คลังเก็บป้ายกำกับ: Press_Release

Symantec คาดการณ์ IoT และ Digital Money จะตกเป็นเป้าภัยคุกคามด้านไซเบอร์มากขึ้นในปี 2018

ทีมงาน TechTalkThai ได้รับเชิญทางจาก Symantec Thailand ให้เข้าร่วมรับฟังในหัวข้อ “2018 Cyber Security Prediction” โดยเนื้อหาหลักเราได้รับเกียรติจาก คุณ มร. เชรีฟ เอล-นาบาวี ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการอวุโส ฝ่ายวิศวกรรมเอเซีย-แปซิฟิกของ Symantec มาเป็นผู้บรรยาย เราจึงได้สรุปเนื้อหาสำคัญของงานวันนี้มาให้ผู้อ่านได้ติดตามมุมมองของ Symantec ถึงอนาคตด้านความมั่นคงปลอดภัยในปี 2018 ดังนี้

Symantec ผู้ให้บริการโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยและถือได้ว่าเป็นผู้นำในการจัดอันดับของ Gartner ในด้าน Secure Web Gateway, Endpoint Protection, Dataloss prevention, Manage Service และยังมีผลิตภัณฑ์อื่นอีกมากมาย โดยเทคโนโลยีที่น่าสนใจ 10 ข้อมีดังนี้

  1. เทคโนโลยีบล็อกเชนจะถูกใช้งานในด้านอื่นๆ นอกเหนือจากเงินดิจิทัล และอาชญากรไซเบอร์จะเน้นไปที่เงินดิจิตัล

การที่จะแคร็กหรือโจมตีบล็อกเชนเองยังทำได้ยากเกินไป ดังนั้นกลุ่มคนร้ายจึงเบนเข็มมาที่เว็บที่แลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลหรือ Wallet ของผู้ใช้แทนซึ่งเจาะได้ง่ายกว่ามาก นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการโจมตีเพื่อลักลอบนำทรัพยากรของผู้ใช้บนมือถือหรือคอมพิวเตอร์ไปทำ Cryptocurrency Mining อีกด้วย

  1. อาชญากรทางคอมพิวเตอร์จะใช้เทคโนโลยี AI และ ML ในการโจมตี

ไม่พียงแต่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI หรือ Machine Learning ในฝั่งป้องกันอย่างกว้างขวางแล้ว ฝั่งผู้ร้ายเองก็อาจจะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานในการโจมตีด้วยเช่น ใช้เก็บข้อมูลในเครือข่ายหลังการเข้าสู่เจาะระบบแล้ว

  1. การโจมตีซัพพลายเชนกลายเป็นกระแสหลัก

เนื่องจากในแง่ธุรกิจย่อมมีคู่ค้า หรือบุคคลหลายส่วนที่มาร่วมงานกัน ดังนั้นแฮ็กเกอร์จะเน้นเลือกคู่ค้าที่มีมั่นคงปลอดภัยต่ำเพื่อเจาะเข้าไปแทนจุดที่มีการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสูงอย่างธนาคาร เป็นต้น

  1. มัลแวร์ไร้ไฟล์และมัลแวร์ที่ใช้ไฟล์ขนาดเล็กจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

Fileless และ File-Light มัลแวร์จะเพิ่มจำนวนขึ้นอีก โดยจะทำงานอยู่ภายใน Memory ทำให้ Antivirus แบบเดิมตรวจจับได้ยาก หรือติดตามและต่อสู้กับภัยคุกคามแบบนี้ในหลายๆ สถานการณ์

  1. องค์กรจะยังคงประสบปัญหาเรื่องความปลอดภัยของ SaaS

องค์กรจำนวนมากหันมาใช้งาน Software-as-a-Service ทำให้เกิดความท้าทายใหม่หลายประการเช่น การควบคุมการเข้าถึง การควบคุมข้อมูล การติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้ และการเข้ารหัสข้อมูล นอกจากนี้ยังเริ่มมีกฏหมายหรือระเบียบใหม่ (เช่น GDPR ในยุโรป)  ที่เกี่ยวกับการปกป้องข้อมูลและรักษาความเป็นส่วนตัว แต่คำถามคือองค์กรต่างๆ จะต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถผ่านตามกฏเหล่านั้น

  1. องค์กรจะยังคงประสบปัญหาเรื่องความปลอดภัยของ IaaS และจะมีการเจาะระบบเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากข้อผิดพลาด ช่องโหว่และการออกแบบที่ไม่เหมาะสม

นอกจาก SaaS แล้วหลายองค์กรได้ย้ายระบบของตนขึ้นไปใช้ Cloud Infrastructure เพื่อให้สามารถรองรับการเติบโต คล่องตัว และสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ แต่อย่างไรก็ตามผู้ให้บริการ Cloud เองไม่ได้มีเครื่องมือช่วยเหลือผู้ใช้งานระดับนี้มากนัก จึงอาจจะมีข้อผิดพลาดในการตั้งค่าระบบเกิดขึ้น ตรงนี้เองอาจจะนำไปสู่เหตุการณ์รั่วไหลของข้อมูลต่อไป

  1. โทรจันด้านการเงินจะยังคงสร้างความเสียหายมากกว่ามัลแวร์เรียกค่าไถ่

โทรจันด้านการเงินเริ่มด้วยการใช้เครื่องมือเก็บข้อมูลล็อกอินหลังจากนั้นจะพัฒนาไปสู่การโจมตีขั้นสูง โดยอาจจะแฝงตัวไปในแอปพลิเคชันของธนาคารหรือส่งธุรกรรมแผงเข้าไปในระบบ อีกทั้งปิดบังร่องรอย มากกว่านั้นเรากำลังเข้ายุคแอปพลิเคชันมือถือเพื่อทำธุรกรรมต่างๆ นี่จึงเป็นอีกทางหนึ่งให้แฮ็กเกอร์มุ่งเน้นไปที่ระบบมือถือของผู้ใช้

  1. อุปกรณ์ราคาแพงภายในบ้านจะถูกจับเรียกค่าไถ่

แน่นอนว่า IoT มีจำนวนมากทั่วโลก อีกทั้งอุปกรณ์อย่าง Smart TV อุปกรณ์อัจฉริยะอื่นๆ ก็มีราคาสูง จึงมีตัวอย่างการตกเป็นเป้าจาก Ransomware ทั้งหลายที่จะย้ายเข้ามาสู่อุปกรณ์เหล่านี้

  1. อุปกรณ์ IoT จะถูกควบคุมและใช้ในการโจมตีแบบ DDoS

ในอดีตมีตัวอย่างมากมายที่ IoT ถูกใช้เป็นฐานการโจมตีแบบ DDoS เนื่องจากยังขาดการตั้งค่าความปลอดภัยอย่างเหมาะสม

  1. อุปกรณ์ IoT จะเปิดช่องทางถาวรให้เข้าถึงเครือข่ายภายในบ้าน

แม้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้จะมีเครื่องมือป้องกันการโจมตีเป็นอย่างดี แต่หากอุปกรณ์ IoT ถูกเข้าถึงก็เสมือนว่ามีประตูลับอยู่ภายในบ้านเราเอง ซึ่งสามารถเข้าถึงได้อย่างถาวรเสียด้วยถึงจะล้างเครื่องคอมพิวเตอร์สักกี่รอบปัญหาก็ไม่ได้ถูกแก้อยู่ดี

ข้อแนะนำสำหรับผู้ใช้งานเพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามที่กล่าวมามีดังนี้

  • ใช้งานระบบตรวจจับภัยคุกคามด้วย AI และ Machine Learning
  • ใช้ Endpoint Protection ที่มีความสามารถในการตรวจจับ Fileless และ File-light มัลแวร์
  • ใส่ใจและหาวิธีการป้องกันตัวตั้งแต่เริ่มต้นการใช้งาน IaaS ไปจนถึง SaaS
  • การใช้งาน IoT ต้องวางกลยุทธ์ทำแผนการป้องกันและติดตั้งอุปกรณ์กับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
  • หมั่นติดตามข้อมูลภัยคุกคามใหม่ๆ รวมถึงให้ความรู้ผู้ใช้ในองค์กรให้เกิด Awareness ว่าอะไรคือ Phishing หรือ Spam และวิธีการรักษาข้อมูลที่เป็นความลับ

