คลังเก็บป้ายกำกับ: PRODUCTS

Microsoft ออกรายงาน Security Intelligence Report สำหรับประเทศไทย

Microsoft ออกรายงาน Security Intelligence Report ฉบับที่ 21 ซึ่งเป็นรายงานผลการวิเคราะห์ภาพรวมของภัยคุกคามในประเทศไทยตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2016 ไม่ว่าจะเป็น การเจาะระบบ ช่องโหว่ หรือมัลแวร์ โดยรวบรวมข้อมูลจาก ISP cและคอมพิวเตอร์กว่า 600 ล้านเครื่องทั่วโลก ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานได้ฟรี

สรุปเนื้อหาในรายงานที่น่าสนใจมีดังนี้

  • ผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows ในไทยมีอัตราการพบมัลแวร์ (Encounter Rate) มากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกประมาณ 1.5 – 2 เท่า ในขณะที่มีอัตราการคลีนมัลแวร์โดยเครื่องมือ MSRT ของ Microsoft (CCM) สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกประมาณ 2 – 3 เท่า นั่นหมายความว่า ประเทศไทยมีโอกาสถูกโจมตีและติดมัลแวร์สูงกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

  • ประเภทของมัลแวร์ที่พบมากที่สุดในประเทศไทย คือ Trojan (24.6%) ตามมาด้วย Worm (7.1%) และ Virus (4.3%)

  • ตารางด้านล่างแสดง 10 อันดับมัลแวร์ที่พบมากที่สุดในประเทศไทย โดยอันดับ 1 คือ Win32/Lodbak ซึ่งเป็น Trojan ที่มักจะมาพร้อมกับ Win32/Ganarue ซึ่งเป็นมัลแวร์อันดับที่ 2 โดยมีเป้าหมายเพื่อขโมยข้อมูลสำคัญบนเครื่องคอมพิวเตอร์ออกไปให้แฮ็คเกอร์ผ่านทาง C&C Server

  • ประเทศไทยมีอัตราการใช้ซอฟต์แวร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยที่อัปเดตล่าสุดประมาณ 84% เทียบกับทั่วโลกที่ประมาณ 88%
  • ในส่วนของเว็บไซต์อันตราย พบว่าประเทศไทยมีอัตราการถูกโจมตีแบบ Drive-by Download และมีเว็บไซต์ที่แฝงมัลแวร์มากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกประมาณ 1.2 – 2 เท่า แต่เว็บ Phishing มีจำนวนน้อยกว่า

ดาวน์โหลดเอกสาร Microsoft Security Intelligence Report [PDF]

from:https://www.techtalkthai.com/microsoft-sir-thailand-volume-21/

Advertisements

เตือน Ransomware ใหม่บน macOS ไม่ปลดรหัสให้หลังจ่ายค่าไถ่

ESET ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ Antimalware ชื่อดัง ออกมาแจ้งเตือนถึง Ransomware ตัวใหม่ พุ่งเป้าผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ macOS โดยปลอมตัวเป็นโปรแกรมสำหรับแคร็กซอฟต์แวร์ต่างๆ ที่แย่คือ ต่อให้เหยื่อจ่ายค่าไถ่ก็ไม่สามารถปลดล็อกข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสได้

Ransomware บนระบบปฏิบัติการ macOS นับว่าหาได้ยากมาก ทางนักวิจัยของ ESET ตั้งชื่อให้ Ransomware นี้ว่า OSX/Filecoder.E ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็น Ransowmare สายพันธุ์ที่ 2 ที่พุ่งเป้าผู้ใช้ macOS โดยเฉพาะ หลังจากที่ค้นพบ KeRanger Ransomware เมื่อต้นปีก่อน

OSX/Filecoder.E Ransomware ปลอมตัวมาในรูปของโปรแกรมสำหรับใช้แคร็กซอฟต์แวร์ชื่อดังต่างๆ เช่น Adobe Premier Pro CC และ Microsoft Office for Mac โดยแพร่กระจายตัวผ่านทาง Bittorrent จากการตรวจสอบพบว่ามัลแวร์นี้ถูกเขียนด้วยภาษา Swift ของ Apple แต่คาดว่านักพัฒนายังไม่ค่อยมีประสบการณ์มากนัก เนื่องจากพบข้อผิดพลาดหลายประมาณในตัวโปรแกรมเอง

