คลังเก็บป้ายกำกับ: Retail

CPALL ซื้อหุ้นใน Thai Smart Card จากกลุ่ม True เพิ่มอีก 15% รองรับแผน O2O

CPALL ซื้อหุ้นในบริษัทเจ้าของบัตรสมาร์ทเพิร์สเพิ่มเติมจากกลุ่ม TRUE อีก 15.76% โดยมีแผนเพื่อที่จะรองรับ O2O ในอนาคต นอกจากนี้ยังได้ความเชี่ยวชาญจากทีมงานบัตรสมาร์ทเพิร์สด้วย

ภาพจาก Shutterstock

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ถึงการที่บริษัทจะขออนุมัติการซื้อหุ้นของบริษัท ไทยสมาร์ทการ์ด จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของบัตร สมาร์ทเพิร์ส (Smart Purse) จากผู้ถือหุ้นที่มีความเกี่ยวข้อกันคือกลุ่ม TRUE

โดยมูลค่าการซื้อขายคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 454 ล้านบาท แต่ถ้าหากผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ตอบรับการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ มูลค่าจะอยู่ที่ประมาณ 788 ล้านบาท

ปัจจุบันบริษัท ไทยสมาร์ทการ์ด จำกัด มีผู้ถือหุ้นดังต่อไปนี้

  1. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 72.64%
  2. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  ถือหุ้น 15.76%
  3. ธนาคารออมสิน  ถือหุ้น 4.94%
  4. บริษัท เอ็นทีที เดต้า (ประเทศไทย) จำกัด ถือหุ้น 2.71%
  5. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 2.47%
  6. บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 0.74%
  7. บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 0.74%

สำหรับผลการดำเนินงานของ ไทยสมาร์ทการ์ด นั้นปี 2560 ที่ผ่านมามีรายได้ทั้งสิ้น 311 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 49 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีแรกของปี 2561 บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 247 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 37.5 ล้านบาท

ทางซีพีออลล์ มองว่าการที่ซื้อหุ้นเพิ่มเติมจากกลุ่ม TRUE จะทำให้ลดความซ้ำซ้อนกันภายในกลุ่ม การเพิ่มรายได้จากฐานสมาชิกเดิมของบัตรสมาร์ทเพิร์ส และมองว่าปัจจุบันการแข่งขันด้าน E-Payment สูง ทำให้บริษัทต้องปรับเปลี่ยนแผนการ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารทำให้ต้องซื้อหุ้นเพิ่มเติม

นอกจากนี้บริษัทยังมองเห็นประโยชน์เพื่อรองรับแผนกลยุทธ์ O2O (Online <-> Offline) ผ่านระบบ E-Payment ด้วยการเชื่อมต่อบริการอื่นๆ ของบริษัท เช่น เชื่อมต่อระบบ Payment Gateway ของ Counter Service รวมไปถึงความเชี่ยวชาญของทีมงามไทยสมาร์ทการ์ดอีกด้วย

ที่มาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cpall-buy-true-stake-in-thai-smart-card/

Advertisements

เมื่อมหกรรม 11.11 ไม่ได้อยู่แค่ออนไลน์ แต่รีเทลออฟไลน์ก็ขอแจมด้วย

จับตามหกรรมช้อปปิ้ง 11.11 ในปีนี้ไม่ได้มีแค่อีคอมเมิร์ซ แต่ขยายผลไปถึงออฟไลน์ ห้างค้าปลีกรายใหญ่ก็ขอลงมาแจมกับเขาด้วย อัดโปรกระตุ้นการช้อปปิ้งช่วงปลายปี

ออฟไลน์ขอร่วมขบวนวันคนโสดด้วย

เป็นที่ทราบกันดีว่าวันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี หรือมหกรรม 11.11 ได้ถูกขึ้นทำเนียบเป็นวันช้อปปิ้งแห่งชาติไปแล้ว โดยจุดเริ่มต้นเป็นวันคนโสดในประเทศจีน แล้ว Alibaba ได้นำกิมมิคของวันนี้มาเป็นมหกรรมช้อปปิ้งออนไลน์ ซึ่งมีการอัดโปรโมชั่นลดราคา สร้างยอดขายอย่างถล่มทลายได้เช่นกัน

