คลังเก็บป้ายกำกับ: PRODUCTS

F5 ออก Advanced Web Application Firewall เสริมพลังป้องกันภัยคุกคาม

F5 หนึ่งใน Leader ผลิตภัณฑ์ด้าน Web Application Firewall โดยการจัดอันดับของ Gartner ได้ออกโซลูชันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ เช่น Proactive Botnet Defense, DataSafe, Behavioral DoS เพื่อการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ  พร้อมกันนี้ยังสามารถเลือกการติดตั้งใช้งานได้อย่างยืดหยุ่นอีกด้วย

ความสามารถที่ F5 เสนอในโซลูชันใหม่นี้คือ

  • Proactive Bot Protection – ช่วยป้องกันการโจมตีแบบอัตโนมัติที่เกิดจาก Bot ต่อกับแอปพลิเคชันที่ระดับ L7 เช่น Web Scraping และ Brute-force Attack
  • DataSafe – ปกป้องข้อมูลด้วยการเข้ารหัสในขณะที่ข้อมูลยังอยู่ใน Browser ซึ่งการเข้ารหัสที่ระดับแอปพลิเคชันนี้จะช่วยป้องกันมัลแวร์และ Keylogger ได้ รวมถึงข้อมูลที่รั่วไหลออกไปจะไม่สามารถถูกนำไปใช้งานได้
  • Behavioral Dos – ป้องกันการโจมตีแบบ DDoS แบบอัตโนมัติโดยการวิเคราะห์พฤติกรรมของทราฟฟิค​ด้วย Machine Learning และวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งเมื่อติดตามสถานภาพของเซิร์ฟเวอร์และโหลดการใช้งาน ความผิดปกติ (ประสิทธิภาพการทำงานช้าลงหรือทราฟฟิคพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว) ไปอย่างต่อเนื่องจะทำให้สามารถตรวจจับการโจมตีได้แม่นยำขึ้นและสามารถบรรเทาการโจมตีได้

การติดตั้งใช้งานสามารถทำได้อย่างยืดหยุ่นไม่ว่าจะเป็นฮาร์ดแวร์ หรือ ซอฟต์แวร์เสมือน (Virtual Edition) ไปติดตั้งได้ตามความต้องการ นอกจากนี้ Public Cloud ก็สามารถรองรับการใช้งานของ AWS, Azure หรือ Google Cloud ได้ อีกทางเลือกหนึ่งคือ F5 Silverline WAF หรือคือ WAF Service บน Cloud ของ F5 เองซึ่งข้อดีก็คือมีผู้เชี่ยวชาญของ F5 ในทีม SOC ช่วยดูแลเรื่อง Policy ให้ ดังนั้นผู้ใช้งานต้องตั้งค่าพื้นฐานเพียง 3 ขั้นตอนเท่านั้น ไอเดียคือความง่ายและทราฟฟิคการใช้งานก็จะวิ่งไปหา WAF บน Cloud เพื่อคัดกรองแล้วก็จะส่งกลับมาหาแอปพลิเคชันนั้นเอง

Advance WAF ยังตอบโจทย์ด้านค่าใช้จ่ายได้หลากหลาย เช่น License ซื้อขาด, Subscription, Billing แบบ Cloud และ Datacenter รวมถึงแบบ per-Application (F5 มองว่าด้วยการมาถึงของเทคโนโลยี Cloud ทำให้การพัฒนาซอฟต์แวร์สมัยใหม่มีความ Agile มากขึ้นและแบ่งแยกเป็นส่วนออกจากกันโดย Virtual เช่น Microservices ประโยชน์คือเมื่อ Fail ก็แก้ปัญหาแยกกันลดทั้งคนและความยุ่งยาก ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาจึงเกิดเป็นโมเดลนี้) ผู้สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ตาม Datasheet หรือ https://f5.com/products/security/advanced-waf

ที่มา : https://f5.com/about-us/news/press-releases/f5-launches-advanced-waf-for-multi-cloud-app-security 

from:https://www.techtalkthai.com/f5-releases-advanced-web-application-firewall-enhance-many-feature-encounter-new-threats/