โปรแกรมแคร็กนี้ไม่มีการเซ็นชื่อด้วย Certificate ของนักพัฒนาที่ออกโดย Apple ทำให้การติดตั้งโปรแกรมทำได้ค่อนข้างยากบนระบบปฏิบัติ macOS เวอร์ชันใหม่ๆ เนื่องจากผู้ใช้จะต้องแก้ไขการตั้งค่าด้านความมั่นคงปลอดภัยเบื้องต้นก่อน จึงจะลงโปรแกรมได้

ปัญหาใหญ่ที่เกิดจาก Ransowmare นี้คือ ถ้าถูกติดตั้งลงบนเครื่องแล้ว มัลแวร์จะสร้างกุญแจสำหรับเข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดมา 1 ดอก แล้วเก็บไว้ในรูปไฟล์ ZIP ที่เข้ารหัส อย่างไรก็ตาม ไม่พบว่ามัลแวร์นี้มีการติดต่อกับ C&C Server ของแฮ็คเกอร์แต่อย่างใด นั่นหมายความว่ากุญแจการเข้ารหัสนี้จะไม่ถูกส่งออกไปให้แฮ็คเกอร์ รวมไปถึงต่อให้เหยื่อปฏิบัติตามขั้นตอนการจ่ายค่าไถ่ของแฮ็คเกอร์ เหยื่อก็จะไม่ได้รับกุญแจสำหรับปลดรหัสกลับคืนมา

“การสุ่มรหัสผ่านของไฟล์ ZIP ถูกสร้างขึ้นมาโดยใช้ arc4random_uniform ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นตัวสุ่มตัวเลขที่มั่นคงปลอดภัยตัวหนึ่ง … ส่วนกุญแจเข้ารหัสเองก็ยาวเกินไปที่จะทำการ Brute Force สำเร็จภายในระยะเวลาที่จำกัด” — นักวิจัยจาก ESET ระบุใน Blog

ESET ได้ติดตาม Bitcoin Wallet ที่แฮ็คเกอร์ใช้ แต่ไม่พบว่าบัญชีมีการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด ส่วนอีเมลสำหรับติดต่อกับแฮ็คเกอร์ก็ไม่พบว่าสามารถใช้ติดต่อได้ด้วยเช่นกัน

รายละเอียดเพิ่มเติม: http://www.welivesecurity.com/2017/02/22/new-crypto-ransomware-hits-macos/

ที่มา: http://www.networkworld.com/article/3173146/security/new-macos-ransomware-spotted-in-the-wild.html

from:https://www.techtalkthai.com/new-macos-ransomware-in-the-wild/

ซื้อมาขายไป Broadcom รวมกิจการ Brocade เสร็จเมื่อไหร่ พร้อมขาย Ruckus ออกทันที

Broadcom บริษัทผู้ผลิตชิปอิเล็กทรอนิกส์ชื่อดัง ระบุ เตรียมขายธุรกิจ Ruckus Wireless ให้ Arris ด้วยมูลค่า $800 ล้าน หรือประมาณ 28,000 ล้านบาท หลังจากที่ควบรวมกิจการกับ Brocade เป็นที่เรียบร้อย


Credit: Rawpixel.com/ShutterStock

Ruckus Wireless เป็นผู้ให้บริการระบบเครือข่ายไร้สายชั้นนำของโลก ถูก Brocade เข้าซื้อกิจการไปเมื่อเดือนเมษายน 2016 ที่ผ่านมา ด้วยมูลค่า $1,500 ล้าน (ประมาณ 53,000 ล้านบาท) โดยมีจุดประสงค์เพื่อขยายโซลูชันเครือข่ายให้ครอบคลุมทั้งในส่วน Wired และ Wireless

แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือน Broadcom ก็ประกาศแผนซื้อกิจการของ Brocade โดยมีเป้าหมายที่ Fibre Channel Storage ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้แก่ Ruckus Wireless และ ICX Switch ทาง Broadcom เตรียมขายให้กับบริษัทอื่นที่สนใจ ซึ่งผู้ที่เข้ามาซื้อก็คือ Arris International ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์วิดีโอและบรอดแบนด์ชื่อดัง เจ้าของผลิตภัณฑ์ Cable Modem และ Set-top Box ที่มาพร้อมกับระบบ Wi-Fi ในตัว

