คลังเก็บป้ายกำกับ: Press_Release

COLORFUL เปิดตัวเมนบอร์ด iGame Z270 Ymir-U สำหรับเกมเมอร์

iGame Z270 Ymir-U

COLORFUL มอบแพลตฟอร์มที่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพสูงสำหรับผู้เล่น

16 สิงหาคม 2560 กรุงเทพฯ ประเทศไทย – บริษัท Colorful Technology จำกัด ผู้นำอุตสาหรรมด้านการผลิตเมนบอร์ดและกราฟิกการ์ด ประกาสเปิดตัวเมนบอร์ดในตระกูล iGame สำหรับชิปเซ็ต Intel Z270 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นรุ่นที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับไลน์อัพ Z270 จาก Colorful ที่ได้เปิดตัวภายในงาน COMPUTEX ที่ผ่านมา เมนบอร์ด iGame Z270 Ymir-U ได้มอบแพลตฟอร์มที่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพสำหรับประสบการณ์เล่นเกมของคุณที่เหนือกว่า ต้องขอบคุณการระบายความร้อน การจัดการเครือข่ายและการเพิ่มศักยภาพที่ยอดเยี่ยม

IMG_2Metal Armor
เมนบอร์ด iGame Z270 Ymir-U มาพร้อมฟีเจอร์เทคโนโลยีระบายความร้อนที่โดดเด่นในนาม Metal Armor ที่มีคุณสมบัติฮีตซิงค์ขนาดใหญ่ซ้อนทับกันระหว่างสองสี ด้านนอกหุ้มด้วยเกราะที่สามารถเล่นไฟได้ผ่านระบบเสียง GamerVoice 2.0 หลังจากที่ได้อัพเกรดเป็นเวอร์ชั่น 2.0 แสงไฟ RGB บนเมนบอร์ด iGame Z270 Ymir-U รวมถึงการอัพเกรด GamerVoice จะทำให้ระบบเต้นไปตามจังหวะเพลง โดยสามารถปรับแต่งได้ผ่านทางอินเตอร์เฟส BIOS ด้วยคุณสมบัติ GamerVoice นี้ ได้ตอบโจทต์โซลูชั่นเสียงได้อย่างอิสระและสมบูรณ์แบบ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งชิปเสียงได้ตามความต้องการ การแยกวงจรเสียงขั้นสูงผู้ใช้สามารถใช้หูฟังระดับได้แม้อยู่ในความต้านทาน 600 Ω

IMG_3Silver Plating Technology
iGame Z270 Ymir-U มาพร้อมดีไซน์ iGame สุดพิเศษ ที่ได้เพิ่มคุณภาพของ PCB เรียกเทคโนโลยีนี้ว่า Silver Plating Technology (SPT) คุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระและเสถียรภาพผ่านการชุบทองแดงและได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นด้วย Silver Plating สำหรับ PCB บน iGame Z270 Ymir-U หลังจากทดสอบและปรับแต่ง เมนบอร์ดได้ให้การเชื่อมต่อที่มีเสถียรภาพมากขึ้นผ่านส่วนประกอบทั้งหมด ด้วยผลประโยชน์ของ Silver ระหว่างชั้นวงจร PCB ทำให้เพิ่มเสถียรภาพและช่วยลดเสียงรบกวนระหว่างการโอเวอร์คล็อก

IMG_4M.2 Slot
Dual M.2 Slot รองรับ M.2 SSD และยังมอบความเร็วการรับส่งข้อมูลถึง 32Gb/s ด้วย M.2 ที่มีพลังในการจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่า mSATA หรือ SATA 3.0 มันถึงถูกออกแบบและติดตั้งให้ใช้งานได้บน PCB ที่เพิ่มการติดตั้งโดยไม่เสียงช่องว่างใดๆ

IMG_5Dedicated Gaming Ports
พอร์ต USB สีเหลืองสองพอร์ตบนแผง I/O ด้านหลัง ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับ eSport ด้วย Fintek F75503 และ Fintek F75501 ที่ถูกดีไซน์มาสำหรับเมาส์และคีย์บอร์ดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับอุปกรณ์เกมมิ่ง ช่วยมอบการเชื่อมต่อที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

IMG_6

สำหรับข้อมูลข่าวสารอื่นๆจาก CyberMedia สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์: www.cybermedia.com/tw/news

เกี่ยวกับ Colorful
Colorful Group (CFG) ผู้ผลิตอุตสาหกรรมเมนบอร์ด กราฟิกการ์ด พาวเวอร์ซัพพลาย เคสคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต เครื่องเสียงคุณภาพสูง พาวเวอร์แบ้ง มินิพีซี คอมพิวเตอร์และด้านบริการที่มีประสบการณ์กว่า 18 ปีในด้านการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับกลุ่มลูกค้า CFG เป็นแบรนด์ที่ได้สร้างชื่อเสียงในระดับสากลที่ได้รับการยอมรับและได้รางวัลหลายรายการ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม: http://www.colorful.cn/


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/W213EVJKcos/

Advertisements

ทำไมพวกเราถึงประกอบพีซีของเราเองขึ้นด้วยตัวเอง?

PC BUILDING GUIDE

แคมเปญ #YESWEBUILD นั้นช่วยให้คุณได้รู้ว่าการประกอบคอมมันเป็นเรื่องกล้วยๆสำหรับมือใหม่

MSI เปิดตัวแคมเปญการสร้างสรรคอมพิวเตอร์ #YESWEBUILD โดยแคมเปญนี้นั้นจะนำเสนอรายละเอียดต่างๆรวมถึงความสนุกสนานพร้อมๆไปการคำแนะนำให้กับผู้ที่ต้องการจะประกอบคอมทั่วโลก โดยทาง MSI มีการเผยแพร่วีดีโอบนทั้งเฟสบุ๊คและ Youtube MSI นั้นมีความตั้งใจที่จะกระตุ้นถึง เราประกอบมันด้วยตัวเองได้ ให้กับสังคมของนักเล่นเกมส์และเพื่อให้ก้องสะท้อนไปยังแคมเปญ #YESWEBUILD การประกอบคอมเป็นเรื่องสนุกสนาน

>>>ข้อมูลสำหรับการประกอบคอม https://goo.gl/2uAzko

image022

มันไม่ใช่เรื่องยากและนานเลย ว่าทำไมเราถึงประกอบคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเราเอง

รายละเอียดภายในวีดีโอของแคมเปญ #YESWEBUILD นั้นจะพูดถึงมุมมองต่างๆของกลุ่มหลักสี่กลุ่มใหญ่ๆซึ่งก็คือกลุ่มของนักเล่นเกมส์ กลุ่มของนักสตรีม กลุ่มม๊อดเดอร์ และกลุ่มของผู้ใช้งานพีซีแบบทั่วๆไป โดยเราจะพูดถึงก่อนและหลังที่จะเริ่มประกอบพีซีของเรา สิ่งที่ไม่คาดหวังที่อาจจะเกิดขึ้น รายละเอียดโดยสรุปของเหตุผลว่าทำไมเราควรจะประกอบคอมพิวเตอร์ของเราเอง รวมถึงให้กำลังใจไปยังเหล่าผู้ใช้งานให้มีกำลังใจในการประกอบพีซีขึ้นมาด้วยตัวของตัวเอง

>>> วีดีโอประกอบ https://goo.gl/GsvoBq

image023

แคมเปญนี้ก็มีการนำเสนอผ่านทางโซเชียลมีเดียต่างๆและในหลายๆรูปแบบเช่น มีการเล่นเกมส์แจกของรางวัลเพื่อจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่อยากจะประกอบคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง ติดตามเราให้ดีทางเฟสบุ๊ค MSI Thailand สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมต่างๆ

>> MSI GAMING Facebook
>> MSI GAMING YouTube Channel

มันยุ่งยากเกินไปมั๊ยเมื่อต้องการประกอบพีซีซักเครื่อง?

