คลังเก็บป้ายกำกับ: MOBILE_ENTERPRISE

Google เปิดตัว E2EMail โครงการ Open Source Email ความปลอดภัยสูง

ที่ผ่านมา Email ความปลอดภัยสูงซึ่งมีการเข้ารหัสแบบ End-to-End นั้นถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกใช้งานได้ยาก แต่วันนี้ Google ได้ทำการพัฒนาโครงการ E2EMail ซึ่งเป็นโครงการ Open Source ระบบ Email ความปลอดภัยสูง พร้อมเปิดให้ทุกคนสามารถนำไปใช้งานกันได้แล้ว

E2EMail นี้ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ของ Google แต่เป็นโครงการ Open Source อย่างเต็มตัวที่จะเปิดให้เหล่าชุมชนนักพัฒนาเข้ามามีส่วนร่วม โดย E2EMail นี้เป็น Open Source Javascript Crypto Library ที่ทาง Google พัฒนาขึ้นมา โดยหนึ่งในความสามารถที่รองรับก็คือการ Integrate ตัว OpenPGP เข้าไปใน Gmail ผ่านทาง Chrome Extension ทำให้การเข้ารหัสข้อมูลและกากรแสดงผลข้อมูลของ Gmail ทั้งหมดมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นและใช้งานได้ง่ายขึ้นไปพร้อมๆ กัน

ปัจจุบัน E2EMail นี่ยังคงใช้ระบบ Central Keyserver สำหรับการทดสอบอยู่เท่านั้น แต่การประกาศเปิดตัว Key Transparency ของ Google ก่อนหน้านี้ก็จะทำให้ E2EMail ก้าวไปยังอีกระดับได้ เพราะจะทำให้ความยากในการใช้งาน OpenPGP ที่เคยมีอยู่เดิมนั้นหายไป

ผู้ที่สนใจรายละเอียดของโครงการ E2EMail สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://github.com/e2email-org/e2email เลยนะครับ

 

ที่มา: http://security.googleblog.com/2017/02/e2email-research-project-has-left-nest_24.html

from:https://www.techtalkthai.com/google-announces-e2email-opensource-secure-email-project/

Advertisements

อีก 1 เดือนเท่านั้น กับงานประชุม Black Hat Asia 2017

Black Hat พร้อมจัดงานประชุม Black Hat Asia 2017 ซึ่งเป็นงานสัมมนาทางด้าน Security ระดับโลกที่ประเทศสิงคโปร์ ผู้ที่สนใจทางด้าน Offensive Security และเทคนิคการเจาะระบบรูปแบบใหม่แนะนำให้รีบลงทะเบียนเข้าร่วมงานทันที

ทำความรู้จักงาน Black Hat สักเล็กน้อย

Black Hat เป็นงานอบรมและประชุมกึ่งวิชาการระดับนานาชาติที่หมุนเวียนผลัดกันจัดที่สหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย โดยที่กำลังจะจัดล่าสุด คือ Black Hat Asia 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ Marina Bay Sands ประเทศสิงคโปร์ในวันที่ 28 – 31 มีนาคม 2017 รวมระยะเวลา 4 วันโดย 2 วันแรกจะเป็นการจัดอบรมซึ่งจะเน้นไปทาง Offensive Security และ 2 วันหลังจะเป็นงานประชุมที่รวบรวมเนื้อหาทางด้าน Security หลากหลายแขงไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ภายในงานยังรวบรวม Vendor ด้าน Security จากทั่วโลกมาให้คำแนะนำ พร้อมอัปเดทเทคโนโลยีใหม่ๆ อีกด้วย (อ่านรีวิวงาน Black Hat Asia 2016 โดยทีมงาน TechTalkThai)

รายละเอียดงานประชุม

วันอบรม: 28 – 29 มีนาคม 2017 (ดูรายละเอียดตารางอบรม)
วันสัมมนา: 30 – 31 มีนาคม 2017 (ดูหัวข้อและบทคัดย่อการสัมมนา)
เวลา: 9.00 – 17.00 น.
สถานที่: Marina Bay Sands ประเทศสิงคโปร์
ค่าอบรม: เริ่มต้นที่ S$3,700 (ประมาณ 90,000 บาท)
ค่าเข้างานสัมมนา: S$1,850 (ประมาณ 45,000 บาท) สำหรับบุคคลทั่วไป และ S$800 (ประมาณ 20,000 บาท) สำหรับนักศึกษา
ลิงค์ลงทะเบียน: https://www.blackhat.com/asia-17/registration.html

