คลังเก็บป้ายกำกับ: MARK_ZUCKERBERG

Mark Zuckerberg ต้องสูญมูลค่าทรัพย์สินส่วนตัวถึง 3.3 พันล้านดอลลาร์สาเหตุจากการปรับการแสดงผลฟีดใหม่

ผลลัพธ์จากการตัดสินใจเปลี่ยนการแสดงผลฟีดของผู้ใช้งาน Facebook จากการแสดงหน้าเพจธุรกิจต่างๆ มาเป็นให้ความสำคัญกับคนที่มีความสัมพันธ์กันจริงๆ กับบัญชีนั้นๆ มากยิ่งนั้นคาดการณ์กันว่าจะทำให้ Mark Zuckerberg ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและ ประธาน และผู้บริหารของ Facebook นั้นต้องสูญมูลค่าทรัพย์สินส่วนตัวไปถึง 3.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลงคิดเป็น 4.4% ของทรัพย์ส่วนตัวของเขาเลยทีเดียวจากการคาดการณ์ของ Forbes

ทั้งนี้หลังจากที่ Facebook เปิดเผยข่าวเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบ News Feed หรือหน้าฟีด Facebook ของผู้ใช้งานมาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา มูลค่าหุ้นของเว็บไซต์ดังกล่าวก็ตกลงกว่า 4% ก่อนการเปิดตลาดอีกครั้งในวันศุกร์ และหลังจากปิดตลาดในวันศุกร์ มูลค่าหุ้นของ Facebook นั้นก็ซื้อขายกันเหลือที่ $179.37 ซึ่งตกลงจากมูลค่าในวันพฤหัสบดีถึง 4.4% เลยทีเดียว

Forbes ได้นำตัวเลขดังกล่าวมาคำนวนเป็นมูลค่าสินทรัพย์ของ Mark Zuckerberg ซึ่งทำให้ได้เห็นยอดการศูนย์เสียมูลค่าทรัพย์สินของประธานหนุ่มที่น้อยลงมากถึง 3.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 4.4% ของมูลค่าทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดของเขานั่นเอง

ทั้งนี้ Mark Zuckerberg ได้ให้เหตุผลถึงการเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลฟีดของผู้ใช้งาน Facebook ในครั้งนี้ว่าเพราะ Facebook ต้องการจัดลำดับความสำคัญของเพื่อนและครอบครัวของผู้ใช้งานให้มาก่อนภาคธุรกิจหรือแบรนด์ต่างๆ นั่นเอง

“เราสร้าง Facebook ขึ้นมาเพื่อช่วยให้คนได้ติดต่อและใกล้ชิดกันมากขึ้นในกลุ่มคนที่สำคัญต่อพวกเรา”  Mark Zuckerberg กล่าว “แต่พักหลังนี้เราได้รับฟีดแบ็กมาว่าพวกคอนเทนต์สาธารณะเช่นโพสจากภาคธุรกิจ แบรนด์ หรือสื่อต่างๆ นั้นกลบคอนเทนต์ส่วนตัวที่ช่วยให้เราใกล้ชิดกันได้มากขึ้นไปหมดแล้ว และเพราะเหตุนี้ ” เขาเสริม “ผมจึงเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ให้กับทีมโปรดักของเราจากการช่วยหาคอนเทนต์ที่คุณสนใจมาเป็นช่วยให้คุณได้มีปฎิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีความหมายมากยิ่งขึ้น”

แน่นอนว่าไม่มีอะไรได้มาโดยไม่สูญเสีย ดังนั้นการเลือกปรับเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลฟีดของ Mark Zuckerberg ในครั้งนี้จึงนำมาซึ่งการสูญรายได้ครั้งใหญ่ของ Facebook และทรัพสินส่วนตัวของเขาเองนั่นเอง

from:https://www.appdisqus.com/2018/01/14/mark-zuckerberg-lost-billions-on-changing-news-feed.html

Advertisements

บทวิเคราะห์ ผู้แพ้-ผู้ชนะ จากศึกล้างไพ่ News Feed บน Facebook

หลังการประกาศของ Mark Zuckerberg อย่างเป็นทางการว่าจะปรับลด News Feed บน Facebook จากบรรดาเพจ แบรนด์ และสื่อต่างๆ เราลองไปวิเคราะห์กันว่า ใครจะเป็นผู้แพ้ และใครจะเป็นผู้ชนะกับกติกาใหม่ครั้งนี้ 

Photo: Shutterstock

เป็นข่าวใหญ่ในวงการสื่อดิจิทัล เมื่อยักษ์ใหญ่ผู้คุมเกมเปลี่ยนกติกา Facebook สั่งลด Reach จากเพจสื่อและแบรนด์ต่างๆ เพื่อให้แสดงโพสต์จากเพื่อนและครอบครัวมากขึ้น เหตุผลหลักคือ ทำให้ผู้คนเชื่อมต่อกันอย่างมีคุณค่ามากขึ้น ถึงจุดนี้หลายคนอาจตั้งคำถามว่า แล้วเพจสื่อที่เป็นข่าวสารหรือเนื้อหาจากแบรนด์ต่างๆ มาลดทอนคุณค่าตรงนี้ได้อย่างไร คำตอบสั้นๆ คือ ข่าวสารทำให้คนทะเลาะกันได้ง่ายขึ้น Facebook จึงมองว่าทำให้ผู้ใช้งานไม่มีความสุข มากกว่านั้น Facebook ยังต้องการกำจัดข่าวปลอมบนแพลตฟอร์ม และรวมถึงอีกหลายเหตุผล อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

บทความ Brand Inside ชิ้นนี้จะพาไปสำรวจและวิเคราะห์กันว่า ในศึกล้างไพ่ News Feed ครั้งนี้

ใครจะเป็นผู้แพ้ และ ใครจะเป็นผู้ชนะ

Photo: Shutterstock
  • แม้หัวจะขึ้นต้นด้วย ใครเป็นผู้แพ้ และใครเป็นผู้ชนะ ซึ่งถือเป็นการเลือกระหว่าง ‘ข่าวดี’ กับ ‘ข่าวร้าย’ แต่ทางเราจะขอเลือกข่าวดีมานำเสนอก่อน ส่วนถ้าใครอยากอ่านข่าวร้ายก่อน ให้เลื่อนลงไปอ่านด้านล่างได้เลย

