คลังเก็บป้ายกำกับ: LOGISTICS

JD.com ต่อยอดโครงสร้าง Logistics เตรียมเปิดให้บริการรับส่งพัสดุในจีน

JD.com อีคอมเมิร์ซรายใหญ่อันดับ 2 ของจีน ประกาศเพิ่มบริการตัวใหม่ ซึ่งต่อยอดจากโครงสร้างพื้นฐานที่บริษัทมีการลงทุนเองมานาน นั่นคือบริการรับขนส่งพัสดุสินค้าทั่วประเทศจีน โดยในเบื้องต้นให้บริการรับพัสดุเฉพาะใน ปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว แต่สามารถจัดส่งไปยังปลายทางในจีนได้ทั้งหมด

สิ่งที่ JD.com แตกต่างจากคู่แข่ง คือการลงทุนในซัพพลายเชนของอีคอมเมิร์ซเองทั้งหมด ตั้งแต่คลังสินค้า รถบรรทุก และรถเล็กจัดส่งสินค้า ซึ่ง Zhenhui Wang ซีอีโอ JD.com กล่าวว่าบริษัทจึงสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาต่อยอดเป็นบริการขนส่งสินค้าทั่วไปได้ด้วย ตามกลยุทธ์พัฒนาให้ JD.com เป็นแพลตฟอร์ม Retail-as-a-Service ที่คนทั่วไปสามารถร่วมใช้โครงสร้างพื้นฐานได้

ปัจจุบัน JD.com มีสวนโลจิสติกส์ในจีน 15 แห่ง, คลังสินค้ากว่า 500 แห่ง, จุดรับส่งสินค้าเกือบ 7,000 จุด และยานพาหนะขนส่งสินค้ากว่า 2.5 แสนคัน

เพื่อให้เห็นภาพ กรณีของ Alibaba นั้นมีบริษัทขนส่งชื่อ Cainiao Network แต่ไม่ใช่เจ้าของ 100% ขณะเดียวกันก็ถือหุ้นบริษัทขนส่งอื่นที่ใช้บริการ อาทิ ZTO และ SF Express คล้ายกับ Amazon ที่มีรถบรรทุกและเครื่องบินขนส่งสินค้าเอง แต่ก็ยังใช้บริการขนส่งรายอื่นด้วย

JD.com บอกว่า จุดขายของบริการขนส่งสินค้านั้น สามารถกำหนดวันจัดส่งได้, สามารถเลือกส่งภายในวันเดียวกันได้ และเนื่องจากมีการขนส่งสินค้าราคาแพงอยู่แล้ว จึงสามารถรองรับการจัดส่งพัสดุมูลค่าสูงได้ด้วย

ที่มา: JD.com และ WSJ

alt="JD.com"

from:https://www.blognone.com/node/105970

Advertisements

Unilever ประกาศเป็นพาร์ทเนอร์กับ JD.com ในการกระจายสินค้าในประเทศจีน

Unilever ได้ประกาศลงนามในข้อตกลงการเป็นพาร์ทเนอร์ในส่วนของโลจิสติกส์กับ JD.com เบอร์ 2 ตลาดอีคอมเมิร์ซในจีน ในการกระจายสินค้าเข้าสู่ประเทศจีนมากขึ้น

จากข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้ได้เห็นแบรนด์ในเครือของ Unilever เช่น Lipton, Vaseline, Clear, Lux และ OMO ใช้เครือข่ายของ JD.com ในการกระจายสินค้าจากคลังสินค้า เข้าสู่ร้านค้าปลีกต่างๆ

ซึ่งก่อนหน้าที่จะตกลงปลงใจกับทาง JD.com นั้น Unilever ได้ทำงานร่วมกับบริษัทโลจิสติกส์เจ้าอื่นอย่าง DHL ในการกระจายสินค้าในประเทศจีนโดยเฉพาะ

แต่การทำตลาดใปนระทเศจีนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นตลาดที่มีความท้าทาย และหินมากๆ จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในประเทศ รู้จักคนในประเทศ

