คลังเก็บป้ายกำกับ: KNOWLEDGE

รู้ไหมว่า Airbnb มีมหาวิทยาลัยเป็นของตัวเอง ตั้งมาผลิต Data Scientists โดยเฉพาะ วิเคราะห์ข้อมูล

ในยุคที่ข้อมูลคือทรัพย์สินอันล้ำค่า แต่ Data Scientists หรือนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลยังมีไม่พอต่อความต้องการของตลาด Airbnb ตั้งมหาวิทยาลัยสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ เริ่มมาได้เกือบ 1 ปีแล้ว

Photo: Airbnb

โลกยุคข้อมูลข่าวสาร ไม่ใช่แค่รู้ แต่ต้องวิเคราะห์-ต่อยอดได้

Data Scientists หรือนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ชื่ออาจฟังดูเหมือนนักวิทยาศาสตร์ทั่วไป แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ชนิดที่ส่องกล้องจุลทรรศน์หรืออยู่ในห้องแล็บ เพราะผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ต้องมีสกิลที่ใช้ทักษะหลายด้านเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เช่น Hacking & Computer Skill, Statistic & Mathematics Skill และ Domain Knowledge ลองอ่านเกี่ยวกับ Data Scientists เพิ่มเติมได้ที่นี่

แน่นอนว่า Airbnb เป็นธุรกิจที่เติบโตมากับยุคดิจิทัล มองเห็นช่องว่างในการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ จึงเปิดมหาวิทยาลัยข้อมูล Data University ของ Airbnb ที่ควบคุมหลักสูตรเองทั้งหมด ลองดูได้ที่นี่

Airbnb บอกว่า แต่ก่อนถ้าจะศึกษาเกี่ยวกับ Data Science อาจต้องไปเรียนตามโปรแกรมออนไลน์อย่าง Coursera หรือ Udacity แต่เอาเข้าจริงแล้วการไปศึกษาแบบนั้นก็เอาไปใช้กับในบริษัทที่อื่นๆ ได้ยาก อย่าง Airbnb เองก็บอกเลยว่า “เรียนแบบนั้นมา ก็ใช้ไม่ได้จริงกับ Airbnb เพราะไม่รู้ข้อมูลภายในของ Airbnb ว่าทำงานอย่างไร”

 

โดยหลักสูตรของ Airbnb มี 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 สอนเกี่ยวกับการตัดสินใจในข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่อย่างหลากหลาย และออกแบบข้อมูลให้กับทีม รวมถึงงานด้านทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาธุรกิจด้วย ส่วนระดับต่อๆ มาจะศึกษาไปถึงการใช้ Machine Learning เพื่อช่วยเสริมข้อมูลให้กับวิศวกรของทีม

Photo: Airbnb

Data Science หน่วยสำคัญของธุรกิจในยุคดิจิทัล

Jeff Feng ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ประจำทีมวิเคราะห์ของ Airbnb ระบุว่า ต่อไปในอนาคตหลายบริษัทจะต้องมี Data Scientists ประจำบริษัทไว้ เพราะมีความสำคัญ ส่วนการตั้งหลักสูตรขึ้นมาเรียนแบบ Airbnb น่าจะมีให้เห็นมากขึ้นในหลายแห่ง เหมือนอย่างที่ Google ได้ทำมาตลอดนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หลักสูตรของ Airbnb เปิดมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2016 แล้ว โดยตอนนี้ Airbnb มีผู้ที่สามารถใช้ Data Science ได้มากขึ้นจากเดิม 30% เป็น 45% ส่วนพนักงานที่มีอยู่ 500 คนได้เรียนอย่างน้อย 1 คลาสแล้ว แต่ตอนนี้ Airbnb ก็ยังไม่ได้ขยายโครงการนี้ออกไปสู่ออฟฟิศของตัวเองที่มีอยู่กว่า 22 แห่งแต่อย่างใด

ที่มา – techcrunchAirbnb

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/airbnb-data-scientist-university/

Advertisements

วิจัยเผย ในอเมริกา ถ้าสมัครงาน ชื่อต้องเหมือนฝรั่งผิวขาว โอกาสผ่านเข้ารอบจะสูง

แม้การสมัครงานจะเป็นเรื่องของการแข่งขัน แต่ก็ไม่เป็นธรรมและเหลื่อมล้ำสูง งานวิจัยจากฮาร์วาร์ด พบว่า หากคุณไม่ใช่ฝรั่งผิวขาว และสมัครงานในอเมริกาโดยเปิดเผยชื่อและเชื้อชาติที่แท้จริง โอกาสเรียกสัมภาษณ์งานมีประมาณ 10% เท่านั้น

Photo: Pixabay

เปลี่ยนชื่อและปกปิดเชื้อชาติ โอกาสสูงขึ้นจริง

งานวิจัยของของ Katherine DeCelles จากภาควิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ศึกษารูปแบบการสมัครรับเข้าทำงานผ่านการสร้างเรซูเม่กว่า 1,600 ชิ้น แล้วส่งไปตามเว็บไซต์กว่า 16 เมืองในสหรัฐอเมริกา โดยวัดผลความสำเร็จจากการโทรเรียกให้ไปสัมภาษณ์ในรอบต่อไป

ผลปรากฏว่า ถ้าระบุลงไปในเรซูเม่ว่าเป็นแอฟริกัน-อเมริกันหรืออเมริกันผิวดำ จะได้รับการติดต่อกลับประมาณ 10% ในขณะเดียวกัน ถ้าเรซูเม่มีคุณสมบัติเหมือนกันทั้งหมด แต่ปกปิดเชื้อชาติเอาไว้ และเปลี่ยนชื่อจริงและใส่ประสบการณ์ที่ดูเหมือน “ฝรั่งผิวขาว” เข้าไป โอกาสในการติดต่อกลับสูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 25%

ตารางแสดงการติดต่อกลับของการสมัครงานของชาวแอฟริกันอเมริกันที่ปรับให้ดูเป็นฝรั่งผิวขาวมากขึ้น

ในขณะที่ชาวเอเชีย ผลวิจัยไปในทางเดียวกันคือ ถ้าระบุชื่อจริงและเชื้อชาติลงไปในเรซูเม่ โอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์มีเพียง 11.5% เท่านั้น แต่ถ้าเปลี่ยนชื่อจริงและใส่ประสบการณ์ให้ดูเหมือน “ฝรั่งผิวขาว” ตัวเลขในการเรียกสัมภาษณ์กลับอยู่ที่ 21%

