คลังเก็บป้ายกำกับ: NETFLIX

Netflix เริ่มทดสอบแพ็กเกจราคาถูกพิเศษในมาเลเซีย ถูกลง 50% แต่ดูได้เฉพาะบนโทรศัพท์

จากข่าวที่ระบุว่า Netflix กำลังจะทดลองแพ็กเกจราคาถูกพิเศษเพื่อแข่งขันในตลาดแอบเอเชีย ตอนนี้ Netflix เริ่มทดสอบแล้วในประเทศมาลาเซีย โดยเป็นแพ็กเกจแบบดูได้เฉพาะบนโทรศัพท์และแท็บเล็ต และมีราคาต่ำกว่าแพ็กเกจปกติถึง 50 เปอร์เซ็นต์ (17 ริงกิตต่อเดือนหรือ 134 บาท เทียบกับแพ็กเกจมาตรฐาน 33 ริงกิต)

ปัจจุบัน Netflix กำลังขยายตลาดไปยังหลายประเทศโดยเฉพาะเอเชียและแอฟริกา ที่ผู้คนมีโทรศัพท์เป็นของติดมืออยู่ตลอดเวลา โดย Cameron Johnson หนึ่งในกรรมการของ Netflix เคยกล่าวไว้ว่าบริษัทกำลังพัฒนาแอพบนโทรศัพท์ให้สะดวกยิ่งขึ้น และจะมีแพ็กเกจเกี่ยวกับลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ ชัดเจนว่าเป็นการเจาะตลาดในแถบเอเชียอย่างแน่นอน

ที่มา: The Verge

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/106428

Advertisements

วิเคราะห์ สงคราม 3 ยักษ์ใหญ่ Netflix และ Amazon รวมถึง Fox เพื่อครองตลาด “อินเดีย”

ตลาด Video Streaming ของอินเดียยังเป็นตลาดที่เริ่มต้นโตแค่นั้น แต่บริษัทอย่าง Netflix หรือแม้แต่ Amazon กำลังสนใจที่จะเจาะตลาดนี้อย่างหนัก รวมไปถึงเจ้าถิ่นอย่าง Fox ที่พยายามหาลูกค้าเพิ่มเติมอีกด้วย

ภาพจาก Pixabay

ถึงแม้ว่าสงครามการขับเคี่ยวของ Video Streaming ในโลกจะเริ่มเหลืออยู่ไม่กี่เจ้าแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น Netflix Amazon หรือแม้แต่ Warner (HBO) และรวมไปถึง Disney แต่ในตลาดอินเดียที่พึ่งเริ่มเปิดรับความบันเทิงใหม่ๆ นั้นถือว่าพึ่งเริ่มศึกสงคราม โดยมีลูกค้าจำนวนมหาศาลเป็นรางวัล

ปัจจุบันตลาด OTT ในประเทศอินเดียมีมูลค่าเพียงแค่ 296 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ทำให้ยังมีโอกาสโตได้อีกมาก ข้อมูลจาก KPMG ได้ประเมินว่า ตลาด OTT ของอินเดียจะโตถึง 45% ต่อปี จนถึงปี 2023 

นอกจากนี้ Limelight Networks ได้ศึกษาข้อมูลพฤติกรรมของชาวอินเดียว่าเฉลี่ยต่อคนแล้วดูวิดีโอผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สัปดาห์ละ 8 ชั่วโมง 28 นาที มากกว่าในปี 2016 ถึง 58% และยังมากกว่าการรับชมโทรทัศน์ไปแล้วอีกด้วย

การที่ตลาด OTT จะเติบโตได้มากขนาดนี้ต้องยอมรับถึงการที่คนอินเดียใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และรวมไปถึงค่าใช้จ่ายแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตที่ถูกลง เนื่องจากผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามาในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากมาย เช่น E-commerce เป็นต้น

สำหรับประเทศอินเดียตอนนี้เป็นการแข่งขันระหว่าง Netflix และ Amazon Prime Video แถมยังมีผู้สอดแทรกอย่าง Fox ที่เข้ามาหวังจะแย่งชิงพื้นที่ตรงนี้ด้วย

