คลังเก็บป้ายกำกับ: mac

Brightness Slider ปรับแสงหน้าจอนอก (External Monitor) ที่เชื่อมต่อกับ MacBook

Brightness Slider Cover

MacBook มีความสะดวกในการใช้งานที่สามารถพกพาไปได้ทุกที่ทั้งรูปลักษณ์ที่ดูเรียบหรู แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน ฯลฯ แต่ทว่าก็มีหลายคนที่ใช้ MacBook ในการเชื่อมต่อกับจอแสดงผลภายนอกหรือ External Monitor หนึ่งปัญหาที่เจอคือ เราจะปรับความสว่างหน้าจอนอกนั้นได้อย่างไรแบบง่ายๆ ไม่ต้องหาอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติม วันนี้เรามีแนวทางมาบอก

Brightness Slider ปรับแสงหน้าจอนอก (External Monitor) ที่เชื่อมต่อกับ MacBook

ที่มามาปัญหาเกิดจากการต่อ MacBook Pro เข้ากับหน้าจอมอนิเตอร์ภายนอก ซึ่งแสงนั้นจะสว่างค่อนข้างมาก ยิ่งโดยเฉพาะช่วงกลางคืนแสงจ้าหนักมากทีเดียว ปกติแล้วการปรับแสงของจอมอนิเตอร์ภายนอกนั้นจะเป็นการกดปุ่มที่มาพร้อมจอแต่ทว่ามันจะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถปรับจากตัว MacBook ได้เลยที่ไม่ต้องไปกดที่ปุ่มบนมอนิเตอร์นั้น

Brightness Slider Mac App Store

วิธีแก้ปัญหานี้อีกหนึ่งแนวทางคือติดตั้งแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า Brightness Slider ซึ่งดาวน์โหลดได้ฟรีจาก Mac App Store เมื่อติดตั้งเสร็จพร้อมเปิดใช้งานเราจะเห็นไอคอนแอปที่ Status Bar แบบนี้

Brightness Slider On Mac Status Bar

ให้คลิกที่ไอคอนดังกล่าวแล้วเลื่อนขึ้นลงเพื่อปรับความสว่างของหน้าจอได้เลย

Brightness Slider Adjust

นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่าเพื่อให้กดคีย์ลัดบนคีบอร์ดได้ โดยกดที่เมนูรูปเฟือง แล้วเข้าไปกำหนดคีย์ลัดตามต้องการ

Brightness Slider Shortcut

เพียงเท่านี้เราก็จะปรับแสงของหน้าจอของทั้ง MacBook และของจอนอกได้แล้วโดยที่ไม่ต้องกดปุ่มที่หน้าจอนอกให้เมื่อยครับ

จากการใช้งานก็ยังพบว่ามีบัคอยู่บ้างเช่น เมื่อกดเพื่อหรือลดแสงหน้าจอ ที่ระดับ 100-50% แรกจะลดแสงที่หน้าจอ MacBook ก่อนจากนั้นอีก 51-0% นั้นถึงจะเป็นการลดแสงที่หน้าจอนอกแทนครับ และหากแอปมีการปรับแสงที่ไม่เป็นไปทั้งจอก็แก้ปัญหาด้วยการปิดแล้วเปิดแอปใหม่ก็จะกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

ดาวน์โหลด Brightness Slider ฟรีที่ Mac App Store

from:https://www.iphonemod.net/adjust-external-monitor-brightness-with-mac-using-brightness-slider.html

Advertisements

Affinity Publisher เปิดตัวเวอร์ชัน Public beta ให้ทดสอบฟรี สำหรับ Mac และ Windows

Affinity Publisher Release Beta Test Free

Affinity Publisher โปรแกรมคู่แข่งกับ Adobe InDesign ที่ใช้สำหรับจัดวางเอกสารและการตกแต่งภาพกราฟฟิค ล่าสุด Serif ผู้พัฒนาก็ได้เปิดตัวโปรแกรม Affinity Publisher เวอร์ชัน Public beta ให้ผู้ใช้ได้ดาวน์โหลดไปทดสอบกันฟรี สำหรับ Mac และ Windows

Affinity Publisher เปิดตัวเวอร์ชัน Public beta ให้ทดสอบฟรี สำหรับ Mac และ Windows

Affinity Publisher เป็นโปรแกรมใหม่ล่าสุดที่ใช้สำหรับทำงานด้านกราฟฟิครูปแบบการจัดวางเอกสาร เช่น การทำหนังสือ การทำเทมเพลตสไลด์ เป็นต้น ซึ่งตัวเวอร์ชัน Public beta เป็นเวอร์ชันสำหรับการทดสอบที่ให้ผู้ใช้ได้ดาวน์โหลดไปทดสอบกันได้ฟรี และรายงานปัญหาที่พบได้

Affinity Publisher Release Beta Test Free 1

แน่นอนว่าเวอร์ชัน Public beta อาจจะมี Bug หรือข้อผิดพลาดมากมาย ทางบริษัทจึงไม่แนะนำให้ใช้กับงานจริงที่สำคัญๆ รวมถึงการปล่อยเวอร์ชันแรกนี้ ฟีเจอร์ที่มีก็อาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบมากนัก

สำหรับใครสนในทดสอบก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดกันได้ที่ Affinity Publisher Beta ส่วนใครที่ยังใช้ไม่เป็นหรือไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ทาง Serif ก็มีวิดีโอ Tutorial สอนการใช้งานเบื้องต้นให้ชม

สเปคที่รองรับสำหรับ Mac

  • อุปกรณ์ : Mac Pro, iMac, iMac Pro, MacBook, MacBook Pro, MacBook Air and Mac mini
  • โปรเซสเซอร์ : Intel 64-bit Core 2 Duo or better (from 2007)
  • หน่วยความจำ : RAM 2GB ขึ้นไป
  • OS : macOS 10.11 El Capitan, macOS 10.12 Sierra, macOS 10.13 High Sierra, macOS 10.14 Mojave beta, ส่วนการรองรับ Mavericks และ Yosemite จะเพิ่มเข้ามาเร็วๆ นี้
  • ฮาร์ดดิสท์ : พื้นที่ใช้งานอย่างน้อย 1.04GB ไม่รองรับการติดตั้งกับแฟลชไดรฟ์หรืออุปกรณ์ภายนอกอื่นๆ
  • การแสดงผล : หน้าจอความละเอียด 1280×768 หรือมากกว่า

สเปคที่รองรับสำหรับ Windows

  • Hardware : PC ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Window และรองรับการใช้เมาส์ , การ์ดจอรองรับ DirectX 10 ขึ้นไป
  • หน่วยความจำ : RAM 2GB ขึ้นไป แต่แนะนำที่ 4GB
  • OS : Windows 10, Windows 8.1, Windows 7 (Service Pack 1, เปิดใช้ Aero)
  • ฮาร์ดดิสท์ : พื้นที่ใช้งานอย่างน้อย 593MB
  • การแสดงผล : หน้าจอความละเอียด 1280×768 หรือมากกว่า

แอปหรือโปรแกรมในเครือของ Serif ที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือ Affinity Photo และ Affinity Designer ที่นิยมใช้กันบน iPad สำหรับใครที่สนใจ Affinity Publisher ตัวใหม่ ก็ลองดาวน์โหลดมาทดสอบกันดูก่อนนะคะ

ขอบคุณ idownloadblog

from:https://www.iphonemod.net/affinity-publisher-release-beta-test-free.html

Apple เปิดคอร์สพิเศษ 30 นาที สอนแก้ไขภาพด้วยแอพพลิเคชั่น Photos สำหรับอุปกรณ์ iOS และ Mac

Apple เปิดโอกาสให้เจ้าของอุปกรณ์ iOS และ Mac ได้เรียนรู้วิธีการตัดต่อหรือแก้ไขรูปภาพด้วยแอพพลิเคชั่น Photos จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง แต่มีเวลาให้ 30 นาที และเป็นการสอนผ่านทางโทรศัพท์ ซึ่งแนะนำให้ใช้ระบบ Speakerphone หรือใช้ชุดหูฟัง เพื่อให้ผู้อบรมสามารถใช้งานแอพพลิเคชั่นไปพร้อมกับการฝึกสอนได้

Apple บอกว่าผู้ใช้งานจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องมือการแก้ไขภาพทั้งหมดในแอพ Photos เรียนรู้เกี่ยวกับการปรับแสงและสี รวมถึงการแก้ไข Live Photos การถ่ายภาพในโหมด Portrait ควบคู่กับการแนะนำวิธีการ Crop ภาพ และใส่ฟิลเตอร์

อย่างไรก็ตาม คอร์สพิเศษนี้มีให้บริการเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

ที่มา – Apple

from:http://www.flashfly.net/wp/227694

วิธีย้ายหลายแท็บพร้อมกันให้แยกเป็นหน้าต่างใหม่ ใน Chrome บน Mac และ Windows

How To Move Mulit Tab Chrome On Mac Windows

สำหรับคนที่ใช้ Chrome บน Mac และ Windows อยู่เป็นประจำ วันนี้ทีมงานมีวิธีการย้ายแท็บหลายๆ แท็บออกมาเป็นหน้าต่างใหม่ด้วยวิธีง่ายๆ มาชมกันเลย

วิธีย้ายหลายแท็บพร้อมกันใน Chrome บน Mac

คลิกเลือกแท็บที่ต้องการย้าย

How To Move Mulit Tab Chrome On Mac 2

กดปุ่ม command (⌘) ค้างไว้ จากนั้นให้คลิกเลือกแท็บอื่นๆ ที่ต้องการย้ายไปด้วย (สังเกตว่าแท็บที่เลือกจะมีพื้นหลังสว่างกว่าแท็บที่ไม่ได้เลือก)

How To Move Mulit Tab Chrome On Mac 2

ปล่อยปุ่ม command (⌘) และลากแท็บออกมาได้เลย

How To Move Mulit Tab Chrome On Mac 3

วิธีย้ายหลายแท็บพร้อมกันใน Chrome บน Windows

สำหรับใน Window ก็ทำคล้ายกันแต่เปลี่ยนจากการกดปุ่ม command เป็นปุ่ม ctrl แทน

คลิกเลือกแท็บที่ต้องการย้าย

How To Move Mulit Tab Chrome On Windows 1

กดปุ่ม ctrl ค้างไว้ จากนั้นให้คลิกเลือกแท็บอื่นๆ ที่ต้องการย้ายไปด้วย (สังเกตว่าแท็บที่เลือกจะมีตัวหนังสือเป็นสีดำ ส่วนแท็บที่ไม่ได้เลือกตัวหนังสือจะเป็นสีเทา)

