คลังเก็บป้ายกำกับ: LOGISTICS

TradeLens แพลตฟอร์ม Blockchain สำหรับการขนส่งทางเรือ พัฒนาโดย IBM/Maersk เปิดตัวแล้ว

เมื่อต้นปีนี้ IBM ประกาศร่วมมือกับ Maersk บริษัทขนส่งทางเรือรายใหญ่ของโลก นำ blockchain เข้ามาใช้งาน วันนี้แพลตฟอร์ม blockchain สำหรับติดตามการขนส่งทางเรือเปิดให้บริการแล้ว ในชื่อว่า TradeLens

TradeLens พัฒนาขึ้นบนเทคโนโลยี IBM Blockchain แต่ปรับแต่งให้เหมาะกับความต้องการของวงการขนส่ง หัวใจหลักของมันคือ smart contracts ที่เปิดให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเรือ หน่วยงานด้านภาษี ท่าเรือ ฯลฯ ร่วมกันจัดการข้อมูลเอกสารได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังนำเทคโนโลยี IoT กับเซ็นเซอร์เข้ามาผนวกเพื่อให้ติดตามสินค้าได้อัตโนมัติด้วย

No Description

Maersk ระบุว่าหลังทดสอบรันระบบมานาน 12 เดือน TradeLens มีการขนส่งผ่านเข้าระบบไป 154 ล้านครั้ง ช่วยลดระยะเวลารอขนถ่ายสินค้าลงได้ 40% และลดกระบวนการติดตามพัสดุ จากเดิมที่ต้องใช้คน 5 คนกับกระบวนการ 10 ขั้นตอน เหลือเพียงระบบ TradeLens เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องใช้คนเลย

ตอนนี้ TradeLens มีท่าเรือทั่วโลกร่วมใช้งานแล้ว 20 ราย มีบริษัทขนส่งทางเรือนอกจาก Maersk เข้าร่วม 2 รายคือ Pacific International Lines (PIL) และ Hamburg Süd รวมถึงมีหน่วยงานศุลกากรในเนเธอร์แลนด์ ซาอุดิอาระเบีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย เปรู ร่วมทดสอบ ทางทีมงานยังร่วมมือกับกลุ่ม Open Shipping เพื่อพัฒนามาตรฐานเปิดสำหรับการขนส่งทางเรือที่ทุกฝ่ายสามารถเข้าร่วมได้

ที่มา – Maersk

from:https://www.blognone.com/node/104474

Advertisements

Grab ยกเครื่องบริการขนส่งสู่ GrabExpress ไล่บี้ LINE MAN ทุกช่องทาง

Grab ทำการปรับโฉมบริการเดลิเวอรี่ใหม่เป็น GrabExpress รวมการขนส่งด้วยรถทุกประเภท แถมเพิ่มบริการ GrabMart และ GrabFresh ในอนาคต ไล่บี้ LINE MAN ทุกช่องทาง หวังเป็นแอพที่ผู้บริโภคใช้งานทุกวัน

ยกเครื่องขนส่งใหม่ มีออปชั่นมากขึ้น

จากการประกาศวิสัยทัศน์ของ Grab ในการขึ้นสู่เป็น Super App ของผู้บริโภค หรือเป็นแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานอยู่ทุกวัน ทำให้ในช่วงหลังได้เห็น Grab ออกบริการใหม่ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการสร้าง Ecosystem ให้มากกว่าบริการ Transportation หรือขนส่งคน

บริการเดลิเวอรี่เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ Grab จะทำการโฟกัส และปักหมุดให้เป็นบริการดาวรุ่งอีกบริการหนึ่ง จริงๆ แล้ว Grab ได้มีบริการเดลิเวอรี่มาก่อนหน้านี้แล้วแต่เป็นแค่รับส่งของปกติทั่วไปโดยรถมอเตอร์ไซค์

แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปการขนส่งมันมีมิติมากกว่านั้น ทำให้ Grab ต้องกลับมาทำการบ้านใหม่ และในปีนี้ได้ทำการยกเครื่องเปลี่ยนเป็น GrabExpress พร้อมกับเพิ่มออปชั่น 3 บริการ เป็นการรุกธุรกิจโลจิสติกส์ออนดีมานด์อย่างเต็มตัว

GrabExpress จึงเป็นบริการรับส่งพัสดุ และเอกสารแบบออนดีมานด์ รวมเครือข่ายรถทุกประเภท ของบริการจาก Grab ไว้ด้วยกัน ได้แก่ มอเตอร์ไซค์ รถยนต์ และรถปิคอัพ รองรับการขนส่งทุกรูปแบบ เล็ก กลาง ใหญ่

ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เล่าว่า

จริงๆ Grab มีบริการเดลิเวอรี่มาก่อนหน้านี้แล้ว ทำธุรกิจทั้งส่งคน และส่งของ แต่บทเรียนที่ได้เรียนรู้ก็คือไม่ได้ทำความเข้าใจ Pain Point ของผู้บริโภคจริงๆ ว่าต้องการอะไร การปรับโฉมครั้งนี้เลยใส่ทั้งบริการใหม่ และฟีเจอร์ใหม่

แข็งกว่าคู่แข็งด้วยบริการทั้งส่งคน และส่งของ

การออกบริการขนส่งของ Grab ในครั้งนี้ ถือเป็นการท้าชน LINE MAN อย่างเต็มตัวซึ่งมีบริการที่ชนกันเกือบทั้งหมดทั้งรับส่งพัสดุซื้ออาหารและจะมีเปิดบริการอื่นๆเพิ่มเติมอีก

แต่ธรินทร์ได้บอกว่าจุดแข็งที่เหนือกว่าคู่แข่งก็คือมีบริการที่ครอบคลุมกว่าเพราะมีทั้งเรื่องส่งคนด้วยและส่งของ

เราต้องการเป็น Super App ทำให้เข้ามาใช้ทุกวัน มีบริการทั้งส่งคน ส่งของ ส่งอาหาร ใช้บริการแล้วได้พอยท์ ทำอีเพย์เมนต์รองรับการชำระเงิน ทำให้ครอบคลุมทุกอย่าง แต่คู่แข่งทำเป็นขาๆ มากกว่า

รองรับอีคอมเมิร์ซ ในยุคที่แข่งขันกันด้วยการส่งที่รวดเร็ว

บริการขนส่งต้องการจับตลาดลูกค้า SME เป็นหลัก หรือพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่มีการส่งของอยู่ตลอด เพราะได้มองเห็นตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตขึ้นทุกปี และมีการแข่งขันที่ดุเดือด ปัจจัยเรื่องการจัดส่งสินค้าจึงเป็นหนึ่งในคีย์สำคัญที่สร้างจุดแข็งต่างจากคู่แข่งให้ร้านค้าได้

ถือเป็นทิศทางของ Grab ในการเจาะตลาดอีคอมเมิร์ซมากขึ้นเช่นกัน เห็นได้จากการปรับโครงสร้างองค์กร โดยที่ธรินทร์ถือว่าเป็นผู้บริหารน้องใหม่ที่เพิ่งเข้าร่วมงานกับ Grab ได้ 5 เดือน ก่อนหน้านี้ได้อยู่ที่ Lazada เห็นได้ชัดว่า Grab ต้องการเดินกลยุทธ์เจาะกลุ่มอีคอมเมิร์ซมากขึ้น

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเติบโตสูง และแข่งขันสูง ความคาดหวัง และความต้องการของผู้บริโภคปลี่ยนไป เห็นได้ชัดคือเรื่องการส่งสินค้า เมื่อก่อนรับสินค้าภายใน 2 วันยังโอเค แต่ 3 วันเริ่มไม่ได้แล้ว มีเรทการยกเลิกของมากขึ้น ยุคนี้การแข่งขันมากขึ้น การส่งของจึงจะเป็นจุดต่าง คนส่งเร็วถือว่าได้เปรียบกว่า ลูกค้าสั่งวันนี้ต้องการได้วันนี้ ราคาอย่างเดียวเอาไม่อยู่แล้วต้องเรื่องการส่งเร็วด้วย

