คลังเก็บป้ายกำกับ: Networking

ผู้ให้บริการเครือข่ายหันมานำเสนอ Managed SD-WAN รูปแบบใหม่

แอปพลิเคชันองค์กรกำลังเริ่มที่จะโยกย้ายไปสู่ระบบคลาวด์มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ สำหรับบริการแบบมีการจัดการขั้นสูง ผู้ให้บริการที่กระตือรือร้นในการตอบสนองความต้องการขององค์กรที่ต้องการบริการ WAN ที่มีความคล่องตัวและความยืดหยุ่นมากกว่า กำลังหันไปนำเสนอบริการ Managed SD-WAN รูปแบบใหม่ SD-WAN ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ให้บริการในการรับมือกับสภาพการเชื่อมต่อขององค์กรที่เปลี่ยนแปลงไป บริการ Managed SD-WAN นำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ สำหรับผู้ให้บริการที่จะขยายส่วนแบ่งตลาดทั่วโลกในตลาดบริการ Managed WAN ที่มีมูลค่าถึง 8 หมื่นล้านเหรียญ

SD-WAN ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาความท้าทายที่ผู้ให้บริการเผชิญอยู่ในปัจจุบันนี้ นอกจากการพัฒนาเครือข่ายให้รองรับแอปพลิเคชันคลาวด์อย่างเต็มที่แล้ว SD-WAN 
ยังเข้าถึงตลาดได้อย่างรวดเร็วและมีบริการแบบมีการจัดการที่แตกต่างกันหลายระดับ นอกจากนี้ SD-WAN ยังช่วยในเรื่องการขยายบริการไปยังสถานที่ที่อยู่นอกพื้นที่และลูกค้ากลุ่มใหม่

ข้อได้เปรียบที่สำคัญอีกอย่างคือ ผู้ให้บริการสามารถสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าได้มากขึ้นและรักษาฐานลูกค้าเอาไว้ด้วยการปฏิบัติตาม SLA โดยไม่ต้องควบคุมสภาพแวดล้อมของลูกค้า (เครือข่าย การเชื่อมต่อระบบขนส่ง กำลังไฟ สายไฟเบอร์ขาด ฯลฯ) อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็สามารถลดวงจรการเตรียมใช้งานและการอัปเกรดแบบ In-service ได้ด้วย

ถึงเวลาทำการอัปเกรด

ในตอนแรกผู้ให้บริการหันมาใช้เทคโนโลยี SD-WAN เพราะต้องการประหยัดต้นทุนการใช้การเชื่อมต่อบรอดแบนด์ แต่ทว่า ข้อได้เปรียบหลักนั้นได้เปลี่ยนไปแล้วในตอนนี้ ตอนนี้เทคโนโลยี SD-WAN ถูกมองว่ามีความพร้อมใช้งานสูงกว่าและมีความสอดคล้องของแอปพลิเคชันดีกว่า ด้วยการผสานเทคโนโลยีการเข้าถึงมากมายกับการรวมสัญญาณโดยอิงตามแพคเก็ต นโยบาย Internet Breakout ที่ละเอียดและยืดหยุ่นกว่า รวมทั้งการรักษาความปลอดภัยที่ปรับปรุงให้ดีขึ้นผ่านการแบ่งเซกเมนต์ทราฟฟิกระดับไมโครแบบ Edge-to-edge

ที่สำคัญที่สุดก็คือ SD-WAN นำมาซึ่งโอกาสในการเลิกใช้เราเตอร์สาขาที่ทำงานหลายหน้าที่ซึ่งมีอายุเก่าแก่หลายสิบปี การพลิกโฉมรูปแบบทราฟฟิกและแอปพลิเคชันขนานใหญ่ (เช่น บริการคลาวด์) กำลังผลักดันให้องค์กรประเมินความต้องการด้านระบบเครือข่ายสำหรับสำนักงานสาขาใหม่อีกครั้ง ซึ่งรวมถึงความต้องการในการใช้การเชื่อมต่อ
บรอดแบนด์เพื่อเชื่อมต่อผู้ใช้ในสำนักงานสาขากับแอปพลิเคชันบนคลาวด์ได้โดยง่าย ขณะนี้ข้อกำหนดของการมีสมรรถนะสูงได้แผ่ขยายจากแอปพลิเคชันที่ติดตั้งในศูนย์ข้อมูลไปยังเครือข่ายสาขา จนทำให้การบูรณาการระบบ SaaS, IaaS และบริการคลาวด์อื่นๆ 
เข้าด้วยกันกลายเป็นข้อกำหนดไปแล้วในตอนนี้