นอกจากทาง Unilever จะได้คู่ค้าสำคัญที่จะช่วยในการทำตลาดในประเทศได้ง่ายขึ้นแล้วนั้น ทางฝั่งของ JD.com ก็เป็นการนำร่องกลยุทธ์ Retail as A Service (RaaS) หรือเป็นการขยายบริการด้านเทคโนโลยี และ Infrastructure ที่ตนเองถนัดให้แก่บริษัทอื่นๆ นอกเหนือจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของตัวเอง

ดีลนี้จะช่วยทำให้ Unilever ได้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ทางด้านธุรกิจออนไลน์ของ JD.com มาสู่การขายช่องทางออฟไลน์ และที่สำคัญคือ JD.com เป็นเหมือนไกด์ที่จะช่วยแชร์เทคนิคการทำตลาดระดับโลคอลให้แก่ Unilever ได้ เพราะตลาดประเทศจีนจำเป็นต้องใช้การตลาดแบบโลคอลจริงๆ ต้องมีคนที่เข้าใจตลาดจริงๆ

อย่างเมื่อปีก่อนก็มีดีลทำนองเดียวกันนี้ระหว่าง JD.com กับ Danone ประเทศฝรั่งเศส และได้ทำงานร่วมกับ Oldenburger บริษัทนมจากประเทศเยอรมนี ในการจัดการคลังสินค้า การขนส่ง และการจัดการด้านซอฟต์แวร์ต่างๆ

Rohit Jawa รองประธานอาวุโส Unilever North Asia ได้บอกว่า หลังจากที่ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ JD ในฐานะพาร์ทเนอร์ ทำให้เข้าใจในเรื่องเครือข่ายด้านระบบโลจิสติกส์ของที่นี่ การร่วมมือกันครั้งนี้จะช่วยให้สินค้าของ Unilever เข้าถึงแหล่งชุมชนที่เข้าถึงได้ยากในประเทศจีนได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/unilever-partnership-jdcom-logistics/

เจ้าสัวธนินท์เผย “CP พร้อมทำนาแทนชาวนา ช่วยเหลือร้านโชว์ห่วย” เน้น Logistics มากขึ้น

เจ้าสัวธนินท์ได้ให้สัมภาษณ์สื่อไทยในขณะที่เดินทางไปที่ประเทศจีนถึงเรื่องเกษตรกรรม ค้าปลีก รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนกลุ่ม CP ที่จะเน้นเรื่อง Logistics มากขึ้นอีกด้วย ซึ่งเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของกลุ่ม CP อีกด้วย

ภาพโดย Stefen Chow/Fortune Global Forum (CC BY-NC-ND 2.0)

ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อในประเทศไทย โดยขณะนี้เจ้าสัวธนินท์กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางเยือนประเทศจีน ซึ่งประเด็นการให้สัมภาษณ์ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจไทยขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำนา แนวความคิดเรื่องการลดพื้นที่ปลูกข้าว การช่วยเหลือร้านโชว์ห่วย รวมไปถึงเรื่องของการปรับตัวของกลุ่ม CP เอง

เรื่องการเกษตร

การเกษตรเป็นเรื่องสำคัญในช่วงที่ผ่านมาเพราะว่าถึงแม้ว่า GDP ไทยจะเติบโตในช่วงที่ผ่านมาสูงถึง 4.6% แต่รายได้ของเกษตรกรนั้นแทบไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยในช่วงที่ผ่านมา โดยเจ้าสัวธนินท์ได้ให้แนวความคิดเกี่ยวกับการทำนาไว้ 2 เรื่อง

  1. ประเทศไทยควรลดพื้นที่ปลูกข้าว เจ้าสัวธนินท์มองว่าขณะนี้ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวมากเกินไป คือ 105 ล้านไร่ ควรที่จะลดพื้นที่เหล่านี้ลงแล้วนำมาปลูกพืชชนิดอื่นๆ ที่เหมาะสมกับพื้นที่เช่น ภาคกลางควรจะปลูกผลไม้เหตุผลที่สำคัญอีกประการคือประเทศอื่นๆ เริ่มหันมาปลูกข้าวเยอะขึ้น เช่น จีน อินเดีย รวมไปถึงพม่า ซึ่งเคยปลูกข้าวได้มาก ก็หันกลับมาปลูกข้าวอีกรอบ 
  2. การทำนาที่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง โดยขณะนี้ CP กำลังทดลองการทำนาวิธีนี้ที่จังหวัดกำแพงเพชร วิธีการคือต้องขุดคันนาให้สูงประมาณ 1.5 เมตร ปรับดินด้านล่างของพื้นที่นาให้เป็นดินเหนียวเพื่อป้องกันน้ำซึมออกจากนา แล้วค่อยลงดินปกติ ประมาณ 50-60 เซ็นติเมตร สำหรับการฆ่าแมลงที่มากินข้าวในนาคือจะใช้วิธีปล่อยน้ำให้ท่วมมิดข้าว ซึ่งต้นข้าวทนน้ำได้นานถึง 8 ชั่วโมง ส่วนแมลงนั้นทนน้ำได้เพียงแค่ 1 ชั่วโมง เสร็จแล้วค่อยระบายน้ำออกมา ซึ่งปกติแล้วแมลงจะมาแค่ 2 ช่วงคือ ช่วงต้นอ่อนกับช่วงออกดอก

