คลังเก็บป้ายกำกับ: NBTC

กสทช. ขยายเวลาหมดเขต คูปองแลกกล่องทีวีดิจิตอล ถึง 31 ธ.ค. 60

กสทช. ขยายระยะเวลาการแลกรับกล่องสัญญาณดิจิตอลทีวี มูลค่า 690 บาท จากเกิมที่หมดเขตไปเมื่อ 2 กันยายน ที่ผ่านมา เป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2560 โดยสามารถรับสิทธิ์ได้ที่ที่ทำการไปรษณีย์ไทย, เซเว่นอีเลฟเว่น และร้านค้าที่ร่วมรายการ (Big C, Lotus) โดยใช้เพียงบัตรประชาชนแบบสมาทการ์ดเพียงใบเดียวก็สามารถรับสิทธิ์ได้ทันที (เฉพาะคนที่มีสิทธิ์นะ)

สำหรับใครที่ไม่แน่ใจว่าตนเองหรือทะเบียนบ้านของเราได้รับสิทธิ์หรือไม่ สามารถเข้าไปเช็คสิทธิ์ออนไลน์ได้ที่ https://dtv.nbtc.go.th/

from:http://www.9tana.com/node/nbtc-extend-coupon/

Advertisements

วิธีตรวจสอบสิทธิเพื่อรับ “กล่องดิจิตอลทีวี” ผ่านทางเว็บไซต์

Digital Tv (nbtc) Cover

เนื่องด้วยประเทศไทย กำลังเปลี่ยนถ่ายระบบการถ่ายทอดโทรทัศน์จาก Analog ไปสู่ Digital และเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข่าวสารได้อย่างเท่าเทียม กสทช. ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลด้านนี้โดยตรงจึงจำเป็นต้องแจก “กล่องดิจิตอลทีวี” มูลค่า 690 บาท จำนวน 1 สิทธิ์ ต่อ 1 ทะเบียนบ้านที่เข้าเกณฑ์ โดยก่อนหน้านี้ได้แจกคูปองไปแล้วรอบหนึ่ง

Dtv.nbtc.go.th

วิธีตรวจสอบสิทธิเพื่อรับ “กล่องดิจิตอลทีวี” ผ่านทางเว็บไซต์

ตรวจสิทธิ์ แลกกล่องดิจิตอลทีวี มูลค่า 690 บาท ฟรี !!! โดยสามารถตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์ dtv.nbtc.go.th หรือ กสทช. คอลเซ็นเตอร์ โทร. 1200 (โทรฟรี) ซึ่งการรับกล่องดิจิตอลสามารถรับได้ผ่าน 7-11 หรือ ไปรษณีย์ไทย (มีคนแนะนำว่าอย่างหลังสะดวกกว่า) หรือหากใครอยากได้กล่องที่ดีกว่านั้น ก็สามารถใช้เป็นส่วนลด 690 บาท เพื่อแลกซื้อกล่องที่ดีกว่ามาตรฐานได้

Digital Tv Banner

และอีกหนึ่งจุดรับแลกที่สะดวกกว่า 7-11 หรือ ไปรษณีย์ไทย ก็คือหน้าร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ โดยสามารถค้นหาเพิ่มเติมได้ทาง http://dtv.nbtc.go.th/Backoffice/Search/Search

from:https://www.iphonemod.net/nbtc-free-digital-box.html

กสทช. เปิดตัวแอป “3 ชั้น” ป้องกันลักลอบนำบัตรประชาชนเปิดเบอร์โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยเจ้าของไม่รู้ตัว

สำนักงาน กสทช. เปิดตัวแอปพลิเคชัน “3 ชั้น” ป้องกันลักลอบนำบัตรประชาชนเปิดเบอร์โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยเจ้าของไม่รู้ตัว

กสทช.

