คลังเก็บป้ายกำกับ: SAFETY

รายงานเหตุ Tesla X ชนจนคนขับเสียชีวิตระบุ รถเร่งความเร็วในช่วงสุดท้ายก่อนชนเกาะกลาง

เหตุการณ์รถ Tesla X ของวิศวกรแอปเปิลชนบนทางหลวงจนคนขับเสียชีวิตเมื่อเดือนมีนาคม นับเป็นเหตุการณ์ที่ระบบ Autopilot ของ Tesal ถูกตั้งคำถามว่าปลอดภัยเพียงใด ตอนนี้ NTSB หน่วยงานดูแลความปลอดภัยทางหลวงที่เข้ามาร่วมสอบสวนแต่ต้นก็ปล่อยรายงานเบื้องต้นออกมา

รายงานเบื้องต้นเป็นการสรุปเหตุการณ์นาทีท้ายๆ ก่อนเกิดการชน โดยระบุว่ารถถูกตั้งความเร็วแบบคำนึงถึงสภาพการจราจรไว้ที่ 75 ไมล์ต่อชั่วโมง แม้ความเร็วบนถนนจะจำกัดที่ 65 ไมล์ต่อชั่วโมง

  • การเดินทางครั้งนี้จนถึงตอนชน กินเวลา 32 นาที ระบบ Autopilot เปิดทำงาน 4 รอบ รอบสุดท้ายก่อนชน เปิดทำงาน 18 นาที 55 วินาที
  • รถแสดงไฟเตือนให้คนขับวางมือบนพวงมาลัยสองรอบ และส่งเสียงเตือนอีก 1 รอบ การเตือนทั้งหมดเกิดก่อนชน 15 นาทีหรือนานกว่านั้น
  • 60 วินาทีสุดท้ายก่อนชน รถตรวจพบมือคนขับบนพวงมาลัย 3 รอบ ระยะเวลารวม 34 วินาที โดย 6 วินาทีสุดท้ายตรวจไม่พบมือคนขับ
  • 8 วินาทีสุดท้าย รถกำลังตามรถคันหน้าที่ความเร็วประมาณ 65 ไมล์ต่อชั่วโมงพอดีกับการจำกัดความเร็วถนน
  • 7 วินาทีก่อนชน รถ Tesla เบี่ยงออกซ้ายตามรถคันหน้า
  • 4 วินาทีก่อนชน รถ Tesla ยกเลิกการตามรถคันหน้า
  • 3 วินาทีก่อนชนจนถึงการชน รถ Tesla เร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 70.8 ไมล์ต่อชั่วโมง ไม่มีการเบรกหรือหักพวกมาลัยหลบสิ่งกีดขวาง

คนขับถูกพบในสภาพคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่กับที่นั่งคนขับ มีพลเมืองดีช่วยนำตัวออกมาจากรถก่อนรถจะลุกไหม้ แต่คนขับก็เสียชีวิตในโรงพยาบาล

ตัวรถ Tesla ที่ลุกไหม้ ต้องใช้น้ำและโฟมรวม 200 แกลลอนเพื่อดับเพลิง และต้องรอจนรถเย็นลงจึงนำรถออกจากที่เกิดเหตุได้ หลังจากนำรถไปเก็บในโรงเก็บ ยังพบว่าแบตเตอรี่รถร้อนขึ้นมาอีกครั้ง และมีเสียงก๊าซ หลังจากเกิดเหตุ 5 วัน แบตเตอรี่ก็ลุกไหม้อีกรอบจนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องมาดับอีกครั้ง

รายงานฉบับนี้เป็นรายงานเบื้องต้น และตอนนี้ NTSB กำลังสอบสวนหาสาเหตุที่เป็นไปได้ และจะออกรายงานแนะนำเพื่อป้องกันเหตุแบบเดียวกันในอนาคต

ที่มา – NTSB, The Register

No Description

No Description

from:https://www.blognone.com/node/102923

Advertisements

นักการตลาดมอง “social media” เป็นภัย brand safety

ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เพราะการศึกษาล่าสุดพบว่า 45% ของนักโฆษณาคิดว่าแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ทำให้ความปลอดภัยของตราสินค้าหรือ brand safety มีความเสี่ยง ถือเป็นมุมมองแง่ลบที่นักการตลาดบางส่วนรู้สึกกับโซเชียลมีเดียมากกว่าเว็บไซต์ประเภทอื่น

