คลังเก็บป้ายกำกับ: Press_Release

[PR] พบกับทีซีซีเทคได้ในงาน April Series 2017 ณ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ พร้อมข้อเสนอพิเศษของบริการคลาวด์และอินเทอร์เน็ตสำหรับองค์กรที่บูธของทีซีซีเทค

พบกับทีซีซี เทคโนโลยี (ทีซีซีเทค) ผู้นำและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานไอทีได้ที่งาน April Series 2017 ในวันที่ 26-27 เมษายน 2560 ณ ห้องวายุภักษ์ 2-4 โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ การเข้าร่วมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผู้เข้าร่วมงานและตัวแทนองค์กรกว่า 1,000 ราย ในการขับเคลื่อนองค์กรและประเทศสู่การเป็น “ประเทศไทย 4.0” และนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษของบริการคลาวด์และอินเทอร์เน็ตสำหรับองค์กรที่บูธของทีซีซีเทค

สำหรับงาน April Series 2017 ประกอบด้วย 3 เวทีหลัก ได้แก่ “Education ICT Forum 2017” (เวทีสำหรับสถาบันและระบบการศึกษา) “Healthcare Technology Summit 2017” (เวทีสำหรับบริการด้านสาธารณสุขสำหรับประชาชน) และ “Innovation School Summit 2017” (เวทีด้านการเรียนการสอนภายในสถานศึกษา)

พบกับเราได้ที่บูธของทีซีซีเทค และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tcc-technology.com หรือโทรศัพท์ 02-626-0000

from:https://www.techtalkthai.com/tcc-technology-april-series-2017/

Advertisements

[PR] แซสคว้าตำแหน่ง ‘Strong Performer’ ด้านเทคโนโลยีแพลตฟอร์มอัจฉริยภาพทางดิจิทัล (DI)

ภารกิจอย่างหนึ่งที่นักการตลาดในปัจจุบันต่างให้ความสำคัญคือ การนำเสนอประสบการณ์ที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ให้กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง และจากข้อมูลการจัดอันดับใหม่ในครั้งนี้ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของภารกิจดังกล่าว เมื่อเทคโนโลยี SAS® Customer Intelligence ได้รับตำแหน่ง “Strong Performer” ในรายงาน The Forrester Wave™: Digital Intelligence Platforms, Q2 2017  ซึ่งระบุว่า แซสประสบความสำเร็จอย่างมากกับความสามารถด้าน DI (Digital Intelligence) ของตนในรูปของโมดูลเสริมในลักษณะการทำงานแยกส่วนที่พร้อมเข้าไปสนับสนุนการตัดสินใจให้กับนักการตลาดแบบเรียลไทม์ ทั้งการวิเคราะห์ข้อความ การทำเหมืองข้อมูล การแสดงภาพข้อมูล และการวิเคราะห์ IoT (Internet of Things) เป็นต้น

ทั้งนี้ความคาดหวังของลูกค้าที่สูงขึ้นในปัจจุบันซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยมในทุกช่องทาง ทำให้นักการตลาดพยายามสรรหาเทคโนโลยีเพื่อมาตอบสนองความต้องการลูกค้าและเพื่อบรรลุผลดังกล่าว นักการตลาดจะต้องใช้แพลตฟอร์มเทคโนโลยีด้านการตลาดแบบครบวงจรที่ครอบคลุมทั้งด้านข้อมูลและการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเพื่อให้สามารถทำการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้าน CI (Customer Intelligence) ยังมอบความไว้วางใจให้กับแซสในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและในฐานะพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพราะเชื่อมั่นว่าจะสามารถผสานรวมเทคโนโลยีด้านข้อมูลดิจิทัล การวิเคราะห์ และการยกระดับความผูกพันของลูกค้าเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นายณัฐพล อภิลักษณ์โตยานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แซส ซอฟท์แวร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ความผูกพันของลูกค้าในแบบเรียลไทม์จะไม่ใช่สิ่งที่เลือกได้อีกต่อไป เนื่องจากนักการตลาดด้านอัจฉริยภาพทางดิจิทัลจะต้องใช้ข้อมูลที่เชื่อถือได้เท่านั้น ซึ่งหมายรวมถึงข้อมูลบนเว็บไซต์ มือถือ อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (IoT) และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อนำเสนอการมีปฏิสัมพันธ์ระดับห้าดาวที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการภายใต้ข้อตกลงของลูกค้า และต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ซึ่ง SAS Customer Intelligence 360 เป็นศูนย์รวมเทคนิคการตลาดิจิทัลที่รวมข้อมูลจากทุกช่องทางพื่อช่วยให้ผู้ใช้หรือนักการตลาดสามารถตัดสินใจได้เร็วขึ้น และยึดตามข้อเท็จจริงเป็นหลักและเพื่อรักษาฐานลูกค้าที่มีอยู่เอาไว้ให้ได้

รายงานจากบริษัท ฟอร์เรสเตอร์ ยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะพิเศษของแพลตฟอร์มอัจฉริยภาพทางดิจิทัลแบบครบวงจรว่าแบ่งออกเป็นสามระดับชั้น ได้แก่ การบริหารจัดการข้อมูลดิจิทัลเพื่อการเก็บรวบรวม เทคโนโลยีการวิเคราะห์ทางดิจิทัล และการยกระดับความผูกพันทางดิจิทัลสู่ขั้นสูงสุด นอกจากนี้ บริษัท ฟอร์เรสเตอร์ยังระบุด้วยว่า “แผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ DI ของแซสมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มความเชี่ยวชาญและขีดความสามารถให้กับโซลูชันการวิเคราะห์ลูกค้าเป็นสำคัญ

