คลังเก็บป้ายกำกับ: MACBOOK_PRO

Apple – สามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ MacBook ขึ้นมาอันดับ 4 ของปี 2017 จากการที่เน้นเพียงตลาดพรีเมียม

สำหรับข่าวนี้นั้นถือว่าเป็นเรื่องดีๆ ของทาง  Apple เขาหล่ะครับเมื่อบริษัทสำรวจตลาดอย่าง TrendForce ได้ออกมาเผยข้อมูลเอาไว้ว่าในปี 2017 ที่ผ่านมานั้น Apple สามารถที่จะทำการส่งออกผลิตภัณฑ์ในสาย MacBook ไม่ว่าจะเป็น MacBook, MacBook Air และ MacBook Pro ได้ติดอันดับ 1 ใน 10 ของผู้จัดจำหน่ายโน๊ตบุ๊คทั้งหมดทั่วโลกครับ

TrendForce ยืนยันว่า Apple สามารถที่จะส่งออกโน๊ตบุ๊คได้จำนวนมากกว่า ASUS ในปี 2017 ที่ผ่านมาทำให้ทาง Apple นั้นขึ้นมาอยู่อันดับที่ 4 ของผู้ส่งออกโน๊ตบุ๊คทั้งหมดประจำปี 2017 ด้วยเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งในตลาดที่ 10.4 % ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาช่วยให้ Apple มียอดจำหน่ายสูงขึ้นก็คือ MacBook Pro ทั้งหมดที่เปิดตัวออกมาในช่วงเดือนมิถุนายนของปี 2017 โดยทาง Apple นั้นสามารถส่งออก MacBook Pro ได้มากถึง 18% ของผลิตภัณฑ์ MacBook ทั้งหมดครับ

อย่างไรก็ตามแต่แล้วเรื่องนี้นั้นถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับเพราะทาง Apple นั้นไม่สนใจตลาดในระดับอื่นเลยนอกจากตลาดผู้ใช้ระดับพรีเมียมเท่านั้น ในขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นที่อยู่ในตารางไม่ว่าจะเป็น HP, Lenovo หรือ Dell ต่างก็มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมอยู่ในทุกตลาด งานนี้เรียกว่า Apple นั้นเขาแน่จริงครับเน้นแค่ตลาดเดียวแต่ยังคงสามารถทำยอดส่งออกได้ดีขนาดนี้

ที่มา : macrumors

from:https://notebookspec.com/macbook-lineup-represented-estimated-1-in-10-notebooks-shipped-worldwide-last-year/432190/

Advertisements

MacBook Pro อาจไม่มีการอัพเดทที่สำคัญในปี 2018 อ้างอิงจากแหล่งข่าววงในซัพพลายเออร์

แหล่งข่าวในไต้หวัน เชื่อว่า Apple จะไม่มีการอัพเดท MacBook Pro ที่สำคัญในปีนี้ หลังจากพบว่ามีการแบ่งคำสั่งซื้อจาก Quanta ไปยัง Foxconn เพื่อลดความเสี่ยงและต้นทุน ดังนั้น จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านการออกแบบอย่างแน่นอน

DigiTimes รายงานว่า การแบ่งคำสั่งซื้อของ Apple ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าความต้องการ MacBook Pro ยังคงแข็งแกร่ง โดยมีการลดคำสั่งซื้อจาก Quanta ลงประมาณ 30% จากเดิมที่มีส่วนแบ่งถึง 80% และนำไปเพิ่มให้กับ Foxconn จึงคาดว่าตอนนี้ทั้ง 2 บริษัท ได้รับคำสั่งซื้อ MacBook Pro ในปริมาณเท่ากัน

Apple มักจะใช้บริการซัพพลายเออร์หลายราย เพื่อลดความเสี่ยงด้านอุปทาน อีกทั้งยังสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ เพราะจะเกิดการแข่งขันของซัพพลายเออร์ เพื่อแย่งคำสั่งซื้อ

ปัจจุบัน Quanta เป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ในการจัดหาแล็ปท็อป โดยมี HP, Apple, Acer และ Asus เป็นลูกค้ารายใหญ่ ในปีที่ผ่านมา Quanta สามารถจัดส่งแล็ปท็อปได้ 38.7 ล้านเครื่อง เติมโตขึ้น 5% เมื่อเทียบกับปี 2016 และยังเห็นอัตราการเติบโตขึ้นอีกเล็กน้อยในปี 2018

ถึงแม้ MacBook Pro จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญด้านการออกแบบ แต่ไม่ได้หมายความว่าฮาร์ดแวร์ภายในจะไม่ได้ถูกอัพเกรด ซึ่งยังมีความเป็นไปได้ที่ Apple จะอัพเกรดโปรเซสเซอร์เป็นรุ่นใหม่ และเพิ่มตัวเลือกด้วย RAM 32GB

ที่มา – DigiTimes

from:http://www.flashfly.net/wp/205444

Apple Scoop – 5 เรื่องเข้าใจผิด ของคนใช้ MacBook, MacBook Pro, iMac, Mac Pro, Mac mini ที่คุณควรรู้ !!!

เครื่อง Mac เป็นคอมพิวเตอร์ของทาง Apple ที่เชื่อว่าหลายๆ คนคงอยากได้จับจองมาเป็นเจ้าของกัน โดยถ้าเป็นในส่วนของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะก็จะมี Mac mini, iMac และ Mac Pro หรือถ้าเป็นคอมพิวเตอร์แบบพกพาก็จะเป็น MacBook, MacBook Air และ MacBook Pro ซึ่งอย่างที่รู้ดีกันอยู่แล้วก็คือ Mac เป็นคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบได้อย่างสวยหรู มีความโดดเด่น มาพร้อมระบบปฏิบัติการที่ใช้งานง่ายและมีความสเถียรสูงอย่าง macOS นอกจากนี้ยังมีของแต่งมากมาย ไม่ว่าจะเป็นส่วนของฮาร์ดเคสกันรอยหลากสีที่เราเลือกใส่ได้ตามใจ รวมไปถึงมีฟิล์มกันรอยติดรอบเครื่อง

ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ายังมีผู้ใช้งาน Mac บางคนบางท่าน ที่จะเข้าใจความเป็น Mac จริงๆ หรือข้อจำกัดต่าง โดยในบทความนี้แอดมินโป้งก็เลยจะมาพูดคุยในเรื่องของสิ่งที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับ Mac กัน 5 เรื่องโดยเรื่องเหล่านั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน หรือเป็นเรื่องที่บอกต่อกันมา รวมไปถึงเป็นเรื่องที่ใครๆ เขาก็ทำกัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่อง Mac, MacBook หรือ macOS ก็ตาม ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าเท็จจริงแค่ไหน ฉะนั้นบทความนี้เราจะมาพูดถึงประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Mac ที่เราควรทราบและทำความเข้าใจกันซักหน่อย แน่นอนว่าถ้าอ่านแล้วชอบก็แชร์ให้คนรอบข้างอ่านกันได้

1. macOS ไม่มีไวรัส

ต้องเรียกว่า macOS เป็นเรื่องแรกๆ ที่ผู้คนส่วนมากที่ใช้ Mac หรือไม่ใช่ Mac ก็ตาม มีความเข้าใจผิดๆ กัน (รวมถึงคนขายตามหน้าร้านด้วย ฮา) ว่าระบบปฏิบัติการ macOS ของ Mac นั้นไม่มีไวรัสอยู่เลย ความเป็นจริงแล้วต้องบอกว่ามีนะครับ แต่ก็ถือว่าพบเจอได้น้อยมาก เพราะด้วยระบบปฏิบัติการ macOS ยังมีสัดส่วนน้อยกว่า Windows อยู่มาก ทำให้บรรดาคนเขียนไวรัสขึ้นมานั้นมีสัดส่วนที่น้อยตามไปด้วย เอาเป็นว่าถ้าใครใช้ Mac แล้วบังเอิญติดไวรัสบน macOS ก็ถือว่าโชคดี อารมณ์ประมาณนกบินมาอึใส่หัวก็แล้วกันนะครับ (ฮา) เว้นแต่ไปเข้าเว็บที่สุ่มเสี่ยงนะ

