คลังเก็บป้ายกำกับ: KNOWLEDGE

ศึกษาการสร้างแบรนด์แบบ Nike หลังนิยามความเท่ และยกระดับอุปกรณ์กีฬาให้มากกว่าใช้เล่นกีฬามา 40 ปี

แม้ไม่ใช่แบรนด์อุปกรณ์กีฬาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แต่ Nike ก็เป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่ปฎิวัติวงการกีฬาไปตลอดกาล หลังสร้างปรากฏการณ์มากมายภายในระยะเวลากว่า 40 ปี ดังนั้นอย่ารอช้ามาลองศึกษาวิธีการปั้นแบรนด์ให้เท่แบบ Nike กันดีกว่า

ภาพ pixabay.com

สปอนเซอร์นักกีฬาดัง-ขับเคลื่อน Inspiration

เมื่ออยากเป็นที่รู้จัก Nike จึงตัดสินใจเข้าไปสปอนเซอร์นักกีฬา ซึ่งคนแรกของบริษัทคือ Steve Prefontaine นักวิ่งดาวรุ่งของสหรัฐอเมริกา ผู้ไม่ได้วิ่งเร็วอย่างเดียว แต่มี Character เฉพาะตัวเช่น ผมยาว และทัศนคติที่โผงผาง ด้วยค่าจ้างราว 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ภาพลักษณ์ของ Nike เริ่มดูดุดัน และมีความเก๋าในตัวเอง แม้จะเริ่มก่อตั้งมาเพียง 3 ปี (ก่อตั้งปีค.ศ.1971) ก็ตาม

และจากความเท่นี้เอง บวกกับช่วงทศวรรษที่ 70 กระแส Jogging ในสหรัฐอเมริกากำลังมา ทำให้ Nike ได้แจ็คพอทเรื่องนี้ไปเต็มๆ เพราะกลายเป็นแบรนด์ที่คนดังอยากสวมใส่เวลาออกกำลัง เพื่อยกระดับความเท่ของตัวเอง มากไปกว่านั้นช่วงกลางทศวรรษที่ 80 ทางแบรนด์ได้ร่วมออกแบบรองเท้ากับ Michael Jordan นักบาสเก็ตบอลชื่อดัง เพื่อสร้างรองเท้าบาสฯ รุ่น Air Jordan และด้วยสีสันของรุ่นนี้ไม่ถูกกฎกติกาของ NBA รองเท้ารุ่นนี้จึงถูกแบน แต่ Nike กลับนำเรื่องนี้มาช่วยสร้างแบรนด์ของตัวเอง โดยบอกว่ามันเท่เกินหน้าเกินตาแบรนด์อื่น และ Air Jordan ก็ช่วยบุกเบิกวัฒนธรรม Sneaker จากนั้นมา

ฉีกกรอบจนได้ดี และการดึงดาราร่วมออกแบบ

เรียกว่าการสร้างตัวตนของ Nike ด้วยวิธีกวนๆ กับมองว่าตัวเองเท่ และเก๋ากลายเป็นจุดแข็งของแบรนด์นี้ ซึ่งเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ที่เน้นเรื่องฟังก์ชั่น หรือไม่ได้วางแบรนด์ให้ดูขบถเล็กๆ ทำให้ช่วงทศวรรษที่ 90 แบรนด์ Nike กลายเป็นแบรนด์เบอร์หนึ่งในสหรัฐอเมริกา โดย Sneaker 1 ใน 2 คู่ที่ขาย หนึ่งในนั้นต้องเป็น Nike และยิ่งการออกไปสนับสนุนนักกีฬาเบอร์ต้นๆ มากกว่าเดิม ทำให้การสวมใส่สินค้าของ Nike กลายเป็นการแสดงถึงความเท่

มากไปกว่านั้นช่วงปีค.ศ.2000 Nike ยังสร้างปรากฎการณ์ด้วยการจ้างศิลปินดาราเข้ามาร่วมออกแบบอุปกรณ์กีฬา โดยเฉพาะรองเท้า เพราะเมื่อศิลปินเหล่านั้นสวมใส่อยู่แล้ว การนำพวกเขามาเป็นอีกแรงจูงใจในการดึงดูดให้ผู้บริโภคมาสวมใส่ก็เป็นไปได้ โดยคนแรกที่เข้ามาคือ Kanye West หรือ Rapper ชื่อดัง และ Kanye คนนี้ก็คือคนที่ปฎิวัติวงการ Sneaker ด้วยรองเท้าตระกูล Yeezy มาถึงตอนนี้

Nike VaporMax

สู่อนาคตด้วยความล้ำกว่าแบรนด์อุปกรณ์กีฬา

แต่เมื่อคู่แข่งในตลาดอุปกรณ์กีฬามากขึ้น การจะชูเรื่องความเท่อย่างเดียวก็คงไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้น Nike จึงตัดสินใจพัฒนานวัตกรรมรองเท้าที่ผูกเชือกได้เองกับรุ่น HyperAdapt 1.0 ที่ตอนนี้ราคา Resell เกินราคาป้ายที่ 720 ดอลลาร์ไปไกลแล้ว ประกอบกับการออกสินค้าใหม่ๆ ที่ชูเรื่องนวัตกรรม อย่างล่าสุดที่รุ่น VaporMax รองเท่าตระกูล AirMax รุ่นล่าสุดที่ถูกออกแบบมาให้สวมใส่ได้อย่างสบายอย่างที่ Nike ไม่เคยมีมาก่อน

และเชื่อว่าจากนี้ Nike คงก้าวล้ำคำว่าแบรนด์อุปกรณ์กีฬาไปได้อีกไกล เพราะหลังจากตั้งแบรนด์ย่อยต่างๆ ไม่ว่าจะเป้น Nike Sportswear ที่เน้นออกแบบรองเท้า และเครื่องแต่งกายให้แฟชั่น และสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวัน โดยคงเรื่องความเท่เอาไว้ รวมถึง Nike Lab ที่ยกระดับ Sportswear ให้ Premium มากขึ้นด้วยการร่วมออกแบบกับแบรนด์แฟชั่นระดับโลก ดังนั้นจากที่เห็นมา การสร้างแบรนด์ Nike โดยยึกหลักเรื่องความเท่นั้นได้มาไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากที่จะทดลองทำ

อ้างอิง // How Nike has been the ultimate authority on ‘cool’ for 40 years

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/how-to-build-brand-like-nike/