How To Move Mulit Tab Chrome On Windows 2

ปล่อยปุ่ม ctrl  และลากแท็บออกมาได้เลย

How To Move Mulit Tab Chrome On Windows 3

และนี่ก็เป็น Tip เล็กๆ น้อยๆ ที่นำมาฝากให้ผู้ใช้ Chrome ที่ยังไม่เคยทราบมาก่อนได้ชมและทดลองนำไปใช้กันนะคะ ซึ่งสามารถทำงานได้ทั้งบน Mac และ Window เลย

ขอบคุณ idownloadblog

from:https://www.iphonemod.net/how-to-move-mulit-tab-chrome-on-mac-windows.html

วิธีตั้งค่ารูปหน้าปัดนาฬิกา Apple Watch เป็นภาพพักหน้าจอบน Mac

How To Set Screensaver Applewatch Face On Mac

สำหรับผู้ใช้อุปกรณ์ OS X ที่อยากจะมีภาพพักหน้าจอหรือ Screensaver สวยๆ วันนี้ทีมงานมีภาพพักหน้าจอรูปหน้าปัดนาฬิกาของ Apple Watch มาฝากให้ตั้งค่าเป็นภาพพักหน้าจอบน Mac กันค่ะ

Apple Watch มีหน้าปัดหลากหลายรูปแบบให้ผู้ให้ได้ตั้งค่าเป็นหน้าปัดนาฬิกาหรือ Apple Watch Face ได้ และวันนี้เราจะลองนำหน้าปัด Apple Watch เหล่านี้มาตั้งค่าเป็นภาพพักหน้าจอบน Mac ให้ดูสวยคลาสสิคบ้าง มาชมวิธีกันเลย

How To Set Screensaver Applewatch Face On Mac 11

วิธีตั้งค่ารูปหน้าปัดนาฬิกา Apple Watch เป็นภาพพักหน้าจอบน Mac

ดาวน์โหลดไฟล์ Screensaver และรูปภาพหน้าปัด Apple Watch ได้ที่ rasmusnielsen

How To Set Screensaver Applewatch Face On Mac 1

จากนั้นแตกไฟล์โดยการดับเบิ้ลคลิกที่ไฟล์ WatchOSX1.0.2.saver.zip

How To Set Screensaver Applewatch Face On Mac 2

จะได้ไฟล์ที่แตกออกมาในชื่อว่า WatchOSX.saver ให้ทำการคลิกขวาที่ไฟล์ WatchOSX.saver

How To Set Screensaver Applewatch Face On Mac 3

เลือก Open With > System Preferences (default)

How To Set Screensaver Applewatch Face On Mac 4

คลิกปุ่ม Open

How To Set Screensaver Applewatch Face On Mac 5

เครื่องจะเปิดหน้าจอการตั้งค่าภาพพักหน้าจอขึ้นมาให้ติดตั้ง ให้กดปุ่ม Install

How To Set Screensaver Applewatch Face On Mac 6

จากนั้นก็เลือกภาพพักหน้าจอรูปแบบหน้าปัด Apple Watch ได้เลย

How To Set Screensaver Applewatch Face On Mac 7

หลังจากที่ติดตั้งภาพพักหน้าจอรูปแบบหน้าปัด Apple Watch แล้ว ก็รอชมความสวยงามตามเวลาการพักหน้าจอบน Mac ที่เรากำหนดไว้ได้เลย สวยคลาสสิคไม่แพ้กับการแสดงผลบนหน้าปัด Apple Watch เลยนะคะ ถ้าหากสวยถูกใจก็อย่าลืมกดไลค์และแชร์ต่อให้เพื่อนๆ ได้ทราบกันด้วยนะคะ

How To Set Screensaver Applewatch Face On Mac 13

How To Set Screensaver Applewatch Face On Mac 12

How To Set Screensaver Applewatch Face On Mac 10

How To Set Screensaver Applewatch Face On Mac 9

How To Set Screensaver Applewatch Face On Mac 8

ขอบคุณ igeeksblograsmusnielsen

from:https://www.iphonemod.net/how-to-set-screensaver-applewatch-face-on-mac.html

โปรแกรมหรือแอปดีๆ สำหรับ Mac ที่ควรมีติดเครื่อง อัปเดต ส.ค. 2018

Mac App Must Have Aug 2018 Cover

เมื่อเดือนช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสอัปเกรดเครื่อง MacBook Pro 2018 ตัวใหม่แม้ว่า macOS จะติดตั้งแอปมาให้แล้วแต่ทว่ายังมีอีกหลายๆ แอปที่ต้องติดตั้งเพิ่มเพื่อให้ตอบสนองกับการใช้งานได้เต็มที่มากยิ่งขึ้น วันนี้จะมาแชร์ให้ได้ทราบกันว่ามีแอปไหนบ้างที่ติดตั้งเพิ่มและแอปเหล่านั้นใช้ทำอะไรบ้าง

