คลังเก็บป้ายกำกับ: NOKIA

Nokia มาแล้ว ยืนยันอัพเดตสมาร์ทโฟนทุกรุ่นเป็น Android Pie แน่นอน

HMD บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือแบรนด์ดังอย่าง Nokia เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ออกมายืนยันแล้วจะอัพเดตสมาร์ทโฟนเป็น Android Pie โดยบริษัทสัญชาติฟินแลนด์ยังไม่ได้กำหนดวันและเวลาที่แน่นอนว่าจะอัพเดตเมื่อไร แต่ได้คอนเฟิร์มแล้วว่าสมาร์ทโฟน Nokia ในมือคุณจะได้ไปต่อแน่นอน

ซึ่งสมาร์ทโฟนของ Nokia รุ่นที่คาดว่าจะได้อัพเดตนั้น ได้แก่

  • Nokia 1 (Android Go)
  • Nokia 2
  • Nokia 2.1 (Android Go)
  • Nokia 3
  • Nokia 3.1
  • Nokia 5
  • Nokia 5.1
  • Nokia 6
  • Nokia 6.1
  • Nokia 6.1 Plus
  • Nokia 7 (China-exclusive)
  • Nokia 7 Plus
  • Nokia 8
  • Nokia 8 Sirocco
  • Nokia X6 (China-exclusive)
  • Nokia X5 (China-exclusive)

หลายๆ สื่อเดากันว่ารุ่นแรกที่น่าจะได้รับการอัพเดตเป็น Android Pie จะเป็น Nokia 7 Plus เพราะเป็นรุ่นเดียวที่ทาง HMD ขึ้นทะเบียนใน Developer Preview program และหลังจากนั้นน่าจะเป็นรุ่น high-end อย่าง Nokia 8 และ Nokia 8 Sirocco ส่วนเหล่า Android Go ของ Nokia น่าจะได้รับการอัพเดตก่อนสมาร์ทโฟนรุ่นกลางของ Nokia 

 

ที่มา : PhoneArena

from:https://droidsans.com/all-nokia-will-get-android-9-for-sure/

Advertisements

พรีวิว Nokia 3.1 สมาร์ทโฟน Android One ขนาด 5.2 นิ้ว ให้สัมผัสแบบพรีเมี่ยมราคาเพียง 4,990 บาท

HMD Global สานต่อสมาร์ทโฟน Nokia 3 ในปีที่แล้ว ด้วย Nokia 3.1 พร้อมยกระดับการออกแบบด้วยวัสดุคุณภาพจากขอบอลูมิเนียมผสานกระจก Corning Gorilla Glass แบบโค้ง ทำให้ Nokia 3.1 มีดีไซน์สวยงามเหมือนเป็นสมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยม
Nokia 3.1 มาพร้อมจอแสดงผล HD+ (1440 x 720 พิกเซล) ขนาด 5.2 นิ้ว ไร้รอยบาก ให้อัตราส่วนภาพ 18:9 ป้องกันรอยด้วยกระจก Corning Gorilla Glass
เหนือจอแสดงผล มาพร้อมกล้องเซลฟี่ 8 ล้านพิกเซล ลำโพงหูฟัง และฝังเซ็นเซอร์ตรวจจับแสงกับระยะห่าง นอกจากนี้ภายในยังมากับเซ็นเซอร์ Gyroscope จึงรองรับแอพพลิเคชั่นหรือเกม AR หรือ VR

ใต้จอแสดงผลไม่มีปุ่มโฮมหรือปุ่มกดแบบ Physical เพราะฝังปุ่นนำทางไว้กับ User Interface ทำให้พื้นที่ขอบจอด้านล่างเหมือนจะหนาไปสักหน่อย แต่ก็ช่วยให้จับถือสมาร์ทโฟนได้อย่างถนัด โดยเฉพาะเวลาใช้งานในแนวนอนเพื่อเล่นเกม
ด้านหลังติดตั้งกล้องตัวหลักไว้ตรงกึ่งกลาง พร้อมแฟลช LED มีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนอยู่เหนือเลนส์กล้อง ถัดลงมาจะเห็นโลโก้ Nokia และส่วนล่างสกรีนโลโก้ Android One ภายใต้แผงหลังฝังแบตเตอรี่ความจุ 2990mAh
ขอบด้านข้างใช้วัสดุอลูมิเนียมมีความบาง 8.7 มิลลิเมตร ฝั่งขวามือมีปุ่มปรับระดับเสียง ถัดลงมาเป็นปุ่มเพาเวอร์
อีกข้างหนึ่งมีถาดใส่ซิมการ์ด รองรับขนาดนาโนทั้ง 2 ช่อง ส่วนถาดใส่การ์ด MicroSD ทำแยกออกมาอีกช่องหนึ่ง ไม่ต้องไปแย่งใช้กับช่องซิมที่สอง
ด้านบนพบกับช่องเสียบแจ็คหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
ด้านล่างประกอบไปด้วยไมโครโฟน, พอร์ตเชื่อมต่อสาย Micro USB และ ลำโพงตัวหลัก
Nokia 3.1 ชูจุดเด่นที่ระบบปฏิบัติการ Android แบบเพียวๆ ไม่มีการสร้าง User Interface มาสวมทับ ตอบสนองการใช้งานได้ลื่นไหล และยังได้รับการอัพเกรดเวอร์ชั่นใหม่อย่างสม่ำเสมอในช่วง 2 ปีแรก นั่นหมายถึง Android P เวอร์ชั่นล่าสุดที่จะพร้อมอัพเดทในปลายปี 2018 ก็จะมาถึง Nokia 3.1 ด้วยเช่นกัน
สำหรับชิปประมวลผลเลือกใช้ MediaTek MT6750N Octa Core 1.5GHz ด้านความจำทำออกมา 2 เวอร์ชั่น คือ RAM 2GB จับคู่กับ ROM 16GB และ RAM 3GB จับคู่กับ ROM 32GB ทั้ง 2 เวอร์ชั่นยังสนับสนุนการ์ด MicroSD สูงสุด 128GB
Nokia 3.1 มาพร้อมกล้องด้านหลัง 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง F2.0 พร้อมแฟลช LED มีระบบออโตโฟกัส รองรับโหมดถ่ายภาพ HDR ส่วนกล้องเซลฟี่ มีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง F2.0 มุมกว้าง 84.6 องศา