นอกจากการศึกษาจะพบว่า 45% ของนักโฆษณามองแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ในแง่ร้ายต่อกรณี brand safety แต่ 42% ของนักโฆษณากลุ่มตัวอย่างกลับมองว่าเว็บไซต์ที่ผู้ใช้ร่วมกันสร้างเนื้อหาหรือ user-generated content site นั้นไม่ได้ทำให้นักโฆษณากังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของแบรนด์เลย ผลการสำรวจที่สวนทางกันแสดงว่านักโฆษณาวันนี้กังวลที่โซเชียลมากกว่าทุกส่วน

การวิจัยนี้ดำเนินการโดย Advertiser Perceptions and Oath ที่ลงมือสำรวจนักโฆษณาผู้ซื้อสื่อ 300 ราย ซึ่งผลการสำรวจชี้ว่า 94% ยอมรับว่ากังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของแบรนด์ ขณะที่ 58% มีความกังวลมากขึ้นในปีนี้มากกว่าปีที่ผ่านมา

ราว 70% กล่าวว่าแพลตฟอร์มเทคโนโลยีซึ่งทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างผู้บริโภคนั้นล้วนทำให้แบรนด์มีปัญหาความกังวลด้านความปลอดภัย จุดนี้พบว่านักโฆษณาเริ่มดำเนินการหลายอย่างเพื่อปกป้องและตอบโจทย์ความปลอดภัยของแบรนด์ โดย 50% ใช้วิธีสร้างแรงกดดันให้คู่ค้า ตรวจสอบความปลอดภัยของแบรนด์ให้แน่ใจว่าจะไม่มีดราม่า

อีก 47% ใช้เทคโนโลยีของบริษัทอื่นหรือ third-party ขณะที่ 45% ขยับงบใช้จ่ายโฆษณาไปยังเว็บไซต์ระดับพรีเมี่ยมเพื่อความปลอดภัย และ 44% ใช้ระบบ blacklist โดย 40% ใช้รายการพันธมิตรที่เป็น whitelist เท่านั้น และ 29% ใช้วิธีกำหนดเป้าหมายได้ละเอียดมากขึ้น

ที่มา: : MarketingDive

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2018/06/social-media-brand-safety/

พนักงานแฉอีก โรงงานพ่นสี Tesla เกิดไฟไหม้หลายครั้งจนต้องหยุดสายการผลิต แต่ปิดข่าว

ต่อเนื่องจากประเด็น อดีตพนักงานแฉ โรงงาน Tesla ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย แถมปกปิดข้อมูลบาดเจ็บของคนงาน สำนักข่าว CNBC อ้างข้อมูลจากพนักงานหลายคน ว่าโรงงานพ่นสีของ Tesla ประสบเหตุไฟไหม้ถึง 4 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2014 แต่ปิดข่าวเงียบ

เหตุไฟไหม้ครั้งล่าสุดเกิดในเดือนเมษายน 2018 และรุนแรงถึงขั้นบริษัทต้องสั่งหยุดไลน์การผลิต Model 3 เป็นเวลานานหลายกะ ส่วนเหตุครั้งก่อนหน้าเกิดในเดือนมกราคม 2016 ส่งผลให้ต้องหยุดการผลิตหลายวัน ไฟไหม้ทั้งสองครั้งยังทำให้หุ่นยนต์พ่นสีราคาแพงเสียหายไปสองตัว มูลค่าเกิน 1 ล้านดอลลาร์

พนักงานที่ให้ข้อมูล ระบุว่าสาเหตุของไฟไหม้เกิดจากการทำความสะอาดและการบำรุงรักษาที่ไม่ดีพอ รวมถึงขาดการเทรนพนักงานใหม่ เพราะต้องเร่งการผลิตให้ได้ตามเป้า พนักงานยังบอกว่าเป็นห่วงสุขภาพตัวเองทั้งจากเรื่องไฟไหม้และคุณภาพอากาศภายในโรงงาน