การซื้อขาย Ruckus Wireless นี้คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณ 1 เดือนหลังจากที่ Broadcom ควบกิจการ Brocade เป็นที่เรียบร้อย หรือก็คือประมาณสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ โดย Ruckus Wireless และ ICX จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Arris และยังคงนำทีมโดย Dan Rabinovitsj COO ของ Ruckus Wireless คนปัจจุบัน

ที่มา: http://www.networkworld.com/article/3173286/wi-fi/brocades-ruckus-wi-fi-business-finds-a-buyer.html

from:https://www.techtalkthai.com/broadcom-unload-ruckus-after-taking-over-brocade/

Cisco เปิดตัว NGFW ซีรี่ย์ FirePOWER 2100 พร้อมสถาปัตยกรรมแบบใหม่

Cisco ผู้ให้บริการโซลูชันระบบเครือข่ายและ Data Center แบบครบวงจร เปิดตัว Next-generation Firewall ซีรี่ย์ใหม่ล่าสุด คือ FirePOWER 2100 ที่เป็น Firewall แบบ Threat-focused ซึ่งเน้นการตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ รวมไปถึงออกแบบสถาปัตยกรรม CPU แบบใหม่ที่ช่วยขจัดปัญหาคอขวดเมื่อเปิดใช้ฟังก์ชันด้านความมั่นคงปลอดภัยแบบจัดเต็ม

NGFW แบบ Threat-focused

Cisco Threat-focused NGFW เป็น Firewall ที่ถูกแบบมาเพื่อเน้นการป้องกันภัยคุกคามทั้งแบบ Known และ Unknown โดยรวมโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยทั้งหมดไว้ในเครื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติด้าน Visibility ระบบป้องกันภัยคุกคามระดับสูง ระบบ Threat Intelligence หรือแม้แต่คุณสมบัติ Retrospective Security จาก Cisco AMP ซึ่งช่วยให้ผู้ดูแลระบบไม่จำเป็นต้องคอยดูแลและบริหารจัดการอุปกรณ์หลายๆ เครื่องอีกต่อไป

สถาปัตยกรรม CPU แบบ Dual Multicore CPU ใหม่ล่าสุด

Cisco ได้พัฒนาสถาปัตกรรม CPU แบบใหม่ คือ Dual Multicore CPU เพื่อขจัดปัญหาคอขวดเมื่อเปิดฟังก์ชันด้านการป้องกันภัยคุกคามระดับสูง รวมไปถึงปรับแต่งซอฟต์แวร์ให้การทำงานของ Firewall การเข้ารหัสข้อมูล และการตรวจจับภัยคุกคามประเภทต่างๆ สามารถแสดงประสิทธิภาพออกมาได้ถึงขีดสุด

“จากการทดสอบเบื้องต้น เราพบว่าเมื่อเปิดใช้ฟังก์ชันตรวจจับภัยคุกคาม SSL Decryption และฟังก์ชันด้านความมั่นคงปลอดภัยอื่นๆ จะส่งผลกระทบต่อ Firewall Throughput เพียงเล็กน้อยเท่านั้น อันที่จริง เมื่อเปิดใช้งาน IPS เป็นเต็มอัตรา จะพบว่า Throughput ลดลงจากเดิมเพียงแค่ประมาณ 1% เท่านั้น ต่างจากผลิตภัณฑ์ยี่ห้ออื่นที่ปกติจะลดลงมากกว่า 50%” — David C. Stuart ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ความมั่นคงปลอดภัยระบบเครือข่ายของ Cisco ระบุใน Blog

รองรับ Throughput สูงสุด 8.5 Gbps สำหรับบริษัทขนาดกลางและสำนักงานสาขา

Cisco FirePOWER 2100 Series เปิดตัวมาด้วยกันทั้งหมด 4 รุ่น โดยมี Throughput เริ่มต้นที่ 1.9 Gbps ไปจนถึง 8.5 Gbps และสามารถรองรับการเชื่อมต่อแบบ 1 GbE ได้สูงสุด 24 พอร์ต หรือ 10 GbE จำนวน 16 พอร์ต ในขณะที่อุปกรณ์มีขนาดเพียง 1 RU เท่านั้น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ได้ที่: http://www.cisco.com/c/en/us/products/security/firepower-2100-series/index.html

ที่มา: http://www.cisco.com/c/en/us/products/security/firepower-2100-series/index.html

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-releases-firepower-2100-series-ngfw/