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วย Nokia 3.1

เชื่อว่าราคา 4,990 บาท คงไม่สูงจนเกินไปนัก สำหรับผู้ที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนเพื่อตอบโจทย์การใช้งานพื้นฐาน แต่ต้องการความเสถียรของระบบ คุณภาพการผลิต และใช้แบรนด์ที่วางใจได้
Nokia 3.1 เชื่อมโยงผู้ใช้งานกับโลกอินเตอร์เน็ตผ่าน 4G LTE และ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac จอแสดงผล HD+ อัตราส่วนภาพ 18:9 เหมาะสำหรับการดูหนังออนไลน์ ประสิทธิภาพของชิปประมวลผลเพียงพอสำหรับการท่องโลกโซเชี่ยล และเล่นเกมเพื่อฆ่าเวลา โดยที่แบตเตอรี่ก็ให้อายุนานเพียงพอตลอดวัน

from:http://www.flashfly.net/wp/226265

สรุปงานสัมมนา Westcon Technology Summit 2018 เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุค Smart Community

Westcon Group (Thailand) ผู้จัดจำหน่ายโซลูชัน IT ระดับ Enterprise-class ชื่อดัง จัดงานสัมมนา Westcon Technology Summit ประจำปี 2018 พร้อมอัปเดตผลิตภัณฑ์และโซลูชันด้านระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยเพื่อสนับสนุนธุรกิจในยุคที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็น “สังคมอัจฉริยะ (Smart Community)” ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมงานหรือต้องการอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด สามารถอ่านบทความสรุปงานสัมมนาด้านล่างนี้ได้เลย

รู้จักกับ Westcon Group สักเล็กน้อย

Westcon Group เป็นบริษัทที่ปรึกษาและผู้จัดจำหน่ายโซลูชัน IT ด้านระบบเครือข่ายและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปีให้บริการโซลูชัน Networking, Security และ Unified Communications and Collaboration แบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง และดูแลรักษาแบบ 7/24 รวมไปถึงเป็นศูนย์อบรมและสอบใบรับรองเพื่อพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นทางการของผลิตภัณฑ์ชั้นนำจากทั่วโลก

ปัจจุบันนี้ Westcon Group กระจายสาขามากกว่า 70 แห่งตามภูมิภาคต่างๆ และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามากกว่า 180 ประเทศทั่วโลก เข้าสู่ตลาดประเทศไทยมานานกว่า 6 ปี มีทีมฝ่ายขายและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญชาวไทยรวมแล้วเกือบ 50 คน พร้อมให้บริการโซลูชันทางด้าน Perimeter Security, Data & Application Security, Mobility and Access Control, SD-WAN, Compliance Management, Virtualization, Cloud Security, Network Infrastructure, Unified Communication และ Video Conference

“ภัยคุกคามมีการพัฒนาและปรับตัวให้มีความสลับซับซ้อน (Sophisticated) มากขึ้นทุกวัน ทุกองค์กรจึงต้องยกระดับระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยของตนเองให้เท่าทันแฮ็กเกอร์ สำหรับ Westcon เอง เราไม่เคยนำเสนอโซลูชันราคาถูกแต่ใช้งานไม่ได้ โซลูชันที่เรานำเสนอต่อลูกค้าถูกคัดเลือกมาเป็นอย่างดีให้สามารถต่อกรกับภัยคุกคามระดับสูงในปัจจุบัน และทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินในยุคดิจิทัลได้อย่างไม่หยุดชะงัก” — Wilson Ho, Managing Director, Asia, Westcon-Comstor กล่าว

Westcon Group พร้อมให้บริการผลิตภัณฑ์ด้าน Networking, Security และ Unified Communications and Collaboration ชั้นนำหลากหลายโซลูชัน ตอบรับความต้องการขององค์กรในยุค Smart Community ดังนี้

Juniper Networks

งานวิจัยจากหลายสำนักแสดงให้เห็นว่า อุปกรณ์ IoT จะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในยุค Smart Community โดยคาดการณ์ว่า ภายในปี 2020 อาจมีอุปกรณ์ IoT มากถึง 50,000 ล้านชิ้น ในขณะที่เทคโนโลยีหลายๆ อย่างจะมีราคาถูกลง ส่งผลให้องค์กรทั่วโลกจะทำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาสนับสนุนธุรกิจ หรือที่เรียกว่าการทำ Digital Transformation มากขึ้น

