คลังเก็บป้ายกำกับ: SAFETY

ไทยชนะ 6 ชาติอาเซียน น่าลงโฆษณาออนไลน์ที่สุด

ไทยแลนด์แดนออฟสไมล์กลายเป็นตลาดที่ทำคะแนนภาพรวมได้ยอดเยี่ยมในการสำรวจล่าสุดของสถาบันโฆษณา Integral Ad Science ซึ่งพบว่าไทยเป็นตลาดที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด เรียกว่าเหล่าแบรนด์สามารถมั่นใจได้ว่าโลกออนไลน์ไทยเป็นตลาดที่มีสภาพแวดล้อมดี มีเนื้อหาหัวรุนแรงในระดับต่ำกว่าเพื่อนบ้าน

ไม่เพียงความเสี่ยงเรื่องภาพลักษณ์แบรนด์เสียหายที่ต่ำกว่าประเทศอื่นในอาเซียน ไทยยังเป็นตลาดที่มีอัตราการชมโฆษณาสูงทั้งในรูปแบบวิดีโอและ display ทั่วไป โดยครองแชมป์ในตลาด display และคว้าอันดับ 2 ของตารางในตลาดวิดีโอ

ผลการสำรวจนี้เป็นของ Integral Ad Science ซึ่งทำวิจัยเรื่องความปลอดภัยของแบรนด์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการสำรวจพบว่าแบรนด์มีความเสี่ยงภาพลักษณ์เสียหายต่างกันเมื่อลงโฆษณา display และวิดีโอ บทสรุปความเสี่ยงของแบรนด์ใน 6 ชาติอาเซียนสามารถชมได้จากกราฟด้านล่าง

ในภาพรวม อินโดนีเซียคือประเทศที่แบรนด์จะมีความเสี่ยงภาพลักษณ์เสียหายสูงที่สุดสำหรับการลงโฆษณาวิดีโอ ขณะที่มาเลเซียคือประเทศที่เสี่ยงสูงที่สุดสำหรับโฆษณา display แถมมาเลเซียยังเป็นประเทศเดียวที่ทำอันดับยอดชมหรือ viewability ต่ำกว่ามาตรฐานโลกและสหรัฐอเมริกาทั้งในตลาดโฆษณา display และวิดีโอ

สำหรับความเสี่ยงภาพลักษณ์แบรนด์เสียหายที่อาจเกิดใน 6 ประเทศอาเซียนที่อยู่ในการสำรวจ (ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม) คือเนื้อหาอนาจาร เนื้อหาสร้างความเกลียดชัง เว็บไซต์ดาวน์โหลดเถื่อน เว็บไซต์ด้านยาเสพติด รวมถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาล่วงละเมิด จุดนี้การสำรวจพบว่าเพียง 1.6% ของโฆษณา display และ 2.2% ของโฆษณาวิดีโอในไทยเท่านั้นที่ปรากฏบนเว็บไซต์ไม่ปลอดภัยเหล่านี้

ยังมีบทสรุปน่าสนใจอื่นอีกจากการสำรวจครั้งนี้ ติดตามเพิ่มเติมได้จากที่มา

ที่มา: : CampaignAsia

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/sea-brand-safety/

Advertisements

แก้เกมกันต่อ! Qatar Airways ให้ยืมแล็ปท็อปบนเครื่อง – Etihad มี iPad ให้ยืม

ต่อเนื่องจากข่าวสหรัฐฯ สั่งห้ามนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่กว่าสมาร์ทโฟนขึ้นเครื่องบิน เราได้เห็นการแก้ปัญหาของสายการบิน Emirates ที่ให้นำอุปกรณ์มาใช้งานได้จนถึงก่อนขึ้นเครื่องบิน ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสายการบินจากตะวันออกกลางหลายแห่ง ก็แก้ไขปัญหานี้ได้น่าสนใจ

เริ่มจาก Turkish Airlines ได้ทวีตว่า ผู้โดยสารเส้นทางอเมริกาจะได้ใช้ Wi-Fi ฟรีตลอดเส้นทาง เริ่มตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม

ส่วน Etihad Airways มี iPad ให้ยืม และให้ใช้งาน Wi-Fi ได้ฟรี เฉพาะผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน

แต่ที่จัดหนักที่สุดก็คือ Qatar Airways โดยผู้โดยสารชั้นธุรกิจสามารถยืมแล็ปท็อปเพื่อใช้ทำงานได้ ซึ่งสายการบินแนะนำให้นำไฟล์ที่ต้องการใช้เซฟไว้ใน USB และนำขึ้นเครื่องมาด้วย ส่วน Wi-Fi มีให้บริการฟรีเป็นเวลา 1 ชั่วโมง หากต้องการใช้งานตลอดการเดินทางคิดเพิ่ม 5 ดอลลาร์

มีแนวโน้มว่าสายการบินอื่นอาจเลือกใช้แนวทางเดียวกับ Qatar Airways เช่นกัน

ที่มา: Business Insider และ Qatar Airways

alt="Qatar Airways"

คำแนะนำจาก Qatar Airways ว่าเดินทางนานๆ ทำอะไรได้บ้างบนเครื่อง

alt="Qatar Airways"

from:https://www.blognone.com/node/91314

สหราชอาณาจักรเอาด้วย ห้ามถืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นเครื่อง ถ้าขึ้นเที่ยวบินจากตะวันออกกลาง

เมื่อวานนี้ สหรัฐห้ามผู้โดยสารสายการบินตะวันออกกลางจาก 8 ประเทศ ถืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์ขึ้นเครื่อง วันนี้ สหราชอาณาจักรประกาศสั่งห้ามแบบเดียวกัน กับสายการบินจาก 6 ประเทศที่บินเข้าสหราชอาณาจักร

ประเทศที่เข้าข่ายคือ ตุรกี เลบานอน จอร์แดน อียิปต์ ตูนิเซีย ซาอุดีอาระเบีย สายการบินที่ได้รับผลกระทบ มีทั้งสายการบินจาก 6 ประเทศเหล่านี้ และสายการบินของประเทศอื่นๆ รวมถึงสหราชอาณาจักรเอง (เช่น British Airways, EasyJet) ที่บินจาก 6 ประเทศเหล่านี้กลับเข้ามายังสหราชอาณาจักร

อุปกรณ์ที่ห้ามนำขึ้นเครื่องคืออุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่กว่า 16×9.3×1.5 เซนติเมตร ซึ่งรวมถึงมือถือจอใหญ่บางรุ่น แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก ส่วนกำหนดการเริ่มแบน ทางรัฐบาลอังกฤษบอกว่าขึ้นกับแต่ละสายการบินว่าจะเริ่มบังคับใช้เมื่อไร

เหตุผลในการแบนมาจากเรื่องความปลอดภัย โดยรัฐบาลมองว่าอาจมีผู้ก่อการร้ายซุกซ่อนระเบิดในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ได้ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม Chris Grayling บอกว่าเข้าใจความลำบากของผู้โดยสาร และจะพยายามลดผลกระทบให้น้อยที่สุด

ที่มา – BBC

Turkish Airlines ของตุรกี สายการบินรายใหญ่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

from:https://www.blognone.com/node/91109

สคบ. สหรัฐเสนอปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยแบตเตอรี่ Li-Ion หนังกรณี Galaxy Note 7

คณะกรรมาธิการกำกับดูแลความปลอดภัยของผู้บริโภคสหรัฐฯ (Consumer Product Safety Commission – CSPC) ซึ่งเคยมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียกคือ Galaxy Note 7 ของซัมซุง ออกมาเรียกร้องให้อุตสาหกรรมไอทียกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของแบตเตอรีลิเทียม-ไอออน

Elliot Kaye ประธานคณะกรรมาธิการฯ เปิดเผยว่าได้ร่วมมือกับซัมซุง เพื่อปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยของแบตเตอรี่ทั้งอุตสาหกรรมไอที โดยแบตเตอรี่จะมีเครื่องป้องกันการลัดวงจรตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบไปจนถึงกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำรอย Galaxy Note 7 อีก

