คลังเก็บป้ายกำกับ: PRIVACY

พบ Tesla Model 3 มีกล้องส่องผู้โดยสารภายในรถ อาจใช้ร่วมกับการขับอัตโนมัติในอนาคต

ในรถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model 3 ที่เพิ่งส่งมอบไปเมื่อสิ้นเดือนที่แล้ว มีคนพบว่าบริเวณก้านกระจกมองหลังมีกล้องเล็กๆ ฝังอยู่ โดยที่ในงานเปิดตัวไม่มีการพูดถึงกล้องนี้แม้แต่นิดเดียว จึงทำให้มีความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของผู้โดยสาร

ล่าสุด Tesla ยืนยันแล้วว่านั่นคือกล้องจริงๆ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เปิดใช้งาน นอกจากนี้ยังระบุว่ากล้องนี้สามารถมองเห็นผู้โดยสารได้ทั้งคันอีกด้วย ซึ่งเว็บไซต์ Electrek คาดว่ากล้องนี้จะเปิดใช้งานในอนาคต เมื่อซอฟต์แวร์ของรถพร้อมสำหรับการขับอัตโนมัติเต็มรูปแบบ คือคนในรถไม่ต้องสนใจการขับเลย และการมีกล้องนี้ก็จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบเหตุการณ์ภายในรถได้หากเกิดอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตาม Tesla ระบุว่าไม่มีกล้องดังกล่าวใน Model S และ X

การขับอัตโนมัติถูกแบ่งไว้ 6 ระดับ ตั้งแต่ 0-5 โดยขณะนี้ระบบ Autopilot ของ Tesla ถูกจัดอยู่ในระดับ 2 คือ Partial Automation หรืออัตโนมัติบางส่วน กล่าวคือรถสามารถเร่งและเลี้ยวเองได้ แต่ต้องมีมนุษย์ให้ความสนใจกับการขับตลอดเวลา โดย Elon Musk เคยบอกว่า Tesla จะไปถึงระดับ 5 ได้ในอีก 2 ปีเท่านั้น (อัตโนมัติทุกอย่าง ทำงานได้ทุกสถานการณ์ คนในรถหลับได้เลย)

ที่มา – SlashGear

No Description

from:https://www.blognone.com/node/94714

Advertisements

Risk Based Security รายงานข้อมูลรั่วไปนี้รวม 2,227 ครั้ง ข้อมูลเกิน 6,000 ล้านรายการ ทำลายสถิติปี 2016 ทั้งปีไปแล้ว

Risk Based Security รายงานถึงการสำรวจเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลครึ่งปีแรกของปี 2017 รวมเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลรวม 2,227 ครั้ง จำนวนเหตุการณ์พอๆ กับปี 2015 และ 2016 แต่จำนวนข้อมูลที่หลุดออกมากลับมากกว่า 6,000 ล้านรายการรวมมากกว่าปี 2016 ทั้งปีไปแล้ว

ข้อมูลที่รั่วไหลเพิ่มขึ้นอย่างมากคือข้อมูลภาษี เฉพาะข้อมูลแบบฟอร์ม W-2 ที่แสดงรายการภาษีหัก ณ ที่จ่ายก็มีเหตุการณ์รั่วไหลเพิ่มขึ้นถึง 25% นอกจากนี้ยังมีข้อมูลบริษัทบัญชี, บริการจ่ายเงินเดือน, และข้อมูลฝ่ายบุคคลที่แฮกเกอร์ต้องการ เฉพาะเหตุการณ์ข้อมูลรั่วจากบริษัทจัดหางาน America’s Job Link Alliance เหตุการณ์เดียวก็มีข้อมูลรั่วกว่า 5.5 ล้านรายการ

ที่มา – Risk Based Security

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/94225

[ไม่ยืนยัน] Airbnb, Uber และ Ola ในอินเดียอาจนำระบบยืนยันตัวตนของรัฐมาใช้ด้วย

ประเทศอินเดียมีระบบยืนยันตัวตนประชาชนในชื่อเรียกว่า Aadhaar เป็นการยืนยันตัวตนผ่านส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น ม่านตา ลายนิ้วมือ เป็นต้น แม้ระบบดังกล่าวจะถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเป็นส่วนตัวมาก แต่มีแหล่งข่าววงในระบุว่าสตาร์ทอัพที่ทำธุรกิจในอินเดียเจ้าใหญ่ เช่น Airbnb, Uber และ Ola ก็เตรียมนำระบบนี้มายืนยันตัวผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์มด้วย

