คลังเก็บป้ายกำกับ: LEADERSHIP

7 ทักษะที่เด็กๆ ต้องเรียนรู้ เพื่อรับมือกับโลกของการทำงานในอนาคต

Dr.Tony Wagner ผู้ดำรงตำแหน่ง Co-director แห่ง Harvard’s Change Leadership Group ได้ออกมาระบุถึง 7 ทักษะที่เด็กๆ ทุกคนทั่วโลกต้องเรียนรู้เพื่อให้รองรับต่อการทำงานในอนาคตที่เปลี่ยนไปจากปัจจุบันเป็นอย่างมากเอาไว้ในหนังสือ The Global Achievement Gap ซึ่งทาง World Economic Forum ได้นำมาถ่ายทอดต่อ และทางทีมงาน TechTalkThai เห็นว่าเป็นเนื้อหาที่มีประโยชน์ จึงขอนำมาสรุปเอาไว้เป็นภาษาไทยดังต่อไปนี้ครับ

Credit: ShutterStock.com

 

1. การคิดอย่างเป็นระบบและการแก้ไขปัญหา

การแข่งขันของธุรกิจนั้นคือการปรับปรุงผลิตภัณฑ์, กระบวนการ และบริการให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทักษะทางด้านการคิดอย่างเป็นระบบ (Critical Thinking) และการแก้ไขปัญหาได้นั้นถือเป็นทักษะสำคัญที่จะนำไปสู่การตั้งคำถามที่ถูกต้อง และการค้นหาสาเหตุของปัญหาพร้อมทำการแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

2. ความเป็นผู้นำและการจูงใจผู้อื่น

การสื่อสาร, ความเป็นผู้นำ และความสามารถในการจูงใจผู้อื่นเพื่อให้สามารถทำงานเป็นทีมได้นั้นก็เป็นอีกทักษะที่นับวันจะยิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยหัวใจสำคัญของการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพนั้นคือการมีความสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหา และการทำงานอย่างมีจริยธรรม

 

3. การเรียนรู้และการปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว

ความสามารถในการปรับตัวและการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ด้วยตัวเองได้อย่างรวดเร็วนั้นสำคัญอย่างมากต่อการประสบความสำเร็จ เพื่อให้สามารถทำการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และปรับใช้เครื่องมือใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหาที่ไม่เคยแก้ไขมาก่อนได้อย่างรวดเร็ว

 

4. การริเริ่มและการเป็นผู้ประกอบการ

ความกล้าที่จะริเริ่มทดลองทำสิ่งใหม่ๆ และยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น รวมถึงการก้าวข้ามความล้มเหลวให้ได้นั้นถือเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจในอนาคตเป็นอย่างมาก เพราะจะทำให้มีโอกาสมากกว่าผู้ที่ริเริ่มทำอะไรน้อยกว่าอย่างชัดเจน

 

5. การสื่อสารด้วยวาจาและการเขียนอย่างมีประสิทธิภาพ

ความสามารถในการอธิบายความคิดของตนเองให้ได้อย่างชัดเจนนั้นเป็นทักษะสำคัญหนึ่งที่เหล่าผู้นำทางธุรกิจหลายคนมีร่วมกัน โดยประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแค่การใช้ภาษาให้ถูกต้อง แต่มุ่งเน้นไปที่การสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะผ่านการเขียน หรือการนำเสนอก็ตาม เพราะความคิดจะดีแค่ไหน แต่หากสื่อสารออกมาไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์

 

6. การเข้าถึงและการวิเคราะห์ข้อมูล

ในอนาคตการทำงานนั้นจะต้องอาศัยข้อมูลมากยิ่งขึ้นกว่าในปัจจุบัน ดังนั้นความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำองค์ความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์หรือแก้ไขปัญหานั้นจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

 

7. ความช่างสงสัยและจินตนาการ

สองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ และแก้ไขปัญหาที่ไม่เคยแก้ไขมาก่อน ซึ่งเด็กในวัยก่อนสิบขวบนั้นจะมีความช่างสงสัยอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่ออายุเกินสิบขวบแล้ว เด็กๆ ก็จะเริ่มกังวลถึงการตอบคำถามให้ได้ถูกต้อง มากกว่าการถามคำถามที่ดี หน้าที่ของผู้ปกครองและครูในปัจจุบันจึงควรเปลี่ยนเป็นการทำให้เด็กๆ ยังกล้าที่จะถาม และมีจินตนาการให้มากที่สุดต่อไป

