คลังเก็บป้ายกำกับ: PRODUCTS

Azure ประกาศฟีเจอร์ตรวจจับ Fileless Attack ด้วย Security Center เข้าสู่สถานะ GA แล้ว

Fileless Attack เป็นวิธีการโจมตีสมัยใหม่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเพราะช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงการตรวจจับของ Antivirus หรือกลไกการตรวจสอบแบบเดิมซึ่งตอนนี้ทาง Azure ได้พัฒนาความสามารถบน Security Center ให้ตรวจจับการโจมตีชนิดนี้ได้และได้ประกาศเป็นสถานะพร้อมใช้งานจริงแล้ว

credit : Azure.microsoft.com

Fileless Attack คือการที่คนร้าย inject payload ที่อันตรายไว้ในพื้นที่หน่วยความจำของโปรเซสที่ถูกแทรกแซง วีธีการตรวจจับคือจะมีการสแกนเครื่องตอน Runtime และดูข้อมูลภายในหน่วยความจำโดยตรงเพื่อค้นหาโค้ด Payload หรือ หลักฐานที่บ่งบอกถึงความเป็นอันตราย และด้วยการผนึกกำลังกับ Windows Defender ATP ด้วยแล้วจะทำให้การปกป้องผู้ใช้ทำได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น

ไอเดียก็คือปกติแล้วเมื่อคนร้ายเจาะเข้ามาได้จะฝัง Shellcode (ชิ้นส่วนคำสั่งเล็กๆ) เอาไว้เพื่อไปโหลด Payload อื่นมาเพิ่มเติมและด้วยกลไกการป้องกันบนหน่วยความจำที่ชื่อ Address Space Layout Randomization (ASLR) จึงทำให้ Shellcode ต้องเข้าไประบุตำแหน่งของฟังก์ชันตัว OS ที่ต้องการก่อนเพื่อใช้โหลด Payload และใช้งาน ซึ่งตัว Shellcode มักจะมีรูปแบบเช่น เข้าถึง Process Execution Block (PEB) และอื่นๆ ทาง Azure จึงใช้พฤติกรรมตรงนี้มาวิเคราะห์และทำการแจ้งเตือนให้เกิดขึ้นในความเป็นจริง (สามารถดูรูปการแจ้งเตือนได้ตามด้านล่าง) อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ให้มายังไม่สามารถฟันธงได้ 100% แต่ก็เป็นข้อมูลให้กับนักวิเคราะห์เพื่อนำใช้ประกอบกับ Log เช่น เวลาที่ระบบตรวจพบ เทียบกับเวลาที่มีผู้ใช้งานล็อกอินอยู่ขณะนั้นที่อาจนำไปสู่ข้อสรุปว่ามีผู้ใช้งานรายไหนถูกแทรกแซงไปบ้าง

credit : Azure.microsoft.com

from:https://www.techtalkthai.com/azure-detects-fileless-attack-is-now-ga/

Advertisements

Apple ประกาศปรับปรุงด้าน Privacy เปิดให้ผู้ใช้สามารถจัดการข้อมูลตัวเองได้

ในหน้า https://www.apple.com/privacy/ ได้ถูกปรับโฉมใหม่เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองได้ง่ายขึ้นซึ่งสอดคล้องกับฟีเจอร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยใหม่ของ iOS 12 และ macOS Mojave ที่เพิ่งออกมา โดยผู้ใช้งานสามารถเข้าไปทำสำเนาข้อมูลของตนเองที่ทาง Apple มีออกมาได้ รวมถึงยังได้ชี้แจงวิธีการปกป้องความเป็นส่วนตัวและร้องขอให้ลบข้อมูลได้ด้วย