ธรินทร์จึงใช้ประสบการณ์จากธุรกิจอีคอมเมิร์ซมาปรับใช้กับการพัฒนาฟีเจอร์ของ GrabExpress จะมี 4 ฟีเจอร์หลักด้วยกัน ได้แก่

  1. จองและเรียกส่งสินค้าได้พร้อมกันมากถึง 10 จุดหมาย สำหรับร้านค้าที่ต้องการส่งสินค้าหลายที่
  2. Photo Proof of Delivery เป็นการถ่ายรูปสินค้าไว้ เพื่อรับประกันว่าส่งของในสภาพเดิม
  3. รับประกันความเสียหายที่เกิดจากการขนส่ง แบ่งเป็น มอเตอร์ไซค์รับประกันสูงสุด 5,000 บาท รถยนต์ 10,000 บาท รถปิคอัพ 10,000 บาท
  4. ตรวจสอบสถานะการส่งแบบเรียลไทม์

เนื่องจากเคยทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซมาก่อน ได้คุยกับคนส่งของมากมาย เจอปัญหาทั้งกับคนรับ และคนส่ง โดยโจทย์แรกในการพัฒนาบริการ คือ คนส่งของต้องส่งได้หลายที่ในครั้งเดียว ต่อมาคือส่งของให้ได้สภาพเดิม ต้องมีถ่ายรูปสร้างความอุ่นใจ ลดการเสียหายได้ คนส่งจะปิดงานได้สินค้าต้องสภาพเดิมจากตอนที่ถ่ายรูปครั้งแรก และมีระบบอัพเดตแทร็กกิ้ง รวมถึงได้ร่วมกับ Sunday ในการประกันของเสียหายที่เกิดจากการขนส่ง สร้างความอุ่นใจตอบโจทย์ผู้รับ และผู้ส่ง

เตรียมเปิดบริการฝากซื้อของร้านสะดวกซื้อ และซูเปอร์มาร์เก็ต

หลังจากการเปิด GrabExpress อย่างเต็มตัวนี้แล้ว Grab ได้เตรียมออกบริการในส่วนของเดลิเวอรี่เพิ่มเติมมาอีกในเดือนสิงหาคม เตรียมเปิดอีก 2 บริการ คือ GrabMart และ GrabFresh เป็นการชนบริการของ LINE MAN อย่างจังอีกครั้ง ถึงแม้ว่า LINE MAN จะออกมานานแล้วก็ตาม

GrabMart เป็นเหมือนผู้ช่วยในการซื้อสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ จากเซเว่นฯ แฟมิลี่มาร์ท และเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส โดยที่มี Basket Size สูงสุด 500 บาท สามารถเลือกโลเคชั่น และร้านว่าจะซื้อที่ไหน

ส่วน GrabFresh เป็นบริการช่วยซื้อของสด หรือของในซูเปอร์มาร์เก็ต โดยได้ทำการพาร์ทเนอร์กับ HappyFresh

สำหรับ GrabExpress ตอนนี้เปิดให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่ก่อน หลังจากนั้นค่อยขยายให้ครบ 17 จังหวัดที่เปิดบริการ อาจจะเริ่มจากหัวเมืองใหญ่อย่างภูเก็ต พัทยา โคราช และขอนแก่น

ค่าบริการรถมอเตอร์ไซต์เริ่มต้น 40 บาท รองรับพัสดุได้ 15 กิโลกรัม รถยนต์ขนาดเล็กราคาเริ่มต้น 150 บาท รองรับพัสดุได้ 100 กิโล และรถปิคอัพราคาเริ่มต้น 250 บาท รองรับพัสดุได้ 300 กิโลกรัม เช่น ส่งของย้ายบ้าน แคเทอริ่ง โต๊ะ ตู้ต่างๆ