MSI และ Corsair นั้นจะช่วยคุณประกอบพีซีด้วยความรวดเร็ว

ความต้องการอย่างกว้างขวางของคนทั่วๆไปที่ต้องการประกอบคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเอง แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามันต้องเริ่มจากตรงไหน ดังนั้น MSI และ Corsair จะช่วยจัดหารายละเอียดที่เป็นประโยชน์ต่างๆเพื่อจะจัดทำเป็นคู่มือการประกอบคอมขั้นพื้นฐานสำหรับผู้เริ่มต้น โดยมันจะถูกประกอบขึ้นจะหลากหลายความต้องการที่เข้าใจเรื่องฮาร์ทแวร์ที่ละขั้นที่ละขั้น โดยที่ MSI และ Corsair นั้นมีความต้องการจะทำให้ผู้ที่ต้องการประกอบคอมขึ้นมานั้นสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย

unnamed2
unnamed

>>>ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://goo.gl/2uAzko

image026


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/gA1hnVZiVWs/

Kingston เพิ่มตัวเลือกรุ่นความจุต่ำใน DataTraveler 2000 USB drive เข้ารหัส พร้อมแผงตัวเลขในการเข้าใช้ข้อมูล

DataTraveler 2000

• ความจุที่ลดต่ำลงช่วยมอบความปลอดภัยให้กับองค์กร ด้วยการจำกัดจำนวนข้อมูลที่สามารถถูกส่งออกไปนอกเครือข่าย Firewall
• ฮาร์ดแวร์พื้นฐาน, เข้ารหัสข้อมูล AES 256-bit เต็มรูปแบบด้วยโหมด XTS
• ความจุใหม่ จะรวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ด้วยทั้ง DataTraveler และ IronKey USB แฟลชไดรฟ์

กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย – 15 สิงหาคม 2560 – Kingston หนึ่งในผู้นำด้านผลิตภัณฑ์หน่วยความจำระดับโลก ได้เพิ่มรุ่นความจุ 4GB และ 8GB ในกลุ่มของ DataTraveler 2000® แฟลชไดรฟ์เข้ารหัสในแบบ USB โดยรุ่นความจุต่ำลงนี้จะเข้ามาเสริมเพิ่มเติมในรุ่น 16GB, 32GB และ 64GB รวมไปถึงที่ได้การรับรอง FIPS-197 ทั้งหลาย ซึ่งบรรดาไดรฟ์ DataTraveler 2000 ทุกรุ่นมาพร้อมฮาร์ดแวร์เข้ารหัสแบบ AES 256-bit และการปกป้องด้วย PIN เพื่อการเข้าถึงข้อมูลด้วยแผงตัวเลขบนตัวอุปกรณ์

DataTraveler 2000 เป็นไดรฟ์ที่ออกแบบมาสำหรับระบบความปลอดภัยด้านไอทีในระดับสากล ทั้งในธุรกิจระดับกลาง-ถึง-เล็กและผู้ใช้ในกลุ่มองค์กรที่ต้องการการปกป้องข้อมูลใน USB เนื่องจากไดรฟ์มีระบบปฏิบัติการอิสระ (เข้ากันได้กับอุปกรณ์อื่นๆ ที่เป็นพอร์ต USB 2.0 หรือ USB 3.1 Gen 1) จึงสามารถใช้งานได้ง่ายในสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีการใช้ร่วมกับอุปกรณ์และระบบปฏิบัติการที่หลากหลาย ไดรฟ์แต่ละตัวได้รับการปกป้องด้วยการเข้ารหัสฮาร์ดแวร์ AES 256-bit และไม่จำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์หรือไดรเวอร์ฮาร์ดแวร์แต่อย่างใด

“ไดรฟ์ที่มีความจุน้อยลง ทำให้มีข้อจำกัดในการลดความสามารถคัดลอกข้อมูลออกจากเครือข่าย ทำให้ยากที่จะถ่ายโอนข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนจำนวนมากไปยังบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตในกรณีที่ไดรฟ์สูญหายหรือตกไปอยู่ในมือคนผิด” กล่าวโดย Kingston “เนื่องจากการรั่วไหลของข้อมูลส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากพนักงานหรือผู้ใช้อื่นๆ ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงเครือข่ายขององค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูล และทำให้คัดลอกข้อมูลได้น้อยลง ลดการรั่วไหลของข้อมูลได้”

DataTraveler 2000 มีแผงปุ่มตัวเลข ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถล็อคไดรฟ์ด้วยชุดตัวอักษรหรือตัวเลขเข้าด้วยกัน เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานด้วยระบบ PIN Protection โดยจะมีการรีเซ็ตเต็มรูปแบบ (ข้อมูลที่มีอยู่จะถูกลบและต้องใช้รหัสผ่านใหม่) หากมีการเข้าใช้ระบบอย่างไม่ถูกต้อง 10 ครั้ง เพื่อลดการแทรกแซงหรือบุกรุกเข้าใช้อุปกรณ์อย่างเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัย คุณสมบัติล็อคไดรฟ์อัตโนมัติจะเริ่มทำงาน ในขณะที่ไดรฟ์ถูกดึงออกจากอุปกรณ์หลัก ถ้าไม่ปิดอย่างถูกต้องก่อนดึงออกมา

Kingston – ไดรฟ์ที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย
ด้วยการเพิ่มความจุขนาด 4GB และ 8GB ลงในไลน์สินค้า DataTraveler 2000, Kingston จึงมีโซลูชั่นที่หลากหลายออกแบบมาเพื่อการใช้งานในหน่วยงานระดับสูง รวมถึงองค์กรในขนาดต่างๆ:

  • IronKey™ S1000 (ตามมาตรฐานหรือการจัดการ) – เป็นแฟลชไดรฟ์ USB ที่มีการเข้ารหัสขั้นสูง – ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุดและรองรับความต้องการด้านการป้องกันข้อมูลอย่างยิ่งยวด ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางการทหาร ภาครัฐและองค์กรที่มีความละเอียดอ่อน ประกอบด้วยความจุ: 4GB, 8GB, 16GB, 32GB, 64GB, 128GB
  • IronKey D300 (ตามมาตรฐานหรือการจัดการ) – ซึ่งรวมเอาความปลอดภัยขั้นสูงด้วยระบบการเข้ารหัสและป้องกันการงัดแงะ ที่ใช้คุณลักษณะทำให้ IronKey เป็นที่ยอมรับในด้านการปกป้องข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วยความจุ: 4GB, 8GB, 16GB, 32GB, 64GB, 128GB
  • DataTraveler 4000G2 (พร้อมสำหรับการจัดการ) – มอบการรักษาความปลอดภัยในระดับงานธุรกิจ เพื่อการปกป้องข้อมูลที่เป็นความลับ 100 เปอร์เซนต์ ประกอบด้วยความจุ: 4GB, 8GB, 16GB, 32GB, 64GB
  • DataTraveler Vault Privacy (ตามมาตรฐานและการจัดการ) – ให้การรักษาความปลอดภับระดับธุรกิจที่เหมาะสม ในการปกป้องข้อมูลที่จัดเก็บได้ 100 เปอร์เซนต์; ในตัวเลือกเช่นเดียวกัน และป้องกันไวรัส ประกอบด้วยความจุ: 4GB, 8GB, 16GB, 32GB, 64GB

