คลังเก็บป้ายกำกับ: MIND-PR

[PR] ทีซีซีเทค หนุนยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพแรงงาน (Human Capital Development) จับมือ ICDL Thailand สร้างกำลังคนยุคใหม่ผ่านโครงการ ICDL Digital Challenge 2018

บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการสนับสนุนโครงการ ICDL Digital Challenge 2018 แห่งประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ Building Future Digital Workforce for Thailand 4.0 จัดโดย International Computer Driving License: ICDL Thailand ซึ่งเป็นผู้นำด้านทักษะคอมพิวเตอร์และทักษะดิจิทัลระดับมาตรฐานสากล พร้อมระบบออนไลน์การประเมินทักษะความสามารถก้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ทั้งนี้เป้าหมายหลักของโครงการ เพื่อกระตุ้นให้บุคลากรรุ่นใหม่ตื่นตัวในการพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสู่มาตรฐานสากล และสามารถตอบโจทย์การทำงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างแท้จริง ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจัดขึ้น Multifunction Hall ชั้น 10 C asean (ซีอาเซียน)

นายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ กรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) กล่าวว่า ทีซีซี เทคโนโลยี ในฐานะองค์กรภาคเอกชน เรามีความพร้อมและความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านดิจิทัล (Digital Literacy) โดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้นกับตัวบุคลากรเอง องค์กร ตลอดจนสังคมโดยรวมผมมองว่าโอกาสทางธุรกิจไม่ว่าจะในอดีต ปัจจุบันและอนาคตล้วนอาศัยประสิทธิภาพของสองปัจจัยหลักคือเทคโนโลยีและคน แต่ด้วยว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันมันฉลาดและซับซ้อนขึ้นมากจนทำให้คนตามไม่ทัน ขยายผลไปสู่การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาด เฉพาะอย่างยิ่งทำอย่างไรให้ตรงกับแนวทางการปฎิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัล (Digital Transformation) ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ที.ซี.ซี. เทคโนโลยีเองเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากรทั้งในองค์กรและนอกองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าแม้ตอนนี้ประเทศของเรายังอยู่ในช่วงต้นของการสร้าง Digital Talent ที่รองรับกับ Digital Workforce Models แต่ผลกระทบด้านแรงงานดิจิทัลจะคลี่คลายลงได้เร็วขึ้นหากทุกฝ่ายร่วมมือกัน

จะเห็นว่าเทคโนโลยีดิจิทัลส่งผลต่อความต้องการแรงงานเปลี่ยนไปจากเดิม โดยเฉพาะในบริบทของภาคอุตสาหกรรม หลายองค์กรต่างมองหาคนที่มีความรู้ และความสามารถด้านดิจิทัลเข้ามาเสริมทัพ ในขณะเดียวกันได้มุ่งพัฒนาทักษะพนักงานเดิมในระบบให้มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรู้ความเชี่ยวชาญการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลในระดับมาตรฐานสากลเพิ่มสูงขึ้น ผมเชื่อว่าทุกภาคส่วนต่างตระหนักถึงผลกระทบจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแม้กระทั่งนักเรียน นิสิตหรือนักศึกษาเอง เวทีนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่าเยาวชนของเรามีทัศนคติที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง และมองการเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค ซึ่ง ICDL Digital Challenge 2018  ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่ตื่นตัวในการเตรียมพร้อมสู่ตลาดแรงงานยุคดิจิทัลอย่างแท้จริงและเราภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนโครงการดีๆ เช่นนี้กล่าวโดยนายวรดิษฐ์

ด้านนางสาวกฤษฏิ์กัญญา  กานต์จิรธันย์  กรรมการบริหาร ไอซีดีแอล ไทยแลนด์ กล่าวถึงที่มาโครงการ ICDL Digital Challenge 2018 ว่า การแข่งขัน Digital Challenge 2018 เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ ICDL จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ และร่วมขับเคลื่อนการยกระดับทักษะดิจิทัลของทรัพยากรมนุษย์ของประเทศให้ได้มาตรฐานสากลไปด้วยกัน ทั้งในกลุ่มกำลังคนแห่งอนาคต ได้แก่นักเรียน นักศึกษาจากภาคการศึกษาที่กำลังเตรียมเข้าสู่ตลาดแรงงาน และกลุ่มบุคลากรภาคการทำงาน รวมถึงภาครัฐและเอกชน  ซึ่งทุกส่วนจะต้องทำไปพร้อมๆ กัน เพราะปัจจุบันภาคการทำงานทั้งรัฐและเอกชนต่างเร่งพัฒนาบุคลากรของตนให้ทันกับการนำเทคโนโลยีมาใช้งาน อีกทั้งมองหากำลังคนยุคใหม่ที่มาพร้อมกับทักษะดิจิทัลที่ได้มาตรฐานสากล ดังนั้นในอนาคตอันใกล้ หากภาคการศึกษาสามารถพัฒนาและผลิตกำลังคนแห่งอนาคตออกมาได้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคดิจิทัล ก็จะทำให้การขับเคลื่อนสู่ไทยแลนด์ 4.0 สำเร็จและเป็นจริงได้อย่างรวดเร็วในไม่ช้า แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดสู่ความสำเร็จนี้ คือ ตัวบุคคล ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน นักศึกษา คนทำงาน ประชาชนคนทั่วไป เราต่างต้องเปิดใจที่จะเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ น้อมรับความเปลี่ยนแปลง สนุกกับการเรียนรู้พัฒนาตนเองตลอดชีวิต ยกระดับพัฒนาทักษะที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น เพราะความสำเร็จของประเทศไทยเกิดจากคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ ปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ซึ่งก็คือ ตัวเราทุกคน

เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล เทคโนโลยีดิจิทัลจะแทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน การทำธุรกิจ การปฎิสัมพันธ์ต่างๆ ซึ่งจะทำให้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้น ชีวิตดีขึ้น ธุรกิจสามารถขยายและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ เพิ่มผลกำไร ประเทศไทยก็จะสามารถก้าวเข้าสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ได้อย่างมั่งคั่งยั่งยืนและมั่นคง แต่ สิ่งดีๆ เช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากพวกเราทุกคนไม่มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ดีพอ จริงๆ แล้วการที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาอย่างรวดเร็วในทุกๆ ด้าน เปรียบเสมือนคลื่นสึนามิลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง การที่คนไม่มีทักษะที่ใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ จะกลับกลายเป็นความเสียหายในทันที เสียหายทั้งกับตัวเอง กับองค์กรและประเทศชาติ ดังนั้นแล้ววันนี้จึงถึงจุดที่เราจะมองข้าม ละเลยหรือปฏิเสธเรื่องการพัฒนาทักษะดิจิทัลไม่ได้เลย วันนี้เราต้องมองว่า ทรัพยากรมนุษย์ คือ ปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ การพัฒนาทักษะดิจิทัลพื้นฐานที่จำเป็นให้แก่คนไทยทุกคนเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องลงทุนทำทันทีและทำอย่างมีคุณภาพ เปรียบเสมือนการติดอาวุธที่มีประสิทธิภาพให้กับทรัพยากรมนุษย์ของเรา ซึ่งสิ่งนี้จะสำเร็จได้ก็ต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจกันของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และตัวบุคคลเองด้วยกล่าวโดย นางสาวกฤษฏิ์กัญญา  กานต์จิรธันย์ 

###

from:https://www.techtalkthai.com/tcc-icdl-digital-challenge-2018/

Advertisements

[PR] ซิลเวอร์ พีค ยกระดับความปลอดภัยเครือข่ายแวน (WAN) เปิดตัวเทคโนโลยีการจัดแบ่งเซกเมนต์และการผูกโยงบริการรักษาความปลอดภัยกับโซลูชันยูนิตี้ เอจคอนเน็ค เอสดี-แวน (Unity EdgeConnect SD-WAN) ที่มีรางวัลการันตี