ตารางแสดงการติดต่อกลับของการสมัครงานของชาวเอเชียที่ปรับให้ดูเป็นฝรั่งผิวขาวมากขึ้น

ชื่อและประสบการณ์แบบไหน ที่เรียกว่าดูเหมือน ฝรั่งผิวขาว

เริ่มที่ “ชื่อ” กันก่อน เอาเข้าจริงแล้ว ผู้สมัครงานหลายคนอาจทราบดีว่า การเปลี่ยนชื่อนั้นสำคัญ เพราะหมายความว่าโอกาสได้งานจะสูงขึ้น อย่างเช่น คนเอเชียที่ตอนแรกอาจชื่อ “ลี” (Lei) ก็จะเปลี่ยนให้ดูเป็นฝรั่งผิวขาวมากขึ้นเป็น “ลุค” (Luke)

ส่วน “ประสบการณ์” เช่น การทำกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นการปีนเขา การเล่นสโนว์บอร์ด หรือการพายเรือคายัค คือต้องเป็นกิจกรรมที่สะท้อนวัฒนธรรมที่ดูตะวันตก

ทีมงานวิจัยได้ไปสัมภาษณ์คนเอเชียและคนแอฟริกันอเมริกัน 59 คน อายุระหว่าง 18 – 25 ปี พบว่า กว่า 36% ตระหนักดีถึงการทำให้เรซูเม่ตัวเองดูเป็น “ฝรั่งผิวขาวมากขึ้น” นอกจากนั้นคนในกลุ่มนี้กว่า 1 ใน 3 ยังบอกว่าคนรู้จัก เพื่อน หรือสมาชิกในครอบครัวก็ทำแบบนี้เหมือนกัน

สาวเอเชียคนหนึ่งในบรรดาผู้ถูกสัมภาษณ์ บอกว่า “ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนชื่อ ฉันไม่ได้เคยได้รับการติดต่อให้ไปสัมภาษณ์งานที่ไหนเลย แต่หลังจากที่เปลี่ยนชื่อ ฉันก็ได้รับโอกาสนั้น”

Photo: Pixabay

ผู้สมัครชาวเอเชียหลายคน ระบุตรงกันว่า มักปกปิดเชื้อชาติที่แท้จริง เพราะกลัวว่านายจ้างอาจกังวลเรื่องภาษา ส่วนผู้สมัครชาวแอฟริกันอเมริกันมักปกปิดว่า เคยมีองค์กรเกี่ยวกับคนผิวดำที่สนับสนุนตนมาในอดีต ไม่ว่าจะเป็นทุนจากมหาวิทยาลัย หรือองค์กรทางสังคมทั้งหลาย เพราะกลัวว่าจะถูกตัดสินจากเรซูเม่ที่ส่งไป และไม่ได้รับโอกาสในการเข้าไปสัมภาษณ์งาน

สรุป

บริษัทหลายแห่งในสหรัฐอเมริกายังคงมีทัศนคติต่อ “ชื่อ” และ “ประสบการณ์” ที่ดูไม่เป็นฝรั่งผิวขาว ทำให้คนที่อยู่ภายใต้โครงสร้างการสมัครงานที่ไม่เป็นธรรมต้องดิ้นรนด้วยการไม่เปิดเผยสิ่งที่อาจทำให้เสียคะแนน ไม่ได้รับโอกาสในการทำงาน ทั้งที่หลายครั้งบริษัทต่างๆ มักประกาศในใบรับสมัครงานว่าเชื่อมั่นในความแตกต่างหลากหลาย แต่เอาเข้าจริงแล้ว ผลวิจัยพิสูจน์ว่า มันไม่เป็นเช่นนั้น

ทางออกที่เป็นไปได้คือ “ผู้สมัคร” ต้องปกปิดสิ่งเหล่านั้นเพื่อปกป้องโอกาสของตนเอง ส่วนทางแก้ที่เป็นไปได้คือบริษัทต้องหันมาพิจารณาคุณสมบัติที่ไม่เกี่ยวข้องกับชื่อ เชื้อชาติ และเคารพความแตกต่างหลากหลายของประสบการณ์ เพราะถ้าไม่เปลี่ยน โครงสร้างแบบนี้ก็จะคงอยู่ต่อไป ท้ายที่สุด “ความซื่อสัตย์” ที่มักระบุในใบสมัครงานก็เป็นแค่คำสวยหรูที่ไม่ได้มีคุณค่าใดๆ ทั้งต่อตัวบริษัทและผู้สมัครงานเท่านั้นเอง

ที่มา – HBSWK, วิจัย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/resume-whiten-job/

ศึกษา 4 ธุรกิจค้าขายนำ AI ต่อยอดการเติบโต พร้อมหลุดพ้นจาก Retail Apocalypse

AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไป หลังจากกลุ่มธุรกิจค้าขายเริ่มนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาสร้างธุรกิจให้เติบโต พร้อมหลุดพ้นจากยุค Retail Apocalypse ซึ่งนี่คือ 4 ธุรกิจที่น่าศึกษาในการนำ AI มาใช้งาน

Starbucks Debuts Voice Ordering | Starbucks Newsroom

Starbucks

Starbucks เริ่มเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภค และเปิดให้ลูกค้าสั่งสินค้าจากภายนอกร้าน ก่อนที่จะเลือกสาขาในการไปรับเครื่องดื่มที่สั่ง ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกควบคุมโดย AI หรือระบบปัญหาประดิษฐ์ภายใน Application ที่ชื่อว่า My Starbucks Barista เพียงแค่เปิด Application และกดปุ่มเพื่อพูดเครื่องดื่มที่ต้องการเข้าไป ตัวระบบก็จะประมวลเสียงเป็นคำสั่ง และส่งไปยังสาขาที่ใกล้เคียงเพื่อทำเครื่องดื่มเอาไว้

ซึ่งการเปิดให้สั่งเครื่องดื่มจากอกร้าน ทำให้ลดปัญหาการเข้าคิวเพื่อไปสั่ง และชำระเงิน โดยปัจจุบันการชำระเงินผ่าน Smartphone ของ Starbucks ในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 25 ของรูปแบบการชำระเงินทั้งหมด มากกว่านั้น 2 ใน 3 ของผู้สมัครสมาชิกกับ Starbucks กว่า 8 ล้านราย ต่างใช้ Application ในการชำระเงินอย่างน้อย 1 ครั้ง/เดือน และ 1 ใน 3 ของจำนวนนี้ใช้วิธีการสั่งสินค้าจากนอกร้าน ทำให้ลดปัญหาการเข้าคิวได้มาก