Advertisements

FireEye ออกโซลูชันใหม่และเพิ่มความสามารถช่วยป้องกัน APT

FireEye ผู้ให้บริการโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยได้ประกาศออกโซลูชันและความสามารถใหม่ผ่านบล็อกของบริษัท ประกอบด้วย SmartVision เพื่อตรวจจับทราฟฟิคอันตรายที่อยู่ภายในองค์กร เสริมพลัง Email Security โดย Deep Learning และ การผนวกผลิตภัณฑ์ระหว่าง Endpoint Security และบริการ Managed Detection and Respond(MDR) เพื่อช่วยตรวจจับพฤติกรรมการโจมตีที่แอบซ่อนอยู่ นอกจากนี้ยังมีการปรับราคาและโมเดลที่นำเสนอใหม่อีกด้วย

Credit: FireEye

SmartVision Edition

โซลูชันที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยองค์กรตรวจหา ข้อมูลรหัสผ่านที่ถูกขโมย ทรัพย์สินทางปัญญา หรือข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อน โดย FireEye ได้กล่าวว่าโซลูชันนี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันที่อยู่ภายในองค์กร (East-West) ซึ่งต่างจากอุปกรณ์ปกป้องขอบเขตด้านบนล่าง (North-South) เช่น Firewall หรือ Web Gateway โดยส่วนประกอบหลักที่ SmartVision ใช้มีดังนี้

  • กระบวนการวิเคราะห์ขั้นสูงและกลไกเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์
  • Rule มากกว่า 120 ข้อเพื่อตรวจจับเหตุการณ์ Breach หลังการโจมตีสำเร็จแล้ว
  • ความสามารถในการตรวจจับไฟล์และ Object ที่อยู่บนทราฟฟิคของโปรโตคอล SMB
  • ใช้งาน Machine Learning เพื่อตรวจจับการรั่วไหลของข้อมูล

FireEye ได้มุ่งเน้นมาที่การโจมตีแบบ APT ซึ่งจากคำกล่าวของ Jason Martin, EVP ของทีม Engineer และผลิตภัณฑ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย ที่กล่าวว่า “ปัจจุบันนี้แฮ็กเกอร์มักลัดผ่านการป้องกันของ Firewall เข้ามาได้และพยายามแฝงตัวให้ได้ยาวนานภายในเครือข่าย (APT) SmartVision จึงเข้ามาอำนวยความสะดวกเพื่อแก้ปัญหาตรงจุดนี้และลดผลกระทบของการรั่วไหลของข้อมูล

ความสามารถใหม่ของ Email Security

FireEye ได้ใช้เทคโนโลยี เช่น Deep Learning, AI และการทำ Analytics เพื่อสามารถตรวจจับภัยคุกคามที่มาทางอีเมล เช่น ตรวจจับและป้องกันการปลอมแปลงตัวตนอีเมล(Impersonate) หรือ การล่อลวง (Phishing) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ในเชิงลึกเพื่อแก้ปัญหาทราฟฟิคที่น่าสงสัยจากบัญชีอีเมลที่อาจถูกแทรกแซงแม้ไม่เกี่ยวข้องกับมัลแวร์ก็ตามแต่มีพฤติกรรมที่น่าสงสัย สามารถตรวจจับย้อนหลังแม้จะตรวจหาไม่พบในการวิเคราะห์ขั้นต้น นอกจากนี้ยังสามารถแจ้งเตือนแบบกลุ่มกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อเสริมประสิทธิภาพของ SOC อีกด้วย

ผสาน Endpoint Security และ Managed Defend

  • Endpoint Security ประกอบด้วย Endpoint Protection(EP) และ Endpoint Detection and Respond(EDR) คือความสามารถเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถตรวจจับภัยคุกคามโดยอาศัย Signature และ พฤติกรรม รวมถึงข้อมูลจากเครื่องมือค้นหาในเชิงลึก
  • Managed Defense (FireEye as a Service) ออกแบบมาเพื่อตรวจจับพฤติกรรมการโจมตีที่ซ่อนเร้นโดยฐานข้อมูลและผู้เชี่ยวชาญของบริษัท

ดังนั้นการผสมผสานทั้งสองโซลูชันทำให้องค์กรสามารถตอบโจทย์ด้านการป้องกันภัยคุกคามได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

