คลังเก็บป้ายกำกับ: Press_Release

[PR] เอเซอร์คว้า 3 รางวัล จาก 3 สถาบัน ฉลอง 40 ปีผู้นำด้านนวัตกรรม

  • การันตีแบรนด์ที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุดจากผู้บริโภคเป็นปีที่ 7 ด้วยรางวัล Thailand’s Most Admired Brand & Why We Buy จากนิตยสาร Brand Age 
  • ย้ำความเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2017 แบรนด์ยอดนิยมอันดับหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊ค จากนิตยสาร Marketeer ติดต่อกันเป็นปีที่ 6
  • ภาคภูมิใจกับรางวัล The Most Powerful Brand of Thailand 2016 แบรนด์ที่แข็งแกร่งและทรงพลังมากที่สุด จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดต่อกันเป็นปีที่ 3

กรุงเทพฯ: 23 กุมภาพันธ์ 2560 เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ ประเทศไทย ฉลองครบรอบ 40 ปี ตอกย้ำความเป็นที่ 1 ด้านนวัตกรรม ด้วย 3 รางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง

  • “Thailand’s Most Admired Brand 2017” การันตีแบรนด์ที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุดจากผู้บริโภค รางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ ได้รับความไว้วางใจต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 จากการสำรวจความน่าเชื่อถือของแบรนด์สินค้าที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค โดยนิตยสารแบรนด์เอจร่วมกับคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
  • The Most Powerful Brands of Thailand 2016” ในฐานะแบรนด์ที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดในกลุ่มประเภทสินค้าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล จากโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเครื่องมือประเมินคุณค่าแบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อจัดอันดับแบรนด์ผลิตภัณฑ์” ที่สำรวจแบรนด์ที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดในประเทศไทย ปี 2016 (The Most Powerful Brands of Thailand 2016) จากการเก็บข้อมูลผู้บริโภค 12,000 ตัวอย่างทั่วประเทศ ทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ ให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ อันได้แก่ ความตระหนักในแบรนด์ (Awareness) ความชื่นชอบในแบรนด์ผลิตภัณฑ์ (Preference) การใช้ผลิตภัณฑ์จริง (Usage) และภาพลักษณ์ในมุมมองที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ (Image) ในครั้งนี้ เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ ได้รับรางวัล The Most Powerful Brands of Thailand ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 3 โดยมี นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนายการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัลจาก จากศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • “Marketeer No.1 Brand Thailand 2017” แบรนด์ยอดนิยมอันดับหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์โน้ตบุ๊ค ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคจนได้รับรางวัลติดต่อกันเป็นปีที่ 6 จากการสำรวจโดยนิตยสารมาร์เก็ตเธียร์ ในการสำรวจความนิยมของผู้บริโภคประชาชนไทยทั้งประเทศ ต่อแบรนด์ โดยอ้างอิงเครื่องมือ T-Cube Thailand ที่ทันสมัย เพื่อคัดเลือกแบรนด์อันดับ 1 ที่ได้รับความนิยมที่สุดในประเทศ ในแต่ละหมวดสินค้า และบริการ

from:https://www.techtalkthai.com/acer-received-3-awards-from-3-institues/

Advertisements

[PR] องค์กรที่ขาดการพัฒนารูปแบบธุรกิจด้วยไอที อาจพลาดโอกาสทางการตลาดในอนาคต

รายงานผลวิจัยฉบับใหม่เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านไอทีใช้เวลาไปกับการให้บริการ
ตามคำขอและประเด็นการแก้ปัญหามากกว่าการสร้างสรรค์นวัตกรรม


นายบิล แพดฟิลด์ ผู้บริหารฝ่ายบริการของไดเมนชั่น ดาต้า กรุ๊ป

กรุงเทพฯ, 23 กุมภาพันธ์ 2560 – รายงานฉบับใหม่ ได้กล่าวถึงการปฏิบัติงานด้านไอทีอย่างไรให้เกิดประสิทธิผลที่ดีที่สุดในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งเผยแพร่โดยบริษัท ไดเมนชั่น ดาต้า เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติงานด้านไอทีใช้เวลาในการทำงานมากกว่า 30% ไปกับการให้บริการตามคำขอและดูแลประเด็นการแก้ปัญหา ขณะใช้เวลาเพียงแค่ 15% ไปกับการสร้างสรรค์นวัตกรรม นี่แสดงให้เห็นถึงการจัดสรรเวลาที่ลดลงถึง 25%ในแต่ละปี– อย่างในเรื่อง ความต้องการประโยชน์ที่จะได้จากการปรับปรุงความผูกพันระหว่างลูกค้ากับองค์กร การใช้งานอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ หรือ ไอโอที (IoT)  การเพิ่มการใช้งานข้อมูลขนาดใหญ่หรือบิ๊ก ดาต้าและการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งทำให้นวัตกรรมด้านไอทีเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเอามาเป็นข้อต่อรองในองค์กรได้

นับเป็นการส่งสารที่ชัดเจนว่า องค์กรธุรกิจที่ขาดการพัฒนารูปแบบธุรกิจด้วยไอทีอาจพลาดโอกาสทางการตลาดในอนาคต

นายบิล แพดฟิลด์ ผู้บริหารฝ่ายบริการของไดเมนชั่น ดาต้า กรุ๊ป กล่าวว่า รายงานฉบับนี้ได้เน้นถึงระบบงานอัตโนมัติว่ามีความสำคัญที่ทำให้การปฏิบัติงานด้านไอทีเกิดประสิทธิผลที่ดีที่สุด

“องค์กรไอทีที่ชาญฉลาดต่างเข้าใจว่า ถ้าพวกเขาไม่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการทำงานในตอนนี้ อาจจะพลาดโอกาสทางการตลาดที่มากกว่าเดิมในอนาคต ระบบงานอัตโนมัติและทักษะในการประสานงานของไดเมนชั่น ดาต้า จะเข้ามาดูแลกระบวนการและกิจกรรมทางธุรกิจของลูกค้าของเราให้ดำเนินไปได้เป็นปกติ ทำให้พวกเขาต้องการทรัพยากรที่น้อยลง และสามารถใช้เวลาได้มากขึ้นไปกับการใส่ใจในเรื่องความสามารถทางการแข่งขัน การปรับปรุงทรัพยากรที่ให้มูลค่าใหม่ ๆ  การสร้างความผูกพันกับลูกค้าผ่านช่องทางที่เหมาะสม  และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อการปฏิบัติงานที่ดีขึ้น”

