คลังเก็บป้ายกำกับ: NAS_STORAGE

เปิดตัว Infortred GS 5000 Unified Storage ความจุสูงสุดเกินกว่า 20PB พร้อม Host Interface 128 ช่อง

Infortrend Technology ผู้นำเทคโนโลยีด้านระบบ Enterprise SAN Storage ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Infortrend EonStor GS 5000 ระบบ Unified Storage รุ่นล่าสุดที่เน้นด้านประสิทธิภาพและขนาดของระบบ เพื่อรองรับกับเทรนด์ Big Data และ Cloud สำหรับองค์กรอย่างเต็มตัว ด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้

 

 

  • ทำงานแบบ Dual Redundant Controller โดยแต่ละ Controller ใช้ Intel Xeon E5 8-Core จำนวน 1-2 ชุด
  • รองรับ Host Interface รวมกันสูงสุด 128 ช่อง ใช้งานได้ทั้ง 8/16Gbps Fibre Channel, 1/10/40GbE iSCSI, 10Gbps FCoE, 56Gbps Infiniband
  • รองรับ Cache Memory สูงสุดขนาด 1,024GB
  • ติดตั้งได้ทั้ง 2.5″/3.5″ Drive รองรับทั้ง SSD, HDD แบบ SAS สูงสุด 1,680 ชุด ความจุสูงสุเกินกว่า 20PB
  • รองรับ RAID 0, 1, 5, 6, 10, 50, 60 ในตัว
  • รองรับ Protocol CIFS/SMB, AFP, NFS, FTP, FXP, WebDAV, FC, FCoE, iSCSI, InfiniBand, SAS, RESTful API (สำหรับ Object Protocol)
  • มี Cloud Gateway เชื่อมต่อกับ Amazon S3, Microsoft Azure, Google Cloud Platform, Alibaba Cloud และ OpenStack ได้
  • ใช้งาน IPv6 ได้
  • บริหารจัดการได้ผ่าน Web-based Management

 

การเปิดตัว Infortrend EonStor GS 5000 ครั้งนี้ถือเป็นการเปิดตัวเพื่อรองรับต่ออนาคตที่ทุกองค์กรจะต้องรับมือกับข้อมูลปริมาณมหาศาล ซึ่ง Infortrend เองก็มีจุดเด่นด้านการนำ SSD และ HDD มาตรฐานสำหรับองค์กรมาใช้งานได้หลากหลายแบรนด์ ทำให้องค์กรมีความคุ้มค่าในการลงทุนด้านระบบจัดเก็บข้อมูลและการเพิ่มขยายในระยะยาว ไม่ถูกผูกขาดด้านราคาของ Disk อีกต่อไป โดย Infortrend ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ซีรีส์นี้ออกมา 2 รุ่น ได้แก่ GS 5100 และ GS 5200

 

Credit: Infortrend

 

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.infortrend.com/UrlCounter/EN/PR/GS5000/20180611002?re=/global/products/families/GS/5000

 

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง https://www.throughwave.co.th

 

ที่มา: https://www.infortrend.com/global/news/20180613/369

from:https://www.techtalkthai.com/infortred-eonstor-gs-5000-unified-storage-is-announced/

Advertisements

เปิดตัว Infortrend GS 5000 Unified Storage ความจุสูงสุดเกินกว่า 20PB พร้อม Host Interface 128 ช่อง

Infortrend Technology ผู้นำเทคโนโลยีด้านระบบ Enterprise SAN Storage ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Infortrend EonStor GS 5000 ระบบ Unified Storage รุ่นล่าสุดที่เน้นด้านประสิทธิภาพและขนาดของระบบ เพื่อรองรับกับเทรนด์ Big Data และ Cloud สำหรับองค์กรอย่างเต็มตัว ด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้

 

 

  • ทำงานแบบ Dual Redundant Controller โดยแต่ละ Controller ใช้ Intel Xeon E5 8-Core จำนวน 1-2 ชุด
  • รองรับ Host Interface รวมกันสูงสุด 128 ช่อง ใช้งานได้ทั้ง 8/16Gbps Fibre Channel, 1/10/40GbE iSCSI, 10Gbps FCoE, 56Gbps Infiniband
  • รองรับ Cache Memory สูงสุดขนาด 1,024GB
  • ติดตั้งได้ทั้ง 2.5″/3.5″ Drive รองรับทั้ง SSD, HDD แบบ SAS สูงสุด 1,680 ชุด ความจุสูงสุเกินกว่า 20PB
  • รองรับ RAID 0, 1, 5, 6, 10, 50, 60 ในตัว
  • รองรับ Protocol CIFS/SMB, AFP, NFS, FTP, FXP, WebDAV, FC, FCoE, iSCSI, InfiniBand, SAS, RESTful API (สำหรับ Object Protocol)
  • มี Cloud Gateway เชื่อมต่อกับ Amazon S3, Microsoft Azure, Google Cloud Platform, Alibaba Cloud และ OpenStack ได้
  • ใช้งาน IPv6 ได้
  • บริหารจัดการได้ผ่าน Web-based Management

 

การเปิดตัว Infortrend EonStor GS 5000 ครั้งนี้ถือเป็นการเปิดตัวเพื่อรองรับต่ออนาคตที่ทุกองค์กรจะต้องรับมือกับข้อมูลปริมาณมหาศาล ซึ่ง Infortrend เองก็มีจุดเด่นด้านการนำ SSD และ HDD มาตรฐานสำหรับองค์กรมาใช้งานได้หลากหลายแบรนด์ ทำให้องค์กรมีความคุ้มค่าในการลงทุนด้านระบบจัดเก็บข้อมูลและการเพิ่มขยายในระยะยาว ไม่ถูกผูกขาดด้านราคาของ Disk อีกต่อไป โดย Infortrend ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ซีรีส์นี้ออกมา 2 รุ่น ได้แก่ GS 5100 และ GS 5200

 

Credit: Infortrend

 

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.infortrend.com/UrlCounter/EN/PR/GS5000/20180611002?re=/global/products/families/GS/5000

 

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง https://www.throughwave.co.th

 

ที่มา: https://www.infortrend.com/global/news/20180613/369

from:https://www.techtalkthai.com/infortrend-eonstor-gs-5000-unified-storage-is-announced/

รู้จักแนวคิด Synology All-in-One Server: เมื่อ NAS กลายเป็นทุก Application เบื้องต้นที่จำเป็นต่อธุรกิจ

เมื่อพูดถึงคำว่า Data Center เรามักนึกถึงการมีตู้ Rack เพื่อรองรับการติดตั้ง Server, Storage, Switch และ Router ที่หลากหลายสำหรับใช้ติดตั้งและให้บริการ Application ต่างๆ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง Synology เป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่ต้องการเข้ามาแก้โจทย์ปัญหาข้อนี้ให้การลงทุนสร้างระบบ IT ภายในธุรกิจขนาดเล็ก หรือสาขาขององค์กรกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายและคุ้มค่า ด้วยการนำเสนอแนวคิด Synology All-in-One Server ที่รวมเอาทั้ง Server, Storage, Backup และ Collaboration เข้าไว้ในอุปกรณ์เดียวนั่นเอง

 

RackStation RS2418+​/​RS2418RP+ Credit: Synology

 

Synology ไม่ได้เป็นแค่ NAS Storage แต่เป็นทั้ง Application, Server และ Storage ในหนึ่งเดียว

เมื่อพูดถึงชื่อของ Synology เรามักนึกถึงผลิตภัณฑ์นี้ในฐานะของ NAS Storage สำหรับใช้ในการให้บริการ File Sharing ภายในองค์กร แต่ในความเป็นจริงนั้น Synology ในปัจจุบันนี้ได้พัฒนาไปมากแล้ว ด้วยการรองรับความสามารถอย่างการติดตั้ง Application ใหม่ๆ ผ่านทาง Add-on Package ลงไปบน Synology เพื่อนำ CPU, RAM และ Disk บน Synology ไปใช้ให้บริการอื่นๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากการทำ File Sharing ได้ด้วย ทำให้ Synology นั้นสามารถตอบโจทย์ต่างๆ ได้อย่างเอนกประสงค์เลยทีเดียว

จุดหนึ่งที่น่าสนใจมากคือการที่ Add-on Package จำนวนมากนั้นสามารถติดตั้งเพิ่มได้แบบฟรี ดังนั้นในการใช้งานที่เกิดขึ้นนั้นจึงมักเป็นไปในรูปแบบของการเริ่มต้นจากการที่เหล่าองค์กรคาดหวังการใช้งานเพียงไม่กี่ความสามารถของ Synology ก่อน แล้วจึงค่อยๆ ทดลองใช้งาน Add-on ใหม่ๆ และนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจให้ดีขึ้นตามไปด้วย

 

Credit: Synology

 

ทั้งนี้สาเหตุที่ Synology สามารถให้บริการได้หลากหลายภายใน Hardware เพียงหนึ่งเดียวได้อย่างมั่นใจนี้ ก็เป็นเพราะว่า Synology นั้นใช้สถาปัตยกรรมระบบในแบบ Software-Defined Storage (SDS) ที่สามารถทำงานได้บน Hardware ตั้งแต่ขนาดเล็กสำหรับการใช้งานตามบ้าน ไปจนถึง Server Hardware ระดับเดียวกับที่ผู้ผลิตรายใหญ่นำมาขายใน Data Center โดยมี CPU เป็น Intel Xeon นั่นเอง ดังนั้นใน Synology รุ่นสำหรับการใช้งานในระดับธุรกิจ ก็มักจะมี CPU และ RAM ที่เพียงพอสำหรับนำมาให้บริการต่างๆ ได้อย่างยืดหยุ่น ในขณะที่ Disk นั้นทางภาคธุรกิจก็สามารถเลือกใช้งาน SSD หรือ HDD เพื่อให้มีประสิทธิภาพและความจุได้ตามต้องการ

ในตลาดต่างประเทศนั้น การนำ Synology ไปใช้งานเป็นระบบ IT สำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลาง ไปจนถึงสาขาของธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่นั้นถือเป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมไม่น้อย เพราะด้วยความสามารถที่ครอบคลุมความต้องการต่างๆ, ความง่ายในการใช้งานที่ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับ Command Line เลย และการที่สามารถทดแทนบริการ Cloud หลายๆ บริการได้ด้วยการลงทุนเพียงครั้งเดียวเบ็ดเสร็จนั้น ก็ทำให้ Synology กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระบบ IT ภายในภาคธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม

 

ให้บริการ Server, Storage, Virtualization และ Container ได้ครบวงจรในหนึ่งเดียว

การตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานทางด้าน Data Center ของ Synology นี้ถือว่าทำได้ค่อนข้างครบครันเลยทีเดียว โดยนอกจากการให้บริการเป็นระบบ File Sharing หรือ iSCSI Storage แล้ว Synology เองก็มี Add-on สำหรับทำหน้าที่เป็นบริการต่างๆ ที่จำเป็นภายใน Data Center ได้หลากหลาย เช่น Active Directory Server, Apache HTTP Server, Backup, Bittorrent, Calendar, CardDAV Server, DNS Server, GitLab, MariaDB, Odoo, OpenERP, RADIUS Server, Redmine, Drupal, WordPress และอื่นๆ อีกมากมาย ไปจนถึงบริการสำคัญอย่าง Log Server ที่ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เหล่าองค์กรไทยจะขาดไปไม่ได้ในปัจจุบัน