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่รวมทั้งสิ้นกว่า 120 ล้านเลขหมาย และผู้ใช้บริการบางรายอาจใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มากกว่า 1 เลขหมาย

รวมทั้งมีการใช้แอปพลิเคชันผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่มากขึ้นในการทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะการทำธุรกรรมทางการเงิน เช่น การโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ ซึ่งต้องใช้เลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่อ้างอิงในการใช้งาน ดังนั้นเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ และป้องกันการลักลอบนำบัตรประชาชนไปลงทะเบียนเปิดใช้งานโดยเราไม่รู้ตัว

สำนักงาน กสทช. จึงได้จัดทำแอปพลิเคชันในชื่อว่า “3 ชั้น” เพื่อทำการ “ตรวจ” “แจ้ง” และ“ล็อค” โดยผู้ใช้บริการทั้งระบบรายเดือนและระบบเติมเงิน สามารถดาวน์โหลดผ่าน https://3steps.nbtc.go.th/download   หรือดาวน์โหลดคำว่า “3ชั้นNBTC” ผ่าน Google Play หรือ Play Store จากนั้นให้ยืนยันตัวตนการใช้แอปพลิเคชันได้ที่ศูนย์ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกค่าย

สำหรับขั้นตอนการใช้งาน แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1. ผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถตรวจสอบว่าตัวเองได้ลงทะเบียนโทรศัพท์เคลื่อนที่กี่เลขหมาย และมีค่ายใดบ้าง 2. หากพบว่ามีเลขหมายแปลกปลอมที่ไม่เคยลงทะเบียนด้วยตัวเอง ให้แจ้งข้อมูลเบื้องต้นไปยังผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก่อนยืนยันตัวตนที่ศูนย์ให้บริการ

และ 3. ผู้ใช้บริการสามารถล็อคเพื่อป้องกันการเปิดใช้เลขหมายใหม่โดยบุคคลอื่น และทำการปลดล็อคจากแอปพลิเคชันได้ด้วยตัวเอง

“ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกค่าย สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน 3 ชั้น ได้ตั้งแต่วันนี้ ซึ่งวัตถุประสงค์หลัก สำนักงาน กสทช. ต้องการให้ประชาชนมีเครื่องมือของตัวเองในการตรวจสอบ และปกป้องตัวเองจากการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่

โดยดำเนินงานร่วมกันกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกค่าย เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการกำกับดูแล และการให้บริการประชาชนในยุคดิจิทัล ที่สามารถนำข้อมูลของผู้ใช้บริการที่กระจายอยู่กับทุกค่ายมาบูรณาการเป็นหนึ่งเดียวเพื่อเป็นเครื่องมือในการ ตรวจ แจ้ง ล็อค ให้กับประชาชน” นายฐากร กล่าว

from:http://mobileocta.com/nbtc-launches-3-tier-anti-smuggling-card-open-cell-phone-number-by-owner-unknowingly/

หนุ่มไทยเตรียมฟ้องค่ายมือถือ ขอเงินในซิมคืนเกือบ 7 หมื่นบาท

ปกติแล้วในระบบเติมเงิน เราจำเป็นต้องซื้อบัตรเติมเงินแล้วใส่เข้าไปในซิม จากนั้นเมื่อใช้บริการไม่ว่าจะโทรหรือเล่นเน็ตผู้ให้บริการค่อยหักจากยอดนั้น คำถามก็คือเงินในนั้นเป็นสิทธิของใคร หนุ่มไทยรายหนึ่งไม่เปิดเผยชื่อได้ร้องเรียน กสทช. หลังจากค่ายมือถือรายหนึ่งไม่ยอมคืนเงินถึง 7 ซิมการ์ด รวมมูลค่าเกือบ 6 หมื่นบาท

กสทช. ยืนยันเงินในซิมขอคืนได้

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2559 หลังจากเจ้าตัวได้ตัดสินใจปิดเบอร์ทั้งหมด ในศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง พร้อมกับขอเงินในระบบคืนทั้งหมดเกือบ 6 หมื่นบาท แต่ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องตรวจสอบก่อน และทางเจ้าตัวเห็นว่าการคืนล่าช้า จึงขอคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปี

หลังจากนั้นเดือนธันวาคม 2559 หนุ่มรายนี้ได้ร้องเรียน กสทช. เกี่ยวกับผู้ให้บริการรายเดียวกันนี้ ไม่ยอมคืนเงิน 1 เบอร์ ซึ่งมียอดเงินประมาณเกือบ 1 หมื่นบาท หลังจากได้ทำการย้ายค่ายเบอร์เดิม รวมทั้งยืนยันขอเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปีเช่นเดียวกัน

กสทช. เห็นว่าผู้ให้บริการควรคืนเงินดังกล่าว หากตรวจสอบได้ว่าเป็นเจ้าของเบอร์ตัวจริง พร้อมทั้งจ่ายดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดชำระ ซึ่งสอดคล้องกับคำประกาศสิทธิผู้ใช้บริการ ซึ่งระบุว่าหารมีการยกเลิกสัญญาในระบบเติมเงิน ผู้ให้บริการจำเป็นต้องคืนเงินภายใน 30 วัน หรือโอนยอดเงินนั้นไปยังผู้ให้บริการรายใหม่ ตามประสงค์ของเจ้าของเบอร์

ภาพ : 9tana
ภาพ : 9tana

ความเห็นท้ายข่าว

โดยส่วนตัวผมเห็นว่าประกาศนี้ไม่ค่อยถูกใช้งานอย่างจริงจัง และการขอคืนเงินเป็นเรื่องยาก เพราะพนักงานส่วนใหญ่จะบอกว่า “คืนไม่ได้” หรือไม่ก็มีกระบวนการขั้นตอนที่ยุ่งยากในชีวิตจริง (ซึ่งตรงนี้ผู้ใช้บริการสามารถร้องเรียนได้ที่ กสทช. หมายเลขโทรศัพท์ 1200)

แต่เรื่องนี้แปลกนิดนึงตรงที่เงินในซิมค่อนข้างสูง (ผิดปกติ) ทางทีมงานจึงได้ไปสืบเพิ่มเติมพบว่า ในปัจจุบันหลายค่ายมักมีโปรโมชั่นเติมเงิน อาจเป็นส่วนส่งเสริมการขายให้กับตัวแทน รวมถึงช่องทางการเติมเงินออนไลน์ที่มีส่วนลดหลาย % เท่ากับว่าเป็นช่องโหว่หนึ่งที่สามารถเติมเงินในราคาถูก แล้วไปขอคืนเงินในราคาเต็มได้

ที่มา – manager

from:https://www.iphonemod.net/sim-prepaid-refund.html

กสทช. ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาเทคโนโลยีเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล นำไทยสู่ Smart City

เทคโนโลยีโทรคมนาคมมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยใช้งาน 4G กันไปไม่นาน เริ่มมีการพูดถึงเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น IoT, Machine Learning และ Artificial Intelligence หรือ AI ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศ

ดังนั้น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. จึงได้ร่วมกับ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการกำกับดูแลภายใต้ภูมิภาค เอเชีย-แปซิฟิก ภายใต้กรอบการประชุมใหญ่ World Telecommunication Development Conference หรือ WTDC

พัฒนาทั้งภูมิภาคให้ดีขึ้น ดันไทยศูนย์กลางพัฒนา

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. บอกว่า โครงการความร่วมมือระหว่าง กสทช. และ ITU มีการประชุมเชิงปฎิบัติการทั้งหมด 2 หัวข้อ ประกอบด้วย “Collaborative cross-sectoral regulatory mechanisms and competition analysis in digital economy” ในระหว่างวันที่ 7 – 11 สิงหาคม 2560

ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาความร่วมมือของแต่ละภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ในยุคดิจิทัล ผลักดันให้เกิดการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานระหว่างประเทศในการพัฒนาการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารภายในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