นอกจากนี้ในส่วนของราคาและแพ็กเกจนั้น FireEye ได้นำเสนอ Subscription รายปีแก้องค์กรเพื่อความยืดหยุ่นสำหรับผลิตภัณฑ์ คือ FireEye Endpoint Security, FireEye Network Security, FireEye Email Security และ Security Suite (รวมทุกผลิตภัณฑ์แล้ว) และในวาระการเป็นพันธมิตรกับ Oracle ทำให้ Email Security สามารถรองรับกับ Oracle Cloud ได้แล้วเช่นกัน

ที่มา : https://www.securityweek.com/fireeye-unveils-new-solutions-capabilities และ https://www.fireeye.com/company/press-releases/2018/fireeye-introduces-new-email-security-capabilities-driven-by-dee.html และ https://www.fireeye.com/company/press-releases/2018/fireeye-unveils-smartvision-edition-to-detect-stealthy–maliciou.html และ https://www.fireeye.com/company/press-releases/2018/-fireeye-delivers-end-to-end-protection-with-next-generation-end.html

from:https://www.techtalkthai.com/fireeye-debuts-smartvision-solution-and-upgrade-email-capabilities-to-respond-apt/

นักวิจัยพบช่องโหว่ ‘Trustjacking’ สามารถขโมยข้อมูลจาก iPhone ได้

นักวิจัยจาก Symantec ได้ค้นพบช่องโหว่บน iPhone ที่วิธีทำการจับคู่กับอุปกรณ์ Mac หรือคอมพิวเตอร์ โดยขนานนามช่องโหว่นี่ว่า ‘Trustjacking’ ซึ่งสามารถเข้าโจมตีอุปกรณ์โดยที่เจ้าของแทบไม่รู้ตัวเลย

credit : Bleepingcomputer.com

ปัญหาเกิดจากฟีเจอร์ ‘iTunes Wi-Fi sync’ ที่อยู่ใน iTunes นั่นเอง คือหาก iTunes บน Mac หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์มีการเปิดฟีเจอร์นี่อยู่ตามรูปด้านบน เมื่อมีการ Sync อุปกรณ์ใหม่มันจะทำให้สามารถเชื่อมต่อกับมือถือผ่านเครือข่าย WiFi ท้องถิ่นได้แทนการใช้สายเคเบิ้ล แต่นักวิจัยจาก Symantec กลับพบปัญหาในเชิงการออกของฟีเจอร์นี้ว่ามันยังคงยินยอมให้คอมพิวเตอร์จับคู่กับ iPhone ต่อไปได้ผ่าน WiFi แม้ iPhone จะตัดการเชื่อมต่อจากคอมพิวเตอร์ไปแล้วก็ตาม

Roy Iarchy นักวิจัยจาก Symantec ได้ชี้ว่าเมื่อเปิดฟีเจอร์นี้ เหยื่ออาจจะถูกหลอกให้จับคู่เข้ากับอุปกรณ์ที่ประสงค์ร้ายและผู้โจมตีอาจจะสามารถใช้ API ของ iTunes เพื่อบันทึกหน้าจอซ้ำๆ ช่วงเวลาหนึ่งและส่งข้อมูลเหล่านั้นกลับไปยังแอป iTunes ซ้ำร้ายผู้โจมตีสามารถติดตั้งหรือลบแอปพลิเคชันโดยไม่ต้องมีการปฏิสัมพันธ์จากเจ้าของ iPhone เลยก็ได้ หรือแม้แต่ทำการบางอย่างให้เกิดการสำรองข้อมูลระยะไกลต่อไปได้

อย่างไรก็ตามหลายคนอาจจะคิดว่าต้องอาศัยการทำ Social Engineering เพื่อให้เหยื่อกด Popup บน iPhone ทำการจับคู่เข้ากับอุปกรณ์แฮ็กเกอร์ในยามที่เหยื่อเร่งรีบจนไม่เอะใจ แต่นักวิจัยได้ชี้ไปถึงเครื่องผู้ใช้งานที่ได้รับการเชื่อถือเองอาจจะติดมัลแวร์และเข้ามาเปิดฟีเจอร์นี่ผ่านการใช้ Script และสามารถนำข้อมูลของ iPhone ที่ถูกจับคู่และอยู่ในเครือข่าย WiFi เดียวกันออกสู่อินเทอร์เน็ตได้ ไม่เพียงแค่นั้นเครื่อง Mac ที่อยู่ในเครือข่าย VPN เดียวกันที่ทำการจับคู่อยู่ก็โดยไปด้วย