ขีดความสามารถที่ล้ำหน้าส่งผลให้องค์กรที่หันมาใช้ระบบคลาวด์สามารถควบคุมนโยบายความปลอดภัยจากส่วนกลางที่ทำงานแบบอัตโนมัติ ทั้งยังเชื่อมต่อผู้ใช้โดยตรงกับแอพพลิเคชันได้อย่างปลอดภัย

กรุงเทพฯ, 13 มิถุนายน 2561 – ซิลเวอร์ พีค ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันบรอดแบนด์และเครือข่าย แวน แบบไฮบริด ได้ประกาศวันนี้ถึงการเปิดตัวเทคโนโลยีการจัดแบ่งเซกเมนต์ (segmentation) และการผูกโยงบริการรักษาความปลอดภัย (security service chaining) กับโซลูชันยูนิตี้ เอจคอนเน็ค เอสดี-แวน (Unity EdgeConnect SD-WAN) ที่มีรางวัลรับประกัน ซึ่งขีดความสามารถใหม่นี้ช่วยให้องค์กรที่กระจายกันอยู่ในที่ต่างๆ สามารถจัดแบ่งประเภทผู้ใช้ แอพพลิเคชัน  และบริการ แวน จากส่วนกลางให้เป็นโซนที่ปลอดภัย และทำให้การกำหนดทิศทางแอพพลิเคชันทราฟฟิกของเครือข่ายแลน (LAN) และแวน (WAN) ทำงานแบบอัตโนมัติตามนโยบายความปลอดภัย (security policy) ข้อบังคับด้านกฎหมาย และจุดประสงค์ทางธุรกิจตามที่กำหนดไว้ สำหรับองค์กรที่ใช้ระบบความปลอดภัยที่มาจากหลายราย (multivendor security) ขณะนี้ EdgeConnect ยังมีการผูกโยงบริการแบบลากและวาง (drag and drop) กับบริการรักษาความปลอดภัยเจนเนอเรชันใหม่ (Next-Generation security) ได้อย่างไร้รอยต่อ และด้วยการผสมผสานขีดความสามารถใหม่ที่เพิ่งเพิ่มเข้ามานี้ องค์กรจะสามารถลดช่องโหว่หรือพื้นที่ของการถูกโจมตีได้ในเชิงรุก ทั้งยังควบคุมได้ว่าใครเชื่อมต่อกับระบบและบริการคลาวด์สาธารณะ สามารถตรวจสอบได้ว่ามีการเชื่อมต่อที่ไหนและเมื่อใดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงความสามารถในการเชื่อมต่อผู้ใช้จากสำนักงานสาขาโดยตรงกับระบบคลาวด์ได้อย่างปลอดภัย

ประสิทธิภาพแห่งการควบคุมดูแลจากส่วนกลาง (Centralized Orchestration) และการบังคับใช้นโยบายอัตโนมัติ (Policy Automation)

EdgeConnect ถูกบริหารจัดการจากส่วนกลางและสร้างมาเพื่อรองรับระบบคลาวด์ จึงต่างจากโครงสร้างพื้นฐาน แวน (WAN) แบบเดิมที่ต้องใช้เราเตอร์และระบบแมนนวลในการตั้งโปรแกรมโดยใช้ CLI กับอุปกรณ์ทีละเครื่องที่แสนจะสิ้นเปลืองเวลา Unity Orchestrator ช่วยให้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายสามารถกำหนดและควบคุมดูแลนโยบายความปลอดภัยจากส่วนกลาง และสร้างโซนปลอดภัยแบบ end-to-end สำหรับผู้ใช้, กลุ่มแอพพลิเคชันและเครือข่ายการซ้อนทับแบบเสมือน (Virtual overlays) หลากหลายประเภท โดยสามารถกำหนดค่าไปยังสถานที่ใช้งานต่างๆ ตามจุดประสงค์ของธุรกิจ สำหรับในอุตสาหกรรมที่องค์กรกระจายตัวกันอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น การค้าปลีก ซึ่งมีสาขากว่า 1,000 แห่ง การเขียนสคริปต์นโยบายความปลอดภัย (security policy) แบบแมนนวลและการบริหารจัดการที่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขของแต่ละสาขาอาจใช้เวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะเสร็จ ทำให้องค์กรมีความเสี่ยงต่อการกำหนดค่าที่ผิดพลาด แต่เมื่อใช้ EdgeConnect  จะทำให้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายจะสามารถลดขั้นตอนที่ยุ่งยากเหล่านี้ได้ทันทีและทำงานให้เสร็จภายในเวลาไม่กี่นาทีโดยใช้เทมเพลทที่สร้างเอาไว้ ซึ่งสามารถบังคับใช้นโยบายความปลอดภัยได้ทันทีทั่วทั้งพื้นที่ที่มีการใช้งานเครือข่าย แลน-แวน-แลน (LAN-WAN-LAN) และ แลน-แวน-ศูนย์ข้อมูล (LAN-WAN-Data Center)

การนำระบบจัดแบ่งเซกเมนต์มาใช้กับเครือข่าย แวน (WAN)

เนื่องจากรูปแบบการโจมตีในระยะที่ผ่านมามีความซับซ้อนและทันสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ องค์กรหลายแห่งจึงเริ่มนำสถาปัตยกรรมความปลอดภัยแบบแบ่งเป็นเซกเมนต์มาใช้ (segmented network security architectures) และกำลังเปลี่ยนรูปแบบความคิดไปเป็นการตรวจสอบทุกอย่างที่อยู่ภายในหรือภายนอกเครือข่ายของตนก่อนให้สิทธิ์การเข้าถึง ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ดูแลระบบเครือข่ายที่ต้องพึ่งพาเราเตอร์แบบเดิม ถูกบังคับให้ต้องเขียนสคริปต์ผู้ใช้ แอพพลิเคชันและเครือข่ายสำหรับอุปกรณ์แบบเครื่องต่อเครื่องโดยใช้ CLI ที่น้อยคนนักจะทราบ แต่ด้วย Unity Orchestrator ผู้ดูแลระบบสามารถควบคุมดูแลนโยบายความปลอดภัยแบบกำหนดโซน (zone-based security policies) ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งแบ่งเซกเมนต์โซนแบบ end-to-end ทั่วทั้งเครือข่าย แลน (LAN) และ แวน (WAN) ในสามขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

  1. กำหนดเทมเพลตนโยบายความปลอดภัยหลักเพื่อแบ่งแอพพลิเคชัน และผู้ใช้ออกเป็นเซกเมนต์
  2. กำหนดนโยบายความปลอดภัยจากส่วนกลาง รวมทั้งบริการแบบลากและวางที่ผูกโยงกับบริการความปลอดภัยของบริษัทภายนอก
  3. ผลักดันและใช้การกำหนดค่านโยบายความปลอดภัยที่ไม่ซ้ำกันไปยังสำนักงานทุกแห่งโดยอัตโนมัติ

ความปลอดภัยที่แข็งแกร่งขึ้นด้วยการมองเห็น (Visibility) และการควบคุม (Control)

ด้วยประสิทธิภาพของการจัดแบ่งเซกเมนต์ระดับไมโคร (micro-segmentation) ขณะนี้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายจึงสามารถมองเห็นภาพและกำหนดโซนที่ปลอดภัยจากส่วนกลาง รวมทั้งแบ่งผู้ใช้ แอพพลิเคชันและการซ้อนทับเครือข่ายออกเป็นเซกเมนต์เพื่อเร่งการนำแอพพลิเคชัน ไปใช้และลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดจากการกำหนดค่าแบบแมนนวล แต่เมื่อใช้ Unity Orchestrator ผู้ดูแลระบบจะสามารถ:

  • กำหนดและใช้นโยบายความปลอดภัยที่ไม่ซ้ำกันตามโซน
  • กำหนดโทโพโลยี (topology) การขนส่งและนโยบายเฟลโอเวอร์ (fail-over)สำหรับแต่ละโซน
  • แบ่งเซกเมนต์และกำหนดแอพพลิเคชัน ไปยังโซนต่างๆ เพื่อการเข้าถึงอย่างปลอดภัยโดยผู้ใช้
  • จับคู่โซนฝั่ง แลน (LAN) กับเซกเมนต์ฝั่ง แวน (WAN)

“ในฐานะผู้เชี่ยวชาญการรักษามะเร็งประจำชุมชนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ เรามีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการปกป้องความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อมูลการรักษาของผู้ป่วยจากคลินิกกว่า 30 แห่ง” โรเบิร์ต ฮอลโลเวย์ ผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานของเทนเนสซี ออนโคโลยี กล่าว “โซลูชัน EdgeConnect SD-WAN ของซิลเวอร์ พีค ซึ่งมีขีดความสามารถในการจัดแบ่งเซกเมนต์ตามโซนที่ก้าวล้ำหน้า จะช่วยให้เรากำหนดโซน แลน ถึง แลน (LAN to LAN) ที่ปลอดภัยเพื่อแยกทราฟฟิกเครือข่ายของบริษัทออกจากทราฟฟิก   ไว-ไฟ (Wi-Fi) ของผู้ใช้ภายนอกทั้งบน แลน (LAN) และ แวน (WAN) ทำให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์กรแบบเป็นเซกเมนต์ที่ปลอดภัยระหว่างคลินิกกับศูนย์ข้อมูลของเรา EdgeConnect ยังช่วยให้เราเปลี่ยนจากการใช้เราเตอร์แบบเดิมและสถาปัตยกรรมเครือข่าย แวน ที่เน้นการใช้ไฟร์วอลล์ (firewall) มาเป็น แวน เอจ (WAN edge) ที่ผนวกรวมเข้าด้วยกันอย่างเต็มรูปแบบและบริหารจัดการจากส่วนกลาง”

การผูกโยงบริการกับสถาปัตยกรรมความปลอดภัยของผู้ให้บริการหลายรายอย่างไร้รอยต่อ (Service Chaining Across Multivendor Security Architectures)

ซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ล่าสุดของ Unity Orchestrator มีอินเทอร์เฟสแบบลากและวาง (drag and drop) ที่ใช้งานง่ายเพื่อเคลื่อนย้ายทราฟฟิกของแอพพลิเคชันไปยังบริการรักษาความปลอดภัยของบริษัทภายนอก (third-party security infrastructure) โดยอัตโนมัติเพื่อทำการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้อง         การกำหนดทิศทางทราฟฟิกทั้งหมดยังได้รับการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมทั่วทั้ง แวน (WAN) โดยใช้ทันเนล IPSec ส่วนตัวที่เข้ารหัสอย่างปลอดภัย ซิลเวอร์ พีคมีเครือข่ายพันธมิตรเทคโนโลยีความปลอดภัยที่กว้างใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม

“องค์กรต่างๆ กำลังหันมาใช้การรักษาความปลอดภัยแบบแบ่งเซกเมนต์มากขึ้นเรื่อยๆ และกำลังประเมินข้อกำหนดด้านความปลอดภัยเครือข่ายของตนใหม่หมดในทุกด้าน” เดมอน เอ็นนิส รองประธานอาวุโสของซิลเวอร์ พีค กล่าว “ซิลเวอร์ พีค คือผู้นำด้านการตอบสนองข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของเครือข่าย แวน (WAN) ด้วย WAN edge ที่ขับเคลื่อนด้วยแอพพลิเคชัน(Application driven WAN edge) EdgeConnect ช่วยให้องค์กรกำหนดและกำกับดูแลนโยบายความปลอดภัยจากส่วนกลางโดยอัตโนมัติสำหรับผู้ใช้ กลุ่มแอพพลิเคชันและบริการ แวน (WAN) แบบต่างๆ ด้วยขีดความสามารถในการจัดแบ่งเซกเมนต์ที่ก้าวล้ำหน้าและการผูกโยงบริการกับสถาปัตยกรรมความปลอดภัยจากผู้ให้บริการหลายรายอย่างไร้รอยต่อ การผสมผสานที่ทรงพลังนี้ช่วยให้องค์กรริเริ่มนำระบบคลาวด์มาใช้ในการเพิ่มความคล่องตัวให้ธุรกิจได้อย่างมั่นใจ”

###

เกี่ยวกับบริษัท ซิลเวอร์ พีค

บริษัท ซิลเวอร์ พีคเป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันบรอดแบรนด์และเครือข่าย แวน แบบไฮบริด (Hybrid WAN) บริษัท ซิลเวอร์ พีค นำเสนอโซลูชัน เอสดี-แวน (SD-WAN) ประสิทธิภาพสูงที่พร้อมรองรับเครือข่ายการซ้อนทับแบบเสมือน (Virtual overlays) ที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ เพื่อเชื่อมต่อผู้ใช้กับแอพพลิเคชัน โดยมอบความยืดหยุ่นในการใช้งานร่วมกับเครือข่ายแบบใดก็ได้โดยไม่ทำให้ประสิทธิภาพของแอพพลิเคชัน ลดลง ส่งผลให้ธุรกิจมีความคล่องตัวมากขึ้นและค่าใช้จ่ายลดลง ทั้งนี้มีองค์กรกว่า 3,000 แห่งทั่วโลกได้นำโซลูชันบรอดแบนด์และเครือข่าย แวน แบบไฮบริดของซิลเวอร์ พีคไปใช้งานแล้วในกว่า 80 ประเทศ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมที่ silver-peak.com/

from:https://www.techtalkthai.com/silverpeak-strengthens-wan-security/

[PR] เติมแต้มต่อทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยีแบบอินเทลลิเจนท์

นายวิชญ์ วงศ์หาญเชาว์
Business Development – Digital Transformation
บริษัท ยิบอินซอย จำกัด

การแข่งขันทางธุรกิจเข้มข้นขึ้นจนองค์กรที่มี บิสซิเนส อินเทลลิเจนซ์ ในการวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจเริ่มไม่เพียงพอต่อการแข็งขันทางธุรกิจ บริษัทเริ่มกลับมามองข้อมูลที่ตัวเองมี ดึงข้อมูลจากภายนอก เพื่อนำมาใช้ประกอบการวิเคราะห์ตอบสนองความต้องการให้กับลูกค้า เช่น 1) มีการปรับปรุง ปรับเปลี่ยน ขบวนการผลิตและให้บริการเพื่อให้มีประสิทธิภาพทั้งในแง่ของคุณภาพ เวลา ต้นทุน  2) สร้างระบบที่รองรับการผลิตสินค้าหรือบริการสำหรับลูกค้าแต่ละคนจำนวนมากๆได้ (mass customization) เพื่อรองรับความต้องการของแต่ละคน โดยเฉพาะคนเจนเนอเรชั่นใหม่ๆที่มีทางเลือกมีความต้องการปัจเจก และ 3) สร้างเครือข่ายพันธมิตรเพื่อที่จะนำเสนอกลุ่มบริการและผลิตภัณฑ์เต็มรูปแบบที่เป็นประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้า ตัวอย่างทั้ง 3 ข้อข้างต้นก็เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าอันจะนำไปสู่การสร้างโอกาส สร้างเสริมรายได้ และความสำเร็จทางธุรกิจ