อีกทั้ง จะเป็นกลไกสำคัญของสำนักงาน กสทช. ในการสร้างความร่วมมือในระดับสากลเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาภายในภูมิภาค การดำเนินโครงการดังกล่าวจะส่งผลให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาโทรคมนาคมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก พร้อมทั้งมีความสอดรับการแนวนโยบายของรัฐบาลที่จะผลักดันประเทศไทยให้เข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมสามารถใช้ประโยชน์จากดิจิทัลเทคโนโลยีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันโดยการลดต้นทุน ลดระยะเวลา เพิ่มช่องทางการค้าและก่อให้เกิดสินค้าและบริการใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเพื่อนำสังคมไปสู่การเป็นสังคมอัจฉริยะ (Smart City) ต่อไป

ให้ความรู้ วางแนวนโยบาย พร้อมวิเคราะห์จริง

การประชุมเพื่อนำเสนอภาพรวมของแนวความคิดและทิศทางของเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี ธุรกิจ การตลาดและประเด็นการกำกับดูแลสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล ในสภาวะแวดล้อมเชิงการวางนโยบายและการกำกับดูแล รวมถึงสภาวะแวดล้อมเชิงธุรกิจ

มีการนำเสนอภาพรวมของการวางแผนและการออกแบบโครงสร้างเครือข่ายดิจิทัลด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างความเข้าใจในภาคส่วนของการโทรคมนาคมและอำนาจในการแข่งขันในปัจจุบัน รวมถึงการวิเคราะห์อำนาจในการตลาด ประเด็นการกำกับดูแลในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันและความร่วมมือในการทำงานร่วมกันของภาคส่วน

ผู้ร่วมประชุมได้ลงภาคปฎิบัติการวิเคราะห์การตลาดที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโลยีทางโทรคมนาคม เพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการ และอธิบายถึงรูปแบบการวิเคราะห์การแข่งขันในเชิงธุรกิจให้เกิดประสิทธิผลได้จริง มีการจัดการทดสอบความเข้าใจของผู้เข้าร่วมประชุม โดยการให้ตอบคำถามและระดมสมอง โดยใช้ความรู้ที่ได้รับจากการเข้าร่วมสัมมนา เพื่อนำมาประเมินความเข้าใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องตามที่ผู้เชี่ยวชาญได้มาบรรยายให้ความรู้

สรุป

ความร่วมมือระหว่าง กสทช. และ ITU เพื่อให้เกิดการพัฒนาโทรคมนาคมภายใต้กรอบ Dubai Declaration เป็นความร่วมมือระดับสากลเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการสื่อสารโทรคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยและประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้ คาดว่าจะผลักดันให้เกิด Smart City ในอนาคต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nbtc-itu-wtdc/

กระทรวง DE ส่งลิงก์ให้เฟซบุ๊กและ YouTube ปิดการเข้าถึงไม่ครบตามที่แจ้ง กสทช.

เมื่อวานนี้ กสทช. เปิดเผยว่าได้รับแจ้งจากเฟซบุ๊กและ YouTube ในการบล็อคการเข้าถึงลิงก์ที่ผิดกฎหมายในประเทศไทยไปแล้วกว่า 1,834 ลิงก์ ซึ่งไม่ตรงกับจำนวนลิงก์ที่ผิดกฎหมายตามคำสั่งศาลที่มีทั้งหมด 3.726 ลิงก์ ก่อนจะพบว่าปัญหาเกิดจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) จะส่งลิงก์ไปให้ไม่ครบเอง

กระทรวง DE ส่งลิงก์ให้เฟซบุ๊กไปเพียง 1,039 ลิงก์และ YouTube 779 ลิงก์ เนื่องจากเกิดความล่าช้าในการแปลสำนวนหรือแสลงต่างๆ ที่แนบไปกับแต่ละลิงก์ เพื่อให้ผู้ให้บริการเข้าใจเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย ขณะที่กระทรวง DE ส่งลิงก์ไปให้ กสทช. ครบทั้งหมด เนื่องจากไม่ต้องแปล ทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่าง กสทช. และผู้ให้บริการทั้งสองเจ้า