 

อันที่จริงทั้งหมดนี้เหล่าผู้ใหญ่ในปัจจุบันก็นำไปปรับใช้กันได้นะครับ

 

ที่มา: https://www.weforum.org/agenda/2017/09/skills-children-need-work-future/

from:https://www.techtalkthai.com/7-skills-all-children-should-learn-to-prepare-for-works-in-the-future/

Advertisements

4 เล่มนี้จะทำให้ภาวะผู้นำ และการทำธุรกิจของคุณเปลี่ยนไปตลอดกาล

การอ่านหนังสือตลอดเวลาเป็นอีกนิสัยของผู้นำ รวมถึงนักธุรกิจพันล้านตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน แต่หากอ่านอะไรที่ไม่ได้เสริมสร้างตัวเอง ก็เท่ากับเสียเวลาไปเปล่าๆ ดังนั้นลองมารู้จักกับหนังสือ 4 เล่มที่ช่วยเสริมภาวะผู้นำ และยกระดับธุรกิจกัน

ภาพ pixabay.com

1.Team of Rival โดย Doris Kearns Goodwin

หนังสือเล่มนี้จะเกี่ยวกับประวัติของ Abraham Lincoln ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา โดยฉายภาพในเรื่องมุมมอง และการปฏิบัติตัวเพื่อเข้ากับสิ่งต่างๆ รอบตัว และพยายามใช้สิ่งเหล่านั้นในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับตนเองด้วย ซึ่ง Bill Creelman ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ Spindrift Beverage บอกว่า หนังสือเล่มนี้สามารถนำแนวคิดต่างๆ มาปรับใช้กับการบริหาร และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรได้เลยทีเดียว

2.Thinking Fast and Slow โดย Daniel Kahneman

ใครอยากศึกษาเกี่ยวกับเรื่องจิตวิทยา เล่มนี้ค่อนข้างเหมาะ เพราะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการทดลองในรูปแบบต่างๆ ของพฤติกรรมมนุษย์ เพื่อตอบคำถามว่าทำไมถึงเกิดเรื่องนี้ขึ้น หรือทำไมถึงตัดสินใจแบบนี้ ซึ่งหากผู้บริหารรู้เรื่องพวกนี้ทั้งหมด ก็คงเข้าใจกลุ่มคนระดับปฏิบัติการ หรือระดับบริหารด้วยกันได้ไม่ยาก

3.Siddhartha โดย Hermann Hesse

เคร่งเครียดกับการงานมาเยอะ หนังสือเล่มนี้ก็ช่วยได้ เพราะให้ข้อมูลเกี่ยวกับหนทางสู่ความสุข และการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งในหนังสือก็จะกล่าวถึงเรื่องความสวยงาม, เงินทอง และเรื่องที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตในมุมต่างๆ ด้วย ซึ่ง Abdur Chowdhury เจ้าของร่วม Aura เล่าให้ฟังว่า สามารถอ่านได้เรื่อยๆ ไม่มีวันจบ เพราะช่วยให้จิตใจสงบนิ่งได้ทันใด

4.The ONE Thing: The Surprisingly Simple Truth Behind Extraordinary Results โดย Gary Keller

ส่วนเล่มนี้จะเล่าถึงการใช้ชีวิตทุกๆ วัน เพื่อเป้าหมายทียิ่งใหญ่ พร้อมกับลืมเรื่องต่างทิ้งไปให้หมด เพื่อสร้างการเดินหน้าที่แท้จริง แต่จะทำอย่างนั้นได้ ต้องจริงจังตั้งแต่สิ่งเล็กๆ เพราะสิ่งที่เล็กที่สุด เมื่อนำมารวมกันก็จะกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ และเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็เช่นกัน

อ้างอิง // These 4 Books Changed These Leaders’ Lives and Businesses for the Better

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/4-books-for-leader-and-business/

ออปโป้ คงความเป็นอิสระทางความคิด และสานต่อความเป็นผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟน

ออปโป้ บริษัทผู้นำในตลาดสมาร์ทโฟนจากประเทศจีน ได้รับการยอมรับให้เป็นบริษัทผู้ผลิตผลิตสมาร์ทโฟนอันดับสี่ของโลก จากรายงานผลประกอบการในช่วงสามไตรมาสแรกของปี 2559