กว่าทศวรรษที่ผ่านมา เทคโนโลยีได้ส่งผ่านประสิทธิภาพการทำงานที่เข้มข้น นับตั้งแต่การประหยัดต้นทุนไปจนถึงการจัดวางกำลังคน เอื้อต่อกระบวนการปฏิบัติงานที่ลดทอนความสูญเสีย และบรรลุความคาดหวังของผู้ถือหุ้น อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพงานโดยตัวมันเองนั้นยังไม่พอสำหรับยุคดิจิทัลที่กำลังเกิดขึ้น ฝ่ายปฏิบัติงานด้านไอทีจะต้องสนับสนุนแนวทางการบริหารเพื่อให้เกิดการริเริ่มธุรกิจดิจิทัลใหม่ ๆ  และส่งผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่มีความพร้อมสูงได้ตรงต่อความต้องการของผู้ใช้งาน สิ่งเหล่านี้ต้องการระบบไอทีที่ให้ประสิทธิผลดีและยั่งยืน เพื่อส่งผ่านข้อตกลงระดับการบริการที่ดีขึ้น เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น และบนการบริหารโครงสร้างพื้นฐานระดับสูงโดยลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของระบบให้น้อยลง แต่การปล่อยให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างอิสระเพื่อการพัฒนานวัตกรรมยังคงเป็นเรื่องท้าทาย

ขณะที่องค์กรทั้งหลายต่างรู้ว่า พวกเขาต้องพัฒนาระบบปฏิบัติงานด้านไอทีในเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้นและใช้กลยุทธ์ให้น้อยลง ทีมพัฒนาไอทีและเทคโนโลยีในองค์กรส่วนใหญ่ยังคงดิ้นรนที่จะทำต่อไป  จริง ๆ แล้ว องค์กรส่วนใหญ่ซึ่งมีส่วนร่วมในรายงานฉบับนี้ กล่าวว่า พวกเขายังคงต้องคอยสอดส่องและปรับจูนการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้านไอทีที่ยังไม่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน โดยมีเพียง 14% ที่รายงานว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีของเขามาถึงจุดที่เป็นระบบดิจิทัลแล้ว

ตามรายงานดังกล่าว องค์กรเพียง 20% เท่านั้นที่กล่าวว่า การดำเนินงานของพวกเขาเป็นระบบอัตโนมัติโดยสมบูรณ์ และเกิดผลสัมฤทธิ์ในการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเป็นอย่างดี ในขณะที่ส่วนใหญ่ยังอยู่บนเส้นทางสู่การสร้างระบบงานอัตโนมัติแต่ยังไปไม่ถึงเป้าหมาย

  • 9% ขององค์กรไม่มีระบบงานอัตโนมัติ
  • 13% มีระบบงานอัตโนมัติที่มีข้อจำกัด
  • 32% มีระบบงานอัตโนมัติและการประสานงานในระดับกลาง
  • 25% มีระบบงานที่เป็นอัตโนมัติอย่างมาก

นายแพดฟิลด์ กล่าวถึงเหตุผลบางประการที่ทำไมองค์กรไอทีทั้งหลายยังดำเนินการได้ล่าช้าอยู่ว่า น่าจะมาจากเรื่องของงบประมาณ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญ “การปรับเปลี่ยนสู่ยุคดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จต้องการการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างผู้คน กระบวนการ และเครื่องมือ อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์มของการให้บริการอัตโนมัติด้านไอทียังมีราคาแพง และต้องใช้เวลามากในการพัฒนาและบูรณาการเพื่อเข้าสู่สภาพแวดล้อมด้านไอทีแบบไฮบริดให้เป็นผลสำเร็จ”

###

เกี่ยวกับบริษัท ไดเมนชั่น ดาต้า

บริษัท ไดเมนชั่น ดาต้า ก่อตั้งขึ้นในปี 2526 เป็นผู้ให้บริการด้าน ICT และโซลูชั่นที่ใช้ความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีของตนเอง ความสามารถในการให้บริการทั่วโลก และมุ่งมั่นผลักดันให้ลูกค้าประสบความสำเร็จในธุรกิจ ไดเมนชั่น ดาต้า เป็นบริษัทในเครือของ NTT Group

ในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เราดำเนินการในสำนักงาน 50 แห่งใน 13 ประเทศ เราช่วยให้ลูกค้าได้ใช้เทคโนโลยี และดำเนินการโครงสร้างไอทีพื้นฐานและการแปลงโซลูชั่นเทคโนโลยีดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานไอทีของพวกเขา และการแปลงโซลูชั่นเทคโนโลยีให้เกิดความคุ้มค่า เป็นการรวมความเชี่ยวชาญด้านระบบเครือข่าย การรักษาความปลอดภัย การสื่อสาร ศูนย์ข้อมูลและการใช้งานคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ปลายทาง ด้วยทักษะขั้นสูงในการจัดหาไอที การให้บริการไอที ระบบบริการแบบบูรณาการและการฝึกอบรม http://www.dimensiondata.com

from:https://www.techtalkthai.com/organization-without-it-will-have-disadvantage-in-market/

[PR] ดีป้าภูเก็ตเดินหน้าสร้างสตาร์ทอัพ ขานรับสมาร์ทซิตี้รัฐบาล

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลภูเก็ต จัดงาน Startup Challenge for Smart City โดยการเปิดรับข้อเสนอจาก Startup ทั่วประเทศเสนอแนวความคิดทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ที่สอดคล้องกับแผนการพัฒนา Phuket Smart City 7 ด้าน คือ Smart Tourism, Smart Economy, Smart Safety, Smart Environment, Smart Healthcare, Smart Education และ Smart Governance โดยมีผู้ร่วมเสนอ 55 ทีม ซึ่งมีการคัดเลือกให้เหลือ 13 ทีม และคัดต่อเพื่อเหลือเพียง 5 ทีมสุดท้าย ที่จะได้รับเงินรางวัล 500,000 บาท พร้อมกับการนำข้อเสนอของทีมที่ชนะไปขับเคลื่อนให้เกิดบริการจริงอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก ดร.โชคชัย เดชอมรธัญ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมงาน

นายประชา อัศวธีระ ผู้จัดการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลภูเก็ต กล่าวว่า การพัฒนา Smart City ในต่างประเทศนั้น เกิดขึ้นได้รวดเร็วและอย่างยั่งยืน เนื่องจากในการขับเคลื่อน มีภาคเอกชนเข้าร่วมดำเนินงาน โดยเฉพาะกลุ่ม Startups ที่จะเข้ามาช่วยผลักดันให้เกิดบริการต่างๆ เพื่อรองรับ Smart City ให้เกิดขึ้นได้จริงและอย่างยังยืน ทั้งนี้สำหรับ 13 ทีมที่ได้รับการคัดเลือก ประกอบไปด้วย 1.Travelism: ระบบOnline Traveling Platform บน ตู้ kiosk, web และ mobile applications 2.PillPocket: ระบบผู้ช่วยสาธารณสุขส่วนตัวสำหรับผู้ป่วยทานยาต่อเนื่องผ่าน Chatbot 3.PaiDuay: ระบบ Carpooling เพื่อช่วยบริหารทรัพยากรในการเดินทาง 4.CoinEx: เครื่องรับแลกเหรียญคืนจากนักท่องเที่ยวก่อนกลับ 5.AirportTels: บริการส่งกระเป๋าระหว่างสนามบินและโรงแรม ที่ รวดเร็ว ปลอดภัย เพื่อนักเดินทางยุค ใหม่ ได้ใช้เวลา ในการท่องเที่ยวอย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น 6.Fak-Rod: เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับบริการ รับฝากรถยนต์ ออนไลน์ 7.MoonFoi: Platform อัจฉริยะสำหรับบริหารจัดการขยะ เปลี่ยนขยะให้เป็นเงินเพื่อภูเก็ตที่ดีกว่า 8.SmartQ: ระบบจองคิวออนไลน์ สำหรับผู้ป่วยนอก เพื่อลดเวลารอที่โรงพยาบาล 9.FreeLance Hub: Application และ Website แบบ Realtime ในการจ้างงานระหว่างนายจ้างลูกจ้างที่มีความปลอดภัย 10.LareDoin: ระบบติดตามตัวบุคคลแบบไร้สาย 11.Mr. Phuket: Smart chat for Smart city 12.Market Price: ระบบจัดซื้อออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ “Smart Purchasing System” 13.Park Lot: Realtime to find parking lot

อย่างไรก็ดีทั้ง 13 ทีมได้ผ่านการอบรมให้ความรู้จาก Startup Guru ชื่อดังอย่าง คุณผไท ผดุงถิ่น ผู้ก่อตั้ง Builk.com และนายกสมาคม Thai Tech Startup คุณกิตตินันท์ อนุพันธ์ จากClaim Di และ Police I Let U ผู้เชี่ยวชาญ Startup สายประกันภัยและการระดมทุน และคุณสุรวัฒน์ พรหมโยธิน จาก STYLHUNT เป็น Startup สายแฟชั่น นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก คุณธนพงษ์ ณ ระนอง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ส่วนงานบริษัทร่วมทุน บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ InVent คุณแซม ตันสกุล ผู้ดูโครงการ Krungsri UniStartup และผลักดัน Fintech ของธนาคารกรุงศรี คุณวัชระ เอมวัฒน์ กรรมการเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทคอมพิวเตอร์โลจี นายกสมาคม Thai Tech Startup คนปัจจุบัน และคุณภูมิกิตติ์ รักแต่งาม อุปนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต และคณะกรรมการ Phuket Smart City เป็นคณะกรรมการตัดสินเพื่อหาผู้ชนะ

สำหรับผู้ชนะทั้ง 5 ทีมได้แก่ Travelism, AirportTels, MoonFoi, SmartQ และ Market Price ซึ่งทุกทีมได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งจาก ดร.โชคชัย เดชอมรธัญ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อทราบถึงแนวทางการพัฒนาภูเก็ตโดยใช้ระบบดิจิทัลเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความต้องการของเมืองภูเก็ตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

from:https://www.techtalkthai.com/sipa-phuket-smart-challenge-for-smart-city/

[PR] ไซเซลคว้ารางวัล Taiwan Excellence Awards เป็นปีที่ 12


ตัวแทนของไซเซล (ลำดับที่ 3 จากซ้าย) ขึ้นรับรางวัล Taiwan Excellence Awards อันทรงเกียรติในครั้งนี้

กรุงเทพฯ, 22 กุมภาพันธ์ 2560 – ไซเซล คอมมิวนิเคชั่นส์กวาดรางวัล Taiwan Excellence Awards รวม  10 รางวัล  ส่งให้ไซเซลเป็นสุดยอดแบรนด์ผลิตภัณฑ์เชื่อมโยงเครือข่ายแห่งปี  โดยไซเซลได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ต่อเนื่องมาถึง 12 ปีซ้อน รวมผลิตภัณฑ์คุณภาพได้รับรางวัลมาทั้งสิ้น 75 ประเภทในเทคโนโลยีที่หลากหลาย  ทั้งนี้ พิธีมอบรางวัลครั้งนี้จัดขึ้นเมือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ กรุงไทเป ไต้หวัน 

 


ตัวแทนของไซเซลขึ้นรับรางวัล Taiwan Excellence Awards

กระทรวงเศรษฐกิจของไต้หวันได้จัดการมอบรางวัล Taiwan Excellence Awards มาตั้งแต่ปีคศ. 1992 เพื่อยกย่องผลิตภัณฑ์ที่ได้แสดงศักยภาพในการเป็นตัวแทนไต้หวันสู่สังคมระดับโลก ทั้งนี้ นวัตกรรมขั้นสุดยอดต่างๆ ได้ผ่านการทดสอบและการเลือกสรรอย่างเหมาะสมโดยคณะกรรมการถึง 90 ท่านด้วยกัน

ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของไซเซลที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นด้านการเชื่อมโยงเครือข่ายให้แก่ผู้ให้บริการโทรคมนาคม กลุ่มธุรกิจและกลุ่มผู้ใช้งานในบ้าน  ทั้งนี้ การใช้งานร่วมกันของผลิตภัณฑ์เราเตอร์ที่เหมาะใช้ในการเล่นเกมส์ Armor Z2 gaming router  และผลิตภัณฑ์ขยายสัญญาณ  Dual-band 802.11ac extenders รุ่น WRE6505 v2 และรุ่น WRE6606 รวมทั้ง PLA5236 กลายเป็นโซลูชั่นอันโดดเด่น สามารถสร้างสัญญาณการเชื่อมโยงเครือข่ายตามสายและไร้สายเข้าด้วยกันได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อทั่วทั้งบ้าน  เพียงผู้ใช้งานติดตั้งผลิตภัณฑ์ได้ทั้งที่ระเบียงบ้านหรือระหว่างชั้น เทคโนโลยี 802.11ac จะเอื้ออำนวยให้มีสัญญาณไวไฟความเร็วสูงได้ทั้งบ้านและยังกำจัดจุดอับสัญญาณไวไฟได้ดีอีกด้วย

สำหรับการใช้งานในเชิงธุรกิจนั้น ผลิตภัณฑ์ Wi-Fi Access point ที่ได้รับรางวัลได้แก่รุ่น WAC6503D-S บนมาตรฐาน 802.11ac  มาพร้อมกับเสาอากาศอัจฉริยะ ซึ่งได้รับการพิสูจน์มาแล้วทั่วโลกถึงประสิทธิภาพในการให้ค่าทรูพุธที่เร็วเหนือกว่าคู่แข่งถึง 75%   นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยเครือข่ายที่ได้รับรางวัลคือ วีพีเอ็นไฟล์วอลล์รุ่น USG20-VPN ที่สามารถช่วยองค์กรธุรกิจเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสาขา สำนักงานที่อยู่ห่างไกลและพนักงานที่ทำงานนอกสถานที่ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง SHA-2VPN เพื่อปกป้องการสื่อสารให้ปลอดภัย  และยังช่วยเพิ่มประสิทธิผลการทำงานให้มากขึ้นอีกด้วย