โปรแกรมหรือแอปดีๆ สำหรับ Mac ที่ควรมีติดเครื่อง อัปเดต ส.ค. 2018

Mac App Must Have Aug 2018

รายชื่อแอปบนเครื่อง Mac ที่แอดต้องติดตั้งลงไปเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวันจะมีทั้งแอปที่ติดมาพร้อมกับ macOS และส่วนที่ลงเสริมเพิ่มเข้าไป ขอสรุปรวมกันและก็บอกว่าแอปนั้นๆ เอาไว้ทำอะไรบ้าง รายชื่อแอปมีดังนี้ครับ

  1. Safari (ฟรี มาพร้อม macOS) – เอาไว้เปิดท่องเว็บใช้บ่อยสุดชอบที่โหลดเร็ว จำรหัสผ่านพ่วงกับ iCloud Keychain ได้ ส่วนที่ไม่ชอบก็มีนะอย่างพวกไม่มี Fav icon แสดงที่แถบแต่ว่าเดี๋ยวจะมาพร้อม macOS Mojave แล้วก็ดู YouTube ไม่รองรับ 4K อันนี้ไม่ชอบอย่างหนัก แต่ก็ใช้งานทุกวันและบ่อยมาก
  2. Google Chrome (ฟรี) – เปิดท่องเว็บเหมือน Safari แต่เน้นใช้งานกับฝั่ง Google ชอบที่เพิ่ม User แยกบัญชีได้หลายคน, ลง Extension อื่นๆ เพิ่มได้เยอะ, ใช้งานกับ Google Drive และ Google Service ได้เต็มประสิทธิภาพ แน่นอนว่าดูวิดีโอ 4K บน YouTube ชัดแจ๋ว โหลดเลยแนะนำ
  3. Keynote (ฟรี มาพร้อม macOS) – ถ้าหากคุณเคยใช้งาน Microsoft PowerPoint ในการสร้างไฟล์นำเสนอผลงานหละก็ แอปนี้ก็เหมือนกันครับ จำว่ามันคือ PowerPoint จากฝั่ง Apple แล้วกัน ความดีงามของแอนปนี้มีเยอะมาก มีเทมเพลตให้เลือกใช้งานเยอะแถมการใช้งานก็สุดแสนจะง่าย หัดใช้งานเอาไว้รับรองจะหลงรัก อีกฟีเจอร์ที่เด็ดคือเราสามารถแก้ไขไฟล์นำเสนอพร้อมกันหลายๆ คนได้ในเวลาเดียวกันครับ
  4. Numbers (ฟรี มาพร้อม macOS) – แอปตารางเหมือนกับ Microsoft Excel ใส่ตัวเลข คำนวณข้อมูล การสร้างกราฟจากตัวเลขข้อมูลต่างๆ ทำได้เยี่ยมเช่นกัน สรรพคุณถ้าให้พูดนั้นก็คงบรรยายไม่หมดแต่บอกได้เลยว่าแอปนี้ของดีมากๆ และเจ๋งที่ Apple แถมมาให้ด้วยเลยไม่ต้องซื้อเพิ่มเหมือน Microsoft Office บน Windows
  5. Pages (ฟรี มาพร้อม macOS) – สำหรับงานพิมพ์เอกสาร Document ต่างๆ ที่เหมือนกับ Microsoft Word ก็คือแอปนี้นี่แหละครับ ใช้งานง่ายดาย มีเทมเพลตให้เลือก ใช้งานร่วมกับ iPhone iPad ซิงก์ไฟล์ผ่าน iCloud ก็สบายๆ แอปฟรีที่ Apple แถมมาให้พร้อม macOS ไปหัดลองใช้กับเถอะครับ
  6. Preview (ฟรี มาพร้อม macOS) – แอปสำหรับเปิดไฟล์อย่างรูปภาพ  PDF จุดเด่นคือสามารถแก้ไขไฟล์เหล่านั้นได้ เช่น เพิ่ม annotation, ปรับขนาดรูปภาพ, ปรับแสง, การใส่คอมเมนต์ลงไป, การเพิ่มหรือลบหน้าไฟล์ PDF ฯลฯ เห็นว่าเป็นแอปพื้นฐานแต่บอกเลยว่าความสามารถเหลือล้นจริงๆ
  7. Magnet (35 บาท) – แอปสำหรัปจัดหน้าต่างแอปบน Mac ให้แสดงผลบนจอใหญ่แบบเป็นสัดส่วนแบบ Snap Assist ของ Windows แอปที่ต้องมี ใช้งานง่ายและสะดวกมาก ชมการใช้งานที่นี่
  8. LINE (ฟรี) – ใช้งาน LINE Chat บน PC ทั้งแชทกลุ่มทำงาน กลุ่มเพื่อน กลุ่มครอบครัวพิมพ์ตอบได้รัวๆ ไม่ต้องง้อ iPhone ตอนนั่งเล่นหน้าคอมฯ
  9. Atom (ฟรี) – แอป text editor สำหรับแก้ไขไฟล์ text และหรับเหล่านักพัฒนาแอปพลิเคชันต่างๆ แอปนี้ดีที่ใช้งานได้ฟรี ลูกเล่นมีเยอะมากใครสายงาน Programer ต้องห้ามพลาด
