คลังเก็บป้ายกำกับ: Networking

Cisco เปิดตัว Cisco WAP581 Access Point มาตรฐาน 802.11ac ใหม่ล่าสุดสำหรับ SMB

Cisco ผู้ให้บริการโซลูชันด้านเครือข่ายและ Data Center ชั้นนำของโลก ประกาศเปิดตัว Cisco WAP581 ซึ่งเป็น Access Point รุ่นใหม่ที่รองรับมาตรฐาน 802.11ac Wave 2 และการเชื่อมต่อระดับ 2.5G ที่ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งานในบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMB) โดยเฉพาะ

Cisco WAP581 Access Point รุ่นใหม่นี้ รองรับการรับส่งข้อมูลแบบ Dual Radio บนคลื่นความถี่ทั้ง 2.4 และ 5 GHz ถูกออกแบบมาสำหรับใช้งานภายในอาคาร ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นดังนี้

  • รองรับเทคโนโลยี MU-MIMO แบบ 4×4 บนย่านความถี่ 5 GHz และ 3×3 MIMO บนย่านความถี่ 2.4 GHz
  • รองรับการเชื่อมต่อ LAN แบบ 2.5 GE และ 1 GE และมาพร้อมคุณสมบัติ Energy-Efficient Ethernet และ Link Aggregation
  • รองรับการวิเคราะห์คลื่นสเปกตรัม ซึ่งช่วยตรวจจับและแก้ปัญหาสัญญาณรบกวน
  • รองรับฟีเจอร์ Captive Portal สำหรับควบคุมการใช้ระบบเครือข่ายไร้สายของผู้ใช้งานชั่วคราว (Guest)
  • รองรับการพิสูจน์ตัวตนแบบ WPA2, 802.1X และ RADIUS
  • สามารถบริหารจัดการได้แบบรวมศูนย์โดยไม่ต้องใช้ Controller ในการควบคุม
  • พร้อมทำงานร่วมกับแพลตฟอร์ม Cisco FindIT Network Management

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.cisco.com/c/en/us/products/wireless/wap581-wireless-ac-n-dual-radio-wave-2-access-point-2-5gbe-lan/index.html

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-releases-cisco-wap581-access-point-for-smb/

Advertisements

[รีวิว] ยกระดับ Wi-Fi ภายในบ้านด้วย TP-Link Archer C2300

เทคโนโลยีเครือข่ายนั้น กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ทุกวันนี้ผู้ใช้ตามบ้านเกือบทุกคนที่ติดตั้งอินเทอร์เน็ตจากโอเปอเรเตอร์ จะได้รับเราเตอร์กระป๋องมาตัวหนึ่ง ซึ่งความสามารถของมันนั้น “ห่วยแตก” อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็น การส่งสัญญาณที่ติดขัด, สัญญาณส่งออกไม่ได้เมื่อเจอประตูห้องกั้นขวาง, หรือแค่ทำงานคนละชั้นเท่านั้นสัญญาณก็ ไปไม่ถึงเสียแล้ว

เราได้รับผลิตภัณฑ์ Gigabit Router มาตัวหนึ่งจากค่าย TP-Link ในรุ่น Archer C2300 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทรง พลังด้านระบบไร้สาย ออกมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาต่างๆ กับเราท์เตอร์รุ่นเก่าที่แถมมาฟรีกับโอเปอเรเตอร์ ให้ความเร็ว รวมทั้งสิ้น 2,225 เมกะบิต หรือเทียบเท่าประมาณ 2.3 กิกะบิตต่อวินาที่ ขจัดปัญหาของการโอนถ่ายข้อมูลไปอย่างสิ้นเชิงกับความเร็วที่น่าทึ่ง

วิเคราะห์ตัวอุปกรณ์
TP-Link Archer C2300 ออกแบบมาให้ดูมีเสน่ห์และขนาดกะทัดรัด ด้วยรูปทรงเหลี่ยมพร้อมลวดลายด้านบนที่นอกจากจะมีความสวยงามแล้วยังเป็นตัวระบายความร้อนในตัว พร้อมกับมีเสารับ-ส่งสัญญาณจำนวนสามเสา ที่ปรับระดับได้ตามต้องการ โดยอุปกรณ์ที่ให้มาก็มีตัว TP-Link Archer C2300, คู่มือติดตั้ง, อะแดปเตอร์, สายไฟ, เสาสัญญาณ โดยมีคุณสมบัติมากมาย