ทำไมต้องเปลี่ยนมาใช้บริการ Managed SD-WAN

ในการสำรวจความคิดเห็นผู้ใช้ SD-WAN ซึ่งจัดทำโดย Frost & Sullivan ในปี 2016 ผู้มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับเครือข่ายธุรกิจ/ไอทีถูกขอให้ระบุเหตุผลที่ดึงดูดหรือจะดึงดูดให้พวกเขาตัดสินใจเลือกบริการ managed SD-WAN เมื่อเทียบกับการสร้างและบริหารจัดการระบบนี้เองภายในบริษัท ร้อยละห้าสิบของผู้ตอบแบบสำรวจเลือก “การบริหารจัดการบริการเครือข่ายแบบครบวงจร” เป็นเหตุผลหลักของการนำ managed SD-WAN มาใช้ และ
ร้อยละ 48 เลือก “การนำทรัพยากรที่มีอยู่มาปรับใช้ใหม่เพื่อมุ่งเน้นไปที่งานเชิงกลยุทธ์” เป็นเหตุผลที่ดึงดูดใจมากที่สุด

ความซับซ้อนของการจัดการ WAN ทำให้องค์กรจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญ ซึ่งเหตุผลนี้อาจเป็นอุปสรรคต่อการนำระบบนี้มาใช้ แม้ว่า SD-WAN จะสามารถลดความยุ่งยากในการนำ Hybrid WAN มาปรับใช้ แต่ก็ต้องมีดำเนินการและบริหารจัดการบริการเครือข่ายประเภทต่างๆ ที่จะต้องรองรับแอปพลิเคชัน WAN ที่หลากหลาย (เสียง วิดีโอ และข้อมูล) ซึ่งกระจายอยู่ในสภาพแวดล้อมไอทีแบบต่างๆ (ศูนย์ข้อมูลออนพรีมิส คลาวด์ส่วนตัว 
คลาวด์สาธารณะ เป็นต้น) ในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ต่างๆ

โมเดล Do-it-yourself (DIY) อาจฟังดูน่ากลัวเมื่อเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการการขนส่งและการเข้าถึงหลายรายจากทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ผู้ให้บริการ managed SD-WAN จึงสามารถอุดช่องว่างและมอบบริการที่มีคุณค่าด้วยการแก้ปัญหาความท้าทาย เช่น ต้นทุนและความซับซ้อน และช่วยให้องค์กรต่างๆ นำ SD-WAN มาใช้ในลักษณะที่วัดผลได้ โดยไม่ทำให้การดำเนินธุรกิจหยุดชะงักไม่ว่าในทางใดก็ตาม

หากสนใจเกี่ยวกับ SD-WAN สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Silver Peak ที่ https://www.silver-peak.com

from:https://www.techtalkthai.com/new-managed-sd-wan-for-service-providers/

Advertisements

M.Tech กลับมาขาย Citrix อีกครั้ง เตรียมดัน NetScaler ตอบโจทย์ Multi-Cloud สำหรับองค์กร

เมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมา ทาง M.Tech และ Citrix ได้ประกาศความเป็นพันธมิตรร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง ให้ M.Tech ได้กลับมาเป็น Distributor ให้กับ Citrix และผลักดันตลาดของ Citrix ให้เติบโตยิ่งขึ้นในฐานะเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยให้ภาพ Multi-Cloud ขององค์กรเป็นจริงขึ้นมาได้

 

M.Tech กลับมาเป็นตัวแทนจำหน่ายให้ Citrix อีกครั้ง

 

 

ก่อนหน้านี้เราคงจะคุ้นเคยกันดีว่า M.Tech นั้นเป็น Distributor ให้กับ Citrix มาตั้งแต่ปี 2007 และช่วยผลักดันโซลูชันด้าน Application Delivery Controller (ADC) หรือที่สมัยก่อนยังคงเรียกกันว่า Load Balancer (LB) อย่าง Citrix NetScaler ที่ทาง Citrix เข้าซื้อกิจการมาตั้งแต่ปี 2005 และค่อยๆ ขยับขยายมาผลักดันโซลูชันอื่นๆ ของ Citrix จนครบทุกผลิตภัณฑ์ในช่วงปี 2012 ก่อนที่ M.Tech จะยุติการเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับ Citrix ไปเมื่อปี 2016 เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ด้านธุรกิจของทาง Citrix เอง

