คลังเก็บป้ายกำกับ: ROUTER

อัพเดทเราท์เตอร์ MikroTik ด่วน! หลังเครื่องกว่า 170,000 โดนมัลแวร์ถล่ม

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Trustwave พบเราเตอร์ MikroTik จำนวนมากกว่า 170,000 เครื่องในบราซิลที่ยังไม่ได้อัพแพทช์ล่าสุด กำลังกลายเป็นเหยื่อของขบวนการโจมตีผ่านมัลแวร์ขุดเหมืองเงินคริปโตอยู่ในขณะนี้ซึ่งกำลังกลายเป็นกองทัพซอมบี้หรือบอทเน็ทสำหรับเตรียมแพร่เชื้อมัลแวร์สืบต่อทายาทไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

เรื่องมีที่มาอยู่ว่า เมื่อเมษายนที่ผ่านมานั้น MikroTik ได้ออกแพทช์อุดช่องโหว่ที่เปิดให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเราท์เตอร์ของตนเองจากระยะไกลได้ ซึ่งหลังจากนั้นนักวิจัยที่ค้นพบช่องโหว่ดังกล่าวจึงได้เปิดเผยตัวอย่างโค้ดที่ทดสอบการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่แก่สาธารณะเพื่ออธิบายขั้นตอนการเข้าถึงอุปกรณ์ของ MikroTik

แต่ทว่าตัวอย่างโค้ดที่พิสูจน์ช่องโหว่ดังกล่าว หรือที่เรียกว่า Proof-of-Concept (PoC) ซึ่งเขียนอยู่ในรูปภาษา Python กลับถูกอาชญากรไซเบอร์เอาไปดัดแปลงเป็นโค้ดที่รันซอฟต์แวร์ขุดเหมืองเงินคริปโตของ CoinHive บนเว็บบราวเซอร์ นั่นคือ เมื่อผู้ใช้ออกเน็ตผ่านพร็อกซี่ของ MicroTik ก็จะเจอแต่ข้อความแสดงข้อผิดพลาดของ HTTP ที่เกิดจากโค้ดจาวาสคริปต์ของ CoinHive ซึ่งถูกเราเตอร์ที่ติดเชื้อฝังลงในเว็บไซต์ที่เข้าเยี่ยมชม

นั่นคือ ไม่ว่าผู้ใช้จะเปิดเว็บอะไรก็ตาม เครื่องคอมพ์ของผู้ใช้ก็จะโดนแอบขุดเหมืองเงิน Monero ตลอดเวลา และล่าสุด เริ่มระบาดลามไปภูมิภาคอื่นแล้วเช่นที่มอลดิว่าในยุโรป ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยจึงออกมาเตือนผู้ใช้เราเตอร์ MikroTik ทั่วโลกให้รีบอัพแพทช์ล่าสุดก่อนโดนเล่นงานไปด้วย

ที่มา : hackread

from:https://www.enterpriseitpro.net/router-mikrotik-malware-trustwave/

Advertisements

Network – WPA3 มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ของ Wi-Fi รองรับการ login เข้าด้วย QR Code และอุปกรณ์ IoT

อย่างที่หลายคนได้เห็นข่าวการโจมตีทาง Cyber ที่ผ่านๆ มา ซึ่งที่เป็นข่าวมักจะเป็นการโจมตีที่รุนแรง แต่รู้หรือไม่ มีการโจมตีเล็กๆ เกิดขึ้นอยู่ทุกวัน และ ตลอดเวลา ทุกวันนี้เหล่า Hacker ไม่ได้ควบคุมกองกำลังของตัวเองแบบเครื่องต่อเครื่องเหมือนสมัยก่อนแล้ว แต่เขาจะใช้สิ่งที่เรียกว่า Bot ในการค้นหาช่องโหว่ และ ทำการโจมตีเข้าไปที่ช่องโหว่นั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้อย่าคิดว่าจะไม่เกิดกับตัวเอง มันเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่เราไม่รู้ตัวแค่นั้นเอง ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องมีองค์การที่จะทำการคิดค้นวิธีป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น อย่างที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้

หนึ่งในองค์กรที่ว่าคือ Wi-Fi Alliance ผู้ควบคุม และ ออกใบรับรอง Wi-Fi ให้กับอุปกรณ์เพื่อการันตีว่าอุปกรณ์เหล่านั้น เช่น Router สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ จะสามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างไม่มีปัญหา และวันนี้ก็ได้ทำการออกมาตรฐานความปลอดถัยตัวใหม่ออกมาอย่าง WPA3 สำหรับใช้เพิ่มความปลอดถัยให้กับข้อมูล

สำหรับ WPA3 เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจาก WPA2 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน โดยในการพัฒนาในครั้งนี้เป็นการเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลด้วยวิธีการเข้ารหัสแบบใหม่ อีกทั้งรองรับการ login เข้าระบบด้วย QR Code และการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ IoT โดยมีแผนที่จะนำมาตรฐาน WPA3 มาใช้กับมาตรฐาน Wi-Fi ใหม่ (802.11ax) ที่กำลังจะมาในช่วงปลายปี 2019

โดยแน่นอนว่าหลังจากที่มาตรฐานนี้ถูกประกาศออกมาทางผู้ผลิตอุปกรณ์ Network เองก็ตอบรับกันอย่างแข็งขัน เช่น Cisco, Aruba, Huawei, Broadcom, Intel และ Qualcomm ทำให้มาตรฐาน WPA3 จะแพร่หลายอย่างแน่นอนในอนาคตแน่นอน

“อ่าว แล้วมาตรฐานที่ใช้อยู่ปัจจุบันไม่ปลอดถัยเหรอ” ไม่มีอะไรในโลกอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัย 100% ทดสอบง่ายๆ ลองเปิดพอร์ตอะไรสักอย่างที่ Router ของคุณเอาไว้ สักพักจะมีมิตรรักแฟนเพลงพร้อมใจกันมาแวะเวียนอย่างไม่ขาดสายแน่นนอน ที่แน่ๆ คือการ Buteforce หรือการพยายามจะเดารหัสผ่านของ Router ของเราไปเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเราตั้งรหัสผ่านง่ายๆ ก็จะถูกเดาได้ในเวลาอันสั้น

ทำให้รหัสผ่านต่างๆ ข้อมูลบัตรเครดิต ข้อมูลส่วนตัว ถูกช่วงชิงไปง่ายๆ แต่เราไม่ต้องตื่นตูมอะไรมากมาย เพราะมาตรฐานในปัจจุบันเองก็มีความปลอดภัยระดับนึง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ถูก Hack สิ่งที่้ราต้องทำคือ “ช่วยเขาหน่อย” ตั้งรหัสผ่านที่ยากๆ และมีความยาวเพียงพอ ก็จะช่วยให้โดน Hack ได้ยากขึ้น

ที่มา theverge

from:https://notebookspec.com/wpa3-wifi-security-certification-launch/445331/

หากต้องซื้อ Router Wi-Fi อย่าลืมมองหารุ่นที่รองรับ WPA3

Laptop, Phone And Hardware Studio Shoot

Router Wi-Fi ไม่ค่อยเป็นสิ่งที่เปลี่ยนกันบ่อยนัก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่คนส่วนใหญยังใช้ของที่แถมมาจากผู้ให้บริการ ซึ่งส่วนมากก็มักจะมีปัญหาเรื่องความเร็วและปริมาณการรองรับ จนทำให้เน็ตช้าหรือสัญญาณไม่วิ่งโดยไม่รู้ตัว และหากคุณต้องการเปลี่ยน Router ตัวใหม่ไม่เพียงแค่สเปคเท่านั้นที่ต้องดู แต่ยังรวมถึงการรองรับมาตรฐานใหม่อย่าง WPA3

หากต้องซื้อ Router Wi-Fi อย่าลืมมองหารุ่นที่รองรับ WPA3

สาเหตุหลักก็คือการเข้ารหัสแบบ WPA2 ในปัจจุบัน มีจุดอ่อนสำคัญคือการเสี่ยงต่อการคาดเดารหัส (Hack) ทำให้สามารถเข้ามาในวง LAN ของเราได้ ส่วนอีกประการก็คือผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถดักจับข้อมูลระหว่างทางของเรา เพื่อที่จะมาถอดรหัสในภายหลังได้ จุดอ่อนทั้งหมดนี้จะถูกปิดผนึกใน WPA3 เนื่องจากช่องโหว่ของ WPA2 ที่ใช้กันมานานนับสิบปี (KRACK) และถึงแม้ว่า Google, Apple, Microsoft จะพยายามอุดไปแล้วก็ตาม

แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ต้งกังวลเรื่องความเข้ากันได้ เพราะถึงแม้คุณจะซื้อรุ่นที่รองรับ WAP3 แต่ก็ยังสามารถใช้ร่วมกับมาตรฐาน WPA2 นอกจากนี้ยังควรเลือกมาตรฐาน 802.11ax ที่จะมาแทนที่ 802.11ac ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งมีความเร็วสูงกว่าปัจจุบันหลายเท่าตัว และถ้าหากเป็นไปได้เราก็อยากให้คุณซื้อทั้งรุ่นที่สนับสนุน WPA3 และ 802.11ax เพราะไม่ช้าหรือเร็วอนาคตก็จะมาถึงอยู่ดี (เพียงแต่ตอนนี้ราคามันอาจสูงไปสักนิด)