ทางกสทช. ระบุว่าจะประสานงานกับกระทรวง DE ให้ส่งข้อมูลคำสั่งศาลมาที่ กสทช. ให้ตรงกับที่ส่งให้ผู้ให้บริการต่างประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดอีก

alt="twitter-292994_960_720"
ภาพจาก Pixabay

ส่วนทางด้านโฆษกเฟซบุ๊กระบุว่า โดยปกติหากได้รับคำร้องจากรัฐบาลโดยอ้างคำสั่งศาล บริษัทจะตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนบล็อคการเข้าถึงในประเทศนั้นๆ พร้อมยกตัวอย่างกรณีการพูดถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) ในเยอรมนี และถูกยื่นเรื่องจากหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายของเยอรมนี เฟซบุ๊กก็จะบล็อคลิงก์นั้นให้ทันที ซึ่งกรณีประเทศไทย เฟซบุ๊กก็เลือกที่จะจัดการคล้ายๆ กัน ในกรณีที่มีเนื้อหาผิดที่ประมวลกฎหมายอาญามาตร 112

ที่มา – Nikkei, SCMP, ThaiPost

from:https://www.blognone.com/node/94607

Cybersecurity ปัญหาความปลอดภัยบนโลกอินเทอร์เน็ต สังคมต้องช่วยกัน

บทความโดย ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

ในโอกาสวันสื่อสารแห่งชาติ พลอากาศเอกธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. ได้เชิญคุณ Richard A. Clarke อดีตที่ปรึกษาประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาด้านความมั่นคง มาแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่อง Cybersecurity เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ในยุคเศรษฐกิจดิจิตัล โดยได้นำประสบการณ์ที่สหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้เผชิญปัญหามาเป็นบทเรียนในการขับเคลื่อนนโยบาย Clarke ได้สรุปหัวใจของแนวคิดเป็น 4 ปัญหา 6 คำถาม ดังนี้

ปัญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์แบ่งได้เป็น 4 ลักษณะ สรุปโดยย่อคือ C.H.E.W.

C คือ Cybercrime เป็นปัญหาการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์โดยมีวัตถุประสงค์ทางการเงิน เช่นการแฮ็คบัญชีธนาคารหรือธุรกรรมออนไลน์ต่างๆ ทำให้คนส่วนหนึ่งไม่ยอมทำธุรกรรมออนไลน์ และคิดว่าตนเองก็จะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ อาชญากรรมเหล่านี้เพิ่มต้นทุนต่อระบบ และระบบก็จะผลักต้นทุนนั้นให้ผู้บริโภคทุกคนไม่ว่าจะออฟไลน์หรือออนไลน์แบกรับในที่สุด ปัญหานี้จึงกระทบทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

H คือ Hacktivism เป็นการแฮ็คข้อมูลลับไม่ว่าจะของทางการหรือเอกชนแล้วนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพื่อเปิดโปงเรื่องบางอย่างหรือสร้างความอับอายแก่เจ้าของข้อมูล รวมถึงการแฮ็คเว็บเพจแล้วเผยแพร่ข้อความของตนลงไปในเว็บเหล่านั้นเพื่อประกาศจุดยืนหรืออุดมการณ์ต่างๆ แม้เราจะป้องกันตัวเองดีเพียงใด แต่หากเป็นการสื่อสารกับปลายทาง เช่น อีเมล เมื่อปลายทางถูกแฮ็ค ข้อมูลของเราก็รั่วไหลอยู่ดี

E คือ Espionage เป็นการจารกรรมข้อมูลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อ เช่น การเจาะข้อมูลนวัตกรรมต่างๆ การเจาะข้อมูลทางการทหาร ซึ่งในอดีตใครที่พยายามขโมยเอกสารที่มีชั้นความลับของหน่วยงานต่างๆ เท่ากับต้องบุกรุกเข้าไปในหน่วยงาน แต่ในยุคดิจิตัล แฮ็คเกอร์อาจซ่อนตัวอยู่มุมใดมุมหนึ่งของโลก แล้วเชื่อมต่อทางออนไลน์ ต้นทุนการจารกรรมจึงต่ำมาก และความเสี่ยงในการถูกจับตัวได้ก็ลดลงมาก