ในแต่ปี 2018 นี้ ทาง Citrix ก็ได้กลับมาแต่งตั้ง M.Tech ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับ Citrix อีกครั้งหนึ่ง ด้วยความที่ทีมงานของ M.Tech นั้นมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านโซลูชันและเทคโนโลยีต่างๆ ของ Citrix เป็นอย่างดี รวมถึงยังมีประสบการณ์ด้านการ Integrate ระบบต่างๆ ของ Citrix เข้ากับเทคโนโลยีของผู้ผลิตรายอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการนำเสนอโซลูชันของ Citrix

การกลับมาจับมือกันในครั้งนี้ของ M.Tech และ Citrix ก็ถือว่าเป็นช่วงที่ได้จังหวะพอดี เพราะจังหวะนี้แนวโน้มของ Multi-Cloud กำลังมาแรงในตลาดองค์กรพอดี และการนำเสนอโซลูชันเพื่อตอบโจทย์ Multi-Cloud นี้ก็ถือเป็นโซลูชันที่ต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคนิคในเชิงลึกทั้งจากฝั่งของผลิตภัณฑ์ Citrix และความรู้ทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อทำให้โซลูชันเหล่านี้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคงปลอดภัย ซึ่ง M.Tech ก็ถือเป็นพาร์ทเนอร์รายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการขยายตลาดของ Citrix ในยามนี้แล้ว

 

Secure Digital Workspace: ตลาดหลักที่ M.Tech และ Citrix จะร่วมกันจับมือผลักดันในปี 2018

 

 

ที่ผ่านมา Cloud ถือเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในเหล่าองค์กร ทั้งในแง่ของการเติมเต็มความต้องการในฝั่ง Data Center และการเข้ามาทดแทน Application แบบเดิมๆ ที่ทำให้ผู้ใช้งานมีทางเลือกมากขึ้น แต่ความนิยมเหล่านี้เองก็ได้สร้างปัญหาทางอ้อมให้กับองค์กรเอง เนื่องจากทำให้เหล่าองค์กรมี Application และ Data ที่กระจัดกระจายอยู่บนบริการ Cloud ที่หลากหลาย ยากต่อการควบคุม ไม่ว่าจะเป็น Application สำเร็จรูปบน Software-as-a-Service (SaaS) หรือ Application ที่องค์กรพัฒนาขึ้นมาเองและติดตั้งใช้งานอยู่ภายใน Data Center ขององค์กรหรือบริการ Cloud ในกลุ่ม Infrastructure-as-a-Service (IaaS) ของผู้ให้บริการชั้นนนำอย่าง AWS, Microsoft Azure หรือ Google Cloud Platform (GCP) ก็ตาม

ในปี 2018 นี้ แนวโน้มของการที่เหล่าองค์กรจะต้องเริ่มมองหาหนทางเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการใช้ Cloud ที่หลากหลายจนยากต่อการบริหารจัดการ ทาง Citrix จึงได้พัฒนาโซลูชันทางด้าน Multi-Cloud Management เพื่อรับมือกับปัญหาการใช้งาน Application, การเข้าถึง Data ในการทำงาน และการใช้บริการ SaaS ที่หลากหลายของผู้ใช้งานและยากต่อการควบคุมนี้ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถมีพื้นที่ทำงานบนโลก Digital กลางเพียงพื้นที่เดียว เข้าถึงได้ด้วยการใช้งาน Username และ Password เดียว และควบคุมสิทธิ์การใช้งานและติดตามตรวจสอบพฤติกรรมอันอาจเป็นภัยคุกคามได้จากศูนย์กลาง ซึ่งโดยรวมแล้วโซลูชันนี้ก็มีชื่อเรียกว่า Secure Digital Workspace นั่นเอง

หากจะกล่าวโดยสรุปแล้ว ภายในโซลูชันของ Secure Digital Workspace จะประกอบไปด้วยองค์ประกอบดังต่อไปนี้

