คลังเก็บป้ายกำกับ: PRODUCT_UPDATE

Dell EMC SCv3000 Series สตอเรจครบเครื่องระดับเอ็นเทอร์ไพรส์

เดลล์ อีเอ็มซี ประกาศขยายศักยภาพระดับเอ็นเตอร์ไพร์ซอย่างเต็มรูปแบบในสตอเรจ SC Series ระดับเริ่มต้น เพื่อให้องค์กรธุรกิจในทุกขนาดสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีสตอเรจล้ำหน้าได้ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยทุกระดับของงบประมาณที่มี

โดย SCv3000 อาเรย์ใหม่ถือเป็นการรีเฟรชสายผลิตภัณฑ์ SC ทั้งหมดแบบเอ็นด์-ทู-เอ็นด์อย่างสมบูรณ์ ให้การผสานรวมการทำงานที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นและให้ความสามารถมากขึ้นในการแบ่งปันการทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์ SC Series ได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เดลล์ อีเอ็มซีได้เพิ่มศักยภาพ/ประสิทธิภาพ ใน SC Series entry model ด้วยการใส่ features enterprise-class แต่ยังคงราคาไว้ในระดับเดิม

SCv3000 Series ได้นำเอาเทคนิค auto-tiering การทำ data reduction รวมถึงความสามารถในการทำ Replication/Federation ร่วมกันกับอาเรย์ SC Series รุ่นอื่นๆ ไว้อย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งยัง ให้แบนด์วิดธ์ที่สูงขึ้นถึง 3 เท่า หน่วยความจำเพิ่มขึ้น 2 เท่า และให้ IOPS สูงกว่า SCv2000 รุ่นก่อนหน้านี้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์

โดยความสามารถใหม่ที่มาพร้อมในขณะนี้ สำหรับระดับเริ่มต้น มีดังต่อไปนี้
·   Data Progression
·   การบีบอัดข้อมูลแบบอัจฉริยะ
·   การทำ replication/federation ร่วมกับอาเรย์ SC Series อื่นๆ ได้อย่างเต็มรูปแบบ
·   การทำ Live Migrate
·   การทำ Live Volume
·   ผสานการทำงานร่วมกับ PS Series (EqualLogic)
·   การทำ Enterprise Chargeback, thin clones, remote replication และอื่นๆ

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/8417

Advertisements

[รีวิว] อัพระบบ Wi-Fi ให้แรงสุด ด้วย TP-Link Archer C50 ในราคาเบาๆ

ความจำเป็นในการสื่อสารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นเราจึงต้องหาโซลูชั่นด้านการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพ เพื่อการทำงานได้อย่างไม่ติดขัด

TP-Link มีผลิตภัณฑ์ด้านการเชื่อมต่อมากมายทั้งแบบระบบ Wire และ Wireless ให้เลือกใช้มากมายโดยในแต่ละรุ่นก็มีฟีเจอร์ฟังก์ชันที่ดีและเหมาะสมกับงานในลักษณะต่างๆ โดยล่าสุดก็ได้มีการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ในรุ่น Archer C50 ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม

ติดตั้งง่ายและรวดเร็ว

TP-Link Archer C50 เป็น Wireless Dual Band Router ตามมาตรฐาน 802.11 ac ให้ความเร็วที่สูงมาก โดยมีความเร็วรวมระดับ 1.2 Gbps ตัวเครื่องมีการปรับโฉมใหม่ รองรับคลื่นความถี่ทั้งแบบ 5GHz และ 2.4 GHz ก่อนหน้านั้นตัวบอดี้จะมีสีดำและมีเสาสัญญาณเพียงแค่ 2 เสาเท่านั้น แต่สำหรับโฉมใหม่นี้ นอกจากจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้เป็นสีขาวพร้อมลวดลายที่งดงาม ยังได้ขยายเสาสัญญาณเพิ่มเป็น 4 เสาด้วย ซึ่งเสาที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นการขยายระยะของสัญญาณไวร์เลสส์ให้ครอบคลุมพื้นที่ในทุกตารางนิ้วเพื่อการใช้งานอย่างลื่นไหลและไม่ติดขัดนั่นเอง

ปุ่มและพอร์ตต่างๆ

วิเคราะห์ตัวอุปกรณ์
TP-Link Archer C50 ออกแบบให้แตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างเห็นได้ชัด เริ่มตั้งแต่ตัวบอดี้มีสีขาว และมีความโค้งมัน โลโก้ด้านบนถูกปรับเป็นโลโก้ใหม่ พร้อมทั้งเสาสัญญาณแบบ 5dBi จำนวน 4 เสา มีไฟ LED แสดงสถานะการทำงานของระบบต่างๆ ให้เห็นได้ชัดเจน  ด้านหลังนั้นถือเป็นจุดศูนย์รวมของพอร์ตและปุ่มต่างๆ โดยไล่มาตั้งแต่