###

เกี่ยวกับบริษัท แซส

บริษัท แซส เป็นผู้นำในตลาดซอฟต์แวร์และบริการด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงธุรกิจ (Business Analytics) ด้วยโซลูชั่นเชิงนวัตกรรมที่ให้ลูกค้าในรูปของ Integrated Framework และเทคโนโลยีสำหรับการรวบรวมข้อมูล  การวิเคราะห์ และการเข้าถึงข้อมูลช่วยให้ลูกค้าของแซส ที่มีมากกว่า 75,000 แห่งทั่วโลก สามารถตัดสินใจทางธุรกิจได้ดี และรวดเร็วยิ่งขึ้น และนับตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา แซส เดินหน้าอย่างมุ่งมั่นในการเป็น “พลังแห่งการรอบรู้” หรือ The Power to Know® สำหรับลูกค้าทั่วโลก

from:https://www.techtalkthai.com/sas-awarded-strong-performer-in-digital-technology-platform/

[PR] ดีป้า แถลง เร่งจัดทำโครงสร้างบทบาทหน้าที่ให้สอดรับกับภารกิจใหม่ ให้เสร็จก่อนวันที่ 23 กรกฎาคม 2560

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ด.ศ.) แถลงภารกิจหน้าที่มุ่งสรรหาพนักงาน สรรหาคัดเลือกผู้อำนวยการ และจัดทำโครงสร้างบทบาทหน้าที่ให้สอดคล้องกับภารกิจใหม่ตามพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2560  โดยมุ่ง 5 กลุ่มงานสำคัญ ประกอบด้วย กลุ่มงานศูนย์พัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรม กลุ่มสังคมและกำลังคนดิจิทัล กลุ่มงานเศรษฐกิจดิจิทัล กลุ่มยุทธศาสตร์และบริหาร กลุ่มขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในพื้นที่ ซึ่งต้องให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 23 กรกฎาคม 2560   

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าวถึงโครงสร้างการทำงานของ
ดีป้าว่า 
ขณะนี้อยู่ระหว่างสรรหาคัดเลือกพนักงานเดิมจากซิป้า (สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ) เพื่อจะมาเป็นพนักงานดีป้า ตามโครงสร้างองค์กรใหม่ที่จัดทำขึ้นสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ภารกิจขององค์กร และการสรรหาคัดเลือกผู้อำนวยการตามมา เนื่องจากโดยตำแหน่งผู้อำนวยการปัจจุบันเป็นตำแหน่งชั่วคราวที่ได้รับแต่งตั้งจาก ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในช่วงการทำงาน 1 เดือนครึ่งที่ผ่านมาเราได้ดำเนินการเสร็จไปแล้วหลายเรื่อง โดยเฉพาะโครงสร้างใหม่ของดีป้าซึ่งแบ่งการทำงานเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย

1.กลุ่มงานศูนย์พัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรม นับเป็นกลุ่มงานพิเศษ ที่จะดำเนินโครงการตามนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวกับการขับเคลื่อนดิจิทัลไทยแลนด์ ตัวอย่างเช่น โครงการพิเศษว่าด้วยเรื่องของดิจิทัล ปาร์ค ด้วยการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆตามบทบาทหน้าที่ด้านการส่งเสริมของสำนักงาน

2.กลุ่มสังคมและกำลังคนดิจิทัล ซึ่งเป็นการนำดิจิทัลเทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคม โดยแบ่งเป็นฝ่ายงานต่างๆ ได้แก่

ฝ่ายงานที่ 1 ฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังดิจิทัล

ฝ่ายงานที่ 2 ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาชุมชน

ฝ่ายงานที่ 3 ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคง ให้เป็นไปตามพรบ.ที่กำหนด คือให้เร่งพัฒนากำลังคน และบุคลากรแรงงานด้วยเป็นการเพิ่ม Workforce มาเป็น Up Skill เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับการเปลี่ยนแปลงรองรับกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC)

3.กลุ่มงานเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีรองผู้อำนวยการและฝ่ายงานต่างๆ ดูแล ซึ่งประกอบด้วย 3 ฝ่าย ได้แก่ 

ฝ่ายที่ 1 ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรแนวใหม่ 

ฝ่ายที่ 2 ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรม S Curve

ฝ่ายที่ 3 ฝ่ายส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัล ดูแลด้านการส่งเสริมการลงทุน และส่งเสริมการตลาด

4. กลุ่มยุทธศาสตร์และการบริหาร ซึ่งดูแลงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ข้อมูลให้เป็นไปตามที่พรบ.กำหนด

5. กลุ่มงานที่ 5 เป็นกลุ่มการทำงานที่ขึ้นตรงกับผู้อำนวยการ เพื่อขับเคลื่อนการใช้ดิจิทัลและเทคโนโลยีนวัตกรรมในพื้นที่ ซึ่งจะแบ่งการทำงานออกเป็นฝ่ายประกอบด้วย ฝ่ายส่งเสริมสนับสนุนบริการในพื้นที่ภาคเหนือในสาขาภาคเหนือตอนบน สาขาภาคเหนือตอนล่าง ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนบริการในพื้นที่ภาคอีสานในสาขาภาคอีสานตอนบน สาขาภาคอีสานตอนกลาง และสาขาภาคอีสานตอนล่าง ฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนบริการในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกในสาขาภาคกลางตอนบน สาขาภาคกลางตอนล่าง สาขาภาคตะวันออก และฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนบริการในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ สาขาภาคใต้ตอนบน สาขาภาคใต้ตอนล่าง โดยการดำเนินงานของกลุ่มนี้จะพัฒนาเฉพาะส่วนกลางคงไม่ได้ ต้องมีการขยายพื้นที่ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของการขยายผลการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งจะกำหนดให้มีกลุ่มการทำงานเป็นจังหวัด เป็นสาขา รวมทั้งหมด 12 สาขา 72 จังหวัด ในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้าไม่นับรวมกรุงเทพมหานคร เป็นต้น