ที่มา – 9to5mac

from:https://www.iphonemod.net/wpa3-routers.html

Linksys เปิดตัว Velop เราท์เตอร์รุ่นใหม่ ระบบ Wi-Fi แบบ Tri-Band

ลิงค์ซิส (Linksys®) ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์เราเตอร์สำหรับบ้านแบรนด์แรกที่สร้างยอดขายเราเตอร์ได้สูงถึง 100 ล้านเครื่องทั่วโลก ประกาศเปิดตัว “เวลลอป (Velop™)” ผลิตภัณฑ์เราท์เตอร์กระจายสัญญาณสำหรับบ้านรุ่นแรกที่ติดตั้งโดยใช้ระบบ Wi-Fi แบบ Tri-Band ที่รองรับระบบ Mesh เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึง Wi-Fi ภายในบ้าน การันตีคุณภาพสัญญาณอินเทอร์เน็ตเต็ม 100% ครอบคลุมทุกส่วนของตัวบ้าน

from:https://www.enterpriseitpro.net/linksys-velop-wifi-tri-band/

Buyer’s Guide – แนะนำวิธีการเลือกซื้อ Wireless Router ยังไงให้คุ้มค่า พร้อมวิธีดูสเปคขั้นพื้นฐาน ประจำปี 2018

หลายคนเวลาที่กำลังจะเลือกซื้อ Router สักตัว เมื่อไปถึงร้านแล้วไม่รู้จะเลือกตัวไหนดี และคงมีคำถามมากมายเช่น รุ่นนี้ดียังไง ตัวอักษรที่อยู่บนกล่องมากมายหมายความว่าอะไร ฟีเจอร์มันทำอะไรได้ และที่สำคัญเลยคือ “ควรซื้อสเปคประมาณไหน ราคาเท่าไหร่” วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจกัน โดยที่จะเน้นให้เข้าใจง่าย และพูดถึงรายละเอียดที่ควรรู้เท่านั้น

ต้องข้อขอเกริ่นก่อนว่าเดียวนี้ทุกบ้านก็มี Wi-Fi เป็นของตัวเองกันหมดแล้ว และตอนที่ติดตั้งอินเทอร์เน็ตในตอนแรกทางผู้ให้บริการก็มักจะแถม Router มาให้ด้วย และมันก็สามารถกระจายสัญญาณ Wi-Fi ได้ด้วย เมื่อเวลาผ่านไปอุปกรณ์ในบ้านเราเพิ่มมากขึ้น (อย่างน้อยก็คนละสองชิ้นละ) แต่ Router ที่ผู้ให้บริการแถมมา ไม่ได้มีประสิทธิภาพที่ดีขนาดนั้น ทำแค่พอทำงานได้ (เขาถึงแถมให้ฟรีไง) รองรับการใช้งานพร้อมกันได้ประมาณ 20 เครื่อง คือถ้าเกินจะเริ่มออกอาการ เริ่มอืด เริ่ม error เพราะมันทำงานไม่ไหวแล้ว

และที่สำคัญที่สุดเลยคือ Router ที่แถมมามักจะกระจายสัญญาณ Wi-Fi ได้แค่คลื่นความถี่ 2.4 GHz ทำให้เกิดปัญหาบนคลื่นความถี่ 2.4 GHz ในเรื่องของคลื่นรบกวน เพราะทุกบ้านมี Router Wi-Fi ที่แถมมากับผู้ให้บริการ ดังนั้นทุกบ้านจึงปล่อยสัญญาณ Wi-Fi คลื่นความถี่ 2.4 GHz ทำให้สัญญาณรบกวนซึ่งกันและกันเอง (ดูได้จากภาพ) ดังนั้นเราควรที่จะนำ Wireless Router ที่รองรับคลื่นความถี่ 5 GHz มาใช้งาน เมื่อดูจากภาพจะพบว่ามีจำนวน Wireless Router ที่กระจายสัญญาณ 5GHz น้อยกว่ามาก และมีความกว้างของ Channel มากกว่า ทำให้ลดปัญหาในเรื่องสัญญาณรบกวน จึงเป็นที่มาของการซื้อ Wireless Router อีกตัวมาเสริม และคำถามต่อมาคือเลือกซื้อยังไงดี วันนี้เราก็มีวิธีการเลือกซื้อ Wireless Router แบบง่ายๆ มาฝากกันด้วย

คลื่นความถี่ที่รองรับ 2.4 GHz หรือ 5 GHz

คลื่นความถี่ที่ใช้ใน Wi-Fi จะมีทั้งหมด 2 คลื่นความถี่ด้วยกัน ประกอบไปด้วยคลื่น 2.4 GHz และคลื่น 5 GHz ส่วนข้อแตกต่างระหว่าง คลื่น 2.4 GHz และคลื่น 5 GHz จะเป็นเรื่องของความเร็ว และความกว้างของช่องสัญญาณ นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของสัญญาณรบกวนอีกด้วย โดยเราจะทำการเปรียบเทียบระกว่าง 2 คลื่นความถี่ให้เห็นกันไปเลยว่าคลื่นไหนมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร

  • คลื่นความถี่ 2.4 GHz จะเป็นคลื่นความถี่ที่ใช้กันมานานแล้ว โดยมีข้อดีที่ส่งได้ระยะทางไกล ตามหลักของคลื่นวิทยุ แต่มีความเร็ว ที่น้อยกว่าคลื่นความถี่ 5 GHz อยู่มาก เนื่องจากความกว้างของช่องสัญญาณที่น้อยกว่า ทำให้ถูกสัญญาณรบกวน รบกวนได้มากกว่า
  • คลื่นความถี่ 5 GHz เป็นคลื่นความถี่แบบใหม่ โดยมีข้อดีที่มีความกว้างของช่องสัญญาณที่มากกว่า ทำให้ได้ความเร็วที่มากกว่าและถูกรบกวนได้น้อยกว่า แต่ระยะทางของคลื่นจะสั้นกว่าคลื่นความถี่ 2.4 GHz

คลื่นรบกวนคืออะไร? คิดง่ายๆ สัญญาณรบกวนคือ สัญญาณ Wi-Fi จาก Wireless Router หรือ Access Point ตัวอื่นที่กระจายสัญญาณอยู่ใน Channel ที่ใกล้กับ Channel ที่เราใช้ หากพูดง่ายๆ มันคือความกว้างของช่องสัญญาณ เปรียบเสมือนขนาดห้องที่ให้คนเข้าไปอยู่ โดยที่คลื่นความถี่ 2.4 มีขนาดห้องที่เล็กกว่าคลื่นความถี่ 5 GHz มาก (ดูได้จากรูป)

เมื่อเอาคนเข้าไปอยู่เป็นกลุ่ม และให้แค่ละกลุ่มคุยกัน ถ้าสักกลุ่ม สองกลุ่ม แยกกันไปคละมุมห้อง มันคงไม่รบกวนกันมาก แต่ปัญหาคือ ปัจจุบัน Router ที่แถมมาเมื่อเราติดอินเทอร์เน็ต ก็ใช้คลื่นความถี่ 2.4 GHz และทุกบ้านก็มีแบบเดียวกัน จึงเปรียบเสมือนว่ามีคนอยู่ในห้องหลายกลุ่มมากๆ และทุกคนคุยแข่งกัน แล้วมันจะรู้เรื่องไหมละนี่

วิธีการแก้ไขคือ ให้ทุกคนคุยกันเงียบๆ (ลดกำลังส่ง) หรือจัดระเบียบให้ทุกคน (ตั้งค่า Channel) ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงมันทำได้ยากมากๆ วิธีที่ง่ายกว่าคือ ไปใช้คลื่นความถี่ 5 GHz แทน

Wi-Fi เป็นมาตรฐานอะไร 

สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้เวลาที่จะเลือกซื้อ Wireless Router คือ Wi-Fi เป็นมาตรฐานอะไร ที่ต้องรู้เพราะ มันจะเป็นตัวกำหนดความสามารถของอุปกรณ์ในภาคไร้สาย หลายคนอาจจะเคยเห็นบนกล่องเช่น IEEE 802.11a, IEEE 802.11b, IEEE 802.11g, IEEE 802.11n, IEEE 802.11ac แล้วไม่รู้ว่ามันคืออะไร นี่ละคือ มาตรฐานที่รองรับ วิธีดูง่ายๆ จะสังเกตว่าด้านหน้าจะเหมือนกันทั้งหมด ต่างกันที่ตัวอักษรไม่กี่ตัวตรงท้าย ถ้าตัดมาจะเหลือเพียง b, g ,n ,ac ตัวอักษรเหล่านี้ละคือ ที่มาของคำว่า Wi-Fi N Wi-Fi AC ที่เราเคยได้ยินกัน

ในที่นี้จะขอพูดถึง n กับ ac เราจะเริ่มที่มาตรฐาน n เป็นมาตรฐานที่เก่าแล้ว แต่ยังมีคนใช้กันอยู่ เนื่องจากอุปกรร์บางรุ่นไม่รองรับคลื่นความถี่ 5 GHz โดย Wi-Fi n จะสามารถใช้ได้ทั้งคลื่นความถี่แบบ 2.4 GHz และ 5 GHz โดยมีความเร็วสูงสุดที่ 300 Mbps ปัจจุบันเริ่มมีการเปลี่ยนผ่านไปยังมาตรฐานต่อไปที่เรากำลังจะพูดถึงกันคือ ac หรือ Wi-Fi ac เป็นมาตรฐานที่นิยมใช้ในปัจจุบันเพราะใช้คลื่นความถี่ 5 GHz และมีความเร็วที่สูงกว่า Wi-Fi n มาก โดยมีความเร็วสูงสุดที่ 867 Mbps