ในท้ายการบรรยายมีคำถามที่ถูกถามว่า คุณคิดว่าเราจะสามารถใช้งาน Machine Learning เพื่อป้องกัน Zero-day Attack ได้หรือไม่ซึ่ง คุณ เชรีฟ เอล-นาบาวีกล่าวว่า “แน่นอนครับ Machine Learning เป็นส่วนหนึ่งในหลายๆ องค์ประกอบที่สำคัญเนื่องจากมันถูกออกแบบมาให้จดจำรูปแบบการใช้งาน หากมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นต่างจากของเดิมมันก็จะสามารถตรวจพบได้” อีกคำถามหนึ่งคือ จาก 10 ข้อที่บรรยายคิดว่าข้อไหนมีความท้าทายมากที่สุด “ผมคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของอุปกรณ์ IoT เนื่องจากมันมีจำนวนมากขึ้นทุกวันอย่างมหาศาล โซลูชันในการป้องกันก็มีให้เลือกไม่มากนัก อีกทั้งมันยังมีหลายชนิดและหลายยี่ห้อในตลาดอีกด้วย”—คุณ เชรีฟ เอล-นาบาวี ตอบปิดท้าย

from:https://www.techtalkthai.com/symantec-cyber-security-prediction-nect-year-2018/

Advertisements

[PR] SID ผลักดัน www.borihan.com นวัตกรรมช่วยผู้ประกอบการ เดินหน้าชวนสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีทดลองใช้ฟรี

เชื่อหรือไม่ว่า “การจัดการระบบหลังบ้าน” คือจุดสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้ธุรกิจให้สำเร็จได้จริงและเร็วกว่าที่คิด

“การมองข้ามการจัดการระบบหลังบ้านเป็นจุดตายของผู้ประกอบการ” ณัฐภูมิ รัฐชยากร กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทนิวสเปคทีฟ เล่าถึงที่มาของการพัฒนาเว็บแอพลิเคชั่น http://www.borihan.com “ บริหารดอทคอม เกิดจากประสบการณ์การทำธุรกิจกว่า12 ปี ของกลุ่มบริษัท นิวสเปคทีฟ ที่เริ่มต้นทำด้วยตัวเอง ทำให้เราพบว่าเรื่องของการบริหารงานหลังบ้านนั้นเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้เริ่มธุรกิจ โดยเฉพาะนักธุรกิจมือใหม่ที่เริ่มต้นทำคนเดียว องค์กรขนาดเล็ก เอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ รวมไปถึงผู้ที่เป็นฟรีแลนซ์ บริหารดอทคอม สามารถช่วยให้คุณดูแลกิจการได้ครบวงจร อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลา และจัดการทุกสิ่งได้อย่างมีระบบแบบมืออาชีพ ในรูปแบบเว็บแอพลิเคชั่น ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Business All in ONE” รวมทุกระบบหลังบ้านไว้ในที่เดียว ได้แก่ ระบบบัญชี การเงิน การทำธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบ Internet Banking การจัดการเอกสารทางภาษี ไม่ว่าจะเป็น ใบกำกับภาษี ใบหัก ณ ที่จ่าย หรือ การคำนวณภาษี และการบริหารงานบุคคล เงินเดือน โอที และอื่นๆ ครบวงจร”

“บริษัทใช้เวลา 3 ปีกว่า ในการพัฒนาระบบโปรแกรม บริหารดอทคอม http://www.borihan.com และได้นำมาใช้ภายในกลุ่มบริษัทจนระบบมีความเสถียร ใช้งานได้จริง นอกจากนี้เรายังได้นำเอาเว็บแอพลิเคชั่นเข้าร่วม “โครงการประกวดนวัตกรรม 100SID โดย Siam Innovation District (SID) เมืองนวัตกรรมแห่งสยาม”  ซึ่งได้เข้ารอบ นวัตกรรมดิจิตัล 20 ทีมสุดท้าย ประเภท Scale Up Fund ในฐานะที่กลุ่มบริษัทนิวสเปคทีฟเป็นผู้พัฒนาระบบนี้ เราต้องการที่จะผลักดันให้ บริหารดอทคอม ให้ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อตอบรับกับนโยบาย Digital Economy ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ด้านกิจกรรมการตลาด เราได้จัดกิจกรรม “ช็อปเพื่อสยาม กับบริหารดอทคอม” เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ร้านค้าในสยามสแควร์ได้มีโอกาสเข้าถึงการใช้งานเว็บแอพลิเคชั่น โดยเชิญร้านค้ามาร่วมลงทะเบียนกับบริหารดอทคอม พร้อมทำแคมเปญ ช็อปแล้วรับใบเสร็จออนไลน์ทางอีเมลผ่านระบบของบริหารดอทคอม ลูกค้ามีสิทธิรับโบนัสจากการซื้อของสูงสุด 500 บาท ต่อคน ต่อบิล จากร้านค้าที่ร่วมกิจกรรม โดยตั้งเป้าว่าจะมีร้านค้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้จำนวน 100 ร้าน นอกจากนี้ยังมีการเดินสายอบรม โดยนำวิทยากรออกไปแนะนำวิธีการใช้งานบริหารดอทคอมให้แก่พาร์ทเนอร์ กลุ่มสตาร์ทอัพ และสถาบันการศึกษาที่สนใจอีกด้วย” ณัฐภูมิกล่าวเสริม

สำหรับร้านค้า หรือผู้ประกอบการที่สนใจทดลองใช้งานแอพลิเคชั่น บริหารดอทคอม www.borihan.com สามารถลงทะเบียนใช้งานได้ไม่เสียค่าใช้จ่าย โทร. 065-665-9469 หรือ Line: @NewspectiveGroup

###

from:https://www.techtalkthai.com/sid-borihan-helps-sme/

[PR] Smart City ขอนแก่น เมืองแห่งโอกาส 
ก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ที่จับต้องได้ มุ่งสู่ Global City

ความก้าวหน้าในการดำเนินงาน Smart City ของจังหวัดเป็นไปอย่างมีขั้นตอนและเป็นรูปธรรม ซึ่งปัจจุบันนี้จังหวัดได้มีการรวมตัวกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อจัดทำแผนพัฒนา Smart City ระดับจังหวัด มีการแบ่งหมวดการพัฒนา Khon Kean Smart City ออกเป็นทั้งหมด 6 ด้าน ได้แก่ Smart Mobility, Smart Living, Smart Citizen, Smart Economy, Smart Environment และ Smart Governance เบื้องต้นจังหวัดขอนแก่นได้มีการพัฒนาด้าน Smart Mobility ไปซักระยะหนึ่งแล้วโดยมีการพัฒนา Smart Bus ให้ประชาชนได้ใช้บริหารในระบบขนส่งสาธารณะ ลำดับความสำคัญในการพัฒนาลำดับถัดมาสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa และภาคส่วนอื่นๆ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการการพัฒนา Smart Living โดยมุ่งเป้าไปที่การพัฒนาเป็น Health Care & MEDICAL HUB หรือ Smart Health Care & Medical Hub สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEPA ได้ประสานความร่วมมือกับ จังหวัดขอนแก่น โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และเทศบาลนครขอนแก่น เพื่อประชุมหารือความต้องการด้านการแพทย์และสะท้อนสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละที่ จึงเห็นว่าแต่ละที่มีปัญหาสะสมมีทั้งคล้ายกันและต่างกัน และต่างมุ้งเน้นที่จะนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลไปช่วยสนับสนุนช่วยเหลือทางการแพทย์และการสาธารณสุขให้ประชาชนสะดวกและมีสุขภาพดีและเข้าถึงการรักษาได้อย่างทั่วถึง