หลังจากการคัดเลือกพนักงานเข้าปฏิบัติงานตามโครงสร้างดังกล่าว ภายในวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๐ แล้วดีป้าจึงจะรับสมัครบุคคลภายนอกที่เหมาะสมเข้าเสริมทัพในส่วนงานต่างๆต่อไป

from:https://www.techtalkthai.com/depa-speed-up-plan-for-digital-economy-support/

[PR] แคสเปอร์สกี้ แลป เผย บริษัทการเงินเสียหายเกือบล้าน เมื่อถูกโจมตีทางไซเบอร์เพียง 1 ครั้ง

ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์ของธุรกิจการเงินกำลังถีบตัวสูงขึ้น ขณะที่ความยุ่งยากซับซ้อนของภัยคุกคามก็มากขึ้นด้วยเช่นกัน รายงานการวิจัยฉบับใหม่ โดยแคสเปอร์สกี้ แลป กับ บีทูบี อินเตอร์เนชั่นแนล เผยขนาดและผลกระทบของการโจมตี ที่ธุรกิจการเงินต่างต้องเผชิญความสูญเสียมูลค่าเฉลี่ยเกือบล้านดอลล่าร์สหรัฐ ($926,000) ต่อการถูกโจมตีแต่ละครั้ง

ตัวเลขเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ Financial Institutions Security Risks 2016 รายงานผลการสำรวจบรรดามืออาชีพในอุตสาหกรรมการเงินเน้นที่ความท้าทายด้านความปลอดภัยหลักของธนาคาร และสถาบันการเงิน ทั่วโลก และค่าใช้จ่ายด้านการเงินที่เกี่ยวเนื่องกับการถูกโจมตีทางไซเบอร์ในบางกรณี ประเภทการโจมตีที่มีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดสำหรับองค์กรการเงิน คือ ภัยคุกคามที่ใช้ช่องโหว่ในระบบ point-of-sale (POS) ซึ่งมูลค่าความเสียหายขององค์กรหนึ่งๆ สูงถึง $2,086,000 การโจมตีอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่มาเป็นลำดับที่สองที่มีค่าความเสียหายถึง $1,641,000 ตามด้วยการโจมตีแบบกำหนดเป้าหมาย $1,305,000

การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ข้อกำหนดเป็นตัวผลักดันหลักในการเพิ่มการลงทุนในระบบความปลอดภัยไอทีของธนาคารและสถาบันการเงิน การสำรวจพบว่า 63% ขององค์กรเชื่อว่าการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นั้นไม่เพียงพอต่อระบบความปลอดภัย และที่สำคัญโครงสร้างไอทีก็มีความซับซ้อนขนาดใหญโตขึ้น จึงต้องเพิ่มการลงทุนด้านความปลอดภัยตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น บริษัทการเงินโดยทั่วไปมักจะใช้โครงสร้าง Virtual Desktop Infrastructure (VDI) และบริหารจัดการอุปกรณ์ของผู้ใช้งานทั้งสิ้นโดยประมาณที่ 10,000 ราย และประมาณกึ่งหนึ่งเป็นสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

การขาดความเชี่ยวชาญภายในองค์กร ขาดทิศทางที่ชัดเจนจากฝ่ายบริหาร และการที่ธุรกิจขยายตัวต่อเนื่อง จัดเป็นเหตุผลหลักๆ ที่ต้องเพิ่มงบประมาณในการลงทุนด้านความปลอดภัย ซึ่งโดยทั่วไปก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเลี่ยงได้สำหรับบรรดาบริษัทการเงินส่วนมาก โดยที่ 83% ของบริษัทเหล่านี้คาดการณ์การเพิ่มงบลงทุนด้านระบบความปลอดภัยไอทีด้วยเช่นกัน

เวเนียมีน เลฟซอฟ รองประธาน ฝ่ายธุรกิจเอ็นเทอร์ไพรซ์ แคสเปอร์สกี้ แลป ให้ความเห็นว่า “เมื่อพิจารณามูลค่าความเสียหายจากการโจมตีไซเบอร์แล้ว ไม่แปลกใจเลยว่าบริษัทการเงินต้องวางแผนเพิ่มงบประมาณด้านระบบความปลอดภัย เพราะนโยบายกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยที่จะประสบความสำเร็จได้จะต้องวางดุลยภาพให้เหมาะสมด้านการจัดสรรทรัพยากร— ไม่เพียงแค่ใช้จ่ายซื้อเพื่อให้เข้ากับกฎข้อกำหนดต่างๆ เท่านั้น แต่ยังต้องจัดการรับมือกับระบบการป้องกันให้พ้นจากการโจมตีแบบกำหนดเป้าหมาย ใส่ใจกับความรู้เรื่องความปลอดภัยระดับบุคคล และยังต้องมีข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำเกี่ยวกับภัยที่คุกคามอุตสาหกรรมการเงินอยู่โดยเฉพาะอีกด้วย”

การสำรวจพบว่าบริษัทการเงินต้องการหาวิธีรับมือกับปัญหาด้านความปลอดภัยให้ได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการหันมาสนใจข้อมูลเชิงลึก และทำการตรวจสอบระบบความปลอดภัย พบว่า 73% เชื่อว่ามาตรการเช่นนี้ให้ผลดี อย่างไรก็ตาม องค์กรการเงินมักไม่นิยมใช้บริการจากเธิร์ดปาร์ตี้หรือบริษัทจากภายนอกองค์กร มีเพียง 53% ที่พบว่าเป็นวิธีการที่ให้ผลสำเร็จ