อย่างไรก็ตามมีสิ่งหนึ่งที่ควรทราบก็คือ บนเครื่อง Mac นั้นมีโอกาสที่จะเป็นพาหะนำไวรัสบน Windows จากเครื่องไปติดอีกเครื่องหนึ่งได้เป็นอย่างดี โดยผ่านทางฮาร์ดดิสก์หรือแฟลชไดร์ฟที่ก๊อบไฟล์ข้ามกันไปมา ฉะนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือหมั่นสแกนไวรัสสื่อบันทึกต่างๆ ด้วยโปรแกรมสแกนไวรัสของฝั่ง Windows กันบ้างนะครับ ยังไงก็กันไว้ดีกว่าแก้ (เพราะเดี๋ยวจะโดนคนใช้ Windows หาว่า macOS จากเครื่อง Mac เอาไวรัสมาติดนะ)

 

2. macOS บนเครื่อง Mac ไม่มีวันแฮงค์หรือพัง

แม้ระบบปฏิบัติการ macOS ที่ใช้งานใน Mac จะได้รับการโฆษณาจากทาง  Apple ว่ามีความสเถียรที่สูงหรือไว้ใจได้มากเพียงใด ก็ต้องบอกว่าในส่วนของการใช้งานจริงนั้นบน macOS นานๆ ทีก็มีอาการหลอนบ้างในบางครั้ง โดยจากประสบการณ์ใช้งาน macOS ด้วยตนเองที่ผ่านมานั้น พบว่ามีอาการแฮงค์หรือค้างไปบ้างในบางเวลา เฉลี่ยแล้วก็ตกปีละประมาณ 2 ครั้ง รวมไปถึงยังมีกรณีที่เปิดไม่ติดเลย ซึ่งก็ต้องอาศัยการ Restore จาก Time Machine ของ macOS เข้าช่วยเหมือนกัน (อันนี้เป็นอยู่ 2 ครั้ง)

แน่นอนว่าความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ฉะนั้นก็ไม่ควรที่จะวางใจในส่วนของระบบปฏิบัติการ macOS ของเครื่อง Mac แบบ 100% เป็นไปได้ผู้ใช้งานเองก็ควรที่จะ Backup ข้อมูลบน macOS เอาไว้บ้าง เพราะสมมุติว่าข้อมูลหายไปหรือเครื่องเปิดไม่ติดขึ้นมาจริงๆ เราคงต้องได้รับความลำบากอย่างแน่นอน ซึ่งถ้าคิดให้ดีขนาด macOS เองยังต้องมี Time Machine โปรแกรม Backup ติดตั้งมาให้เลย ซึ่งต้องบอกว่าถ้าใครไม่เคยใช้งานเลยก็แนะนำให้เปิดใช้งานบน macOS กันนะครับ ยังไงก็ปลอดภัยไว้ก่อน

3. Mac ใส่ฮาร์ดเคสหรือติดกันรอยรอบตัวเครื่อง

นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงเรื่องหนึ่งทีเดียว เพราะคนส่วนมากที่ใช้งาน MacBook ที่ไม่ว่าจะ MacBook, MacBook Air หรือ MacBook Pro นั้นทำกัน นั่นก็คือการซื้อฮาร์ดเคสมาใส่ โดยถ้าใครนึกอุปกรณ์เสริมอย่างฮาร์ดเคสบน Mac ไม่ออก ก็ต้องบอกว่าอารมณ์เหมือนกับเคสมือถือที่เราใส่กันทั่วไปเลยซึ่งเป็นตัวช่วยในเรื่องของความสวยงามหรือกันรอย ที่โดยส่วนมากนั้นฮาร์ดเคสของ MacBook จะมีอยู่สองชิ้นด้วยกันก็คือ ชิ้นบนไว้ครอบฝาจอ และอีกชิ้นไว้ครอบฝาเครื่อง หรืออีกหนึ่งประเภทกันรอยก็คือ ฟิล์มกันรอย ซึ่งจะเป็นลักษณะฟิล์มใส โดยการใช้งานก็จะเป็นการติดรอบตัวเครื่อง Macทั้งหมด เพื่อป้องกันรอยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเครื่องแบบไม่คาดคิดได้

 

รู้หรือไม่ว่าการที่เราจับเอา MacBook ไปใส่ฮาร์ดเคสหรือติดฟิล์มกันรอยรอบตัวเครื่องนั้น เป็นการทำร้ายเครื่องสุดที่รักของเราทางอ้อม เพราะ MacBook นั่นอาศัยการระบายความร้อนด้วยตัวเครื่องที่วัสดุทำจากโลหะที่มีคุณสมบัตินำความร้อนได้เป็นอย่างดี ซึ่งเมื่อเราเอาฮาร์ดเคสหรือติดฟิล์มกันรอยมาติดนั้น ทำให้การนำความร้อนออกจากตัวเครื่องทำไม่ได้อย่างเต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น ส่งผลให้ตัวเครื่องภายในสะสมความร้อนมากยิ่งขึ้น พัดลมทำงานหนักขึ้น แน่นอนว่าจะให้อายุ MacBook ของเราสั้นลงกว่าที่ควรแน่นอน

  

แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดๆ จากประสบการณ์ตรงเลยว่า ประสิทธิภาพจะตกลงไปแบบรู้สึกได้ ด้วยการใช้งาน MacBook Pro Retina 15 (Late 2013) ในการเล่นเกม DOTA 2 โดยก่อนใส่เฟรมเรทจะอยู่ที่ประมาณ 50 -60 fps แต่พอใส่ฮาร์ดเคสเข้าไปแล้วพบว่าเฟรมเรทนั้นตกลงมาเหลือที่ประมาณ 30 fps เท่านั้น หรือบางช่วงเวลาก็รู้สึกกระตุกเลย หรือแม้แต่การใช้งานทั่วไปก็สังเกตได้จากพัดลมเครื่องว่าหมุนรอบจัดกว่าการไม่ใส่ฮาร์ดเคสพอสมควรทีเดียว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าด้วยความที่ MacBook Pro Retina ที่ติดตั้งชิปประมวลผล Core i7 และการ์ดจอแยก แน่นอนว่าทำให้เครื่องนั้น ปกติแล้วก็ร้อนกว่า MacBook Air หรือ MacBook อยู่แล้ว ทำให้เห็นผลได้ชัดกว่าเมื่อใส่ฮาร์ดเคส แต่ก็เชื่อได้ว่าหากเราไปใส่ฮาร์ดเคสกับ MacBook Air หรือ MacBook แล้ว เครื่องต้องร้อนกว่าปกติอย่างเลี่ยงไม่ได้แน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ไม่ใส่ฮาร์ดเคสจะดีที่สุด แต่ถ้าใครกังวลว่าตัวเครื่องจะเป็นรอยก็ใส่ได้ แต่ก็ต้องรับในเรื่องข้อเสียที่จะเกิดขึ้นให้ได้เหมือนกันนะ

4. Mac ติดซิลิโคนคีย์บอร์ดเพื่อกันฝุ่น

แม้ว่าซิลิโคนคีย์บอร์ดของ Mac และ MacBook ที่ผลิตโดยผู้ผลิตอุปกรณ์เสริมชั้นนำจะออกแบบมาเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ทั้งในเรื่องของความเข้ากันของแต่ละปุ่มแต่ละช่องบน Mac รวมไปความสวยงามและวัสดุที่นำมาใช้ผลิตก็เป็นวัสดุชั้นดี ซึ่งข้อดีของการใช้งานซิลิโคนคีย์บอร์ดก็คือ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองไม่ให้ตกลงไปในช่องว่างของคีย์บอร์ดรวมไปถึงไม่ให้ปุ่มอักษรบน Mac ลอกอีกทั้งยังเสริมความสวยงาม ที่ในความเป็นจริงก็ต้องบอกว่าเรื่องฝุ่นช่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะยังไงเรื่องของฝุ่นก็คงหนีไม่พ้นอย่างแน่นอน ข้อแนะนำก็คือให้หลีกเลี่ยงใช้ Mac บริเวณที่ฝุ่นเยอะ หรือยังไงก็ซื้อลูกยางเป่าลม มาค่อยเป่าไว้ก็จะดีกว่า