และในตลาดผู้ให้บริการนั้น ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลได้แก่ เราเตอร์รุ่น LTE4506-M606 เป็นอุปกรณ์เราเตอร์ที่รองรับเทคโนโลยี 4G LTE-A ที่ใช้งานในบ้านรุ่นแรกของโลก มีคุณภาพสูง รองรับเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายได้ทั้ง LTE category 6  และ 802.11ac  ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการและลูกค้าขยายการเชื่อมโยงไปยังทุกหนทุกแห่งโดยใช้บริการโมบายบรอดแบนด์ของผู้ให้บริการที่มีอยู่ได้ทั่วโลก  อุปกรณ์นี้มีขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ มีน้ำหนักเบา  ใช้งานง่ายโดยกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว จึงสามารถแชร์สัญญาณไวไฟทันทีที่กดปุ่ม ด้วยการออกแบบให้มีคุณลักษณะโดดเด่นเหนือใครนี้ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์  LTE4506-M606 ได้รับรางวัล 2016 Golden Pin Design Award ทันที

กอร์ดอน หยาง ประธานของไซเซลกล่าวว่า “เรามีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะจัดหาอุปกรณ์และโซลูชั่นที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาของลูกค้ามาตลอดเวลา  และได้ปาวรณาองค์กรเป็น “พันธมิตรด้านการเชื่อมโยงเครือข่ายของท่าน” (Your Networking Ally) ซึ่งการยอมรับในความมุ่งมั่นของเรานี้ย่อมเป็นกำลังใจที่สำคัญในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ต่อไป”

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ทรงประสิทธิภาพทั้งหมดที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในครั้งนี้ ได้แก่

  • ผลิตภัณฑ์เร้าเตอร์ไร้สาย AC2600 MU-MIMO Dual-Band Wireless Gigabit Router รุ่น Armor Z2
  • ผลิตภัณฑ์ขยายสัญญาณไร้สาย 1000 Mbps Powerline AC900 Wireless Extender รุ่น PLA5236
  • ผลิตภัณฑ์ขยายช่วงสัญญาณ AC750 Dual-Band Wireless AC750 Range Extender รุ่น WRE6505 v2
  • ผลิตภัณฑ์ขยายสัญญาณไร้สาย AC1300 MU-MIMO Dual-Band Wireless Range Extender รุ่น WRE6606
  • ผลิตภัณฑ์ไฟร์วอลล์สำหรับการใช้งานวีพีเอ็น VPN Firewall รุ่น USG20-VPN
  • ผลิตภัณฑ์แอคเซสพ้อยท์ 802.11ac Dual Radio Dual-optimized Antenna 3×3 Access Point รุ่น WAC6103D-I
  • ผลิตภัณฑ์แอคเซสพ้อยท์ 802.11ac Dual Radio Smart Antenna 3×3 Access Point รุ่น WAC6503D-S
  • โซลูชั่นเทคโนโ,ยี GPON ตั้งแต่ต้อนทางจนปลายทาง GPON End-to-End Solution
  • ผลิตภัณฑ์เร้าเตอร์ 4G LTE-A HomeSpot Router รุ่น LTE4506-M606
  • ผลิตภัณฑ์เครือข่ายความเร็วสูง Dual-Band Wireless AC/N VDSL2 Bonding Combo WAN Gigabit IAD รุ่น VMG9823-B10A

ทั้งนี้ ผู้สนใจในผลิตภัณฑ์สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนขายของไซเซล หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.zyxel.com

###

เกี่ยวกับไซเซล คอมมิวนิเคชั่นส์

ไซเซลให้ความสำคัญในเรื่องนวัตกรรมและลูกค้าเป็นหลัก ไซเซลได้เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับโลกของอินเทอร์เน็ตมาเกือบ 30 ปี  ทั้งนี้ ศักยภาพในการประยุกต์และสร้างสรรค์เทคโนโลยีด้านการเชื่อมโยงเครือข่ายได้ส่งให้ไซเซลเป็นองค์กรชั้นแนวหน้าของผู้ที่สร้างการเชื่อมต่อให้กับผู้ให้บริการและ โทรคมนาคม ธุรกิจและผู้ใช้งานในบ้านทั่วไป

ไซเซลมีความแข็งแกร่งในธุรกิจการสื่อสารทั่วโลก และมีความสำเร็จที่โดดเด่น ยากที่ใครจะตามทัน อันได้แก่   

  • มีพันธมิตรมากกว่า 1,500 รายทั่วโลก
  • สร้างการเชื่อมโยงทั่วโลกด้วยอุปกรณ์มากกว่า 100 ล้านชิ้น
  • ธุรกิจกว่า 700,000 แห่งทำงานอย่างชาญฉลาดขึ้นด้วยโซลูชั่นจากไซเซล
  • ให้บริการในตลาด 150 ประเภทของตลาดทั่วโลก

ในวันนี้ ไซเซลช่วยสร้างเครือข่ายแห่งอนาคต เสริมศักยภาพ ตอบสนองความต้องการของสถานทำงานชั้นนำ ซึ่งเป็นการเพิ่มพลังให้แก่ผู้คนในด้านการทำงาน การดำเนินชีวิต และยามสันทนาการ ทั้งนี้ ไซเซลคือพันธมิตรด้านการเชื่อมโยงเครือข่ายของท่าน

from:https://www.techtalkthai.com/zyxel-recieved-taiwan-excellence-awards-12-times-continuously/

[PR] Black Hat Asia 2017 ตอบรับกลยุทธ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมเสนอทุนดูงานให้อาจารย์และนักศึกษาสิงคโปร์

ซานฟรานซิสโก, แคลิฟอร์เนีย 22 กุมภาพันธ์ 2017Black Hat ผู้ให้บริการงานประชุมทางด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศชั้นนำระดับโลก ประกาศเริ่มโครงการเพื่อสนับสนุนกลยุทธ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศสิงคโปร์ โดยเปิดให้คณาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาในสิงคโปร์สามารถเข้าร่วมงาน Black Hat Asia 2017 ที่จะจัดขึ้นปลายเดือนมีนาคมนี้ได้ฟรี

ทั้งคณาจารย์และนักศึกษาสามารเข้าร่วมงานประชุมในส่วน Briefing (งานสัมมนาในวันที่ 30 และ 31 มีนาคม) เพื่อัปเดตแนวโน้มทางด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแฮ็คอุปกรณ์พกพา การป้องกันมัลแวร์ การทำ Reverse Engineering วิทยาการเข้ารหัสลับ และหัวข้ออื่นๆ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ตอบรับกลยุทธ์ทางด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศสิงคโปร์ในการพัฒนาบุคลากรให้มีความตระหนักและความรู้เพื่อพร้อมรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์สมัยใหม่

สามารถอ่านรายละเอียดการแถลงข่าวจาก Black Hat ได้ด้านล่าง

Black Hat Asia Educator Scholarship Program applications accepted through Tuesday, February 28

SAN FRANCISCO, CA, Feb. 22 – Black Hat, the world’s leading provider of information security events, today announced initiatives to make the very latest information security research available to Singapore university and polytechnic institutions, as well as the region’s larger InfoSec community. The event will offer complimentary access to qualified higher education professors and students in support of objectives outlined in the Singapore government’s cybersecurity strategy.