Advertisements

เรียนรู้ Non-UI ซื้อของแบบ e-Commerce ยุคใหม่ ไม่ต้อง add to cart

พูดถึง e-Commerce ใครที่เคยซื้อของออนไลน์ ต้องรู้จักคำว่า add to cart หรือหยิบของใส่ตะกร้ากันเป็นอย่างดี นี่คือระบบ e-Commerce ที่ใช้กันเป็นเรื่องปกติทั่วโลก มูลค่าตลาด e-Commerce เติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ประเทศไทย กลับเติบโตขึ้นไม่เร็วเท่าที่ควร

จากเดิมมีการวิจัยว่า ถ้าสินค้าราคา 980 บาทขึ้นไป จะซื้อขายได้ง่ายด้วยบัตรเครดิต ทำให้เป็นอุปสรรคกับสินค้าที่ราคาต่ำลงมา แต่ปัจจุบันระบบจ่ายเงิน (payment gateway) มีให้เลือกเพียบ ระบบขนส่ง logistics ก็พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วอะไรคืออุปสรรคที่ e-Commerce จะเติบโต

หรือจะเป็นความยากของระบบ add to cart ซึ่งคือ e-Commerce แบบ UI จึงเกิดแนวคิดเรื่อง Non UI e-Commerce ขึ้น โดยมีการจัดเสวนาขึ้นที่ Discovery HUBBA โดย 2 กูรู คือ ผรินทร์ สงฆ์ประชา ซีอีโอของ Nasket และ ณัฐเศรษฐ์ ศิรินันท์ธนานนท์ ซีอีโอของ BentoWeb มาให้ความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่อง Non UI

ผรินทร์ สงฆ์ประชา ซีอีโอของ Nasket

ทำไม e-Commerce ไทย ไม่โตซักที

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า UI e-Commerce เป็นเรื่องปกติที่ทำกันทั่วโลก เลือกสินค้าใส่ตะกร้า ชำระเงิน จัดส่งของ แต่พบว่า ในประเทศไทยคนที่ใช้งานระบบนี้ได้ มีเพียง 2 กลุ่มเท่านั้น คือ กลุ่ม Innovators และ Early Adopters คิดเป็นประมาณ 30% ของประชากรไทย ถ้าจะทำให้คนส่วนใหญ่ซึ่งไม่ถนัดด้านเทคโนโลยีมาซื้อสินค้าออนไลน์ จึงต้องสร้าง Non UI ขึ้น

ผรินทร์ บอกว่า UI สร้างคำถามให้กับคนไทยว่า “ซื้ออย่างไร” เพราะต้องผ่านขั้นตอนที่มากมาย ตั้งแต่ลงทะเบียน, เลือกสินค้า, ใส่ตะกร้า, ยืนยันการสั่งซื้อ, จ่ายเงิน และจัดส่ง กว่าจะผ่านแต่ละขั้นตอน ทำให้คนซื้อออกจากเว็บไปเป็นจำนวนมาก จนมีสถิติว่า ถ้ามีคนเข้าเว็บ 100 คน จะซื้อของสำเร็จ 3 คน

แต่จะให้เข้าเว็บได้ 100 คน ก็เสียเงินค่าโฆษณาไปมากแล้ว

นี่อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ e-Commerce ในไทยไม่โตเท่าที่ควร ทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 8% ของการซื้อขายรวม แต่ไทยมีมูลค่าประมาณ 1-2% เท่านั้น

กลุ่มคนส่วนใหญ่ (สีฟ้า, เหลือง, แดง) แทบไม่เคยซื้อผ่าน e-Commerce

เลิกยุ่งกับ UI ดีกว่ามั้ย? มารู้จัก Non UI กันเถอะ

ใครที่บอกว่า ต้นทุนการทำ e-Commerce ไม่มี เพราะไม่ต้องมีหน้าร้าน เป็นคำกล่าวที่ผิด เพราะต้นทุนของ e-Commerce อยู่ที่การโฆษณา ซึ่งปัจจุบันแข่งขันกันดุเดือดเลือดพล่าน red ocean สุดๆ ไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะคู่แข่งทุกรายทำกันหมด

คิดง่ายๆ ถ้าทำโฆษณาออนไลน์ ลูกค้าอาจจะหาร้านเราเจอ แต่ถ้าไม่ทำ รับรองว่าหาไม่เจอแน่นอน (เพราะไม่มี)

จึงเกิดความคิดว่า ถ้าไม่ต้องการแข่งขัน ก็เลิกยุ่งกับ UI ดีกว่า

โดยทำอย่างไรก็ได้ ให้ออนไลน์ มาอยู่บนโลกจริงๆ นอกจอ จึงเกิดเป็น Non UI และ Internet of Things ขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นคลื่นลูกถัดไปของโลกอินเทอร์เน็ต โดยเริ่มมีการพัฒนาแล้ว เช่น Google Home และ Amazon Alexa ที่สามารถสั่งงานด้วยเสียง ทำให้ทุกอย่างง่าย แก้ปัญหาเรื่อง ความขี้เกียจ, ซื้อไม่เป็น, ขั้นตอนเยอะ ได้ทันที

นอกจากการสั่งงานด้วยเสียง ยังมีการสั่งซื้อแบบกด เช่น Amazon Dash กดที่สินค้าเพื่อสั่งซื้อ, การสแกนบาร์โค้ดเพื่อสั่งซื้อ และ Social Commerce (Facebook, Instagram) ก็ถือเป็นรูปแบบของ Non UI เช่นเดียวกัน

Google Home
Amazon Dash

Social Commerce และ Chatbot ทางออกของ e-Commerce

ณัฐเศรษฐ์ บอกว่า Social Commerce ถือเป็นรูปแบบของ Non UI เช่นเดียวกัน คือ ไม่ต้องลงทะเบียน ไม่ต้องหยิบของใส่ตะกร้า แต่ใช้วิธีแชทเพื่อซื้อของ ซึ่งด้วยระบบการชำระเงินที่สะดวกสบายมากขึ้น เมื่อแชทซื้อขายสินค้ากันเรียบร้อย สามารถส่ง URL ให้ผู้ซื้อคลิกเพื่อไปยังหน้าชำระเงินได้ทันที

แต่ผู้ขาย ไม่สามารถแชทกับผู้ซื้อทุกคนได้ตลอดเวลา ถ้าลูกค้าเข้ามาหลายคนพร้อมกัน หรือมานอกเวลางาน จึงเกิดการพัฒนา Chatbot ที่มากกว่าแค่การโต้ตอบอัตโนมัติ แต่ต้องตรวจสอบได้ว่าลูกค้าเป็นใคร ชอบซื้ออะไร อยู่ที่ไหน นำเสนอสินค้าและบริการได้ ทั้งหมดวิเคราะห์จาก Data

