คลังเก็บป้ายกำกับ: Lifestyle

ธนชาตเปิด 2 บัญชี ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ออมดอกสูง 1.8% ต่อปี ใช้จ่ายฟรีค่าธรรมเนียม แถมมีกระปุกออมสินอัตโนมัติ

ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่คือการใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน การวางแผนชีวิต ทั้งหมดนี้จะเป็นจริงได้ต้องอาศัยแนวคิดการบริหารเงินอย่างสมาร์ทที่ทันสมัย ถ้าต้องเปิดบัญชีใหม่เพื่อเก็บออมก็อยากได้ดอกเบี้ยสูง ถ้าต้องใช้จ่ายทำธุรกรรมก็อยากให้ไร้ค่าธรรมเนียม หรือถ้าจะวางแผนการเงินก็อยากให้มีตัวช่วยดีๆ และที่สำคัญในยุคที่ทุกอย่างหมุนรอบโทรศัพท์มือถือแบบนี้ ทุกอย่างต้องทำได้ครบและจบในแอพพลิเคชันเดียว

ตอบโจทย์คนใช้สมาร์ทโฟน ด้วย 2 บัญชีเงินฝากออมทรัพย์แนวใหม่ เก็บ โอน จ่าย ผ่านมือถือ

ธนชาตเปิดตัว Smart Solution ตอบทุกโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่โดยทุกอย่างอยู่บนมือถือทั้งหมด ไม่ว่าจะเก็บออมหรือจะใช้จ่าย เพื่อหวังเอาใจคนกลุ่ม New Gen ธีรนุช ขุมทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ธุรกิจ ลูกค้ารายย่อย ธนาคาร ธนชาต จำกัด (มหาชน) บอกว่า การที่ธนชาตใช้คำว่ากลุ่ม New Gen ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่รวมไปถึงคนทุกกลุ่มที่เข้าถึงมือถือสมาร์ทโฟนได้ สามารถ เก็บ โอน หรือใช้จ่ายผ่านระบบออนไลน์ โดยคนกลุ่มนี้อาจเป็นตั้งแต่ นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ หรือเจ้าของธุรกิจ SME ยุคใหม่

ธีรนุช ขุมทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ธุรกิจ ลูกค้ารายย่อย ธนาคาร ธนชาต จำกัด (มหาชน)

2 บัญชีที่ว่านี้คือ บัญชีเก็บเงินชื่อว่า e-SAVINGS” ส่วนอีกบัญชีเพื่อการใช้จ่ายอย่างคล่องตัวคือ “ธนชาตฟรีเว่อร์” (Freever) โดย 2 บัญชีนี้จะทั้งเก็บเงินและใช้เงินไปพร้อมๆ กันผ่าน Thanachart Connect โมบายแอพของธนชาต

บัญชีแรก : e-SAVINGS บัญชีเก็บ บัญชีออม ดอกเบี้ยสูง 1.8% ต่อปี

ตัวนี้น่าสนใจ เพราะบัญชี e-SAVINGS สามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้เงิน เริ่มได้ตั้งแต่ 0 บาท มากกว่านั้นคือไม่ต้องมีสมุดบัญชี ทุกอย่างเป็น Digital Banking ทั้งหมด ดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 1.5 % ต่อปี แต่ถ้าผูกบัญชีกับธนชาตพร้อมเพย์ ดอกเบี้ยจะเป็น 1.8% ต่อปี ทันที ถือเป็นดอกเบี้ยเงินฝากอันดับต้นๆ ของธนาคารในประเทศ และบัญชีนี้จะถอนกี่ครั้งก็ได้ ดอกเบี้ยไม่ลด

บัญชีสอง : ธนชาตฟรีเว่อร์ บัญชีใช้ ถอน โอน จ่าย ฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม

ตัวนี้เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์จับจ่ายใช้สอยหรือทำธุรกรรมออนไลน์ เพราะไม่ว่าจะโอน หรือ จ่าย ด้วย Thanachart Connect โมบายแอฟ ฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม สำหรับการโอนต่างธนาคาร ฟรีสูงสุด 20 ครั้ง/เดือน พิเศษยิ่งขึ้น! เมื่อผูกพร้อมเพย์กับบัญชีฟรีเว่อร์ รับสิทธ์ โอนพร้อมเพย์ฟรีทุกวงเงินไม่จำกัดจำนวนครั้ง

ใช้ 2 บัญชีไม่ยากอย่างที่คิด ชีวิตแบบ Smart Solution

ทั้ง 2 บัญชีนี้จะรวมอยู่ในแอพพลิเคชั่นของธนชาตบนมือถือ ให้เราสามารถทำกิจกรรมทางการเงินบนมือถือชนิดที่ไม่ต้องไปสาขา เพียงแค่เปิดบัญชีครั้งแรกเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นทุกอย่างจะมีครบในแอพพลิเคชั่นบนมือถือ เรียกได้ว่าสมาร์ทโฟนเป็นธนาคารบนมือถือเลยทีเดียว