นายมีธรรม ณ ระนอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิท้ล กล่าวว่า จังหวัดขอนแก่นและสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa เป็น Center ในการวางแนวทางดำเนินงาน Medical Hub หรือ Road map ด้าน Health Care & Medical โดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญในการดูแลสุขภาพของประชาชนของประเทศ โดยอยากให้มีการวาง Infrastructure เพื่อรองรับ Big Data และเชื่อมโยงข้อมูลทางการแพทย์ในทุกมิติ ไปสู่ Data Analytic ให้เข้ากับการใช้บริการของประชาชนในทุกระดับ สะดวกทั้งแพทย์ สะดวกทั้งประชาชน

เบื้องต้น โรงพยาบาลขอนแก่นได้เตรียมความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนการให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน
ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น โดยได้หารือกับ depa และ Start Up ที่จะเข้ามาช่วยพัฒนา Smart Ambulance ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาระบบไฟจราจรอัจฉริยะของจังหวัด ทำให้แพทย์จะสามารถช่วยชีวิตได้ระหว่างขนย้ายผู้ป่วยบนรถพยาบาลส่งผลให้ลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ช่วยฉุกเฉินขณะเดินทางได้ ซึ่งเดิมยังไม่มีระบบนี้ช่วยเหลือ ทั้งนี้ในที่ประชุมทีมแพทย์และ depa ยังได้วางแผนการพัฒนา Smart Health Care & Medical Hub ทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่การดูแลสุขภาพก่อนป่วย ให้มีสุขภาพที่ดี และป่วยน้อยลง, วางแผนการพัฒนาระบบบริหารจัดการระหว่างเข้าพบแพทย์และระหว่างป่วย, และระบบบริหารจัดการชีวิตหลังป่วย ซึ่งเป็นภาพใหญ่ที่ต้องวาง Road Map ทั้งระบบ เพื่อให้สามารถติดต่อและเชื่อมโยงกันได้อย่างเป็นระบบ

โดยอาศัยความร่วมมือกับทุกโรงพยาบาลในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการใช้ระบบ รวมไปถึงร้านขายยา และประชาชนทั่วไป ซึ่งระบบดังกล่าวจะมี Start Up เข้ามาช่วยพัฒนาระบบดังกล่าวให้สำเร็จเป็นลูกโซ่ร้อยเรียงกัน โดยอาศัยมาตรการการส่งเสริมจาก depa และที่สำคัญจะต้องมีการวาง Infrastructure เพื่อรองรับ Big Data ก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อสร้างเป็นเส้นทางให้ข้อมูลวิ่งและเชื่อมโยงกันได้อย่างคล่องตัว ซึ่งเบื้องต้นมีเป้าหมายที่จะเริ่มทำ Big data ด้าน Smart Health Care & Medical Hub ก่อนจึงไปเชื่อมโยงข้อมูลกับ Smart City ในด้านอื่น ๆ ทั้ง 6 ด้านให้ครบวงจร ประกอบด้วย Smart Mobility, Smart Living, Smart Citizen, Smart Economy, Smart Environment และ Smart Governance และเพื่อเตรียมความพร้อมให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบได้ทั้งประเทศ เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารประเทศให้เกิดความมั่งคั่งและยั่งยืนในระดับสากลต่อไป

depa จะสนับสนุนผ่านกองทุน เช่น กองทุนอินเตอร์เนชั่นแนลไซเซชัน กองทุนสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นลักษณะการลงเงินทุนร่วมกันในทุกมาตรการ สำหรับโครงการ Smart City ก็เช่นเดียวกัน เราจะส่งเสริมผ่านมาตรการต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งฝั่งดิจิทัลและผู้ประกอบการที่เป็นผู้ใช้ได้มีตัวช่วยในการต่อยอดผลงานนวัตกรรมและการนำไปใช้ให้เมืองกลายเป็นเมืองอัจฉริยะตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

นายสมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า “Khon Kaen Smart City”  มีโครงสร้างการพัฒนาที่โดดเด่นในลักษณะการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของจังหวัด ท้องถิ่น เอกชน ประชาสังคม และได้รับการสนับสนุนจากหลายกระทรวง ทำให้ขอนแก่นสามารถขับเคลื่อนจังหวัดไปสู่รูปแบบ Smart City เพื่อมุ่งสู่ Global City ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับการอนุมัติแผนพัฒนา Smart City (Phase 1) จาก คสช. ให้จัดตั้งบริษัทของ 5 เทศบาลแห่งแรกจากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานพัฒนาของจังหวัดและท้องถิ่น ดำเนินการประชารัฐอย่างเข้มข้น และมีนโยบายเปิดกว้างให้กับนักลงทุน นำเสนอเทคโนโลยีทุก ๆ ด้านที่คิดว่าเหมาะสมกับบริบทของเมืองขอนแก่น และล่าสุดมีหลายสถานทูตติดต่อเข้ามาพูดคุยเกี่ยวกับการลงทุนในจังหวัดขอนแก่นเพื่อตอบโจทย์ให้เมืองมีความ Smart City ทั้ง 6 ด้าน เช่น สถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย, สถานทูตสเดนมาร์กประจำประเทศไทย, สถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย, สถานทูตไทยประจำประเทศอิสราเอล และสถานทูตไต้หวันประจำประเทศไทย เป็นต้น ซึ่งจังหวัดขอนแก่นวางเป้าหมายและพยายามให้เห็นถึงการพัฒนาเมืองให้เป็นเมือง Smart City อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นศูนย์กลางทางการลงทุน นึกถึงขอนแก่นให้ถึงเมืองแห่งการลุงทุน ซึ่งบริบทอื่นๆ ก็มีการสนับสนุนสอดรับซึ่งกันและกันได้ เช่น มาขอนแก่นมาลุงทุน มาประชุมก็มาเที่ยวได้ สามารถท่องเที่ยวขอนแก่นได้ด้วยโลกดิจิทัลเพราะภูมิศาสตร์ของจังหวัดมีสถานที่ท่องเที่ยวน้อยกว่าจังหวัดอื่นที่ภูมิศาสตร์เอื้ออำนวยต่อการท่องเที่ยวเป็นหลักแต่เราสร้างเมืองท่องเที่ยวได้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล นอกจากนั้นเมืองขอนแก่นยังมีระบบขนส่งสาธารณะที่ดีและปลอดภัย เป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งก็ซึ่งอีกไม่นานก็จะมีขยายท่าเรือบกมายังจังหวัดขอนแก่น บริบาทเหล่านี้สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดให้เข้ากับ Smart City ของเมืองขอนแก่นทั้ง 6 ด้านได้อย่างลงด้วย ด้วยอาศัยความร่วมมือทั้งภาครัฐบาล หน่วยงานรัฐและเอกชนในพื้นที่ รวมไปถึงภาคประชาชนในทุกๆ ชนชั้นที่จะเข้ามาช่วยกันพัฒนาและช่วยให้ระบบที่เราพัฒนาให้เมืองเป็นเมืองแห่งความสุขและปลอดภัยอย่างมีมูลค่าได้ในอนาคต