หลังจากนั้นผู้เล่นอีคอมเมิร์ซรายอื่นๆ ก็ได้เลือกวัน 11.11 เป็นมหกรรมช้อปปิ้งประจำปีเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น Shopee, Lazada, JD.com

ในประเทศไทยเองก็ได้รับอิทธิพลจากมหกรรม 11.11 ไม่น้อย ผู้เล่นอีคอมเมิร์ซก็ต่างกันเลือกวันนี้เป็นวันช้อปปิ้งประจำปี มีการลดราคาอย่างหนัก นอกจากผู้เล่นอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ๆ ก็เริ่มมีช้อปปิ้งออนไลน์อื่นๆ ที่ขอจับกระแสตรงนี้ด้วยเช่นกัน

แต่ในปีนี้มีความความน่าสนใจอยู่ตรงที่ค้าปลีกออฟไลน์ก็ขอแจมกับมหกรรม 11.11 นี้ด้วยอย่าง “เดอะมอลล์” และ “เซ็นทรัล” รวมถึง “เซน” ด้วย เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การกระตุ้นการช้อปปิ้งช่วงโค้งสุดท้ายของปี

เดอะมอลล์อัดโปรตลอดเดือนพฤศจิกายน

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท จัดงาน Bangkok Shopping Festival 2018 เป็นการอัดโปรโมชั่นตลอดเดือนพฤศจิกายน เพื่อกรุตุ้นการซือ้ทั้งคนไทย และชาวต่างชาติ โดยจัดรวมกันทั้ง เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ และเดอะมอลล์ ทุกสาขา  

งานนี้ได้แบ่งเป็น 4 แคมเปญ ความน่าสนใจอยู่ที่การเล่มกิมมิกกับทั้งมหกรรม 11.11 และ Black Friday ที่เป็นวันช้อปปิ้งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา

ซึ่งแคมเปญ 11/11 จะมีการจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าที่ เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ และเดอะมอลล์ ทุกสาขา วันที่ 11 พฤศจิกายน วันเดียวเท่านั้น

ส่วนแคมเปญ Black Weekend จะเริ่มด้วย Black Friday ที่ เอ็มโพเรียม ในวันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2561 Black Saturday ในวันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2561 ที่ พารากอน ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ (ปิดบริการเที่ยงคืน) และตบท้ายด้วย Black Sunday ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน 2561 ที่เดอะมอลล์ทุกสาขา ( ยกเว้นสาขารามคำแหง)

ววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ Chief Marketing Officer บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด บอกว่า

“หากเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว คือ ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2017 ปีนี้เรามีจำนวนแคมเปญโปรโมชั่นเพิ่มมากขึ้น และถือเป็นช่วงที่อัดโปรโมชั่นมากที่สุดในรอบปี นอกจากนี้ยังมีสัญญาณดีในหลายด้าน ทั้งเรื่องที่รัฐบาลเตรียมออกมาตรการดึงนักท่องเที่ยว และเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่องการเลือกตั้ง ส่งผลให้กำลังซื้อเริ่มกลับมาคึกคักมากขึ้น จึงคาดว่าในช่วงของการจัดแคมเปญ Bangkok Shopping Festival 2018 จะมีนักช้อปทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาช้อปอย่างคึกคัก โดยคาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 3,600 ล้านบาท เติบโต 5% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว”

เซ็นทรัล-เซน จัดโปรเอาใจคนโสด

ขณะเดียวกันค้าปลีกยักษ์ใหญ่อีกรายอย่างเซ็นทรัล ร่วมกับเซน ได้จัดแคมเปญ  ZEN | Central Singles Day เป็นการจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าสูงสุด 50% รับคะแนนเดอะวันเพิ่มขึ้น โดยจัดตั้งแต่วันที่ 9 – 11 พฤศจิกายน 25 61 ที่เซ็นทรัลทุกสาขา และเซน

นอกจากนี้ยังมีการจัดแคมเปญของ www.central.co.th เป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของเซ็นทรัลเช่นเดียวกัน เท่ากับว่าในปีนี้เซ็นทรัลมีหลายแพลตฟอร์มในการจัดโปรโมชั่น 11.11 รวมไปถึง JDCentral ด้วย

