คลังเก็บป้ายกำกับ: MOBILE_ENTERPRISE

[Black Hat Asia 2017] Presenation และ White Paper จากงาน Black Hat Asia 2017 พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้ว

Black Hat อัปโหลด Presentation และ White Paper ของงานประชุม Black Hat Asia 2017 ที่เพิ่งจัดไปเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาขึ้นบนเว็บไซต์เป็นที่เรียบร้อย ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดมาศึกษาได้ฟรี

Black Hat เป็นงานอบรมและประชุมกึ่งวิชาการระดับนานาชาติที่หมุนเวียนผลัดกันจัดที่สหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย โดยที่เพิ่งจัดไปล่าสุด คือ Black Hat Asia 2017 ซึ่งจัดขึ้นที่ Marina Bay Sands ประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 28 – 31 มีนาคม 2017 ที่ผ่านมา โดยรวมเนื้อหาทางด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์หลากหลายแขนงไว้ด้วยกัน แต่จะเน้นที่ Offensive Security และภัยคุกคามแบบใหม่หรือที่น่าสนใจในปัจจุบัน นอกจากนี้ภายในงานยังรวม Vendor ด้านความมั่นคงปลอดภัยจากทั่วโลกมาให้คำแนะนำ พร้อมอัปเดตเทคโนโลยี แนวโน้ม และเทคนิคใหม่ๆ อีกด้วย

ทำความรู้จักงานงานประชุม Black Hat ได้ที่ https://www.techtalkthai.com/review-black-hat-asia-2016/

ล่าสุด ทีมงานจาก Black Hat ได้อัปโหลด Presentation และ White Paper ในส่วนของ Breifings รวมแล้วเกือบ 30 เซสชันขึ้นบนเว็บไซต์ Black Hat Asia 2017 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดมาศึกษาได้ฟรีที่ https://www.blackhat.com/asia-17/briefings.html

ทั้งนี้ทีมงาน TechTalkThai ได้สรุปเซสชัน Keynote และบางเซสชันที่น่าสนใจเป็นภาษาไทยให้เรียบร้อย สามารถคลิกอ่านบทความได้ด้านล่าง

from:https://www.techtalkthai.com/black-hat-asia-2017-presenations-and-white-papers/

Advertisements

เตือนผู้ใช้งาน อย่าเพิ่งอัปเดต Windows 10 Creators Update เอง ไม่เช่นนั้นอาจเจอปัญหา

หลังจากที่ Microsoft ได้ปล่อย Windows 10 Creators Update มาให้ผู้ใช้งานได้โหลดไปอัปเดตกันเองแบบ Manual แล้ว ตอนนี้ก็เริ่มมีรายงานถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการใช้งานจริง ซึ่งทาง Microsoft ก็กำลังแก้ไขกันอยู่ และแจ้งให้ผู้ใช้งานรออัปเดตแบบอัตโนมัติที่จะออกมาหลังจากนี้จะดีกว่า

Credit: Microsoft

 

ตัวอย่างของปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ เช่น ฮาร์ดแวร์ Broadcom Bluetooth LE Radio บางชุดมีปัญหาจนไม่สามารถเชื่อมต่อกับ Bluetooth Hardware อื่นๆ ได้ ทำให้ตอนนี้ Microsoft เลิกทำการส่ง Update ไปยังเครื่องที่ใช้ฮาร์ดแวร์เหล่านี้ไปก่อนเป็นการชั่วคราว และปัญหาอื่นๆ ที่ Microsoft พบนั้นก็ถูกรับมือในลักษณะเดียวกันอยู่

กล่าวคือ รอให้ Microsoft ส่งอัปเดตมาให้โดยอัตโนมัตินั้นจะปลอดภัยที่สุดนั่นเอง

ส่วนสำหรับผู้ใช้งานในระดับองค์กร ทาง Microsoft เองนั้นยังไม่ปล่อยอัปเดตรุ่น Creators Update ให้ไปอีกหลายเดือน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น Windows 10 Creators Update ก็คงเสถียรดีขึ้นกว่านี้แล้วครับ

 

ที่มา: https://www.theregister.co.uk/2017/04/26/stop_downloading_win10_creators_update/

from:https://www.techtalkthai.com/users-should-wait-for-automatically-update-on-windows-10-creators-update/