  10. iMovie (ฟรี มาพร้อม macOS) – แอปตัดต่อวิดีโอสำหรับมือใหม่ มือสมัครเล่น แม้กระทั่งเด็กประถมก็สามารถใช้งานได้ คุณจะถ่ายรูปหรือวิดีโอจาก iPhone แล้วนำมาตัดต่อเพิ่มเติม ใส่เพลง ใส่ตัวหนังสือหรือจะสร้างหนังตัวอย่างง่ายๆ ก็ทำได้เช่นกัน แอปนี้ของดีที่บอกเลยว่าผู้ใช้ Mac มือใหม่ไม่ต้องไปหาแอปอื่นมาแทนที่ ถ้าใช้แอปนี้เป็นรับรองเลยว่า “งานดี”
  11. Final Cut Pro X (10,500 บาท) – แอปตัดต่อไฟล์วิดีโอขั้นสูงกว่า iMovie เวอร์ชันนี้หากใครต้องการตัดต่อวิดีโอเชิงลึกและใช้งานแสนงานพร้อมด้วย Plugin ต่างๆ ให้ใช้งานกันเยอะแยะแนะนำเลยว่าคุ้มใช้งานง่ายมาก
  12. mInstaller (ฟรี) – ปลั๊กอินเสริมสำหรับแอป Final Cut Pro X มีเทลมเพลตต่างๆ ในการตัดต่อวิดีโอให้เลือกมากมายไม่ว่าจะใส่ Text, ใส่ Effect หรือแม้กระทั่ง LUT สำหรับปรับโทนสีให้กับวิดีโอก็ทำได้อย่างง่ายและประหยัดเวลาได้อย่างเยอะ ส่วนเสริมใน mInstaller มีทั้งโหลดฟรีและต้องเสียเงินซื้อ แต่เชื่อเถอะว่าคุ้ม
  13. Affinity Photo (1,750 บาท) – ถ้าคุณคุ้นเคยกับ Photoshop แล้วหละก็แอปนี้ก็เหมือนกันครับ มันคือเครื่องมือตัดแต่งภาพขั้นเทพอีกหนึ่งตัว สาเหตุที่ผมเลือกมาใช้งานก็เพราะว่าแอปนี้ออกแบบมาเพื่อ Mac โดยเฉพาะ ประมวลผลเร็วมาก ใช้งานได้ง่ายและที่สำคัญจ่ายครั้งเดียวซื้อแอปและสามารถอัปเดตได้ตลอด อีกทั้งใช้งานร่วมกับ Affinity Photo เวอร์ชัน iPad ได้อีกด้วย
  14. Adobe Lightroom (เช่ารายเดือนเริ่มต้น 350 บาท) – แอปสำหรับการปรับแสงให้กับรูปภาพ ช่างภาพที่เล่นกล้องส่วนใหญ่ใช้แอปนี้กันหมดเลย ฟีเจอร์เยอะมากจนผมยังใช้งานไม่หมด ส่วนมากเอาไว้แต่งภาพที่ถ่ายมาเยอะๆ ปรับแสง ใส่ฟิลเตอร์และ export รูปพร้อมใส่ลายน้ำทีหละหลายๆ รูป ที่ยอมสมัคร Adobe Creative Cloud ก็เพราะแอปนี้แหละ
  15. mimoLive (ฟรี) – สำหรับการทำ Live ลง Facebook + YouTube แอปโหลดฟรีแต่ว่าต้องสมัครบริการรายเดือนหรือรายปี สิ่งที่ชอบคือแอปนี้ลูกเล่นเยอะมาก ทำ Live ลง YouTube + Facebook ได้พร้อมกันเลย, ใส่เอฟเฟกต์ต่างๆ ได้เยอะแยะ, เชิญคนอื่นมาออกรายการสดพร้อมกับเราได้ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน ตอบโจทย์มากๆ
  16. Napkin (1,400 บาท) – แอปนี้สำหรับตัดแปะภาพหรือจะเลือก capture รูปจากหน้าจอมาลงแล้วเพิ่มลูกศร ตัวหนังสือ หรือลูกเล่นอื่นๆ ก็สะดวกไปอีก
  17. Downie ($19.99) – ถ้าหากคุณเป็นสายดาวน์โหลดจาก YouTube, Facebook หรือเว็บอื่นๆ จากอินเทอร์เน็ต แอปนี้ช่วยได้ดีมากๆ ดาวน์โหลดเร็วและง่ายดายมากๆ แอปอัปเดตเรื่อยๆ ตามการอัปเดตของ YouTube สะดวกสำหรับใครต้องการโหลดคลิปมาตัดต่อ(อย่าลืมเช็คเรื่องลิขสิทธิ์ของคลิปนั้นๆ ด้วยนะ)
  18. Google+ Featured Photo Screensaver (ฟรี) – หากใครที่ใช้งาน Mac อยู่และกำลังมองหา Screensaver สวยๆ ไว้เปิดเมื่อตอนที่เราไม่ได้ใช้เครื่อง มีแอป Google+ Featured Photo Screensaver ดาวน์โหลดติดเครื่องไว้รับรองสวยแน่นอน ชมการใช้งานที่นี่
  19. Spotify (ฟรี)  แอปสำหรับฟังเพลงจาก Spotify ถ้าหากคุณใช้งานบน iPhone, iPad และอยากฟังบน Mac ก็โหลดแอปนี้มาลงได้เลย ชอบที่มีเพลงฟรีให้ฟังและ Playlist จัดได้โดนใจมากๆ เอาไว้ฟังชิวๆ หากต้องการฟังแบบคุณภาพเสียงที่สูงก็สมัครรายเดือนใช้งานได้เช่นกัน