แต่นอกจากจะได้เห็นค้าปลีกรายใหญ่เล่นกับกระแสของมหกรรม 11.11 แล้ว ยังได้เห็นรายอื่นๆ อย่าง Watsons ก็จัดแคมเปญร่วมกับเขาด้วย แต่เฉพาะช่องทางออนไลน์เท่านั้น เพราะเป็นช่วงที่กำลังโปรโมตออนไลน์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย จัดตั้งแต่วันที่ 5 – 8 พฤศจิกายน 2561

ทางด้าน “เทสโก้ โลตัส” ก็ขอแจมบ้างเล็กน้อย เป็นการจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้ากับแคมเปญ #11วัน11ดีล โดยลดราคาสินค้าตั้งแต่วันที่ 1-11 พฤศจิกายน 2561 เป็นสินค้าที่ร่วมรายการเท่านั้น

สรุป

อีกหนึ่งเหตุผลที่ในปีนี้ห้างค้าปลีกต้องกระตุ้นการช้อปปิ้งตั้งแต่ช่วงเดือนนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่ปีนี้ทางรัฐบาลได้ยกเลิกนโยบายช้อปช่วยชาติ ซึ่งอาจจะสร้างผลกระทบต่อห้างค้าปลีกได้ อาจจะทำให้เกิดการช้อปปิ้งลดลง จึงต้องอัดแคมเปญขึ้นมาเพื่อกระตุ้นการจับจ่าย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/11-11-shop-online-to-offline/

“เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป” ปั้น The Market Bangkok บุกรีเทลย่านราชประสงค์

เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป ทุ่มงบ 4,400 ล้านบาท เปิดตัวศูนย์การค้า The Market Bangkok ปักหมุดโลเคชั่นย่านราชประสงค์ วางจุดยืนเป็นตลาดนัดติดแอร์ เตรียมเปิดกุมภาพันธ์ 2562

Mix-use แห่งใหม่ใจกลางราชประสงค์

ดูเหมือนว่าวงการรีเทลในประเทศไทยยังไม่ถึงทางตันเพราะยังมีศูนย์การค้าใหม่ๆ ทยอยเปิดตัวทุกปีอีกทั้งยังเป็นโครงการใหญ่ๆ คอนเซ็ปต์ใหม่ๆ เพื่อรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภครุ่นใหม่อยู่เรื่อยๆ

ซึ่งย่านราชประสงค์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นใจกลางเมืองของกรุงเทพฯ รายล้อมไปด้วยศูนย์การค้าใหญ่ๆ โรงแรม 5 ดาว และสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองกรุง ก็ยังมีพื้นที่ว่างให้ศูนย์การค้าใหม่อย่าง The Market Bangkok จากค่ายเดอะ แพลทินัม กรุ๊ป ที่ตอนนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง แล้วจะเปิดให้บริการในเดือนกุมภาพันธ์ 2562

The Market Bangkok เป็นโครงการ Mix-use บนพื้นที่รวม 21 ไร่ มูลค่าโครงการรวม 9,000 ล้านบาท ประกอบไปด้วยศูนย์การค้า เดอะมาร์เก็ต แบงคอก,โรงแรม 2 อาคาร ที่บริหาร โดย แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ได้แก่ โรงแรม ม็อกซี่ โฮเทล แบงคอก ราชประสงค์ และโรงแรม แฟร์ฟิลด์ บายแมริออท แบงคอก ราชประสงค์ เป็นโรงแรมระดับ 3 ดาว รวมไปถึงอาคารสำนักงานเดอะแพลทินัมทาวเวอร์

โดยเฟสแรกในการก่อนสร้างจะเป็นในส่วนของศูนย์การค้าเดอะมาร์เก็ต แบงคอก มีมูลค่าก่อสร้างรวม 4,400 ล้านบาท มีการวางจุดยืนให้แตกต่างจากรีเทลแห่งอื่นด้วยการเป็นเหมือนตลาดนัดติดแอร์ เพราะมองเห็นช่องว่างในตลาดในย่านนั้นที่ส่วนใหญ่เป็นศูนย์การค้าแห่งใหญ่ และมี The Platinum Fashion Mall เป็นห้างขายส่งอยู่แล้ว

เอาใจสายแฟชั่น กิน เที่ยว

นอกจากเรื่องทำเลที่เป็นศักยภาพย่านราชประสงค์ ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเซ็นทรัลเวิล์ดแล้ว จุดเด่นของ The Market Bangkok ก็คือการจับเอาไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่เป็นคอนเทนต์ร้านค้า แบ่งเป็นสายแฟชั่น สายกิน และสายท่องเที่ยว

