คลังเก็บป้ายกำกับ: KNOWLEDGE

ทำความรู้จัก CrowdWiz สตาร์ทอัพด้านการเงินที่ใช้การตัดสินใจของมวลชนในการลงทุน

CrowdWiz สตาร์ทอัพจากเอสโทเนียมาพร้อมกับโครงการใหม่ที่จะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน Ethereum สำหรับการสร้างความโปร่งใสให้ผลิตภัณฑ์การลงทุนโดยใช้การตัดสินจากมวลชน

คอนเซปต์ที่ CrowdWiz เลือกใช้ อยู่บนพื้นฐานการตัดสินใจของมวลชน ซึ่งมีความถูกต้องแม่นยำกว่าการตัดสินใจจากคนเพียงคนเดียว แม้ว่าคนที่ตัดสินใจนั้นจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ โดยเฉพาะก็ตาม เนื่องจากความหลากหลายของคน จึงทำให้แต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกัน ดังนั้นภารกิจของ CrowdWiz จากคำพูดของผู้ก่อตั้งคือ การทำให้ “กระบวนการลงทุนเป็นประชาธิปไตยโดยกำจัดคนกลางและวางอำนาจและการควบคุมไว้กับผู้ลงทุน

ผลิตภัณฑ์แรกของ CrowdWiz นั้นคือ WizFund เป็นกองทุน crypto ของบริษัทเอง ผู้ใช้สามารถสร้างกองทุนของตัวเอง และผ่านการโหวต สมาชิกสามารถตัดสินใจว่าเมื่อไรและที่ไหนที่ควรจะนำเงินไปลงทุน โดยไม่มีอำนาจกำกับจากศูนย์กลาง ไม่มีผู้จัดการกองทุน ใช้การตัดสินจากคนส่วนใหญ่เท่านั้น นักลงทุนที่มีประสบการณ์จำนวนไม่มากก็สามารถเข้าร่วมได้โดยไม่ต้องทำวิจัยใด ๆ

ตัวอย่างบริการ​ WizFund ภาพจาก CrowdWiz Whitepaper

ระยะที่สองของ CrowdWiz จะเป็นการให้บริการแลกเปลี่ยนแบบไม่มีศูนย์กลาง ซึ่งจะให้ทุกคนมีส่วนร่วมผ่านการโหวต ดังนั้นโทเคนจะถูกบันทึกว่ามีการแลกเปลี่ยนแล้วหรือไม่ก็ขึ้นกับการโหวตของมวลชน และในอนาคต CrowdWiz จะให้บริการกู้ยืม, ประกัน และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกใช้งานโดยโทเคน WIZ ซึ่งแทนที่จะให้ผู้ถือโทเคนรับผลกำไรที่สร้างขึ้น WIZ จะให้สิทธิการโหวตและการเข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์ crypto, ICO และผลิตภัณฑ์การลงทุน crypto อื่น ๆ แทน

นอกจากนี้ บริษัทยังได้พัฒนาสภาพแวดล้อมที่สามารถเป็นที่อยู่ของบริการทางการเงินในลักษณะที่ใช้การตัดสินใจจากมวลชนอีกด้วย โดยทีม CrowdWiz จะมีชุด API ให้นักพัฒนานำไปพัฒนาแอพที่สามารถใช้เครือข่ายได้ แอพเหล่านี้สามารถเผยแพร่ในสโตร์ของ CrowdWiz เอง และทำเงินได้ โดยรายได้ของ CrowdWiz จะมาจากการให้บริการให้คำปรึกษาบริษัทที่สนใจใช้แพลตฟอร์มและเครื่องมือของ CrowdWiz

CrowdWiz มีทีมเบื้องหลังส่วนใหญ่เป็นทีมของ Krypton Software ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง Krypton Capital Group บริษัทที่เน้นการพัฒนาโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีการเงินสำหรับองค์กร โดยมีแพลตฟอร์มด้านการเทรดและลงทุนหลายแพลตฟอร์ม

แต่ CrowdWiz นั้นก็ไม่ได้ดำเนินธุรกิจได้ง่าย ๆ เพราะยังมีคู่แข่งที่ใกล้เคียงกันอยู่บ้าง อาทิ Blackmoon ที่ไม่ได้เน้นการใช้การตัดสินใจจากมวลชน แต่ช่วยให้ผู้จัดการกองทุนสร้างและจัดการพอร์ตการลงทุนบนบล็อกเชน, ICONOMI และ Menloport ที่ให้ผู้ใช้สร้างและจัดการกองทุนของตนเอง และให้ผู้ใช้คนอื่นมาร่วมลงทุนได้ แต่ไม่ได้ใช้การตัดสินใจจากมวลชน และ AICOIN ซึ่งเป็นระบบจัดการกองทุนแบบ AI โดยใช้การตัดสินใจจากมวลชน คือ AICOIN จะเป็นผู้จัดการกองทุน ในขณะที่การลงทุนนั้นมวลชนจะเป็นผู้ตัดสินใจ