Credit: ShutterStock.com

ในหน้าเว็บไซต์ยังได้มีการแสดงรายชื่อฟีเจอร์ที่ออกมาแล้วในผลิตภัณฑ์ที่ช่วยป้องกันความเป็นส่วนตัวด้วยซึ่งทาง Apple กล่าวว่า “เราเคยรับรองว่าข้อมูลส่วนตัวของคุณจะปลอดภัยนั่นเป็นเหตุผลที่เราจึงประดิษฐ์วิธีการป้องกันความเป็นส่วนตัวไว้บนอุปกรณ์ของคุณและทำไมเราถึงจัดหาเครื่องมือในฝั่งนักพัมนาด้วยนั่นก็เพื่อปกป้องข้อมูลของคุณนั่นแหละ” โดยการปรับปรุงหน้าเว็บมีรายละเอียดโดยสรุปดังนี้

  1. ผู้ใช้งาน Apple สามารถบริหารจัดการข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวได้ผ่านทางเครื่องมือที่เตรียมเอาไว้ เช่น ผู้ใช้สามารถทำสำเนาข้อมูลออกมา รวมถึงร้องขอให้แก้ไขข้อมูลและปิด Apple ID ชั่วคราว ไปจนถึงการลบบัญชีผู้ใช้และข้อมูลที่เชี่ยมโยงกับตัวบุคคลนั้นได้
  2. บอกถึงวิธีการแบบ ‘How-to’ ในการจัดการเรื่องความเป็นส่วนตัวของตนว่าต้องใช้เครื่องมืออะไร เช่น วิธีการเก็บรักษาอุปกรณ์ ข้อมูล และ Apple ID ให้มั่นคงปลอดภัยและการปกป้องตนเองจากการ Phishing
  3. Apple ยังได้เปิดเผยรายละเอียดถึงวิธีการที่บริษัทนำข้อมูลของผู้ใช้ออกไปใช้ด้วย รวมถึงมีฟอร์มการร้องขอข้อมูลจากองค์กร บุคคลหรือรัฐบาลต่างๆ พร้อมทั้งชี้แจงขอบเขตของข้อมูลที่จะอนุญาตไว้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตามตอนนี้บริการข้างต้นเปิดให้กับผู้ใช้จาก สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย แคนนาดา ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ และ สวิสเซอร์แลนด์เท่านั้น แต่คาดว่าในไม่กี่เดือนข้างหน้าจะขยายไปทวีปอื่นๆ ด้วย ถือเป็นข่าวดีและคงต้องขอบคุณกฏหมาย GDPR ที่ช่วยเร่งความกระตือรือล้นจากผู้ผลิตให้เกิดขึ้นมา ณ ที่นี้ด้วย

ที่มา : https://www.securityweek.com/apples-revamped-privacy-website-offers-users-access-their-data

from:https://www.techtalkthai.com/apple-provide-ways-to-protect-your-data-privacy/

แนะนำ Panda Dome Antivirus ป้องกันมัลแวร์พร้อม VPN ฟรี

Panda Security ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ Antivirus ชื่อดัง เปิดตัวบริการใหม่สำหรับปกป้องการทำธุรกรรมออนไลน์ของท่านขณะเล่นอินเทอร์เน็ตสาธารณะ โดยผสานรวมโซลูชัน Antivirus เข้าด้วยกันกับ VPN กลายเป็น Panda Dome Antivirus ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรี

การท่องอินเทอร์เน็ตสาธารณะหรือใช้ Wi-Fi ฟรีตามร้านอาหาร โรงแรม หรือสถานที่ต่างๆ ภายนอกบ้านของท่าน แม้จะสะดวกสบายและไม่มีค่าใช้จ่าย แต่อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นการอาจถูกดักฟังข้อมูล ขโมยรหัสผ่านหรือเลขบัตรเครดิต รวมไปถึงติดตามพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ต

Panda Dome Antivirus จึงได้ผสานรวมโซลูชัน Antivirus เข้าด้วยกันกับ Virtual Private Network (VPN) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาสำหรับให้การทำธุรกรรมออนไลน์ของท่านมีความมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างท่อเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ปลายทางและทำการเข้ารหัสข้อมูล ทำให้แฮ็กเกอร์และผู้ไม่ประสงค์ดีไม่สามารถติดตามการใช้ท่องอินเทอร์เน็ตของท่านได้ โดย Panda Dome Antivirus มีจุดเด่น ดังนี้

  • สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างมั่นคงปลอดภัยจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการเล่นโซเชียลมีเดีย ดูหนังออนไลน์ หรือเล่นเกม เป็นต้น
  • มี VPN Server กระจายอยู่ทั่วโลกซึ่งใช้โปรโตคอล VPN ที่มั่นคงปลอดภัยที่สุดในตลาด เพื่อให้เข้าถึงเว็บไซต์ได้ทุกที่อย่างรวดเร็วและไร้กังวัล
  • ปกป้องความเป็นส่วนบุคคลของคุณ ไม่ว่าจะเป็นตัวตนหรือข้อมูลขณะใช้อินเทอร์เน็ตสาธารณะ

ใช้งานได้ฟรี หรืออัปเกรดเป็นเวอร์ชัน Essential เพียง 290 บาทต่อเดือน

Panda Dome Antivirus มาพร้อมกับคุณสมบัติ Antivirus & Anti-spyware, USB Protection, Gaming/Multimedia Mode, Rescue Kit และ Free VPN ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดซอฟต์แวร์มาใช้งานได้ฟรีจากลิงค์ด้านล่าง หรืออัปเกรดเป็นเวอร์ชัน Essential เพื่อเพิ่มคุณสมบัติด้าน Personal Firewall, Wi-Fi Protection, Application Control และ Virtual Keyboard ได้ด้วยค่าบริการเพียง 590 บาทต่อเดือน โปรโมชันพิเศษ ลดเหลือ 290 บาทต่อเดือนเท่านั้น

ดาวน์โหลด Panda Dome Antivirus เวอร์ชันฟรีได้ที่ www.panda-thailand.com/free
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อทีมงาน support@panda-thailand.com หรือโทร 02-645-2301-4

from:https://www.techtalkthai.com/panda-dome-antivirus-with-free-vpn/

Huawei เปิดให้บริการ Public Cloud แล้วในไทย เป็นผู้ให้บริการระดับโลกรายแรกที่มาลงทุนใน EEC ที่ได้รับใบอนุญาตให้บริการคลาวด์จาก BOI

เมื่อเดือนกันยายน 2018 ที่ผ่านมา Huawei ได้ออกมาประกาศถึงการเปิดให้บริการ Public Cloud Data Center ในเมืองไทยอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งบริการดังกล่าวได้เปิดตัวให้ใช้งานได้ไปแล้วเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2018 ที่ผ่านมานี้ โดยบริการนี้จะมุ่งเน้นการตอบโจทย์ของภาคธุรกิจองค์กรและภาครัฐเป็นหลัก พร้อมทั้งรองรับการเติบโตจากนโยบาย EEC ของเมืองไทยด้วย

 

แถลงข่าวเปิดตัวบริการ Huawei Cloud ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

 

Credit: Huawei

 

ในงานแถลงข่าวเปิดตัวบริการ Huawei Cloud ในประเทศไทยครั้งนี้ ได้มีดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน มร. เจิ้ง เย่หลาย ประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจคลาวด์ของหัวเว่ย มร. เจมส์ อู๋ ประธานบริหาร หัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมร. โซเลอร์ ซุน หัวหน้ากลุ่มธุรกิจคลาวด์ ของหัวเว่ยประเทศไทยเข้าร่วมในงานแถลงข่าว ซึ่งนอกจากจะเป็นการเล่าถึงวิสัยทัศน์และเทคโนโลยีของ Huawei แล้ว ก็ยังเป็นการเล่าถึงความร่วมมือที่ Huawei มีกับภาครัฐในเมืองไทยอย่างใกล้ชิดไปด้วย