Black Hat Asia will take place March 28 – March 31, 2017 at the Marina Bay Sands in Singapore. For more information and to register, please visit: blackhat.com/asia-17/

“Black Hat continues to serve as a platform for the most valuable and timely research available,” said Jeff Moss (aka The Dark Tangent), Founder of Black Hat and DEF CON Conferences. “As Singapore works to raise awareness on the importance of cybersecurity in the region, we want to support this initiative by making Black Hat’s rich education available to future InfoSec professionals through Singapore’s academia and university students.”

In response to Singapore government initiatives and trends, Black Hat has created programs to help educate Singapore’s InfoSec community and highlight vulnerabilities that affect the region today. The event will bring together today’s leading solution providers, educators and students, for unparalleled networking and educational opportunities essential to Singapore’s continued focus on InfoSec as a strategic priority. By offering these opportunities in one centralized place, Black Hat Asia will help the Singapore InfoSec community move toward the goals outlined in Singapore’s cybersecurity strategy and inspire further innovation and advancements.

“It is important to make students aware of and train in the field of computer security, be it cybersecurity or IoT security,” said Dr. Sinha Sharad, research scientist, School of Computer Science and Engineering at Nanyang Technological University. “Black Hat is raising the bar by announcing scholarship programs for both students and educators. This integration will benefit universities, the security industry and even educators, as they incorporate the latest ideas and methods into their curriculum, pedagogy and research.”

Local Opportunities:

Scholarships

  • Black Hat Educator Scholarship Program: Applications due February 28
    To encourage the continued education of the InfoSec community in Singapore, Black Hat will welcome local lecturers, teachers and professors to the event with complimentary Briefings Passes. Participating educators will have access to all Black Hat Asia Briefings spanning critical trends related to mobile hacking, malware defense, reverse engineering, cryptography and more.

    To apply for an Educator Scholarship, please visit: blackhat.com/asia-17/educator-scholarship.html

  • Black Hat Student Scholarship Program
    In line with its dedication to introducing the next generation of security professionals to the Black Hat community, the event will be awarding complimentary Black Hat Asia Academic Passes to a limited number of student applicants. Each recipient will have full access to the event’s Briefings, providing them with the opportunity to gain insights from today’s leading researchers and influencers.

Education

  • Black Hat Briefings
    Black Hat’s world class Briefings, handpicked by Black Hat’s highly regarded Review Board, will be presented by today’s most influential researchers. Each Briefing will touch on critical trends and vulnerabilities including reverse engineering, malware offense/defense, mobile hacking, network defense, cryptography applied security and more. Specific talks will cover vulnerabilities related to popular Korean transit cards, email clients, automotive diagnostics exploration, mobile hacks for iOS and Android devices and more.

    To view the current Briefings lineup, including recently announced talks, please visit: blackhat.com/asia-17/briefings/schedule/index.html

  • Black Hat Trainings
    For hands-on and deeply technical education, Black Hat Asia will offer Trainings specific to today’s most pressing InfoSec trends. Courses, some directly related to Singapore’s current cybersecurity initiatives, will cover infrastructure and mobile hacking, malware analysis, penetration testing as well as general techniques, tactics and procedures for hackers. Each course will be led by world-class trainers with valuable insights and experiences beneficial to professionals looking to break into the field or continue their education.

    To view the current list of Trainings classes and to register, please visit: blackhat.com/asia-17/training/index.html

  • Continuing Professional Education (CPE)
    Black Hat also offers Continuing Professional Education (CPE), a globally recognized standard unit of measure for continuing education for security professionals, credits for attendees certified through (ISC)2. Credit are issued for both Black Hat Asia Briefings and Trainings.

Networking

  • Black Hat Arsenal
    Black Hat will welcome independent researchers, both local and from afar, from the open source community to display their latest tools and products and offer live demonstrations. Arsenal gives researchers the opportunity to showcase their latest code and offers attendees the chance to interact with presenters and gain hands-on experience.
  • Black Hat Business Hall
    Black Hat Asia attendees will have access to the event’s robust Business Hall, offering an introduction to today’s leading security solution providers. Participants will have the opportunity to network with today’s innovators, gain first-hand experience with the solutions of today and the defense tools for the emerging vulnerabilities of tomorrow.

Black Hat Asia Sponsors

Top sponsors of Black Hat Asia 2017 include Diamond Sponsors: Qualys and Tenable Network Security; Platinum Sponsors: CrowdStrike, Cylance and SentinelOne; and Gold Sponsors: Malwarebytes, NTT Security, Rapid7 and Solida Systems. For more information on sponsorship opportunities and to see the full list of participating companies, visit: blackhat.com/asia-17/sponsors.html.

To register for Black Hat Asia 2017, visit: blackhat.com/asia-17/registration.html

To apply for a Media Pass, visit: blackhat.com/asia-17/media-registration.html

Connect with Black Hat

Future Black Hat Dates and Events

  • Black Hat USA 2017, Mandalay Bay, Las Vegas, Nevada, July 22 – July 27, 2017
  • Black Hat Europe 2017, London, England, December 4 – 7, 2017

About Black Hat

For 20 years, Black Hat has provided attendees with the very latest in information security research, development, and trends. These high-profile global events and trainings are driven by the needs of the security community, striving to bring together the best minds in the industry. Black Hat inspires professionals at all career levels, encouraging growth and collaboration among academia, world-class researchers, and leaders in the public and private sectors. Black Hat Briefings and Trainings are held annually in the United States, Europe and Asia. More information is available at: blackhat.com. Black Hat is organized by UBM plc. UBM is the largest pure-play B2B Events organizer in the world. Our 3,750+ people, based in more than 20 countries, serve more than 50 different sectors. Our deep knowledge and passion for these sectors allow us to create valuable experiences which enable our customers to succeed. Please visit www.ubm.com for the latest news and information about UBM.

from:https://www.techtalkthai.com/pr-black-hat-asia-2017-scholarships/

[PR] ไมโครซอฟท์ชี้แนวทางหนุนสถาบันการเงินไทย พลิกโฉมสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลด้วยนวัตกรรมคลาวด์และบล็อกเชน