นอกจากนี้เจ้าสัวธนินท์มองว่าถ้าหากชาวนาปัจจุบันไม่พร้อมที่จะทำนา กลุ่ม CP ก็พร้อมที่จะเช่าที่นาทำนาแทน โดยให้ผลตอบแทนมากกว่าเดิมอีก 10%

ภาพ pixabay.com

พร้อมช่วยโชว์ห่วย

ปัจจุบันร้านโชว์ห่วยในประเทศไทยมีมากถึง 6 แสนร้าน ส่วน 7-Eleven ปัจจุบันมีประมาณ 11,000 สาขา สำหรับมุมมองของเจ้าสัวธนินท์มองว่าสำหรับ 7-Eleven เปิดได้อย่างมากไม่เกิน 20,000 ร้าน แต่ปัญหาใหญ่คือถ้าร้านโชว์ห่วยมีมากเกินไปก็จะแย่งกันจนไม่มีใครได้กำไร

สำหรับวิธีแก้ไขร้านโชว์ห่วยคือควรจะมีของสดขาย ซึ่ง CP พร้อมที่จะช่วยเหลือตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอบรม การลงตู้แช่ของสด จัดการเรื่องการขนส่งสินค้ามาที่ร้าน จัดหน้าร้าน เป็นต้น

นอกจากนี้ CP ยังมีแผนที่จะเปิดร้านอาหาร-ภัตตาคาร เพิ่มอีก 50,000 จุด โดยเป็นแฟรนไชส์ เน้นการซื้อสินค้าจากร้านโชว์ห่วยเหล่านี้ อาหารที่ผลิตจากร้านเหล่านี้จะมีความหลากหลาย พร้อมทั้งมีบริการส่งตามบ้าน ในรัศมี 1 กิโลเมตร รวมไปถึงในอนาคต 7-Eleven มีแผนที่จะส่งสินค้าด้วย ซึ่งขณะนี้กำลังปรับตัวอยู่

ภาพจาก Shutterstock

เน้นเรื่อง Logistics มากขึ้น

สำหรับแผนการปรับตัวของกลุ่ม CP เองจะเน้นที่เรื่อง Logistics มากยิ่งขึ้น ปัจจุบันกลุ่ม CP มีรถขนส่งเมล็ดพันธุ์พืช ปุ๋ย อาหารสัตว์ และรวมไปถึงรถขนส่งของ 7-Eleven อยู่ประมาณ 18,000 คัน แต่จะปรับแผนใหม่จะนำมารวมเป็นหน่วยเดียว โดยบริหารองค์ความรู้เรื่อง Logistics ใหม่

นอกจากนี้เจ้าสัวยังมีมุมมองถึงเรื่องการขนส่งว่าถ้าหากถนนเส้นหนึ่งมีฟาร์ม และโรงงานแปรรูปอาหาร ก็จะส่งสินค้าในเส้นทางให้แก่ร้านโชว์ห่วย รวมไปถึงภัตตาคาร เพื่อที่ต้นทุนการขนส่งจะได้ต่ำลงและมีประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย

ที่มาหนังสือพิมพ์มติชน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cp-president-dhanin-talk-about-agriculture-retail-and-logistics/

TradeLens แพลตฟอร์ม Blockchain สำหรับการขนส่งทางเรือ พัฒนาโดย IBM/Maersk เปิดตัวแล้ว