สำหรับข้อเสียในส่วนของคนที่ใช้ซิลิโคนคีย์บอร์ดของ MacBook ก็คือ ทำให้ระบายความร้อนได้แย่ลง แม้หลายๆ คนอาจจะคิดว่าช่องระบายความร้อนบนเครื่อง Mac ที่ติดตั้งมาให้ในโน้ตบุ๊กก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่อันที่จริงต้องเข้าใจว่าธรรมชาติของอากาศร้อนนั้นจะลอยขึ้นที่สูงแล้วการนำแผ่นซิลิโคนมาปิดไว้เหนือแป้นคีย์บอร์ดจะทำให้ความร้อนติดอยู่ที่แผ่นซิลิโคนและย้อนกลับเข้าไปในเครื่อง ทำให้ตัวเครื่องเกิดความร้อนสูงขึ้นและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น อย่างไรก็ตามการที่ขัดขวางการระบายความร้อนด้วยการติดซิลิโคนคีย์บอร์ด อาจจะไม่เห็นผลชัดเจนเท่ากับการใส่ฮาร์ดเคส แต่ถ้าเป็นไปได้หลังจากได้อ่านบทความนี้แล้ว ก็ลองพิจารณากันดูเองนะครับ

 

5. เครื่อง Mac ไฟดูดเพราะเครื่องไฟรั่ว

ในชุดจัดจำหน่ายของ MacBook รุ่นใหม่ๆ ตัวอแดปเตอร์จะเป็นมาตรฐาน USB-C จะมาพร้อมกับหัวปลั๊กแบบเดียวคือ เป็นแบบ 2 ขา (ไม่มีสายดิน) ซึ่งเราสามารถสลับหัวปลั๊กไปมาอย่างง่ายๆ ด้วยการเลื่อนออก อีกแบบหนึ่งที่ต้องซื้อเพิ่มเอง (ราคา 790 บาท) ก็จะเป็นแบบสายยาว ที่มีหัวเป็นแบบ 3 ขา รองรับการเชื่อมต่อไฟที่มีการติดตั้งสายดินเพิ่มเข้ามา ส่วน iMac หรือ Mac mini นั้นจะให้สายไฟแบบ 3 ขามาอยู่แล้ว

ซึ่งหากใครพบปัญหาโลกแตกว่าทำไมใช้งานเครื่อง Mac ที่ไม่ว่าจะเป็น Mac หรือ MacBook รวมไปถึงโน้ตบุ๊คทั่วไปก็ตาม ไฟก็จะดูดเวลาที่เราไปแตะตัวเครื่องที่เป็นส่วนของโลหะหรือพอร์ตต่างๆ ก็ขอแนะนำว่าหากบ้านใครเดินระบบไฟแบบมีสายดินเอาไว้ ซึ่งสังเกตง่ายๆ ว่าจะเป็นปลั๊กแบบ 3 รู ก็ให้ใช้ปลั๊กแบบ 3 ขา เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่วจากตัวเครื่อง จากการที่ตัวเครื่องเป็นโลหะ ส่วนถ้าบ้านไหนยังเป็นแบบปลั๊ก 2 รูทั้งบ้านอยู่ แสดงว่าไม่ได้ติดสายดินเอาไว้

ก็คงจำเป็นต้องหาวัสดุที่เป็นฉนวนไฟฟ้าอย่างพรมหรือเก้าอี้ตัวเล็กมารองที่เท้าขณะใช้งาน MacBook รวมไปถึง Mac ที่เป็นอะลูมิเนียมทั้งหมด เพื่อป้องกันไฟฟ้ารั่วออกมา ซึ่งถือแม้จะรั่วเพียงเล็กน้อยที่บางคนอาจจะทนได้ แต่หลายๆ คนก็อาจจะเกิดอาการรำคาญหรือต้องใช้งานระวังไม่ให้เท้าแตะพื้นอยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าการที่เครื่อง Mac นั้นมีไฟฟ้ารั่วออกมาคงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถแก้ไขปัญหาได้นะครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ บทความ 5 เรื่องเข้าใจผิด ของคนใช้ MacBook, MacBook Pro, iMac, Mac Pro, Mac mini ที่คุณควรรู้ !!! ที่เชื่อว่าคงโดนใจไปหลายๆ คนแน่นอน โดยเขียนจากประสบการณ์ที่ใช้งาน MacBook Pro มาเกือบ 10 ปี (เปลี่ยนรุ่นไป 3 ครั้ง) เอาเป็นว่าใครสงสัยหรืออยากแชร์ความคิดเห็นอะไรหลังจากนี้ ก็สามารถโพสลงที่บทความนี้ได้เลย ทางผู้เขียนจะมาร่วมพูดคุยแบ่งบันความคิดเห็นอีกทีครับ ขอบคุณครับ

from:https://notebookspec.com/apple-scoop-5-things-misunderstand-for-mac-user/184934/

รวมผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Apple ที่คาดว่าจะเปิดตัวในปี 2018 ทั้ง iPhone, iPad, HomePod, Mac รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ

apple-products-2018

เหมือนทุกปีที่ผ่านมา Apple จะมีการแนะนำผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ในปีนี้อย่างแน่นอน นอกเหนือจาก iPhone, iPad, Mac ที่มีการรีเฟรชเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว ในปี 2018 จะมีการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มใหม่ด้วย แต่จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง? สามารถติดตามอ่านกันได้เลย

homepod

HomePod

ลำโพงอัจฉริยะ เป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ที่ Apple จะวางจำหน่ายในต้นปี 2018 จากเดิมที่มีกำหนดการวางจำหน่ายในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยจะออกมาแข่งขันกับ Amazon Echo และ the Google Home โดยเน้นไปที่คุณภาพของลำโพงกับไมโครโฟน และวางตำแหน่งในกลุ่มไฮเอนด์ เนื่องจากมีราคาสูงกว่าคู่แข่งในตลาด

HomePod เน้นฟีเจอร์ฟังเพลงจาก Apple Music รองรับคำสั่งเสียงผ่าน Siri และสามารถตอบคำถามทั่วไปได้ โดยคาดว่าจะวางจำหน่ายภายในไตรมาสแรก ราคา 349 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 11,350 บาท

kuo-modems

iPhone

ในปีที่ผ่านมา Apple ได้เปิดตัว iPhone พร้อมกัน 3 รุ่น คือ iPhone 8, iPhone 8 Plus และ iPhone X สำหรับปีนี้ ก็มีข่าวลือว่า Apple จะเปิดตัว iPhone พร้อมกันอีก 3 รุ่น ในเดือนกันยายน 2018 ตามคำทำนายของ Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์จาก KGI Securities

Ming-Chi Kuo เชื่อว่า iPhone X จะเป็นต้นแบบของ iPhone ยุคใหม่ โดยเฉพาะระบบกล้อง TrueDepth ที่ช่วยสนับสนุนฟีเจอร์ Face ID จะเป็นมาตรฐานใหม่ของ iPhone ทุกรุ่นในปีนี้ ซึ่งนั่นหมายถึง อาจไม่มี Touch ID บน iPhone อีกต่อไป

iPhone 3 รุ่นใหม่ในปี 2018 จะเริ่มต้นที่รุ่นล่างสุด ใช้จอแสดงผล LCD ขนาด 6.1 นิ้ว คาดว่าจะมีราคาอยู่ในช่วง 649 – 749 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 21,100 – 24,340 บาท ส่วนอีก 2 รุ่น จะใช้จอแสดงผล OLED ขนาด 5.8 นิ้ว และ 6.5 นิ้ว ซึ่งรุ่น 5.8 นิ้ว อาจจะเป็นรุ่นอัพเกรดของ iPhone X

iphone-se-x-concept-01

New iPhone SE

ก่อนที่ Apple จะแนะนำ iPhone ระดับไฮเอนด์ในเดือนกันยายน 2018 แต่ช่วงครึ่งปีแรกเราอาจจะได้เห็น iPhone รุ่นเล็กออกมาก่อน นั่นคือ iPhone SE รุ่นที่ 2 ถึงแม้จะยังไม่มีภาพหลุดหรือหลักฐานที่ชัดเจนว่า Apple กำลังพัฒนาอยู่ แต่มีข่าวลือจาก Supply Chain ที่อ้างว่า iPhone SE 2 จะถูกผลิตขึ้นในโรงงาน Wistron ที่ประเทศอินเดีย