ปุ่ม, พอร์ต, และไฟ LED
TP-Link Archer C2300 มาพร้อมกับปุ่มต่างๆ พร้อมทั้งพอร์ตและไฟ LED แสดงสถานะ อันประกอบด้วย

1. ปุ่ม Power สำหรับเปิดปิดเครื่อง
2. ปุ่ม ปุ่มสำหรับใช้งานระบบ Wi-Fi Protected Setup (WPS) ซึ่งเป็นฟีเจอร์หนึ่งที่เอาไว้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก ที่รองรับ WPS เพื่อให้อุปกรณ์ทั้งคู่รู้จักกันในทันที
3. ปุ่ม Wi-Fi On/Off สำหรับเปิดปิดสัญญาณระบบ Wi-Fi
4. พอร์ต USB 2.0 และ USB 3.0 อย่างละ 1 พอร์ต
5. พอร์ต RJ45 สำหรับรับสัญญาณอินเทอร์เน็ต 1 พอร์ต และอีก 4 พอร์ตสำหรับต่อไปยังเครื่องอื่นๆ รองรับระบบ Gigabit Ethernet
6. ปุ่ม Reset เล็กๆ ใกล้ๆ กัน
7 ไฟ LED จะแสดงสถานะของระบบไม่ว่าจะเป็นสัญญาณแบบ 5 GHz, 2.4 GHz และสัญญาณ Internet เป็นต้น (คุณสามารถที่จะปิดไฟ LED ได้โดยมีปุ่มด้านบนตัวเครื่อง ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เวลากลางคืนแสง LED จะได้ไม่รบกวนสายตาเวลานอน)

การติดตั้ง
การติดตั้งอุปกรณ์ TP-Link Archer C2300 ทำได้อย่างง่ายดาย (อ่านคู่มือแค่ 1 นาที ก็ติดตั้งได้แล้ว)

1. ให้คุณปิดเราท์เตอร์ตัวหลักที่บ้านก่อน (ที่แถมมากับค่ายโอเปอเรเตอร์นั่นแหล่ะ)
2. เอาสาย LAN เชื่อมระหว่าง Archer C2300 และเราท์เตอร์ที่บ้านเข้าด้วยกัน
3. เปิดเราท์เตอร์หลักที่บ้าน (รอสัก 2 นาที ให้เราท์เตอร์มันทำงาน) แล้วจากนั้นก็ค่อยเปิดตัว Archer C2300
4. ทุกอย่างเป็นอันเรียบร้อย !!

หลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว ในกรณีถ้าคุณอยากใช้งานเลยทันที !! คุณก็จะพบว่ามีสัญญาณ Wi-Fi ออกมาให้คุณเลือกจำนวนสองคลื่นความถี่ (SSID) ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้นที่ตั้งมาจากโรงงาน จะมีให้เลือกทั้งแบบ 2.4 GHz และ 5GHz (สำหรับเครื่องใดที่รองรับ 5GHz ก็จะเห็นคลื่นความถี่อันนี้) โดยค่า SSID เริ่มต้นที่ผมได้รับคือ TP-Link_26DC และมีพาสส์เวิร์ดตามในแผ่นคู่มือคือ 58893678 โดยคุณสามารถที่จะเปลี่ยนค่าต่างๆ ได้ตามต้องการในตอนที่คุณเข้าไปยังหน้าเว็บสำหรับบริหารจัดการ

การใช้งานและการคอนฟิกค่าต่างๆ
สำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและต้องการปรับแต่งค่าคอนฟิกูเรชั่นเพิ่มเติม เช่น เปลี่ยนค่า SSID, เปลี่ยนพาสส์เวิร์ด, กำหนดค่า IP, การตั้งค่า Security, การตั้งค่า Firewall, การทำ Guest Network, การตั้งค่า DHCP Server, การเซตค่า Wireless ฯลฯ ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยที่

1. เข้าไปที่ http://192.168.0.1 ซึ่งเป็นเป็นค่าเริ่มต้นของตัว Archer C2300 หรือจะผ่านทาง http://tplinkwifi.net ก็ทำได้เช่นกัน