  20. iTunes (ฟรี มาพร้อม macOS) – เทียบกับแอปฝั่ง Windows ก็คือ Windows Media Player นั่นเอง สำหรับ iTunes นั่นหลักๆ ก็เอาไว้เปิดไฟล์เพลงต่างๆ นอกจากนี้ก็เอาไว้ซิงก์ข้อมูลจัดการกับ iPhone, iPad พร้อมด้วยการเลือกซื้อหรือเช่าเพลง, ภาพยนต์, หนังสือ ฯลฯ จาก iTunes Store 
  21. FileZilla (ฟรี) – แอป FTP Client สำหรับสายพัฒนาเว็บที่ต้องการอัปโหลดหรือดาวน์โหลดไฟล์จากคอมพิวเตอร์ของเราขึ้นไปที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ แอปนี้ใช้งานง่าย ความเร็วดี ฟรีและอัปเดตบ่อย
  22. Mockuuups Studio – แอปสำหรับการทำ Mockup ภาพตัวอย่าง เช่น การนำภาพ screenshot ของ Mac, iPhone มาลงแอปนี้จะได้ภาพกราฟฟิกที่สวยๆ พร้อมนำไปใช้ในการนำเสนอผลงานต่อไป แอปโหลดฟรีแต่ต้องสมัครใช้งานรายเดือนอีกที เดือนละประมาณ $10 USD  (ปล. ภาพ Cove บทความนี้ก็ใช้แอปนี้ทำนะครับ ​:D)
  23. Vernissage Pro (489 บาท) – แอปนี้จะคล้ายคลึงกับ Mockuuups Studio แต่ว่าจะเน้นที่ภาพ screenshot นำมาต่อๆ กัน สามารถไปประยุกต์แต่งต่อในแอปอื่นๆ ได้ เหมาะกับการนำเสนอซอฟต์แวร์ที่พัฒนามาใช้กับสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์ไอทีอื่นๆ
  24. HandBrake (ฟรี) – แอปเพลงไฟล์วิดีโอแต่เดิมเอาไว้แปลไฟล์หนังแล้วโอนลง iPhone ข้อดีคือไฟล์ใหญ่ๆ จะเล็กลงเยอะมาก ปัจจุบันความสามารถนั้นก็ทำได้อยู่นะ แต่หลักๆ ผมจะใช้ย่อขนาดไฟล์คลิปที่ตัดต่อจาก Final Cut Pro X ย่อลงให้เล็กก่อนที่จะอัปโหลดขึ้น YouTube หรือ Facebook แอปนี้ดีมาก ฟรีด้วยแถมมี preset การแปลงไฟล์ให้เลือกได้ด้วย
  25. The Unarchiver (ฟรี) – ใช้สำหรับการแตกไฟล์พวก .zip, .rar
  26. Dropbox (ฟรี) – แอปของบริการ Cloud จาก Dropbox เอาไว้ซิงก์ไฟล์ที่อยู่บน Cloud กับเครื่อง Mac ได้ง่ายประหยัดเวลา
  27. Image Bucket Pro (249 บาท) – ใช้สำหรับย่อไฟล์รูปภาพพร้อมกันหลายๆ ไฟล์, ใส่ลายน้ำลงบนภาพถ่ายของเราพร้อมกันได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องพึ่งแอปอย่าง Lightroom นั่นคือความสามารถของแอปนี้ครับ ใช้งานง่ายและเสร็จรวดเร็วได้ผลตามที่ต้องการ
  28. ImageOptim (ฟรี) – แอปสำหรับลดขนาดไฟล์รูปภาพโดยที่ยังคงคุณภาพของรูปดเหล่านั้นเอาไว้ไม่ให้เสีย สิ่งที่ได้คือภาพความละเอียดเกือบเท่าเดิม ดูชัดเหมือนเดิมแต่เพิ่มเติมคือไฟล์เล็กลงกว่าเดิมมาก เหมาะสำหรับคนทำเว็บไซต์ที่ต้องอัปโหลดรูปขึ้นเว็บเพื่อให้รูปเหล่านั้นถูกโหลดมาแสดงผลได้เร็วมากยิ่งขึ้น
  29. MenuBar Stats  (179 บาท)– แอปสำหรับแสดงสถิติต่างๆ ของระบบ macOS บน Status Bar เพื่อดูว่าระบบนั้นเป็นเช่นไร ปกติเอาไว้ดูความเร็วของการดาวน์โหลดอัปโหลดของอินเทอร์เน็ต, ดูการทำงานของ CPU, ดูพื้นที่ที่เหลือของความจำในตัวเครื่อง ฯลฯ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มือประโยชน์อีกระดับสำหรับ Geek ทั้งหลาย
  30. Microsoft NFFS for Mac – ชื่อเดิม Paragon NTFS เป็นแอปที่ช่วยให้ macOS สามารถเขียนไฟล์ลงบน External Hard Drive ที่ File System เป็น NTFS ถ้าไม่ลงแอปนี้(หรือแอปทำนองเดียวกัน) จะทำได้แค่อ่านไฟล์ได้เท่านั้นแต่ไม่สามารถเขียนกลับไปได้
  31. VLC (ฟรี) – สำหรับเปิดไฟล์วิดีโอแทบจะรองรับทุกนามสกุลมีไว้แอปเดียวดูได้ครอบจักรวาล
  32. uTorrent – แอปสำหรับดาวน์โหลดไฟล์ .torrent จากอินเทอร์เน็ต