ผู้ชนะรายที่ 1 : สื่อใหญ่ที่มีหลายแพลตฟอร์ม

ก่อนจะพูดถึงไทย ขอพูดถึงสื่อนอกก่อน เพราะเมื่อวิเคราะห์แล้ว ผลกระทบดูจะต่างกัน

สื่อใหญ่ในตะวันตกหลายแห่งเข้าใจดีถึงสภาพอันจำกัดของการพึ่งพาแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง เพราะฉะนั้นต่อให้ Facebook ลด Reach หรือการเข้าถึง ผลกระทบที่ได้รับก็ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นกำหนดความเป็นความตาย

Meredith Artley หัวหน้ากองบรรณาธิการ CNN ให้สัมภาษณ์ว่า “เราไม่เก็บไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เพราะการเผยแพร่ข่าวสารต้องอยู่บนแพลตฟอร์มที่ควบคุมได้ นั่นเป็นสิ่งเดียวที่เราทำได้ … ตอนนี้วงการสื่อกำลังช็อกกับการที่ Facebook เปลี่ยนกติกา และกระทบธุรกิจเต็มๆ แต่ฉันจะบอกคุณให้ว่า จะไปคาดหวังอะไรกับเขาได้ ก็เขาไม่ได้อยู่ในธุรกิจสื่อ [ตั้งแต่แรกแล้ว]”

  • ชัดเจนว่าสื่อใหญ่อย่าง CNN วางหมาก Facebook ไว้เป็นกลยุทธ์หนึ่งบนสนามการแข่งขัน ไม่ใช่ทั้งกระดาน ผู้ชนะรายแรกจากการลด Reach จึงเป็นสื่อใหญ่ๆ ที่วางหมากเดินเกมไว้อย่างรอบคอบ เช่น การเสิร์ชผ่าน Google หรือลองไปดู Twitter ของ CNN หรือ Rueters และอีกหลายสำนัก

พอมองในไทยบ้าง ค่อนข้างจะแตกต่างจากตะวันตก หากดูเพจข่าวเบอร์ต้นๆ ของไทย (สำนักข่าวหัวสีทั้งหลาย) ต่างก็พึ่งพา Facebook เป็นหลัก ช่องทางอื่นๆ เช่น Twitter ก็มีความพยายามในการทำ แต่คำถามสำคัญคือ สัดส่วนตัวเลขการเข้าถึงผู้อ่านเมื่อเทียบกับ Facebook เป็นอย่างไร และเมื่อเทียบกับการเข้าที่หน้าเว็บไซต์โดยตรงคิดเป็นเท่าไหร่ ถ้าสัดส่วนใน Facebook นำมาสูงลิ่ว นั่นก็ถือเป็นสัญญาณอันตราย

แต่หากจะมีข้อดีจากการล้างไพ่ครั้งนี้บ้าง สิ่งนั้นก็คือ “ชื่อเสียง” ชื่อเสียงของสำนักข่าวในความน่าเชื่อถือ เพราะในจังหวะที่ Facebook ล้างไพ่ครั้งใหญ่ ข่าวสารในสังคมยังคงเกิดขึ้นตลอดเวลา การตรวจสอบข่าวสารจะเกิดขึ้นจากการเข้าหน้าเว็บไซต์ของสำนักข่าวโดยตรง อาจจะถึงเวลาที่ต้องทบทวนถึงฐานผู้อ่านของตัวเองอย่างจริงจังเสียที

ผู้ชนะรายที่ 2 : สื่อขนาดกลาง-เล็ก แต่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น

สื่อขนาดกลาง ขนาดเล็ก อาจไม่ได้มีกำลังพอที่จะขยายแพลตฟอร์มไปอย่างหลากหลายเหมือนสื่อขนาดใหญ่ สิ่งที่ทำได้คือการคงตัวตนและเอกลักษณ์เพื่อรักษาฐานลูกค้าขาประจำไว้อย่างเหนียวแน่น พูดง่ายๆ คือ แม้ข่าวสารหรือคอนเทนต์จะไม่ปรากฏในบนหน้า News Feed ให้เห็น แต่ขาประจำเหล่านั้นจะเข้าสู่เว็บไซต์โดยตรง หรือหาช่องทางอื่นๆ เพื่อเข้าถึงข่าวสารหรือคอนเทนต์ของแบรนด์ เช่น อาจตั้งกลุ่มขึ้นมาโดยเฉพาะ เป็นต้น

เพราะฉะนั้น ต่อให้ Facebook ล้างไพ่ News Feed ใหม่ ปรับลดอัลกอริธึ่มอย่างไร ลูกค้าขาประจำเหล่านี้ก็จะตามไปตราบเท่าที่ยังทำคอนเทนต์โดนใจ แต่ข้อน่ากังวลคือ แม้จะชนะ อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง แต่คำถามที่ตามมาคือ การขยายฐานลูกค้าขาประจำไปสู่กลุ่มอื่น เป็นกลยุทธ์ที่ต้องวางแผนต่อไปด้วยเช่นกัน

ผู้ชนะรายที่ 3 : คอนเทนต์สายบันเทิง-ไลฟ์สไตล์ ยังไปต่อ

การล้างไพ่ครั้งนี้ เหมือน Facebook กำลังส่งสารที่ชัดเจนอย่างหนึ่งว่า ไม่ได้สน “ข่าว” หรือ “สำนักข่าว” อีกต่อไป เพราะดูจะให้คุณค่าไปกับความเทิง เรื่องราวไลฟ์สไตล์ ดารา และคนดังทั้งหลาย

อันที่จริงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไร เพราะ Mark Zuckerberg เข้าใจดีว่า พื้นฐานของแพลตฟอร์มอย่าง Facebook อยู่บนฐานของการทำให้ผู้ใช้งานมีความสุข ไม่ใช่มาชวนทะเลาะกัน และ Facebook ยังมองว่า เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับตัวตน (personality) เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นจึงต้องเน้นให้คนใช้งานบนแพลตฟอร์มอย่างมีความสุขมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในมุมหนึ่งก็ตีความได้ว่า Facebook พยายามทำให้การถกเถียงลดน้อยถอยลงบนแพลตฟอร์ม เพื่อหลีกหนีประเด็นชวนทะเลาะ ทำให้ชุมชน Facebook สงบสุขขึ้น หรือพูดอีกอย่างว่า การล้างไพ่ครั้งนี้จะทำให้ Facebook เป็นการเมืองน้อยลง แต่คำถามคือ การไม่เป็นการเมือง (a-political) ของ Facebook ก็เป็นการเมืองอีกรูปแบบหนึ่งหรือเปล่า?