Netflix พยายามตีตลาดนี้

Reed Hastings ซึ่งเป็น CEO ของ Netflix ได้กล่าวถึงความยากของตลาดอินเดียว่า อินเดียเป็นประเทศที่มีภาษาท้องถิ่นกว่า 20 ภาษา ซึ่งสร้างความปวดหัวไม่น้อย แต่ Netflix จะจับกลุ่มลูกค้าที่สามามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้ โดย Netflix เตรียมส่งซีรี่ส์อินเดียถึง 9 เรื่องด้วยกัน

อีกปัจจัยสำคัญของ Netflix ที่ไม่สามารถเจาะตลาดอินเดีย รวมไปถึงตลาดกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้คือราคาของแพ็คเกจที่ถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับรายได้ของประชาชนในประเทศ อย่างในอินเดีย ค่าบริการรายเดือนของ Netflix คือ 500 รูปีต่อเดือน ซึ่งถือว่าแพงมาก ทำให้ Netflix อาจต้องเปลี่ยนแผนที่จะปรับราคาแพคเกจลงมาให้เข้าถึงชาวอินเดียได้

Hotstar แพลตฟอร์มของ Fox ซึ่งกำลังจะกลายเป็นของ Disney

Fox เอาถ่ายทอดสด Cricket ไปสู้

โดยค่าย Fox ของมหาเศรษฐีอย่าง Rupert Murdoch ถึงแม้ว่าอีกไม่นานกิจการต่างประเทศแทบทั้งหมดจะตกเป็นของ Disney แต่การจับกลุ่มลูกค้าอินเดียของค่าย Fox ถือว่าไม่ยอมใคร เนื่องจากเป็นเจ้าถิ่นของที่นี่โดยเฉพาะเครือข่าย Star ที่ผลิตคอนเทนต์ส่งให้กับเคเบิลทีวีในอินเดีย รวมไปถึงประเทศข้างเคียง

โดยแพลตฟอร์ม Hotstar ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเหมือนกับ Netflix แถมล่าสุดยังได้ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดคริกเก็ต ซึ่งเป็นกีฬายอดนิยมที่สุดของอินเดีย โดยเฉพาะรายการอย่าง Indian Premier League และยังรวมไปถึงละครที่สามารถใช้คอนเทนต์ร่วมกับ Star ได้ ซึ่งเป็นจุดแข็งของ Hotstar

นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่ครองใจลูกค้าชาวอินเดียจนกลายเป็น Application ที่ชาวอินเดียดาวน์โหลดมากถึง 300 ล้านครั้ง คือแพ็คเกจที่ถูกมากคือ 999 รูปีต่อปี หรือประมาณปีละ 500 บาทเท่านั้น

ภาพจาก Shutterstock

Prime Video ปีหน้าเจอ Original Content เยอะกว่าใคร

Amit Agarwal ผู้บริหารของ Amazon India กล่าวว่าปีหน้า Amazon Prime Video ของประเทศอินเดียจะมี Original Content มากถึง 30 เรื่อง มากกว่าคู่แข่งด้วยซ้ำ นอกจากนี้ Prime Video ยังได้ดูซีรี่ส์ที่ Amazon สร้างหลังจากปล่อยในสหรัฐในวันเดียวกันหรือช้ากว่าแค่วันเดียวเท่านั้นอีกด้วย

ล่าสุด Amazon ยังมีการสนับสนุนภาษาฮินดีในเว็บไซต์ของ Amazon Prime Video ด้วย และรวมไปถึงจะมีซับไตเติ้ลและเสียงพากย์เป็นภาษาฮินดีสำหรับละครบางเรื่อง ซึ่ง Amazon กำลังรุกเพื่อเพิ่มฐานลูกค้าชาวอินเดีย

ยังรวมไปถึงราคาแพ็คเกจที่คิดเท่ากับ Hotstar ที่ราคาปีละ 999 รูปีอีกด้วย ซึ่งเป็นราคาที่ถูกสุดของ Amazon Prime Video ที่ให้บริการทั่วโลกด้วย

