คลังเก็บป้ายกำกับ: MOBILE_SECURITY

พบ Ransomware ใหม่บน Android ทั้งเข้ารหัสข้อมูลและเปลี่ยนรหัส PIN

นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก ESET ผู้ให้บริการโปรแกรม Antivirus ชื่อดัง ออกมาแจ้งเตือนถึง Ransomware บนระบบปฏิบัติการ Android ตัวใหม่ ซึ่งไม่เพียงแค่เข้ารหัสข้อมูลบนอุปกรณ์ของเหยื่อเท่านั้น ยังเปลี่ยนรหัส PIN สำหรับใช้ปลดล็อกหน้าจออีกด้วย เรียก Ransomware นี้ว่า “DoubleLocker”

Credit: La1n/ShutterStock

DoubleLocker เป็น Ransomware บนระบบปฏิบัติการ Android ตัวแรกที่ใช้ประโยชน์จาก Android Accessibility ซึ่งเป็นฟีเจอร์ทางเลือกสำหรับให้ผู้ใช้ปฏิสัมพันธ์กับอุปกรณ์สมาร์ตโฟน ฟีเจอร์ดังกล่าวมักถูกใช้โดย Banking Trojan เพื่อขโมยข้อมูลความลับธนาคารของผู้ช้

DoubleLocker ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมทที่ผ่านมา โดยแพร่กระจายเข้าสู่อุปกรณ์ของผู้ใช้ผ่านทางการหลอกว่าเป็นไฟล์อัปเดตของโปรแกรม Adobe Flash เมื่อผู้ใช้เผลอดาวน์โหลดไฟล์มาติดตั้ง มัลแวร์จะร้องขอให้เริ่มใช้ฟีเจอร์ “Google Play Services” หลังจากได้สิทธิ์ในการใช้งานแล้ว มัลแวร์จะใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ดังกล่าวในการทำให้ตัวเองได้รับสิทธิ์เป็น Admin ของเครื่อง และตั้งค่าตัวเองเป็นแอพพลิเคชัน Home เริ่มต้น ส่งผลให้เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้ใช้กดปุ่ม Home มัลแวร์จะเริ่มทำงานทันที และอุปกรณ์ก็จะถูกล็อกโดยที่ผู้ใช้ไม่ทราบเลยว่าตัวเองเป็นคนเริ่มรันมัลแวร์เอง

เมื่อ DoubleLocker เริ่มทำงาน มันจะเข้ารหัสไฟล์บนอุปกรณ์สมาร์ตโฟนโดยใช้อัลกอริธึมแบบ AES รวมไปถึงเปลี่ยนรหัส PIN ใหม่แบบสุ่มไปพร้อมๆ กัน จากนั้นจะแสดงหน้าจอเรียกค่าไถ่เป็นเงินจำนวน 0.0130 Bitcoins (ประมาณ 2,500 บาท) และขู่เหยื่อว่าให้จ่ายค่าไถ่ภายใน 24 ชั่วโมง ในกรณีที่เหยื่อจ่ายค่าไถ่ แฮ็คเกอร์จะส่งกุญแจสำหรับปลดล็อกไฟล์และสั่งรีเซ็ตรหัส PIN ให้

จนถึงตอนนี้ ยังไม่มี Deecrypter สำหรับปลดล็อกเครื่องที่ถูก DoubleLocker โจมตีนอกจากการจ่ายค่าไถ่ แต่สำหรับ Android ที่ไม่ได้ Root นั้น ผู้ใช้สามารถทำ Factory Reset เพื่อปลดล็อกอุปกรณ์และกำจัด Ransomware ทิ้งไปได้

รายละเอียดเชิงเทคนิค: https://www.welivesecurity.com/2017/10/13/doublelocker-innovative-android-malware/

ที่มา: https://thehackernews.com/2017/10/android-ransomware-pin.html

from:https://www.techtalkthai.com/new-android-ransomware-can-encrypt-and-change-pin-lock/

Advertisements

พบบั๊กบน Apple iOS อาจถูกใช้สร้างกล่อง Login ปลอมขโมยรหัสผ่าน

ได้มีการรายงานถึงบั๊กใหม่ของ Apple iOS ที่เปิดให้นักพัฒนาสามารถสร้างกล่อง Login แบบปลอมๆ เพื่อหลอกผู้ใช้งานให้กรอกข้อมูลเช่น Username / Password จาก iTunes หรือบริการต่างๆ ของ Apple ได้อย่างสมจริง

