คลังเก็บป้ายกำกับ: REVIEW

รีวิวสายชาร์จเซเว่นสุดน่ารัก ยกขบวน Bad Badtz-Maru ลิขสิทธิ์แท้ เอาใจสาวก Sanrio จากริซซ์

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru

เอาใจสาวก Sanrio ที่ชื่นชอบ Bad Badtz-Maru เจ้าเพนกวินตัวป่วน ที่ยกขบวนพร้อมกับเพื่อนๆ มาอยู่บนสายชาร์จเซเว่นลิขสิทธิ์แท้ จากริซซ์ จะน่ารักขนาดไหนมาชมกันเลย

รีวิวสายชาร์จเซเว่น Bad Badtz-Maru ลิขสิทธิ์ Sanrio แท้ จากริซซ์

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 1

ชุดสายชาร์จสุดน่ารัก จากการ์ตูนเรื่อง Bad Badtz-Maru ที่มาเติมความสนุกพร้อมกับเพื่อนๆ อย่างแมวน้ำ Good-Hana Maru, แพนด้าสาว Panda-Ba และสัตว์เลี้ยงคู่ใจของเขาอย่างเจ้าจระเข้ Pochi ไม่ได้มีแค่ความน่ารักเท่านั้น แต่ยังอัดคุณภาพมาเต็มกล่องกันเลยทีเดียว

รับประกัน 1 ปีเต็ม เปลี่ยนให้ทุกกรณีหากชำรุด ซื้อออนไลน์ได้ง่ายๆ ส่งถึงบ้านคุณ

ที่ Rizz Official Store ใน Shopee และ Rizz ใน ShopAt24 ส่งฟรีถึง 7-11 ใกล้บ้านคุณ และร้าน 7-11 ทั่วประเทศ

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 2

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 3

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 4

สายชาร์จ Bad Badtz-Maru มีอยู่ 2 รุ่นด้วยกัน คือ Sanrio Lightning Cable (SA-CHB-302) สำหรับหัวชาร์จ Lightning ที่ใช้กับ iPhone ได้ทุกรุ่น และรุ่น Sanrio Micro Cable (SA-CHB-301) หัวชาร์จ Micro USB สำหรับสมาร์ตโฟนรุ่นอื่นๆ และแบตเตอรี่สำรอง

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 10

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 11

ลวดลายบนอะแดปเตอร์เป็นคอนเซปต์ Bad Badtz-Maru ที่แจกความน่ารัก สดใส สีดำจะเป็นอะแดปเตอร์ที่มาพร้อมกับหัวชาร์จรุ่น Lightning สำหรับ iPhone จะเป็นรูปเจ้าเพนกวิน Bad Badtz-Maru เพียงตัวเดียว

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 7

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 6

ส่วนอะแดปเตอร์สีเทาจะมาพร้อมกับหัวชาร์จรุ่น Macro USB ที่มีลวดลาย Bad Badtz-Maru พร้อมผองเพื่อนและสัตว์เลี้ยงสุดที่รัก ครบแก๊งกันเลยทีเดียว

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 8

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 9

สายชาร์จมีลักษณะแบน ที่ช่วยลดพื้นผิวการสัมผัส พังยาก เพราะสามารถหลีกเลี่ยงการโดนหนีบได้ดี และอีกคุณสมบัติหนึ่งคือ ลดการพันของสายได้ดี หยิบขึ้นมาใช้งานได้ง่าย

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 13

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 12

การใช้งานสำหรับชาร์จ ก็เพียงแค่เสียบสายชาร์จกับหัวอะแดปเตอร์ แล้วชาร์จกับสมาร์ตโฟนได้เลย หัว USB ก็ถูกออกแบบมาให้เข้ากับคอนเซปต์ของ Bad Badtz-Maru เช่นกัน

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 19

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 15

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 18

จากการทดลองชาร์จแบตเตอรี่ iPhone ถือว่าชาร์จได้เร็วปกติ เท่ากับอะแดปเตอร์ Apple ทั่วไป ไม่มีปัญหาในการใช้งาน

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 17

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 14

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 16

ข้อมูลสินค้าได้รับการสนับสนุนจากริซซ์ (Rizz)

ไฮไลท์และสเปค

  • สายชาร์จเป็นแบบสายแบน มีพื้นผิวสายแบบพิเศษ มีริ้ว ลดพื้นผิวสัมผัส ช่วยให้สายไม่พันกัน สามารถม้วนเก็บและคลี่ออกมาใช้ได้ง่าย
  • สายมีความยาว 1เมตร ใช้งานได้สะดวก
  • สามารถชาร์จและถ่ายโอนข้อมูลได้
  • ลวดลายน่ารักสวยงาม และเป็นลิขสิทธิ์แท้จาก Sanrio แต่คุ้มราคา เหมาะกับเป็นของสะสม
  • ทุกผลิตภัณฑ์จาก Rizz (ริซซ์) มีการรับประกันคุณภาพสินค้า โดยเปลี่ยนใหม่ให้ทุกชิ้นหากสินค้าใช้งานไม่ได้ เต็มระยะเวลา 1 ปี
  • Input : 12-24 V DC
  • Output: DC 5V = 2A
  • WALL CHARGER 1  USB port จ่ายกำลังไฟสูงสุด  1.2 A

ราคาและสถานที่จัดจำหน่าย

สายชาร์จริซซ์ ลิขสิทธิ์แท้ Sanrio ซื้อออนไลน์ได้ง่ายๆ ส่งถึงบ้านได้ที่

  • Rizz Official Store ใน Shopee
  • Rizz ใน ShopAt24
  • ร้าน 7-11 ทั่วประเทศ

ในส่วนของราคา

  • Sanrio Lightning Cable (SA-CHB-302) หัวชาร์จ Lightning ราคา 179 บาท
  • Sanrio Micro Cable (SA-CHB-301) หัวชาร์จ Micro USB ราคา 159 บาท

Rizz Sanrio Cable Bad Badz Maru 5

พบกับความสนุก ความสวยน่ารักคุ้มราคากับสายชาร์จจากริซซ์ ลิขสิทธิ์แท้ ที่แฟนๆ Sanrio ต้องไม่พลาดกับความน่ารักของ Bad Badtz-Maru เจ้าเพนกวินเอาแต่ใจที่มากับผองเพื่อนที่อัดแน่นมาเต็มกล่อง นอกจากจะได้สายชาร์จลิขสิทธิแท้แล้ว คุณภาพก็คุ้มค่าเกินราคา

หมายเหตุ สาย Lightning เส้นนี้ไม่มี MFi

from:https://www.iphonemod.net/rizz-sanrio-cable-bad-badtz-maru.html

Advertisements

รีวิวหูฟัง SONY สำหรับสายออกกำลังกาย 3 รุ่น SONY WF-SP700N, SONY WI-SP500 และ SONY WI-SP600N

Sony 001

หูฟัง SONY รุ่น SONY WF-SP700N, SONY WI-SP500, SONY WI-SP600N เป็นหูฟังสายสปอร์ตที่ขาลุยไม่ควรพลาดมาพร้อมคุณสมบัติเด่นอย่างกันน้ำตามมาตรฐาน IPX4 และเสียงดีด้วย น่าสนใจขนาดไหนไปชมรีวิวกันเลย