สรุป

Grab ได้มีการปรับตัวค่อนข้างมาก ปรับตามพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคนี้ โดยที่หยุดแค่บริการรับส่งคนอย่างเดียวไม่พอ ต้องขยายไปยังเดลิเวอรี่อื่นๆ ที่มีโอกาสการเติบโตสูง รับกับตลาดอีคอมเมิร์ซ ซึ่งตลาดขนส่งตรงนี้ก็มีการแข่งขันสูงไม่แพ้กัน แต่จุดเด่นของ Grab คือการพยายามสร้างอาณาจักรของตัวเองด้วยการระบบเพย์เมนต์ ลอยัลตี้โปรแกรม เพื่อดึงให้ลูกค้าอยู่ในระบบตลอด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/grab-relaunch-grabexpress-delivery/

การขนส่งสินค้าด้วยโดรน กำลังเป็นอีกเทคโนโลยีที่จีนนำหน้าประเทศอื่น

สำนักข่าว Bloomberg รายงานพิเศษ เกี่ยวกับเทคโนโลยีการขนส่งสินค้าด้วยโดรน ซึ่งตอนนี้ประเทศจีนมีความล้ำหน้ากว่าประเทศอื่นมาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการทดสอบ

โดย JD.com อีคอมเมิร์ซรายใหญ่เบอร์สองของจีน ซึ่งที่ผ่านมาโฟกัสการพัฒนาเทคโนโลยีขนส่งสินค้าด้วยโดรนมาตลอด เผยว่าปัญหาใหญ่ในการขนส่งสินค้าของจีน คือการมีพื้นที่กว้างมาก และมีพื้นที่ห่างไกลหลายจุด ประเมินว่ามีประชากรจีนอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลแบบนี้กว่า 570 ล้านคน

Cui Zheng ผู้ดูแลโครงการโดรนส่งสินค้าของ JD.com บอกว่าเป้าหมายของบริษัทคือทำให้คนในพื้นที่ห่างไกลนี้ ซื้อสินค้าได้ด้วยประสบการณ์เดียวกับคนเมือง และมีราคาที่เท่ากัน แต่ปัจจุบันการขนส่งแบบเดิมในพื้นที่เหล่านี้ มีต้นทุนสูงกว่าถึง 5 เท่า บางจุดหมายต้องเดินทางข้ามภูเขาหลายชั่วโมง การส่งสินค้าด้วยโดรนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า และส่งได้เร็วกว่าคือคำตอบ

ปัจจุบันกรมการบินพลเรือนของจีน (CAAC) ได้อนุญาตให้ JD.com และบริษัทขนส่งสินค้า SF Holding เริ่มส่งสินค้าด้วยโดรนได้แล้วในพื้นที่ห่างไกล และเตรียมร่วมกันพัฒนาเครือข่ายขนส่ง ให้รองรับอากาศยานไร้คนขับที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งจะรองรับการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ และเป็นการจัดระเบียบน่านฟ้าไปพร้อมกัน จีนนั้นได้เปรียบกว่าพื้นที่อื่น เนื่องจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ และการกระจายตัวของประชากร ทำให้เอื้อต่อการทดสอบ

JD.com ยังเผยว่านอกจากจีนแล้ว บริษัทยังเริ่มทดสอบการขนส่งสินค้าด้วยโดรนในแทนซาเนีย, อินโดนีเซีย และไทย

ด้าน Alibaba แม้จะเน้นการขนส่งสินค้าพาร์ทเนอร์เป็นหลัก แต่บริษัทในเครือ Cainiao ก็เริ่มพัฒนาโดรนส่งสินค้าด้วยเช่นกัน โดยการทดสอบล่าสุดสามารถส่งสินค้าน้ำหนัก 1,500 กิโลกรัมได้แล้ว ขณะเดียวกัน Ele.me บริการส่งอาหารในเครือ ก็เริ่มทดสอบการส่งอาหารด้วยโดรนในบางพื้นที่แล้ว