ดังนั้นถ้าลงทุนทั้งที ก็คงไม่อยากใช้แค่ไม่เท่าไหร่ก็ตกรุ่น ก็ควรที่จะเลือกซื้อ Wi-Fi AC ไปเลยใช้ได้ยาวๆ และเรื่องสุดท้าย มาตรฐานที่เห็นเหล่านี้ มาตรฐานตัวที่ใหม่กว่าจะรองรับมาตรฐานเก่าได้ เช่น โน๊ตบุ๊ครองรับ Wi-Fi n สามารถใช้งาน กับ Router Wi-Fi AC ได้ แต่ความเร็วจะอยู่ที่มาตรฐานตัวที่เก่ากว่า เหือมนที่ข้างกล่องเขียนไว้เยอะแยะ คือถ้าเขาไม่ทำมาให้รองรับอุปกรณ์ก่อนหน้าเขาคงไม่ทำมา

Bandwidth รวมสูงสุดที่รองรับ N300, AC750, AC1200, AC2300 คืออะไร

Bandwidth หรือความกว้างของช่องสัญญาณ ยิ่งมี Bandwidth มากก็จะทำให้เราสามารถรับ-ส่งข้อมูลได้พร้อมกันมากขึ้น ในเรื่องของทางเทคนิดเอาเป็นว่าเราไม่ต้องเข้าใจมากก็ได้ สรุปคือ ความเร็วที่อุปกรณ์ทำได้ เปรียบเทียบกับ CPU ก็จะเป็น Core i3, i5, i7 หรือตัวเลขยิ่งเยอะก็จะยิ่งแรง

แล้วที่มาของ N300 AC750 AC 1200 มาจากไหน เช่น N300 ก็คือความเร็วสูงสุดของ Wi-Fi N เพียงตัวเดียวที่ 300 Mbps และ AC 1200 จะมีที่มาจาก Wi-Fi N 300 + Wi-Fi AC 867 จึงรวมเป็น 1167 เขาจึงตีกลมๆ เป็น 1200 และใน Router รุ่นสูงๆ อย่าง AC2300 มีที่มาจาก Wi-Fi N 300 + Wi-Fi N 300 + Wi-Fi AC 867 + Wi-Fi AC 867 รวมแล้วประมาณ 2300 เป็นการใช้เทคนิดการส่งสัญญาณออกมาในคลื่นความถี่เดียวกันแต่หลายๆ ย่านพร้อมกัน

Port Ethernet (LAN)

ในการเลือกซื้ออุปกรณ์ Network นั้นจะมีสิ่งที่เรียกว่าสเปคของ Port LAN อยู่ โดยทั่วไปตอนนี้มีอยู่สองแบบคือ Port Fast Ethernet (10/100) รองรับความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงสุดที่ 100 Mbps และ Port Gigabit (10/100/1000) รองรับความเร็วอินเทอร์เน็ตสูงสุดที่ 1000 Mbps

หัวข้อนี้จะมีผลมากกับคนใช้อินเทอร์เน็ตเกิน 100 Mbps เพราะถ้าใช้ Port ที่รองรับแค่ 100 Mbps ก็จะได้ความเร็วที่ไม่เกิน 100 Mbps ทำให้เราใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และเช่นกันถ้าบ้านใครใช้อุปกรณ์พวก NAS การมี Port Gigabit จะช่วยให้การโอนถ่ายข้อมูลทำได้เร็วขึ้นมากๆ

แล้วถามว่าซื้อแบบไหนดี แน่นอนว่าต้อง Port Gigabit รองรับอนาคตไปเลย

เสาอากาศ

ในหัวข้อนี้จะขอพูดถึงจำนวนเสาอากาศ ที่ให้มาส่งผลอย่างไรกับการใช้งาน จำนวนเสาอากาศยิ่งเยอะ จะยิ่งส่งผลต่อความเข้มของสัญญาณ และความสามารถในการรับ-ส่งข้อมูล เอาเป็นว่าจำนวนเสายิ่งเยอะยิ่งดี และควรเลือกที่เป็นเสาอากาศแบบ High Gain ด้วยเพื่อให้สัญญาณกระจายได้กว้างขึ้นอีกสักนิด

ฟีเจอร์ ความสามารถพิเศษ 

นอกจากสเปคที่เป็นตัวเลขแล้วยังมีฟีเจอร์ที่จะมาทำงานคู่กันด้วย แน่นอนว่าฟีเจอร์ต่างๆ ถูกพัฒนามาให้การใช้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในหัวข้อนี้จะเป็นการพาไปดูฟีเจอร์ที่เรามักจะได้เจอใน Router ส่วนใหญ่กัน

MU-MIMO (Multi-user multiple-input and multiple-output)

MU-MIMO เป็นความสามารถที่ทำให้ Wireless Router หรือ Access Point สามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ได้พร้อมกันหลายๆ อุปกรณ์ ในความจริงแล้ว Wi-Fi ที่เราทุกคนใช้กันอยู่นี้ เป็นการสื่อสารระแบบ 1 ต่อ 1 หว่าง Wireless Router กับอุปกรณ์ทีละเครื่องเท่านั้น โดยทำการสื่อสารแบบนี้วนไปเรื่อยๆ คนครบทุกเครื่อง ทำให้เกิดปัญหาเมื่อมีใครสักคนดู Youtube ความละเอียดสูงๆ ทำให้ใช้เวลาในการรับ-ส่งข้อมูลนาน ส่งผลให้คนอื่นๆ ต้องรอ ถ้าเล่นเกมก็ Ping ขึ้น หัวร้อนเลย

จึงเป็นที่มาของ MU-MIMO ที่เข้ามาแก้ปัญหานี้ ทำให้ Wireless Router สามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ได้พร้อมๆ กันหลายๆ อุปกรณ์ได้ ลดปัญหาเมื่อมีใครดู Youtube หรือโหลดบิต คนอื่นๆ จะยังคงสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ปกติอยู่ และเรื่องสุดท้าย MU-MIMO ถูกเรียกในอีกชื่อคือ Wi-Fi AC Wave 2

Killer Wireless 

สำหรับฟีเจอร์นี้ ก็แล้วแต่เลยว่าอยากได้ไหม ไม่มีผลต่อการใช้งานทั่วไป แต่ถ้าใช้เล่นเกมแล้วละก็มีประโยชน์สุดๆ เพราะมันจะให้เกมมีสิทธิในการรับ-ส่งข้อมูลก่อน ทำให้ Ping น้อย ไม่กระตุก ยิ่งใช้คู่กับโน๊ตบุ๊คที่มีชิป Killer ด้วยละก็ เรียกได้ว่าเข้าขั้นโกงเลยทีเดียว เพราะมัจะให้สิทธิพิเศษเครื่องที่มีชิป Killer อยู่เหนือเครื่องอื่นๆ ในระบบ

Parental control

ระบบควบคุมการใช้งานของบุตรหลาน ซึ่งก็ไม่มีผลกับการใช้งานทั่วไปอีก แต่ถ้าคุณอยากจะกำหนดเวลาเล่นอินเทอร์เน็ตของลูกคุณละก็ ฟีเจอร์นี้จะมีประโยชน์มาก เช่น ตัดเน็ตเวลานี้ถึงเวลานี้ เวลานี้ถึงเวลานี้บล็อก Facebook YouTube อะไรทำนองนี้

Guest Network

ระบบที่จะทำการแยกวง Wi-Fi ออกจากระบบหลัก ใว้สำหรับให้แขกที่มาบ้าน ใช้อินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะ ระบบนี้มีประโยชน์อย่างไร เช่น บ้านของคุณมีอุปกรณ์พวก NAS หรือได้มีการทำการแชร์ไฟล์เอาไว้ แล้วแขกของคุณเอาโน๊ตบุ๊คที่มี Ransomware มาเชื่อมต่อ ตัว Guest Network จะช่วยป้องกันด่านหน้าให้ เพราะเชื่อมต่ออยู่วงละวง Ransomware จึงหา NAS หรืออุปกรณ์ที่ทำการแชร์ไฟล์ไม่เจอ เป็นต้น

หน้าตา Design

อันนี้แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน สำหรับผมถ้าราคาเท่ากัน ความสามารถเหมือนกัน ผมถึงจะสนใจหัวข้อนี้ เพราะเราซื้อของมาไม่ได้ใช้หน้าตา คือหน้าตาดีก็ไม่ได้ทำให้เน็ตเร็วขึ้น อะไรทำนองนั้น

ความต้องการอื่นๆ

สำหรับหัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่ผมคิดว่าความต้องการของแต่ละบ้านไม่เหมือนกัน จึงทำให้ต้องเลือกซื้ออุปกรณ์ที่ต่างกัน โดยผมได้ทำการยกตัวอย่างฟีเจอร์บางอย่าง ที่ผมคิดว่าเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกซื้อมากด้วย ส่วนบางอย่างถ้ามันเฉพาะทางมากๆ ผมก็นึกไม่ออกเหมือนกัน

  • Port USB เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มักจะมีติดมาให้ และถ้าจำเป็นต้องใช้งานก็ควรที่จะพิจารณาในส่วนนี้ด้วย ส่วน Port USB สามารถนำไปใช้งานอะไรได้บ้าง เช่น สำหรับใช้งานกับ Flash Drive แชร์ไฟล์ หรือเอาไว้ต่อพัดลมระบายความร้อน เป็นต้น
  • การรองรับซิมการ์ดสำหรับใช้งาน 4G Backup สำหรับใครที่ต้องการให้อินเทอร์เน็ตมีเสถียรภาพสูง ไม่ล่ม ฟีเจอร์นี้ก็ควรพิจารณาไว้
  • การรองรับการตั้งค่าผ่านแอปพลิเคชัน หากใครที่ต้องการความง่ายในการติดตั้ง การมีแอปพลิเคชันสำคัญมาก เพราะทำให้ตั้งค่าระบบได้ง่ายกว่าการ ตั้งค่าระบบผ่านสายแลนมาก และแอปพลิเคชันสมัยใหม่ก็ถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่ายด้วย