W คือ War หรือ Cyberwar ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เช่น การทำลายฐานผลิตอาวุธนิวเคลียร์โดยไม่ต้องส่งกำลังพลหรือใช้อาวุธกายภาพแม้แต่น้อย แต่เป็นการส่งคำสั่งเข้าไปให้เครื่องยนต์ทำลายตนเอง หรือแม้แต่การที่บางประเทศโจมตีทางไซเบอร์เพื่อให้ระบบสื่อสารและแหล่งพลังงานของปฏิปักษ์ล่ม แล้วใช้กำลังพลบุกยึดครองดินแดนจริงได้อย่างง่ายดาย

ปัญหาทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นความจำเป็นในการพัฒนานโยบาย Cybersecurity และมีคำถามพื้นฐาน 6 ข้อที่ต้องตอบเพื่อกำหนดนโยบายได้อย่างถูกต้อง ได้แก่

1. การเลือกพัฒนาระบบโจมตี หรือจะพัฒนาระบบป้องกัน (Offense vs Defense) บางท่านคิดว่าอาวุธไซเบอร์ที่ทรงอานุภาพจะทำให้เราเป็นฝ่ายชนะ แต่แท้จริงแล้วภัยของการคุกคามทางไซเบอร์คือการถูกโจมตี ซึ่งเกิดขึ้นเวลาใดก็ได้ การขาดระบบป้องกันที่ดีกลับจะทำให้เราเป็นฝ่ายแพ้อย่างราบคาบ การพัฒนาระบบรับมือการโจมตีจึงควรเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรก

2. การปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ (Critical Infrastructure) ซึ่งรัฐมิได้ควบคุมด้วยตนเอง จะเลือกนโยบายเสรีให้ต่างคนต่างรับผิดชอบตนเอง หรือต้องมีนโยบายกำกับดูแล (Market forces vs Regulation) โครงสร้างพื้นฐานในยุคดิจิตัลล้วนเชื่อมต่อออนไลน์ และเสี่ยงต่อภัยคุกคาม เช่น ด้านการผลิตพลังงานหรือกระแสไฟฟ้า ด้านการขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ด้านการเงินการธนาคาร ด้านโรงพยาบาลหรือบริการทางการแพทย์ ด้านการสื่อสาร หรือแม้กระทั่งตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด แต่การพัฒนาระบบรับมือภัยคุกคามต้องมีต้นทุน และในบางครั้งเอกชนก็เน้นการควบคุมหรือลดต้นทุนของตนเอง แต่ผลกระทบจากภัยคุกคามต่อสังคมนั้นมีมูลค่าสูงมากกว่าหลายเท่าตัว เช่น หากระบบไฟฟ้าของประเทศล่ม เท่ากับเศรษฐกิจดิจิตัลหยุดชะงัก จึงจำเป็นต้องมีการกำกับดูแล โดยการออก Smart Regulation ตามด้วยการตรวจสอบการปฏิบัติตามกติกา การทดสอบการโจมตีทางไซเบอร์ และการปรับปรุงพัฒนาระบบ

3. การคุ้มครองความเป็นส่วนตัว หรือการคุ้มครองความปลอดภัย (Privacy vs Security) สังคมกังวลเกี่ยวกับการถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวเพราะรัฐมักจะยกข้ออ้างเรื่อง Cybersecurity แต่หากไม่มี Cybersecurity ก็ไม่มีความเป็นส่วนตัว เพราะข้อมูลของเราจะถูกแฮ็คได้ตลอดเวลา ทั้งสองเรื่องจึงไม่ใช่คู่ตรงข้ามกัน แต่เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงไปพร้อมกัน สังคมยอมรับได้หากการเปิดเผยข้อมูลเป็นไปตามคำสั่งศาลโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ภัยคุกคามนั้นต้องรับมือโดยเร็วให้ทันการณ์ จึงต้องมีการพัฒนาระบบการพิจารณาโดยศาลเฉพาะเรื่องนี้ให้ตอบสนองปัญหาได้เร็วที่สุด แทนระบบการออกหมายศาลแบบเดิม