รศ.นพ.ชลธีป พงศ์สกุล รองคณบดีฝ่ายสารสนเทศ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  กล่าวว่า “Khon Kaen Smart City”  มีการนำเทคโนโลยี Internet of Things หรือ IoT มาใช้กับสายรัดข้อมือเพื่อตรวจวัดความดัน ตรวจวัดชีพจร ซึ่งผู้ที่สวมใส่หากเกิดอาการความดันสูง-ต่ำ สายรัดข้อมือจะส่งสัญญาณไปที่โรงพยาบาล รถฉุกเฉินก็จะวิ่งไปรับได้ทันเวลาเพื่อรักษาพยาบาลตามขั้นตอนทางการแพทย์ต่อไปได้ หรือ การคัดเลือกครัวเรือนในชุมชนเขตเทศบาลนครขอนแก่นในการทดลองนำร่องติดตั้งอุปกรณ์ เพื่อเป็น Smart Home สำหรับอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และอุปกรณ์ที่จะติดตั้งจะมีกล้อง CCTV ที่สามารถดูอาการหกล้ม เพื่อวางแผนในการดูแลรักษาผู้ป่วย หรือการติดตั้ง Censor/IoT เพื่อควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้านเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วย จากการอาศัยเครื่องมือในการจัดเก็บวิธีใช้ชีวิตและวิธีการดูแลสุขภาพจะสามารถนำไปสู่การวิเคราะห์โรคภัยไข้เจ็บได้ในอนาคตข้างหน้า ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะนำมาสู่การการแจ้งเตือนเพื่อป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคนั้นๆ ได้ในอนาคตในรายบุคคล ซึ่งหากทำได้จริงโดยภาพรวมจะสามารถทำให้ประชาชนเจ็บป่วยน้อยลง ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคในรายบุคคลได้จริง และยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้ในภาพรวมของประเทศได้อีกด้วย

นพ.รัฐระวี พัฒนรัตนโมฬี นายแพทย์ชำนาญการพิเศษและรองผู้อำนวยการศูนย์อุบัติเหตุและวิกฤตบำบัด
รพ.ขอนแก่น กล่าวถึง
แนวทางพัฒนา Smart Ambulance และศูนย์สั่งการทางการแพทย์ฉุกเฉินด้วยดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการพัฒนา Smart Health Care & Medical Hub ว่า ปัจจุบันเรามีปัญหาและอุปสรรค โดยปัญหาหนึ่งคือการที่ผู้ป่วยไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากขณะเกินเหตุฉุกเฉินมีทั้งปัญหาประชาชนไม่สามารถบอกสถานที่ทั้งของตนเองได้อย่างชัดเชน ปัญหาผู้ป่วยอยู่คนเดียวเป็นลมหมดสติ ปัญหาโรงพยาบาลมีจำนวนแพทย์ผู้ชำนาญการน้อยและแทพยท์ผู้ชำนาญส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ รวมทั้งปัญหาขาดการสื่อสารที่ไม่มีประสิทธิภาพในระหว่างหาตัวผู้ป่วยและขนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน จากปัญหาดังกล่าวระบบดิจิทัลจึงเป็นอีกความหวังหนึ่งของทางการแพทย์ ที่จะเข้ามามีบทบาทในการช่วยสนับสนุนและแก้ไขปัญหาข้างต้นให้คลี่คลายลงได้ ซึ่งปัจจุบันในแต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาวิกฤตขณะที่แพทย์ผู้ชำนาญการมีจำนวนน้อยและกระจายตัวในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรักษา และเจ้าหน้าที่พยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยบนรถพยาบาลต้องสื่อสารกับแพทย์ผู้ชำนาญผ่านระบบวิทยุสื่อสารโดยรับสารต่อมาจากคนรับรถอีกทอดหนึ่ง ทำให้ได้รับการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนแม่นยำ  ซึ่งสื่อสารได้แค่เสียง แพทย์ไม่สามารถเห็นสัญญาณชีพและสภาพผู้ป่วย การสั่งการรักษาเป็นไปด้วยความลำบาก

“เทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบันสามารถปิดช่องว่าง จากการปรับปรุงเครื่องมือแพทย์ให้เชื่อมต่อ Internet of Things หรือ IoT และสามารถส่งสัญญาณชีพผู้ป่วยมาทาง เครือข่ายอินเทอร์เน็ต นำระบบการสื่อสารด้วยภาพและเสียง Video call เพื่อให้แพทย์ได้เห็นสภาพผู้ป่วยและสั่งการรักษาได้อย่างแม่นยำ และใช้ GPS Tracking เพื่อคาดการณ์เวลาที่รถพยาบาลจะมาถึง โดยระบบโครงข่ายการสื่อสารทางการแพทย์ผ่านทางระบบ Internet (Telemedicine) สามารถเชื่อมต่อทุกโรงพยาบาล เสมือนเป็นโรงพยาบาลเดียวกัน สอดคล้องกับนโยบายการแพทย์ฉุกเฉินไร้รอยต่อ”

นายกังวาน  เหล่าวิโรจนกุล ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (KKTT) จำกัด กล่าวว่า เป็นภาคเอกชนที่เข้ามามีบทบาทช่วยเหลือและสนับสนุน Smart City ของจังหวัดขอนแก่นเป็นอย่างมาก ซึ่ง KKTT มีทั้งกำลังคนและกำลังทรัพ ที่จะขับเคลือนการพัฒนาเมืองให้เป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจนและรวดเร็ว จนเป็นตัวอย่างให้กับจังหวัดอื่นๆ เช่น จังหวัดภูเก็ต จังหวัดเชียงใหม่ รวมไปถึงจังหวัดสระบุรี เพื่อเป็นตัวอย่างในการรวมกลุ่มภาคเอกชนและภาครัฐในการวางแผนและพัฒนาเมืองของตนให้เป็น Smart City ในบริบทของเมืองนั้นๆ และจากการผลักดันของกลุ่ม KKTT จนกระทั้งทำให้เกิดการลงทุนในภาคประชาชนที่ยิ่งใหญ่ในระดับภูมิภาคเป็นครั้งแรกในประเทศไทย จนกระทั้งมี KKTS เพื่อพัฒนารถไฟรางเบาไว้ให้ประชาชนใช้ในระบบขนส่งสาธารณะ มี Jumb Up เพื่อสร้างเป็นทีมพัฒนา Khon Kane City Bus หรือ Smart Bus เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนา Smart Mobility ของจังหวัดขอนแก่นให้มีการพัฒนารุดหน้าขึ้นเรื่อยๆ มีการจัดทำระบบขนส่งสาธารณะและให้บริหารระบบขนส่งในจังหวัดขอนแก่นและเชื่อมต่อในระดับภูมิภาค บริหารจัดการโครงการให้เกิดความต่อเนื่องและก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจในตัวเมืองและรอบนอกได้ในเชิงพาณิชย์ รวมทั้งการดูแลและกำกับดูแลการบริการของคู่สัญญาต่าง ๆ การเดินรถ การซ่อมบำรุง การบริการ และงานพัฒนาเชิงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดระบบขนส่งสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ และสร้างให้เกิดความยั่งยืนในระบบในพื้นที่ให้ได้อย่างแท้จริง

นายเจียมศักดิ์  ทองรุ่ง CEO บริษัท Jump Up จำกัด กล่าวว่า บริษัท Jump Up จำกัด เกิดจากการรวมตัวของผู้ประกอบการซอฟต์แวร์และนักลงทุนในท้องถิ่น เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านดิจิทัลหลายๆ ด้าน ซึ่ง Jump Up มีความชำนาญในการพัฒนา Smart Mobility เพื่อสนับสนุนให้เมืองเป็นเมือง Smart City อย่างเต็มรูปแบบ ก่อนหน้าที่ Jump Up ได้มีการพัมนา Smart Bus ให้กับจังหวัดขอนแก่นและขยายผลไปยังหัวเมืองหลักเช่น กรุงเทพมหานคร เพื่อให้มีระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัยทัดเทียมกับนานาประเทศ แต่ Jump Up ยังไม่หยุดการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลเพียงเท่านั้น ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา Smart Parking ให้กับเทศบาลนครขอนแก่น เพื่อลดปัญาที่จอดรถให้กับสถานที่ราชการที่มีสภาพแออัด และยังได้มีการวางแผนพัฒนานัตวัตกรรมดิจิทัลร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa เพื่อพัฒนาไปสู่ Hospital Smart parking ให้กับโรงพยาบาลศรีนครินทร์ และโรงพยาบาลขอนแก่น เพื่อลดการแออัดของที่จอดรถโรงพยาบาลที่มีอยู่อย่างจำกัดและไม่เพียงพอพร้อมกับเชื่อมโยงให้เข้ากับ Smart Bus ที่ได้พัฒนาไปแล้วเพื่อถ่ายเทความแออัดของรถไว้ภายนอกโรงพยาบาลแทนที่การนำรถเข้ามาจอดกระจุกตัวในโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังได้มีการวางแผนเชื่อมโยงไปถึง Smart Q ไปพร้อมกับการได้ที่จอดรถ ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกันในเรื่องของเวลา เพื่อลดเวลาการรอคอยที่ปัจจุบันประชาชนต้องเฝ้ารอคอยเพื่อเข้ารับรักษาเป็นเวลานานมากจนทำให้ประชาชนเกิดความตึงเครียดไปพร้อมกับผู้ป่วย ปัญหาเหล่านี้เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถเข้ามาช่วยผ่อนปรนให้จากหนักเป็นเบาได้ ซึ่งอนาคตต่อไปหากจังหวัดขอนแก่นมี ระบบ Hospital Smart Parking และ Smart Q ใช้จะส่งผลให้การให้บริการของโรงพยาบาลมีความคล่องตัวมากขึ้นและส่งผลให้ประชาชนมีความสุขในการใช้บริการโรงพยาบาลได้มากยิ่งขึ้นไม่กระทบไปสู่สุขภาพจิตทั้งผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยได้ต่อไปในอนาคต