กรุงเทพฯ 21 กุมภาพันธ์ 2560 – ในกลุ่มธุรกิจการเงินนั้น บ่อยครั้งที่เทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความทันสมัย ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากนวัตกรรมคลาวด์ คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)  และบล็อกเชน (Blockchain) ที่สามารถขับเคลื่อนเพื่อการปฎิรูปธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง ส่งผลต่อกลุ่มธุรกิจนี้อย่างชัดเจน

ในโอกาสนี้ ไมโครซอฟท์จึงเดินหน้าเผยแนวทางสนับสนุนสถาบันการเงินไทยให้ก้าวสู่โลกดิจิทัลได้อย่างเต็มตัว โดยเริ่มจากการเปิดตัวคู่มือปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือธนาคารไทยและสถาบันการเงินให้มีการจัดการกับปัญหาการจัดซื้อ การประเมินและข้อกำหนดด้านการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีคลาวด์ คู่มือของไมโครซอฟท์จะทำให้ธนาคารไทยและผู้บริหารฝ่ายการเงินทราบถึงข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อข้อกำหนดที่จำเป็น รวมถึงแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อสถาบันการเงินกำลังพิจารณาระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง คู่มือที่มีชื่อว่า “Navigation Your Way to the Cloud” สร้างขึ้นสำหรับธนาคารไทยและผู้บริหารฝ่ายการเงิน และได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากคู่มือก่อนๆ ของไมโครซอฟท์ที่ใช้เผยแพร่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมถึงออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

คู่มือของไมโครซอฟท์พัฒนาขึ้นโดยมีพื้นฐานอยู่บนข้อกำหนดใหม่ของประเทศไทยที่ออกมาเมื่อไม่นานมานี้ และในเดือนที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับปรุงคู่มือการใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอกด้านงานเทคโนโลยีสารสนเทศให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของธปท. สำหรับสถาบันการเงิน

คู่มือฉบับใหม่ของธปท. แสดงให้เห็นว่าสถาบันการเงินจำเป็นต้องก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน คู่มือของธปท. ตอกย้ำว่าสถาบันการเงินสามารถใช้บริการคลาวด์ คอมพิวติ้ง ได้ในหลายกรณีด้วยกัน ซึ่งรวมถึงบริการคลาวด์แบบสาธารณะ บริการทางการเงินที่พบได้ทั่วไปตามสาขาธนาคาร หรือแม้แต่ศูนย์ข้อมูลและเครือข่าย

“สถาบันการเงินหลายแห่งยอมรับว่าคลาวด์เป็นเครื่องมือที่สถาบันการเงินควรนำมาใช้ แต่ทั้งนี้ต้องผ่านมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและข้อกำหนดด้านการกำกับดูแลก่อนที่จะดำเนินการขั้นตอนสำคัญ ด้วยเหตุนี้ ไมโครซอฟท์จึงได้พัฒนาบริการช่วยเหลือเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ให้บริการทางการเงินแต่ละราย เช่น บริการ Financial Services Compliance Program ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้สถาบันการเงินสามารถเปลี่ยนไปใช้บริการระบบคลาวด์ของไมโครซอฟท์ในขณะที่ยังคงตอบสนองข้อกำหนดที่เข้มงวดของหน่วยงานที่กำกับดูแลระบบนิเวศของผู้ให้บริการทางการเงิน” นายแอนดูว์ คุก ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านกฎหมาย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น บริษัทไมโครซอฟท์ กล่าว

“คู่มือ Navigating Your Way to the Cloud ออกแบบมาเพื่อเป็นแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้จริงสำหรับสถาบันการเงินไทยในการพิจารณาเปลี่ยนมาใช้บริการคลาวด์ ทั้งนี้ไมโครซอฟท์ชื่นชมการตัดสินใจของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมบริการทางการเงินของไทยในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วบนระบบคลาวด์ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุมัติให้ใช้บริการคลาวด์แบบสาธารณะได้ เป็นการเปิดทางให้สถาบันการเงินได้รับประโยชน์จากบริการคลาวด์ในการบริหารความเสี่ยงและข้อกำหนดด้านการกำกับดูแลได้อย่างเหมาะสม” นายคุก กล่าว

นอกเหนือไปจากการเปิดตัวคู่มือเพื่อคลาวด์สาธารณะในประเทศไทยแล้ว ไมโครซอฟท์ยังจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยจัดงานบล็อกเชน แฮกเฟส (Blockchain Hackfest) ขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 22 – 24 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งจะทำให้ธนาคารได้ทราบถึงประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาเสริมประสิทธิภาพในภาคการเงิน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้เกิดกับลูกค้า เป็นกำลังให้กับพนักงาน ช่วยบริหารความเสี่ยงและท้ายที่สุดคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการเพื่อตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง โดยมีผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคร่วมแบ่งปันแนวทางการปฏิบัติและกรณีศึกษา

หัวใจสำคัญของการปฎิรูปธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลคือ คลาวด์ คอมพิวติ้ง ซึ่งปัจจุบันร้อยละ 80 ของธนาคารขนาดใหญ่ทั่วโลกต่างเลือกใช้บริการคลาวด์ของไมโครซอฟท์ ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ประกาศจัดงานบล็อกเชน แฮกเฟส (Blockchain Hackfest) โดยร่วมกับบริษัทดิจิทัล เวนเจอร์ส และพันธมิตรด้านบล็อกเชน คือบริษัท คอนเซ็นซิส เพื่อส่งเสริมการใช้งานโซลูชั่นโดยเฉพาะสู่ภาคการเงินบนระบบคลาวด์ของไมโครซอฟท์และพันธมิตร

ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัวแนวทางสนับสนุนสถาบันการเงินดังกล่าวนี้

###

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-introduces-thai-financial-institution-to-digital-age/

[PR] คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. เปิด 5 หลักสูตรอินเตอร์ สร้างวิศกร…ป้อนไทยแลนด์ 4.0

ตอบรับไทยแลนด์ 4.0 และกระแสโลกในการพัฒนาเทคโนโลยีสู่ประสิทธิภาพและความยั่งยืน จากวิวัฒนาการของดิจิตอลเทคโนโลยีการสื่อสารและนวัตกรรมเปลี่ยนโลก นำมาซึ่งการปรับตัวและพัฒนาของภาคการศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. เปิด 5 หลักสูตรวิศวกรรมอินเตอร์ ประกอบด้วย Innovative Civil Engineering, Chemical Engineering, Industrial and Management System Engineering, Biomedical Engineering, Computer Innovation Engineering โดยมี 7 กูรูผู้เชี่ยวชาญร่วมเสนอแนวทาง “ปั้นวิศวกรอินเตอร์ สู่ไทยแลนด์ 4.0 และโลกที่น่าอยู่” เตรียมความพร้อมสู่ไทยแลนด์ 4.0 ทั้งบุคลากร หลักสูตรการศึกษา องค์ความรู้ใหม่ ๆ ตอบสนองต่อแนวโน้มวิชาชีพและเทรนด์โลก ในงานยังได้เปิดตัวนวัตกรรม Fall Detection V.1 เครื่องตรวจจัการล้มอัจฉริยะ คว้า 2 รางวัล จาก Young Maker Contest โดยฝีมือสองหนุ่มน้อยเมคเกอร์อีกด้วย ที่จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้สูงวัยคนไทยจากการลื่นล้ม อันเป็นสาเหตุการตายสูงเป็นอันดับ 2 รองจากอุบัติเหตุทางถนน