1. ช่องเสียบไฟ
2. ปุ่ม Power สำหรับเปิดปิดระบบ
3. ปุ่ม Reset เพื่อปรับเปลี่ยนไปเป็นค่าเริ่มแรก
4. ปุ่มเปิดปิดฟังก์ชัน Wi-Fi Protected Setup (WPS)
5. พอร์ต RJ45 สำหรับอินเทอร์เน็ต 1 พอร์ต, และพอร์ตอีเธอร์เน็ต 4 พอร์ต

รูปลักษณ์สวยงามเปลี่ยนโฉมใหม่

การติดตั้ง
การติดตั้งอุปกรณ์ TP-Link Archer C50 ทำได้อย่างง่ายดาย (อ่านคู่มือแค่ 1 นาที ก็ติดตั้งได้แล้ว)
1. ให้คุณปิดเราท์เตอร์ตัวหลักที่บ้านก่อน
2. เอาสาย LAN เชื่อมระหว่าง Archer C50 และเราท์เตอร์ที่บ้านเข้าด้วยกัน
3. เปิดเราท์เตอร์หลักที่บ้าน (รอสัก 2 นาที ให้เราท์เตอร์มันทำงาน) แล้วจากนั้นก็ค่อยเปิดตัว Archer C50
4. ทุกอย่างเป็นอันเรียบร้อย !!

หลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว คุณก็จะพบว่ามีสัญญาณ Wi-Fi ออกมาให้คุณเลือกจำนวนสองคลื่นความถี่ (SSID) ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้นที่ตั้งมาจากโรงงาน ชื่อว่า TP-Link_1955 (สำหรับคลื่น 2.4 GHz) และ TP-Link_1955_5G  (สำหรับเครื่องใดที่รองรับ 5GHz ก็จะเห็นคลื่นความถี่อันนี้) พร้อมพาสส์เวิร์ดมาให้ (พาสส์เวิร์ดแปะอยู่ใต้ตัวเครื่อง)

SSID ทั้งแบบ 2.4 และแบบ 5 GHz

การใช้งานและการคอนฟิกค่าต่างๆ
ในกรณีที่คุณต้องการเปลี่ยนแปลงของค่าต่างๆ ของตัวอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น ค่า SSID, เปลี่ยนพาสส์เวิร์ด, การทำ Guest Network หรือการตั้งค่า DHCP และอื่นๆ สามารถกระทำได้ 2 ทางด้วยกันคือ

วิธีที่ 1 : การคอนฟิกผ่านทางหน้าเว็บ URL
1. วิธีการนี้เป็นวิธีที่จำเป็นต้องใช้หน้าเว็บ URL เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเปิดหน้าเว็บบราวเซอร์ขึ้นมา แล้วพิมพ์ http://192.168.0.1  หรือจะพิมพ์เป็นตัวอักษร http://tplinkwifi.net  ซึ่งเป็นเป็นค่าเริ่มต้นของตัว Archer C50 จากนั้นให้ใส่ Username และ Password ซึ่งค่าปกติจะเป็น admin ทั้งคู่

2. มันจะขึ้นหน้า UI ต่างๆ มาให้เราที่จะคอนฟิกค่าต่างๆ ซึ่งด้านซ้ายมือนั้นจะเป็นเมนูในการคอนฟิกค่า โดยให้เราเลือกได้ว่าเราจะกำหนดอะไรบ้างเช่น ค่า Network, ค่า Wireless ทั้ง 2.4 และ 5 GHz (โดยเปลี่ยนได้ทั้งชื่อ SSID และพาสส์เวิร์ดของ SSID),  ค่า Guest Network, ค่า DHCP, การควบคุม Bandwidth เพื่อการใช้งาน, ฟีเจอร์ Parental Controls และอื่นๆ อีกมากมาย

หน้า UI เข้าใจง่าย

วิธีที่ 2 : การคอนฟิกผ่านทางแอพฯ  Tether
1. ให้คุณโหลด Application ที่ชื่อว่า TP-Link Tether ลงบนสมาร์ทโฟนเสียก่อน ผ่านทาง Play Store สำหรับ Android และ App Store  สำหรับ iOS
2. นำเครื่องสมาร์ทโฟนดังกล่าวเชื่อมโยง SSID ของ TP-Link
3. เปิดแอพฯ Tether ขึ้นมา จากนั้นก็เชื่อมโยงกับอุปกรณ์ TP-Link Archer C50 พร้อมใส่รหัสผ่านเริ่มต้นซึ่งก็คือ admin และพาสส์เวิร์ดก็ admin เช่นกัน (เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในภายหลัง)
4. ในหน้าถัดมานี้จะมีเมนูต่างๆ ให้เราตรวจสอบสถานะและทำการเปลี่ยนแปลงได้
5. คลิกที่เมนูคำว่า “เครื่องมือ” ก็จะพบเมนูย่อยๆ อีกมากมาย เช่น ระบบ Wireless, รหัสผ่าน, การเชื่อมอินเทอร์เน็ต, เครือข่าย Guest Network, ฟีเจอร์ Parental Controls ที่คล้ายๆ กับหน้า URL