2. ครั้งแรกของการใช้งานคุณต้องกำหนดพาสส์เวิร์ดสำหรับการเข้าใช้งานหน้าจัดการอันนี้ก่อน โดยผมเลือกเป็น 12345

3. ในแท็บ Quick Setup จะมีขั้นตอนให้คุณดูอย่างเข้าใจง่ายๆ เช่นการกำหนด Time Zone, กำหนดชนิดของการเชื่อมต่อ (ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นค่าเริ่มต้น) ให้คลิก Next ไป ถัดจากนั้นก็มาถึงหน้า Wireless Settings ซึ่งจุดนี้เองที่สามารถเปลี่ยนค่า SSID และพาสส์เวิร์ดตามต้องการก็ได้ แต่ผมไม่ได้เปลี่ยนค่าอะไรให้มันคงค่าเหมือนเดิมไว้จากนั้น ก็คลิก Next และมันจะสรุปค่าต่างๆ ที่เราตั้งมาให้เบื้องต้น แล้วจากนั้นกด Save เพียงแค่นี้คุณก็ใช้งานได้แล้ว

หน้า Quick Setup
หน้า Quick Setup

4. ตามมาดูในแท็บของ Basic และ Advanced กันบ้าง ในแท็บทั้งคู่นี้จะมีฟีเจอร์คล้ายๆ กัน หน้า Network, หน้า Wireless, หน้า USB Sharing, การเซต Parental Control สำหรับป้องกันการใช้งานเด็ก เป็นต้น ส่วนหน้า Advanced จะเพิ่มการเซตอัพค่าระดับสูงต่างๆ เพิ่มเข้ามาเช่น การทำ NAT Forwarding, การเซตค่า QoS, การเซตค่า Security ทั้ง Firewall และการป้องกัน DDoS แม้กระทั่งการจัดการ IPv6 ก็เช่นกัน

หน้า Basic

 

หน้า Advanced
หน้า Quick Setup : เมนู QoS

ทดสอบประสิทธิภาพ
เราได้ต่อเชื่อม TP-Link Archer C2300 เข้ากับเราท์เตอร์หลัก จากนั้นก็พบสัญญาณที่เต็มเปี่ยม เนื่องจากเสาสัญญาณมีถึง 3 เสา มาพร้อมกับเทคโนโลยีอย่างเช่น MU-MIMO ที่ให้ความเร็วกว่าเดิมถึง 3 เท่า เนื่องจากว่าเทคโนโลยีนี้จะส่งสัญญาณพร้อมๆ กันไปยังดีไวซ์ที่เข้ามาเชื่อมต่อ ซึ่งแตกต่างจากเราท์เตอร์ตัวเดิมที่จะส่งสัญญาณไปในลักษณะครั้งต่อครั้ง ทำให้เกิดความล่าช้าในกรณีที่มีอุปกรณ์มาเชื่อมต่อหลายๆ ตัว อีกทั้งยังมีตัว CPU ที่เป็นแบบ Dual-Core CPU ขนาด 1.8 GHz คอยประมวลผลให้เครื่อง ซึ่งทำให้ความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลเป็นไปได้อย่างรวดเร็วทันใจไม่ติดขัด

นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่ผมชอบอีกอย่างก็คือเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Range Boost ที่มันพิเศษตรงที่ตัว Archer C2300 ที่จะสามารถหาอุปกรณ์ที่มาต่อเชื่อมไม่ว่าจะเป็นมือถือ, โน้ตบุ๊ก, Tablet, Smart TV ได้ดีกว่า ไม่ว่าจะอยู่ต่างห้อง หรือบริเวณจุดอับสัญญาณ (ที่เราท์เตอร์หลักหาไม่พบ) ช่วยให้ทุกคนที่อยู่ตามห้องต่างๆ สามารถใช้งานสัญญาณ Wi-Fi ได้อย่างไม่ติดขัดเลย