ipad-2017

iPad

ในปีที่ผ่านมา Apple สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดตัว iPad เจเนอเรชั่นที่ 5 ขนาด 9.7 นิ้ว ซึ่งเป็น iPad ที่มีราคาถูกที่สุด เริ่มต้นเพียง 329 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 10,700 บาท (ในประเทศไทยเริ่มต้นที่ 12,500 บาท) และในต้นปี 2018 ก็มีข่าวดีออกมาว่า Apple จะทำ iPad ให้มีราคาถูกลงกว่าเดิม อาจแขวนป้ายราคาที่ 259 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 8,400 บาท เพื่อแข่งขันกับแท็บเล็ตของ Android

ipad-pro-2018-render-01

iPad Pro

Apple เริ่มนำ Face ID มาใช้กับ iPhone X เป็นรุ่นแรก โดยมีข่าวว่าจะนำมาใช้กับ iPhone ทุกรุ่นในปีนี้ และจะขยายมาถึง iPad Pro ด้วย ซึ่งจะทำให้ iPad Pro ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีขอบจอบางเฉียบ และมากับระบบกล้อง TrueDepth ที่เป็นประโยชน์ในหลายด้าน โดยเฉพาะเทคโนโลยี AR แต่ยังคงใช้จอแสดงผล LCD เพราะ OLED มีต้นทุนสูงมาก และคาดว่าเราอาจจะได้เห็น iPad Pro รุ่นใหม่ ในเดือนกันยายน 2018

apple-watch-series-3

Apple Watch Series 4

Apple Watch รุ่นใหม่ส่วนมากจะถูกพูดถึงตามข้อมูลที่พบในสิทธิบัตร ซึ่งก็ทำให้เราทราบว่า Apple ได้ให้ความสำคัญกับฟีเจอร์ด้านดูแลสุขภาพของผู้สวมใส่ ในอนาคตเราจะได้เห็น Apple Watch ตรวจสอบความผิดปกติของหัวใจ ตรวจหาระดับน้ำตาล แต่ทั้งหมดนั้น ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะพร้อมใช้ใน Apple Watch Series 4 เลยหรือไม่

Apple ได้เปิดตัว Apple Watch รุ่นใหม่ทุกปี และในปีนี้ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะแนะนำ Apple Watch Series 4 พร้อมกับ iPhone รุ่นใหม่ในเดือนกันยายน 2018 โดย Apple Watch ทุกรุ่นก่อนหน้านี้ ยังไม่มีการออกแบบใหม่ และเราคาดว่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนกับ Apple Watch Series 4

AirPower

AirPower

เป็นอีกผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดของ Apple ที่เปิดตัวพร้อมกับ iPhone รุ่นใหม่ในเดือนกันยายน 2017 แต่มีกำหนดวางจำหน่ายในปี 2018 เป็นอุปกรณ์ชาร์จแบตเตอรี่แบบไร้สาย ที่ออกแบบมาให้สามารถชาร์จอุปกรณ์ได้พร้อมกันถึง 3 เครื่อง ทั้ง iPhone รุ่นใหม่ล่าสุด (iPhone X, iPhone 8, iPhone 8 Plus), Apple Watch Series 3 และ AirPods ที่มากับกล่องใหม่

Apple ยังไม่ได้เปิดเผยราคาและกำหนดการวางจำหน่าย AirPower ที่ชัดเจน แต่คาดว่าจะมีราคาประมาณ 199 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 6,500 บาท และวางจำหน่ายภายในปีนี้อย่างแน่นอน

apple-airpods

AirPods

เดือนกันยายนที่ผ่านมา Apple ได้แนะนำกล่องชาร์จรุ่นใหม่สำหรับ AirPods สำหรับวางจำหน่ายในปีนี้ โดยออกแบบมาให้รองรับกับอุปกรณ์ชาร์จไร้สาย AirPower ขณะเดียวกันก็มีข่าวลือว่า Apple จะเปิดตัว AirPods รุ่นใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2018 แต่รายละเอียดยังมีน้อยมาก เราหวังว่า Apple จะอัพเกรดชิป W1 และมีสีอื่นๆ ให้เลือกนอกเหนือจากสีขาว

imac_pro_dark_grey

iMac และ iMac Pro

คาดว่าในช่วงกลางปี Apple อาจจะมีการอัพเกรด iMac รุ่น 21.5 และ 27 นิ้ว โดยใช้โปรเซสเซอร์ 8th-generation Coffee Lake จาก Intel ซึ่งมีความเร็วกว่ารุ่นก่อนถึง 32% ส่วนการออกแบบภายนอก ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ปี 2012 แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าในรุ่นใหม่ จะได้รับการอัพเดทด้วยหรือไม่

สำหรับ iMac Pro เพิ่งจะเริ่มวางจำหน่ายในบางรุ่น เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และในรุ่นไฮเอนด์ก็จะข้ามมาวางจำหน่ายในปีนี้ ดังนั้น จึงไม่มีความชัดเจนว่าช่วงปลายปี 2018 จะมีการอัพเกรดฮาร์ดแวร์ภายในหรือไม่

macbook-pro-late-2016

MacBook Pro

Apple มักจะรีเฟรช MacBook Pro เป็นประจำทุกปี และในปี 2018 ก็เชื่อว่าจะมีการรีเฟรชด้วยเช่นกัน โดยอัพเกรดมาใช้โปรเซสเซอร์ 8th-generation Kaby Lake จาก Intel พร้อมอัพเกรด RAM กับ SSD

Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์ของ KGI Securities เคยบอกว่า Apple กำลังพัฒนา MacBook Pro ที่มากับ RAM 32GB สำหรับเปิดตัวในปี 2017 แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น

ด้านการออกแบบ MacBook Pro ใช้ดีไซน์ล่าสุดในปลายปี 2016 และอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในเดือนมิถุนายนนี้ ที่งาน Worldwide Developers Conference 2018

macbook-2015-gallery1

MacBook

แหล่งข่าวเชื่อว่า Apple อาจจะรีเฟรช MacBook ในกลางปีนี้ โดยนำเสนอโปรเซสเซอร์ 8th-generation Kaby Lake จาก Intel พร้อมอัพเกรดส่วนประกอบภายใน แต่การออกแบบภายนอก ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

Mac mini

Mac mini ไม่ได้รับการอัพเดทมาตั้งแต่ปี 2014 และเมื่อไม่นานมานี้ มันถูกกล่าวถึงเพียงสั้นๆ จาก Tim Cook ซีอีโอของ Apple ที่บอกว่า Mac mini ยังเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญกับบริษัทฯ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะได้รับการอัพเกรดใหม่ภายในปี 2018 หรือไม่

new-mac-pro-2019

Mac Pro and Display

Apple ตกเป็นข่าวว่ากำลังพัฒนา Mac Pro รุ่นใหม่ในรูปแบบ Modular ที่สามารถอัพเกรดฮาร์ดแวร์ใหม่ได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าระดับมืออาชีพ และยังมีแผนเปิดตัวจอแสดงผลภายใต้แบรนด์ Apple ควบคู่กันด้วย โดย Apple เริ่มทำงาน Mac Pro รุ่นใหม่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2017 แต่ Apple ไม่ได้บอกว่าจะพร้อมสำหรับปี 2018 หรือไม่ ซึ่งต้องรอลุ้นกันเองในงาน Worldwide Developers Conference 2018 เดือนมิถุนายนนี้

New Software

นอกจากฮาร์ดแวร์ใหม่ๆ แล้ว ด้านซอฟต์แวร์ก็จะได้รับการอัพเดทด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของ Apple สำหรับปี 2018 คาดว่าอุปกรณ์ iOS, Macs, Apple Watch และ Apple TV จะได้รับการอัพเดทเป็นระบบปฏิบัติการ iOS 12, macOS 10.14, watchOS 5 และ tvOS 12 ตามลำดับ