พบมัลแวร์ใหม่บน Google Play Store ปลอมเป็นคู่มือเกม ตกเป็นเหยื่อแล้วกว่า 2 ล้านคน

นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Check Point ออกมาเป็นเผยถึงมัลแวร์ชนิดใหม่ ชื่อว่า FalseGuide ปลอมตัวเป็นคู่มือเกมชื่อดังต่างๆ ใน Google Play Store ไม่ว่าจะเป็น Pokemon Go หรือ FIFA Mobile พบมีเหยื่อเผลอดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 2 ล้านคนทั่วโลก

Check Point เชื่อว่า FalseGuide เวอร์ชันแรกสุดถูกอัปโหลดขึ้น Google Play เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และแพร่กระจายตัวไปยังอุปกรณ์ Android กว่า 600,000 เครื่องภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทำการวิเคราะห์ลงลึกไปมากขึ้น พบว่าแท้ที่จริงแล้ว FalseGuide เวอร์ชันเก่าสุดแฝงตัวอยู่ใน Google Play ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2016 ที่ผ่านมา รวมระยะเวลานานกว่า 5 เดือนจนถึงปัจจุบัน และมีผู้ติดมัลแวร์ไปแล้วกว่า 2,000,0000 คน

Check Point ระบุว่า มัลแวร์ False Guide จะพยายามเปลี่ยนอุปกรณ์ให้กลายเป็น Botnet เพื่อให้แฮ็คเกอร์สามารถเข้าควบคุมอุปกรณ์ได้โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว โดยหลังจากที่ผู้ใช้เผลอโหลดแอพพลิเคชันที่มี FalseGuide แฝงตัวอยู่ลงบนอุปกรณ์ Android ของตนแล้ว False Guide จะร้องขอสิทธิ์ระดับ Admin เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ลบตัวเองออก จากนั้นจะลงทะเบียนตัวเองเข้ากับ Firebase Cloud Messaging เพื่อติดต่อสื่อสารกับแฮ็คเกอร์ จากนั้นแฮ็คเกอร์จะส่งข้อความที่มีลิงค์มัลแวร์อื่นแฝงอยู่เข้ามาติดตั้งบนอุปกรณ์ของผู้ใช้ เพื่อให้คอยเด้งหน้าจอโฆษณาเพื่อสร้างรายได้ให้แก่แฮ็คเกอร์ นอกจากนี้แฮ็คเกอร์ยังสามารถส่งโค้ดแปลกปลอมเข้ามาเพื่อเข้าควบคุมเครื่องโดยมีสิทธิเป็น Root หรือใช้อุปกรณ์ไปโจมตีแบบ DDoS ได้อีกด้วย

รายชื่อแอพพลิเคชันที่มีมัลแวร์ False Guide แฝงตัวอยู่ประกอบด้วยคู่มือเกม FIFA Mobile, Criminal Case, Super Mario, Subway Surfers, Pokemon Go, Lego Nexo Knights, Lego City My City, Ninjago Tournament, Rolling Sky, Amaz3ing Spider-Man, Drift Zone 2, Dream League Soccer และอื่นๆ อีกมากมาย Check Point ได้รายงานเรื่องนี้ไปยัง Google ซึ่งก็ลบแอพพลิเคชันเหล่านี้ออกไปหมดแล้ว แต่ยังคงมีอุปกรณ์เป็นจำนวนมากที่ยังคงติดมัลแวร์นี้อยู่

Check Point สงสัยว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังมัลแวร์ FalseGuide คือแฮ็คเกอร์ชาวรัสเซีย เนื่องจากค้นพบแอพพลิเคชันไม่น้อยกว่า 5 รายการบน Google Play ที่มีมัลแวร์แฝงตัวอยู่ โดยแอพพลิเคชันเหล่านั้นถูกพัฒนาในนาม Anatoly Khmelenko (แปลมาจากภาษารัสเซีย Анатолий Хмеленко) นอกจากนี้ แอพพลิเคชันชุดแรกที่มีฝัง FalseGuide ไว้ยังถูกส่งเข้าไปใน Google Play โดยใช้นักพัฒนาที่ใช้ชื่อปลอม 2 คน คือ Sergei Vernik และ Nikolai Zalupkin ซึ่งต่างเป็นชื่อภาษารัสเซียทั้งคู่