[PR] ไมโครซอฟท์ชี้แนวทางหนุนสถาบันการเงินไทย พลิกโฉมสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลด้วยนวัตกรรมคลาวด์และบล็อกเชน

กรุงเทพฯ 21 กุมภาพันธ์ 2560 – ในกลุ่มธุรกิจการเงินนั้น บ่อยครั้งที่เทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความทันสมัย ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากนวัตกรรมคลาวด์ คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และบล็อกเชน (Blockchain) ที่สามารถขับเคลื่อนเพื่อการปฎิรูปธุรกิจสู่ยุคดิจิทัล นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในวงกว้าง ส่งผลต่อกลุ่มธุรกิจนี้อย่างชัดเจน

ในโอกาสนี้ ไมโครซอฟท์จึงเดินหน้าเผยแนวทางสนับสนุนสถาบันการเงินไทยให้ก้าวสู่โลกดิจิทัลได้อย่างเต็มตัว โดยเริ่มจากการเปิดตัวคู่มือปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือธนาคารไทยและสถาบันการเงินให้มีการจัดการกับปัญหาการจัดซื้อ การประเมินและข้อกำหนดด้านการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีคลาวด์ คู่มือของไมโครซอฟท์จะทำให้ธนาคารไทยและผู้บริหารฝ่ายการเงินทราบถึงข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อข้อกำหนดที่จำเป็น รวมถึงแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อสถาบันการเงินกำลังพิจารณาระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง คู่มือที่มีชื่อว่า “Navigation Your Way to the Cloud” สร้างขึ้นสำหรับธนาคารไทยและผู้บริหารฝ่ายการเงิน และได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากคู่มือก่อนๆ ของไมโครซอฟท์ที่ใช้เผยแพร่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมถึงออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์

คู่มือของไมโครซอฟท์พัฒนาขึ้นโดยมีพื้นฐานอยู่บนข้อกำหนดใหม่ของประเทศไทยที่ออกมาเมื่อไม่นานมานี้ และในเดือนที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับปรุงคู่มือการใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอกด้านงานเทคโนโลยีสารสนเทศให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของธปท. สำหรับสถาบันการเงิน

คู่มือฉบับใหม่ของธปท. แสดงให้เห็นว่าสถาบันการเงินจำเป็นต้องก้าวให้ทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน คู่มือของธปท. ตอกย้ำว่าสถาบันการเงินสามารถใช้บริการคลาวด์ คอมพิวติ้ง ได้ในหลายกรณีด้วยกัน ซึ่งรวมถึงบริการคลาวด์แบบสาธารณะ บริการทางการเงินที่พบได้ทั่วไปตามสาขาธนาคาร หรือแม้แต่ศูนย์ข้อมูลและเครือข่าย

“สถาบันการเงินหลายแห่งยอมรับว่าคลาวด์เป็นเครื่องมือที่สถาบันการเงินควรนำมาใช้ แต่ทั้งนี้ต้องผ่านมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและข้อกำหนดด้านการกำกับดูแลก่อนที่จะดำเนินการขั้นตอนสำคัญ ด้วยเหตุนี้ ไมโครซอฟท์จึงได้พัฒนาบริการช่วยเหลือเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ให้บริการทางการเงินแต่ละราย เช่น บริการ Financial Services Compliance Program ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้สถาบันการเงินสามารถเปลี่ยนไปใช้บริการระบบคลาวด์ของไมโครซอฟท์ในขณะที่ยังคงตอบสนองข้อกำหนดที่เข้มงวดของหน่วยงานที่กำกับดูแลระบบนิเวศของผู้ให้บริการทางการเงิน” นายแอนดูว์ คุก ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านกฎหมาย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น บริษัทไมโครซอฟท์ กล่าว

“คู่มือ Navigating Your Way to the Cloud ออกแบบมาเพื่อเป็นแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้จริงสำหรับสถาบันการเงินไทยในการพิจารณาเปลี่ยนมาใช้บริการคลาวด์ ทั้งนี้ไมโครซอฟท์ชื่นชมการตัดสินใจของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมบริการทางการเงินของไทยในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วบนระบบคลาวด์ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุมัติให้ใช้บริการคลาวด์แบบสาธารณะได้ เป็นการเปิดทางให้สถาบันการเงินได้รับประโยชน์จากบริการคลาวด์ในการบริหารความเสี่ยงและข้อกำหนดด้านการกำกับดูแลได้อย่างเหมาะสม” นายคุก กล่าว