Huawei นั้นได้รับมอบใบอนุญาตในการดำเนินธุรกิจบริการ Cloud ในประเทศไทยจาก BOI โดย Data Center ของ Huawei นั้นผ่านการรับรองตามมาตรฐาน Tier 3+ โดยมีการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายของ Huawei ทั้งชิปที่ Huawei ทำการพัฒนาเอง, Server และ Storage ของ Huawei ไปจนถึงระบบเครือข่ายของ Huawei และ Software ต่างๆ ที่ Huawei ทำการพัฒนาขึ้นมาสำหรับโซลูชันทางด้าน Cloud โดยเฉพาะ

Cloud Data Center แห่งนี้ของ Huawei จะตั้งอยู่ภายใน Eastern Economic Corridor (EEC) ของประเทศไทย ทำให้ข้อมูลทั้งหมดนั้นยังถูกจัดเก็บอยู่ภายในประเทศไทยและเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถรองรับได้ทั้งการใช้งานจากภาคเอกชนและภาครัฐโดยไม่ต้องกังวลเรื่องข้อกำหนดใดๆ อีกทั้งยังรองรับ Application ได้หลากหลายรูปแบบจากการที่ไม่มีข้อจำกัดทางด้าน Bandwidth ด้วย

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Huawei Cloud ในประเทศไทยได้ที่ http://intl.huaweicloud.com/

 

Credit: Huawei

 

เปิดตัว Cloud Business Unit ในปี 2017 นำเข้าสู่ไทยทันทีในปี 2018 เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของ Huawei

หลายๆ คนนั้นอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับชื่อของบริการ Huawei Cloud มากนัก ทั้งนี้ก็เป็นเพราะ Huawei นั้นเพิ่งเริ่มจัดตั้ง Cloud Business Unit ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2017 ที่ผ่านมาเท่านั้น เพื่อเปิดให้บริการคลาวด์แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรต่างๆ แต่ด้วยความรวดเร็วในการปรับนำทรัพยากรและเทคโนโลยีที่ตนเองมาอยู่ มาผสานเข้ากับความต้องการของธุรกิจจีนและภาครัฐของจีน ก็ทำให้โซลูชันด้าน Cloud ของ Huawei เองมีความสามารถที่หลากหลาย พร้อมจะตอบโจทย์ธุรกิจขนาดใหญ่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของโซลูชันด้าน Artificial Intelligence (AI), Internet of Things (IoT) และ Smart City ที่ถือเป็นโซลูชันหลักเลยทีเดียว

Huawei เองนั้นมองว่า Cloud เป็นเทคโนโลยีที่จะมีบทบาทสำคัญต่อภาคธุรกิจมานานแล้ว ทำให้ทาง Huawei ได้มีการลงทุนในการเข้าไปร่วมพัฒนาโครงการ Open Source ชื่อดังอย่าง OpenStack มาอย่างต่อเนื่องและกลายเป็น Contributor อันดับต้นๆ ของโครงการ อีกทั้งโซลูชันด้านระบบ Private Cloud ของ Huawei เองก็ยังใช้เทคโนโลยีของ OpenStack เป็นหลัก เพื่อให้เหล่าองค์กรได้ใช้งานเทคโนโลยีที่มีความเป็นมาตรฐาน พร้อมก้าวไปสู่การต่อยอดเป็น Hybrid Cloud ได้อย่างง่ายดาย และแน่นอนว่าในบริการ Public Cloud ครั้งนี้ก็ได้มีการนำ OpenStack มาใช้ภายในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้วยเช่นกัน

การนำบริการดังกล่าวมาสู่ประเทศไทยทันทีภายในปี 2018 นี้ถือว่าเป็นก้าวการขยายบริการ Cloud ที่รวดเร็วไม่น้อยทีเดียว และทำให้ Huawei เองก็กลายเป็นผู้ผลิตโซลูชัน IT ระดับโลกรายแรกที่มาลงทุนเปิดบริการ Cloud ในไทยด้วยตัวเอง สาเหตุหลักๆ นี้ก็เป็นเพราะ Huawei มองว่าประเทศไทยนั้นเป็นฐานที่มั่นสำคัญของ Huawei ในการรุกไปสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด อีกทั้งประเทศไทยเองก็ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับ Huawei มาโดยตลอดทั้งในมุมของการทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชน ดังนั้นเมื่อประเทศไทยได้แถลงถึงนโยบาย EEC ทาง Huawei เองก็ไม่รอช้าที่จะกลายมาเป็นผู้ให้บริการทางด้านเทคโนโลยีแก่เหล่าธุรกิจอุตสาหกรรมที่กำลังมองหาช่องทางการเติบโต