คอนฟิกผ่าน แอพฯ Tether

ทดสอบประสิทธิภาพ
เมื่อเราได้ทำการปรับแต่งค่าต่างๆ เสร็จสิ้นตามความต้องการแล้ว ก็เริ่มมาทดสอบการใช้งานจริงกัน ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่ามันติดตั้งง่าย ผมใช้เวลาแค่ 5 นาที ก็ใช้สามารถใช้งานคลื่นสัญญาณ Wi-Fi จาก TP-Link Archer C50 ได้เรียบร้อยแล้ว เราใช้โปรแกรม Speed Test ทดสอบความเร็วระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อตรวจดูความสามารถในการรับส่งข้อมูล โดยเปรียบเทียบกันให้เห็น  ความเร็วอินเทอร์เน็ตหลักที่เราใช้อยู่นั้นจะเป็น 30Mbps / 5Mbps (DW/UP) ซึ่งจากผลลัพธ์ก็คือ เราท์เตอร์ตัวเดิมที่ใช้นั้น ทำสปีดได้ค่าดาวน์โหลดที่ 23.20 Mpbs  ส่วนขาอัพโหลดที่ 6.69 Mpbs ในขณะที่ Archer C50 ย่านความถี่ 2.4 GHz ขาดาวน์โหลดที่ 31.73 Mbps ส่วนขาอัพโหลดที่ 6.47 Mpbs และ ย่านความถี่ที่ 5 GHz ขาดาวน์โหลดที่ 35.10 Mbps ส่วนขาอัพโหลดที่ 6.83 Mpbs

ทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต

ทีนี้เราก็มาใช้โปรแกรม LAN Speed Test เวอร์ชัน 3.5 ในการทดสอบการใช้งานระหว่างเครือข่ายในองค์กร โดยทำการอัพและดาวน์โหลดไฟล์ ซึ่งเราเจนเนอเรตไฟล์ขนาดประมาณ 1 GB ขึ้นมา โดย Archer C50 ใช้เวลาในอัพโหลดไฟล์ประมาณ 191 วินาที (หรือประมาณ 3 นาที) ความเร็วที่ประมาณ 418 เมกะบิตต่อวินาที และดาวน์โหลดไฟล์ 135 วินาที (ประมาณ 2.2 นาที) และความเร็วที่ 592 เมกะบิตต่อวินาที

ทดสอบอัตราการโอนถ่ายไฟล์ในวง LAN

ซึ่งถือได้ว่าเป็นความเร็วที่อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจเป็นอย่างมากรวมทั้งการที่มี 4 เสา ทำให้สัญญาณค่อนข้างครอบคลุม โดยสัญญาณเต็มหลอดเลยทีเดียว (ดูภาพประกอบด้านล่าง)

สัญญาณครอบคลุมกว่า

บทสรุป
โดยส่วนตัวผมชอบ Archer C50 เป็นอย่าง ชอบประสิทธิภาพความเร็ว และสัญญาณที่ครอบคลุม ซึ่งเป็นปัญหามากเกี่ยวกับบ้านที่มีจำนวนห้องและชั้นต่างๆ มากมาย ซึ่งสัญญาณไวร์เลสส์จากอุปกรณ์ตัวเดิมไปไม่ถึง แต่ด้วยความที่ Archer C50 รุ่นใหม่ปรับเสามาเป็น 4 เสาและมีคุณสมบัติอย่างเช่น Power Amplifier (PA) ทำตัว Archer C50 ให้มีกำลังสูงขึ้น และวงจร Low Noise Amplifier (LNA) เป็นวงจรขยายสัญญาณและกำจัดสัญญาณรบกวน ซึ่งแก้ไขปัญหาได้ดีมากขึ้นด้วย  อีกทั้งฟีเจอร์ต่างๆ ที่มาพร้อมกับตัวอุปกรณ์ รวมถึงแอพฯ TP-Link Tether ที่ต้องบอกว่าใช้งานง่ายสุดๆ สามารถจัดการงานต่างๆ ได้รวดเร็ว ผ่านทาง UI ของแอพฯ ที่มีความเรียบง่าย ซึ่งหากใครต้องการอุปกรณ์ Wireless Router ที่มีประสิทธิภาพ TP-Link Archer C50 ไม่ทำให้คุณผิดหวัง ปัจจุบันราคา Archer C50 จำหน่ายที่ 1,590 บาท รับประกันแบบ Limited lifetime warranty

หมายเหตุ : โปรโมชันพิเศษ ซื้อสินค้าจากที่ไหนก็ได้ นำใบเสร็จและรูปถ่ายมาลงทะเบียนที่ Line @tplink ทางทีมงานจะจัดส่งอุปกรณ์รับสัญญาณ Wi-Fi มาตรฐาน AC รุ่น Archer T2U มูลค่า 690 บาทไปให้ฟรี !!

ท่านใดสนใจสามารถติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
www.tp-linkco.th , Line :@tplink , Facebook: www.facebook.com/TPLinkTH

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/8394

เดี๋ยวน่ะ !! ฮาร์ดไดร์ฟ ตัวแค่นี้เก็บข้อมูลได้ 14 เทราไบต์ !!