ออปโป้เป็นบริษัทที่มีความเป็นอิสระอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีระบบหน้าบ้านและหลังบ้านที่มีความครอบคลุมเป็นของตัวเอง ตั้งแต่การเลือกชิ้นส่วนการผลิต การออกแบบสมาร์ทโฟน การทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค แผนการตลาด ไปจนถึงการให้บริการลูกค้า ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ออปโป้เป็นแบรนด์ที่มีการเจริญเติบโตและประสบความสำเร็จตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยออปโป้เป็นแบรนด์อิสระที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทอื่นใดทั้งสิ้น

นายชานนท์ จิรายุกุล ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท ไทย ออปโป้ จํากัด กล่าวว่า บริษัท ไทย ออปโป้ จำกัด เป็นบริษัทลูกที่ถูกกฎหมายของแบรนด์ OPPO (ออปโป้) ซึ่งทางออปโป้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทอื่นใดนอกเหนือไปจาก แบรนด์ OPPO ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใดก็ตาม นอกจากนี้ เรายังไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทอื่นทั้งในทางพันธมิตร หรือมีบริษัทในเครือ หรือเป็นบริษัทลูกให้กับบริษัทใดๆ ทั้งสิ้น

ตั้งแต่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์แรกของออปโป้ ทางบริษัทได้คิดค้นและนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ล่าสุดมาสู่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง อาทิ สมาร์ทโฟนรุ่น N Series ที่มีกล้องหมุนได้อัตโนมัติ เทคโนโลยี VOOC เพื่อการชาร์จที่รวดเร็วและมีแรงดันไฟฟ้าต่ำสำหรับสมาร์ทโฟน และเทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพที่มาพร้อมฟังก์ชั่น Beautify

ความภาคภูมิใจของออปโป้คือการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาในเทคโนโลยีของเราเอง ซึ่งเรายังคงมุ่งมั่นที่จะให้ประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้บริโภคและตลาดสมาร์ทโฟน และในขณะเดียวกัน เราก็พร้อมที่จะปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาและการตลาดของออปโป้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีการเตรียมพร้อมเพื่อตรวจสอบการละเมิดลิขสิทธิ์ทุกรูปแบบตลอดเวลา ซึ่งยังรวมไปถึงการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อตัวบุคคลหรือบริษัทใดๆ ก็ตามที่พยายามลอกเลียนแบบหรือเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จเกี่ยวกับออปโป้นายชานนท์ กล่าวปิดท้าย

from:http://mobileocta.com/oppo-continued-independence-of-thought-and-consolidating-its-leadership-in-the-smartphone-market/

5 วาทะบทเรียนผู้นำจากซีรีส์ Game of Thrones

Game of Thrones เป็นซีรีส์ที่มีมากกว่าความสนุก (และฉาก 18+) เพราะการชิงไหวชิงพริบของตัวละครมักจะสอนอะไรหลายๆ อย่างให้กับคนดูอยู่เสมอ แต่ที่ชัดเจนที่สุดก็คงจะเป็นเรื่องของการเป็นผู้นำ ตามที่มีการสรุปเอาไว้ในบทความนี้ 

1. “ผู้ที่หยิบยื่นโทษประหาร จะต้องลงดาบเอง” กล่าวโดย Eddard Stark

Ned_Stark

อย่ากลัวที่จะต้องตัดสินใจเรื่องยากๆ หรือทำงานที่ไม่อยากจะทำ ผู้นำที่ใช้เวลาในสนามรบ หรือทำงานยากๆ ด้วยตัวเอง จะเป็นการฝึกฝนตัวเองให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับที่ Ned Stark บอกไว้ว่า  “ผู้นำที่หลบอยู่หลังเพชฌฆาต ที่สุดแล้วก็จะลืมว่าความตายเป็นยังไง”

2. “พวกแลนนิสเตอร์จ่ายหนี้ของพวกเขาเสมอ” กล่าวโดย Tyrion Lannister

tyrion-lannister

ในที่ทำงาน วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้คุณสูญเสียความเคารพ (และอำนาจ) จากทีม คือการให้คำสัญญาในสิ่งที่ทำไม่ได้ ในขณะเดียวกัน วิธีที่แน่นอนที่สุดที่จะทำให้คนอื่นๆ ทำเพื่อคุณในวันนี้ ก็คือทำให้พวกเขาไว้ใจว่าคุณจะทำในสิ่งที่คุณพูดว่าจะทำในอนาคต