เนื้อหารีวิวหูฟัง SONY ชุดนี้เป็นเนื้อหาได้รับการสนับสนุนจาก Studio 7

รีวิวหูฟัง SONY สำหรับสายสปอร์ต 3 รุ่น

Sony 002

วันนี้จะมารีวิวหูฟังทีเดียว 3 รุ่นเลย กับหูฟังบลูทูธที่ออกแบบมาเพื่อการออกกำลังกายรับรองว่าโดนใจสายสปอร์ตอย่างเราๆแน่นอน เป็นหูฟังที่เสียงดีคุณภาพเน้นๆโดยเฉพาะเบสแน่นๆ มาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำตามมาตรฐาน IPX4 กันเหงื่อ กันฝน กันเลยทีเดียวอย่างรุ่นท็อป WF-SP700N แล้วก็ตามมาด้วยรุ่นน้องๆอย่าง SONY WI-SP600N และ SONY WI-SP500 และแน่นอนว่าคุณสมบัติการออกกำลังกายต้องมีแน่ๆอยู่แล้วก็ทำมาเพื่อคนออกกำลังการโดยเฉพาะเลยนี้เนอะมาเริ่มกันเลยดีกว่า

SONY WF-SP700N

Sony 003

มาที่รุ่นท๊อปกันบ้างซึ่งก็จะเป็นหูฟังไร้สายอิสระ Truly Wireless ที่มาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน และ เทคโนโลยี NFC ไร้สายคล่องตัวสุดๆกับการใส่ไปเพื่อไปเข้าฟิตเนต ไปวิ่ง หรือทำกิจกรรมต่างๆที่เราอยากจะฟังเพลงอ่ะ ก็จะไม่มีสายมาเกะกะกวนใจ ที่สำคัญพลังเสียง EXTRA BASS จัดเต็มด้วยประสิทธิภาพเน้นๆ มาพร้อมเทคโนโลยี Noise Canceling ที่สามารถตัดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ และก็ยังมีเทคโนโลยี Ambient Sound ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเปิดรับเสียงภายนอกก็ได้ถ้าต้องการ โดดเด่นด้วยฟีเจอร์กันน้ำ กันเหงื่อ กันฝุ่น ตามมาตรฐาน IPX4 รวมไปถึงยังรองรับ Google Assistant (การเชื่อมต่อกับมือถือ) หรือระบบคำสั่งเสียงต่างๆ นอกจากนั้นยังใช้งานได้ยาวนานอีกด้วยในราคา 7,490 บาท

คุณสมบัติเด่นๆของ SONY WF-SP700N

  • ประเภทหูฟัง : ไดนามิกแบบปิด
  • ไดรเวอร์ยูนิต : 6 มม. (ทรงโดม)
  • แม่เหล็ก : นีโอดิเมียม
  • การตอบสนองความถี่ (การสื่อสาร BLUETOOTH) : 20Hz – 20,000Hz (การสุ่มตัวอย่าง 44.1kHz)
  • ป้องกันน้ำ : IPX4
  • มีเทคโนโลยี NFC
  • แบตเตอรี่
    • เวลาการชาร์จแบตเตอรี่ : ประมาณ 5 ชม.
    • ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ (เวลาการเล่นเพลงต่อเนื่อง)สูงสุด 3 ชม.
    • ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ (เวลารอ)สูงสุด 8 ชม. (เปิด NC)/สูงสุด 35 ชม. (ปิด NC)
  • การป้องกันเสียงรบกวน
    • สามารถสวิตช์เปิด/ปิดการป้องกันเสียงรบกวนได้
    • โหมดเสียง AMBIENT
  • ขนาด : 61.3 x 58.7 x 38.0 มม.
  • น้ำหนัก : 45 ก.

อุปกรณ์ในกล่อง

Sony 004 Sony 005

หน้าตากล่องข้างหน้าก็จะเป็นใสๆโชว์สินค้าด้านในให้ได้เห็นกันไปเลย เปิดกล่องมาก็จะเจอกับ

  • หูฟัง SONY WF-SP700N
  • กล่องที่ใช้เก็บหูฟัง พร้อมเป็นแท่งชาร์จให้กับหูฟังไปในตัว
  • สายชาร์จ Micro USB
  • ชุดจุกหูฟังซิลิโคน 4 ขนาด
  • ที่เกี่ยวใบหู 1 คู่
  • เอกสารและคู่มือต่างๆ

กล่องเก็บหูฟัง

Sony 006 Sony 007

มาพร้อมกับกล่องเก็บหูฟังรูปทรงสี่เหลี่ยมที่ดูอ้วนๆบวมๆหน่อย ตรงฝากล่องก็เปิดโดยการสไลด์ซ้าย-ขวา นะอย่าไปเปิดฝาขึ้นละเดี๋ยวพัง ภายในกล่องก็จะมีแบตเตอรี่ในตัวเพื่อชาร์จตัวหูฟังไปด้วยเวลาที่เราเก็บใส่กล่อง ฃาร์จได้เต็มที่ก็ประมาณ 2 ครั้งได้ แล้วก็อย่าลืมชาร์จกล่องด้วยละเดี๋ยวแบตหมด เวลาเก็บก็ไม่ยากจะมีสัญลักษณ์บ่งบอกว่าอันไหนซ้าย อันไหนขวา ก็วางตามที่มีสัญลักษณ์บ่งบอกได้เลย (ตามภาพ) ถ้าวางแบบเก็บปกติก็วางไปเฉยๆ แต่ถ้ากดลงไปนิดนึงให้ลงล็อคก็จะมีไฟสีแดงๆติดนะนั้นแปลว่ากำลังชาร์จหูฟังอยู่

ดีไซน์

Sony 008 Sony 009

หูฟังแบบ In-Ear ที่ดีไซน์สวยงามแนวสปอร์ต ดูทนทานไร้สายแยกซ้ายขวาออกจากกันอย่างอิสระ พร้อมเอียร์บัดมาให้เลือกถึง 4 ขนาดเพื่อความกระชับพอดีที่ปรับเข้ากับหูของคุณ รวมถึงตัวดันหูกันหลุดผลิตด้วยซิลิโคนนิ่มๆ สามารถยืดหยุ่นได้ดี ที่จะช่วยล็อกกับหูให้แน่นหนาไม่หลุดหรือร่วงง่าย กระชับสบายหูไม่เลื่อนหลุด น้ำหนักเบา พกพาสะดวก ใช้งานง่ายครอบคลุมทุกการออกกำลังจริงๆ ในราคา 4,990 บาท

ขั้นตอนการใช้งาน

Sony 010

หูฟังแต่ละข้างก็จะมีปุ่มใสๆเล็กๆ โดยมีทั้ง 2 ข้าง ข้างละปุ่มทั้งหูฟังมีอยู่แค่ปุ่มเดียวนั้นแหละ จะเปิดเครื่องเราก็แค่กดปุ่มทางหูด้านซ้ายค้างไว้เพื่อเป็นการ เปิด/ปิด เครื่อง แต่ถ้ากด 1 ครั้งก็จะเป็นการกดเพื่อสลับโหมดการทำงานจากโหมด Noise Canceling ก็คือระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอก ไปเปิดโหมด Ambient Sound ก็คือระบบเปิดเสียงจากภายนอกให้เราได้เสียงทั้งเสียงในหูฟังแล้วก็เสียงจากภายนอกเลย มาตรงปุ่มฝั่งขวากันบ้างกดครั้งหนึ่งก็จะเป็นการรับสายโทรศัพท์ รวมไปถึง หยุด/เริ่มเล่นเพลง แต่ถ้ากด 2 ครั้ง ก็จะเป็นการข้ามเพลง หรือถ้ากดติดกัน 3 ครั้งก็จะเป็นการย้อนกลับไปเพลงก่อนหน้านี้