หรือว่า…นี่คือ “สุขนิยม” ในแบบฉบับของ Facebook?

ผู้ชนะรายที่ 4 : Twitter

ในเมื่อ Facebook ไม่เป็นมิตรกับสำนักข่าว สื่อ เพจ หรือแบรนด์อีกต่อไป แพลตฟอร์มใกล้เคียงที่เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ หนีไม่พ้น Twitter แปลว่า หลังจากนี้เราจะเห็นสำนักข่าว สื่อ เพจ หรือแบรนด์ลงไปเล่นในสนาม Twitter มากขึ้นอย่างแน่นอน ใครที่ทำมาก่อนหน้า ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะอย่างน้อยๆ ก็ได้เริ่มก้าวไปแล้วบ้าง

รู้หรือไม่ว่าสื่อใหญ่อย่าง Bloomberg ลงเล่นใน Twitter มานานแล้วเหมือนกัน และที่น่าสนใจคือ เมื่อ Bloomberg คิดจะ Live Video สำนักนี้ไม่ได้ทำบน Facebook แต่เลือกที่จะทำบน Twitter

Jason Stein ซีอีโอของ Cycle Media ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “Twitter จะกลายเป็นแพลตฟอร์มข่าวและสื่อ” พร้อมกับบอกว่า “ยังไม่ค่อยมีคนลงมาเล่นในพื้นที่นี้เท่าไหร่เลย” 

ตอนนี้อาจจะใช่ แต่ต่อไปคงแข่งขันกันสูงขึ้นอีกใน Twitter

  • ได้เห็นโฉมหน้าผู้ชนะกันไปแล้ว ลองมาดูผู้แพ้กันบ้าง

ผู้แพ้รายที่ 1 : คนทำเพจตัวเล็กตัวน้อย

ข้อนี้แทบไม่ต้องเดา เรียกได้ว่าหลังการประกาศลด Reach อย่างเป็นทางการ เพจเล็กเพจน้อยก็เตรียมดับสูญไปได้เลย

หากไม่มีฐานลูกค้าขาประจำที่เหนียวแน่นจริงๆ ยากมากที่จะเกิดบนแพลตฟอร์ม Facebook และที่หนักไปกว่านั้นคือ หากใครทำเพจชนิดที่หวังให้เกิดและเติบโตจาก Organic Reach คือไม่ซื้อ หรือไม่จ่ายเงินให้กับ Facebook ต้องบอกว่า หากหวังเติบโตในลักษณะนี้จะมีค่าเท่ากับศูนย์

ดังนั้น ทางออกคือ หาฐานที่มั่นใหม่ หรือไม่ก็จ่ายเงินให้กับ Facebook เสียดีๆ

ผู้แพ้อันดับ 2 : เพจ แบรนด์ และสื่อที่ผูกกับ Facebook เกือบ 100%

ข้อนี้น่ากังวล เพราะไม่ใช่แค่เพจตัวเล็กตัวน้อยที่จะได้รับผลกระทบ แต่รวมถึงเพจ แบรนด์ และสื่อตัวใหญ่ๆ ด้วยเช่นกัน

จุดสังเกตว่ากำลังตกอยู่ในสัญญาณอันตรายหรือไม่ ดูได้จากเมื่อโพสต์คอนเทนต์ลงบนเว็บไซต์ของตนเอง (เราจะไม่พูดถึงคนที่ฝากทั้งชีวิตไว้บน Facebook เช่น ให้คอนเทนต์ original อยู่บน Facebook เพราะถ้าเป็นแบบนี้ โดนเต็มๆ อยู่แล้ว) ไม่สามารถสร้าง traffic ใดๆ ได้เลย จนกระทั่งเมื่อนำมาโพสต์บน Facebook ฐานลูกค้าขาประจำและขาจรก็เริ่มหลังไหลมาสร้าง traffic ให้ ถ้าเป็นแบบที่ว่ามานี้ ให้เตรียมตัวรับผลกระทบไว้ได้เลย

ผู้แพ้อันดับ 3 : (ความน่าเชื่อถือของ) Facebook

ข้อนี้น่าสนใจ เพราะแม้การล้างไพ่ News Feed ในครั้งนี้ Mark Zuckerberg จะได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า การตัดสินใจนี้จะส่งผลกระทบระยะสั้น แต่จะเป็นผลดีในระยะยาว 

คำถามคือ จริงหรือ? และคำพูดนี้เชื่อถือได้แค่ไหนกัน

เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Facebook ใช้บรรดาคนทำเพจ ทำแบรนด์ และทำสื่อเป็นหนูทดลอง ย้อนไปก่อนหน้านี้ Facebook บอกว่าต้องการคอนเทนต์ที่มีคนแชร์มากๆ

  • จากนั้นทุกเพจ ทุกแบรนด์ ทุกสื่อก็สร้างคอนเทนต์ชนิดที่ทำให้เกิดการแชร์ในวงกว้าง เนื้อหาฉาบฉวย พาดหัวเรียกแขก หรือที่เรียกกันว่า Click-Bait
  • หลังจากนั้นเมื่อ Facebook บอกว่า อยากได้ Live Video ทุกเพจ ทุกแบรนด์ ทุกสื่อก็วิ่งไปถ่ายทำ Live Video กันหมด
  • ล่าสุด บอกว่าอยากให้ทำ Video ขึ้นบน News Feed ก็อย่างที่เห็น ทุกเพจ ทุกแบรนด์ ทุกสื่อก็ปั้นคอนเทนต์ Video ขึ้นกันหมด
  • แต่มาวันนี้ Facebook กลับบอกว่าจะปรับลดความสำคัญของเพจ แบรนด์ และสื่อ เพื่อให้เห็นโพสต์ของเพื่อนและครอบครัวมากขึ้น