ตามข่าวบอกว่า Elon Musk มาตรวจสอบเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งล่าสุดด้วยตัวเอง และสั่งให้นำชิ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบไปตรวจสอบด้วยสายตา ก่อนจะนำกลับมาเข้าสู่สายการผลิต แทนที่จะทิ้งเป็นเศษเหล็กหรือตรวจสอบอย่างละเอียด

โฆษกของ Tesla ปฏิเสธว่าเหตุการณ์ไฟไหม้รอบล่าสุดเป็นเรื่องเล็กน้อย ดับได้ในไม่กี่วินาที ไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิต และบอกว่าบริษัทปรับมาตรการด้านความปลอดภัย และสุขภาพของพนักงานแล้ว

ที่มา – CNBC

No Description

ภาพจาก Tesla

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/102788

อดีตพนักงานแฉ โรงงาน Tesla ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย แถมปกปิดข้อมูลบาดเจ็บของคนงาน

เว็บข่าวเจาะเชิงลึก Reveal ของ The Center for Investigative Reporting องค์กรไม่หวังผลกำไรที่ทำเรื่องข่าวเจาะ รายงานข่าวว่าโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla ประสบอุบัติเหตุบ่อยครั้ง แต่ปิดข่าวมาโดยตลอด

โรงงานไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย

Reveal อ้างข้อมูลจากอดีตพนักงาน Tesla หลายสิบคนว่าโรงงานของ Tesla ไม่ได้มาตรฐานด้านความปลอดภัย โดยผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยโรงงานรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ภายในโรงงานไม่มีการใช้สีเหลืองซึ่งเป็นสีมาตรฐานสากลด้านการเตือนภัย ไม่มีการขีดเส้นเป็นเขตทางเดินให้พนักงาน และหัวหน้างานให้เหตุผลเพียงว่า Elon Musk ไม่ชอบสีเหลือง และไม่ชอบให้ติดป้ายเยอะๆ ในโรงงานของเขา ผลคือพนักงานมักไปชนกับรถยกหรือเครื่องจักรอยู่บ่อยครั้ง

Justine White หัวหน้างานด้านความปลอดภัยอีกคน (ที่เปิดเผยชื่อด้วย) ให้สัมภาษณ์ว่าเธอสมัครงานกับ Tesla เพราะศรัทธาในวิสัยทัศน์ของ Elon Musk แต่สิ่งที่เธอพบจริงๆ กลับเป็นโรงงานที่โกลาหล และค่านิยมที่ยกย่อง “ความเร็ว” เหนือ “ความปลอดภัย” โดยอ้างชื่อของ Musk เพื่อไม่ปฏิบัติตามแนวทางความปลอดภัยหลายอย่าง เธอเคยแจ้งเตือนความเสี่ยงจากการระเบิด แต่หัวหน้างานไม่สนใจแก้ปัญหา เพราะจะทำให้สายพานการผลิตต้องหยุดชะงัก

Roger Croney อดีตผู้ช่วยผู้จัดการโรงงาน เปรียบเทียบโรงงานของ Tesla กับ GM ที่เขาเคยทำงานมา 8 ปี พบว่ามาตรฐานความปลอดภัยและการอบรมพนักงานของ Tesla แย่มาก แทบไม่มีการอบรมพนักงานใหม่ถึงวิธีการทำงานที่ปลอดภัยเลย ทำให้มีพนักงานบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก จนเขาต้องพัฒนาหลักสูตรการอบรมขึ้นมาด้วยตัวเอง แต่ผู้จัดการระดับเดียวกันคนอื่นๆ กลับไม่สนใจเรื่องนี้ (เขาลาออกในปี 2017 หลังเจอปัญหาถูกเหยียดผิว)

No Description

ภาพอาการบาดเจ็บที่อดีตพนักงานส่งให้ Reveal มาเผยแพร่

ปกปิดข้อมูลพนักงานบาดเจ็บ

Reveal ยังแฉว่า Tesla ปกปิดตัวเลขการบาดเจ็บของคนงานเพื่อให้สถิติออกมาดูดี คนงานรายหนึ่งชื่อ Tarik Logan เคยเกิดอาการปวดหัวจากสารในกาวที่ใช้ในโรงงาน และต้องหยุดงานหลายสัปดาห์ แต่การเจ็บป่วยของเขาไม่ถูกบันทึกในฐานข้อมูลของบริษัท และ Tesla ใช้วิธีลงเป็น “อาการป่วยเล็กน้อย” หรือ “โรคส่วนบุคคล” แทน