รายละเอียดจาก VentureBeat และ CrowdWiz

ชมวิดีโอแนะนำ CrowdWiz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/about-crowdwiz/

Advertisements

สมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ต ช่วยคนอินเดียหาคู่รักถูกใจ เลือกแต่งงานได้ ไม่ต้องคลุมถุงชน

คนอินเดียรุ่นใหม่ไม่นิยมการเลือกคู่ให้ของพ่อแม่แล้ว ตอนนี้เว็บไซต์ช่วยหาคู่ในอินเดียกำลังร้อนเป็นไฟ มีผู้ใช้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 21% ทุกปี น่าจับตามองอย่างมาก เพราะอินเดียมีคนใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 450 ล้านคน แถมตลาดเว็บหาคู่ก็ประเมินว่าจะมีมูลค่าสูงถึงหลักหมื่นล้าน

เทคโนโลยีเปลี่ยนวัฒนธรรม จับตาดูตลาดหาคู่ที่ใหญ่ระดับหมื่นล้าน

ถ้าพูดถึงประเพณีการแต่งงานในสังคมอินเดีย โดยเฉพาะพื้นที่แถบชนบท อาจจะนึกถึงการจับคู่ให้ของญาติผู้ใหญ่ แล้วจัดแจงให้ครองคู่แต่งงานกับแบบคลุมถุงชน แต่รู้ไหมว่า 7 ปีให้หลังมานี้ หรือนับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา สังคมอินเดียเปลี่ยนแปลงไปมาก สิ่งสำคัญมาจากการแพร่หลายของ “สมาร์ทโฟน” กับ “อินเทอร์เน็ต” ทั้งสองปัจจัยนี้นำมาสู่การเกิดขึ้นของ “เว็บช่วยหาคู่ในอินเดีย”

เว็บช่วยหาคู่ในอินเดีย อย่างเช่น Matrimony.com, Jeevansathi.com และ Shaadi.com กำลังเติบโตอย่างมาก จากการคาดคำนวณจากฐานผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศที่ 450 ล้านคน ทำให้เว็บไซต์หาคู่เติบโตนับตั้งแต่ปี 2010 ถึง 2015 ที่อัตรา 21% ทุกปี

มีการคำนวณไว้ว่าในปี 2020 ตลาดเว็บหาคู่ในอินเดียจะมีมูลค่าอยู่ที่ 26,000 ล้านรูปี หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แต่ถ้าดูภาพรวมตลาดจัดงานแต่งของอินเดีย มูลค่าจะสูงไปถึง 54,000 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก แต่ด้วยจำนวนประชากรระดับพันล้านคนในประเทศ อาจจะไม่ใช่ตัวเลขที่น่าตกใจ

แนวโน้มการแต่งงานแบบเลือกเอง หาคู่เอง ไม่นิยมชมชอบการคลุมถุงชน แน่นอนว่าเกิดขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ประกอบกับเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม อย่างน้อยๆ ก็มาจากการก้าวข้ามเชิงภูมิศาสตร์ เช่นเป็นสาว อาศัยอยู่หมู่บ้านนอกเมือง ก็ไม่ต้องตกหลุมรักเพียงหนุ่มในหมู่บ้าน เพราะโลกเปิด สื่อสารกับหนุ่มเดลี หรือหนุ่มมุมไบได้ไม่ยาก

หนุ่มอินเดียคนหนึ่งชื่อ Md Azaharuddin Ahmed วัย 30 ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg บอกว่า “ผมใช้เว็บไซต์หาคู่ที่ใส่กลุ่มเป้าหมายว่า อยากได้คนที่อาศัยอยู่แถวไหน และนับถือศาสนาอะไร … แล้วหลังจากที่ผมได้พบกับ Mazda Sultana จากเว็บหาคู่ พ่อแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรกับการเลือกคู่เองของผม”

Photo: Flickr.com by Susan Sermoneta

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/smartphone-internet-indian-match-marry/

ทำความเข้าใจ ICO-Crypto Currency และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน

กระแสของการระดมทุนด้วยวิธี ICO (Initial coin offer) กำลังมาแรงอย่างมากในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และเพิ่งจะเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกหลังทางการจีนออกมาสั่งห้ามการระดมทุนด้วยวิธีดังกล่าวโดยบอกว่ายังไม่มีกฎหมายเข้ามารองรับ ส่วนประเทศไทยก็มีฟินเทคเจ้าหนึ่งนั่นคือ Omise ที่ระดมทุนด้วยวิธีดังกล่าว ในมูลค่า 25 ล้านเหรียญ

ข้อมูลจาก coindesk ระบุว่ามูลค่าการระดมทุนในตลาด ICO ทั่วโลกตอนนี้แตะระดับ 1,600 ล้านเหรียญเข้าไปแล้ว!!