ผู้บริหารของสื่อสำนักหนึ่ง ถึงกับบอกว่า “ฉันไม่คิดว่า Facebook ปฏิบัติต่อผู้คนอย่างดี พวกเขาก็แค่พยายามอธิบายอะไรที่มันดูกำกวม เขาใช้คำว่า ‘อยากให้มีส่วนร่วม’ ในขณะที่พยายามกีดกันสื่อออกไปจากหน้า Feed … พวกเขาก็แค่สร้างภาพ และไม่ต้องการให้คุณได้ดีนั่นแหละ”

ความจริงก็คือ ในระยะยาว ความน่าเชื่อถือของ Facebook ต่อคนทำคอนเทนต์ทั้งหลายก็จะเสื่อมถอยลงไป

อ้างอิงข้อมูล – Digiday 1, Digiday 2,  The New York Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/winners-and-losers-on-news-feed-change/

Facebook ยกเครื่อง News Feed ใหม่อีกครั้ง ให้ความสำคัญกับโพสต์ของเพื่อนและครอบครัว เพื่อให้ผู้ใช้งานรู้สึกดีขึ้น

Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Facebook ประกาศว่า แพลตฟอร์มโซเชี่ยลของตัวเอง ได้มีการปรับเปลี่ยนการแสดงผลของ News Feed ใหม่ โดยเน้นให้ผู้ใช้งานมองเห็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับตัวเองเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีความหมายมากขึ้น

ซีอีโอ Facebook อ้างการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อเราใช้โซเชี่ยลมีเดียเชื่อมต่อกับผู้คนที่เราใส่ใจ จะเป็นเรื่องที่ดีกว่าในระยะยาว เรารู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์ และทำให้ความเหงาหายไป

เพื่อให้ผู้ใช้งานมีความสุขมากขึ้น ดูเหมือน Facebook จะโฟกัสไปที่ความคิดเห็นที่มีสาระหรือมีการแสดงความคิดเห็นจริงๆ ไม่ใช่ความคิดเห็นสั้นๆ อย่าง โอ้..ไม่! หรือ ขอบคุณ! แต่จะเน้นไปที่ความคิดเห็นที่มีความหมาย โดยไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนการกดถูกใจ

ในอีกทางหนึ่ง การปรับ News Feed ใหม่ของ Facebook จะส่งผลกระทบกับ Publisher ที่เป็นเจ้าของเพจหรือใช้ Facebook ในการทำธุรกิจโดยตรง เมื่อ News Feed เน้นไปที่โพสต์ของผู้ค้นมากขึ้น การแสดงความเคลื่อนไหวของเพจต่างๆ รวมทั้งวีดีโอ โพสต์ที่เป็นกระแสข่าว ก็จะมีการเข้าชมหรือจำนวนคนดูน้อยลง

Mark Zuckerberg ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ อาจทำให้ผู้คนใช้เวลาน้อยลงในโลกโซเชี่ยล แต่ประสบการณ์การใช้งาน Facebook จะดีขึ้น และเขาหวังว่าช่วงเวลาที่ผู้คนเล่น Facebook จะมีค่ามากขึ้น

ที่มา – Mashable

from:http://www.flashfly.net/wp/205151

ลูก 2 คนของ Mark Zuckerberg คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจปรับ News Feed

สืบเนื่องจากข่าวที่ Mark Zuckerberg ซีอีโอ Facebook ออกมาประกาศการปรับรื้อ News Feed ครั้งใหญ่ โดยเน้นเนื้อหาจากเพื่อนและครอบครัวมากขึ้น ด้วยเหตุผลว่าเขาต้องการชุมชนที่ดี มีคุณค่าและความหมายเวลาใช้งาน โดย The New York Times ได้สัมภาษณ์เขา และมีประเด็นที่น่าสนใจ

เขาบอกว่าจากการวิจัยนั้นพบว่าผู้ใช้ Facebook รู้สึกว่าการใช้ Facebook ทำให้ห่างจากเพื่อนและครอบครัวมากขึ้น แต่มีเนื้อหาสาธารณะ, แบรนด์ และสื่อ เพิ่มขึ้นมาก จึงต้องกลับมาทบทวนว่าตกลงเรากำลังทำอะไรกันแน่ จึงเป็นที่มาของแนวทางดังกล่าว

Zuckerberg ยังบอกว่าแนวคิดการสร้าง Facebook ของเขาเปลี่ยนไปตั้งแต่มีลูกสาว 2 คนคือ Maxima และ August เขานั่งทบทวนดูว่าควรจะสร้าง Facebook ให้คนจดจำอย่างไร เขาอยากให้ลูกสาวทั้งสองรู้สึกอย่างไรในสิ่งที่พ่อสร้างขึ้น และมันต้องเป็นสิ่งที่ดีต่อโลก ซึ่งการตัดสินใจนี้แม้ส่งผลกระทบระยะสั้น แต่ก็ดีในระยะยาว

ราคาหุ้น Facebook ปรับลด 4.5% เมื่อคืนนี้ หลัง Facebook ประกาศปรับปรุง News Feed เนื่องจาก Facebook ยอมรับว่าผลกระทบที่จะเกิดคือ ระยะเวลาใช้งานต่อคนจะลดลง และ Engagement เฉลี่ยจะลดลง

ที่มา: The New York Times ผ่าน Business Insider

alt="Mark Zuckerberg"

from:https://www.blognone.com/node/99029

Mark Zuckerberg ประกาศเอง Facebook จะลด Reach เพจต่างๆ ลง เพิ่มเนื้อหาเพื่อนและครอบครัวมากขึ้น