IronKey จากทาง Kingston
นับตั้งแต่ต้นปี พ.ศ.2559 Kingston ภูมิใจในการเป็นเจ้าของ เทคโนโลยี USB และทรัพย์สินใน IronKey ซึ่งเป็นแบรนด์ชั้นนำในการเสนอโซลูชั่น USB Flash Drive แบบเข้ารหัส ซึ่งทาง Kingston ยังคงให้ IronKey ได้นำเสนอโซลูชั่นที่ได้การรับรองจาก FIPS 140-2 ระดับ 3 แก่ลูกค้าที่ต้องการการเข้ารหัสและการรักษาความปลอดภัยขึ้นสูงสุด ด้วยแบรนด์ IronKey นี้ Kingston ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำระดับโลกในโซลูชั่นการเข้ารหัสลับสำหรับข้อมูลโมบายที่เชื่อถือได้

การรับประกันการบริการต่อลูกค้า
DataTraveler 2000 ตลอดจนไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการเข้ารหัส DataTraveler และ IronKey USBs ทั้งหมดของทาง Kingston จะได้รับการสนับสนุนด้วยการรับประกัน 5 ปี มีบริการสนับสนุนด้านเทคนิคฟรีและมั่นใจได้จากความน่าเชื่อถือของ Kingston สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.kingston.com.

พบกับ Kingston ได้ที่
Facebook: http://www.facebook.com/KingstonBlogFansClub.en
YouTube: http://www.youtube.com/user/KingstonAPAC

เกี่ยวกับ Kingston Technology Company, Inc.
Kingston Technology Company, Inc. เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์หน่วยความจำที่ใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้ออกแบบ ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์หน่วยความจำสำหรับเครื่องเดสก์ทอปพีซี โน้ตบุ๊ค เซิร์ฟเวอร์ พรินเตอร์ และหน่วยความจำสำหรับอุปกรณ์พกพาต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน กล้องถ่ายรูป และเครื่องเล่นเอ็มพีสาม นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายสาขา รวมถึงตัวแทนจำหน่ายอยู่ทั่วโลก สำหรับโรงงานผลิตตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย, ไต้หวัน และจีน ส่วนตัวแทนจำหน่ายตั้งอยู่ในอเมริกา, ไต้หวัน, จีน, อินเดีย, ออสเตรเลีย, เวียดนาม, ทวีปยุโรป, รัสเซีย, ยูเครน, ตุรกี และลาตินอเมริกา ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเข้าไปที่ www.kingston.com

Kingston และโลโก้ Kingston เป็นเครื่องหมายการค้าของ Kingston Technology Corporation สงวนลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้าใดๆ ที่ปรากฏในนี้ เป็นกรรมสิทธิ์ของสินค้ายี่ห้อนั้นๆ


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/dV_TPqofqyk/

[PR] แคสเปอร์สกี้ แลป เชิญชวนคนไทยร่วมประกวด Goondus Awards แบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัว เพื่อกระตุ้นเตือนเรื่องความปลอดภัยในโลกอินเทอร์เน็ต

แคสเปอร์สกี้ แลป เปิดตัวแคมเปญชื่อ “กูนดูส์ อวอร์ดส์” (Goondus Awards) สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อให้ความรู้และกระจายความตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัยของอินเทอร์เน็ต โดย “กูนดูส์ อวอร์ดส์” เปิดเชิญชวนให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตส่งเรื่องราวข้อผิดพลาดและการประพฤติตัวแบบผิดๆ ในการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ทำให้ตนเองเสียชื่อเสียงหรือทรัพย์สินเงินทอง โดยจะไม่เปิดเผยชื่อจริงเมื่อแบ่งปันประสบการณ์แก่สาธารณชน

ซิลเวีย อึง ผู้จัดการทั่วไป แคสเปอร์สกี้ แลป ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “เราต้องการให้ความรู้แก่ผู้ใช้เรื่องพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และเพื่อแสดงให้เห็นตัวอย่างพฤติกรรมที่ผิดพลาดที่ทำให้เกิดความเสียหาย บางเรื่องอาจฟังแล้วตลกขบขัน ฟังแล้วไม่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นจริง แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องจริง และในหลายๆ เคสก็สร้างความเสียหายได้มาก เราหวังว่าการแบ่งปันเรื่องราวโดยไม่ระบุชื่อจะช่วยกระตุ้นเตือนและสร้างแนวทางปฏิบัติที่ปลอดภัยในการใช้อินเทอร์เน็ต”

“กูนดูส์ อวอร์ดส์” จะเผยแพร่เรื่องราวหลากหลายแง่มุมที่มีผู้ใช้พบเจอมาแล้ว เพื่อช่วยกระตุ้นความตระหนักรู้เรื่องไซเบอร์ซิเคียวริตี้ ยกตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ระหว่างเพื่อนสองคนที่ใช้บัตรเติมเงิน iTune ที่ตกเป็นเหยื่อกลโกงโจรขโมยตัวตนหลอกให้เพื่อนเติมเงินให้โดยที่เจ้าของบัตรตัวจริงไม่เคยขอให้ทำ ซึ่งเหตุการณ์นี้ จะช่วยทำให้ผู้ใช้คนอื่นๆ ได้รู้ว่า โจรขโมยตัวตนไม่ใช่เรื่องไกลตัว และอาจนำไปสู่การสูญเสียเงินทองอีกด้วย

ผู้สนใจสามารถส่งเรื่องเข้าประกวดได้ที่เว็บไซต์ http://goondusawards.com เพียงกรอกข้อมูลชื่อ อีเมลแอดเดรส หมายเลขโทรศัพท์ ประเภทของเรื่อง ชื่อเรื่อง และรายละเอียดของเหตุการณ์ 

หลักเกณฑ์การส่งเรื่องเข้าประกวดคือ ต้องเป็นเหตุการณ์การใช้อินเทอร์เน็ตที่เกิดขึ้นจริงและทำให้เกิดความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม ผู้ชนะจะได้รับรางวัลเป็น 1) iPad 3 Mini 2) Samsung Tablet 3) Jays earphones พร้อมด้วยรางวัลพิเศษในแต่ละเดือนเป็นกระเช้าของพรีเมี่ยมจากแคสเปอร์สกี้ แลป