สรุป

ศึกของ OTT ในประเทศอินเดียยังมีการต่อสู้กันยาวไกล เนื่องจากคู่แข่งที่มีหลากหลาย ซึ่งจุดสำคัญคือใครสามารถที่จะมี Content ที่สามารถมัดใจชาวอินเดียได้มากกว่ากันเท่านั้น ซึ่งตลาดอินเดียเป็นตลาดที่ไม่ง่ายเลย เนื่องจากภาษาท้องถิ่นที่มาก ทำให้ต้องมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ถ้าหากจะเจาะลูกค้าในประเทศนี้

ที่มาKPMG, Bloomberg, The Economic Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ott-wars-in-india-with-netflix-amazon-disney/

Netflix เตรียมหยุดให้บริการบน Nintendo Wii วันที่ 31 มกราคมปีหน้า

Netflix ได้แจ้งผู้ใช้ว่า Nintendo เตรียมจะปิดบริการ Netflix รวมถึงวิดีโอสตรีมมิ่งอื่น ๆ บน Wii หลังจากวันที่ 31 มกราคมปีหน้า โดยสำหรับผู้ใช้ Wii นั้น ตอนนี้จะยังไม่มีทางเลือกอื่นในการรับชม Netflix นอกเสียจากใช้งานฮาร์ดแวร์อื่นเท่านั้น

การประกาศข่าวนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจนัก เนื่องจาก Nintendo ก็มีกำหนดปิด Wii Shop Channel ร้านขายเกมดิจิทัลดาวน์โหลดบน Wii โดยจะมีผลในปี 2019 เช่นกัน

ที่มา – Engadget

No Description
ภาพประกอบจาก Amazon

from:https://www.blognone.com/node/106387

280 อาจจะยังแพงเกินไป, Netflix เตรียมทดลองเพิ่มแพ็กเกจราคาถูกพิเศษ เพื่อแข่งขันในบางตลาด

Reed Hastings ซีอีโอ Netflix ให้สัมภาษณ์ว่าบริษัทอาจทดลองแพ็กเกจใหม่ราคาต่ำลง เพื่อให้แข่งขันได้ในบางตลาด โดยไม่ได้บอกว่าจะทดลองแพ็กเกจนี้ในตลาดใดบ้าง

ที่ผ่านมา Netflix ทำตลาดในราคาที่ใกล้เคียงกัน โดยประเทศไทยราคาต่ำสุดเดือนละ 280 บาท อินเดีย 500 รูปี (228 บาท) อินโดนีเซีย 109,000 รูปี (244 บาท) หรือฟิลิปปินส์ 370 เปโซ (230 บาท) ขณะที่คู่แข่งมักออกแพ็กเกจราคาตามรายได้คนท้องถิ่น เช่นในไทย Viu ราคาแพ็กเกจพรีเมี่ยม 119 บาทต่อเดือน หรือ iflix อยู่ที่ 100 บาทต่อเดือน ในอินเดียเอง Hotstar ก็มีราคาเพียง 199 รูปี (90 บาท)

ทุกวันนี้แพ็กเกจต่ำสุดของ Netflix สามารถดูได้ทีละจอเท่านั้น และไม่สามารถสตรีมที่คุณภาพ HD ได้ ไม่ชัดเจนว่าหากมีแพ็กเกจต่ำลงมา บริษัทจะตัดฟีเจอร์อะไรออกไปบ้าง

แนวทางที่ราคาค่อนข้างสูงทำให้ Netflix ยังไม่สามารถเจาะตลาดท้องถิ่นแถบเอเชียได้มากนัก ไม่มีตลาดใดมีสมาชิกเกิน 2 ล้านคน ขณะที่ Hastings เคยวางเป้าหมายว่าจะมีสมาชิกในอินเดียถึง 100 ล้านคน

ที่มา – Bloomberg

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/106386

NETFLIX จัดงาน “See What’s Next: Asia” เปิดตัวผลงานใหม่จากเอเชีย 17 เรื่อง

 

Netflix สานต่อความมุ่งมั่นที่จะเชื่อมต่อคนทั่วโลกให้เข้าถึงความบันเทิงจากประเทศในแถบเอเชีย ล่าสุดจัดงาน “See What’s Next: Asia” เปิดตัวคอนเทนต์จากภูมิภาคเอเชียครั้งแรก