หัวใจสำคัญของ Digital Transformation และ IoT คือ ข้อมูล และเพื่อให้ข้อมูลซึ่งมีปริมาณมหาศาลสามารถส่งผ่านไปมาบนระบบเครือข่ายได้อย่างมั่นคงปลอดภัย Network Infrastructure ขององค์กรควรประกอบด้วยคุณสมบัติสำคัญ 4 ประการ คือ Automated, Open, Secure และ High Performance ซึ่งโซลูชันของ Juniper Networks ก็เข้ามาตอบโจทย์เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการมีสถาปัตยกรรมที่ยืดหยุ่น มีระบบ SDN อัตโนมัติ รองรับการทำ Analytics บนระบบเครือข่าย ที่สำคัญคือมีระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยอันทรงพลังที่พร้อมรับมือกับภัยคุกคามระดับสูงแบบบูรณาการ

เว็บไซต์: https://www.juniper.net/us/en/

Avaya

Digital Transformation ไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีเข้ามาปฏิรูปการดำเนินธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องปรับปรุงการให้บริการหรือ Customer Experience (CX) ควบคู่ไปด้วย จึงจะทำให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันเริ่มมีแนวโน้มที่จะใช้บริการ Seft-service มากยิ่งขึ้น การมี CX ที่ดีจึงกลายเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการแข่งขันในยุคดิจิทัล

เพื่อยกระดับ CX ขึ้นไปอีกขั้น Avaya ได้นำเสนอ Avaya Oceana ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแบบ Omni-experience สำหรับรวบรวม แลกเปลี่ยน และวิเคราะห์ข้อมูลจากทุกช่องทางในรายละเอียดเชิงลึก เพื่อให้สามารถตอบสนองลูกค้าได้ดีที่สุด นอกจากนี้ยังผสานเทคโนโลยี AI และ Machine Learning สำหรับให้บริการ Chatbot, ทำ Root Cause Analysis และจับคู่โปรไฟล์ของลูกค้าว่าเหมาะสมที่จะให้พนักงานคนใดมาดูแลจึงจะได้ประสิทธิผลที่ดีที่สุดอีกด้วย

เว็บไซต์: https://www.avaya.com/en/

Forescout

จากการสำรวจของ Gartner พบว่า 90% ของอุปกรณ์ IoT ที่องค์กรใช้งานอยู่ในปัจจุบันเป็นประเภท Unmanageable คือ ไม่สามารถติดตามการทำงานหรือบริหารจัดการได้ ส่งผลให้อุปกรณ์ IoT กลายเป็นช่องทางใหม่ที่แฮ็กเกอร์นิยมใช้โจมตีในปัจจุบัน ซึ่งทาง IDC เองก็คาดการณ์ไว้ว่า 66% ของ Data Breach ที่จะเกิดขึ้นในปี 2018 นี้มีสาเหตุมาจากอุปกรณ์ IoT

ForeScout เป็นระบบเฝ้าระวังและควบคุมการใช้งานระบบเครือข่าย (Network Access Control) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่ม Visibility ให้แก่ระบบ IoT เพื่อให้สามารถบริหารจัดการและควบคุมด้านความมั่นคงปลอดภัยได้ ประกอบด้วยหัวใจหลัก 3 ประการ คือ See-Control-Orchestrate

  • See: ค้นหา จำแนก และประเมินอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อระบบเครือข่ายตลอดเวลา โดยไม่ต้องติดตั้ง Agent เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรสามารถมี Visibility ครอบคลุมระบบเครือข่ายทั้งหมด
  • Control: ควบคุมการใช้งานของอุปกรณ์ในระบบเครือข่าย รวมทั้งสามารถบล็อกการใช้งานเมื่อทำผิดนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยหรือมีระดับความเสี่ยงเกินกว่าจะยอมรับได้
  • Orchestrate: รองรับการทำงานร่วมกับโซลูชันของ 3rd Party มากกว่า 70 ราย เพื่อให้สามารถตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เว็บไซต์: https://www.forescout.com/

Netscout Arbor

Arbor Networks เป็นผู้ให้บริการโซลูชันสำหรับป้องกันและรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS หลังจากถูก Netscout ควบรวมกิจการได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Netscout Arbor และเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์เดิมจาก Available Protection System (APS) ไปเป็น Arbor Edge Defender (AED) โดยยังคงการทำงานและมีฟีเจอร์ครบครันเหมือนเดิม สามารถรับมือกับการโจมตีแบบ DDoS ได้ครบทั้ง 3 รูปแบบ คือ Volumetric, Application และ State Exhaustion รองรับการติดตั้งทั้งในรูปของ Appliance, Virtualization และ Cloud

นอกจากนี้ AED ยังสามารถทำงานร่วมกับ Arbor Defender One ซึ่งเป็นระบบ Analytics สำหรับวิเคราะห์และจัดทำรายงานในรายละเอียดเชิงลึก ช่วยให้สามารถป้องกันการโจมตีแบบ DDoS ทั้งในส่วนของ North-South Traffic และ East-West Traffic ที่เกิดขึ้นใน Data Center ได้อย่างสมบูรณ์

เว็บไซต์: https://www.netscout.com/arbor

Silver Peak

ผลสำรวจจาก IDC และ Cisco ระบุว่า ร้อยละ 50 ของลูกค้าจะพิจารณาการนำ SD-WAN เข้ามาแทนที่ Router ภายในปี 2020 เนื่องจาก Router ในปัจจุบันขาดศักยภาพในการทำงานบนเครือข่าย WAN ที่จะมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงมีฟีเจอร์ที่จำกัด และขาดความสามารถด้าน Automation ส่งผลให้บริหารจัดการได้ยากและมีค่าใช้จ่ายที่สูง