Reveal ระบุว่าได้ข้อมูลภายในเรื่องสุขภาพของพนักงาน ที่พนักงาน Tesla รายหนึ่งขโมยออกมาให้ และพบว่าข้อมูลการบาดเจ็บที่ Reveal ได้มาจากการสัมภาษณ์พนักงาน ไม่ถูกบันทึกลงในระบบ โดยตัวแทนของ Tesla อธิบายว่าเป็นเพราะแพทย์ (ซึ่งไม่ใช่พนักงานของบริษัท) วิเคราะห์ว่าเป็นการบาดเจ็บที่ไม่เกี่ยวกับการทำงาน

White รับไม่ได้กับแนวทางของ Tesla ที่ทำให้พนักงานบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในอนาคต เธอจึงตัดสินใจลาออก พร้อมส่งจดหมายไปยัง Elon Musk โดยตรง แต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบใดๆ นอกจากเธอแล้วยังมีพนักงานด้านความปลอดภัยอุตสาหกรรมหลายคนลาออกด้วยเหตุผลเดียวกัน

โฆษกของ Tesla ปฏิเสธคำกล่าวหาทั้งหมดในบทความนี้ และบอกว่า Reveal หลงเชื่อความพยายามในการสร้างภาพลักษณ์แย่ๆ ต่อบริษัท

ที่มา – Reveal

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/102777

ผู้บริหารฝ่ายความปลอดภัยลาออกจาก Tesla ในช่วงที่หลายคดีอุบัติเหตุกำลังถูกสืบสวน

ไล่เลี่ยกันกับข่าวการขอลาพักงานของรองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมของ Tesla ซึ่งก็มีบางคนมองว่าอาจเป็นผลจากความไม่ลงรอยกับนายใหญ่ Elon Musk เรื่องปัญหาการผลิตรถไม่ได้เร็วตามเป้าหมาย ตอนนี้ Tesla ก็เสียเจ้าหน้าที่สำคัญไปในช่วงที่ชวนหัวหมุนอีกราย เมื่อ Matthew Schwall ผู้อำนวยการด้านวิศวกรรมประสิทธิภาพภาคสนามของ Tesla
(director of field performance engineering) ขอลาออกจากบริษัทไปทำงานกับ Waymo

หน้าที่สำคัญประการหนึ่งของ Schwall นั้นคือการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานรัฐที่ดูแลเรื่องความปลอดภัย เช่น NTSB (คณะกรรมการความปลอดภัยการคมนาคมแห่งชาติของสหรัฐฯ) และ NHTSA (สำนักงานด้านความปลอดภัยการจราจรทางหลวงแห่งชาติ) ซึ่งอาจเรียกได้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่งานชุกไม่ใช่น้อย เพราะ Tesla มีข่าวเกี่ยวพันกับอุบัติเหตุหลายครั้งในช่วงไม่กี่เดือนมานี้

แหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อระบุว่าการลาออกของ Schwall นี้ไม่ได้มีสาเหตุจากปัญหาเกี่ยวกับอุบัติเหตุของรถ Tesla แต่อย่างใด หากทว่าการตัดสินใจเปลี่ยนที่ทำงานของ Schwall ในตอนนี้ก็ถือได้ว่าไม่ค่อยจะเป็นเรื่องดีสำหรับ Tesla นัก เพราะอยู่ในช่วงที่หน่วยงานรัฐกำลังสืบสวนอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถของ Tesla อยู่หลายเหตุการณ์

ไล่มาตั้งแต่อุบัติเหตุเมื่อเดือนมีนาคมใน California เกิดเหตุรถ Tesla X ชนกำแพงจนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในขณะเปิดใช้งานระบบ Autopilot ซึ่งก่อให้เกิดการตั้งคำถามกับความน่าเชื่อถือของระบบช่วยขับ Autopilot รวมทั้งการออกแบบระบบวงจรไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่จะมีเหตุเพลิงไหม้รถยนต์หลังการชน แต่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระบุว่าแบตเตอรี่ของ Tesla ได้เกิดลุกไหม้ซ้ำอีกหลายครั้ง แม้แต่ตอนที่ซากรถถูกนำไปกองไว้ที่ลานจัดเก็บ โดยลุกไหม้ซ้ำในวันเดียวกัน และอีกครั้งในอีก 6 วันให้หลัง ทั้งนี้ NTSB ได้เข้าสืบสวนอุบัติเหตุในครั้งนี้ แต่ก็เกิดไม่ลงรอยกับ Tesla จนทำให้ฝ่ายหลังขอถอนตัวออกจาการร่วมสืบสวนอุบัติเหตุ