Apple มีแนวโน้มแนะนำซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่ในงาน Worldwide Developers Conference 2018 เดือนมิถุนายน ก่อนจะปล่อยออกมาในเดือนกันยายน

Apple TV Show

Apple ได้ซื้อสิทธิ์รายการทีวีมาเป็นของตัวเอง ซึ่งคาดว่าจะปล่อยให้รับชมผ่าน Apple TV ภายในปีนี้ ประกอบไปด้วยเรื่อง Amazing Stories ทีวีซีรี่ย์แนวนิยายวิทยาศาสตร์ เคยออกฉายในช่วง 1985 – 1987 ที่สร้างโดย Steven Spielberg มารีบูทใหม่, Morning Show Drama นำแสดงโดย Reese Witherspoon กับ Jennifer Aniston และเรื่องสุดท้ายคือ Space Drama พัฒนาโดย Ronald D. Moore ที่สร้างชื่อมาจาก Battlestar Galactica

Apple TV

Apple ได้เปิดตัว Apple TV 4K ในเดือนกันยายน 2017 มากับชิป A10X ซึ่งแรงพอที่จะใช้งานได้อีก 1 – 2 ปี ดังนั้น จึงคาดว่าในปี 2018 เราอาจจะไม่ได้เห็น Apple TV รุ่นใหม่

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า Apple กำลังพัฒนา แว่นตา AR ของตัวเอง และซอฟต์แวร์ Apple Car สำหรับใช้ในรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง แต่เป็นเรื่องยากที่เราจะได้เห็นทั้ง 2 สิ่งนี้ภายในปี 2018

ที่มา – MacRumors

from:http://www.flashfly.net/wp/204278

Review – DockCase เคสหนังสำหรับ MacBook Pro ที่มีพอร์ตเชื่อมต่อสุดครบครัน พร้อมแนะนำการเลือกซื้อ Hub USB-C

นับตั้งแต่ Apple เปิดตัว MacBook รุ่นหน้าจอ 12″ ซึ่งมาพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อหลักๆ แค่ USB-C อย่างเดียวเข้ามา แนวโน้มของการออกแบบโน้ตบุ๊กกลุ่มเครื่องบางเบาก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นการตัดพอร์ตเชื่อมต่อออก เหลือไว้แต่เพียงพอร์ตที่จำเป็น และสามารถแปลงเป็นพอร์ตอื่นๆ ได้มากขึ้นเรื่อยๆ จากนั้น Apple ก็มาตอกย้ำปรัชญาดังกล่าวเข้าไปอีก ด้วยการเปิดตัว MacBook Pro ดีไซน์ใหม่ในปี 2016 ที่ตัดพอร์ตทุกอย่างทิ้ง เหลือแต่เพียง USB-C จำนวน 2-4 ช่องแล้วแต่รุ่น บวกกับช่องเสียบแจ็คหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรเท่านั้น ทำให้ทั้งตลาดและผู้ใช้งาน (ที่ซื้อ MacBook Pro รุ่นใหม่) ต้องปรับตัวไปตามๆ กัน หนึ่งในนั้นก็คือการใช้งานอะแดปเตอร์ตัวแปลงพอร์ตนั่นเอง

แต่ด้วยการที่จะซื้อตัวแปลงจาก USB-C ไปเป็นพอร์ตใดพอร์ตหนึ่งทีละอันๆ มันก็เป็นการสิ้นเปลืองทั้งค่าใช้จ่าย และสิ้นเปลืองพื้นที่จัดเก็บ เราเลยได้เห็นตัวแปลงพอร์ตในรูปแบบของพวก USB-C แปลงเป็นหลายๆ พอร์ตได้ในอุปกรณ์ชิ้นเดียว ซึ่งก็อาศัยจากคุณสมบัติของ USB-C ของ MacBook Pro ที่รองรับเทคโนโลยี Thunderbolt 3 ด้วย ทำให้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์หลายๆ ชิ้นเข้ามายังตัวเครื่องผ่านทาง USB-C เพียงช่องเดียวได้

นั่นทำให้ในปัจจุบัน เราจึงได้เห็นอุปกรณ์เสริมจำพวกฮับ USB-C ออกมาหลากหลายมากขึ้น ที่พบเห็นได้บ่อยๆ ก็อย่างเช่น

1. ตัวแปลงแบบเป็นสาย USB-C to Hub

เป็นแบบที่พบเห็นได้มากที่สุด เนื่องจากข้อดีของมันคือ กระบวนการออกแบบไม่ซับซ้อน ราคาจึงไม่สูงเท่าแบบอื่นๆ รวมถึงเวลาใช้งานจริงก็ไม่ต้องกังวลด้วยว่าตัวอุปกรณ์จะไปเบียด USB-C ช่องอื่น เพราะการเชื่อมต่อกับเครื่องมันใช้พื้นที่แค่หัว USB-C หัวเดียวเท่านั้นเอง แต่ข้อจำกัดของมันก็คือ ผู้ใช้อาจต้องกังวลเรื่องการหักงอภายในสาย รวมถึงการพกพาก็อาจจะไม่สะดวก เวลาใช้งานก็อาจจะดูไม่ค่อยเป็นระเบียบเท่าไหร่

2. ตัวแปลงแบบเป็น Hub แนบติดกับเครื่อง

ลักษณะการทำงานของฮับแบบนี้ก็เหมือนกับแบบข้างต้นครับ แต่เป็นการย่อส่วนเอาหัว USB-C ไปอยู่ติดกับแผงวงจรเลย ทำให้เวลาใช้งาน ตัวอุปกรณ์จะแนบติดไปกับ MacBook ซึ่งตัวแปลงแบบนี้ข้อดีของมันก็คือความสะดวกสบายในการพกพา หน้าตาก็ดูดี ให้ความสมาร์ทในการใช้งาน แต่ข้อจำกัดก็เป็นเรื่องของราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าแบบมีสาย รวมถึงขณะใช้งาน มันจะไปปิด USB-C อีกพอร์ตข้างๆ กันไปเลย

ซึ่งจากข้อจำกัดในเรื่องของการบังอีกพอร์ตนั้น ทำให้เวลาเลือกซื้อ ต้องสังเกตซักหน่อยครับ ว่าฮับแบบแนบเครื่องที่จะซื้อนั้นเป็นแบบที่ต้องใช้ USB-C กี่พอร์ต เพราะถ้าเป็นฮับที่ออกแบบมาสำหรับ MacBook Pro จะเป็นแบบที่ใช้ 2 พอร์ตในการทำงาน ส่วนที่เป็นพอร์ตเดียว จะเป็นรุ่นที่ทำมาสำหรับ MacBook 12″ เท่านั้น

3. ต้วแปลงแบบเป็น Dock ประกอบกับเครื่อง

สำหรับตัวแปลงในลักษณะนี้ มักจะเป็นฮับที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับโน้ตบุ๊กแบบเจาะจงรุ่นมาเลยซะเป็นส่วนใหญ่ เพราะมันต้องถูกออกแบบมาให้ประกอบใช้งานกันได้แบบพอดีตัวมากๆ ทำให้แทบจะไม่สามารถนำโน้ตบุ๊กรุ่นอื่นมาใช้งานร่วมกันได้เลย หรือหากใช้ได้ ก็อาจจะไม่พอดีตัว หรือใช้งานบางฟีเจอร์ไม่ได้ เป็นต้น ข้อดีของฮับแบบนี้ก็คือ ความมั่นคง แข็งแรง ความครบครันมากๆ ของพอร์ตเชื่อมต่อ รวมถึงอาจมีฟีเจอร์เสริมที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับเครื่องนั้นๆ ด้วย

 

การเลือกซื้อฮับ USB-C สำหรับ MacBook Pro

1) ต้องใช้พอร์ตใดบ้าง?