Cosabella

แบรนด์ชุดชั้นใน Cosabella ใช้ AI ในการทำการตลาดรูปแบบใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจ และความเข้าใจของสินค้าแก่ผู้บริโภค ภายใต้แพลตฟอร์ม Emarsys ตั้งแต่เดือนต.ค. 2559 ซึ่งตั้งแต่วันนั้น ตัวแบรนด์ก็มีผู้สมัครรับข่าวสารทางอีเมลเพิ่มขึ้นทันที และสร้างยอดขายจากช่องทางนี้เพิ่มถึง 60% แสดงให้เห็นการตลาดอย่างถูกต้องในการสร้างการขายจาก Online สู่ Offline ได้อย่างดี

สำหรับ Emarsys คือระบบ AI ที่จะส่งส่วนลดเฉพาะบุคคลไปยังผู้ที่สมัครสมาชิกรับข่าวสารทางอีเมล และอิงจากพฤติกรรมผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าตามเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งเมื่อยิงส่วนลดถูกจุด โอกาสที่จะขายสินค้าไปให้ผู้บริโภคที่ตรงกันก็มีสูง และนั่นเท่ากับการยอมลดราคาเพียงเล็กน้อย เพื่อสร้างยอดขายเพิ่ม แถมอาจได้มากกว่าแค่สินค้าลดราคาจากผู้บริโภค ก็ทำให้การลงทุนระบบครั้งนี้คุ้มค่าเลยทีเดียว

Lowe’s

กลุ่มผู้ขายสินค้าเกี่ยวกับที่พักอาศัยก็สามารถลงทุนในเรื่อง AI ได้เช่นกัน อย่าง Lowe’s ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจนี้ก็ใช้หุ่นยนต์ในการตรวจจับการใช้บริการภายในสาขามากว่า 2 ปี ภายใต้ชื่อ LoweBot เพื่อช่วยให้ผู้เข้ามาใช้บริการสามารถหาสินค้าได้ง่ายขึ้น ซึ่ง LoweBot แต่ละตัวจะมีหน้าที่ตอบคำถามต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ต้องการอยู่ที่ไหน รวมถึงการออกแบบในพื้นที่ต่างๆ และตัวหุ่นยนต์ก็จะตอบกลับมาเป็นภาษาเหมือนที่มนุษย์ใช้พูดกันอยู่จริงๆ

นอกจากนี้ตัว LoweBot ยังติดตั้งอุปกรณ์สแกนสินค้าแบบสามมิติ ทำให้สามารถช่วยเหลือผู้ใช้งานภายในสาขาได้อย่างดียิ่งขึ้นด้วย มากกว่านั้นตัวหุ่นยนตืยังช่วยพนักงานภายในสาขาบริหารสต๊อกสินค้าได้ดียิ่งขึ้น เพราะเวลามีลูกค้ามาสอบถามสินค้า ตัวหุ่นยนต์ก็จะเข้าไปสแกนตามเชลฟ์วางต่างๆ และเมื่อสินค้านั้นหายไป ก็จะแจ้งแผนกสต๊อกให้เติมสินค้าในทันทีอีกด้วย

ภาพโดย SounderBruce (Own work) [CC BY-SA 4.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)%5D, via Wikimedia Commons

Amazon

Amazon Go ร้านจำนหน่ายอาหาร และของใช้ภายในบ้านของกลุ่ม Amazon ที่ใช้ AI ในการบริหารจัดการทั้งหมด และยกเลิกรูปแบบเดิมของร้านค้า ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนา AI มาใช้งาน ผ่านการใช้เซ็นเซอร์ต่างๆ ติดตามการหยิบสินค้าของผู้บริโภคจากชั้นวางต่างๆ และสินค้าเหล่านั้นจะถูกบรรจุใส่ใน Virtual Cart หรือตะกร้าจำลองใน Application ของ Amazon Go และจะคิดเงินอัตโนมัติเมื่อลูกค้าเดินออกจากร้านไปแล้ว

ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าขาดการเเชื่อมต่อระบบต่างๆ เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Deep Learning, Sensor Fusion และ computer Vision โดยปัจจุบันมีสาขา Amazon Go อยู่ 1 แห่งที่ Seattle และทาง Amazon ก็มีแผนที่จะเปิดกว่า 2,000 สาขา หากเทคโนโลยีนี้เดินหน้าไปด้วยดี

อ้างอิง // Inc.

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/retail-ai-go-together/

ทำความเข้าใจแบบง่ายๆ และสิ่งที่เกิดหลังติดไวรัส WannaCry โดยผู้เชี่ยวชาญ Security จาก G-ABLE

ตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค. ที่ผ่านมา ไวรัสประเภท RansomWare ที่ชื่อว่า WannaCry เริ่มแพร่ระบาดไปในหลายประเทศ มีเครื่องคอมพิวเตอร์ติดไปเป็นหลักแสนเครื่อง ซึ่งประเทศไทยเองก็มีหน่วยงานที่โดนไปแล้วเรียบร้อยเช่นเดียวกัน มีข่าวสาร ข้อมูลที่เกี่ยวข้องออกมาไม่น้อย

Brand Inside ได้พูดคุยกับ ดร.ภูมิ ภูมิรัตน Senior Security Consultant จาก G-ABLE ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cyber Security และ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เพื่อทำความเข้าใจแบบง่ายๆ และสรุปมาให้ทุกคนเข้าใจได้ง่ายยิ่งกว่า ทั้งผู้ใช้ทั่วไป องค์กร ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้น และสิ่งที่จะตามมา

เมื่อคอมพิวเตอร์ติดไวรัส WannaCry

RansomWare ชนิดพิเศษ โจมตีแบบไม่เลือกเป้าหมาย

ดร.ภูมิ อธิบายแบบสั้นๆ เข้าใจง่ายว่า RansomWare เป็นไวรัสประเภท Malware ซึ่งเดิมเน้นสร้างความรำคาญกับผู้ใช้งาน แพร่กระจายผ่านทาง email, thump drive ต้องมีการคลิกเปิด ไฟล์บางอย่างก่อน แต่ WannaCry เป็น RansomWare ชนิดใหม่ ที่พัฒนาตัวเองเป็น Worm (หนอน) แปลว่าไม่ต้องมีการคลิก ขอแค่คอมพิวเตอร์มีช่องโหว่ที่เป็นเป้าหมาย และมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จะมีโอกาสติดทันที

