คลังเก็บป้ายกำกับ: NEWS

ครั้งแรก! ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กับ “AIS NEXT G” เครือข่ายใหม่ความเร็วระดับ 1 Gbps

เอไอเอส พาคนไทยก้าวข้ามขีดจำกัด นำเทคโนโลยีล่าสุด จุดเริ่มต้นของนวัตกรรมเครือข่ายล้ำสมัย กับ AIS NEXT G มอบความเร็วระดับกิกะบิท เร็ว แรงสุด พร้อมเริ่มยกระดับ AIS Shop สู่ Digital Experience Shop มอบประสบการณ์จากงานบริการยุคดิจิทัล ที่ผสมผสานจิตบริการกับ AI เข้าด้วยกัน 

NEXT GENERATION NETWORK เปิดตัวเครือข่ายใหม่ “AIS NEXT G” มอบความเร็วอินเทอร์เน็ตระดับกิกะบิท ที่เร็ว แรงที่สุด เป็นรายแรกในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมให้บริการเชิงพาณิชย์ ใช้งานได้จริงแล้วทั่วประเทศ กับเทคโนโลยีเครือข่ายล่าสุด Multipath TCP โดยการรวมความเร็วคลื่นความถี่AIS 4G ADVANCED และ AIS SUPER WiFi เข้าด้วยกัน ทำให้เกิดเครือข่ายใหม่ที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมา รองรับการใช้งานบริการดิจิทัลทุกรูปแบบ รวมทั้งยกระดับDigital Infrastructure ของประเทศให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น

NEXT GENERATION XPERIENCE ยกระดับงานบริการที่ล้ำสมัยไปอีกขึ้น สร้างประสบการณ์เข้าถึงดิจิทัลแบบใหม่ให้กับลูกค้า ด้วยการพลิกโฉม AIS Shop ที่เซ็นทรัลเวิร์ลด์ ชั้น 4 ให้เป็นแกลอรี่ แสดงนวัตกรรมดิจิทัลในรูปแบบของงานศิลปะ รวบรวมเทคโนโลยีและสมาร์ทแก็ดเจ็ดที่ทันสมัย ดีไซน์สวย จากแบรนด์ชั้นนำ มาให้ลูกค้าได้สัมผัส ทดลองใช้ และเลือกซื้อก่อนใคร

นายปรัธนา ลีลพนัง รักษาการ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสเล็งเห็นถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นทวีคูณการใช้งานสมาร์ทโฟนแบบ Always on ทั้งในบ้านและนอกบ้านการใช้งาน Multiple Device ตลอดจนเทรนด์การชมคอนเทนต์วีดิโอที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นว่านอกจากลูกค้าจะต้องการใช้งานดาต้าที่สูงขึ้น ยังจำเป็นต้องใช้งานบนเครือข่ายที่มีความเร็วและแรงกว่าเดิม

เราจึงมุ่งคิดค้นและมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทันสมัย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าให้สามารถเชื่อมต่อโลกออนไลน์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ประกอบกับศักยภาพเครือข่ายอันแข็งแกร่งที่เอไอเอสมีอยู่ ทั้งเครือข่ายมือถือ AIS 4G ADVANCED ที่ครอบคลุมเป็นอันดับ 1 ทั่วประเทศ และเครือข่าย AIS SUPER WiFiความเร็วสูงที่ครอบคลุมกว่า 80,000 จุดทั่วประเทศ

ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมเครือข่ายใหม่ “AIS NEXT G” ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของคลื่นความถี่มือถือแบบเดิม โดยความร่วมมือกับพันธมิตร KT (Korea Telecom) ผู้ให้บริการเครือข่ายชั้นนำจากประเทศเกาหลีใต้ โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Multipath TCP ที่สามารถรวมความเร็วอินเทอร์เน็ตของทั้งเครือข่ายมือถือและเครือข่ายไวไฟเข้าด้วยกัน

ส่งผลให้พื้นที่ใดก็ตามที่มีทั้งเครือข่าย AIS 4G ADVANCED และ AIS SUPER WiFi อยู่ในพื้นที่เดียวกัน จะสามารถให้ความเร็วในการใช้อินเทอร์เน็ตได้สูงสุดถึง 1 Gbps พร้อมกันนี้เอไอเอสยังได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตดีไวซ์ชั้นนำอย่าง ซัมซุง ในการพัฒนาเฟิร์มแวร์ที่รองรับการใช้งาน  AIS NEXT G ในสมาร์ทโฟนของซัมซุง เพื่อร่วมกันยกระดับประสบการณ์การใช้งานเครือข่ายที่เต็มประสิทธิภาพให้กับลูกค้าไปอีกขั้น

สามารถรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วที่สูง อย่างเช่น การ Live คอนเทนต์แบบ Realtime, สตรีมมิ่งหนัง หรือวิดีโอความละเอียดสูงแบบ 4K, ดาวน์โหลด/อัพโหลดไฟล์ขนาดใหญ่, Augmented Reality, ส่งภาพเสียงหรือวิดีโอผ่าน Cloud System ฯลฯ นี่คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเครือข่ายมือถือสำหรับคน NEXT GENERATION ที่เหนือกว่าความเร็ว 4G และ 4.5G

ด้าน นางบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานบริหารลูกค้าและการบริการ เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอส ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ให้คนยุคใหม่ และในวันนี้ จากความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าในยุคปัจจุบันที่ต้องการได้รับประสบการณ์จากการสัมผัส ทดลองใช้ และเลือกซื้อสินค้าต่างๆ ด้วยตนเอง