สิ่งท้าทายหน่วยงานรัฐ หากการส่งสินค้าด้วยโดรนประสบผลสำเร็จดี และนิยมใช้กันมากขึ้น ก็คือการออกกฎระเบียบควบคุมการจราจรน่านฟ้า ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนนัก โดยเฉพาะกับโดรนขนาดเล็ก

ที่มา: Bloomberg

alt="Drone"

from:https://www.blognone.com/node/103612

LINE Man ดึง Ninja Van เสริมพาร์ทเนอร์ลอจิสติกส์ ก่อนศึกใหญ่ Grab/Go-Jek ปะทุ

LINE MAN บริการผู้ช่วยออนดีมานด์ในสังกัด LINE ประกาศเพิ่มพันธมิตรผู้ให้บริการลอจิสติกส์อีก 1 รายคือ Ninja Van ที่จะมาให้บริการส่งพัสดุเพิ่มเติม จากเดิมที่จับมือกับ Alpha Fast อยู่ก่อนแล้ว

อ่าน รู้จัก Ninja Van ขนส่งหน้าใหม่จากสิงคโปร์ ที่จะมาชิงแชร์จากยักษ์ใหญ่ในตลาดทุกราย

ผู้ใช้งานส่งพัสดุสามารถกดเลือกได้ว่าจะเรียกรถจาก Ninja Van หรือ Alpha Fast โดยจุดต่างสำคัญคือ Ninja Van ให้บริการทุกวัน (Alpha ไม่มีวันอาทิตย์) และสามารถส่งพัสดุขนาดใหญ่ได้ถึง 20 กก. / 130 ซม. (Alpha เป็นพัสดุขนาดเล็ก หนักไม่เกิน 3 กก. / 72 ซม.) แต่พื้นที่จัดส่งของ Ninja Van ยังจำกัดเฉพาะกรุงเทพและปริมณฑล ในขณะที่ Alpha จัดส่งได้ทั่วประเทศ

ขยายพันธมิตร Logistics เตรียมรับมือคู่แข่งยักษ์ใหญ่ Grab/Go-Jek

ความน่าสนใจของการจับมือระหว่าง LINE Man กับ Ninja Van ในครั้งนี้คือการขยายพันธมิตรผู้ให้บริการด้านลอจิสติกส์มากขึ้น

ปัจจุบัน LINE Man มีบริการทั้งหมด 5 ประเภทคือ

  • สั่งอาหาร (Food Delivery)
  • แท็กซี่ (Line Taxi)
  • ส่งพัสดุ (Postal)
  • เมสเซนเจอร์ (Messenger)
  • ซื้อของสะดวกซื้อ (Convenience)

บริการกลุ่มสั่งอาหาร เมสเซนเจอร์ และซื้อของสะดวกซื้อ ใช้พาร์ทเนอร์เป็น Lalamove ในขณะที่ส่งพัสดุเป็น Alpha Fast และเพิ่ม Ninja Van เข้ามา เท่ากับว่าตอนนี้ LINE Man มีพันธมิตรเป็นบริษัทด้านลอจิสติกส์แล้วถึง 3 ราย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ โมเดลของ LINE Man ที่บริษัท LINE Corp ไม่มีรถเป็นของตัวเองเลย และใช้การพาร์ทเนอร์เพียงอย่างเดียว จะสามารถต่อกรกับคู่แข่งรายใหญ่ๆ ที่มาพร้อมโมเดลบริหารจัดการรถเองได้หรือไม่

GrabExpress บริการส่งพัสดุ-เอกสาร

คู่แข่งที่ชัดเจนที่สุดคือ Grab ที่เริ่มจากธุรกิจเรียกแท็กซี่ ตามด้วยบริการรับส่งพัสดุ GrabExpress และบริการเดลิเวอรีส่งอาหาร GrabFood เรียกได้ว่าทับกับ LINE Man ในทุกผลิตภัณฑ์

อ่าน ศึกบริการโทรสั่งอาหาร LINE MAN, UBEREATS และ GrabFood เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยน

นอกจากนี้ยังมี Go-Jek จากอินโดนีเซีย ที่จะเข้ามาทำตลาดในแบรนด์ Get Thailand ช่วงแรกอาจยังเน้นที่การเรียกรถมอเตอร์ไซค์ แต่บริษัทแม่ที่อินโดนีเซียก็ขยายบริการไปครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการส่งอาหาร (Go-Food), ส่งพัสดุ (Go-Send) ส่งพัสดุขนาดใหญ่-ย้ายบ้าน (Go-Box) ซื้อสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ต (Go-Mart)

อ่าน มารู้จักกับบริการของ Go-Jek สตาร์ทอัพจากอินโดนีเซีย ที่พร้อมท้าชน Grab

คำถามที่น่าสนใจคือ LINE Man จะยังให้บริการส่งอาหาร-สินค้า-พัสดุ ในราคา-ต้นทุนที่ต่อสู้กับคู่แข่งที่มีเครือข่ายรถของตัวเองได้หรือไม่ การพึ่งพาแต่พาร์ทเนอร์เพียงอย่างเดียวอาจช่วยให้เริ่มต้นได้เร็ว และใช้ต้นทุนน้อยในช่วงแรก แต่ในระยะยาวแล้ว ประสิทธิภาพในการให้บริการ การตอบสนองต่อกรณีที่เกิดปัญหา และต้นทุนจาก economy of scale จะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับคู่แข่ง นี่อาจเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินหาผู้แพ้-ผู้ชนะของตลาดเดลิเวอรีไทยในอีก 1-2 ปีข้างหน้า

หมายเหตุ: LINE Man เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Wongnai ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Brand Inside

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/lineman-ninjavan-logistics/

DHL eCommerce เปิดบริการส่งด่วนวันเดียวในกรุงเทพฯ, ปริมณฑล 3 จังหวัด เก็บเงินปลายทางได้

DHL eCommerce เปิดบริการ DHL Parcel Metro รับส่งพัสดุได้ภายในวันเดียว เฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล 3 จังหวัดคือ นนทบุรี, สมุทรปราการ, ปทุมธานี ตรวจสอบสถานะการส่งของแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชั่น โดยจะแสดงหน้าจอเป็นแผนที่คล้ายเวลาเรียกรถ Uber

บริการ DHL Parcel Metro จำกัดน้ำหนักพัสดุไม่เกิน 20 กิโลกรัม และสามารถเรียกเก็บเงินค่าสินค้าปลายทางได้ โดยราคาค่าจัดส่งเริ่มต้นที่ 100 บาท และจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ตามน้ำหนัก และระยะทางในการจัดส่ง

No Description
ภาพจาก DHL

DHL แม้มีประวัติบริษัทยาวนาน ทำตลาดขนส่งมากว่า 45 ปี แต่เพิ่งมาเปิดบริการในไทยเมื่อปี 2015 (เป็นประเทศที่สองในอาเซียน ประเทศแรกคือเวียดนาม) และมีความพยายามเจาะกลุ่มผู้ค้ารายย่อยมากขึ้น ก่อนหน้านี้ DHL eCommerce ขยายจุดรับสินค้าจาก SMEs ในต่างจังหวัด

ชาร์ลส์ บรูเออร์ ประธานกรรมการบริหาร DHL eCommerce ระบุว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในไทยมีการคาดการณ์ว่าตลาดจะเติบโตเฉลี่ย 22% ทุกปีไปจนถึงปี 2022 เป็นตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองว่าเป็นโอกาสให้โตได้อีกมาก

เกียรติชัย พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ DHL eCommerce เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า อนาคตจะขยายจุดรับ-ฝากส่งสินค้าให้ได้ 1,000 จุดทั่วประเทศ และตัวบริการ DHL Parcel Metro ก็อาจเปิดบริการในเมืองใหญ่ของจังหวัดอื่นด้วยในอนาคต