สายกิน จะมีการรวบรวมสตรีทฟู้ด และร้านอาหารดังๆ มาไว้ที่นี่ ส่วนสายแฟชั่น ก็มีร้านมัลติแบรนด์ หรือร้านแฟชั่นแบรนด์ไทยที่สามารถช้อปปิ้ง และต่อราคาได้ สำหรับสายท่องเที่ยวจะมีร้านของฝาก เช่น สยามรังนกทะเลใต้เถ้าแก่น้อยแลนด์เจ้าสัว และมีโซนจตุจักรโปรดักส์ที่มีมากกว่า 100 ร้านค้า

ตอนนี้ได้มียอดจองร้านค้า 85% แล้ว และคาดว่าจะขึ้นไปถึง 90% ในช่วงเปิดตัว โดยตั้งเป้าทราฟิก 3 ล้านคน/เดือน แบ่งเป็นลูกค้าคนไทย 50% และต่างชาติ 50% ในจำนวนของลุกค้าต่างชาติแบ่งเป็นลลูกค้าคนจีน 50%

สรุป

ทำเลย่านราชประสงค์ยังคงมีดครงการใหม่ๆ ผุดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในครั้งนี้เป็นการต่อยอดของเดอะ แพลทินัม กรุ๊ป ที่กินรวบโครงการทั้งขายส่ง รีเทล และตลาดนัดย่านประตูน้ำ ราชประสงค์ คาดว่าจะช่วยทำให้ตลาดรีเทลคึกคักมากขึ้นไปอีก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/the-market-bangkok-platinum/

ค้าปลีกยังถูก Disrupt อย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ขยายสู่ช่องทางออฟฟิศแล้ว

อุตสาหกรรมค้าปลีกยังคงมีข่าวเรื่องการถูก Disruption อย่างต่อเนื่อง และไม่ใช่แค่จากช่องทางออนไลน์ แต่ขยายไปช่องทางอื่นๆ ที่หลากหลาย ล่าสุดเข้าหาลูกค้าถึงออฟฟิศ!

มีกรณีศึกษาจากวงการรีเทลอีกหนึ่งเคส เมื่อบริการเช่าเสื้อผ้าออนไลน์ในนิวยอร์กอย่าง Rent the Runway ได้เป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับ WeWork ที่เป็น Co-working office ทั้งคู่ถือเป็น Disruptor ของวงการทั้งสิ้น

โปรเจ็คต์นี้ได้มีความร่วมมือกันโดยที่ Rent the Runway จะติดตั้งจุดที่ให้ลูกค้าบริการตัวเองตัวเอง สามารถออเดอร์สินค้า และนำสินค้ามาคืนได้ที่จุดนี้ มีการใช้เทคโนโลยี และแอปพลิเคชั่น ทำการติดตั้งที่ WeWork ทั้ง 15 จุด ตั้งอยู่ใน 6 เมืองด้วยกัน ได้แก่ Chicago, Los Angeles, Miami, New York City, San Francisco และ Washington, D.C.

จากเดิมที่ Rent the Runway ได้ให้สมาชิกเข้าถึงจุด drop-off สินค้าของบริษัทใน 5 จุดในเมือง New York City, Chicago, San Francisco, Washington, D.C. และ Los Angeles

การขยายจุด drop-off เข้าสู่ WeWork ถือเป็นการขยายโอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เป็นการ Disrupt ในอุตสาหกรรมรีเทลที่ไม่จำเป็นจะต้องเปิดช้อปอยู่ในห้างสรรพสินค้า แต่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยตรงในพื้นที่ต่างๆ

และ WeWork ก็มีกลุ่มลูกค้าที่เป็นพนักงานออฟฟิศที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์อยู่แล้วด้วย อีกทั้งยังช่วยขยายตลาดได้เร็วขึ้น เพราะมีหลายแห่งทั่วสหรัฐอเมริกา แถมสมาชิก WeWork จะได้รับส่วนลดสมาชิก Rent the Runway ด้วย