ทั้งหมดนี้เป็นแอปที่ติดตั้งลงเครื่อง Mac ของแอดที่เรียกว่าใช้งานครบทุกแอปตามสายงานสายอาชีพของแอดเองเลย สำหรับคนอื่นๆ ก็จะมีแอปที่ใช้งานแตกต่างกันออกไปตามหน้าที่การงานซึ่งมันมีอีกเยอะมากมายครับ เช่น นักดนตรี นักทำเพลง นักออกแบบหรือน้องสร้างงาน 3 มิติ, หมอ, เภสัชฯ, ครู ฯลฯ ก็จะมีแอปต่างๆ ที่ใช้งานกันอีกมากมาย

ยังมีแอปอื่นๆ อีกจะมาแนะนำให้ทราบในรอบต่อๆ ไปครับ

Mac App Store

Mac App Store

ใน iPhone, iPad มี App Store ให้ดาวน์โหลดแอปทั้งฟรีและเสียเงินไว้ใช้งาน บน Mac ก็มี Mac App Store ที่เป็นแหล่งรวมแอปต่างๆ เอาไว้ให้เลือกดาวน์โหลดตามความต้องการลองเราเช่นกัน ถ้าใครยังไม่เคยลองเข้าไปที่นี่ก็ลองเข้าไปเล่น ไปค้นหาแอปที่เหมาะกับเรามาไว้ใช้งานนะครับ ล็อคอินด้วย Apple ID ที่ใช้บน iPhone ก็จะสามารถโหลดแอปนั้นๆ มาใช้งานได้แล้ว

แอปอื่นๆ เพิ่มเติมดีๆ มีอีกเยอะแยะที่ไม่ได้กล่าวถึง ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีแอปไหนดีๆ อยากแบ่งปันหรืออยากแนะนำก็คอมเมนต์ไว้ได้เลยหรือจะอีเมลหาเราได้ที่ iphonemod.net@gmail.com นะครับ

Mac User Thailand

Mac User Thailand Cover

เรามีกลุ่มผู้ใช้งาน Mac ใน Facebook ที่คอยพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน เชิญทุกท่านเข้าร่วมได้ที่ https://goo.gl/vhGZRG ไม่มีค่าใช้จ่ายนะครับ

แล้วพบกันใหม่รอบหน้า

สวัสดีครับ, แอดมิน ต้อม

ข้อมูลเพิ่มเติม: แอปที่มาพร้อม macOS มีอะไรบ้าง?

from:https://www.iphonemod.net/mac-app-must-have-aug-2018.html

รีวิว G-DRIVE ฮาร์ดดิสก์ภายนอก ประสิทธิภาพสูง เพื่องานระดับมืออาชีพ

G Drive Cover

G-Technology เป็นแบรนด์ผู้ผลิตอุปรณ์จัดเก็บข้อมูลระดับพรีเมียม มีมากมายหลายรุ่น เช่น G-Drive (ที่ไม่ใช่ Google Drive) สำหรับใช้งานเฉพาะด้านที่ต้องการประสิทธิภาพสูง เช่น การตัดต่อ, การสำรองข้อมูล, ฯลฯ ซึ่งเป็นแบรนด์ในเครือของ WD (Western Digital) ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

G-DRIVE
G-DRIVE

G-DRIVE

จะเรียกว่าเป็น External Hard Drive ที่ออกแบบมาเพื่อ Mac เลยก็ว่าได้ (อันที่จริง Windows ก็ใช้งานได้เช่นกัน) เนื่องจากมีจุดเด่นอยู่ตรงที่ Thunderbolt 3, Thunderbolt 2, USB-C, USB 3.0 ช่วยให้สามารถดึงไฟล์ได้อย่างลื่นไหล เหมาะกับผู้ที่ต้องการสำรองไฟล์ขนาดใหญ่ หรือแม้กระทั่งการตัดต่อผ่านทาง External Hard Drive โดยตรงไม่ต้องโหลดลงเครื่อง

G Drive (2)

รุ่นที่รีวิว

  1. G-DRIVE mobile USB-C
  2. G-DRIVE with Thunderbolt 3
  3. G-DRIVE Mobile with Thunderbolt
G-DRIVE mobile USB-C
G-DRIVE mobile USB-C
G-DRIVE mobile USB-C
G-DRIVE mobile USB-C