ทั้งนี้ในอนาคตเองก็มีความเป็นไปได้ที่ Huawei จะพัฒนาบริการต่างๆ ขึ้นมาสำหรับตอบโจทย์ธุรกิจในเมืองไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากหนึ่งในกลยุทธ์ของ Huawei นั้นก็คือ gLocal ซึ่งก็คือการที่ Huawei จะนำเทคโนโลยีของตนเองมาปรับใช้ให้เหมาะกับการตอบโจทย์ในแต่ละประเทศหรือแต่ละภูมิภาคให้แตกต่างกันไป ไม่ได้ยึดติดว่าบริการ Cloud ทั้งหมดของตนเองจะต้องเหมือนกันในทุกพื้นที่ทั้งหมดเสมอไป

นอกเหนือไปจากประเทศไทยแล้ว Huawei เองก็ยังได้มีการขยายบริการ Cloud ไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกอีกมากมาย เพื่อตอบรับต่อกระแสของการทำ Digital Transformation ครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

 

Credit: Huawei

 

เดินหน้าพร้อมให้บริการ Cloud อย่างหลากหลาย ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและภาครัฐทุกระดับ

ประเด็นที่น่าสนใจคือบริการ Cloud ของ Huawei ที่นำมาเปิดในไทยครั้งนี้ไม่ได้มีแต่บริการพื้นฐานอย่าง Infrastructure-as-a-Service หรือ IaaS เท่านั้น แต่ยังนำบริการอื่นๆ อีกมากมายเข้ามาด้วยเพื่อให้ Huawei Cloud สามารถนำเสนอโซลูชันภาพใหญ่ได้อย่างครบครัน ทั้งการทำ IoT ในขนาดใหญ่อย่างเช่น Smart City, การทำ Big Data Analytics บน Cloud รวมไปถึงการให้บริการด้าน AI สำหรับธุรกิจหรือหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ให้สามารถสร้าง AI สำหรับตอบโจทย์เฉพาะทางในเมืองไทยได้ โดยมีพลังประมวลผลที่มากพอทั้งสำหรับการ Train และการทำ Inferrence

นอกจากในแง่มุมของเทคโนโลยีแล้ว สิ่งที่ Huawei ยังจะนำมาสู่ประเทศไทยด้วยนั้นก็คือโซลูชันต่างๆ ที่เคยประสบความสำเร็จในการทำ Digital Transformation ทั้งในระดับภาครัฐและภาคเอกชนของจีน เพื่อนำมาปรับใช้กับภาครัฐและเอกชนของไทยด้วย ซึ่งประเด็นนี้ก็จะครอบคลุมทั้งเรื่องราวของเทคโนโลยี, การสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐ, การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร และแง่คิดในมุมต่างๆ จากเหล่าผู้บริหารระดับสูงในการตัดสินใจ ทำให้ประเทศไทยสามารถถอดบทเรียนการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้จากจีนได้โดยตรง