เวสเทิร์น ดิจิตอล เปิดตัวฮาร์ดไดร์ฟระดับองค์กรความจุ 14 เทราไบต์ ครั้งแรกของโลก มอบความสามารถในการเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ในระบบคลาวด์และไฮเปอร์สเกล

เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ปอเรชั่น ประกาศให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระบบคลาวด์และไฮเปอร์สเกล เพิ่มขีดความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลด้วยฮาร์ดไดร์ฟระดับองค์กรความจุ 14 เทราไบต์ ครั้งแรกของโลก โดดเด่นด้วยการใช้เทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลแบบชิงเกิ้ลแมกเนติกหรือเทคโนโลยีเอสเอ็มอาร์ (shringled magnetic recording: SMR) แบรนด์ HGST ภายใต้ชื่อ “อัลตราสตาร์ เอชเอส 14 (Ultrastar® Hs14)” ของเวสเทิร์น ดิจิตอล นั้นมอบความจุที่มากขึ้นกว่าร้อยละ 40 และประสิทธิภาพในการเขียนข้อมูลที่ต่อเนื่องมากกว่าสองเท่าของรุ่นก่อน ช่วยทำให้ประหยัดมากขึ้นและมีประสิทธิภาพในการจับข้อมูลที่มีปริมาณการเติบโตสูงและหลากหลาย

คุณสมบัติและข้อมูลจำเพาะของ ฮาร์ดไดร์ฟระดับองค์กร อัลตราสตาร์ เอชเอส 14TB
1.  เทคโนโลยีเฮลิโอซีล (HelioSeal Technology): เป็นเทคโนโลยีฮาร์ดไดร์ฟแบบฮีเลียมรุ่นที่สี่ของเวสเทิร์น ดิจิตอล ที่นำฮาร์ดไดรฟ์ความจุสูงสุดออกไปสู่ตลาดได้เร็วกว่าเทคโนโลยีของบริษัทคู่แข่ง

2.  เทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลแบบซิงเกิลแมกเนติก (SMR) ที่จัดการเครื่องแม่ข่าย (Host): การใช้การจัดเก็บข้อมูลระดับองค์กรรุ่นที่สองของการบันทึกข้อมูลแบบ SMR ที่จัดการเครื่องแม่ข่ายที่มอบความจุขนาด 14TB ด้วยประสิทธิภาพการทำงานที่แรงเต็มพลังและสม่ำเสมอ ฮาร์ดไดร์ฟแบบ SMR ที่จัดการเครื่องแม่ข่ายได้รับการออกแบบมาเพื่อสภาพแวดล้อมที่มีการเขียนข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และจะไม่สามารถใช้แทนไดรฟ์ระดับองค์กรที่มีความจุแบบดั้งเดิมได้

3.  เชื่อถือได้: อายุการใช้งานเฉลี่ย (Mean Time Between Failure หรือ MTBF) อยู่ที่ 2.5 ล้านชั่วโมง ซึ่งอยู่ในอันดับสูงที่สุดของกลุ่มอุตสาหกรรม

ที่มา : ข่าว PR, เวสเทิร์น ดิจิตอล

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/8251

กูเกิ้ลเปิดตัวลำโพงอัจฉริยะรุ่นจิ๋ว Home Mini ในราคาแค่ 50 เหรียญ

หลังจากเปิดตัวผลิตภัณฑ์ลำโพงอัจฉริยะมาตีตลาดแข่งกับรุ่นใหญ่ด้วยกันอย่างอเมซอนและแอปเปิ้ลแล้ว ล่าสุดกูเกิ้ลได้เปิดตัว Google Home Mini ในรูปลักษณ์แป้นวงกลมแบนขนาดเล็กที่ไม่มีหน้าจอ ขนาดเล็กกว่ารุ่นดั้งเดิม แถมราคาถูกเพียงแค่ 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ถูกกว่าครึ่งนึงของราคารุ่นใหญ่เสียอีก

Home Mini นี้มาในสามสีให้เลือกได้แก่ Coral, Chalk, และ Charcoal แม้จะไม่สามารถขับเสียงผ่านลำโพงได้ดังเท่ารุ่นแม่ แต่ก็มาพร้อมจุดขายเด่นๆ อย่างผู้ช่วยดิจิตอลที่ให้คุณส่งเสียงถามคำถามต่างๆ, โทรออก, กำหนดตารางนัดหมาย, ควบคุมอุปกรณ์อัจฉริยะอื่นๆ ภายในบ้าน, หรือแม้แต่เล่นเพลงตามคำสั่งได้เหมือนกัน

