คลังเก็บป้ายกำกับ: NBTC

รัฐบาลตั้งศูนย์กลางทำธุรกิจตั้งเป้าเปิดกิจการง่ายเท่าสิงคโปร์ เร่งทำในสามเดือน ใช้งบ 4,000 ล้าน

ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ หรือมินิคาบิเนต มีมติให้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางรวมข้อมูลจากทุกกระทรวงสำหรับจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ เปิดให้ประชาชนเข้ามาใช้จดทะเบียนทำธุรกิจโดยใช้เลขบัตรประชาชน 13 หลัก โดย กสทช. สนับสนุนงประมาณพัฒนาระบบเบื้องต้น 4 พันล้านบาท ให้รองรับการยืนยันตัวตนออนไลน์ มีดิจิทัลไอดี ซิงเกิ้ลฟอร์ม เป็นต้น

ประธานในที่ประชุมคือนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งการว่าให้สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เร่งดำเนินการให้เสร็จภายในสามเดือน

นอกจากนี้ นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอให้ในระบบสามารถเชื่อมโยงกัน 30 หน่วยงาน เป็นวันสต็อปเซอร์วิสเลย และกล่าวเพิ่มเติมว่า “ผลประชุมครั้งนี้จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.วันนี้ เว็บกลางจะทำให้การขออนุญาตทำธุรกิจของประเทศไทยอยู่ในระดับเวิลด์คลาสเทียบเท่าสิงคโปร์ นอร์เวย์ นิวซีแลนด์”

ที่มา – Post Today

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/92650

Advertisements

เลยเส้นตายกสทช.สั่งเฟซบุ๊กบล็อค URL, กระทรวง DE เพิ่งส่งหมายศาลไปให้เมื่อวานนี้บางส่วน

หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกสทช.ขีดเส้นตายให้เฟซบุ๊กบล็อค URL เพิ่มเติมอีก 131 URL ภายในวันนี้เวลา 10 โมงตรง วันนี้คุณฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช.ก็ออกมาระบุว่ากระทรวง DE ได้ส่งหมายศาลสั่งบล็อค 34 URL จาก 131 URL ที่ขีดเส้นตายนั้นให้เฟซบุ๊กไปแล้วเมื่อวานนี้ ส่วนอีก 97 URL ยังไม่ได้ส่งให้

เรื่องน่าแปลกใจคือทำไมกสทช. จึงออกมาขีดเส้นตายล่วงหน้าทั้งที่เอกสารเพิ่งส่งตามไป

ที่มา – VoiceTV

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/92454

[Ask Blognone] เลยเส้นตายกสทช. สั่งเฟซบุ๊กปิดกั้น 131 URL แล้ว ถ้าอนาคตเข้าเฟซบุ๊กไม่ได้จะกระทบแค่ไหน

วันนี้เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมาเส้นตายของกสทช. ที่สั่งให้เฟซบุ๊กปิดกั้นเว็บอีก 131 URL จากที่ยอมปิดกั้นตามคำสั่งไปแล้ว 178 URL กสทช. ไม่ได้ระบุโดยตรงว่าจะทำอย่างไรแต่บอกเพียงว่าจะดำเนินการตามกฎหมาย คำถามที่อยากให้สมาชิกทุกท่านมาแบ่งปันคือคือ หากมีการใช้กฎหมายเพื่อปิดกั้นเฟซบุ๊กไปทั้งหมด จะกระทบแค่ไหน และจะแก้ผลกระทบนั้นอย่างไรกัน ได้เตรียมทางออกไว้หรือไม่

ผู้ใช้บล็อกนันส่วนมากคงใช้เฟซบุ๊กเพื่อติดต่อกับเพื่อน พูดคุย หรือแชร์เรื่องราวกับคนรอบข้างเท่านั้น แต่เฟซบุ๊กเองก็เป็นเครื่องมือสื่อสารสำหรับการทำงาน, เป็นแพลตฟอร์มสำหรับขายสินค้า, และเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์หลักขององค์กรจำนวนมาก แม้แต่การรับฟังความคิดเห็นประกาศประกอบพรบ.คอมพิวเตอร์ ก็หาประกาศบนเว็บกระทรวง DE ได้ยากเย็น ต้องไปตามหาเอาจากหน้าเฟซบุ๊ก

รัฐบาลนี้เองมีประวัติการบล็อคเฟซบุ๊กเมื่อผ่านทางกสทช. โดยไม่เคยยอมรับโดยตรง ส่วนการบล็อคเว็บขนาดใหญ่เป็นเวลานานๆ รอบล่าสุดคือการบล็อค YouTube ในรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์โดยยอมรับหนึ่งเดือนหลังรายงานการบล็อคครั้งแรก

from:https://www.blognone.com/node/92450

กสทช.แถลงยังเหลือเพจ Facebook อีก 131 URL ที่ยังไม่ปิดกั้น ให้เวลาถึงอังคารหน้า

จากกรณี กสทช.กับสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ดำเนินการปิดเว็บไซต์กว่า 6,300 เว็บไซต์ จาก 6,900 เว็บไซต์ตามคำสั่งศาล และยังเหลืออีกกว่า 600 เว็บไซต์ที่ยังดำเนินการไม่ได้เพราะมีการเข้ารหัสไว้