หนึ่งในกรณีที่ Synology ถูกนำไปใช้งานค่อนข้างเยอะในเมืองนอก แต่ในไทยมักไม่ค่อยพูดถึงกันนั้นคือการนำ Synology มาใช้สร้างระบบ Virtualization และ Container ขนาดย่อมๆ ภายในองค์กร โดยตัว Synology เองนั้นสามารถติดตั้ง Add-on ที่เป็น Hypervisor ชื่อว่า Virtual Machine Manager และสามารถบริหารจัดการผ่านระบบ Web Management ของ Synology ได้เลย อีกทั้งหากต้องการใช้งาน Container ภายในองค์กรทั้งเพื่อการทดสอบหรือพัฒนาระบบใดๆ นั้น ก็สามารถติดตั้ง Add-on Docker ได้ทันทีอีกด้วย

 

Credit: Synology

 

ด้วยความสามารถเหล่านี้ Synology ก็สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายทางด้านลิขสิทธิ์ของ Software ที่เคยต้องลงทุนภายใน Data Center ลงไปได้ไม่น้อยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นระบบ Virtualization จาก VMware vSphere หรือ Microsoft Hyper-V และหลายๆ ความสามารถที่สามารถทดแทน Microsoft Windows Server ได้ องค์กรและธุรกิจต่างๆ จึงสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากทีเดียวหาก Synology สามารถช่วยตอบโจทย์ที่ต้องการได้เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยที่เหล่าองค์กรเลือกใช้กลยุทธ์ในการวางระบบสำคัญต่างๆ บน Cloud เป็นหลัก และมีระบบ IT ภายในองค์กรเพียงเพื่อให้บุคลากรภายในองค์กรสามารถทำงานต่อเนื่องไปได้เท่านั้น

 

Credit: Synology

 

ตอบโจทย์การทำงานร่วมกันภายในองค์กร ทดแทนบริการ Cloud

อีกกลุ่มของ Add-on ที่ Synology ให้ความสำคัญค่อนข้างมากก็คือบริการในกลุ่ม Collaboration ที่เปิดให้ผู้ใช้งานหลายๆ คนสามารถทำงานร่วมกันได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น

 

Credit: Synology

 

  • Calendar สำหรับจัดการปฏิทินตารางงานร่วมกัน
  • File Sharing สำหรับให้บริการ CIFS/NFS เพื่อแบ่งปันไฟล์งานต่างๆ ภายในองค์กร
  • Drive สำหรับสร้าง Sync Folder เหมือนบริการ Cloud Storage ให้สามารถเข้าถึงได้จากทั้ง PC และ Mobile
  • Chat ระบบแชทภายในองค์กรที่สามารถเข้ารหัสได้ ใช้งานได้ผ่านทั้ง Web และ Mobile Application โดยสามารถเชื่อมต่อกับบริการ Chatbot ได้
  • MailPlus ระบบ Email Server ให้เข้าใช้งานจากทาง Web และ Email Client ทั่วไป
  • Note Station ระบบ Note กลางสำหรับจดบันทึกข้อมูลต่างๆ และแบ่งปันข้อมูล Note นั้นๆ ให้กับเพื่อนร่วมงานได้
  • Office (Spreadsheet) สามารถทำการแก้ไขข้อมูล Spreadsheet ได้ผ่าน Web พร้อมกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ
  • GitLab สำหรับจัดเก็บ Source Code และพัฒนา Software ต่างๆ ร่วมกันภายในองค์กร
  • Odoo/OpenERP สำหรับให้บริการะบบ ERP ภายในองค์กร
  • Redmine สำหรับจัดการระบบ Ticketing / Bug Report
  • Drupal/WordPress สำหรับสร้างระบบ Website ภายในองค์กร

จะเห็นได้ว่า Add-on เหล่านี้ก็สามารถตอบโจทย์ด้านการสื่อสารและการทำงานภายในธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางได้ค่อนข้างครอบคลุมทีเดียว รวมถึงสำหรับสาขาของธุรกิจขนาดใหญ่เองก็จะมีอิสระในการเลือกติดตั้งระบบเหล่านี้ขึ้นมาใช้งานเพิ่มเติมภายในสาขาแตกต่างกันไปได้ตามความต้องการ เพิ่มความคล่องตัวในการทำงานให้สูงขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนใดๆ เพิ่มเติม

 

สำรองข้อมูลได้ภายในตัว ตอบโจทย์ Backup และ DR

สุดท้ายนี้ Synology เองก็มีบริการระบบ Backup และ DR ในตัวที่หลากหลายมาก รองรับได้ทั้งการสำรองข้อมูลในระบบ File Sharing/iSCSI, สำรองข้อมูลจากอุปกรณ์ USB, สำรองข้อมูล PC, สำรองข้อมูล Server, ทำ Snapshot สำหรับ VM/Volume, Replicate ข้อมูล, ทำ Rsync, สำรองข้อมูลขึ้น Cloud และสำรองข้อมูลจากบริการ Cloud อย่าง Microsoft Office 365 และ Google G Suite กลับมาจัดเก็บบน Synology ได้ เรียกได้ว่าตอบโจทย์การสำรองข้อมูลเบื้องต้นได้ดีทีเดียว โดยที่ไม่ต้องทำการซื้อโซลูชันด้านการ Backup ใดๆ เพิ่มเติม

 

Credit: Synology

 

ทั้งนี้ด้วยความสามารถในการให้บริการ Virtualization และ Container ได้ในตัว การใช้ Synology เพื่อเป็น DR Site ด้วยนั้นก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติมเช่นกัน ซึ่งถึงแม้ระบบอาจจะไม่ได้ Automate มากเท่ากับโซลูชันในระดับองค์กร แต่สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางก็ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจได้อยู่เหมือนกัน

ส่วนองค์กรที่มีการใช้งาน Backup Software จากผู้ผลิตค่ายต่างๆ อยู่แล้ว และกำลังมองหา Storage ราคาคุ้มค่าที่สามารถให้บริการอื่นๆ เพิ่มเติมได้ด้วย Synology นี้ก็สามารถทำงานร่วมกับ Backup Software ได้จากหลากหลายค่าย อีกทั้งยังช่วยทำการสำรองข้อมูลที่ทำการสำรองเพิ่มเติมเอาไว้อีกชั้นหนึ่งก็ได้เช่นกัน

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Synology

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Synology สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ Synology ด้วยตนเองได้ที่ https://www.synology.com ทันที โดยผู้ที่สนใจใบเสนอราคาสามารถติดต่อตัวแทนจำหน่าย Synology ได้ดังนี้

from:https://www.techtalkthai.com/synology-all-in-one-server-for-sme-and-branch-data-center/

Backup ข้อมูลแบบครบวงจรด้วย Synology NAS รับมือกับ Ransomware ได้ในราคาประหยัด

Ransomware นับเป็นภัยคุกคามที่เคยสร้างปัญหาให้กับเหล่าธุรกิจองค์กรมาแล้วหลากหลาย เกิดเป็นบทเรียนแก่เหล่าธุรกิจว่าการทำ Backup นั้นถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อทุกๆ ธุรกิจองค์กร ในบทความนี้จึงขอนำเสนออีกทางเลือกหนึ่งในการปกป้องข้อมูลของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเบื้องต้นอย่างง่ายดาย ด้วยการใช้ Synology อุปกรณ์ NAS Storage ที่มากไปด้วยความสามารถ และรองรับการ Backup ข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ ไปจนถึงการทำ Replication ได้ในตัว ดังนี้

 

Synology มี NAS Storage สำหรับธุรกิจองค์กรด้วย?

Synology FS3017 All Flash Storage Credit: Synology

 

บางท่านอาจจะคุ้นเคยกับชื่อของ Synology ในฐานะของ NAS Storage สำหรับการใช้งานตามบ้าน แต่นั่นเป็นเพียงแค่ผลิตภัณฑ์ตระกูลหนึ่งของ Synology เท่านั้น และทาง Synology เองก็มีผลิตภัณฑ์กลุ่มตระกูลสำหรับการใช้งานในระดับธุรกิจองค์กรและระดับมืออาชีพด้วย ดังนี้

  • J Series NAS Storage รุ่นเล็กสุด สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปตามอาคารบ้านเรือน
  • Value Series NAS Storage สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก, ผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการ NAS ประสิทธิภาพสูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
  • Plus Series NAS Storage รุ่นสำหรับธุรกิจขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง และผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการ NAS ประสิทธิภาพระดับสูง
  • FS/XS Series NAS Storage รุ่นสำหรับองค์กร โดยรุ่น FS จะเป็นรุ่น All-Flash และรุ่น XS จะเป็นรุ่น Hybrid

จะเห็นได้ว่า Synology นั้นมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่รุ่นขนาดเล็กสำหรับติดตั้งใช้งานในบ้านพักอาศัยหรือบนโต๊ะทำงาน ไปจนถึงรุ่นใหญ่สำหรับติดตั้งบนตู้ Rack ภายใน Data Center เลยทีเดียว อีกทั้งยังมีรุ่น All Flash Storage สำหรับตอบรับต่อความต้องการระบบ Storage ประสิทธิภาพสูงในงานเฉพาะทางที่ต้องอาศัยระบบ Storage เป็นหลัก อย่างเช่น การตัดต่อ Video หรือ Virtualization เป็นต้น

 

Synology DS2415+ High Performance Business NAS Storage Credit: Synology

 

จุดเด่นหนึ่งที่น่าสนใจของ Synology นี้ก็คือความสามารถในการเพิ่มฟังก์ชันต่างๆ ให้กับตัวอุปกรณ์ได้ ด้วยการติดตั้งระบบย่อยเสริมเข้าไปบนตัว Storage โดยตรง ทำให้ Synology สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างหลากหลายของธุรกิจองค์กรและผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี รวมถึงอีกหนึ่งกรณีการใช้งานที่ทำให้ Synology ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากนั้นก็คือการทำหน้าที่เป็น All-in-One Appliance ที่รวมทั้งความสามารถของ Server, Storage และ Collaboration ทั้งหมดเอาไว้ภายในอุปกรณ์เดียว รองรับทุกความต้องการของธุรกิจขนาดเล็กและสาขาขององค์กรได้จบในตัว

 

สำรองข้อมูลจาก PC, Desktop, Server และ Cloud Application ได้ด้วยอุปกรณ์เดียว

 

Credit: Synology

 

แน่นอนว่า Backup เองนั้นก็เป็นหนึ่งในความสามารถที่โดดเด่นของ Synology และได้รับความนิยมอย่างสูงจากบรรดาเหล่าผู้ใช้งานทั่วโลก เนื่องจาก Synology นั้นมีโมดูลเสริมด้านการสำรองข้อมูลที่หลากหลายมาก ดังนี้