ผู้เชี่ยวชาญจากแคสเปอร์สกี้ แลป แนะนำหลัก 5 ประการด้านกลยุทธ์ความปลอดภัยที่เหมาะสมกับองค์กรการเงินในปี 2017

  1. ระวังการโจมตีแบบกำหนดเป้าหมาย
    การโจมตีแบบกำหนดเป้าหมายต่อองค์กรทางการเงินนั้นมีแนงโน้มว่าอาศัยผ่านเธิร์ดปาร์ตี้มือที่สาม หรือผู้รับจ้าง บริษัทเหล่านี้มักมีระบบความปลอดภัยที่ไม่ได้เรื่องหรือไม่มีเลย และถูกใช้เป็นจุดแรกของมัลแวร์หรือฟิชชิ่งเริ่มเจาะเข้าระบบ
  2. อย่ามองข้ามภัยคุกคามที่ดูไม่ซับซ้อน
    ผู้ร้ายสามารถลงมือกับคนหมู่มาก เพื่อเงินที่ตกได้จากจำนวนเหยื่อด้วยการใช้ทูลที่ธรรมดาที่สุด วิศวกรรมสังคม (Social engineering) มีส่วนถึง 75% ของการโกงทางไซเบอร์ ขณะที่ 17% เท่านั้นที่เกิดจากมัลแวร์
  3. อย่าให้น้ำหนักการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์มากกว่าการป้องกันตนเอง
    งบประมาณมักจะลงไปที่การปฏิบัติตามให้อยู่ในกฎเกณฑ์ข้อกำหนด แต่การเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบความปลอดภัย และลงทุนกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็เป็นการสร้างดุลยภาพที่เหมาะสมให้แก่การจัดการทรัพยากรภายในองค์กร
  4. ทำการทดสอบการเจาะเข้าระบบเป็นประจำ
    ช่องโหว่ที่เล็ดลองสายตานั้นมีอยู่จริง สามารถตรวจหาได้ด้วยการติดตั้งทูลที่มีความซับซ้อน สามารถที่จะตรวจสอบ ทดสอบการเจาะเข้าระบบ เพื่อระบุหาช่องโหว่ที่อาจมีอยู่ได้ ต้องคอยสอดส่องหาจุดอ่อนและภัยคุกคามอยู่ตลอดเวลา ก่อนที่จะสายเกินไป
  5. ใส่ใจกับภัยคุกคามจากภายในองค์กร
    พนักงานสามารถเป็นเหยื่อของอาชญากร หรือเป็นผู้ร้ายเสียเอง นโยบายด้านความปลอดภัยที่ให้ผลดีคือต้องปกป้องข้ามขั้น ต้องลงลึกไปจนถึงเทคนิคการตรวจจับพฤติกรรมกิจกรรมใดๆ ที่น่าสงสัยภายในองค์กรได้ด้วย

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องความเสียหายของระบบความปลอดภัยขององค์กรการเงิน และมาตรการด้านความปลอดภัยจากรายงานของแคสเปอร์สกี้ แลป ได้ที่ blogpost ของบริษัท

###

เกี่ยวกับแคสเปอร์สกี้ แลป

แคสเปอร์สกี้ แลปก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2540 เป็นบริษัทระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ซึ่งความชำนาญพิเศษด้านภัยคุกคามที่ใช้เทคนิคเชิงลึก (deep threat intelligence) และระบบการป้องกันรักษาความปลอดภัยของแคสเปอร์สกี้ แลปได้ถ่ายทอดออกมาเป็นโซลูชั่นและบริการเพื่อการรักษาความปลอดภัยที่คอยให้การปกป้ององค์กรธุรกิจ โครงสร้างที่มีความสำคัญ องค์กรภาครัฐและผู้บริโภคมากมายทั่วโลก ทั้งนี้พอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาความปลอดภัยที่ครบถ้วนของบริษัทประกอบด้วยโซลูชั่นและบริการเพื่อการป้องกันเอนด์พอยนท์ รวมทั้งโซลูชั่นเฉพาะทางมากมายเพื่อรับมือภัยคุกคามทางดิจิตอลที่วิวัฒนาการขยายขีดความซับซ้อนยิ่งขึ้นทุกวัน ปัจจุบันเทคโนโลยีของแคสเปอร์สกี้ แลป สามารถปกป้องยูสเซอร์มากกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก และเราได้ให้การช่วยเหลือลูกค้าองค์กรในการป้องกันสินทรัพย์ที่มีค่ายิ่ง อีกมากกว่า 270,000 แห่งทั่วโลก ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.kasperesky.com

from:https://www.techtalkthai.com/kaspersky-reveals-a-cyber-attack-on-financial-insititues-cause-nearly-1-million-loss/

[PR] ผลสำรวจไอทีชี้บริษัทในไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้านการรักษาความปลอดภัย

ผลการศึกษาของบริษัทซีเอ เทคโนโลยีชี้ให้เห็นว่าบริษัทในไทย กำลังเริ่มเห็นผลการปรับปรุงจากตัวชี้วัด KPIs ทางธุรกิจ จากการลงทุนไอที รวมทั้งยอดการเจาะระบบข้อมูลที่ลดลงเช่นกัน

ผลการสำรวจล่าสุดด้านการรักษาความปลอดภัยในยุคเศรษฐกิจแอพพลิเคชั่นที่นำเสนอโดยบริษัทซีเอ เทคโนโลยี ได้ชี้ให้เห็นว่า หลายบริษัทในไทยกำลังได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนด้านไอที โดยพิสูจน์ให้เห็นทั้งในด้านตัวชี้วัด KPIs ทางธุรกิจ ไปจนถึงยอดการเจาะระบบที่ลดลง