SONY WI-SP600N

Sony 011

หูฟังรุ่นรองลงมาดีไซน์สายสปอร์ต มีสายสำหรับคล้องคอ แต่ถ้าไม่อยากใส่หูฟังแล้วก็เอาออกมาคล้องคอได้ สะดวก ใช้งานง่าย มาพร้อมรองรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 4.1 และมี NFC  รวมถึงระบบ Digital Noise Cancelling เป็นระบบที่จะช่วยตัดเสียงรบกวนภายนอกให้เราได้ยินแต่เสียงให้เต็มอารมณ์ไปเลย รวมถึงมีโหมด Ambient Sound ก็คือระบบช่วยให้ได้ยินเสียงภายนอกก็ได้ โดดเด่นด้วยคุณสมบัติกันน้ำ กันเหงื่อ กันฝุ่น ตามมาตรฐาน IPX4 คุณสมบัติอันนี้แหละที่โดนใจสายสปอร์ตอย่างแท้จริง นอกจากนั้นก็ยังสามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 6 ชั่วโมง

คุณสมบัติเด่นๆของ SONY WI-SP600N

  • ประเภทหูฟัง : ไดนามิกแบบปิด
  • ไดรเวอร์ยูนิต : 6 มม. (ทรงโดม)
  • แม่เหล็ก : นีโอดิเมียม
  • การตอบสนองความถี่ (การสื่อสาร BLUETOOTH) : 20Hz – 20,000Hz (การสุ่มตัวอย่าง 44.1kHz)
  • WEARING STYLE : อ้อมด้านหลังคอ
  • มีเทคโนโลยี NFC
  • แบตเตอรี่
    • เวลาการชาร์จแบตเตอรี่ : ประมาณ 1.5 ชม.
    • วิธีการชาร์จแบตเตอรี่ : ใช้เสียบสาย USB
    • ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ (เวลาการเล่นเพลงต่อเนื่อง) : สูงสุด 6 ชั่วโมง (ปิด NC)
    • ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ (เวลารอ) : สูงสุด 200 ชั่วโมง (ปิด NC), สูงสุด 10 ชั่วโมง (เปิด NC)
  • การป้องกันเสียงรบกวน
    • สามารถสวิตช์เปิด/ปิดการป้องกันเสียงรบกวนได้
    • โหมดเสียง :AMBIENT

อุปกรณ์ในกล่อง

Sony 012 Sony 013

หน้าตากล่องข้างหน้าก็จะเป็นใสๆโชว์สินค้าด้านใน งั้นเราไปดูอุปกรณ์ด้านในกล่องกันดีกว่าเปิดกล่องมาก็จะเจอกับ

  • หูฟัง SONY WI-SP600N
  • ชุดจุกหูฟังซิลิโคน 4 ขนาด
  • ที่เกี่ยวใบหู 1 คู่
  • เอกสารและคู่มือต่างๆ

ดีไซน์

Sony 014 Sony 015 Sony 016

เป็นหูฟังแบบ In-Ear พร้อมตัวดันหูกันหลุดผลิตด้วยทำด้วยซีลิโคนแบบนิ่ม ยืดหยุ่น ใส่แล้วสบายหู ไม่เจ็บ รวมถึงมีเอียร์บัดหลากหลายไซน์มาให้เปลี่ยนให้พอดีกับหู กระชับ ไม่ลื่นหลุด ตัวหูฟังนั้นออกแบบมาเพื่อแนวสปอร์ตมีสายคล้องคอพร้อมปุ่มควบคุม ด้านหลังหูก็จะมีโลโก้เด่นชัดอยู่ น้ำหนักเบา ส่วนสายผลิตจากวัสดุที่มาความทนทานสูงไม่ขาดง่ายแน่นอน พกพาง่ายเอาไปวิ่ง ไปออกกำลังกาย ไปฟังเพลงที่ไหนก็สะดวก 

ขั้นตอนการใช้งาน

Sony 017 Sony 018 Sony 019 Sony 020 Sony 021

ในส่วนที่เป็นปุ่มควบคุมการใช้งานก็จะมีสัญลักษณ์เด่นชัดใช้งานง่าย ก็จะมีทั้งหมดอยู่ 5 ปุ่ม ได้แก่ ปุ่ม เล่น / หยุด เพลงก็น่าจะรู้กันอยู่แล้วละเนอะว่าเอาไว้ใช้ทำอะไรพร้อมกับเป็นปุ่มรับสายด้วย ถัดไปก็ปุ่ม เพิ่ม / ลด ระดับเสียง เอาไว้เพิ่มและก็ลดเสียงเพลงที่เราฟังจะได้ไม่ต้องไปกดที่สมาร์ทโฟนกดที่หูฟังได้เลย ถัดมาอีกด้านก็เป็นช่องไว้สำหรับเสียบชาร์ทไฟเข้าหูฟังด้วยสาย Micro USB ถัดไปอีกก็ปุ่มพาวเวอร์ไว้ เปิด / ปิด หูฟัง สุดท้ายก็ปุ่มที่ไว้สำหรับกดสลับโหมด Noise Cancelling ตัดเสียงรบกวน / Ambient Mode เปิดรับเสียงภายนอก พร้อมสัญลักษณ์ NFC เชื่อมต่อง่ายๆเพียงแค่แตะกันกับอุปกรณ์ที่รองรับ

SONY WI-SP500

Sony 022

มาถึงรุ่นน้องกันบ้างกับตัว Sony WI-SP500 เป็นหูฟังไร้สาย แต่มีสายไว้สำหรับคล้องคอ เบา ใส่สบาย ออกแบบมาสำหรับคนรักการออกกำลังกาย พร้อมเทคโนโลยี Noise Canceling ที่สามารถตัดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ และก็ยังมีเทคโนโลยี Ambient Sound ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเปิดรับเสียงภายนอกได้เช่นเดียวกัน รวมไปถึงรองรับการเชื่อมต่อเล่นเพลงแบบไร้สายด้วยการเชื่อมต่อ Bluetooth และ การฟัง NFC One-Touch เพียงแค่แตะอุปกรณ์ NFC กับเครื่องหมาย N บนตัวเครื่องสำหรับการเชื่อมต่อที่รวดเร็ว รวมไปถึงสามารถกันน้ำกระเซ็นได้ พร้อมใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 8 ชั่วโมง ในราคา 2,990 บาท

คุณสมบัติเด่นๆของ SONY WI-SP500

  • ประเภทหูฟัง : กลางแจ้ง
  • ไดรเวอร์ยูนิต : 5 มม. (ทรงโดม)
  • แม่เหล็ก : นีโอดิเมียม
  • การตอบสนองความถี่ (การสื่อสาร BLUETOOTH) : 20Hz – 20,000Hz (การสุ่มตัวอย่าง 44.1kHz)
  • WEARING STYLE : หูฟังอินเอียร์
  • มีเทคโนโลยี NFC
  • แบตเตอรี่
    • เวลาการชาร์จแบตเตอรี่ : ประมาณ 2.0 ชม.
    • วิธีการชาร์จแบตเตอรี่ : ใช้เสียบสาย USB
    • ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ (เวลาการเล่นเพลงต่อเนื่อง) : สูงสุด 8 ชั่วโมง (ปิด NC)
    • ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ (เวลารอ) : สูงสุด 200 ชั่วโมง

อุปกรณ์ในกล่อง

Sony 023 Sony 024

หน้าตากล่องข้างหน้าก็จะเป็นใสๆโชว์สินค้าด้านใน งั้นเราไปดูอุปกรณ์ด้านในกล่องกันดีกว่าเปิดกล่องมาก็จะเจอกับ

  • หูฟัง SONY WI-SP500N
  • ชุดจุกหูฟังซิลิโคน
  • ตัวยึดสำหรับเก็บหูฟัง
  • เอกสารและคู่มือต่างๆ