ต่อมาเมื่อวันอังคารที่แล้วใน Florida เกิดอุบัติเหตุรถ Tesla S วิ่งด้วยความเร็วจนวิ่งชนขอบทางและเกิดเพลิงลุกไหม้ เป็นเหตุให้คนขับและผู้โดยสารที่นั่งเบาะหน้าเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 ราย ส่วนผู้โดยสารอีกรายที่นั่งเบาะหลังกระเด็นออกจากตัวรถในขณะเกิดการชน โดยงานนี้มีทั้ง NTSB และ NHTSA ต่างก็เข้าสืบสวนหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ โดยในเบื้องต้นทาง NTSB เผยว่าระบบ Autopilot ไม่น่าจะถูกเปิดใช้งานในตอนเกิดอุบัติเหตุ

ส่วนอุบัติเหตุรถ Tesla ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาใน Utah มีคนขับรถ Tesla S ชนท้ายรถดับเพลิงที่กำลังจอดติดไฟแดง การชนจะเกิดขึ้นในขณะที่รถวิ่งด้วยความเร็ว 97 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยพยานที่เห็นเหตุการณ์ยืนยันว่าไม่มีการเบรก เคราะห์ดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ โดยในขณะนี้ยังไม่มีการสรุปสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ ยังไม่มีการระบุว่าระบบ Autopilot ของรถถูกเปิดใช้งานในขณะเกิดเหตุหรือไม่ ทราบเพียงแค่ว่าการตรวจร่างกายของคนขับนั้นไม่พบการใช้ยาหรือดื่มเครื่องดื่มมึนเมา ทั้งนี้ทาง NTSB ยังไม่ได้เข้าร่วมสืบสวนอุบัติเหตุในครั้งนี้

การขาดหายไปของ Schwall ในช่วงเวลานี้จึงน่าจะสร้างปัญหาให้กับคนที่มารับช่วงต่อจากเขาไม่น้อย เพราะจะต้องทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานรัฐ โดยจะต้องอาศัยข้อมูลความรู้ทางด้านงานวิศวกรรมการออกแบบของรถเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานเป็นอย่างมาก

ทางด้านตัว Schwall ได้ย้ายไปเริ่มทำงานกับ Waymo ตั้งแต่วันจันทร์ที่แล้ว (ก่อนอุบัติเหตุที่ Florida และ Utah) โดยทำหน้าที่หลักเน้นไปที่ความปลอดภัยของระบบรถยนต์ไร้คนขับที่ Waymo พัฒนาขึ้น

ที่มา – Engadget, Wall Street Journal, Fox News

from:https://www.blognone.com/node/102247

ทางการจีนทดลองใช้ระบบทำโทษคนเดินฝ่าสัญญาณไฟข้ามถนนด้วยการพ่นน้ำใส่

เราเคยเห็นข่าวการพัฒนาใช้อุปกรณ์และระบบอัตโนมัติเพื่อช่วยลดอุบัติเหตุรถชนคนข้ามถนน โดยการติดสัญญาณไฟบนพื้นเพื่อป้องกันคนที่มัวเล่นสมาร์ทโฟนจะข้ามถนนโดยไม่ทันดูสัญญาณไฟ ดังเช่นในเยอรมนี และเกาหลีใต้ แต่ครั้งนี้ทางการจีนพัฒนาระบบอุปกรณ์อีกลักษณะหนึ่ง มันไม่ใช่ระบบแจ้งเตือนเฉพาะคนที่มัวเล่นสมาร์ทโฟน แต่เป็นอุปกรณ์อัตโนมัติที่ทั้งเตือนคนทั่วไป และทำโทษคนที่พยายามจะข้ามถนนในเวลาที่ไม่ควรข้าม