สำหรับ Rent the Runway ก่อตั้งขึ้นในปี 2009 เป็นแพลตฟอร์มใช้เช่าเสื้อผ้าผู้หญิงแบบออนไลน์ เริ่มจากชุดที่ใช้ในโอกาสพิเศษต่างๆ และได้ขยายสู่เสื้อผ้าที่สามารถใส่ในชีวิตประจำวัน ใส่ทำงาน ใส่เที่ยวได้ รวมถึงมีแผนที่จะเพิ่มโอกาสการเช่าชุดให้มากขึ้นด้วยโมเดลสมาชิกรายเดือน

ในขณะเดียวกันการร่วมมือกันครั้งนี้ก็เป็นการบุกตลาดรีเทลของ Wework ด้วยเช่นกัน ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนมิถุนายนได้เปิดตัว WeMrkt ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกเล็กๆ ในย่าน Manhattan ที่สินค้าเมอร์เชนไดร์สต่างๆ ที่คัดเลือกมาเฉพาะสมาชิกโดยเฉพาะ และมีแผนที่จะขยายไปยังโลเคชั่นอื่นๆ เพิ่มเติม

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/retail-disruption-goes-to-the-office/

เปิดแผน “เถ้าแก่น้อยแลนด์” จากอาณาจักรสาหร่าย สู่ร้านของฝาก One Stop Shopping

นอกจากสินค้าในกลุ่มขนมแล้ว เถ้าแก่น้อยยังมีในส่วนรีเทลที่เป็นร้านเถ้าแก่น้อยแลนด์สำหรับจำหน่ายสินค้าในเครือ โดยล่าสุดได้เพิ่มฟอร์แมตเถ้าแก่น้อย พลัส ขยับสู่ร้านขายของฝากแบบ One Stop Shopping

จากโชว์รูมสินค้า กลายเป็นร้านของฝากนักท่องเที่ยว

ในการสร้างแบรนด์ยุคนี้การที่จะนำแบรนด์วางขายตามช่องทางค้าปลีกอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ หลายแบรนด์ลุกขึ้นมาสร้างช่องทางการขายเป็นของตัวเองทั้งสิ้น อย่างเถ้าแก่น้อย ได้ปั้นร้านเถ้าแก่น้อยแลนด์เพื่อหวังเป็นอีกหนึ่งช่องทางขายให้เข้าถึงผู้บริโภค

เถ้าแก่น้อยแลนด์ได้เริ่มต้นเมื่อปี 2553 หรือ 8 ปีที่แล้ว เปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ โดยที่ต๊อบ อิทธิพัทธ์ได้บอกว่าจุดเริ่มต้นตอนนั้นต้องการเปิดเป็นโชว์รูมให้คนไทยได้เห็นสินค้าของเถ้าแก่น้อยมากขึ้น หลังจากนั้นก็เริ่มมีเทรนด์นักท่องเที่ยวมาประเทศไทยแล้วซื้อของไทยกลับไป ก็เริ่มเห็นนักท่องเที่ยวซื้อเถ้าแก่น้อยกลับไปด้วย

จุดเปลี่ยนที่สำคัญอยู่ที่การเปิดสาขาที่เทอมินัล 21” เมื่อปี 2555 ต็อบบอกว่าถือเป็นการเปิดในช่วงที่เหมาะสมมากเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนเยอะมีเทรนด์คนมาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้นเพราะหลังจากเกิดวิกฤตน้ำท่วมไปแล้ว

จึงทำให้เถ้าแก่น้อยทำการปรับกลยุทธ์ในการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวมากขึ้น เพระาได้เห็นดีมานด์คนซื้อเถ้าแก่น้อยมากขึ้น ส่งผลให้บริษัทเติบโตมาตลอดทุกปี

ในร้านเถ้าแก่น้อยแลนด์ได้จำหน่ายสินค้าในเครือของเถ้าแก่น้อย ขนมต่างๆ เวย์โปรตีน รวมถึงของฝากอื่นๆ ที่มีคนฝากขายด้วย จับโลเคชั่นตามสถานที่ท่องเที่ยว หรือจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะ

ผุดเถ้าแก่น้อย พลัส อัพเกรดสินค้า Non-food

หลังจากเปิดเถ้าแก่น้อยแลนด์มาได้ครบ 8 ปีแล้ว ในปีนี้ก็ถึงเวลาที่อัพเกรดโมเดลใหม่เถ้าแก่น้อยแลนด์ พลัสที่มีขนาดใหญ่กว่า สินค้าเยอะกว่า เป็นร้านของฝากคอนเซ็ปต์ One Stop Shopping ชนิดที่ว่านักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วได้ของครบทุกอย่าง ประเดิมสาขาแรกที่เซ็นเตอร์พอยท์ ออฟ สยามสแควร์

อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังว่า

คอนเซ็ปต์ของเถ้าแก่น้อยแลนด์ พลัส จะมีของทุกอย่างไม่ใช่แค่ขนมของเถ้าแก่น้อย แต่จะมีของที่ระลึกอื่นๆ ที่คนจีนต้องการ เช่น สมุนไพร เฮลท์แคร์ สกินแคร์ สินค้าเพื่อสุขภาพ เพราะตั้งแต่เปิดมาจะเห็น Pain Point ของลูกค้าว่าพอมาซื้อของที่ร้าน แล้วจะต้องไปซื้อของที่ระลึกอื่นๆ ต่อที่อื่น เลยต้องการทำให้ร้านเป็น One Stop Service เลย

ต๊อบบอกว่าปกติลูกค้าจะใช้เวลาในการช้อปปิ้งในร้านเฉลี่ย 20-30 นาที แต่อยากให้ใช้เวลานานมากกว่า 30 นาที เลยต้องsาคอนเทนต์อื่นๆ มาเติมให้หลากหลาย มีการศึกษาพฤติกรรมลูกค้าว่าชอบอะไร Journey ของลุกค้าส่วนใหญ่จะซื้อขนมแล้วต้องซื้อสกินแคร์ ยาดม สมุนไพรอื่นๆ

รวมถึงการหาอะไรทานเพิ่มเติมด้วยในสาขาต่อๆ ไปอาจจะมีโซนปรุงอาหารสดๆ ภายในร้าน มีมุมนั่งพักนั่งทานเล้กๆให้ใช้เวลาในร้านมากขึ้น

เถ้าแก่น้อยแลนด์ พลัสจะมีพื้นที่ร้านเฉลี่ย 150-300 ตารางเมตร ใช้งบลงทุนเฉลี่ย 5-10 ล้านบาท/สาขา ในขณะที่เถ้าแก่น้อยแลนด์สาขาปกติจะมีพื้นที่ขนาด 50-150 ตารางเมตร ใช้งบลงทุน 2-3 ล้านบาท และยังมีโมเดลเถ้าแก่น้อยแลนด์ มินิมีพื้นที่ขนาด 20-50 ตารางเมตร แต่มีเพียง 2 สาขาเท่านั้น

จำนวนสินค้าภายในร้านก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากเดิมมี 1,000 รายการ ได้เพิ่มอีก 1,000 รายการ แบ่งสัดส่วนสินค้าเป็นกลุ่มอาหาร 60% และ Non-food 40% และภายในร้านเป็นสินค้าของเถ้าแก่น้อย 20%

การมีสินค้าเพิ่มมากขึ้นทำให้ลุกค้าใช้จ่ายมากขึ้นเช่นกัน มีการเติบโต 20% หรือมีการใช้จ่าย 600 บาท/บิล ตั้งเป้า 800-1,000 บาท/บิล

ใน 4 ปีต้องมี 100 สาขา

ปัจจุบันมีเถ้าแก่น้อยแลนด์รวม 20 สาขา และมีเถ้าแก่น้อยแลนด์ พลัส 1 สาขา เป้าหมายคืออยากมี 100 สาขาภายใน 4 ปี แบ่งเป็นโมเดลเถ้าแก่น้อยแลนด์พลัส 40 สาขา เถ้าแก่น้อยแลนด์ 30 สาขา และเถ้าแก่น้อยแลนด์ มินิ 30 สาขา

โดยโจทย์ใหญ่คืออยากเปิดสาขาให้ครอบคลุมในประเทศไทย และจะเจาะพื้นที่สนามบินเพิ่มมากขึ้น เป็นร้านขายของที่ระลึกที่ครอบคลุมทุกจุดในประเทศไทย

ในปี 2560 เถ้าแก่น้อยมีรายได้รวม 5,200 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ต่างประทเศ 60% ในประเทศ 40% ส่วนเถ้าแก่น้อยแลนด์มีรายได้ 300 ล้านบาท ตั้งเป้าใน 4 ปีมีรายได้ 1,000 ล้านบาท