ที่มา: http://thehackernews.com/2017/04/android-malware-playstore.html

from:https://www.techtalkthai.com/falseguide-malware-disguised-as-game-guides-in-google-play/

สรุปงาน Stream Innovation Day กับการก้าวสู่ Thailand 4.0 ด้วยระบบภาษีแบบ Digital 100%

เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา ทาง Stream I.T. Consulting ได้จัดงาน Stream Innovation Day ขึ้น ณ โรงแรม Sofitel Bangkok Sukhumvit เพื่อแบ่งปันความรู้เรื่องการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์สำหรับตอบโจทย์ด้านภาษีที่ถูกต้องตามระเบียบของกรมสรรพากร พร้อมนำเสนอโซลูชันระบบ Digital Report Center (DRC) ที่ทาง Stream I.T. Consulting พัฒนาขึ้นมาและเปิดให้เหล่าองค์กรเช่าใช้ได้ในราคาคุ้มค่าสำหรับการจัดการเอกสารแบบอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะ ทางทีมงาน TechTalkThai จึงขอนำเนื้อหาต่างๆ มาสรุปเอาไว้ให้ทุกท่านได้อ่านกันดังนี้

Credit: Stream I.T. Consulting

 

ระบบภาษีแบบ Digital 100%: ก้าวหนึ่งที่สำคัญสู่ Thailand 4.0

ปัจจุบันนี้หนึ่งในกระบวนการที่ยังทำให้หลายๆ องค์กรต้องมีค่าใช้จ่ายทางธุรกิจและใช้เวลาค่อนข้างมากในการจัดการ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่นั้นก็คือประเด็นการจัดการทางด้านภาษี ที่นอกจากจะมีระเบียบต่างๆ เป็นจำนวนมากแล้ว ก็ยังมีข้อบังคับในแง่ของการที่องค์กรต้องส่งเอกสารในรูปแบบของกระดาษให้กับคู่ค้าหรือลูกค้าอยู่บ้าง ทำให้ที่ผ่านมาความพยายามในการก้าวไปสู่ระบบบัญชีและการเงินแบบ Paperless อย่างสมบูรณ์นั้นเป็นไปได้ยาก

อย่างไรก็ดี เดิมทีตามระเบียบของทางภาครัฐนั้น ได้มีกฎหมายรับรองการนำระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์มาใช้อยู่แล้วตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งเมื่อต่อยอดจากระเบียบชุดนี้ไปในอนาคต ปี 2562 ทางภาครัฐก็จะเริ่มบังคับให้ธุรกิจที่มีขนาดเกินกว่า 500 ล้านบาทต้องเริ่มใช้ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบ 100% ในการยื่นภาษีกับทางภาครัฐแล้ว ดังนั้นเหล่าองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ก็จึงต้องเริ่มศึกษากฎระเบียบและเทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อนำไปปรับใช้ให้ทันเวลาที่ภาครัฐบังคับ อีกทั้งยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการจัดการเอกสารกระดาษระยะยาวสำหรับธุรกิจไปด้วยในตัว เรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนที่ทั้งภาครัฐและเอกชนจะได้ประโยชน์ร่วมกันนั่นเอง

 

4 หัวใจหลักของการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์

ภายในงานได้มีการสรุปถึง 4 หัวใจหลักที่ระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์จะต้องทำให้ได้ ในแบบฉบับที่อธิบายให้คนทั่วไปนอกสาย IT และนอกวงการบัญชีและภาษีฟังเข้าใจไปพร้อมๆ กันดังนี้