วันนี้มีการแถลงเพิ่มเติมจาก กสทช.ว่า ในส่วนของ Facebook ได้ดำเนินการปิดกั้นไปแล้ว 178 URL ยังเหลืออีก 131 URL โดยทั้งหมดเป็นแฟนเพจล้วน ทาง กสทช. สมาคม ISP หน่วยงานความมั่นคงและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ประชุมร่วมกันมีมติว่า ให้เวลาดำเนินการปิดกั้นถึงวันอังคารที่ 16 พฤษภาคม เวลา 10.00 น. หากยังเหลือ URL ที่ยังไม่ปิดกั้น ก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และจะเชิญ Facebook ประเทศไทยมาพูดคุยให้ดำเนินการให้สอดคล้องกับคำสั่งศาล

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ยืนยันว่าจะไม่ดำเนินการให้กระทบต่อการใช้งานของประชาชน แต่ต้องดำเนินการตามหมายศาล เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไทย

No Description

from:https://www.blognone.com/node/92349

กสทช. จับมือ ISP แถลงปิดเว็บไซต์กว่า 6,000 เว็บ ส่วนเฟซบุ๊กไม่ให้ความร่วมมือ, ยืนยันไม่ปิดกั้นเสรีภาพ

วันนี้กสทช. ร่วมกับสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) แถลงการสั่งปิดเว็บไซต์กว่า 6,300 เว็บไซต์จากทั้งหมด 6,900 เว็บไซต์ตามคำสั่งศาล โดยรองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมระบุว่าส่วนใหญ่เป็นเว็บที่นำเสนอนเนื้อหาไม่เหมาะสม อย่างการพนัน ลามกอนาจาร เว็บพิชชิ่งและเว็บที่มีเนื้อหาด้านความมั่นคง

อย่างไรก็ตามอีกกว่า 600 เว็บไซต์ที่ยังปิดไม่ได้นั้น เนื่องจากถูกเข้ารหัสและมีเซิร์ฟเวอร์อยู่ต่างประเทศ โดยทาง ISP ทำหนังสือไปยังผู้ให้บริการในต่างประเทศแล้ว พร้อมยืนยันว่าส่วนใหญ่เข้าและให้ความร่วมมือยกเว้นเฟซบุ๊ก ที่ไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร “ทั้งที่ควรให้ความร่วมมือ เพื่อให้กฎหมายไทยศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น”

ทั้งนายฐากร ตันฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ยืนยันว่าการขอความร่วมมือสื่อโซเชียลมีเดียในการปิดกั้นเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมนั้น ไม่ใช่เป็นการปิดกั้นการใช้งานเฟซบุ๊กหรือยูทูปของประชาชน และรัฐบาลก็ไม่เคยสั่งการใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้

ที่มา – สำนักข่าวอิสรา, เนชัน

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/92109

สมาคมโทรคมนาคมและสมาคมธนาคารไทยเซ็น MOU เชื่อมและแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ใช้ เพิ่มความปลอดภัยออนไลน์แบงค์กิ้ง

วันนี้นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์และ นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย ได้ลงนามร่วมกันในบันทึกข้อตกลง (MOU) ว่าด้วยการยกระดับความปลอดภัยในการใช้ บริการธุรกรรมทางการเงินผ่านอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยมีดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เป็นพยาน

ใจความสำคัญของ MOU นี้คือการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานะหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ใช้งานธุรกรรมออนไลน์ระหว่างธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและป้องกันความผิดพลาดกรณีผู้ใช้เปลี่ยนแปลงเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกกับบัญชี PromptPay อยู่ โดยโอเปอเรเตอร์ก็จะยกระดับความปลอดภัยและพิสูจน์ตัวตนก่อนเปิดหรือเปลี่ยนแปลงซิมการ์ด ด้วยการต้องใช้บัตรประชาชนตัวจริงยืนยันตัวตนด้วย

โดยความร่วมมือครั้งนี้จะเริ่มจากบริการ PromptPay ก่อนจะขยายไปยังบริการโมบายล์แบงค์กิ้งของธนาคารพาณิชย์ โดยในส่วนของ PromptPay นั้น ผู้ว่าการธปท. ได้เปิดเผยด้วยว่ามีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีผู้ใช้งาน PromptPay เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 4.3 ล้านรายการต่อวัน จากที่มีเพียง 2-3 หมื่นรายการต่อวันในช่วงที่เปิดให้บริการระยะแรกๆ

alt="IMG_9419"

from:https://www.blognone.com/node/92057

กสทช. ยกการกำกับดูแล OTT จากต่างประเทศ, ไทยยังไม่ได้ข้อสรุป จะมีความชัดเจนภายใน 4-5 เดือน