Facebook ประกาศเตรียมปรับปรุง News Feed ครั้งใหญ่ ซึ่งตรงกับข่าวที่รายงานก่อนหน้า โดยซีอีโอ Mark Zuckerberg ชี้แจงหลักการและที่มาที่ไปว่า เป้าหมายของ Facebook ในปี 2018 คือการทำให้เป็นพื้นที่ซึ่งเราใช้เวลากับมันได้อย่างมีคุณค่า

แนวคิดของ Facebook คือการเชื่อมต่อผู้คน ทำให้คนใกล้กันมากขึ้น โพสต์ที่ถูกแสดงบน News Feed จึงควรให้ความสำคัญกับเพื่อนและครอบครัวมากขึ้นกว่าเดิม ที่ผ่านมา Facebook มีโพสต์และเนื้อหาวิดีโอจากเพจสาธารณะ, แบรนด์ และสื่อต่างๆ เพิ่มมาก ทำให้เรื่องราวส่วนบุคคลถูกลดความสำคัญลงไป สิ่งที่ Facebook ต้องการสร้างคือทำให้เป็นสังคมที่ไม่ใช่แค่สนุก แต่ต้องทำให้ความรู้สึกของผู้ใช้ดีขึ้น การได้ติดต่อพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัวจึงควรให้น้ำหนักมากขึ้น

Mark Zuckerberg บอกว่าเขาได้ให้เป้าหมายกับฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ปีนี้ โดยเปลี่ยนจากการเลือกเนื้อหาที่คนน่าจะสนใจบน News Feed มาเป็นเนื้อหาที่มีคุณค่าในแง่ความสัมพันธ์ทางสังคมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นคือ News Feed จะแสดงโพสต์จากเพื่อน, ครอบครัว และกลุ่มที่เราเข้าร่วมมากขึ้น และลดการแสดงเนื้อหาสาธารณะจากเพจธุรกิจ, แบรนด์ และสื่อต่างๆ ลง โดยเนื้อหาสื่อสาธารณะที่ถูกเลือกแสดงจะอยู่บนหลักการเดียวกับโพสต์ของเพื่อนๆ คือมีคุณค่าในแง่ความสัมพันธ์ทางสังคม

ทั้งนี้ Facebook ประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะกระทบกับตัวเลขเวลาที่คนใช้งาน Facebook และจำนวน Engagement ที่ลดลง แต่จะเป็นเวลาที่มีคุณค่ากับผู้ใช้มากขึ้นซึ่งดีกับ Facebook ในระยะยาว

Facebook สรุปผลกระทบที่จะเกิดขึ้นดังนี้

  • เพจต่างๆ จะพบว่า Reach ลดลง แต่จะลดลงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยว่าเนื้อหานั้นคืออะไร ผู้คนมีปฏิสัมพัทธ์อย่างไร โพสต์จากเพจที่ไม่มีคนคอมเมนต์หรือปฏิสัมพัทธ์ใดๆ ย่อมถูกลด Reach รุนแรง ส่วนเพจที่มีเพื่อนๆ ไปคอมเมนต์ ก็จะกระทบน้อยกว่า
  • เพจที่ผู้ใช้กด See First ก็จะยังได้เห็นได้รับเนื้อหาจากเพจนั้นๆ บน News Feed ต่อไป เนื่องจากตั้งค่าเป็นเพจที่ชื่นชอบไว้ (ทีนี้รู้นะว่าต้องทำอย่างไร!)
  • ลักษณะของโพสต์จากเพจที่จะถูกแสดงมากขึ้นบน News Feed นั้น Facebook ยกตัวอย่างเช่นการ Live ที่ทำให้คนพูดคุยกันเยอะ, โพสต์จากบุคคลมีชื่อเสียง, โพสต์ในกลุ่มที่เป็นเนื้อหาสาธารณะ และทำให้คนพูดคุยกัน, ข่าวที่ทำให้คนถกเถียงกันในประเด็นสำคัญ อย่างไรก็ตามโพสต์แนว Engagement Bait จะยังถูกลดความสำคัญอยู่ดี
  • Facebook จะไม่แยกมีการ Feed สำหรับเพจแบบที่เคยทำการทดลอง และยืนยันว่าโพสต์จากเพจจะถูกแสดงน้อยลงแน่นอน

การเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และจะปรับเพิ่มเรื่อยๆ ตลอดปีนี้

ที่มา: Facebook และ Mark Zuckerberg

alt="Mark Zuckerberg"

from:https://www.blognone.com/node/99008

เป้าหมาย Mark Zuckerberg ปี 2018: แก้ไขปัญหาต่างๆ ในชุมชน Facebook, ศึกษา Cryptocurrency ในเชิงลึก

ในทุกปี Mark Zuckerberg ซีอีโอ Facebook จะประกาศเป้าหมายส่วนตัวของแต่ละปี อย่างเมื่อปีที่แล้ว คือการเดินทางไป 50 รัฐในอเมริกา หรือในอดีตก็มี วิ่ง 365 ไมล์, สร้าง AI ในบ้าน, อ่านหนังสือใหม่ทุก 2 สัปดาห์ สำหรับเป้าหมายปีนี้เขาบอกเองเลยว่า ไม่ถือเป็นเป้าหมายส่วนตัวเสียทีเดียว แต่เป็นเรื่องของ Facebook

เขาบอกว่าวันนี้โลกมีความสับสนวุ่นวายและแตกแยก ซึ่งถือเป็นภารกิจ Facebook ต้องลงมือทำ เพื่อปกป้องชุมชนจากการก่อกวนและสร้างความเกลียดชัง ให้เวลาที่เราใช้งาน Facebook เป็นเวลาที่ดี เป้าหมายของเขาในปีนี้จึงเป็นการลงมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ มีการควบคุมและปกป้องผู้ที่ใช้งาน Facebook อย่างไม่ถูกต้อง

เขายอมรับว่าโจทย์นี้ไม่ง่าย เพราะต้องแตะกับประเด็นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์, หน่วยงานรัฐ, แนวคิดทางการเมือง ตลอดจนประเด็นทางเทคโนโลยี ซึ่งเขาจะรวมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญมาหารือและคิดหาทางออกเรื่องเหล่านี้