  • Synology Drive: บริการ Cloud Drive ที่จะทำให้ Folder บนเครื่อง PC นั้นทำการสำรองข้อมูลไปยัง Synology ตลอดเวลาเสมือนเป็น Cloud Storage และเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ผ่าน Mobile Application
  • Snapshot Replication: บริการสำหรับการสำรองข้อมูลที่จัดเก็บภายในระบบ File Sharing และ Virtualization อย่าง VMware vSphere หรือ Microsoft Hyper-V ที่เชื่อมต่อผ่านทาง iSCSI โดยสามารถสำรองข้อมูลได้ถี่ระดับทุกๆ 5 นาทีในแบบ Application-aware ทำให้ถึงแม้ข้อมูลเสียหายจาก Ransomware ก็ยังกู้คืนกลับมาได้
  • Active Backup for Server: บริการ Backup แบบ Agentless สำหรับสำรองข้อมูลได้ทั้ง Windows Server และ Linux Server
  • Active Backup for G Suite / Active Backup for Office 365: บริการ Backup ไฟล์งานต่างๆ บนบริการ Cloud ชั้นนำอย่าง Google G Suite และ Microsoft Office 365 ให้เก็บสำรองเอาไว้บน Synology เพื่อป้องกันกรณีข้อมูลสูญหายโดยคาดไม่ถึง
  • Apple Time Machine: รองรับการสำรองข้อมูลด้วย Apple Time Machine ในตัว ตอบโจทย์ธุรกิจที่มีการใช้ macOS เป็นหลักได้ทันที

ความสามารถเหล่านี้ทำให้องค์กรสามารถใช้ Synology ในการให้บริการ File Sharing, Cloud Drive และสำรองข้อมูลเบื้องต้นไปพร้อมๆ กันได้ทั้งสำหรับอุปกรณ์ PC และ Notebook ของผู้ใช้งาน รวมถึงยังสามารถใช้ในการสำรองข้อมูลให้กับ Windows Server และ Linux Server ไปพร้อมๆ กันได้อีกด้วย

 

Credit: Synology

 

สำรองข้อมูลใน Synology NAS อีกชั้น เสริมความทนทานให้กับข้อมูลอีกขั้นหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงหนึ่งที่เหล่าธุรกิจองค์กรอาจต้องพิจารณาถึงก็คือ การที่อุปกรณ์ NAS Storage นั้นเสียหาย หรือ Ransomware สามารถสร้างความเสียหายให้กับไฟล์ที่เราสำรองเอาไว้บน NAS Storage ได้โดยตรง ดังนั้นการสำรองข้อมูลบน NAS Storage อีกชั้นนั้นก็ถือเป็นประเด็นสำคัญที่เหล่าธุรกิจองค์กรต้องให้ความสำคัญ

 

Credit: Synology

 

ทั้งนี้ Synology ก็มีโมดูลเสริมเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้ให้พร้อมใช้งานได้ในหลากหลายรูปแบบตามความเหมาะสมและความต้องการขององค์กร ดังนี้

  • Synology High Availability: บริการสำหรับนำ Synology NAS Storage จำนวน 2 ชุดมาทำงานร่วมกันแบบ HA Cluster เพื่อเพิ่มความทนทานของระบบให้ยังคงทำงานต่อเนื่องไปได้แม้ว่าอุปกรณ์หลักจะเสียหายไป
  • Snapshot Replication: นอกจากการสำรองข้อมูลย้อนหลังด้วย Snapshot บนตัว Synology เองแล้ว ความสามารถนี้ก็ยังเปิดให้ Synology สามารถ Replicate ข้อมูล Snapshot ไปยัง Synology อีกชุดหนึ่งได้เพื่อความมั่นคงที่สูงยิ่งขึ้น
  • Hyper Backup: ความสามารถในการสำรองข้อมูลแบบ Incremental, Block-based ของ Synology เพื่อสำรองข้อมูลทั้งภายในอุปกรณ์เดียวกัน, สำรองข้อมูลไปยัง Synology ชุดอื่น, สำรองข้อมูลไปยัง Rsync Server หรือสำรองข้อมูลไปยัง Cloud Storage อย่าง Google Drive, Amazon Drive, Dropbox, Microsoft Azure หรือ S-3 Compatible Storage ก็ตาม
  • Synology C2 Backup: บริการ Cloud สำหรับการสำรองข้อมูลของ Synology เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการสำรองข้อมูลที่เพิ่มขยายได้ง่ายดายและรองรับการเชื่อมต่อได้จากทั่วโลก
  • USB Copy 2.0: สำรองข้อมูลจาก Synology ออกไปยัง USB/SD Device โดยตรง ทำให้สำรองข้อมูลขนาดใหญ่อย่างไฟล์วิดีโอได้โดยไม่ต้องติดคอขวดของระบบเครือข่าย

จะเห็นได้ว่า Synology เองนั้นสามารถสำรองข้อมูลของตัวเองได้หลากหลายช่องทางมาก ทั้งการสำรองข้อมูลไปยังอุปกรณ์ของ Synology ด้วยกันเเอง, การสำรองข้อมูลไปยัง Cloud ของ Synology หรือการสำรองข้อมูลไปยังบริการของ 3rd Party ทำให้เหล่าองค์กรมีทางเลือกยืดหยุ่นหลากหลาย ไม่ต้องยึดติดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งเท่านั้น

 

Credit: Synology

 

อีกจุดเด่นหนึ่งที่ต่อยอดขึ้นไปอีกสำหรับ Synology ก็คือความสามารถในการรองรับการทำ Disaster Recovery ที่หลากหลาย เช่น การทำงานร่วมกับ VMware Site Recovery Manager และ VMware vCenter ได้, การทำ Test Failover ได้ และรายงานเพื่อตรวจสอบการส่งข้อมูลผ่าน WAN เพื่อให้สามารถตรวจสอบปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับระบบเครือข่ายในการทำ Replication ได้ ทำให้องค์กรสามารถมั่นใจได้มากขึ้นในการสำรองข้อมูลหรือระบบข้ามสาขา

 

ทดลองใช้งาน Synology ได้ฟรีผ่านช่องทางออนไลน์

สำหรับผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีของ Synology สามารถทำการทดสอบเทคโนโลยีของ Synology ได้ด้วยตนเองแบบออนไลน์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายผ่านทาง DSM Live Demo ที่ https://www.synology.com/en-global/dsm/live_demo ซึ่งทาง Synology ได้ติดตั้งระบบปฏิบัติการและ Software ต่างๆ ของ Synology ที่มีชื่อว่า DSM เอาไว้ในรูปของ Docker Image พร้อม Deploy เพื่อให้เราได้ทดสอบ สร้างความมั่นใจก่อนตัดสินใจลงทุนนั่นเอง

หรือหากอยากศึกษาความสามารถต่างๆ ของ Synology อย่างคร่าวๆ และรวดเร็ว ก็สามารถเข้าไปศึกษาได้ที่วิดีโอ Tutorial ของ Synology ที่ https://www.synology.com/en-global/knowledgebase/DSM/video ได้โดยตรง

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Synology

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Synology สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ Synology ด้วยตนเองได้ที่ https://www.synology.com ทันที โดยผู้ที่สนใจใบเสนอราคาสามารถติดต่อตัวแทนจำหน่าย Synology ได้ดังนี้

from:https://www.techtalkthai.com/backup-solution-with-synology-nas/

เปิดตัว IBM Spectrum NAS เปลี่ยน NAS Storage ให้เป็น Software-defined พร้อมเพิ่มขยายได้แบบ Scale Out

ด้วยตลาดของ File Storage ที่นับวันจะยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว ในขณะที่เหล่าองค์กรเองนั้นก็เริ่มประสบปัญหากับปริมาณข้อมูลที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ จนระบบ NAS Storage เดิมเริ่มไม่สามารถรองรับได้ ทำให้ทาง IBM ได้ทำการพัฒนา IBM Spectrum NAS โซลูชัน Software-defined Scale Out NAS Storage ขึ้นมาตอบโจทย์เหล่านี้ เพื่อให้องค์กรสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้ไปพร้อมๆ กับการรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

 

ตลาดของ File Storage ใหญ่แค่ไหน? IDC ประเมินมูลค่าตลาดทั่วโลกไว้ที่ 166,400 ล้านบาทในปี 2018

จากการคาดการณ์ของ IDC นั้นได้เผยให้เห็นถึงตลาดของระบบ File Storage ในปี 2018 ที่จะมีมูลค่าสูงถึง 5,200 ล้านเหรียญหรือราวๆ 166,400 ล้านบาท โดยพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนระบบ File Storage โดยรวมนั้นจะมีขนาดใหญ่ถึง 34.6 Exabyte หรือราวๆ 34.6 ล้าน Terabyte และจะยังคงเติบโตต่อเนื่องปีละ 25% ไปจนถึงปี 2021 โดยมากกว่า 80% ของข้อมูลเหล่านี้จะเป็นการใช้จัดเก็บข้อมูลของเหล่าธุรกิจองค์กร

การเติบโตเหล่านี้เป็นผลเนื่องมาจากการที่เหล่าองค์กรนั้นมีการใช้งานข้อมูลมากขึ้นในทุกภาคส่วน ส่งผลให้ระบบ NAS Storage ที่เหล่าองค์กรใช้งานอยู่เดิมนั้นก็ไม่อาจรองรับต่อปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ได้อย่างเพียงพอ การอัปเกรดระบบ NAS Storage จึงเป็นแนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2018 นี้เป็นต้นไป ทำให้เหล่าผู้ผลิตระบบ NAS Storage นั้นต่างต้องพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ออกมารอรับการอัปเกรดและเพิ่มขยายระบบครั้งใหญ่นี้

 

ปัญหาของ NAS Storage แบบเดิมๆ

โดยมากแล้ว NAS Storage สำหรับรองรับการใช้งานของผู้ใช้งานภายในองค์กรนั้นมักจะยังเป็นเพียงระบบที่ใช้เทคโนโลยีแบบ Appliance สถาปัตยกรรมเก่าที่รองรับการเพิ่มขยายได้แบบ Scale Up เท่านั้น ซึ่งประสิทธิภาพในการรองรับผู้ใช้งานและการรับส่งข้อมูลของ NAS Storage เหล่านี้จะขึ้นอยู่กับตัว Controller เป็นหลัก ทำให้ NAS Storage ที่องค์กรส่วนใหญ่ใช้งานอยู่ในยามนี้ไม่สามารถเพิ่มขยายในเชิงประสิทธิภาพและการรองรับผู้ใช้งานให้มากขึ้นได้อย่างง่ายดายนัก อีกทั้งขั้นตอนการอัปเกรดเองนั้นก็ต้องมีการหยุดการทำงานของระบบด้วย