ข้อนี้นับว่าสำคัญมากๆ เพราะก่อนจะตัดสินใจซื้อ ผู้ใช้เองก็ต้องทราบความต้องการของตนเองอยู่แล้วว่าต้องใช้งานพอร์ตใดบ้าง ซึ่งหลักๆ แล้วก็หนีไม่พ้นช่อง USB แบบปกติ รวมถึงอาจจะมี HDMI และช่องเสียบสายแลนก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานส่วนบุคคล ส่วนถ้าใครที่ต้องหิ้วออกไปนำเสนองานบ่อยๆ ก็อาจจะมองหาฮับที่มีช่อง VGA เผื่อไว้ด้วยก็จะเป็นการดี ส่วนช่างกล้องทั้งหลาย ก็คงต้องหาตัวแปลงให้สามารถเสียบการ์ดหน่วยความจำได้ หรือถ้าหากมีเครื่องอ่านการ์ดแบบที่ใช้กับช่อง USB อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นก็ได้ครับ ขอแค่ตัวแปลง USB-C เป็น USB-A ปกติก็เหลือเฟือแล้ว

2) คุณสมบัติของตัวพอร์ต

นอกเหนือจากประเภทของพอร์ตที่ต้องใช้แล้ว คุณสมบัติของตัวพอร์ตก็สำคัญมากๆ เช่น USB ที่ตัวฮับนั้นเป็น USB 3.0 ทั้งหมดหรือไม่ หรือมี USB 2.0 ปนมาด้วย หรือเป็น USB 3.1 มาแล้ว รวมถึงช่อง USB-C ที่อาจจะมีมาให้นั้น เป็นแบบแค่รับส่งข้อมูลอย่างเดียว หรือเป็นแบบที่สามารถจ่ายไฟไปยัง MacBook Pro ได้ด้วย ซึ่งถ้าทำได้ ก็จะช่วยให้การใช้งานจริงสะดวกมากขึ้น เพราะผู้ใช้สามารถเสียบสายชาร์จเข้ากับฮับ แล้วต่อฮับเข้า MacBook Pro ซึ่งระหว่างใช้งาน ก็จะเปรียบเสมือนว่าเสียบสายชาร์จอยู่ด้วยในตัว รวมถึงถ้าหากผู้ที่ต้องการใช้คุณสมบัติของ Thunderbolt 3 ก็ต้องมองหาฮับที่ใช้ช่อง USB-C ที่รองรับ Thunderbolt 3 ด้วยเช่นกัน

ส่วนอีกข้อที่อาจจะต้องพิจารณากันซักหน่อยก็คือแบนด์วิธโดยรวมของตัวฮับที่จะไปเชื่อมต่อกับ MacBook Pro เพราะถ้ายิ่งได้แบนด์วิธที่สูง ก็จะทำให้การเชื่อมต่อ รับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ที่นำมาต่อพ่วงไปยังคอมพิวเตอร์เป็นไปได้อย่างราบรื่นขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบนด์วิธของช่อง HDMI ที่ถ้าหากต้องการนำเครื่องไปต่อกับจอความละเอียดสูงเกิน 4K ขึ้นไป รวมถึงจอที่ Hz สูงกว่าระดับปกติ ก็ต้องตรวจสอบคุณสมบัติของช่อง HDMI และแบนด์วิธโดยรวมของตัวฮับดีๆ ตั้งแต่ก่อนซื้อเลย ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายมักจะระบุไว้อยู่แล้ว เพราะถ้าหากฮับที่นำมาใช้ มีสเปคของแบนด์วิธไม่ได้ตามที่ต้องการ ก็อาจจะทำให้การใช้งานไม่ราบรื่น หรืออาจจะไม่สามารถใช้งานได้เลยก็เป็นไปได้

3) เลือกซื้อแบบที่เหมาะกับการใช้งาน

ข้อนี้ก็คือต้องประเมินรูปแบบการใช้งานของตนเองครับ ว่าปกติแล้วจะใช้งานในรูปแบบใดบ้าง หากต้องพกออกไปใช้งานข้างนอกบ่อยๆ การลงทุนกับฮับแบบแนบติดตัวเครื่องก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะสะดวกกับการพกพามากกว่า ช่องเชื่อมต่อส่วนใหญ่ก็ให้มาครบครัน ส่วนถ้าไม่ได้พกไปนอกสถานที่มากมายนัก การใช้ฮับแบบสายแยกก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ด้วยค่าตัวที่ย่อมเยากว่า หาซื้อง่าย รวมถึงยังช่วยลดความเสี่ยงในด้านความร้อนสะสมของตัวฮับ ซึ่งอาจส่งผลในระยะยาวกับ MacBook Pro ของคุณได้ (การเอาแหล่งความร้อนออกให้ห่างตัวเครื่อง ยังไงๆ มันก็ดีกว่าการเอามาแนบติดกับตัวเครื่องอยู่แล้ว) ส่วนแบบ dock นั้น จะเหมาะกับการวางไว้กับโต๊ะทำงานเป็นหลัก

ซึ่งนอกเหนือจากการแนะนำประเภทและการเลือกซื้อฮับสำหรับ MacBook Pro ในข้างต้นแล้ว NotebookSPEC เราก็มีฮับอีกแบบมารีวิวให้ชมกันครับ นั่นคือฮับที่ประกอบร่างมากับซองหนัง ซึ่งมีชื่อว่า DockCase นี่เอง

สำหรับตัว DockCase นี้ แรกเริ่มกำเนิดมาจากโปรเจ็กท์ระดมทุนในเว็บไซต์ Kickstarter ซึ่งผมร่วมลงขันไปด้วย และก็ได้รับของภายในกำหนดเวลาคือตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

เว็บไซต์ของโปรเจ็กท์

เว็บไซต์ DockCase อย่างเป็นทางการ

ซึ่งจำนวนเงินลงขันขั้นต่ำที่จะได้รับ DockCase สำหรับ MacBook Pro 13″ ด้วยตั้งแต่ช่วงเปิดระดมทุนนั้นอยู่ที่ $69 แต่ตัวผมเข้าไปไม่ทันแต่แรก เลยต้องลงขันไปที่ $79 (ประมาณ 2,600 บาท) โดยราคาที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ตั้งใจจะขายจริงภายหลังจะอยู่ที่ $129 (ประมาณ 4,200 บาท) ซึ่งตัวผลิตภัณฑ์ก็จะมีการแบ่งว่าเป็นสำหรับ MacBook รุ่นใดบ้าง ซึ่งราคาก็จะแตกต่างกันไป แต่ที่แน่นอนคือรูปทรงนั้นออกแบบมาสำหรับใช้งานกับ MacBook เท่านั้น ได้แก่

  • MacBook 12″ ทุกรุ่น
  • MacBook Pro 13″ และ 15″ โฉมใหม่ ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นไป (รุ่นที่มีเฉพาะช่อง USB-C ไม่รวมโฉมเก่า)

ส่วนสีก็มีให้เลือกด้วยกัน 4 สีครับ ส่วนตัวผมเลือกสีดำมา

หน้าตาของ DockCase ดูทั่วไปก็คือซองหนังสำหรับใส่โน้ตบุ๊กตามปกติเลย สำหรับตัวหนังเอง ทางผู้ผลิตให้ข้อมูลว่าเป็นหนังประเภทไมโครไฟเบอร์ ซึ่งเป็นหนังสังเคราะห์ประเภทหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ตกแต่งภายในรถยนต์ (ในกรณีที่ตกแต่งด้วยหนังสังเคราะห์) โดยมันมีคุณสมบัติในด้านของผิวสัมผัสที่ดี นิ่ม น้ำไม่ซึมแต่ก็เด่นในด้านของความคงทนต่อทั้งการฉีกขาดและรอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน

ตรงส่วนฝาปิดซองนั้น จะมีแม่เหล็กชิ้นเล็กฝังอยู่ เอาไว้ใช้สำหรับให้ฝาปิดสนิทกับตัวซองมากขึ้น แต่แรงดูดก็ไม่เยอะมากครับ เวลาถือไว้ก็ระมัดระวังไว้ซักหน่อยก็ดีเหมือนกัน

ส่วนขนาดและน้ำหนักซอง DockCase ก็ตามนี้ครับ

DockCase สำหรับ MacBook Pro 13″

  • 350 x 240 x 14.1 มิลลิเมตร
  • 333.5 กรัม

DockCase สำหรับ MacBook Pro 15″

  • 400 x 270 x 14.7 มิลลิเมตร
  • 397 กรัม

ซูมให้เห็นผิวของหนังสังเคราะห์กับด้ายเย็บกันหน่อย เนื้องานโดยรวมจัดว่าทำได้ค่อนข้างประณีตระดับหนึ่งเลย