หลายคนยังสงสัยว่าการระดมทุนด้วย ICO มันคืออะไร ถ้าจะสรุปสั้นๆคือ หากฟินเทคหรือสตาร์ทอัพต้องการระดมเงินทุนจากบุคคลใดๆ ก็ตามเพื่อไปพัฒนาธุรกิจหรือสร้างโปรดักต์ใหม่ ก็ทำการออกขายในสิ่งที่เรียกกันว่า Token ซึ่งเป็นเหรียญที่สามารถนำไปใช้แลกเป็น Crypto Currency อื่นๆ อย่าง Bitcoin,Ethereum หรือสกุลเงินดิจิทัลที่สร้างขึ้นเอง จากนั้นผู้ระดมทุนให้ก็สามารถเก็บ Crypto Currency นั้นๆ ไว้ใช้เอง หรือนำไปเทรดต่อในตลาดซื้อขายก็ได้

วิธีการระดมทุนดังกล่าว ได้รับความนิยมรวดเร็วก็เพราะสามารถเปลี่ยนทุนหรือเงินที่เราลงไปเป็นผลตอบแทนได้แทบจะทันที เรียกได้ว่านำไปใช้เป็นเงินได้เลย หากเทียบกับการระดมทุนในแบบ Venture Capital ที่เราต้องอยู่กับกิจการนั้นๆ หลายปี หรือระดมทุนแบบ Reward Crowd Funding ที่เราต้องรอจนกว่าผู้ที่ได้เงินจากเราไปจะผลิตสินค้าให้กับเราได้

แม้ทางการของหลายๆ ประเทศได้ออกมาแตะเบรคการระดมทุนรูปแบบนี้ และพยายามที่จะเข้ามาควบคุมดูแล แต่สุดท้ายแล้วผมเชื่อว่าจะไม่สามารถหยุดยั้งกระแสได้ เพราะเทคโนโลยีได้เข้ามาทะลายกำแพงความเชื่อและธรรมเนียมปฎิบัติเดิมๆ ของวงการการเงินโลกไปมากแล้ว ถึงตอนนี้ นักการเงินแบบดั้งเดิม (Traditional) หลายคนที่ผมได้สนทนาด้วยอาจจะยังไม่ Buy Idea เรื่องนี้แบบเต็มร้อย แต่ก็ไม่ถึงกับไม่สนใจเลยเสียทีเดียว

หากเราติดตามสำนักข่าวด้านเศรษฐกิจระดับโลกอย่าง Bloomberg ยังให้ความสำคัญกับ Crypto Currency ถึงขั้นเพิ่มเป็นเมนูใหม่ในเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ส่วนวงการเทรดหุ้น เราได้เห็น Forex Broker หลายแห่งเริ่มให้บริการเทรด Bitcoin ได้แล้ว และเริ่มเห็นนักการเงินบางรายหันมาลงทุนในด้าน Crypto Currency อย่างจริงจัง

ปีนี้ มูลค่าของสกุลเงินดิจิทัลทั่วโลกรวมกันแตะ 1ล้านล้านเหรียญเป็นที่เรียบร้อย โดยเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด แม้ความเห็นส่วนตัวผมมองว่าทั้ง ICO และ Crypto Currency ในไม่ช้าจะถึงจุด “ปรับสมดุล” ตามกลไกตลาด พูดง่ายๆ คือ ราคาอาจจะ Crash ลงมาจนอยู่ในภาวะที่สมเหตุสมผล แต่จะไม่มีหายไปจากโลกนี้แน่นอน

เพราะเทคโนโลยีทางการเงินใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ มันมาตอบสนอง ID และ EGO ของมนุษย์อย่างแท้จริง (ใครเรียนมนุษย์ศาสตร์มาน่าจะพอจำได้)  สรุปสั้นๆ คือ มนุษย์ทุกคนต้องการความเป็นอิสระ ไม่ต้องการคนมาควบคุม ไม่ชอบมีคนกลางมาบริหารจัดการ ซึ่งเทคโนโลยีการเงินทั้งหลายมันตอบโจทย์ตรงนี้ ส่วนรายละเอียดลึกๆ ขออนุญาตเล่า ในบทความถัดไปครับ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ico-crypto-currency-learning/

คนไทยมีช่องว่างหางานสูงมาก พนักงานออฟฟิศยังเป็นที่ต้องการ แต่ทั้งตลาดว่างงานเพิ่มเกือบแสนคน

ถ้าพูดถึงเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง หลายสำนักก็จะบอกว่าดีขึ้น แต่ถ้าไปดูตัวเลขคนว่างงานทุกภาคส่วน จะพบว่าตกงานเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 85,000 คน ในขณะที่ JobsDB.com ระบุว่า พนักงานออฟฟิศยังเป็นที่ต้องการของตลาด

