได้นั่งทำ Data Modeling มันๆ สนุกๆ แต่ในความเป็นจริงสำหรับข้อมูล Big Data นั้น เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วอาจใช้ได้ไม่ถึงครึ่ง หรืออาจจะเกิน 70% ด้วยซ้ำครับ นอกนั้นเป็นข้อมูลขยะที่เอาไปใช้งานไม่ได้ เพราะฉะนั้นงานหลักของคนทำงานนี้บางครั้งจึงกลายเป็น “การทำความสะอาดข้อมูล” กำจัดเอาข้อมูลที่ใช้ไม่ได้ออก เพื่อทำให้ข้อมูลชุดนั้นใช้งานได้มากกว่าการได้นั่งทำ Modeling ซึ่งเอาเข้าจริงสำหรับข้อมูลบางประเภทนั้นอาจต้องใช้เวลาถึง 70% ให้กับการ Cleansing Data ครับ

  1. ใช่ว่าทุกคนจะเก่งได้ทุกด้าน

ด้วยความที่มันคือ Big Data ทำให้ต้องใช้ทักษะที่หลากหลายในการทำความเข้าใจมัน ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจในด้านของ Database, Programmer สำหรับการจัดเก็บข้อมูล ความเข้าใจทางด้านสถิติสำหรับการประมวลผลข้อมูล ความรู้ทางด้านธุรกิจเพื่อทำให้ข้อมูลทั่วไปกลายเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ในเชิงธุรกิจ รวมถึงอาจต้องมีความคิดสร้างสรรค์และการเล่าเรื่องที่ดีเพื่่อที่จะนำเสนอให้คนอื่นเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นคนที่จะเข้ามาทำในด้านนี้ต้องเรียนรู้ศาสตร์ด้านอื่นๆ ที่ตัวเองไม่คุ้นเคยตลอดเวลา และบางครั้งมันก็หนักเสียด้วย (ลองคิดภาพคนที่เรียนธุรกิจมาทั้งชีวิตแล้วต้องมาฝึกเขียนโปรแกรมสิครับ) ซึ่งอาจทำให้บางคนไม่สนุกกับการเรียนรู้นั้น

  1. ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจ (และชอบ) ข้อมูล

บางครั้งองค์กรก็จ้างคนเข้าไปทำในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเพื่อที่จะสร้าง Data-Driven Business แต่ปัญหาก็คือคนที่อยากไปด้านนี้อาจมีแค่ CEO คนเดียว แต่คนอื่นๆ อาจไม่เอาด้วย ทำให้การขอข้อมูลจากแผนกต่างๆ อาจเป็นเรื่องยากมากๆ และไม่ว่าจะพยายามทำข้อมูลที่มีประโยชน์ขนาดไหนถ้าคนอื่นไม่เอาด้วยมันก็ไร้ประโยชน์ครับ หรืออาจจะเอในลักษณะอื่นๆ เช่นบางคนก็คิดว่าข้อมูลสู้ประสบการณ์ไม่ได้ บางคนก็มองข้อมูลเป็นศัตรู บางคนคิดว่าข้อมูลทำได้ง่ายๆ แค่คลิกๆ ลากๆ และผมก็คิดว่าน่าจะยังมีคนอีกหลายประเภทมากๆ ที่ไม่เข้าใจหรือไม่ชอบการทำงานกับข้อมูล ซึ่งบอกตรงๆ ว่าทางหนึ่งมันก็เป็นความท้าทายแต่อีกทางมันก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างลำบากใจสำหรับคนทำข้อมูลเหมือนกันครับ

  1. Big Data แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง

ผู้บริหารหรือคนทำงานหลายคนคิดว่าถ้ามี Big Data เมื่อไหร่ก็จะสามารถตอบได้ทุกปัญหา เป็นเหมือนของวิเศษที่จะช่วยสร้างอะไรพิเศษๆ ได้ตลอดเวลาเหมือนเรียกขอวิเศษจากกระเป๋าโดราเอมอน ซึ่งแน่หละ ว่ามันไม่จริงอยู่แล้ว เพราะข้อมูลมีข้อจำกัดในตัวของมันเอง สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือข้อมูลไม่ใช่เวทย์มนต์ครับ แต่เป็นคนต่างหากที่ใช้ข้อมูลเพื่อสร้างเวทย์มนต์