  • Application Portal พร้อม Single Sign-On (SSO) เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึง Application, PC/Notebook, File Sharing, SaaS ได้จากศูนย์กลางในหน้าเดียวด้วย Username และ Password เดียว อาจมีการเพิ่ม Two-factor Authentication เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยได้
  • ระบบ Bring Your Own Device (BYOD) ช่วยตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ในการทำงาน และสามารถบริหารจัดการหรือควบคุมได้จากระยะไกลเพื่อให้ง่ายต่อการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาโดยผู้ดูแลระบบ
  • ระบบ Application ด้าน Productivity ซึ่งรวมถึงระบบ Contact, Email, Chat และอื่นๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถสื่อสารระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
  • มีการทำ Compliance ตรวจสอบด้านความมั่นคงปลอดภัยในการเข้าใช้งาน Application และเข้าถึงข้อมูลต่างๆ อยู่เสมอ
  • มีระบบ IT Infrastructure ที่รองรับการให้บริการ Secure Digital Workspace สำหรับผู้ใช้งานจำนวนมากได้เป็นอย่างดี เช่น Virtualization, Desktop Virtualization, Application Virtualization, SD-WAN, Web Application Firewall และอื่นๆ เพิื่อเสริมทั้งประสิทธิภาพ, ความทนทาน, ความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งาน รวมถึงยังสามารถติดตั้งใช้งานบนผู้ให้บริการ IaaS ชั้นนำทั่วโลกได้หลากหลายราย

ปัจจุบันเทคโนโลยีของ Citrix สามารถตอบโจทย์ Secure Digital Workspace ได้อย่างครบถ้วนในหนึ่งเดียว อีกทั้งองค์กรเองก็ยังมีทางเลือกที่จะนำโซลูชันจากผู้ผลิตรายอื่นๆ มาผสานรวมใช้งานในบางส่วน เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันไปของแต่ละองค์กรหรือแต่ละแผนกได้ และในอนาคตหากองค์กรต้องการย้ายผู้ให้บริการ Cloud ไปใช้งานกับผู้ให้บริการรายอื่นๆ ก็สามารถย้ายไปใช้งานผู้ให้บริการรายนั้นๆ ได้ทันทีตามต้องการ ทำให้ประสบการณ์ของผู้ใช้งานยังคงเหมือนเดิมอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อไปยังผู้ให้บริการ Cloud รายใดก็ตาม

 

มีอิสระในการเลือกใช้ Cloud: ปลายทางของการตอบโจทย์ Multi-Cloud อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวโน้มหนึ่งที่ Citrix มองเห็นว่าเป็นโอกาสนั้นก็คือการเติบโตของการใช้บริการ Cloud ในระดับองค์กรทั้งในฝั่งของ IT Infrastructure และฝั่งของผู้ใช้งานที่หันไปใช้บริการ SaaS ที่นับวันจะยิ่งเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สุดท้ายแล้วทุกองค์กรก็ต้องก้าวไปสู่กลยุทธ์ Multi-Cloud อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมา Citrix จึงพยายามทุ่มเทพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้องค์กรสามารถเปิดรับต่อแนวโน้ม Multi-Cloud นี้ให้ได้อย่างง่ายดายที่สุดนั่นเอง

คำว่า Multi-Cloud ในที่นี้จะครอบคลุมทั้งในส่วนของ Application, IT Infrastructure และ Data ที่องค์กรสามารถเลือกใช้บริการแต่ละส่วนจากผู้ให้บริการแต่ละรายแตกต่างกันได้ ตัวอย่างเช่น บางกรณีอาจมีการจัดเก็บข้อมูลไว้บนบริการ Cloud แห่งหนึ่ง ในขณะที่ตัว Application ที่ผู้ใช้งานต้องใช้งานนั้นอาจอยู่บน Cloud อีกแห่งหนึ่ง ส่วนระบบ IT Infrastructure สำหรับรองรับ Application ที่องค์กรพัฒนาขึ้นมาเองก็อาจอยู่บน Cloud อีกแห่งหนึ่ง เป็นต้น ซึ่งภาพเหล่านี้ในปัจจุบันเองก็เริ่มมีให้เห็นในบางองค์กรแล้ว และในอนาคตเราจะเห็นภาพลักษณะนี้กันมากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่เหล่าองค์กรซึ่งเริ่มมีประสบการณ์ในการเช่าใช้บริการ Cloud แล้ว อาจต้องการใช้บริการอื่นๆ เพิ่มเติม หรือต้องการย้ายบริการบางส่วนออกจากผู้ให้บริการเดิม ไปใช้งานกับผู้ให้บริการรายอื่นแทน หรือบางกรณีก็อาจมีประเด็นด้านกฎหมายที่ทำให้ไม่สามารถย้าย Application ออกไปจากบางประเทศหรือบางภูมิภาคได้ เป็นต้น