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า The Security Imperative: Driving Business Growth in the App Economyและเป็นการศึกษาในระดับโลก ที่ได้สอบถาม ผู้บริหารระดับสูงทางธุรกิจตลอดจนผู้บริหารด้านไอทีจำนวนกว่า 1770 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีมากกว่า 100 ราย ที่เป็น CSOหรือ CIO โดย มีประมาณ 800 รายของผู้ตอบแบบสอบถามที่มาจากประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ซึ่งรวมทั้งประเทศไทย โดยแบบสำรวจนี้ได้สอบถามว่า ผู้ตอบมีทัศนคติอย่างไร ในด้านการปฏิบัติงานด้านการรักษาความปลอดภัยไอทีและผลกระทบที่มีต่อตัวธุรกิจ 

สำหรับในกรณีของประเทศไทยได้พบว่า  ได้มีการปรับปรุงพัฒนาที่มีผลต่อตัวชี้วัด KPIs ทางธุรกิจ ที่ผู้ตอบแบบสอบถามได้ระบุ ว่าเป็นผลจากความริเริ่มและการรักษาความปลอดภัยใหม่ๆ เป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีค่าเฉลี่ยที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกและญี่ปุ่นโดยรวม 

นอกจากนี้ ยังพบว่า บริษัทในไทย ที่ระบุว่า มีปัญหาการเจาะระบบรักษาความปลอดภัยไอทีมีจำนวนน้อยลง ซึ่งตรงนี้ เป็นค่าเฉลี่ยที่ดีกว่า ภาพรวมของภูมิภาค โดยมีบริษัทในไทย 56 เปอร์เซ็นต์ ที่ กล่าวว่า พบปัญหาการละเมิดการรักษาความปลอดภัยน้อยลง ซึ่ง เป็นค่าตัวเลขที่ดีกว่าค่าเฉลี่ย 42 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น 

ผลตอบแทนที่ได้รับตรงนี้ของบริษัทในไทยได้สะท้อนให้เห็นบทบาทหลักของ บริษัทต่างๆที่ มีความเห็นว่า การรักษาความปลอดภัยไอที ควรจะเป็นรูปแบบใด นอกจากนี้ การรักษาความปลอดภัยไอที โดยเฉพาะการรักษาความปลอดภัยที่เน้นระบบไอดี ที่มีอยู่จะต้องมีศักยภาพที่สามารถทำได้มากกว่าการปกป้องตัวธุรกิจในสภาพการใช้งานปัจจุบัน โดยจำเป็นจะต้องมีขีดความสามารถที่จะสร้างความไว้วางใจ ในด้านความสัมพันธ์ในรูปแบบดิจิตอล กับผู้ใช้งานและลูกค้าซึ่งเรื่องนี้จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจแอพพลิเคชั่นและการขยายตัวทางธุรกิจ ในไทย

  • มี 93% ซึ่งจัดว่าสูงสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและสูงสุดในหมู่ผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกระบุว่า การรักษาความปลอดภัยที่เน้นด้านไอทีมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างช่องทางในการติดต่อที่มีความปลอดภัยสำหรับพนักงาน ลูกค้าและพาร์ตเนอร์ ไม่ว่า จะอยู่ที่ไหนหรือใช้ผ่านอุปกรณ์อะไร 
  • มี 93% ซึ่งจัดว่า สูงสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและสูงสุดในหมู่ผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกระบุว่า การรักษาความปลอดภัยจำเป็นต้องใช้งานได้สะดวก และไม่สร้างภาระให้กับยูสเซอร์ผู้ใช้งาน 
  • มี 92 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า จำเป็นต้องจะมีต้องมีการสร้างสมดุลระหว่าง การรักษาความปลอดภัยที่เข้มแข็ง กับ การปรับตัวที่จะต้องให้ธุรกิจของตนเข้าสู่ตลาดใหม่และนำเสนอเซอร์วิสใหม่ได้สะดวกด้วย 
  • มี 92 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่าการรักษาความปลอดภัยจำเป็นอย่างยิ่งในการปกป้องแบรนด์ของตนและ สามารถมองว่าเป็นตัวชี้ขาดที่สร้างความแตกต่างในการแข่งขันทางธุรกิจ 
  • มีมากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้ใช้ตัวชี้วัดต่างๆเช่น การเข้าถึงทางดิจิตอล การเติบโตทางธุรกิจ ความพึงพอใจของลูกค้า การรักษาฐานลูกค้า การจ้างพนักงาน และการรักษาตัวพนักงานที่มีความสามารถ ตลอดจนประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและกระบวนการทำงาน 

“บริษัทในไทยได้แสดงให้เห็น วิสัยทัศน์ที่ยาวไกลในการใช้การรักษาความปลอดภัยไอที มาเพื่อหนุน เป้าหมายทางธุรกิจ และได้ส่งผลตอบแทนกลับมาในรูปของการพัฒนาตัวชี้วัด  KPIs ทางธุรกิจที่ดีขึ้น”  นิค ลิมรองประธานฝ่ายอาเซียนและจีน บริษัทซีเอ  เทคโนโลยี กล่าวและเสริมว่า “ปัจจุบันเรากำลังใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในยุคดิจิตัล ซึ่งเป็นยุคที่ผู้บริโภค มีความรอบรู้และคาดหวังมากยิ่งขึ้น ว่า ข้อมูลสำคัญส่วนบุคคลของตนที่ให้ไว้กับบริษัทจะถูกบริหารจัดการในรูปแบบใด ดังนั้นถ้าจะบรรลุเป้าหมายในด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิตอลให้สำเร็จ บริษัทธุรกิจจะต้อง มีพื้นฐานด้านการรักษาความปลอดภัยเป็นหลักเพื่อสร้างสัมพันธ์กับลูกค้าที่ไว้วางใจได้เสมอ” 