ณัฐเศรษฐ์ ศิรินันท์ธนานนท์ ซีอีโอของ BentoWeb

ตัวอย่างจาก BentoWeb นอกให้บริการ Social Commerce เปลี่ยน Facebook ให้เป็นร้านค้า ระบบ Chatbot ยังเป็น Semi-Auto คือระบบจะคุยกับผู้ซื้อโดยอัตโนมัติ แต่ ผู้ขาย สามารถเข้ามาแชทแทนได้ทันที สามารถเสนอโปรโมชั่นพิเศษได้ ทำให้ผู้ซื้อไม่ต้องคุยกับระบบตลอดเวลา ต่างจากในต่างประเทศ ที่เป็น bot 100% คนคุยแทรกไม่ได้

นอกจากนี้ ระบบ Chatbot ยังทำหน้าที่แทนผู้ซื้อ เพื่อตอบคำถามในหลายกรณี เช่น มีระบบทวงเงิน โดยหากยืนยันคำสั่งซื้อและรอโอนเงิน ระบบสามารถกำหนดระยะเวลาโอนเงินได้ เช่น 1-3 วัน หากใกล้หมดเวลา Chatbot จะแจ้งเตือนผู้ซื้อ แทนที่ผู้ซื้อจะต้องแชทมาถามเอง หรือ ระบบตอบคำถามว่า สินค้าส่งถึงไหนแล้ว โดยพัฒนา API ร่วมกับ ไปรษณีย์ไทย ตอบลูกค้าได้ทันทีว่าของถึงไหนแล้ว

PojiMoji ตัวอย่าง Chatbot ของ BentoWeb ที่ไม่ต้องพิมพ์ แต่มีตัวเลือกมาให้กด สุดท้ายจึงเสนอสินค้าให้ แม้จะมี Add To Cart แต่ขั้นตอนง่าย จบที่แชท

สรุป

Non UI e-Commerce จะเป็นเทรนด์ใหม่ที่ยกระบบออนไลน์ของการซื้อขายสินค้า ออกมาไว้ในโลกออฟไลน์ ทำให้จับต้องได้มากขึ้น โดยมีอุปกรณ์มาช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ผู้ซื้อ หรือเป็นการพัฒนา Social Commerce และ Chatbot จุดประสงค์เพื่อให้ประสบการณ์ซื้อขายของออนไลน์ เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้ ลดขั้นตอนต่างๆ ลง เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ จะเห็นระบบ Non UI e-Commerce ทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/non-ui-ecommerce/

ชวนอ่าน: ทำความรู้จักกับหนังสือ 5 เล่มที่ช่วยพัฒนาทักษะการโน้มน้าวใจให้เก่งขึ้น

ศาสตร์แห่งการโน้มน้าวใจ คืออีกเรื่องที่จำเป็นในตอนนี้ เพราะหากคิดการใหญ่ การจะทำคนเดียวก็ลำบาก แต่ถ้าหาคนมาช่วย แล้วใช้ หรือบริหารไม่เป็นก็จบ ดังนั้นอย่ารอช้า ลองหาหนังสือ 5 เล่มนี้มาอ่านกันเลยดีกว่า

ภาพ pixabay.com

Crystallizing Public Opinion โดย Edward Bernays

ด้วยสื่อในปัจจุบันที่เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่องโทรทัศน์, นิตยสาร, หนังสือพิมพ์ รวมถึงสื่อออนไลน์ และแบรนด์สินค้า, บริการ หรือตัวบุคคลเองก็อยากมีพื้นที่บนสื่อเหล่านั้น คงไม่แปลกที่ยุคนี้จะมี PR Agency เกิดขึ้นมาจำนวนมากเช่นกัน เพราะผู้เล่นรายนี้สามารถจับคนที่อยากเป็นข่าว กับคนที่อยากเขียนข่าวมาเจอกันได้

ซึ่งผู้แต่งหนังสือเล่มนี้คือคนนิยามคำว่า Public Relations ตั้งแต่ปี 1923 มาพร้อมๆ กับที่หนังสือเล่มนี้ออก ดังนั้นการหาเล่มนี้มาอ่านก็จะช่วยสร้างการโน้มน้าวใจกับผู้อื่นเพื่อทำสิ่งต่างๆ ให้ตนเองได้ง่ายขึ้น เพราะมีหลักการเบื้องต้นในการทำประชาสัมพันธ์อยู่ในมือ

The Crowd: A Study of the Popular Mind โดย Gustav Le Bon

เล่มนี้อาจจะเก่าไปซักนิด แต่ถ้าใครได้หามาอ่านได้ก็คงช่วยเพิ่มทักษะการโน้มน้าวใจได้ไม่น้อย เพราะเล่มนี้มีอิทธิพลต่อความคิดของ Sigmund Freud จิตแพทย์คนแรกๆ ของโลก ในการสร้างทฤษฎีต่างๆ และทฤษฎีเหล่านั้นก็ถูกนำมาปรับใช้ในยุคปัจจุบันด้วย

โดยเฉพาะกับเทคนิคการล้างสมองคนหมู่มากเพื่อให้ทำการอะไรบางอย่าง ทำให้หากใครที่จำเป็นต้องมีอำนาจ และสั่งการให้คนหมู่มากทำเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เล่มนี้น่าจะช่วยให้งานเหล่านั้นเสร็จเร็วขึ้น เพราะผู้สั่งมีพลังในการโน้มน้าวใจ จนผู้ถูกสั่งไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่ตนเองกระทำนั้นถูกบังคับ

Trust Me, I’m Lying: Confessions of a Media Manipulator โดย Ryan Holiday

ถ้าเปรียบ Crystallizing กับ The Crowd เป็นตำราชั้นครูในยุคก่อน Trust Me เล่มนี้ก็เปรียบเหมือนตำรายุคใหม่ ที่จะกล่าวถึงการโน้มน้าวใจผ่านโลกดิจิทัล เพราะผู้เขึยนคืออดีตผู้บริหารด้านการตลาดของแบรนด์เสื้อผ้า American Apparel ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจในโลกดิจิทัลช่วงศตวรรษที่ 20

และเพื่อให้เข้ากับยุคดิจิทัล หนังสือเล่มนี้จึงใส่ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องความเร็วไว้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการกระจายข่าวสารบนโลกออนไลน์ และทำเงินให้ได้อย่างรวดเร็วจากช่องทางนั้น ซึ่งกลุ่ม Startup น่าจะเหมาะกับเรื่องนี้ เพราะหากมีไอเดียพลั่งพลู แต่เงินน้อย การมีทักษะโน้มน้าวใจให้นักลงทุนซื้อไอเดีย เพื่อนำเงินมาต่อยอดก็เป็นเรื่องจำเป็น