ถือเป็นการขึ้นสังเวียนต่อกรกับผลิตภัณฑ์คู่แข่งในกลุ่มราคาใกล้กันอย่าง Echo Dot ของ Amazon ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ซึ่งทั้งสองยักษ์ใหญ่นี้ต่างก็ตั้งความหวังให้ผู้ใช้ซื้อลำโพงถูกแสนถูกนี้ไปหลายๆ ตัวเพื่อตั้งในทุกตำแหน่งทั่วบ้าน ทั้งนี้ Home Mini พร้อมให้สั่งจองแล้ว และมีกำหนดจะวางจำหน่ายในร้านอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคมนี้

นอกจากนี้ กูเกิ้ลยังแพลนจะออกรุ่นใหญ่ระดับย่าทวดอย่าง Google Home Max ที่ให้เสียงที่ดังและคุณภาพจุใจยิ่งกว่านั้น โดยมีราคาสูงถึง 399 ดอลลาร์ฯ ภายในช่วงเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งแพงกว่าลำโพงของ Apple ที่จะออกมาเร็วๆ นี้เช่นกันอย่าง HomePod ที่ราคาเพียง 349 ดอลลาร์ฯ

ที่มา : https://www.bloomberg.com/news/articles/2017-10-04/google-introduces-50-home-mini-voice-speaker-in-crowded-market

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/8212

แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ ประกาศเปิดตัวชุดผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ SOLIDWORKS 2018

แดสสอล์ท ซิสเต็มส์ ประกาศเปิดตัวชุดผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ SOLIDWORKS 2018 ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นทางด้านวิศวกรรมและการออกแบบสามมิติเวอร์ชั่นล่าสุด SOLIDWORKS 2018 เป็นโซลูชั่นที่ครบวงจรตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงกระบวนการผลิตในโรงงาน

ช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถปรับปรุงแนวคิดในการสร้างและประกอบชิ้นส่วนและผลิตภัณฑ์ สามารถนำแนวคิดที่เป็นนวัตกรรมมาใช้ได้อย่างรวดเร็วเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดซึ่งในวันนี้เป็นเศรษฐกิจแบบเน้นการสร้างประสบการณ์การรับรู้ที่ดีแก่ผู้บริโภค (Experience Economy)

ด้วยความสามารถของแพลตฟอร์ม 3DEXPERIENCE ของแดสสอล์ทซิสเต็มส์ ทำให้ SOLIDWORKS 2018 สามารถรองรับการทำงานทางธุรกิจโดยเข้ามาช่วยเติมเต็มตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการกำหนดกลยุทธ์การผลิตภายในโรงงานด้วยโซลูชั่นที่ส่งเสริมการประสานงานกันเป็นหนึ่งเดียวระหว่างแผนกต่าง ๆ ตลอดทั้งกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น กระบวนการทำงานที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ทำให้สามารถยกระดับเป็นโรงงานอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) ได้ไม่ยาก – ผลจากข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงกันโดยไม่ขาดฃ่วงนี่เองทำให้ทีมงานทุก ๆ ทีมที่ร่วมในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถนำข้อมูลที่ต้องการมาใช้งานได้ทุกเวลา ทุกที่ ทุกฟอร์แมต (Format) โดยไม่ต้องเสียเวลาโยกย้ายหรือแปลงข้อมูลจากระบบหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่ง

“การออกแบบอุตสาหกรรมส่วนมากมักเกี่ยวข้องกับการประกอบหรือเชื่อมแม่พิมพ์ (Welding Plate) และชิ้นส่วนโลหะ (Sheet Metal) ให้เป็นชิ้นงาน ส่วนมากนิยมใช้เทคนิคการทำเดือยและช่องเสียบ (Tab and Slot Techniques) ด้วยการออกแบบก่อนแล้วจึงนำมาประกอบเอง (Self-fixturing)” Edson Gebo เจ้าของบริษัท Digital Details & Design กล่าวและเสริมต่อ “แต่ด้วยเทคนิคเดือยและช่องเสียบแนวใหม่ที่ใช้ซอฟต์แวร์จำลองแบบเสมือนจริงของ SOLIDWORKS 2018 ช่วยลดเวลาของเราลงเมื่อเทียบกับการที่จะต้องลองทำชิ้นส่วนเหล่านี้ขึ้นมาจริง ๆ แล้วลงมือประกอบเองทีละอัน คุณสมบัตินี้ช่วยเราออกแบบและผลิตชิ้นส่วนให้สำเร็จจนสามารถนำออกมาวางตลาดได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม”

 

ทุกวันนี้ตลาดมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น นอกจากนั้นความอยู่รอดของธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยความภักดีของผู้บริโภคที่เกิดจากประสบการณ์อันล้ำเลิศที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์มากกว่าแค่เพียงซื้อหรือใช้งานเท่านั้น แรงกดดันนี้ทำให้ธุรกิจล้วนต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาให้ได้ในทุก ๆ ส่วนของการดำเนินงานเพื่อที่จะเจริญเติบโตได้ต่อไป ทำให้โครงสร้างองค์กร กระบวนการทำงาน และเครื่องมือแบบเดิม ๆ ที่แยกกระบวนการออกแบบออกจากการผลิตในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นตัวการของปัญหายุ่งยากนานาประการ ซึ่งมักจะนำไปสู่ความผิดพลาดหรือส่งผลกระทบไปถึงการทำงานร่วมกัน กำหนดการ และงบประมาณขององค์กร