ผู้นำที่ดีต้องทำตามที่พูด และไม่พูดในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้

3. “ใครก็ตามที่ต้องพูดว่า “ข้าคือพระราชา” ไม่ใช่พระราชาที่แท้จริง” – กล่าวโดย Tywin Lannister

21w

อำนาจที่แท้จริงมาจากความเชื่อที่ผู้คนมีต่อคุณ ไม่ได้มาจากคำพูดของตัวคุณเอง อำนาจและอิทธิพล มักจะมาจากที่ที่คาดไม่ถึง ไม่ใช่การพูดว่า “I am the boss”

4. “ความโกลาหลไม่ใช่อุปสรรค ความโกลาหลคือบันไดต่างหาก” กล่าวโดย Littlefinger

littlefinger_2866187k

ช่วงเวลาที่ยุ่งยากจะผลักดันความแข็งแกร่งของผู้นำ ในขณะที่การเป็นผู้นำในช่วงเวลาสงบปราศจากคลื่นลม เป็นเรื่องที่ง่ายกว่า เหมือนกับคำพูดที่ว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ”

ผู้นำที่ประสบความสำเร็จจะใช้ความท้าทายเป็นเครื่องมือในการผลักดันตัวเองให้สูงขึ้น เช่นเดียวกับที่ Littlefinger เน้นว่า อุปสรรคที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวคัดกรองผู้คนที่แข็งแกร่งให้มีชีวิตรอด

5. “ฤดูหนาวกำลังมาเยือน” กล่าวโดย ตระกูล Stark

House-Stark-game-of-thrones-700x394

ผู้นำที่ดีต้องตื่นตัวตลอดเวลา เพราะโลกนี้ไม่มีความแน่นอน ส่วนผู้นำที่ดีที่สุดจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ยืนหยัด และวางแผนอนาคต การเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่ไม่คาดฝันเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานของความสำเร็จ

ที่มา : Inc

from:http://thumbsup.in.th/2015/12/5-incredible-leadership-lessons-from-game-of-thrones/

SAP เปิดเผย 10 เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ สำหรับผู้ประกอบการหญิงทั่วโลก

sap_logo

ถึงแม้ว่าทุกวันนี้ผู้หญิงทั่วโลกจะเริ่มก่อตั้งกิจการกันมากขึ้น และกลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อเทียบกับบริษัทที่ก่อตั้งโดยผู้ชายส่วนใหญ่แล้วก็ยังคงมีขนาดเล็กกว่า และมีพนักงานน้อยกว่าด้วย SAP ได้เล็งเห็นประเด็นปัญหานี้และต้องการที่จะเป็นหนึ่งในแรงผลักดัน จึงได้ออกรายการวิทยุ Coffee Break with Game-Changers ของสถานี VoiceAmerica Business Channel ดำเนินรายการโดยสตรีผู้ประสบความสำเร็จ 3 ท่าน ได้แก่ Jane Wesman ผู้ก่อตั้งบริษัท Jane Wesman Public Relations, Sandi Webster เจ้าของบริษัท Consultants 2 Go และ Nina Kaufmann แห่ง Entrepreneur.com และได้ข้อสรุปดังนี้

Credit: ShutterStock.com
Credit: ShutterStock.com

 

สิ่งที่ฉุดรั้งเหล่าเจ้าของกิจการหญิงไว้จากความสำเร็จ

ผู้ดำเนินรายการทั้ง 3 นี้เห็นตรงกันว่าการก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของกิจการนั้น ไม่มีเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับความแตกต่างทางเพศโดยตรงเลย แต่จะเป็นผลกระทบทางอ้อมในเชิงจิตวิทยามากกว่าที่คอยฉุดรั้งจากความสำเร็จ ซึ่งรวมถึงปัจจัยภายนอกเช่น การขาด Role Model ของผู้ประสบความสำเร็จที่เป็นผู้หญิงด้วยกัน ซึ่งสุดท้ายแล้วครอบครัวหรือเพื่อนๆ ที่คอยเป็นกำลังใจสนับสนุนให้ก็สามารถลบล้างความคิดเหล่านี้ออกไปได้