นายกฤษฎา อารัมภ์วิโรจน์  CEO บริษัท Jump Up จำกัด กล่าวว่า โครงการ Khon Kaen City Bus ได้ดำเนินการมาแล้ว 2 ปี โดยได้รับการสนับสนุนในทุกๆ ภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน นำมาซึ่งการออกแบบ Application ร่วมกัน ตั้งแต่การหยอดเหรียญ การทำงานของจอแสดงผลจนได้ Application KK transit คำนึงถึง ประโยชน์ของผู้โดยสารเป็นหลัก โดยผู้โดยสารจะรู้ว่า รถจะมาถึงที่สถานีกี่โมง ขอนแก่นซิตี้บัสมีหลายอุปกรณ์ บนรถ โดยเฉพาะระบบ internet of things มีระบบ Wifi เรียกรวม ๆ ว่าระบบ บริหารขนส่งมวลชนอัจฉริยะ ขณะนี้มี 21 คันที่วิ่งให้เป็นการฟรีในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ส่วนในเมืองมีวิ่งอยู่ 10 คันที่มีการคิดค่าบริการ ทั้งหมดคือหนึ่ง ในสมาร์ทโมบิลิตี้ ขับเคลื่อน ขอนแก่น Smart City ให้เป็นจริงก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0

###

from:https://www.techtalkthai.com/smart-city-khonkhan/

[PR] เอ็นฟอร์ซส่งไอที แมเนจเมนท์ สวีท (อัลทิริส) จากไซแมนเทค ช่วยแก้ปัญหาการบริหารจัดการะบบไอทีภายในองค์กร

การบริหารจัดการระบบไอทีองค์กรในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชนิดของอุปกรณ์ ระบบปฏิบัติการที่หลากหลาย รวมไปถึงช่องโหว่ และภัยคุกคามต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว อีกทั้งพฤติกรรมของยูสเซอร์ที่ต้องการทำงานทุกๆที่และบนทุกอุปกรณ์ บริษัท เอ็นฟอร์ซ ซีเคียว จำกัด  แนะนำโซลูชั่น IT Management Suite (Altiris) จากไซแมนเทคเพื่อตอบโจทย์การบริหารจัดการระบบ  ไอทีภายในองค์กร

สำหรับโซลูชั่น Symantec IT Management Suite สามารถบริหารจัดการได้ทั้ง desktops, laptops, servers across Windows, Mac, Linux, Unix, และ virtual environments   โดยมีความสามารถดังต่อไปนี้

  • Asset Management ทำให้เราสามารถมองเห็น และบริหารจัดการ ได้ทั้งซอฟต์แวร์และดีไวซ์ ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อซอฟต์แวร์ที่ไม่จำเป็น และสามารถตรวจหาซอฟต์แวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์  การทำ compliance และ audits  การบริหารรายการทรัพย์สินและวางแผนสำหรับอนาคต และการใช้ทรัพยากรไอทีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • Patch Management ระบบปฏิบัติการที่รองรับได้แก่ Windows,  Mac และ Linux  ตลอดจนรองรับ 50+ non-Microsoft applications รองรับ remote users และ disconnected users ตลอดจน Reporting

สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บริษัท เอ็นฟอร์ซ ซีเคียว จำกัด โทร. 02-2740984 อีเมล sale@nforcesecure.com หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก  http://www.nforcesecure.com Facebook:nForceSecure.com

###

from:https://www.techtalkthai.com/nforce-symantec-it-management/

[PR] เวสเทิร์น ดิจิตอล เร่งเดินหน้าสู่อนาคตของสถาปัตยกรรมการประมวลผลรุ่นใหม่ เพื่อรองรับสภาพแวดล้อมสำหรับ Big Data และ Fast Data

บริษัทมีการเปลี่ยนการใช้งานซีพียูกว่า 1 พันล้านชุดต่อปีให้เป็นสถาปัตยกรรม RISC-V เพื่อขับเคลื่อนโปรเซสเซอร์แบบโอเพ่นซอร์ส (Open Source Processors) สำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการประมวลผลส่วนปลายเครือข่าย (Edge Computing)

Circuit board with CPU. Motherboard system chip with glowing processor. Computer´s technology and internet concept. 3d illustration

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 6 ธันวาคม 2560 – เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ป (NASDAQ: WDC) ประกาศที่งาน ประชุมเชิงปฏิบัติการ RISC-V Workshop ครั้งที่ 7 ว่าจะก้าวเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมสู่การใช้สถาปัตยกรรมการประมวลผลแบบเปิดกว้างที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะทางเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้นในโลกที่มีข้อมูลเป็นศูนย์กลาง คุณมาร์ติน ฟิงค์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของเวสเทิร์น ดิจิตอลเผยถึงความมุ่งมั่นของบริษัทที่จะเป็นผู้นำความก้าวหน้าของสภาพแวดล้อมการประมวลผลข้อมูลบนพื้นฐาน RISC-V (RISC-V Foundation) RISC-V คือสถาปัตยกรรมการประมวลผลแบบเปิดและมีความยืดหยุ่นที่ตอบสนองต่อการใช้งานที่มีความหลากหลายของข้อมูลขนาดใหญ่หรือบิ๊กดาต้า (Big Data) และข้อมูลที่รวดเร็วหรือฟาสท์ดาต้า (Fast Data) รวมถึงการขยายตัวของปริมาณงานในศูนย์ข้อมูลคลาวด์ส่วนกลางและในระบบระยะไกลและระบบเคลื่อนที่ที่ปลายขอบเครือข่าย บทบาทผู้นำของเวสเทิร์น ดิจิตอลในการริเริ่มใช้ RISC-V ถือว่ามีความสำคัญเนื่องจากบริษัทฯ มุ่งเร่งการพัฒนาความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องด้วยการปรับเปลี่ยนการใช้งานซีพียูมากกว่า 1 พันล้านชุดต่อปีไปเป็น RISC-V

สภาพแวดล้อมสำหรับบิ๊กดาต้าและฟาสท์ดาต้าขยายตัวมากขึ้นจนเกินกว่าขอบเขตของสถาปัตยกรรมระบบและโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม สถาปัตยกรรมและเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อ “จุดประสงค์ทั่วไป” ซึ่งใช้งานมานานหลายทศวรรษกำลังถึงขีดจำกัดทั้งด้านขนาด ประสิทธิภาพ และสมรรถนะ โดยปกติแล้ว การใช้งานตามจุดสงค์ทั่วไปในสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานทั่วไปจะมีทรัพยากรการประมวลผลที่มีอัตราส่วนคงที่ อาทิ ระบบประมวลผลปฏิบัติการ (โอเอส หรือ OS) การประมวลผลโอนถ่ายเฉพาะทาง หน่วยความจำ การจัดเก็บข้อมูล และการเชื่อมต่อเครือข่าย เนื่องจากบิ๊กดาต้ามีขนาดใหญ่ขึ้นและรวดเร็วมากขึ้น เช่นเดียวกับฟาสท์ดาต้าก็มีความเร็วสูงขึ้นและมีขนาดใหญ่ขึ้น ระบบการประมวลผลเพื่อการใช้งานทั่วไปแบบ “ระบบเดียวใช้ได้ทั้งหมด” ไม่สามารถตอบสนองต่อการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้นในโลกของเราที่ให้ความสำคัญกับข้อมูล