เอไอเอสจึงใช้งบประมาณกว่า 40 ล้านบาท เริ่มต้นด้วยการพลิกโฉม AIS Shop บริเวณชั้น 4 เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้ายุคดิจิทัล ภายใต้คอนเซ็ปท์ “AIS THE DIGITAL GALLERY” เปรียบเสมือนแหล่งรวมนวัตกรรมเทคโนโลยีของโลกยุคดิจิทัล

ที่นอกจากจะสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้ได้ทดลองใช้ และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่หลากหลาย ทันสมัย ดีไซน์สวย จากแบรนด์ชั้นนำมากมายแล้ว ยังพลิกโฉมช็อปแห่งนี้ ให้เป็น Gallery แสดงงานศิลป์ นำเสนอผลิตภัณฑ์ในรูปแบบของการแสดงผลงานศิลปะ

โดยวางผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นแสดงบนแท่นโชว์ (AIS Intelligent Unit) ที่ออกแบบมาอย่างสร้างสรรค์ ทำให้สะดวกในการสัมผัส รวมทั้งจัดหมุนเวียนผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สลับผลัดเปลี่ยน มาให้ลูกค้าได้สัมผัสก่อนใคร

และเพื่อเป็นการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้ายุคดิจิทัล เอไอเอสจึงผสานคน และเทคโนโลยี เป็น  Next Generation Team ที่พร้อมส่งมอบมิติใหม่ของงานบริการให้แก่ลูกค้า โดยพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้เป็น Digital Guru ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์ดิจิทัลต่างๆ สามารถให้คำแนะนำ และช่วยเหลือลูกค้าได้อย่างมืออาชีพ

รวมทั้งพัฒนาบริการรูปแบบใหม่ Ask Aunjai เป็น Virtual Agent ผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่พัฒนามาจากเทคโนโลยีอัจฉริยะ ทั้ง Artificial Intelligence (AI), Chatbot และ Smart Knowledge Base ทำให้สามารถตอบคำถาม ให้คำแนะนำลูกค้าบน Online ทั้งบนเว็บไซต์เอไอเอส และบนแอป my AISได้ตลอด 24 ชั่วโมง

รวมทั้งมีความเป็น Humanity เหมือนได้คุยกับพนักงานเหล่านี้ สื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกี่ยวกับรูปแบบการให้บริการของเอไอเอส ที่พร้อมตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลาย และเฉพาะตัวตามสไตล์ของคนยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง

ข้อมูล AIS NEXT G

บริษัทได้ทำการปล่อยการอัพเดต FOTA เวอร์ชั่นล่าสุด ให้กับลูกค้าเอไอเอสที่ใช้ เครื่อง Samsung galaxy S8, S8+, S7 และ S7Edge สามารถใช้งาน AIS NEXT G ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยเครื่องที่ได้รับการอัพเดต FOTA แล้ว จะมีเมนู NEXT G ปรากฏขึ้นในเมนู การตั้งค่าเครือข่าย พร้อมทั้งเปิดให้ลูกค้าเอไอเอสระบบรายเดือนที่ใช้ดีไวซ์ที่รองรับ และใช้แพ็กเกจ 4G Max Speed Unlimited 1,099 บาท/เดือนขึ้นไป สามารถใช้งานเครือข่าย AIS NEXT G ได้ทันที สำหรับลูกค้าเอไอเอสทั้งระบบรายเดือนและเติมเงิน ที่ใช้แพ็กเกจอื่น สามารถสมัครแพ็กเกจเสริม AIS NEXT G ได้ในราคาเพียง 159 บาท ได้รับอินเทอร์เน็ต 5GB และ AIS SUPER WiFi ไม่จำกัด นาน วัน เพียงกด *777*522# โทรออก

ทั้งนี้ สำหรับการใช้งานเครือข่าย AIS NEXT G ลูกค้าต้องเปิดฟังก์ชัน NEXT G บนมือถือเปิดใช้งานทั้ง Mobile DATA และ WiFi (เลือกเชื่อมต่อ AIS SMART Login) รวมทั้ง มีแพ็กเกจ NEXT G และแพ็กเกจ AIS SUPER WiFi และต้องอยู่ในพื้นที่มีสัญญาณ AIS SUPER WiFi  และ Log in อยู่ จึงจะใช้งาน NEXT G ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งสังเกตได้จาก Icon NEXT G บนแถบ Status ด้านบนของหน้าจอสมาร์ทโฟน (ทั้งนี้ ความเร็วของการใช้งานเครือข่าย NEXT G จะขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ใช้ในพื้นที่ความใกล้ไกลของเครื่องกับเสาส่งสัญญาณ และสเปกของอุปกรณ์ที่ใช้)

โดยเร็วๆ นี้ จะเปิดให้บริการ AIS NEXT G บนสมาร์ทโฟน Samsung Galaxy Note 8 โดยลูกค้าสามารถตรวจสอบอุปกรณ์มือถือของตนเองว่ารองรับการใช้งาน NEXT G หรือไม่ เพียงกด *987# โทรออก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ais.co.th/nextg

ข้อมูล AIS SHOP โฉมใหม่ ประกอบด้วย 5 โซนหลัก

1.      Digital Gallery : เป็นพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมสุดล้ำจากแบรนด์ชั้นนำต่างๆ นำมาจัดแสดงให้ลูกค้าได้สัมผัสก่อนใครที่นี่ ไม่ว่าจะเป็น Smartphone รุ่นใหม่, Wearable Tracking ต่างๆ เพื่อคนรักสุขภาพ, Drone อุปกรณ์สุดฮิตที่นักเดินทางยุคดิจิทัลไม่ควรพลาด และ Gadget ไฮเทคอีกมากมาย