ภาพ pixabay.com

Age of Propaganda: The Everyday Use and Abuse of Persuasion โดย Anthony Pratkanis และ Elliot Aronson

กว่า Anthony Pratkanis และ Elliot Aronson เขาทั้งสองได้ศึกษามุมมอง และแนวคิดของอาชีพที่ต้องอาศัยทักษะการจูงใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นนักโฆษณา, นักการเมือง, นักขาย, นักการตลาด รวมถึงทนายความที่ไม่เคยแพ้ใคร เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผล และสร้างข้อมูลพิสูจน์เรื่องการโน้มน้าวที่แท้จริงต้องทำอย่างไรบ้าง

The Attention Merchants: The Epic Scramble to Get Inside Our Heads  โดย Tim Wu

หลังจากอ่านเรื่องทฤษฎีกันไปทั้งหมดแล้ว คราวนี้ลองมาอ่านเป็นนิยายกันบ้าง เพราะเรื่อง The Attention Merchants ผู้เขียนได้สอดแทรกข้อมูลเรื่องใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ซึ่งธุรกิจใดที่อยู่ได้ การโน้มน้าวใจก็คือเรื่องจำเป็น

ทั้งนี้ทุกเรื่องที่กล่าวมายังไม่มีแปลเป็นภาษาไทย แต่บางเล่มสามารถสั่งซื้อผ่านร้านหนังสือภาษาอังกฤษ เช่น Kinokuniya หรือ Asia Books ได้ รวมถึงหากต้องการอ่านแบบดิจิทัลก็สามารถดาวน์โหลดผ่าน Play Books หรือ Kindle ได้เช่นกัน

อ้างอิง // 5 books that will help you become more persuasive

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/5-books-for-persuasion/

คำถามมนุษย์เงินเดือน เมื่อไม่แน่ใจว่างานที่ทำเป็นงานที่ใช่ ควรอยู่ทำก่อน หรือ จากไป

การเปลี่ยนงานของมนุษย์เงินเดือนถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่คำถามที่กวนใจใครหลายคนคือ ถ้าไม่แน่ใจว่างานที่ทำอยู่เป็น “งานที่ใช่” บางครั้งต้องทนอยู่ในตำแหน่งเดิมเพื่อรอการเติบโตขึ้นไปตามขั้นบันไดของบริษัท แต่อย่างไรก็ดีให้คิดเสียว่า คุณคือ ผู้โชคดี ที่ฝ่าฟันจนผ่านการคัดเลือกเข้าทำงาน มีอาชีพและที่ได้ใช้ความรู้ความสามารถที่มีสร้างผลงาน แต่ก็เริ่มรู้สึกว่า งานที่ตัวเองทำอยู่ไม่เหมือนที่คิดไว้

งานนี้ JobsDB เลยเสนอแนะแนวทางออกให้มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายได้ทบทวน

  1. ลองปรับตัวให้เข้ากับงานที่ “ต้อง” ทำ

จุดที่ “ต้อง” ทำงาน ซึ่งรู้สึกไม่แน่ใจว่า คืองานที่ ใช่ หรือ ไม่ใช่ / ชอบ หรือ ไม่ชอบ สิ่งสำคัญที่ควรเรียนรู้อย่างแรกคือ การปรับตัวเองให้เข้ากับงาน เพื่อนร่วมงาน และการใช้ชีวิตในสังคมใหม่ ซึ่งในการทำงานเราจะต้องเจอคนใหม่ๆ ที่ไม่คุ้นเคย ปัญหาใหม่ๆ ที่ต้องแก้ด้วยตนเอง และเพื่อนร่วมงานต่างเพศต่างวัยต่างนิสัย จึงอาจจะทำให้เราอึดอัด ไม่เป็นตัวของตัวเอง จนทำให้รู้สึกได้ว่า “งานแบบนี้ไม่ใช่งานที่ต้องการ!!!” การปรับตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะขอแนะนำให้ลองทำดูเป็นอย่างแรก แต่ถ้ารู้สึกไม่ดีขึ้น ลองวิธีที่ 2 กันต่อไป

  1. แค่คิดใหม่ว่า “เราทำได้” ลุย ลุย!!!

ภาวะความไม่คุ้นชิน ทั้งจากสิ่งแวดล้อมใหม่ การเริ่มต้นกับหน้าที่ใหม่ และงานใหม่ ที่ดูจะไม่ราบรื่นเหมือนอย่างที่คิด ทำอะไรไปก็ดูจะติดขัด ผิดพลาด จนรู้สึกเบื่อหน่าย และกลายเป็นไม่ชอบ ลองมาเปลี่ยนวิธีคิดและปรับทัศนคติด้วยคำพูดว่า “เราทำได้” อาจจะช่วยให้งานที่น่าเบื่อ กลายเป็นความท้าทายใหม่ๆ สำหรับทุกวันที่ทำงาน คนที่เริ่มต้นกับงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเพิ่งเรียนจบหรือเปลี่ยนงานใหม่ ย่อมมีหลายสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ความผิดพลาดจากงาน คือประสบการณ์ที่จะค่อยๆ สอนให้คุณเก่งขึ้น หากจดจำและแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำๆ ได้อีก

อย่าท้อที่จะแก้ปัญหา ให้ท่องไว้ในใจว่า “เราทำได้” จะยิ่งเป็นแรงเสริมทำให้คุณบากบั่นที่จะเรียนรู้และแก้ปัญหาให้งานนั้นๆ ลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งท้ายที่สุด งานที่มีปัญหามากที่สุด อาจจะเป็นงานที่ “ใช่” ขึ้นมาก็ได้ แต่ถ้ายัง “ไม่ใช่” ลองดูวิธีอื่นกันต่อ

  1. สร้างกิจกรรมที่ชอบ ให้เป็นงานที่ “ใช่”

การเลือกทำในสิ่งที่ชอบควบคู่ไปกับการทำงาน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดความเบื่อหน่ายจากการทำงาน เมื่อเราคือ 1 ในผู้โชคดีที่มีงานทำ แต่ยังรู้สึกไม่แน่ใจว่า งานนี้คืองานที่อยากจะทำ หรือทำแล้วมีความสุขใช่หรือไม่ ให้จัดสรรเวลางานและเวลาว่าง เพื่อหากิจกรรมที่ชอบหรือพัฒนาทักษะอื่นๆ ที่คิดว่าเป็นตัวคุณเอง ควบคู่ไปกับการทำงานประจำ อาจจะเป็นอีกทางเลือก ที่จะช่วยบาลานซ์ชีวิตให้รู้สึกมีความสุขมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่แน่ว่าวันหนึ่งวันใด งานอดิเรกที่คุณรักอาจจะกลายเป็นอาชีพหลักที่คุณใฝ่ฝันในอนาคตก็เป็นไปได้