นอกจากการแบ่งปันเรื่องราวโดยไม่ระบุชื่อผู้ใช้แล้ว ในเว็บไซต์ยังมีข้อมูลเกร็ดความรู้เรื่องกลโกงประเภทต่างๆ เพื่อแนะนำผู้ใช้ว่าควรป้องกันตัวเองจากเหตุการณ์ต่างๆ อย่างไรอีกด้วย 

จากรายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2559 ของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA พบว่า ผู้ใช้ทุกช่วงวัยประสบภัยไซเบอร์เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2558 ในส่วนของปัญหาที่เกิดจากการใช้อินเทอร์เน็ต พบว่าผู้ใช้พบปัญหาอีเมลสแปมหรืออีเมลขยะ 13% (10.8% ในปี 2558) ถูกรบกวนด้วยสื่อลามกอนาจาร 12.1% (8.4%) ติดไวรัสคอมพิวเตอร์ 8.9% (8.8%) ถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือความเป็นส่วนตัว 3.2% (2.0%) และถูกหลอกลวงบนอินเทอร์เน็ต 1.5% (1.2%) และแม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล นั่นคือ ความล่าช้าในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (70.3%) และโฆษณาที่มารบกวน (50.7%) แต่สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดคือ ผู้ใช้ถูกรบกวนด้วยสื่อลามกอนาจาร1

###

1รายงานผลการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2559 สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ https://www.etda.or.th/publishing-detail/thailand-internet-user-profile-2016-th.html

###

เกี่ยวกับแคสเปอร์สกี้ แลป

แคสเปอร์สกี้ แลป เป็นบริษัทระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ซึ่งได้เฉลิมฉลองการก่อตั้งครบ 20 ปี ในปี พ.ศ. 2560 นี้ ความชำนาญพิเศษด้านภัยคุกคามที่ใช้เทคนิคเชิงลึก (deep threat intelligence) และระบบการป้องกันรักษาความปลอดภัยของแคสเปอร์สกี้ แลปได้ถ่ายทอดออกมาเป็นโซลูชั่นและบริการเพื่อการรักษาความปลอดภัยที่คอยให้การปกป้ององค์กรธุรกิจ โครงสร้างที่มีความสำคัญ องค์กรภาครัฐและผู้บริโภคมากมายทั่วโลก ทั้งนี้พอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาความปลอดภัยที่ครบถ้วนของบริษัทประกอบด้วยโซลูชั่นและบริการเพื่อการป้องกันเอนด์พอยนท์ รวมทั้งโซลูชั่นเฉพาะทางมากมายเพื่อรับมือภัยคุกคามทางดิจิตอลที่วิวัฒนาการขยายขีดความซับซ้อนยิ่งขึ้นทุกวัน ปัจจุบันเทคโนโลยีของแคสเปอร์สกี้ แลป สามารถปกป้องยูสเซอร์มากกว่า 400 ล้านคนทั่วโลก และเราได้ให้การช่วยเหลือลูกค้าองค์กรในการป้องกันสินทรัพย์ที่มีค่ายิ่ง อีกมากกว่า 270,000 แห่งทั่วโลก ท่านสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.kaspersky.com

from:https://www.techtalkthai.com/kaspersky-invites-thai-people-to-participate-in-goondus-awards-sharing-experiences/

[PR] ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ เปิดตัวเซิร์ฟเวอร์มาตรฐานอุตสาหกรรมที่ปลอดภัยที่สุดในโลก

นำเสนอนวัตกรรมใหม่ ได้แก่ ซิลิคอนชิปดีไซน์พิเศษ พร้อมทั้งโซลูชั่นต่างๆ เพื่อเพิ่มความคล่องตัว
และรูปแบบการชำระเงินที่หลากหลายตามแผนการดำเนินธุรกิจของลูกค้า

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 10 สิงหาคม 2560  – ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (HPE) เปิดตัวเซิร์ฟเวอร์ตระกูล ProLiant รุ่นใหม่ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในโลก  โดย HPE เป็นผู้จัดจำหน่ายรายแรกที่นำความปลอดภัยแบบซิลิคอนมาใช้ในเซิร์ฟเวอร์มาตรฐานอุตสาหกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการโจมตีเฟิร์มแวร์ซึ่งเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดที่องค์กรต่างๆ และรัฐบาลต้องเผชิญในปัจจุบัน นอกจากมาตรฐานความปลอดภัยใหม่นี้ HPE ยังได้เพิ่มความสามารถใหม่ๆให้กับเซิร์ฟเวอร์ที่ควบคุมโดยซอฟต์แวร์ (Software-defined infrastructure) ซึ่งช่วยให้สามารถทำงานได้อย่างยืดหยุ่นมากกว่าเดิม รวมถึงเลือกใช้งานได้ตามงบประมาณและความต้องการ (economic flexibility)

และในปัจจุบันที่ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและภาคเอกชนกำลังให้ความสำคัญกับการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่นับวันจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นมาจากการที่แฮกเกอร์สามารถโจมตีด้วยวิธีการที่คาดไม่ถึง การละเมิดความปลอดภัยและช่องโหว่ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่นั้นมาจากการโจมตีเฟิร์มแวร์ซ้ำแล้วซ้ำอีก จากงานวิจัยของ Information Systems Audit and Control Association (ISACA) เผยว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ได้รายงานว่ามีเฟิร์มแวร์ที่ติดมัลแวร์อย่างน้อยหนึ่งครั้งในปี 2559 และ HPE เป็นบริษัทแรกที่พยายามแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการพัฒนาระบบความปลอดภัยในเซิร์ฟเวอร์จะปลอดภัยตั้งแต่ฐานรากระดับซิลิคอน (silicon root of trust) จากการสร้างจุดเชื่อมต่อระหว่างซิลิคอนของ HPE กับชิป HPE Integrated Lights Out (iLO) เพื่อให้แน่ใจว่าเซิร์ฟเวอร์จะไม่ถูกบุกรุกด้วยรหัสเฟิร์มแวร์ การผนวกเฟิร์มแวร์ที่มีความปลอดภัยโดยตรงในซิลิคอนของ HPE จะช่วยป้องกันการโจมตีของเฟิร์มแวร์ได้ดีที่สุด รวมถึงทำให้สามารถกู้คืนเฟิร์มแวร์ของเซิร์ฟเวอร์ได้อัตโนมัติ

เซิร์ฟเวอร์ที่ปลอดภัยตั้งแต่ฐานรากระดับซิลิคอน ของ HPE ถูกออกแบบโดยผนวกความปลอดภัยลงบนชิป iLO ด้วยการเข้ารหัส (immutable fingerprint) ในซิลิคอน ซึ่งจะอนุญาตให้บูทเครื่องเฉพาะเฟิร์มแวร์ที่มีค่ารหัสตรงกันเท่านั้น  HPE เป็นผู้จำหน่ายเพียงรายเดียวที่มีข้อได้เปรียบเนื่องจากสามารถควบคุมชิปซิลิคอนที่ผลิตขึ้นมาเองรวมถึงเฟิร์มแวร์ที่จำเป็นสำหรับเซิร์ฟเวอร์ การรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ฐานรากระดับซิลิคอนคือการนำเทคโนโลยีการเข้ารหัส ผนวกเข้ากับการตรวจจับการละเมิดที่ล้ำสมัย เสริมด้วยระบบรักษาความปลอดภัย HPE supply chain และบริการประเมินและป้องกันความปลอดภัยจากทีมงานที่ปรึกษา HPE Pointnext 