2.      Digital Bar : พื้นที่ที่ให้คนรุ่นใหม่ สามารถเข้ามาทดลองใช้สินค้า, เวิร์คช็อป, พูดคุย หรือปรึกษา  Digital Guru ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นอย่างดี ซึ่งจะคอยเป็นผู้ช่วยและให้คำแนะนำลูกค้าอย่างมืออาชีพ

3.      Connected : โซนที่รวบรวม Accessory สุดอินเทรนด์มากมาย ที่จะเชื่อมต่อชีวิตของลูกค้า Next Generation เข้ากับโลกดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ อาทิ กล้อง GoPro, Smart Watch, ลำโพงหูฟัง และ Interactive Projector ที่สามารถเปลี่ยนพื้นผิวเรียบในบ้านให้เป็นหน้าจอ Touch Screen ทำให้สัมผัสความบันเทิง ทั้งเล่นเกมส์ และชมภาพยนตร์ได้อย่างเต็มอิ่ม เป็นต้น

4.      Digital Entertainment สัมผัสความเร็วเต็มสปีด จาก AIS Fibre อินเทอร์เน็ตบอร์ดแบนความเร็วสูง ไฟเบอร์แท้ 100% และประสบการณ์ความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ ทั้งจากแอป AIS PLAY และกล่อง AIS PLAYBOX ที่มาพร้อมคอนเทนต์ความบันเทิงระดับโลก ที่จะทำให้ลูกค้าได้รับความสนุกสนาน เสมือนรับชมอยู่ที่บ้าน

5.      Serenade : ห้องรับบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าเซเรเนดคนพิเศษโดยเฉพาะ

from:http://mobileocta.com/ais-launches-ais-next-g-the-first-high-speed-network-of-1-gbps-in-asean/

Advertisements

ชมภาพแนวคิด HomeBar พื้นที่สำหรับปุ่ม Home เสมือนใน iPhone 8

Iphone8 Homebar Concept Image Cover

นักออกแบบได้จัดทำ ภาพแนวคิด HomeBar พื้นที่สำหรับปุ่ม Home เสมือนใน iPhone 8 ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นแนวคิด iOS 12 จะเป็นอย่างไรไปชมกัน

ปุ่ม Home เสมือนที่ HomeBar (FunctionArea)

สำหรับ iPhone 8 มีข่าวว่าจะตัดปุ่ม Home แบบกดได้ออกไป แล้วเปลี่ยนไปใช้ปุ่ม Home เสมือนโดยแตะที่หน้าจอแทน และนักพัฒนาก็ได้พบ ชุดคำสั่งเกี่ยวกับปุ่ม Home เสมือนของ iPhone 8 ว่าจะมีพื้นที่อยู่ที่ด้านล่างของหน้าจอเรียกว่า FunctionArea หรือ HomeBar

Iphone8 Homebar Concept Image 1 1

แนวคิด HomeBar ใน iOS 12 สำหรับ iPhone 8

ภาพแนวคิด HomeBar ที่ John Calkins โพสต์ผ่านเว็บไซต์ behance สวยงามมาก จริงๆ แล้วเขาให้แนวคิดว่า HomeBar เป็นแนวคิดสำหรับ iOS 12 ใช้ใน iPhone Pro (iPhone 8, iPhone Edition)

Iphone8 Homebar Concept Image 1 2

หลักการคร่าวๆ ในภาพแนวคิดนี้ คือ พื้นที่ HomeBar จะเป็นพื้นที่สำหรับปุ่ม Home เสมือนอยู่ตรงกลาง โดยด้านซ้ายและด้านขวาของปุ่ม Home เสมือนนั้นจะเปลี่ยนไปตามแอปพลิเคชันที่เราใช้งาน เปลี่ยนสี และปรับขนาดได้

Iphone8 Homebar Concept Image 1 3

นอกจากนั้นปุ่ม Home เสมือนตรงกลางก็อาจเปลี่ยนไปตามแอปพลิเคชันที่ใช้งานอยู่ เช่น Siri, แถบเพิ่ม-ลดเสียง เป็นต้น และเมื่อเปิดหน้าจอเต็มเพื่อดูวิดีโอ HomeBar ก็จะถูกซ่อนกลายเป็นพื้นที่สีดำ

Iphone8 Homebar Concept Image 1 5

สำหรับพื้นที่ด้านบนของจอนั้นก็น่าสนใจมาก โดย iPhone Pro ในภาพแนวคิดมีการแสดง Status Bar ไว้ด้านบนซ้ายและขวาของจอ ส่วนการแสดงผลข้อมูลหน้าจอหลักนั้นก็จะอยู่ถัดจาก Status Bar ลงมา

Iphone8 Homebar Concept Image 1 4

ถือว่าภาพแนวคิดของ John Calkins มีความสวยงามมากเราจะได้ใช้ iPhone รุ่นใหม่พร้อม iOS ที่ทำงานลักษณะนี้หรือไม่ รอติดตามการเปิดตัว iPhone 8 (iPhone Pro, iPhone Edition) รุ่นใหม่เดือน ก.ย. ที่จะถึงนี้กัน

ขอบคุณ – 9to5mac

from:https://www.iphonemod.net/iphone-8-homebar-ios-12-concept-image.html

ถ้ายังเร็วไม่พอ AIS NEXT G จัดเน็ต 1000Mbps แต่ต้องใช้คู่ Super WiFi จ่าย 1,099/เดือน เพื่อ Heavy User ตัวจริง