แอพพลิเคชั่น Tether
TP-Link ได้ออกแอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจชื่อว่า Tether มาให้ใช้งานผ่านทางสมาร์ทโฟนไม่ว่าจะเป็น iOS และ Android ซึ่งเพียงแค่ดาวน์โหลดลงมาและเข้าสู่หน้าบริหารจัดการผ่านทางยูสเซอร์เนมและพาสส์เวิร์ดที่สร้างไว้ตอนแรก โดยมีเครื่องมือขนาดย่อมให้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการปิดเปิดไฟ LED, การบล็อกการทำงานหรือการเปิดการใช้งานให้แก่อุปกรณ์ที่มาเชื่อมต่อ Wi-Fi, การกำหนดเวลา, ปิดเปิดเครื่อง และอื่นๆ เป็นต้น


บทสรุป
TP-Link Archer C2300 เป็นอุปกรณ์ Gigabit Router ที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเทคโนโลยี NitroQAM MU-MIMO, Range Boost และ CPU ขนาด 1.8 GHz ทำให้เราท์เตอร์รุ่นนี้สามารถสร้างความเร็วอย่างสูงสุดให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ที่มาต่อเชื่อม ได้โดยไม่ติดขัดและขยายสัญญาณไปยังห้องทำงานต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม ที่ให้ความเร็วเพิ่มมากขึ้นถึง 25% โดยอัตโนมัติเลยทีเดียว !!

นอกจากนั้นแล้วในกรณีที่คุณมีการใช้สตอเรจภายนอกอย่าง NAS เพื่อทำไฟล์แชร์ริ่ง ด้วยเทคโนโลยี Link Aggregation ที่มาพร้อมให้ ช่วยให้คุณสามารถเร่งความเร็วการส่งผ่านข้อมูล โดยผสานพอร์ต Ethernet ทั้งสองเข้าด้วยกัน สามารถเร่งอัตราการส่งข้อมูลได้สูงถึง 2 กิกะบิต ทำให้การรับส่งไฟล์ขนาดใหญ่หรือการใช้งานมัลติมีเดียเร็วขึ้นกว่าเราท์เตอร์รุ่นเก่าเกือบ 100% เมื่อเทียบคุณสมบัติและราคา ถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับเราท์เตอร์ขนาดกิกะบิตที่มีฟังก์ชันครบครันเช่นนี้ สำหรับปัจจุบัน TP-Link Archer C2300 วางจำหน่ายในราคา 5,900 บาท พร้อมการรับประกันแบบ Limited Lifetime Warranty

ท่านใดสนใจสามารถติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
www.tp-linkco.th , Line :@tplink , Facebook: www.facebook.com/TPLinkTH

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/7658

Case Study: บริหารจัดการผู้ใช้ Wi-Fi ชั่วคราวอย่างชาญฉลาดด้วย HPE Aruba

บทความนี้เป็นกรณีศึกษาของการนำ HPE Aruba ทั้งโซลูชันระบบเครือข่ายไร้สายและ ClearPass เข้ามาใช้พิสูจน์ตัวตน ควบคุม และติดตามการใช้ระบบ Wi-Fi ของผู้ใช้งานชั่วคราวของบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน ไม่ว่าจะเป็นแขกของบริษัท หรือลูกค้าที่เข้ามาติดต่อ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่บริษัทกำหนด รวมไปถึงการจัดเก็บ Log ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับปี 2560

ปัญหาและความท้าทาย

บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็น Value Added Distributor ชั้นนำของประเทศไทย ที่แต่ละวันต้องให้บริการแขกและลูกค้าที่เดินทางมาติดต่อที่บริษัทเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ทั้งแขกและลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด ทางบริษัทจึงให้บริการ Guest Wi-Fi สำหรับเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตชั่วคราวสำหรับให้ผู้ใช้เหล่านั้นสามารถเช็คอีเมล ติดต่อสื่อสาร และใช้งานโซเชียลมีเดียได้

อย่างไรก็ตาม ระบบ Wi-Fi ที่ใช้งานอยู่ในขณะนั้นมีข้อจำกัดในการพิสูจน์ตัวตนที่ยุ่งยากและใช้เวลาดำเนินการค่อนข้างนาน รวมไปถึงการกำหนดนโยบายเพื่อควบคุมการใช้งานที่ทำได้อย่างยากลำบาก ส่งผลให้อาจเกิดการรุกล้ำเข้ามายังระบบเครือข่ายภายในของบริษัทโดยไม่ได้ตั้งใจ นอกจากนี้ การที่ไม่สามารถระบุตัวตนและติดตามการใช้งานย้อนหลังได้อย่างครบถ้วนทำให้ขัดกับนโยบายการจัดเก็บ Log ของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับปี 2560 ที่ประกาศใช้งานไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