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี (Assoc.Prof.Dr.Komsan Maleesee) คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ประธานเปิดงาน กล่าวว่า ภูมิทัศน์ทางเทคโนโลยีในปัจจุบันคือยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 เยาวชนคนรุ่นใหม่เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องพัฒนาเปิด 5 หลักสูตรอินเตอร์ ประกอบด้วย Innovative Civil Engineering, Chemical Engineering, Industrial and Management System Engineering, Biomedical Engineering, Computer Innovation Engineering เพื่อเพิ่มองค์ความรู้ใหม่ และการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดอุตสาหกรรมเดิม (First S-Curve) และเติมต่อ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) สู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการศึกษาที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นทั้งวิชาการและทักษะการปฎิบัติรวมทั้งความคิดสร้างสรรค์ ควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาวิศวกรไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0 และสังคมโลก

คุณคริสโตเฟอร์ ไรท์ (Mr.Christopher Wright) กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมของนักศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญ นักศึกษาไทยยุค 4.0 ควรมีทักษะ ดังนี้ 1.ทักษะการแก้ไขปัญหาที่ทับซ้อน 2.การคิดวิเคราะห์ 3.มีความคิดสร้างสรรค์ 4.การจัดการด้านบุคคล 5.การทำงานร่วมกับผู้อื่น 6.ความฉลาดทางอารมณ์ 7.การเจรจาต่อรอง 8.ทักษะที่หลากหลายทั้งทางปัญญาและการสื่อสาร ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นทักษะที่เสริมสร้างคุณภาพบุคคลอันก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการศึกษาและการทำงาน และปฎิเสธไม่ได้ว่าอีกทักษะสำคัญของการทำงานในโลกปัจจุบันและอนาคตนั้น คือ ทักษะการสื่อสารด้านภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากล เปิดใจเรียนรู้และตั้งใจฝึกฝนพัฒนาตนเองเพื่อนำไปใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผศ.ดร.นันทวัฒน์ จรัสโรจน์ธนเดช (Assoc.Prof.Dr.Nunthawath Charusrojthanadech) ประธานหลักสูตรวิศวกรรมโยธา กล่าวถึงการเปิดหลักสูตรอินเตอร์ Innovative Civil Engineering เพื่อปั้นวิศวกร 4.0 ว่า ผู้เรียนจะได้เปิดมุมมองเชิงนวัตกรรมโดยหลักสูตรจะมุ่งเน้นการเรียนรู้แบบ Project – Based Learning คือการเรียนรู้ที่ให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริงในลักษณะของการสำรวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น โดยผู้สอนเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ให้ความรู้สู่การเป็นผู้ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด (Coach) ทำหน้าที่ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนทำงานเป็นทีม กระตุ้น แนะนำ และให้คำปรึกษา เสริมองค์ความรู้ด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น การวิเคราะห์ระบบ BIM (Building Information Modeling) คือ การศึกษาแบบจำลองข้อมูลของอาคาร ผู้เรียนจะได้ศึกษาโครงสร้างพื้นฐานตามบริบทและความเปลี่ยนแปลงของโลก อีกทั้งหลักสูตรยังส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันและหน่วยงานต่างประเทศ ผลักดันให้นักศึกษาเกิดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อสร้างความพร้อมและเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกงานและร่วมงานกับองค์ระดับสากล หลักสูตรอินเตอร์วิศวกรรมโยธามุ่งผลิตวิศวกรที่มีความรู้ความสามารถในการทำงานระดับสากล ผสมผสานความรู้เชิงนวัตกรรมเพื่อต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ (Creative Design) ในทุกกระบวนการการเรียนรู้ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการทำงานในสังคมโลก

ดร.นริศรา ทองบุญชู (Dr.Narisara Thongboonchoo) ประธานหลักสูตรวิศกรรมเคมี กล่าวถึงความสำคัญในการเปิดหลักสูตรอินเตอร์ Chemical Engineering ในการสร้างบัณฑิตให้มความแข็งแกร่งทางด้านวิชาการ มีทักษะแห่งทศวรรษที่ 21 ทั้งทักศะในวิชาหลัก ด้านการเรียนรู้และนวัตกรรมด้านสารสนเทศ ด้านการใช้ชีวิตและวิชาชีพ หลักสูตอินเตอร์วิศกรรมเคมีตอบรับนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมในยุคที่ 4 หรือ Industrial 4.0 ผ่านการเรียนรู้ด้วยวิธีการผสมผสานเพื่อสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking), การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking), การคิดวิเคราะห์ (Interpretation and Arguments), นวัตกรรมเพื่อการสื่อสาร (Innovation Communication), คิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ (Design Methods for innovation), ความเป็นผู้นำและการพัฒนาตนเอง (Leadership and Personal Development) ทั้งหมดนี้เพื่อให้ผู้ศึกษามีความรู้ความเข้าใจในบทบาทของวิชาชีพวิศวกรเคมีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และสามารถเชื่อมโยงความรู้เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่จะต้องรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผู้ศึกษาที่จบหลักสูตรอินเตอร์วิศวกรรมเคมีสามารถประกอบอาชีพได้ทั้งในภาครัฐและเอกชนโดยอยู่ในหลายภาคส่วนอุตสาหกรรม เช่น การสำรวจและการผลิตปิโตรเลียม, โรงงานผลิตและประกอบรถยนต์, อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ถือเป็นมิติใหม่ในการผลักดันบุคลากรของประเทศเข้าสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพเพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ความก้าวหน้าต่อไป