แน่นอนว่าในกรณีนี้ โซลูชันที่ดีที่สุดสำหรับทุกๆ องค์กรก็คือ การที่เหล่าองค์กรมีอิสระในการเลือกใช้บริการ Cloud ในแต่ละส่วนที่ตอบโจทย์ต่อธุรกิจมากที่สุด โดยที่ประสิทธิภาพการทำงาน, ประสบการณ์การเข้าใช้งาน, ความมั่นคงปลอดภัยของผู้ใช้งาน ระบบ และข้อมูล ไปจนถึงความทนทานของระบบและข้อมูลยังคงอยู่ในระดับที่องค์กรรับได้

 

Citrix NetScaler: Application Delivery Controller ที่จะมอบอิสระในการเลือกใช้ Cloud ให้กับทุกองค์กร

 

 

ผลิตภัณฑ์หลักที่จะมาตอบโจทย์ด้าน Multi-Cloud จาก Citrix นี้ก็หนีไม่พ้น Citrix NetScaler โซลูชันด้าน Network และ Security จาก Citrix ที่ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถหลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของเหล่าองค์กรได้อย่างยืดหยุ่น ด้วยผลิตภัณฑ์ซึ่งมีความสามารถดังต่อไปนี้

  • Citrix NetScaler ADC ระบบ Application Delivery Controller ที่มาพร้อมกับความสามารถในการทำ Load Balancing, SSL Offloading และความสามารถด้าน Security ที่หลากหลายในตัว เป็นหัวใจสำคัญสำหรับระบบ Hybrid Cloud และ Multi-Cloud ไปจนถึงการให้บริการ Application ที่มีความสำคัญสูงต่อธุรกิจ และ Application ขนาดใหญ่ในระดับ Cloud-scale
  • Citrix NetScaler Unified Gateway ระบบ Remote Access และ Single Sign-On สำหรับเป็นศูนย์กลางในการรวม Application และ Data ทั้งหมดขององค์กรเอาไว้ด้วยกัน เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึง Application และ Data ที่ตนเองมีสิทธิ์เข้าถึงได้ด้วยการยืนยันตัวตน, กำหนดสิทธิ์ และควบคุมการเชื่อมต่อใช้งานได้อย่างมั่นคงปลอดภัยสูงสุดจากทุกที่ทุกเวลา ผ่านทางทุกอุปกรณ์
  • Citrix NetScaler AppFirewall ระบบ Web Application Firewall (WAF) สำหรับเสริมความมั่นคงปลอดภัยให้กับระบบ Website และบริการต่างๆ จากภัยคุกคามที่หลากหลาย ซึ่งนับวันจะยิ่งทวีความซับซ้อนและรุนแรงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • Citrix NetScaler Secure Web Gateway ระบบ Gateway ที่มาพร้อมกับความสามารถในการทำ SSL Decryption เพื่อให้ผู้ใช้งานในองค์กรสามารถเข้าถึง Website, Application และบริการ SaaS ต่างๆ ได้อย่างมั่นคงปลอดภัย ด้วยความสามารถในการตรวจจับและยับยั้งภัยคุกคามที่พยายามซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังการเข้ารหัสข้อมูล
  • Citrix NetScaler SD-WAN ระบบ Application-aware SD-WAN ที่จะช่วยให้การเชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างสาขาเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ, ทนทาน และปลอดภัยในหนึ่งเดียว พร้อมเสริมประสิทธิภาพการทำงานของ Citrix XenApp และ Citrix XenDesktop ตอบโจทย์การทำงานจากระยะไกลได้เป็นอย่างดี
  • Citrix NetScaler Management and Analytics System ระบบบริหารจัดการโซลูชัน Citrix NetScaler ทั้งหมดได้จากศูนย์กลาง พร้อมเครื่องมือในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย บริหารจัดการ SSL Certification ที่จำเป็นต่อการเชื่อมต่อเครือข่ายและ Application ทั้งหมดอย่างปลอดภัยได้จากหน้าจอเดียว

 

จับมือกับ Nutanix ตอบโจทย์ระบบ Hyper-converged Infrastructure สำเร็จรูป รองรับ Multi-Cloud ด้วยเทคโนโลยีของ Citrix

 

 

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือความร่วมมือกันระหว่าง Citrix, Nutanix และ M.Tech ในการผสานโซลูชันร่วมกัน เพื่อให้การนำเสนอระบบ Virtual Desktop Infrastructure (VDI) และ Application Virtualization สามารถเป็นไปได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีฝั่ง Software จาก Citrix ติดตั้งให้ทำงานบนระบบ Virtualization และ Hyper-converged Infrastructure (HCI) จาก Nutanix ได้เลย ทำให้องค์กรสามารถเพิ่มขยาย, เสริมประสิทธิภาพ และเพิ่มความทนทานให้กับเหล่าระบบงานที่มีความสำคัญเหล่านี้ได้อย่างยืดหยุ่น