งานนี้เหมาะกับใคร

Black Hat ถือว่าเป็นหนึ่งในงานสัมมนาด้าน Security ชั้นนำระดับโลก โดยปีนี้เนื้อหาจะแบ่งออกเป็น 16 ธีมครอบคลุมศาสตร์ด้าน Security ทั้งหมด ได้แก่ Android, iOS and Mobile Hacking, Cryptography, Data Forensics and Incident Response (DFIR), Enterprise, Exploit Development, Hardware/Embedded, Human Factors, Internet of Things, Malware Defense, Malware Offense, Network Defense, Platform Security, Reverse Engineering, Security Development Life Cycle, Smart Grid/Industrial Security และ Web AppSec จึงกล่าวได้ว่าเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจทางด้าน Security ทุกผู้ทุกระดับ แต่จะเน้นผู้ที่สนใจ Offensive Security เป็นพิเศษ เพราะส่วนมากเป็นการนำเสนอช่องโหว่หรือวิธีการเจาะระบบรูปแบบใหม่ๆ รวมไปถึงการทำ Reverse Engineering

นักศึกษาระดับปริญญาตรีอาจยังไม่มีทักษะและความรู้เพียงพอในการเข้าฟังบรรยาย แต่ระดับปริญญาโทขึ้นไปที่เคยเรียนหรือมีประสบการณ์ทางด้าน Security มาแล้วถือว่าไม่มีปัญหา นอกจากนี้เนื้อหาบางหัวข้อก็เป็นงานวิจัยเชิงวิชาการที่สามารถนำมาต่อยอดหรือใช้เป็นแหล่งอ้างอิงให้แก่งานวิจัยของตนได้

ผู้จัดงาน Black Hat Asia 2017 ได้เชิญทีมงาน TechTalkThai ให้ไปทำข่าวในงานประชุมนี้ด้วยเช่นกัน สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกไปร่วมงานที่สิงคโปร์ สามารถรอติดตามอัปเดตข่าวล่าสุดได้เลยครับ

from:https://www.techtalkthai.com/black-hat-asia-2017-is-ready/

VR Real.Estate: Startup ไทยที่แปลงแบบบ้านสู่ระบบ Virtual Reality ให้ชมบ้าน/คอนโดได้ก่อนสร้างบ้านเสร็จ

ปี 2017 นี้ถือเป็นปีที่วงการอสังหาริมทรัพย์ไทยจะได้ก้าวเข้าสู่การผสานเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว และ VR Real.Estate ก็ถือเป็นอีก Startup ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในวงการอสังหาริมทรัพย์โดยฝีมือคนไทย ที่พัฒนาเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) สำหรับใช้แปลงแบบบ้านให้กลายเป็นบ้านเสมือน 3D ให้ลูกค้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์สามารถเข้าไปชมผ่าน VR ได้ และในวันนี้เราก็มีบทสัมภาษณ์กับทีมงาน VR Real.Estate ดังนี้ครับ

 

VR Real.Estate – ระบบเทคโนโลยีความจริงเสมือนสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ผู้พัฒนาบริษัท บลูโอเชี่ยน เทคโนโลยี จำกัด

Platform: ปัจจุบันรองรับ Steam VR และกำลังพัฒนาให้รองรับ Oculus ในอนาคต

คลิปตัวอย่างการทำงานของ VR Real.Estate:

ติดต่อ: contactus@vrreal.estate

Facebook Fan Pagehttps://www.facebook.com/VRReal.EstateTH/

 

Q: สวัสดีครับ อยากให้ช่วยแนะนำตัวหน่อยครับ?

A: สวัสดีครับ ทีมงาน TechTalkThai ผม เพิ่มพงศ์ เอี้ยวบันดาลสุข เป็น 1 ในทีมผู้พัฒนา Virtual Reality หรือ VR Application สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อว่า “VR Real.Estate” ครับ

 

Q: อยากให้ช่วยเล่าว่าทำไมถึงสนใจมาทำ VR Application ได้?