  1. สร้าง – สร้างเอกสารในระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ก็คือการบันทึกข้อมูลแต่ละครั้งลงไปนั่นเอง ซึ่งการบันทึกข้อมูลเหล่านี้ก็ต้องมีการติดตามข้อมูลพื้นฐานได้ว่าใครเป็นผู้บันทึก บันทึกเมื่อไหร่ สิ่งที่บันทึกไว้คืออะไร
  2. ส่ง – ส่งเอกสารที่สร้างขึ้นมาไปจัดเก็บยังระบบกลาง
  3. รับ – ระบบกลางทำการบันทึกข้อมูลที่สร้างขึ้นมาเอาไว้อย่างปลอดภัยและทนทาน
  4. เก็บรักษา/ประมวลผล – จัดเก็บข้อมูลเอกสารเหล่านี้เอาไว้ไม่ให้สูญหาย, ไม่ให้ถูกแก้ไข และนำไปประมวลผลวิเคราะห์ต่างๆ รวมถึงเมื่อมีการเรียกนำมาใช้ ข้อมูลจะต้องถูกต้องตรงกับที่เคยสร้าง ส่ง รับเอาไว้อย่างครบถ้วน

และสำหรับการเซ็นต์เอกสารเหล่านี้ แน่นอนว่าท้ายที่สุดแล้วเทคโนโลยีการทำ Digital Signature ที่ใช้ Public Key และ Private Key เป็นหลักก็จะเข้ามามีบทบาทและเป็นที่ยอมรับในทางกฎหมายในยุคของ Thailand 4.0 ทำให้เอกสารทางการบัญชีและภาษีสามารถดำเนินการได้ในแบบ Digital ทั้งหมด

Credit: Stream I.T. Consulting

 

ส่วนในปัจจุบันก่อนที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ยุคของ Thailand 4.0 อย่างเต็มตัว การเก็บข้อมูลเอกสารที่เป็นกระดาษควบคู่ไปกับเอกสารในรูปแบบ Digital เพื่อให้ง่ายต่อการสืบเสาะ ค้นหา ตรวจสอบ และนำมาใช้งานนั้นก็ถือเป็นแนวปฏิบัติที่ได้รับความนิยมสูงและองค์กรต่างๆ ก็ควรเริ่มต้นที่จุดนี้ก่อน เพื่อให้การก้าวไปสู่โลกของ Digital แบบ 100% นั้นไม่กลายเป็นก้าวที่ใหญ่จนเกินไป

ทั้งนี้องค์กรใดที่ประสงค์จะยื่นเอกสารต่างๆ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์นั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องขอใบอนุญาตแต่อย่างใด เพียงแค่ยื่นแบบจดแจ้งเท่านั้นก็ถือว่าถูกต้องแล้ว

 

Digital Report Center (DRC): โซลูชันการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาโดย Stream I.T. Consulting

เพื่อตอบรับต่อโจทย์ความต้องการในการจัดเก็บเอกสารรายงานต่างๆ ในรูป Digital ให้ง่ายต่อการนำมาใช้งานและค้นหา ซึ่งถือว่าเป็นงานที่ท้าทายเพราะการสร้างเอกสารในรูปแบบ Digital จากระบบงานต่างๆ นั้นก็สามารถมี Output ออกมาได้ในหลากหลาย Format จัดเก็บในไฟล์หลากหลายนามสกุล รวมถึงเอกสาร Digital ที่มาจากคู่ค้าหรือลูกค้าซึ่งองค์กรสามารถควบคุมรูปแบบได้ยากนั้น ก็ทำให้ระบบจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์นี้ต้องถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้การนำข้อมูลภายในเอกสารเหล่านั้นสามารถนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Credit: Stream I.T. Consulting

 

ตัวอย่างที่เห็นภาพได้ชัด เช่น ข้อมูลรายงานการซื้อขายสินค้าในแต่ละวันที่ถูกส่งมาในรูปแบบของ PDF ซึ่งยากต่อทั้งการนำมาค้นหา, ใช้งาน, วิเคราะห์ เพราะแม้แต่การจะ Copy ข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ต่อนั้นยังทำได้ยากกว่าข้อมูลในรูปแบบของไฟล์ Excel หรือ .csv เป็นอย่างมาก อีกทั้ง PDF แต่ละไฟล์ก็ยังมีรูปแบบการจัดหน้าที่แตกต่างกัน ซึ่งถึงแม้จะง่ายต่อการที่มนุษย์จะเปิดอ่าน แต่ก็ยากต่อการที่จะนำมาวิเคราะห์ต่อในระบบ Digital นั่นเอง และนี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของความซับซ้อนที่เกิดขึ้นในการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น