Credit: Felix Krause

 

รายงานนี้ถูกรายงานอยู่ใน Open Radar ซึ่งแสดงรายการ Bug ที่เหล่านักพัฒนาแจ้งเข้าไปยัง Apple โดยผู้โจมตีสามารถสร้าง Application และเรียกใช้ UIAlertController API เพื่อสร้างกล่องสำหรับให้ผู้ใช้งานทำการกรอกรหัสผ่านปลอมสำหรับบริการต่างๆ ของ Apple เอง ไม่ว่าจะเป็น iTunes, iCloud หรือ GameCenter ได้อย่างแนบเนียน ซึ่งผู้ใช้งานเป็นจำนวนมากก็อาจตกเป็นเหยื่อได้ไม่ยากนัก

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้ยังไม่มีการพบการโจมตีด้วยวิธีการนี้จริงๆ แต่อย่างใด เพราะ Apple นั้นอาจค้นพบการโจมตีลักษณะนี้ได้ตั้งแต่ขั้นตอนการ Review Application ก่อนอยู่แล้ว แต่หากผู้โจมตีตั้งใจจะโจมตีด้วยวิธีการนี้จริงๆ ก็อาจหาทางหลบเลี่ยงการตรวจสอบได้เช่นกัน

สำหรับวิธีการตรวจสอบเบื้องต้นของการโจมตีนี้ คือ กล่อง Login นี้จะแสดงใน Application เท่านั้น หากลองกดปุ่ม Home แล้ว Application และกล่อง Login หายไปทั้งคู่ ก็แปลว่าเป็นการโจมตีแบบ Phishing ในขณะที่หากทั้ง Application และกล่อง Login ไม่หายไปไหน แปลว่าเป็นกล่อง Login ของจริง ทั้งนี้ทางคุณ Felix Krause ที่พบและแจ้งบั๊กนี้ไปก็เตือนว่าอย่าได้ทำการพิมพ์รหัสผ่านลงในกล่อง Login ปลอมเด็ดขาดแม้ว่าจะกด Cancel ภายหลังก็ตาม เพราะก็ยังมีโอกาสที่รหัสผ่านจะถูกขโมยไปได้อยู่ดี ให้ทำการตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนใส่รหัสผ่านทุกครั้ง หรือไปใส่รหัสผ่านเองใน Settings แทนจะปลอดภัยกว่า

สำหรับบล็อกเต็มๆ สามารถอ่านได้ที่ https://krausefx.com/blog/ios-privacy-stealpassword-easily-get-the-users-apple-id-password-just-by-asking ครับ

 

ที่มา: https://www.theregister.co.uk/2017/10/10/apple_ios_password_prompts_phishing/

from:https://www.techtalkthai.com/apple-ios-bug-might-be-used-to-create-fake-login-dialog/

Android ออก Security Patch อุด 14 ช่องโหว่ ควรอัปเดตทันทีที่อัปได้

ในการออก Security Patch รายเดือนครั้งนี้ Android ได้ประกาศออก Patch มาด้วยกันทั้งสิ้น 14 รายการ แนะนำให้ผู้ใช้งานทำการอัปเดตทันทีที่เป็นไปได้

Credit: ShutterStock.com

 

ในบรรดา 14 CVE ครั้งนี้ 6 รายการนั้นยังคงตกเป็นของระบบ Media Engine ใน Android ที่เปิดให้ถูกโจมตี Remote Code Execution ได้ 3 รายการ และยังมี Privilege Escalation อีก 1 รายการ รวมถึงยังมีช่องโหว่ Infomation Leakage ด้วย

สำหรับช่องโหว่ที่รุนแรงที่สุดในครั้งนี้เป็นช่องโหว่บน System ของ Android โดยตรงเองที่เปิดให้มีการทำ Remote Code Execution ได้มาตั้งแต่ Android 4.4 เป็นต้นมา อีกทั้งบน Android Kernel ก็ยังมีช่องโหว่ Privilege Escalation ใน File System และ Network Subsystem อีกด้วย

