คลังเก็บป้ายกำกับ: SAFETY

รายงานแฉ Tesla หย่อนยานเรื่องความปลอดภัยในโรงงาน ร้อนถึงทางการส่งคนเข้าสืบสวน

Tesla เจองานงอกมาอีกเรื่อง ไม่เพียงจะประสบปัญหาเรื่องกำลังการผลิตรถที่ยังคงไม่ได้ตามเป้าที่วางไว้ ไหนจะข่าวเกี่ยวพันกับอุบัติเหตุที่มีผู้เสียชีวิตใน California มาครั้งนี้มีรายงานจากองค์กรชื่อ “Reveal News” เผยแพร่ออกมาระบุว่าโรงงานของ Tesla มีปัญหาเรื่องความหย่อนยานด้านมาตรการความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน

เนื้อหาในรายงานอ้างว่าเป็นการสรุปข้อมูลที่ได้จากการพูดคุยกับพนักงานและอดีตลูกจ้างของ Tesla ราว 40 คน ร่วมกับข้อมูลจากเอกสารอีกหลายร้อยหน้า โดยระบุว่า Tesla ละเลยไม่รายงานข้อมูลอุบัติเหตุที่เกิดการบาดเจ็บรุนแรงหลายครั้ง ทำให้สถิติด้านความปลอดภัยในการทำงานของบริษัทออกมาดูดีกว่าความเป็นจริง

นอกจากนี้ Reveal News ยังอ้างถ้อยคำของผู้ที่ระบุตัวว่าเป็นอดีตเจ้าหน้าที่อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมของ Tesla จำนวน 5 คนที่เพิ่งลากออกเมื่อปีก่อน โดยกล่าวว่า Tesla “ให้ความสำคัญกับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเหนือกว่าข้อกังวลด้านความปลอดภัยอื่นใด”

ตัว Reveal News เองนั้นเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร มีที่ตั้งอยู่ใน Emeryville รัฐ California ห่างจากโรงงานของ Tesla ที่ Fremont ไปทางเหนือเพียง 35 ไมล์เท่านั้น

แน่นอนว่าฝั่ง Tesla ออกมาโต้ตอบรายงานของ Reveal News ทันควันในวันเดียวกัน โดยบอกว่ารายงานนี้มาจาก “องค์กรหัวรุนแรงที่ทำงานร่วมกับกลุ่มผู้สนับสนุนสหภาพฯ (แรงงาน) โดยตรง” โดยบอกว่าสิ่งที่ Reveal News กล่าวหานั้นเป็นเพียงการป้ายสีที่ทำให้ผู้คนเข้าใจสภาพการทำงานของ Tesla กันแบบผิดๆ

โฆษกของ Tesla ยังระบุว่า “แม้ในช่วงเวลาแห่งการฝ่าฟันบททดสอบอันสุดขั้วในการสร้างระบบการผลิต Model 3 เสียใหม่ เราก็ยังคงลดอัตราการบาดเจ็บ (จากการทำงาน) ลงได้ 25%” ทั้งนี้ Tesla แถลงเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าต้องการเป็น “โรงงานที่ปลอดภัยที่สุดบนโลก”

จากรายงาน Reveal News นี้เอง ทำให้แผนกอาชีวอนามัยของ California ต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบโรงงานของ Tesla ในเมือง Fremont รัฐ California ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของการสืบสวนว่าได้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

ที่มา – Ars Technica

No Description
ภาพโรงงาน Tesla ที่ Fremont จาก Wikimedia Commons

from:https://www.blognone.com/node/101632

Advertisements

Tesla ถอนตัวจากการร่วม NTSB สอบสวนอุบัติเหตุ Tesla X ย้ำเหตุเกิดเพราะคนขับไม่ใส่ใจ

Tesla ยุติ “ข้อตกลงความร่วมมือ” กับ NTSB คณะกรรมการความปลอดภัยด้านการคมนาคมแห่งชาติของสหรัฐฯ ในการสืบสวนอุบัติเหตุที่รถ Tesla X พุ่งชนกำแพงคอนกรีตก่อนจะโดนรถที่วิ่งตามชนซ้ำและเกิดการลุกไหม้ ซึ่งมีผลให้คนขับ Tesla X เสียชีวิตในเวลาต่อมา นอกจากนี้ Tesla ยังออกรายงานที่เน้นย้ำอีกครั้งว่าอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะคนขับไม่ได้ใส่ใจเพียงพอ