บริการหลังการขาย

ในยุคสมัยที่การทำการตลาดของอุปกรณ์ Network มีความเข้มข้นขึ้นมาก ทำให้นอกจากสินค้าที่นำมาขายแล้ว ยังต้องมีบริการหลังการขายด้วย เช่น ประกันหลายปี ติดตั้งฟรี บริการสอบถามทางโทรศัพท์ และอีกมากมาย  ในหัวข้อนี้ ผมคิดว่าก็แล้วแต่ว่าชอบการบริการของเจ้าไหนมากกว่ากัน ไม่มีผลต่อประสิทธิภาพของอุปกรณ์แต่อย่างใด

สิ่งที่ไม่ต้องดูก็ได้ มันยากเกินที่เราจะเข้าใจ

หลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าไม่ได้มีความรู้ด้าน Network มาก่อน อาจจะเริ่มมึน หัวข้อนี้จะเป็นการตัดข้อมูลบางอย่าง ที่ไม่ต้องรู้ก็ได้ เพราะถ้าดูสเปคอื่นๆ ได้แล้ว ในส่วนนี้ก็ไม่ต้องไปสนใจมาก สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปสิ่งที่ไม่ต้องดูก็ได้คือ CPU และ RAM ที่ให้มา แต่สำหรับผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านนี้ มักที่จะดูในส่วนนี้เป็นส่วนแรกๆ เลย

เนื่องจากอุปกรณ์ทุกรุ่น ถูกออกแบบมาให้มันทำงานได้ตามมาตรฐานหน้ากล่องแล้วระดับหนึ่ง และที่สำคัญคือ จำนวนเงินที่จ่ายไป ของที่ได้ก็จะได้ตามราคาเช่นกัน คงไม่มีใครที่ซื้อ Wireless Router AC1200 แล้วได้สเปค ห่วยๆ มาหรอกครับ เพราะการที่จะทำอุปกรณ์ให้ได้ประสิทธิตามมาตรฐาน AC1200 ก็ไม่ง่าย และมีต้นทุนอยู่ระดับหนึ่ง

ส่วนใครที่อยากรู้ว่า CPU กัย RAM มีเยอะแล้วส่งผลกับการใช้งานอย่างไร CPU เร็วจะส่งผลโดยตรงกับ Throughput ของอุปกรณ์ เพราะทำงานเสร็จเร็ว จึงทำงานได้มาก และ RAM ที่เยอะจะส่งผลเมื่อเราทำการตั้งค่าไว้เยอะๆ และมีผู้ใช้งานมาก RAM เหมือนเป็นกระดาษจดการตั้งค่าสำหรับผู้ใช้งานคนนี้ ทำให้เมื่อ RAM เยอะจึงมีพื้นที่ในการจดการตั้งค่าได้เยอะ

แล้วซื้อเท่าไหร่ดี ถึงจะคุ้มที่สุด

สำหรับมาตรฐาน Wireless Router ที่ควรจะซื้อในปี 2018 มีดังนี้

  • รองรับคลื่นความถี่ทั้ง 2.4 GHz และ 5 GHz
  • เป็น Wi-Fi AC1200 ขึ้นไป *ข้อนี้สำคัญมาก
  • Port LAN ที่เป็น Gigabit 10/100/1000 *ข้อนี้สำคัญ
  • รองรับ MU-MIMO

ส่วนราคาของ Wireless Router ที่มีสเปคแบบนี้จะอยู่ที่ประมาณ 2000 บาท ขึ้นไป จนถึง 3000 บาท เรียกได้ว่าราคาไม่ได้เกินเอื้อมเลย ซื้อมาทีก็ใช้หลายปี และรับรองเลยว่าคุณภาพ Wi-Fi ในบ้านของคุณจะดีขึ้นมาก เมื่อเปรียบเทียบกับ Router เดิมที่แถมมากับผู้ให้บริการ และสำหรับรุ่นที่ไม่ควรซื้อเลยคือ รุ่นที่รองรับคลื่นความถี่ 2.4 GHz เพียงคลื่นเดียว มาตรฐานเป็น Wi-Fi N แน่นอนว่า Wireless Router รุ่นเหล่านี้มีราคาที่ถูกจริง แต่เมื่อมองในการลงทุนระยะยาวแล้ว ไม่คุ้มอย่างแรง

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับวิธีการเลือกซื้อ Wireless Router อย่างง่าย ที่ผมทำการสรุปเรื่องที่ควรจะต้องรู้ เมื่อต้องการจะซื้อ Wireless Router สักตัวนึง และที่สำคัญเลยคือ เป็นแนวทางที่จะทำให้ Wi-Fi ที่บ้านดีขึ้นแน่นอน ทีนี้จะได้ไม่ต้องหัวร้อน เมื่อมีใครสักคนในบ้านดู YouTube ในขณะที่เรากำลังเล่น ROV หรือโดดร่มอยู่ ก่อนจะจากกันไปผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ไม่มากก็น้อยนะครับ

from:https://notebookspec.com/how-to-wi-fi-router-ez/442974/

Review – Linksys VELOP Mesh Wi-Fi ขั้นเทพ บ้าน 3 ชั้นต่อเน็ตไม่หลุด ติดตั้งง่ายด้วยมือถือ ฟีเจอร์ครบครัน

เชื่อว่าหลายคนที่มีบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ หรือทาวน์โฮม 3 ชั้น อาจจะพบเจอกับปัญหา Wi-Fi ไม่พอเล่น หรือไม่คลอบคลุมทั้งบ้าน เช่น ติดอินเทอร์เน็ตไว้ชั้น 1 สัญญาณแรง เน็ตวิ่งเต็ม พอขึ้นไปชั้นสอง สัญญาณดรอปลง และถ้าขึ้นไปชั้น 3 เรียกได้ว่าแทบจะใช้ไม่ได้เลยทีเดียว วันนี้ทาง Linksys มีทางออกแบบง่ายๆ มานำเสนอ ซึ่งก็ง่ายจริงๆ ถ้าเทียบกับรูปแบบที่ผ่านๆ มา สนนราคา 3 Node อยู่ที่ 17,990 บาท ส่วนรุ่น 2 Node ราคาจะอยู่ที่ 12,990 บาท และรุ่น Node เดียว จะอยู่ที่ 7,990 บาท พร้อมติดตั้งฟรีโดยทีมงาน Linksys ว่าแล้วไปดูกันเลยดีกว่า

เทคโนโลยีที่จะนำเสนอในวันนี้คือ Mesh (เมช) Wi-Fi หรือการเชื่อมต่อแบบใยแมงมุมที่ทุกเครื่องเชื่อมต่อหาถึงกันทั้งหมด (ดูได้จากภาพ) ทำให้เมื่อเครื่องใดเครื่องใดเครื่องหนึ่งหลุดออกไปจากระบบ ระบบจะไม่ล่ม เพราะมันจะไปใช้เส้นทางอื่นแทนเส้นทางที่ขาดไป ก่อนหน้านี้เราใช้วิธีการขยายสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายด้วย Repeater หรือ Range Extender ซึ่งคุณภาพอินเทอร์เน็ตที่ได้มันไม่ดีเลย แต่ก่อนที่เราจะพูดถึงสินค้าผมอยากให้ทุกคนเข้าใจเรื่องของ Mesh Wi-Fi กันก่อน

หนึ่งในคำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมก่อนหน้านี้ Mesh Wi-Fi ไม่ได้รับความนิยมทั้งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว เพราะข้อเสียของระบบ Mesh คือ มีค่าใช้จ่ายสูงมาก และ ข้อจำกัดในเรื่องของ Bandwidth (ความกว้างของช่องสัญญาณ) ที่จะลดลงใน Hops ถัดไปครึ่งนึง เพราะต้องแบ่ง Bandwidth ครึ่งนึงเป็นข้างรับ และอีกข้างหนึ่งเป็นข้างส่ง จึงเกิดปัญหาคอขวด และเมื่อขยายออกไปไกลๆ แล้ว มันแทบจะไม่เหลืออะไรให้เราใช้เลย ในที่นี้ผมขออธิบายตามทฤษฎีก่อน เพราะยังไงการใช้งานจริงมันก็ไม่ได้ตามทฤษฎีอยู่แล้ว

เช่น Hops 1. Router -> Hops 2. Repeater -> Hops 3. Repeater -> เครื่องของเรา (3ต่อ) พบว่าถ้าใช้งานตามนี้ Bandwidth จะลดลงมากๆ ใน Wi-Fi  N บนคลื่นความถี่ 2.4 GHz ดังนี้ 300 Mbps -> 150 Mbps -> 75 Mbps -> 36 Mbps และยิ่งในยุคที่เน็ตบ้าน 100 Mbps เดือนนึงเหลือไม่ถึง 1000 บาทต่อเดือน ถ้านำมาใช้กับระบบนี้แค่ไม่กี่ต่อความเร็วก็ไม่ถึง 100 Mbps แล้ว นี่ยังไม่นับอุปสรรคอย่างอื่นอีก เช่น คลื่นรบกวน กำแพงบ้านที่หนามากๆ และอีกมากมาย