นอกเหนือไปจากการเปิดตัวคู่มือเพื่อคลาวด์สาธารณะในประเทศไทยแล้ว ไมโครซอฟท์ยังจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยจัดงานบล็อกเชน แฮกเฟส (Blockchain Hackfest) ขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 22 – 24 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งจะทำให้ธนาคารได้ทราบถึงประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาเสริมประสิทธิภาพในภาคการเงิน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้เกิดกับลูกค้า เป็นกำลังให้กับพนักงาน ช่วยบริหารความเสี่ยงและท้ายที่สุดคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการเพื่อตอบโจทย์ได้อย่างแท้จริง โดยมีผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคร่วมแบ่งปันแนวทางการปฏิบัติและกรณีศึกษา

หัวใจสำคัญของการปฎิรูปธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลคือ คลาวด์ คอมพิวติ้ง ซึ่งปัจจุบันร้อยละ 80 ของธนาคารขนาดใหญ่ทั่วโลกต่างเลือกใช้บริการคลาวด์ของไมโครซอฟท์ ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ประกาศจัดงานบล็อกเชน แฮกเฟส (Blockchain Hackfest) โดยร่วมกับบริษัทดิจิทัล เวนเจอร์ส และพันธมิตรด้านบล็อกเชน คือบริษัท คอนเซ็นซิส เพื่อส่งเสริมการใช้งานโซลูชั่นโดยเฉพาะสู่ภาคการเงินบนระบบคลาวด์ของไมโครซอฟท์และพันธมิตร

ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัวแนวทางสนับสนุนสถาบันการเงินดังกล่าวนี้

from:https://www.techtalkthai.com/pr-microsoft-digital-age-cloud-and-blockchain/

ตลาด Cloud เดือด! ยอดขาย Cloud ของ IBM ปี 2016 โต 35% สูสีกับ AWS แล้ว

IBM ได้ออกมาเปิดเผยถึงยอดขายบริการ Cloud ในปี 2016 ที่เติบโตขึ้นถึง 35% จนมีมูลค่ารวม 13,700 ล้านเหรียญ หรือราวๆ 479,500 ล้านบาท สูสีกับยักษ์ใหญ่ในบริการ Cloud อย่าง Amazon Web Services (AWS) แล้ว

หลังจากที่ IBM ตัดสินใจปรับทิศทางธุรกิจสู่บริการ Cloud อย่างเต็มตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการกลุ่ม Software-as-a-Service (SaaS) ในที่สุดวันนี้้บริการ IBM Cloud นั้นก็เติบโตขึ้นจนถึงมูลค่า 13,700 ล้านเหรียญต่อปี หรือราวๆ 479,500 ล้านบาทในปี 2016 ที่ผ่านมาทั้งปี และทำให้ธุรกิจ Cloud ของ IBM นี้มีส่วนแบ่งรายรับถึง 17% ของธุรกิจทั้งหมดแล้ว

หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งรายใหญ่อย่าง AWS แล้วนั้น AWS มียอดขายอยู่ที่ราวๆ 12,200 ล้านเหรียญหรือราวๆ 427,000 ล้านบาทเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา และมี Run Rate ต่อปีอยู่ที่ 14,000 ล้านเหรียญ เรียกได้ว่าหากเทียบกับ IBM แล้วก็ถือว่า IBM เองก็กำลังไล่ตามมาติดๆ เลยทีเดียว แต่หากลงรายละเอียดลึกๆ แล้วบริการ Cloud ของทั้งสองเองก็ยังแตกต่างกันค่อนข้างมาก

และหากการเปรียบเทียบครั้งนี้นำ Microsoft เข้ามาอยู่ในภาพด้วยก็จะยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีก เพราะบริการ Cloud ของ Microsoft เองนั้นก็เติบโตถึง 93% ในส่วนของ Microsoft Azure เมื่อไตรมาสล่าสุดที่ผ่านมา และธุรกิจ Cloud ของ Microsoft เองนั้นก็มี Run Rate เกินกว่า 10,000 ล้านเหรียญมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2016 แล้ว แต่แน่นอนว่าบริการ Cloud ของ Microsoft เองนี้ก็มีส่วนที่ยังไม่ได้นับอย่าง Microsoft Office 365 และบริการ Cloud อื่นๆ ด้วยเช่นกัน