บัญชีเก็บและบัญชีใช้ สะดวก ง่าย ผ่าน Thanachart connect โมบายแอพ จาก ฟีเจอร์ บัญชี e-Saving ที่ให้ดอกเบี้ยสูง เราสามารถโอนเงินรัวๆจากทุกที่มาพักไว้ เวลาจะใช้ ก็โอนไปยังบัญชีฟรีเว่อร์ โอนระหว่างบัญชีโอนกี่ทีก็ฟรีตลอด ส่วนในการทำธุรกรรม ทั้งโอน จ่าย ก็ทำง่ายๆ จากบัญชีฟรีเว่อร์ ฟรีค่าธรรมเนียมถึง 20 ครั้งต่อเดือน เช็คยอด ตรวจสอบรายการได้ แถมมีการแจ้งรายการผ่านโมบายแอพทั้งครั้งที่ทำรายการแบบฟรีๆให้อีก Smart แบบจบครบวงจรจริงๆ

ความฝันลูกค้ากลุ่ม New Gen ด้วยกระปุกออมสินอัตโนมัติ

แค่เปิดตัว 2 บัญชียังไม่พอ ธนชาตยังปล่อยของออกมาอีกคือ “Piggy Bank” หรือ “กระปุกออมสินอัตโนมัติ” ซึ่งจะเป็นอีกฟีเจอร์หนึ่งที่อยู่ใน Thanachart connect โมบายแอพ ในการช่วยออมเงินตามเป้าหมาย ที่เป็นตัวช่วยเติมเต๊ม Smart Solution ให้สมบูรณ์ขึ้น

หลักการง่ายๆ ในการตั้งค่าการออมเงินในแอพพลิเคชั่น เช่น สมมุติว่าอยากไปเที่ยวตามไลฟ์สไตล์ในปีหน้า ต้องใช้เงินประมาณ 50,000 บาท ก็สามารถตั้งค่ากระปุกออมสิน (Piggy Bank) ตัวนี้ให้ ตัดเงินจากบัญชีเติมเงินแบบอัตโนมัติ เพื่อไปออมที่บัญชีเก็บ e-SAVINGS ดอกเบี้ยสูง ในแต่ละเดือน

ฟังก์ชั่นเก๋ไก๋ที่แตกต่างจากตลาดคือการเลือกตัดบัญชี นอกจากจะให้ระบุจำนวนเงิน ยังให้ใช้แบบลุ้นๆ เลือกกวาดเศษเงินที่เหลือจากบัญชีเติมเงิน ได้ตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักพัน ไปไว้ที่บัญชีเก็บ เช่น เงินในบัญชีเหลือ 53,785 บาท แล้วเราตั้งค่าไว้ว่าจะให้กวาดเศษหลักพัน พอถึงวันที่เราตั้งค่าไว้ เงินเศษหลักพันจากบัญชีใช้จะโอนเข้า Piggy Bank จำนวน 3,785 บาท หรือถ้าตั้งให้กวาดเศษหลักร้อย เงินก็จะเข้า Piggy Bank จำนวน 785 บาท

Piggy Bank จึงเป็นอีกฟีเจอร์ที่จะช่วยสานฝันให้กับกลุ่ม New Gen เพราะคนรุ่นใหม่ชอบเติมเต็มชีวิต เมื่อมี Piggy Bank เหมือนมีตัวช่วยสุดเจ๋งให้ใช้ชีวิต ทำตามความฝันได้ง่ายขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/thanachart-smart-solution/

Advertisements

น้ำตาไหล!! Facebook บน iPhone โพสต์ข้อความพร้อมฉากหลังเป็นสีได้แล้ว พร้อมวิธีใช้งานที่นี่

Faceook-Feature

หลังจากที่ปล่อยผู้ใช้งาน Facebook บน Android สามารถโพสต์ข้อความพร้อมฉากหลังเป็นสีมาได้สักพักใหญ่ๆ รวมถึงบนเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปบน PC เริ่มทยอยใช้งานกันบ้างแล้ว ล่าสุดก็มีข่าวดีสำหรับผู้ใช้งาน iOS ทั้ง iPhone และ iPad ที่สามารถใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวนี้ได้แล้วเช่นเดียวกัน

Faceook-Feature-02

วิธีการใช้งานคือ แค่เพียงพิมพ์ข้อความลงไปในช่องอัพเดตสถานะก็จะปรากฎฉากหลังขึ้นมาให้เลือกใช้ทันทีมีทั้งหมด 8 แบบรวมถึงพื้นหลังสีขาวปกติ เมื่อเลือกสีฉากหลังที่ชอบแล้วตัวหนังสือก็จะเปลี่ยนเป็นตัวหนาสีขาว โดยแนะนำว่าจะต้องพิมพ์ข้อความสั้นๆเท่านั้น ถ้าพิมพ์ยาวระบบก็ตัดเป็นการโพสต์ปกติทันที

unnamed

สำหรับฟีเจอร์โพสต์ข้อความพร้อมฉากหลังเป็นสีนี้บน Android ล่าสุดจะเปลี่ยนจากฉากหลังที่เป็นสีพื้น หรือไล่สี เป็นแบบมีพื้นผิวไปเรียบร้อยแล้ว ถือได้ว่ายังนำหน้า iOS อยู่อีกขั้น

ที่มา – www.flashfly.net

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=178577

ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัล กลุ่มทรูเปิด True Branding Shop พื้นที่ล้ำๆ รับไทยแลนด์ 4.0