เลือกใช้ HPE Aruba สำหรับจัดการระบบเครือข่ายไร้สาย

เพื่อให้สามารถพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้บริการระบบ Wi-Fi ชั่วคราวได้อย่างรวดเร็ว และสามารถควบคุมการใช้งาน รวมไปถึงติดตามพฤติกรรมการใช้ย้อนหลังได้อย่างครอบคลุม ทางบริษัท ในฐานะที่เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ HPE Aruba นอกจากจะแนะนำโซลูชันทางด้านเครือข่ายไร้สายที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าแล้ว ยังเลือกติดตั้งโซลูชันดังกล่าวในบริษัทของตนเพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยในการใช้ระบบ Wi-Fi อีกด้วย ซึ่งโซลูชันที่เลือกใช้ประกอบด้วย

Aruba ClearPass: ระบบริหารจัดการนโยบายสำหรับควบคุมการใช้ระบบเครือข่ายของบริษัท โดยรวมโซลูชัน AAA, NAC, BYOD และ Guest Access เข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว บริษัทเลือกใช้โซลูชันนี้เพื่อทำ Self-service Registration และ Facebook Wi-Fi สำหรับแขกและลูกค้าที่ต้องการใช้ระบบ Wi-Fi ชั่วคราว เพื่อลดความยุ่งยากในการพิสูจน์ตัวตน และลดภาระการทำงานของฝ่ายประชาสัมพันธ์และผู้ดูแลระบบเครือข่าย นอกจากนี้ ยังเพิ่มระบบการยืนยันการใช้งานโดยสปอนเซอร์ (Sponsor Approval) เพื่อให้มั่นใจว่าเฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Wi-Fi ของบริษัทได้

Aruba Wireless: ระบบเครือข่ายไร้สายของ HPE Aruba มาตรฐาน 802.11ac บริหารจัดการแบบรวมศูนย์ผ่าน Mobility Controller ซึ่งมีการเพิ่มฟีเจอร์ AppRF สำหรับควบคุมและติดตามการใช้งานของผู้ใช้ชั่วคราวได้ถึงระดับแอพพลิเคชัน และฟีเจอร์ Clarity สำหรับตรวจสอบรายละเอียดการพิสูจน์ตัวตนของผู้ใช้ในกรณีที่มีปัญหาไม่สามารถเชื่อมต่อกับระบบ Wi-Fi ได้ ซึ่งช่วยร่นระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาของผู้ดูแลระบบ และเพิ่มความพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้บริการ

Aruba Airwave: นอกจากนี้ บริษัทยังใช้ Aruba Airwave ในการจัดทำผังอาคารเพื่อแสดงตำแหน่ง Access Point และอุปกรณ์ทั้งหมดที่เชื่อมต่อระบบ Wi-Fi สำหรับตรวจจับจุดอับสัญญาณ และติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้ทั้งหมดแบบเรียลไทม์อีกด้วย ทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ใช้ระบบ Wi-Fi ชั่วคราวจะอยู่เฉพาะในบริเวณพื้นที่ที่กำหนด ไม่รุกล้ำเข้าไปยังเขตหวงห้ามของบริษัท

ประโยชน์ที่ได้รับ

หลังจากติดตั้งระบบ Aruba Wireless, Aruba AirWave และ Aruba ClearPass แล้ว บริษัทได้รับประโยชน์ดังนี้