การใช้งาน ระบบรักษาความปลอดภัยที่เน้นไอดีขั้นสูง ช่วยสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจและลดปัญหาการเจาะระบบข้อมูล 

จากการศึกษาที่มีในระดับภูมิภาค ยังได้จัดสถานะบริษัทผู้ตอบแบบสอบถาม ในด้านที่เกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยต่างๆ  เช่นดูจาก ประสบการณ์การใช้งานของยูสเซอร์  ระบบบริหารจัดการไอดีและการเข้าถึงข้อมูลและประเด็นการเจาะระบบข้อมูล โดยข้อมูลนี้ได้ช่วยให้บริษัทซีเอ เทคโนโลยีและบริษัทวิจัยColeman Parkesซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ในการสร้าง โมเดลจำลองเพื่อแยกแยะว่า บริษัทต่างๆ ของผู้ตอบแบบสอบถามอยู่ในระดับขั้นสูง  ระดับพื้นฐานหรือยังมีการใช้งานในวงจำกัด 

โดยสภาพทั่วไปแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ของบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นสามารถจำแนกได้ว่าส่วนใหญ่ของผู้ตอบแบบสอบถาม จะเป็นผู้ใช้งานระบบการรักษาความปลอดภัย ที่เน้นหนักในด้านไอดี ในระดับเบสิกอยู่ 64% ซึ่ง เน้นหนักไปที่การใช้งานหลักๆ เช่นการบริหารจัดการรหัสผ่าน ระบบ SSO  รวมทั้งการวิเคราะห์และการรายงานผลในบางด้าน  

ในขณะที่มีอีก 28 เปอร์เซ็นต์ จัดได้ว่าเป็น บริษัทที่ใช้งานในระดับสูง โดย เน้นไปที่ด้านต่างๆ เช่นการรักษาความปลอดภัยที่ยืดหยุ่นปรับตัวได้ การวิเคราะห์ระบบพฤติกรรมการใช้งาน และการสนับสนุน การรักษาความปลอดภัยข้ามช่องทางต่างๆ

ถึงแม้บริษัทผู้ใช้งานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยทั่วไปจะมีการปรับปรุงพัฒนาขึ้น ใน ทางธุรกิจซึ่งเป็นผลมาจากความริเริ่มในการใช้จากระบบรักษาความปลอดภัยก็ตาม   การสำรวจนี้ยังได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทผู้ใช้งานในระดับสูงโดยทั่วไปแล้วจะระบุว่ามีผลตอบแทนที่เด่นชัดมากกว่า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า การปฏิบัติงานทางธุรกิจและการรักษาความปลอดภัย 

  • บริษัทที่ผู้ใช้งานระดับสูง มี ยอดเติบโตทางธุรกิจ และ มีรายได้ใหม่ๆ เข้ามา กว่า 58% ในขณะที่บริษัทที่ใช้งานในระดับ พื้นฐาน มียอดปรับปรุงพัฒนาขึ้นเพียง 44% 
  • 58 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทผู้ใช้งานระดับสูงระบุว่ามีการปรับปรุงพัฒนาในด้านผลิตภาพงานของพนักงานเพิ่มขึ้น ในขณะที่ บริษัทใช้งานในระดับพื้นฐาน ระบุว่ามีการพัฒนาเพิ่มขึ้นเพียง 44 เปอร์เซ็นต์ 
  • บริษัทผู้ใช้งานระดับสูงระบุว่า มีการพัฒนากว่า 49 เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องการแก้ปัญหา ความล้มเหลวในการตรวจสอบระบบ ในขณะที่บริษัทที่ใช้งานขั้นพื้นฐานระบุว่ามีเพียง 38 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น 
  • สำหรับในกรณีของการเจาะระบบข้อมูลนั้น บริษัทที่ใช้งานระบบไอทีการรักษาความปลอดภัยที่เน้นไอดีดีขั้นสูง ระบุว่ามีการลดลงของการเจาะระบบ ถึง 35 เปอร์เซ็นต์ในขณะที่บริษัทที่ใช้งานในระดับพื้นฐานมีการปรับปรุงในเรื่องนี้ขึ้นเพียง 12 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

นอกจากนี้  ยังได้สำรวจพบว่า ที่พบว่ามีการเจาะระบบลดลงนั้น  บริษัทที่ใช้งานขั้นสูงในด้านการรักษาความปลอดภัยที่เน้นไอดี ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ยังได้พบว่า

  • มี 86 เปอร์เซ็นต์ การใช้มาตรการป้องกันล่วงหน้า ในการสกัดการเจาะระบบ 
  • 82% เน้นไปที่อุปกรณ์โมบายและแอพพลิเคชั่น 
  • 73% เน้นหนักที่ การใช้งานระบบยืนยันตัวเองที่มีความเข้มแข็ง และ ระบบเป็นขั้นตอนมากขึ้น 
  • มี 68% ที่มีการตรวจสอบมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อจะเน้นโฟกัสไปที่ บริเวณที่มีความเสี่ยงสูงเช่น ไอดีของผู้ใช้งานที่ได้รับสิทธิ์พิเศษ และการเปลี่ยนรูปแบบองค์กรให้ มีความสอดคล้อง ต่อหน้าที่รับผิดชอบด้านการรักษาความปลอดภัยมากขึ้น
  • มี 59%  ที่ให้การศึกษาอบรม ด้านรักษาการรักษาความปลอดภัยกับตัวบุคลากรในองค์กรมากขึ้น 