ในยุคที่ working space มาแรง True ไม่รอช้าปรับโฉมใหม่ภายใต้แนวคิด “Change เปลี่ยนเพื่อชีวิตที่เหนือกว่า” สร้าง Shop ที่แน่นไปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี แบ่งพื้นที่หลายส่วน มีทั้งโซนทำงาน โซนเรียนรู้ โซนบันเทิง โซนพักผ่อน ภายใต้การออกแบบพื้นที่สุดล้ำจากสถาปนิกชื่อดัง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ายุคใหม่

มากกว่า Shop แต่เป็นประสบการณ์และแรงบันดาลใจ

กลุ่มทรูทุ่มเงินกว่า 30 ล้านบาทแปลงโฉมพื้นที่ Shop บริเวณชั้น 3 สยามพารากอนให้ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง ดร.ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทรูเป็นกลุ่มแรกๆ ที่นำเอามือถือประเภทสมาร์ทโฟนเข้ามาในประเทศไทย วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไป ทรูก็ขอเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเหมือนที่เคยทำมา และยังสอดรับกับกระแสไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลด้วย

“สำหรับ True สถานที่แห่งนี้สำคัญที่สุด ลูกค้าหรือใครที่เข้ามาใช้แล้ว ต้องได้ inspire กลับออกไป”

พื้นที่ True Branding Shop จุดนี้ถือเป็นจุดที่สำคัญที่สุดของ True เพราะต้องการทำให้เป็นพื้นที่ที่ลูกค้าหรือคนไทยได้เข้าใช้สอย และพอกลับออกไปแล้วต้องได้แรงบันดาลใจ เพราะที่นี่มีตั้งแต่เทคโนโลยีใหม่ๆ โดย True ย้ำว่าพื้นที่นี้จะนำเอาเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเข้ามาให้ลูกค้าได้ทดลองใช้เป็นที่แรก พร้อมกันนั้นยังอัดแน่นไปด้วยพื้นที่ที่หลากหลายทั้งมุมพักผ่อนจิบกาแฟ มุมเรียนรู้มีหนังสือและอินเตอร์เน็ตบริการ มุมเทคโนโลยี ก็มี Gadget ล้ำๆ มากมาย

True บอกว่าต่อไปพื้นที่นี้จะชักชวนกูรู สตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จมาบอกเล่าเคล็ดลับความสำเร็จให้กับลูกค้าฟังอย่างจุใจ เพราะอย่างที่บอก ถ้าใครเข้ามาแล้ว กลับออกไปต้องได้รับแรงบันดาลและประสบการณ์ดีๆ จากการเข้ามาใช้พื้นที่แห่งนี้

ออกแบบด้วยสถาปนิกชื่อดัง ดวงฤทธิ์ บุนนาค

พื้นที่กว่า 512 ตารางเมตรนี้ออกแบบโดยดวงฤทธิ์ บุนนาค ที่เปลี่ยนจาก Shop แบบเดิมๆ ให้มาเป็น Lifestyle Space พื้นที่ของไลฟ์สไตล์หลากหลายรูปแบบ

“ลองดูอย่างเพดาน จะดูเป็น curve สิ่งนี้ก็สะท้อนเป็นอย่างดีว่า True มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ที่สำคัญทั้งหมดนี้ออกแบบด้วยระบบ 3 มิติ”

เปิดตัวด้วย ปู-ไปรยา คนรุ่นใหม่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง

ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก สาวมั่นรุ่นใหม่ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความเปลี่ยนแปลง จากฐานะนักแสดง นางแบบ จนไปสู่การทำงานเพื่อสังคม ปู-ไปรยา บอกว่า เธอไม่เคยหยุดที่จะทดลองทำสิ่งใหม่ๆ เพราะเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอ โลกเปลี่ยน เราก็ต้องเปลี่ยนตาม

“เราเป็นเหมือนกระบอกเสียงของสังคม ถ้าเราทำสิ่งที่เชื่อมโยงกับสังคมได้ สิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์ ทุกๆ ปี ปูจะหาอะไรทำที่นอกเหนือไปจากการแสดงเสมอ”

True ส่งแนวคิด True Branding Shop ดังนี้

To Live เปลี่ยนการใช้ชีวิตด้วยนวัตกรรมใหม่ด้วย Device และ Gadget จากทั่วทุกมุมโลก
To Learn เปลี่ยนการเรียนรู้สู่ Thailand 4.0 ด้วย Digital Park Stadium พื้นที่สร้างแรงบันดาลใจและประสบการณ์ พร้อมร่วมเวิร์คช็อปกับนักธุรกิจชั้นนำของไทย
To Serve เปลี่ยนความรู้สึกด้วย TrueSphere ให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์เหนือระดับแบบเฟิร์สคลาส
To Sip เปลี่ยนการดื่มกาแฟรสเยี่ยมด้วย VR Café by TrueCoffee
To Entertain เปลี่ยนประสบการณ์ความบันเทิงผ่าน แอพฯ TrueID ดิจิทัลแพลตฟอร์มศูนย์รวม Exclusive Entertainment Content

สรุป

อีกก้าวของ True ที่เปิดพื้นที่รองรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วย True Branding Shop ภายใต้แนวคิดการเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตของลูกค้าเหนือระดับมากขึ้นด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ต้องติดตามต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร และคู่แข่งรายอื่นๆ จะสร้างพื้นที่ลักษณะนี้ขึ้นมาเหมือนกันหรือไม่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/true-branding-shop/