(สำหรับการเปรียบเทียบบริการ Cloud ฉบับเต็มๆ เดี๋ยวทางทีมงาน TechTalkThai ขอเวลารวบรวมข้อมูลแล้วจะมาเขียนให้ได้อ่านกันอีกครั้งนะครับ เพราะมีรายละเอียดค่อนข้างมากทั้งประเภทบริการ, การนับปีงบประมาณ และอื่นๆ แต่ภาพรวมๆ ที่ Vendor นำเสนอที่หาได้ตามข่าวก็มีเนื้อหาประมาณนี้ครับ)

อย่างไรก็ดี ธุรกิจอื่นของ IBM อย่าง Hardware และ Operating Systems นั้นก็หดตัวลง 12.5% ในปี 2016 ที่ผ่านมา ซึ่งก็ถือว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้องของ IBM แล้วในการผลักดันตลาดทางด้าน Cloud ขึ้นมาแทน

ถือเป็นข่าวที่น่าสนใจไม่น้อย กับผู้ผลิตแต่ละรายที่เริ่มพัฒนา Cloud ขึ้นมาแข่งขันกันอย่างจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลานี้ครับ

 

ที่มา: https://www.thestreet.com/story/13959949/1/ibm-s-fourth-quarter-results-beat-expectations-but-stock-falls-after-hours.htmlhttp://www.geekwire.com/2017/cloud-report-card-amazon-web-services-12b-juggernaut-microsoft-google-gaining/ , http://venturebeat.com/2017/01/26/microsoft-reports-26-1-billion-in-q2-2017-revenue-azure-up-93-but-phone-down-81-and-surface-down-2/

from:https://www.techtalkthai.com/ibm-cloud-grows-35-percent-in-2016/

แนะนำบริการ CAT data center และมาตรฐานการให้บริการ Trusted Site Infrastructure (TSI) Level 3

หนึ่งในปัจจัยที่เหล่าองค์กรควรจะต้องคำนึงถึง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนสร้าง Data Center ภายในองค์กร หรือการเช่าใช้ Data Center ภายนอกเพื่อใช้งานนั้้นก็คือมาตรฐานของ Data Center ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจว่า Data Center นั้นๆ มีความน่าเชื่อถือและมีความปลอดภัยต่อการให้บริการ ซึ่งในบทความนี้เราจะกล่าวถึงมาตรฐาน Trusted Site Infrastructure (TSI) และกรณีศึกษาจากบริการ CAT data center ทีผ่านมาตรฐาน TSI Level 3 เพื่อก้าวสู่การเป็น No.1 Trustable Data Center Provider แห่งประเทศไทย

 

Trusted Site Infrastructure (TSI) มาตรฐาน Data Center จากสถาบัน TÜViT แห่งประเทศเยอรมนี

TÜViT คือหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ในการประเมินและมอบใบรับรองให้กับผลิตภัณฑ์ทางด้าน IT, กระบวนการต่างๆ เกี่ยวกับระบบ IT และ IT Infrastructure ที่ได้รับการตรวจสอบแล้วว่ามีคุณภาพและความปลอดภัยตรงตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อลดความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการใช้งานจริงได้โดยเฉพาะ ทำให้องค์กรต่างๆ สามารถเชื่อมั่นได้ว่าผลิตภัณฑ์หรือระบบ IT ที่ได้รับมาตรฐานเหล่านี้จะมีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือในประเด็นต่างๆ ตามที่ระบุเอาไว้ในมาตรฐาน โดยผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TÜViT ได้ทันทีที่ https://www.tuvit.de/en/index.htm

 

ส่วน Trusted Site Infrastructure หรือ TSI นั้น คือมาตรฐานสำหรับการตรวจวัด Data Center ในแง่มุมของ ความพร้อมใช้งาน (Availability) และ ความปลอดภัย (Security) เป็นหลัก เพื่อให้มั่นใจได้ว่า Data Center นั้นมีความปลอดภัยและทนทานภายใต้การตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center เช่น สิ่งแวดล้อมภายนอก, โครงสร้างอาคาร, ระบบป้องกันเพลิงไหม้, ระบบไฟฟ้า, การเดินสาย, ระบบระบายอากาศ, แผนการดำเนินงาน และการจัดการด้านเอกสารต่างๆ ให้มีความโปร่งใสและครบถ้วนนั่นเอง ซึ่ง มาตรฐาน TSI นี้ก็แบ่งออกเป็น 4 Level ด้วยกัน โดยผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ https://www.tuvit.de/cps/rde/xbcr/SID-EF4E91D9-F1ACBF4D/tuevit_en/trusted-site-infrastructure-english.pdf ทันที

 

กว่าอาคาร CAT data center Nonthaburi 2 จะผ่านมาตรฐาน TSI Level 3 มาได้นั้น ต้องผ่านการตรวจสอบอะไรบ้าง?