  1. เรียนรู้จากโอกาส ที่ได้จากการทำงานใหม่

โอกาสในการทำงาน ถือเป็นกำไรชีวิต ให้นึกไว้เสมอว่า คุณกำลังก้าวไปข้างหน้าเพิ่มขึ้นทีละก้าวจากงานที่คุณอาจจะมองว่าไม่ใช่ การเรียนรู้จากงานใหม่ๆ ข้อผิดพลาดใหม่ๆ คำแนะนำ คำติ คำเตือน จากหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน ถือเป็นประสบการณ์จริงที่ทำให้คุณก้าวได้เร็วขึ้น ดังนั้นจึงควรรีบฉวยโอกาส จากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และถ้าคิดว่ามีสิ่งที่ใช่กว่า จงอย่ากลัวที่จะเดินออกมาหาประสบการณ์หรืองานใหม่ๆ ที่รอให้คุณเลือก

  1. เปลี่ยนงานใหม่ ง่ายนิดเดียว

การเปลี่ยนงาน เป็นวิธีสุดท้ายที่จะแนะนำ เพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง ย่อมมีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีตามมา อยู่ที่การตัดสินใจและเหตุผลของแต่ละคน ทุกครั้งที่จะเปลี่ยนงานขอให้คิดให้ถ้วนถี่ เพราะการเปลี่ยนงานคือการเปลี่ยนชีวิตและอนาคต จะดีหรือไม่ดี ใช่หรือไม่ใช่ อยู่ที่การตัดสินใจอย่างรอบด้านของแต่ละคน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/question-salary-man-work-or-quit/

รัฐบาลอนุมัติ “แผนกองทุนสำรองเลี้ยงขีพภาคบังคับ” นายจ้างในไทยพร้อมหรือยัง

โครงสร้างประชากรของไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ นโยบายที่ออกมาเพื่อรองรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เช่น การส่งเสริมการออมเงินแบบระยะยาวเพื่อใช้ในวัยชรา เพื่อให้แน่ใจว่ารายได้หลังเกษียณอายุจะเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ดังนั้น รัฐบาลจึงเห็นชอบหลักการให้เริ่ม “ระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ” ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป

แม้รายละเอียดการดำเนินงานจะยังไม่แน่ชัด เพราะต้องรอให้รัฐสภาพิจารณาและสรุปการปรับเปลี่ยนกฎหมายอีกระยะหนึ่ง แต่อย่างที่รู้อยู่แล้วว่าไทยมีอัตราการเพิ่มของประชากรผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว แผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐในการดูแลผู้สูงอายุ และสนับสนุนให้วัยแรงงานมีเงินออมไว้ใช้หลังเกษียณ

แผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จ่ายสมทบเริ่มต้น 3%

สำหรับโครงสร้างแผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ นายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายเงินสมทบ 3% ของเงินเดือน และเพิ่มจนถึง 10% ของเงินเดือนภายในปีที่ 10 โดยเงินเดือนมีเพดานสูงสุดที่ 60,000 บาทต่อเดือน (ประมาณ 1,714 ดอลล่าร์)

อย่างไรก็ตาม กรณีที่ลูกจ้างมีรายได้ค่าจ้างต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือน (ประมาณ 286 ดอลล่าร์) ให้นายจ้างเป็นผู้จ่ายเงินสมทบเพียงฝ่ายเดียว สำหรับการบริหารดูแลกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ ยังไม่มีการยืนยันรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ที่จะทำหน้าที่บริหารดูแลการลงทุนดังกล่าวแต่อย่างใด

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่า รัฐบาลเตรียมกำหนดใช้แผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับในปี 2561 เป็นปีแรก โดยจะเริ่มจากบริษัทที่มีลูกจ้างจำนวน 100 คนขึ้นไปก่อน จากนั้นจะทยอยกำหนดใช้กับทุกบริษัทมีลูกจ้างจำนวน 1 คนขึ้นไปตั้งแต่ปีที่ 6 ของการบังคับใช้กฎหมายนี้

3 แนวทางกระทบนายจ้าง

บริษัทต่าง ๆ ที่มีกองทุนส่วนตัวอยู่แล้ว อาจไม่ต้องสมทบในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับเพิ่มเติมอีก แต่อาจต้องพิจารณาปรับแผนที่มีอยู่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีรายละเอียดสำหรับนายจ้าง

1. โครงสร้างกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปัจจุบัน

นายจ้างที่มีแผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ควรตรวจสอบทบทวนโครงสร้างการจ่ายเงินสมทบปัจจุบันของตนใหม่ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ค่าใช้จ่าย เพื่อทำความเข้าใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากรัฐบาลเพิ่มอัตราขั้นต่ำของการจ่ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจาก 2% เป็น 3% สำหรับกองทุนที่ดำเนินการโดยบริษัทเอกชน และอาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่นายจ้างจะพิจารณากองทุนสำรองเลี้ยงชีพขององค์กรอย่างครอบคลุมในแง่ของโครงสร้างกองทุนโดยรวมและกลยุทธ์ในการลงทุน เพื่อให้แน่ใจว่ายังสอดคล้องกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ต่าง ๆ ขององค์กร

2. การเปลี่ยนจากแผนผลประโยชน์ที่กำหนดไว้เป็นแผนสมทบเงินที่กำหนดไว้

บริษัทหลายแห่งในประเทศไทยยังคงใช้ แผนผลประโยชน์ที่กำหนดไว้ (defined benefit plans) ทำให้บริษัทไม่สามารถทราบค่าใช้จ่ายที่มีต่อบริษัทได้จนกว่าจะมีการจ่ายผลประโยชน์เมื่อลูกจ้างเกษียณอายุ และเนื่องจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับเป็น แผนสมทบเงินที่กำหนดไว้ (defined contribution plans) นายจ้างจึงควรพิจารณาโครงสร้างแผนที่มีอยู่ และประเมินว่าควรมีการปรับแก้หรือไม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มสูงขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น เช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐและบริษัทเอกชนต่างๆ ทั่วโลก บริษัทในประเทศไทยควรพิจารณาไตร่ตรองถึงการปรับเปลี่ยนแผนผลประโยชน์ที่กำหนดไว้ ไปเป็นแผนสมทบเงินที่กำหนดไว้ว่าดีหรือไม่ ซึ่งนี่อาจเป็นโอกาสดีที่ควรพิจารณาหากยังไม่ได้เปลี่ยน การเปลี่ยนแผนอาจช่วยให้บริษัทลดภาระหนี้สินระยะยาวจากสมุดบัญชีบริษัท รวมทั้งทำให้บริษัทบริหารงบกำไรขาดทุนได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากขึ้น และลดความเสี่ยงระยะยาวในเรื่องการขึ้นอัตราเงินเดือนและผลตอบแทนจากการลงทุนด้วย