ดีไซน์

Sony 025 Sony 026

เป็นหูฟังสายสปอร์ตที่มีรูปทรงยาวๆมีส่วนคล้ายๆแคปซูลยาใส่แล้วเท่ไม่เบาไร้สาย ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อความมั่นคงและความสบายในการสวมใส่ ส่วนจุกสำหรับที่ใส่หูฟังผลิตจากซิลีโคนนิ่มสบายหู กระชับพอดี พร้อมผิวสัมผัสมีร่องยางเป็นกลมๆเล็กๆ เพื่อให้ไม่ลื่นหลุดง่าย เพื่อยึดกับหูของคุณ และแน่นอยู่กับที่แม้เวลาที่คุณเหงื่อออก ไร้สายก็จริงแต่ก็ออกแบบมามีสายไว้สำหรับคล้องคอ ตัวของหูฟังนั้นผลิตด้วยวัสดุคุณภาพดีมีทนทานสูงทั้งในส่วนของหูฟังแล้วก็ตัวสายด้วย น้ำหนักเบา พกพาสะดวก

ขั้นตอนการใช้งาน

Sony 027 Sony 028 Sony 029 Sony 030

มาที่ปุ่มต่างๆที่ใช้ในการควบคุมการใช้งานกันบ้าง ในรุ่นนี้ปุ่มควบคุมต่างๆจะอยู่ที่หูข้างขวาทั้งหมด ก็จะมีด้วยกัน 3 ปุ่ม ได้แก่ ปุ่ม เพิ่ม / ลด ระดับเสียง เอาไว้เพิ่มและก็ลดเสียงเพลงที่เราฟังมันอาจจะดังไป เบาไป ก็กดได้ตามใจชอบเลย ลัวก็ปุ่มพาวเวอร์กดค้างไว้ก็จะเป็นการ เปิด / ปิด หูฟัง แต่ถ้ากดครั้งเดียวก็จะเป็นปุ่มรับสายแล้วก็เป็นปุ่มเล่นเพลงไปในตัวด้วย พร้อมสัญลักษณ์ NFC เชื่อมต่อง่ายๆเพียงแค่แตะกันกับอุปกรณ์ที่รองรับ นอกจากนั้นช่องสำหรับการชาร์จไฟก็จะอยู่ตรงส่วนหัวของหูฟังเลย

สรุป

สรุป คือทั้ง 3 รุ่นภายใต้แบรนด์ SONY นั้นขึ้นชื่อเรื่องเสียงดีอยู่แล้วนั้น ยิ่งหน้ากล่องนั้นก็บอกอยู่แล้วว่าหูฟังแบบ Extra Bass เบสหนักฟังสนุก จังหวะเพลงหนักหน่วงช่วยส่งให้เราอยากออกกำลังกายมากขึ้น แถมยังมาพร้อมกับคุณสมบัติกันน้ำ กันฝุ่น กันเหงื่อตามมาตรฐาน IPX4 เล่นหนักเหงื่อไหลแค่ไหนก็ไม่ต้องกลัวพัง พร้อมดีไซน์เท่ ทนทานตอบโจทย์กับทุกกิจกรรม และยังสามารถเชื่อมต่อแอพ Headphones Connect ในการปรับ Equalizer และโหมด Noise Canceling  ซึ่งโหมดนี้ สามารถตัดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ และก็ยังมีเทคโนโลยี Ambient Sound ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเปิดรับเสียงภายนอกก็ได้ไว้เวลาที่เราฟังเพลงไปด้วยก็จะได้ฟังสิ่งแวดล้อมรอบข้างไปด้วยไง ซึ่งถือว่าเป็นหูฟังที่ฟังก์ชั่นครบทุกการออกกำลังจริงๆ

พบกันที่ Studio 7 ทั่วประเทศ พิเศษ! ลดทันที 10% เมื่อช้อปผ่านออนไลน์ คลิก >>> https://shoponline.bananastore.com/loadpro/?promotion=sony-inear-with-mic

โปรโมชั่นพิเศษเฉพาะ วันนี้ – 31 ส.ค. นี้เท่านั้น

 

from:https://www.iphonemod.net/sony-wf-sp700n-sony-wi-sp500-sony-wi-sp600n-studio-7-review-advertorials.html

Review – Acer Swift 7 ปี 2018 โน้ตบุ๊คระดับท็อป บางที่สุดในโลกที่ 8.98 ม.ม. สเปก Core i7 ทำงานแบบไร้พัดลม

หากกล่าวถึงโน้ตบุ๊คบางเบาแล้ว หลายๆ คนต้องนึกถึงแบรนด์ Acer เป็นเจ้าแรกๆ อย่างแน่นอน โดยหลายปีที่ผ่านมายังเป็นแบรนด์แรกๆ ที่นำเสนอโน้ตบุ๊ครูปแบบใหม่อย่าง Ultrabook มาสู่ท้องตลาดอีกด้วย ก็ได้รับการต่อยอดมาโดยตลอด จนมาถึงซีรีส์ของ Swift รุ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น 3, 5, 7 ประจำปี 2018 ซึ่งในบทความรีวิวนี้เราจะมาว่าถึง Acer Swift 7 รุ่นใหม่ล่าสุดกัน

Acer Swift 7 ที่เป็นโน๊ตบุ๊คบางที่สุดในโลก โดยมีความบางเพียบ 8.98 มิลลิเมตร เรียกได้ว่าเสมอกับพอร์ต USB Type-C น้ำหนักก็แค่เพียง 1.2 กิโลกรัม กับหน้าจอขนาด 14 นิ้วใช้พาเนลแบบ IPS เรียกได้ว่าเป็น Ultrabook รุ่นใหม่ที่น่าสนใจจริงๆ มาพร้อมชิปประมวลผล Intel รุ่นประหยัดพลังงานพิเศษ แบบไม่จำเป็นต้องมีพัดลม อีกทั้งยังมาพร้อมกับลำโพงที่มีเทคโนโลยี Dolby Audio แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานต่อเนื่องถึง 10 ชั่วโมง สนนราคา 59,990 บาท สมกับความเป็นโน้ตบุ๊คบางเบาราคาสูงสุดจากทาง Acer

บทความรีวิวนี้เราจะมาว่าถึง Acer Swift 7 รุ่นใหม่ ที่เป็นโน๊ตบุ๊คบางที่สุดในโลก โดยมีความบางเพียบ 8.98 มิลลิเมตร เรียกได้ว่าเสมอกับพอร์ต USB Type-C น้ำหนักก็แค่เพียง 1.2 กิโลกรัม กับหน้าจอขนาด 14 นิ้วใช้พาเนลแบบ IPS

from:https://notebookspec.com/review-acer-swift-7-model-2018/449950/

พรีวิว Nokia 3.1 สมาร์ทโฟน Android One ขนาด 5.2 นิ้ว ให้สัมผัสแบบพรีเมี่ยมราคาเพียง 4,990 บาท

HMD Global สานต่อสมาร์ทโฟน Nokia 3 ในปีที่แล้ว ด้วย Nokia 3.1 พร้อมยกระดับการออกแบบด้วยวัสดุคุณภาพจากขอบอลูมิเนียมผสานกระจก Corning Gorilla Glass แบบโค้ง ทำให้ Nokia 3.1 มีดีไซน์สวยงามเหมือนเป็นสมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยม
Nokia 3.1 มาพร้อมจอแสดงผล HD+ (1440 x 720 พิกเซล) ขนาด 5.2 นิ้ว ไร้รอยบาก ให้อัตราส่วนภาพ 18:9 ป้องกันรอยด้วยกระจก Corning Gorilla Glass
เหนือจอแสดงผล มาพร้อมกล้องเซลฟี่ 8 ล้านพิกเซล ลำโพงหูฟัง และฝังเซ็นเซอร์ตรวจจับแสงกับระยะห่าง นอกจากนี้ภายในยังมากับเซ็นเซอร์ Gyroscope จึงรองรับแอพพลิเคชั่นหรือเกม AR หรือ VR