แต่ความท้าทายที่แท้จริงนั้นมาจากความกลัวภายในจิตใจของเหล่าผู้ประกอบการหญิงเหล่านี้มากกว่า ซึ่งเหล่าผู้ดำเนินกรายการทั้ง 3 ต่างก็มาแบ่งปันประสบการณ์ที่เคยพบเจอจากการเฝ้าดูเหล่าผู้บริหารหญิงบริหารธุรกิจของตนเอง และเล่าถึงความกลัวจากภายในที่สังเกตเห็นได้ ไม่ว่าจะเป็นความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง, เงิน หรือแม้แต่การพัฒนาตัวเองทางด้านการดูตัวเลขและการคิดคำนวน เพื่อให้ดำเนินธุรกิจไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

10 เคล็ดลับสู่ความสำเร็จสำหรับเจ้าของกิจการหญิง

ผู้ดำเนินรายการทั้ง 3 ท่านได้แนะนำ 10 เคล็ดลับสู่ความสำเร็จมาให้เหล่าผู้กอบการหญิง แต่ทั้งนี้ผู้ชายก็สามารถนไปประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน ดังนี้

 

1. สร้างเครือข่าย

การจะประสบความสำเร็จได้นั้นไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียว และการสร้างเครือข่ายก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นทีมงาน, ที่ปรึกษา รวมถึงควรจะต้องรู้จักกับนักกฎหมายและนักบัญชีเอาไว้ด้วย เพราะคำแนะนำจากทั้ง 2 อาชีพนี้จะช่วยให้คุณทำธุรกิจได้ราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นการวางโครงสร้างของธุรกิจ, สัญญาต่างๆ หรือแม้แต่สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในการทำธุรกิจ

 

2. มีเป้าหมายในการทำธุรกิจที่ชัดเจน

จากการประมาณการพบว่าทุกวันนี้ 40% ของผู้หญิงนั้นได้ทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการหารายได้สำหรับเลี้ยงดูครอบครัวแล้ว และถ้าเกิดความผิดพลาดทางการเงิน หรือตัดสินใจผิด ก็จะกระทบทั้งกับครอบครัวและธุรกิจไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และผู้ประกอบการหญิงจึงควรจะต้องตั้งเป้าหมายปลายทางให้ชัดเจน ซึ่งถึงแม้จะต้องเปลี่ยนเป้าหมาย ก็ต้องรู้ตัวให้ดีอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่

 

3. อธิบายให้ได้ว่าธุรกิจของเราคืออะไร

การอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างง่ายดายว่าธุรกิจของเราคืออะไรนั้น จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเครือข่าย, ค้นหาที่ปรึกษา และทดสอบว่าสิ่งที่เราจะทำนั้นจะไปได้สวยหรือไม่ และเล่าให้ผู้อื่นฟังให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ว่าเรากำลังทำอะไร

 

4. เขียนพิมพ์เขียวของธุรกิจ

ถึงแม้ว่าคุณจะสร้างและลงทุนในธุรกิจของคุณเองโดยไม่อาศัยแหล่งเงินทุนจากภายนอก คุณก็ยังควรเขียนพิมพ์เขียวของธุรกิจเอาไว้เพื่อทบทวนตัวเองและสร้างความชัดเจน โดยในพิมพ์เขียวนั้นจะประกอบไปด้วยคำอธิบายว่าธุรกิจทำอะไรและมีใครเป็นลูกค้า, ในแต่ละวันจะต้องทำอะไรบ้าง, ความรับผิดชอบของผู้ประกอบการและทีมงานแต่ละคน, ประมาณการค่าใช้จ่ายใช้ปีแรก และวิธีการในการหาเงินมาใช้จ่ายสำหรับดำเนินกิจการ

 

5. อัพเดตพิมพ์เขียวจของธุรกิจเสมอๆ

เพราะในโลกของธุรกิจนั้นไม่มีอะไรตายตัว การกลับมาทบทวนแผนการดำเนินการและปรับปรุงให้อัพเดตอยู่เสมอก็จะช่วยให้มีความชัดเจนมากขึ้น และควรอัพเดตอย่างน้อยปีละครั้ง

 