Symantec ได้แจ้งปัญหาไปแล้วแต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Apple ได้แก้ไขด้วยการให้ผู้ใช้ใส่ Passcode ก่อนทำการจับคู่ ซึ่งทาง Symantec มองว่ามันช่วยลดเรื่องของความเลินเล่อของผู้ใช้ในการเชื่อมกับคอมพิวเตอร์อย่างรวดเร็ว โดยนักวิจัยกล่าวว่ามันยังไม่ได้แก้ไขเรื่องการได้รับข้อมูลจากอุปกรณ์แม้ว่ามันตัดการเชื่อมต่อจากคอมพิวเตอร์ไปแล้ว ดังนั้นผู้โจมตียังคงใช้ iTunes เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่อยู่ในระยะเครือข่าย WiFi ได้อย่างเงียบๆ ต่อไป โดยนักวิจัยแนะให้ยกเลิกสิทธิ์การเข้าถึงเดิมก่อนการเชื่อมต่ออุปกรณ์ iOS ในครั้งต่อไป ที่เมนู Settings > General > Reset > Reset Location & Privacy

from:https://www.techtalkthai.com/researchers-found-trustjacking-can-abuse-itunes-feature-to-attack-ios-devices/

Alibaba ประกาศพัฒนาชิป Neural Network ของตนเอง พร้อมเข้าซื้อกิจการผู้ออกแบบ CPU สัญชาติจีน

Alibaba ได้ออกมาประกาศก้าวสำคัญครั้งใหญ่ทางด้าน Hardware ของตนเอง ด้วยการประกาศพัฒนาชิป Neural Network ของตนเองสำหรับใช้งานใน Alibaba Cloud และการเข้าซื้อกิจการของ C-SKY ผู้ออกแบบ CPU สัญชาติจีน

 

Credit: ShutterStock.com

 

ชิป Neural Network ของ Alibaba นี้จะมีชื่อว่า Ali-NPU โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับงานทางด้าน Artificial Intelligence (AI) บนบริการ Alibaba Cloud อย่างเช่นการทำ Image/Video Analytics, Machine Learning และอื่นๆ โดยเฉพาะ โดย Alibaba ตั้งใจว่าจะพัฒนาให้ชิปนี้มีประสิทธิภาพต่อราคาสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตลาดให้ได้ถึง 40 เท่า โดยสถาปัตยกรรมที่ใช้ในการออกแบบนี้จะช่วยให้ความเร็วของ NPU ดังกล่าวสูงกว่าชิปอื่นๆ ในตลาดที่ใช้ CPU หรือ GPU เป็นหลักถึง 10 เท่า

การพัฒนาชิป Neural Network นี้เป็นหน้าที่ของแผนก R&D ของ Alibaba ที่มีชื่อว่า DAMO Academy ซึ่งย่อมาจาก Discovery, Adventure, Momentum, Outlook

ในเวลาถัดมาไม่นาน Alibaba ก็ประกาศการเข้าซื้อกิจการของ C-SKY Microsystems ผู้ออกแบบ CPU สัญชาติจีนเข้ามาช่วยเสริมทัพทีมพัฒนาชิปประมวลผลของตนต่อทันที โดย C-SKY นี้มีการพัฒนา CPU ด้วยกัน 7 ประเภทเพื่อรองรับ Application เฉพาะทางต่างๆ ได้แก่ IoT, Digital Audio/Video, Information Security, Network & Communications, Industrial Control และ Automotive

การเข้าซื้อกิจการของ C-SKY นี้ถือเป็นการเข้าซื้อกิจการผู้พัฒนาชิปประมวลผลครั้งแรกของ Alibaba โดยเป้าประสงค์คือการเข้าซื้อเทคโนโลยีและสิทธิบัตรของ C-SKY มาเพื่อเป็นรากฐานของการสร้างหน่วยประมวลผลสัญชาติจีนในอนาคต โดยในปี 2016 นั้นจีนต้องทำการนำเข้าชิปประมวลผลเป็นมูลค่าสูงถึง 230,000 ล้านเหรียญหรือราวๆ 7.36 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว และด้วยความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก การผลิตชิปเองได้ทั้งหมดก็ถือเป็นสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจของ Alibaba และธุรกิจจีนรายอื่นเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงด้วยอีกทางหนึ่ง