เมื่อเปิดฝาออกมา ถ้าหากใส่ MacBook เอาไว้อยู่ ก็จะมีบางส่วนของเครื่องเผยออกมา ทำให้าสามารถหยิบเครื่องเพื่อดึงออกมาได้ง่าย เนื้อภายในของซอง DockCase จะเป็นผ้ากำมะหยี่เนื้อละเอียด ซึ่งตัวผ้าเองนั้นไม่ทำให้เกิดรอยขีดข่วนกับตัวเครื่อง แต่ทางที่ดีก่อนจะเก็บเครื่องลงซองก็ควรจะทำความสะอาดก่อนซักนิด เพื่อป้องกันเม็ดฝุ่นติดไปกับเครื่อง แล้วเข้าไปเกาะกำเนื้อผ้าภายในซอง ที่อาจทำให้เกิดรอยกับตัวเครื่องได้ครับ

ฝั่งริมขวาในของซอง DockCase จะเป็นช่องพิเศษทำไว้สำหรับเก็บสาย USB-C to USB-C ที่ให้มาในชุดจำหน่ายซึ่งถ้าใส่สายลงไป ซองก็จะฟิตกับ MacBook พอดี อย่างในภาพก็เป็น MacBook Pro 13″ รุ่นปี 2016 นะครับ แต่ที่ตัวซองเผยอขึ้นนิดหนึ่งก็เป็นเพราะผมเปิดฝาขึ้นมา ส่วนด้านข้างคือฟิตพอดี แต่ก็อยู่ในระดับที่สามารถดึงเครื่องออกมาได้ไม่ยากนัก

สาย USB-C to USB-C ที่ให้มานั้น ใช้สำหรับเชื่อมต่อระหว่างซอง DockCase เข้ากับ MacBook โดยให้มาเป็นสายแบน ความยาวประมาณ 22 เซนติเมตร

ส่วนขอบด้านล่างของซองจะเป็นแถบอลูมิเนียมอัลลอย อันเป็นตำแหน่งของฮับรวมพอร์ตเชื่อมต่อต่างๆ ที่มีคุณสมบัติดังนี้

  • LAN รองรับได้สูงสุดที่ระดับ Gigabit
  • HDMI รองรับได้สูงสุดที่ระดับ 4K/30Hz หรือ 1080P/60Hz
  • USB-C รองรับการจ่ายไฟไปยัง MacBook Pro ได้สูงสุด 100W (เชื่อมต่อข้อมูลก็ได้เช่นกัน)
  • USB-C 3.1 Gen 1 รองรับความเร็วการเชื่อมต่อสูงสุด 5 Gbps
  • 3x USB 3.0 ความเร็วสูงสุด 5 Gbps
  • ช่องอ่าน MicroSD และ SD รองรับ SD-XC, SD, MMC, RS-MMC และ SD-HC

ในแง่ของการเชื่อมต่อ ต้องบอกว่าค่อนข้างครบครันสำหรับการใช้งานคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบันเลยทีเดียว เหมาะกับการพกพาออกไปเพื่อใช้งานชั่วคราวนอกสถานที่มากๆ ครับ เพราะช่องเชื่อมต่อที่จำเป็นต้องใช้บ่อยอย่าง USB 3.0 ปกติก็ให้มาถึง 3 ช่องเต็มๆ มีช่องอ่านการ์ดหน่วยความจำได้อีก ที่สำคัญคือมีช่อง USB-C ที่ใช้จ่ายไฟให้ MacBook ได้ด้วย วิธีใช้ก็ไม่ยากครับ แค่เอาสายชาร์จจากอะแดปเตอร์ของ MacBook มาเสียบที่ช่องนี้ แล้วก็เสียบสายเชื่อมระหว่าง DockCase เข้าไปยัง MacBook ของเรา เพียงเท่านี้ระบบก็จะจัดการเรื่องการจ่ายไฟให้โดยอัตโนมัติ

แต่จะมีที่น่าเสียดายที่ช่อง USB-C 3.1 เป็นแค่ Gen 1 เท่านั้น แต่ก็พอเข้าใจได้ครับ เพราะว่ามันต้องไปแชร์แบนด์วิธรวมจากอุปกรณ์อื่นๆ บนตัวฮับที่ต่อตรงเข้ากับ MacBook ผ่าน USB-C แค่พอร์ตเดียวเท่านั้น จึงต้องมีการจำกัดคุณสมบัติของช่องเชื่อมต่อทุกช่องให้สมดุลกันด้วย ซึ่งก็เป็นข้อจำกัดของตัวแปลงพอร์ตที่เป็นลักษณะของฮับอยู่แล้ว

ดูหน้าตาพอร์ตกันชัดๆ ครับ จะมีสกรีนระบุไว้เลยว่าพอร์ตไหนรองรับอะไรบ้างแบบคร่าวๆ สำหรับช่องเสียบการ์ด SD นั้น เวลาใช้งานจริง ตัวการ์ดจะโผล่เลยออกมาประมาณครึ่งใบ และไม่มีกลไกในการล็อคตัวการ์ดแต่อย่างใดนะครับ ก็ต้องระวังกันซักนิดนึง ส่วนช่อง MicroSD นั้นสามารถดันการ์ดเข้าไปได้จนสุด แถมมีกลไกล็อคตัวการ์ดให้ด้วย

นอกจากนี้ หากสังเกตเรื่องพื้นที่ว่างระหว่างแต่ละพอร์ต จะพบว่ามันค่อนข้างกว้างดีมาก ทำให้ปัญหาเรื่องหัวเชื่อมต่อของพอร์ตมาบังช่องเชื่อมต่อลดน้อยลงไปมาก ซึ่งส่วนตัวผมไม่เจอเลยครับ

เวลาจะใช้งาน ก็ให้นำสาย USB-C to USB-C มาเสียบเข้ากับช่องด้านข้างตัวซอง ซึ่งแยกออกมาอย่างชัดเจน ส่วนปลายอีกข้างก็ไปเสียบเข้ากับ MacBook ได้เลยครับ เมื่อเสียบแล้ว จะมีไฟสีเขียวติดขึ้นมาตรงบริเวณช่อง LAN ด้วย แต่ตัวช่องจะไม่มีกลไกล็อคหัวสาย LAN นะครับ

ส่วนในการใช้งานจริง DockCase สามารถทำงานได้ตามที่ผู้ผลิตประกาศไว้ครับ รองรับการเชื่อมต่อได้จำนวนมากพร้อมๆ กัน สามารถใช้งาน External HDD ได้อย่างไหลลื่น ช่อง USB-C ที่สามารถชาร์จไฟได้ก็ทำงานได้ปกติดี แต่ถ้าอุปกรณ์ที่นำมาใช้งานเป็นประเภทที่ต้องกินไฟเยอะๆ พร้อมกัน ก็จะพบปัญหาว่าอุปกรณ์บางชิ้นไม่สามารถใช้งานได้ อย่างที่ผมเจอก็คือไม่สามารถใช้ External HDD 2 ลูกพร้อมกันได้ จากนั้นมันก็ทำให้เม้าส์กับคีย์บอร์ดแยกที่ต่อผ่าน USB ก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน คาดว่าน่าจะเป็นเพราะไฟไม่พอ ประกอบกับแบนด์วิธโดยรวมเต็มด้วย

สำหรับการชาร์จมือถือ จากในภาพก็จะเห็นว่าไฟออกอยู่ที่ประมาณ 4.7V 0.44A เท่านั้น ก็พอชาร์จได้แบบช้าๆ ครับ ดูแล้วเหมาะกับการชาร์จอุปกรณ์อื่นๆ อย่างพวก smart watch หรือพวกสายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพที่ใช้ไฟชาร์จไม่สูงมากจะดีกว่า

ทั้งหมดนี้ทำให้โดยรวมแล้ว DockCase เป็นหนึ่งในแก็ดเจ็ตที่เหมาะสำหรับผู้ใช้ MacBook รุ่นใหม่ๆ ที่ต้องพกเครื่องออกไปทำงานข้างนอก แล้วไม่ต้องการแบกอุปกรณ์จำพวกตัวแปลงพอร์ตเชื่อมต่อไปด้วย เพราะช่องเชื่อมต่อหลักๆ แทบทุกรูปแบบมารวมอยู่ที่ซองหนังสำหรับบรรจุตัวเครื่องอยู่แล้ว