ด้วยการใช้ SOLIDWORKS 2018 ทีมงานสามารถทำงานไปพร้อม ๆ กันเพื่อความรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้นในการออกแบบผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนประกอบต่าง ๆ ตลอดจนทดสอบความถูกต้องในการทำงาน การผลิต จัดการข้อมูลและกระบวนการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทำกระบวนการผลิตให้ต่อเนื่องไหลรื่นแบบอัตโนมัติ และทดสอบผลิตภัณฑ์ในท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในการออกแบบหรือการผลิตสามารถจัดการได้รวดเร็วง่ายดาย ทำให้ทุกขั้นตอนมีความต่อเนื่องเป็นอัตโนมัติไปยังทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น Models, Programs, Drawings และการทำเอกสาร อันเป็นผลมาจากกระบวนการออกแบบที่ถูกสร้างสรรค์มาเนิ่นนานตั้งแต่เริ่มแรกของโซลูชั่นดังกล่าว ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีค่าคู่ควรกับอุตสาหกรรมการผลิตในทุกแขนง

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/8165

ซัมซุงเปิดตัว “ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 8” (Samsung Galaxy Note 8)

ซัมซุงเปิดตัว ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 8” (Samsung Galaxy Note 8) มิติใหม่แห่งสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงในซีรี่ย์โน้ตที่ดีที่สุดที่เคยมีมา ภายใต้แนวคิด Do Bigger Things” ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้ก้าวไกลกว่าที่ใจคิด โดยกาแลคซี่ โน้ต มาพร้อมปากกาอัจฉริยะ S Pen ที่ช่วยยกระดับการสื่อสารในแบบของตัวคุณเองได้ดียิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังพกพาขีดสุดแห่งเทคโนโลยีด้วยกล้องคู่ Dual Camera ที่ดีที่สุดบนสมาร์ทโฟนของซัมซุง สำหรับการเก็บทุกโมเม้นท์สำคัญอันน่าจดจำ

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/7732

[รีวิว] ยกระดับ Wi-Fi ภายในบ้านด้วย TP-Link Archer C2300

เทคโนโลยีเครือข่ายนั้น กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ทุกวันนี้ผู้ใช้ตามบ้านเกือบทุกคนที่ติดตั้งอินเทอร์เน็ตจากโอเปอเรเตอร์ จะได้รับเราเตอร์กระป๋องมาตัวหนึ่ง ซึ่งความสามารถของมันนั้น “ห่วยแตก” อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็น การส่งสัญญาณที่ติดขัด, สัญญาณส่งออกไม่ได้เมื่อเจอประตูห้องกั้นขวาง, หรือแค่ทำงานคนละชั้นเท่านั้นสัญญาณก็ ไปไม่ถึงเสียแล้ว

เราได้รับผลิตภัณฑ์ Gigabit Router มาตัวหนึ่งจากค่าย TP-Link ในรุ่น Archer C2300 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทรง พลังด้านระบบไร้สาย ออกมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาต่างๆ กับเราท์เตอร์รุ่นเก่าที่แถมมาฟรีกับโอเปอเรเตอร์ ให้ความเร็ว รวมทั้งสิ้น 2,225 เมกะบิต หรือเทียบเท่าประมาณ 2.3 กิกะบิตต่อวินาที่ ขจัดปัญหาของการโอนถ่ายข้อมูลไปอย่างสิ้นเชิงกับความเร็วที่น่าทึ่ง

วิเคราะห์ตัวอุปกรณ์
TP-Link Archer C2300 ออกแบบมาให้ดูมีเสน่ห์และขนาดกะทัดรัด ด้วยรูปทรงเหลี่ยมพร้อมลวดลายด้านบนที่นอกจากจะมีความสวยงามแล้วยังเป็นตัวระบายความร้อนในตัว พร้อมกับมีเสารับ-ส่งสัญญาณจำนวนสามเสา ที่ปรับระดับได้ตามต้องการ โดยอุปกรณ์ที่ให้มาก็มีตัว TP-Link Archer C2300, คู่มือติดตั้ง, อะแดปเตอร์, สายไฟ, เสาสัญญาณ โดยมีคุณสมบัติมากมาย

ปุ่ม, พอร์ต, และไฟ LED
TP-Link Archer C2300 มาพร้อมกับปุ่มต่างๆ พร้อมทั้งพอร์ตและไฟ LED แสดงสถานะ อันประกอบด้วย