เมื่อเราเอาลูกค้าขึ้นมาเป็นตัวตั้ง มองจากมุมลูกค้ายุคโมบิลิตี้ที่สามารถเลือก ค้นหาข้อมูลเปรียบเทียบ ได้จากทุกที่ทุกเวลา เราจึงจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วจากข้อมูลปัจจุบัน (automate and real time)  นำเสนอข้อมูลที่ตรงกับความต้องการ (relevant)  จึงหนีไม่พ้นกับการต้องใช้เทคโนโลยีแบบอินเทลลิเจนท์มาเป็นเครื่องมือ  ใช้ปัญญาประดิษฐ์ที่โต้ตอบและแก้ไขปัญหาได้เหมือนหรือใกล้เคียงมนุษย์ บทความนี้ จึงขอนำเสนอภาพความเป็นไปของเทคโนโลยีที่ฉลาดมากขึ้นไว้เป็นไอเดียกว้าง ในการปรับแต่งระบบไอที และเพิ่มเติมส่วนที่ขาด เพื่อตอบโจทย์ความเป็นองค์กรธุรกิจอัจฉริยะ (Intelligence & Automation) อย่างแท้จริงในอนาคต

บริการไอทีแบบครบจบทุกสิ่ง:  รายงานสถานะด้านไอทีปี 2561 โดย สไปรซ์เวิร์ค ชี้ถึงรูปแบบบริการด้านไอทีที่ธุรกิจต้องการเพิ่มขึ้นในอนาคตได้แก่ บริการระบบจัดการไอทีแบบอัตโนมัติ (IT Automation) บริการระบบจัดเก็บข้อมูลที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ (SDS) บริการเครือข่ายจัดเก็บข้อมูลแบบเสมือน (Virtual SAN) บริการจัดการเครือข่ายด้วยซอฟต์แวร์ (SDN)  รวมถึงบริการจัดการโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวอร์เจนซ์ (Hyper-convergence) เช่นเดียวกับการ์ทเนอร์ ซึ่งชี้ให้เห็นบริการไอทีบนคลาวด์ที่กำลังเพิ่มขึ้นจากเดิม ได้แก่ บริการการบริหารกระบวนการธุรกิจบนคลาวด์ (BPaaS) บริการด้านความปลอดภัยและการบริหารจัดการคลาวด์ และบริการการจัดทำโฆษณาผ่านคลาวด์ เป็นต้น นับจากนี้ รูปแบบบริการด้านไอทีบนคลาวด์จะไม่จำกัดอยู่ที่บริการด้านซอฟต์แวร์ (SaaS) แพลตฟอร์ม (PaaS) และอินฟราสตรัคเจอร์ (IaaS) อีกต่อไป แต่จะเป็นการจัดบริการไอทีทุกประเภทที่องค์กรต้องการ หรือ XaaS  (Anything as a Service) การเลือกใช้บริการบนคลาวด์จึงต้องสมดุลทั้งในแง่ความรวดเร็วในการออกผลิตภัณฑ์และการถูกผูกขาดกับ vendor เจ้าใดเจ้าหนึ่ง แต่ทั้งนี้เนื่องจากบริการบนคลาวด์มีใหม่ๆออกมาจำนวนมากอย่างรวดเร็ว การ reimplement จะสามารถทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่าในอดีตที่ผ่านมา

ความลงตัวของคลาวด์ลูกผสม: คลาวด์แบบไฮบริดจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบไอที และจะโตขึ้นกว่า 50% ในปี 2563 ตามการคาดการณ์ของ 451 รีเสิร์ช เนื่องจากองค์กรต้องการรูปแบบการทำงานที่ปรับเปลี่ยนได้เร็ว มีบริการที่สามารเรียกใช้  เช่น machine learning, AI เหมือนคลาวด์สาธารณะ แต่ยังคงความปลอดภัยอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ของตนเอง (Public cloud-like on Premise) ความคุ้มค่าของระบบงาน คือ การที่องค์กรสามารถจัดประเภทและปริมาณงานของแต่ละคนแต่ละแผนกว่าควรใช้งานบนไอทีระบบไหน การจัดปรับทรัพยากรไอทีให้พร้อมใช้ได้ตลอดเวลาตามที่ต้องการ ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่าย และควบคุมการใช้งานไอทีได้อย่างถูกต้อง ทั้งเป็นการบริหารค่าใช้จ่ายด้านไอทีที่ไม่กระทบกับกระแสเงินสดของธุรกิจมากนัก เพราะเป็นการจ่ายเท่าที่ใช้จริง

จาก Hyper-convergence สู่ Composable: โครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวอร์เจนซ์ในการจัดการใช้ทรัพยากรร่วมกัน กำลังขยับไปสู่ความเป็น Composable  ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการทรัพยากรข้อมูล (Resource Pool) หรือโครงสร้างพื้นฐานอื่น ในระบบ โดยมีซอฟต์แวร์ที่มีความชาญฉลาดมาเป็นตัวควบคุมหรือบริหารจัดการ (Software-Defined Infrastructure) เพื่อผสมผสาน สับเปลี่ยนแพลตฟอร์มการทำงานต่าง หรือเรียกคืนทรัพยากรกลับสู่ส่วนกลางเมื่อไม่ต้องการใช้งาน ในแนวทางที่กว้างขวางมากกว่าเดิม เช่น เอพีไอ (API) ในการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อสร้างระบบการจัดการทรัพยากรสำหรับทำงานแบบอัตโนมัติ และเพิ่มความสะดวกในการการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวอุปกรณ์บ่อยๆ เป็นต้น กล่าวคือมีอินเทลลิเจนท์เทคโนโลยีมาลดเวลาขั้นตอนการสร้างการโยกย้ายโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นไปตามความต้องการของแอปพลิเคชันและปริมาณงานโดยอัตโนมัติ

เมื่อสตอเรจทุกตัว คือ เทคโนโลยีแฟลช: ชณะนี้ เรากำลังก้าวเข้าสู่คลื่นลูกที่สามเทคโนโลยีสตอเรจที่เรียกว่า All Flash Data Center ที่ในอนาคตจะเป็นการใช้งานแฟลชเต็มรูปแบบ หมายความว่า แอปพลิเคชันต่อจากนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานร่วมกับแฟลชแทนการจัดเก็บบนดิสก์ประเภทจานหมุนซึ่งจะค่อย หายไปในที่สุด โดยการ์ทเนอร์ยืนยันว่า การใช้งานแฟลชในการจัดเก็บข้อมูลแทนฮาร์ดดิสก์ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ 76%  ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาได้ 16% ลดค่าใช้จ่ายในการจัดการ 48% และเพิ่มพื้นที่ในตู้จัดเก็บได้เกินกว่า 48% นอกจากนี้ เทคโนโลยีแฟลชซึ่งออกแบบมาให้จัดเก็บข้อมูลที่มีโครงสร้างหลากหลายในปริมาณมาก สับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็ว และทำให้การแบ็คอัพข้อมูลในอนาคตมีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย

การเพิ่มพื้นที่สื่อสารและการทำงานเแบบดิจิทัล: จะเกิดการพัฒนาเครือข่ายไร้สายในโหมดการทำงานแบบคลาวด์ในยุคไอโอทีและบิ๊ก ดาต้า ผ่านอุปกรณ์เอพี (AP) เพื่อจ่ายคลื่นความถี่ที่สะอาดที่สุดและได้ความเร็วสูงสุด รวมทั้ง การพัฒนาแอปพลิเคชันแบบเอไอที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับใช้วิเคราะห์ขั้นสูงที่จะมีผลต่อการประกอบธุรกิจ หรือพัฒนากระบวนการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เราคงเคยได้ยิน “Work Hard หรือจะ Work Smart” Work Hard ได้ถูกแทนที่ด้วยเคลื่องจักรกับสมองกล ตอนนี้ Work Smart กำลังลังถูกแทนที่ด้วย Artificial Intelligent ทั้งสองยังคงต้องมีมนุษย์ดูแลกำกับเพื่อประโยชน์ของมนุษย์ แต่ถ้าจะมองคุณค่าที่สูงขึ้นคงต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงให้มีความคิดสร้างสรรค์ Creativity ถึงจะอยู่รอดยั่งยืน เทคโนโลยีแบบอินเทลลิเจนท์ ก็จะยังคงเป็นเพียงแค่เครื่องมือของมนุษย์ต่อไป    