ความสามารถในการเพิ่มขยายนี้ถือเป็นโจทย์ที่สำคัญมากของ NAS Storage ที่จะต้องรองรับต่อความต้องการของเหล่าองค์กรใน 5 ปีนับถัดจากนี้ไป เพราะการเติบโตอย่างรวดเร็วของข้อมูล และการที่ผู้ใช้งานจะคาดหวังถึงการเข้าถึงข้อมูลปริมาณมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว และแบ่งปันกันได้อย่างง่ายดายนี้จะกลายเป็นสิ่งที่ NAS Storage จะต้องตอบโจทย์ให้ได้ และการเพิ่มขยายแบบที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ, ความจุ และการรองรับผู้ใช้งานมากขึ้นได้พร้อมกันนี้ก็คือการเพิ่มขยายแบบ Scale Up นั่นเอง

นอกจากนี้ NAS Storage ในอดีตนั้นมักแยกผลิตภัณฑ์กลุ่มสำหรับผู้ใช้งานและสำหรับ Data Center ออกเป็นคนละกลุ่มกัน ทำให้องค์กรหลายแห่งต้องลงทุนระบบ NAS Storage แยกสำหรับตอบรับความต้องการทั้งสอง การลงทุนในระบบเหล่านี้ถือเป็นตัวเลขที่ไม่น้อย และผู้ดูแลระบบก็ต้องดูแลรักษาหลายระบบไปพร้อมๆ กัน

ในขณะเดียวกัน ด้วยแนวโน้มของการทำ Software-defined ที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ นี้เอง ก็ทำให้การลงทุนใช้ NAS Storage แบบ Appliance เริ่มกลายเป็นทางเลือกที่ไม่เพียงพอต่อหลายๆ องค์กร ทั้งหมดนี้เองได้นำไปสู่การออกแบบระบบ NAS ใหม่ของ IBM ในครั้งนี้

 

IBM Spectrum NAS: Software-defined Scale Out NAS Storage ที่จะมาทดแทน NAS แบบเดิม

 

Credit: IBM

 

IBM Spectrum NAS นี้เป็นผลิตภัณฑ์ล่าสุดในกลุ่ม IBM Spectrum ที่เป็นกลุ่มของระบบบริหารจัดการและการจัดเก็บข้อมูลสำหรับองค์กร โดย IBM ได้เปิดตัว IBM Spectrum NAS นี้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2018 ที่ผ่านมา โดยมีจุดมุ่งหมายในการสร้าง NAS ที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  • ติดตั้งใช้งานและบริหารจัดการได้ง่าย
  • ช่วยให้การลงทุน NAS Storage ใช้งบประมาณลดลง
  • สามารถเพิ่มขยายได้แบบ Scale Out และอัปเกรดได้โดยไม่ต้องหยุดการทำงานของระบบ
  • รองรับการใช้ NFS, CIFS และความสามารถเดิมๆ ที่ NAS Storage เคยทำได้

 

IBM Spectrum NAS ที่ออกแบบมาโดยมีวัตถุประสงค์ที่ค่อนข้างชัดเจนนี้จึงถูกเปิดตัวออกสู่ตลาดในฐานะของระบบ Software-defined NAS Storage ที่รองรับการเพิ่มขยายได้แบบ Scale Out เป็นหลัก พร้อมความสามารถดังต่อไปนี้

  • ทำงานแบบ Software-defined NAS Storage โดยสามารถติดตั้งได้บน x86 Server (ไม่มีรุ่น Appliance)
  • รองรับการติดตั้งใช้งานได้ทั้งแบบ Bare Metal และแบบ Virtual Machine (VM)
  • ทำงานร่วมกันเป็น Cluster แบบ Symmetric Architecture ที่ไม่มีคอขวดเกิดขึ้นในระบบ
  • เริ่มต้นจาก 4 Node และสามารถเพิื่มขยายได้ทีละ Node
  • มีความสามารถในการทำ Self Healing ทำงานต่อไปได้ไม่ว่าจะมี Drive หรือ Node จะหยุดทำงาน
  • อัปเกรดและเพิ่มขยายความจุได้โดยไม่ต้องหยุดการทำงานของระบบ
  • สนับสนุนการให้บริการ SMB 1/2.1/3.1.1, NFS 3/4/4.1 และ pNFS ได้
  • ทำงานร่วมกับ Anti-virus อย่าง Symantec Protection Engine ได้
  • ใช้ NDMP ในการสำรองข้อมูลได้ และในอนาคตจะทำงานร่วมกับ IBM Spectrum Protect ได้
  • สามารถ Replicate ข้อมูลได้ทั้งแบบ Synchronous และ Asynchronous ได้
  • ยืนยันตัวตนร่วมกับ LDAP, AD, Kerberos และ Local DB ได้
  • ทำ Tiering ด้วย RAM, NVMe SSD และ HDD ร่วมกัน

 

 

กรณีการใช้งานหลักของ IBM Spectrum NAS นี้ก็คือการให้บริการ Home Directory สำหรับเหล่า Linux, การทำหน้าที่เป็น NAS Storage สำหรับ Application ต่างๆ ของ Microsoft และการให้บริการ File แก่เหล่า Virtual Machine ทั้งในฝั่งของ Server และ Virtual Desktop Infrastructure (VDI) โดยคุณสมบัติการที่เป็น Software-defined นี้เองก็ทำให้องค์กรสามารถใช้งาน IBM Spectrum NAS ได้อย่างง่ายดายบน Physical Server หรือ Virtualization ที่ต้องการได้ทันที รองรับการเพิ่มขยายและใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง รองรับต่อการเติบโตขององค์กรได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IBM Spectrum NAS สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.ibm.com/us-en/marketplace/spectrum-nas หรือดูคลิปที่อธิบายความสามารถ, การติดตั้งใช้งาน และการตั้งค่าทั้งหมดได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=oA55y2Mv7c0&list=PLS7mekU2kxDpHZFHWXDEcrzD6RuubzhdO

 

IBM มี Software-defined Storage หลากหลายเหลือเกิน แตกต่างกันอย่างไร? จะเลือกใช้ให้เหมาะกับงานได้ยังไง?

 

Credit: IBM

 

หากใครที่คุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ของ IBM ในตระกูล IBM Spectrum นั้นก็จะเห็นได้ว่า IBM มี Software-defined Storage เยอะมาก และอาจสร้างความสับสนให้กับองค์กรที่กำลังมองหาโซลูชันสำหรับจัดเก็บข้อมูลอยู่ไม่น้อยทีเดียว ตารางดังต่อไปนี้จากทาง IBM จึงน่าจะช่วยให้หลายท่านลดความสับสนลงไปได้ไม่น้อย ดังนี้

 

Credit: IBM

 

  • IBM Spectrum Scale เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการระบบ Scale Out File System ที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสำหรับ Workload ที่มีความเฉพาะเจาะจงในฝั่ง Data Center เป็นหลัก
  • IBM Spectrun NAS เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการ File Sharing Storage ที่รองรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น และเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายผ่าน SMB, NFS, pNFS แต่อาจมีประสิทธิภาพไม่สูงเท่า IBM Spectrum Scale
  • IBM Cloud Object Storage เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาลที่เพิ่มขยายได้ง่าย และรองรับการเชื่อมต่อกับ Application ต่างๆ ได้ผ่านทาง S3 API เป็นหลัก

จะเห็นได้ว่าในผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ของ IBM นั้นจะมีจุดร่วมเหมือนกันคือความสามารถในการเพิ่มขยายได้แบบ Scale Out อย่างง่ายดาย แต่ต่างกันที่ประสิทธิภาพการทำงานและรูปแบบการนำไปใช้งาน เนื่องจากเทคโนโลยีเบื้องหลังที่ใช้งานนั้นแตกต่างกันนั่นเอง

 

ทดสอบใช้งาน IBM Spectrum NAS ฟรี 60 วัน!

สำหรับผู้ที่สนใจ IBM Spectrum NAS ทาง IBM ได้เปิดให้ทดสอบใช้งาน IBM Spectrum NAS ได้ฟรี 60 วัน โดยทำการลงทะเบียนได้ทันทีที่ https://www.ibm.com/account/reg/signup?formid=urx-30487

 

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IBM Power System และ IBM Cloud Object Storage

ผู้ที่สนใจในรายละเอียดของ IBM Power System และ IBM Cloud Object Storage สำหรับนำไปใช้งานในรูปแบบต่างๆ นั้นสามารถติดต่อขอคำปรึกษาเบื้องต้นได้ที่บริษัท Metro Connect Co.,Ltd โดยติดต่อ Ms.Narumon Pensiriwan โทร 02-089-4508, 081-814-8088 หรือ e-mail : narumpen@metroconnect.co.th website: http://www.metroconnect.co.th/ ครับ

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-spectrum-nas-scale-out-software-defined-nas-storage/

รีวิว Synology DiskStation DS718+ NAS Storage เอนกประสงค์ทั้งสำหรับธุรกิจและการใช้งานแบบจริงจัง

พอดีทีมงาน TechTalkThai ได้รับอุปกรณ์ Synology DiskStation DS718+ มาให้ทดสอบใช้งานจริงครับ โดยรุ่นนี้เป็นรุ่นที่อยู่ในระดับของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง รวมถึงสำหรับใช้ตอบโจทย์การใช้งานตามบ้านในกลุ่ม Power User กันด้วย รีวิวนี้เลยอาจจะยาวเล็กน้อยเพราะฟีเจอร์ที่น่าสนใจมีค่อนข้างเยอะ แต่ก็อยากจะนำมาเล่าให้เห็นกันทั้งข้อดีและข้อเสียกันเต็มๆ ครับ (หมายเหตุ: รูปเยอะมาก)

 

รู้จัก Synology DiskStation DS718+ กันก่อน

Credit: Synology

 

สำหรับ Synology รุ่น DiskStation DS718+ นี้เป็นรุ่นหนึ่งในซีรีส์ Plus ที่เป็นรุ่นระดับกลางสำหรับการใช้งานในธุรกิจขนาดเล็ก, กลาง และในสาขาของธุรกิจขนาดใหญ่ได้ โดยมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นจากการเลือกใช้ Quad-core CPU และมีแรมให้เลือกได้หลายขนาด เพื่อรองรับการติดตั้ง Application เสริมสำหรับใช้งานบนตัวอุปกรณ์ได้หลากหลาย ซึ่งถือเป็นจุดเด่นของเทคโนโลยี NAS Storage จากฝั่ง Synology เลยก็ว่าได้

ในแง่ประสิทธิภาพการใช้งาน ทางเว็บไซต์ระบุเอาไว้ว่าสามารถทำการเขียนและอ่านข้อมูลที่เขารหัสอยู่ได้ด้วยประสิทธิภาพระดับ 226MB/s Reading และ 184MB/s Writing โดยรองรับการทำ Transcoding ได้พร้อมกัน 2-channel สำหรับวิดีโอแบบ 4K H.264/H.265 ซึ่งตรงนี้ทางทีมงาน TechTalkThai จะไม่ได้ทดสอบประสิทธิภาพให้เห็นกันนะครับเพราะพอดีระบบเครือข่ายที่ใช้อยู่ตอนนี้ไม่พร้อม และก็ชีวิตปัจจุบันแทบไม่มีไฟล์วิดีโอ 4K เอาไว้ทดสอบเลยด้วย เลยจะไปขอเน้นเรื่องฟีเจอร์สำหรับการใช้งานในออฟฟิศแทนครับ