Photo: Flickr.com by David Alexander Arnavat

หลายประเทศในอาเซียนซบเซา แต่เราเติบโต

แม้ว่าตัวเลขการคาดการณ์ของธนาคารโลกจะบอกว่า เศรษฐกิจไทยปี 2560 จะดีขึ้น GDP จะอยู่ที่ 3.5% ส่วนปีที่แล้วอยู่ 3.2% แต่ตัวเลขคนว่างงานโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ในเดือนกรกฎาคม 2560) ระบุว่า คนไทยว่างงานเพิ่มขึ้น 476,000 คน เพิ่มจากปีที่แล้วกว่า 85,000 คน แต่ต้องบอกว่าตัวเลขเหล่านี้เป็นภาพรวมของตลาดแรงงานทั้งหมด ถ้าเจาะไปเฉพาะพนักงานออฟฟิศ (White Collar) จะพบว่ายังเป็นที่ต้องการของตลาดมาก เราพาไปดูผลสำรวจจาก JobsDB.com ที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ไว้

ก่อนอื่นผลสำรวจของ JobsDB.com นี้ ทำการศึกษาตัวแทนบริษัทกว่า 1,000 คนในอาเซียนและคนหางานอีก 5,000 คน โดยการสำรวจนี้จัดทำในประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และประเทศไทย

ผลสำรวจไปในทิศทางใกล้กันคือ 50% ของทุกประเทศในภูมิภาคนี้ต้องการคนมาทดแทนตำแหน่งงานที่ว่างลง ส่วนอีก 22% ต้องการขยายกิจการเพิ่ม นั่นหมายความว่าต้องการจ้างงานเพิ่มมากขึ้น โดย “ไทย” เป็นประเทศอันดับที่ 3 ที่จะมีการจ้างงานเพิ่ม (ขอย้ำว่าในหมวดพนักงานออฟฟิศเท่านั้น) รองลงมาจากเวียดนามและฟิลิปปินส์

นพวรรณ จุลกนิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด

นพวรรณ จุลกนิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า “ถ้าเทียบกับค่าเฉลี่ยของอาเซียนแล้ว ไทยมีอัตราการจะจ้างงานสูงกว่า ส่วนหนึ่งมากจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น อีกส่วนมาจากขยายธุรกิจของผู้ประกอบการ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค”

“แต่ปัญหาคือในไทย ช่องว่างในการหางานยังสูงมาก คือคนหางานกับผู้ประกอบการยังไม่สอดคล้องกัน” หรือพูดอีกแบบคือ ผู้ประกอบการมีความต้องการพนักงานมาเติมเต็มในธุรกิจและกิจการที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ในด้านคนหางานยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูล หรือรับรู้ รวมทั้งยังมีทัศนคติที่แตกต่างออกไปค่อนข้างมาก

ช่องว่างหางานสูง ผู้ประกอบการ vs คนหางาน

จากการสำรวจทำให้เห็นภาพชัดขึ้น ถ้าเทียบการคาดการณ์ตลาดของฝั่ง “ผู้ประกอบการ” กับ “คนหางาน” จะชัดเจนมากขึ้น

เริ่มจากภาพรวมเฉลี่ยของตลาดที่ผู้ประกอบการให้คะแนนอยู่ที่ 4.3 ส่วนทางฝั่งคนหางานให้คะแนนเพียง 3.43 จาก 7 คะแนนเต็มทั้งคู่

ผลสำรวจระบุว่า ในด้านผู้ประกอบการไทยที่ให้คะแนนภาพรวมตลาดดีขึ้นเพราะมองเศรษฐกิจเป็นบวก ยิ่งถ้าเทียบกับประเทศในอาเซียนจะชัดเจนมาก เพราะไทยเป็นประเทศที่จะขยายกิจการและจ้างงานเพิ่มที่ 43% ส่วนค่าเฉลี่ยของประเทศในอาเซียนอยู่ที่ 22% เท่านั้น

ส่วนในด้านคนหางานที่ให้คะแนนออกมาค่อนข้างต่ำ มาจากปัจจัยหลายประการด้วยกันคือ ความท้าทายจากการแข่งขันในสายงานที่เพิ่มมากขึ้น ตลาดงานที่มีความหลากหลายมากขึ้น-ต้องการทักษะที่หลากหลาย และอีกอย่างคือธุรกิจสตาร์ทอัพจะประสบความสำเร็จและเติบโตได้ดี ทำให้การทำงานในบริษัทเป็นเรื่องที่คนหางานมองว่าน่าจะมีความต้องการต่ำ

แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผลสำรวจของ JobsDB.com ยืนยันว่าภาคธุรกิจยังต้องการพนักงานออฟฟิศเป็นจำนวนมาก (ดูได้จากตัวเลขผลสำรวจของไทยที่พุ่งสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน)

ธุรกิจสายสุขภาพ-ไอที มาแรง แต่คนไทยถูกผลิตน้อยเกินไป

ผลสำรวจยังบอกอีกว่า ธุรกิจที่จะมาแรงในอนาคต (ศึกษาจากทั้งมุมผู้ประกอบการและคนหางาน) คือธุรกิจสุขภาพและไอที