ใน Security Patch ครั้งนี้ได้ทำการอุดช่องโหว่ข้างต้นทั้งหมด พร้อมทั้งอุดช่องโหว่ที่เกิดจาก MediaTek และ Qualcomm ที่ถูกใช้งานกันอย่างแพร่หลายบน Android ด้วย ดังนั้นจึงแนะนำเป็นอย่างยิ่งว่า Security Patch รอบนี้กระทบอุปกรณ์เป็นวงกว้างมาก และแนะนำให้อัปเดตทันทีที่ผู้ผลิตมีอัปเดตออกมา

สำหรับรายละเอียดฉบับเต็ม สามารถศึกษาได้ที่ https://source.android.com/security/bulletin/2017-10-01#2017-10-05-details นะครับ

 

ที่มา: https://www.theregister.co.uk/2017/10/03/october_android_patches/

from:https://www.techtalkthai.com/android-releases-security-patches-for-14-flaws-2017-10/

นักวิจัยจาก Google เผยข้อมูลวิธีการแฮ็ค Apple iPhone Wi-Fi Chip แนะควรอัปเดตเป็น iOS 11

Gal Beniamini นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Google Zero Project ได้ออกมาแสดงวิธีการเจาะช่องโหว่ของ Wi-Fi Chip ใน Apple iPhone เพื่อเข้ายึด iPhone ของเหยื่อได้ เพียงแค่รู้ข้อมูล MAC Address หรือ Network-port ID เท่านั้น

Credit: Pretty Vectors/ShutterStocks

 

ช่องโหว่นี้ได้รับรหัส CVE-2017-11120 ไป โดยเป็นช่องโหว่ที่ปรากฎบน Broadcom Wi-Fi Chip ซึ่งใช้งานบนทั้ง Apple iPhone และอุปกรณ์อื่นๆ โดยถือเป็นช่องโหว่ที่ถูกเจาะได้ง่ายมาก และคล้ายคลึงกับช่องโหว่ของ Broadcom ที่เคยปรากฎก่อนหน้า รวมถึงคล้ายกับ BroadPwn ด้วย โดยในการทดสอบพบว่าช่องโหว่นี้ปรากฎบน Apple iOS 10.2 และเชื่อว่าทำงานได้บน iOS 10.3.3 ด้วย และทาง Apple ก็ได้ออก Patch มาอุดช่องโหว่นี้แล้วใน iOS 11 ทางนักวิจัยจึงออกมาเปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้ได้ นับเป็นอีกเหตุผลดีๆ ที่ผู้ใช้งานควรอัปเดตมาใช้ iOS 11 ในเวลานี้

วิธีการทดสอบช่องโหว่นี้ฉบับเต็มอยู่ที่ https://bugs.chromium.org/p/project-zero/issues/detail?id=1289#c2 โดยวิธีการนี้สามารถทำงานได้บน iOS 10.2 โดยอาจต้องแก้ไขการตั้งค่าเล็กน้อยหากอยากทดสอบบน iOS 10.3.3 และจะทำให้ผู้ทดสอบสามารถเปิด Backdoor บน iOS ได้ผ่านทางช่องโหว่ของคำสั่งการเขียนอ่านข้อมูลของ Firmware Broadcom

ช่องโหว่นี้นอกจากจะกระทบกับ Apple iOS แล้ว ก็ยังกระทบกับ Apple tvOS ด้วย อีกทั้งอันที่จริงแล้วช่องโหว่นี้ก็ปรากฎบน Google Nexus และ Google Pixel รวมถึง Android ทุกรุ่นที่ออกมาก่อนเดือนนี้ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี ผู้ใช้งาน Android นั้นต่างก็ต้องรอ Patch จากผู้ผลิตแต่ละรายกันต่อไป

 

ที่มา: http://thehackernews.com/2017/09/apple-iphone-wifi-hacking.html

from:https://www.techtalkthai.com/google-zero-project-shows-how-to-hack-apple-iphone-via-wi-fi/

พบช่องโหว่บนชิป Wi-Fi ของ iPhone เสี่ยงถูกแฮ็คเกอร์เข้าควบคุมอุปกรณ์

Gal Beniamini นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Google Project Zero ออกมาเปิดเผยถึงช่องโหว่บนอุปกรณ์ iPhone ของ Apple และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ชิป Wi-Fi ของ Broadcom ซึ่งช่วยให้แฮ็คเกอร์สามารถเข้าควบคุม iPhone ได้จากระยะไกลผ่านทางเครือข่าย Wi-Fi แบบ Local ได้ทันที