ผศ.ดร.ชุมพล ยวงใย (Asst.Prof.Dr.Chumpol Yuangyai) ประธานหลักสูตรวิศวกรรมอุตสาหการและการจัดการระบบวิศวกรรม กล่าวถึงการเปิดหลักสูตรอินเตอร์ Industrial and Management System Engineering มีจุดเด่นของการเรียนการสอนทอยู่ที่การบูรณาการของ 3 สาขาวิชา ได้แก่ วิศวกรรมอุตสาหการ, วิศวกรรมคอมพิวเตอร์สารสนเทศ และการจัดการธุรกิจ เพื่อบ่มเพาะนักศึกษาให้เป็นผลผลิตที่มีความรู้รอบด้านและสามารถต่อยอดองค์ความรู้เพื่อการเป็นผู้ประกอบการในอนาคต ด้วยเนื้อหาวิชาที่ครอบคลุมด้านการวิจัยดำเนินการ, การสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์, การจำลองสถานการณ์การวิเคราะห์และจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด, วิทยาการข้อมูล (Data Science) และการจัดการนวัตกรรม โดยเนื้อหาวิชาดังกล่าวเป็นนักศึกาจะได้เรียนเป็นพื้นฐานในหลักสุตรปริญญตรี จากโดยทั่วไปแล้วจะเริ่มเรียนในระดับปริญญาโท ทั้งหมดเพื่อเสริมศักยภาพและสร้างความพร้อมให้แก่ผู้เรียนเพิ่มทักษะการจัดการทางวิศวกรรมที่ดีและทนทาน (Robustness/ Resilience) ต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุคอุตสาหกรรม 4.0 

รศ.ดร.ชูชาติ ปิณฑวิรุจน์ (Assoc.Prof.Dr.Chuchart Pintavirooj) ประธานหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ กล่าวถึง จุดแข็งของหลักสูตรอินเตอร์และบทบาทของวิศวกรรมชีวการแพทย์ Biomedical Engineering ประเทศไทยเป็น Medical Hub ของอาเซียน ทำให้โรงพยาบาลต้องปรับมาตรฐานให้ได้ตามมาตรฐานสากล (Joint commission Inter-national) ซึ่งกำลังต้องการนักวิศวกรชีวการแพทย์เข้ามาดูแลและคิดค้นเครื่องมือแพทย์รวมถึงวิทยาการต่าง ๆ นอกจากนี้ประเทศไทยมีการนำเข้าเครื่องมือแพทย์มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการมีผู้เชี่ยวชาญด้านการบำรุงรักษาและการใช้งานเฉพาะทาง หลักสูตรจึงมุ่งเน้นการศึกษาคิดค้นวิจัยต่อยอดเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ลดการนำเข้าและเป็นการลดต้นทุนการรักษาของผู้ป่วย หลักสูตวิศวกรรมชีวการแพทย์ยังคงมีเอกลักษณ์อันโดดเด่นคือมุ่งเน้นภาคปฎิบัติ (Practical Based) เพื่อให้นักศักษาเกิดประสบการณ์ตรงและนำไปปรับใช้ได้จริง ซึ่งหลักสูตรมีการเชื่อมโยงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ อาทิ Glasgow, Scotland, Tokai ประเทศญี่ปุ่นและ มหาวิทยาลัยโจเซฟ ฟูริเยร์ (Joseph Fourier) ประเทศฝรั่งเศส เปิดโอกาสทางการเรียนรู้ให้นักศึกษา รวมถึงยังมีโอกาสต่อยอดการศึกษาในขั้นสูงในหลักสูตรปริญญาโท 4 + 1 หลักสูตรปริญญาเอก หรือเลือกเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรนานาชาติ สจล. จบปริญญาใน 8-9 ปี สู่การเป็นแพทย์นักวิจัยที่มีความสามารถครอบคลุมทั้งในด้านการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อการรักษาและวินิจฉัยโรคต่าง ๆ ถือเป็นโอกาสที่สำคัญในการเปิดหลักสูตรอินเตอร์ Biomedical Engineering ในประเทศไทย เพื่อผลิตบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ให้เพียงพอต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

รศ.ดร.ปิติเขต สู้รักษา (Assoc.Prof.Dr.Pitikhate Sooraksa) ประธานหลักสูตรวิศวกรรมนวัตกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวว่า ข้อแตกต่างของหลักสูตรคือบทบาทของดิจิตอลและเทคโนโลยีในปัจจุบัน ที่เป็นแกนหลักในการพัฒนาวิทยาการทุกด้านเพื่อก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตลอดระยะเวลาเรียน 4 ปี หลักสูตรจะผลักดันการสร้างนวัตกรรมและเสริมสร้างความเป็น สตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ (Entrepreneurs and technical leadership) เกี่ยวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ ด้านการเรียนการสอนในแต่ละภาคการศึกษาเน้นการคิดวิเคราะห์โครงงาน (Project-based theme) ซึ่งฝึกฝนให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์ความเชี่ยวชาญจากการปฏิบัติจริงและการออกแบบโซลูชั่นที่เป็นนวัตกรรมในด้านต่างๆ พัฒนาพื้นฐานในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การพัฒนาทักษะการสื่อสาร และการสัมผัสแนวคิดโปรแกรมและระบบดิจิตอลโดยโครงงานผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์ตรงจากการฝึกปฏิบัติและการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์  อาทิ การประยุกต์ออกแบบโซลูชั่นด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น ระบบไซเบอร์ทางกายภาพและโครงสร้างคอมพิวเตอร์ ต่อยอดความรู้สู่เทคโนโลยีคลาวด์, Mobile computing, Cybersecurity, Big data analytics และ Internet of Things ที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนธุรกิจและอุตสาหกรรมดิจิตอลในอนาคต ผู้เรียนจะได้ทำโครงงานออกแบบนวัตกรรมทางวิศวกรรมที่สำคัญ โดยประยุกต์ทักษะและองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ยั่งยืน ผนวกไว้ด้วยกันเพื่อการต่อยอดความคิดเชิงธุรกิจ การเป็นเมคเกอร์นักประดิษฐ์ หรือสตาร์ทอัพ โดยหลักสูตรมีจุดเด่น คือกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมโดยมีผู้เรียนเป็นศูนย์ของการเรียนรู้ มีผู้สอนเป็นโค้ชดูแลให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด

ในโอกาสนี้คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ร่วมกับโรงเรียนต่าง ๆ อาจารย์แนะแนวการศึกษาและเยาวชน ได้ร่วมกันเปิดสโมสร KMITL International 4.0 Club ซึ่งเปิดรับสมาชิกทั้งผู้แนะแนวและเยาวชนนักเรียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโลกทัศน์และความร่วมมือสนับสนุนความพร้อมเพื่อก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ให้ความรู้อัพเดตความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและโลกที่เปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการเรียนรู้และจัดกิจกรรมเสริมสร้างประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์แก่โรงเรียนและเยาวชน ถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในเครือข่ายการศึกษาและเยาวชน

รายละเอียด 5 หลักสูตรวิศวกรรมอินเตอร์ สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. http://eneng.kmitl.ac.th/inter-admission หรือ Email : eng-inter@kmitl.ac.th โทร 02-329-8321

from:https://www.techtalkthai.com/kmitl-opens-5-international-programs-for-thailand-4-0/