กับอีกจุดหนึ่งที่เว็บไซต์ต้นทางเน้นมากเลยก็คือการใช้ Btrfs ซึ่งเป็น File System ของ Linux ที่ออกแบบมาสำหรับรองรับธุรกิจขนาดใหญ่ รองรับเรื่องการกำหนดโควต้าการใช้งานได้, ทำ Snapshot Replication ได้จำนวนมาก, กู้คืนไฟล์ได้ง่าย และก็มีระบบ File Self-healing ให้ในตัว ก็จะต่างจากคู่แข่งบางรายที่ยังใช้ ext4 หรือ ZFS กันอยู่บ้างเหมือนกันครับ

เท่าที่ค้นหาราคามา Synology DiskStation DS718+ ก็จะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 16,000 – 18,000 บาทครับ ส่วนรุ่นที่รองรับ Disk ในตัวมากกว่านี้ได้ก็จะราคาแพงขึ้ันไป รวมถึงยังมี JBOD สำหรับเอาไว้เพิ่มกจำนวน Disk ให้มาพ่วงได้ด้วยในอนาคต ดังนั้นก็เริ่มซื้อจากตัวเล็กๆ หรือตัวกลางๆ แล้วค่อยขยายต่อไปในอนาคตได้ครับ

ผู้ที่สนใจสเป็คอย่างเป็นทางการ ลองเข้าไปดูที่เว็บไซต์ของ Synology โดยตรงได้ที่ https://www.synology.com/en-global/products/DS718+ เลยครับ ส่วนรุ่นอื่นๆ ใน Plus Series ที่ประสิทธิภาพสูงสำหรับใช้งานในธุรกิจทีต้องการ Storage แรงๆ หน่อยก็เข้าไปดูได้ที่ https://www.synology.com/en-global/products/series/plus ครับ แต่ถ้าใครมองหารุ่นใหญ่กว่านี้ก็ลองเข้าไปดูที่รุ่น FS Series และ XS Series กันได้ที่ https://www.synology.com/en-global/products/series/xs ครับ จะมีตัว Rack Mount ด้วย

เนื้อหาถัดจากนี้ไปจะเป็นการเล่าเรื่องการเริ่มต้นใช้งานจริง และข้อดีข้อเสียกันแล้วครับ

 

แกะกล่องแล้วใส่ดิสก์กันก่อนให้เรียบร้อย

สำหรับขั้นตอนแรกสุดกันเลยก็คือแกะกล่องใส่ดิสก์กันครับ ตามสไตล์ TechTalkThai เราจะเปิดคู่มือแบบผ่านๆ หนึ่งครั้งให้พอรู้คร่าวๆ แล้วทำตามเลยเพื่อดูว่าจะทำเองได้ยากง่ายแค่ไหน มาดูกันเลยครับ

ขั้นแรกก็แกะทุกอย่างออกจากกล่องก่อน ก็จะมีตัว NAS, ปลั๊กไฟ, สาย LAN 2 เส้น, น็อตสำหรับใส่ HDD/SSD, กุญแจสำหรับไข Tray ใส่ HDD/SSD สำหรับล็อคไม่ให้คนมาแอบดึงดิสก์ได้เอง 2 ดอก และก็คู่มือการติดตั้ง กับคู่มือการทดลองใช้ Synology C2 บริการ Cloud สำหรับสำรองข้อมูลและระบบครับ

ตัวเคสของ Synology DiskStation DS718+ นี้จะเป็นโลหะ แต่จับแล้วจะสากมือเล็กน้อยไม่ได้ลื่นเหมือนที่คาดเอาไว้ ส่วน Tray ใส่ HDD/SSD ที่อยู่ด้านหน้านี้จะเป็นพลาสติกน้ำหนักเบาครับ โดยรวมก็ดูแข็งแรงดีไม่ได้มีประเด็นอะไรเป็นพิเศษครับ

การเชื่อมต่อ Network สำหรับรุ่นนี้ก็จะมีช่อง 2x 1GbE ให้เราใช้ครับ รองรับทั้ง IPv4/IPv6 ได้ทั้งคู่

ด้านหน้าจะมีช่องเสียบ และปุ่ม Clone USB สำหรับ Copy ไฟล์จาก USB ลงไปยัง Folder ใน NAS อยู่ (เวลาเริ่มทำกับทำเสร็จ จะมีเสียงปี๊บให้เรารู้ด้วยว่าทำเสร็จแล้ว) ส่วนด้านหลังก็จะมีช่อง USB ด้วยเช่นกัน แต่พอเสียบแล้วไฟล์จากใน USB จะไปปรากฎในตัว NAS เลยโดยไม่ได้ Copy ไป ซึ่งเราก็สามารถทำ File Sharing ออกมาจาก USB นั้นตรงๆ ได้เลย ก็สะดวกดีครับ หรือจะใช้ USB Wi-Fi Adapter เสียบเข้าไปเพื่อให้ NAS เราต่อกับเครือข่ายผ่าน Wi-Fi ก็ทำได้นะครับ แต่อันนี้ทางเราไม่ได้ทดสอบเพราะไม่มี USB Wi-Fi Adaptor ครับ

ตอนใส่ดิสก์อันนี้น็อตจะขัดยากนิดนึงเพราะมียางรอง สำหรับใครที่งงว่าทำไมมันใส่ไม่เข้าซักที ต้องออกแรงดันน็อตให้มันจมไปในยางก่อนนะครับถึงจะเริ่มขันได้ โดยตัว Tray ที่ให้มานี้จะรองรับได้ทั้ง SSD/HDD ขนาด 3.5″ และ 2.5″ เลย ไม่ต้องมีถาดแปลงข้างในอีกทีครับ

พอใส่ดิสก์เรียบร้อยแล้วก็เสียบปลั๊ก เสียบสาย LAN (ควรอยู่ใน Network Layer 2 วงเดียวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะใช้ตั้งค่า) เปิดเครื่อง รอระบบบูทเสร็จ เป็นอันเริ่มต้นใช้งานได้ครับ

 

เริ่มต้นตั้งค่ากันได้ง่ายๆ

สำหรับการเริ่มต้นนั้นเราไม่ต้องรู้ว่า Synology ที่เราใช้นั้นมี IP Address อะไรเลย เพียงแค่เข้าไปที่ http://find.synology.com/ เท่านั้น ระบบก็จะทำการค้นหา Synology ในเครือข่ายให้ พร้อมให้เราเข้าไปทำการตั้งค่าได้เลยครับ (ตอนทดสอบใช้ Google Chrome บน Windows 10 ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ)

หลังจากกด Connect และเลือก Setup แล้ว ระบบก็จะให้เราเริ่มทำการติดตั้งระบบปฏิบัติการใน NAS กันก่อน ซึ่งก็จะทำให้เราได้ใช้ OS รุ่นใหม่เกือบล่าสุดเลย (มี Service ย่อยๆ ภายในที่ต้องไปอัปเดตเองทีหลังอยู่) ก็ช่วยให้ NAS ของเรามั่นคงปลอดภัยขึ้นระดับหนึ่งครับ จากนั้นก็รอติดตั้งและรอให้ระบบ Restart ตัวเองซัก 5-10 นาทีเท่านั้น

พอติดตั้งระบบปฏิบัติการเรียบร้อย ระบบก็จะถามให้เราตั้ง Username/Password ครับ โดยจะบังคับเราด้วยว่าต้องตั้งรหัสผ่านให้ปลอดภัยมากๆ ถึงจะยอมให้เราเริ่มต้นใช้งานได้ เพราะ Account ที่สร้างในขั้นตอนนี้จะมีสิทธิ์เป็นระดับ Administrator นั่นเอง

จากนั้นระบบก็จะถามให้เราเลือกรอบการอัปเดตและ Patch ระบบโดยอัตโนมัติครับ ก็ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องมาคอยอัปเดตเองเรื่อยๆ

ถัดมา ระบบจะให้เราสร้าง QuickConnect ID ซึ่งจะเป็น Account ของเราบนบริการ Cloud ของ Synology ให้เราสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ Synology ของเราจากทุกที่ในโลกนอกระบบเครือข่ายของเราได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องตั้ง Port Forward เองให้วุ่นวายครับ ซึ่ง QuickConnect ID นี้จะถูกใช้บ่อยมากเวลาเราติดตั้ง Mobile Application ต่างๆ จาก Synology และกำหนดค่าให้เราเข้าถึงข้อมูลใน NAS ของเราได้ แต่ถ้าจะใช้แค่ในบ้านหรือในบริษัทตัวเอง ก็ไม่ต้องตั้งก็ได้ครับ

เพียงเท่านี้ก็พร้อมใช้งานได้แล้ว สามารถใช้ Web Browser เข้าไปกำหนดค่าอื่นๆ ของอุปกรณ์กันได้เลยครับ ซึ่งหน้า UI ของ Synology นี้จะเหมือนเป็น Desktop อีกอันหนึ่งที่แสดงผลบน Web Browser และยังสามารถคลิกขวาเพื่อเลือกออปชันต่างๆ ที่เราจะทำกับไฟล์หรือโฟลเดอร์ได้ ก็ถือว่าใช้งานได้ง่ายดีและช่วยให้ทำงานได้เร็วดีครับ (ใช้บนมือถือได้ด้วย เพราะ UI Responsive สวยงามดี แต่ฟีเจอร์อาจจะไม่เท่ากันซะทีเดียว) โดยจะมีขั้นตอนสำคัญๆ ที่ต้องทำเพื่อให้สามารถใช้งานได้กันก่อนดังนี้

 

1. สร้าง Volume สำหรับทำ File Sharing ให้เรียบร้อย

ตอนเริ่มต้นถ้าเราไปกำหนดค่าระบบ File Sharing เลย ระบบจะแจ้งให้เราไปจัดการสร้าง Volume ให้เรียบร้อยก่อนภายในคำสั่ง Storage Manager ครับ โดยในการกำหนด Volume ก็คือการเลือกพวกค่า RAID, เลือก File System และเลือกจำนวนของ Disk ที่เราจะใช้งานร่วมกันนั่นเอง โดยถ้าไม่คิดจะใช้ iSCSI เลยก็อาจจะไม่ต้องเผื่อพื้นที่เอาไว้ครับ แต่ถ้าจะใช้ iSCSI ก็จะเลือกได้ว่าจะให้ iSCSI ทำงานทับบน Volume ที่จะสร้างขึ้นนี้สำหรับแค่ให้พอใช้ได้ หรือจะใช้ iSCSI แบบเต็มประสิทธิภาพบน RAID ที่สร้างเอาไว้ล้วนๆ เลยก็ได้

ขั้นตอนนี้ไม่นานครับ กดๆ ไปไม่ถึง 3 นาทีก็เสร็จหมดแล้ว โดยถึงแม้จะมีดิสก์แค่ลูกเดียวก็สามารถเริ่มต้นใช้ได้แล้ว และยังรองรับการทำ Hot Spare กับ SSD Cache ได้อีกด้วยครับ แต่สองฟีเจอร์นี้ไม่ได้ทดสอบเพราะไม่ได้ซื้อ SSD มาครับ