สำหรับธุรกิจสุขภาพ ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการให้คะแนน 7 เต็ม 7 หมายความว่า ธุรกิจจะขยายตัวอย่างมาก ส่วนเหตุผลมาจากการที่ไทยเป็นฮับด้านสุขภาพ มีการบริการทางการแพทย์ที่ดี และราคาเหมาะสม ไม่แพงเกินไป ส่วนด้านคนหางานก็เช่นเดียวกัน ให้คะแนนถึง 6 เต็ม 7 แต่ปัญหาของประเทศไทยคือ ยังผลิตคนเหล่านี้ออกมาไม่มากพอต่อความต้องการของตลาด ส่วนสายไอที เป็นเรื่องที่เข้าเห็นแนวโน้มอย่างดีในโลกยุคดิจิทัล แต่ไทยก็ยังผลิตไม่ทัน ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่

ทักษะที่สูงขึ้นคือสิ่งสำคัญของการหางานในอนาคต

ทักษะที่ตลาดต้องการจากคนหางานทั้งหลาย นอกจากความรู้ลึกๆ ในศาสตร์สาขานั้นแล้ว แต่การเปิดกว้างเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด การเปิดรับสิ่งใหม่ๆ จะเป็นการต่อยอดทักษะได้อีกมาก แต่ทั้งนี้การเปิดกว้างต้องมาพร้อมกับทักษะภาษาอังกฤษที่สามารถสื่อสารได้ เพราะความรู้ในโลกยุคใหม่อยู่ในภาษาอังกฤษไม่น้อย การไม่รู้ภาษาอังกฤษจึงหมายความว่า คุณจะไม่รู้ข้อมูลอีกมากที่เป็นประโยชน์ ส่วนอย่างสุดท้ายคือ การรู้จักเทคโนโลยี คือคุณต้องก้าวข้ามการใช้โปรแกรมพื้นฐานอย่าง Microsoft Office ไปแล้ว แต่ต้องมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย และพร้อมจะรับไอทีใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในสายงานของคุณด้วย

สรุป

แม้ปีนี้ภาพรวมตลาดแรงงานไทยจะตกงานเพิ่มขึ้น แต่ไทยก็เป็นประเทศที่จะมีการขยายการจ้างงานสำหรับ White Collar มากขึ้น ผู้ประกอบการให้ความเชื่อมั่นสูง นั่นหมายความว่า จะมีการจ้างงานเกิดขึ้นจำนวนมากขึ้นในคนกลุ่มนี้ แต่ปัญหาคือคนหางานทั้งหลายยังเข้าไม่ถึงสิ่งเหล่านี้

ทางออกที่เป็นไปได้ในขั้นแรกคือ เหล่าผู้ประกอบการและบริษัทที่ต้องการจ้างงานทั้งหลายต้องทำสิ่งที่เรียกว่า “Company Branding” มากกว่านี้ เพราะต่อให้คนรู้จักแบรนด์สินค้าของคุณ แต่ถ้าไม่รู้จักบริษัทของคุณ โอกาสที่จะดึงคนเก่งๆ เข้ามาในบริษัทก็จะเป็นเรื่องยาก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thai-job-white-collar/

รู้จักทีม Social & Digital ของ SCB ที่ทำช่วยสื่อแนวคิด Lifestyle Banking ให้ลูกค้าเข้าใจมากขึ้น

เมื่อการจูงใจให้ผู้บริโภคมาใช้บริการ หรือไว้ใจธุรกิจธนาคารมากขึ้นไม่ต้องทำกันแบบเชยๆ อีกต่อไป “ธนาคารไทยพาณิชย์” จึงตั้งทีมงานขึ้นมาดูเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อช่วยสื่อเรื่อง Lifestyle Banking ให้ลูกค้าเข้าใจมากขึ้น

ฝากความหวังไว้กับทีมงานแค่ 6 คน

ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า ทีมงานที่ดูเกี่ยวกับการสื่อสารบนโลกออนไลน์ของธนาคารไทยพาณิชย์จะเรียกว่า Social Media & Digital Content Division เป็นหนึ่งในฝ่ายการตลาดของธนาคาร ซึ่งปัจจุบันมีทีมงานแค่ 6 คนที่ดูแล และมี “จันทร์เพ็ญ จันทนา” เป็นหัวหน้าทีม ภายใต้ตำแหน่งผู้อำนวยการผู้บริหาร

โดยในทีม 6 คนนั้นจะแบ่งงานกันเพื่อดูและของทาง Social Media ก็คือ Facebook, Twitter และ LINE รวมถึงหน้าเว็บไซต์ของธนาคาร กับ YouTube, LinkedIn และ Pantip ด้วย ซึ่งหลักๆ ก็คือทำ Content ในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่เขียนยาว, เขียนสั้น, วีดีโอ ไล่ไปถึง Infographic เพื่อสื่อสารข้อมูลไปให้ผู้บริโภคได้ดีที่สุด