###

from:https://www.techtalkthai.com/business-advantages-from-intelligent-technology/

[PR] TCCtech – UTCC ลงนาม MOU ระดับพหุภาคี ผนึกกำลังสร้างบัณฑิตดิจิทัล สอดรับแนวคิด Trade & Service 4.0

เมื่อเร็วๆ นี้ นายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ กรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด    (ทีซีซีเทค) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระดับพหุภาคี (MOU) “โครงการพัฒนาบุคลากรด้านธุรกิจดิจิทัลและบริการ (สหกิจศึกษา)” กับรศ.ดร. เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และตัวแทนจากองค์กรภาคเอกชน         10 บริษัท ว่าด้วยเรื่องเจตนารมณ์และแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรด้านธุรกิจดิจิทัลและบริการ ให้มีความพร้อมรองรับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ตลอดจนเต็มเติมศักยภาพให้สอดรับกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง ตามแนวคิด Trade & Service 4.0 ซึ่งมุ่งใช้นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ยกระดับความสามารถในการแข่งขันเพื่อการเติบโตในระยะยาวของประเทศ

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศ ที่กำหนดให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ทุกคน จากทุกคณะและสาขา ฝึกฝนทักษะพื้นฐานการโค็ด (Coding) หรือการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์สมัยใหม่ โดยมีการเปิดสอนวิชา GE 201 การคิดเชิงนวัตกรรมทางดิจิทัลและการโค้ด (Digital Innovative Thinking and Coding) โดย รศ.ดร. เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นสถาบันการศึกษาเอกชนชั้นนำด้านธุรกิจ การค้า และอุตสาหกรรมบริการ ซึ่งมี  พันธกิจหลักของมหาวิทยาลัยในการเป็น Practice – University ที่ให้ความรู้และพัฒนาทักษะแก่นักศึกษาไม่ว่าจะเรียนคณะใด นักศึกษา  ทุกคนเมื่อจบการศึกษาเป็นบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ต้องมีทักษะการเป็นผู้ประกอบการ ที่สามารถใช้นวัตกรรมและดิจิทัลในการประกอบธุรกิจ หรือที่เรียกว่า IDE (Innovation Driven Entrepreneurship) เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ด้านนายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ กรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) กล่าวข้อจำกัดเรื่องความสามารถของคนไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดหรือแนวโน้มเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องของการสร้างตัวเชื่อมระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา หรือที่เรียกว่า Industry Linkage ซึ่งการผนึกกำลังกันครั้งนี้ ในการสร้างคนคุณภาพเพื่อป้อนสู่ตลาดแรงงาน ถือเป็นแนวทางสำคัญที่ต้องเร่งทำและควรทำอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านภายใต้ ecosystem ที่ครอบคลุมทั้ง Data Centers ,Connectivity และ Computing Resources ทำให้ทีซีซีเทคมีความพร้อมและศักยภาพในการช่วยพัฒนาทักษะแก่นักศึกษา ซึ่งเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับโครงการที่น่าตื่นเต้นนี้

จากผลการสำรวจของ Oxford Economics เกี่ยวกับ Global Talent 2021 สะท้อนทิศทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะเด่นๆ ที่มีความต้องการสูงในช่วง 10 ปีข้างหน้า รวมถึงกระแสการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมภายใต้รูปแบบ Transformation อธิบายให้เห็นภาพชัดเจนตามข้อมูลประกอบที่จัดทำโดย Oxford ด้านล่าง

###

from:https://www.techtalkthai.com/tcctech-utcc-mou/

[PR] โตชิบา แต่งตั้งบริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนจำหน่าย คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก สำหรับองค์กรในประเทศไทย

ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก
พร้อมเดินหน้าสร้างฐานที่มั่นในตลาดเอเชีย
ด้วยการแต่งตัวตัวแทนในประเทศไทย

กรุงเทพฯ, 20 มีนาคม 2561 – บริษัท โตชิบา  สิงคโปร์ พีทีอี  จำกัด ( โตชิบา ) ประกาศแต่งตั้งบริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในกลุ่มผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก สำหรับองค์กร นอกจากนี้ บริษัท โตชิบา ยังแต่งตั้งบริษัท เอซิส คอมพิวเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจในเครือของบริษัท เอสวีโอเอ เป็นผู้ให้บริการอย่างเป็นทางการรายใหม่ในประเทศไทยสำหรับการบริการหลังการขายและสำหรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก สำหรับองค์กรของโตชิบาอีกด้วย

สำหรับคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก ระดับองค์กรจากบริษัท โตชิบา ได้รับการออกแบบและผลิตภายในโรงงานของโตชิบาเองทั้งหมด ได้แก่ Portégé X20W รุ่นใหม่ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก แบบพับหน้าจอได้ (convertible laptop) มีน้ำหนักเบาและบางที่สุดในโลก มาพร้อมตัวประมวลผลประสิทธิภาพสูงจาก Intel, Portégé X30 คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊กดีไซน์สวยหรูพร้อมพอร์ต type-C™ Gen-2 (รองรับ Thunderbolt™3) รวมถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและได้รับรางวัลการันตีมาแล้วในซีรีส์ Portégé Z และซีรีส์ Tecra

โตชิบา มีความมุ่งมั่นที่ต้องการตอบสนองความต้องการที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มลูกค้าองค์กรในประเทศไทย ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก พร้อมตอบทุกโจทย์ความต้องการ “โดยทางโตชิบา มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับเอสวีโอเอให้เป็นตัวแทนจำหน่ายคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก สำหรับองค์กรของเรา เนื่องจากเอสวีโอเอมีศักยภาพด้านการจัดจำหน่ายที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการนำเสนอเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้กับตลาด” นายวู เต็งกัว กรรมการผู้จัดการ บริษัท   โตชิบา สิงคโปร์ จำกัด กล่าวและว่า “นอกจากนี้ บริษัท โตชิบา ยังได้แต่งตั้งบริษัท เอซิส คอมพิวเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นธุรกิจในเครือของเอสวีโอเอ ให้เป็นผู้ให้บริการอย่างเป็นทางการรายใหม่ในประเทศไทยด้วย โดยจะดูแลด้านการบริการหลังการขายที่ครอบคลุมและการสนับสนุนช่วยเหลือภายในประเทศไทยสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก สำหรับองค์กรของโตชิบา”

“สำหรับเรื่องการให้บริการหลังการขายสำหรับกลุ่มองค์กรในประเทศไทย ภายในการบริการของเอซิส ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเอสวีโอเอที่มีศูนย์บริการ    12  แห่งทั่วประเทศทำให้เรามั่นใจได้ถึงความพร้อมในการให้บริการหลังการขายภายใต้การดำเนินการของช่างเทคนิคที่ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี รวมถึงบริการงานซ่อมที่รวดเร็วและสะดวกสบายเพื่อลดปัญหาการไม่มีเครื่องใช้งาน”  นายวู กล่าวเสริม