จาก “ฟาร์ม” สู่ “จาน” MK Live เปิดร้านใหม่ ฉีกภาพแฟมิลี่ เน้นเฮลตี้เกรดพรีเมี่ยม

ท่ามกลางกระแสรักสุขภาพที่ MK ประเมินแล้วว่ายังไม่ตกเทรนด์ แถมยังต้องทำให้ดูดี หรูหราขึ้นไปอีก ล่าสุด MK เข้าไปเปิดสาขาใหม่ในห้างสุดหรูเอ็ม ควอเทียร์ ที่สำคัญคือไม่ยก MK ร้านเดิมหรือ MK Gold เข้าไป แต่สร้างแบรนด์ลูกชื่อใหม่ MK Live เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าไลฟ์สไตล์วัยรุ่นและวัยทำงานที่อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ

หน้าร้าน MK Live

ครอบครัวอบอุ่นไม่ใช่จุดขายของ MK Live

MK Restaurant Group เปิดตัว MK Live ในรูปแบบแฟล็กชิพ สโตร์แห่งแรกในประเทศไทย ในทางหนึ่งก็เพื่อเสริมพอร์ตธุรกิจให้แข็งแรงขึ้น คุณฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังว่า “หลังจากที่ประสบมรสุมเศรษฐกิจในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มียอดโตไม่เกิน 1% จนกระทั่งในปี 2016 เริ่มฟื้นตัวอยู่ที่ 4% ในปีนี้เลยส่ง MK Live เข้ามาเปิดในห้างเอ็ม ควอเทียร์ และคาดว่าปีนี้ยอดจะโตถึง 7-9% ส่วนถ้าถามว่าจะไปถึง 10% ไหมนั้น ผมว่าโอกาสยากในประเทศไทย”

ภาพครอบครัวอบอุ่นไม่จุดขายอีกต่อไปแล้ว เพราะ MK Live มากับภาพลักษณ์แบบสวนผัก-ฟาร์มผัก ที่ถ้าเดินเข้ามาในร้านจะสะดุดกับความเขียวและความสดของบรรดาผักนานาชนิด เพราะเป้าหมายร้านนี้เปลี่ยนจากครอบครัวอบอุ่นแบบเดิมๆ เป็นร้านที่จะรองรับกลุ่มคนวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ คนวัยทำงานตอนต้น หรือถ้าจะเป็นครอบครัวก็จะเป็นครอบครัวที่อยากหาประสบการณ์แปลกๆ ใหม่ๆ ในการรับประทานอาหาร

ผู้บริหาร กลาง-คุณฤทธิ์ ธีระโกเมน ขวา-คุณทานตะวัน ธีระโกเมน

จริงๆ แล้ว คนสำคัญของ MK Live อีกคนคือ คุณทานตะวัน ธีระโกเมน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เธอเป็นผู้คิดไอเดียนี้ขึ้นมา เพราะพยายามที่จะแยกออกจากแนวคิดของ MK แบบเดิมๆ ดูแม้กระทั่งตัวโลโก้ก็จะไม่ให้มีสีแดง เพราะอยากสื่อถึงความเขียวและความสดของผักอย่างตรงไปตรงมา

MK Live เน้นประสบการณ์ จาก “ฟาร์ม” สู่ “จาน”

คุณทานตะวัน ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่คิดค้นไอเดียนี้ขึ้นมาบอกว่า ที่ใช้คำว่า Live ก็เพราะความหมายของ Live คือความสดใหม่ ความมีชีวิตชีวา ถือเป็นคอนเซ็ปต์หลักของร้านเลย ดูได้จากการออกแบบร้าน วัสดุ ของตกแต่งต่างๆ พอลูกค้าเข้ามาแล้วอยากให้รู้สึกว่ามาทานผักอยู่ในฟาร์มจริงๆ

“ความรู้สึก Live ที่ลูกค้าจะได้ นอกจากวัตถุดิบที่ให้ความรู้สึกเหมือนมาทานในฟาร์ม พนักงานก็ต้องสดใส Lively เพื่อลูกค้าจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ จากการมาทานอาหารในแต่ละครั้ง”

สุกี้ยากี้ สูตรจากญี่ปุ่น แต่ดัดแปลงให้เข้ากับลิ้นคนไทย

ประสบการณ์ใหม่ๆ ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะนอกจากจะมีสุกี้เหมือนที่ MK ทั่วไปมีแล้ว ที่ MK Live ได้ใส่ลูกเล่นสุกี้ยากี้เข้าไป แต่ลูกค้าสามารถเลือกทานได้ทั้ง 2 แบบคือสุกี้แบบปกติหรือสุกี้ยากี้ แต่ทั้งนี้เมนูหมู-เมนูเนื้อก็มีเกรดพรีเมี่ยมให้เลือกตั้งแต่ หมูคุโรบุตะ เนื้อวัวออสเตรเลีย จนถึงเนื้อวากิวญี่ปุ่น

ส่วนราคาถ้ามาทานที่ MK Live ผู้บริหารบอกว่าจะตกอยู่ราวๆ 500 บาทต่อท่าน ซึ่งเมื่อเทียบกับ MK ร้านเดิมแล้วก็จะตกอยู่ 300 กว่าบาท ร้านนี้เน้นความพรีเมี่ยมจึงถือว่าราคารับได้