Credit: VR Real.Estate

A: เราเป็นทีมที่สนใจและชื่นชอบในเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) เรามองว่าตัวเทคโนโลยีเองนอกจากความน่าสนใจแล้ว ยังสามารถใช้แก้ปัญหาในปัจจุบันได้อีกหลายเรื่อง โชคดีที่ทีมเราเป็นการรวมตัวของ Developer , Marketing แล้วก็ Sales ซึ่งมีมุมมองที่หลากหลายและเราเลือกที่จะเริ่มนำ VR มาใช้แก้ปัญหากับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีปัญหาที่เหมาะกับ VR มากที่สุด


Credit: VR Real.Estate

Credit: VR Real.Estate

 

Q: ช่วยเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับ VR Application ที่พัฒนาให้ฟังหน่อย?

A: “VR Real.Estate” เป็นระบบ VR (Virtual Reality) Platform ที่จะตอบโจทย์สำหรับ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ สามารถแปลงแบบบ้านให้กลายเป็นบ้านเสมือนจริง ลูกค้าสามารถเดินชมในบ้าน / คอนโด เสมือนจริงได้เหมือนสร้างเสร็จแล้ว ซึ่งจะช่วยตั้งแต่การเสนอขาย ปิดการขาย จนถึงขั้นตอนการกำหนดงบประมาณก่อสร้าง โดยมีความสามารถเด่นๆ ดังนี้ครับ

  • ลูกค้าที่ต้องการสร้าง / ซื้อบ้าน สามารถเห็นแบบบ้านต่างๆ ของบริษัทฯ โดยรู้สึกเหมือนได้เข้าไปเดินในบ้านจริงๆ ซึ่งจะแตกต่างจากการดูแบบบ้านที่เป็น 2 มิติธรรมดา ที่ลูกค้าบางท่านอาจจะไม่เข้าใจ และทางลูกค้าสามารถเลือกปรับเปลี่ยนวัสดุผนัง / พื้น ได้ตามต้องการ
  • สามารถนำเสนอการขายนอกสถานที่ เช่น การออกบูธ หรือออกไปคุยกับลูกค้าที่บ้านซึ่งลูกค้าสามารถเห็นภาพได้ประหยัดเวลาที่ต้องพาลูกค้าไปดูหน้าsite งานที่ก่อสร้าง ทำให้สามารถปิดการขายได้ง่ายขึ้น
  • หลังจากปิดการขายได้แล้ว ช่วงออกแบบและประเมินราคา ทางบริษัทฯ สามารถให้ลูกค้าเห็นแบบบ้านจริงและนำเสนอ Promotion ต่างๆ เพิ่มเติม เช่น การเพิ่มรายละเอียดต่างๆ ของบ้าน เพื่อเพิ่มงบประมาณการสร้างของลูกค้าได้

Credit: VR Real.Estate

 

Q: จุดเด่นของ “VR Real.Estate” คืออะไร?

A: จุดเด่นหลักๆ ผู้ใช้งานสามารถเคลื่อนที่ในโลกเสมือนจริงได้ด้วยการเดินภายในห้อง รวมถึงสามารถใช้มือจริงหยิบจับ หรือกดปุ่มต่างๆ ในโลกเสมือนจริงได้ ทำให้รู้สึกเป็นธรรมชาติ ง่ายต่อการใช้งาน ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมระดับโลก


Credit: VR Real.Estate

Credit: VR Real.Estate

 

Q: เริ่มพัฒนาโปรแกรมมานานหรือยัง?

A: เราเริ่มพัฒนาตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 59 หลังจากที่ VR HMDs Consumer Version เริ่มออกวางจำหน่าย


Credit: VR Real.Estate

 

Q: ปัจจุบันรองรับ Platform อะไรบ้าง?

A: ปัจจุบันรองรับ SteamVR (HTC Vive) และกำลังพัฒนา Oculus Platform อยู่ครับ


Credit: VR Real.Estate

Credit: VR Real.Estate

 

Q: ผลงานมีได้รางวัลอะไรมาบ้าง?