โดยมี รีด เฮสติงส์ (Reed Hastings) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ เท็ด ซาแรนดอส (Ted Sarandos) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายคอนเทนต์ รวมทั้งนักแสดง และผู้สร้างสรรค์ผลงานซีรีส์และภาพยนตร์ของ Netflix เข้าร่วมงาน เพื่อเปิดตัวผลงานใหม่ล่าสุดจากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน ไทย อินเดีย และเกาหลีใต้ 17 เรื่อง

ผลงานใหม่ที่เปิดตัวในงานนี้จะรวมอยู่กับผลงานของ Netflix ทั้งเก่าและใหม่กว่า 100 เรื่องที่ผู้ชมในเอเชียทั้ง ประเทศจะสามารถรับชมได้ตลอดทั้งปี 2562 ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่า Netflix ได้ทุ่มทุนกับนักเล่าเรื่องจากประเทศในเอเชีย เพื่อร่วมบอกเล่าเรื่องราวในแบบเอเชียให้ทั่วโลกได้รับชม

งานนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จของผลงานจากภูมิภาคเอเชีย  ที่เปิดตัวไปก่อนหน้าในปีนี้ อาทิ เซเคร็ด เกมส์ (Sacred Games) ซีรีส์อาชญากรรมระทึกขวัญจากอินเดีย เดวิลแมน ครายเบบี้ (DEVILMAN crybaby) อนิเมชั่นซีรีส์จากแดนปลาดิบ และ จับให้ได้ ไล่ให้ทัน! (BUSTED!) วาไรตี้แนวตลกจากเกาหลีใต้ ซึ่งได้สร้างความประทับใจ ให้สมาชิก Netflix มาแล้วในกว่า 190 ประเทศทั่วโลก

ทุกวันนี้ เอเชียนับว่าเป็นศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์การผลิตภาพยนตร์และซีรีส์ที่สำคัญของโลก” เท็ด ซาแรนดอส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายคอนเทนต์ของ  Netflix กล่าว ความได้เปรียบของ Netflix คือเราสามารถนำเรื่องราวจากเกาหลีใต้ ไทย ญี่ปุ่น อินเดีย ไต้หวัน หรือจากที่อื่นๆ ที่ไม่เคยนำเสนอที่ไหนมาก่อนมาให้ผู้ชมทั้งในเอเชียและทั่วโลกได้รับชม โดยในปีนี้ ยอดชมภาพยนตร์ซีรีส์จากเอเชียกว่าครึ่งมาจากผู้ชมที่อยู่นอกภูมิภาคเอเชีย ดังนั้นเรามั่นใจว่าภาพยนตร์และซีรีส์จากเอเชียชุดใหม่นี้จะได้รับความนิยมทั้งในประเทศแถบเอเชียและทั่วโลก

ภาพยนตร์และซีรีส์ที่เปิดตัวในวันนี้จะรวมอยู่ในคอลเลกชั่นเนื้อหาจากเอเชีย ฮอลลีวูด และนานาชาติของ Netflix ซึ่งสมาชิก สามารถเลือกรับชมในเวอร์ชั่นภาษาท้องถิ่นและบนอุปกรณ์ต่างๆ ได้ตามความต้องการ โดยไม่มีโฆษณาหรือข้อผูกมัดใดๆ

งาน “See What’s Next: Asia” ในวันนี้มีสื่อมวลชนและผู้นำเทรนด์ในวงการต่างๆ กว่า 200 คน จาก 11 ประเทศในเอเชียเข้าร่วมงาน โดยนำเสนอผลงานใหม่จาก Netflix ดังต่อไปนี้

●         นาร์โคส: เม็กซิโก (Narcos: Mexico) – Exclusive Clip

●         เมาคลี ตำนานแห่งเจ้าป่า (Mowgli: Legend of the Jungle)

o   กำหนดฉายในโรงภาพยนตร์บางแห่งตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน และสามารถชมทาง Netflix ทั่วโลกในวันที่ ธันวาคมนี้

●         ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด (Kingdom) ซีซันแรก

●         จับให้ได้ ไล่ให้ทัน! (BUSTED!)