ความไม่ลงรอยระหว่าง Tesla และ NTSB ในระหว่างการสืบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้มาจากการที่ Tesla ออกรายงานผลการสืบสวนจากฝั่งของตนออกมา ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับ NTSB ที่ไม่คิดว่าการเปิดเผยรายละเอียดการสืบสวนสู่สาธารณชนเป็นเรื่องเหมาะสม

ทางฝั่ง NTSB ขอให้ Tesla หยุดการปล่อยรายงานจนกว่าการสืบสวนทั้งหมดจะสิ้นสุดลง แต่ทาง Tesla ไม่เห็นด้วยและมองว่าการทำตามคำขอนี้จะส่งผลลบต่อสังคม จึงนำมาสู่การประกาศยุติความร่วมมือกับ NTSB

ใจความตอนหนึ่งจากแถลงการณ์โดยโฆษกของ Tesla มีดังนี้

เราเชื่อมั่นในความโปร่งใส, ดังนั้นข้อตกลงที่ยับยั้งไม่ให้เราเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณชนนานกว่า 1 ปี จึงเป็นเรื่องที่รับไม่ได้

อย่างไรก็ตาม Tesla ยืนยันว่าจะยังให้การสนับสนุนด้านเทคนิคแก่ NTSB เพื่อให้ดำเนินการสืบสวนอุบัติเหตุต่อไปได้ แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในสถานะหน่วยงานร่วมสืบสวนอย่างเป็นทางการก็ตาม

รายงานที่ Tesla มีออกมาก่อนหน้านี้อ้างอิงระบบบันทึกข้อมูลในรถยนต์ Tesla X ระบุว่ารถยนต์ไม่ตรวจพบว่าคนขับได้กระทำการใดๆ ในช่วงระยะเวลา 6 วินาที นับตั้งแต่ที่สัญญาณเตือนการไม่ตรวจพบมือวางไว้ที่พวงมาลัยดังขึ้น จวบจนจังหวะที่เกิดการชน แต่ล่าสุด Tesla ออกแถลงการณ์เน้นย้ำเรื่องนี้อีกครั้ง โดยครั้งนี้ไม่ได้บอกว่าคนขับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ หากแต่กล่าวเจาะจงชัดว่าเป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุในครั้งนี้

จากที่สมาชิกครอบครัวของเขากล่าวอ้าง, Mr.Huang ได้ตระหนักดีอยู่แล้วว่าระบบ Autopilot นั้นมิได้สมบูรณ์แบบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าตัวเองได้บอกพวกเขาว่ามันเชื่อถือไม่ได้ในระหว่างการใช้งานบริเวณจุดที่เกิดเหตุนั้น การชนเกิดขึ้นในวันที่อากาศแจ่มใสและทัศนวิสัยเบื้องหน้าแจ่มชัดหลายร้อยฟุต ซึ่งหมายความว่าหนทางเดียวที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุนี้ขึ้นได้ ก็เป็นเพราะ Mr.Huang เองไม่ใส่ใจถนนเบื้องหน้า แม้ว่ารถจะส่งสัญญาณเตือนแล้วก็ตาม

พร้อมกันนี้ Tesla ได้ระบุถึงความกังวลใจว่าอาจมีการเผยแพร่ความเข้าใจผิดว่าระบบ Autopilot ของ Tesla นั้นไม่ปลอดภัยเพียงพอด้วย

เราเข้าใจและเห็นกับครอบครัวของ Mr.Huang ผู้ซึ่งเราเข้าใจได้ว่ากำลังเผชิญกับความเศร้าและการสูญเสีย, แต่การเข้าใจผิดว่าระบบ Autopilot ไม่ปลอดภัยนั้น อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นบนท้องถนน

ทางด้านทนายฝั่งครอบครัวของ Huang ผู้เสียชีวิต เชื่อว่าการที่ Tesla ออกมากล่าวพาดพิงในลักษณะกล่าวอ้างว่าเป็นความผิดพลาดของ Huang แบบเน้นย้ำเช่นนี้ เป็นเพราะ Tesla ต้องการเบี่ยงประเด็นความสนใจของสังคมที่กำลังเคลือบแคลงใจสงสัยว่าระบบ Autopilot ในรถยนต์ Tesla นั้นปลอดภัยดีเพียงพอจริงหรือไม่