1. ปุ่ม Power สำหรับเปิดปิดเครื่อง
2. ปุ่ม ปุ่มสำหรับใช้งานระบบ Wi-Fi Protected Setup (WPS) ซึ่งเป็นฟีเจอร์หนึ่งที่เอาไว้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก ที่รองรับ WPS เพื่อให้อุปกรณ์ทั้งคู่รู้จักกันในทันที
3. ปุ่ม Wi-Fi On/Off สำหรับเปิดปิดสัญญาณระบบ Wi-Fi
4. พอร์ต USB 2.0 และ USB 3.0 อย่างละ 1 พอร์ต
5. พอร์ต RJ45 สำหรับรับสัญญาณอินเทอร์เน็ต 1 พอร์ต และอีก 4 พอร์ตสำหรับต่อไปยังเครื่องอื่นๆ รองรับระบบ Gigabit Ethernet
6. ปุ่ม Reset เล็กๆ ใกล้ๆ กัน
7 ไฟ LED จะแสดงสถานะของระบบไม่ว่าจะเป็นสัญญาณแบบ 5 GHz, 2.4 GHz และสัญญาณ Internet เป็นต้น (คุณสามารถที่จะปิดไฟ LED ได้โดยมีปุ่มด้านบนตัวเครื่อง ทั้งนี้เพื่อช่วยให้เวลากลางคืนแสง LED จะได้ไม่รบกวนสายตาเวลานอน)

การติดตั้ง
การติดตั้งอุปกรณ์ TP-Link Archer C2300 ทำได้อย่างง่ายดาย (อ่านคู่มือแค่ 1 นาที ก็ติดตั้งได้แล้ว)

1. ให้คุณปิดเราท์เตอร์ตัวหลักที่บ้านก่อน (ที่แถมมากับค่ายโอเปอเรเตอร์นั่นแหล่ะ)
2. เอาสาย LAN เชื่อมระหว่าง Archer C2300 และเราท์เตอร์ที่บ้านเข้าด้วยกัน
3. เปิดเราท์เตอร์หลักที่บ้าน (รอสัก 2 นาที ให้เราท์เตอร์มันทำงาน) แล้วจากนั้นก็ค่อยเปิดตัว Archer C2300
4. ทุกอย่างเป็นอันเรียบร้อย !!

หลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว ในกรณีถ้าคุณอยากใช้งานเลยทันที !! คุณก็จะพบว่ามีสัญญาณ Wi-Fi ออกมาให้คุณเลือกจำนวนสองคลื่นความถี่ (SSID) ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้นที่ตั้งมาจากโรงงาน จะมีให้เลือกทั้งแบบ 2.4 GHz และ 5GHz (สำหรับเครื่องใดที่รองรับ 5GHz ก็จะเห็นคลื่นความถี่อันนี้) โดยค่า SSID เริ่มต้นที่ผมได้รับคือ TP-Link_26DC และมีพาสส์เวิร์ดตามในแผ่นคู่มือคือ 58893678 โดยคุณสามารถที่จะเปลี่ยนค่าต่างๆ ได้ตามต้องการในตอนที่คุณเข้าไปยังหน้าเว็บสำหรับบริหารจัดการ

การใช้งานและการคอนฟิกค่าต่างๆ
สำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและต้องการปรับแต่งค่าคอนฟิกูเรชั่นเพิ่มเติม เช่น เปลี่ยนค่า SSID, เปลี่ยนพาสส์เวิร์ด, กำหนดค่า IP, การตั้งค่า Security, การตั้งค่า Firewall, การทำ Guest Network, การตั้งค่า DHCP Server, การเซตค่า Wireless ฯลฯ ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยที่

1. เข้าไปที่ http://192.168.0.1 ซึ่งเป็นเป็นค่าเริ่มต้นของตัว Archer C2300 หรือจะผ่านทาง http://tplinkwifi.net ก็ทำได้เช่นกัน

2. ครั้งแรกของการใช้งานคุณต้องกำหนดพาสส์เวิร์ดสำหรับการเข้าใช้งานหน้าจัดการอันนี้ก่อน โดยผมเลือกเป็น 12345

3. ในแท็บ Quick Setup จะมีขั้นตอนให้คุณดูอย่างเข้าใจง่ายๆ เช่นการกำหนด Time Zone, กำหนดชนิดของการเชื่อมต่อ (ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นค่าเริ่มต้น) ให้คลิก Next ไป ถัดจากนั้นก็มาถึงหน้า Wireless Settings ซึ่งจุดนี้เองที่สามารถเปลี่ยนค่า SSID และพาสส์เวิร์ดตามต้องการก็ได้ แต่ผมไม่ได้เปลี่ยนค่าอะไรให้มันคงค่าเหมือนเดิมไว้จากนั้น ก็คลิก Next และมันจะสรุปค่าต่างๆ ที่เราตั้งมาให้เบื้องต้น แล้วจากนั้นกด Save เพียงแค่นี้คุณก็ใช้งานได้แล้ว

หน้า Quick Setup
หน้า Quick Setup

4. ตามมาดูในแท็บของ Basic และ Advanced กันบ้าง ในแท็บทั้งคู่นี้จะมีฟีเจอร์คล้ายๆ กัน หน้า Network, หน้า Wireless, หน้า USB Sharing, การเซต Parental Control สำหรับป้องกันการใช้งานเด็ก เป็นต้น ส่วนหน้า Advanced จะเพิ่มการเซตอัพค่าระดับสูงต่างๆ เพิ่มเข้ามาเช่น การทำ NAT Forwarding, การเซตค่า QoS, การเซตค่า Security ทั้ง Firewall และการป้องกัน DDoS แม้กระทั่งการจัดการ IPv6 ก็เช่นกัน