MK กับการขยายสาขา ลงทุนทั้งในทั้งนอกประเทศ

MK Live ร้านนี้ลงทุนไปประมาณ 10 ล้านกว่า คาดว่าจะพัฒนาปรับปรุงจนงบน่าจะไปตกเฉียดๆ 20 ล้านบาท แต่ถ้าจะขยายออกไปยังพื้นที่อื่นๆ ยังเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างมาก เพราะ MK Live ยังคงเฉพาะกลุ่ม คือเป็นกลุ่มคนในเมือง แต่ต่างจังหวัดหากขยาย MK Live ไปด้วยขั้นแรกอาจจะแทรกๆ ไปกับร้าน MK เดิมก่อน แต่เน้นดู Location เป็นหลัก

ถามถึงการขยายสาขาของ MK ผู้บริหารบอกว่า “สำหรับตลาดในประเทศ ถ้ารวม Yayoi ไปด้วย เราขยายสาขาต่อเนื่องอยู่แล้วที่ 40 สาขาต่อปี ส่วนตลาดต่างประเทศเราขยายไปตลอดเช่นกัน เช่นตอนนี้ในเวียดนามมี 5 สาขา ในญี่ปุ่น 32 สาขา ลาวมี 2 สาขา สิงคโปร์มี 7 สาขา ตอนนี้กำลังเล็งขยายไปพม่า เขมร อินโดนีเซีย และมาเลเซีย”

การตกแต่งในร้าน MK Live

ความท้าทายของ MK ในยุคต่อไป

คุณฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ย้ำว่า การทำธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่น สิ่งสำคัญคือการสืบทอดไปยังรุ่นต่อไปซึ่งต้องใช้เวลาในการส่งต่อ ทั้งประสบการณ์ การบริหาร โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร หยุดนิ่งไม่ได้ ต้องตั้งใจทำ อย่างตอนนี้ MK มีสาขาในประเทศกว่า 600 สาขา ก็ตั้งใจว่าจะขยายให้ครบ 1,000 สาขาใน 7 ปีต่อจากนี้ให้ได้

สรุป

MK Live เปิดสาขาใหม่ที่เอ็ม ควอเทียร์ หวังเข้ามาตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ด้วยการสร้างประสบการณ์ทานสุกี้ที่เน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบ และความรู้สึกเสมือนมาทานที่ฟาร์มสดๆ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวของร้านสุกี้เบอร์หนึ่งของเมืองไทยที่ MK กำลังก้าวไปด้วยไอเดียของผู้บริหารรุ่นใหม่ ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไร ผู้บริโภคจะเป็นคนตัดสิน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mk-live-lifestyle-premium/

ห้างเซ็นทรัลชี้แจงกรณีร้าน Gudetama Cafe จะมาเปิดในไทย เป็นเพียงคอนเซปห้างใหม่เท่านั้น

gude5

ขอแสดงความเสียใจแฟนๆเจ้าไข่ขี้เกียจกับข่าว Gudetama Cafe จะมาเปิดในไทยที่ทางทีมงาน @flashfly ได้นำเสนอไปก่อนหน้าจนกลายเป็นข่าวฮือฮากับแฟนๆ Gudetama ในประเทศไทย

ล่าสุดวันนี้ทาง Central ได้ติดต่อแจ้งกับทางทีมงาน @flashfly โดยตรงว่ากรณีดังกล่าวนั้นยังไม่ใช่ข้อมูลที่ตรงกับที่ทาง Central ได้สื่อสารออกไป โดยข้อมูลดังกล่าวนั้นเป็นเพียงคอนเซปห้างใหม่เท่านั้นที่มีความเป็นไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจจึงได้นำเสนอในงานแถลงข่าว ซึ่งทางผู้บริหารอาจจะสื่อสารคลาดเคลื่อนจึงขอกราบอภัยมา ณ ที่นี้ ส่วนในอนาคตอาจจะมีผู้ค้ารายอื่น หรือกลุ่มธุรกิจใดนำเข้ามาเปิดให้บริการ แฟนๆ Gudetama คงต้องติดตามกันต่อไป

Screen Shot 2560-03-09 at 20.33.29

คำชี้แจงของทางห้างเซ็นทรัลมีดังต่อไปนี้

central-gudetamacafe-flashfly

ทีมงาน @flashfly ชี้แจงผ่านทางทวิตเตอร์ดังนี้

สำหรับข่าว Gudetama Cafe จะมาเปิดในไทยนั้นทีมงานจึงยุติการนำเสนอไปทั้งหมด เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันกับคำชี้แจงจากทางห้างเซ็นทรัล

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=176729

Facebook เปิดตัวเครื่องมือใหม่ล่าสุดที่จะช่วยป้องกันการฆ่าตัวตายผ่าน Facebook Live

ทุกๆ 40 วินาทีจะมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ย 1 คน จากการฆ่าตัวตายซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงสุดลำดับ 2 ของคนวัยหนุ่มสาวที่มีอายุระหว่าง 15 – 29 ปี ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าหนึ่งในวิธีการป้องกันการฆ่าตัวตายที่ดีที่สุด คือ ให้ผู้ที่กำลังตกอยู่ในความทุกข์ ได้มีโอกาสปรึกษาและรับฟังจากคนที่ห่วงใยและใส่ใจพวกเขา