A: เข้ารอบ 300 ทีมโครงการประกวด Digital Startup ของสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (อยู่ระหว่างการแข่งขัน) และอยู่ระหว่างการพิจารณาความสนับสนุนด้านนวัตกรรมจากสำนักงานวัตกรรมแห่งชาติ


Credit: VR Real.Estate

 

Q: ถ้าสนใจสามารถ Download ได้จากที่ไหน มีจำหน่ายบน Store หรือเปล่า?

A: ไม่ได้เปิดขายทั่วไป คาดว่าผู้ใช้ทั่วไปจะได้มีโอกาสทดลองใช้งานจริงฟรีผ่าน Brand อสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศภายในปีนี้


Credit: VR Real.Estate

Credit: VR Real.Estate

 

Q: มีอะไรอยากฝากเพิ่มเติมหรือเปล่า ?

A: ทีมงานทุ่มเทเต็มที่พัฒนา “VR Real.Estate” เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผลงานของคนไทยมีศักยภาพสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก อยากให้ช่วยเป็นกำลังใจและติดตามผลงานผ่าน Facebook (www.facebook.com/VRReal.EstateTH) และ Website http://www.vrreal.estate ด้วยครับ

 

ก็จบเพียงเท่านี้นะครับกับบทสัมภาษณ์ ใครที่สนใจก็สามารถติตต่อทีมงาน VR Real.Estate โดยตรงได้ที่ contactus@vrreal.estate หรือติดตามแฟนเพจได้ที่ https://www.facebook.com/VRReal.EstateTH/ เลยนะครับ

from:https://www.techtalkthai.com/vr-real-estate-thai-startup-on-virtual-reality-systems-for-real-estate/

Gmail เริ่มห้ามส่ง JavaScript แนบมาใน Email Attachment แล้ว

ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา Gmail นั้นได้เริ่มห้ามการส่ง Email ที่มีไฟล์แนบเป็น JavaScript หรือมีนามสกุลเป็น .js เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยเหตุผลทางด้านความปลอดภัย

ผู้ที่ส่ง Email โดยมีไฟล์ JavaScript เป็นไฟล์แนบมายัง Gmail นั้นจะถูกตีกลับพร้อมอธิบายเหตุผล ในขณะที่ผู้ใช้งาน Gmail เองก็จะส่งไฟล์ที่มีนามสกุล .js ออกไปไม่ได้เช่นกัน

การห้ามส่ง .js นี้เกิดขึ้นเนื่องจาก JavaScript เริ่มถูกนำไปใช้โจมตีกันมากขึ้นเรื่อยๆ และการแนบไฟล์ .js มาในอีเมล์นี้ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ผู้โจมตีนิยมใช้เป็นอย่างมาก การออกมาโต้ตอบในครั้งนี้ของ Gmail เองก็ถือเป็นแนวทางที่ดีในการปกป้องผู้ใช้งานให้ปลอดภัยมากขึ้น

สำหรับผู้ที่ใช้งาน Email ระบบอื่นๆ เองนั้นก็ควรระมัดระวังการเปิดไฟล์ JavaScript ที่แนบมาในอีเมล์ให้ดีด้วยเช่นกันครับ และหลังจากนี้เมื่อ Gmail บล็อคการใช้ .js ในการโจมตีผ่านทางอีเมล์ไปแล้ว เหล่าผู้โจมตีก็คงจะมองหาช่องทางอื่นๆ เพื่อใช้ในการโจมตีเพิ่มเติมอย่างแน่นอน ก็ต้องติดตามกันต่อไปครับว่าทิศทางในการโจมตีเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นอย่างไรในอนาคต

 

ที่มา: https://nakedsecurity.sophos.com/2017/02/17/gmail-now-blocks-all-javascript-email-attachments/

from:https://www.techtalkthai.com/gmail-blocks-email-with-javascript-as-attachment/