AIS ส่งเครือข่ายเน็ตใหม่ เร็วระดับ 1Gbps ใครอยากใช้งานต้องสมัครแพ็คเก็จอย่างต่ำ 1,099 บาทต่อเดือน แต่ประเด็นคือ ต้องใช้คู่กับ AIS Super WiFi ที่มีอยู่ 80,000 จุดทั่วประเทศเท่านั้น ถ้าใช้ในที่ที่ไม่มี WiFi ก็หมดสิทธิ์

เน็ต 1Gbps ไวจริง แต่ไม่ได้ใช้ผ่านเครือข่ายมือถืออย่างเดียว ต้องเกี่ยวสัญญา WiFi ด้วย

AIS ส่งเครือข่ายความเร็วระดับ 1Gbps ในชื่อ “AIS NEXT G” อธิบายกันแบบง่ายๆ คือ เป็นการเพิ่มศักยภาพของ 4 G ให้มากกว่าเดิม โดยผนวกรวมกับตัว WiFi นั่นหมายความว่าเครือข่ายที่ AIS ส่งมาใหม่นี้ต้องใช้ทั้งตัวเครือข่ายมือถือผสมกับเครือข่าย WiFi นั่นเอง

ทีนี้ ตัวเครือข่ายมือถือที่ AIS บอกว่า ได้ปรับเป็นระบบ 4G กับ 4.5G แล้วนั้นต้องใช้ในพื้นที่ที่มีการให้บริการ AIS SUPER WiFi ร่วมด้วย จะใช้โดดๆ ตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้

AIS ค่อนข้างภูมิใจมากกับที่สามารถทำเน็ตให้ความแรงพุ่งไปถึง 1Gbps ได้ เพราะถ้านับดูจากผู้ให้บริการทุกรายในภูมิภาคนี้ ต้องเรียกได้ว่า AIS รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สามารถส่งความเร็วอินเทอร์เน็ตในระดับนี้ออกมาสู่ตลาดได้

นอกจากนั้น ถ้าถามว่า 1 Gbps เร็วแค่ไหน? คำตอบก็คือ “เร็วมาก” AIS บอกว่ารายอื่นๆ ในตลาดของไทย “อย่างมากก็อยู่แค่ 500 – 600 Mbps เท่านั้น”

ซ้าย-บุษยา สถิรพิพัฒน์กุล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานบริหารลูกค้าและการบริการ เอไอเอส ขวา-ปรัธนา ลีลพนัง รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด เอไอเอส

เน็ตแรงแต่ต้องใช้คู่ Super WiFi ยังไม่พอ ต้องเป็น Samsung รุ่นใหม่เท่านั้นด้วย

อย่างที่ได้อธิบายกันไปคือ AIS NEXT G ที่เน็ตแรงระดับ 1Gbps นี้ ต้องใช้ควบคู่กันทั้งเครือข่ายมือถือผสมกับเครือข่าย WiFi เริ่มจากตัวเครือข่ายมือถือกันก่อน อย่างน้อยที่สุดเลยลูกค้าต้องใช้แพ็กเกจ 4G Max Speed Unlimited 1,099 บาท/เดือนขึ้นไป ส่วนลูกค้าเติมเงินสามารถสมัครแพ็กเกจเสริมได้ในราคา 159 บาท จะได้รับอินเทอร์เน็ต 5GB และ AIS SUPER WiFi ไม่จำกัด นาน 7 วัน (ได้ความเร็วในระดับ 1Gbps เหมือนรายเดือน)

ส่วนตัว AIS SUPER WiFi ก็มีอยู่ประมาณ 80,000 จุดทั่วประเทศ ในจุดนี้อาจทำให้หลายคนสงตั้งคำถามได้ว่า ต่อให้ใช้แพ็กเกจที่เป็น 4G หรือ 4.5G แต่ความเร็วก็จะไม่พุ่งไปที่ 1Gbps ใช่หรือไม่? คำตอบก็คือ “ใช่” เพราะถ้าต้องการความเร็วขนาดนั้นจำเป็นจะต้องใช้ในพื้นที่ที่มี AIS SUPER WiFi อยู่ด้วย

จากนั้น เมื่อถามถึงแผนการขยายเพื่อคลายความกังวลของผู้บริโภค AIS ย้ำว่า “ตอนนี้ที่ขยายไปกว่า 80,000 จุด ก็นับว่าครอบคลุมในระดับหนึ่งแล้ว ส่วนถ้าจะถามว่าขยายอย่างไรต่อไป ก็คงจะเป็นการขยายจุดให้บริการไปตามห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าอยู่แล้ว”

ส่วนลูกค้า AIS ที่ใช้ 4G ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 16 ล้านราย AIS มั่นใจว่าในเบื้องต้น AIS NEXT G นี้จะตอบโจทย์ผู้ใช้กว่า 100,000 แสนรายก่อน เหตุผลก็คือ ในเริ่มแรกเน็ตเร็วแรงระดับ 1Gbps จะใช้ได้กับ Samsung 4 รุ่นใหม่เท่านั้นคือ Samsung S7, Samsung S7 edge, Samsung S8 และ Samsung S8+

ส่วนโทรศัพท์มือถือรุ่นอื่น-ค่ายอื่น AIS บอกว่า “ยังไม่มีรายละเอียด ขอเก็บไว้ตอบในโอกาสหน้า”

 