Silver Peak เป็นโซลูชัน SD-WAN แบบ “One Platform” คือ ผสานรวมทุกฟีเจอร์ที่เกี่ยวกับ WAN ไว้ภายในแพลตฟอร์มเดียว ไม่ว่าจะเป็น Network Segmentation, Network Analytics, Internet QoS, WAN Optimization, Secure Internet Breakout, Business Intent Routing, Statefull Firewall เสริมด้วยการทำ Automation และการบริหารจัดการจากศูนย์กลาง เหมาะสำหรับองค์กรที่มีบุคลากร IT จำกัด นอกจากนี้ Silver Peak ยังมีฟีเจอร์ First Packet iQ ซึ่งช่วยให้จำแนกประเภทของแอปพลิเคชันได้ตั้งแต่ Packet แรก ทำให้สามารถตัดสินใจเลือกเส้นทางได้เร็วยิ่งขึ้นและ Response Time ลดลง

เว็บไซต์: https://www.silver-peak.com/

BeyondTrust

Data Breach ยังคงเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ในยุคดิจิทัล ล่าสุด SingHealth ซึ่งเป็นเครือหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสิงคโปร์ถูกแฮ็ก ส่งผลให้ข้อมูลผู้ป่วยรวมแล้วกว่า 1,500,000 คนถูกขโมยออกไป อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ Data Breach ส่วนใหญ่จะไม่เกิดขึ้นถ้าองค์กรรู้จักควบคุม Privilege Account และบริหารจัดการรหัสผ่านให้แข็งแกร่ง

BeyondTrust เป็นบริษัทด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่ให้บริการโซลูชันสำหรับบริหารจัดการ Privilege Account ให้ใช้งานได้อย่างเหมาะสม ได้แก่ การเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ Privilege Passwords, การทำ Least Privilege บนอุปกรณ์ปลายทางและเครื่องเซิร์ฟเวอร์, การบริหารจัดการ Privilege บนอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก และการบริหารจัดการ Privilege บน Virtual และ Cloud

เว็บไซต์: https://www.beyondtrust.com/

Nokia

Nokia นำเสนอโซลูชัน Passive Optical Network ระดับ Gigabit หรือที่เรียกว่า GPON ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงโดยใช้ใยแก้วนำแสงแทนที่จะใช้สายทองแดง สามารถนำมาแทนที่ Core Switch และ Access Switch ที่ใช้งานอยู่ได้ทันที ช่วยประหยัดพื้นที่ตู้ Rack ลงได้มากถึง 90% และประหยัดไฟได้สูงสุดถึง 40%

เทคโนโลยี GPON ใช้ใยแก้วนำแสงในการรับส่งข้อมูลและใช้ Splitter แทน Distributed Switch ในการกระจายการเชื่อมต่อไปยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อและดูแลอุปกรณ์ Switch นอกจากนี้ยังช่วยทลายข้อจำกัดของสาย LAN ที่รองรับระยะทางสูงสุด 100 เมตร ลดค่าใช้จ่ายในการเดินสายเคเบิล และแก้ปัญหาสายเคเบิลรกได้อีกด้วย

ปัจจุบันนี้เทคโนโลยี GPON รองรับความเร็วการเชื่อมต่อสูงสุด 1 Gbps บนระยะทาง 20 กิโลเมตร ซึ่งในอนาคตเร็วๆ นี้จะรองรับความเร็ว 10 Gbps โดยใช้ Infrastructure เดิม ไม่ต้องอัปเกรดอุปกรณ์แต่อย่างใด

เว็บไซต์: https://networks.nokia.com/

Lifesize

ในยุค Smart Community นี้ วิถีการทำงานของคนในองค์กรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พนักงานเริ่มทำงานนอกสถานที่กันมากขึ้น เช่น ร้านกาแฟ โรงแรม ไซต์ลูกค้า หรือแม้แต่ที่บ้าน การติดต่อสื่อสารจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเชื่อมต่อหากันได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ซึ่งแน่นอนว่าการเห็นหน้าซึ่งกันและกันเป็นการติดต่อสื่อสารที่ดีที่สุด ระบบ Video Conference จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญขององค์กรยุคใหม่

Lifesize เป็นผู้ให้บริการโซลูชัน Collaboration บนระบบ Cloud ซึ่งช่วยให้พนักงานในองค์กรสามารถประชุมผ่านวิดีโอ แชร์หน้าจอ แชร์ไฟล์ จากที่ไหนและผ่านอุปกรณ์ใดก็ได้โดยไม่ต้องลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ใดๆ ซอฟต์แวร์ของ Lifesize รองรับการใช้งานทั้งบนคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ตโฟน หรือผ่าน Web App รวมไปถึงสามารถทำงานร่วมกับกล้องระดับ Full HD สำหรับใช้งานในห้องประชุมได้อีกด้วย

เว็บไซต์: https://www.lifesize.com/

เกี่ยวกับ Westcon Group

Westcon Group เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางด้าน Networking, Security และ Unified Communications and Collaboration ครอบคลุม 12 ประเทศภายในเขตภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค Westcon Group นำเสนอโซลูชันชั้นแนวหน้าและบริการระดับพรีเมี่ยมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าตั้งแต่ธุรกิจระดับ SME จนไปถึงองค์กรขนาดใหญ่ สำหรับประเทศไทยเองก็มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นคนไทยพร้อมให้คำปรึกษาและบริการเพื่อให้มั่นใจได้ว่า ธุรกิจสามารถเติบโตในยุค Smart Communnity ได้อย่างยั่งยืน