Uber และ Ola บริการแชร์รถ กำลังพิจารณาใช้ Aadhaar มาตรวจสอบและยืนยันตัวตนของคนขับรถ ในขณะที่ Airbnb ก็กำลังมองหาระบบยืนยันตัวตนมาใช้กับเจ้าของห้องเช่า แหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลเป็นบุคคลในสามบริษัทดังกล่าว พวกเขาไม่เปิดเผยตัวตนเพราะยังไม่มีข้อมูลที่เป็นทางการออกมาจากบริษัท

Aadhaar คือระบบฐานข้อมูลประชาชนแบบรวมศูนย์ ใช้ข้อมูลร่างกายประชาชนมายืนยัน พร้อมทั้งข้อมูลวันเดือนปีเกิด เพศที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ตัวระบบบันทึกข้อมูลประชากรอินเดียประมาณ 1.3 พันล้านคน เรียกได้ว่าเป็นประเทศเดียวในโลกทำฐานข้อมูลประชากรในจำนวนข้อมูลสเกลใหญ่ระดับนี้ ซึ่งยังมีความน่าเป็นห่วง เพราะในประเทศอินเดีย ยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลใดๆ มารองรับ

No Description
ภาพจาก Facebook Ola

ที่มา – Buzzfeed

from:https://www.blognone.com/node/94100

FBI เตือน พ่อแม่ที่ชอบส่องลูกด้วยสมาร์ททอย อาจเสี่ยงภัยมากกว่าปลอดภัย

ปัจจุบันนี้บรรดาพ่อแม่ต่างก็เป็นห่วงลูกหลาน บ้างก็กลัวจะโดนครูทำโทษเกินกว่าเหตุ บ้างก็กลัวเพื่อนๆ จะกลั่นแกล้ง บ้างก็แค่อยากสอดส่องลูกเพราะเป็นห่วงเป็นใยกลัวเกิดอันตรายใดๆก็ตาม บรรดาผู้ประกอบการก็หัวใสคิดเครื่องมือให้มาสอดส่องได้โดยสะดวก แม้ว่าหนูน้อยทั้งหลายจะยังใช้อุปกรณ์เหล่านั้นไม่เป็นด้วยซ้ำ

No Description
ภาพจาก pixabay

ล่าสุด FBI เลยออกเตือนผ่านประกาศบริการสาธารณะ (PSA: Public Service Announcement) ว่า การที่พ่อแม่ทำตัวเป็นสปายคอยสอดส่องลูกผ่านสมาร์ททอย ไม่ว่าจะเป็นไมโครโฟน, กล้อง, GPS, Wi-fi หรือบลูทูธที่ติดไปกับของเล่นหรือของที่ติดตัวลูกนั้น อาจมีโทษเป็นความผิดทางอาญาได้ เนื่องจากเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจจะถูกเปิดเผยโดยไม่เจตนา FBI ชี้ว่า ถ้าอุปกรณ์ใดๆ ทีมีความเสี่ยงก็ควรจะยุติการใช้งานเพราะจะยิ่งอันตรายมากกว่าจะปลอดภัย FBI เข้าใจและสนับสนุนถ้าบรรดาพ่อแม่ทั้งหลายหรือผู้บริโภคจะซื้อสินค้าเหล่านี้โดยคำนึงถึงความมั่นคงไซเบอร์ด้วย

No Description
ภาพจาก pixabay

FBI เห็นว่า การใช้อุปกรณ์ติดตามตัวหรือของเล่นที่เรียกว่าสมาร์ททอยเหล่านี้ หากบันทึกเสียงขณะพูดคุย บันทึกชื่อ วันเดือนปีเกิด ประวัติการใช้อินเทอร์เน็ต ไอพีแอดเดรส และรู้ที่อยู่ที่แท้จริงได้ ก็อาจนำภัยมาสู่เด็กๆได้หากคิดจะหลอกลวง FBI จึงแนะนำให้มีการตรวจสอบบริษัทที่ผลิตสินค้าเหล่านี้ว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน การทำความตกลงเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลจะได้รับความปลอดภัยเพียงใด เพื่อจะให้เกิดความปลอดภัยลูกน้อยจริงๆ และควรมีการให้ความรู้แก่เด็กในด้านนี้มากขึ้น

ที่มา – The Next Web, FBI

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/94055

สนามบิน 6 แห่งในสหรัฐเริ่มสแกนใบหน้าของคนที่เดินทางออกประเทศ

สำนักข่าว AP รายงานว่าสนามบิน 6 แห่งในสหรัฐ ได้แก่ในบอสตัน, ชิคาโก, ฮิวสตัน, แอตแลนตา, นิวยอร์คและกรุงวอชิงตัน ดีซี เริ่มติดเครื่องสแกนใบหน้าฝั่งขาออก เพื่อเก็บข้อมูลผู้ที่เดินทางออกนอกสหรัฐ