Mark Zuckerberg ยกตัวอย่างประเด็นทางเทคโนโลยีว่า ในอดีตคนเชื่อว่าเทคโนโลยีจะทำให้โลกเกิดการกระจายศูนย์ (decentralization) แต่ตอนนี้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในโลกมีเพียงไม่กี่แห่ง และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีอำนาจมากขึ้น ผู้คนจึงเริ่มรู้สึกว่าเทคโนโลยีนั้นทำให้โลกรวมศูนย์มากกว่า (centralization) ขณะเดียวกันเทคโนโลยีก็สร้างสิ่งตรงกันข้ามแบบกระจายศูนย์จริงๆ ขึ้นมาอย่างเช่น เงิน Cryptocurrency แต่ก็มีความเสี่ยงเรื่องการควบคุมที่ยากมากขึ้น ซึ่งเขาเองสนใจจะศึกษาเชิงลึกทั้งข้อดีและข้อเสียของสิ่งเหล่านี้ รวมทั้งศึกษาว่าจะนำมาปรับใช้กับบริการของ Facebook ได้อย่างไร

ที่มา: Mark Zuckerberg

alt="Mark Zuckerberg"

from:https://www.blognone.com/node/98812

10 เหตุการณ์น่าจดจำ บทสรุปส่งท้ายปีจากเวที Digital Matters

หากจะบอกว่า เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาของการออกแบบไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตบนโลกกันใหม่ก็คงไม่ผิดนัก เพราะจากบรรยากาศเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมากับงานสัมมนา Digital Matters ครั้งที่ 10 ณ Link Collaboration Space ภายใต้ธีมแห่งการมองย้อนอดีต และเลือกหยิบสิ่งที่น่าจดจำแห่งปี 2017 เพื่อจะนำมันติดตัวไปด้วยสู่ปีต่อ ๆ ไปนั้น เชื่อว่าเราคงได้เห็นแล้วว่า มีหลายสิ่งที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละเล็กทีละน้อยในปีที่กำลังจะจบลงนี้ และสุดท้าย เชื่อว่ามันจะวิวัฒนาการตัวเองกลายเป็นสินค้า และบริการตัวใหม่สำหรับผู้บริโภคในอนาคตเสียด้วย

ซึ่งสิ่งที่น่าจดจำแห่งปี 2017 ในมุมของของสองแขกรับเชิญอย่างคุณศิวัตร เชาวรียวงษ์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท กรุ๊ปเอ็ม (ประเทศไทย) และคุณสุธีรพันธุ์ สักรวัตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดด้านการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา มีดังต่อไปนี้ค่ะ

1. ยุคของ Sharing Economy ว่าใหญ่แล้ว ยุคของ Autonomous Car น่าจะใหญ่กว่า

คุณสุธีรพันธุ์ในฐานะผู้เริ่มต้น เลือกที่จะมองการมาถึงของบริการ Ride-Sharing ที่กำลังเริ่มผนวกเข้ากับ Autonomous Car ว่าจะเป็นรูปแบบการให้บริการใหม่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ได้อย่างมาก รวมถึงมีโอกาสต่าง ๆ ซ่อนอยู่ภายในความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย

“เทรนด์ของ Autonomous มาแรงมาก ๆ และทำให้เราเกิดคำถามได้มากมายกับเทรนด์นี้ ที่จอดรถยังจำเป็นอยู่ไหม โชว์รูมต้องสร้างอีกหรือเปล่า คนอาจไม่ต้องการเป็นเจ้าของรถแล้ว แต่เปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบสมัครสมาชิก จ่ายเงิน 3,000 บาท แลกกับการเรียกรถอัตโนมัติมาใช้งาน 20 ชั่วโมงต่อเดือน ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ Business Model ของโลกในอนาคตจะเปลี่ยนไปหมด”

อย่างไรก็ดี ได้มีการตั้งคำถามถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่าง “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ด้วยเช่นกัน ว่าจะสามารถขึ้นมาควบคุม และอำนวยความสะดวกในชีวิตของมนุษย์ได้จริงหรือไม่

2. ยกหน้าที่ดูแลมนุษย์ให้ AI นั้นหนักเกินไปหรือไม่ 

ดร.โนริโกะ อาราอิ

ประเด็นที่ 1 มีความต่อเนื่องมาสู่ประเด็นที่ 2 เมื่อคุณศิวัตรได้ยกคลิปชิ้นหนึ่งชื่อ Todai Robot จาก TED Talk มาเปิดให้ฟังกัน โดยคลิปดังกล่าวกำลังจะสื่อว่า ความเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ในข้อ 1 ที่มี AI อยู่เบื้องหลังนั้น แท้จริงแล้ว AI มีพฤติกรรมการเรียนรู้ที่แตกต่างจากมนุษย์อยู่ไม่น้อย และรูปแบบการหาคำตอบของ AI ก็สวนทางกับวิธีประมวลผลของมนุษย์เสียด้วย นั่นจึงนำไปสู่การท้าทายว่า AI จะสามารถขึ้นมาเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ได้จริงหรือ

ซึ่งการจะถามคำถามนั้นอาจเร็วเกินไป โปรเจ็ค Todai Robot จึงนำ AI มาท้าทายว่าจะสามารถผ่านการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียวได้ภายในปี 2020 หรือไม่ ซึ่งสิ่งที่นักวิจัยอย่างคุณโนริโกะ อาราอิ พบเพิ่มเติมก็คือ นอกจาก AI จะหาคำตอบได้เร็วและเก่งขึ้นแล้ว เด็กญี่ปุ่นที่ทำข้อสอบได้นั้นก็มีจำนวนน้อยลงอีกด้วย

นั่นจึงนำไปสู่ความท้าทายใหม่ที่ว่า ยังมีจุดใดบ้างที่มนุษย์ยังไม่แพ้หุ่นยนต์ และเราจะสามารถสร้างคนให้เก่งขึ้นเพื่อมาทำงานที่ควบคุม AI ได้จริงหรือไม่ ในสถานการณ์ดังกล่าว

“การทำงานของคนในด้านการใช้แรงงาน ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ามนุษย์แพ้เครื่องจักรไปเรียบร้อย ส่วนเรื่องของสมอง วันนี้ หุ่นยนต์ก็แซงหน้ามนุษย์ไปแล้วเช่นกัน ดังนั้น ข้อแตกต่างเดียวที่หุ่นยนต์ยังทำไม่ได้ นั่นคือ ความเห็นอกเห็นใจ เพราะมันไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่” คุณสุธีรพันธุ์กล่าวสรุป

3. การดับลงของสื่อ (เก่า?) กับการเกิดขึ้นของสื่อ (ใหม่?)