อุปกรณ์ที่ว่านี้เป็นเสาขนาดสูงประมาณต้นขา มันติดตั้งเซ็นเซอร์อินฟราเรดเอาไว้ ไม่แตกต่างจากอุปกรณ์จำพวกรั้วลำแสงนิรภัยที่ใช้กันในระบบอัตโนมัติของโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อมีใครเดินผ่านมันไปในขณะที่สัญญาณไฟข้ามถนนยังแดงอยู่ มันจะพ่นหมอกน้ำออกมาใส่ตัวคนที่พยายามจะข้ามถนน โดยมันถูกติดตั้งอยู่บริเวณทางแยกในเมือง Huangshi มณฑล Hubei

อย่างไรก็ตาม เมื่อข่าวนี้ได้รับการเผยแพร่ก็มีชาวจีนแสดงความคิดเห็นผ่านอินเทอร์เน็ตกันมากมายในทำนองล้อเลียนและแสดงความไม่เห็นด้วยกับไอเดียนี้ บ้างก็ว่าเดี๋ยวคงจะมีคนเอาถังมารองน้ำ บางคนก็บอกว่ามันไม่ช่วยอะไรในวันฝนตก ในขณะที่บางคนบอกว่านี่เป็นเรื่องสิ้นเปลืองลงทุนกับสิ่งที่ควรเป็นหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้ว

ที่มา – SoraNews24

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/101708

IATA รายงาน สายการบินทั่วโลกสนับสนุนการลงทะเบียนโดรนเพื่อความปลอดภัยในการบิน

สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือ IATA เผยว่าตอนนี้สายการบินทั่วโลกต่างสนับสนุนระบบการลงทะเบียนโดรนแบบนานาชาติที่จะจัดตั้งขึ้นโดยสหประชาชาติ เนื่องจากปัจจุบันโดรนเป็นที่นิยมขึ้นมาก ซึ่งทำให้เกิดเหตุการณ์โดรนไปรบกวนการบินจนเป็นปัญหาด้านความปลอดภัยหลายครั้ง

ปัจจุบัน ทั้งสายการบินและท่าอากาศยานต่างก็พยายามหาหนทางในการลงทะเบียนโดรน, ใช้เทคโนโลยี geo-fencing เพื่อกีดกันโดรนไม่ให้ขึ้นบินในพื้นที่หวงห้าม รวมถึงสั่งปรับเมื่อมีการนำโดรนขึ้นบินในพื้นที่ท่าอากาศยาน เพื่อเสริมความปลอดภัยให้การบิน โดย IATA เผยว่าหากมีการลงทะเบียนอย่างเป็นระบบแล้ว จะช่วยให้สามารถติดตามอุบัติเหตุเครื่องบินที่เกี่ยวข้องกับโดรนได้ง่ายขึ้น โดย IATA กำลังพิจารณาร่วมมือกับองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศหรือ ICAO เพื่อใช้ระบบลงทะเบียนโดรนสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับปรุงความปลอดภัยอีกด้วย

ส่วน ICAO โดยโฆษก Anthony Philbin เผยว่าตอนนี้ทางองค์กรกำลังคิดจะรวมระบบลงทะเบียนนี้เข้ากับระบบของ ICAO ซึ่งเป็นระบบสำหรับอากาศยานบังคับด้วยคนอีกด้วย เพื่อทำให้มีระบบเครือข่ายสำหรับลงทะเบียนแบบที่เดียวสำหรับภาคการบิน

สำหรับเหตุการณ์โดรนชนเครื่องบินเคยเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วเครื่องบินของสายการบินในโมซัมบิกเคยถูกโดรนบินชนกระแทกขณะบินจาก Maputo ไป Tete ซึ่งไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนกรณีล่าสุดที่เกือบจะชนคือเมื่อเดือนที่ผ่านมา สายการบิน Air New Zealand เที่ยวบินจากโตเกียวมีพนักงานสังเกตเห็นโดรนอยู่ในระยะ 5 เมตรช่วงลดระดับลงจอดที่ออกแลนด์ ซึ่งถือเป็นระยะที่ค่อนข้างเสี่ยงต่อความปลอดภัยมาก

ที่มา – Reuters

No Description

ภาพจาก Pixabay CC0 Creative Commons

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/101678