และ WannaCry มีเป้าหมายที่ผู้ใช้งาน Microsoft Windows หรือพูดง่ายๆ ว่า เกินครึ่งของคอมพิวเตอร์ทั่วโลก โดยไม่มีการกำหนดเป้าหมายในการโจมตี ซึ่งผู้ที่มีความเสี่ยงสูงคือ ผู้ใช้ Microsoft Windows ตั้งแต่รุ่น XP, Vista, 7, 8 และ 10 ที่ไม่มีการอัพเดท patch เมื่อประมาณเดือน มี.ค. ที่ผ่านมานี้

คอมพิวเตอร์ที่ติด WannaCry จะถูกล็อกเครื่องใช้งานไม่ได้ ล็อกไฟล์งาน จนกว่าจะจ่าย “ค่าไถ่” เป็นเงินประมาณ 300 ดอลลาร์ผ่าน bitcoin หรือกว่า 10,000 บาท เพื่อให้สามารถเปิดคอมพ์และคัดลอกไฟล์ข้อมูลได้

ดร.ภูมิ ภูมิรัตน Senior Security Consultant จาก G-ABLE

จ่าย – ไม่จ่าย สุดท้ายต้องล้างเครื่อง

สำหรับในประเทศไทย แม้ไม่มีการยืนยันชัดเจน แต่คาดว่ามีหน่วยงานรัฐและเอกชนที่โดน WannaCry เล่นงานด้วยแน่นอน ดังที่กล่าวไปแล้วว่า WannaCry ไม่มีเป้าหมาย หากคอมพิวเตอร์มีช่องโหว่ และมีโอกาส ไวรัสจะเข้าโจมตีทันที ยิ่งองค์กรในไทย โดยเฉพาะกลุ่ม non-bank ส่วนใหญ่ไม่มี กระบวนการ update patch เป็นประจำอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่ หากมี patch ใหม่ให้อัพเดทเมื่อ ประมาณ มี.ค. ที่ผ่านมา แล้วจะยังไม่มีการอัพเดทเกิดขึ้น

สำหรับ patch ปกติจะมี 2 ส่วน คือ cycle patch เป็นการอัพเดทเพื่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบ ประมาณ 1-2 ครั้งต่อปี อีกส่วนคือ security patch คือ การอัพเดทเพื่อปิดช่องโหว่ รูรั่วของระบบ ที่จะมาบ่อยหน่อย แต่เมื่อไม่มีการอัพเดทเป็นประจำ ก็ทำให้หลายองค์กร โดนเล่นโจมตี และเมื่อมีคอมพ์ 1 เครื่องในองค์กรโดน โอกาสที่เครื่องอื่นจะโดนทั้งหมด ก็เป็นไปได้สูง

เมื่อโดน WannaCry โจมตีแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ

  1. จ่ายเงินค่าไถ่ เพื่อเปิดคอมพ์ แล้วทำการคัดลอกหรือ back up ไฟล์ข้อมูลออกมาแล้วจึง ล้างเครื่องเพื่อติดตั้งระบบใหม่
  2. ไม่จ่ายเงินค่าไถ่ เพราะไฟล์ข้อมูลในเครื่องไม่สำคัญ หรือ มีการ back up ไฟล์ข้อมูลไว้ประจำแล้ว ก็ล้างเครื่องติดตั้งระบบใหม่ได้เลย

คอมพิวเตอร์ในประเทศไทย มีความเสี่ยงสูงขึ้นเรื่อยๆ กับการติดไวรัส

ดร.ภูมิ บอกว่า นี่คือความจริงที่ต้องยอมรับ สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ยังมีจำนวนไม่น้อยที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows ของปลอม แปลว่า ไม่สามารถอัพเดท patch ใหม่ได้ บางคนยังใช้ XP อยู่ เมื่อไม่สามารถอัพเดท และ WannaCry เป็นไวรัสแบบไม่มีเป้าหมาย จึงมีโอกาสติดได้เช่นกัน (จากนั้นก็รอจ่าย – ไม่จ่ายเงินค่าไถ่ และล้างเครื่องใหม่)

ขณะที่องค์กรต่างๆ ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน ประกอบด้วย

  1. ปัญหาอยู่ที่กระบวนการ patch management เช่น ไม่สามารถอัพเดท patch ได้ทันกับจำนวนเครื่องที่มีอยู่ เพราะมีพนักงานไอทีไม่เพียงพอ หรือ กระบวนการ patch management ไม่ดีพอ อัพเดทไม่ครบ หรือไม่ทั่วถึง และการอัพเดท patch มีความเสี่ยงกระทบกับการทำธุรกิจ แปลว่า ไม่มีการทดสอบก่อนว่าจะมีผลกระทบกับธุรกิจหรือไม่

แปลว่าการทำ patch management ต้องมีการวิเคราะห์ความจำเป็นของการอัพเดท ต้องมีการทดสอบความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น จากนั้นจึงมีการอัพเดท patch ของระบบ ซึ่งต้องใช้พนักงานไอทีจำนวนมากพอสมควรขึ้นกับจำนวนคอมพ์และระบบที่ใช้งาน

  1. องค์กรควรทำการ back up ข้อมูลเป็นประจำ และกระบวนการทำต้องดีด้วย เป็นอีกสิ่งที่องค์กรในไทยตระหนักถึงความจำเป็น แต่ยังมีกระบวนการที่ไม่ดีเท่าที่ควร ง่ายที่สุดควรมีอย่างน้อย 3 ขั้นตอน คือ 1. การ back up ที่อื่น 2. back up มากกว่า 2 เทคโนโลยี และ 3. ต้องมีอยู่น้อย 3 ก็อปปี้ เพื่อความมั่นใจ

นอกจากนี้ ควรมีการทดสอบ restore หรือ ทดสอบว่าข้อมูลที่ back up ไว้นั้นสามารถใช้งานได้จริง หลายครั้งองค์กร back up ไว้อย่างดี แต่ restore กลับมาใช้งานไม่ได้