SSI Live Broadcaster Support

Facebook เป็นพื้นที่พิเศษที่ช่วยให้ผู้ที่กำลังตกอยู่ในความทุกข์ เชื่อมต่อกับผู้คนที่สามารถให้ความช่วยเหลือแก่เขาได้ จากมิตรภาพของผู้คนทั่วโลกบนแพลตฟอร์ม นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของเราในการสร้างชุมชนที่ปลอดภัย ทั้งในโลกออฟไลน์ และบน Facebook

เมื่อเร็วๆ นี้ Facebook ได้อัพเดทเครื่องมือและช่องทางต่างๆ เพื่อช่วยเหลือและป้องกันผู้ใช้งานที่มีแนวโน้มว่าจะคิดฆ่าตัวตาย รวมถึงบรรดาเพื่อนๆ และสมาชิกในครอบครัวที่เป็นกังวลเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น
· เครื่องมือป้องกันการฆ่าตัวตาย ที่ได้รับการพัฒนาและออกแบบมาให้ช่วยเหลือผู้คนแบบเรียลไทม์บน Facebook Live
· ช่องทางการพูดคุยแบบสดๆ กับหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลด้านนี้โดยตรง ผ่าน Facebook Messenger
· การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เพื่อช่วยรายงานเมื่อมีเหตุผู้ใช้งานมีแนวโน้มฆ่าตัวตาย

SSI Live Reporter Support

รายละเอียดของเครื่องมือดังกล่าว มีข้อมูลดังต่อไปนี้

ปัจจุบัน หากคุณพบเห็นโพสต์ของใครบางคนที่ทำให้คุณกังวลหรือเป็นห่วงถึงความปลอดภัย คุณสามารถทักไปสอบถามเขาได้โดยตรง หรือรายงานโพสต์ดังกล่าวเข้ามาที่เราได้เช่นกัน Facebook มีทีมงานซึ่งประจำอยู่ทั่วโลก คอยตรวจสอบรายงานต่างๆ ที่เข้ามาตลอด 24 ชั่วโมง โดยเราให้ความสำคัญกับกรณีร้ายแรงอย่างการฆ่าตัวตายเป็นอันดับแรก และเตรียมช่วยเหลือผู้ที่มีแนวโน้มคิดฆ่าตัวตายในหลากหลายรูปแบบ เช่น การติดต่อพูดคุยกับเพื่อน (โดยร่างข้อความไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ง่ายต่อการพูดคุย), ติดต่อสายด่วนที่ดูแลในด้านนี้ หรือให้คำแนะนำและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่อช่วยเยียวยาจิตใจผู้ที่กำลังคิดฆ่าตัวตาย ณ เวลานั้น

Facebook ได้เปิดใช้งานเครื่องมือป้องกันการฆ่าตัวตายมากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากความร่วมมือกับองค์กรด้านสุขภาพจิตมากมาย อาทิ Save.org, National Suicide Prevention Lifeline, Forefront และ Crisis Text Line รวมถึงประสบการณ์ตรงของผู้ที่เคยคิดหรือผ่านการพยายามฆ่าตัวตายมาก่อน ในปี 2559 เราได้ขยายให้มีการใช้งานเครื่องมือดังกล่าวครอบคลุมทั่วโลก โดยร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรกว่า 70 รายทั่วโลก พัฒนาเครื่องมือนี้จากเทคโนโลยีใหม่ๆ และผลตอบรับจากชุมชน

ช่วยเหลือผู้ที่มีแนวโน้มฆ่าตัวตายผ่าน Facebook Live

· เครื่องมือป้องกันการฆ่าตัวตายสำหรับโพสต์ Facebook ที่เปิดใช้งานอยู่แล้ว จะถูกรวมกับวิดีโอถ่ายทอดสดแบบเรียลไทม์ ผู้ที่รับชมไลฟ์วิดีโอสามารถเลือกติดต่อไปหาบุคคลนั้นๆ ได้โดยตรง หรือรายงานวิดีโอนั้นเข้ามาที่ Facebook เรายังส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ ให้ผู้ที่ส่งรายงานเข้ามา ได้ช่วยเหลือเพื่อนในทันทีอีกด้วย
· ผู้ที่ถ่ายทอดสดจะเห็นความช่วยเหลือและแหล่งข้อมูลต่างๆ ปรากฏขึ้นขณะที่กำลังบันทึกวิดีโออยู่ พวกเขาสามารถเลือกติดต่อไปหาเพื่อน สายด่วนต่างๆ หรืออ่านคำแนะนำที่มีประโยชน์ หากคุณหรือคนที่คุณรู้จักกำลังตกอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงไม่ปลอดภัย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการติดต่อไปยังหน่วยงานฉุกเฉินในพื้นที่ทันที คุณสามารถเข้าไปที่ศูนย์ช่วยเหลือของเรา เพื่อเรียนรู้วิธีช่วยเหลือเพื่อนหรือตัวคุณเองเพิ่มเติมได้