DHL ถือเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่เพิ่งเปิดบริการในไทยไม่นาน แต่ในระดับโลก DHL มีอายุถึง 45 ปีแล้ว

from:https://www.blognone.com/node/103544

DHL eCommerce รุกบริการส่งพัสดุภายในวันเดียว ราคาเริ่มต้น 100 บาท

ตลาดโลจิสติกส์เดือด ทุกรายพร้อมใจลงมาเล่นตลาด Same-day Delivery เพื่อรับการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซ โดยล่าสุด DHL ภายใต้ DHL eCommerce เปิดบริการ DHL Parcel Metro รับส่งพัสดุภายในวันเดียว

ภาพโดย ŠJů

อีคอมเมิร์ซเข้ามา Disrupt โลจิสติกส์ให้ต้องปรับตัว

DHL เป็นผู้เล่นในตลาดโลจิสติกส์รายใหญ่ของโลกรายหนึ่ง ได้เข้ามาทำตลาดในได้ 45 ปีแล้ว แต่เมื่อตลาดมีการเปลี่ยนแปลง ธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้ DHL ได้เปิดบริการใหม่ DHL eCommerce เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมาเพื่อรองรับกับการส่งสินค้าจำพวกพัสดุจากร้านค้าออนไลน์

ซึ่ง DHL eCommerce ได้เปิดบริการในไทยเป็นเมืองที่ 2 ต่อจากโฮจิมินท์ประเทศเวียดนามเพราะมองเห็นการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซอย่างดี

ซึ่งธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในไทยมีการคาดการณ์ว่าตลาดจะเติบโตเฉลี่ย 22% ทุกปีไปจนถึงปี 2022 เป็นตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด เทรนด์การขยายตัวของเมืองใหญ่ ทำให้ผู้บริโภคมีความคาดหวังกับบริการอีคอมเมิร์ซที่สูงขึ้น ต้องการสินค้า และบริการที่รวดเร็ว ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมือง

นั่นคือการส่งสินค้าแบบเดิมที่ใช้เวลา 2-3 วัน อาจจะไม่เพียงพอแล้ว ยุคนี้การแข่งขันอยู่ที่ Same-day Delivery เพราะผู้บริโภคต้องการสินค้าเร็วขึ้น ทำให้ DHL eCommerce ออกบริการ DHL Parcel Metro เป็นการส่งสินค้าภายใน 1 วัน รับการแข่งขันของตลาดโลจิสติกส์

ชาร์ลส์ บรูเออร์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ จำกัด บอกว่า

เมืองหลวงหลายแห่งทั่วโลกมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซทำให้การจัดส่งพัสดุมีมากขึ้น ความต้องการส่งพัสดุในรวดเร็วก็มีแนวโน้มที่สูงขึ้นเช่นกัน DHL Parcel Metro จึงเข้ามาตอบโจทย์ผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์ หรือมาร์เก็ตเพลสที่ต้องการเพิ่มบริการจัดส่งพัสดุภายในวันเดียวแก่ลูกค้าได้

ผู้บริโภคคาดหวังได้บริการที่สะดวก ได้ของเร็วขึ้น

ปัจจุบันตลาดส่งพัสดุในวันเดียวยังมีสัดส่วนเล้กมากก็จริง แต่มีแนวโน้มสูงขึ้นเเรื่อยๆ โดยมีข้อมูลว่าความต้องการของผู้บริโภคกับการรับส่งพัสดุในวันเดียวเติบโต 43% และจะกินส่วนแบ่งตลาด 22% ในปี 2025

โดยกลุ่มคนที่ต้องการใช้บริการมากที่สุดเป็นคนรุ่นใหม่ คนในเมืองที่ต้องการบริการที่สะดวก รวดเร็ว โดยที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ มีตัวเลขต้องการใช้เพิ่มขึ้น 13% เพราะต้องการความเร็ว ส่วนคนในเมืองต้องการใช้เพิ่มขึ้น 4% มองว่าสามารถจ่ายเงินเพิ่มขึ้น เพื่อซื้อบริการที่ดีขึ้นได้