Hops คืออะไร ให้คิดง่ายๆ ว่ามันคือ Router Repeater Range Extender หรืออะไรทำนองนั้น  หรือมันคือเส้นทางที่จากเครื่องของเราไปยังปลายทาง เช่นเราต้องการเข้าเว็บไซต์สักเว็บไซต์นึง Router จะค้นหาเส้นทางจากบ้านของเรา ไปยังเซิร์ฟเวอร์ปลายทาง เช่น จาก Router ที่บ้านเรา -> ชุมสายในหมู่บ้าน -> ชุมสายของเขต -> เซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ จะได้ทั้งหมด 4 Hops เป็นต้น

แต่ Mesh แบบสมัยใหม่ได้ทำการแก้ปัญหา หรือทำให้ปัญหาลดลงแล้ว เนื่องจากการนำเทคโนโลยี Wi-Fi AC คลื่นความถี่ 5 GHz มาประยุกต์ใช้งาน โดยที่ Wi-Fi AC คลื่นความถี่ 5 GHz มี Bandwidth ที่กว้างกว่า Wi-Fi  N คลื่นความถี่ 2.4 GHz มาก ทำให้เมื่อเราใช้งาน  Repeater บน Wi-Fi AC คลื่นความถี่ 5 GHz ฺจะพบว่า Bandwidth ที่ลดลงในแต่ละ Hops จะลดลงไปจริง แต่ก็ไม่ได้ลดลงไปต่ำกว่าความเร็วอินเทอร์เน็ตที่เราสมัครกับผู้ให้บริการ ในที่นี้ขอตั้งไว้ที่ไม่เกิน 200 Mbps

Wi-Fi AC คลื่นความถี่ 5 GHz มี Bandwidth กว้างถึง 867 Mbps ถ้าหารสองจะเหลือ 430 Mbps  (867 Mbps -> 430 Mbps -> 215 Mbps -> 100 Mbps) กว่าความเร็วจะลดลงต่ำกว่า 100 Mbps ก็ขยายไปได้ไกลกว่า Wi-Fi N คลื่นความถี่ 2.4 GHz มาก จึงเป็นที่มาของ Mesh Wi-Fi สมัยใหม่ที่พัฒนาออกมาแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดี

สิ่งหนึ่งที่ผมว่าหลายคนตั้งคำถาม “ก็ซื้อ Repeater ที่ใช้ Wi-Fi AC ไปเลยสิ จะยากอะไร” ผมบอกเลยว่าการจะหา Repeater ที่มีคุณภาพดีๆ ราคามันก็ไม่ได้ถูกเลย และการตั้งค่าไม่ได้ง่ายแบบนี้แน่นอน

การเข้ามาของ Mesh เป็นการพยายามแก้ไขปัญหาการกระจัดกระจายของ Access Point ที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมที่ศูนย์กลาง โดยการทำให้ทุกอย่างรวมอยู่ที่ศูนย์กลางที่เดียว เหมือนกับว่าเป็นการรวมกลุ่มก้อน Wi-Fi หลายๆ ก้อน ให้เป็นก้อนใหญ่เดียว (ดูได้จากภาพ)

แน่นอนว่าทาง Linksys ได้พัฒนาสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีนี้ด้วย โดยที่เราจะรีวิวกันในวันนี้คือ Linksys VELOP นอกจากที่เป็น Mesh Wi-Fi แล้ว ยังมีอีกหนึ่งในจุดเด่นก็คือ ทาง Linksys ได้การันตีว่าความเร็วจะไม่ลดลงใน Hops ถัดไป เนื่องจากมีการใช้คลื่นความถี่ 5 GHz สองย่านความถี่ ทำให้สามารถแบ่งย่านความถี่นึงไปใช้รับ-ส่งข้อมูลกับตัว VELOP ด้วยกัน และอีกคลื่นความถี่ใช้สำหรับสื่อสารกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่เชื่อมต่อ เช่น สมาร์ทโฟน โน๊ตบุ๊ค ส่วนสเปคของอุปกรณ์มีดังนี้

Specification Linksys VELOP

  • Wi-Fi AC 2200 mu-mimo (ต่อ 1 Node)
  • Wi-Fi Tri-Band (คลื่นความถี่ 2.4 GHz, คลื่นความถี่ 5 GHz ย่านที่ 1, คลื่นความถี่ 5 GHz ย่านที่ 2)
  • IEEE 802.11 b/g/n – 2.4 GHz – 256 QAM
  • IEEE 802.11 n/ac – 5 GHz – 256 QAM
  • เทคโนโลยี Beamforming
  • Seamless roaming technology หรือที่รู้จักกันในชื่อ Fast Handover
  • CPU 716 MHz Quad Core
  • Ram 512 MB
  • Rom 4 GB
  • เสาอากาศ 6 เสา
  • LAN Gigabit 10/100/1000
  • Bluetooth 4.0
  • รองรับการเข้ารหัสแบบ WPA2
  • รองรับการตั้งค่าผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน

ราคาและรุ่นที่จัดจำหน่าย (ประกัน 3 ปี)

  • แพ็ค 1 Node (ตัวกระจายสัญญาณ) ราคา 7,990 บาท
  • แพ็ค 2 Node (ตัวกระจายสัญญาณ) ราคา 12,990 บาท (ราคาต่อ Node หาร 2 ตก Node ละประมาณ 6,500 บาท)
  • แพ็ค 3 Node (ตัวกระจายสัญญาณ) ราคา 17,990 บาท (ราคาต่อ Node หาร 3 ตก Node ละประมาณ 6,000 บาท)

หรือจะคิดง่ายๆ แบบผมก็ได้ โดยแบ่งเป็นค่าอุปกรณ์ตัวละ 5,000 บาท และค่า Software 3,000 บาท เพราะส่วนต่างในแต่ละรุ่นจะต่างกันที่ 5,000 บาท ส่วนค่า Software ยิ่งมี Node เยอะก็จะยิ่งหารต่อ Node ถูกลง ยิ่งคุ้ม

ภายในกล่องตัวที่รีวิวประกอบไปด้วย VELOP จำนวน 3 ตัว พร้อมอุปกรณ์จ่ายไฟ 3 ตัว สาย LAN และคู่มือ เอาจริงๆ ตอนแรกที่ผมเปิดกล่องก็แอบตกใจอยู่บ้าง ที่คู่มือมีเพียงแค่ แผ่นพับบางเฉียบ ไม่กี่หน้า แต่พออ่านดูเขาบอกให้ไปอ่านในแอปพลิเคชันเลยจะสะดวกกว่า ก็ตามนั้นเลยครับ ยุคสมัยเปลี่ยนไปทำให้การพิมพ์คู่มือเล่มหนาๆ พอเราเห็นก็ไม่อ่านกัน เขาเลยทำให้มันอ่านง่ายๆ และไปอยู่ในที่ที่เราอยากอ่านแทน

Feature

เมื่อดูจากสเปคของ Linksys VELOP แล้วจะพบว่ามีสเปคอยู่ในระดับสูง ในหัวข้อนี้จะพูดถึงความสามารถที่ Linksys VELOP ทำได้ และเป็นจุดเด่นของระบบ VELOP

  • CPU ประสิทธิภาพสูง RAM ที่เยอะ ในส่วนนี้ยิ่งเยอะยิ่งดี ยิ่งเยอะจะทำให้เวลาที่มีผู้ใช้งานมากๆ หรือเวลาที่เราตั้งค่าระบบไว้มากๆ Router จะทำงานเสร็จเร็ว ทำให้ Throughput หรือความเร็วมากขึ้น
  • Tri-Band Wi-Fi มาพร้อมกับคลื่นความถี่ 2.4 GHz, คลื่นความถี่ 5 GHz ย่านที่ 1, คลื่นความถี่ 5 GHz ย่านที่ 2 ทำให้รองรับการส่งข้อมูลปริมาณมากได้ดี นอกจากนี้ Linksys VELOP จะทำการเลือกคลื่นความถี่ที่เหมาะสมให้แบบอัตโนมัติ หรือก็คือมีแค่ชื่อ Wi-Fi (SSID) เดียวไม่ต้องมาเลือกว่าจะเชื่อมต่อแบบไหน Router จะคิดให้เลย