หลังจากนั้นก็เข้าไปสร้าง Shared Folder กันได้เลยใน Control Panel > Shared Folder > Create แล้วกำหนดสิทธิ์ว่าผู้ใช้งานคนไหนจะมีสิทธิ์เข้าถึงโฟลเดอร์นี้ได้บ้าง โดยสามารถเข้าไปสร้าง User หรือ Group กันได้ใน Control Panel เช่นเดียวกันครับ หรือหากใครอยากจะนำ Synology ไป Join Domain หรือใช้ AD/LDAP ในการยืนยันตัวตนผู้ใช้งานก็ได้เช่นกัน

 

2. จัดการไฟล์ทั้งหมดผ่าน Web Browser ได้เลย ไม่ต้องทำการ Mount ใดๆ ก่อน

คราวนี้เราก็เริ่มต้นใช้งานกันได้แล้วครับ โดยเราสามารถอัปโหลดไฟล์ต่างๆ เข้าไปใน Folder ที่สร้างขึ้นมานี้ได้ด้วยการ Drag & Drop ไฟล์เข้ามาเลย หรือใช้ USB Thumb Drive เสียบที่ด้านหลังตัว Synology เพื่อเข้าถึงไฟล์เหล่านั้นเลยก็ได้ครับ หรือจะเข้าไปที่ USB Copy เพื่อทำการ Clone ไฟล์จาก USB ที่เสียบเข้ามาหน้าเครื่องก็ได้เช่นกัน

เสียบ USB หน้าเครื่อง เตรียม Clone ไฟล์กันได้เลยครับ

 

ส่วนถ้าเสียบหลังเครื่อง ไฟล์ใน USB จะปรากฎออกมาให้แบบนี้เลยครับ เราเอามาใช้แชร์ต่อให้คนถึงเข้าถึงไฟล์ใน USB กันได้เลย

 

แต่สำหรับคนที่อยาก Mount Folder นั้นๆ ให้เข้าไปที่ Control Panel > File Services แทนครับ ในหัวข้อ SMB/AFP/NFS จะมีส่วนที่บอกวิธีการเข้าถึงแบบ Mount Folder อยู่ ก็สามารถทำการ Copy ไป Paste ใน Windows ได้ครับ

 

3. คลิกขวาที่ไฟล์ เพื่อจัดการทำสิ่งต่างๆ ที่ต้องการได้

ในเบื้องต้นเราจะสามารถทำการคลิกขวาที่แต่ละไฟล์เพื่อทำสิ่งต่างๆ ได้เหมือนใช้งานบนเครื่อง Desktop เลยครับ โดยสำหรับไฟล์รูปนั้น Synology สามารถทำการปรับแต่งภาพแบบพื้นฐานได้เลย ส่วนวิดีโอนั้นก็สามารถ Stream เปิดดูได้เลยเช่นกัน

คลิกขวาที่ไฟล์เพื่อเลือก Action ที่จะทำกับไฟล์นั้นๆ ได้

 

ปรับแต่งแก้ไขภาพบนเว็บได้เลย ก็สะดวกดีไปอีกแบบครับ

 

ส่วนไฟล์เอกสารต่างๆ นั้นเราสามารถส่งออกไปแก้ไขด้วย Google หรือ Microsoft ก็ได้ หรือจะติดตั้งฟีเจอร์เพิ่มเติมเพื่อทำการ Preview หรือ Edit ได้ครับ ลองดูที่หัวข้อถัดไปกันได้เลย

 

เสริมฟีเจอร์ที่ต้องการเองได้เลย

จุดเด่นของ Synology ที่ทำให้ NAS นั้นไม่ใช่แค่ Network Attached Storage แต่เป็น Network Application Server แทนนั้นก็คือประเด็นเรื่องของการติดตั้ง Application เสริมต่างๆ ลงไปได้เหมือนพวก Smartphone นี่แหละครับ แต่ที่ทำให้น่าสนใจมากคือ Application ส่วนใหญ่เป็น Application สำหรับใช้ทำงานในองค์กร ไม่ใช่แค่อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานตามบ้าน ดังนั้นในระดับธุรกิจแล้วหากเป็นธุรกิจที่มีระบบ IT ไม่ใหญ่มาก หรือเป็นสาขาขององค์กร Synology เพียงตัวเดียวก็แทบจะให้บริการให้ครอบคลุมแล้วครับ

เลือกเองได้เลยว่าอยากได้ Package อะไรสำหรับฟีเจอร์ไหนเพิ่มเติมครับ

 

1. เสริมให้เปิดและแก้ไขไฟล์ต่างๆ บน Synology โดยตรงได้มากขึ้น

เพื่อให้ง่ายต่อการทำงานมากขึ้น Application กลุ่มแรกที่จะทำการติดตั้งลงไปจึงเป็น Application ที่จะช่วยให้สามารถเปิดไฟล์ต่างๆ ได้มากขึ้น ดังนี้ครับ

  • Text Editor สำหรับเขียนโน้ตสั้นๆ (จำนวนคนโหลด 3.5 ล้านครั้ง)
  • PDF Viewer สำหรับเปิดไฟล์ PDF (จำนวนคนโหลด 231,000 ครั้ง)
  • Office สำหรับเปิดไฟล์ .docx และ .xlsx พร้อมทำการแก้ไข (จำนวนคนโหลด 640,000 ครั้ง)
เปิดไฟล์เอกสารขึ้นมาดูหรือแก้ไขเองบนเว็บได้ในตัว

 

2. สร้าง Sync Folder เหมือนบริการ Cloud Storage

แน่นอนว่าหลายๆ คนคงอยากใช้ฟีเจอร์นี้กันภายในบริษัท เพราะเป็นวิธีการแชร์ไฟล์ที่เข้าใจง่ายกว่าพวก NAS ทั่วๆ ไป และยังทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าด้วยเพราะไฟล์ทั้งหมดจะประมวลผลที่เครื่องของผู้ใช้งานเป็นหลัก ทำให้การเปิดหรือแก้ไขสามารถทำได้ด้วย Application บนตัวเครื่องเลย ซึ่งฟีเจอร์นี้จะสามารถใช้ได้ก็ต่อเมื่อเราติดตั้ง Cloud Station Server (จำนวนคนโหลด 15 ล้านครั้ง) เพิ่มเข้าไป และตั้งค่า QuickConnect ID ของเราลงไปครับ

 

ทั้งนี้ตัว Cloud Station Server นี้จะมี Client ให้โหลดไปใช้งานได้ทั้งบน Windows, Mac, iOS, Android ดังนั้นหากอยากจะใช้บน Platform ไหนก็ต้องไปโหลดตัว Client ติดตั้งให้ถูกด้วยนะครับ แล้วก็ตัว Windows จะมีถามเรื่องเปิดสิทธิ์บน Firewall เล็กน้อย ก็อย่าลืมไปอนุญาตกันด้วยนะครับ

สร้างไฟล์ที่ Desktop ก็ Sync ไปแสดงผลบน NAS ทันที

 

3. บริการ Active Directory และ DNS

สำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลางที่อยากใช้ Active Directory แต่ไม่ต้องการจะลงทุนถึงขั้นซื้อ Windows Server ฟีเจอร์ Active Directory Server (จำนวนคนโหลด 45,000 ครั้ง) อันนี้จะเป็นประโยชน์มากเพราะทำให้เราสร้าง Domain และกำหนด Policy พร้อมให้เรานำไปเชื่อมต่อกับบริการอื่นๆ ได้เลย โดยในขั้นตอนการติดตั้งจะมีบังคับลง DNS Server ด้วยนะครับ

 

4. Log Center รวบรวมข้อมูล Log จากอุปกรณ์เครือข่ายอื่นๆ ได้

อันนี้ก็เป็นอีกอันที่มีประโยชน์ครับ โดย Synology สามารถติดตั้งบริการ Log Center เพื่อทำหน้าที่เป็น Log Server ย่อมๆ สำหรับยธุรกิจได้เลย โดยระบบ Log Center (จำนวนคนโหลด 1.5 ล้านครั้ง) ของ Synology นี้สามารถรับ Log จากอุปกรณ์อื่นๆ มาจัดเก็บไว้ในตัวเองได้, ตั้งนโยบายการทำ Archive ได้, มีระบบ Search เพื่อค้นหา Log ที่ต้องการได้, ตั้ง Alert เมื่อได้รับ Log ที่ตรงกับค่าที่เราตั้งเอาไว้ได้ และก็มีหน้า Dashboard ภาพรวมปริมาณ Log ที่เกิดขึ้นแบบ Real-time ให้นำไปใช้กันได้ด้วยครับ

 

5. Chat พูดคุยกันได้เองในองค์กร ไม่ต้องส่งออกไปยังเครือข่ายภายนอก

สำหรับบริษัทที่เริ่มจะมีปัญหากับการที่พนักงานใช้แชทนอกองค์กรกันจนข้อความความลับรั่วไหล จนต้องการจะมี Chat Server เอาไว้ใช้งานเอง และเก็บข้อมูลการพูดคุยของพนักงานเอาไว้ได้ ทาง Synology เองก็มี Chat Server (จำนวนคนโหลด 158,000 ครั้ง) ที่หน้าตาคล้ายกับแชทชื่อดังพร้อมให้เราใช้งานได้ฟรีๆ ในตัว พร้อมทั้งกำหนดให้มีการเข้ารหัสข้อความการพูดคุยต่างๆ เอาไว้ได้ด้วย

 

6. Docker เมื่อ Container สามารถติดตั้งใช้งานได้บน NAS

Synology เองก็รองรับ Docker แล้วอย่างเต็มตัว โดยบางฟีเจอร์ของ Synology นั้นก็ต้องใช้ Container เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานด้วย ดังนั้นตอนทดสอบเลยต้องติดตั้งมาด้วยครับ และก็พบว่าจริงๆ แล้วก็พอจะใช้ Synology เป็น Test Server หรือ Production Server เล็กๆ ภายในองค์กรได้อยู่เหมือนกัน

 

7. Backup

Synology นั้นมีระบบ Free Backup ให้ใช้งานหลากหลายมาก ทั้งระบบ Backup สำหรับ Windows, Linux, Google G Suite และ Office 365 ให้มาสำรองข้อมูลเอาไว้ภายใน Synology รวมถึงระบบ Backup อื่นๆ สำหรับตัว Synology เอง เช่น Hyper Backup, Hyper Backup Vault, Snapshot Replication แถมยังสามารถสำรองข้อมูลจาก Synology เองขึ้นไปยัง Cloud ของ Synology หรือ AWS ก็ได้ด้วย

แน่นอนว่าหากต้องการจะป้องกัน Ransomware ให้ได้ผลดีๆ ก็ต้องอาศัยฟีเจอร์ในส่วนนี้เข้าไปช่วยด้วยส่วนหนึ่งครับ โดยเฉพาะการทำ Cloud Station Server ที่ช่วยสำรองไฟล์ในเครื่อง Client เอาไว้ได้เป็นหลาย Version หรือการทำ Snapshot ที่จะช่วยกู้คืนข้อมูลบน File Sharing ได้นั่นเองครับ

 