หน้า Basic

 

หน้า Advanced
หน้า Quick Setup : เมนู QoS

ทดสอบประสิทธิภาพ
เราได้ต่อเชื่อม TP-Link Archer C2300 เข้ากับเราท์เตอร์หลัก จากนั้นก็พบสัญญาณที่เต็มเปี่ยม เนื่องจากเสาสัญญาณมีถึง 3 เสา มาพร้อมกับเทคโนโลยีอย่างเช่น MU-MIMO ที่ให้ความเร็วกว่าเดิมถึง 3 เท่า เนื่องจากว่าเทคโนโลยีนี้จะส่งสัญญาณพร้อมๆ กันไปยังดีไวซ์ที่เข้ามาเชื่อมต่อ ซึ่งแตกต่างจากเราท์เตอร์ตัวเดิมที่จะส่งสัญญาณไปในลักษณะครั้งต่อครั้ง ทำให้เกิดความล่าช้าในกรณีที่มีอุปกรณ์มาเชื่อมต่อหลายๆ ตัว อีกทั้งยังมีตัว CPU ที่เป็นแบบ Dual-Core CPU ขนาด 1.8 GHz คอยประมวลผลให้เครื่อง ซึ่งทำให้ความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลเป็นไปได้อย่างรวดเร็วทันใจไม่ติดขัด

นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่ผมชอบอีกอย่างก็คือเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Range Boost ที่มันพิเศษตรงที่ตัว Archer C2300 ที่จะสามารถหาอุปกรณ์ที่มาต่อเชื่อมไม่ว่าจะเป็นมือถือ, โน้ตบุ๊ก, Tablet, Smart TV ได้ดีกว่า ไม่ว่าจะอยู่ต่างห้อง หรือบริเวณจุดอับสัญญาณ (ที่เราท์เตอร์หลักหาไม่พบ) ช่วยให้ทุกคนที่อยู่ตามห้องต่างๆ สามารถใช้งานสัญญาณ Wi-Fi ได้อย่างไม่ติดขัดเลย

แอพพลิเคชั่น Tether
TP-Link ได้ออกแอพพลิเคชั่นที่น่าสนใจชื่อว่า Tether มาให้ใช้งานผ่านทางสมาร์ทโฟนไม่ว่าจะเป็น iOS และ Android ซึ่งเพียงแค่ดาวน์โหลดลงมาและเข้าสู่หน้าบริหารจัดการผ่านทางยูสเซอร์เนมและพาสส์เวิร์ดที่สร้างไว้ตอนแรก โดยมีเครื่องมือขนาดย่อมให้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการปิดเปิดไฟ LED, การบล็อกการทำงานหรือการเปิดการใช้งานให้แก่อุปกรณ์ที่มาเชื่อมต่อ Wi-Fi, การกำหนดเวลา, ปิดเปิดเครื่อง และอื่นๆ เป็นต้น


บทสรุป
TP-Link Archer C2300 เป็นอุปกรณ์ Gigabit Router ที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเทคโนโลยี NitroQAM MU-MIMO, Range Boost และ CPU ขนาด 1.8 GHz ทำให้เราท์เตอร์รุ่นนี้สามารถสร้างความเร็วอย่างสูงสุดให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ที่มาต่อเชื่อม ได้โดยไม่ติดขัดและขยายสัญญาณไปยังห้องทำงานต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม ที่ให้ความเร็วเพิ่มมากขึ้นถึง 25% โดยอัตโนมัติเลยทีเดียว !!

นอกจากนั้นแล้วในกรณีที่คุณมีการใช้สตอเรจภายนอกอย่าง NAS เพื่อทำไฟล์แชร์ริ่ง ด้วยเทคโนโลยี Link Aggregation ที่มาพร้อมให้ ช่วยให้คุณสามารถเร่งความเร็วการส่งผ่านข้อมูล โดยผสานพอร์ต Ethernet ทั้งสองเข้าด้วยกัน สามารถเร่งอัตราการส่งข้อมูลได้สูงถึง 2 กิกะบิต ทำให้การรับส่งไฟล์ขนาดใหญ่หรือการใช้งานมัลติมีเดียเร็วขึ้นกว่าเราท์เตอร์รุ่นเก่าเกือบ 100% เมื่อเทียบคุณสมบัติและราคา ถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับเราท์เตอร์ขนาดกิกะบิตที่มีฟังก์ชันครบครันเช่นนี้ สำหรับปัจจุบัน TP-Link Archer C2300 วางจำหน่ายในราคา 5,900 บาท พร้อมการรับประกันแบบ Limited Lifetime Warranty

ท่านใดสนใจสามารถติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
www.tp-linkco.th , Line :@tplink , Facebook: www.facebook.com/TPLinkTH

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/7658