เป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปีกับการประกาศเลิกจ้างพนักงานของทีวีพูล หลังประสบภาวะขาดทุนกับการทำทีวีดิจิทัล ขณะที่เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็เกิดปรากฏการณ์ใหม่ของสื่อไทยเมื่อประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีช่องบน YouTube ที่มีผู้ติดตามทะลุ 10 ล้านคนเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับ GMM Grammy และเวิร์กพอยต์ ที่ GMM Grammy ชนะไปอย่างเฉียดฉิว

4. คนดูรายการทีวีลดลง แต่ดูรายการผ่านมือถือมากขึ้น 

ข้อสามและข้อสี่มีความต่อเนื่องกัน โดยเชื่อว่าหลายคนจะสังเกตเห็นตัวเลขของ Nielsen ที่ส่งออกมาทุกเดือนเป็นเครื่องชี้วัดได้ดีว่าเม็ดเงินโฆษณากำลังจะหมุนออกจากสื่อทีวีมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งกลายเป็นจุดที่ทำให้คนทำรายการทีวีออกมาทำคลิปชวนให้ผู้บริโภค ถ้ามีเวลาว่างพอช่วยหันกลับมาดูรายการทีวีอีกครั้ง

“ความน่าสนใจของคลิปวิดีโอตัวนี้ คือ นักการตลาดนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้ดูในเรื่องเรตติ้งอีกแล้ว แต่ดูโปรไฟล์ของรายการนั้น ๆ มากกว่า มันจึงอยู่ที่การปรับทัศนคติ ปรับรูปแบบการผลิตคอนเทนต์ว่าจะปรับอย่างไรให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า” คุณสุธีรพันธ์กล่าว

5. ความสำเร็จของ “ฉลาดเกมส์โกง” – “ตราบธุลีดิน”

ภาพยนตร์เรื่อง “ฉลาดเกมส์โกง” จากค่าย GDH เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่นอกจากจะทำเงินในประเทศได้ไม่น้อยแล้ว ยังเป็นหนังที่บินไปโตไกลในต่างแดนแทบทุกประเทศในภูมิภาคเอเชีย ทั้งจีน (ขึ้นอันดับหนึ่ง Box Office) ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ ฯลฯ ซึ่งคุณศิวัตรและคุณสุธีรพันธ์วิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ นั่นคือ การที่หนังเรื่องนี้นำเสนอประสบการณ์ร่วมที่ผู้บริโภคในเอเชียส่วนมากต่างพบเจอ นั่นคือการใช้การสอบเข้าวัดโอกาสในการประสบความสำเร็จในชีวิต

“ผมชอบเรื่องนี้เพราะมันเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า ถ้าหากเราจับจุดได้ และทำอะไรที่มันดี ๆ ขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง และเราทำการตลาดเป็น เราสามารถไปได้แล้ว” คุณศิวัตรกล่าว

“ถ้าหากเราย้อนไปดูฉลาดเกมส์โกง หนึ่งในความสำเร็จของหนัง GDH คือการหยิบเอา Insight ที่มันโดน ๆ มาเล่น ซึ่ง Insight ของเรื่องฉลาดเกมส์โกงนี้แรง และโดน และฐานคนดูโคตรจะเยอะ”

ด้านคุณสุธีรพันธุ์เสริมว่า “นี่ไม่ใช่หนังไทย มันคือหนังเอเชีย เพราะว่าในอดีตเรามีสอบจอหงวนใช่ไหม นั่นคือวัฒนธรรมการสอบของประเทศเอเชียที่ให้คุณค่ากับการสอบ และการสอบผ่าน และการได้คะแนนสูงมาก ซึ่งมันเป็นอารมณ์ร่วมของคนเอเชีย ที่มีการสอบ และการโกงอย่างเข้มข้นมาก ซึ่งจุดนี้ ไม่ว่าจะนักเรียนคนไหนในเอเชียดูก็โดน”

ความสำเร็จนี้ของฉลาดเกมส์โกงยังถูกโยงจากจอเงิน ไปสู่จอ YouTube เมื่อคอนเทนต์ของรายการ The Mask Singer 2 อย่างเพลง “ตราบธุลีดิน” ของหน้ากากหอยนางรม ขึ้นแท่นคลิปทั่วไปที่มีการรับชมมากที่สุดในโลกประจำปี 2017 ที่คุณสุธีรพันธ์ชี้ว่า นี่คือการหา Business Model ใหม่ ๆ ในธุรกิจที่เราอยู่ให้เจอ เพราะการดึงคอนเทนต์ขึ้นไปบน YouTube ในวันที่เวิร์กพอยต์ไม่มีอะไรจะต้องเสีย กลับทำให้พบว่า บนโลกออนไลน์นั้นมีผู้ชมรอดูอยู่เป็นจำนวนมาก และกลายเป็นความสำเร็จของเวิร์กพอยต์ในที่สุด

6. “วันคนโสด” วันแสดงพลังที่แท้ทรูของจีนแผ่นดินใหญ่ 

วันคนโสดเป็นอีกหนึ่งวันที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของปี 2017 โดยเป็นปีที่นักการตลาดทั่วโลกต่างจับตาถึงยอดขายว่าจะเกิดการทุบสถิติอะไรขึ้นบ้างในเมืองจีน ซึ่งเมื่อวันนั้นมาถึง ก็ไม่ได้ทำให้นักการตลาดผิดหวัง เมื่อยอดขายสินค้าในจีนแผ่นดินใหญ่พุ่งทะยานเป็นที่ตกตะลึงไปทั่วโลกถึงพลังการช้อปของคนจีน