รู้จักกับ ClearPass แพลตฟอร์ม AAA, NAC, Guest Access และ BYOD ระดับสูงโดย HPE Aruba

hpe_aruba_logo

ปัจจุบันนี้ ในยุค #GenMobile ที่มีการนำอุปกรณ์ส่วนตัว (BYOD) เข้ามาใช้ในการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ของบริษัทเป็นจำนวนมาก การพิสูจน์ตัวตน กำหนดนโยบายสำหรับควบคุมการใช้งาน ตั้งค่าอุปกรณ์ต่างๆ และประเมินสถานะของอุปกรณ์หลากหลายชนิดเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งท้าทายสำหรับฝ่าย IT ที่มีทรัพยากรจำกัด

hpe_aruba_clearpass_1

เปลี่ยนจากระบบทำมือ ให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติ

การบริหารจัดการอุปกรณ์ของพนักงาน รวมไปถึงของผู้ใช้ชั่วคราว เช่น ลูกค้า แขก หรือผู้ที่มาเยี่ยมเยือน ในสมัยก่อนอาจทำได้ไม่ยากเย็นนัก เนื่องจากมีจำนวนที่น้อย แต่ในยุคที่อุปกรณ์พกพาเป็นเครื่องมือหลักในการทำงานและติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ผู้ใช้มีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายได้ไม่น้อยกว่า 2 หรือ 3 เครื่อง จึงกลายเป็นภาระงานอันหนักหน่วงสำหรับฝ่าย IT

จะทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนระบบการพิสูจน์ตัวตน การกำหนดสิทธิ์และควบคุมการใช้งานอุปกรณ์เหล่านั้นให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติ หรือทำให้เกิดการบริการตนเองเพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วของผู้ใช้ และลดภาระการทำงานของฝ่าย IT ลงไป

hpe_aruba_clearpass_2

HPE Aruba ClearPass นิยามใหม่ของบริหารจัดการนโยบายขององค์กร

HPE Aruba ClearPass เป็นระบบริหารจัดการนโยบายสำหรับควบคุมการใช้งานระบบเครือข่ายขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นระบบ Wired, Wireless หรือ VPN เป็นการรวมกันระหว่างโซลูชัน AAA, NAC, BYOD และ Guest Access เข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว โดยมีหน้าที่หลัก คือ กำหนด ควบคุม และติดตาม นโยบายรักษาความปลอดภัยสำหรับควบคุมการเข้าถึงระบบเครือข่ายได้ถึงระดับอุปกรณ์และผู้ใช้ เช่น อนุญาตให้เฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ในแผนกบัญชีของสำนักงานใหญ่สามารถเข้าถึงข้อมูลบัญชีการเงินของบริษัทได้ แต่ไม่อนุญาตให้สำนักงานสาขาเข้าถึง นอกจากจะเป็น CFO เท่านั้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ClearPass ยังรองรับการพิสูจน์ตัวตน การกำหนดสิทธิ์การใช้งาน การตั้งค่าอุปกรณ์ของพนักงานและผู้ใช้ชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ขององค์กรเองหรืออุปกรณ์ BYOD รวมไปถึงการประเมินสถานะของอุปกรณ์ได้อย่างอัตโนมัติ

hpe_aruba_clearpass_4

ClearPass Policy Manager หัวใจหลักของ AAA

หัวใจสำคัญของ ClearPass คือ ClearPass Policy Manager ซึ่งเป็น RADIUS/TACACS+ ระดับใช้งานในองค์กร ที่มาพร้อมกับฟังก์ชันในการควบคุมการเข้าถึงระดับสูง ได้แก่

  • Profiler: ระบุและจัดแบ่งประเภทของอุปกรณ์บนระบบเครือข่าย รวมทั้งสามารถกำหนดนโยบายเพื่อควบคุมอุปกรณ์เหล่านั้นได้อย่างยืดหยุ่น
  • Insight: รายงาน วิเคราะห์ และแจ้งเตือนเหตุการณ์ต่างๆ ในรายละเอียดเชิงลึก ช่วยให้รับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ง่าย
  • ClearPass Exchange: RESTful-based API สำหรับใช้ทำงานร่วมกับระบบ 3rd-Party อื่นๆ เช่น EMM/MDM, Firewall และ SIEM
  • ClearPass Auto Sign-on: ระบบ Single Sign-on ช่วยให้สามารถเริ่มการทำงานแอพพลิเคชันขององค์กรได้ทันที โดยไม่ต้องพิสูจน์ตัวตนซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
  • AirGroup Registration Portal: บริหารจัดการอุปกรณ์ประเภทมีเดีย เช่น Apple AirPrint/AirPlay, DLNA, UPnP เป็นต้น

hpe_aruba_clearpass_3

ClearPass Policy Manager ประกอบด้วย 3 Add-ons หลักสำหรับตอบโจทย์ BYOD โดยเฉพาะ ได้แก่