นายแพทริก มัวร์เฮด ประธานและนักวิเคราะห์หลัก ของ Moor Insights & Strategy บริษัทที่ปรึกษาและวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยี กล่าวว่า “การละเมิดความปลอดภัยในเฟิร์มแวร์นับเป็นหนึ่งในสิ่งที่ถูกตรวจจับยากที่สุดแต่เมื่อถูกละเมิดแล้วอาจเป็นอันตรายมากที่สุดต่อองค์กร ผู้บริหารระดัสูง มักมองข้ามเรื่องเฟิร์มแวร์เมื่อพูดเรื่องความปลอดภัยของดาต้าเซ็นเตอร์ ดังนั้นอาชญากรไซเบอร์จึงเน้นการโจมตีที่จุดนี้ แม้ว่าเซิร์ฟเวอร์จำนวนมากจะมีระบบรักษาความปลอดภัยในตัวฮาร์ดแวร์อยู่แล้ว แต่ HPE กำลังสร้างการรักษาความปลอดภัยของเฟิร์มแวร์ที่เชื่อมโยงกับซิลิคอนเพื่อช่วยลูกค้าในการป้องกันการโจมตีที่เป็นอันตรายเหล่านี้”

สร้างประสบการณ์ใหม่ในการประมวลผล

เพื่อมอบประสบการณ์ในการใช้งานระบบประมวลผลใหม่ HPE ไม่เพียงแค่พัฒนาเซิร์ฟเวอร์มาตรฐานอุตสาหกรรมที่ปลอดภัยที่สุดในโลก แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ที่ควบคุมโดยซอฟต์แวร์  ด้วยความสามารถใหม่เหล่านี้ที่ขับเคลื่อนเซิร์ฟเวอร์ของ HPE ตระกูล ProLiant รุ่นที่สิบ  (HPE ProLiant Gen 10) ทำให้ลูกค้าสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจในโลกไฮบริดไม่ว่าจะเป็นบนระบบไอทีแบบดั้งเดิม พับลิกคลาวด์ หรือไพรเวทคลาวด์ได้อย่างรวดเร็ว 

นายพลาศิลป์ วิชิวานิเวศน์  กรรมการผู้จัดการ  บริษัท ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ ประเทศไทย   กล่าวว่า “ลูกค้าไม่ควรมองข้ามเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์และความคล่องตัวในการทำงานบนเซิร์ฟเวอร์โดยซอฟต์แวร์ รวมถึงความยืดหยุ่นของการใช้งานคลาวด์ HPE พร้อมนำเสนอ HPE ProLiant Gen 10 เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงความสามารถในการประมวลผลที่ดีที่สุด ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ไม่เหมือนใคร รวมถึงวิธีการใหม่ ๆ ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่ทำได้อย่างรวดเร็ว และรูปแบบการชำระเงินที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดกับองค์กรตนเอง”

ความยืดหยุ่นในการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ที่ควบคุมโดยซอฟต์แวร์

ความสามารถในการประมวลผลใหม่ ทำให้ลูกค้าสามารถสร้างแอพพลิเคชั่นและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจผ่านเซิร์ฟเวอร์ที่ควบคุมโดยซอฟต์แวร์ได้ วันนี้ HPE ได้ประกาศปรับปรุงความสามารถต่างๆ ดังต่อไปนี้ ได้แก่:

สัมผัสความสามารถใหม่ๆ บนเซิร์ฟเวอร์ที่ควบคุมโดยซอฟต์แวร์:

  • HPE OneView 3.1 สนับสนุนแพลตฟอร์มเซิร์ฟเวอร์รุ่นที่ 10 อย่างครอบคลุม และจะทำให้ระบบการประมวลผล การจัดเก็บ และเครือข่าย เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ควบคุมได้โดยซอฟต์แวร์  HPE OneView รุ่น 3.1 ใหม่มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลแบบ composable การจัดการเฟิร์มแวร์ที่ดีขึ้น สนับสนุนแพลตฟอร์มการประมวลผลของ HPE ได้หลากหลาย และสนับสนุนคู่ค้า composable ใหม่ๆเช่น Mesosphere DC/OS  โดย HPE และ Mesosphere เพิ่งประกาศการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ซึ่งจะช่วยร่นระยะเวลาส่งมอบบริการให้เร็วขึ้น (time-to-value)
  • HPE Intelligent System Tuning มอบประสบการณ์ในการใช้งานแอพพลิเคชั่นแบบไดนามิกร่วมกับ Intel ในตระกูล Intel®Xeon® Scalable Processor ฟังก์ชันที่เป็นเอกลักษณ์นี้ สามารถช่วยปรับความถี่ (jitter smoothing) เพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผล (core boosting) และการปรับแต่งเซิร์ฟเวอร์ให้ตรงกับเวิร์กโหลด

ประสบการณ์ใหม่ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาและการทำงาน:

  • HPE Synergy for Gen10 รวมถึง HPE Synergy 480 และ HPE Synergy 660 โมดูลในการประมวลผลเหล่านี้ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสำหรับปริมาณเวิร์กโหลดที่มีการประมวลผลและข้อมูลมาก เช่นการสร้างโมเดลทางการเงิน นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมต่ออีเธอร์เน็ต 25/50 กิกะไบต์และความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลแบบ direct-attached storage (DAS) เพิ่มขึ้น 2.8 เท่า

ประสบการณ์ใหม่ในการจัดการเวิร์กโหลดให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อความรวดเร็วในการสร้างแอพพลิเคชั่นจากข้อมูล:

  • HPE Scalable Persistent Memory เป็นโซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูลแบบบูรณาการที่ทำงานด้วยความเร็วระดับหน่วยความจำที่สามารถขยายการใช้งานได้ถึงระดับเทราไบต์ ที่เร็วที่สุดในตลาดและขยายการใช้งานได้ ทำให้การทำ application checkpoint เร็วขึ้นกว่าเดิมได้มากถึง 27เท่าและการกู้คืนฐานข้อมูลได้เร็วกว่าเดิมถึง 20 เท่า 

ควบคุมงบประมาณได้ โดยจ่ายเงินตามการใช้งานจริง

ลูกค้าต้องการทางเลือกในการจ่ายเงินว่าจะจ่ายค่าโซลูชั่นด้านไอทีเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (operating expense) หรือการลงทุน (capital expense) รายเดือน ดังนั้น HPE จึงนำเสนอรูปแบบการชำระเงินด้านไอทีตามการใช้งานจริง ซึ่งมอบผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมที่ลูกค้าต้องการ ทำให้สามารถจัดการกระแสเงินสดได้ดีขึ้น ติดตั้งใช้งานได้เร็วขึ้น หรือประหยัดต้นทุนในการจัดการ HPE Flexible Capacity จะเปลี่ยนวิธีที่ลูกค้าใช้ไอทีให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจที่แท้จริงโดยการจ่ายเฉพาะสิ่งที่ใช้และใช้งบเพิ่มเติมบางส่วนในการเพิ่มหรือลดขนาดการใช้งานได้ตามความต้องการ ทำให้ลูกค้าสามารถประหยัดเงินได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินมากกว่าการใช้งานจริง