เริ่มต้นในกรุงเทพฯ ค่าบริการสตาร์ท 100 บาท

DHL Parcel Metro คือบริการรับส่งพัสดุด่วนภายในวันเดียว หรือ Same-day Delivery เริ่มต้นสำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล สามารถให้บริการรับพัสดุที่มีน้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม มีค่าบริการเริม่ต้นที่ 100 บาท ขึ้นอยุ่กับน้ำหนัก และระยะทางในการจัดส่ง

โดยที่บริการนี้มีการจำกัดเวลาในการรับพัสดุถึงเที่ยงวัน จากนั้นในช่วงบ่ายจะทำการจัดส่งสินค้า ส่วนใหญ่จะใช้เวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมงในการจัดส่ง ซึ่งก็คือช่วงเวลาตั้งแต่บ่ายโมง จนถึง 6 โมงเย็น

บริการนี้จับกลุ่มผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์ต่างๆ อาจจะเป็นสินค้ามีมูลค่า สินค้าไอที เสื้อผ้า อาหาร ที่ผู้รับต้องการสินค้าด่วน มีคุณภาพ รวมไปถึงลูกค้ามาร์เก็ตเพลสด้วย

ซึ่งบริการ Same-day Delivery ในไทยมีผู้เล่นหลายรายเช่นกัน มีทั้งผู้เล่นโลจิสติกส์รายใหญ่อีก 2 ราย รวมถึงผู้เล่นที่เป็นจัดส่งสินค้าแบบ On Demand อย่างลาล่ามูฟ และแกร็บด้วย แต่มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า

แต่ DHL Parcel Metro ใช้จุดเด่นที่ชื่อชั้นของแบรนด์ที่แข็งแกร่งน่าเชื่อถือมีระบบตรวจสอบสถานะการจัดส่งแบบเรียลไทม์ผ่านแอพพลิเคชั่น

โดยที่ในอนาคตมีแผนที่จะไปเปิดให้บริการในต่างจังหวัด อาจจะเริ่มที่หัวเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา

สรุป

ตลาดโลจิสติกส์มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาเจ้าใหญ่ในไทยทั้งไปรษณีย์ไทยและผู้เล่นต่างชาติก็ออกบริการใหม่ๆ เพื่อจับลูกค้าให้อยู่หมัดเป็นสัญญาณอันดีที่ผู้บริโภคจะได้รับบริการที่ดีสะดวกสบายมากขึ้นนั่นเอง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/dhl-ecommerce-parcel-metro-same-day-delivery/

Grab จับมือกับ Shopee บริการส่งสินค้าแบบ Same-Day ในมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

Grab ประกาศความร่วมมือกับ Shopee โดยเตรียมให้บริการจัดส่งสินค้าแบบภายในวันเดียวกับที่สั่งซื้อ (Same-Day Delivery) เฉพาะในพื้นที่เมืองมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยจำกัดเฉพาะร้านค้าบางราย และคำสั่งซื้อต้องอยู่ระหว่างเวลา 9 นาฬิกา ถึง 18 นาฬิกา ของวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ภายใต้ชื่อบริการ GrabExpress

ถึงแม้ความร่วมมือนี้จะมีเฉพาะในฟิลิปปินส์ แต่เนื่องจากทั้ง Grab และ Shopee ต่างให้บริการอยู่ในประเทศไทยและอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเป็นไปได้ว่าอาจมีการขยายพื้นที่ในอนาคต

ก่อนหน้านี้ Anthony Tan ซีอีโอ Grab กล่าวว่า 4 ธุรกิจสำคัญของ Grab คือการเดินทาง, ส่งอาหาร, บริการทางการเงิน และประกาศเพิ่มบริการขนส่งสินค้า เป็นธุรกิจสำคัญตัวใหม่ของบริษัท

ที่มา: Grab และ Tech In Asia

alt="Grab x Shopee"

from:https://www.blognone.com/node/103282