ใต้จอแสดงผลไม่มีปุ่มโฮมหรือปุ่มกดแบบ Physical เพราะฝังปุ่นนำทางไว้กับ User Interface ทำให้พื้นที่ขอบจอด้านล่างเหมือนจะหนาไปสักหน่อย แต่ก็ช่วยให้จับถือสมาร์ทโฟนได้อย่างถนัด โดยเฉพาะเวลาใช้งานในแนวนอนเพื่อเล่นเกม
ด้านหลังติดตั้งกล้องตัวหลักไว้ตรงกึ่งกลาง พร้อมแฟลช LED มีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนอยู่เหนือเลนส์กล้อง ถัดลงมาจะเห็นโลโก้ Nokia และส่วนล่างสกรีนโลโก้ Android One ภายใต้แผงหลังฝังแบตเตอรี่ความจุ 2990mAh
ขอบด้านข้างใช้วัสดุอลูมิเนียมมีความบาง 8.7 มิลลิเมตร ฝั่งขวามือมีปุ่มปรับระดับเสียง ถัดลงมาเป็นปุ่มเพาเวอร์
อีกข้างหนึ่งมีถาดใส่ซิมการ์ด รองรับขนาดนาโนทั้ง 2 ช่อง ส่วนถาดใส่การ์ด MicroSD ทำแยกออกมาอีกช่องหนึ่ง ไม่ต้องไปแย่งใช้กับช่องซิมที่สอง
ด้านบนพบกับช่องเสียบแจ็คหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
ด้านล่างประกอบไปด้วยไมโครโฟน, พอร์ตเชื่อมต่อสาย Micro USB และ ลำโพงตัวหลัก
Nokia 3.1 ชูจุดเด่นที่ระบบปฏิบัติการ Android แบบเพียวๆ ไม่มีการสร้าง User Interface มาสวมทับ ตอบสนองการใช้งานได้ลื่นไหล และยังได้รับการอัพเกรดเวอร์ชั่นใหม่อย่างสม่ำเสมอในช่วง 2 ปีแรก นั่นหมายถึง Android P เวอร์ชั่นล่าสุดที่จะพร้อมอัพเดทในปลายปี 2018 ก็จะมาถึง Nokia 3.1 ด้วยเช่นกัน
สำหรับชิปประมวลผลเลือกใช้ MediaTek MT6750N Octa Core 1.5GHz ด้านความจำทำออกมา 2 เวอร์ชั่น คือ RAM 2GB จับคู่กับ ROM 16GB และ RAM 3GB จับคู่กับ ROM 32GB ทั้ง 2 เวอร์ชั่นยังสนับสนุนการ์ด MicroSD สูงสุด 128GB
Nokia 3.1 มาพร้อมกล้องด้านหลัง 13 ล้านพิกเซล รูรับแสง F2.0 พร้อมแฟลช LED มีระบบออโตโฟกัส รองรับโหมดถ่ายภาพ HDR ส่วนกล้องเซลฟี่ มีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง F2.0 มุมกว้าง 84.6 องศา

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วย Nokia 3.1

เชื่อว่าราคา 4,990 บาท คงไม่สูงจนเกินไปนัก สำหรับผู้ที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนเพื่อตอบโจทย์การใช้งานพื้นฐาน แต่ต้องการความเสถียรของระบบ คุณภาพการผลิต และใช้แบรนด์ที่วางใจได้
Nokia 3.1 เชื่อมโยงผู้ใช้งานกับโลกอินเตอร์เน็ตผ่าน 4G LTE และ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac จอแสดงผล HD+ อัตราส่วนภาพ 18:9 เหมาะสำหรับการดูหนังออนไลน์ ประสิทธิภาพของชิปประมวลผลเพียงพอสำหรับการท่องโลกโซเชี่ยล และเล่นเกมเพื่อฆ่าเวลา โดยที่แบตเตอรี่ก็ให้อายุนานเพียงพอตลอดวัน

from:http://www.flashfly.net/wp/226265

รีวิว Moto E5 Plus สมาร์ทโฟนราคาต่ำหมื่น พร้อมแบตเตอรี่สุดอึด

Motorola ค่ายมือถือระดับตำนาน ภายใต้ร่มเงาของ Lenovo ยังคงทยอยออกรุ่นใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รุ่นระดับล่างถึงระดับบน ซึ่งมีสามซีรีส์ที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ได้แก่ Z Series, X Series และ E Series โดยเมื่อไม่นานนี้ Moto E5 Plus เป็นซีรีส์ระดับล่างรุ่นใหม่ ในราคาต่ำหมื่น พร้อมแบตเตอรี่ที่ให้มาถึง 5000 mAh

No Description

ตัวเครื่อง

ดีไซน์ Moto E5 Plus มาทรงเดียวกับ Moto X4 ใช้กระจกเป็นวัสดุหลัก ด้านหลังมีความเงางาม โค้งรับกับอุ้งมือ ให้ความรู้สึกกระชับเมื่ออยู่ในมือ ตัวเครื่องมีความหนาและหนักพอสมควร

No Description

หน้าจอ IPS LCD มีขนาด 6 นิ้ว Max Vision Display \อัตราส่วน 18:9 ความละเอียด HD+

No Description

องค์ประกอบรอบตัวเครื่อง จากด้านหลังส่วนที่เป็นโมดูลกล้องทรงกลม จะเห็นว่าเหมือนมีเลนส์กล้องสองตัว แต่จริงๆ มีแค่ตัวเดียว ถัดลงมาเป็นแฟลช LED และโลโก้ Motorola ที่เป็นสแกนลายนิ้วมือในตัวด้วย

No Description

ใน Moto E5 Plus ยังมาพร้อมช่องเสียบหูฟัง 3.5mm. ด้านบน, ใช้พอร์ท microUSB

No Description

No Description

ด้านหน้านอกจากกล้องหน้าและแฟลชแล้ว ลำโพงที่ใช้สนทนายังใช้เป็นลำโพงหลักของเครื่องด้วย

ด้านขวาตัวเครื่องเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง กับปุ่มพาวเวอร์, ส่วนด้านซ้ายเป็นถาดใส่ซิม สามารถใส่ Nano SIM ได้สองซิม พร้อม microSD card ในเวลาเดียวกัน รองรับความจุสูงสุด 256GB

No Description

การใช้งาน

Moto E5 Plus ใช้ชิป Qualcomm Snapdragon 430, จีพียู Adreno 505 เป็นสเปกระดับล่างที่สอดคล้องกับราคา มาพร้อม Android 8.0 พร้อมเอกลักษณ์ที่ยังเน้นความเป็น Pure Android เหมือนทุกซีรีส์ ซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่าทาง Motorola ต้องการให้การใช้งานแบบต่อเนื่องมีความลื่นไหลมากที่สุด ส่วนจะได้ไปได้ใน Android Pie หรือรุ่นถัดๆ ไปหรือเปล่า ก็คงต้องลุ้นกันไปอีกเช่นเดิม

การสั่งงานแบบ Gesture ในแบบฉบับของ Moto ยังมาพร้อม Moto Action กับ Moto Display ซึ่งก็คงบอกได้ว่าก็แถบไม่มีลูกเล่นอะไรใหม่