3. การกำหนดใช้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับในอนาคต

คาดการณ์ว่า บริษัทที่ไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของตนจะต้องดำเนินการตามแผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับนี้ ในขณะที่บริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว ไม่ต้องดำเนินการ แม้ในขณะนี้จะมีข้อมูลไม่มากเกี่ยวกับการดำเนินการแผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ บริษัทต่างๆ ก็จำเป็นต้องพิจารณาทบทวนแผนสวัสดิการสำหรับผู้เกษียณอายุที่มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงระเบียบข้อบังคับและการกำกับดูแลสวัสดิการด้วย

ศึกษาไว้ก่อน เตรียมพร้อมแต่เนิ่นๆ

แม้รายละเอียดเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับจะยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่สิ่งสำคัญที่นายจ้างในประเทศไทยต้องตระหนักถึง คือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งผลกระทบที่อาจจะเกิดกับแผนงานด้านสวัสดิการและค่าใช้จ่ายของบริษัท

ผลสำรวจเกี่ยวกับทัศนคติที่มีต่อสวัสดิการองค์กร ประจำปี 2558/2559 (2015/2016 Global Benefits Attitudes Survey) ของวิลลิส ทาวเวอร์ส วัทสัน เผยว่า 43% ของลูกจ้างในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคมีความกังวลใจเกี่ยวกับอนาคตทางการเงินของพวกเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ในประเทศไทยเช่นกัน

แผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ จึงออกมาเพื่อผลักดันส่งเสริมให้เกิดการออมเงินไว้ใช้หลังเกษียณอายุมากขึ้น และเปิดโอกาสให้นายจ้างได้พิจารณาทบทวนการจัดการดูแลและความเหมาะสมในการสนับสนุนความต้องการทางการเงินในระยะยาวของลูกจ้างได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

ที่มา: วิลลิส ทาวเวอร์ส วัทสัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/providence-fund-in-thailand/

รู้จัก Thermal past (ซิลิโคน) Liquid Ultra, Liquid Pro เพื่อการใช้งานอย่างถูกต้องและปลอดภัย

Liquid Pro

ขออนุญาตนำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่อีกสักประเด็นละกันนะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วเรื่องราวตรงนี้นั้นผมเองก็ได้มีการเขียนนำเสนอเอาไว้นานแล้ว แต่ก็ได้เขียนเอาไว้ในส่วนของ Note บนตัวเฟสบุ๊คเพจของผม แต่คิดว่ามันก็น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับใครหลาย ๆ ท่าน จึงได้นำมาบอกเล่าให้ได้ทราบกันตรงนี้อีกครั้ง ส่วนเหตุที่นึกจะนำมาบอกเล่าใหม่นั้น พอดีว่ามีคำถามเข้ามาเกี่ยวกับซิลิโคนตัวดังกล่าวนี้ ดังนั้นเพื่อเป็นการลดการเกิดคำถามในลักษณะเดียวกันนี้ ผมจึงหยิบมาบอกเล่าอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับตัวซิลิโคนที่จะพูดถึงกันในวันนี้ บางท่านก็อาจจะรู้จักกันแล้ว เคยใช้งานบ้างแล้ว แต่บางท่านก็อาจจะยังไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าค่าตากันมาก่อนก็เป็นได้ ซึ่งสิ่งที่ผมจะนำเสนอให้ได้ชมกันในวันนี้ก็จะเป็นการพูดถึงข้อมูลที่คิดว่าเราควรจะต้องทราบกันก่อนที่จะใช้งานมัน เพื่อว่าจะได้ใช้งานมันอย่างถูกต้องและให้ผลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด กับซิลิโคนที่เรามักจะเรียกกันติดปากว่า “ซิลิโคนปรอท” แต่จริง ๆ แล้วมันคืออะไร มีข้อควรระวังอะไรบ้าง สามารถใช้งานร่วมกับอะไรได้บ้าง เรามาทำความรู้จักกันครับ

cpu-delid

อะไรคือ Liquid Ultra/Pro ?

สำหรับ Liquid Ultra หรือ Liquid pro นั้นชื่อเต็ม ๆ ของมันคือ Coollaboratory Liquid Ultra ซึ่งเป็นชื่อทางการค้า โดยประโยชน์ใช้งานก็คือ ใช้เป็น Thermal Past หรือซิลิโคนสำหรับติดตั้งร่วมกับฮีตซิงก์ เพื่อเป็นลดช่องว่างระหว่างโลหะในการสัมผัสต่อกันกัน ด้วยคุณสมบัติที่มันเป็น “โลหะเหลว” จึงทำให้มีประสิทธิภาพที่ดีมากในความเป็นซิลิโคน แต่แน่นอนว่ามีคุณอนันต์ก็ต้องมีโทษมหันต์เหมือนกันหากใช้งานไม่ถูกต้อง !

Liquid Ultra/Pro ทำมาจากอะไร ?

จากที่หลาย ๆ คนชอบเรียกกันติดปากว่า “ซิลิโคนปรอท ” เพราะมันมีหน้าตาคล้าย ๆ กันหรือแทบจะเหมือนกัน มีความเป็นเป็นโลหะเหลวเหมือนกัน แต่แท้จริงมันไม่ได้มีส่วนประกอบหรือส่วนผสมที่เป็นปรอทใด ๆ แม้แต่น้อย ซึ่งส่วนประกอบหลักของ Liquid Ultra/Pro จะใช้สารที่ชื่อว่า Gallium เป็นองค์ประกอบหลัก ส่วนองค์ประกอบทั้งหมดนั้นจะประกอบไปด้วย gallium, indium, rhodium, silver, zinc and stannous, bismuth จะเห็นได้ว่าไม่มีปรอทเป็นตัวผสมใด ๆ ทั้งสิ้น

Gallium

Gallium คือ ?