  • เพิ่มความพึงพอใจแก่แขกและลูกค้าผู้ใช้บริการชั่วคราว เนื่องจากสามารถลงทะเบียนเพื่อเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้ด้วยตนเองผ่านทาง Self-service Registration หรือ Facebook
  • ลดภาระการทำงานของฝ่ายประชาสัมพันธ์และผู้ดูแลระบบในการจัดการกับผู้ใช้ระบบ Wi-Fi ชั่วคราว
  • สามารถระบุตัวตนของผู้ใช้ Wi-Fi ติดตามการใช้งาน และแสดงตำแหน่งของผู้ใช้นั้นๆ บนผังอาคารได้แบบเรียลไทม์
  • ควบคุมการใช้ระบบ Wi-Fi ของผู้ใช้ชั่วคราวให้เป็นไปตามนโยบายที่บริษัทกำหนด รวมไปถึงป้องกันการรุกล้ำเข้ามายังระบบเครือข่ายภายในขององค์กร
  • ทราบถึงประเภทของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ แอพพลิเคชันที่ใช้ และรายละเอียดการใช้งานอื่นๆ ซึ่งช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อจัดทำนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยให้รัดกุมยิ่งขึ้นได้ง่าย
  • ติดตามและจัดเก็บ Log ของผู้ใช้ระบบ Wi-Fi ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับปี 2560
ตัวอย่างภาพรวมการเข้าใช้งานของ Client

 

ตัวอย่างสรุปการพิสูจน์ตัวตนผ่าน Aruba ClearPass

 

ตัวอย่างการใช้ AppRF เพื่อแสดงแอพพลิเคชันที่ใช้งานมากที่สุด

 

ตัวอย่างสรุปอุปกรณ์ที่พิสูจน์ตัวตนผ่าน Aruba ClearPass

“หลังจากที่เรานำ Aruba Wireless, Aruba Airwave และ Aruba ClearPass เข้ามาใช้ ช่วยให้บริษัทของเราสามารถควบคุมการใช้ระบบ Wi-Fi ของผู้ใช้ชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นแขกหรือลูกค้าของทางบริษัทได้ดียิ่งขึ้น ในแง่ของความมั่นคงปลอดภัย Aruba ทำให้เราทราบว่าผู้ที่มาติดต่อเป็นใคร ใช้ Wi-Fi ทำอะไร เข้ามายุ่มย่ามกับระบบเครือข่ายของเราหรือไม่ ส่วนในแง่ของการให้บริการนั้น ลูกค้ามีความพึงพอใจดีมาก เนื่องจากสามารถลงทะเบียนขอใช้ Wi-Fi ฟรีได้ด้วยตนเอง แถมทำได้ง่ายผ่านการใช้ Facebook” — คุณสมเกียรติ์ อุดมพรพิสิษ Product Sales Specialist ของ Synnex กล่าว

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของ HPE Aruba และขอทดสอบ POC ได้ที่ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โทร 090-980-5178 หรืออีเมล hpearuba_sales@synnex.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/case-study-synnex-hpe-aruba/

TechTalk Webinar: วิดีโอย้อนหลังเรื่อง “รวมกรณีศึกษาและตัวอย่างการใช้งาน SD-WAN ในชีวิตจริง”

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าชมการบรรยาย TechTalk Webinar เรื่อง “รวมกรณีศึกษาและตัวอย่างการใช้งาน SD-WAN ในชีวิตจริง” โดย Velocloud และ PROEN Internet ที่เพิ่งจัดไปเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หรือต้องการรับชมการบรรยายซ้ำอีกครั้ง สามารถดูวิดีโอบันทึกย้อนหลังได้ที่บทความนี้ครับ

ผู้บรรยาย: คุณกังวาฬ ชินธรรมมิตร์, Director of Solution จาก Velocloud

SD-WAN เริ่มกลายเป็นมาตรฐานของการเชื่อมต่อผ่านเครือข่าย WAN ที่เข้ามาแทนที่การเชื่อมต่อยุคเก่า ด้วยคุณสมบัติด้านความง่ายในการบริหารจัดการ ประสิทธิภาพและความมั่นคงปลอดภัยสูง ในขณะที่มีต้นทุนต่ำ ทำให้ SD-WAN กลายเป็นโซลูชันที่หลายองค์กรในปัจจุบันให้ความสนใจและหันมาใช้บริการมากยิ่งขึ้น

เพื่อให้เห็นภาพการใช้งาน SD-WAN ของหลายๆ องค์กรในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น VeloCloud ได้รวบรวมกรณีศึกษาและตัวอย่างการใช้งานจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นความท้าทายในการเชื่อมต่อ WAN ในยุคดิจิทัล การนำ SD-WAN เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเชื่อมต่อสำนักงานแต่ละสาขาเข้าด้วยกัน และการออกแบบ SD-WAN ในอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ

เนื้อหาภายใน Webinar นี้ประกอบด้วย

  • แนวโน้มและความท้าทายของการเชื่อมต่อผ่าน WAN
  • คุณลักษณะและฟีเจอร์ที่สำคัญของ SD-WAN
  • Case Study: การลดภาระค่าใช้จ่าย MPLS ของสถาบันการเงิน
  • Case Study: การจัดการกับการรับส่งข้อมูลแบบ Voice สำหรับธุรกิจค้าปลีก
  • Case Study: การเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้ Office 365 ในธุรกิจโรงแรม
  • Case Study: การเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยในอุตสาหกรรมการผลิตโดยใช้ Cloud-based Web Security

from:https://www.techtalkthai.com/techtalk-webina-video-playback-sd-wan-case-studies/

Cumulus Networks แจกฟรี eBook เรื่อง BGP in the Data Center สอนแนวทางการทำ BGP Routing

Border Gateway Protocol (BGP) ได้กลายเป็น Routing Protocol ยอดนิยมภายใน Data Center ไปแล้ว อย่างไรก็ดี BGP เองก็ยังคงมีความซับซ้อนอยู่ไม่น้อย ทาง Cumulus Networks ผู้ผลิตชื่อดังทางด้านระบบ Software-defined Networking (SDN) จึงได้ออกมาสรุปเนื้อหาแนวทางการใช้งาน BGP และแจกฟรีในรูปของ eBook ให้เรานำไปศึกษากันได้

Credit: Cumulus Networks

 

eBook เล่มนี้มีชื่อว่า BGP in the Data Center ซึ่งมีผู้แต่งคือ Dinesh Dutt ผู้ดำรงตำแหน่ง Chief Scientist แห่ง Cumulus Networks โดยเนื้อหาจะครอบคลุมถึงทั้งการทำงานของ BGP, การปรับแต่ง BGP ให้ใช้งานได้ง่าย, ทฤษฎีต่างๆ เกี่ยวกับ BGP, แนวทางการออกแบบ, แนวทางการนำไปใช้งานภายใน Data Center ไปจนถึงการนำไปใช้ทำ Automation สรุปรวมให้เป็น Best Practice นำไปเป็นแนวทางการใช้งานจริง พร้อมวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับ BGP

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนและโหลดเอกสาร eBook ฉบับนี้ได้ฟรีๆ ทันทีที่ http://go.cumulusnetworks.com/l/32472/2017-04-14/91d5vj

 

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง https://www.throughwave.co.th

from:https://www.techtalkthai.com/cumulus-networks-free-bgp-in-the-data-center-ebook/

VMware ออกแพทช์อุดช่องโหว่ OSPF DoS บน NSX

VMware ออกแพทช์อุดช่องโหว่สำคัญที่ทำให้เกิด Denial of Service (DoS) จากการใช้งานโปรโตคอล OSPF บน NSX

Credit: Pavel Ignatov/ShutterStock

ช่องโหว่นี้มีรหัส CVE-2017-4920 ซึ่งทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถสร้าง Link-state advertisement (LSA) บนโปรโตคอล OSPF และส่งไปยัง Router 2 ตัวอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิด Loop และทำให้เน็ตเวิร์คใช้งานไม่ได้ในท้ายที่สุด อย่างไรก็ตามผู้ที่ใช้งานโปรโตคอล OSPF บน NSX เท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบจากช่องโหว่นี้

โดยแพทช์นี้เป็นการอุดช่องโหว่บน VMware NSX-V Edge Component ซึ่งผู้ที่ใช้งานเวอร์ชัน 6.2.x และ 6.3.x จะได้รับผลกระทบ ไม่มี Workaround ในการแก้ไข ผู้ดูแลระบบจึงควรทำการอัปเดตแพทช์ไปใช้งานเวอร์ชัน 6.2.8 หรือ 6.3.3 ทันที

ที่มา : https://www.vmware.com/security/advisories/VMSA-2017-0014.html

from:https://www.techtalkthai.com/vmware-releases-nsx-ospf-dos-patch/

สิ่งที่คุณควรจะต้องรู้เกี่ยวกับ Li-Fi เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายอนาคต !

จุดอ่อนของ Wi-Fi มีตั้งแต่ระยะครอบคลุมที่ไกลได้ไม่มากเท่าไรนัก โดยเฉพาะเวลามีกำแพงหนาๆ กั้นระหว่างทาง, การเป็นจุดเข้าถึงเครือข่ายของแฮ็กเกอร์ เนื่องจากสารพัดเทคนิคที่ใช้เจาะระบบหรือล้วงข้อมูลได้ในขณะนี้, รวมทั้งยังจำเป็นต้องใช้ Access Point จำนวนมากในการติดตั้งเมื่อมีผู้คนจำนวนมากต้องการการเชื่อมต่อในพื้นที่เดียวกัน

ขณะที่เทคโนโลยีน้องใหม่ที่กำลังจะคลอดอย่าง Li-Fi หรือ Light Fidelity ที่ใช้โปรโตคอลไร้สายในรูปของคลื่นแสงแทนคลื่นวิทยุ โดยใช้ไฟ LED เป็นตัวส่งสัญญาณในช่วงคลื่นแสงที่อยู่นอกช่วงที่มนุษย์สังเกตได้ ซึ่ง LED ใช้ชิปควบคุมการส่งสัญญาณแสงได้ความถี่มากถึงหลายล้านครั้งต่อวินาที จึงทำให้สามารถส่งข้อมูลได้เร็วมากกว่า Wi-Fi ถึง 100 เท่า

สำหรับกลไกการทำงานของ Li-Fi นั้น แตกต่างจากหลอดไฟ LED ธรรมดาตรงที่ แผงวงจรควบคุมในหลอดแบบ Li-Fi จะทำหน้ารับส่งสัญญาณไร้สาย พร้อมทั้งถอดรหัสมาเป็นข้อมูลโดยอาศัยความแตกต่างของความเข้มแสง ซึ่งสามารถแปลงข้อมูลเชื่อมต่อกับสื่อกายภาพแบบอื่นไม่ว่าจะเป็น สายเคเบิลแบบ CAT5 ทั่วไป หรือผ่านสายเชื่อมต่อแบบ Power-Line ก็ได้

Li-Fi จะสร้างการเชื่อมต่อแบบสองทิศทางด้วยเซ็นเซอร์ตรวจจับแสงที่ต้นทางและปลายทาง เช่น ต้นทางอาจเป็นหลอดไฟ LED ภายในห้อง ส่วนปลายทางเป็นตัวอุปกรณ์พกพา หรือเป็นอุปกรณ์รับแสงที่ต่อเข้าอุปกรณ์พกพาอีกทีหนึ่ง ที่สามารถส่งคลื่นแสง LED แบบอินฟราเรดกลับไปยังหลอดไฟบนเพดานได้ โดยอุปกรณ์นี้สามารถตรวจจับหาหลอดไฟ LED ที่มีความเข้มของสัญญาณมากที่สุดระหว่างที่คุณเคลื่อนที่ไปมาได้เหมือน Wi-Fi หา AP ด้วยเช่นกัน

คาดการณ์กันว่า จะมีสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีชิปส่งสัญญาณแบบ Li-Fi ออกจำหน่ายในตลาดภายในสองถึงสามปีข้างหน้านี้ แต่ในปัจจุบันเหล่าผู้จำหน่ายอุปกรณ์พกพายังคงพุ่งเป้าในการพัฒนาให้ใช้เทคโนโลยี 5G อยู่

ซึ่งชุดอุปกรณ์เพื่อใช้เทคโนโลยี Li-Fi นี้ไม่ได้แพงแต่อย่างใด แต่ผู้ผลิตยังคงรอเห็นสิ่งที่พิสูจน์ว่ามาตรฐานนี้สามารถใช้งานได้จริง และมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายจนดูคุ้มค่ากับการที่ต้องเปลี่ยนระบบของตัวเอง อย่างแม้แต่มาตรฐาน 5G ที่เหล่าผู้ผลิตต่างพยายามทำออกสู่ตลาดนี้ก็ยังเต็มไปด้วยความลังเลเนื่องจากยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นที่ยังไม่มีใครเอามาใช้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา : http://www.networkworld.com/article/3214670/mobile-wireless/how-wi-fi-could-get-a-boost-from-li-fi.html

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/7610