6. คิดคำนวนตัวเลขในธุรกิจอย่างละเอียด

วางความรู้สึกรังเกียจและความกลัวต่อการคิดคำนวนตัวเลขต่างๆ และทำความเข้าใจทุกๆ ตัวเลขที่เกี่ยวกับธุรกิจอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง โดยจากประสบการณ์ของผู้ดำเนินรายการพบว่าผู้หญิงหลายคนเก่งเรื่องการคิดคำนวนตัวเลขเหล่านี้ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้มีคนมาบอกว่าพวกเธอไม่เก่งในเรื่องนี้ และทำให้เกิดความกลัวทีจะทำ ดังนั้นให้ค่อยๆ ลงมาทำความเข้าใจในตัวเลขเหล่านี้ให้ดี เพราะถึงแม้จะไม่ชอบตัวเลข แต่เราก็ต้องมีชีวิตอยู่กับมัน และการทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้เลิกกลัวไปได้เอง

 

7. การพูดถึงเรื่องเงินเป็นเรื่องปกติ

ด้วยความแตกต่างทางจิตวิทยาของผู้หญิงนั้น ทำให้ผู้หญิงมักจะมีความรู้สึกว่าการพูดถึงเรื่องเงินนั้นดูไม่มีความเป็นกุลสตรี ซึ่งต่างจากผู้ชายที่มีอิสระในการพูดเรื่องเงินได้เต็มที่ แต่การทำธุรกิจนั้นการพูดถึงเรื่องเงินเพื่อนำมาใช้ทำธุรกิจถือเป็นเรื่องปกติ และเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ผู้ประกอบการหญิงต้องให้ความสำคัญ

 

8. ซักวันหนึ่งเราก็ต้องเลิกทำธุรกิจ

ผู้ประกอบการหญิงทุกคนควรลองถามตัวเองว่า ถ้าคุณไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้อีกแล้ว ครอบครัวของคุณจะเป็นอย่างไร? และคุณต้องการเพียงแค่ทำธุรกิจที่สร้างรายได้ให้คุณในขณะที่คุณยังทำงานอยู่ หรือคุณจะสร้างธุรกิจที่มีคุณค่ามากๆ และทำการขายธุรกิจนั้นไป?

 

9. ลาพักร้อนให้ได้อย่างต่อเนื่องเป็นอย่างน้อย 2 สัปดาห์

การที่ธุรกิจจะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ได้โดยที่ CEO หรือผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจในองค์กรนั้นสำคัญมาก เพราะธุรกิจควรจะต้องดำเนินต่อไปได้ถึงแม้คุณจะไม่อยู่ และการที่คุณลาหยุดไปนั้นก็อาจทำให้พนักงานได้มีโอกาสสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ เพื่อใช้พัฒนาธุรกิจได้อีกด้วย

 

10. อย่าเสนอหุ้นให้ผู้อื่นง่ายเกินไป

การเสนอหุ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองในยามที่กิจการยังคงเล็กอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ต้องคิดให้ดี เพราะการที่จะมีผู้ถือหุ้นซึ่งมีสิทธิ์ในการตัดสินใจหรือนำเสนอสิ่งต่างๆ เพิ่มนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนทุกครั้ง

 

สำหรับผู้ที่สนใจอยากฟังรายการนี้เต็มๆ สามารถรับฟังได้ที่ http://news.sap.com/success-secrets-for-entrepreneurial-women/

 

ที่มา: http://news.sap.com/10-success-secrets-entrepreneurial-women-holds-back/

from:https://www.techtalkthai.com/sap-revealed-10-success-secrets-for-entrepreneurial-women/

ปล่อยพลังสตีฟ จ๊อบส์ ในตัวคุณ : 5 อุปนิสัยของนักคิดผู้มีวิสัยทัศน์

เชื่อว่าผู้นำหลายๆ คน ไม่ว่าจะอยู่ในองค์กรเล็กๆ อย่างสตาร์ทอัป หรือองค์กรใหญ่ๆ ต่างก็อยากเป็นผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์ในสายตาคนอื่น 

รวมไปถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั้งอุตสาหกรรม (และโลก) อย่างสตีฟ จ๊อบส์ อาจจะเป็นเป้าหมายที่ผู้นำทุกคนอยากไปให้ถึงจุดนั้นดูสักครั้ง

แน่นอนว่ามันไม่ง่าย และต้องทำอะไรมากกว่าการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ มาดูกันว่ามีวิธีใดบ้างที่จะทำให้คนอื่นๆ มองคุณในแบบที่คุณอยากให้เป็น

getty_51937858_970697970450033_61185

1. เริ่มต้นด้วยการแสดงให้เห็น ไม่ใช่แค่พูด

ทุกคนมีไอเดีย ไอเดียเป็นเรื่องไม่ยาก และการเอาแต่พูดก็ง่ายยิ่งกว่านั้นเสียอีก เหตุผลที่เรารับฟังผู้นำ ก็เป็นเพราะว่าไอเดียของพวกเขาสามารถนำทางไปสู่ความสำเร็จได้จริง