สภาพแวดล้อมที่มีข้อมูลเป็นศูนย์กลาง

เมื่อความหลากหลายในการใช้งานบิ๊กดาต้าและฟาสท์ดาต้าขยายตัวเพิ่มขึ้น สถาปัตยกรรมการประมวลผลที่มีข้อมูลเป็นศูนย์กลางจำเป็นต้องมีความสามารถในการแยกทรัพยากรให้เป็นอิสระจากกัน สถาปัตยกรรมแห่งอนาคตจะต้องมีความสามารถเหนือกว่าสถาปัตยกรรมการประมวลผลที่มีอัตราส่วนมาตรฐานเพื่อการใช้งานทั่วไปอย่างมีขีดจำกัดและรองรับโซลูชั่นส์ที่ตอบสนองการใช้งานอย่างเฉพาะเจาะจงด้วยการประมวลผลระบบปฏิบัติการ การประมวลผลเฉพาะทาง หน่วยความจำ การจัดเก็บข้อมูล และการเชื่อมต่อเครือข่ายที่สอดคล้องตามข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลแบบสุดขั้วและการประมวลผลสำหรับการวิเคราะห์ การเรียนรู้ของเครื่องจักร ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัจฉริยะล้วนต้องใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาอย่างเฉพาะเจาะจง

“เวสเทิร์น ดิจิตอลเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูล และเรากำลังขยายจุดยืนความเป็นผู้นำไปสู่สถาปัตยกรรมการประมวลผลแบบเปิดที่มีข้อมูลเป็นศูนย์กลาง” คุณไมค์ คอร์ดาโน่ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอลกล่าวและเสริมอีกว่า “RISC-V จะเปิดโอกาสให้ทั้งอุตสาหกรรมได้ตระหนักถึงประโยชน์ของสถาปัตยกรรมรุ่นใหม่และยังช่วยให้เราสามารถสร้างสรรค์อุปกรณ์ แพลตฟอร์ม และระบบจัดเก็บข้อมูลที่รองรับการใช้งานเฉพาะทางสำหรับบิ๊กดาต้า และฟาสท์ดาต้าได้ เรากำลังก้าวข้ามขอบเขตของการจัดเก็บข้อมูลไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมขึ้นมาใหม่ทั้งหมดที่จะช่วยให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์และโอกาสใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากข้อมูลของพวกเขา”

ยกระดับการประมวลผลเข้าใกล้ข้อมูลมากขึ้น

เวสเทิร์น ดิจิตอลเป็นผู้นำการให้บริการโซลูชั่นส์การยึดจับ รักษา เข้าถึง และเปลี่ยนแปลงข้อมูล สถาปัตยกรรม RISC-V จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถมีส่วนร่วมและยกระดับชุมชนของนักประดิษฐ์ที่กว้างขวางโดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มพลังการประมวลผลให้ใกล้เคียงกับปริมาณข้อมูลมากขึ้น เมื่อบริษัทฯ นำพลังการประมวลผลเข้าใกล้กับข้อมูลมากขึ้น ลูกค้าจะสามารถลดการเคลื่อนที่ของข้อมูลที่ขอบเครือข่ายและภายในศูนย์ข้อมูล พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลบนพื้นฐานของตำแหน่ง ปริมาณงาน หรือความต้องการตามเวลา

เดินหน้าเร่งระบบนิเวศ RISC-V

เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าและความสำเร็จของระบบนิเวศ RISC-V เวสเทิร์น ดิจิตอลวางแผนเปลี่ยนแปลงการพัฒนาแกนซีพียู โปรเซสเซอร์ และคอนโทรลเลอร์ให้เป็นสถาปัตยกรรม RISC-V บริษัทฯ ใช้งานแกนซีพียูโปรเซสเซอร์ในผลิตภัณฑ์มากกว่า 1 พันล้านชุดต่อปี การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเมื่อเสร็จสมบูรณ์ เวสเทิร์น ดิจิตอลคาดว่าจะสามารถจัดส่งซีพียู RISC-V ได้ที่ 2 พันล้านชุดต่อไป บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยี RISC-V สำหรับการใช้งานในระบบหลัก เพื่อให้สามารถใช้งานในผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้

เวสเทิร์น ดิจิตอลยังมีพันธมิตรและมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องกับหุ้นส่วนในระบบนิเวศ RISC-V บริษัทฯ เพิ่งเสร็จสิ้นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับเอสเพอรานโต เทคโนโลยีส์ (Esperanto Technologies) ผู้พัฒนาโซลูชั่นส์การประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงานบนพื้นฐานของสถาปัตยกรรม RISC-V แบบเปิด เอสเพอรานโตมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองเมาเทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนีย ประกอบด้วยวิศวกรโปรเซสเซอร์และซอฟต์แวร์ที่มีประสบการณ์สูง มีเป้าหมายสร้าง RISC-V ให้เป็นสถาปัตยกรรมที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานเชิงประมวลผลขั้นสูง อย่างการเรียนรู้ของเครื่องจักร

“การดำเนินการแบบเปิดได้แสดงให้โลกเห็นว่า นวัตกรรมจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดด้วยการทำงานร่วมกันของชุมชนขนาดใหญ่ที่มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน” ฟิงค์กล่าว “ด้วยสาเหตุนี้ เราจึงเปิดโอกาสให้ชุมชนได้ทำงานกับสถาปัตยกรรม RISC-V ของเรา เรายังสนับสนุนให้มีความร่วมมือที่เปิดกว้างสำหรับทุกฝ่ายในอุตสาหกรรม รวมถึงลูกค้าและหุ้นส่วนของเราเพื่อช่วยผลักดันและเร่งความพยายามของเราให้เกิดผล ด้วยการผนึกกำลังกันเช่นนี้ เราสามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลและสร้างความเชื่อมั่นว่า RISC-V จะประสบความสำเร็จเหมือนที่ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์เคยทำได้”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของการประกาศเกี่ยวกับ RISC-V สามารถเข้าชมการเผยแพร่การนำเสนอของมาร์ติน ฟิงค์ได้ที่เวิร์กช็อป RISC-V ครั้งที่ 7 ที่เว็บไซต์ http://innovation.wdc.com

ชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ RISC-V Foundation และการเวิร์กช็อป RISC-V Workshop ครั้งที่ 7 ได้ที่เว็บไซต์ https://riscv.org

เกี่ยวกับเวสเทิร์น ดิจิตอล

เวสเทิร์น ดิจิตอลสร้างผลิตภัณฑ์และการบริการเพื่อรองรับข้อมูลที่มีการเติบโต บริษัทได้ผลักดันนวัตกรรมที่จำเป็นเพื่อช่วยทำให้ลูกค้าสามารถจับข้อมูล รักษาข้อมูล เข้าถึงและแปลงความหลากหลายของข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น ข้อมูลนั้นมีอยู่ทุกที่ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลขั้นสูงไปจนเซ็นเซอร์ในโทรศัพท์จนถึงอุปกรณ์ต่างๆ ส่วนตัว โซลูชั่นที่เป็นผู้นำของอุตสาหกรรมของเรานำเสนอความเป็นไปได้ของข้อมูล โซลูชั่นที่มีข้อมูลเป็นศูนย์กลางของเวสเทิร์น ดิจิตอล วางตลาดภายใต้แบรนด์ G- Technology, HGST, SanDisk, Upthere และ WD