“ในฐานะผู้ให้บริการโซลูชันด้านไอทีชั้นนำในประเทศไทย บริษัท เอสวีโอเอ มีประสบการณ์มากกว่า 35 ปีในธุรกิจสายนี้ ทั้งยังมีผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพที่ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี และฐานลูกค้าองค์กรที่แข็งแกร่งทั้งในภาครัฐและเอกชน ด้วยเหตุนี้ เราจึงอยู่พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้กับบริษัท โตชิบา ในส่วนของคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก สำหรับองค์กร สำหรับกลุ่มเป้าหมายของเรา ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรธุรกิจ ซึ่งรวมถึงกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและย่อม และธุรกิจสตาร์ทอัพองค์กรเหล่านี้ต่างชื่นชอบกลุ่มผลิตภัณฑ์ของโตชิบาอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียง สินค้าที่มีประสิทธิภาพ ดีไซน์สวยงาม และใช้งานง่าย” นายฐิตกร อุษยาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) กล่าว

ทั้งนี้คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก สำหรับองค์กรของบริษัท โตชิบา ได้รับการออกแบบและผลิตในโรงงานของโตชิบาเองทั้งหมด โดยช่างผู้ชำนาญพร้อมทั้งประสพการณ์ รวมถึงรูปแบบงานดีไซน์ที่มีความทันสมัย คุณภาพสูงและทนทานเป็นอย่างยิ่ง  โน้ตบุ๊กทุกรุ่นของโตชิบามาพร้อมบริการสนับสนุนช่วยเหลือที่ครอบคลุมสำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร พร้อมด้วยมาตรฐานการรับประกัน 3 ปี (ชิ้นส่วนและค่าแรง)  แพ็คเกจโปรแกรมการรับประกันของบริษัทโตชิบา ได้รับการออกแบบให้ลูกค้ากำหนดรูปแบบได้เองและสามารถขยายการรับประกันคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก ให้ครอบคลุมตามงบประมาณและความต้องการของลูกค้าด้วย นอกจากนี้ยังมีบริการเสริมเพิ่มเติมซึ่งประกอบด้วยการให้บริการนอกสถานที่และการขยายระยะเวลารับประกันของแบตเตอรี่

ล่าสุดทางโตชิบา ได้มีการเปิดตัวโน้ตบุ๊ก E-GENERATION RANGE ใหม่สำหรับ ULTRA LIGHT X-SERIES ที่ทรงพลังด้านประสิทธิภาพการใช้งานและประมวลผลที่รวดเร็ว  ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์รุ่นใหม่มีประสิทธิภาพสามารถใช้ได้กับโปรเซสเซอร์ Intel® Core ™รุ่น 8 รวมถึงการออกแบบที่มีความคล่องตัว Ultra Mobile ขนาดเล็กน้ำหนักเบา แต่ทรงประสิทธิภาพและสมรรถนะการทำงานที่สูง ในรูปแบบมืออาชีพ รวมถึงความโดดเด่นในเรื่องของการออกแบบที่หรูหรา ทนทาน ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน

โตชิบาเรามีความมุ่งมั่น รวมถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในการจัดหาโน้ตบุ๊กที่ตอบโจทย์รูปแบบการใช้งานของกลุ่มลูกค้าองค์กร ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับนักธุรกิจที่ต้องเดินทางตลอดเวลา”  นายวู กล่าว  “เราเข้าใจดีว่ารูปแบบการทำงานของผู้ใช้ของเรามีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเราจึงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์การใช้งาน รวมถึงประสิทธิภาพ การรักษาความปลอดภัย การเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพสูง และเหมาะสำหรับผู้ใช้ทางธุรกิจในปัจจุบัน “

เอกสารแนบผลิตภัณฑ์ :

อุปกรณ์ X-Series (E-Generation) รุ่นใหม่ที่ให้ประสิทธิภาพและความทนทานระดับมืออาชีพที่ออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ใช้ในขณะเดินทาง ร่วมถึงด้านเทคนิคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้อุปกรณ์มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยการนำเสนอประสิทธิภาพสูงถึงโปรเซสเซอร์Intel® Core ™รุ่น 8 ได้แก่รุ่น

  • Tecra   X40-E
  • Portégé   X30-E
  • Portégé X20W-E

สำหรับฟีเจอร์เด่น :

ทรงพลังและประสิทธิภาพในระดับมืออาชีพ

E-Generation ได้รับการออกแบบอย่างหรูหราเพื่อความทนทานและสมรรถนะภายในที่ยาวนาน ตัวอย่างเช่น Portégé X30-E มีหน้าจอสัมผัสที่ไม่สะท้อนแสงและเทคโนโลยี In-Cell Touch ใหม่ที่ช่วยให้มืออาชีพสามารถนำทางและโต้ตอบกับเนื้อหาโดยไม่กระทบต่อการออกแบบหรือการแสดงผลของอุปกรณ์ ด้วยโปรเซสเซอร์Intel® Core ™รุ่น 8, RAM DDR4 (2400MHz) และมาพร้อมกับ 1TB PCIe SSD ใหม่ชุดซีรี่ส์ X ให้พลังและประสิทธิภาพอันเหลือเชื่อ

ความปลอดภัยในเรื่องการใช้งาน

ซึ่งโตชิบาได้เล็งเห็น และมุ่งมั่น พร้อมให้ความสำคัญในกลุ่มตลาดแบบ B2B ระบบรักษาความปลอดภัยในรูปแบบ เครื่องอ่านลายนิ้วมือที่มีชื่อว่า SecurePad ™มีอยู่ในอุปกรณ์ Portégé และ TECRA รุ่นใหม่ทั้งหมด รวมถึงกล้อง IR สำหรับการรับรองความถูกต้องแบบหน้าผ่าน Windows Hello หรือIntel® Authenticate พร้อมใช้งาน ด้วย BIOS ภายในของ Toshiba เองและการเข้ารหัส TPM 2.0 ผู้ใช้จะมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย

การเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพราบรื่น ไม่สะดุด

สำหรับผู้ใช้งานหรือนักธุรกิจที่ต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา สามารถเชื่อมต่อได้กับอุปกรณ์ที่หลากหลายรูปแบบสำหรับสถานการณ์การใช้งานที่แตกต่างกัน โน้ตบุ๊กที่ได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานได้กับ Thunderbolt 3 Dock2 ใหม่ที่ให้พลังงานช่วยให้สามารถถ่ายโอนข้อมูลและพอร์ตแสดงผลรวมทั้งโฮสต์พอร์ตต่างๆที่ทันสมัยเพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น ซึ่งรวมถึง USB Type-C ™ 3 พอร์ต USB3.0 และพอร์ต HDMI เต็มรูปแบบรวมถึงช่องเสียบการ์ด microSD Card

หรูหรา พกพาสะดวก และวางใจได้

ภายใต้การออกแบบที่เพรียวบาง กับเครื่องที่มีประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ที่ทำงานตลอดทั้งวันต่อเนื่อง The X-series มีการออกแบบที่เบาเป็นพิเศษโดย Portégé X20W-E กว้าง 15.4 มิลลิเมตร และน้ำหนักเพียง 1.1 กิโลกรัม ในขณะที่ Portégé X30-E ความกว้าง 15.9 มิลลิเมตร  น้ำหนักเพียง 1.05 กิโลกรัม และ Tecra X40-E มีความบางเพียง 16.9 มิลลิเมตร และน้ำหนัก 1.25 กิโลกรัม

วัสดุตัวเครื่องทำจากแม๊กนิเซี่ยมแบบบาง การประกอบโดยการใช้รูปแบบรังผึ้งเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความปลอดภัยของอุปกรณ์ การออกแบบและผลิตอุปกรณ์ทั้งหมดของโตชิบามีความพิถีพิถันและปราณีต

โน๊ตบุ๊กทั้งหมดของโตชิบาได้การดูแลตรวจสอบจาก HALT (Highly Accelerated Life Test) ให้การรับประกัน 3 ปีในการใช้งานเพื่อให้มั่นใจได้ถึงความน่าเชื่อถือและความทนทานในการทนต่อการใช้งานสำหรับงานในทุก ๆ วัน

ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมจำหน่าย

โตชิบา TECRA X40-E, Portégé X30-E และPortégé X20W-E จะพร้อมวางจำหน่ายในไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ. 2561 คุณสมบัติและข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับรุ่นและความพร้อมของตัวแทนจำหน่าย หากต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์โปรดติดต่อที่ปรึกษาของตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการหรืออีเมล์ไปที่ b2b@toshiba.com.sg

หมายเหตุ :

1. น้ำหนักอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ที่กำหนด ผู้ขายผลิตภัณฑ์ การผลิตอาจมีการเปลื่ยนแปลงอยู่กับวัสดุที่เลือกใช้

2. คุณลักษณะการเชื่อมต่อ Thunderbolt 3 ต้องใช้โน้ตบุ๊คที่มีขีดความสามารถของ Thunderbolt

3. USB Type-C 10Gbps เป็นอัตราการถ่ายโอนข้อมูลสูงสุดตามทฤษฎี ข้อกำหนดของ Universal Serial Bus (USB) Type-C อัตราการถ่ายโอนจริงจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการกำหนดค่าระบบและปัจจัยอื่น ๆ

สำหรับการดาวน์โหลดภาพผลิตภัณฑ์ความละเอียดสูงกรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราได้ที่ http://www.pc.toshiba-asia.com

###

เกี่ยวกับบริษัท โตชิบา

ธุรกิจหลักของบริษัท โตชิบา สิงคโปร์ พีทีอี จำกัด (สำนักงานใหญ่ในภูมิภาคเอเชียของบริษัท โตชิบา ไคลเอ็นต์ โซลูชันส์ จำกัด) ได้แก่ การขายและการบริการด้านโน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์สำหรับองค์กรที่ได้รับรางวัล  การันตีมาแล้ว รวมถึงคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก ระบบจัดเก็บข้อมูลสำหรับผู้บริโภค อุปกรณ์ไอโอทีและโซลูชันด้านความปลอดภัยและ โมบิลิตี้สำหรับองค์กรด้วย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม  http://pc.toshiba-asia.com

เกี่ยวกับบริษัท เอสวีโอเอ

บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทด้านไอทีชั้นนำในประเทศไทยที่มีเครือข่ายการดำเนินงานทั่วประเทศ โดยพร้อมจัดหาผลิตภัณฑ์ บริการ และโซลูชันด้านไอทีผ่านศูนย์จัดจำหน่ายและบริการที่ตั้งอยู่       ทั่วประเทศเพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าโดยเฉพาะ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม www.svoa.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/toshiba-appoints-svoa-thai-reseller/

[PR] ทีซีซีเทค เปิดศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ ต้อนรับผู้บริหารบีโอไอ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ตและคณะสื่อจากยุโรป

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานเศรษฐกิจการลงทุน นครแฟรงก์เฟิร์ต (บีโอไอแฟรงก์เฟิร์ต) นำโดยดร. รัชนี วัฒนวิศิษฏ์พร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุนฯ นำคณะสื่อมวลชนและหน่วยงานพันธมิตรในอุตสาหกรรมดิจิทัลจากยุโรป เข้าเยี่ยมชมประสิทธิภาพของศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ ผสานบริการคลาวด์ (Cloud-Enabled Data Center) บนถนนบางนาตราด กรุงเทพมหานคร ของบริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีเทค) โดยมีนายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ กรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยนางวลีพร สายะสิต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร และนายสมเกียรติ ฉัตรเจริญไพศาล ผู้จัดการอาวุโสศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นตัวแทนบริษัทฯ ต้อนรับพร้อมอธิบายถึงจุดเด่นของศูนย์บางนาดาต้าเซ็นเตอร์ที่ใช้กลยุทธ์แบบ Ecosystems ในการบริหารจัดการจึงสามารถให้บริการได้อย่างครบวงจร ทั้ง 1.Data Center 2.Connectivity 3. Cloud และ 4. Consulting Services ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของนักลงทุนและผู้ประกอบการจากทั้งในและต่างประเทศได้ เพื่อสอดรับกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคดิจิทัลของประเทศไทย

ประเทศไทยยังคงต้องการบริการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการบริการโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีคุณภาพภายในแถบภูมิภาคนี้ ซึ่งเราทำงานร่วมกับผู้ให้บริการระบบคลาวด์ชั้นนำระดับสากล เพื่อให้บริการโซลูชั่นสำหรับองค์กรในประเทศไทย และกว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ทีซีซีเทคเริ่มต้นการเดินทางภายใต้หลักยึดแบบ “Ecosystems” สำหรับการมีส่วนร่วมทางธุรกิจและเทคโนโลยี โดยระบบนิเวศที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของเราประกอบด้วย 1. Ecosystem ของศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เชื่อมต่อกับศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์พันธมิตร 5 ประเทศในแถบอาเซียน 2. Ecosystem ของบริการคลาวด์ผ่าน Global GIO Family ใน 6 ประเทศ (TH/INDO/SG/CHINA/UK/US)  3. Ecosystem ของบริการเชื่อมต่อโครงข่ายสื่อสาร โดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศ และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ ด้วยแนวคิดความเป็นกลางในการเชื่อมต่อ  ทำให้ทีซีซีเทคกลายเป็นกุญแจสำคัญในการดึงดูดไม่เพียงแต่ BKNIX ซึ่งเป็นจุดแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตที่มีความเป็นกลางแห่งแรกของประเทศไทย แต่รวมถึงศูนย์กลางขององค์กรชั้นนำทุกระดับในแถบภูมิภาคอาเซียน เทคโนโลยี ผู้ให้บริการด้านดาต้าเซ็นเตอร์ ผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้ให้บริการด้านสื่อ และผู้ให้บริการเชื่อมต่อโครงข่ายสื่อสารชั้นนำระดับประเทศกล่าวโดย นายวรดิษฐ์ วิญญรัตน์ กรรมการบริหารและรักษาการกรรมการผู้จัดการ

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของสำนักงานเศรษฐกิจการลงทุน นครแฟรงก์เฟิร์ต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในการพาคณะสื่อมวลชนและหน่วยงานพันธมิตรในอุตสาหกรรมดิจิทัลจากยุโรป เข้าเยี่ยมชมศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับพรีเมี่ยมของเมืองไทยในครั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยที่มีความพร้อมต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งถือเป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมเพื่ออนาคต (New S-Curve) ที่ประกอบไปด้วยอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals) อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) และอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital)  ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่เพื่อเปลี่ยนรูปแบบสินค้าและเทคโนโลยีที่จะช่วยให้เกิดการปรับโครงสร้างภาคการผลิต ทั้งด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรมและด้านการบริการของประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า

###

from:https://www.techtalkthai.com/tcc-tech-data-center-welcome-boi/

[PR] บีเอสเอเผยผลการจัดอันดับด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง ประเทศไทยรั้งอันดับ 19 จาก 24 ประเทศ

  • ขยับตำแหน่งดีขึ้นจากอันดับ 21 ในปี 2559  ผลจากการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับอาชญกรรมไซเบอร์และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

กรุงเทพมหานคร, 7 มีนาคม 2561 – บีเอสเอ พันธมิตรซอฟต์แวร์ เผยแพร่รายงาน “Global Cloud Computing Scorecard” ประจำปี .. 2561 ซึ่งเป็นรายงานที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งของบีเอสเอ ที่ประเมินคุณภาพนโยบายของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ว่าเป็นนโยบายที่สนับสนุนการเติบโตของคลาวด์คอมพิวติ้งได้ดีมากน้อยเพียงใด  ในครั้งนี้ ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 19 จากทั้งหมด 24 ประเทศ ขยับตำแหน่งดีขึ้นเล็กน้อย จากอันดับที่ 21 ในปี .. 2559 แสดงให้เห็นว่าสิ่งแวดล้อมด้านกฎหมายและกฎระเบียบในประเทศไทยยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการเติบโตของนวัตกรรมคลาวด์คอมพิวติ้ง ถึงแม้จะยังคงขาดกฎหมายและกฎระเบียบในบางเรื่องที่มีความสำคัญ