จะองค์กรใหญ่ องค์กรเล็ก startup ก็มีโอกาสโดนโจมตีทั้งสิ้น

ดร.ภูมิ บอกว่า WannCry ไม่เลือกเป้าหมาย และในอนาคตก็อาจมีไวรัสลักษณะนี้ออกมาอีก ดังนั้นไม่เกี่ยวกับ คนทั่วไป หรือขนาดองค์กร ทุกคนควรสร้างความปลอดภัยให้ตัวเอง ธุรกิจ startup เองก็อาจเป็นเป้าหมายเช่นเดียวกัน ทางออกที่ดีที่สุดคือ startup รวมถึงองค์กรอื่นๆ ควรมีขั้นตอนการป้องกันความปลอดภัย เช่นเดียวกับ bank แต่ลดขนาดความจำเป็นลง เช่น

ควรมีกระบวนการด้าน Security Software Development เพื่อความปลอดภัยของระบบ มีการพัฒนาความปลอดภัยทั้งระบบ ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ มีการป้องกันและแก้ไขช่องโหว่ที่เกิดขึ้น และสุดท้ายต้องมีการวางระบบ Security Infrastructure

คำแนะนำหนึ่งต่อ startup คือ ควรมีพันธมิตรด้าน Security ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อวางระบบแต่แรก ช่วยในการควบคุมต้นทุน แทนที่จะมาลงทุนด้านความปลอดภัยในภายหลัง ซึ่งจะมีต้นทุนที่สูงมาก

ตระหนัก ไม่ใช่ ตระหนก เตือนองค์กรไทย ป้องกันความเสียหายต่อแบรนด์

ข้อจำกัดหนึ่งของประเทศไทย รวมถึงทั่วโลกคือ การขาดแคลนบุคลากรด้านไอที โดยเฉพาะด้าน Security ซึ่งหาได้ยากมาก ยิ่งทุกสิ่งอย่างบนโลกกำลังนำระบบไอทีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง เรื่องของ Security จะทวีความสำคัญมากขึ้น ทำให้องค์กรต่างๆ ต้องตระหนักถึงความสำคัญด้านนี้มากขึ้น

แต่ไม่ใช่ตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ดังนั้นการรู้และเข้าใจอย่างถูกต้อง คือสิ่งสำคัญ เพราะ การที่องค์กรจะเพิ่มระบบรักษาความปลอดภัย หรือไม่เพิ่ม ล้วนมีความเสี่ยงต่อธุรกิจ ทางออกคือ ต้องหาคนที่รู้และเข้าใจอย่างแท้จริงเข้ามาช่วยเหลือ

ต้องไม่ลืมว่า สุดท้ายหากมีปัญหาด้าน Security เกิดขึ้น นอกจากเกิดความเสียหายทางธุรกิจ สิ่งที่เป็นผลกระทบอย่างรุนแรง จนไม่สามารถประเมินค่าได้คือ แบรนด์ และความน่าเชื่อถือขององค์กร

เกี่ยวกับ ดร.ภูมิ

ดร.ภูมิ ภูมิรัตน ลูกชายคุณโตของ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาไฟฟ้าและวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และปริญญาเอกด้านซอฟต์แวร์ระบบความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเดวิส (University of California, Davis) ประเทศสหรัฐอเมริกา

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสด้านระบบความปลอดภัย ของบริษัท G-ABLE และ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

เกี่ยวกับ G-ABLE

G-ABLE คือบริษัทผู้พัฒนา, ติดตั้งจนถึงให้บริการด้านระบบ IT และ Digital ในไทย ซึ่งเป็นพันธมิตรกับบริษัทชั้นนำระดับโลกในด้าน modern digital solutions, enterprise business solutions และ IT infrastructure solutions โดยมีกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำในภาคเอกชนและรัฐบาล

https://www.g-able.com

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/gable-cyber-security-ransomware-wannacry/

ทำความเข้าใจโดยตรงกับทีมพัฒนา PromptPay ระบบจ่ายเงินที่สะดวก-ปลอดภัย

PromptPay (พร้อมเพย์) ระบบจ่ายเงินที่ภาครัฐพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด ไทยแลนด์ 4.0 เพื่อสร้าง Cashless Society หรือสังคมปราศจากเงินสด ดังนั้นจึงเกิด PromptPay ขึ้น แต่ยังมีความกังวลใจเกี่ยวกับ แนวทางและความปลอดภัยในการใช้งานจริง

Brand Inside ได้ขออนุญาตนำบทความของ สุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท อดีตผู้บริหาร mPay ซึ่งได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นทีมงานพัฒนา PromptPay ได้โพสต์เนื้อหาเพื่อทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ PromptPay ที่น่าสนใจ

สุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท

ทำความเข้าใจให้ถูกต้องเกี่ยวกับ PromptPay

อันดับแรกต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า PromptPay คือระบบรับเงิน โดยนำบัญชีธนาคารผูกไว้กับ หมายเลขประจำตัวบัตรประชาชน 13 หลัก และ/หรือ หมายเลขโทรศัพท์ 10 หลัก ทำหน้าที่รับเงินเท่านั้น ไม่สามารถถอนหรือดึงเงินออกได้ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

1. PromptPay ปลอดภัยหรือไม่ – อย่างที่บอก PromptPay ใช้สำหรับ “รับเงิน” เราไม่ต้องบอก เบอร์โทรศัพท์หรือเลขที่บัตรประชาชน ให้คนแปลกหน้า แต่บอกให้กับคนที่อยากให้โอนเงินมาให้เรา หรือหน่วยงานรัฐจะได้โอนเงิน (เช่น เงินคืนภาษี, เงินช่วยเหลือต่างๆ) ให้เราที่หมายเลขบัตรประชาชนโดยตรง

2. ยังไม่ได้สมัคร ก็โอนเงิน PromptPay ได้ – PromptPay ใช้รับเงิน ถ้าเราต้องการโอนเงินให้คนที่ใช้ ก็โอนได้เลยผ่าน mobile banking หรือ ATM ก็ได้ ไม่ต้องสมัครหรือลงทะเบียนอะไรทั้งสิ้น

3. กดเลขผิด เงินหาย จริงหรือไม่ – การโอนเงินให้ PromptPay เหมือนการโอนเงินปกติ กดเบอร์โทรศัพท์ หรือกดเลขที่บัตรประชาชน ระบบจะแจ้งชื่อคนที่เราต้องการโอนไป ถ้าชื่อไม่ใช่ ก็ยกเลิก