5 ข้อนี้เป็นเพียงเรื่องพื้นฐานที่คนทำงานด้านนี้อาจจะต้องเจอ ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่รออยู่และแน่นอนว่ามันคือความท้าทายของคนทำงานด้วย สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้และยังรู้สึกรับได้กับตัวอย่างความเจ็บปวดเหล่านี้ ขอแสดงความยินดีด้วยครับ คุณมีทัศนคติเบื้องต้นที่ดีต่อการทำงานกับข้อมูลแล้ว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/5-things-to-know-before-data-job/

สำรวจความเห็นคนไทยมี “ความสุข” ในการทำงาน และ กลยุทธ์ที่บริษัทต่างๆ ควรรู้

ความสุขในการทำงาน คือ ปัจจัยสำคัญทั้งกับองค์กรที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ และสำคัญกับตัวพนักงานด้วย ดังนั้นการสำรวจว่าพนักงานมีความสุขดีหรือไม่ ยังขาดอะไร ต้องการอะไรเพิ่มเติม คือสิ่งที่นายจ้างและบริษัทควรให้ความสำคัญ เพื่อรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพไว้กับบริษัท หรือเพื่อดึงดูดให้พนักงานใหม่ที่ดีเข้ามาร่วมงาน

รู้หรือไม่ว่าพนักงานส่วนมากเชื่อมั่นว่า ชีวิตการทำงานต้องดีกว่าเดิม และทางเลือกคือ “เปลี่ยนงานใหม่” โดยเฉพาะเมื่อไม่มีความสุขกับการทำงาน ดังนั้น JobsDB เลยสำรวจดัชนีความสุขของพนักงาน ประจำปี 2016 ได้อย่างน่าสนใจ

สร้างความสุขในที่ทำงาน คือ ส่วนสำคัญ

นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ ของ JobsDB บอกว่า จากผู้ตอบแบบสอบถาม 1,957 คน มีคะแนนความสุขเฉลี่ย 5.74 (จากคะแนนเต็ม 11) ทำให้ไทยเป็นอันดับ 3 ของประเทศที่คนทำงานมีความสุขกับงานที่ทำ รองจากฟิลิปปินส์ (6.25) และอินโดนีเซีย (6.16) นอกจากนี้การสำรวจนี้ยังสอบถามถึงมุมมองของผู้ตอบแบบสอบที่มีต่อความสุขในการทำงานในอีก 6 เดือนข้างหน้า พบว่าประเทศไทยอยู่ในระดับกลาง ๆ ที่ระดับ 5.66 ถือว่าใกล้เคียงกับปัจจุบัน

สำหรับไทย พบว่าทุกๆ 100 คน จะมี 61 คนที่มีทัศนคติด้านบวกกับงาน พนักงานที่มีความพึงพอใจต่องานมากที่สุดคือกลุ่มที่ทำงานปัจจุบันมาประมาณ 3-5 ปี ในทางตรงกันข้ามพนักงานที่ให้คะแนนความสุขต่ำที่สุดเป็นพนักงานที่เพิ่งเริ่มงาน (ส่วนใหญ่ทำงานในองค์กรมาน้อยกว่า 1 ปี)

และจากการสำรวจพบ 4 ปัจจัยที่ทำให้พนักงานมีความสุขในที่ทำงาน พบว่าคนไทยให้ความสำคัญกับสถานที่ทำงานที่เดินทางสะดวก และทำงานที่ไหนก็ได้ที่ตนเองต้องการ ความมีชื่อเสียงขององค์กร และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน โดยปัจจัยเหล่านี้เป็นผลมาจากสภาพการจราจรในเมืองใหญ่ของประเทศและลักษณะการสร้างความสัมพันธ์ในสังคมของคนไทย

ถ้าไม่มีความสุข ก็ลาออก เพื่อหาโอกาสใหม่

ปัจจัยที่ทำให้พนักงานไม่มีความสุขถึงขั้นลาออก คือ การมีผู้นำที่ขาดคุณสมบัติในการสร้างแรงบันดาลใจ ไม่ได้รับการส่งเสริมให้เติบโตในหน้าที่การงาน และไม่ได้รับการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ แม้ปัจจัยเหล่านี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ทำให้พนักงานมีความสุขแต่อาจมีผลต่อการตัดสินใจของพนักงานว่าจะอยู่ด้วยความภักดีต่อองค์กรหรือจะไปแสวงหาโอกาสใหม่ๆ