ผลงานจาก Netflix ที่ผู้ชมจะสามารถรับชมได้เร็วๆ นี้

เรื่องราวจากอนิเมชั่นยอดนิยมที่ผสมผสานสุดยอดฝีมือแห่งวงการเข้ากับเนื้อหาที่ผู้ชมคุ้นเคย

  • Pacific Rim เรื่องราวมหากาพย์การต่อสู้ระหว่างไคจู (Kaiju) และหุ่นเยเกอร์ (Jeager) จากหนังใหญ่ เรื่อง กลายมาเป็นอนิเมชั่นซีรีส์ที่ขยายเรื่องราวต่อจากเดิมเพื่อติดตามการต่อสู้ของ พี่น้อง เด็กหนุ่มผู้มีอุดมการณ์และน้องสาว ผู้ไร้เดียงสาซึ่งถูกบังคับให้ขับเคลื่อนหุ่นเยเกอร์ ที่ถูกทิ้งไว้ข้ามดินแดนอันตรายของศัตรูเพื่อแยกกันตามหาพ่อแม่ที่หายไป  เป็นผลงานการเขียนบทร่วมของเคร้ก ไคล์ (Craig Kyle) ผู้เขียนบท Thor: Ragnarok และเกร็ก จอห์นสัน (Greg Johnson) ผู้เขียนบท X-Men: Evolution สร้างโดย Legendary Entertainment ซึ่งเป็นผู้สร้าง Kong: Skull Island
  • อัลเทอร์ด คาร์บอน (Altered Carbon) ผลงานอนิเมชั่นที่อยู่ในจักรวาลเดียวกับซีรีส์ไซไฟ live-action สุดล้ำของ Netflix (กำลังถ่ายทำซีซันที่ 2) มีการสร้างมิติใหม่ให้กับตำนานในเรื่อง เป็นผลงานประพันธ์ของดาอิ ซาโตะ (Dai Sato) ผู้แต่งCowboy Bebop, Samurai Champloo และ Tsukasa Kondo ถ่ายทำที่ Anima อนิเมชั่นสตูดิโอ
  • Cagaster of an Insect Cage ดัดแปลงมาจากมังงะญี่ปุ่น นำเสนอเรื่องราวหลังวันโลกาวินาศซึ่งมีโรคประหลาดชื่อ“Cagaster” เกิดขึ้นบนโลก และทำให้คนกลายเป็นแมลงยักษ์ที่ร้ายกาจ มาตามดูกันว่าหนุ่มสาวคู่หนึ่งจะสามารถต่อสู้ฝ่าฟันเพื่อให้อยู่รอดท่ามกลางเหล่าแมลงยักษ์ร้ายนี้ได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของโคอิชิ ชิการะ (Koichi Chigira) ผู้อยู่เบื้องหลัง Last Exile, Full Metal Panic! ถ่ายทำที่ Gonzo อนิเมชั่นสตูดิโอซึ่งเคยใช้ถ่ายทำ Hellsing, Afro Samurai
  • Yasuke เป็นเรื่องราวของซามูไรนักรบในสมัยสงครามผู้กล้าแกร่ง ชนชั้นศักดินาญี่ปุ่นที่ยึดถือศักดิ์ศรีเหนือยิ่งชีวิต เมื่อซามูไรสูงวัยต้องชักดาบของเขาอีกครั้งเพื่อปกป้องเด็กคนหนึ่งที่กองกำลังลับต้องการกำจัด เป็นฝีมือการสร้าง และกำกับของเลอฌอน โทมัส (LeSean Thomas) ผู้เคยฝากผลงานไว้กับ The Boondocks, Cannon Busters นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้อำนวยการสร้างอีกด้วย Flying Lotus ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่จะทำดนตรีประกอบภาพยนตร์และเป็นผู้อำนวยการสร้างร่วมกับลาคีธ สแตนด์ฟิลด์ (Lakeith Standfield) ซึ่งเคยฝากผลงานไว้กับ Atlanta, Sorry to Bother You จะรับหน้าที่ผู้พากย์เสียง“Yasuke” ตัวเอกของเรื่อง (เรื่องราวตามประวัติศาสตร์ของซามูไรผู้มีถิ่นกำเนิดในประเทศทวีปแอฟริกาที่ต่อสู้ร่วมกับโอดะ โนบุนากะ) ถ่ายทำที่ MAPPA อนิเมชั่น สตูดิโอซึ่งเคยใช้ถ่ายทำ Yuri On Ice และ Kakegurui
  • Trese เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองมะนิลาซึ่งมีสัตว์ในตำนานของชาวฟิลิปปินส์อาศัยอยู่ปะปนกับมนุษย์ โดย Alexandra Trese ต้องต่อสู้กับอาชญากรร้ายซึ่งมีพลังร้ายกาจเหนือมนุษย์ Trese เป็นอนิเมชั่นซีรีส์ที่ดัดแปลงมากจากนวนิยายภาพของฟิลิปปินส์ในชื่อเดียวกัน ซึ่งประพันธ์โดยบัดเจ็ตต์ ทาน (Budjette Tan) และ โคโจ บัลดิสซิโม (Kajo Baldissimo) โดยมีเจย์ โอลิวา (Jay Oliva) เป็นผู้อำนวยการผลิต ซึ่งเคยฝากผลงานไว้ใน Wonder Woman, The Legend of Korra และสร้างโดยชานตี้ ฮาร์แมน (Shanty Harmayn) และทันยา ยูซอน (Tanya Yuson) ถ่ายทำที่ BASE Entertainment ซึ่งเป็นสตูดิโอในจาการ์ตาและสิงคโปร์