แถลงการณ์การคาดการณ์ในอนาคต

ข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีแถลงการณ์การคาดการณ์ในอนาคตบางประการ ซึ่งรวมถึงแถลงการณ์เกี่ยวกับการประมวลผลข้อมูลบนพื้นฐาน RISC-V (RISC-V Foundation) และความคิดริเริ่มต่างๆ การมีส่วนร่วมของเราและการลงทุนในระบบนิเวศ RISC-V การเปลี่ยนอุปกรณ์ แพลตฟอร์ม และระบบของเราให้เป็นสถาปัตยกรรม RISC-V การจัดส่งแกนประมวลผล RISC-V การกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์ทางธุรกิจและความพยายามในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โอกาสในการเติบโต แนวโน้มของตลาดและการเติบโตของข้อมูลและไดรเวอร์ของบริษัท มีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวกับการแถลงการณ์ ในอนาคตนี้ที่อาจเกิดความคลาดเคลื่อน ซึ่งรวมไปถึงและยังมีสิ่งอื่นๆ ด้วย ซึ่งรวมถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจกับพันธมิตรร่วมทุนของบริษัท ความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจโลก สภาพธุรกิจและการเติบโตในระบบนิเวศของระบบจัดเก็บข้อมูล ผลกระทบจากราคาและสินค้าคู่แข่ง การยอมรับในตลาดและราคาวัตถุดิบของสินค้าโภคภัณฑ์และชิ้นส่วนเฉพาะของสินค้า การกระทำต่างๆ จากคู่แข่งทางการค้า การแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีที่ไม่คาดคิดในเรื่องการแข่งขันด้านเทคโนโลยี การพัฒนาของเราและการแนะนำผลิตภัณฑ์ซึ่งใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และการขยายตัวเพื่อเข้าสู่ตลาดด้านการจัดเก็บใหม่ๆ การควบกิจการและการร่วมทุน ความยุ่งยากหรือความล่าช้าด้านการผลิต ปัจจัยด้านความเสี่ยงอื่นๆ และความไม่แน่นอน ตามรายงานจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (เรียกว่า “กลต.”) รวมถึงรายงานประจำปีในแบบฟอร์ม 10-K ของบริษัทที่ยื่นต่อกลต. เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งต้องการให้คุณได้ศึกษา คุณไม่ควรเชื่อมั่นในแถลงการณ์ที่เป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้ ซึ่งได้กล่าวไว้ ณ วันที่ออกแถลงการณ์ เวสเทิร์น ดิจิตอล ไม่มีภาระผูกพันธ์ในการปรับปรุงความเป็นปัจจุบันของข้อมูลในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ในกรณีที่เหตุการณ์ หรือสถานการณ์เปลี่ยนไปหลังจากวันที่เผยแพร่นี้

###

from:https://www.techtalkthai.com/western-digital-cpu-risc-v-change/

[PR] DITP เผยผู้ประกอบการไทย – ต่างชาติ ใช้เวทีงาน SIGGRAPH Asia 2017 ต่อยอดธุรกิจได้เป็นผลสำเร็จ

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมมือกับ 5 สมาคมด้านดิจิทัลคอนเทนท์ (TACGA, DCAT, TGA, E-LAT และ BASA) จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจการค้า (Business Matching) ภายใต้คูหา Thailand Pavilion ในงาน SIGGRAPH Asia 2017 เมื่อวันที่ 27 – 30 พฤศจิกายน 2560 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการด้านดิจิทัลคอนเทนท์ไทย เกิดการจับคู่การเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการต่างชาติ และเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาช่องทางการตลาดในประเทศและตลาดโลกของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย บนพื้นฐานความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมบริการของประเทศไทย

กรมฯ ได้จัดกิจกรรมเจรจาการค้า (Business Matching) ภายใต้คูหา Thailand Pavilion โดยสื่อให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพทางด้าน Computer Graphics และ Digital Contents ซึ่งภายในงานได้จัดแสดงผลงานของ 5 สมาคมด้านดิจิทัลคอนเทนท์ของไทย และผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน 8 ราย อาทิ บริษัท อิ๊กดราซิล กรุ๊ป จำกัด นำผลงานเกมผีไทย Home Sweet Home เกมสยองขวัญฝีมือคนไทยที่พัฒนาโดยทีมงาน Yggdrazil Game ที่ได้รับรางวัล Thailand Game Awards 2017 ภายในงาน Thailand Game Show BIG Festival 2017 มาจัดแสดงซึ่งได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการต่างชาติเป็นจำนวนมาก และบริษัท เดอะ โพสท์ บางกอก จำกัด (สำนักงานใหญ่ได้นำผลงานด้าน Pre-Post Production จัดแสดง ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการเช่นเดียวกัน เป็นต้น

ทั้งนี้ ภายในงานมีผู้ประกอบการด้านดิจิทัลคอนเทนท์ของไทยและต่างชาติเข้าร่วมชมคูหา Thailand  Pavilion กว่า 150 ราย จากนานาประเทศทั่วโลก อาทิ ประเทศสหรัฐอเมริกา มาเลเซีย อินเดีย จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และไทย โดยผู้ประกอบการไทยทุกรายที่ร่วมจัดแสดงในคูหา Thailand Pavilion มีความพึงพอใจในการเข้าร่วมงานนี้ ซึ่งกิจกรรมเจรจาการค้าในครั้งนี้นับเป็นการขยายความร่วมมือที่สำคัญในการให้ผู้ประกอบการด้านดิจิทัลคอนเทนท์ทั้งไทยและต่างประเทศ ได้มาพบปะและเจรจาแลกเปลี่ยนระหว่างกัน และเพื่อต่อยอดและพัฒนาโครงการให้ไปสู่ระดับสากล ซึ่งเกิดมูลค่าการเจรจาการค้าภายในงานจำนวน 105 ล้านบาท อันจะส่งผลให้ประสิทธิภาพผลงานด้านดิจิทัลคอนเทนท์ของไทยมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น

###

from:https://www.techtalkthai.com/business-advance-in-siggraph-asia-2017/

Google เผยสุดยอดคำที่คนไทยค้นหาประจำปี 2560

Google ประกาศสุดยอดคำค้นหาประจำปี 2560 ซึ่งแสดงถึงภาพรวมของทั้งปีที่ผ่านมา ผ่านสายตาและการค้นหาของผู้คนในประเทศไทย พร้อมนำเสนอมุมมองที่โดดเด่นของปีจากเหตุการณ์สำคัญมากมายที่เกิดขึ้นไปจนถึงเทรนด์การค้นหาที่มาแรงในประเทศไทย

สำหรับปีนี้ ความบันเทิงยังคงอยู่ในความสนใจของคนไทย โดย 3 ใน 5 อันดับแรกของคำค้นหายอดนิยมเป็นรายการทีวีและซีรีส์ โดยการค้นหาที่มาแรงเป็นอันดับ 1 คือ “เพลิงบุญ” ละครดังที่ออกอากาศทางช่อง 3 ตามมาด้วยละคร “เพลิงพระนาง” จากฝั่งช่อง 7 ด้านรายการ “The Mask Singer” ช่องเวิร์คพอยท์ได้อันดับที่ 5 ในขณะที่ “หน้ากากทุเรียน” ติดโผอันดับ 3    

นอกจากนี้ ปี 2560 ยังเป็นปีที่มีเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สำคัญที่คนไทยทุกคนล้วนต้องจดจำ นั่นก็คือ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดย “พระเมรุมาศ” เป็นคำที่ถูกค้นหาเป็นอันดับต้นๆ ในหมวดสถานที่ ในขณะเดียวกันผู้ที่ต้องการร่วมถวายความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 นิยมค้นหา “วิธีทำดอกไม้จันทน์” มากที่สุด ไม่เพียงเท่านั้น “วิธีปลูกดอกดาวเรือง” ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำพระองค์ในหลวง รัชกาลที่ 9 ก็ติด 5 อันดับแรกในหมวด How to ด้วยเช่นกัน