เน็ตยิ่งแรง ยิ่งดี เอาไว้ต่อยอดกับ IoT ในอนาคต

หลายคนอาจสงสัยว่าจะแล้วเราจะเอาเน็ตแรงๆ ไปเพื่ออะไร? ปรัธนา ลีลพนัง รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด เอไอเอส ตอบคำถามนี้ว่า “เอาจริงๆ เลยก็คือ เน็ตแรงเท่าไหร่ก็ไม่พอ และวันนี้ต้องไปไกลกว่า 4G แล้ว” คำว่าไม่พอในที่นี้ก็คือ ผู้บริโภคหรือลูกค้าต้องการเน็ตที่แรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะอินเทอร์เน็ตยุคนี้ต้องไปตอบสนองความต้องการในการ Live Streaming แบบ Real-Time, ดูวิดีโอ 4K, ดาวน์โหลด/อัพโหลดไฟล์ขนาดใหญ่, Augmented Reality, Cloud System ฯลฯ

“ทุกวันนี้พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไปเร็วมาก สมัยก่อนดูทีวีจอใหญ่ๆ วันนี้ขอแค่โทรศัพท์จอเล็กๆ ก็พอแล้ว ลูกค้าดูได้หมด AIS เลยต้องปรับตัวให้ทัน ถ้าให้ดีคือต้องนำหน้าไปให้บริการลูกค้าได้”

มากกว่านั้น AIS ยังบอกอีกว่า ในอนาคต IoT จะเข้ามามีบทบาทกับมนุษย์ในทุกๆ มิติของชีวิต AIS มองว่าเน็ตยิ่งแรงยิ่งดี “เพราะเมื่อถึงวันที่ IoT มาจริงๆ AIS ก็จะพร้อมให้บริการอย่างมาก”

ปรับ Shop เป็น THE DIGITAL GALLERY รีโนเวทไปกว่า 40 ล้านบาท

นอกจากจะส่ง AIS NEXT G มาแล้ว AIS ยังเปิดตัว THE DIGITAL GALLERY ที่ Central World อีกด้วย โดยเป็นการปรับปรุงรีโนเวท Shop เดิมให้ทันสมัยมากขึ้น ด้วยการลงเงินไปกว่า 40 ล้านบาท ทำให้ภายในพื้นที่ 500 ตารางเมตรนี้เต็มไปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ AIS บอกว่า “จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่และล้ำสมัยอย่างแน่นอน”

ใน Shop ใหม่ที่ปรับปรุงนี้ก็มีหลายโซนให้บริการ ทั้งตัวนวัตกรรมและสินค้าต่างๆ ที่จัดวางมาในรูปแบบแกลอรี่ไฮเทค มีพื้นที่สำหรับทดลองสินค้าใหม่ๆ และที่พลาดไม่ได้คือห้องพิเศษสำหรับลูกค้า Serenade ที่ตอนนี้มีเมมเบอร์อยู่ประมาณ 3.5 ล้านคน ซึ่ง AIS ก็บอกว่าสิ้นปีนี้อยากได้ยอดเพิ่มมากที่ 4 ล้านคน

สรุป

แม้ว่าเน็ตที่ AIS ส่งมารอบนี้จะมีความเร็วถึง 1Gbps หรือ 1000 Mbps เรียกได้ว่าเร็วมาก แต่เงื่อนไขคือต้องใช้คู่กับ AIS Super WiFi เท่านั้น ความเร็วถึงจะพุ่งไปสูงในระดับนี้ ส่วนราคาก็เริ่มต้นที่ 1,099 บาทต่อเดือน แน่นอนว่าคำถามที่ตามมาคือ ราคาเริ่มต้นหลักพันบาทนั้นแพงไปไหม? หรือเน็ตเร็วขนาดนั้นจะเอาไปทำอะไรนัก? แถมยังใช้ได้แค่ Samsung 4 รุ่นเท่านั้น และที่มากไปกว่านั้นคือการต้องใช้คู่กับสัญญาณ WiFi ด้วย แต่อย่างไรก็ตาม คำถามเหล่านี้คงไม่มีใครตอบได้ดีเท่าผู้บริโภค ที่สุดท้ายแล้วเขาจะเป็นคนตัดสินใจเองว่ามันคุ้มค่าและเหมาะสมหรือไม่

ส่วนในแง่การตลาดต้องยอมรับว่า AIS สร้างภาพลักษณ์จากการส่ง AIS NEXT G มาก่อนใครและยังเป็นรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/ais-next-g-1-gbps-internet/

Samsung Galaxy S8 ครองแชมป์สมาร์ทโฟน Android ขายดีที่สุดในไตรมาสที่ 2 ปี 2017

galaxy-s8-plus

รายงานล่าสุดจากบริษัทวิจัย Strategy Analytics เปิดเผยว่าในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ Samsung Galaxy S8 เป็นสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ Android ที่มียอดจัดส่งมากที่สุด 10.2 ล้านเครื่อง ตามมาด้วย Galaxy S8+ มียอดจัดส่ง 9 ล้านเครื่อง เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2016 จะพบว่ามีอัตราการเติบโต 2.8% และ 2.5% ตามลำดับ

Global-Smartphone-Shipments-Q2-2017

อย่างไรก็ตาม ยอดจัดส่งเรือธงของ Samsung ยังเป็นรองสมาร์ทโฟนของ Apple เนื่องจาก iPhone 7 ยังเป็นสมาร์ทโฟนที่มียอดจัดส่งมากที่สุด 16.9 ล้านเครื่อง ตามมาด้วย iPhone 7 Plus มียอดจัดส่ง 15.1 ล้านเครื่อง เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2016 จะพบว่ามีอัตราการเติบโต 4.7% และ 4.2% ตามลำดับ