สารหรือธาตุ Gallium (กัลเลี่ยม) เป็นสารหรือธาตุที่สามารถพบเจอได้ในธรรมชาติ แต่จะพบได้ในปริมาณที่น้อยมาก ๆ โดยมากจะได้มาจากการสังเคราะห์ในห้องแล็ปซึ่ง Gallium จะมีชื่อทางเคมีว่า GA มีรหัสอะตอม 31 มีสมบัติเป็นของแข็งและเหลว แต่จะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมในเวลานั้น ๆ โดยมันจะมีสถานะเป็นของเหลวที่อุณหภูมิประมาณ 29.76 °C และหากเย็นกว่านี้หรือมีอุณหภูมิต่ำกว่าก็จะกลายสถานะเป็นของแข็ง และมันจะมีจุดหลอมเหลว (สูญเสียการเป็นของเหลว *อาจจะสับสนเล็กน้อย1) ที่อุณหภูมิประมาณ −19 °C และมีจุดเดือดที่อุณหภูมืประมาณ 2204 °C

ข้อห้ามเด็ดขาดในการใช้งาน !!!

ห้ามใช้งานร่วมกับวัสดุที่เป็นอลูมิเนียมโดยเด็ดขาดในทุก ๆ กรณี เนื่องจาก Gallium มีฤทธิ์ในการกัดกร่อนอลูมิเนียมอย่างรุนแรง แต่จะไม่มีผลต่อวัสดุหรือพื้นผิวที่เป็น ทองแดง เหล็ก และ นิกเกิล ซึ่งถือเป็นวัสดุหลักที่นิยมนำมาใช้งานเป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์ระบายความร้อนหรือฮีตซิงก์ ทั้งนี้สามารถชมตัวอย่างการกัดกร่อนหรือผลที่ Gallium ทำปฏิกริยากับอลูมิเนียมได้จากวิดีโอด้านล่าง

ข้อควรระวังในการใช้งาน !!!

นอกจากเรื่องการใช้งานร่วมกับวัสดุที่เป็นอลูมิเนียมที่เราจะต้องระวังแล้วนั้น จะยังมีเรื่องของการที่ตัวมันเองมีความสามารถในการนำไฟฟ้า เพราะด้วยมันเป็นโลหะเหลว ดังนั้นในการใช้งานก็จะต้องมีความระมัดระวังในการทา ไม่ว่าจะเป็นจากทั้งบนกระดองซีพียู หรือโดยเฉพาะกับคนที่มีการผ่ากระดอง เพราะใต้กระดองซีพียูบางโมเดลจะมีตัวเก็บประจุเล็ก ๆ หรือตัวต้านทานเล็ก ๆ ติดตั้งอยู่ หากมันไหลเยิ้มไปโดนก็จะสร้างความเสียหายใก้กับตัวซีพียู หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ใช้งานร่วมกับการ์ดจอ เพราะรอบ ๆ DIE หรือคอร์ของตัวชิปนั้นจะเต็มไปด้วยตัวเก็บประจุและตัวต้านทานเล็ก ๆ มากมาย

GP-104

ความเป็นพิษหรืออันตรายต่อร่างกาย ?

ด้วยการที่เราชอบเรียกกันว่า “ซิลิโคนปรอท” จึงทำให้มันดูน่ากลัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว Gallium ไม่ได้น่ากลัวหรือมีอันตรายอย่างที่คิด ซึ่งในร่างกายของคนเราก็สามารถพบสารชนิดนี้ได้เช่นกัน แต่จะมีเพียงปริมาณที่น้อยนิดมาก ๆ นอกจากนี้ในทางการแพทย์เองยังมีการนำมาใช้งานเพื่อฉีดเข้าร่างกาย สำหรับใช้ในการวินิจฉัยโรคบางอย่าง หรือเพื่อการ X-ray สำหรับตรวจสอบบางจุด แต่ก็จะใช้ในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น และแม้ว่าจะไม่มีความเป็นเป็นพิษในปริมาณน้อย แต่ก็ไม่ควรกลืนกิน Gallium เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ หรือ การระคายเคืองได้

หากมีการสัมผัสกับร่างกายหรือผิวหนัง ควรทำอย่างไร ?

  • ถ้าสัมผัสโดนผิวหนัง : ให้ทำการล้างออกด้วยด้วยน้ำสบู่ ชำระร่างกายให้สะอาดและถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนออกไป
  • ถ้าสัมผัสเข้าตา : ให้ลืมตาในน้ำสะอาด เหมือนกับมีอะไรเข้าตาทั่ว ๆ ไป
  • ถ้ากลืนกินเข้าไป : ให้ดื่มน้ำตามมาก ๆ และควรไปปรึกษาแพทย์

cpu-delid-2

เรื่องราวในวันนี้ก็คงจะไม่ได้ยืดยาวอะไรมากมายนัก แต่จากสิ่งที่ได้นำเสนอหรือบอกเล่ากันตรงนี้ ก็คิดว่าน่าจะช่วยให้เป็นประโยชน์หรือมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น สำหรับใครหลาย ๆ ท่านที่ให้ความสนใจและจะใช้งานเจ้าซิลิโคนตัวนี้กันอยู่ ว่าจะต้องระวังอะไรบ้าง ห้ามใช้กับอะไร ซึ่งก็ตามที่บอกไปละครับ สิ่งที่เราจะต้องระมัดระวังที่สุดก็คือ ห้ามนำไปใช้งานร่วมกับอลูมิเนียมโดยเด็ดขาด ส่วนอีกจุดหนึ่งก็คงจะเป็นเรื่องของความระมัดระวังในการใช้งาน ในการทา เพราะตัวมันเองจะนำไฟฟ้า ซึ่งหากทามากไปมีการหยดการย้อยไปโดนอุปกรณ์ชิ้นอื่น ๆ หรือแม้แต่ไหลลงซ็อคเก็ตของ CPU ก็จะทำให้เกิดความเสียหายขึ้นมาได้


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/D9c0wac0bIw/

นวัตกรรมการเงินเปลี่ยนโลก ธนาคารจะอยู่รอด ต้องทำธุรกิจเดิมๆ ให้น้อยที่สุด

การเริ่มต้นของธุรกิจ Startup โดยเฉพาะในสาย FinTech ได้สร้างนวัตกรรมการจ่ายเงินในรูปแบบที่ง่ายและสะดวกกว่าเดิม เมื่อเงินสดสามารถถูกโอนให้กันได้ในมูลค่าที่ถูก เพียงคลิกเดียวผ่านมือถือ ได้เปลี่ยนแปลงโลกไปจากเดิม

Brad Garlinghouse ซีอีโอของ Ripple สตาร์ทอัพจากอเมริกา ได้ยกตัวอย่างการจ่ายค่าบริการเแท็กซี่ในอนาคต ที่จะไม่ใช่แค่การจ่ายผ่าน mobile wallet เท่านั้น แต่เมื่อผู้โดยสารขึ้นรถ ระบบมิเตอร์ของแท็กซี่จะเชื่อมต่อกับ mobile wallet และตัดเงินแบบอัตโนมัติเมื่อถึงปลายทางตามข้อมูลของมิเตอร์ ทั้งหมดตรวจสอบเงินได้ผ่านแอปในมือถือ