เมื่อต้นปีนี้ IBM ประกาศร่วมมือกับ Maersk บริษัทขนส่งทางเรือรายใหญ่ของโลก นำ blockchain เข้ามาใช้งาน วันนี้แพลตฟอร์ม blockchain สำหรับติดตามการขนส่งทางเรือเปิดให้บริการแล้ว ในชื่อว่า TradeLens

TradeLens พัฒนาขึ้นบนเทคโนโลยี IBM Blockchain แต่ปรับแต่งให้เหมาะกับความต้องการของวงการขนส่ง หัวใจหลักของมันคือ smart contracts ที่เปิดให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเรือ หน่วยงานด้านภาษี ท่าเรือ ฯลฯ ร่วมกันจัดการข้อมูลเอกสารได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยี IoT กับเซ็นเซอร์เข้ามาผนวกเพื่อให้ติดตามสินค้าได้อัตโนมัติด้วย

No Description

Maersk ระบุว่าหลังทดสอบรันระบบมานาน 12 เดือน TradeLens มีการขนส่งผ่านเข้าระบบไป 154 ล้านครั้ง ช่วยลดระยะเวลารอขนถ่ายสินค้าลงได้ 40% และลดกระบวนการติดตามพัสดุ จากเดิมที่ต้องใช้คน 5 คนกับกระบวนการ 10 ขั้นตอน เหลือเพียงระบบ TradeLens เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องใช้คนเลย

ตอนนี้ TradeLens มีท่าเรือทั่วโลกร่วมใช้งานแล้ว 20 ราย มีบริษัทขนส่งทางเรือนอกจาก Maersk เข้าร่วม 2 รายคือ Pacific International Lines (PIL) และ Hamburg Süd รวมถึงมีหน่วยงานศุลกากรในเนเธอร์แลนด์ ซาอุดิอาระเบีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย เปรู ร่วมทดสอบ ทางทีมงานยังร่วมมือกับกลุ่ม Open Shipping เพื่อพัฒนามาตรฐานเปิดสำหรับการขนส่งทางเรือที่ทุกฝ่ายสามารถเข้าร่วมได้

ที่มา – Maersk

from:https://www.blognone.com/node/104474

Grab ยกเครื่องบริการขนส่งสู่ GrabExpress ไล่บี้ LINE MAN ทุกช่องทาง

Grab ทำการปรับโฉมบริการเดลิเวอรี่ใหม่เป็น GrabExpress รวมการขนส่งด้วยรถทุกประเภท แถมเพิ่มบริการ GrabMart และ GrabFresh ในอนาคต ไล่บี้ LINE MAN ทุกช่องทาง หวังเป็นแอพที่ผู้บริโภคใช้งานทุกวัน

ยกเครื่องขนส่งใหม่ มีออปชั่นมากขึ้น

จากการประกาศวิสัยทัศน์ของ Grab ในการขึ้นสู่เป็น Super App ของผู้บริโภค หรือเป็นแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานอยู่ทุกวัน ทำให้ในช่วงหลังได้เห็น Grab ออกบริการใหม่ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการสร้าง Ecosystem ให้มากกว่าบริการ Transportation หรือขนส่งคน

บริการเดลิเวอรี่เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ Grab จะทำการโฟกัส และปักหมุดให้เป็นบริการดาวรุ่งอีกบริการหนึ่ง จริงๆ แล้ว Grab ได้มีบริการเดลิเวอรี่มาก่อนหน้านี้แล้วแต่เป็นแค่รับส่งของปกติทั่วไปโดยรถมอเตอร์ไซค์

แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปการขนส่งมันมีมิติมากกว่านั้น ทำให้ Grab ต้องกลับมาทำการบ้านใหม่ และในปีนี้ได้ทำการยกเครื่องเปลี่ยนเป็น GrabExpress พร้อมกับเพิ่มออปชั่น 3 บริการ เป็นการรุกธุรกิจโลจิสติกส์ออนดีมานด์อย่างเต็มตัว

GrabExpress จึงเป็นบริการรับส่งพัสดุ และเอกสารแบบออนดีมานด์ รวมเครือข่ายรถทุกประเภท ของบริการจาก Grab ไว้ด้วยกัน ได้แก่ มอเตอร์ไซค์ รถยนต์ และรถปิคอัพ รองรับการขนส่งทุกรูปแบบ เล็ก กลาง ใหญ่

ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เล่าว่า

จริงๆ Grab มีบริการเดลิเวอรี่มาก่อนหน้านี้แล้ว ทำธุรกิจทั้งส่งคน และส่งของ แต่บทเรียนที่ได้เรียนรู้ก็คือไม่ได้ทำความเข้าใจ Pain Point ของผู้บริโภคจริงๆ ว่าต้องการอะไร การปรับโฉมครั้งนี้เลยใส่ทั้งบริการใหม่ และฟีเจอร์ใหม่

แข็งกว่าคู่แข็งด้วยบริการทั้งส่งคน และส่งของ

การออกบริการขนส่งของ Grab ในครั้งนี้ ถือเป็นการท้าชน LINE MAN อย่างเต็มตัวซึ่งมีบริการที่ชนกันเกือบทั้งหมดทั้งรับส่งพัสดุซื้ออาหารและจะมีเปิดบริการอื่นๆเพิ่มเติมอีก

แต่ธรินทร์ได้บอกว่าจุดแข็งที่เหนือกว่าคู่แข่งก็คือมีบริการที่ครอบคลุมกว่าเพราะมีทั้งเรื่องส่งคนด้วยและส่งของ

เราต้องการเป็น Super App ทำให้เข้ามาใช้ทุกวัน มีบริการทั้งส่งคน ส่งของ ส่งอาหาร ใช้บริการแล้วได้พอยท์ ทำอีเพย์เมนต์รองรับการชำระเงิน ทำให้ครอบคลุมทุกอย่าง แต่คู่แข่งทำเป็นขาๆ มากกว่า

รองรับอีคอมเมิร์ซ ในยุคที่แข่งขันกันด้วยการส่งที่รวดเร็ว

บริการขนส่งต้องการจับตลาดลูกค้า SME เป็นหลัก หรือพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่มีการส่งของอยู่ตลอด เพราะได้มองเห็นตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตขึ้นทุกปี และมีการแข่งขันที่ดุเดือด ปัจจัยเรื่องการจัดส่งสินค้าจึงเป็นหนึ่งในคีย์สำคัญที่สร้างจุดแข็งต่างจากคู่แข่งให้ร้านค้าได้

ถือเป็นทิศทางของ Grab ในการเจาะตลาดอีคอมเมิร์ซมากขึ้นเช่นกัน เห็นได้จากการปรับโครงสร้างองค์กร โดยที่ธรินทร์ถือว่าเป็นผู้บริหารน้องใหม่ที่เพิ่งเข้าร่วมงานกับ Grab ได้ 5 เดือน ก่อนหน้านี้ได้อยู่ที่ Lazada เห็นได้ชัดว่า Grab ต้องการเดินกลยุทธ์เจาะกลุ่มอีคอมเมิร์ซมากขึ้น

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเติบโตสูง และแข่งขันสูง ความคาดหวัง และความต้องการของผู้บริโภคปลี่ยนไป เห็นได้ชัดคือเรื่องการส่งสินค้า เมื่อก่อนรับสินค้าภายใน 2 วันยังโอเค แต่ 3 วันเริ่มไม่ได้แล้ว มีเรทการยกเลิกของมากขึ้น ยุคนี้การแข่งขันมากขึ้น การส่งของจึงจะเป็นจุดต่าง คนส่งเร็วถือว่าได้เปรียบกว่า ลูกค้าสั่งวันนี้ต้องการได้วันนี้ ราคาอย่างเดียวเอาไม่อยู่แล้วต้องเรื่องการส่งเร็วด้วย

ธรินทร์จึงใช้ประสบการณ์จากธุรกิจอีคอมเมิร์ซมาปรับใช้กับการพัฒนาฟีเจอร์ของ GrabExpress จะมี 4 ฟีเจอร์หลักด้วยกัน ได้แก่

  1. จองและเรียกส่งสินค้าได้พร้อมกันมากถึง 10 จุดหมาย สำหรับร้านค้าที่ต้องการส่งสินค้าหลายที่
  2. Photo Proof of Delivery เป็นการถ่ายรูปสินค้าไว้ เพื่อรับประกันว่าส่งของในสภาพเดิม
  3. รับประกันความเสียหายที่เกิดจากการขนส่ง แบ่งเป็น มอเตอร์ไซค์รับประกันสูงสุด 5,000 บาท รถยนต์ 10,000 บาท รถปิคอัพ 10,000 บาท
  4. ตรวจสอบสถานะการส่งแบบเรียลไทม์