 

ที่มา: https://technode.com/2018/04/20/alibaba-npu/https://technode.com/2018/04/20/alibaba-ai-chipmaker-c-sky/

from:https://www.techtalkthai.com/alibaba-develops-its-own-neural-network-chip-and-acquires-chinese-cpu-designer/

ขอเชิญร่วมงานสัมมนาฟรี SUSE Expert Days 2018 เรียนรู้ Software-Defined Infrastructure 17 พฤษภาคม 2018

SUSE ขอเชิญเหล่า IT Manager, System Engineer, Linux Engineer และผู้ที่ดูแลระบบ Data Center เข้าร่วมงานสัมมนาฟรี SUSE Expert Days 2018 เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางฝั่ง Open Source สำหรับใช้การทำ Digital Transformation และการสร้าง Cloud เพื่อใช้งานภายในองค์กร วันที่ 17 พฤษภาคม 2018 โดยมีรายละเอียดและวิธีการลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีดังนี้

 

SUSE Expert Days 2018

 

 

วันที่ 17 พฤษภาคม 2018
เวลา 9.00 – 18.00
สถานที่ 2Fl., Lotus room, Swissotel Le Concorde, Bangkok (แผนที่)

 

SUSE ผู้พัฒนาเทคโนโลยี Open Source สำหรับธุรกิจองค์กร ได้จัดงาน SUSE Expert Days 2018 ภายใต้ธีม Open. Redefined. เพื่อแบ่งปันวิสัยทัศน์ด้านการนำเทคโนโลยี Open Source ไปใช้ตอบโจทย์ในการทำ Digital Transformation และ IT Transformation ด้วยการชูเทคโนโลยี SUSE Software-Defined Infrastructure (SDI) และ Application Delivery Solutions ขึ้นมาเป็นแกนหลักในการเสริมความรวดเร็วและความคล่องตัวให้กับระบบ IT ขององค์กร ซึ่งผู้เข้าร่วมงานจะได้รับชมการนำเสนอและแสดงเทคโนโลยีฝั่ง Data Center ที่หลากหลายจาก SUSE ในงานครั้งนี้ ได้แก่

  • Software-Defined Infrastructure (SDI) & Application Delivery Solutions
  • SLES 12 SP3 & SLE 15
  • SUSE OpenStack Cloud (Enterprise Cloud)
  • SUSE Enterprise Storage
  • SUSE Studio Express (OBS)
  • SUSE Manager
  • SUSE CaaS Platform (Enterprise Container)
  • SUSE Cloud Application Platform

 

กำหนดการ

8:30AM Registration and light breakfast
9:00AM Welcome and Introduction
9:15AM Keynote – Introduction to SUSE SDI SUSE can help you win the game – SDI/ App Delivery
9:45AM Innovation – Short video, SUSE Container as a Service Platform and Demonstration
10:30AM Morning Tea Break
10:45AM Agility – Short video, SUSE OpenStack Cloud and Demonstration, SUSE Enterprise Storage and Demonstration
12:00PM Lunch & visit Sponsor’s booth
1.00PM Sponsor Presentation by Microsoft
1:30PM Transformation – Short video, SUSE Manager and Demonstration
2.15PM Transformation, SUSE Enterprise Linux / Mission Critical Computing
3:00PM Wrap-up, Q&A & Lucky Draw
3:30PM Tea break & visit Sponsor’s booth

 

ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีทันที

ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรีๆ ทันทีที่ https://events.suse.com/events/2018-apj-suse-expert-days-bangkok/registration-47629b45d47743fba22f8d277f8b0d0c.aspx?fqp=true

สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://events.suse.com/events/2018-apj-suse-expert-days-bangkok/event-summary-47629b45d47743fba22f8d277f8b0d0c.aspx

 

สนับสนุนโดย

Sponsor

Distributor

from:https://www.techtalkthai.com/suse-expert-days-2018-seminar-invitation/

STelligence จับมือ Alteryx แจกฟรี E-Book แนะนำการทำ Data Blending เบื้องต้น สำหรับเหล่านักวิเคราะห์ข้อมูล