โดยรวมแล้ว บริการ Cloud ของ Huawei ในประเทศไทยจะครอบคลุมบริการย่อยและโซลูชันต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • Elastic Cloud Service (ECS) บริการ Cloud Server สำหรับให้เช่าใช้งาน
  • Dedicated Cloud (DeC) บริการ Cloud ในรูปแบบที่มีการจัด Virtual Resource Pool มาให้ใช้งาน สำหรับธุรกิจที่มีความต้องการด้าน Data Security
  • Bare Metal Server (BMS) บริการ Cloud ในรูปแบบที่เช่าใช้ Hardware ทั้งชุดเพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพสูงและมั่นใจด้าน Data Security มากยิ่งขึ้น
  • SAP Cloud Huawei Cloud รองรับการติดตั้งใช้งานโซลูชันของ SAP ได้ในตัว
  • Auto Scaling (AS) ความสามารถในการเพิ่มลดทรัพยากรที่ใช้ในระบบ Cloud ได้โดยอัตโนมัติเพื่อให้บริการต่างๆ ของธุรกิจสามารถรับ Workload ปริมาณที่หลากหลายได้ในค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า ลด Downtime ของระบบลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Image Management Service (IMS) ระบบบริหารจัดการ Template สำหรับ Deploy เครื่องลงไปยัง ECS และ DeC
  • Elasitc Volume Service (EVS) บริการ Persistent Block Storage เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับ ECS และ DeC ได้ด้วยประสิทธิภาพและความทนทานในระดับที่สูง
  • Volume Backup Service (VBS) บริการสำรองข้อมูลและกู้คืนข้อมูลสำหรับ EVS
  • Object Storage Service (OBS) บริการ Object Storage ที่เก็บข้อมูลด้วยความทนทานระดับ 99.999999999% และเข้าถึงข้อมูลได้ผ่าน REST API
  • Virtual Private Cloud (VPC) ใช้บริการ Cloud ที่มีระบบเครือข่ายภายในแยกขาดจากระบบอื่นๆ ได้ ทำให้สามารถเชื่อมต่อ VM ภายในได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
  • Elastic Load Balance (ELB) บริการ Traffic Load Balancer กระจาย Traffic ไปยัง ECS หลายเครื่องเพื่อเสริมความทนทานให้กับระบบ
  • Direct Connect บริการเชื่มอต่อเครือข่ายแบบ Dedicated Network ความเร็วสูงและปลอดภัยเพื่อเชื่อมต่อ Data Center เข้ากับ VPC ได้โดยตรง
  • Virtual Private Network (VPN) บริการเชื่อมต่อ Data Center เข้ากับ VPC ผ่านเทคโนโลยี VPN อย่างปลอดภัย
  • Anti-DDoS บริการป้องกันการโจมตีแบบ DDoS ในระดับ Application Layer
  • Key Management Service (KMS) บริการปกป้องกุญแจเข้ารหัสด้วย Hardware Security Module (HSM)
  • Cloud Eye ระบบ Monitoring สำหรับตรวจสอบบริการต่างๆ ที่ใช้งานบน Cloud
  • Identity and Access Management (IAM) บริการสำหรับควบคุมการยืนยันตัวตนและกำหนดสิทธิ์ของผู้ใช้งานที่จะมาบริหารจัดการะบบ Cloud
  • Cloud Trace Service (CTS) บริการบันทึกข้อมูลเหตุการณ์และการกระทำทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนบริการ Cloud เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้วิเคราะห์เชิง Security, Compliance, Optimzation และ Troubleshooting ได้ตามต้องการ
  • Simple Message Notification (SMN) บริการสำหรับส่งข้อความไปยัง Email Address, เบอรโทรศัพท์, HTTP/HTTPS URL และ Application ต่างๆ เพื่อใช้ในการแจ้งเตือนได้อย่างง่ายดาย

ผู้ที่สนใจอยากเริ่มต้นใช้งาน Huawei Cloud สามารถทำการลงทะเบียนได้ที่ https://console-intl.huaweicloud.com/registerui/public/custom/register.html#/register ทันที

 

ติดต่อทีมงาน Huawei ได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจในโซลูชันด้านระบบ Cloud ของ Huawei สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอทดสอบระบบได้ทันทีที่โทร 02 095 8199 ต่อ 8788 หรืออีเมล cloudthailand@huawei.com

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-opens-public-cloud-data-center-in-thailand/