ระบบ Digital Report Center (DRC) ของ Stream I.T. Consulting นี้ จึงเป็นระบบการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถพัฒนาให้ระบบทำความเข้าใจในเอกสารที่ถูกจัดเรียงหน้ามาแต่ละรูปแบบเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาและดึงข้อมูลเหล่านั้นออกมาใช้งานได้ และทีมงานของ Stream I.T. Consulting ก็พร้อมที่จะช่วยพัฒนาให้ระบบรองรับกับเอกสารรูปแบบใหม่ๆ ที่องค์กรได้รับมาได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ในระยะยาวแล้ว เอกสารในรูปแบบ Digital ทั้งหมดนั้นก็จะสามารถถูกจัดเก็บ, ค้นหา, เรียกใช้งาน และนำมาวิเคราะห์ประมวลผลได้ โดยที่องค์กรไม่ต้องลงทุนกับทีมพัฒนา Software ของตนเองเพิ่มเติม

ทั้งนี้ DRC ก็ยังรองรับต่อความต้องการในการจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เพื่อตอบโจทย์ของกรมสรรพากรแล้ว ทำให้การตรวจสอบบัญชีนั้นสามารถทำได้บนระบบ Digital โดยสมบูรณ์ ถูกต้องตามกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ ในประเทศไทย เพื่อให้องค์กรต่างๆ ที่ทำธุรกิจในประเทศไทยสามารถนำระบบ DRC ไปใช้งานได้ทันที

 

ผู้ที่สนใจระบบ DRC สามารถติดต่อทีมงาน Stream I.T. Consulting ได้โดยตรง

สำหรับองค์กรที่สนใจอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ DRC นั้น  สามารถติดต่อทีมงาน Stream I.T. Consulting ได้ที่อีเมล marketing@stream.co.th หรือ โทร. 0-2679-2233 รวมถึงสามารถติดตามข่าวสารผ่านทางเว็บไซต์ www.stream.co.th และ Facebook fan page: www.fb.com/streamitconsulting เพื่อขอรายละเอียดหรือสอบถามเกี่ยวกับการทำบัญชีและภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ทันที

from:https://www.techtalkthai.com/stream-innovation-day-2017-and-the-step-to-thailand-4-0-with-complete-digital-tax-systems/

ผู้ใช้งานออก Patch ให้ Windows 7 และ 8.1 เอง หลัง Microsoft ไม่ออก Patch ให้

เมื่อเดือนมีนาคม 2017 ที่ผ่านมา ทาง Microsoft ได้ออก Windows Update KB4012218 ที่ทำให้ผู้ใช้งาน Windows 7 และ 8.1 ที่ใช้ CPU Intel Kaby Lake และ AMD Bristol Ridge ไม่สามารถอัปเดตได้ ทำให้ผู้ใช้งานต้องมาออก Patch กันเองและเปิดเป็น Open Source ให้ได้ใช้กันฟรีๆ

 

ผลงานนี้ถูกสร้างขึ้นโดยคุณ Zeffy ผู้ใช้งาน GitHub ที่พัฒนา Batch Script ขึ้นมาเพื่อ Patch Windows DLL โดยข้ามการตรวจสอบรุ่น CPU ไป ทำให้ Windws 7 และ 8.1 ยังคงสามารถอัปเดตได้ต่อไปแม้จะใช้ CPU รุ่นใหม่ก็ตาม โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปโหลดได้ที่ https://github.com/zeffy/kb4012218-19 เลยครับ โดยทางคุณ Zeffy ตั้งใจเปิดเป็น Open Source เพื่อให้ทุกคนที่นำ Batch Script นี้ไปใช้สามารถสบายใจได้ว่าจะไม่มี Malware ใดๆ ฝังเข้ามาด้วย

อย่างไรก็ดี วิธีการนี้อาจมีปัญหาเล็กน้อยในอนาคตเมื่อมีการอัปเดตไฟล์ wuaueng.dll ทำให้ผู้ใช้งานต้องคอยหา Patch นอกลักษณะนี้มาอัปเดตทับลงไป

สาเหตุที่ Microsoft ออก Patch และนโยบายลักษณะนี้ ก็เพื่อให้ผู้ใช้งานต้องอัปเดตไปใช้ Windows 10 แทน ซึ่งหากมองในระยะยาวแล้วก็เป็นเหตุผลเชิงกลยุทธ์ในระยะยาวนั่นเอง