สรุป

ในช่วงหลายปีที่ผานมาเถ้าแก่น้อยมีการปรับตัวอย่างหนักทั้งในเรื่องสินค้าที่มีการแตกไลน์ไปยังกลุ่มอื่นมากขึ้นเพราะตลาดขนมไม่ค่อยเติบโตการบุกตลาดรีเทลก็ถือว่าสนใจไม่น้อยโดยเฉพาะการเจาะตลาดท่องเที่ยวเพราะเป็นตลาดที่มีการเติบโตขึ้นทุกปี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tao-kae-noi-land-plus-one-stop-shopping/

10 เรื่องน่ารู้ ก่อนไปเช็คอิน ICONSIAM บิ๊กโปรเจ็คต์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ใกล้คลอดเต็มทีแล้วสำหรับ ICONSIAM ถือเป็นบิ๊กโปรเจ็คต์ของวงการรีเทลแห่งใหม่ล่าสุดในประเทศไทย ริมผืนน้ำเจ้าพระยา จะพามาทำความรู้จักก่อนที่จะไปเช็คอินกันวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้

10 เรื่องน่ารู้ของ ICONSIAM

  1. เป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือของภาคเอกชน 3 องค์กรด้วยกัน ได้แก่ สยามพิวรรธน์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (อยู่ในเครือเจริญโภคภัณฑ์) ได้เริ่มลงนามความร่วมมือ และทำการก่อสร้างเป็นเวลา 5 ปีแล้ว โดยกำหนดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 และเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2561

2. มีพื้นที่รวม 55 ไร่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตคลองสาน มีพื้นที่ใช้สอยทั้งโครงการ 750,000 ตารางเมตร มีทั้งพื้นที่ส่วนของศูนย์การค้า และที่พักอาศัย แบ่งเป็น ไอคอนสยาม (Main retails & Entertainment) พื้นที่ 500,000 ตารางเมตร และไอคอนลักซ์ (Luxury Wing) พื้นที่ 25,000 ตารางเมตร และคอนโดมิเนียมพักอาศัยมาตรฐานระดับโลก 2 อาคาร คือ แมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟร้อนท์ เรสซิเดนซ์ ณ ไอคอนสยาม และ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ พื้นที่รวม 225,000 ตารางเมตร

3. มูลค่าการลงทุนทั้งโครงการ 54,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นการลงทุนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ด้านอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชนในประเทศไทย แต่ได้มีความร่วมมือกับทางภาครัฐเพื่อสร้างให้เป็น Global Destination ระดับโลก

4. ในส่วนของการดีไซน์อาคารศูนย์การค้า 2 อาคาร (ไอคอนสยาม และไอคอนลักซ์) ออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากกระทง บายศรี และการห่มสไบ ตัวอาคารมีจำนวน 13 ชั้น มีที่จอดรถรองรับ 5,000 คัน

5. ICONLUXE ขนแบรนด์เนมชั้นนำมาไว้ที่นี่ รวม Flagship Stores ของแบรนด์ชื่อดัง และขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีโซนร้านอาหารถึง 5,000 ตารางเมตร และบริเวณชั้นบนสุดของ ICONLUXE ยังเปิดเป็น ICONSIAM Park สวนลอยฟ้าที่เป็นจุดชมวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยา

6. สยาม ทาคาชิมายะ ห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่มจากประเทศญี่ปุ่น ยกห้างญี่ปุ่นแท้แบบ Full-scale มาเปิดสาขาในเมืองไทยเป็นครั้งแรก มีพื้นที่ 35,000 ตารางเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 7 ชั้น มีสินค้ากว่า 500 แบรนด์ เป็นแบรนด์ญี่ปุ่นมากถึง 180 แบรนด์ และกว่า 80 แบรนด์ เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยตั้งชื่อว่าสยาม ทาคาชิมายะ คือครั้งแรกของแบรนด์ที่ยินยอมให้ใส่ชื่อประเทศอื่นร่วมกับชื่อห้างของตน

7. River Park เป็นพื้นที่ Community Space ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาขนาดใหญ่กว่า 10,000 ตารางเมตร คนทั่วไปสามารถมาสัมผัสบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา หรือชมการแสดงก็ได้