34% ของพนักงานที่ตอบแบบสอบถามเลือกมองหาโอกาสที่ดีกว่าหรือหางานใหม่เพื่อเพิ่มความสุขในการทำงาน อีก 19% เลือกทำงานในตำแหน่งเดิมต่อไปตราบใดที่พวกเขายังได้รับการขึ้นเงินเดือน ในขณะที่ 8% บอกว่าพวกเขาจะมีความสุขมากกว่านี้ถ้าได้รับการยอมรับในความสามารถหรือได้เลื่อนตำแหน่ง

แสดงว่าถึงแม้ความสุขจากการทำงานคือ การได้รับโอกาสก้าวหน้าและพัฒนาศักยภาพ แต่ปัจจัยพื้นฐาน คือ งานใหม่ที่ดีกว่า หรือหากได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้น หรือเลื่อนตำแหน่ง ก็ยังทำให้พนักงานคงอยู่กับบริษัทต่อไป

สรุป

บริษัทต่างๆ ต้องใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการเพิ่มระดับความสุขให้พนักงาน สร้างความผูกพันกับองค์กร รักษาบุคลากรที่มีคุณภาพและดึงดูดพนักงานใหม่ ขณะที่พนักงานก็ต้องเรียนรู้ที่จะวัดระดับความสุขของตัวเอง รวมถึงการมองหางานใหม่หากองค์กรไม่สามารถตอบความต้องการได้ ตรงกับแนวคิด “งานที่ดีกว่าคืองานที่มีความสุข”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/jobsdb-research-happy-work/

บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น: กลยุทธ์ลาออกแบบโดนใจ ไม่เสียน้ำใจต้นสังกัดเดิม

“If you hire a single one of these people, that means war.” คือคำพูดของ Steve Jobs ที่ “เตือน” Sergey Brin แห่ง Google ว่าอย่ามาแหยมโดยการดึงคนจาก Apple ไปร่วมงาน (ไม่งั้นสงครามเกิดแน่) และกลายเป็นข้อตกลงอยู่กลายๆ เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว

แต่มาวันนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป ตลาดงานที่จะค้นหาสุดยอด “ลูกจ้าง” ก็คือบริษัทของคู่แข่ง และนั่นทำให้เกิดการโยกย้ายงานระหว่างบริษัทในอุตสาหกรรมอยู่ไม่น้อย

ในวงการบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ทุกคนรู้จักดี มีการ “โยกย้าย” ของพนักงาน เช่น Google ดึงพนักงานจาก Microsoft และ IBM ขณะที่ Facebook ก็ฉกคนจาก Google ไปเช่นกัน ปิดท้ายด้วย Microsoft ก็ได้คนจาก IBM และ Amazon ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับบริษัทเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เกิดในทุกวงการ บริษัทเอเยนซี่ทั้งหลายซื้อตัวกันเป็นว่าเล่น, การเงินการธนาคารก็ย้ายงานกันบ่อย หลายบริษัทเติบโต หลายบริษัทถดถอย ดังนั้นบางรายจึงสูญเสียบุคลากรไปมากกว่าที่หาเข้ามาใหม่ได้ เช่น

  • พนักงานของ Google 12,798 คน มาจากบริษัทเทคโนโลยีหลายๆ แห่ง
  • Google ได้คนจาก Microsoft มา 4,151 คน และ Microsoft ก็ได้คนจาก Google เช่นกัน โดยมีจำนวน 896 คน
  • Amazon ดูดคนจาก eBay มาได้ 218 คน แต่ก็โดนดูดกลับไป 152 คน
  • Apple จ้างพนักงานจาก Microsoft กว่า 1,334 คน และยังมีอีกไม่น้อยจาก IBM และ Intel
  • IBM จะได้พนักงานจาก Dell ไปกว่า 1,753 คน แต่ก็สูญเสียกลับไปให้ Dell ถึง 2,302 คน

การย้ายพนักงานระหว่างบริษัทในแต่ละครั้ง มีความเป็นไปได้ว่า “ไม่ได้มาแค่หนึ่ง” แต่อาจจะดึงเอาเพื่อนร่วมงานในทีมตามมาด้วย และคำถามของพนักงานหลายคนคือ จะย้ายงานอย่างไร ไม่ให้เสียน้ำใจต้นสังกัด จะลาออกอย่างไร โดยที่ยังมองหน้ากันติดเหมือนเดิม ต่อไปนี้คือ กลยุทธ์ที่นำไปใช้ได้