รวมคลิปย้อนหลังงาน NUTANIX .NEXT 2018

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาทาง Nutanix ผู้นำตลาดด้าน Hyperconverged ได้จัดงานสัมนา .NEXT 2018 ขึ้นที่ Paragon Cineplex ซี่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมอย่างล้นหลาม โดยสำหรับใครที่พลาดงานไปก็ไม่ต้องเสียใจเพราะวันนี้เราได้รวบรวมเอาคลิปในงานย้อนหลังมาให้ติดตามกันอีกครั้งครับ

คุณ Thawipong Anotaisinthawee , ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ Nutanix

Freedom to Choose and Journey to Enterprise Cloud โดย​ Chris Kozup – SVP Global Marketing, Nutanix

Platform for Success & The new enterprise cloud OS​ โดย​ Sunil Potti – Chief Product & Development Officer

Data Center Switch สำหรับระบบ​ HCI​ และ​ Storage​ ครับ​ด้วย​ Mellanox 

Citrix Digital Workspace Make the Future of Work Possible โดย​ Citrix Thailand

IBM Nutanix Hyperconverged System Premier Platform Data intensive & Cognitive Enterprise Workload

Lenovo Nutanix HX Series โดย​ Lenovo Thailand

Hyperconverged Backup Solution โดย​ Exagrid

Secure information in connected world จาก Trend Micro

Rubrik the innovative backup recovery solution for Hyperconverged

VEEAM availability for Nutanix AHV

Backup Software for Nutanix โดย​ HYCU

Veritas 360 Data Management



from:https://www.techtalkthai.com/rerun-clips-nutanix-next-2018/

Azure เปิดทดลองแพลตฟอร์ม ‘Digital Twins’ สนับสนุนผู้ใช้งาน IoT

Azure ได้เปิดทดลองใช้แพลต์ฟอร์มใหม่ที่ชื่อ ‘Digital Twins‘ (คอนเซปต์ที่แสดง Virtual เป็นตัวแทนของ Physical ไม่ว่าจะเป็น สถานที่ คน กระบวนการ ระบบ อุปกรณ์ หรื่ออื่นๆ) เพื่ออำนวยความสะดวกให้สามารถบริหารจัดการและเห็นภาพรวมของอุปกรณ์ นอกจากนี้เมื่อรวมกับบริการอื่นๆ จาก Azure จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน IoT ได้ในที่เดียว

credit : azure.microsoft.com

 

Digital Twins มีฟีเจอร์หลักดังนี้

  • Spatial intelligence graph คือสามารถแสดงสภาพแวดล้อมเชิงกายภาพเป็น Virtual ได้ สามารถดูตัวอย่างได้ตามรูปด้านบนซึ่งจะเห็นได้ว่าภาพจะบอกถึงความสัมพันธ์ของอุปกรณ์ว่าอยู่บริเวณไหน มีอะไรบ้าง ใครสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้บ้าง ทำให้เราสามารถไล่ดูรายละเอียดได้ง่ายขึ้น
  • Twin object models คือทาง Azure ได้มีรูปแบบหรือโปรโตคอลเบื้องต้นมาให้ระดับหนึ่งแล้วสำหรับการใช้งานในโดเมนต่างๆ และสามารถปรับปรุงเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับการใช้งานได้ด้วย
  • Data isolation via multi and nested tenancy capability คือผู้ใช้สามารถสร้างโซลูชันที่รองรับการขยายตัวและมีความมั่นคงปลอดภัยเพราะสามารถทำการ Replicate ข้อมูลออกไป Tenant อื่นหรือได้ด้วยฟีเจอร์ที่รองรับการทำ Nested-tenancy และ Multi-tenancy
  • Access Control และ Azure Active Directory เนื่องจาก Azure มี AD และ Role-based access control (RBAC) อยู่แล้วเพื่อช่วยกำหนดเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยต่อ คน หรือ อุปกรณ์ ให้เป็นไปตามข้อบังคับหรือนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัย
  • Advanced Compute คือ ผู้ใช้สามารถกำหนดฟังก์ชันเพื่อสร้างการแจ้งเตือนตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การใช้ IoT ในห้องประชุมคือเมื่อมีการเปิดพรีเซ็นต์ PowerPoint ก็ให้ห้องทำการลดไฟหรือเพิ่มไฟตามความเหมาะสมเองได้ พอทุกคนออกไปหมดไฟก็ปิดเอง เป็นต้น
  • ต่อยอดกับบริการอื่นๆ ได้ คือทาง Azure มีบริการที่สนับสนุน IoT มารองรับอยู่แล้ว เช่น Analytics, AI, Storage, Maps, Dynamics 365, Office 365 โดยสามารถดูภาพรวมว่า Digital Twin รวมกับบริการอื่นของ Azure ได้อย่างไรตามด้านล่าง
credit : azure.microsoft.com