ทั้งนี้ Synology ก็ยังมีฟีเจอร์อื่นๆ อีกเยอะครับ ลองเข้าไปดูกันเต็มๆ ได้ที่ https://www.synology.com/en-global/dsm/packages

 

มี Security Advisor คอยเช็คความมั่นคงปลอดภัยเบื้องต้นของระบบให้

ที่ผ่านมาเรามักได้ยินเรื่องราวว่า NAS Storage ตกเป็นเป้าของการโจมตีกันบ่อยๆ ทาง Synology เองนอกจากจะมีระบบ Auto Update ที่จะช่วย Patch อุปกรณ์เราให้ใช้ Software รุ่นล่าสุดอยู่เสมอแล้ว ก็ยังมีระบบ Security Advisor ที่คอยตรวจสอบค้นหา Malware ได้ในตัว, ตรวจสอบการตั้งค่าของระบบว่ามีส่วนใดที่ไม่ปลอดภัย รวมถึงยังมีฟีเจอร์เสริมในส่วนของการทำงานร่วมกับระบบ Antivirus จากผู้ผลิตค่ายต่างๆ ช่วยเสริมความมั่นคงปลอดภัยได้อีกทาง

 

ข้อดี: ฟีเจอร์เยอะ, ใช้งานง่าย, สนุก

นับเป็นจุดเด่นมากๆ ของ Synology ที่ติดตั้งฟีเจอร์เสริมได้เยอะมาก แทบจะ Consolidate ระบบ IT หลายๆ ระบบสำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลางให้จบในเครื่องเดียวได้เลย ไม่ต้องไปซื้อ Server หรือ License ระบบอื่นๆ ก็ประหยัดไปเยอะเหมือนกัน แถมพอมีความสามารถหลายๆ อย่างที่ทดแทนบริการ Cloud ได้ ก็น่าจะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับธุรกิจในระยะยาวได้อยู่ครับ

ที่สำคัญเลยคือตอนกำหนดค่า สำหรับคน IT ถือว่าน่าจะทำเองได้ง่ายมากๆ เพราะไม่มีอะไรซับซ้อน เรียกว่าไม่ต้องเปิดคู่มือเลยก็ทำได้ ส่วนสำหรับคนที่ไม่ใช่สาย IT เองก็น่าจะตั้งค่าพื้นฐานเองและใช้งานเป็น File Sharing ธรรมดาๆ ได้ง่ายๆ อยู่ครับ

หลักๆ ที่ชอบอีกอย่างคือบั๊กน้อย ทดสอบมานี่แทบไม่เจออะไรที่ทำงานผิดปกติเลย ค่อนข้างราบรื่นดีทีเดียว

 

ข้อเสีย: ใช้เวลาติดตั้งนาน เพราะฟีเจอร์ที่เยอะเกินกว่า NAS ทั่วๆ ไป

อันนี้เป็นข้อที่คาดไม่ถึงก่อนทดลองใช้งานเหมือนกันครับ คือหลังจาก Initialize อุปกรณ์จนเริ่มต้นใช้งานได้แล้วในเวลาสั้นๆ หลังจากนั้นก็เสียเวลาหลายชั่วโมงไปกับการติดตั้งและทดสอบฟีเจอร์ต่างๆ ไปเรื่อยๆ นานมาก ซึ่งปกติ NAS อื่นๆ ไม่ได้มีความสามารถในส่วนนี้ก็เลยจบกันไปตั้งแต่ก่อนนี้แล้ว แต่สำหรับ Synology นี้เราต้องมาเลือกฟีเจอร์ที่จะใช้แล้วติดตั้ง, ตั้งค่าเองพอสมควร ซึ่งแต่ละฟีเจอร์ก็อาจจะมี Dependency ข้ามกันไปกันมาบ้าง ดังนั้นก็ต้องวนกลับไปตั้งค่าตรงนั้นตรงนี้เพิ่มเยอะเหมือนกัน

โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าสาเหตุที่ Synology ทำมาให้เราเลือกติดตั้งฟีเจอร์ต่างๆ เพิ่มเติมได้เองนั้น เป็นเพราะว่าโดยปกติอุปกรณ์ NAS มักจะมากับสเป็คไม่ใหญ่มาก ดังนั้นหากจะให้ทาง Synology ติดตั้งทุกอย่างมาให้เราพร้อมใช้ได้เลยก็อาจจะเกินความจำเป็นไปค่อนข้างเยอะ และรูปแบบการใช้งานของแต่ละธุรกิจนั้นก็ไม่เหมือนกัน การเปิดให้ผู้ใช้งานเลือกติดตั้งใช้เฉพาะสิ่งที่ตัวเองต้องการ หรือเมื่อลองใช้ฟีเจอร์ต่างๆ แล้วไม่ถูกใจก็สามารถลบทิ้งออกไปได้จึงดูเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่าครับ

แต่พอตั้งค่าเสร็จหมดก็รู้สึกคุ้มดีครับ เพราะใช้ฟีเจอร์จำนวนมากได้กว่า NAS อื่นๆ แบบชัดเจน เปิดไฟล์ แก้ไขไฟล์ แชท ผ่าน Synology ได้ทั้งหมด เรียกได้ว่าก็แทบจะทดแทนบริการ Cloud พื้นฐานที่เราเคยต้องเช่าใช้กันไปเยอะมากแล้วโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายรายเดือนและก็ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายตามจำนวนผู้ใช้งาน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการดูแลระบบเอง ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาเท่าไหร่เพราะเท่าที่ใช้งานดูก็ดูแลง่ายอยู่เหมือนกันครับ

 

สรุป: เป็นของดีที่อาจต้องเรียนรู้บ้างก่อนใช้งานครั้งแรก แต่หลังจากนั้นก็ใช้งานให้คุ้มได้เลย

หลังจากทดสอบใช้งานได้ระยะหนึ่งแล้วก็ได้ข้อสรุปดังนี้ครับ

  • สำหรับคนที่ต้องการ File Sharing Storage ประสิทธิภาพสูงสำหรับใช้งานภายในบ้านหรือในธุรกิจขนาดเล็กหรือขนาดกลาง ก็ซื้อไปติดตั้งใช้งานเองได้เลยครับ ตั้งค่าเบื้องต้นเองผ่าน Web Browser, กำหนดค่า IP ให้เรียบร้อย, สร้าง User, ตั้ง Folder, กดแชร์ออกมา แล้วก็ไปเพิ่ม Folder ที่ปลายทาง ก็จบแล้วครับ แต่ Network ที่จะเชื่อมอาจจะต้องเร็วซักหน่อย 1/10GbE น่าจะกำลังดี
  • ส่วนคนที่จะเอาไปใช้งานนอกเหนือจากนี้ ถ้ามีคน IT ช่วยติดตั้งก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรครับ แต่ถ้าไม่มีก็อาจต้องงมนานกันหน่อย ดังนั้นหากจะเอามาใช้งานธุรกิจอาจต้องคิดเผื่อค่าติดตั้งบ้างเหมือนกันครับ

โดยรวมแล้วค่อนข้างประทับใจทีเดียวครับกับความสามารถที่หลากหลายและความง่ายในการใช้งาน ถ้าใช้ไปยาวๆ แล้วไม่มีปัญหาอะไรก็คงกลายเป็นอีกหนึ่งยี่ห้อของ NAS Storage ที่แนะนำต่อกันได้ไม่ยากเลยครับ

 

สุดท้ายนี้ก็ต้องขอขอบคุณทาง Synology ที่ส่งมาให้เราได้ทดสอบกันเต็มๆ นะครับ ก่อนหน้านี้เคยแต่ไปเล่นของบริษัทอื่นมา เลยไม่กล้าซนกดเล่นเยอะ อันนี้กดได้เต็มที่แบบพร้อม Factory Default กลับได้ทุกเมื่อ ก็เพลินดีครับ

from:https://www.techtalkthai.com/synology-diskstation-ds718-plus-nas-storage-review/

พูดคุยกับ Synology: ก้าวผ่านการเป็นผู้ผลิต NAS Storage สู่ทุกการสื่อสารสำหรับธุรกิจและองค์กร

เรื่องราวในบทความนี้จะเป็นการสรุปการเปลี่ยนธุรกิจของ Synology ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ NAS Storage สำหรับทำ File Sharing อีกต่อไป แต่ Synology กำลังก้าวเข้าสู่การเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยี Collaboration ครบวงจรที่มีทั้ง Chat, Office, Email, Note เสริมต่อยอดจากระบบ File Sharing สำหรับธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่แทน ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์กับคุณวิคเตอร์ หวัง ผู้จัดการฝ่ายขาย แห่ง Synology ที่มาเยือนประเทศไทยโดยตรง จึงขอสรุปเรื่องราวเอาไว้ให้ทุกท่านได้อ่านกันดังนี้ครับ

 

รู้จัก Synology กันก่อน

หลายๆ คนที่อ่านบทความนี้อาจจะเป็นลูกค้า Synology กันอยู่แล้ว ส่วนบางคนอาจจะยังไม่เคยได้ใช้งานหรืออาจยังไม่เคยได้ยินชื่อ ดังนั้นเริ่มต้นเราจึงขออนุญาตเล่าคร่าวๆ เกี่ยวกับ Synology ให้ทุกท่านได้รู้จักกันก่อนครับ

 

Synology ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2000 โดยมีสาขาหลักอยู่ที่ประเทศไต้หวัน ด้วยเป้าหมายในการเป็นผู้ผลิตระบบ NAS ที่มีคุณภาพสำหรับทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวัน และการใช้งานในภาคธุรกิจ โดยปัจจุบัน Synology มีพนักงานจำนวนกว่า 800 คน และกว่า 70% ของพนักงานนั้นก็อยู่ในฝ่าย R&D ที่จะคอยพัฒนาความสามารถใหม่ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์ของ Synology อยู่เสมอ

ในปี 2017 ที่ผ่านมา Synology มียอดขาย NAS กว่า 4.7 ล้านเหรียญหรือราวๆ 165 ล้านบาท ซึ่งเมื่อถึงสิ้นปีแล้วคาดว่ายอดขายน่าจะทะลุ 5 ล้านเหรียญ

Credit: Synology

 

Synology ในมุมของผู้ใช้งานทั่วๆ ไปมักเป็นที่รู้จักในฐานะของผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้ง่าย และความสามารถหลากหลาย ในเหล่าธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางจึงนิยมใช้ Synology เป็นระบบ File Sharing ภายในองค์กร ในขณะที่องค์กรขนาดใหญ่เองก็มักเลือกใช้ Synology เป็นอุปกรณ์ Storage เอนกประสงค์ โดยรุ่นต่างๆ ของผลิตภัณฑ์จาก Synology จะสามารถแบ่งกลุ่มได้ดังต่อไปนี้

  • J Series NAS Storage รุ่นเล็กสุด สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปตามอาคารบ้านเรือน
  • Value Series NAS Storage สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก, ผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการ NAS ประสิทธิภาพสูงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง
  • Plus Series NAS Storage รุ่นสำหรับธุรกิจขนาดเล็กจนถึงขนาดกลาง และผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการ NAS ประสิทธิภาพระดับสูง
  • FS/XS Series NAS Storage รุ่นสำหรับองค์กร โดยรุ่น FS จะเป็นรุ่น All-Flash และรุ่น XS จะเป็นรุ่น Hybrid

จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 รุ่นนี้ก็สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานแทบจะทุกกลุ่มได้แล้ว โดยในประเทศไทย Synology มียอดขาย 3,000 ชุดต่อปี และ 60% นั้นเป็นลูกค้าในกลุ่มธุรกิจและองค์กร โดยล่าสุด Synology ก็ได้ถูกจัดอันดับแล้วใน Gartner’s Magic Quadrant for General Purpose Disk Array ประจำปี 2017 เป็นปีแรก

 

นิยามของ Storage เปลี่ยนไปมาก จากการเป็น IT Infrastructure กลายเป็น Application ที่ต้องตอบโจทย์การแบ่งปันข้อมูลของผู้ใช้งาน

แน่นอนว่าการมาของ Cloud นั้นได้เปลี่ยนแปลงตลาด NAS Appliance ไปไม่น้อยในอดีตที่ผ่านมา เพราะด้วยความสามารถในการแบ่งปันไฟล์ระหว่างผู้งานได้อย่างง่ายดาย พร้อมรับส่งไฟล์ได้ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ด้วยเหตุนี้เหล่าผู้ผลิต NAS เองก็จึงต้องปรับตัวครั้งใหญ่กันในช่วงที่ผ่านมา

Credit: Synology

 

Synology พยายามตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยการปรับตัวกลายเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการแบ่งปันไฟล์และสื่อสารระหว่างผู้ใช้งานที่สามารถใช้งานได้ง่าย และเสริมนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถแข่งขันกับบริการ Cloud ต่างๆ ได้ ในขณะที่ยังคงมีความคุ้มค่าในระยะยาวที่สูงกว่า และผู้ใช้งานยังสามารถเก็บข้อมูลเอาไว้ใกล้ตัวหรือภายใน Data Center ของตนเอง ทำให้สามารถเข้าถึงไฟล์ข้อมูลต่างๆ ได้ด้วยระบบเครือข่ายภายในองค์กรที่มีประสิทธิภาพในระดับสูงกว่าการเชื่อมต่อ Internet ไปเข้าถึงไฟล์จากบน Cloud

ทางด้านประสบการณ์การใช้งาน Synology ก็ได้เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ iSCSI เข้าถึงข้อมูลในแบบ Block, การใช้ CIFS/NFS เข้าถึงข้อมูลในแบบ File หรือการใช้ Client Software เพื่อเข้าถึงข้อมูลได้ในแบบ Folder ผ่าน Internet จากที่ใดก็ได้เหมือนการเชื่อมต่อบริการ Cloud Storage และทำการ Synchronize ข้อมูลกันโดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ดี Synology นั้นก็มีบริการ Cloud ของตนเองที่ชื่อว่า Synology Cloud² ที่รองรับการทำ Cloud Backup และ Cloud Disaster Recovery ได้ โดยในอนาคตก็มีแผนที่จะเปิดบริการนี้เพิ่มเติมให้ครอบคลุมได้ทั่วโลก

 

เมื่อ NAS ไม่ใช่ Network Attached Storage แต่กลายเป็น Network Application Server: สู่การเป็น Platform สำหรับ Application ภายในองค์กรด้วยยอด Download กว่า 3 ล้านครั้ง

เมื่อถึงยุคที่ Apple ได้ประกาศเปิดตัว iPhone ออกมา และกลายเป็น Platform ใหม่สำหรับ Mobile Application ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกที่จะติดตั้ง Application ใดๆ ก็ได้ตามต้องการบนอุปกรณ์ของตน ทาง Synology ก็มองเห็นแนวทางนี้เป็นโอกาสใหม่ที่น่าสนใจ และนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเปลี่ยนให้ Synology นั้นเป็น NAS ที่ไม่ใช่แค่ Network Attached Storage เหมือนทั่วๆ ไป แต่กลายเป็น Platform ที่เรียกว่า Network Application Server แทน

Synology ได้พัฒนาให้ผลิตภัณฑ์ของตนสามารถติดตั้ง Application ใหม่ๆ เพิ่มเติมได้ผ่านทาง Add-on Package จำนวนมาก เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานหน่วยประมวลผล, หน่วยความจำ และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบน NAS ได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด และทำให้อุปกรณ์เดียวสามารถให้บริการผู้ใช้งานได้อย่างอิสระตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้ง Active Directory Server, Apache HTTP Server, Backup, Bittorrent, Calendar, CardDAV Server, DNS Server, Docker, GitLab, MariaDB, Odoo, OpenERP, RADIUS Server, Redmine, Drupal, WordPress และอื่นๆ อีกมากมาย

Credit: Synology

 

Collaboration: ทิศทางของ Synology ที่ไม่ได้มีแค่การแบ่งปันไฟล์

นอกจากนี้ Synology ยังมองด้วยว่าระบบ File Sharing นั้นก็คือการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ใช้งานในรูปแบบหนึ่ง นับเป็นการติดต่อสื่อสารภายในองค์กรรูปแบบหนึ่งด้วย ทาง Synology จึงได้ทำการต่อยอดระบบ NAS Storage ของตนเองให้รองรับการติดต่อสื่อสารในรูปแบบอื่นๆ ตัวอย่างเช่น

  • Calendar สำหรับจัดการปฏิทินตารางงานร่วมกัน
  • Chat ระบบแชทภายในองค์กรที่สามารถเข้ารหัสได้ ใช้งานได้ผ่านทั้ง Web และ Mobile Application โดยสามารถเชื่อมต่อกับบริการ Chatbot ได้
  • MailPlus ระบบ Email Server ให้เข้าใช้งานจากทาง Web และ Email Client ทั่วไป
  • Note Station ระบบ Note กลางสำหรับจดบันทึกข้อมูลต่างๆ และแบ่งปันข้อมูล Note นั้นๆ ให้กับเพื่อนร่วมงานได้
  • Office (Spreadsheet) สามารถทำการแก้ไขข้อมูล Spreadsheet ได้ผ่าน Web พร้อมกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ

ส่วนการยืนยันตัวตนผู้ใช้งานแต่ละคนนั้น ก็สามารถทำผ่าน Microsoft Active Directory และ LDAP ได้ ทำให้ธุรกิจมีทางเลือกหลากหลายในการจัดการ Identity ของผู้ใช้งาน

Synology เชื่อว่าทิศทางที่ระบบ NAS จะกลายเป็นศูนย์กลางในการสื่อสารได้ทุกรูปแบบและมีความสามารถทดแทนบริการ Cloud ชั้นนำได้นี้ จะกลายเป็นทางเลือกใหม่ๆ ให้กับภาคธุรกิจที่มองหาความคุ้มค่าของการลงทุนในระยะยาว และจะช่วยให้เหล่าธุรกิจขนาดเล็กสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

 

Storage ที่ดี จะช่วยให้ลูกค้าคลายกังวลจาก Ransomware ได้ด้วยในตัว

สำหรับประเด็นทางด้าน Ransomware นั้นก็ถือเป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจ โดย Synology ได้มีแนวทางหลากหลายที่จะช่วยปกป้องข้อมูลของผู้ใช้งานจาก Ransomware ไม่ว่าจะเป็นการมี Backup Solution ให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ได้, การจัดเก็บข้อมูลได้หลาย Version ทำให้สามารถกู้คืนย้อนหลังได้, การมี Snapshot ช่วยปกป้องข้อมูล, การทำ Remote Backup ไปจัดเก็บข้อมูลในอุปกรณ์ชุดอื่นๆ เพิ่มเติมได้ และการ Backup ข้อมูลขึ้น Cloud ได้ ทำให้สามารถคลายกังวลเรื่องการรับมือกับ Ransomware ได้ในระดับหนึ่ง

แต่ทั้งนี้ Synology เองก็ยังแนะนำให้ผู้ใช้งานทุกคนควรระมัดระวังและปกป้องต้นเองจากภัยคุกคามเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการหมั่นอัปเดตระบบปฏิบัติการ, การติดตั้ง Software รักษาความมั่นคงปลอดภัย, การหลีกเลี่ยงการเปิดไฟล์ต้องสงสัย และการปิดระบบ Remote Access ที่อาจเป็นอันตรายได้อย่าง RDP ไม่ให้เชื่อมต่อได้จากภายนอก รวมถึงยังแนะนำด้วยว่าหากพบเครื่องที่ติด Ransomware แล้วให้รีบตัดการเชื่อมต่อเครื่องนั้นออกจากระบบเครือข่าย ก่อนจะลงระบบใหม่ทั้งหมดให้ปลอดภัย แล้วจึงค่อยกู้ข้อมูลคืนกลับมา

Credit: Synology

 

เลือกและออกแบบ Storage ได้ง่ายๆ ด้วย 3 บริการจาก Synology

หนึ่งในปัญหาที่มักจะพบเจอกันบ่อยที่สุดก็คือความยากในการออกแบบระบบ NAS Storage ให้มีประสิทธิภาพในระดับที่ตอบโจทย์ความต้องการ ทาง Synology จึงได้พัฒนาบริการเครื่องมือขึ้นมา 3 รายการเพื่อให้สามารถเลือกใช้ NAS Storage รุ่นที่เหมาะสมต่อความต้องการได้ ดังนี้

  • RAID Calculator ระบบคำนวนการทำ RAID ในรูปแบบต่างๆ ว่าจะต้องใช้ Disk ขนาดเท่าใด จำนวนเท่าไหร่ ด้วย RAID อะไร ถึงจะมีพื้นที่ใช้งานได้ตามต้องการ โดย Synology มีเทคโนโลยีของตนเองที่ชื่อว่า SHR ซึ่งสามารถกระจายข้อมูลระหว่าง Disk ในหลากหลายขนาดได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าการทำ RAID ทั่วๆ ไป
  • NAS Selector เครื่องมือเลือก NAS รุ่นที่เหมาะสม โดยสามารถกำหนดจำนวนผู้ใช้งาน, พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ต้องการ, Application ที่ต้องการเปิดใช้งาน และรูปแบบการทำงานของ NAS เพื่อให้ทาง Synology แนะนำรุ่นที่เหมาะสมต่อความต้องการได้
  • NVR Selector เครื่องมือสำหรับคำนวนการออกแบบระบบ CCTV โดยประเมินจำนวนกล้อง, เวลาที่ต้องการเก็บข้อมูลย้อนหลัง, ความละเอียดของภาพ และค่า Frames per Second (FPS) รวมถึงกำหนด Video Format ที่ต้องการได้ เพื่อคำนวนค่าประสิทธิภาพของ Storage, Network และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ต้องใช้ และแนะนำ NAS Storage รุ่นที่เหมาะสมให้ได้เลย

 

สุดท้ายนี้ก็ขอจบบทความนี้เอาไว้เพียงเท่านี้ครับ สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.synology.com/ เลยครับ

from:https://www.techtalkthai.com/interview-with-synology-beyond-nas-storage/