4. โอนด้วย PromptPay คนอื่นจะรู้เบอร์เราหรือไม่ – คนโอนเงินไม่ต้องลงทะเบียนก็โอนได้ หรือจะสมัครใช้งานแล้ว เมื่อโอนเงินแล้ว จะไม่มีการแจ้งเบอร์มือถือของผู้โอน ไม่ต้องกลัวคนรู้เบอร์โทรเรา

5. สรรพากรจะรู้รายได้เราหรือไม่ – ตอนเปิดบัญชีธนาคารก็ใช้บัตรประชาชน ถ้าทำผิดต่อให้ใช้หรือไม่ใช้ PromptPay ก็มีโอกาสถูกตรวจสอบทั้งสิ้น ดังนั้นใครมีเจตนาหลบเลี่ยง กระทำผิดที่เกี่ยวกับเงิน แนะนำให้ใช้เงินสด

PromptPay

อ่านแนวคิดก่อนจะเป็น PromptPay

สุปรีชา บอกว่า แนวโน้มเรื่องทางการเงินที่เกิดขึ้นทั่วโลกคือ “Faster Payment” โดยพื้นฐาน คือ ขยาย mobile banking ให้ต่อยอดไปชำระเงินแบบ real time ด้วยวิธีที่รวดเร็วและสะดวกแต่คงความปลอดภัยตามมาตรฐานเดิม

รู้หรือไม่ว่า ประเทศไทยมีการใช้ mobile banking และ mobile payment อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก ดูจากการสำรวจ adoption rate ของ The Financial Brand เมื่อปี 2015 ไทยอยู่อันดับ 10 สูงกว่า อเมริกา, ออสเตรเลีย, อังกฤษ, ฝรั่งเศส โดยเป็นประเทศที่เกือบทุกธนาคารมี mobile banking ทั้งที่โครงสร้าง payment infrastructure ของธนาคารยังอยู่ในระบบเก่าที่ถูกสร้างมานาน ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์มีแผนจะปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานนี้อยู่แล้ว

Faster Payment มีการใช้งานแล้วในบางประเทศ ในขณะที่อีกหลายประเทศเริ่มสร้างพร้อมๆ กับไทย โดยได้เลือกที่จะใช้ ID ที่จำง่ายแทนเลขบัญชีธนาคาร เพื่อให้โอนง่ายและปลอดภัย มีลักษณะเดียวกับ Paym ระบบจ่ายเงินของอังกฤษ ที่ใช้เบอร์มือถือแทนเลขบัญชี ปัจจุบันสิงคโปร์ และ อเมริกา กำลังนำระบบ ID ไปใช้หลังจากเริ่ม Faster Payment มาสักระยะหนึ่ง ส่วนออสเตรเลียเริ่มทำระบบพร้อมไทย คาดว่าน่าจะเสร็จปลายปีนี้

ด้วยความสามารถของระบบ ในอนาคตสามารถใช้ ID อะไรก็ได้มาเป็นเลขอ้างอิง เช่น เบอร์มือถือ, เลขประจำตัวประชาชน, e-mail, Facebook Account, line ID หรืออะไรก็ได้ที่ยอมรับกันแพร่หลายในอนาคต จึงเป็นที่มาของชื่อโครงการว่า “AnyID Payment” ก่อนจะเปลี่ยนเป็น PromptPay (พร้อมเพย์) ให้เข้าใจง่ายขึ้น และอย่างที่รู้ว่า ไทยเลือกใช้ 2 ID

  1. เบอร์มือถือ เพื่อสะดวกในการโอนเงินแบบ C2C หรือ P2P โอนหากันในครอบครัว ใช้ในการซื้อขายสินค้าออนไลน์

2. หมายเลขบัตรประชาชน ใช้เพื่อรับเงินจากหน่วยงานรัฐ หรือ G2C มีความสะดวก ถูกต้อง เพราะหน่วยงานรัฐใช้และอ้างอิงอยู่แล้ว ทำให้ใช้รับเงินได้โดยตรง ป้องกันการสวมสิทธิ์รับเงินแทน

ภาพจาก Pixabay.com

โดยสรุปแล้ว การใช้ PromptPay

• Flexible สามารถเปลี่ยนลงทะเบียนบัญชีธนาคารได้ง่ายๆ ลงทะเบียนและยกเลิกผ่านช่องทางที่สะดวก ทั้ง mobile banking, ATM, หรือสาขา
• Security มีความปลอดภัย ธนาคารต้องตรวจสอบว่า ID ตรงกับเจ้าของบัญชี, การเก็บ ID แยก 2 ที่ คือฐานข้อมูลกลางชี้แค่ว่าอยู่ธนาคารไหน และให้ธนาคารเป็นผู้เก็บเลขบัญชี, ก่อนขึ้นระบบจะมี security audit ตรวจสอบระบบต่างๆ จนมั่นใจ
• Privacy ความเป็นส่วนตัว ผู้โอนเงินเองไม่ต้องรู้ว่าผู้รับเงินรับด้วยบัญชีอะไร แค่รู้ว่าโอนสำเร็จหรือไม่ก็พอ และไม่ให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรับรู้การผูกบัญชี จะรู้แค่ตัวผู้ใช้เอง และเจ้าหน้าที่ธนาคารที่เกี่ยวข้องกรณีที่ลูกค้าสอบถาม
• Pricing กำหนดอัตราให้จำง่ายและต่ำ เมื่อเป็นการโอนที่ผู้โอนไม่รู้ว่าผู้รับเงินอยู่ธนาคารใด ค่าธรรมเนียมการโอนข้ามธนาคารและข้ามเขตที่สูงถึง 25-35 บาทจึงถูกทลายไป เปลี่ยนเป็น 0-2-5-10 บาทตามจำนวนเงินที่โอน

ภาพจาก Pixabay.com

จากจุดเริ่มต้นถึงวันนี้ PromptPay เป็นอย่างไรบ้าง

ถึงวันนี้ PromptPay เริ่มให้มีการลงทะเบียนมา 9 เดือน (ก.ค. 59 – มี.ค. 60) มียอดผู้ลงทะเบียนสะสม 24.4 ล้าน ID แบ่งเป็นเลขประจำตัวประชาชน 18.9 ล้าน ID และเบอร์โทรศัพท์มือถือ 5.5 ล้าน ID โดยตัวเลขนี้เป็นจำนวน active ในระบบที่หักลูกค้ายกเลิกไปแล้ว และเป็นตัวเลขที่แซง Paym ของอังกฤษที่เปิดตัวก่อนไทย 2 ปี