หรือในซูเปอร์มาร์เก็ต ที่คนซื้อสามารถช้อปปิ้งสินค้าแล้วเดินออกจากซูเปอร์มาร์เก็ตได้เลย ไม่ต้องเข้าคิวจ่ายเงิน เพราะระบบได้ตรวจสอบสินค้าและเชื่อมการชำระเงินกับ mobile wallet แบบอัตโนมัติเรียบร้อยแล้ว

บริการ Payment ของ FinTech ยิ่งใหญ่กว่า

Brad มองว่า หนึ่งในธุรกิจหลักของธนาคาร คือ การรับชำระเงิน การโอนเงินและการเก็บรักษาเงินของเจ้าของบัญชีไว้ตามกฎระเบียบที่ธนาคารกลางกำหนด ซึ่งบริการเหล่านี้มีค่าธรรมเนียมต่ำ และไม่ใช่บริการทางการเงินในอนาคต เทียบกับ การจ่ายค่าสินค้าและบริการแบบอัตโนมัติ หรือการบริหารข้อมูลของลูกค้าเพื่อให้เกิดประโยชน์ ถือเป็นการต่อยอดจากบริการทางการเงินเดิมๆ ซึ่งปัจจุบันธนาคารยังห่างไกลจากจุดนี้

เคยมีคำกล่าวที่ว่า Startup ทุกรายจะเกี่ยวข้องกับ FinTech อย่างน้อยที่สุดคือ การรับชำระเงิน เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งหมด จะมี FinTech เข้าไปเอี่ยวด้วย จนในที่สุดเส้นแบ่งระหว่าง การเงินและอุตสาหกรรมต่างๆ ค่อยๆ หายไป

จากรายงาน Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดโมบายออนไลน์ของจีน ซึ่งประกอบด้วย ช้อปปิ้ง, บันเทิง, การตลาด และอื่นๆ จะมีมูลค่า 650 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งเพิ่มเป็น 2 เท่าจาก 2 ปีก่อนหน้า

ทำให้ Alibaba เจ้าของ Alipay และ Tencent เจ้าของ WechatPay ได้รับประโยชน์ไปแบบเต็มๆ สร้างฐานร้านค้าและลูกค้าจำนวนมหาศาล เทียบเท่ากับที่ China UnionPay และ ธนาคารต่างๆ ใช้เวลากว่า 10 ปีในการสร้าง

คลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงจากจีน ได้โหมเข้าสู่ญี่ปุ่นแล้ว ร้านสะดวกซื้อ Lawson รับชำระด้วย Alipay ทุกสาขาตั้งแต่เดือน ม.ค. และยังมีความร่วมมือในการใช้ข้อมูลของร้านร่วมกัน โดยบนแอป Alipay จะมีข้อมูลที่จำเป็นของ Lawson เพื่อหวังสร้างความสะดวก และดึงดูดให้คนจีนกว่า 450 ล้านคนที่มาเที่ยวญี่ปุ่นมาใช้บริการ Lawson

แค่บริการทางการเงินแบบเดิมๆ คงไม่พอ

ในอุตสาหกรรมการเงินจะเกิดผู้เล่นหน้าใหม่จำนวนมาก และเกิดการแข่งขันที่รุนแรง ในญี่ปุ่นมีผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร 47 ราย เพิ่มขึ้น 40% ใน 3 ปี มี Yahoo Japan และ LINE รวมอยู่ด้วย ไม่ต่างจากไทย ที่มี FinTech โดยเฉพาะด้าน Payment อยู่เป็นจำนวนมาก

สิ่งที่ FinTech เหล่านี้ได้เปรียบ คือสามารถเสนอบริการได้ทั่วถึง ครอบคลุมมากกว่าที่ธนาคารทำได้ เช่น กู้ยืม ซึ่งธนาคารเข้าไม่ถึง และยังเป็นบริการที่พ่วงไปกับสินค้าหรือบริการอื่นๆ ไม่ใช่บริการทางการเงินเพียงอย่างเดียว

ขณะที่ประเทศไทย เล็งจะใช้ ม.44 เพื่อทำให้ Uber หายไป แต่ในต่างประเทศ Uber Technologies ได้รับเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์จาก Goldman Sachs เมื่อปีที่แล้วเพื่อให้บริการ Xchange ซึ่งเป็นบริการให้เช่าซื้อรถยนต์ โดยจะทำงานร่วมกับ dealer ต่างๆ ให้คนขับสามารถเช่าซื้อรถยนต์ออกไปขับเพื่อให้บริการ Uber ได้

จากนั้น คนขับก็จ่ายเงินให้ Uber ผ่านรายได้ที่ได้จากการขับอีกที ดังนั้นถ้าคนขับที่สนใจอยากขับ Uber แต่ไม่มีรถเป็นของตัวเองก็ไม่มีปัญหา

ถ้าธนาคารยังคงเน้นบริการทางการเงินแบบเดิมๆ ไม่ปรับตัวโดยใช้ความได้เปรียบที่มีอยู่ เช่น ข้อมูลของลูกค้าที่เปิดบัญชี, ความน่าเชื่อถือ, พนักงานที่มีความสามารถ และความรู้ทางเทคนิคต่างๆ เพื่อออกมาสร้างธุรกิจใหม่ๆ โอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตในอนาคตอาจเป็นไปได้ยาก

กล่าวได้ว่า ถ้าจะอยู่รอดและเติบโตได้ ต้องทำธุรกิจเดิมๆ ให้น้อยที่สุด

สรุป

ธนาคารจะให้บริการแค่เรื่องเงินไม่ได้ แต่ต้องพัฒนาความเป็น Lifestyle และ Business ให้มากขึ้น เช่น โครงการ SCB พร้อมเพย์ แท็กซี่เดลิเวอรี่พร้อมรับ นั่งแท็กซี่แล้วจ่ายเงินผ่าน PromptPay ได้เลย ไม่ต้องใช้เงินสด สะดวก ปลอดภัย เป็นหนึ่งในตัวอย่างว่า ธนาคารกระโดดลงมาเล่นบริการร่วมกับแท็กซี่มากขึ้น เพราะจะแค่ รอให้คนใช้จ่าย โอน หรือฝากเงิน คงไม่ใช่คำตอบที่จะสร้างการเติบโตทางธุรกิจให้ธนาคารอีกต่อไป

ที่มา: Asia.Nikkei

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/innovation-finance-change-bank/