เว็บไซต์ของ Westcon Group: www.westconsolutions.com

from:https://www.techtalkthai.com/westcon-technology-summit-2018/

HMD ยิ้มออกหลัง Nokia ยอดขายพุ่งติดอันดับ 9 ของโลก โตขึ้นจากปีก่อนเกือบ 800%

HMD Global บริษัทผู้ชุบชีวิตแบรนด์ Nokia ที่เคยโด่งดังในอดีตขึ้นมาใหม่ในเดือนธันวาคม 2016 จนถึงตอนนี้ยังไม่ครบ 2 ปีแต่บริษัทสามารถขึ้นมาเป็นหนึ่งในแบรนด์สมาร์ทโฟนที่มียอดขายมากที่สุด 10 อันดับแรกของโลกได้เป็นที่เรียบร้อยแล้วจากผลสำรวจของ Counterpoint Research

เมื่อเปรียบเทียบยอดขายในไตรมาสที่ 2 ปีนี้กับปี 2017 พบว่าสมาร์ทโฟน Nokia ของ HMD มีตัวเลขที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 782% คิดเป็นจำนวน 4.5 ล้านเครื่องหรือประมาณครึ่งหนึ่งของยอดขายที่ LG กับ Lenovo (ที่ถือแบรนด์ Motorola อยู่) ทำได้ ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 9 ของตาราง อย่างไรก็ตามแบรนด์ 3 อันดับแรกอย่าง Samsung, Huawei, และ Apple มีส่วนแบ่งยอดขายรวมกันกินไปถึง 46% ในขณะที่ Nokia ของ HMD ยังมีส่วนแบ่งเพียง 1% เท่านั้น

สำหรับค่ายสมาร์ทโฟนอื่นๆที่มีอัตราการเติบโตที่ดีประกอบด้วย Huawei (โตขึ้น 41% จากปีก่อนจนแซง Apple ได้สำเร็จ) และ Xiaomi โตขึ้น 43% โดยตัวเลขยอดขายกำลังเข้าใกล้ Apple ขึ้นเรื่อยๆเหลือส่วนต่างเพียง 8 ล้านเครื่องเท่านั้น (ไตรมาสที่ 2 ปีก่อนต่างกัน 18 ล้านเครื่อง) ส่วน Samsung กับ LG ขายได้น้อยลง 11% กับ 23% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม Samsung ก็ยังครองตำแหน่งอันดับ 1 ไว้ได้อยู่

อย่าลืมว่าข้อมูลในตารางนี้เป็นข้อมูลเฉพาะสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่สำหรับฟีเจอร์โฟนแล้ว Nokia มียอดขายทั่วโลกติด 3 อันดับแรกเลยทีเดียว

 

ที่มา: Counterpoint via GSMArena

from:https://droidsans.com/nokia-grew-to-world-9th-smartphone-shipper/

Nokia มียอดจัดส่งสมาร์ทโฟนโตขึ้นถึง 782% ในไตรมาสที่ 2 กลับเข้าสู่ 10 อันดับ ผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของโลก

บริษัทวิจัยตลาด Counterpoint รายงานยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลก ในไตรมาสที่ 2 ปี 2018 (1 เมษายน – 30 มิถุนายน) โดยมีอันดับผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนรายใหญ่ที่สอดคล้องกับรายงานของ IDC นั่นก็คือ อันดับที่ 2 และ 3 มีการสลับที่กัน เป็น Huawei ที่แซง Apple ขึ้นมาได้สำเร็จ

แต่แบรนด์ที่น่าสนใจก็คือ Nokia ภายใต้การดูแลของ HMD Global มียอดจัดส่งที่เติบโตขึ้น 782% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ด้วยยอดจัดส่งสมาร์ทโฟน 4.5 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2 ปี 2017 ที่จัดส่งได้เพียง 5 แสนเครื่อง

ที่มา – Gizchina

from:http://www.flashfly.net/wp/225258

เอชเอ็มดี โกลบอล บ้านใหม่ของมือถือโนเกีย ส่งเกมงูด้วยกล้อง AR ตัวใหม่ของ Facebook

เกมงูสุดคลาสสิกบนโทรศัพท์มือถือของโนเกีย กลับมาสร้างกระแสอีกครั้งในเวอร์ชั่นใหม่บน  สมาร์ทโฟน ผ่านแพลตฟอร์มกล้อง AR ของ Facebook ที่มาพร้อมกับฟิลเตอร์ Snake Mask และ Snake Real World ให้เลือกในโหมดหลายผู้เล่น (multiplayer) ด้วยการผสานเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) ให้แฟน ๆ ที่ชื่นชอบเกมงูสามารถ “แปลงร่าง” เป็นงู

และสามารถสตรีมแบบสด ๆ บน Facebook ได้ และเพื่อฉลองการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่นี้ Matt Keck ยูทูบเบอร์ชื่อดังจะทำวิดีโอ #imasnake2 ออกมาเป็นพิเศษ โดย Matt เป็นที่รู้จักกันในโลกอินเทอร์เน็ตจาก วิดีโอยอดฮิตชื่อ I’m a snake ในปี 2553

HMD Global Snake

เอชเอ็มดี โกลบอล เจ้าของลิขสิทธิ์การจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟน แบรนด์โนเกียทั่วโลกแต่เพียงผู้เดียว ประกาศนำเกมงูสุดคลาสสิกกลับมาให้ผู้ใช้งานได้เพลิดเพลิน กันอีกครั้ง ในเวอร์ชั่นสุดทันสมัยที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) พร้อมด้วยฟิลเตอร์ Snake Mask และ Snake Real World ที่จะช่วยเชื่อมต่อเกมยอดฮิตในอดีตเข้ากับแฟนโนเกียรุ่นใหม่