ส่วนของเบอร์โทรศัพท์มือถือน่าจะยังเพิ่มได้อีกมากเพราะยังลงไม่ถึง 10% ของผู้ใช้ (70 ล้านเลขหมาย) และธนาคารพาณิชย์กำลังเริ่มเปิดให้นิติบุคคลได้มาลงทะเบียนและโอนเงินได้ เชื่อว่าจะมีธุรกรรม B2C และ B2B เพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง

สำหรับปริมาณการโอนเงิน เริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ 27 ม.ค. 60 มีการโอนเงินเฉลี่ย 50,000 รายการต่อวัน (ตามการให้ข่าวของผู้ว่า ธปท. เมื่อ 28 มีนาคม 2560) ซึ่งเป็นจำนวนที่แซง Paym ของอังกฤษที่เปิดให้บริการมาแล้ว 2 ปี ถือเป็น adoption ที่เร็วมากเมื่อเทียบกับบริการโอนเงิน ORFT (บริการโอนเงินระหว่างธนาคาร) ผ่าน ATM ที่เปิดบริการมากว่า 10 ปี ปัจจุบันมีจำนวนโอนเงินไม่ถึง 4 แสนรายการต่อวัน และหากเทียบกับ ORFT ผ่านมือถือและ Internet ก็มีปริมาณเคียงกับ ATM

ภาพจาก Pixabay.com

มุมมอง PromptPay จากผู้ให้บริการในต่างประเทศ

สุปรีชา บอกว่า มีผู้ให้บริการจากต่างประเทศติดต่อเข้ามาเพื่อหาจุดเชื่อมต่อบริการกับธนาคารในประเทศไทยผ่าน PromptPay แสดงว่าสนใจในระบบและการใช้งานจริง และในปีนี้น่าจะมีอีก 3 ประเทศที่ขึ้นบริการแบบเดียวกัน ได้แก่ FAST ของสิงคโปร์ ที่เปิด Faster Payment แบบโอนผ่านบัญชีไปเมื่อปีที่แล้ว ขณะนี้กำลังเพิ่มระบบ ID, NPP ของออสเตรเลีย ที่เริ่มโครงการในช่วงเวลาใกล้ๆ กับของไทย น่าจะเปิดบริการปีนี้ด้วย concept คล้ายกัน ใช้เบอร์มือและ e-mail, และอีก 1 โครงการในอเมริกา

สรุป

เร็วเกินไปที่จะตัดสินว่า PromptPay สำเร็จหรือล้มเหลว กับการเปิดให้ใช้งานมายังไม่ถึง 1 ปี แต่ดูจากยอดการสมัครและใช้งานจริงที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ ก็แสดงว่าได้รับการยอมรับอยู่พอสมควร จะว่าไปแล้ว PromptPay เหมือนเป็นทางเลือกให้ประชาชน ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์ก็ใช้ ถ้าไม่เห็นประโยชน์ก็ไม่ใช้ แน่นอนว่าปีแรกอาจจะยังไม่สมบูรณ์ แต่เชื่อว่าจะมีการพัฒนาให้ดีขึ้นในอนาคต ซึ่งถ้าจำนวนผู้ใช้มีมากเพียงพอ ก็ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนและพัฒนาระบบขึ้นมา

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/promptpay-payment-comfort-security/

รีวิว TCDC ใหม่ ตั้งในไปรษณีย์กลางบางรัก ยึดครอง 5 ชั้น สวรรค์ของนักออกแบบที่พลาดไม่ได้

หลังจากที่ TCDC ย้ายออกจากศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 และวางแผนมาตั้งหลักแหล่งใหม่ ณ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก ย่านเจริญกรุง โดยบอกไว้ว่าแห่งใหม่นี้จะพร้อมเปิดให้บริการในต้นปี 2560

วันนี้ (3 พฤษภาคม 2560) Brand Inside กับสื่อไทยจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางเข้ามาสัมผัส TCDC โฉมใหม่เป็นคณะแรกของประเทศไทย เลยนำมารีวิวให้ได้ดูกันว่า TCDC แห่งใหม่จะออกมาหน้าตาประมาณไหน ไปเริ่มกันเลย!

TCDC โฉมใหม่นี้ จะมีทั้งหมด 5 ชั้นด้วยกัน ตั้งอยู่ด้านปีกซ้ายของไปรษณีย์กลางบางรัก โดยพื้นที่ทั้งหมดของไปรษณีย์นั้นมีประมาณ 12,000 ตารางเมตร แต่ TCDC ได้เข้าใช้พื้นที่ทั้งหมด 9,000 ตารางเมตร รวมทั้งหมด 5 ชั้น คิดคำนวณแล้ว TCDC ใช้พื้นที่ในไปรษณีย์แห่งนี้กว่า 70 % (อันที่จริงแล้ว ไปรษณีย์แห่งนี้มีทั้งหมด 4 ชั้น แต่ TCDC ต่อเติมขยายพื้นที่เข้าไปเพิ่ม) 

อย่างไรก็ตาม การรีวิวจะเริ่มจากชั้นบนสุด คือชั้น 5 ไล่ลงมาจนถึงชั้น 1

ชั้น 5 : ชั้นบนสุด พื้นที่การเรียนรู้ สันทนาการ และปรึกษาธุรกิจ

ถ้าได้ขึ้นมาบนชั้น 5 พื้นที่จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นพื้นที่โล่งแจ้งขยายออกไปเป็นสวน เอาไปไว้สำหรับกิจกรรมสันทนาการ หรือว่าจะจัดคอนเสิร์ตยังได้

ชั้น 5 TCDC

ส่วนถ้าเดินเข้ามาข้างใน จะเป็นโซน Creatice space จะพบกับร้านกาแฟ โดย TCDC บอกว่าพื้นที่ชั้น 5 ส่วนนี้เป็นพื้นที่ที่ไม่ต้องเป็นสมาชิกก็เข้ามาใช้บริการได้ โดยร้านกาแฟ TCDC จับมือกับพร็อพพาแกนดา (Propaganda) ร้านกาแฟชื่อ THE BOX 

TCDC บอกว่า พื้นที่ส่วนนี้อยากให้มานั่งปรึกษาธุรกิจกัน เพราะโซนนี้ TCDC จะมีพนักงานให้คำปรึกษาด้านธุรกิจประจำการอยู่นั่นเอง