สำหรับเหล่าองค์กรที่มีการทำ Data Analytics หรือใช้เครื่องมือ Business Intelligence (BI) อยู่แล้ว และกำลังมองหาแนวทางในการจัดเตรียมข้อมูลแบบ Automation เพื่อให้งานทั้งหมดง่ายขึ้น ทาง STelligence และ Alteryx ได้ร่วมมือกันแจกฟรี E-Book เพื่อถ่ายทอดความรู้และแนวทางเหล่านี้โดยเฉพาะ

 

Credit: ShutterStock.com

 

E-Book ฉบับนี้มีชื่อว่า Data Blending for Dummies โดยสำนักพิมพ์ Wiley ซึ่งเป็นเอกสารฉบับพิเศษของ Alteryx โดยเฉพาะ เนื้อหาทั้งหมดมีด้วยกัน 53 หน้า แบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้

  • บทบาทของเหล่า Data Analyst หรือนักวิเคราะห์ข้อมูลในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้นและกว้างขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก
  • รู้จักกับแนวคิดของ Data Blending อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่อยู่ถัดจากการทำ Data Preparation
  • องค์ประกอบในการทำ Data Blending อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Data Blending กับการนำไปใช้งานจริงในโลกธุรกิจ
  • 10 ประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาในการทำ Data Blending

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถกรอกแบบฟอร์มดังต่อไปนี้เพื่อโหลด E-Book ฉบับนี้ได้ฟรีๆ ทันที

from:https://www.techtalkthai.com/stelligence-and-alteryx-free-e-book-on-data-blending-concept/

คุ้มค่าแรงได้อีก! Cisco ชี้ ต่อไปพนักงาน IT 1 คน อาจต้องดูแลอุปกรณ์ IT มากถึง 100,000 ชุด

หากใครคิดว่าปัจจุบันองค์กรต่างๆ ใช้งานฝ่าย IT คุ้มค่าแรงมากแล้วนั้นอาจต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะ Cisco ทำนายว่าอนาคตพนักงาน IT แต่ละคนยังจะทำงานคุ้มกว่านี้ได้อีกประมาณ 100 เท่า ท่ามกลางยุคสมัยแห่ง Internet of Things (IoT)

 

Credit: ShutterStock.com

 

Cisco ได้ออกมาทำนายว่าในอนาคตนั้นอัตราส่วนอุปกรณ์ IT ที่พนักงาน IT แต่ละคนต้องดูแล อาจจะเพิ่มจากปัจจุบันที่อัตราส่วน 1,000 อุปกรณ์ต่อพนักงาน IT 1 คน ไปเป็น 100,000 อุปกรณ์ต่อพนักงาน IT 1 คน

แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าพนักงาน IT แต่ละคนจะต้องทำงานหนักข้ามคืนหรือว่าทำงานวันหยุดกันมากขึ้น แต่ทักษะและเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำงานของพนักงาน IT แต่ละคนนั้นจะต้องเปลี่ยนไป กล่าวคือการเปิดรับเทคโนโลยี Software-Defined Networking (SDN) และการทำ Automation ให้ได้นั้นจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของงานในแผนก IT แห่งอนาคต และแนวคิดในการบริหารจัดการระบบเครือข่ายนั้นจะต้องเปลี่ยนไปเป็น Intent-based Networking แทน

เทคโนโลยี 3 กลุ่มที่ Cisco กำลังพัฒนาเพื่อให้ตอบรับต่อการนำ IoT มาใช้งานภายในองค์กรนั้น มีดังนี้

  • Cisco Identity Service Engine (ISE) สำหรับตรวจสอบ, ควบคุม และจัดการการเชื่อมต่อและใช้งานระบบเครือข่ายของอุปกรณ์ทุกชนิดที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายขององค์กร
  • Software-Defined Access (SD-Access) ระบบ Automation สำหรับจัดการการเชื่อมต่อและบริหารจัดการอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบเครือข่าย รวมถึงทำ Microsegmentation ด้วย
  • Cisco Operational Insights บริการ Cloud สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT และทำ Location Analytics, Asset Tracking และอื่นๆ ด้วยการรวบรวมข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT เพื่อนำมาทำการประมวลผลบน Cloud

 

ที่มา: https://www.sdxcentral.com/articles/news/cisco-extends-its-intent-based-networking-to-iot/2018/04/

from:https://www.techtalkthai.com/cisco-says-an-it-administrator-will-manage-upto-100000-devices-in-the-future/