ผลงานต้นฉบับจากประเทศไทย

  • เคว้ง (The Stranded) เป็นเรื่องราวของ “คราม” ชายหนุ่มวัย 18 ปีผู้รอดชีวิตจากภัยพิบัติสึนามิในหมู่เกาะแห่งทะเลอันดามันพร้อมด้วยเพื่อนนักเรียนจากโรงเรียนเอกชนชื่อดังอีก 36 คน หลังเกิดเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวบนเกาะและความช่วยเหลือยังมาไม่ถึง ครามต้องลุกขึ้นเป็นผู้นำเพื่อช่วยเหลือตัวเองและเพื่อนให้รอดจากสถานการณ์ครั้งนี้ “เคว้ง” เป็นผลงานการกำกับของโสภณ ศักดาพิศิษฏ์ และผลิตโดยจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (GMM Grammy) และ H2L Media Group (เรื่องนี้นับเป็นผลงานซีรีส์เรื่องแรกของ Netflix ที่ผลิตร่วมกับ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ หลังจากจับมือทำสัญญาผลิตผลงานร่วมกัน) และมีเอกชัย เอื้อครองธรรมแกรี่ เลวินสันสตีเวน ซิมส์บิลลี่ ไฮน์ และ คริสเตียน เดอร์โซส์ เป็นผู้อำนวยการสร้าง

www.netflix.com/thestranded / www.netflix.com/เคว้ง

  • อุบัติกาฬ (Shimmers) เป็นซีรีส์ดราม่าเกี่ยวกับวัยรุ่น คนในโรงเรียนห่างไกลแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศไทย กลุ่มวัยรุ่นถูกผีจากอดีตของตัวเองหลอกหลอนในช่วงปิดเทอม และยังพบว่ามีสิ่งลี้ลับชวนสยองขวัญที่น่ากลัวกว่านั้นคอยคุกคาม ผลงานกำกับโดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง และสิทธิศิริ มงคลศิริ