แผนการนี้เป็นความพยายามของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐ (Department of Homeland Security: DHS) ในการเก็บข้อมูลไบโอเมตริกชาวต่างชาติที่เดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตของกฎหมายที่ออกในปี 2004 เพราะที่ผ่านมามีการเก็บเฉพาะลายนิ้วมือเท่านั้น โดยทาง DHS มีแผนจะติดตั้งในสนามบินที่มีผู้โดยสารหนาแน่นเพิ่มเติมในปีหน้า

เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบแผนงานนี้ระบุว่า ทางการจะลบข้อมูลของผู้โดยสารหลังผ่านไป 14 วัน แต่ก็อาจเก็บไว้นานกว่านั้น หากผ่านกระบวนการรีวิวความเป็นส่วนตัวและได้รับการยินยอมแล้ว

ทั้งนี้กระทรวง DHS ระบุด้วยว่าหนทางเดียวที่จะไม่โดนเก็บข้อมูลไบโอเมตริกตอนเดินทางก็คือ ไม่ต้องเดินทาง

ที่มา – AP via ArsTechnica

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/93907

ตำรวจเกาหลีใต้ตามตัวคนทิ้งขยะจากใบเสร็จสำเร็จ จับคนโยนขยะลงดาดฟ้าเพื่อนบ้านได้สามราย

ตำรวจเกาหลีเจอคดีลำบากเมื่ออาคารสามชั้นในเขตอินชอนถูกเพื่อนบ้านโยนขยะลงหลังคาเป็นเวลานานถึงสามปี รวมขยะปริมาณถึง 3.5 ตัน ส่งกลิ่นไปทั่วและกลายเป็นแหล่งแมลงสาป

แม้ว่าทางเทศบาลและเจ้าของอาคารจะเข้ามาทำความสะอาดไปแล้ว แต่ตำรวจก็ต้องสอบสวนหาคนทำผิดต่อไป โดยอาคารด้านข้างสูง 15 ชั้นห่างออกไป 20 เมตรมีคนอาศัยอยู่ถึง 347 ครัวเรือน โดยหาใบเสร็จในขยะและพบว่ามีคนทิ้งขยะ 7 คน หลังจากตรวจสอบก็หาตัวเจ้าของใบเสร็จได้ 3 คน อาศัยอยู่ในชั้น 9 ของอาคาร 15 ชั้น

คนทั้งสามจะถูกปรับ 100,000 วอน (3,000 บาท) จากความผิดฐานทิ้งขยะอย่างไม่ถูกต้อง

ที่มา – Khna.co.kr

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/93888

EFF ออกรายงานบริษัทสหรัฐฯ ที่ต่อสู้เพื่อความเป็นส่วนตัวผู้ใช้, ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่คะแนนแย่

EFF ออกรายงาน Who has your back ประจำปีมาตั้งแต่ปี 2011 โดยปีนี้จัดกลุ่มคะแนนออกเป็น 5 หมวด ได้แก่ การทำตามแนวทางที่ดี, รายงานการขอข้อมูลโดยรัฐบาล, สัญญาว่าจะไม่ขายข้อมูลผู้ใช้, ต่อสู้กับคำสั่งความมั่นคง, และสนับสนุนการปรับปรุงกฎหมายความมั่นคง ผู้ที่ได้คะแนนเต็ม เช่น Adobe, Credo Mobile, Dropbox, Pinterest, Sonic, Uber, Wickr, และ WordPress.com

ฝั่งที่คะแนนแย่มักเป็นผู้ให้บริการสื่อสาร เช่น AT&T, Comcast, T-Mobile, และ Verizon มีเพียง Credo Mobile เท่านั้นที่ได้คะแนนเต็ม

รายงานฉบับนี้อาศัยข้อมูลท่าทีของบริษัทเป็นหลัก โดยไม่ได้นำพฤติกรรมของบริษัทในอดีตมาคิด เช่น Uber ที่แม้จะได้คะแนนเต็มในรายงานนี้ แต่เคยมีรายงานถึงโปรแกรม God View ที่เข้าดูข้อมูลผู้ใช้ได้โดยง่าย อย่างไรก็ดีการที่บริษัทต่างๆ มีการระบุท่าทีที่ให้ความสำคัญต่อความเป็นส่วนตัวต่อผู้ใช้ก็ถือเป็นก้าวสำคัญ

ที่มา – EFF

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/93802