  • ClearPass Guest: ระบบบริหารจัดการการเข้าใช้งาน Wi-Fi และเข้าถึงระบบเครือข่ายสำหรับผู้ใช้ชั่วคราว (Guest Access)
  • ClearPass Onboard: ระบบตั้งค่าอุปกรณ์ BYOD ของพนักงานในให้พร้อมใช้งานตามข้อกำหนดขององค์กรโดยอัตโนมัติ
  • ClearPass OnGuard: ระบบประเมินสถานะของอุปกรณ์ BYOD ของพนักงานเพื่อให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดขององค์กร

ดาวน์โหลด Data Sheet ภาษาไทยของ ClearPass Policy Manager และ Add-ons ทั้ง 3 ระบบได้ที่

HPE Aruba จับมือกับ Synnex พร้อมให้บริการโซลูชัน ClearPass ในประเทศไทย

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) Value Added Distributor ชั้นนำของประเทศไทย เซนต์สัญญาการให้บริการเต็มรูปแบบสำหรับแบรนด์ HPE Aruba ภายใต้ชื่อ Partner Branded Support โดยมีทีมงานทั้งทางด้าน Sales และ Engineers ที่ผ่านการรับรองต่างๆ มากถึง 6 คน เช่น Aruba Certified Sales Specialist (ACSS), Aruba Certified Mobility Professional (ACMP), Aruba Certified ClearPass Professional (ACCP) เพื่อสร้างความมั่นใจทางด้านการขายที่สร้างความได้เปรียบให้กับพาร์ทเนอร์และสร้างความมั่นใจในการบริการหลังการขายให้กับลูกค้าที่สนใจในตัวผลิตภัณฑ์นี้

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของ HPE Aruba และขอทดสอบ POC ได้ที่ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โทร 090-980-5195 หรืออีเมล hpearuba_sales@synnex.co.th

 

 

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-aruba-clearpass-policy-manager-by-synnex/

Amazon เปิดตัว Amazon Chime แพลตฟอร์มการจัดประชุมออนไลน์สำหรับองค์กร

Amazon เปิดตัว Amazon Chime แพลตฟอร์มการสื่อสารที่ปลอดภัยและง่ายต่อการใช้งาน สามารถจัดประชุมออนไลน์ในรูปแบบเสียงและวิดีโอ สนทนาผ่านระบบแชท และส่งข้อมูล ให้กับผู้ใช้ทั้งภายในและภายนอกองค์กร

จุดเด่นของ Amazon Chime มีดังนี้

  • จัดประชุมออนไลน์ด้วยภาพและเสียงคมชัด และ reconnect อัตโนมัติเมื่อสายหลุด
  • มีแอปพลิเคชันสำหรับทั้งโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ ทำให้มีความคล่องตัวสูง
  • ใช้งานทุกฟังก์ชั่นผ่านแอปพลิเคชันเดียว ข้อมูลจะถูก sync กับทุก device ที่ได้ล็อคอินไว้
  • ทุกข้อความจะไม่ถูกเก็บไว้ในเครื่อง และจะผ่านการ encrypt
  • มีระบบจำกัดผู้เข้าร่วมประชุม และสามารถตั้งค่า Amazon Chime ให้สอดคล้องกับ login policy ขององค์กรที่มีอยู่แล้วได้

แพลตฟอร์มดังกล่าวเปิดให้ทดลองใช้งานฟรี 30 วัน ผ่านแอปพลิเคชันในระบบปฏิบัติการ Android, iOS, Mac และ Windows หลังจากนั้นสามารถเลือกใช้งานต่อได้ทั้งแบบฟรีและเสียค่าบริการรายเดือน

 