Xiaomi Redmi 4A เข้ามาอยู่ที่ 5 ในตาราง ด้วยยอดจัดส่ง 5.5 ล้านเครื่อง มีอัตราการเติบโต 1.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2016

ที่มา – SamMobile

from:http://www.flashfly.net/wp/?p=190941

ราคาและวันวางขาย Asus Zenfone 4, Zenfone 4 Selfie, Zenfone 4 Max และรุ่น Pro Edition ในไทยมาแล้ว

เปิดตัวไปเป็นที่เรียบร้อย กับ Asus Zenfone 4 ทั้งหมด 6 รุ่น ตอนนี้เราก็มีข้อมูลและราคาวางจำหน่ายของ Zenfone 4, Zenfone 4 Selfie และ Zenfone 4 Max ทั้งรุ่นปกติและรุ่น Pro Edition ในบ้านเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะเริ่มวางขายตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป

Zenfone 4 Max (ZC520KL) : ราคา 5,990 บาท มีวางจำหน่าย 3 สี ได้แก่ Black, Gold และ Pink

สเปคของ Zenfone 4 Max ในบ้านเรานั้นเป็นรุ่นรหัส ZC520KL มาพร้อมสเปค

– หน้าจอขนาด 5.2 นิ้ว ความละเอียด HD
– CPU Snapdragon 425
– RAM 2GB
– ROM 16GB
– กล้องหน้า 8MP / กล้องหลัง 13MP+5MP
– แบตเตอรี่ 4100mAh
– รองรับการใช้งาน Finger print
– ตัวเครื่องเป็นพลาสติก
– เริ่มวางจำหน่าย 25 สิงหาคม

 

Zenfone 4 Max Pro (ZC554KL) : ราคา 7,990 บาท มีวางจำหน่าย 3 สี ได้แก่ Black, Gold และ Pink

– หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด HD
– CPU Snapdragon 430
– RAM 3GB
– ROM 32GB
– กล้องหน้า 8MP / กล้องหลัง 13MP+5MP
– แบตเตอรี่ 4100mAh
– รองรับการใช้งาน Finger print
– ตัวเครื่องเป็นโลหะ
– เริ่มวางจำหน่าย 25 สิงหาคม

 

Zenfone 4 Selfie (ZD553KL) ราคา 8,990 บาท มีวางจำหน่าย 3 สี ได้แก่ Black, Gold และ Pink

– หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว (1280×720)
– CPU Snapdragon 430
– RAM 4GB
– ROM 64GB
– กล้องหน้า 20MP+8MP / กล้องหลัง 16MP
– แบตเตอรี่ 3000mAh
– รองรับการใช้งาน Finger print
– ตัวเครื่องเป็น Metal Like
– เริ่มวางจำหน่าย 12 กันยายน

 

Zenfone 4 Selfie Pro (ZD552KL) ราคา 13,990 บาท มีวางจำหน่าย 3 สี ได้แก่ Black, Gold และ Red

– หน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว (1920×1080 AMOLED)
– CPU Snapdragon 625 Quad core
– RAM 4GB
– ROM 64GB
– กล้องหน้า 12 Megapixel Selfie Camera (12×2=24MP+5MP)
– กล้องหลัง 16MP SuperPixel
– แบตเตอรี่ 3000mAh
– รองรับการใช้งาน Finger print
– ตัวเครื่องเป็นโลหะ
– เริ่มวางจำหน่าย 12 กันยายน

 

ส่วน Zenfone 4 และ Zenfone 4 Pro นั้นน่าจะมาวางจำหน่ายทีหลัง เรียกว่ามาในช่วงงาน TME สำหรับสเปคและราคาอาจจะต้องรออัพเดทกันอีกทีครับ

 

Source : mxphone

from:https://droidsans.com/asus-zenfone-4-max-selfie-price-leak-in-thailand/

Asus เปิดตัวตระกูล Zenfone 4 รวดเดียว 4 รุ่น Zenfone 4, Zenfone 4 Pro, Zenfone 4 Selfie และ Zenfone 4 Selfie Pro

เปิดตัวกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วตระกูล Asus Zenfone 4 ที่ครั้งนี้ได้ทำการยกพวกมาเผยโฉมรวดเดียวกันถึง 5 รุ่น Zenfone 4, Zenfone 4 Pro, Zenfone 4 Selfie และ Zenfone 4 Selfie Pro แต่ว่าทุกรุ่นนั้นมาพร้อมกับกล้องคู่ทั้งหมด ซึ่งสโลแกนของ Zenfone 4 ในรอบนี้คือ “We love photo” ส่วนจะมีฟีเจอร์อะไรบ้างก็มาดูกันเลยครับ

Zenfone 4

รุ่นต้นตระกูลของซีรี่ยส์ Zenfone 4 ที่ตัวมันเองก็มีหลายรุ่นให้เลือกแตกแยกย่อยออกมาอีก เพราะว่ามีทั้งรุ่นที่ใช้ชิป Snapdragon 660 และ Snapdragon 630 รวมไปถึงรุ่น 6GB RAM / 64GB ROM และ 4GB RAM / 64GB ROM อีกด้วย หน้าจอนั้นใช้เป็น Super IPS+ LCD ขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด FullHD 1080p ส่วนกล้องหลังคู่นั้นใช้เป็นคอมโบ 12 ล้านพิกเซล f/1.8 + 8 ล้านพิกเซล f/2.2 ซึ่งกล้องตัวที่สองนั้นเป็นกล้องเลนส์กว้าง 120 องศา ที่ให้มุมมองภาพกว้างขึ้น 200%