No Description

ตัวเครื่องใช้แรม 3GB ในการใช้งานพื้นๆ อย่าง Facebook, LINE, Instagram, YouTube ก็ถือว่าหายห่วง ลำโพงที่ใช้ฟังเสียงให้ความดังพอสมควร แต่ไม่ถึงขั้นให้รายละเอียดของเสียงที่ครบถ้วน

No Description

การเล่นเกม RoV ผมลองทดสอบปรับคุณภาพกราฟิกในระดับสูงทั้งหมด ค่าเฟรมเรตระหว่างเล่นจะแกว่งอยู่ราวๆ 33 – 35 FPS มีหน่วงๆ ไปบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรที่น่ากังวล หากใครที่เน้นเล่นยาวๆ และต้องการเล่นได้ลื่นตลอด ก็แนะนำว่าให้ปรับกราฟิกเป็น default จะดีที่สุด

ทั้งการใช้งานทั่วไป เล่นเกมหลายๆ ชั่วโมง แบตเตอรี่ก็ยังเหลือพอที่จะใช้งานต่อข้ามไปอีกวัน เพราะความจุที่ให้มาถึง 5000 mAh มีความอึด เป็นจุดขายหลักที่ Motorola ใส่เข้าในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้

กล้องถ่ายภาพ

No Description
ความละเอียดกล้องหลังอยู่ที่ 12 ล้านพิกเซล, มี Laser Auto Focus ตัวช่วยสำหรับโฟกัสให้ไวยิ่งขึ้น โหมดที่ติดมาด้วย ได้แก่ โหมด Pro, Slow-Motion, Panorama และ Video ที่ถ่ายได้ในความละเอียดสูงสุด Full HD 1080p (30fps)

No Description

ในการถ่ายจริงนั้น จังหวะการจับภาพในสภาพแสงปกติทำได้รวดเร็ว หากเป็นช่วงแสงน้อยจังหวะจับภาพจะทำได้ช้าลงเล็กน้อย ส่วนคุณภาพของภาพถ่ายในช่วงแสงปกติก็ถือว่ารับได้ในสมาร์ทโฟนระดับนี้ สีของภาพเป็นธรรมชาติ

ตัวอย่างภาพ

No Description

No Description

No Description

No Description

สรุป

ก็ต้องยอมรับว่า Moto E5 Plus เป็นซีรีส์ระดับล่างที่ไม่เน้นสเปกที่หวือหวามากเกินกว่าราคา 5,990 บาท จุดขายหลักๆ จะอยู่ดีไซน์ที่สวยงาม ทัดเทียมกับรุ่นที่แพงกว่าอย่าง Moto X4 แม้ตัวเครื่องจะหนาและหนักกว่าก็ตาม กับอีกจุด คือแบตเตอรี่ ที่ให้มา 5000 mAh ตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ที่เสพติดมือถือและใช้นานๆ ในแต่ละวัน

ส่วนคำถามที่ว่าความเป็น Pure Android ในสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ จะได้ไปต่อหรือไม่ใน Android Pie หรือรุ่นถัดๆ ไป ก็คงต้องขึ้นอยู่กับทาง Motorola ว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/104538

Review – Acer Nitro VG240 จอเกมมิ่งน่าโดนที่สุด งบไม่เกิน 5,000 บาท IPS + 75Hz + 96% sRGB

มีใครจะรู้บ้างว่านอกจากเกมมิ่งโน้ตบุ๊ค Acer Nitro 5 แล้ว Acer ยังได้ออกผลิตภัณฑ์อื่นอีกภายใต้ซีรีส์ Nitro ซึ่งนั่นก็คือจอมอนิเตอร์เกมมิ่งสุดคุ้มที่ได้สเปคแบบจัดเต็ม ในราคาที่ถูกแสนถูกกับ Acer Nitro 5 VG240 ได้จอ IPS ขนาด 24 นิ้ว ความละเอียด Full HD รองรับการแสดงผลแบบ 75 Hz FreeSync ในราคาเพียง 4,990 บาทเท่านั้น พร้อมประกัน 3 ปีเต็ม รีวิวข้างในจะเป็นอย่างไรบ้างไปชมกันเลยครับ

สเปคเบื้องต้น

  • Model : VG240Ybmiix
  • Display Size : 23.8 นิ้ว
  • Panel Type : IPS 
  • Resolution : 1920 x 1080 Full HD
  • Refresh Rate : 75Hz wih AMD FreeSync
  • Response Time : 1 ms
  • Brightness : 250 nits (cd/m2)
  • Color Supported : 16.7 million, 8-bit, 96% sRGB
  • Contrast Ratio : 100 million:1 max (ACM)
  • Connector : Audio Port 1 Port, VGA Port 1 Port, HDMI Port 2 Port
  • Warranty : 3 Years
  • Price : 4,990 Baht

 ดีไซน์

ตัวจอลักษณะภายนอก Acer Nitro VG240 จะถูกออกแบบมาเป็นแนวสไตล์เกมมิ่งที่จะเน้นโทนสีดำแดงเป็นหลัก มีโลโก้ Acer อยู่ตรงกลาง วัสดุจะเป็นพลาสติก งานประกอบโอเคใช้ได้ แต่ขาตั้งอาจจะดูโยกเยกง่ายไปหน่อย ส่วนหน้าจอเป็นจอด้าน ขอบบางแบบ ZeroFrame ทำให้เวลาดูหนังเล่นเกมได้เต็มตาแทบจะไร้ขอบ พร้อมขาตั้งฐานรองจะเป็นรูปตัว V Shape ทรงแนวสปอร์ตสีแดงเข้ากับความเป็นเกมมิ่งสุดๆ การประกอบจอกับขาตั้งก็ทำได้ง่ายเสียบเข้าล็อค หมุนๆ สลักที่ใต้ขาตั้งก็ใช้ได้เลย

การปรับหน้าจอสามารถปรับได้แค่ก้มเงยเท่านั้น ไม่สามารถปรับเอียงซ้ายขวาได้ โดยปรับก้มเลยได้ -5 ถึง 25 องศา ด้านหลังจะมีโลโก้ Acer อยู่ที่มุมบนซ้าย ปุ่มกด OSD ก็จะอยู่ด้านหลัง มีทั้งหมดด้วยกัน 4 ปุ่ม พร้อมปุ่มกดจอยสติ๊ก 5 ทิศทางสำหรับเลื่อนเมนู ใช้งานง่ายไม่ยุ่งยาก

นอกจากนี้ด้านหลัง Acer Nitro VG240 ยังมีช่องระบายความร้อนอยู่ด้านบนออกแบบเป็นรูปตัว V หัวกลับ พร้อมตรงกลางก็จะมีรู Vesa Mount มาตรฐานสากลไว้สำหรับติดจอกับผนัง ส่วนพอร์ตเชื่อมต่อต่างๆ อยู่ด้านใต้อีกที ซึ่งจะมีทั้ง HDMI 2 ช่อง, VGA, Audio in และ Headphone ครบครันเพียงพอต่อความต้องการเล่นทีเดียวเลยครับ

การใช้งาน

สีสันของจอ Acer Nitro VG240 ที่ได้ถือว่าประทับใจทีมงาน NBS มากเลยทีเดียว ด้วยราคาเพียง 4,990 บาท แต่ให้สีสันได้ชัดเจนขนาดนี้ ดีเกินค่าตัวไปมาก สีดำก็ดำค่อนข้างสนิท มุมมองภาพที่ได้ชัดเจนทุกมุมมองด้วยความที่จอเป็นพาเนล IPS ไม่ว่าจะมองจากด้านซ้าย ด้านขวาหรือมุมเงยก็ตาม เรื่องเสียงก็ทำได้กลางๆ พอใช้ เสียงดังใช้ได้ด้วยลำโพงขนาด 2W 2 ตัว แยกเสียงซ้ายขวาชัดเจน