 www.netflix.com/shimmers / www.netflix.com/อุบัติกาฬ  

ผลงานต้นฉบับจากประเทศจีน

  • Triad Princess สร้างจากเค้าโครงซีรี่ส์ไต้หวัน เป็นเรื่องราวของแองจี้ หญิงสาวซึ่งเติบโตมาจากการเลี้ยงดูของพ่อผู้เป็นอั้งยี่ เธอต้องการมีชีวิตเป็นของตัวเองและไม่ยอมทำตามความต้องการของพ่อจึงตัดสินใจรับงานเป็นบอดี้การ์ดแบบไม่เปิดเผยตัวให้กับนักแสดงสาวที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ซึ่งทำให้แองจี้ต้องพบโลกใบใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ที่เต็มไปด้วยแสงสี สิ่งล่อตาล่อใจ รวมถึงความรักด้วย นำแสดงโดยยูจีน หลิว (Eugene Liu) และแจสเปอร์ หลิว (Jasper Liu) ผลงานการกำกับโดยนีล หวู่ (Neal Wu)และสร้างโดย mm2 และ Goodfilms Workshop

www.netflix.com/triadprincess / www.netflix.com/极道千金  

ในช่วงท้ายวันแรกของงาน รีด เฮสติงส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ Netflix ได้ประกาศการต่อสัญญา ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด (Kingdom) เป็นซีซันที่ ซึ่งจะเป็นเรื่องราวหลังการจากไปอันน่าพิศวงของกษัตริย์องค์หนึ่ง และการก่อกำเนิดของโรคระบาดร้ายแรง โดยซีซันแรกจะพร้อมรับชมบน Netflix พร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 25 มกราคม 2562

from:http://mobileocta.com/netflix-see-whats-next-asia/

คู่แข่ง Netflix มาแล้ว! เตรียมพบ Disney+ สตรีมมิ่งของดิสนีย์ จะมีซีรีส์เอาใจสาวก ตั้งแต่ Star Wars ยัน Marvel

ในที่สุด Disney ก็เปิดเผยชื่อบริการสตรีมมิ่งของตัวเองออกมา โดยใช้ชื่อว่า “Disney+” ตอนนี้เตรียมผลิตซีรีส์เอาใจสาวก พร้อมให้บริการในสหรัฐอเมริกาปลายปี 2019

Disney+
Disney+

คู่แข่ง Netflix ตัวจริงมาแล้ว

ถ้ายังจำกันได้ ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า Disney จะหยุดเผยแพร่เนื้อหาบน Netflix ทั้งหมดในปี 2019 และจะทำสตรีมมิ่งของตัวเอง แต่ยังไม่ได้เปิดเผยชื่อออกมาอย่างเป็นทางการ

ล่าสุด Bob Iger ซีอีโอของดิสนีย์ ยืนยันแล้วว่า บริการสตรีมมิ่งของ Disney จะใช้ชื่อว่า “Disney+” โดยจะพร้อมให้บริการในช่วงปลายปี 2019 ในสหรัฐอเมริกาเป็นที่แรก

Iger เคยบอกไว้นานแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องสนใจแพลตฟอร์มอย่าง Netflix เพราะ Disney มีคอนเทนต์ของตัวเองที่มีความต้องการในตลาดสูงอยู่แล้ว เช่น Star Wars, Marvel หรือการ์ตูน Pixar

Bob Iger ซีอีโอของ Disney | Photo: Shutterstock
Bob Iger ซีอีโอของ Disney | Photo: Shutterstock

Disney+ จะมีคอนเทนต์อะไรบ้าง?

แน่นอนว่า ในขั้นแรกหลังจากที่ Disney ถอดคอนเทนต์ออกจาก Netflix ในปี 2019 และเริ่มให้บริการ Disney+ สตรีมมิ่งของตัวเอง 

ซีอีโอของดิสนีย์ เผยว่า Lucasfilm (ที่ Disney ซื้อมาแล้ว) จะถ่ายทำซีรีส์ Star Wars ในปีหน้า 2019 และฉายลง Disney+ 

นอกจากนั้น จะส่งซีรีส์เอาใจสาวกในจักรวาลมาร์เวล ออกมาให้รับชม ล่าสุด ซีอีโอยืนยันด้วยว่า Marvel Studio กำลังถ่ายทำซีรีส์ของ Loki เพื่อฉายลง Disney+

ไม่หมดแค่นั้น การ์ตูนขวัญใจคนทั่วโลกของ Pixar และ Disney อีกหลายเรื่อง เช่น Monster Inc. หรือ High School Musical ได้มีการวางแผนแล้วว่าจะนำเอามาทำเป็นซีรีส์ลง Disney+ ด้วย