ทั้งนี้ด้วยความสามารถของ Nutanix ในการเชื่อมต่อกับบริการ Cloud ต่างๆ และทำการย้าย Image ของ Virtual Machine (VM) ได้อย่างง่ายดาย ก็ทำให้ภาพของการก้าวไปสู่ระบบ Multi-Cloud อย่างเต็มตัวนั้นเป็นจริงขึ้นมาได้ง่ายดายยิ่งขึ้นสำหรับองค์กร

 

สนใจติดต่อ M.Tech ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจโซลูชันของ Citrix หรือโซลูชันอื่นๆ ทางด้าน Security สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และบริการต่างๆ จาก M.Tech ได้โดยตรงที่ https://mtechpro.com/ หรือติดต่อคุณวสันต์ สุริยา Product Manager ได้ที่โทร 089-193-5865 หรืออีเมล์ wasun@mtechpro.com

from:https://www.techtalkthai.com/m-tech-becomes-citrix-distributor-again-in-2018/

Cisco Meraki Wireless Health เข้าสู่สถานะ GA แล้ว วิเคราะห์ปัญหาการเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้ผ่าน Cloud

Cisco Meraki ได้ออกมาประกาศ Generally Available (GA) ให้กับ Meraki Wireless Health เพื่อใช้ในการตรวจสอบเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นในระบบเครือข่าย ซึ่งนำไปสู่การทำให้ผู้ใช้งานไม่สามารถเชื่อมต่อระบบ Wi-Fi ขององค์กรได้นั่นเอง

 

Credit: Cisco Meraki

 

Cisco Meraki Wireless Health นี้จะเป็นความสามารถฟรีที่มาพร้อมกับ Cisco Meraki MR อุปกรณ์ Wireless Access Point (AP) ให้ใช้งานได้ทันที โดยจะทำการตรวจสอบทุกขั้นตอนของการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายของผู้ใช้งานแต่ละคนอย่างละเอียด พร้อมรายงานทันทีว่ามีผู้ใช้งานคนใดไม่สามารถใช้งานระบบเครือข่ายไร้สายได้ด้วยสาเหตุอะไร ซึ่งขั้นตอนในการตรวจสอบจะแบ่งออกเป็นดังนี้

  • Association ตรวจสอบการเชื่อมต่อเครือข่ายไร้สายในขั้นต้น
  • Authentication ตรวจสอบด้านการยืนยันตัวตนก่อนเข้าใช้งานระบบเครือข่าย
  • IP Addressing ตรวจสอบเรื่องการแจกจ่าย IP Address ให้กับแต่ละอุปกรณ์
  • DNS Availability ตรวจสอบการให้บริการของ DNS

ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายไร้สายสามารถตรวจสอบและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว โดยผู้ใช้งานสามารถเข้าไปทดลองใช้งานในแบบ Beta ได้แล้วในเมนู Wireless > Wireless Health บนหน้า Dashboard ของ Meraki

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเชิงลึก สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://meraki.cisco.com/lib/pdf/meraki_whitepaper_wireless_health.pdf

 

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง https://www.throughwave.co.th

 

ที่มา: https://meraki.cisco.com/blog/2018/05/meraki-wireless-health-now-available/

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-meraki-wireless-health-is-ga/

SoftBank ใช้ Machine Learning ออกแบบระบบ RAN เตรียมอัปเกรดเครือข่ายในญี่ปุ่น

Machine Learning เองก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในการออกแบบระบบเครือข่ายขนาดใหญ่แล้ว โดยล่าสุดทาง SoftBank แห่งญี่ปุ่นเองก็ได้เริ่มใช้เทคโนโลยี Machine Learning จาก Ericsson ในการออกแบบระบบ Radio Access Network (RAN) เพื่อให้ระบบเครือข่ายนั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคต

 

Credit: ShutterStock.com

 

ระบบ Machine Learning จาก Ericsson นี้ทำงานโดยการจัดกลุ่มของ Cell และนำตัวเลขเชิงสถิติในแต่ละกลุ่มมาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน, การรบกวนกันของสัญญาณ และอื่นๆ เพื่อนำมาใช้ออกแบบแนวทางการเลือกใช้คลื่นความถี่, กำลังส่ง และการตั้งค่าต่างๆ ให้กับ Radio Cell จำนวน 2,000 จุด