ที่น่าประทับใจกว่านั้นคือขอบเขตสีหน้าจอที่ได้สูงถึง 96% sRGB จากการคาลิเบทด้วย Spyder5Elite ทำให้เราสามารถใช้จอ Acer Nitro VG240 ทำงานเกี่ยวกับเรื่องตกแต่งภาพ ตัดต่อวิดีโอได้ไปอย่างดี สีเพี้ยนน้อยนั่นเองครับ หายากมากที่จะได้จอที่สีเที่ยงตรงขนาดนี้ในงบประมาณนี้ครับ

โหมดการใช้งานสามารถตัวเครื่องตั้งค่าโหมดเกมมาให้ถึง 8 โปรไฟล์ คือ โหมด Game Action, Game Sports, Game Racing, Eco ประหยัดพลังงานตัดแสงสีฟ้า, Standard ธรรมดา, Graphics เน้นความเที่ยงตรงสี, Moive ไว้สำหรับดูหนัง และโหมด User ที่เราไว้สามารถปรับค่าต่างๆ ได้ตามความต้องการ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์พิเศษคือ Aim Ponit ที่จอสามารถสร้างเป้าจุดตรงกลางหน้าจอไว้สำหรับเล่นเกมแนว FPS ได้อีกด้วย (ใช้สไนมีเป้าเล็ง)

การใช้งานการเล่นเกมก็ถือว่าทำได้ดีจากที่จอรองรับการแสดงผลสูงสุด 75 Hz FreeSync + Respond Time 1 ms ทำให้ภาพที่ได้ลื่นไหลแตกต่างจากจอพวก 60 Hz ธรรมดาแบบรู้สึกได้เมื่อเล่นเกมใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ แต่ก็ยังไม่เห็นผลต่างมากเท่าพวกตัวจอ 120, 144 หรือ 240 Hz โดยรวมแล้วจากการใช้งานต่อเนื่อง 3-4 ชั่วโมงขึ้นไปรู้สึกสบายตา ไม่เมื่อยตา มากกว่าพวกจอ 60 Hz ธรรมดาอย่างเห็นได้ชัดครับ (จากรูปคือต่อจากโน้ตบุ๊ค เปิด V-Sync ผ่านสาย HDMI ความละเอียด Full HD)

สรุป

ด้วยงบประมาณไม่เกิน 5,000 บาทบอกเลยว่าจอ Acer Nitro 5 VG240 ถือว่าให้สเปคมาคุ้มค่าที่สุดแล้ว ณ เวลานี้ครับ ทั้งที่ได้ขนาด 23.8 นิ้ว พาเนล IPS ความละเอียด Full HD เต็มสเกล รองรับการแสดงผล 75 Hz AMD FreeSync + Respond Time 1 ms เหมือนพวกจอ TN อีก การดีไซน์ก็เป็นแบบขอบบาง ZeroFrame แถมยังมีค่าขอบเขตสีสูงถึง 96% sRGB เรียกได้ว่าคุ้มค่าจนไม่รู้จะเอาอะไรอีกกับราคาเพียง 4,990 บาทประกัน 3 ปีเต็ม

ในส่วนของอุปกรณ์ในกล่องที่มีมาให้เลยคือ จะมีทั้งสาย HDMI, VGA, สาย AC, AUX และคู่มือ ถือว่าใจป้ำมากๆ ให้มาครบครันไม่ต้องไปซื้ออะไรเพิ่ม ซึ่งจอบางแบรนด์จะไม่มีพวกสาย HDMI มาให้ ต้องไปซื้อกันเอาเอง ส่วนข้อสังเกตที่เห็นได้ชัดเลยคือขาตั้งของหน้าจอที่มันดูไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไร โยกเยกไปมาไม่ค่อยยึดติดกับโต๊ะ แต่อย่างว่าคนไม่มีใครไปขยับจอหรือขยับโต๊ะเล่นบ่อยๆ หรอกนะครับ และอีกอย่างคือหาซื้อยากมากไปไหนของก็หมด ต้องหาซื้อจากร้านค้าออนไลน์เท่านั้นถึงจะพอมีของอยู่บ้างครับ

ข้อดี

  • ได้จอใหญ่ 23.8 นิ้ว Full HD เต็มสเกล พาเนล IPS ดีไซน์แนวเกมมิ่ง
  • ได้ค่า Refresh Rate 75 Hz ที่เป็นเทคโนโลยี AMD FreeSync
  • ได้ค่า Respond Time 1 ms เทียบเท่าพวกจอ TN
  • ขอบเขตสีสูงถึง 96% sRGB
  • ขอบบางมากเป็นแบบ ZeroFrame ทำให้ได้ภาพเต็มตา หรือเอามาต่อหลายจอได้แบบแทบไม่มีรอยต่อ
  • มีลำโพงในตัว คุณภาพเสียงกลางๆ
  • อุปกรณ์ในกล่องมีทั้งสาย HDMI, VGA, AUX มาให้เลยไม่ต้องไปซื้อเพิ่ม
  • ประกัน 3 ปีเต็ม
  • ราคาเพียง 4,990 บาท คุ้มมากเมื่อเทียบกับสเปคที่ได้

ข้อสังเกต

  • ขาตั้งหน้าจอไม่ค่อยแข็งแรง โยกเยกง่าย
  • หาซื้อตามร้านค่อนข้างยาก ต้องซื้อตามออนไลน์เท่านั้น

รูปภาพเพิ่มเติม

ดูร้านที่มีจำหน่ายได้ > ที่นี่

from:https://notebookspec.com/review-acer-nitro-vg240-ips-75hz-96srgb/450425/

Hand-On ทดสอบใช้ Xiaomi Mi8 สมาร์ทโฟน (เรือธงอีกแล้ว!) ของแรงไม่แพง แถมความเทพด้านกล้องมากขึ้น

Xiaomi Mi8 สมาร์โฟนรุ่นล่า ของทาง Mi ที่เปิดตัวเปิดราคาจำหน่ายในเมืองไทยออกมาแล้ว และเมื่อดูจาสเปค ความสามารถ และหน้าตา ก็ต้องนับว่าเป็นเครื่องเรือธงอีกหนึ่งรุ่นของแบรนด์ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ออกสมาร์ทโฟนสเปค Hi-End มาถี่มากทีเดียวครับ

จุดขายของรุ่นนี้เลย ก็คือ สเปคคุ้มราคาอีกเช่นเดิม ไม่ต้องมีอะไรมากสำหรับสินค้าแบรนด์นี้ จ่ายน้อย ได้เยอะ

โดยในรุุ่น Xiaomi Mi8 มีการพัฒนาที่โดดเด่นมากๆ ในด้านกล้องอีกด้วยครับ จากที่ผมได้ลองใช้งานต้องบอกเลยว่า “กล้องดีมากจริง” ฉลาด ถ่ายง่าย และภาพออกมาสวยทั้งการถ่ายภาพวิวและภาพบุคคล โดยเฉพาะภาพบุคคลที่มีการปรับแต่งแปลกใหม่หลายตัวใส่เข้ามาให้ครับ

และการถ่ายวีดีโอที่ผมทึ่งกับระบบกันสั่นของมันมาก เดินไปถ่ายไป นิ่งเหมือนเราใส่ไม้กันสั่นเลยครับ นิ่งมากจริงๆ