ข้อดี

  • สะดวกสบายในการใช้งาน ทำให้ไม่ต้องพกพาตัวแปลงพอร์ตออกไปด้วย
  • พอร์ตเชื่อมต่อครบครัน คุณสมบัติของแต่ละพอร์ตก็จัดว่าอยู่ในระดับที่ใช้งานได้ราบรื่น
  • ดีไซน์ดูเรียบหรู วัสดุที่ใช้มีคุณภาพ

ข้อสังเกต

  • หาซื้อยากในช่วงแรก และไม่ทราบว่าจะมีผู้นำมาจำหน่ายในไทยหรือไม่
  • เหมาะกับการใช้งานร่วมกับ MacBook เป็นหลัก
  • เมื่อใช้งานไปซักพัก ตัวแผงวงจรจะร้อนแบบอุ่นๆ รวมถึงถ้าหากวางเครื่องไว้บนซองนานๆ ตัวเครื่องก็จะร้อนด้วย

from:https://notebookspec.com/review-dockcase-for-macbook-and-recommend-hub-usbc/426886/

ชมคอนเซ็ปต์ MacBook Pro 2018 ใข้แผง Touch Bar เต็มพื้นที่ รองรับปากกา Apple Pencil

MacBook-Pro-2018-Concept

จะเกิดอะไรขึ้นถ้า MacBook Pro รุ่นใหม่ รื้อแผงคีย์บอร์ดออกไป เพื่อขยาย Touch Bar ให้ใหญ่เต็มพื้นที่? Daniel Brunsteiner นักออกแบบอุตสาหกรรมจากสหรัฐฯ ได้สร้างคอนเซ็ปต์ MacBook Pro 2018 ขึ้นมาเพื่อตอบคำถามของตัวเอง จนออกมาเป็น MacBook รุ่นแรกที่ใช้ปุ่มคีย์บอร์ดเสมือนจริง บนแผง Touch Bar ขนาดใหญ่

https://giphy.com/embed/3o6fJ5qeaNEld4VGtW

Apple เริ่มนำ Touch Bar มาใช้กับ MacBook Pro รุ่นล่าสุดที่ออกมาในดือนตุลาคม 2016 โดยเป็นแผงสัมผัสที่มีลักษณะเป็นแถบยาวๆ วางอยู่เหนือแผงคีย์บอร์ด แสดงฟีเจอร์ต่างๆ ที่ปรับเปลี่ยนไปตามโปรแกรมที่กำลังทำงาน แต่สำหรับ MacBook Pro 2018 ภายใต้แนวคิดของ Daniel Brunsteiner ได้ขยาย Touch Bar จนเต็มพื้นที่ ทำให้สามารถใช้งานเป็นแผงคีย์บอร์ดเสมือนจริง และยังคงรักษาฟีเจอร์เดิมๆ ของ Touch Bar เอาไว้ด้วย

นอกจากนี้ยัง MacBook Pro 2018 ยังสนับสนุนการทำงานร่วมกับปากกา Apple Pencil และติดตั้ง Taptic Engine มาให้ด้วย

MacBook-Pro-2018-Daniel-Brunsteiner

MacBook-Pro-2018-Concept-Daniel-Brunsteiner

MacBook-Pro-2018-Daniel-Brunsteiner-Concept

เราเคยเห็นดีไซน์ที่ใกล้เคียงกับ MacBook Pro 2018 ของ Daniel Brunsteiner มาแล้วก่อนหน้านี้ นั่นคือ Lenovo Yoga Book แล็ปท็อปที่มี 2 หน้าจอ โดยใช้แผงคีย์บอร์ดระบบสัมผัส และสามารถปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่วาดเขียนเพื่อใช้งานร่วมกับปากกา Stylus ได้อีกด้วย

ที่มา – Behance

from:http://www.flashfly.net/wp/200917

Apple ขยายเวลาให้เคลม MacBook Pro จอลอก ฟรี! แม้หมดประกัน

ก่อนหน้านี้ Apple ขยายระยะเวลาเคลมหน้าจอ MacBook Pro ที่ลอกเอง และล่าสุดก็ถึงเวลาหมดอายุ ทางบริษัทฯ จึงตัดสินใจยืดระยะเวลาอีกเป็นครั้งที่สาม ภายใต้เอกสารที่แจกจ่ายให้กับตัวแทนบริการที่ได้รับอนุญาตจาก Apple ซึ่งครอบคลุมถึงบริการ iCare ในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

Apple ขยายเวลาเคลมจอลอก

รุ่นต่อไปนี้คือ MacBook และ MacBook Pro ที่มีสิทธิเข้ารับบริการ “เปลี่ยน” หน้าจอแสดงผลฟรี ภายในระยะเวลาคุ้มครอง 4 ปี (Apple จะมีอะไหล่สต๊อกไว้ราว 4 ปี หลังจากเปิดขายเครื่อง) ซึ่งสามารถเข้ารับบริการได้ฟรีถึงแม้ว่าจะหมดประกันไปแล้วก็ตาม

  • MacBook Pro (13-inch, Early 2013)
  • MacBook Pro (15-inch, Early 2013)
  • MacBook Pro (13-inch, Late 2013)
  • MacBook Pro (15-inch, Late 2013)
  • MacBook Pro (13-inch, Mid 2014)
  • MacBook Pro (15-inch, Mid 2014)
  • MacBook Pro (13-inch, Early 2015)
  • MacBook Pro (15-inch, Mid 2015)
  • MacBook Pro (13-inch, 2016)
  • MacBook Pro (15-inch, 2016)
  • MacBook Pro (13-inch, 2017)
  • MacBook Pro (15-inch, 2017)
  • MacBook (12-inch, Early 2015)
  • MacBook (12-inch, Early 2016)
  • MacBook (12-inch, Early 2017)

เอกสารยังได้ระบุว่ามีการตัด MacBook Pro ทุกรุ่นในปี 2012 ออกไป เนื่องจากก่อนหน้านี้ทาง Apple เคยเปิดให้เคลมไปแล้วพักใหญ่ และตัวเครื่องก็มีอายุเกิน 4 ปี ซึ่งเข้าข่ายเลิกสนับสนุนบริการหลังการขาย โดยจะไม่มีสต๊อกอะไหล่ไว้ให้บริการ (ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ)

สำหรับเครื่องใครจอลอกเข้าข่ายรุ่นดังกล่าว ถ้าหากก่อนหน้านี้ได้ซ่อมกับทาง Apple แบบเสียเงินไปแล้ว ก็ยังคงสามารถขอคืนเงินได้ฟรี หรือหากใครเครื่องหมดประกันแล้วก็ยังสามารถเคลมหน้าจอได้ฟรี (เฉพาะหน้าจอ) โดยสามารถติดต่อได้ผ่าน รายชื่อศูนย์ Apple Authorized Service Provider (AASP) ในประเทศไทย

หากอธิบายพนักงานไม่เข้าใจ ก็สามารถแสดงหน้าเว็บไซต์นี้แทนได้ครับ

โครงการรับผิดชอบหน้าจอลอกหลังการขายครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2015 และได้ขยายเวลาไปแล้วครั้งหนึ่ง หลังจากผู้ใช้งานบางรายประสบปัญหา MacBook และ MacBook Pro หน้าจอเคลือบแสงสะท้อนลอก โดยปัญหาดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย รวมถึงการทำความสะอาดที่ไม่ถูกต้องด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์

ส่วนการเคลมหน้าจอฟรีหลังหมดประกัน จะยืดไปถึงเมื่อไหร่ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดว่าน่าจะเคลมกันได้ยาว ๆ จนกว่า MacBook และ MacBook Pro รุ่นนั้นจะมีอายุครบ 4 ปี สิ้นสุดระยะเวลาสนับสนุน นับจากวันที่ซื้อเครื่องมานั่นเอง

ที่มา – macrumors

from:https://www.iphonemod.net/apple-extended-anti-reflective-repair-program-2017.html