เนื่องจากเคยทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซมาก่อน ได้คุยกับคนส่งของมากมาย เจอปัญหาทั้งกับคนรับ และคนส่ง โดยโจทย์แรกในการพัฒนาบริการ คือ คนส่งของต้องส่งได้หลายที่ในครั้งเดียว ต่อมาคือส่งของให้ได้สภาพเดิม ต้องมีถ่ายรูปสร้างความอุ่นใจ ลดการเสียหายได้ คนส่งจะปิดงานได้สินค้าต้องสภาพเดิมจากตอนที่ถ่ายรูปครั้งแรก และมีระบบอัพเดตแทร็กกิ้ง รวมถึงได้ร่วมกับ Sunday ในการประกันของเสียหายที่เกิดจากการขนส่ง สร้างความอุ่นใจตอบโจทย์ผู้รับ และผู้ส่ง

เตรียมเปิดบริการฝากซื้อของร้านสะดวกซื้อ และซูเปอร์มาร์เก็ต

หลังจากการเปิด GrabExpress อย่างเต็มตัวนี้แล้ว Grab ได้เตรียมออกบริการในส่วนของเดลิเวอรี่เพิ่มเติมมาอีกในเดือนสิงหาคม เตรียมเปิดอีก 2 บริการ คือ GrabMart และ GrabFresh เป็นการชนบริการของ LINE MAN อย่างจังอีกครั้ง ถึงแม้ว่า LINE MAN จะออกมานานแล้วก็ตาม

GrabMart เป็นเหมือนผู้ช่วยในการซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ จากเซเว่นฯ แฟมิลี่มาร์ท และเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส โดยที่มี Basket Size สูงสุด 500 บาท สามารถเลือกโลเคชั่น และร้านว่าจะซื้อที่ไหน

ส่วน GrabFresh เป็นบริการช่วยซื้อของสด หรือของในซูเปอร์มาร์เก็ต โดยได้ทำการพาร์ทเนอร์กับ HappyFresh

สำหรับ GrabExpress ตอนนี้เปิดให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่ก่อน หลังจากนั้นค่อยขยายให้ครบ 17 จังหวัดที่เปิดบริการ อาจจะเริ่มจากหัวเมืองใหญ่อย่างภูเก็ต พัทยา โคราช และขอนแก่น

ค่าบริการรถมอเตอร์ไซต์เริ่มต้น 40 บาท รองรับพัสดุได้ 15 กิโลกรัม รถยนต์ขนาดเล็กราคาเริ่มต้น 150 บาท รองรับพัสดุได้ 100 กิโล และรถปิคอัพราคาเริ่มต้น 250 บาท รองรับพัสดุได้ 300 กิโลกรัม เช่น ส่งของย้ายบ้าน แคเทอริ่ง โต๊ะ ตู้ต่างๆ

สรุป

Grab ได้มีการปรับตัวค่อนข้างมาก ปรับตามพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคนี้ โดยที่หยุดแค่บริการรับส่งคนอย่างเดียวไม่พอ ต้องขยายไปยังเดลิเวอรี่อื่นๆ ที่มีโอกาสการเติบโตสูง รับกับตลาดอีคอมเมิร์ซ ซึ่งตลาดขนส่งตรงนี้ก็มีการแข่งขันสูงไม่แพ้กัน แต่จุดเด่นของ Grab คือการพยายามสร้างอาณาจักรของตัวเองด้วยการระบบเพย์เมนต์ ลอยัลตี้โปรแกรม เพื่อดึงให้ลูกค้าอยู่ในระบบตลอด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/grab-relaunch-grabexpress-delivery/

การขนส่งสินค้าด้วยโดรน กำลังเป็นอีกเทคโนโลยีที่จีนนำหน้าประเทศอื่น

สำนักข่าว Bloomberg รายงานพิเศษ เกี่ยวกับเทคโนโลยีการขนส่งสินค้าด้วยโดรน ซึ่งตอนนี้ประเทศจีนมีความล้ำหน้ากว่าประเทศอื่นมาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการทดสอบ

โดย JD.com อีคอมเมิร์ซรายใหญ่เบอร์สองของจีน ซึ่งที่ผ่านมาโฟกัสการพัฒนาเทคโนโลยีขนส่งสินค้าด้วยโดรนมาตลอด เผยว่าปัญหาใหญ่ในการขนส่งสินค้าของจีน คือการมีพื้นที่กว้างมาก และมีพื้นที่ห่างไกลหลายจุด ประเมินว่ามีประชากรจีนอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลแบบนี้กว่า 570 ล้านคน

Cui Zheng ผู้ดูแลโครงการโดรนส่งสินค้าของ JD.com บอกว่าเป้าหมายของบริษัทคือทำให้คนในพื้นที่ห่างไกลนี้ ซื้อสินค้าได้ด้วยประสบการณ์เดียวกับคนเมือง และมีราคาที่เท่ากัน แต่ปัจจุบันการขนส่งแบบเดิมในพื้นที่เหล่านี้ มีต้นทุนสูงกว่าถึง 5 เท่า บางจุดหมายต้องเดินทางข้ามภูเขาหลายชั่วโมง การส่งสินค้าด้วยโดรนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า และส่งได้เร็วกว่าคือคำตอบ

ปัจจุบันกรมการบินพลเรือนของจีน (CAAC) ได้อนุญาตให้ JD.com และบริษัทขนส่งสินค้า SF Holding เริ่มส่งสินค้าด้วยโดรนได้แล้วในพื้นที่ห่างไกล และเตรียมร่วมกันพัฒนาเครือข่ายขนส่ง ให้รองรับอากาศยานไร้คนขับที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งจะรองรับการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ และเป็นการจัดระเบียบน่านฟ้าไปพร้อมกัน จีนนั้นได้เปรียบกว่าพื้นที่อื่น เนื่องจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ และการกระจายตัวของประชากร ทำให้เอื้อต่อการทดสอบ

JD.com ยังเผยว่านอกจากจีนแล้ว บริษัทยังเริ่มทดสอบการขนส่งสินค้าด้วยโดรนในแทนซาเนีย, อินโดนีเซีย และไทย

ด้าน Alibaba แม้จะเน้นการขนส่งสินค้าพาร์ทเนอร์เป็นหลัก แต่บริษัทในเครือ Cainiao ก็เริ่มพัฒนาโดรนส่งสินค้าด้วยเช่นกัน โดยการทดสอบล่าสุดสามารถส่งสินค้าน้ำหนัก 1,500 กิโลกรัมได้แล้ว ขณะเดียวกัน Ele.me บริการส่งอาหารในเครือ ก็เริ่มทดสอบการส่งอาหารด้วยโดรนในบางพื้นที่แล้ว

สิ่งท้าทายหน่วยงานรัฐ หากการส่งสินค้าด้วยโดรนประสบผลสำเร็จดี และนิยมใช้กันมากขึ้น ก็คือการออกกฎระเบียบควบคุมการจราจรน่านฟ้า ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนนัก โดยเฉพาะกับโดรนขนาดเล็ก

ที่มา: Bloomberg

alt="Drone"

from:https://www.blognone.com/node/103612

LINE Man ดึง Ninja Van เสริมพาร์ทเนอร์ลอจิสติกส์ ก่อนศึกใหญ่ Grab/Go-Jek ปะทุ

LINE MAN บริการผู้ช่วยออนดีมานด์ในสังกัด LINE ประกาศเพิ่มพันธมิตรผู้ให้บริการลอจิสติกส์อีก 1 รายคือ Ninja Van ที่จะมาให้บริการส่งพัสดุเพิ่มเติม จากเดิมที่จับมือกับ Alpha Fast อยู่ก่อนแล้ว

อ่าน รู้จัก Ninja Van ขนส่งหน้าใหม่จากสิงคโปร์ ที่จะมาชิงแชร์จากยักษ์ใหญ่ในตลาดทุกราย