หลังจากช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีประเด็นว่า กสทช.กำลังผลักดันหามาตรการกำกับดูแลกิจการ OTT (Over-The-Top) พร้อมตั้งอนุกรรมการขึ้นมาดูแล วันนี้ทางกสทช. ได้จัดการบรรยายในประเด็นเรื่องการกำกับดูแล OTT นี้โดย พ.อ. ดร. นที ศุกลรัตน์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.)

ประธาน กสท. ย้ำว่าการบรรยายนี้ เป็นเพียงการนำเอา “งานวิจัยหรือผลการศึกษาของทีมที่ปรึกษา” มานำเสนอเท่านั้น ซึ่งรายละเอียดนั้นเกี่ยวกับรูปของสื่อ รูปแบบการนำเสนอเนื้อหาและโมเดลการหารายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก จากการแพร่หลายของอินเทอร์เน็ต รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปดูวิดีโอออนดีมานด์รูปแบบต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตกันมากขึ้น

alt="IMG_9405"
*พันเอก ดร. นที ศุกลรัตน์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.)

ประเด็นที่น่าสนใจคือ พ.อ. ดร. นที ได้ยกตัวอย่าง 3 ประเทศที่มีการกำกับดูแลกิจการ OTT ได้แก่สหราชอาณาจักร, เกาหลีใต้และสิงคโปร์ โดยที่ไม่พูดถึงสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตลาด OTT ที่ค่อนข้างใหญ่ เพราะกฎหมายด้านนี้ของสหรัฐไม่ได้มีโมเดลเดียว แต่แตกต่างกันไปตามแต่ละมลรัฐ

สหราชอาณาจักร

  • มีหน่วยงานกำกับดูแลชื่อ Ofcom (Office of Communication) ลักษณะเดียวกับ กสทช. เป็นผู้ดูแลเรื่องการอนุญาตเนื้อหาและคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมกับ Advertising Standard Authority ดูแลเรื่องโฆษณา

  • Ofcom กำหนดให้ผู้ให้บริการท้องถิ่นจะต้องแจ้งข้อมูลกับ Ofcom ก่อนเริ่มให้บริการในสหราชอาณาจักร

  • ผู้ให้บริการจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านเนื้อหา อย่างการคุ้มครองเด็กและเยาวชน, Hate Speech, การเข้าถึงของผู้พิการ, สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ และการส่งเสริมเนื้อหาที่ผลิตในยุโรป

เกาหลีใต้

  • Korea Communication Commission (KCC) ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์, ไอซีทีและการวางแผนอนาคต (MSIP) เป็นผู้กำกับดูแล OTT โดยมีกฎหมายหลักคือ Internet Multimedia Broadcasting Business Act (2013)

  • ผู้ให้บริการการแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต จะต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจจาก MSIP และต้องรายงานและลงทะเบียนเนื้อหาด้วย

  • คอนเทนท์บน OTT ถูกกำกับดูแลเช่นเดียวกับสื่อประเภทอื่น อาทิ ความรุนแรงและสิ่งเสพติด

สิงคโปร์

  • ผู้กำกับดูแลคือ Infocomm Media Development Authority

  • ผู้ให้บริการ OTT ทั่วไปถือว่าเข้าข่าย Internet Content Provider จะได้รับใบอนุญาตอัตโนมัติและต้องปฏิบัติตาม Internet Code of Practice

  • OTT แบบจ่ายเงินดูรายเดือน (SVoD) นับเป็น Pay TV ต้องได้รับใบอนุญาต Subscription Television Service License

  • กฎเกณฑ์บังคับใช้เหมือนกันหมดทั้งผู้ให้บริการท้องถิ่นและต่างประเทศ

ส่วนกฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลของไทยนั้น ประธาน กสท. ระบุว่าคงจะแตกต่างจากของประเทศอื่นๆ เนื่องจากประเทศเราก็มีบริบทและสภาพแวดล้อมเฉพาะตัว ขณะที่รายละเอียดยังไม่สามารถบอกอะไรได้ เพราะตอนนี้เป็นเพียง Day 1 เท่านั้น ยังไม่มีข้อสรุป รูปแบบหรือความชัดเจนใดๆ ทั้งสิ้น และคาดว่าภายในระยะเวลาราว 4-5 เดือนเป็นอย่างเร็ว น่าจะพอมีได้รายละเอียดออกมาชัดเจนมากยิ่งขึ้น

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/91980