“ฝ่ายของเราทำงานได้ค่อนข้างเร็ว เพราะทางผู้ใหญ่ให้อำนาจเต็มที่ และเข้าใจว่าในโลก Social Media และ Digital ทุกอย่างต้อง Real-time ดังนั้นถ้ามามัวตัดสินใจบางเรื่องก็ทำให้ช้าเกินกว่าที่ควรจะเป็นได้ และที่ทำให้ SCB เติบโตในโลก Social ได้ขนาดนี้ก็เพราะมีทีม Product อื่นๆ ช่วยเราอยู่เยอะ เพราะฝั่ง Social ไม่ได้เชี่ยวชาญบริการทางการเงินนัก” จันทนา กล่าว

Real-time ที่ต้องเร็ว ทางทีมก็มีการประสานงานกับฝ่ายต่างๆ เพื่อช่วยกันสร้างแคมเปญ

ลงทุนต่อเนื่อง ส่งผลขึ้นเบอร์หนึ่ง Online

เมื่อเบื้องบนเห็นชอบอย่างนั้น การลงทุนเกี่ยวกับออนไลน์จึงเริ่มตั้งแต่ปี 2552 ใกล้เคียงกับธนาคารคู่แข่งบางรายที่เริ่มตอนนั้นเหมือนกัน แต่ด้วยการใส่เงินลงมามากขึ้นเรื่อยๆ ตัว Content ที่สื่อสารออกไปจึงตรงใจผู้บริโภคมากกว่า และสามารถเป็นผู้นำในธุรกิจธนาคาร เช่นมียอด Like บน Facebook 3.2 ล้านคน และ LINE Official Account ก็มีถึง 31.5 ล้านคน

ขณะเดียวกันความสำเร็จของ SCB ก็มาจากการปรับตัวไม่ให้เป็นเหมือนหุ่นยนต์ที่สื่อสารกับผู้บริโภคบนโลกออนไลน์ โดยอยากทำตัวเป็นมนุษย์มากที่สุด และตรงนี้เองก็ช่วยสื่อความเป็น Lifestyle Banking ที่ทางธนาคารต้องการจะสื่อออกมาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันเงินนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิตทุกช่วง ทำให้ถ้าธนาคารไปอยู่ในแต่ละช่วงชีวิตของผู้บริโภคได้ก็คงดีไม่น้อย

ท้าทายความดั้งเดิม และการทำผิดคือเรื่องปกติ

จันทนา เสริมว่า ค่อนข้างท้าทายในการเข้ามารับงานนี้ เพราะเรื่องออนไลน์ของทุกธนาคารต่างแข่งขันอย่างดุเดือด ประกอบกับด้วยประวัติยาวนานของธนาคารไทยพาณิชย์ยิ่งทำให้เล่นอะไรมากไม่ได้ เพราะจะเสื่อมเสียทั้งแบรนด์ และความน่าเชื่อถือ และตอนนั้นช่วงการเมืองหนักก็เคยผิดพลาดมาแล้ว ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะทีมเราเป็นมนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์

อีกแคมเปญที่ประสบความสำเร็จ ด้วยการทำ Infographic ให้เข้าใจง่าย

สรุป

การเดินเกมฝั่งโลกออนไลน์นั้นจะยิ่งเห็นชัดขึ้นเรื่องๆ ของธุรกิจธนาคาร และอื่นๆ เพราะมันสามารถใกล้ชิดผู้บริโภคได้อีกระดับ แถมได้ข้อมูลมาประยุกต์ใช้กับการวางแผนการตลาดในอนาคต แต่จะให้ดีต้องมีให้ครบทุกมุมทั้ง Real-time Marketing, เขียนแบบ Long Tail และ Video กับ Infographic รวมถึงต้องสื่อสารเรื่องยาก ให้เป็นเรื่องง่าย เข้าถึงได้เร็วด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/social-and-digital-team-in-scb/

บริษัทในเอเชียทุ่มเงินซื้อผู้บริหารมาทำงาน จีนกระเป๋าหนักสุด เฉลี่ยตกเดือนละ 1 ล้านบาท

เทรนด์นี้ต้องรู้ บริษัทในเอเชียจ้างผู้บริหารมาทำงานกันในอัตราค่าจ้างที่สูงมาก คิดแบบเฉลี่ยแล้วยังสูงกว่าประเทศในแถบตะวันตกด้วยซ้ำ จีนนำลิ่ว ตามด้วยเกาหลีใต้ ส่วนไทยก็ยังติดโผ

Photo: Pixabay

เปิดค่าจ้างผู้บริหารในบริษัทแถบเอเชีย

ในยุคที่สภาพแวดล้อมของธุรกิจได้เปลี่ยนไปมาก เพราะว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสูง ผู้บริหารที่เป็นหัวเรือของบริษัทจึงถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในบริษัท ดูได้จากหลายบริษัทในเอเชียที่จ้าง “ผู้บริหารฝีมือดี” มานั่งทำงานในอัตราเงินเดือนที่สูงมาก