###

เกี่ยวกับ ซีเอ เทคโนโลยี

ซีเอ เทคโนโลยี (NASDAQ: CA) เป็นผู้จัดหาโซลูชั่นเพื่อการบริหารจัดการไอที ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถจัดการและรักษาความปลอดภัยในสภาพแวดล้อมของระบบไอทีที่ซับซ้อนเพื่อรองรับการให้บริการธุรกิจได้อย่างคล่องตัว ทั้งนี้ องค์กรต่างๆ ใช้ประโยชน์จากซอฟต์แวร์และโซลูชั่นในกลุ่ม SaaS ของซีเอ เทคโนโลยี เพื่อสร้างนวัตกรรม ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน และรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและอัตลักษณ์ต่างๆ นับตั้งแต่ระดับดาต้าเซ็นเตอร์ไปจนถึงระบบคลาวด์ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับซีเอ เทคโนโลยี ได้ที่ http://www.ca.com

from:https://www.techtalkthai.com/survey-indicates-that-thai-companies-gain-benefit-from-security-invest/

[PR] สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บมจ.เดลต้าฯ จัดงาน Technology and Innovation พัฒนา Industry 4.0

ในภาพจากซ้ายไปขวา 1.นายสมบูรณ์ พิทยรังสฤษฏ์ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 2.นายเซีย เชน เยน ประธานบริหาร บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) 3.ดร.ขัติยา ไกรกาญจน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการอุตสาหกรรม 4.0 4.คุณเกษมสันต์ เครือธร ผู้จัดการภาคพื้นอาวุโสฝ่ายอินดัสเทรียลออโตเมชั่น บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) 5.นายยงยุทธ ภักตร์ดวงจันทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารและทรัพยากรบุคคล บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) 6.ดร.นฤกมล ภู่ขาว ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม (สวน.)

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นำโดย ดร.ขัติยา ไกรกาญจน์ ประธานคณะกรรมการอุตสาหกรรม 4.0 ร่วมกับ บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หนึ่งในผู้นำนวัตกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงานและไอซีทีของโลก โดย นายเซีย เชน เยน ประธานบริหาร ร่วมเป็นประธานเปิดงาน “Technology and Innovation ในการพัฒนา Industry 4.0”  โดยมีบริษัทและผู้เชี่ยวชาญด้านวางระบบอุตสาหกรรม หรือ System Integrator (SI) เข้าร่วมงาน ณ สำนักงานใหญ่เดลต้าฯ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีระดับสูงและศักยภาพของ SI ในการยกระดับโรงงานสู่ความทันสมัยและประสิทธิภาพ และเป้าหมายไทยแลนด์ 4.0

ผู้วางระบบอุตสาหกรรม หรือ System Integrator (SI) เป็นหนึ่งในวิชาชีพผู้ให้บริการอุตสาหกรรมซึ่งประเทศไทยกำลังขาดแคลนอย่างมากและมีบทบาทสำคัญในการออกแบบ จัดหา ติดตั้งระบบไอทีและเครือข่ายสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ การจัดงานครั้งนี้เพื่อช่วยเสริมสร้างศักยภาพ SI ในการนำนวัตกรรมใหม่ๆมาเชื่อมโยงเพื่อยกระดับปรับปรุงโรงงานสู่ความทันสมัยและเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การใช้เทคโนโลยี Automation, Robotics พัฒนาอุตสาหกรรมทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ นำเสนอแนวโน้มทิศทางผู้ให้บริการอุตสาหกรรมในอนาคต การเตรียมพร้อมรองรับความต้องการของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในการเพิ่มผลผลิต (Productivity) ลดปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญการวางระบบอุตสาหกรรม (SI) ตลอดจนเสริมสร้างความสำเร็จ Industry 4.0 สู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 ในอนาคต

from:https://www.techtalkthai.com/federal-of-thai-industries-together-with-delta-host-technology-and-innovation-developing-industry-4-0/

[PR] อีซี่ บาย อัพเกรดระบบโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าด้วยโซลูชัน Aspect® Unified IP® และ Aspect Workforce Management™

อีซี่ บาย ยกระดับงานบริการลูกค้าโดยการอัพเกรดระบบคอนแท็กเซ็นเตอร์และระบบบริหารจัดการกำลังคน (WFM) ของแอสเพค ซอฟต์แวร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าและการบริหารงานโทรออกให้ดียิ่งขึ้น

กรุงเทพมหานคร 24 เมษายน 2560: บริษัท อีซี่ บาย จำกัด (มหาชน)  (อีซี่ บาย) หนึ่งในผู้ให้บริการธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคระดับแนวหน้าของประเทศไทยประสบความสำเร็จในการอัพเกรดศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าและการบริหารจัดการกำลังคนของบริษัทด้วยซอฟต์แวร์โซลูชันจากแอสเพค ซึ่งเป็นผลให้เกิดการยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าและการบริหารงานโทรออก การปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญนี้เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายบริษัทในการสร้างเสริมสัมพันธภาพที่แน่นแฟ้นกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารการดำเนินงานของศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า

ในฐานะที่เป็นลูกค้ากันมานานกว่า 10 ปี อีซี่ บายคุ้นเคยกับโซลูชันทางด้าน customer engagement ที่บริษัทให้ความไว้วางใจในความล้ำสมัยและความน่าเชื่อถือของแอสเพคเสมอมา ในฐานะที่แอสเพคเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ที่ได้รับรางวัลผู้นำทางด้านระบบการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคแบบครบวงจร การเพิ่มประสิทธิภาพกำลังคน และโซลูชันแบ็คออฟฟิศ อีซี่ บาย เชื่อมั่นว่าโซลูชันในการบริหารงานโทรออก  แบบครบวงจรสำหรับศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าทางโทรศัพท์จะช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมกว่าเคย