TSI Level 3 นั้นถูกระบุเอาไว้ว่าเป็นมาตรฐานระดับ High Security Requirement โดยเริ่มตั้งแต่การเลือกสถานที่ตั้ง Data Center ,การออกแบบส่วนประกอบที่สำคัญภายใน Data Center ให้มีการทำ Redundancy เพื่อไม่ให้เกิด Single Point of Failure, มีระบบการป้องกันเพลิงไหม้ รวมไปถึงยังต้องมีแผนในการจัดการดูแลรักษา Data Center ในยามที่เกิดเหตุต่างๆ ด้วย ซึ่ง CAT ได้ทุ่มงบประมาณเพื่อสร้างอาคาร CAT data center Nonthaburi 2 ไปกว่า 500 ล้านบาท ให้ตรงตามมาตรฐานและผ่านการประเมินในระดับ TSI Level3 ถือเป็นผู้ให้บริการรายแรกของอาเซียนที่ผ่านการรับรองมาตรฐานนี้ โดยมีรายละเอียดในด้านต่าง ๆ ดังนี้.-

  • Environmentมีสภาพแวดล้อมโดยรอบอาคารปลอดภัยจากความเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม, แผ่นดินไหว หรือเหตุระเบิดต่างๆ โดย CAT data center Nonthaburi 2 นี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอาคารสำหรับให้บริการ Data Center โดยเฉพาะ และอยู่ห่างจากท่อแก๊ส, โรงงาน หรือแหล่งเก็บสารที่เสี่ยงต่อการระเบิดเกินกว่าระยะ 250 เมตร พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรอบอาคารตลอด 24 ชั่วโมง
  • Constructionมีการออกแบบอาคารและเลือกใช้วัสดุก่อสร้างโดยคำนึงถึงการป้องกันการบุกรุกได้ โดยการใช้ประตูชนิดพิเศษสำหรับป้องกันการบุกรุกโดยเฉพาะ, การพยายามหลีกเลี่ยงไม่มีหน้าต่างที่คนอาจปีนเข้าออกได้ รวมถึงไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรอื่นมาใช้งานอาคารนี้ร่วมกัน ในขณะที่พื้นของ Data Center เองนั้นก็สามารถรองรับน้ำหนักได้มากถึง 1000 กิโลกรัมต่อตารางเมตรเลยทีเดียว
  • Powerมีการออกแบบระบบไฟฟ้าให้ทำงานแบบ Redundant ได้อย่างครบวงจร พร้อมระบบ UPS แบบ 2N รองรับการจ่ายไฟฟ้าสำรองได้ 15 นาที และ Power Generator รองรับในกรณีที่ระบบไฟฟ้าเกิดการขัดข้องได้นานถึง 48 ชั่วโมง จากน้ำมันปริมาณ 20,000 ลิตร
  • Cooling and Ventilationระบบระบายอากาศทั้งหมดทำงานแบบ N+1 Redundant ร่วมกัน พร้อมทั้งสามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นภายใน Data Center ได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถตรวจจับน้ำรั่วซึมตามจุดต่างๆ ได้อีกด้วย
  • Security Systemภายในและภายนอกอาคารมีการติดตั้งระบบ Access Control แบบ Three-factor Authentication ที่ต้องใช้ Access Card, Password และ Finger Scan ในการตรวจสอบสิทธิ์ของเจ้าหน้าที่ และยังมีระบบ Mantrap สำหรับคอยควบคุมให้มีผู้คนเข้าออกแต่ละพื้นที่ได้ทีละ 1 คนเท่านั้นเพื่อป้องกันการลักลอบเข้าออกพื้นที่ต่างๆ พร้อม CCTV ที่สามารถดูย้อนหลังได้ถึง 30 วัน พร้อมเจ้าหน้าที่สำหรับคอยดูแลรักษาความปลอดภัยให้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • Fire Protection and Suppression Systemมีการออกแบบระบบป้องกันอัคคีภัยในแต่ละพื้นที่ให้สามารถแจ้งเตือนได้เมื่อเกิดเหตุ โดยเลือกใช้ระบบ VESDA ที่ดูดอากาศเข้าไปทำการวิเคราะห์หาควันอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถตรวจจับเหตุอัคคีภัยได้รวดเร็วยิ่งกว่าเทคโนโลยี Smoke Detection ทั่วไป และมีการใช้สารดับเพลิงที่ไม่เป็นอันตรายต่ออุปกรณ์ IT ภายใน Data Center รวมถึงผนังและประตูยังมีคุณสมบัติในการทนไฟได้นานถึง 2 ชั่วโมง สามารถป้องกันการลุกลามไปยังห้องข้างเคียงได้โดยไม่ทำให้อุณภูมิในห้องข้างเคียงสูงขึ้น
  • Network and Connectivityมีการออกแบบระบบเครือข่ายให้ทำงานแบบ Redundant เสริมความทนทานในชั้นของการเชื่อมต่อเครือข่ายเพิ่มเติม และเชื่อมต่อกับ Internet Gateway 2 แห่ง ได้แก่ นนทบุรี และบางรัก
  • Operation and Maintenanceมีการติดตั้งระบบ Building Automation System (BAS) เพื่อติดตามการทำงานของระบบต่างๆ ภายในอาคาร รวมถึงมีกระบวนการในการบำรุงรักษาระบบต่างๆ ภายในอาคารอย่างต่อเนื่อง และมีเจ้าหน้าที่ประจำ Network Operations Center (NOC) ตลอด 24 ชั่วโมง