ตัวเครื่องของ Xiaomi Mi8 ออกแบบมาเรียบๆ หรูๆ แนวฝาหลังผิวกระจก คลุมโค้งรอบตัวทั้งสี่ด้าน โดยในกล่องเครื่องทดสอบที่ผมได้มา มีมาพร้อมเคสใสซิลิโคน ที่ชาร์จแบบ Quick Charge และตัวแปลงพอร์ต USB -Type C ให้เป็นรูหูฟังแบบ 3.5 มม. ครับ เพราะว่าไม่มีรูหูฟังบนเครื่องโดยตรง

ตัวเครื่องค่อนข้างบางทีเดียวครับ นับเป็นเครื่องสมาร์ทโฟนสเปคสูงที่เครื่องดูเล็กและบาง เบา กว่าทั่วๆ ไป  (บาง 7.6 มิล และหนัก 175 กรัม) ในขนาดแบตเตอรี่ 3,400 mAh  แถมรองรับระบบ Quick Charge 4.0 ด้วยนะครับ แต่ต้องไปซื้อ Adaptor แยกที่รองรับ QC4.0 มาใช้นะครับ เพราะที่ให้มาในกล่องจะเป็นตัว QC 3.0 ครับ เรื่องแบตและระบบการชาร์จยอดเยี่ยมล้ำยุคทีเดียว ถ้าไม่ซีเรียสมาก เอาแค่ระบบ QC 3.0 ก็ชาร์จไวมากแล้วครับ

การถือจับสบายมือมาก เป็นเครื่องที่ผมพกใช้งานบ่อยมากที่สุดในช่วงหลังๆ ด้วยขนาดหน้าจอที่ไม่เล็ก 6.2 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ แต่เครื่องไม่ใหญ่ ถือใช้งานได้สบายมือครับ

มีที่สแกนลายนิ้วมือด้านหลังตัวเครื่อง ซึ่งจริงๆ แล้วเจ้าเครื่อง Xiaomi Mi8 จะรองรับการสแกนใบหน้าด้วยเซ็นเซอร์อินฟราเรดที่สแกนใบหน้าในที่มืดได้ แต่น่าเสียดายที่ซอฟท์แวร์สำหรับจำหน่ายในไทยตอนนี้ที่ผมได้เครื่องมาทดสอบ ยังไม่เปิดการใช้งานฟังก์ชั่นการสแกนใบหน้าให้ครับ ต้องรอการอัพเดทอีกครั้งจึงยังไม่ได้ลอง

ใช้ระบบ Android 8 ครอบทับด้วย MIUI มีธีมให้เลือกใช้



ในส่วนของระบบก็ลื่นไหลดี แต่ก็มีอาการรีโหลดให้เห็นบ้างในหน้าโฮมเวลาสลับหน้าใช้งาน อาจจะรวมเป็นสิ่งที่รอการอัพเดทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีมากขึ้นผมเชื่อว่ามันยังรีดประสิทธิภาพได้อีกครับ เพราะตามเสปคแล้วเจ้าตัวนี้ถือว่าสุดยอดไม่เบา ทั้งหน่วยประมวลผล Snapdragon 845 รุ่นใหม่ล่าสุด ตัว GPU Adreno 630 และมีแรมให้ 6GB ชุดนี้แรงเกินพอ ผลทดสอบ Benchmarke ได้มากกว่าสองแสนห้าหมื่น



ในด้านการเชื่อมต่อก็มีมาให้ครบนะครับ รองรับ NFC, Wi-Fi AC 5.0 GHz และ Bluetooth 5.0 รองรับสองซิมการ์ดแบบ Dual 4G ใช้งาน 4G ได้พร้อมกันทั้งสองซิม และ VoLTE การเชื่อมต่อสัญญาณไร้สายระดับสูงครบครัน  แต่รุ่นนี้ไม่สามารถเพิ่มหน่วยความจำด้วย Micro SD card ได้นะครับ ฉะนั้นเลือกเครื่องหน่วยความจำตามที่ต้องการในตอนซื้อ เพราะจะมีจำหน่ายในรุ่น 64GB และ 128 GB ครับ

รวมทั้ง Xiaomi Mi8 เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลก ที่มาพร้อมกับระบบจับตำแหน่ง GPS แบบคู่ ด้วยชิปเซ็ตภายในที่จับสัญญาณดาวเทียมในระบบ L1 และ L5 ได้พร้อมๆ กัน ตามเทคนิคแล้วก็จะส่งผลให้มันระบุตำแหน่งตัวเองได้แม่นยำกว่าเดิมครับ ซึ่งการทดสอบมันก็จับสัญญาณได้ดีตามมาตรฐานเครื่องระดับสูง ไม่หลุดตำแหน่ง ใช้งานนำทางได้แน่นอนครับ

ฟังก์ชั่นเด่นๆ ภายในของ Xiaomi ก็มีใส่เข้ามาให้ในเครื่อง Mi8 เช่นการเพิ่มพื้นที่พิเศษสำหรับการใช้งานที่ปลอดถัยและเป็นส่วนตัวมากขึ้น

การโคลนแอพที่แยกแอพในเครื่องให้ใช้งานพร้อมกันได้สองบัญชีในเครื่องเดียว ซึ่งก็รองรับแอพที่คนไทยใช้งานกันบ่อยๆ ได้ครบครับ แต่บางแอพก็แยกได้แต่เข้าใช้งานจริงไม่ได้เช่นแอพเกมบางเกมเป็นต้น เพราะตัวเกมถูกออกแบบให้ตรวจจับและป้องกันไว้ชัดเจน

กล้องถ่ายภาพ

จุดเด็กของรุ่น Xiaomi Mi8 อยู่ที่กล้องถ่ายภาพนะครับ พัฒนามาแบบพลิกโฉมจาก Mi6 แบบคนละเรื่องเทียบไม่ได้ ฉลาดมากขึ้น มี AI ภาพสวยขึ้น ถ่ายง่ายขึ้น และลูกเล่นมากขึ้นเยอะมาก และกล้องถ่ายวีดีโอที่มีระบบกันสั่นที่น่าทึงมากครับกับผลลัพท์


มีโหมดถ่ายภาพหนัาชัดหลังเบลอที่แปลกๆ ใหม่ๆ ด้วยการย้อมฉากหลังเป็นเส้นแสงและทิศทางในมุมต่างๆ ได้ ซึ่งมันตัดภาพออกมาฉลาดมากครับ คุณภาพของกล้องคู่ค่อนข้างดี เป็นเซนเซอร์ขนาด 12 ล้าน + 12 ล้านพิกเซล f 1.8 และ f 2.4 ขนาดพิกเซลใหญ่ 1.4 ไมครอน






สามารถซูมภาพได้สองเท่าแบบไม่เสียความละเอียด


ตัดภาพบุคคลกับฉากหลังได้คมมากครับ






ตัวอย่างภาพถ่าย









ตัวอย่างกล้องหน้า 20 ล้านพิกเซล


สรุปปิดท้าย

หมื่นกลางๆ กับประสิทธิภาพทะลุราคา Xiaomi Mi8 มาเต็มด้วยความแรงและเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ รวมถึงกล้องถ่ายภาพที่เด็ดขาด จ่ายเงินแล้วสบายใจแน่นอนในความคุ้มครับ

ข่าว: Hand-On ทดสอบใช้ Xiaomi Mi8 สมาร์ทโฟน (เรือธงอีกแล้ว!) ของแรงไม่แพง แถมความเทพด้านกล้องมากขึ้น มีที่มาจาก: แอพดิสคัส.

from:https://www.appdisqus.com/2018/08/12/hand-on-xiaomi-mi8-review.html