จากการสำรวจของ Mercer บริษัทที่ปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ในสหรัฐอเมริกา ที่ไปศึกษาบริษัทกว่า 25,000 แห่ง ใน 125 ประเทศ (ในปีงบประมาณ 2016) ได้เปิดเผยข้อมูลการจ้างผู้บริหารมาทำงานในบริษัทของประเทศต่างๆ ดังนี้

  • จีน : ค่าจ้างเฉลี่ยปีละ 357,345 เหรียญ (ประมาณ 11,800,000 บาท)
  • เกาหลีใต้ : ค่าจ้างเฉลี่ยปีละ 266,029 เหรียญ (ประมาณ 8,800,00 บาท)
  • เวียดนาม : ค่าจ้างเฉลี่ยปีละ 244,972 เหรียญ (ประมาณ 8,100,000 บาท)
  • ญี่ปุ่น : ค่าจ้างเฉลี่ยปีละ 237,513 เหรียญ (ประมาณ 7,800,000 บาท)
  • ไทย : ค่าจ้างเฉลี่ยปีละ 211,451 เหรียญ (ประมาณ 7,000,000 บาท)

จะเห็นได้ว่าค่าจ้างผู้บริหารในเอเชียมีอัตราที่สูงมาก อย่างในจีนเฉลี่ยแล้วก็ตกเดือนละประมาณ 1 ล้านบาท แต่ถ้าไปเทียบกับบริษัทในตะวันตกอย่างเยอรมัน ค่าจ้างผู้บริหารเฉลี่ยต่อปีแล้วอยู่ที่ 241,580 เหรียญ (ประมาณ 8,000,000 บาท) เท่านั้น หรือตกเดือนละ 670,000 บาทเท่านั้น

Photo: Pixabay

ส่วนถ้าเป็นในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ค่าจ้างสูงสุดไปตกอยู่ที่สิงคโปร์ ดังนี้

  • สิงคโปร์ : ค่าจ้างเฉลี่ยปีละ 210,923 เหรียญ (ประมาณ 7,000,000 บาท)
  • จีน : ค่าจ้างเฉลี่ยปีละ 204,561 เหรียญ (ประมาณ 6,800,000 บาท)
  • ญี่ปุ่น : ค่าจ้างเฉลี่ยปีละ 173,412 เหรียญ (ประมาณ 5,700,000 บาท)
  • เกาหลีใต้ : ค่าจ้างเฉลี่ยปีละ 160,352 เหรียญ (ประมาณ 5,300,000 บาท)
  • เวียดนาม : ค่าจ้างเฉลี่ยปีละ 131,785 เหรียญ (ประมาณ 4,300,000 บาท)

แต่ถ้าไปเทียบกับเยอรมันที่ค่าจ้างผู้จัดทั่วไปเฉลี่ยแล้ว ตกอยู่ที่ปีละ 179,115 เหรียญ (ประมาณ 5,900,000 บาท) ดูจากตัวเลขแล้วเยอรมันก็ยังเป็นรองจีนและสิงคโปร์อยู่ดี

แน่นอนว่านี่เป็นเทรนด์ของบริษัทเอเชียที่ต้องการดึงคนเก่งๆ เข้ามาทำงานด้วย เพราะค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้นก็ดึงดูดคนเก่งๆ ได้มากกว่าอยู่แล้ว นอกจากนั้น ถ้าดูจากข้อมูลของ Hays บริษัทหางานในอังกฤษที่ระบุไว้ชัดว่า “เงินเดือนที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนงาน”

แต่ทั้งนี้ก็ต้องไม่ลืมว่า ด้วยค่าจ้างที่สูงขนาดนั้น บริษัทก็ย่อมคาดหวังการทำงานที่สมน้ำสมเนื้อกับเงินเดือนที่ได้รับด้วยเช่นกัน

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/asia-company-executive-work/

ทำไมจีนถึงเป็นตลาดหนึ่งเดียวที่ Amazon เจาะยังไง ก็ไม่เข้า

ถือว่าไม่ใช่งานง่ายของ Amazon เหมือนกัน ในการบุกตลาดจีนที่มีสองยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซอย่าง Alibaba และ JD.com แล้วแผนของ Amazon ที่จะส่งสินค้าให้คนทั้งโลกจะสำเร็จได้อย่างไร ถ้าเจาะตลาดจีนไม่สำเร็จ

Amazon.cn

ทำไม Amazon ถึงเจาะตลาดจีนไม่สำเร็จ?