Credit: ShutterStock

ช่องโหว่ดังกล่าวมีรหัส CVE-2017-11120 เป็นช่องโหว่เดียวกับที่ Beniamini ค้นพบบน Broadcom WiFi SoC (Software-on-Chip) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบกับชิป Wi-Fi ที่รันเฟิร์มแวร์เวอร์ชัน BCM4355C0 ซึ่งพบบนอุปกรณ์ iPhone รวมไปถึงอุปกรณ์อัจฉริยะอื่นๆ เช่น Android, Smart TV, Apple TV และอื่นๆ ซึ่งช่องโหว่นี้ช่วยให้แฮ็คเกอร์สามารถเข้าควบคุมอุปกรณ์เหล่านั้นได้จากระยะไกลเพียงแค่รู้หมายเลข MAC หรือ Network-port ID เท่านั้น

เนื่องจากหมายเลข MAC หาได้ง่าย ทำให้ช่องโหว่นี้มีความเสี่ยงระดับสูง ในกรณีที่เจาะผ่านช่องโหว่สำเร็จ แฮ็คเกอร์สามารถวาง Backdoor ฝังเข้าไปยังเฟิร์มแวร์ของชิป Broadcom ซึ่งช่วยให้แฮ็คเกอร์สามารถลอบอ่านและเขียนคำสั่งบนเฟิร์มแวร์ได้ทันที ส่งผลให้แฮ็คเกอร์สามารถเข้าควบคุมชิป Wi-Fi จากระยะไกลได้อย่างไม่ยากเย็น

Beniamini ประสบความสำเร็จในการโจมตีช่องโหว่บน iOS 10.2 และเขาเชื่อว่าช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่อ Apple iOS ทุกเวอร์ชันจนถึง 10.3.3

Beniamini ได้แจ้งช่องโหว่ดังกล่าวไปยัง Broadcom และ Google ผ่านทางระบบแจ้งช่องโหว่ Chromium ตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งตอนนี้ทาง Apple ได้อุดช่องโหว่ดังกล่าวบน iOS 11 ล่าสุดที่เพิ่งเปิดให้อัปเกรดเมื่อวันที่ 19 กันยายน แนะนำให้ผู้ใช้ iPhone อัปเดต iOS เวอร์ชันล่าสุดทันที ส่วน Android คาดว่าเหล่าผู้ผลิตจะออกแพทช์สำหรับอุดช่องโหว่เร็วๆ นี้

อ่านรายละเอียดเชิงเทคนิคและ PoC Exploit ได้ที่: https://bugs.chromium.org/p/project-zero/issues/detail?id=1289

ที่มา: http://thehackernews.com/2017/09/apple-iphone-wifi-hacking.html

from:https://www.techtalkthai.com/vulnerability-found-in-iphone-wi-fi-chip/

เตือนการโจมตีแบบ Overlay Attack บน Android แนะรีบอัปเกรดเป็น Android 8.0 Oreo

ทีมนักวิจัย Threat Intelligence จาก Unit 42 ของ Palo Alto Networks ออกมาแจ้งเตือนถึงช่องโหว่บนระบบปฏิบัติการ Android ทุกเวอร์ชันก่อน Android 8.0 Oreo เวอร์ชันล่าสุด ซึ่งช่วยให้แฮ็คเกอร์โจมตีแบบ Overlay Attack หรือทำการทับซ้อนหน้าจอ เพื่อหลอกให้เหยื่อดาวน์โหลดมัลแวร์มาติดตั้งก่อนเข้าควบคุมอุปกรณ์ หรือขโมยข้อมูลสำคัญออกไปได้