ถัดเข้ามาจะเป็นโซนคล้ายห้องสมุด มีนิตยสารให้เลือกมากมาย มีทั้งด้านธุรกิจ และออกแบบดีไซน์ตามสไตล์ของ TCDC อยู่แล้ว

ชั้น 4 : พื้นที่ข้อมูล Resoure Center

ถัดลงาอีกชั้นจะเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ของ TCDC โดยระบุว่ามีสื่อการเรียนรู้กว่า 50,000 รายการ รวมทั้งหนังสือและมัลติมีเดียต่างๆ เป็นสวรรค์ของนักออกแบบแน่นอน

ชั้น 3 : พื้นที่สำหรับลงมือปฏิบัติจริง

ถ้าจะพูดให้เห็นภาพ ชั้น 5 เปรียบเสมือนพื้นที่เตรียมพร้อมสู่โลกของการทำธุรกิจ ชั้น 4 เป็นห้องสมุด ห้องทฤษฎี แต่ชั้น 3 แห่งนี้ คือ พื้นที่ลงมือปฏิบัติจริง เพราะจะมีอุปกรณ์งานช่างที่หลากหลาย ใครที่อาศัยในกรุงเทพมีไอเดีย แต่ไม่มีพื้นที่ TCDC ออกแบบมารองรับโดยเฉพาะ

ชั้น 2 : ที่รวมวัสดุ อุปกรณ์ เพื่อการออกแบบนวัตกรรม

พื้นที่ตรงนี้จะเป็นแหล่งที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง เพราะรวบรวมนวัตกรรมเอาไว้มากมาย และหลากหลาย TCDC บอกว่า มีวัสดุที่เป็นไม้และผ้ากว่า 30,000 ชิ้นในโซนนี้

ด้านที่มีการจัดวางโคมไฟ หลอดไฟสีขาวๆ น่าสนใจ ชื่อ ENLiCIUM โดยพื้นที่ตรงนี้เป็นนวัตกรรมที่กำลังออกแบบให้ใช้งานสั่งการอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านด้วยเสียง ที่สำคัญคือเป็นภาษาไทย! นอกจากนั้น TCDC ยังบอกว่าเป็นโครงการที่กำลังทำร่วมกับแสนสิริ

ชั้น 1 : พื้นที่จัดนิทรรศการ

ส่วนนี้จะเป็นพื้นที่ที่เอาไว้จัดงาน โชว์งานตามโอกาสต่างๆ ปรับเปลี่ยนหมุมเวียนกันไปตามคอนเทนต์ที่ TCDC จะจัดอยู่แล้วตามปกติ

เดินทางอย่างไร?

ใครที่ชมการรีวิวมาถึงตรงนี้ ต้องมีคำถามว่าเดินทางอย่างไร…

ถ้าเดินทางโดยรถไฟฟ้า BTS ให้มาลงที่สถานีสะพานตากสิน ส่วนถ้ามารถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ให้ลงที่สถานีหัวลำโพง จากนั้นต่ออเตอร์ไซค์รับจ้างมาได้ ราคา 40 บาท หรือถ้าจะต่อรถเมล์ในกรณี BTS ให้ขึ้นรถเมล์สาย 1

หากใครเดินทางโดยรถยนต์ ให้มาลงทางด่วนสีลม เลี้ยวขวาเข้าเจริญกรุง เจอโรงเรียนอัสสัมชัญ เลี้ยวขวา แล้วมองหาอาคารไปรษณีย์กลางบางรัก

เมื่อถึงอาคารไปรษณีย์กลางบางรักแล้ว หันหน้าเข้าอาคาร ทางปีกซ้ายจะเป็น TCDC ทั้งหมด มองหาประตูทางเข้าแบบนี้

โดยหลังจากที่เปิดตัวไปแล้ว วันที่ 5-6-7 พฤษภาคม 2560 TCDC จัดงาน “สำรวจงานสร้างสรรค์ไทยเพื่อไปต่อ” ณ อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก ย่านเจริญกรุง ใครที่สนใจมาชมงานกันได้ตั้งแต่ 10 โมงเช้าเป็นต้นไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tcdc-new-bangrak-post-office/

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า รับจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้แล้ว

การจดทะเบียนนิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วน และบริษัทจำกัด) แต่เดิมต้องเตรียมเอกสารให้พร้อมแล้วไปยื่นเรื่องกันที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งก็อย่างที่รู้ว่าต้องไปในเวลาราชการ และใช้เวลาและมีขั้นตอนต่างๆ อยู่พอสมควร

แต่เพื่อความสะดวก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เลยจัดให้สามารถจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration) ได้แล้ว รองรับการดำเนินการได้ครบถ้วนทุกกระบวนการ ได้แก่ การยืนยันตัวตน, การจองชื่อนิติบุคคล, การยื่นคำขอจดทะเบียน, การชำระค่าะธรรมเนียม และ การขอหนังสือรับรองนิติบุคคล และแน่นอนว่า ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ลองเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ dbd.go.th

สำหรับขั้นตอนนั้นเริ่มง่ายๆ โดย 1) ยืนยันตัวตน เพื่อขอรับรหัสสำหรับใช้งานระบบจดทะเบียนนิติบุคคลอิเล็กทรอนิกส์ เป็นขั้นตอนแรกที่ต้องไปยืนยันตัวตนด้วยตัวเอง (หรือส่งผู้แทนไปก็ได้) ที่ส่วนจดทะเบียนธุรกิจกลาง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต 1-6 และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด ตามแต่สะดวก จากนั้นจะได้รับ Username และ Password เพื่อใช้งานออนไลน์

เอกสารประกอบคำขอเพื่อยืนยันตัวตน ประกอบด้วย แบบคำขอ, หนังสือข้อตกลง, บัตรประชาชน หรือพาสปอร์ต และ บัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ (กรณีส่งผู้แทนไป)

2) เข้าสู่ระบบ e-Registration โดยใช้รหัสที่ได้รับจากการยืนยันตัวตนเพื่อขอจดทะเบียน โดยสามารถยื่นคำขอจดทะเบียน ชำระค่าธรรมเนียม จดทะเบียนนิติบุคคล และขอรับหนังสือรับรองหรือสำเนาเอกสารต่างๆ ได้

เริ่มให้บริการเต็มรูปแบบทั่วประเทศ ตั้งแต่ 18 เมษายน 2560 เป็นต้นไป ลองดูวิดีโอประกอบได้

e-Registration

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dbd-eregistration/