ผู้ใช้งานส่งพัสดุสามารถกดเลือกได้ว่าจะเรียกรถจาก Ninja Van หรือ Alpha Fast โดยจุดต่างสำคัญคือ Ninja Van ให้บริการทุกวัน (Alpha ไม่มีวันอาทิตย์) และสามารถส่งพัสดุขนาดใหญ่ได้ถึง 20 กก. / 130 ซม. (Alpha เป็นพัสดุขนาดเล็ก หนักไม่เกิน 3 กก. / 72 ซม.) แต่พื้นที่จัดส่งของ Ninja Van ยังจำกัดเฉพาะกรุงเทพและปริมณฑล ในขณะที่ Alpha จัดส่งได้ทั่วประเทศ

ขยายพันธมิตร Logistics เตรียมรับมือคู่แข่งยักษ์ใหญ่ Grab/Go-Jek

ความน่าสนใจของการจับมือระหว่าง LINE Man กับ Ninja Van ในครั้งนี้คือการขยายพันธมิตรผู้ให้บริการด้านลอจิสติกส์มากขึ้น

ปัจจุบัน LINE Man มีบริการทั้งหมด 5 ประเภทคือ

  • สั่งอาหาร (Food Delivery)
  • แท็กซี่ (Line Taxi)
  • ส่งพัสดุ (Postal)
  • เมสเซนเจอร์ (Messenger)
  • ซื้อของสะดวกซื้อ (Convenience)

บริการกลุ่มสั่งอาหาร เมสเซนเจอร์ และซื้อของสะดวกซื้อ ใช้พาร์ทเนอร์เป็น Lalamove ในขณะที่ส่งพัสดุเป็น Alpha Fast และเพิ่ม Ninja Van เข้ามา เท่ากับว่าตอนนี้ LINE Man มีพันธมิตรเป็นบริษัทด้านลอจิสติกส์แล้วถึง 3 ราย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ โมเดลของ LINE Man ที่บริษัท LINE Corp ไม่มีรถเป็นของตัวเองเลย และใช้การพาร์ทเนอร์เพียงอย่างเดียว จะสามารถต่อกรกับคู่แข่งรายใหญ่ๆ ที่มาพร้อมโมเดลบริหารจัดการรถเองได้หรือไม่

GrabExpress บริการส่งพัสดุ-เอกสาร

คู่แข่งที่ชัดเจนที่สุดคือ Grab ที่เริ่มจากธุรกิจเรียกแท็กซี่ ตามด้วยบริการรับส่งพัสดุ GrabExpress และบริการเดลิเวอรีส่งอาหาร GrabFood เรียกได้ว่าทับกับ LINE Man ในทุกผลิตภัณฑ์

อ่าน ศึกบริการโทรสั่งอาหาร LINE MAN, UBEREATS และ GrabFood เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยน

นอกจากนี้ยังมี Go-Jek จากอินโดนีเซีย ที่จะเข้ามาทำตลาดในแบรนด์ Get Thailand ช่วงแรกอาจยังเน้นที่การเรียกรถมอเตอร์ไซค์ แต่บริษัทแม่ที่อินโดนีเซียก็ขยายบริการไปครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการส่งอาหาร (Go-Food), ส่งพัสดุ (Go-Send) ส่งพัสดุขนาดใหญ่-ย้ายบ้าน (Go-Box) ซื้อสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ต (Go-Mart)

อ่าน มารู้จักกับบริการของ Go-Jek สตาร์ทอัพจากอินโดนีเซีย ที่พร้อมท้าชน Grab

คำถามที่น่าสนใจคือ LINE Man จะยังให้บริการส่งอาหาร-สินค้า-พัสดุ ในราคา-ต้นทุนที่ต่อสู้กับคู่แข่งที่มีเครือข่ายรถของตัวเองได้หรือไม่ การพึ่งพาแต่พาร์ทเนอร์เพียงอย่างเดียวอาจช่วยให้เริ่มต้นได้เร็ว และใช้ต้นทุนน้อยในช่วงแรก แต่ในระยะยาวแล้ว ประสิทธิภาพในการให้บริการ การตอบสนองต่อกรณีที่เกิดปัญหา และต้นทุนจาก economy of scale จะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับคู่แข่ง นี่อาจเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินหาผู้แพ้-ผู้ชนะของตลาดเดลิเวอรีไทยในอีก 1-2 ปีข้างหน้า

หมายเหตุ: LINE Man เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Wongnai ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Brand Inside

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/lineman-ninjavan-logistics/