ที่มา – Venturebeat

from:https://www.blognone.com/node/89532

ซัมซุงแถลงสาเหตุ Galaxy Note 7 ระเบิด เกิดจากปัญหาแบตเตอรี่ 2 กรณีจาก 2 ผู้ผลิต

ซัมซุงแถลงสาเหตุของ Galaxy Note 7 ระเบิดอย่างเป็นทางการ เกิดจากปัญหาแบตเตอรี่อย่างที่คาดกันตั้งแต่แรก แต่ที่น่าสนใจคือแบตเตอรี่ล็อตแรกสุด กับแบตเตอรี่ล็อตที่สองจากอีกบริษัทที่ใช้แทนล็อตแรก กลับระเบิดทั้งคู่ แต่มาจากคนละสาเหตุกัน (จะเรียกว่าซัมซุงซวยซ้ำซ้อนก็คงได้)

กระบวนการตรวจสอบของซัมซุงมีทั้งการตรวจสอบโดยคนในเอง และใช้ผู้เชี่ยวชาญภายนอก 3 บริษัท ได้แก่ UL, Exponent, TÜV Rheinland โดยสองรายแรกตรวจสอบตัวแบตเตอรี่ในทางวิศวกรรม ส่วน TÜV Rheinland ตรวจสอบกระบวนการผลิตและการขนส่งแบตเตอรี่ จากโรงงานในเกาหลีใต้และในเวียดนาม

ผลการตรวจสอบจากทั้งซัมซุงเอง (แบตเตอรี่ 3 หมื่นก้อน โทรศัพท์ 2 แสนเครื่อง) และผู้เชี่ยวชาญภายนอก UL/Exponent ได้ผลออกมาตรงกันว่าปัญหาเกิดจากทั้งการออกแบบและกระบวนการผลิตแบตเตอรี่ จากผู้ผลิตทั้งสองราย ส่วนการตรวจสอบของ TÜV Rheinland ไม่พบความผิดปกติ

ซัมซุงไม่ได้เปิดเผยชื่อของผู้ผลิตแบตเตอรี่ (แม้จะรู้กันว่ารอบแรกใช้บริการของ Samsung SDI) โดยเรียกแบตเตอรี่ล็อตแรกว่า Battery A และแบตเตอรี่ล็อตที่สองหลังเปลี่ยนเครื่องรอบแรกว่า Battery B

Battery A

ปัญหาของ Battery A ตรงกับข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ของบริษัท Instrument ว่ามุมขวาบนของแบตเตอรี่ถูกแรงกดแล้วส่งผลให้เลเยอร์ภายในบิดงอ และตัวแผงกั้น (separator) บางมากจนขั้วของแบตเตอรี่กระทบถูกกันและไฟลัดวงจร

การตรวจสอบของ UL จากหลักฐานเครื่องที่ระเบิด เห็นชัดเจนว่าสาเหตุมาจากมุมขวาบน

การตรวจสอบของ Exponent ให้ผลแบบเดียวกัน โดยภาพบนคือมุมขวาของ Battery A ที่บิดงอ ในขณะที่ Battery B ไม่พบปัญหานี้

Battery B

หลังซัมซุงเจอปัญหา Note 7 ระเบิดรอบแรก จึงเปลี่ยนมาเป็นแบตเตอรี่ของผู้ผลิตอีกรายที่เรียกว่า Battery B ที่กลับสร้างปัญหาใหม่ตรงกลางของก้อนแบตเตอรี่แทน ปัญหานี้เกิดจาก defect ที่ขาดฉนวน (insulation tape) ป้องกันระหว่างขั้วบวกลบ (tab) ที่ไม่ดีพอ แบตเตอรี่จึงระเบิดเหมือนกัน แม้จะมาจากคนละสาเหตุกัน

การตรวจสอบของ UL และ Exponent ก็ให้ผลแบบเดียวกัน

การแก้ปัญหาของซัมซุงในอนาคต

ซัมซุงสัญญาว่านำบทเรียนจากการตรวจสอบครั้งนี้ ปรับปรุงกระบวนการผลิตครั้งใหญ่ เริ่มจากเพิ่มการตรวจสอบความปลอดภัยของแบตเตอรี่ 8 ขั้นตอน (8-Point Battery Safety Check) ในการผลิต