เพื่อช่วยให้ลูกค้าปรับระบบไอทีให้เหมาะสมกับความต้องการทางธุรกิจ HPE พร้อมนำเสนอร 2 บริการใหม่:

  • บริการดูแลสมรรถนะขององค์กรโดย HPE (HPE Capacity Care Service) ทำให้บริษัทขนาดกลางสามารถควบคุมการใช้งานและบริหารสมรรถนะขององค์กรในการทำงาน เพื่อลดการจัดแบ่งทรัพยากรที่เกินจริงและเพิ่มระดับการใช้งาน
  • การประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการลงทุนด้านไอที (IT Investment Strategy Workshops) ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยองค์กรต่างๆ พัฒนากลยุทธ์การลงทุนด้านไอทีด้วยรูปแบบการระดมทุนที่สอดคล้องกับแผนการลงทุนด้านไอที

สตอเรจและการบริการต่างๆ ของ HPE ได้เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา

พร้อมสำหรับการขยายการใช้งาน ด้วยโซลูชั่นการประมวลผลประสิทธิภาพสูง

HPE ได้เปิดตัว โซลูชั่นประมวลผลสมรรถนะสูง (High Performance Computing – HPC)  สุดล้ำอย่าง HPE Apollo 6000 Gen10 ใหม่ ซึ่งจะช่วยประมวลผลงานต่างๆ ให้เป็นข้อมูลเชิงลึกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยลดความเสี่ยงต่อการโจมตีบนโลกไซเบอร์ และควบคุมงบประมาณในการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

HPE Apollo 6000 Gen10 เป็นแพลตฟอร์ม HPC ขนาดใหญ่ล้ำสมัยสำหรับองค์กรธุรกิจมาพร้อมกับระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ HPC โดยได้รับการออกแบบใหม่เพื่อมอบประสิทธิภาพในการใช้งานได้มากกว่า 300 teraflopต่อแร็ค รวมถึงมีประสิทธิภาพในการขยายการใช้งานแร็คที่ดียิ่งขึ้น และประสิทธิภาพด้านราคาที่โดดเด่น HPE Apollo 6000 Gen10 เป็นระบบ HPC ที่มีความปลอดภัยมากที่สุดในโลกโดยใช้เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยตั้งแต่ฐานรากระดับซิลิคอน (silicon root of trust) ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ สำหรับการป้องกันภัยคุกคามด้านความปลอดภัย ความสามารถใหม่ ๆ ในระบบนี้ ได้แก่ :

  • ความน่าเชื่อถือ ความสามารถในการเข้าถึงเพื่อใช้งาน การบริการ และความสามารถในการจัดการ ระดับชั้นนำในอุตสาหกรรม
  • ลดค่าความหน่วง (latency) และประสิทธิภาพของ IOPs ที่สูงขึ้น
  • ลดการใช้พลังงานและความต้องการในการทำความเย็น

บริษัทเคมีที่ชื่อ BASF เป็นหนึ่งในผู้ใช้ระบบ HPE Apollo 6000 Gen10 รายแรก ที่ได้ร่วมกันพัฒนาซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ และนำเทคโนโลยีของ HPE เข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำวิจัยทางเคมี โดยถือเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดที่ใช้ในการวิจัยทางเคมีในเชิงอุตสาหกรรม และช่วยให้บริษัท BASF สามารถลดเวลาในการจำลองและสร้างโมเดลทางคอมพิวเตอร์จากที่ต้องใช้เวลาหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่วัน ทำให้สามารถทำตลาดได้เร็วยิ่งขึ้น และลดต้นทุนได้เป็นอย่างยิ่ง

การวางจำหน่าย

เซิร์ฟเวอร์ HPE ProLiant Gen10 Server, HPE Synergy Compute Modules, HPE Converged System และ HPE Apollo 6000 Gen10 System รุ่นใหม่เริ่มวางจำหน่ายแล้ว

ข้อมูลเพิ่มเติม

###

เกี่ยวกับ ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์

ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำของอุตสาหกรรมที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถขยายการดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมมากที่สุดในอุตสาหกรรมซึ่งครอบคลุมคลาวด์ ศูนย์ข้อมูล และแอพพลิเคชั่นในที่ทำงาน เทคโนโลยีและบริการต่างๆ ของเราช่วยให้ลูกค้าทั่วโลกให้สามารถพัฒนาระบบไอทีที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยมากขึ้น

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-launches-new-safest-industrial-server/

[PR] ระบบอัตโนมัติช่วยสนับสนุนการทำงานในอนาคตได้อย่างไร

โดยคุณดาร์เรน รัสเวิร์ท (Darren Rushworth) ประธานบริษัท NICE Ltd แห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

 

อนาคตอีกไม่ไกลนักหุ่นยนต์จะกลายเป็นเพื่อนร่วมงานของเรา งานอะไรที่ต้องทำซ้ำซากจำเจ  ต้องการความถูกต้องและความรวดเร็ว และแทบไม่มีการตัดสินใจเลย จะถูกนำไปให้หุ่นยนต์เป็นผู้ทำ เพราะว่างานเหล่านี้ถ้าลงมือทำโดยมนุษย์จะเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์คับข้องใจและมีแนวโน้มจะเกิดข้อผิดพลาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาการทำงาน ดังนั้นการนำงานใช้แรงงานที่ค่อนข้างหนัก น่าเบื่อหน่ายมาให้มนุษย์ที่มีสติปัญญาทำไม่ใช่การใช้ทรัพยากรที่คุ้มค่า

ทางออกคือการใช้ระบบกระบวนการทำงานอัตโนมัติโดยหุ่นยนต์ (Robotic Process Automation : RPA) ซึ่งปัจจุบันกำลังจะแพร่หลายในเอเชีย  ด้วยการนำ RPA เข้ามาช่วยทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียสามารถพัฒนากระบวนการทำงานที่ซ้ำ ๆ ให้กลายเป็นกระบวนการทำงานอัตโนมัติ ทั้งในส่วนหน้าและส่วนหลังของสำนักงาน และสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค์กรให้มีความสามารถในการแข่งขันในโลกยุคดิจิตอลเพิ่มขึ้น

IDC คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) 40 % ของการเปลี่ยนแปลงการทำงานให้เป็นดิจิตอลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเป็นการนำเอาความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เข้ามาช่วยงาน ขณะที่ในปัจจุบันมี CIO (Chief Information Officers) เพียงประมาณ 12 % ของภูมิภาคนี้เท่านั้นที่เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์หรือ AI จะมีผลกระทบทางบวกต่อธุรกิจของตนในอีก 5 ปีข้างหน้า

เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักที่ CIO ผู้กำลังกุมบังเหียนธุรกิจด้วยงบประมาณการลงทุนไอทีที่ลดลงแต่มีความต้องการใช้งานใหม่ ๆ ของผู้ใช้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้จะยอมเปลี่ยนมาเชื่อมั่นในเทคโนโลยีใหม่ ๆ สิ่งที่เขาต้องการรู้ก่อนตัดสินใจ คือเทคโนโลยีนี้ทำงานอย่างไร มันสามารถทำตามความฝันที่วาดไว้หรือไม่ และมีอัตราผลตอบแทนผลการลงทุน (ROI) เป็นอย่างไร ต่อไปนี้เป็นคำตอบของคำถามเหล่านี้