การเข้าไปเจาะตลาดในจีนของ Amazon ดูท่าจะไม่ประสบความสำเร็จ ปัจจัยหลักๆ คือ คู่แข่งเจ้าบ้าน 2 รายที่แข็งแกร่งขึ้นทุกวันอย่าง Alibaba และ JD.com

ในปีที่แล้ว Amazon พยายามรุกหนักด้วยการส่ง Amazon Prime เข้ามาให้บริการในจีน แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะถ้าดูจากส่วนแบ่งการตลาดในจีนแล้ว Amazon ยังครองได้เพียงแค่ 1% ของสินค้าอุปโภคบริโภค นับว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากปีที่แล้วเท่าไหร่นัก

อย่างที่เข้าใจกันว่า หนึ่งในสิทธิพิเศษของ Amazon Prime คือ “การจัดส่งฟรี” แต่แค่นั้นมันไม่พอ เพราะอีคอมเมิร์ซในจีนรายใหญ่ทุกรายก็สามารถส่งสินค้าได้ฟรี แล้วไม่ใช่แค่ส่งสินค้าจีนฟรีเท่านั้น สินค้าที่มาจากฝั่งตะวันตก อีคอมเมิร์ซอย่าง Alibaba และ JD.com ก็สามารถจัดส่งให้ฟรีได้เช่นเดียวกัน มองในมุมนี้แล้ว Amazon Prime ถือว่าไม่ใช่จุดเด่นหรือพอจะเรียกได้ว่าเป็น “ท่าไม้ตาย” ของ Amazon ที่จะใช้เพื่อครองตลาดจีนได้อย่างแน่นอน

แต่หลังจากการปล่อย Amazon Prime เมื่อปีที่แล้ว (และยังไม่สามารถตีตลาดจีนได้) Amazon ก็เลยประกาศปรับลดราคาสมาชิก Prime ในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมาให้อยู่ที่ 30 เหรียญ (ราวๆ 1,000 บาท) ถือว่าต่ำกว่าค่าสมาชิกในสหรัฐอเมริกาอยู่มาก ที่อยู่ที่ 99 เหรียญ (ประมาณ 3,300 บาท) แต่ทั้งนี้ แม้จะลดราคาลงแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่ายังไม่สามารถเจาะตลาดจีนได้ มันเป็นเพราะอะไร?

Amazon china

คำตอบที่ง่ายและตรงที่สุดคือ เป็นเพราะเจ้าถิ่นมีโปรโมชั่นที่แข็งแกร่งกว่า ก็ลองไปดูทั้ง Alibaba และ JD.com ที่ต่างมีข้อเสนอสำหรับสมาชิก แต่ทั้งคู่บอกชัดเลยว่า “ไม่ต้องสมัครสมาชิก” แต่เพียงแค่ซื้อของเกิน 15 เหรียญ (500 บาท) ค่าจัดส่งสินค้าจะฟรีทั้งหมด นอกจากนั้น Alibaba ยังมีรางวัลพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อของ จะมีโอกาสได้รับส่วนลดในการซื้อสินค้าแบรนด์เนมและอาจได้ตั๋วไปดูคอนเสิร์ตอีกด้วย ในขณะที่ JD.com ไม่น้อยหน้า บอกเลยว่าถ้าซื้อของเกิน 22 เหรียญ (730 บาท) สามารถอ่าน e-book ได้ไม่อั้น และได้สิทธิจัดส่งสินค้าฟรี 5 เดือนกันไปเลย

JD.com

อีกอย่างที่ Amazon ยังสู้ไม่ได้คือ “แพลตฟอร์มบนโทรศัพท์มือถือ” จริงๆ ถ้าได้ลองสั่งซื้อของผ่านแพลตฟอร์มมือถือทั้ง Amazon, Alibaba และ JD.com จะเห็นได้ชัดว่า Amazon ไม่โดดเด่นบนมือถือ แต่จะโดดเด่นบนเว็บไซต์มากกว่า (เอาจริงๆ เว็บไซต์ก็ยังดูจืดๆ เมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่มันเป็นสไตล์ของเขา) ในขณะที่อีกรายใหญ่ของจีนทั้ง 2 นั้นทำแพลตฟอร์มมือถือออกมาได้ค่อนข้างดี เช่น สีสันที่ละลานตามากกว่า คนจีนชอบ

แต่ต้องไม่ลืมว่า คนจีนกว่า 60% ใช้โทรศัพท์มือถือในการซื้อของออนไลน์ โดยนักวิเคราะห์จาก Boston Consulting Group ได้คำนวณมูลค่าอีคอมเมิร์ซของจีนในปีนี้ไว้ที่ 720,000 ล้านเหรียญ (ประมาณ 23 ล้านล้านบาท)

Alibaba

จะเห็นได้เลยว่าการบุกจีนของ Amazon นั้นไม่ง่าย และถึงที่สุดแล้ว หาก Amazon ยังวางเป้าหมายไว้จุดเดิมคือ จะเป็นบริการที่ส่งสินค้าให้กับคนทั้งโลก การเจาะตลาดจีน-ประเทศซึ่งมีประชากรมากที่สุดในโลกไม่สำเร็จ ก็คงชัดเจนว่าแผนการนี้ของ Amazon จะไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในเร็ววันนั่นเอง

ที่มา – THE WALL STREET JOURNAL

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/amazon-china-alibaba-jd/