เพราะการลงมือทำคือรากฐานของการสร้างความน่าเชื่อถือ

เมื่อพิสูจน์ได้ว่าวิสัยทัศน์หรือไอเดียของคุณเป็นไปได้จริง เมื่อนั้นคุณก็จะเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะทำให้คนอื่นๆ ชื่นชมคุณในฐานะผู้นำที่ยอดเยี่ยม เพียงแค่ลงมือทำเท่านั้นเอง

2. อย่ากลัวที่จะทวนกระแส

คนส่วนมากเลือกที่จะเดินตามทฤษฎีการทำธุรกิจ สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่นๆ อาจจะเป็นวิธีที่เรานำมันมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ แต่มันไม่จริงเสมอไป

เพื่อที่จะเป็นนักคิดที่มีวิสัยทัศน์ ต้องมีวิธีที่แตกต่าง และมันแปลว่าคนส่วนมากคงไม่เห็นด้วยกับคุณ ถึงแม้จะพยายามพิสูจน์แล้วว่าคุณมาถูกทาง แต่ขอให้แน่ใจว่าคุณได้เตรียมตัวรับมือกับแรงต่อต้านจากคนอื่นๆ ไว้แล้ว เพราะพวกเขาต้องทำแน่

3. เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ

ตามหาคนที่เชื่อในสิ่งที่คุณทำมาเป็นทีมงาน ในขณะที่ต้องพิสูจน์ความคิดหรือความเชื่อของตัวเอง แน่นอนว่าคุณทำให้ทั้งองค์กรรับฟังคุณไม่ได้ (โดยเฉพาะในกรณีที่ความคิดของคุณมันสวนทางกับคนอื่นๆ)

จงถ่อมตัว และสื่อสารกับคนที่ฟังคุณก่อนเป็นอันดับแรก เพราะถ้าคุณพยายามเริ่มต้นจากส่วนที่อยู่บนสุด คุณจะไม่มีทางออกจากฐานด้านล่างได้เลย

4. ยืนยันในสิ่งที่เชื่อ แม้ไม่มีคนฟัง

ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ไม่เพียงแต่จะมีไอเดียที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น พวกเขายังสามารถสื่อสารความคิดออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ตัวคุณเองก็เช่นกัน ต้องมีความสามารถในการเขียนและพูดเป็นอย่างดี หรือไม่ก็ต้องจ้างใครสักคนที่ทำเรื่องนี้เพื่อคุณได้

อีกเหตุผลที่ควรเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ คือ ไม่เพียงแต่คุณจะมีเวลาขัดเกลาเนื้อหาที่จะพูดเท่านั้น แต่ยังเหลือเวลาให้ฝึกซ้อมอีกด้วย

5. ต้องแน่ใจว่าคุ้มค่าความพยายาม

ถ้าคุณเป็นที่ปรึกษาหรือนักเขียน การถูกมองเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์จะให้ผลตอบแทนโดยตรง ทั้งความเชื่อถือที่ได้รับมากขึ้น มีโอกาสมากขึ้น และได้ค่าตอบแทนมากขึ้น

แต่ในหลายๆ กรณี เมื่อได้รับความชื่นชมมากขึ้น สิ่งที่คุณได้มาอาจจะเป็นแค่ ego เพราะคุณใช้เวลาไปกับการเขียน พูด โปรโมท และสร้างเน็ตเวิร์ก แต่ผลตอบแทน (ที่จับต้องได้) ที่ได้อาจดูเล็กน้อยเกินไป

คิดให้ดีว่าคุณคาดหวังประโยชน์อะไรจากการทำสิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่สามารถระบุได้ เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่สามารถสร้างประโยชน์ได้จริงจะดีกว่า

ถ้าสิ่งที่ได้กลับมาเป็นแค่ ego หรือความมั่นใจในตัวเองจนเกินไป ก็ไม่ควรเสียเวลากับมันมาก เพราะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์จะให้ความสำคัญกับความคิด ไม่ใช่ตัวเอง

ที่มา : Inc.

from:http://thumbsup.in.th/2015/07/unleash-your-inner-steve-jobs-5-habits-of-visionary-thinkers/