การเปิดตัว Disney+ ที่เป็นสตรีมมิ่งของค่าย ส่งความชัดเจนออกมาอย่างหนึ่งว่า คำตอบของวงการนี้คือซีรีส์

พูดง่ายๆ คือ Disney+ ไม่ต่างอะไรกับ Netflix ที่ต้องทำ Original Content ที่เป็นซีรีส์ออกมาดึงดูดผู้คน เพราะทั้งน่าติดตาม และทั้งหาที่ไหนไม่ได้ในโลก เป็น exclusive ที่เดียว

ในความเหมือน มีความต่าง เพราะแม้ Disney จะทำซีรีส์เช่นกัน แต่อย่าลืมว่า ความได้เปรียบของ Disney คือสาวกที่มีอยู่แล้วทั่วโลก

  • ศึกสตรีมมิ่งน่าติดตามมากขึ้น เพราะ Netflix ที่มาก่อนในตลาด แถมมีซีรีส์ Original Content เด็ดๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมัดใจคนดู

ส่วน Disney มาทีหลัง แต่ยิ่งใหญ่ เพราะเตรียมผลิตซีรีส์ที่มีสาวกคอนเทนต์รอชมอยู่แล้วทั่วโลก

งานนี้สนุกแน่!

ที่มา – The Walt Disney Company

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/disney-streaming-platform/

อินเดียคือตลาดใหญ่ Netflix เปิดตัวหนังออรอจินัลคอนเทนต์ของอินเดีย 9 เรื่อง

ในงาน “See What’s Next: Asia” ที่ Netflix จัดขึ้นเป็นครั้งแรก นอกจากเปิดตัวคอนเทนต์จากฝั่งเอเชียโดยเฉพาะกว่าสิบเรื่องแล้ว Netflix ยังเปิดตัวออริจินัลฝั่งอินเดียถึง 9 เรื่อง เป็นหนัง 8 เรื่องและซีรีส์ 1 เรื่อง ประกอบด้วย

  • Typewriter ซีรีส์เรื่องสยองขวัญเกี่ยวกับบ้านผีสิงและหนังสือผีสิง
  • Chopsticks เรื่องราวของเด็กสาวอัจฉริยะที่พยายามแก้เผ็ดแกงค์นักเลงขโมยรถในมุมไบ
  • Bulbul เรื่องของ Satya ที่ต้องแยกจาก Bulbul น้องสาวเพราะต้องไปเรียนต่ออังกฤษ เมื่อกลับมาพบว่ามีเรื่องร่วประหลาดเกิดขึ้นที่หมู่บ้านและเขาต้องแก้ไขมัน
  • Upstarts เรื่องราวของสตาร์ทอัพอินเดียที่มีความรักแบบชายรักชายเข้ามาเกี่ยวข้อง
  • Cobalt Blue สร้างจากนิยายขายดี เป็นเรื่องของน้องสาวพี่ชายที่ตกหลุมรักคนๆ เดียวกัน
  • 15th August เกี่ยวกับการต่อสู้ของชนชั้นกลางในอินเดีย
  • Music Teacher เป็นเรื่องราวของครูสอนดนตรีที่มุ่งมั่นจะทวงคืนชื่อเสียงของตัวเอง
  • Hotel Mumbai สร้างจากเรื่องจริงของผู้รอดชีวิตเหตุการณ์ก่อการร้ายในมุมไบในปี 2008
  • Firebrand เรื่องราวของทนายความที่ประสบความสำเร็จและเคยเป็นเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศ

Netflix มีออริจินัลคอนเทนต์ในอินเดียมาก่อนหน้านี้คือเรื่อง Sacred Games ถือเป็นเรื่องแรกและประสบความสำเร็จมากในอินเดีย และในงาน See What’s Next: Asia นั้น Ted Sarandos ผู้บริหารของ Netflix ตำแหน่ง Chief Content Officer ระบุว่าในจำนวนลูกค้าที่มีทั่วโลกของ Netflix อินเดียคือหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท

ที่มา – Engadget และ Netflix

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/106345