ยกระดับศักยภาพในการให้ความช่วยเหลือจากพันธมิตร

· พันธมิตรมีบทบาทสำคัญในการทำงานของเราเพื่อช่วยป้องกันการฆ่าตัวตาย รวมถึงการสนับสนุนด้านสุขภาพจิต เราได้เพิ่มความสามารถให้แก่พันธมิตรที่ดูแลเหตุฉุกเฉินหลากหลายราย ในการเชื่อมต่อกับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้ผ่าน Messenger ผู้ใช้จะเห็นตัวเลือกในการพูดคุยกับผู้ใช้อีกคนแบบเรียลไทม์ ซึ่งสามารถเลือกได้จากเพจของหน่วยงานนั้นๆ โดยตรง หรือผ่านทางเครื่องมือป้องกันการฆ่าตัวตายของเรา
· หน่วยงานที่เข้าร่วมในโครงการแล้ว ได้แก่ Crisis Text Line, the National Eating Disorder Association และ the National Suicide Prevention Lifeline
· การทดสอบนี้จะเปิดให้ใช้ในวงกว้างในอีกหลายเดือนข้างหน้านี้ เพื่อให้แน่ใจว่าหน่วยงานต่างๆ สามารถรับมือกับการสื่อสารที่เพิ่มขึ้นมาได้อย่างเหมาะสม
· เรายังเปิดตัววิดีโอแคมเปญกับหน่วยงานพันธมิตรทั่วโลก เพื่อเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับวิธีต่างๆ ในการมอบความช่วยเหลือแก่เพื่อนๆ ที่ต้องการ

รายงานสิ่งต่างๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น

เรามุ่งมั่นที่จะตรวจจับและระบุโพสต์ที่อาจเกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย ให้รวดเร็วและแม่นยำ มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

· จากคำแนะนำและข้อคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เรากำลังทดสอบกระบวนการรายงานรูปแบบใหม่ ที่ตรวจจับรูปแบบของโพสต์ที่เคยได้รับรายงานเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นี้จะช่วยให้ตัวเลือก “การฆ่าตัวตาย หรือการทำร้ายร่างกายตนเอง” นั้น ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้ผู้คนสามารถกดรายงานโพสต์ที่น่าเป็นห่วงได้ง่ายยิ่งขึ้น

· การตรวจจับรูปแบบใหม่นี้ ยังถูกทดสอบเพื่อแจ้งเตือนโพสต์ต่างๆ ที่มีแนวโน้มสูงว่าจะเกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย ทีมงานด้าน Community Operation จะคอยตรวจสอบโพสต์เหล่านี้ และเมื่อเห็นว่าสมควรก็จะส่งข้อความแนะนำไปยังผู้ที่โพสต์เนื้อหาดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนบน Facebook รายงานเข้ามา

· เรากำลังทดสอบการใช้งานนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกาในวงจำกัด และจะร่วมพัฒนากับผู้เชี่ยวชาญการป้องกันการฆ่าตัวตายอย่างใกล้ชิด เพื่อเรียนรู้ถึงวิธีใหม่ๆ ที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเหลือกรณีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การป้องกันการฆ่าตัวตายเป็นหนทางหนึ่งที่ Facebook มุ่งมั่นพัฒนาเครื่องมือต่างๆ ขึ้น เพื่อสร้างชุมชนที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นบน Facebook เรายังต้องพัฒนาอีกมาก แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพันธมิตรของเรา รวมถึงเพื่อนๆ และครอบครัวบน Facebook เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้คนได้มากขึ้นอีกในอนาคต

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=176695

Rebranding ตั้งแต่ Logo ยันหูหนีบ เพราะ Kito ไม่ได้เท่ที่เท้า แต่ใส่แล้วต้องเท่ทุกคน

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปทุกวัน จนกระทบไปถึงผู้ผลิต และจำหน่ายรองเท้าแตะอย่าง Kito ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ผ่านการ Rebranding และดึงรุ่นสองขึ้นมามีบทบาทในการบริหารธุรกิจ

รองเท้าแตะ Kito รุ่นใหม่ที่เปลี่ยนทั้งดีไซน์ และ Logo แบรนด์

30 ปีกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

Kito เป็นแบรนด์รองเท้าแตะที่อยู่คู่คนไทยมานานถึง 30 ปี พร้อมกับสโลแกน Kito เท่ที่เท้า ที่หลายคนน่าจะจำกันได้ แต่การดำเนินธุรกิจแบบเดิมคงไม่สามารถสร้างการเติบโตในอุตสาหกรรมรองเท้าลำลองที่มีมูลค่าสูงถึง 6,200 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยปะละ 5% ทำให้ครอบครัว กิจกำจาย เจ้าของผู้ผลิต และจำหน่ายรองเท้าแตะแบรนด์นี้จึงเริ่มลดบทบาทตัวเองลง และส่งทายาทรุ่นที่สองที่ประกอบด้วยลูกขาย 3 คนเข้ามาดูแลธุรกิจนี้มากขึ้นตั้งแต่ 3 ปีก่อน และเมื่อตกผลึกในการทำธุรกิจแล้ว พวกเขาก็เริ่มต้นแผนสำคัญคือการ Rebranding

พิศาล กิจกำจาย ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท กิโต้ (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในทายาทรุ่นที่ 2 ของ Kito เล่าให้ฟังว่า Kito เป็นแบรนด์รองเท้าที่เข้ากับทุกเพศทุกวัย ผ่านความหลากหลายของสินค้า และดีไซน์ที่สามารถสวมใส่ได้ตลอดเวลา พร้อมจุดเด่นเรื่องการผลิตแบบ Handmade ถึง 80% ของขั้นตอนทั้งหมด จนปัจจุบันบริษัทสามารถมีส่วนแบ่งในตลาดรองเท้าลำลองที่ 25% และอยู่ในกลุ่มผู้นำสามอันดับแรกของอุตสาหกรรมนี้ แต่เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ถ้าบริษัทไม่ปรับตัวก็คงจะเติบโตได้ยาก