 

Zenfone 4 Pro

Zenfone 4 Pro นับว่าเป็นรุ่นเรือธงประจำตระกูลที่มาพร้อมกับชิป Snapdragon 835 และ 6GB RAM / 128GB ROM ซึ่งดีไซน์ตัวเครื่องนั้นคล้ายๆ กับ Zenfone 4 ที่ตัวเครื่องเป็นการผสมผสานกันระหว่างกระจกและโลหะ โดยหน้าจอของ Zenfone 4 Pro นั้นมีขนาดอยู่ที่ 5.5 นิิ้ว ที่ความละเอียด FullHD 1080p เท่ากับ Zenfone 4 ธรรมดา แต่ว่าใช้เป็นเทคโนโลยี AMOLED แทน

ในส่วนกล้องหลังคู่ของ Zenfone 4 Pro มีความละเอียดอยู่ที่ 12 ล้านพิกเซล f/1.7 + 16 ล้านพิกเซล f/2.6 ซึ่งกล้องตัวที่สองนั้นเปลี่ยนจากเลนส์กว้างมาเป็นเลนส์ซูมแทน โดยที่รองรับ 2X Optical Zoom แต่ว่าถ้าใช้การซูมด้วยซอฟต์แวร์ก็สามารถดันขึ้นไปได้สูงสุด 10X เลยทีเดียว อารมณ์เดียวกับของ iPhone 7 Plus นั่นแหละครับ

 

Zenfone 4 Selfie

ต่อมาคือ Zenfone 4 Selfie ที่ทำออกมาเจาะตลาดกลุ่มผู้ใช้งานที่รักในการถ่ายภาพเซลฟี่ เพราะว่ามาพร้อมกับกล้องหน้าคู่ 20 ล้านพิกเซล f/2.0 + 8 ล้านพิกเซล f/2.4 โดยที่กล้องตัวที่สองนั้นเป็นเลนส์กว้าง 120 องศา เรียกได้ว่าเป็นการนำฟีเจอร์ของกล้องหลังของ Zenfone 4 มาไว้ข้างหน้าอย่างไงอย่างงั้น ทำให้เวลาถ่ายภาพ Wefie หรือ Groupfie นั้นสามารถที่จะเก็บภาพได้หลายคนมากขึ้น แต่ว่าในส่วนของสเปคอื่นๆ ก็ถูกตัดลงไปบ้างอย่างเช่น ใช้ชิป Snapdragon 430 และหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว IPS ที่มีความละเอียดแค่ HD 720p เพื่อควบคุมให้ราคานั้นไม่สูงจนเกินไป

 

 

Zenfone 4 Selfie Pro

ถ้าหากว่าใครเห็น Zenfone 4 Selfie แล้วยังคิดว่ากล้องหน้าคู่คอมโบนั้นยังไม่สะใจ ทาง Asus ก็ยังมีการเปิดตัว Zenfone 4 Selfie Pro ออกมาด้วย เพราะว่าได้มีการอัพเกรดในส่วนของเซนเซอร์กล้องหน้าขึ้นมาอีีก โดยมีความละเอียดอยู่ที่ 24 ล้านพิกเซล f/1.8 + 5 ล้านพิกเซล f/2.2 ซึ่งกล้องหลัก 24 ล้านพิกเซล นั้นใช้เทคโนโลยี DuoPixel ที่เป็นการใช้งานเซนเซอร์ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล สองตัวในเซนเซอร์ตัวเดียว ส่วนกล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซล นั้นเป็นกล้องเลนส์กว้าง เรียกได้ว่าถ้าอยากถ่ายเซลฟี่แบบชัดๆ เห็นทุกรูขุมขนก็ไม่ควรพลาด Zenfone 4 Selfie Pro เลยครับ

 

สำหรับทุกรุ่นของ Zenfone 4 ในครั้งนี้มาพร้อมกับ ZenUI 4.0 ที่เป็น Android 7 Nougat ซึ่งทาง Asus ก็ได้สัญญาไว้ว่าจะได้รับอัพเกรดเป็น Android O อย่างแน่นอน ส่วนเรื่องการวางจำหน่ายในไทยก็จะเริ่มจาก Zenfone 4 Max และ Zenfone 4 Max Pro ก่อนในช่วงวันที่ 25 สิงหาคม นี้ ต่อด้วยตระกูล Selfie ในช่วงต้นเดือนหน้า และค่อยปิดท้ายด้วย Zenfone 4 และ Zenfone 4 Pro ครับ

from:https://droidsans.com/asus-announces-zenfone-4-series/

Apple Store ฮ่องกง ไม่รับเปลี่ยนหรือคืนสินค้าใน 14 วัน ถ้า…ไม่เสียจริง

Apple Store Hong Kong Return Policy Update

ใครคิดจะซื้อสินค้า Apple เพื่อมาลองเล่นๆ แล้วส่งคืนต่อไปจะยากแล้วนะครับเพราะว่าตอนนี้เริ่มต้นที่ Apple Store ฮ่องกงได้ประกาศว่าจะไม่รับคืนสินค้าหรือเปลี่ยนชิ้นใหม่ให้ถ้าอุปกรณ์นั้นไม่มีปัญหาต่อการใช้งานหรือมีข้อบกพร่อง เพื่อป้องกันปัญหาพ่อค้าสายหิ้วที่ซื้อของออกมาเยอะแล้วไปขายต่อ แต่พอขายไม่ได้ก็จะเอามาคืน Apple