แม้ว่าความบันเทิงจะเป็นกระแสหลักที่คนไทยนิยมค้นหา การค้นหาเกี่ยวกับข่าวในประเทศ อาทิ ข่าวเกี่ยวกับโครงการ         “ก้าวคนละก้าว” และการจากไปของ “โจ บอยสเก๊าท์” ที่ทำให้เกิดการตื่นตัวในเรื่องความสำคัญของการทำ CPR ก็ติด 10 อันดับคำค้นหายอดนิยมประจำปีนี้ด้วยเช่นกัน

สำหรับคำค้นหายอดนิยมเกี่ยวกับเพลงในปีนี้ เพลงที่คนไทยค้นหาและชื่นชอบมากที่สุดคือเพลงฮิตที่ชวนออกสเต็ปอย่าง “Panama” ของศิลปิน Matteo จากโรมาเนีย ซึ่งเผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2556 แล้ว อย่างไรก็ตาม คนไทยยังรักและชื่นชอบเพลงไทยอย่างเหนียวแน่น เห็นได้จากการค้นหาเพลงดังต่างๆ อาทิ “มือลั่น” “แค่โสด” “ผู้สาวขาเลาะ” และ “ตราบธุลีดิน” ที่ติด 5 อันดับแรกของการค้นหาในหมวดเพลง ทั้งนี้ “ตราบธุลีดิน” ไม่เพียงแต่ได้รับความนิยมจากคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ชื่นชอบในระดับโลกด้วย โดยสามารถคว้าแชมป์อันดับ 1 จากการจัดอันดับวิดีโอบน YouTube (YouTube Rewind) ในหมวดทั่วไปประจำปี 2560 ไปครอง

ส่วนในหมวดภาพยนตร์ปรากฏว่าในปีนี้มีการค้นหาเกี่ยวกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดอยู่ในอันดับต้นๆ โดย “The Fate of the Furious” “Transformers 5” “Fifty Shades Darker” และ “Beauty and the Beast” ดึงดูดความสนใจของคนไทยมากที่สุด ทั้งนี้พบว่ามีคนไทยส่วนหนึ่งให้ความสนใจภาพยนตร์ไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งอันดับ 3 ในหมวดนี้ตกเป็นของภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ไทยแลนด์โอนลี่”    

และเมื่อพูดถึงอาหาร ของหวานสัญชาติเกาหลีอย่าง “บิงซู” เป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจจากคนไทยมากที่สุด ด้านร้านอาหารที่ถูกค้นหามากที่สุดคือ “ร้านจุดสามจุด” ซึ่งเป็นร้านที่ขึ้นชื่อในเรื่องของบิงซูด้วยเช่นกัน

นายเบน คิง Country Director, Google ประเทศไทย กล่าวว่า “ผลการค้นหาประจำปีสะท้อนให้เห็นความสนใจ ความสงสัย และเทรนด์การค้นหาข้อมูลของผู้คนในประเทศไทย โดยปี 2560 เป็นปีที่มีความสำคัญสำหรับคนไทย เพราะเป็นปีที่คนไทยทุกคนได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกันในการแสดงความอาลัยเป็นครั้งสุดท้ายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมถึงการร่วมบริจาคเพื่อการกุศลในโครงการ “ก้าวคนละก้าว” และการค้นหาข่าวที่เป็นที่สนใจของคนทั้งประเทศ อย่างไรก็ตามในอีกด้านหนึ่งผู้คนยังค้นหาความสุขผ่าน Google ไม่ว่าจะเป็นเพลง ภาพยนตร์ ความบันเทิงต่างๆ และอาหาร”

คำค้นหาประจำปี
1. เพลิงบุญ
2. Roblox
3. หน้ากากทุเรียน
4. เพลิงพระนาง
5. The Mask Singer
6. My Secret Romance
7. ปานามา
8. โจ บอย สเก๊าท์
9. คลื่นชีวิต
10. ก้าวคนละก้าว

บุคคล
1. ทอม room39
2. ลําไย ไหทองคํา
3. กุญแจซอล
4. เป๊ก ผลิตโชค
5. เอ๊ะ จิรากร
6. กิตติ ดัสกร
7. น้ำตาล ชลิตา
8. แอนนา รีส
9. โอม ค๊อกเทล
10. ไซซะนะ

สถานที่ทั่วไป
1. วัดป่าคลอง 11
2. วัดคำชะโนด
3. พระเมรุุมาศ
4. ช่างชุ่ย
5. เขาคิชกูฏ
6. ล้ง1919
7. สถานที่ท่องเที่ยวสุราษฏร์ธานี
8. สถานที่เที่ยวเชียงใหม่
9. สถานที่เที่ยวน่าน
10. สถานที่เที่ยวนครนายก

เพลง
1. ปานามา
2. มือลั่น
3. แค่โสด
4. ผู้สาวขาเลาะ
5. ตราบธุรีดิน
6. คําแพง
7. ฉันไม่มี
8. บ่เป็นหยัง เขาเข้าใจ
9. คู่คอง
10. คนละชั้น

ภาพยนตร์
1. The Fate of the Furious
2. Transformers 5
3. ไทยแลนด์โอนลี่
4. Fifty Shades Darker
5. Beauty and the Beast
6. ไทบ้านเดอะซีรี่ส์
7. Thor Ragnarok
8. Wonder Woman
9. ทองดีฟันขาว
10. ส้มภัคเสี่ยน

การซื้อสินค้า
1. ซื้อ วัน AIS
2. ซื้อ วันทรูมูฟ
3. ซื้อ ชากุหลาบตรามือ
4. ซื้อสติ๊กเกอร์ไลน์
5. ซื้อ วันdtac
6. ซื้อเหรียญไลน์
7. ซื้อ Nubia N1
8. ซื้อ เสื้อเก้าคนละก้าว
9. ซื้อ แป้งเจ้านาง
10. ซื้อ มาม่าเกาหลีเผ็ด

สถานที่ (ร้านอาหาร)
1. ร้านจุดสามจุด
2. ร้านเขียวไข่กา
3. ร้านอย่าลืมฉัน
4. ร้านบ้านบางเขน
5. ร้านเกษร คลองโคน
6. ร้านกระบอกแก้ว
7. ร้านโอ้กะจู๋
8. ร้านเลิศทิพย์
9. ร้านปูเป็น พัทยา
10. ร้านปลาอยู่เย็น

ประเภทอาหาร
1. บิงซู
2. ก๋วยเตี๋ยวเรือ
3. ส้มตำ
4. ซูชิ
5. ชาบู
6. ขนมจีน
7. ไอศครีม
8. ข้าวต้ม
9. เค้กวันเกิด
10. ขนม

ข่าวในประเทศ
1. ก้าวคนละก้าว
2. ผู้มีรายได้น้อย
3. ข่าวเปรี้ยว
4. เต้ย เชียร์
5. ข่าววัดธรรมกาย
6. พระสังฆราชองค์ใหม่
7. พิธีพระราชทานเพลิง
8. ชาคริตแต่งงาน
9. มิสแกรนด์ 2017
10. หมุดคณะราษฎร

How to
1. วิธีทําดอกไม้จันทน์
2. วิธีทําเครปเย็น
3. วิธีปลูกดอกดาวเรือง
4. วิธีผูกไท
5. วิธีทํากล้วยบวชชี
6. วิธีทําดอกดารารัตน์
7. วิธีถอนสายบัว
8. วิธีเลี้ยงกุ้งโกส
9. วิธีปลูกทุเรียน
10. วิธีไหว้ตรุษจีน

รายการโทรทัศน์
1. เพลิงบุญ
2. เพลิงพระนาง
3. The Mask Singer
4. My Secret Romance
5. คลื่นชีวิต
6. The legend of the blue sea
7. While you were sleeping
8. รากนครา
9. Game of Thrones
10. บัลลังก์ดอกไม้

ที่มา – อีเมลประชาสัมพันธ์

from:http://www.108blog.net/google-thailand-trending-searches-of-2017/