Overlay Attack หรือการโจมตีแบบทับซ้อนหน้าจอ เป็นการโจมตีที่แฮ็คเกอร์ใช้แอพพลิเคชันบางอย่างวาดหน้าต่างซ้อนทับบนหน้าจอหรือหน้าต่างแอพพลิเคชันอื่นของอุปกรณ์ Android เพื่อใช้ซ่อนหน้าต่างที่เป็นอันตราย เช่น วาดหน้าต่างแจ้งเตือนการอัปเดตแพทช์ ซ้อนทับหน้าต่างที่ขอใช้สิทธิ์ระดับ Admin เป็นต้น ซึ่งถ้าเหยื่อเผลอกดตกลง ปุ่มกดนั้นจะเชื่อมโยงกับปุ่มตกลงบนหน้าต่างที่ถูกซ้อนทับ ส่งผลให้แฮ็คเกอร์สามารถดำเนินการบางอย่างโดยใช้สิทธิ์ระดับ Admin, เข้าควบคุมเครื่อง หรือติดตั้งมัลแวร์ได้ทันที นอกจากนี้ ยังใช้เพื่อโจมตีแบบ DoS โดยวางหน้าต่างซ้อนแล้วล็อกไว้ไม่ให้เหยื่อใช้งานอุปกรณ์ จากนั้นก็ทำงานเรียกค่าไถ่ได้เช่นกัน

งานวิจัยของ IEEE Security & Privacy ระบุว่า การโจมตีแบบ Overlay Attack สามารถทำได้ก็ต่อเมื่อผ่าน 2 เงื่อนไข คือ ตัวแอพพลิเคชัน (หรือมัลแวร์) ต้องร้องขอคำอนุญาต “Draw on top” จากผู้ใช้งานเมื่อทำการติดตั้ง และจะต้องติดตั้งผ่านทาง Google Play ส่งผลให้ Overlay Attack ทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม ช่องโหว่ที่ Unit 42 ค้นพบนั้นทำให้แฮ็คเกอร์สามารถบายพาสเงื่อนไขทั้ง 2 อย่างนี้ได้ทันที

จากการตรวจสอบพบว่าช่องโหว่ที่พบนี้เป็นช่องโหว่บนฟีเจอร์ของ Android ที่เรียกว่า Toast ซึ่งเป็นหน้าต่าง Notification สำหรับใช้เด้งข้อความมาแสดงผลบนหน้าจอหรือหน้าแอพพลิเคชันอื่น แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่พบรายงานว่ามีการโจมตีผ่านช่องโหว่ดังกล่าว อย่างไรก็ตามทาง Palo Alto Networks แนะนำให้ผู้ใช้อุปกรณ์ Andorid ทุกท่านอัปเกรดเฟิร์มแวร์เป็นเวอร์ชัน 8.0 Oreo ล่าสุดเพื่ออุดช่องโหว่หรือดาวน์โหลดแพทช์ได้ที่ https://source.android.com/security/bulletin/2017-09-01

ที่มา: https://researchcenter.paloaltonetworks.com/2017/09/unit42-threat-brief-patch-today-dont-get-burned-android-toast-overlay-attack/

from:https://www.techtalkthai.com/palo-alto-networks-warns-android-overlay-attack/

รู้จัก SOTI ONE ระบบบริหารจัดการอุปกรณ์ Mobile, PC, IoT ในหนึ่งเดียว พร้อมพัฒนา Mobile Application ได้ในตัว

Enterprise Mobile Management (EMM) ถือเป็นเทคโนโลยีที่ถูกวิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็วในช่วงปีที่ผ่านมา เนื่องจากพฤติกรรมการทำงานที่เปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์พกพาเป็นหลักกันมากขึ้น และการต้องการความคล่องตัวที่มากขึ้นในการทำงาน ด้วยเหตุนี้เอง SOTI หนึ่งในผู้นำทางด้านเทคโนโลยี EMM จึงได้ทำการประกาศเปิดตัว SOTI ONE ระบบ Platform รวบรวมโซลูชันสำหรับการทำงานด้วยอุปกรณ์พกพาแบบครบวงจร ที่สามารถบริหารจัดการได้ทั้งอุปกรณ์ Mobile, PC และ IoT ได้อย่างครบถ้วน อีกทั้งยังรองรับการพัฒนา Mobile Application ได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเขียนโปรแกรม เพื่อเสริมความคล่องตัวให้กับเหล่าธุรกิจในการก้าวสู่ Digital Business ได้อย่างเต็มตัว

Credit: SOTI

 

แนวโน้มการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เทคโนโลยี EMM ต้องปรับตัวตาม