หันกลับมาดูในตลาดบ้านเรา ก็มีสัญญาณบวกเช่นกันต่อวงการ E-Commerce แต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้และนำไปปรับปรุงต่อไปคือเรื่องของระบบหลังบ้านที่บางรายอาจไม่พร้อมและเกิดเว็บล่ม ทำให้ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงได้อย่างราบรื่น

คุณศิวัตรเล่าว่า “ผมเชื่อว่าปีหน้า E-Commerce ไทยจะเตรียมตัวได้ดีกว่านี้ สำหรับแบรนด์ ผมอยากยกหลาย ๆ กรณีของแบรนด์ เช่น Xiaomi ขายได้ 11,800 ล้านหยวนใน 24 ชั่วโมง ซึ่งถ้าซีอีโอของแบรนด์ต่าง ๆ มองเห็นถึงศักยภาพนี้ และใช้มันให้เกิดประโยชน์ มันจะเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพมาก”

7. สังคมไร้เงินสดกับ QR Code มาตรฐาน 

ไม่ใช่ทุกประเทศที่ปรับตัวเข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสดได้อย่างไร้รอยต่อ เพราะยังมีหลายประเทศที่ติดกับดักความคุ้นเคยดั้งเดิมของตัวเองจนไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ สำหรับประเทศไทย สังคมไร้เงินสดเป็นคำที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 – 4 ของปีนี้หลังการประการเปิดตัว QR Code มาตรฐานอย่างเป็นทางการ ซึ่งแขกรับเชิญทั้งสองท่านเห็นตรงกันว่า นี่คืออีกจุดเปลี่ยนที่น่าจดจำจุดหนึ่งของปีนี้เลยทีเดียว

“ทุกวันนี้ จีนและอินเดียมีการใช้ QR Code อย่างกว้างขวาง แต่ที่กำลังจะเป็นประเทศที่สามก็คือประเทศไทย ซึ่งจุดที่แตกต่างกับจีนและอินเดียคือการที่ประเทศไทยมี QR Code มาตรฐาน อีกทั้งการเข้าถึงสมาร์ทโฟนของคนไทยก็มีมากขึ้น และสัญญาณอินเทอร์เน็ตของไทยก็เข้าขั้นดี จึงเชื่อว่าสังคมไร้เงินสดน่าจะเกิดขึ้นในไทยได้ไม่ยาก” คุณสุธีรพันธ์กล่าว

8. ปรากฏการณ์ “ตูน บอดี้สแลม”

สำหรับปรากฏการณ์ก้าวคนละก้าว คุณป้อม – ศิวัตรเผยว่า “ในแวดวงการตลาด เรามักพูดกันเสมอ ๆ ว่าจากคนธรรมดา กลายเป็นดาราได้จากพลังของ Social Media แต่สำหรับกรณีของตูน บอดี้สแลมนั้น นอกจากจะไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว การออกมาวิ่งครั้งนี้ร่วมกับเพื่อน ๆ ยังสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยได้อย่างใหญ่โตมากทีเดียว”

สิ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ครั้งนี้ขึ้นได้ ส่วนหนึ่งเชื่อว่ามาจากพลังของ Social Media และเทคโนโลยีที่เชื่อมคนเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งคุณป้อมมองว่า ในอนาคต ปรากฏการณ์ในลักษณะนี้จะสามารถสร้างขึ้นได้อีก ผ่านเครื่องมือทรงพลังที่ชื่อว่า Social Media นั่นเอง

Kris Snibbe/Harvard Staff Photographer

9. การกล่าว Speech ในพิธีสำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก

มาร์ค ซักเคอร์เบิร์กเป็นใคร เชื่อว่าคำถามนี้ทุกคนคงทราบคำตอบกันดี แต่การกลับมาที่มหาวิทยาลัยอีกครั้งเพื่อกล่าว Speech แก่บัณฑิตที่กำลังจะจบการศึกษาในปีนี้ ได้กลายเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจและถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก กับหลาย ๆ ข้อคิดที่เขาได้ฝากไว้ ซึ่งแง่คิดที่โดนใจแขกรับเชิญของเรามากที่สุดมี 3 ข้อ ได้แก่

  • การทำดีกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่จำเป็น (จริง ๆ นะ)
  • หน้าที่ของคนเจเนอเรชันนี้ (Millennials) นอกจากการทำตามเป้าหมายของตัวเองแล้ว อีกสิ่งหนึ่งคือการช่วยคนอื่นหา “Sense of Purpose” ของตัวเองให้เจอด้วย
  • การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มต้นจากสิ่งที่อยู่รอบตัวเราก่อน (Change starts local)

10. การเติมเต็มตัวเองด้วยแนวคิด Ikigai

คุณสุธีรพันธุ์ดึงแนวคิด Ikagai มาเป็นหัวข้อสุดท้ายของการพูดคุยในวันนี้ กับการเติมเต็มตัวเองที่ลงลึกได้มากกว่าความสุขแบบทั่วไป ซึ่งทุกจุดทุกความสัมพันธ์ในแผนภูมินี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์กับชีวิตได้จริง (สามารถฟังในคลิปย้อนหลังได้ช่วงนาทีที่ 1.35.00 ค่ะ)

ส่วนสาเหตุที่นำแผนภูมิ Ikigai มาปิดท้ายนั้น เชื่อว่าผู้ฟังในงานจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของความเป็นพี่ ที่อยากฝากให้คนรุ่นต่อไปนำข้อคิดนี้ไปพัฒนาตัวเอง และหาสิ่งที่ตัวเองรัก สิ่งที่ตนเองถนัดให้เจอ โดยที่สิ่งที่รักนั้นต้องทำประโยชน์ให้กับโลก และสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองอย่างยั่งยืนด้วย ซึ่งสุดท้ายแล้ว ชีวิตมนุษย์ก็อาจมีแค่นี้จริง ๆ ก็ได้ค่ะ ขอบคุณทุกท่านสำหรับการมาเยือน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน พบกันใหม่กับ Digital Matters ครั้งที่ 11 ในปี 2018 นะคะ

 

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/12/10-best-experienced-for-digital-people-2017/