SoftBank ระบุว่าการออกแบบในครั้งนี้เป็นไปแบบอัตโนมัติและใช้เวลาน้อยกว่าการใช้คนออกแบบอย่างแต่ก่อนถึง 40% ซึ่งในการออกแบบระบบเครือข่ายไร้สายที่มีคลื่นความถี่หลากหลายและมีผู้ใช้งานปริมาณมหาศาลนี้ ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ สำหรับเหล่าผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์ไร้สายในทุกวันนี้ ซึ่งผลลัพธ์ของการนำ Machine Learning มาใช้ในครั้งนี้ก็ถือว่าเกินความคาดหมายของทีมงาน SoftBank เป็นอย่างมากทีเดียว

หลังจากนี้ SoftBank เองก็จะร่วมมือกับ Ericsson เพื่อนำแนวทางเดียวกันนี้ไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ เพิ่มเติม หลังจากที่การออกแบบระบบในบริเวณ Tokai เรียบร้อยดีแล้ว

 

ที่มา: https://www.telecomasia.net/content/softbank-uses-machine-learning-ran-design

from:https://www.techtalkthai.com/softbank-uses-machine-learning-in-radio-network-access-designing/

Cloudflare เปิดให้บริการ TLS 1.3 แล้วอย่างเป็นทางการ ทั่วโลกใช้งานแล้ว 5.54%

Cloudflare ได้ออกมาประกาศให้บริการ TLS 1.3 นั้นพ้นสถานะ Beta แล้ว และพร้อมให้บริการในทุก Zone บนโลกได้ทันที

 

Credit: Cloudflare

 

สำหรับผู้ใช้งานในระดับ Free หรือ Pro นั้นจะยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก โดย TLS 1.3 จะถูกเปิดให้พร้อมใช้งานได้ในแบบ Default และจะปิดความสามารถ 0-RTT เอาไว้ด้วยเหตุผลทางด้านความปลอดภัย ซึ่งหากผู้ใช้งานอยากใช้ก็สามารถไปเปิดใช้เองได้ ส่วนสำหรับผู้ใช้งานในระดับ Business และ Enterprise TLS 1.3 ก็ได้เพิ่งถูกปรับให้เปิดใช้งานแบบ Default โดย 0-RTT ก็จะถูกปิดเอาไว้เช่นกัน

ก่อนหน้านี้ Cloudflare เคยเผยผลการสำรวจการใช้งาน TLS 1.3 เมื่อเดือนธันวาคม 2017 ที่ผ่านมา พบว่าทั่วโลกยังมีการใช้ TLS 1.3 บน Cloudflare เพียงแค่ 0.06% เท่านั้น แต่ล่าสุดนี้ Cloudflare ก็ได้ออกมาเผยถึงผลสำรวจใหม่และพบว่าปัจจุบันผู้ใช้งาน TLS 1.3 เชื่อมต่อมายัง Cloudflare มีจำนวนมากขึ้นถึง 5.54% แล้ว และมีแนวโน้มจะเติบโตเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

หลังจากนี้เมื่อ RFC ของ TLS1.3 ถูกประกาศรุ่นสุดท้ายออกมาอย่างเป็นทางการ ทาง Cloudflare ก็เชื่อว่าจำนวนผู้ใช้งานจะมากขึ้นไปอีก ส่วนใน Browser รุ่นต่างๆ ที่ปัจจุบันยังมีทั้งรุ่นที่รองรับมาตรฐานตาม Draft รุ่นที่แตกต่างกันและไม่ Compatible กันนั้น ทาง Cloudflare ก็จะยังคงรองรับย้อนหลังให้ทั้งหมดเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถใช้บริการต่างๆ ได้อย่างไม่สะดุดติดขัดใดๆ

 

ที่มา: https://blog.cloudflare.com/you-get-tls-1-3-you-get-tls-1-3-everyone-gets-tls-1-3/

from:https://www.techtalkthai.com/cloudflare-supports-tls-1-3-now/

NTT ทดสอบระบบเครือข่ายไร้สายความเร็ว 100Gbps ได้เป็นผลสำเร็จ ปลายทางคือ 1Tbps

NTT ได้ออกมาเผยถึงความสำเร็จในการทดสอบระบบเครือข่ายไร้สายที่ความเร็วระดับ 100Gbps ด้วยการใช้เทคนิคการทำ Multiplexing แบบใหม่ที่มีชื่อว่า Orbital Angular Momentum (OAM) ร่วมกับ MIMO