8. สุขสยาม เป็นพื้นที่รวบรวมงานศิลปะ งานฝีมือ อาหารการกินที่เป็นไฮไลท์ของทุกจังหวัดมาไว้ในพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร ให้คนไทยและชาวต่างชาติได้เที่ยวทั่วไทยภายในวันเดียว

9. สาวกได้เฮกับ Apple Store ที่เปิดเป็นสาขาแรกในประเทศไทย และเป็นสาขาที่สองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อจากประเทศสิงคโปร์

10. ตั้งเป้ามีทราฟิกผู้ใช้บริการเฉลี่ยวันละ 150,000 คน แบ่งสัดส่วนเป็นคนไทย 60% และนักท่องเที่ยว 40% โดยที่ในกลุ่มนักท่องเที่ยวแบ่งสัดส่วนเป็นนักท่องเที่ยวชาวยุโรป 60% และนักท่องเที่ยวเอเชีย 40%

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/10-things-icon-siam/

ผลสำรวจชี้ 13% ของพนักงานห้างค้าปลีกไม่โอเคกับนายจ้าง ถึงขั้นคิดอยากฆ่า!

มีผลการศึกษาเกี่ยวกับทัศนคติของลูกจ้างที่มีต่อนายจ้าง พบว่าอุตสากรรมค้าปลีกเป็นอีกหนึ่งวงการที่น่าเศร้าใจที่สุดในการทำงาน

Photo : Shutterstock

จากการศึกษาของ Vivatic องค์กรอิสระในการสำรวจด้านการตลาด ได้ทำการสำรวจกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,200 คน เกี่ยวกับประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ในการทำงานของลูกจ้างกับนายจ้าง เพื่อดูว่าวงการไหนที่มีทัศนคติต่อนายจ้างแย่มากที่สุด

ผลสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างเกินครึ่ง หรือ 52% บอกว่าตัวเองเกลียดงานที่ตนเองทำอยู่ เหตุผลหลักมาจากเจ้านายนั่นเอง และมีจำนวน 1 ใน 10 ของคนกลุ่มนี้มีความคิดถึงขนาดอยากฆ่านายจ้างเลยทีเดียว

โดยกลุ่มที่มีทัศนคติ หรือความสัมพันธ์กับนายจ้างแย่ที่สุดก็คือ กลุ่มคนงานก่อสร้าง มีสัดส่วนถึง 22% ที่มีความคิดอยากฆ่านายจ้าง

ส่วนวงการค้าปลีกนั้นก็ติดโผในอันดับที่ 4 พนักงานในอุตสากรรมนี้สัดส่วน 13% มีความสัมพันธ์ยอดแย่กับนายจ้างจนคิดอยากจะฆ่านายจ้างของตนเอง

ยังไม่พอ… ผลสำรวจยังบอกอีกว่าพนักงานค้าปลีกมีทัศนคติเชิงลบเกี่ยวกับงานมากที่สุด โดยเกือบ 1 ใน 3 ของกลุ่มตัวอย่างบอกว่าเกลียดงานที่ตัวเองทำอยู่

ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลของตัวลูกจ้างกับนายจ้างนั้น พบว่า 23% ของผู้ตอบแบบสอบถามจะไม่สนใจเจ้านายของตัวเองเท่าไหร่นัก 41% บอกว่าเขามักจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเจ้านายในที่ทำงาน และ 45% มองว่าเจ้านายเป็นคนแปลกหน้า

ผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง การที่พนักงานมีทัศนคติที่ไม่ดี รวมถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อเจ้านายนั้น ต้องมีเหตุอะไรที่ให้พวกเขารู้สึกเช่นนั้น โดยถ้าพนักงานมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดี กิ้ย่งช่วยทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

องค์กรอาจจะต้องคิดหาแนวทางในการเพิ่มความสัมพันธ์กับพนักงานให้ดีขึ้น อย่างเช่น การเพิ่มสวัสดิการให้ดีขึ้น หรือการจัดฝึกอบรมต่างๆ เพื่อปรับทัศนคติของแต่ละคน องค์กรจำเป็นต้องลงทุนในส่วนนี้มากขึ้น เพราปัจจัยเรื่องคนเป้นสิง่ที่สำคัญในการทำธุรกิจอย่างมากในยุคนี้

ลองคิดดูว่าถ้าองค์กรลงทุนในส่วนนี้ ย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าก็เป็นได้

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/retail-workers-imagine-killing-horrible-bosses/