4. การลงทุนด้านซอฟต์แวร์ หรือการลงทุนพัฒนาคน (Software vs People) บริษัทพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์มักมุ่งเน้นขายระบบให้กับหน่วยงานต่างๆ แต่การซื้อซอฟท์แวร์มาใช้งานไม่สามารถรับมือภัยคุกคามได้จริง หากบุคลากรยังมีพฤติกรรมเสี่ยง ขาดความตระหนัก หรือความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ จึงต้องให้ความสำคัญกับคนมากกว่าเน้นการซื้อหรือมุ่งพัฒนาระบบแล้วคิดว่าได้เตรียมการรับมือเรียบร้อยแล้ว และเราต้องค้นหาแฮ็คเกอร์ฝีมือดีแล้วเปลี่ยนให้เป็นบุคลากรด้าน Cybersecurity ของประเทศซึ่งยังขาดแคลนเป็นอย่างมาก

5. นวัตกรรม หรือความน่าเชื่อถือ (Innovation vs Reliability) ในยุคอินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง มีอุปกรณ์เชื่อมต่อออนไลน์หลายพันล้านชิ้น และจะเพิ่มเป็นหลายหมื่นล้านชิ้นในอีกสามปีข้างหน้า ที่ผ่านมามีการแฮ็คกล้องวงจรปิดนับแสนตัวเพื่อโจมตี DDoS ไปยังระบบคอมพิวเตอร์เป้าหมาย หากอุปกรณ์หลายหมื่นล้านชิ้นเสี่ยงต่อภัยคุกคาม อนาคตของเราจะเป็นอย่างไร ความเสียหายจะมากขนาดไหน

6. การป้องกันการบุกรุก หรือความยืดหยุ่นในการรับมือการบุกรุก (Prevention of attack vs Resilience) การป้องกันการบุกรุกคือความพยายามไม่ให้ผู้โจมตีเข้าสู่ระบบได้ แต่ความยืดหยุ่นในการรับมือ คือเมื่อผู้บุกรุกเข้ามาในระบบ จะจำกัดขอบเขตของปฏิบัติการโจมตีได้ในระดับใด และหากเกิดผลกระทบแล้วจะฟื้นฟูระบบให้กลับสู่ปกติโดยเร็วได้อย่างไร เช่น การกู้ระบบไฟฟ้าของประเทศให้กลับคืนมาในเวลานับเป็นชั่วโมง ไม่ใช่เป็นวัน หรือเป็นสัปดาห์ หมายความว่าแต่ละระบบต้องมีข้อมูลสำรองและระบบสำรอง และต้องมีการฝึกซ้อมการกู้ระบบอย่างสม่ำเสมอ ไม่ต่างจากการซ้อมรับอัคคีภัยในอาคาร

นอกจากคำถามเหล่านี้แล้ว การจัดการภัยคุกคามทางไซเบอร์ ต้องเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ เพราะผู้โจมตีมักหลบซ่อนอยู่ในต่างประเทศ แต่ที่สำคัญที่สุดคือนโยบาย Cybersecurity ต้องได้รับการยอมรับจากสังคม ไม่ใช่การกำหนดนโยบายฝ่ายเดียวจากผู้มีอำนาจแล้วใช้บังคับกับสังคม จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเรื่องนี้ต้องเปิดให้มีการถกเถียงสาธารณะอย่างกว้างขวาง และต้องสร้างความตระหนักและความรู้ความเข้าใจแก่สังคมอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการยอมรับในมาตรการ Cybersecurity ของประเทศ แล้วการจัดการภัยคุกคามไซเบอร์จึงจะเกิดผล

หลังจากได้รับฟังมุมมองต่างๆ แล้ว เราคนไทยเองคงต้องร่วมกันหาคำตอบในเรื่องนี้อย่างเหมาะสม การไม่มีนโยบายเรื่องนี้คือหายนะของการไปสู่เศรษฐกิจดิจิตัล แต่การมุ่งบังคับโดยขาดการมีส่วนร่วมก็เป็นหายนะของสังคมและประเทศชาติเช่นกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/nbtc-cybersecurity/