ที่มา: https://chime.aws

from:https://www.techtalkthai.com/amazon-introduces-chime/

VMware เปิดตัว Horizon 7.1 ลดการใช้งาน Bandwidth พร้อมเพิ่ม Horizon App และ Horizon Cloud

VMware Horizon เป็นชุดแพลตฟอร์มสำหรับให้บริการ Virtual Desktops และ Applications โดยอัพเดต Horizon 7.1 ในครั้งนี้ได้เสริมความสามารถหลายด้าน ตอบโจทย์การใช้งานทั้ง On-premises, Cloud Hosted และ Hybrid Solutions สำหรับฟีเจอร์ที่น่าสนใจใน Horizon 7.1 มีดังนี้

Just-in-time Management Platform (JMP)

เพิ่มระบบ Just-in-time Management Platform ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถบริหารจัดการ Desktops และ Applications ของผู้ใช้งานทั้งบน On-premises และบน Cloud ได้จากจุดเดียว โดยสามารถทำงานร่วมกับ VMware App Volumes, Instant Clone และ User Environment Manager ได้

ปรับปรุงความสามารถในการส่งข้อมูล BLAST & BEAT

เพิ่มโปรโตคอล Blast Extreme Adaptive Transport (BEAT) ใช้ UDP ในการส่งข้อมูลภาพและเสียงจาก Desktops ไปยังผู้ใช้งาน โดยรองรับการส่งข้อมูลในสภาวะที่ Bandwidth ต่ำ, Latency สูง และอัตรา Packet Loss ระดับสูงได้ ช่วยให้ผู้ใช้งานที่อยู่ภายนอกองค์กรสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น จากผลการทดสอบสามารถใช้งาน Bandwidth ได้มีประสิทธิภาพขึ้น 50% และเพิ่มความเร็วในการใช้งานได้ถึง 6 เท่า โดย BEAT รองรับการใช้งานผ่าน Windows, Mac, iOS, Android และ Chrome

VMware Horizon Cloud

VMware ได้ร่วมมือกับ IBM เปิดให้ใช้งาน VMware Horizon บน IBM Cloud แล้ว โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกได้ว่าจะใช้ Infrastructure จาก IBM (IBM SoftLayer) หรือจะนำ Hyper-converged Infrastructure ที่ผ่านการ Certified จาก VMware (Dell/EMC, QCT หรือ HDS) มาใช้งานบน Cloud ก็ได้ โดย VMware Horizon Cloud ยังรองรับการใช้งานแบบ Graphics Processing Unit (GPU) Desktops ช่วยให้ผู้ใช้งานที่ต้องการการประมวลผลทาง Graphic ระดับสูงบน VDI สามารถใช้งานได้ทันที รองรับแอพพลิเคชันทั้ง Computer-aided design (CAD) และ Computer-aided manufacturing (CAM) เช่น AutoCAD ซึ่ง Horizon Cloud จะสามารถใช้ความสามารถทั้ง JMP และ BEAT ได้ทันที โดยมีให้เลือกใช้งานแบบ per user และ concurrent user

VMware Horizon App

เพิ่มชุด Stand-alone Published Application ในชื่อ VMware Horizon App ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถสร้างแอพพลิเคชันเพื่อให้บริการได้ทันที และสามารถบริหารจัดการผ่าน JMP ได้ ช่วยลดขั้นตอนและประหยัดเวลาในการสร้างแอพพลิเคชันลงไปได้ถึง 54% เมื่อเทียบกับคู่แข่ง โดย Horizon App จะแบ่ง License เป็น 2 Editions ได้แก่ Horizon Apps Standard และ Horizon Apps Advanced

 

สำหรับ VMware Horizon Cloud และอัพเดต VMware Horizon 7.1 จะเปิดให้ใช้งานได้ภายในเดือนเมษายนนี้ ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.vmware.com/products/horizon.html

ที่มา : http://www.vmware.com/company/news/releases/vmw-newsfeed.VMware-Accelerates-Digital-Workspace-Transformation-with-New-Application-and-Desktop-Virtualization-Offerings.2137070.html

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-announces-horizon-7-1-reduce-bandwidth-add-horizon-app-and-horizon-cloud/