ระดับความเพลิดเพลินของเกมงูเวอร์ชั่นใหม่นี้ถือว่าไม่น้อยหน้าเวอร์ชั่นคลาสสิก โดยมีเทคโนโลยี AR เข้ามาสร้างสีสันทำให้ผู้เล่นสามารถสวมบทเป็นงูที่คอยไล่งับลูกแอปเปิ้ลเอง ซึ่งเรียกว่า Snake Mask ซึ่งอาศัยเทคโนโลยี AR ใหม่ล่าสุดจาก Facebook เพื่อให้เข้าถึงกลุ่ม ผู้ใช้งานได้อย่างทั่วถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นที่สวนสัตว์ ชายหาด บนเครื่องบิน หรือที่ไหน ๆ ตอนนี้ทุกคนก็สามารถเล่นเกมงูได้  ทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่เปิดกล้องของ Facebook

นอกจากนั้นแล้วเกมงูยังรองรับระบบการทำงานของ Facebook Live ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสตรีมสดขณะเล่นบนหน้าฟีดของ Facebook และยังสามารถชวนเพื่อน ๆ มาร่วมเล่นไปพร้อมกันได้อีกด้วยฟิลเตอร์ Snake Mask อาศัยกล้องหน้าของสมาร์ทโฟนโนเกีย ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ในการเปลี่ยนผู้เล่นให้กลายเป็นตัวละครงูในเกม ซึ่งสามารถเคลื่อนไหว ตามใบหน้าของผู้ใช้งาน

ในขณะที่ฟิลเตอร์ Snake Real World อาศัยกล้องหลังในการเล่นนอกจากนั้นยังได้ศิลปินตลก และยูทูบเบอร์ชื่อดัง Matt Deck ผู้สร้างวิดีโอ I’m a Snake” ซึ่งบังเอิญกลายเป็นที่นิยม บนโลกออนไลน์และมียอดวิวกว่า 23 ล้านครั้งบน YouTube ได้ทำการทดลองเล่นเกมงูบน Facebookและได้สร้างวิดีโอไวรัลยอดฮิตขึ้นอีกครั้ง

โดยคราวนี้เขานำฟิลเตอร์ Snake Mask มาใช้เพื่อโชว์ความยอดเยี่ยมของฟีเจอร์ใหม่นี้ให้ได้รับชมกัน มร.เป็กกา รันทาลา หัวหน้าฝ่ายการตลาดและรองประธานบริหารของ HMD Global กล่าวว่า “เกมงูที่เคยเป็นที่นิยมไปทั่วโลกได้เลื้อยกลับเข้าไปอยู่ในใจของผู้ใช้งานอีกครั้งในงาน MWC ในปี 2560 เมื่อเราประกาศว่าจะนำมันกลับมาให้เล่นบน Facebook Messenger และเกมงูในเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียรุ่นใหม่ โดยเฉพาะทำให้ ผู้เล่นสามารถชักชวนเพื่อนฝูงให้เข้ามาร่วมเล่น และอวดคะแนนกันได้ง่ายขึ้น ซึ่งทำให้เกมเวอร์ชั่นนี้ตื่นเต้นยิ่งกว่าเวอร์ชั่นคลาสสิก

และครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเกมงูที่เราเปิดให้เล่น บนแพลตฟอร์มที่เป็นสากล แทนที่จะเล่นได้เฉพาะในอุปกรณ์บางรุ่น และตอนนี้มีผู้เล่นแล้วกว่า 121 ล้านคนทั่วโลก วันนี้พวกเราได้ส่งมอบประสบการณ์ความเพลิดเพลินที่เหนือระดับยิ่งกว่าเดิม ให้กับแฟนๆด้วย การทำให้พวกเขาสามารถสวมบทเป็นงูและไล่กินแอปเปิ้ลในเกมได้เอง ด้วยฟิลเตอร์ต่างๆ ที่มีในกล้องบน Facebook เอชเอ็มดี โกลบอล ยินดีที่ได้นำเกม สุดคลาสสิกในอดีต เข้าสู่ยุคสมัย แห่งเทคโนโลยี AR”

ผู้เล่นสามารถเลือกเอกเฟกต์หรือฟิลเตอร์ต่าง ๆ ได้ผ่านกล้องบน Facebook ที่ทุกคนสามารถ ใช้งานได้ ไม่ใช่แค่เฉพาะบนสมาร์ทโฟนของโนเกียเท่านั้น แต่สามารถเล่นได้บนระบบปฏิบัติการทั้ง Android และ iOS เอชเอ็มดี โกลบอล สนับสนุนให้ผู้เล่นร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์การเล่นเกมงูในสถานที่ต่าง ๆ ที่พวกเขาคิดว่าแปลกที่สุดให้กับผู้เล่นคนอื่น ๆ โดยติดแฮชแท็ก #iamsnake2

วิธีการเล่น

  1. เข้าแอพ Facebook
  2. คลิกไอค่อนกล้องที่มุมซ้ายบนเพื่อเปิดกล้อง
  3. เลื่อน Snake Mask
  4. เริ่มเล่นได้เลย!

รับชมวีดีโอจาก MattKeck YouTube #imasnake2 ได้ที่https://www.youtube.com/watch?v=XZBu6rbYfwo&feature=youtu.be

from:http://mobileocta.com/hmd-global-new-home-of-nokia-mobile-send-snake-game-with-new-camera-ar-of-facebook/

แนะนำมือถือราคาพิเศษจากโปรคลื่นใหม่ dtac-T มีตัวไหนน่าสนใจบ้าง?