 

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/microsoft/user-made-patch-lets-owners-of-next-gen-cpus-install-updates-on-windows-7-andamp-8-1/

from:https://www.techtalkthai.com/users-releases-patch-for-windows-7-and-8-1-after-microsoft-stops-its-support-for-new-cpu/

Facebook เปิดตัว Facebook Spaces ให้ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กันทาง Virtual Reality

Facebook ประกาศเปิดตัวโลก Social Virtual Reality ใบใหม่ ภายใต้ชื่อ Facebook Spaces

Credit: Facebook

 

ในโลก Social Virtual Reality นี้ Facebook ได้ออกแบบให้เราสามารถทำการถ่ายภาพ Selfie ของตนเองแบบ VR ได้, วาดรูปได้, ถ่ายวิดีโอ 360 องศากับเพื่อนๆ ได้ รวมถึงสามารถทำการโทรหาผู้อื่นผ่านทาง Messengers ได้ โดยปัจจุบัน Facebook Spaces นี้เปิดให้เราลองใช้งานได้แล้วแบบ Early Access ใน Oculus Store ด้วยการใช้ Oculus VR Headset และ Touch Controller

นอกจากนี้ เรายังสามารถทำการ Broadcast สิ่งที่เกิดขึ้นในโลก VR ออกมาสู่โลกภายนอกได้ และผู้ใช้งานคนอื่นๆ ที่ไม่ใช้ VR ก็จะเห็นเนื้อหาแบบ 2D แทน

Facebook นั้นมองว่าการสร้างโลกของ VR ขึ้นมาอีกใบนี้ จะทำให้เรามีตัวตนแบบ Virtual เพิ่มขึ้นมาเป็นอีกตัวตนหนึ่งสำหรับใช้ในการแสดงออก และยังสามารถนำไปต่อยอดด้วยการพัฒนา Application ต่างๆ มารองรับได้มากขึ้นด้วย

 

ที่มา: https://venturebeat.com/2017/04/18/facebook-launches-spaces-social-virtual-reality-platform/

from:https://www.techtalkthai.com/facebook-announces-facebook-spaces-social-virtual-reality-world/

Facebook เปิดตัว React VR แสดงผลภาพและวิดีโอ 360 องศาได้ผ่านหน้าเว็บ

Facebook เปิดตัว React VR ชุด Javascript Library สำหรับให้นักพัฒนาสามารถสร้างแสดงผล Virtual Reality, 3D และภาพ 360 องศาได้ผ่านหน้าเว็บแล้ว

Credit: Facebook

 

ทาง Facebook ตัดสินใจพัฒนา React VR เพื่อมาเติมเต็มตลาด VR ที่อุปกรณ์ VR Headset นั้นยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก ด้วยการนำเทคโนโลยี VR มาสู่หน้าเว็บเพื่อให้เหล่านักพัฒนาและผู้สร้าง Content ได้เริ่มสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้คนส่วนมากเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดย React VR นี้ใช้ API จาก WebGL และ WebVR เป็นหลัก อีกทั้งยังเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถตอบสนองต่อเนื้อหาต่างๆ ที่แสดงผลได้ด้วย Accelerometer หรือความเร็วในการเคลื่อนที่ของ Cursor ได้ด้วย

React VR รองรับการแสดงผลทั้งฉาก 3D, Panorama 2D UI, ข้อความ, รูปภาพ, เสียง และวิดีโอ อีกทั้งเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้งานได้ใน React นั้นก็สามารถนำมาใช้กับ React VR ได้ด้วย ทำให้เหล่านักพัฒนาที่มีพื้นฐานของ React และ React Native สามารถเริ่มต่อยอดได้ง่ายขึ้น รวมถึงยังมีการเปิด React VR ให้เป็น Open Source อีกด้วย

สำหรับรายละเอียดฉบับเต็ม สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://facebookincubator.github.io/react-vr และ https://github.com/facebookincubator/react-vr ครับ

 

ที่มา: https://code.facebook.com/posts/215238872297197/building-virtual-reality-experiences-on-the-web-with-react-vr/ 

from:https://www.techtalkthai.com/facebook-announces-react-vr/