  • MU-MIMO (multiple user multiple-input and multiple-output) ทำให้การสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ที่มาเชื่อมต่อมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยปกติแล้ว Access Point จะรับ-ส่งข้อมูลกับอุปกรณ์ เช่น สมาร์ทโฟน โน๊ตบุ๊ค ที่ละเครื่องเท่านั้น คือมันเร็วมากจนเราไม่รู้สึก แต่จะรู้สึกทันที่เมื่อมีใครโหลดบิต เพราะจะคนที่โหลดบิตจะจองการเชื่อมต่อไว้เพียงคนเดียว ส่วนคนอื่นๆ ก็รอกันต่อไป จึงเป็นที่มาของอาการเน็ตอืด Ping เยอะ แต่เทคโนโลยี MU-MIMO จะทำให้ Access Point สื่อสารกับอุปกรณ์ ได้ทีละหลายๆ เครื่องพร้อมกัน และแก้ปัญหาการจองการสื่อสารไว้เพียงคนเดียว
  • Beamformming เทคโนโลยีที่จะช่วยให้การส่งสัญญาณทำได้ดีมากขึ้น โดยปกติแล้ว Access Point จะกระจายสัญญาณออกมารอบๆ ตัวของมันแบบไม่มีทิศทางเฉพาะ แต่ Beamformming จะเหมือนกับว่าจะทำการบีบสัญญาณ และส่งไปในทิศที่มีอุปกรณ์ ไม่กระจายแบบมั่วๆ ทำให้รับ-ส่งข้อมูลได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • Seamless Roaming เทคโนโลยีที่จะทำให้เมื่อเราย้ายบริเวณที่ใช้งาน เช่น เดินจากชั้น 1 ไปชั้น 3 การเชื่อมต่อจะเนียนไม่มีหลุด จริงๆ คือหลุดไปแป๊บเดียว และกลับมาต่อใหม่ ซึ่งใช้จริงแทบไม่รู้สึกเลยว่าสัญญาณหลุด วิธีการแบบนี้จะคล้ายๆ กับเทคโนโลยีก่อนหน้านี้อย่าง Fast Handover ที่จะทำการตรวจสอบคุณภาพสัญญาณการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อยู่เสมอๆ หากพบว่าอุปกรณ์สัญญาณอ่อนเกินกว่าที่ได้ทำการตั้งค่าไว้ จะทำการเตะอุปกรณ์นั้นออกจากการเชื่อมต่อ และให้อุปกรณ์ไปเชื่อมต่อใหม่กับ Access Point ตัวอื่นที่มีสัญญาณดีกว่า ซึ่งวิธีการแบบนี้ค่อนข้า่งยุ่งยากสำหรับการตั้งค่าในแบบก่อนๆ เพราะต้องตั้งค่าให้สัญญาณมีระยะเหลื่อมล้ำกัน และต้องตั้งให้อยู่ Channel เดียวกันด้วย นอกจากนี้ยังต้องมี Wireless Controller ดีๆ อีก ทำให้มันดูยุ่งยากไปสำหรับผู้ใช้งานธรรมดา แต่ใน Linksys VELOP ระบบจะถูกตั้งค่าอัตโนมัติเรียบร้อย
  • Mesh Wi-Fi เหมือนกับที่ผมได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นเกี่ยวกับเทคโนโลยี Mesh ที่อุปกรณ์จะทำการเชื่อมต่อกันหมด คือเมื่อ Node ใด Node หนึ่งหลุดจากระบบ Node อื่นๆจะทำการค้นหาเส้นทางใหม่ และจะเลือกเส้นทางในการส่งข้อมูลที่ดีที่สุด นอกจากนี้ยังมีการส่งต่อการตั้งค่าอีกด้วย หมายความว่าเมื่อเราปรับเปลี่ยนการตั้งค่าระบบที่ Node ใด Node หนึ่ง Node อื่นๆ จะเปลี่ยนการตั้งค่าตาม

  • Cloud Controller ระบบรองรับการเข้าถึงการตั้งค่าได้จากที่ไหนก็ได้บนโลกนี้ เช่น อยู่นอกบ้านก็สามารถตั้งค่าระบบได้ ที่ทำได้เพราะมันมีการ Sync การตั้งค่าระบบขึ้นไปบน Cloud ของทาง Linksys จริงๆ แล้วระบบระดับเทพขนาดนี้ก็ต้องมี Wireless Controller คอยควบคุมอุปกรณ์แต่ละ Node อยู่แล้ว แต่นี่เล่นให้ระบบ Cloud มาเลย สุดจริงๆ
  • Guest Network สำหรับแยกวง Wi-Fi ออกจากวงหลักของระบบ เพื่อความปลอดภัย เช่นจาก ไวรัส Ransomware จากผู้มาเยือน หรือไม่ต้องการให้แขกของเราเห็นเครือข่ายภายใน เป็นต้น
  • Parental Control สำหรับใช้งานควบคุมการใช้งานของบุตรหลาน เช่น การตั้งเวลาให้ใช้งาน และการกำหนดว่าให้เข้าเว็บไซต์ไหนได้บ้าง เป็นต้น
  • QOS หรือการจัดลำดับความสำคัญของอุปกรณ์ ใช้เพื่อกำหนดให้อุปกรณ์บางตัวมีสิทธิพิเศษเหนืออุปกรณ์อื่นๆ ในระบบ

เมื่อดูจากฟีเจอร์ที่ให้มาจะพบว่า Linksys VELOP เป็น Router ระดับสูงเลยก็ว่าได้ ด้วยฟีเจอร์อย่าง เช่น Tri-Band Wi-Fi MU-MIMO เป็นฟีเจอร์ที่อยู่ใน Router ระดับสูงทั้งนั้น

Design

Design ภายนอกของ Linksys VELOP เป็นแท่งสี่เหลี่ยมสีขาว ขนาดไม่ใหญ่มาก หน้าตาดูดีเรียบหรู สำหรับวัสดุที่ใช้จะเป็นพลาสติกทั้งหมด โดยที่จะมีสองด้านที่เป็นแบบทึบ และอีกสองด้านที่เป็นแบบเจาะรู้ระบายอากาศ ด้านบนประกอบไปด้วยช่องระบายอากาศและไฟแสดงสถานะ ด้านล่างจะมาพร้อมกับยางรองกันลื่นด้วย

เมื่อพลิกดูด้านในจะพบกับพอร์ตการเชื่อมต่อ และปุ่มควบคุมต่างๆ ประกอบไปด้วย Port LAN Ethernet แบบ 10/100/1000 จำนวน 2 พอร์ต รองรับความเร็วสูงสุด 1 Gbps ปุ่ม Reset ช่องต่อไฟเลี้ยง สวิทช์เปิด-ปิดอุปกรณ์ นอกจากนี้ได้มีการออกแบบให้บริเวณมุมของอุปกรณ์สามารถเก็บสายไฟได้ด้วย

ความหมายของไฟแสดงสถานะต่างๆ

  • ไฟสีฟ้ากระพริบ อุปกรณ์กำลังเริ่มทำงาน
  • ไฟสีฟ้า อุปกรณ์ทำงานปกติ
  • ไฟสีม่วงกระพริบ อุปกรณ์เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน และพร้อมสำหรับการตั้งค่า
  • ไฟสีม่วง อุปกรณ์พร้อมสำหรับการตั้งค่า
  • ไฟสีแดงกระพริบ อุปกรณ์หลุดการเชื่อมต่อจาก Node หลัก
  • ไฟสีแดง อุปกรณ์หลุดการเชื่อมต่อจากอินเทอร์เน็ต
  • ไฟสีเหลือง อุปกรณ์อยู่ไกลเกินระยะเชื่อมต่อที่เหมาะสมจากระบบ

อุปกรณ์จ่ายไฟจะถูกออกมาให้มีดีไซน์ที่เรียบหรู โดยมีทรงเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส และเมื่อนำไปเสียบกับปลั๊กผนังก็พบว่ามันเข้ากันได้ดี สวย เนียน และดูแพง

วิธีการติดตั้ง และวิธีการตั้งค่าระบบ

Linksys VELOP ถูกออกแบบมาให้สามารถตั้งค่าได้ง่าย เรียกได้ว่าสำหรับคนที่ไม่ต้องเก่งด้านคอมพิวเตอร์หรือ อินเทอร์เน็ตมาก ก็สามรถตั้งค่าด้วยตัวเองได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน

เมื่อเปิดกล่องจะพบว่ามี Node VELOP อยู่ 3 ตัว เราสามารถเลือกใช้ Node ไหนก็ได้ทำงานเป็นตัวหลัก และ Node ตัวอื่นๆ จะทำหน้าที่เป็น Access Point เองแบบอัตโนมัติ หลังจากที่เชื่อมต่ออุปกรณ์จ่ายไฟแล้ว ให้เปิดแอปพลิเคชันของทาง Linksys และทำการตั้งค่าได้เลย โดยใน Node แรกมีรายละเอียดดังนี้

  1. เปิด Bluetooth ที่สามร์ทโฟน
  2. จากนั้นให้เข้าไปดาว์นโหลดแอปพลิเคชันของทาง Linksys ดังนี้ iOS, Android
  3. เปิดแอปพลิเคชัน และทำตามขั้นตอนที่ขึ้นในหน้าจอ ซึ่งง่ายมาก

ในการตั้งค่า เราเพียงกดปุ่ม Next ไปเรื่อยๆ ตามที่ขึ้นบนหน้าจอ เอาเป็นว่าเข้าใจง่าย และไม่มีอะไรซับซ้อน ตัวระบบจะทำการตั้งค่าให้เองแบบอัตโนมัติ ในส่วนนี้อาจจะต้องใช้เวลานิดนึง 

สำหรับขั้นตอนถัดไปให้หาที่ตั้ง Node ที่สอง และ Node ที่สามตามลำดับ ซึ่งจะเอาไปตั้งตรงไหนก็ได้ตัวแอปพลิเคชันจะเป็นตัวบอกเราเองว่าเราตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้วหรือยัง

จากนั้นเปิดแอปพลิเคชันกดปุ่มเพิ่ม Node VELOP และทำตามขั้นตอนได้เลย การตั้งค่าจะส่งจาก Node แรกไปยัง Node ถัดไปให้แบบอัตโนมัติ

ข้อแนะนำ เมื่อมีการย้ายสถานที่ติดตั้งอุปกรณ์ที่ผ่านการตั้งค่าแล้ว ควรที่จะจำว่าตัวไหนเป็นตัวหลักไว้ด้วย เพราะผมเคยเก็บอุปกรณ์แล้วจะนำมาต่อใช้งานอีกครั้ง พบว่าหา Node หลักไม่เจอ ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ ต้องตั้งค่าใหม่

Software

Linksys VELOP สามารถเข้าสู่ส่วนตั้งค่าได้ 2 วิธี คือ บนแอปพลิเคชัน และผ่านหน้าเว็บ