ด้วยจำนวนลูกค้าองค์กรกว่า 17,000 รายจาก 170 ประเทศทั่วโลก ทำให้ SOTI ถือเป็นหนึ่งในแนวหน้าของผู้พัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์การทำงานสำคัญของธุรกิจองค์กรได้ผ่านทางอุปกรณ์พกพา เพื่อให้เหล่าองค์กรสามารถใช้งานเทคโนโลยี Digital เพื่อการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ในขณะที่พนักงานภายในองค์กรธุรกิจต่างๆ นั้นต่างก็ต้องการความคล่องตัวในการทำงานที่มากขึ้น และยังคงสามารถทำงานได้อย่างมั่นคงปลอดภัยจากทุกที่ทุกเวลา ในขณะที่องค์กรก็ยังคงต้องสามารถควบคุมการเข้าถึงและใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ ของพนักงานภายในองค์กรได้ ทำให้เทคโนโลยี EMM ต้องเปลี่ยนแปลงไปดังนี้

  • การรองรับอุปกรณ์จะต้องมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะ Apple iOS และ Google Android เท่านั้น แต่ Microsoft Windows 10 เองก็ถือเป็นอุปกรณ์ที่องค์กรยังคงใช้ในการทำงานกันอยู่
  • การรองรับอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ให้มีความมั่นคงปลอดภัยนั้นก็ถือเป็นอีกโจทย์ที่สำคัญมาก เพราะในอนาคตทุกองค์กรนั้นก็จะต้องเริ่มใช้งาน IoT ไม่มากก็น้อย
  • นอกจากการสื่อสารที่เป็นสิ่งสำคัญในการทำงานในระดับองค์กรแล้ว การวิเคราะห์ข้อมูลเองก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งงานที่สำคัญสำหรับทุกๆ องค์กรไปแล้ว โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลงานได้จากทุกที่ทุกเวลาผ่านอุปกรณ์ใดๆ ก็ตามที่เชื่อมต่อถึงระบบเครือข่ายของธุรกิจองค์กรได้อย่างทันท่วงที
  • การดูแลรักษาและแก้ไขปัญหาให้กับอุปกรณ์ Endpoint ต่างๆ เองนั้นก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบของ Managed Services มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เหล่าผู้พัฒนาระบบ EMM จะพัฒนาเพียงแต่เทคโนโลยีไม่ได้แล้ว แต่จะต้องมีบริการเสริมเข้าไปด้วย

ประเด็นเหล่านี้ทำให้ SOTI ต้องทำการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มเติม เสริมโซลูชันเดิมให้ตอบโจทย์ความท้าทายที่เหล่าธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน และช่วยให้เหล่าธุรกิจชั้นนำสามารถก้าวข้ามความท้าทายที่ต้องเผชิญในอนาคตให้ได้ และนี่เองก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ SOTI ONE

 

SOTI ONE: Platform รวม 6 โซลูชันด้าน Mobile ในหนึ่งเดียว

เพื่อตอบรับต่อแนวโน้มของการทำงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว SOTI จึงได้เลือกที่จะพัฒนาโซลูชันใหญ่ซึ่งรวมเอาความสามารถอันหลากหลายที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาแต่ละข้อได้เป็นอย่างดีมาประกอบรวมกันกลายเป็น Platform ที่มีชื่อเรียกว่า SOTI ONE ทำให้ Platform นี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจในการจัดการกับอุปกรณ์ลูกข่ายที่ใช้ในการทำงานได้อย่างครอบคลุมและครบถ้วน โดยภายใน SOTI ONE มีโซลูชันย่อยด้วยกัน 6 รายการ ดังต่อไปนี้

Credit: SOTI

 