 

จะเห็นได้ว่า CAT data center Nonthaburi 2 นี้ถูกออกแบบและสร้างขึ้นมาโดยคำนึงถึงประเด็นต่างๆ แล้วอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งยังเสริมเทคโนโลยีและกระบวนการต่างๆ เข้าไปเพื่อให้การบริหารจัดการและการดูแลรักษา Data Center นี้เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน เพื่อให้การให้บริการแก่ลูกค้าแต่ละรายนั้นเป็นไปได้อย่างมั่นคงและน่าเชื่อถือนั่นเอง

 

CAT data center Nonthaburi 2 พร้อมให้บริการทุกองค์กรและธุรกิจ IT ไทยแล้ว


Credit: CAT

 

ภายใน CAT data center มีบริการต่างๆ มากมายให้องค์กรและธุรกิจต่างๆ เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็น

  1. บริการ Server Co-Location ในการรับฝาก Server ของลูกค้า
    • มีระบบรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย (Firewall)
    • ศูนย์สำรองข้อมูล (Disaster Recovery)
    • การทำ Facility Management
    • Internet Service Provider (ISP)
  2. Carrier Data Center เป็นบริการที่ให้ผู้ใช้บริการ Server Co-Location สามารถเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการ Internet Service Provider (ISP) รายอื่น ๆ ได้
  3. บริการ Temp Office บริการสำนักงานให้เช่าชั่วคราวพร้อมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ สำนักงาน

 

นอกจากนี้หากองค์กรหรือธุรกิจใดๆ ต้องการติดตั้งระบบภายใน Data Center หลากหลายแห่งในระยะที่ห่างกันเพื่อรองรับการทำ Disaster Recovery (DR) ตามมาตรฐานต่างๆ ทาง CAT เองนั้นก็ยังมีบริการ Data Center อื่นๆ ทั่วประเทศรวมกันทั้งสิ้นถึง 8 แห่ง ได้แก่ บางรัก, นนทบุรี 1, นนทบุรี 2, ศรีราชา, ภูเก็ต, ขอนแก่น, สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ให้เลือกใช้ได้ตามต้องการ

 

สนใจติดต่อทีมงาน CAT data centerได้ทันที

สำหรับผู้ที่สนใจเช่าใช้บริการจาก Data Center ของ CAT สามารถติดต่อทีมงาน CAT data center ได้ทันทีที่โทร 1322 หรือเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ทันทีที่ http://www.idc.cattelecom.com/

from:https://www.techtalkthai.com/introduce-cat-data-center-with-trusted-site-infrastructure-tsi-level-3/