ลูกค้ามีความสุขมากขึ้น ธุรกิจก็ดีขึ้น

ความพึงพอใจของลูกค้าทั้งหมดเป็นเรื่องของการให้สิ่งที่ลูกค้าต้องการ ณ เวลาที่ลูกค้าต้องการ อุตสาหกรรมทั้งหมดในปัจจุบันเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักในการตอบสนองลูกค้าในโลกที่ถือว่าผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (consumer-centric world) ขณะเดียวกันต้องมีต้นทุนที่ต่ำสุดด้วย

ด้วยการนำงานที่ต้องใช้มนุษย์ทำแต่ก่อนเป็นเวลายาวนาน มาให้ระบบกระบวนการอัตโนมัติที่ทำงานได้เร็วกว่าทำแทน ธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมของภูมิภาคเอเชียจะสามารถสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าได้สูงขึ้นพร้อมกับการประหยัดต้นทุนการทำงานลง

ที่ผ่านมา เราได้เห็นองค์กรในภาคบริการทางการเงินสามารถลดเวลาในการรับและโทรศัพท์หาลูกค้าของพนักงานลงได้ถึง 82 เปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ยด้วยการใช้กระบวนการแจ้งเตือนล่วงหน้าลูกค้าทั้งกระบวนการโดยใช้ระบบอัตโนมัติ  เป็นการนำ RPA มาใช้แทนพนักงานในการทำงานซ้ำซากเหล่านี้ ทำให้การโทรศัพท์ของพนักงานจริง ๆ สามารถมุ่งทุ่มเทไปที่งานที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นอย่างเช่น การสืบสวนความผิดพลาดในการให้บริการและให้บริการอื่น ๆ แก่ลูกค้าเพิ่มขึ้น  ปัจจุบันองค์กรสามารถรองรับการแจ้งเตือนล่วงหน้ามากกว่า 8,000 ครั้งต่อเดือน โดยมีความถูกต้องถึง 99 เปอร์เซ็นต์ และทำให้เชื่อมั่นว่าลูกค้ามีความพึงพอใจตลอดกระบวนการบริการขององค์กร

เรื่องนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้เช่นกัน เราจะเห็นว่าบริษัทค้าปลีกแห่งหนึ่งสามารถลดความผิดพลาดในกระบวนรับคำสั่งซื้อจากลูกค้า (order entry) ลงได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ โดยการนำ RPA มาใช้ช่วยเหลืองานรับคำขอจัดส่ง (delivery requests)  และการติดตามบริการตามคำขอของลูกค้า (customer follow-ups) ผลลัพธ์ที่ได้คือการปรับปรุงความถูกต้องทางธุรกิจให้สูงขึ้น สร้างความภักดีและเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้ามากขึ้น และเพิ่มการเติบโตทางรายรับให้แก่องค์กรไปได้อีกหลาย ๆ ปี

RPA เพื่อนร่วมงานที่ท่านสามารถมอบความเชื่อถือให้ได้มากที่สุด

“หุ่นยนต์กำลังมาแย่งงานของเรา” เป็นความหวาดวิตกของพนักงานในหลาย ๆ องค์กรในปัจจุบัน แต่ความจริงก็คือ RPA ทำงานได้ดีมากขึ้นเมื่อต้องทำงานแบบร่วมมือไปด้วยกัน (hand-in-hand) กับมนุษย์ ไม่ใช่การทำงานแทนมนุษย์ โดย RPA สามารถทำงานในลักษณะเป็นเครื่องมือช่วยงานที่ทำงานเป็นเอกเทศ (standalone tool) สำหรับกระบวนการทำงานที่ต้องการความเป็นอัตโนมัติ สามารถช่วยพนักงานที่เป็นมนุษย์ให้ทำงานได้เร็วและถูกต้องมากขึ้น โดยการปลดปล่อยพวกเขาออกจากงานที่ซ้ำซากจำเจ งานที่มีคุณค่าเล็กน้อย ให้สามารถรับงานในเชิงกลยุทธของธุรกิจได้มากขึ้น และให้โอกาสที่จะเสริมสร้างทักษะการทำงานใหม่ ๆ เพื่อจะยังคงมีคุณค่าและสามารถแข่งขันได้

ตามการวิเคราะห์มางอุตสาหกรรม พบว่า RPA ทำให้องค์กรขนาดใหญ่สามารถจัดการการดำเนินงานทางธุรกิจให้เร็วขึ้นถึง 5-10 เท่า โดยใช้ทรัพยากรลดลง 37 เปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ย ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้เกิดจากการลดพนักงานลง แต่เกิดจากการที่ทำให้องค์กรสามารถนำพนักงานเหล่านี้ไปทำงานที่มีมูลค่ามากขึ้นและทำงานได้เพิ่มขึ้น

อย่างเช่น บริษัทขนส่งที่นำ RPA ไปประยุกต์ใช้งานในการจัดตารางเวลาการจัดส่งสินค้า (package re-delivery scheduling) ปลดปล่อยพนักงานที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการติดต่อกับลูกค้า จากการทำงานที่ซ้ำ ๆ และมีความกดดันสูงนี้  ให้สามารถไปทำงานที่โปรแอคทีฟและมีประสิทธิผลในความสัมพันธ์กับลูกค้ามากกว่า

RPA ทำให้องค์กรต่าง ๆ สามารถปรับปรุงการบริการลูกค้า ขณะเดียวกันสามารถเพิ่มระดับความพึงพอใจของพนักงานได้อีกด้วย  ถือว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว  ระบบการทำงานอัตโนมัติเกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว RPA ทำให้มันก้าวหน้าไปอีกขึ้นหนึ่ง โดยการนำมันขึ้นจากกระบวนการผลิตในโรงงานขึ้นมาใช้กับการทำงานในสำนักงาน ศูนย์กลางการติดต่อ (contact centres) งานบริหารความเสี่ยง และอื่น ๆ อีกหลายประการ เมื่อผลที่คาดว่าจะได้รับ คือลูกค้ามีความพึงพอใจมากขึ้น  พนักงานมีความสุขในการทำงานมากขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรโดยรวมสูงขึ้น และส่งผลให้มีการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้น จึงไม่ควรที่จะลังเลที่จะเริ่มนำ RPA มาปรับประยุกต์ใช้งานเสียตั้งแต่วันนี้