Moblie Application iOS / Android

ในการตั้งค่าผ่านแอปพลิเคชันเรียกได้ว่าสามารถตั้งค่าส่วนหลักๆ ของ Router ได้ทั้งหมดเลยก็ว่าได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • แดชบอร์ด เป็นหน้าที่แสดงภาพรวมของระบบให้ดูเข้าใจง่าย
  • อุปกรณ์ เป็นหน้าที่แสดงอุปกรณ์ที่กำลังเชื่อมต่อกับ VELOP
  • การตั้งค่า Wi-Fi เป็นหน้าที่แสดงการตั้งค่า Wi-Fi เช่น การตั้งชื่อ Wi-Fi
  • การตั้งค่า Guest  Network เป็นหน้าที่เอาไว้ตั้งค่า Guest  Network สำหรับแยกวง Wi-Fi สำหรับแขกที่มาบ้านแล้วเขาอยากใช้งานอินเทอร์เน็ต แต่เราไม่อยากให้เขาเห็นระบบภายใน

  • การทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ต เป็นหน้าที่เหมือนกับยกแอปพลิเคชัน Speedtest มาไว้เลย
  • การควบคุมของผู้ปกครอง เป็นหน้าสำหรับการตั้งค่าควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของบุตรหลาน เช่น ตั้งเวลาใช้งาน
  • การจัดลำดับความสำคัญของอุปกรณ์ เป็นหน้าสำหรับตั้งสิทธิพิเศษในการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้กับอุปกรณ์ต่างๆ เช่นถ้าตั้งให้คอมพิวเตอร์เครื่องนี้ได้รับสิทธิพิเศษ ไม่ว่าเครื่องอื่นจะโหลดบิตกันหนักหน่วงแค่ไหน เครื่องนี้จะไม่ได้รับผลกระทบ
  • การแจ้งเตือน เป็นหน้าสำหรับแจ้งเตือนเวลา Node ขาดการเชื่อมต่อ

  • การดูแลระบบ VELOP เป็นหน้าที่แสดงรายละเอียดของ Node ต่างๆ ในระบบ เช่น IP Address ที่ Node นั้นได้รับ
  • การตั้งค่าขั้นสูง จะประกอบไปด้วยการตั้งค่าการรับอินเทอร์เน็ตขาเข้า การตั้งค่าพอร์ต การตั้งค่า MAC Authentication และการตั้งค่า DHCP Server เอาเป็นว่ามันเข้าใจยาก
  • บัญชีผู้ใช้งาน เป็นหน้าที่เอาไว้ตั้งค่าบัญชี Linksys ที่ทำการเชื่อมต่อกับระบบ Cloud และบัญชีผู้ใช้ประจำเครื่อง
  • การตั้งค่าอุปกรณ์ใหม่ เป็นหน้าที่จะเอาไว้เพิ่ม Node VELOP ใหม่เข้าไปในระบบ

Direct Web Service

ในส่วนของการเข้าถึงตั้งค่าด้วยวิธีนี้ เราจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ด้านอินเทอร์เน็ตสักหน่อย ส่วนวิธีการใช้งานก็จะเหมือนกับการ Router ทัวไป ดังนี้

  1. เราจะต้องหา IP Address ของ Router ตัวหลักให้เจอเสียก่อน โดยสามารถหาได้จากการใช้คำสั่ง ipconfig ใน Command Line ของ Windows ได้
  2. เมื่อได้ IP Address ของ Router ตัวหลักแล้ว ให้เราเปิด Browser เช่น Chrome  จากนั้นกรอกเลข IP Address ลงในช่อง Address
  3. เมื่อเข้าไปถึงจะพบว่าระบบจะให้เราตั้งรหัสผ่านสำหรับการเข้าสู่ระบบครั้งต่อไปก่อน
  4. เมื่อเข้าสู่ระบบได้แล้ว จะพบว่าหน้าตา UI จะคล้ายๆ กับบนแอปพลิเคชัน

เมื่อทดลองใช้งานไปสักพักพบว่าตัวแอปพลิเคชันใช้ง่าย และทำความเข้าใจได้ง่าย การตั้งค่าทำได้ลึก และตั้งค่าได้เยอะ ครบถ้วน ตามที่การงานทั่วไปควรที่จะทำได้แล้ว

Performance Test

สำหรับการทดสอบ เราได้ทำการติดตั้ง Linksys VELOP เอาไว้บริเวณจุดต่างๆ ของออฟฟิศ โดยที่ออฟฟิศเป็นทาวน์โฮม 3 ชั้น จึงทำการติดตั้งชั้นละตัว ส่วนอินเทอร์เน็ตที่เข้าจะเข้าที่ชั้น 3 จึงกำหนดให้ที่ชั้น 3 เป็น Node หลัก ส่วนหัวข้อการทดสอบจะแบ่งเป็น การทดสอบระบบไฟฟ้า การทดสอบประสิทธิภาพ และการทดสอบใช้งานจริง

การทดสอบระบบไฟฟ้า

การทดสอบในส่วนแรกจะเป็นการทดสอบระบบไฟฟ้าด้วยวิธีการง่ายๆ คือการถอดปลั๊กออก และเสียบปลั๊กใหม่ เพื่อทดสอบว่าเมื่อมี Node ใด Node หนึ่งดับไปแล้วส่งผลกระทบต่อระบบในภาพรวมอย่างไรบ้าง

  • ทดสอบปิดระบบและเปิดใหม่ พบว่าระบบสามารถกลับมาทำงานเหมือนเดิมได้อย่างอัตโนมัติ แต่ตต้องรอมันหน่อย
  • ทดสอบปิดและเปิดใหม่ที่ Node 1 พบว่า Node อื่นใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่ได้ทันที
  • ทดสอบปิดและเปิดใหม่ที่ Node 2 พบว่า Node 1 ยังคงใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ปกติ มีผลกระทบที่ Node 3 ไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้
  • ทดสอบปิดและเปิดใหม่ที่ Node 3 พบว่าไม่มีผลกระทบกับ Node อื่นๆ

Latency

การทดสอบ Latency หรือค่า Ping ที่หลายคนรู้จักกัน ในการทดสอบหากค่า Ping ที่วัดได้นั้นยิ่งมีน้อยจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการตอบสนองการเข้าใช้งานเว็บไซต์ที่ดี วิธีการทดสอบจะใช้โน๊ตบุ๊คเชื่อมต่อกับ VELOP ด้วย Wi-Fi และย้ายตำแหน่งไปยังจุดต่างๆ ของออฟฟิศทั้ง 3 ชั้น และทำการใช้โปรแกรม Comand Line ใช้คำสั่ง Ping เพื่อ Ping ไปยัง Gateway ของระบบ และ Google Public DNS (8.8.8.8) โดยได้ผลการทดสอบเป็นค่าเฉลี่ยดังนี้

จากผลการทดสอบพบว่าค่า Ping ที่ได้ในแต่ละชั้นมีความต่างกันน้อยมากๆ  หากมองว่าระบบทั้งหมดเชื่อมต่อกันด้วย Wi-Fi ค่า Ping ที่ได้น่าประทับใจมาก อย่างไรก็ตามผลการทดสอบนี้มีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมาก เช่นสภาพแวดล้อม วัสดุที่ใช้ก่อสร้างอาคาร อาจทำให้ผลการทดสอบเปลี่ยนแปลงได้

Internet Speed

ในหัวข้อการทดสอบนี้เป็นการหาค่าความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ได้จากการใช้งานจริง ซึ่งแพ็คเกจอินเทอร์เน็ตที่ใช้งานจะเป็นความเร็ว 80/30 Mbps โดยได้ทำการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตจากเว็บไซต์ http://www.speedtest.net และแน่นอนว่าเหมือนกับการทดสอบ Ping ที่จะทำการย้ายไปยังจุดต่างๆ โดยได้ผลการทดสอบดังนี้

จากผลการทดสอบ พบว่าชั้น 3 ได้ความเร็วเต็มๆ แต่พอลงมาชั้น 2 พบว่าความเร็วลดลงครึ่งนึง และเมื่อลงไปชั้น 1 ความเร็วจะลดลงอีกเล็กน้อย เอาจริงๆ ผมเองก็แปลกใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าความเร็วที่ได้จะลดลงขนาดนี้ แต่อย่างไรก็ตามผลการทดสอบนี้มีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมาก เช่นสภาพแวดล้อม วัสดุที่ใช้ก่อสร้างอาคาร ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคของสัญญาณ Wi-Fi ได้

การทดสอบใช้งานจริง

ก่อนอื่นเลยผมขอทดสอบการเล่นเกม Dota 2 ก่อนเลย บททดสอบนี้จัดว่าเป็นบททดสอบที่วัดประสิทธิภาพของสัญญาณอินเทอร์เน็ตว่ามีความนิ่งพอที่จะเล่นเกมที่ต้องการ การตอบสนองที่ดีมากได้หรือไม่

ผลการทดสอบพบว่า ทำได้ดีมาก ไม่ว่าจะเล่นเกมทีชั้นไหนของบ้าน Ping ยังนิ่ง มีแปรผันขึ้นลงไม่เกิน 5 ms และค่า Ping สูงสุด พบว่าไม่เกิน 50 ms ทำให้เล่นเกมได้ลื่นไม่มีกระตุกหัวร้อน แม้ว่าจะอยู่ส่วนไหนของบ้านก็ตาม ในตอนแรกผมคิดว่ามันจะ Ping เยอะกว่านี้ เนื่องจากการเชื่อมต่อระหว่าง Node เป็น Wi-Fi จึงถูกรบกวนจากสัญญาณรบกวนได้ง่าย