พิศาล กิจกำจาย ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท กิโต้ (ประเทศไทย) จำกัด

“Kito ใช้เวลากว่า 1 ปีเพื่อ Rebranding ธุรกิจ ไล่ตั้งแต่ Logo จนไปถึงดีไซน์ของสินค้า และรูปแบบการทำตลาด เพราะมองว่า Functional Benefit มันตอบโจทย์ผู้ซื้อไม่ได้แล้ว โดย Emotional Benefit เช่นใส่แล้วเท่ หรือใส่แล้วมีสไตล์จะเข้ามามีอิทธิพลกับผู้ซื้อมากกว่า ดังนั้นแนวคิดในการออกแบบหลังจากนี้จะเปลี่ยนเป็น เท่สร้างได้ หรือใส่แล้วทุกคนต้องเท่ขึ้น ที่สำคัญตอนนี้รองเท้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของ Lifestyle เหมือนการซื้อเสื้อผ้า โดยเราจะออกโปรดักต์ใหม่ทั้งรองเท้าแตะ และผ้าใบ 3-5 รุ่นทุกเดือน”

จัดระเบียบการขาย มุ่งสู่ออนไลน์เต็มตัว

สำหรับการ Rebranding ครั้งนี้ Kito ได้ใช้งบประมาณไปราว 50 ล้านบาท ประกอบด้วยการเปลี่ยน Logo, การทำตลาด รวมถึงการออกแบบสินค้า และการปรับช่องทางจำหน่ายสินค้าที่ช่องทางออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น หลังจากที่บริษัทเน้นจำหน่ายช่องทางทั่วไป หรือกลุ่มยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว กว่า 50% ของยอดขาย รองลงมาเป็นฝั่งโมเดิร์นเทรด และดีพาร์ทเมนต์สโตร์ 25% กับส่งออกต่างประเทศ 25% ซึ่งสัดส่วนของออนไลน์นั้นจะเข้ามาทดแทนยี่ปั๊ว-ซาปั๊วจำนวนหนึ่ง ผ่านการจัดแคมเปญบนโลกออนไลน์ทุก 3 เดือน และจำหน่ายสินค้าผ่านเว็บไซต์หลัก

Logo แบบเก่าด้านซ้าย และ Logo แบบใหม่ด้านขวา

อย่างไรก็ตามการ Rebranding ครั้งนี้บริษัทยังเปลี่ยนเป้าหมายจากเน้นจำหน่ายบุคคลทั่วไป กลายเป็นเจาะกลุ่มอายุ 20-30 ปีมากขึ้น เพราะมองว่ากลุ่มนี้มองเรื่อง Lifestyle และต้องการดูดีตลอดเวลา ซึ่งตรงกับแนวคิดใหม่ของแบรนด์ ที่สำคัญคนกลุ่ม 20-30 ปี ยังเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงระหว่างวัยเด็ก และวัยผู้ใหญ่ที่เคยสวมใส่รองเท้า Kito อยู่แล้ว ให้ยังเชื่อมมั่นในความเท่ของ Kito เหมือนเดิม และจุดนี้เองน่าจะช่วยสร้างยอดขายบริษัทในปีนี้ให้เติบโตราว 15% จากปีก่อน และขึ้นมามีส่วนแบ่งในตลาดรองเท้าลำลองถึง 30%

รองเท้าผ้าใบคือแผนใหม่ในการสร้างธุรกิจ

ส่วนสินค้าที่ Kito จำหน่ายนั้นจะมาจากรองเท้าแตะ 80-85% ที่เหลือเป็นกลุ่มรองเท้าผ้าใบ แต่หลังจากนี้จะเน้นพัฒนาสินค้ารองเท้าผ้าใบมากขึ้น โดยหลังจากนี้อีก 1-2 ปี ความชัดเจนของธุรกิจรองเท้าผ้าใบจะมากกว่าเดิม เพราะรองเท้าผ้าใบเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันของผู้บริโภคเยอะ และหากบริษัทสามารถดีไซน์สินค้าได้ตรงใจ พร้อมราคาที่เข้าถึงได้ โอกาสการเติบโตของธุรกิจก็มีมากขึ้น ผ่านการขายได้ทุกฤดูกาล ไม่ต้องรอหน้าร้อน โดยตั้งเป้ามีรายได้จากธุรกิจรองเท้าผ้าใบเป็น 30-40% ของรายได้ให้เร็วที่สุด

สรุป

ไม่รู้ว่าจริงแค่ไหน เพราะทางผู้บริหารรุ่นใหม่บอกว่าคนไทยซื้อรองเท้าแตะแค่ 0.7 คู่/คน/ปี น้อยกว่าสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นที่ซื้อปีละ 4 กับ 7 คู่ตามลำดับ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นโอกาสในอุตสาหกรรมรองเท้าแตะก็น่าจะเติบโตได้อีกเป็นเท่าตัวแน่ และการ Rebranding ของ Kito ก็น่าจะขี่คลื่นการเติบโตนี้ได้เช่นเดียวกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/kito-rebranding-sandle/