Apple อนุญาตให้เปลี่ยนหรือคืนสินค้าใน 14 วัน

apple-orchard-road-singapore-1722

สิ่งนั้นเป็นจุดแข็งของ Apple ที่ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าซื้อของในราคาแพงและต้องได้รับการดูแลที่สุดประทับใจ สำหรับประเด็นเรื่องการคืนเครื่องภายใน 14 วันโดยที่เราจะได้เงินเต็มนั้นมีจริง มันก็ดีกับลูกค้าที่ตั้งใจซื้อสินค้านั้นๆ ไปใช้งานแต่หากในระยะเวลา 14 วันนั้นเกิดปัญหาอย่างเช่นเครื่องทำงานผิดพลาดหรือไม่ได้อย่างที่ควรจะเป็นจนทำให้รู้สึกไม่โอเคกับสินค้านั้นแล้ว ทาง Apple จะตรวจสอบปัญหาถ้าพบว่าเกิดขึ้นจริงก็ยินดีคืนเงินให้ลูกค้าครับ

แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่เห็นของใหม่แล้วอยากซื้อมาลองเล่นๆ แล้วก็คืนไปเฉยๆ ก็แค่อยากเล่นไม่ได้อยากจะซื้อใช้จริงซะหน่อย(คนแบบนั้นก็มีนะ) หรือไม่ก็พวกซื้อมาขายต่อ(พวกค้ากำไร) ยกตัวอย่างเช่น ไปซื้อ iPhone รุ่นใหม่มาเยอะๆ เพื่อขายต่อ พอขายรุ่นนั้นไม่ได้ก็เอามาคืน Apple และขอเงินคืนทั้งหมด

เริ่มที่ Apple Store ฮ่องกง ไม่รับเปลี่ยนหรือคืนสินค้าถ้า… ไม่เสียจริง

Apple Causeway Bay Hong Kong
Apple Causeway Bay, Source Apple

เทศกาล iPhone รุ่นใหม่และสินค้าใหม่ช่วงปลายปี 2017 กำลังจะออกมาอีกหลายตัวเป็นช่วงการปรับเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560 เป็นต้นมาทาง Apple Store ที่ประเทศฮ่องกงได้ประกาศว่า จะไม่รับเปลี่ยนสินค้าหรือคืนเงินให้กับผู้ที่นำสินค้า Apple ทุกชนิดมาคืนถ้าสินค้าเหล่านั้นไม่ได้รับผลกระทบจากการผลิต พูดง่ายๆ คือ ถ้าสินค้าไม่ได้เสีย ไม่ได้มีปัญหาอะไร ก็ไม่รับคืนนั่นแหละอ่านตามเอกสารอ้างอิงได้

Return And Refund Policy Apple Store Hongkong
ที่มา Apple

ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันปัญหาที่ได้กล่าวเอาไว้ข้างตนถือว่าเป็นการจัดการความเสี่ยงของทาง Apple ได้อีกทางด้วย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้ Apple ขยับตัวแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อกันยายน 2559 เมื่อครั้ง iPhone 7, 7 Plus เปิดตัว ที่ Apple Store ฮ่องกงก็ปรับนโยบายเรื่องการคืนสินค้าของ Apple และ Beats ดังนี้

  • ถ้าคืนสินค้าโดยที่ยังไม่ได้แกะกล่องจะโดนหัก 15% ของราคาสินค้า
  • ถ้าสินค้าที่นำมาคืนถูกเปิดกล่องแล้วจะโดนหลัก 25% ของราคาสินค้า

ปี 2560 ต้นรับการมาของ iPhone 8 (iPhone Edition) ทาง Apple จึงขยับอีกครั้งรอบนี้ก็เข้มขึ้นอีกคือถ้าเครื่องไม่เสียก็คืนหรือเปลี่ยนไม่ได้

ทำไมต้องที่ Apple Store ฮ่องกง?

อันนี้ไม่มีรายงานหลักฐานชัดเจนมานะแต่เท่าที่ผมได้ยินมาคร่าวๆ คือที่ฮ่องกงตั้งอยู่ใกล้กับประเทศจีนมากและจะมีพวกค้ากำไรเกินควรมาซื้อเครื่องจากที่ฮ่องกงหิ้วกลับไปขายยังจีนเป็นจำนวนมากทำให้เกิดปัญหาค่อนข้างที่จะเยอะ ทาง Apple ก็เลยเข้มงวดกับเรื่องนี้หน่อย

รู้หรือไม่ iPhone 7,7 Plus ซื้อจากฮ่องกงเคลมที่ AASP ประเทศไทยไม่ได้นะ

สาเหตุเพราะว่าโมเดลที่ขายในฮ่องกงกับประเทศไทยนั้นคนละรุ่นกันดังนั้นจึงใช้อะไหล่ร่วมกันไม่ได้หรือถ้าเคลมไปก็จะได้คนละโมเดล พอลูกค้ารู้ว่าเคลมแล้วได้โมเดลที่ไม่ได้ตัวเดิมกับที่ซื้อมาก็จะเกิดปัญหาขึ้นได้ ดังนั้นทาง Apple ก็เลยไม่อนุญาตให้เคลมนั่นเองครับ

เรียบเรียงโดย iPhoneMod

ขอบคุณ 9to5mac และ Apple

from:https://www.iphonemod.net/apple-store-hong-kong-return-policy-update.html