ส่วนบททดสอบถัดไปจะเป็นการทดสอบดู Live Steam ความละเอียด 1080p แล้วเดินจากชั้น 3 ไป ชั้น 1 พบว่าลื่นไม่มีสะดุด ไม่มีอาการหมุน ขาดตอนในการรับชม เรียกได้ว่าผ่านบทบทสอบนี้ได้สบายเลย

และสุดท้ายเมื่อเปิดดูขีดวัดระดับสัญญาณในหน้าตั้งค่าของสมาร์ทโฟนแล้วพบว่าเต็ม 3 ขีดตลอด หมายความว่าสัญญาณเต็มทั่วบ้าน ไม่ทีจุดไหนสัญญาณอ่อน เหมือนที่ได้เคลมไว้

สรุปรีวิว Linksys VELOP Mesh Wi-Fi

Linksys VEELOP เหมาะกับผู้ที่ต้องการขยายวง Wi-Fi ให้มีพื้นที่ครอบคุมเพิ่มมากขึ้นด้วยวิธีการที่ง่าย และมีสัญญาณที่ได้มีคุณภาพ หรือบ้านที่ไม่สะดวกเดินสายแลนไปยังส่วนต่างๆ ของบ้าน ฟีเจอร์ระดับสูงที่ให้มาเพียงพอ หรืออาจจะเกินพอสำหรับใช้งานในบ้านด้วยซ้ำ ดีไซน์ที่ดูดี ไม่กินพื้นที่ในการวาง แอปพลิเคชันที่ใช้ง่าย ขนาดที่ว่าถ้าเล่น Line ได้ก็ต้องใช้แอพนี้ได้เช่นกัน ประสิทธิภาพที่เชื่อมั่นได้ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของบ้านสัญญาณจะเต็มตลอด

และสุดท้ายนี้สำหรับใครที่กำลังมองว่าอุปกรณ์มีราคาสูง ผมบอกเลยฟีเจอร์ และความง่ายระดับนี้ ราคานี้สมเหตุสมผลแล้ว ถ้าประหยัดค่าอุปกรณ์ไปใช้รุ่นที่ถูกกว่า คุณก็จะมีค่าใช้จ่ายในส่วนของความรู้ความสามารถในการตั้งค่าให้มันใช้งานได้แบบนี้ สุดท้ายแล้วอาจจะวุ่นวาย ไม่จบงานสักทีก็ได้ หรือใครจะเดินสาย LAN แล้วติดตั้ง Access Point ก็ทำได้เช่นกัน แต่สุดท้ายแล้วคุณก็ต้องมาตั้งค่าเองอยู่ดี ซึ่งแน่นอนยากกว่านี้ ดังนั้น Linksys VELOP พยายยามทำให้ทุกอย่างดูง่ายเพียงแค่ไม่กี่ขั้นตอน สำหรับใครที่สนใจตอนนี้ได้วางจำหน่ายในร้านค้าชั้นนำแล้ว

ส่วนในเรื่องของราคา และควรเลือกรุ่นไหนดี ผมคิดว่าควรจะซื้อ 2 Node ขึ้นไป เพราะในเรื่องของความคุ้มค่าด้วยส่วนหนึ่ง และที่สำคัญเลยคือ ถ้าไม่ใช้ความสามารถ Mesh Wi-Fi ก็ควรที่จะดูเป็นรุ่นอื่นมากกว่า

มาที่คำถามถัดไป บ้านขนาดไหนควรใช้กี่ Node? สำหรับบ้านที่ไม่ใหญ่มาก เช่น บ้านเดี่ยวขนาดกลาง บ้านทาวน์โฮม 2 ชั้น หรือเล็กกว่า คิดว่า 2 Node ก็พอ แต่สำหรับบ้านที่มีขนาดใหญ่ หรือบ้านที่มี 3 ชั้น ควรที่จะซื้อแบบ 3 Node ไปเลยจะได้ “ซื้อแล้วจบ” ไม่ต้องกังวลว่าสัญญาณจะครอบคลุมทั่วบ้านไหม

ข้อดี

  • อุปกรณ์มีประสิทธิภาพสูง รองรับการใช้งานในอนาคตได้อีกหลายปี
  • Ping ต่ำ เนียนเหมือนใช้สาย ถึงแม้ว่าแต่ละ Node จะสื่อสารกันด้วยสัญญาณ Wi-Fi แต่เมื่อทดสอบการใช้งานในพื้นที่ต่างกันในบ้านพบว่าค่า Ping ที่ได้ไม่แตกต่างกันมาก
  • เชื่อมต่อไม่มีสะดุด การสลับการใช้งาน Access Point ต่างๆ ทำได้เร็ว และเนียน จนแทบไม่รู้สึกเลยว่ามีการสลับ
  • พื้นที่ครอบคุลมกว้างมาก รับมือบ้านขนาดใหญ่ได้
  • เทคโนโลยีระดับสูง เช่น Tri-Band Wi-Fi, MU-MIMO, Cloud Controller
  • ติดตั้งง่าย

ข้อสังเกต

  • มีราคาสูง
  • มีข้อจำด้านประสิทธิภาพในบางพื้นที่

ขอขอบคุณภาพจาก wikimedia

from:https://notebookspec.com/review-linksys-velop/441474/

Internet – หน่วยงาน FBI เผยว่า…เราควรที่จะ Reboot Router บ้างหรือรีสโตร์ไปเลย เพื่อป้องกันการโดน Hack !

เมื่อไม่นานมานี้ทาง FBI ได้เปิดเผยข้อมูลว่า Router ทุกตัวบนโลกนี้มีโอกาสโดน Hack จากการถูกโจมตีด้วยมัลแวร์ตัวใหม่ เพราะถ้าหากติดตามข่าวสารวงการไอทีจะพบว่ามีข่าวการโจมตีทางไซเบอร์อยู่เป็นประจำ แน่นอนว่าอุปกรณ์ของเราก็มีโอกาสโดนโจมตีด้วยเช่นกัน ดังคำกล่าว “เมื่อคุณอยู่บนอินเทอร์เน็ต คุณก็จะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป” และทาง FBI ก็ได้เสนอป้องกันแบบง่ายๆ ที่ทุกคนทำได้ด้วยจะเป็นอย่างไรไปดูกัน

FBI พบข้อมูลของมัลแวร์ตัวใหม่ชื่อ VPNFilter และยังพบอีกด้วยว่ามีอุปกรณ์กว่าครึ่งโลกถูกโจมตี อ้างอิงจากรายงานของ Cisco’s Talos Intelligence Group สำหรับเป้าหมายที่มัลแวร์ตัวนี้จะโจมตีคือ อุปกรณ์กลุ่ม Router Home Office ที่มักจะอยู่ในออฟฟิตขนาดเล็ก และกลุ่ม SME โดยมัลแวร์ตัวนี้จะทำการดักจับข้อมูลความเลื่อนไหวทุกอย่างที่วิ่งผ่าน Router ตัวที่ติดมัลแวร์นี้ เช่น รหัสผ่าน ข้อมูลบัตรเครดิต และอีกมากมาย

FBI ยังเผยอีกว่าอุปกรณ์ยี่ห้อเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะถูกโจมตี (Linksys, Mikrotik, Netgear, QNAP และ TP-Link) แน่นอนว่าอุปกรณ์ที่จะถูกโจมตีเป็นอันดับแรกๆ คืออุปกรณ์รุ่นเก่า และรุ่นเล็กที่มี Firmware เก่า หรือไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถมาก มันจึงป้องกันการโจมตีใหม่ๆ ไม่ได้ โดยมีรุ่นดังนี้

  • Linksys: E1200, E2500, WRVS4400N
  • Mikrotik: 1016, 1036, 1072
  • Netgear: DGN2200, R6400, R7000, R8000, WNR1000, WNR2000
  • QNAP: TS251, S439 Pro และ QNAP NAS ที่ใช้งาน QTS software
  • TP-Link: R600VPN

หนึ่งในวิธีที่จะแก้ปัญหาที่เรามักจะได้ยินเมื่อ Router ที่บ้านของคุณทำงานไม่ปกติคือ Restart อุปกรณ์ เนื่องจากเป็นวิธีการที่ง่าย และส่งผลกระทบต่อความเสียหายต่อระบบน้อยที่สุด แต่งานนี้วิธีการนี้จะช่วยให้รอดพ้นจากมัลแวร์ตัวนี้จริงหรือ ความจริงแล้วมันไม่ได้ช่วยเอามัลแวร์ VPNFilter ออก วิธีการเดียวที่จะเอามัลแวร์ออกคือ ต้องรีเซ็ตกลับไปเป็นค่าโรงงานเท่านั้น เพราะมันจะลบทุกอย่างออกหมด

แล้ว..ที่ FBI บอกให้ Restart Router ล่ะ ? ผมว่ามันน่าจะหมายความว่าให้ Reset มากกว่า งานนี้การ Reset มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทำแล้วโล่งแน่นอน เพราะคุณจะเหมือนได้ Router ตัวใหม่เลย แต่ต้องแลกมากับต้องมาเสียเวลาตั้งค่าใหม่ด้วยเช่นกัน และขั้นตอนต่อไปก็คือการตรวจสอบการอัพเดท Firmware ที่ผู้ผลิตออก Patch มาแก้ไขอุดช่องโหว่ ป้องกันมัลแวร์ตัวนี้

ที่มา cnet

from:https://notebookspec.com/fbi-reboot-router/441780/