ผู้สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ตามลิงก์วีดีโอด้านล่างหรือ Quick Start 

https://channel9.msdn.com/Shows/Internet-of-Things-Show/Azure-Digital-Twins-Introduction

ที่มา : https://azure.microsoft.com/en-us/blog/announcing-the-public-preview-of-azure-digital-twins/

from:https://www.techtalkthai.com/azure-open-digital-twins-in-preview-support-iot-user/

Chrome 70 ออกแล้ว! เพิ่มทางเลือกการลงชื่อเข้าใช้บราวน์เซอร์และแก้ไขช่องโหว่หลายรายการ

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาทาง Google ได้ปล่อย Chrome 70.0.3538.67 ออกมาให้ผู้ใช้งานได้อัปเกรดกันแล้วซึ่งได้มีการแพตช์แก้ไขช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยกว่า 23 รายการ พร้อมทั้งยังได้อัปเดตทางเลือกในการลงชื่อเข้าใช้บราวน์เซอร์ซึ่งเวอร์ชันก่อนหน้าได้ทำการลงชื่อเข้าใช้อัตโนมัติให้กับผู้ใช้งานที่ลงชื่อเข้าใช้บริการของ Google ทีี่ทำให้เกิดความกังวลเรื่อง Privacy ตามมา

การอัปเดต Chrome เวอร์ชันล่าสุดมีดังนี้

  • แพตช์แก้ไขช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยจำนวน 23 รายการ โดยช่องโหว่มีหลายประเภท เช่น Remote Code Execution, Heap Buffer Overflow, URL Sproofing, Use-after-free, Memory Corruption, Creoss-origin URL Disclosure, Security UI Sandbox Escape และอื่นๆ
  • รองรับโปรโตคอล TLS 1.3
  • เพิ่มช่องทางในการเลือกการลงชื่อเข้าใช้บราวน์เซอร์คือเวอร์ชันก่อนหน้านี้ Chrome ได้ทำการลงชื่อเข้าใช้อัตโนมัติให้กับผู้ใช้งานที่ลงชื่อเข้าใช้บริการของ Google ซึ่งในเวอร์ชัน 70 ผู้ใช้สามารถเข้าไปปิดการเชื่อมโยงของบราวน์เซอร์และหน้าเว็บได้ตามรูปด้านบนที่ Setting->Advanced -> Allow Chrome sign-in (ต้องล็อกเอ้าต์บัญชีตัวเองก่อนถึงจะใช้ได้ครับ)
  • รองรับ AV1 Video decoder ที่มีคุณภาพการบีบอัดสูงกว่า VP9 Codec ราว 30%
  • อัปเดต API ให้นักพัฒนาสามารถใช้งาน  touch-based authentication กับเซนเซอร์ลายนิ้วมือบน macOS และ Android ได้
  • ปรับปรุงระบบ AppCache ในการเก็บเว็บไซต์และข้อมูลผู้ใช้แบบ Local ใหม่ซึ่งทำให้เว็บไซต์จะสามารถเรียกข้อมูลจาก Cache เมื่อใช้โปรโตคอล HTTPS มาเท่านั้น

ที่มา : https://www.securityweek.com/chrome-70-updates-sign-options-patches-23-flaws และ https://betanews.com/2018/10/17/chrome-70-introduces-more-control-over-security-features/

from:https://www.techtalkthai.com/chrome-70-has-been-released/