G-DRIVE mobile USB-C

เริ่มต้นที่ตัวแรกมาพร้อมกับเทคโนโลยี USB-C ความเร็วสูงสุด 140MB/s ความจุ 1-2 TB การเชื่อมต่อเป็น USB-C และ USB 3.1 Gen 1 มีสายให้ทั้งหมดสองเส้น สามารถเลือกใช้งานกับ MacBook Pro ได้โดยไม่ต้องผ่านตัวแปลงให้ยุ่งยาก วัสดุแข็งแรงระดับอลูมิเนียม

G-DRIVE Mobile with Thunderbolt
G-DRIVE Mobile with Thunderbolt
G-DRIVE Mobile with Thunderbolt
G-DRIVE Mobile with Thunderbolt

G-DRIVE Mobile with Thunderbolt

สำหรับรุ่นนี้ก็จะคล้าย ๆ กับตัวด้านบนเพียงแต่มีพอร์ตการเชื่อมต่อได้ทั้ง Thunderbolt 2 และ USB 3.0 มีสายให้ทั้งหมดสองเส้น ภายในเป็นฮาร์ดดิสก์ชนิด 7200RPM ความจุ 1 TB สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 136MB/s และหากคุณใช้ MacBook Air ก็สามารถเสียบกับ DisplayPort ได้โดยตรง

ทดสอบใช้งานจริง
ทดสอบใช้งานจริง

ทดสอบใช้งานจริง G-DRIVE mobile USB-C และ G-DRIVE Mobile with Thunderbolt ผ่านทาง MacBook Pro 15″ (2017) ตามสเปคแล้วการใช้งานอาจไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่นัก ได้ความเร็วประมาณ 135-140MB/s ตามที่โฆษณาเอาไว้ External HDD ทั่วไปตามท้องตลาดจะทำความเร็วได้สูงสุดประมาณ 80-100MB/s ยกเว้นพวก External SSD อันนั้นจะเร็วกว่าเยอะ แต่ราคาโดดไปหลักหมื่น

G-DRIVE mobile USB-C vs G-DRIVE Mobile with Thunderbolt
G-DRIVE mobile USB-C vs G-DRIVE Mobile with Thunderbolt

เปรียบเทียบขนาดรุ่น Thunderbolt จะหนากว่าประมาณเท่าตัวนึง แต่หากโน้ตบุ๊กของคุณเป็นรุ่นใหม่ และไม่ได้ใช้พอร์ต Thunderbolt 2 ก็แนะนำไปเป็น USB-C จะประหยัดและได้ขนาดที่เล็กกว่า

G-DRIVE with Thunderbolt 3
G-DRIVE with Thunderbolt 3
G-DRIVE with Thunderbolt 3
G-DRIVE with Thunderbolt 3
G-DRIVE with Thunderbolt 3
G-DRIVE with Thunderbolt 3
G-DRIVE with Thunderbolt 3
G-DRIVE with Thunderbolt 3

G-DRIVE with Thunderbolt 3

ตัวสุดท้ายเป็นรุ่นใหญ่ที่เป็นพระเอกของเรา ให้ประสิทธิภาพสูงสุดผ่านทาง Thunderbolt 3 อีกทั้งยังรองรับ USB-C อีกพอร์ตแยกต่างหาก USB-C กับ Thunderbolt 3 ต่างกันอย่างไร มีให้เลือกตั้งแต่ 4-12 TB และก็มั่นใจได้ด้วยฮาร์ดดิสก์เกรด Enterprise-Class ทนทานกว่าเกรดทั่วไป

แถมยังรองรับการอัปเกรดในอนาคตด้วยการเชื่อมต่อแบบ Daisy-Chaining จำนวน 6 อุปกรณ์ ช่วยให้สามารถใช้แบนด์วิชท์ได้อย่างคุ้มค่า หรือจะเอาไปต่อกับอุปกรณ์อื่นอย่างหน้าจอก็ยังได้ ไม่จำเป็นต้องพก Hub แยกต่างหาก แต่หากใช้จะใช้ร่วมกับอุปกรณ์เก่าอย่าง USB 3.0 ก็สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องแปลง

G Drive (13)

ความเร็วสูงสุดที่โฆษณาไว้ก็คือ 250MB/s และเมื่อทดสอบจริงได้ประมาณ 235MB/s ถือว่าใกล้เคียงมากครับ และเนื่องจากเป็นฮาร์ดดิสก์ภายนอกขนาดใหญ่ 3.5″ จึงจำเป็นที่จะต้องจ่ายไฟแยก (เสียบปลั๊ก) แลกกับการที่ได้ความจุที่มากขึ้นและความเร็วโอนถ่ายที่ีรวดเร็วขึ้น รวมถึงการรับประกัน 5 ปี

G Drive (14)

โดยรวมแล้ว G-DRIVE อาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบต่อความจุ แต่สิ่งที่ได้คือความมั่นใจในการใช้งาน เริ่มตั้งแต่วัสดุที่เป็นอลูมิเนียมไม่ใช่พลาสติก พอร์ตการเชื่อมต่อเฉพาะที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ Mac และ Windows (ในบางรุ่น) กลุ่มลูกค้าจึงเป็นพวกสตูดิโอหรืองานตัดต่อระดับมืออาชีพมากกว่า

G Drive (15)

และหากใครสนใจสามารถหาซื้อกันได้ที่ Studio7

from:https://www.iphonemod.net/review-g-drive.html