หลังจากที่ dtac ได้เปิดให้บริการคลื่น 2300MHz ในชื่อ dtac TURBO (dtac-T) เพื่อความรวดเร็วและไหลลื่นของเน็ตมือถือ แน่นอนว่าหลายๆ คนก็ต้องอยากใช้กันบ้างล่ะ วันนี้เราก็เลยเฟ้นหาเหล่ามือถือที่รองรับ dtac-T มาแนะนำให้ พร้อมกับโปรราคาพิเศษของ dtac อีกด้วยนะ

โดยตอนนี้ dtac กำลังจัดโปรมือถือราคาพิเศษที่ลดสูงสุดถึง 17,950 บาท ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยว่ามีรุ่นไหนบ้างที่ร่วมโปรราคาพิเศษจาก dtac

ราคามีการอัพเดทเรื่อยๆ เลยไม่ได้ใส่ไว้ให้ ยังไงกดเข้าไปดูกันเอาเองในเว็บ dtac อีกทีนะ

มือถือราคาประหยัด

  • Galaxy J4
  • Galaxy J7 Core
  • Galaxy J6
  • Galaxy J2 Pro
  • Huawei Y7 Pro 2018
  • Huawei Y9 2018
  • Huawei Y3 2018
  • Wiko View Max
  • Wiko Tommy 3
  • OPPO A83
  • Nokia 8110

สำหรับมือถือระดับนี้จะเหมาะกับผู้ใช้งานที่ไม่ต้องการสเปคเครื่องสูงๆ เอาไว้เล่นเกมหนักๆ หรือเน้นถ่ายภาพซักเท่าไหร่ แต่การใช้งานธรรมดาๆ อย่างเล่นโซเชียล เข้าเว็บ ดูวิดีโอผ่าน YouTube หรือแอปอื่นๆ เล่นเกมแคชวลนิดๆ หน่อยๆ ก็สามารถใช้ได้แบบไม่มีปัญหา ส่วนรุ่นที่น่าสนใจในราคาระดับนี้ก็จะมี

Huawei Y9 2018

มือถือ 4 กล้อง ราคาประหยัด แถมแบตอึด ที่สามารถใช้งานทั่วไปได้แบบครบเครื่อง แถมยังมีกล้องหน้าคู่หลังคู่ใช้ถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอได้เนียนกว่ามือถือกล้องเดี่ยวรุ่นอื่น นอกจากนี้ยังมีแบตสุดอึดขนาด 4000 mAh ที่ใช้งานปกติได้ 2 วัน สบายๆ

 

OPPO A83

เป็นอีก 1 รุ่น ที่มีสเปคครบครัน ใช้งานทั่วไปได้สบายๆ และแน่นอนว่าน่าจะถูกใจสายเซลฟี่ เพราะ OPPO เค้าถือเป็นมือ 1 ในด้านการเซลฟี่อยู่แล้วกับกล้องหน้าขนาด 8MP พร้อมระบบ AI Beauty ที่ถ่ายออกมาได้เป็นธรรมชาติ แถมแบตเตอรี่ก็ใช้ได้สบายๆ 2 วันเช่นกัน

 

Nokia 8110

สำหรับคนที่อยากได้มือถือสำรอง หรือคิดว่าไม่ได้ใช้งานแอปโซเชียล เล่นเกม เข้าเว็บ ถ่ายรูป ฯลฯ อะไรพวกนี้เลย ก็อาจจะลองดูเป็นฟีเจอร์โฟนอย่าง Nokia 8110 ก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว

 

มือถือระดับกลาง

  • Galaxy A6
  • Galaxy J7 Pro
  • Galaxy J7 Plus
  • Galaxy A6+
  • Galaxy A8 Star
  • OPPO F7
  • OPPO F7 128GB
  • OPPO R15 Pro
  • vivo X21
  • vivo Y85
  • vivo V9
  • iPhone 6 32GB
  • iPhone 6s Plus 32GB

มือถือในระดับกลางๆ ก็จะเหมาะกับคนที่อยากได้มือถือสเปคดีขึ้นมาอีก แบบใช้งานได้ลื่นๆ ทุกอย่าง และมีกล้องหน้า + หลัง ที่มีคุณภาพพอฟัดพอเหวี่ยงกับเรือธงบางรุ่น แต่อาจจะมีฟีเจอร์ไม่เจ๋งเท่ามือถือระดับไฮเอนด์ (ซึ่งบางฟีเจอร์มีไว้ก็แทบไม่ได้ใช้อยู่แล้ว) ก็ลองขยับราคาขึ้นมาอีกหน่อยนึงเพื่อสเปคที่ดีกว่าและใช้งานได้ลื่นๆ อีกอย่างน้อยก็เป็นปี 2 ปีล่ะ และสำหรับมือถือในระดับนี้ที่น่าสนใจก็จะมี…

Galaxy A8 Star

เปิดตัวกันไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อต้นเดือนเลย สำหรับ Galaxy A8 Star มือถือระดับกลางที่ค่อนไปทางสูง มาพร้อมสเปคที่สามารถใช้งาน และเล่นเกมใน Play Store ได้ทุกเกมแบบลื่นๆ (แต่บางเกมก็ปรับสุดไม่ได้นะ) มาพร้อมกล้องหลังคู่ความละเอียดสูง 16MP + 24MP และกล้องหน้า 24MP แถมด้วยหน้าจอ SuperAMOLED ขนาดยักษ์ 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ อีกด้วย

 

Vivo X21 / OPPO R15 Pro

สำหรับ 2 รุ่นนี้เลือกไม่ถูกจริงๆ เพราะสเปคและราคามาแบบสูสีกันสุดๆ โดยทั้งคู่มาพร้อมชิป Snapdragon 660 ที่ใช้งานและเล่นเกมได้แบบลื่นไหล ส่วนเรื่องของกล้องก็ให้ภาพถ่ายที่ดีงามทั้งคู่ เรียกว่ากินกันไม่ลงจริงๆ ต้องมาเลือกดูที่ดีไซน์เอาละกันนะ ว่าใครจะชอบแบบไหน