1. เดินเข้าไปแจ้งการลาออกโดยตรง การพูดคุยกันต่อหน้าแสดงออกถึงความจริงใจ อ่อนน้อม และสื่อสารได้ชัดเจนที่สุด มากกว่าการโทรศัพท์, อีเมล หรือแชท

2. อย่าเม้าบริษัทเดิม จริงอยู่ว่าบริษัทเดิมอาจจะมีสิ่งที่ไม่ถูกใจ แต่ก็อย่าสาดเสียเทเสีย ใส่สีเติมไข่ หรือเม้าถึงบริษัทเดิมจะดีกว่า

3. ให้เวลาในการหาคนมาแทน ถ้าบริษัทและหัวหน้าดูแลเรามาอย่างดี ก็ควรแจ้งลาออกแต่เนิ่นๆ ให้เวลาในการหาคนมาแทนที่ พร้อมกับสะสางงานให้เรียบร้อย

4. อย่าทำลายหนทางกลับที่เดิม ต้องไม่ลืมว่าสุดท้ายแล้วในอนาคต เราอาจจะถูกดึงตัวกลับไปทำงานที่เดิมก็ได้ อยู่ในวงการเดียวกันมันแคบกว่าที่คิด จำไว้ให้ดี

5. คุยกับฝ่าย HR สักนิดเกี่ยวกับการย้ายงาน บริษัททั้งหลายชอบให้พนักงาน feedback สิ่งต่างๆ หรือถามง่ายๆ ว่า “ทำไมถึงออก” เพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุง รักษาพนักงานชุดปัจจุบันกันต่อไป

ที่มา: computerworld

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/leave-current-job-gracefully/

ดึงกลุ่ม Millennial เข้าถึงตลาดหุ้นด้วย Robo Advisor ช่องทางการลงทุนที่ง่ายกว่าเดิม

ไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ Financial Time ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “Fintech lures Millennial Investors away from Asset Manager” หรือแปลง่ายๆ ว่า ฟินเทค คือเครื่องมือนำพาคนรุ่นใหม่กลุ่ม Millennial ออกจากการลงทุนรูปแบบดั้งเดิมที่บริหารโดยผู้จัดการกองทุน ซึ่งตรงกับแนวโน้มที่คนรุ่นใหม่จะสนใจการลงทุนผ่าน Robo Advisor มากขึ้น

ทั้งนี้ ความหมายของกลุ่ม Millennial คือคนที่เกิดระหว่างปีคศ. 1980-2000 พูดง่ายๆคือเป็นรุ่นลูกของคนยุค Baby Boomer นั่นเอง คนรุ่นเก่าเหล่านี้ยังคงเชื่อใจในรูปแบบการนำเงินไปลงทุนผ่านกองทุนรวมรูปแบบเดิมผ่านสถาบันการเงิน ขณะที่คนรุ่นใหม่กำลังสนใจเรื่องของเทคโนโลยีการเงินอย่างเช่น Robo Advisor

ทั้งนี้มีบทวิจัยสนับสนุนโดย Legg Mason Global Asset Management ที่สำรวจนักลงทุนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 18-39 ปี จำนวน 1,000 คนทั่วสหราชอาณาจักร พบว่า 85% ให้ความสนใจที่จะลงทุนผ่าน Robo Advisor ขณะที่คนอายุ 40-75 ปี เพียง 37% เท่านั้นที่จะสนใจลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์

สอดคล้องกับงานวิจัย BI Intelligence ระบุว่าภายในปี 2020 จะมีการนำเงินมาลงทุนผ่าน Robo Advisor ถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์ เทียบกับเม็ดเงินปัจจุบันที่ Blackrock บริษัทจัดการลงทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งบริหารเงินลงทุน 5 ล้านล้านเหรียญ แสดงถึงอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรม  Robo Advisor ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

บทสรุปคือ Robo Advisor กำลังเป็นช่องทางสำคัญที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้าถึงการลงทุนในตลาดหุ้น โดยสาเหตุหลักที่คนกลุ่มนี้ให้ความสนใจการลงทุนออนไลน์ เพราะความ “ง่าย” ในการเข้าถึง โดยเฉพาะคนกลุ่มนี้เกิดและเติบโตมากับอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว ไม่ว่าจะยุคเริ่มต้น (ยุคฟองสบู่ดอทคอมรุ่นแรก หรือประเทศไทยก็ยุคเดินห้างพันทิพย์) จนถึงยุคโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน

คนกลุ่มนี้พร้อมจะให้ความสนใจในสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว ขอเพียงสร้างสินค้าให้โดนใจพวกเขา โอกาสที่คนกลุ่มนี้จะเข้าถึงตลาดทุนก็มีมากขึ้น เพราะทัศนคติของคนทั่วไปมักมองว่าตลาดหุ้นเป็นเรื่องยากและไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าถึงได้ แต่เทคโนโลยีจะทำให้กำแพงเหล่านี้หมดไป

ส่วนของประเทศไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง สมาคมฟินเทคประเทศไทย หรือหน่วยงานรัฐอย่างสำนักงาน กลต. ได้มีความพยายามผลักดันให้ Robo Advisor แจ้งเกิดขึ้นให้ได้ โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของผู้ให้คำแนะนำการลงทุนอิสระที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน ซึ่งจะมีความเป็น “กลาง” ในการแนะนำการลงทุน เนื่องจากไม่มีคำว่าต้นสังกัดและคู่แข่งมาเกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ มีโอกาสอย่างยิ่งที่จะเกิด Robo Advisor ขึ้นในประเทศไทย ขอเพียงมีความชำนาญในการลงทุนเป็นอย่างดีและรู้จักการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการต่อยอด ภายใต้เงื่อนไขว่าหน่วยงานกำกับดูแลจะต้องให้การสนับสนุนด้วย เพราะ Robo Advisor จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมายการลงทุนเดิมๆ เช่น อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ใช่สถาบันการเงินอย่าง บริษัทหลักทรัพย์สามารถลงทุนในตลาดหุ้นได้ ฯลฯ

มุมมองของผม โอกาสของผู้ประกอบการในการสร้างหุ่นยนต์แนะนำการลงทุนมีปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ดังนี้

หนึ่ง..ไม่จำเป็นต้องใช้คนเยอะแบบสถาบันการเงินดั้งเดิม การจัดตั้งบริษัทจัดการกองทุนแบบดั้งเดิม ต้องมีทั้งผู้จัดการกองทุน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายลงทุน (CIO) นักวิจัย นักเศรษฐศาสตร์ ฯลฯ แต่ฟินเทค สามารถเปิดทางให้สามารถบริหารเงินของผู้ถือหน่วยได้โดยอาศัยเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญ โดยมีคนสร้างระบบเพียงไม่กี่คนเท่านั้น การวิเคราะห์แนวโน้มการลงทุนก็ใช้หลักการของ Quant เป็นหลัก

สอง..เทคโนโลยีช่วยทำให้เข้าถึงง่าย เพียงแค่สร้างแอปพลิเคชั่นขึ้นมาและใช้การตลาดออนไลน์ ก็สามารถดึงคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาใช้บริการได้ ต่างจากการหาลูกค้ารูปแบบเดิมที่ต้องเดินไปที่สาขาธนาคารและให้คำแนะนำด้วยบุคคล ซึ่งจะต้องลงทุนเรื่องของสาขา

สาม..ลูกค้าใช้เงินลงทุนน้อย หากจะมีคนช่วยลงทุนแทนเราทั้งหมด ถ้าเป็นสถาบันการเงินรูปแบบเดิมจะต้องมีเงินหลักล้านบาทขึ้นไป แต่หากเป็น Robo Advisor ลูกค้าใช้เงินจำนวนน้อยหลักพันบาทก็สามารถใช้บริการได้ ทำให้มีฐานลูกค้ามากมหาศาล

อย่างไรก็ตาม Robo Advisor ถือเป็นนวัตรกรรมที่ค่อนข้าง Disrupt ธุรกิจการเงินแบบดั้งเดิมพอสมควร โอกาสที่จะเกิดในประเทศไทยคงต้องร่วมมือกันหลายฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการที่มีความสามารถ หน่วยงานกำกับดูแลที่ต้องเข้ามาสนับสนุน เชื่อได้ว่า คนไทย 100% มีโอกาสเข้าถึงการลงทุนได้ด้วย Robo Advisor ครับ

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/millennial-robo-advisor/