เกี่ยวกับบริษัท NICE

NICE เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกผู้ให้บริการซอฟต์แวร์โซลูชั่นสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ทั้งบนคลาวด์และในระบบเก่า (on-promises) เพิ่มพลังให้องค์กรทั้งหลายสามารถทำการตัดสินใจได้อย่างเฉลียวฉลาดมากขึ้นโดยใช้ความสามารถในการวิเคราะห์ที่ก้าวหน้าบนฐานข้อมูลทั้งแบบที่มีโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง (unstructured data)   สามารถช่วยองค์กรในทุกขนาดให้สามารถบริการลูกค้าได้ดีขึ้น เพิ่มความเชื่อมั่นว่าดำเนินงานสอดคล้องตามมาตรฐานและกฎระเบียบ (compliance) ขจัดความผิดพลาดและปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ (safeguard citizens) โซลูชั่นของ NICE  ถูกใช้ในองค์กรมากกว่า 25,000 องค์กรในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก รวมทั้ง 85 บริษัทใน Fortune 100 รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่  www.nice.com

from:https://www.techtalkthai.com/pr-how-automation-help-businesses-by-nice/

[PR] ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ เผยความท้าทาย ในการสร้าง Smart Cities ในเอเชียแปซิฟิก และความพร้อมของประเทศไทยในยุค 4.0

มร. คีท รอสคาเรล ผู้อำนวยการด้านความปลอดภัยสาธารณะและเมืองอัจฉริยะ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็ม พีทีอี ลิมิเต็ด กล่าวว่า ปัจจุบันนี้เมืองใหญ่ทั่วเอเชียแปซิฟิกต่างเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเตรียมพร้อมการเกิดขึ้นของเขตเศรษฐกิจใหม่ในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีการเปลี่ยนแปลงการไหลของเงินทุนจากทั่วโลกจะเข้ามายังเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้เกิดการขยายตัวของพื้นที่เมือง จำนวนประชากรในเขตเมืองจะเพิ่มขึ้น และขนาดเศรษฐกิจของเมืองในประเทศกำลังพัฒนาจะมีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย และเพื่อให้บริหารจัดการเมืองที่มีประชากรมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้หลายประเทศต่างต้องการเดินหน้าสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต

อย่างไรก็ดี แม้ว่าในหลายเมืองใหญ่ที่มีความพร้อมเรื่องสาธารณูปโภค เทคโนโลยี  ระบบอินเทอร์เน็ต และการทุ่มเม็ดเงินลงทุนเพื่อวางระบบสำหรับอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์อย่างครอบคลุมเพื่อเชื่อมต่อข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เข้ามายังฐานข้อมูลขององค์กร หากแต่การนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมยังมีน้อยมาก ด้วยข้อจำกัดของเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน การขาดการบูรณาการและเชื่อมต่อข้อมูลอย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังขาดเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำมาประมวลผลแบบเรียลไทม์  จนสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด

ที่ผ่านมา ฮิตาชิ ฯ ได้เร่งพัฒนาความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเพื่อให้พร้อมสำหรับความต้องการของโลกอนาคต ซึ่ง Hitachi Visualization Suite (HVS) เป็นซอฟต์แวร์แพลตฟอร์มที่ทำงานได้บนระบบไฮบริดคลาวด์ สามารถผสานรวมข้อมูลทั่วไปและข้อมูลจากวิดีโอหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ (Internet of Things) จากระบบความปลอดภัยสาธารณะที่แยกออกจากกันของแต่ละหน่วยงานเข้าไว้ด้วยกัน และข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อแสดงผล ซึ่งจะช่วยให้องค์กรภาครัฐและเอกชนได้รับข้อมูลและเข้าใจในสถานการณ์จากข้อมูลเชิงลึก ทำให้สามารถวางแผนจัดการได้อย่างดีเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของประชาชน อาทิ หน่วยจัดส่งความช่วยเหลือ 911 ที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์, ตัวอ่านป้ายทะเบียน, เซ็นเซอร์กระสุนปืน ฯลฯ ในแบบเรียลไทม์ และนำเสนอให้ภาพข้อมูลในรูปแบบภูมิสารสนเทศเชิงพื้นที่ HVS จะช่วยให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายได้รับข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญสำหรับใช้ในการเสริมความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน ยกระดับความสามารถด้านการสืบสวนสอบสวน และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการปฏิบัติการต่าง ๆ พร้อมด้วยคุณสมบัติของการบันทึกข้อมูลเหตุการณ์แบบเรียลไทม์จากเซ็นเซอร์

ดร. มารุต มณีสถิตย์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย และพม่า บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ พีทีอี ลิมิเต็ด กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยเองทั้งภาครัฐและเอกชนต่างก็มีความต้องการสร้าง Smart City ให้เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ทั้งในแง่ความมั่นคง ความปลอดภัย และประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้มีนโยบายประเทศไทย 4.0 เข้ามาผลักดันในเรื่องความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ส่งผลในทั้งภาครัฐและเอกชนหลายแห่งมีการลงทุนเพื่อวางระบบต่าง ๆ เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของ Smart Cities ในอนาคต และสามารถใช้ประโยชน์จาก Big Data ที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มศักยภาพ

โดยเทคโนโลยีสำหรับการสร้าง Smart Cities ของฮิตาชิ ฯ อย่าง HVS สามารถแสดงภาพข้อมูลภูมิสารสนเทศเชิงพื้นที่เกี่ยวกับข้อมูลอาชญากรรมที่ผ่านมาในอดีตหลากหลายรูปแบบ ซึ่งครอบคลุมถึงเขตพื้นที่ความเสี่ยงอาชญากรรม (Heat Map) ด้วย HVS เป็นแพลตฟอร์มที่มีความสามารถในการปรับขนาดได้อย่างเต็มที่ซึ่งจะช่วยให้องค์กรภาครัฐและเอกชน สามารถในการรวบรวมเหตุการณ์จำลองหลายร้อยรายการสำหรับการสร้างภาพและการเฝ้าติดตามเชิงพื้นที่ HVS ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับการบูรณาการและรวมจุดต่าง ๆ ที่ใช้โดยเมืององค์กรและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยสาธารณะ จากการที่ HVS มีมุมมองแบบแผนที่เดียว ซึ่งรวมข้อมูลวิดีโอข้อมูลการปฏิบัติงานการขนส่ง GPS และการติดตามยานพาหนะข้อมูลอาคารและโครงสร้างพื้นฐานสื่อสังคมออนไลน์และแหล่งข้อมูลอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์พื้นเมืองและเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ เพื่อช่วยให้องค์กรทุกประเภทมีความชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“HVS นับเป็นเครื่องมือแรกที่ใช้โซเชียลมีเดีย และฟีดข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตแบบเรียลไทม์ ร่วมกับการวิเคราะห์ขั้นสูงที่มีความละเอียดและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกและยกระดับความปลอดภัยสาธารณะในรูปของการนำเสนอข้อมูลพยากรณ์การเกิดอาชญากรรมที่มีความแม่นยำสูง ทั้งนี้ Hitachi Visualization เป็นหนึ่งในของโซลูชั่น Hitachi Social Innovation ที่ช่วยพัฒนาโครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) และออกแบบขึ้นเป็นพิเศษเพื่อยกระดับแนวคิดด้านความปลอดภัยสาธารณะของเมืองและเทศบาลต่าง ๆ ผ่านทางการใช้การวิเคราะห์ขั้นสูงเชิงพยากรณ์และการเข้าถึงข้อมูลวิดีโอ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ จากระบบความปลอดภัยสาธารณะได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” ดร.มารุตกล่าวทิ้งท้าย

###

from:https://www.techtalkthai.com/hitachi-data-system-reveals-challenges-of-smart-cities-development-in-asia-pacific/