 

มือถือระดับไฮเอนด์

  • Galaxy S9+ 256GB
  • Galaxy S9 64GB
  • Galaxy S9+ 64GB
  • Galaxy Note 8
  • Huawei P20
  • Huawei P20 Pro
  • iPhone 7 32GB
  • iPhone 7 128GB
  • iPhone 7 Plus 32GB
  • iPhone 7 Plus 128GB
  • iPhone 8 64GB
  • iPhone 8 256GB
  • iPhone 8 Plus 64GB
  • iPhone 8 Plus 256GB
  • iPhone X 64GB
  • iPhone X 256GB

สุดท้ายกับมือถือระดับไฮเอนด์ที่มีราคาตั้งแต่ 2 หมื่นบาทขึ้นไป แน่นอนว่าสเปคของแต่ละรุ่นนั้นจัดเต็มมาแบบสุดๆ เท่าที่เทคโนโลยีมือถือในช่วงปีนั้นจะสามารถทำได้ ซึ่งหลายๆ คนที่เลือกซื้อมือถือระดับนี้ก็มักจะซื้อแล้วสามารถใช้งานได้ยาวๆ อีก 2 – 3 ปีไปเลยก็มี หรือไม่ก็ซื้อเพราะมีฟีเจอร์เจ๋งๆ ที่รุ่นอื่นไม่สามารถทำได้ ส่วนการใช้งานต่างๆ ก็ไม่ต้องห่วงเลยล่ะ เพราะลื่นปรื๊ดๆ แน่นอน ส่วนมือถือในระดับนี้ที่แนะนำก็จะมี

Galaxy S9+

มือถือเรือธงสเปคครบเครื่อง แรงและเร็ว แถมยังมีกล้องหลังคู่ที่สวยงามไม่แพ้ใคร และยังถ่ายวิดีโอแบบ Super Slo-Mo ได้อีก เรื่องความบันเทิงก็จัดให้แบบเต็มเหนี่ยวด้วยหน้าจอ SuperAMOLED ขนาด 6.2 นิ้ว ความละเอียด 2K, ลำโพงคู่สเตอรีโอบน-ล่าง ที่ให้เสียงกระหึ่มไม่ว่าจะฟังเพลงเล่นเกม แถมยังกันน้ำได้ระดับ IP68 อีกต่างหาก

 

Huawei P20 Pro

มือถือสุดเทพกล้อง 3 ตัว เลนส์ Certified by LEICA ที่ตอนนี้ยังไม่มีใครโค่นคะแนนใน DxOMark ลงได้ มาพร้อมชิป Kirin 970 ที่ไม่ต้องห่วงเรื่องประสิทธิภาพเลย เพราะลื่นๆ สูสีกับเรือธงรุ่นอื่นๆ ในตลาดตอนนี้ แถมยังจะได้อัพเดท GPU Turbo รีดประสิทธิภาพในการเล่นเกมอีก

 

iPhone X

มือถือยอดฮิตสเปคครบเครื่องอีก 1 รุ่น ที่สามารถใช้งานได้แบบลื่นๆ ทุกอย่าง ส่วนกล้องหลังก็ไม่ต้องห่วงเพราะถ่ายออกมาได้ดีสูสีกับมือถือเรือธงระดับเดียวกันเลย นอกจากนี้ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยของตัวเครื่องด้วยระบบสแกนใบหน้าที่รวดเร็วและปลอดภัยกว่ามือถือรุ่นอื่นๆ เพราะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับใบหน้าแบบ 3 มิติ อีกด้วย

 

ราคาของมือถือแต่ละรุ่นสามารถเข้าไปเช็คได้ใน เว็บไซท์ dtac กันเลย ส่วนใครที่มองหาแล้วยังไม่เจอรุ่นที่ถูกใจก็สามารถเข้าไปดูรายชื่อมือถือที่รองรับคลื่น 2300MHz เพิ่มเติมได้จากบทความ รวมรายชื่อโทรศัพท์มือถือที่รับคลื่น 4G 2300MHz ของ dtac ได้เลย

สำหรับลูกค้าดีแทค ก็ยิ่งไม่ต้องกลัวว่าซิมจะดับตามที่ได้ยินมา การให้บริการมือถืออย่างต่อเนื่อง หรือ “ซิมไม่ดับ” คือหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกันของ กสทช. ในฐานะองค์กรกำกับดูแล ซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค และดีแทคที่ให้บริการมือถือ ที่จะต้องดูแลลูกค้าช่วงเปลี่ยนผ่านและหมดสัมปทานร่วมกันไม่ให้ลูกค้าซิมดับ โดย dtac ได้ยื่นแผนคุ้มครองลูกค้าใช้งานมือถือหลังหมดสัมปทานร่วมกัน ต่อ กสทช.แล้วเมื่อ 7 มิ.ย. ขณะนี้อยู่ในระหว่างพิจารณา

สำหรับลูกค้า 2G ตรวจสอบสิทธิ์เรื่องซิมการ์ดได้ที่ *444# โทรออก เพื่อตรวจสอบสถานะ

ใครที่อยากรู้ว่ามือถือรุ่นไหนรองรับ dtac Turbo ก็กดเข้าไปดูในลิ้งค์ด้านบนได้เลยครับ

from:https://droidsans.com/dtac-t-phones-promotion/