  • SOTI MobiControl ระบบ EMM สำหรับบริหารจัดการและควบคุมความมั่นคงปลอดภัยเครื่องลูกข่ายทั้ง Apple iOS, Google Android, Microsoft Windows 10 และ Linux ทั้งหมดได้จากศูนย์กลาง อีกทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับโซลูชันจากผู้ผลิตระบบอื่นๆ ได้มากมาย
  • SOTI Assist ระบบ Help Desk สำหรับช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถช่วยผู้ใช้งานแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนอุปกรณ์พกพาได้อย่างง่ายดายผ่านเทคโนโลยี Remote Control ที่เชื่อมต่อได้จากทุกที่ทุกเวลาอย่างมั่นคงปลอดภัย
  • SOTI Snap ระบบพัฒนา Mobile Application แบบ Cross-Platform ที่ทำให้เหล่าองค์กรสามารถสร้าง Mobile Application ได้ด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว โดยมีค่าใช้จ่ายน้อยลง อีกทั้งยังลดความซับซ้อนในการพัฒนา Mobile Application สำหรับตอบโจทย์ทางธุรกิจลงได้อย่างชัดเจน
  • SOTI Insight ระบบ Business Intelligence ที่ทำงานบน Smartphone เป็นหลักเพื่อใช้ในการทำ Mobile Analytics วิเคราะห์ข้อมูลจาก Application หรือ File ต่างๆ ได้อย่างคล่องตัวและชาญฉลาด
  • SOTI Connect โซลูชันสำหรับการเชื่อมต่อและควบคุมอุปกรณ์ IoT อย่างมั่นคงปลอดภัย โดยรองรับได้หลาย Protocol และหลายระบบปฏิบัติการ
  • SOTI Collaborate ช่องทางสำหรับการแบ่งปันข้อมูลและปรึกษาปัญหาที่เป็นส่วนหนึ่งของโซลูชัน SOTI ONE ทำให้ SOTI สามารถให้บริการลูกค้าและคู่ค้าได้ดียิ่งขึ้น

SOTI ONE ได้แก้ไขปัญหาการที่ระบบต่างๆ บนอุปกรณ์พกพานั้นทำงานแยกจากกัน ด้วยการเชื่อมผสานทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการทำงานเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์พกพา, อุปกรณ์ IoT, Application และระบบ Back-office ที่จำเป็นต่อการทำงาน เรียกได้ว่าเป็นการรวมหลายๆ ความสามารถที่ไม่เคยเห็นในระบบ EMM อื่นมาก่อนเข้าไว้ด้วยกัน และนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นก็คงไม่ผิดนัก

 

บริหารจัดการได้ทั้ง Apple iOS, Google Android, Microsoft Windows และ IoT

SOTI MobiControl ซึ่งเป็นระบบ Mobility Management ที่ได้รับการยอมรับจากเหล่าลูกค้าองค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรมนั้นสามารถบริหารจัดการได้ทุกระบบปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็น Apple iOS, Google Android, Linux หรือ Microsoft Windows 10 ได้อย่างครบถ้วนจากศูนย์กลางในหน้าจอเดียว ทำให้ทั้งองค์กรที่มีผู้ใช้งาน Smartphone เยอะ หรือองค์กรที่มีการใช้งาน PC เป็นหลักนั้นต่างก็สามารถใช้งาน SOTI ได้อย่างคุ้มค่า ไม่ต้องมีระบบริหารจัดการและควบคุมด้านความมั่นคงปลอดภัยของ Mobile Device และ PC แยกจากกัน

Credit: SOTI

 

การควบรวมการบริหารจัดการของ Endpoint หลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกันนี้ ทำให้การ Integrate ระบบต่างๆ เพิ่มเติมเช่น Anti-virus, Backup, Ticketing System สามารถทำได้อย่างไม่ซับซ้อน อีกทั้งการที่มีระบบ IT Inventory Management สำหรับฝั่ง Endpoint เป็นระบบเดียวนี้ก็ทำให้ผู้ดูแลระบบสามารถทำงานได้ง่ายขึ้นเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ SOTI Assist เองก็ยังจะช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถสนับสนุนการใช้งานอุปกรณ์พกพาของพนักงานในองค์กรได้จากทุกที่ทุกเวลา ทำให้การทำงานของพนักงานทุกคนเกิดความลื่นไหล ในขณะที่ฝ่าย IT เองก็สามารถปฏิบัติงานได้จากทุกที่ทุกเวลาที่มีระบบเครือข่าย การทำงานทั้งหมดจึงเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าแต่ก่อน

Credit: SOTI

 

พัฒนา Cross Platform Mobile Application ได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด

ถือเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจเป็นอย่างมากของ SOTI ที่เปิดให้องค์กรสามารถพัฒนา Mobile Application ได้เองด้วยวิธีการ Drag and Drop โดยไม่ต้องเขียนโค้ดเองเลย และง่ายดายในระดับที่ไม่ต้องอาศัยคน IT ทำ แต่เปิดให้พนักงานในแต่ละแผนกสามารถพัฒนา Application ที่ตนเองต้องการใช้งานขึ้นมาได้ ทำให้องค์กรสามารถเพิ่มเติม Workflow เล็กๆ บนอุปกรณ์พกพาได้อย่างอิสระ รวมถึงสร้าง Application สำหรับใช้ในการเข้าถึงและแสดงข้อมูลได้อย่างคล่องตัว ตอบรับต่อการก้าวสไปสู่การเป็น Digital Business สำหรับองค์กรได้เป็นอย่างดี

Credit: SOTI

 

บริหารจัดการผ่านระบบ Cloud รองรับการเพิ่มขยายอุปกรณ์ได้อย่างคล่องตัว

SOTI นี้เป็นบริการแบบ Dedicated SaaS ที่มีการแยกการจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานแต่ละองค์กรออกจากกันอย่างชัดเจน และมีทีมงานคอยดูแลรักษาระบบให้ทำงานได้ต่อเนื่อง 24×7 เหมือนบริการ Cloud ชั้นนำ ทำให้องค์กรไม่ต้องลงทุนฝั่ง IT Infrastructure เอง และยังไม่ต้องดูแลรักษาด้านความมั่นคงปลอดภัยด้วยตัวเอง อีกทั้งยังเพิ่มขยายระบบได้อย่างต่อเนื่อง รองรับการเติบโตขององค์กรได้เป็นอย่างดี

 

Gartner ยกให้ SOTI เป็นโซลูชัน EMM ที่สามารถตอบโจทย์การบริหารจัดการอุปกรณ์เฉพาะทางได้ดีกว่าผู้ผลิตรายอื่น

ในรายงาน Critical Capabilities for Enterprise Mobility Management Suites ที่เพิ่งตีพิมพ์โดย Gartner เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2017 ที่ผ่านมา SOTI นั้นได้รับคะแนนสูงที่สุดในหมวดของการสนับสนุนอุปกรณ์เฉพาะทางจากการประเมินผู้ผลิตด้วยกันทั้งสิ้น 9 ราย และ Gartner ได้ยกให้ SOTI เป็นผู้ผลิตที่มีความพร้อมสูงสุดสำหรับการบริหารจัดการอุปกรณ์เฉพาะทางและโซลูชันทางด้าน EMM ที่สามารถรักษาความมั่นคงปลอดภัยและบริหารจัดการอุปกรณ์ IoT ได้ อีกทั้งยังระบุด้วยว่า SOTI นั้นมีฐานลูกค้าองค์กรที่ใช้งานจริงสำหรับระบบ IoT ขนาดใหญ่แล้ว ซึ่ง Gartner ได้มองว่าความสามารถในการควบคุมอุปกรณ์พกพา, PC และอุปกรณ์ IoT ได้จากระยะไกลของ SOTI ที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมั่นคงปลอดภัยด้วย EMM นี้ดีที่สุดในบรรดาผู้ผลิตทั้งหมด รวมถึง Gartner ยังได้ยืนยันอีกด้วยว่า SOTI นี้ไม่เพียงแต่สนับสนุนอุปกรณ์ Apple iOS และ Google Android ได้เท่านั้น แต่ยังสนับสนุนอุปกรณ์ที่ใช้ Microsoft Windows ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะเป็นอุปกรณ์รุ่นเก่าที่ใช้งาน Windows CE ก็ตาม

 

ติดต่อทีมงาน DTCi ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจในโซลูชันของ SOTI และต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมหรือใบเสนอราคา สามารถติดต่อทีมงาน DTCI พันธมิตรของ SOTI อย่างเป็นทางการในประเทศไทยได้ทันทีที่  DTC Internetworking Co., Ltd.  [บริษัท ดีทีซี อินเตอร์เน็ทเวิร์คกิ้ง จำกัด] 123/3 ถ.นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120, เบอร์ติดต่อ 02-294-6776 ต่อ 221, Email: Sales@dtci.co.th, Website:http://www.dtci.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/introduce-soti-one-enterprise-mobile-management-for-mobile-pc-iot-with-mobile-application-development-tool-by-dtci/