คุณชาติชาย เลิศบรรธนาวงศ์ กรรมการและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ อีซี่ บาย

“อีซี่ บาย ตระหนักถึงความสำคัญของระบบคอนแท็กเซ็นเตอร์ เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นระบบที่สร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าเท่านั้น แต่ยังช่วยให้บริษัทมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันซึ่งเป็นรากฐานของความสำเร็จของอีซี่ บาย ในการเสริมประสิทธิภาพผลการปฏิบัติงานถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเน้นความถูกต้องแม่นยำ และความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน” กล่าวโดย คุณชาติชาย เลิศบรรธนาวงศ์ กรรมการและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ อีซี่ บาย “ฟังค์ชั่นการทำงานของ Aspect® Unified IP® และ Aspect® Workforce Management™ ตอบโจทย์เป้าหมายของอีซี่ บายในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานศูนย์บริการข้อมูลและการติดต่อของลูกค้าอย่างแท้จริงด้วยโซลูชันที่ ครบครัน”

ผลจากการอัพเกรดในครั้งนี้  ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าของอีซี่ บาย ได้รับประโยชน์เต็มๆ จากประสิทธิภาพในการบริหารการดำเนินงาน ลูกค้าสามารถเข้าถึงการบริการที่มีคุณภาพสูงสุด ตลอดจนผลการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมอบแพลตฟอร์มที่เรียบง่ายเพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินการที่สำคัญทั้งหมดสอดคล้องกับการปฏิบัติตามข้อกำหนด โดยภาพรวม Aspect Unified IP ช่วยให้ อีซี่ บาย สามารถบริหารงานบริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้บริษัทรั้งตำแหน่งผู้นำทางด้านผู้ให้บริการในธุรกิจสินเชื่อสำหรับผู้บริโภคอย่างแข็งแกร่ง ยิ่งไปกว่านั้น อีซี่ บาย ยังมีผลการดำเนินงานที่ดีเยี่ยมในการ

ติดตามและควบคุมการปฏิบัติงานโดยอิงจากผลลัพธ์เป้าหมายด้วยระบบ Workforce Management ของแอสเพค

“เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับลูกค้าคนสำคัญเช่น อีซี่ บาย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราได้เห็นถึงการขยายตัวของอีซี่ บาย ทางด้านการเงิน เรายังคงให้คำมั่นและพันธะสัญญาต่ออีซี่ บาย ในการสนับสนุนแผนงานการสร้างการมีส่วนร่วมของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และจะช่วยให้ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าของอีซี่ บาย บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ” กล่าวโดย ริชาร์ด โลเบอร์ราส หัวหน้าฝ่ายขายของแอสเพค ซอฟต์แวร์ ประจำอาเซียนและเกาหลีใต้

###

เกี่ยวกับ อีซี่ บาย

บริษัท อีซี่ บาย จำกัด (มหาชน) (อีซี่ บาย) เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคระดับแนวหน้าของประเทศไทย

ภายใต้แบรนด์ ยูเมะพลัส อีซี่ บาย เปิดให้บริการ 2 ประเภทคือ สินเชื่อเงินสดหมุนเวียนและสินเชื่อผ่อนชำระโดยไม่ต้องมีหลักประกัน อีซี่ บายมอบวงเงินเครดิตแก่ผู้สมัครที่ต้องการเงินสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลของตนเอง รวมถึงการจัดหาเงินกู้ผ่อนชำระเพื่อซื้อสินค้าจากผู้ขายที่คัดสรรโดยบริษัทฯนับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 2539 ที่กรุงเทพฯ อีซี่ บายได้ให้บริการลูกค้าแล้วกว่าสองล้านราย ปัจจุบันอีซี่บายได้มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 4,500 ล้านบาท และมีพนักงานมากกว่า 2,800 คนที่พร้อมให้บริการอยู่ตามสำนักงานทั่วประเทศ

 เกี่ยวกับบริษัท แอสเพค ซอฟต์แวร์

แอสเพค ช่วยให้องค์กรต่างๆ แก้ไขอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการทำงานร่วมกันระหว่างบุคคล กระบวนการ ระบบ และแหล่งข้อมูล โดยช่วยให้องค์กรสามารถรวมเอาศักยภาพทั้งหมดมาผสานกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อมุ่งสู่งานให้บริการลูกค้า  เราพัฒนา ระบบ Interactive Management ระบบ Workforce Management และ ระบบ self-service  ภายในศูนย์บริการลูกค้าหนึ่งเดียว  โดยระบบจะสร้างการปฏิสัมพันธ์ผ่านการสนทนาโต้ตอบที่ฉับไวและมอบประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าในทุกช่องทางการสื่อสารโดยไม่สะดุด  อาศัยความคล่องตัวของโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ทั่วโลกของเรา และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมานานกว่า 40 ปี ทำให้แอสเพคสามารถเชื่อมโยงคำถามให้เข้ากับคำตอบได้อย่างสะดวกง่ายดาย  ในขณะเดียวกันก็ยังช่วยให้องค์กรรักษาระดับการให้บริการให้คงอยู่ในระดับสูง และควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจไปพรอ้มๆ กัน  สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมโปรดเยี่ยมชมที่เว็บไซท์ www.aspect.com

from:https://www.techtalkthai.com/easy-buy-upgrades-base-structure-of-customer-service-center-using-aspect-unified-ip-and-workforce-management/