ในแง่การออกแบบแบตเตอรี่ ก็จะปรับปรุงมาตรฐานของตัวแบตเตอรี่เอง, การออกแบบตัวเครื่องโทรศัพท์ให้มีพื้นที่ว่างรอบตัวแบตเตอรี่มากขึ้น เพื่อป้องกันการกระแทกจากภายนอก และปรับปรุงซอฟต์แวร์การชาร์จแบตเตอรี่ให้ปลอดภัยกว่าเดิม

ซัมซุงยังเชิญผู้เชี่ยวชาญภายนอก 4 คนมาเป็นคณะที่ปรึกษา Battery Advisory Group เพื่อช่วยกำกับดูแลกระบวนการผลิตแบตเตอรี่ในภาพรวมด้วย

from:https://www.blognone.com/node/89435

จบสิ้นกันที FAA ยกเลิกการประกาศห้ามนำ Galaxy Note 7 ขึ้นเครื่องก่อนขึ้นบินแล้ว

แม้ว่า Galaxy Note 7 จะหยุดขายไปหลายเดือนแล้วก็ตามแต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือประกาศห้ามนำ Note 7 ขึ้นเครื่องบิน จากข้อกำหนดของ FAA (Federal Aviation Administration) ของสหรัฐฯ ส่งผลให้สายการบินทั่วโลก และสนามบินนานาชาติล้วนมีประกาศห้ามนำ Note 7 ขึ้นเครื่อง ตอนนี้ FAA ก็ยกเลิกข้อกำหนดให้ประกาศนี้แล้ว

ประกาศห้ามนำ Note 7 ขึ้นเครื่องบินยังคงมีผลอยู่ แต่สายการบินไม่จำเป็นต้องแจ้งประกาศนี้แก่ผู้โดยสารอีกต่อไป ถ้าชาติอื่นทำตาม เราก็จะเริ่มไม่เห็นป้ายเตือน Note 7 ตามสนามบินและไม่มีการประกาศก่อนขึ้นบินบนเครื่องอีกแล้ว

FAA ให้เหตุผลประกาศนี้ว่าทางซัมซุงประสบความสำเร็จในการเรียกคืนสินค้า โดยเรียกคืนได้แล้วถึง 96% และยังออกอัพเดตเพื่อจำกัดการชาร์จไฟไปแล้ว

ที่มา – FAA

from:https://www.blognone.com/node/89083

Intel ประกาศลงทุนในรถไร้คนขับเพิ่ม 8,750 ล้านบาท ชี้รถ 1 คันสร้างข้อมูล 4TB ต่อวัน

ในงาน LA Auto Show’s AutoMobility ทาง Brian Krzanich ผู้ดำรงตำแหน่ง CEO แห่ง Intel ได้ประกาศลงทุนเพิ่มเติมทางด้านเทคโนโลยี Autonomous Driving หรือรถยนต์ไร้คนขับอีก 250 ล้านเหรียญหรือราวๆ 8,750 ล้านบาทภายในอีก 2 ปีข้างหน้าเพื่อร่วมผลักดันให้เทคโนโลยีนี้เป็นจริงขึ้นมาได้ และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ Intel ได้เข้าร่วมงานประชุมวิชาการทางด้านเทคโนโลยียานยนตร์

Automobility-Intel-3.JPG
Automobility-Intel-3.JPG

เทคโนโลยีที่ Intel ต้องการลงทุนนี้ได้แก่การเชื่อมต่อเครือข่าย, การสื่อสาร, Context Awareness, Deep Learning, Security, Safety และอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้จะปูทางไปสู่การพัฒนานวัตกรรมทางด้าน Internet of Things (IoT) สำหรับการคมนาคมนั่นเอง

Intel ยังได้เล่าถึงความเป็นไปได้ในอนาคตที่รถยนต์แต่ละคันจะสร้างข้อมูลออกมามากถึง 4TB ในแต่ละวันจาก Sensor, Sonar, LIDAR, กล้อง และอื่นๆ เรียกได้ว่าต่อไปรถยนต์แต่ละคันนั้นอาจสร้างข้อมูลมากกว่าผู้ใช้งานหรือเครื่อง PC ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้เสียอีก

ที่มา: https://newsroom.intel.com/news/intel-announces-250-million-investment-autonomous-driving/

from:https://www.techtalkthai.com/intel-will-invest-8750-million-thb-on-autonomous-driving/