 

Credit: NTT

 

เครือข่ายไร้สายความเร็วระดับ 100Gbps นี้ถือว่าเร็วกว่าเทคโนโลยี LTE หรือ Wi-Fi ประมาณ 50-100 เท่า ในขณะที่เร็วกว่า 5G ที่กำลังจะเปิดตัวถึงประมาณ 5 เท่าเลยทีเดียว

งานวิจัยด้านเทคนิค OAM บนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นในระดับมิลลิเมตรนี้ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ โดยในการทดสอบนี้สามารถส่งข้อมูลได้มากถึง 7.2Gbps – 10.8Gbps ในแต่ละช่องสัญญาณ โดยสามารถทำการส่งข้อมูลได้พร้อมกันมากถึง 11 ช่องในเวลาเดียวกัน ทำให้ความเร็วโดยรวมนี้อยู่ที่ประมาณ 100Gbps

 

 

เป้าหมายปลายทางของ NTT คือการวิจัยเทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลบนเครือข่ายไร้สายให้ได้ความเร็วระดับ Tbps ภายในปี 2030 โดยงานวิจัยเรื่อง OAM นี้จะถูกนำเสนอในงาน Wireless Technology Park 2018 ที่จะจัดขึ้นในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น สัปดาห์หน้า และมีแผนจะไปนำเสนอในงานประชุมของ IEEE ในเดือนหน้าด้วย

 

Credit: NTT

 

สำหรับรายละเอียดฉบับเต็ม สามารถศึกษาได้ที่ http://www.ntt.co.jp/news2018/1805e/180515a.html ครับ

 

ที่มา: https://www.telecomasia.net/content/ntt-achieves-100gbps-wireless-speeds-lab-trial

from:https://www.techtalkthai.com/ntt-successfully-test-100gbps-wireless-networking-using-oam-multiplexing/

Cisco ออกอัปเดตแก้ช่องโหว่หลายรายการ มี Hardcoded Root Account ใน Cisco DNA ด้วย

Cisco Security Advisories and Alerts ในรอบล่าสุดนี้ได้มีการแจ้งเตือนช่องโหว่บนผลิตภัณฑ์ด้วยกัน 16 รายการ โดยในนั้นมี 3 ช่องโหว่บน Cisco DNA ที่มีความรุนแรงระดับสูงสุด รวมถึงยังมีช่องโหว่ Hardcoded Password ด้วย

 

Credit: ShutterStock.com

 

3 ช่องโหว่ที่ถูกจัดให้มีความรุนแรงระดับสูงสุดนี้เป็นช่องโหว่บน Cisco DNA ทั้งหมด โดยช่องโหว่แรกเป็นการที่ภายในโค้ดของ Cisco DNA ได้มีการทำ Hardcoded Password สำหรับเข้าใช้งานเป็น Root เอาไว้ ซึ่งทาง Cisco ไม่ได้ออกมาเปิดเผยว่าชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านคืออะไร ส่วนช่องโหว่ถัดมานั้นเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถ Bypass การยืนยันตัวตนของ Cisco DNA เพื่อเข้าถึงระบบบริหารจัดการของ Kubernetes ได้ และสุดท้ายก็เป็นช่องโหว่บนระบบ API Gateway ของ Cisco DNA Center ทำให้เจาะเข้าถึงบริการต่างๆ ภายใน Cisco DNA ได้โดยไม่ต้องทำการยืนยันตัวตน ซึ่ง Cisco เองก็ได้ออก Patch มาแก้ไขช่องโหว่ทั้งหมดนี้แล้ว

ส่วนช่องโหว่อื่นๆ นั้นก็มีปรากฏบนผลิตภัณฑ์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Cisco Enterprise NFV Infrastructure, Cisco Meeting Server, Cisco ISE, Cisco IoT Field Network Director, Cisco Telepresence Server, Cisco SocialMiner, Cisco IP Phone, Cisco Firepower และ Cisco Unifeid Communications Manager

สำหรับผู้ที่ใช้งานผลิตภัณฑ์ของ Cisco สามารถตรวจสอบช่องโหว่ต่างๆ และวิธีการอัปเดตแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาได้ที่ https://tools.cisco.com/security/center/publicationListing.x ครับ

 

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/hardcoded-password-found-in-cisco-enterprise-software-again/

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-releases-patch-to-fix-3-critical-vulnerabilities-on-cisco-dna/