รายงาน “Global Cloud Computing Scorecard” ประจำปี .. 2561 เป็นรายงานชิ้นใหม่ล่าสุด ที่จัดอันดับการเตรียมความพร้อมของประเทศต่างๆ เพื่อเปิดรับบริการบนคลาวด์     ที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง รวมถึงส่งเสริมการเติบโตของบริการเหล่านั้น  รายงานชิ้นนี้ยังได้ปรับปรุงวิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์ ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม โดยสะท้อนให้เห็นนโยบายที่ดีที่ช่วยให้คลาวด์คอมพิวติ้งมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ได้แก่ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  และกฎหมายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านบรอดแบนด์

ในปี .. 2561 ประเทศส่วนใหญ่ยังคงเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ แต่ยังคงมีบางประเทศที่มีความล่าช้าในเรื่องนี้  ประเทศเยอรมันนีถูกจัดอยู่ในอันดับสูงสุด เนื่องจากมีนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในระดับประเทศ และมีการส่งเสริมการค้าเสรี  ตามมาด้วยญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ในขณะที่รัสเซีย จีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม เป็นกลุ่มประเทศที่ไม่มีการรับเอาแนวทางสากลมาปรับใช้เพื่อส่งเสริมการเติบโตของคลาวด์คอมพิวติ้ง

รายงาน Global Cloud Computing Scorecard” ประจำปี .. 2561 ยังพบประเด็นสำคัญ ได้แก่

  • นโยบายก้าวหน้าในเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการรักษาความมั่นคงปลอดภัย  คือปัจจัยที่แยกประเทศที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับสูง ออกจากประเทศที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับต่ำประเทศต่างๆ ยังคงเดินหน้าปรับปรุงแนวทางการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้มีความทันสมัยอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่จะส่งเสริมให้มีการเคลื่อนย้ายของข้อมูลระหว่างประเทศได้อย่างเสรี แต่ยังมีอีกหลายประเทศยังคงไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มีมาตรการการคุ้มครองในระดับที่เพียงพอ
  • ประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ยังคงไม่มีนโยบายที่ส่งเสริมคลาวด์คอมพิวติ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่เหนี่ยวรั้งการเติบโตของประเทศเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น ประเทศเหล่านี้มีกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อผู้ให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้ง มีการกำหนดกฎเกณฑ์เรื่องการจัดเก็บของข้อมูลไว้ภายในประเทศ และไม่มีการคุ้มครองด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
  • การไม่ยอมรับแนวทางและข้อตกลงสากล เป็นปัจจัยที่ชะลอการเติบโตของประเทศเศรษฐกิจสำคัญๆ มาตรฐาน วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการรับรองและการทดสอบทางเทคโนโลยี ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล มีส่วนช่วยปรับปรุงความมั่นคงปลอดภัยสำหรับเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งให้ดีขึ้น  แต่มีบางประเทศที่ไม่ยอมรับมาตรฐานและวิธีปฏิบัติที่ดีเหล่านั้น โดยเห็นว่าไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประเทศตนได้
  • มีบางประเทศที่ใช้นโยบายภายในของตนเอง ซึ่งจะทำให้เสียโอกาส  นโยบายที่กำหนดให้มีการจัดเก็บข้อมูลไว้ภายในประเทศ คือ อุปสรรคกีดขวางการเติบโตของคลาวด์คอมพิวติ้ง ส่งผลกระทบต่อตลาดภายในประเทศ ในด้านต้นทุนและค่าใช้จ่าย
  • การเพิ่มความสำคัญให้กับความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) และการขยายบรอดแบรนด์ จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี ประเทศและองค์กรธุรกิจจำเป็นต้องมีการเข้าถึงเครือข่ายที่ทรงพลัง เพื่อเพิ่มความสามารถในการใช้ประโยชน์จากคลาวด์คอมพิวติ้ง เพื่อการเติบโตขององค์กรธุรกิจและประเทศ  ในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ยังคงเดินหน้าปรับปรุงการเข้าถึงบรอดแบนด์ แต่กลับมีความไม่ต่อเนื่องในความพยายามดังกล่าว

จุดมุ่งหมายของรายงานฉบับนี้ คือ สร้างโอกาสในการหารือร่วมกันระหว่างผู้กำหนดนโยบาย และผู้ให้บริการคลาวด์คอมพิวติ้ง โดยการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมด้านกฎหมายและกฎระเบียบของประเทศต่างๆ 24 ประเทศ  การหารือร่วมกันสามารถช่วยพัฒนารูปแบบของกฎหมายและกฎระเบียบ ที่สอดรับกันระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้คลาวด์คอมพิวติ้งสามารถเติบโตต่อไปได้

รายงาน “Global Cloud Computing Scorecard” ประจำปี .. 2561 คือเครื่องมือที่สามารถช่วยให้ประเทศต่างๆ ทำการประเมินความพร้อมด้านนโยบายและกฎหมายได้ด้วยตัวเอง และช่วยให้สามารถตัดสินใจในทางปฏิบัติที่จำเป็น เพื่อส่งเสริมการเติบโตของคลาวด์คอมพิวติ้งต่อไปนางสาววิคตอเรีย เอสพิเนล ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบีเอสเอ พันธมิตรซอฟต์แวร์ กล่าว

ในวันนี้ เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี ที่ก่อนหน้านี้มีไว้เฉพาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น  นำไปสู่การติดต่อสื่อสารกันได้มากขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ประเทศที่สนับสนุนการเคลื่อนย้ายของข้อมูลระหว่างประเทศได้อย่างเสรี มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ด้วยเทคโนโลยีและวิธีการที่นำสมัย มีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ และมีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ที่มั่นคง จะยังคงได้รับประโยชน์ในเชิงธุรกิจจากคลาวด์คอมพิวติ้ง เช่นเดียวกับพลเมืองของประเทศเหล่านั้นที่จะได้รับประโยชน์จากคลาวด์คอมพิวติ้งเช่นกัน

ท่านสามารถติดตามรายงาน “Global Cloud Computing Scorecard” ประจำปี .. 2561 ฉบับเต็ม และคะแนนและผลการจัดอันดับของประเทศต่างๆ ทั้ง 24 ประเทศรวมถึงข้อมูลสำคัญของรายงานฉบับนี้ ได้ที่ www.bsa.org/cloudscorecard.

###

เกี่ยวกับบีเอสเอ

บีเอสเอ พันธมิตรซอฟต์แวร์ (www.bsa.org) คือองค์กรชั้นนำที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ทั่วโลก โดยทำงานกับรัฐบาลในประเทศต่างๆ และมีบทบาทในเวทีสากล  สมาชิกของบีเอสเอ คือบริษัทที่มีการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ มากที่สุดของโลก สร้างสรรค์นวัตกรรมซอฟต์แวร์ที่จุดประกายการเติบโตทางเศรษฐกิจ และพัฒนาชีวิตสมัยใหม่  บีเอสเอมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และหน่วยปฏิบัติการในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก  บีเอสเอเป็นผู้นำในการส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมาย และส่งเสริมนโยบายสาธารณะที่ส่งเสริมการเติบโตของนวัตกรรมทางเทคโนโลยี และขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจในยุคดิจิตัล ติดตามบีเอสเอ ได้ที่ @BSAnews.

from:https://www.techtalkthai.com/bsa-cloud-computing-ranking-thailand-19-from-24/