Mike Fong หนึ่งในทีมอัยการของครอบครัวผู้เสียชีวิต บอกแก่สำนักข่าว ABC 7 ว่าเซ็นเซอร์ในรถยนต์ของ Huang นั้นมีปัญหาไม่สามารถอ่านตำแหน่งเส้นแบ่งช่องทางเดินรถได้ หนำซ้ำระบบห้ามล้อก็ล้มเหลวไม่อาจตรวจพบวัตถุที่หยุดนิ่งขวางแนวการวิ่งของรถได้ จึงสันนิษฐานได้ว่านั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้รถของ Huang ส่ายเข้าหากำแพงคอนกรีต ณ จุดเกิดเหตุนี้มาแล้วหลายครั้ง

ทั้งนี้ Fong บอกว่าทางด้านครอบครัวของ Huang ยังไม่คิดจะฟ้องร้อง Tesla จนกว่าจะได้เห็นรายงานผลการสืบสวนอุบัติเหตุฉบับสมบูรณ์จากทาง NTSB เสียก่อน

ที่มา – ABC 7 via Engadget, Business Insider

from:https://www.blognone.com/node/101476

ชาวบ้านโวย แอพ Waze แนะนำเส้นทางถนนทางชันท้าตาย ทำเอารถคว่ำรถชนกันเพียบ

Los Angeles เป็นเมืองใหญ่ในสหรัฐอเมริกาและประวัติศาสตร์การก่อตัวของชุมชนเมืองมานานหลายร้อยปี ซึ่ง Baxter Street ก็เป็นหนึ่งในถนนเส้นเก่าแก่ที่ตัดขึ้นใช้งานครั้งแรกตั้งแต่ปี 1872 แม้จะผ่านมานานกว่า 100 ปีแล้ว แต่ถนนยาวเกือบ 1 กิโลเมตรเส้นนี้ก็ยังคงใช้งานได้ มีผู้คนตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่เรียงราย

แต่ความพิเศษของ Baxter Street ไม่ใช่อายุหรือประวัติศาสตร์ของมัน หากแต่เป็นความชัน ด้วยความที่มันถูกก่อสร้างเริ่มใช้งานเมื่อนานมาแล้ว ในยุคสมัยที่กฎหมายด้านวิศวกรรมการก่อสร้างยังไม่บังคับใช้เข้มงวดเท่าทุกวันนี้ Baxter Street จึงถูกตัดใช้งานผ่านเนินชัน 2 ลูก ซึ่งส่วนที่ชันที่สุดของถนนเส้นนี้ชันถึง 32% หรือก็คือ 17.7 องศา ชันระดับที่ว่าเมื่อขับรถเคลื่ีอนไปอยู่ตรงยอดเนินแล้ว ผู้ขับไม่มีทางมองเห็นถนนที่อยู่ถัดจากฝากระโปรงหน้ารถได้เลย (ลองเข้าไปดูภาพจาก Google Street View กันได้)

ถ้านึกไม่ออกว่าความชันระดับนี้อันตรายแค่ไหน ขอให้อิงจากมาตรฐานชั้นทางของกรมทางหลวง แม้แต่ทางขนาดเล็กสุดยังยอมให้มีความชันได้ไม่เกิน 12% หรือ 6.84 องศาเท่านั้น หรืออย่างทางลาดตามอาคารจอดรถต่างๆ ที่ว่าชันนักหนา ทางกฎหมายก็ยังออกแบบให้ชันได้ไม่เกิน 15% หรือ 8.53 องศาเท่านั้น ถือว่าความชัน 32% ของ Baxter Street เป็นรอง Baldwin Street ถนนที่ชันที่สุดในโลกที่มีบ้านเรือนผู้คนซึ่งชัน 35% อยู่นิดเดียวเท่านั้น

No Description

ปัญหาคือผู้คนที่พักอาศัยอยู่บน Baxter Street เขาก็ใช้ชีวิตกันมาได้ตามปกติ กระทั่งมาถึงยุคที่ใครๆ ก็ใช้แอพนำทาง และสารพัดบริการรถรับจ้างโดยสารผุดกันขึ้นมามากมาย (ซึ่งหลายคนก็ไม่ได้ชำนาญทางมากนัก อาศัยความเชื่อใจที่มีให้แอพนำทาง) ซึ่งหนึ่งในแอพที่ผู้คนใน Los Angeles นิยมใช้อย่าง Waze ก็ดันแนะนำให้หลายคนขับมาตามถนน Baxter Street นี้เสียด้วย

จากปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับสภาพถนนที่สุดโต่ง ทำให้รถหลายคันประสบอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีฝนตกลงมาแล้วทำให้ถนนแสนชันนี้โคตรลื่นเข้าไปอีก

เมื่อ 2-3 วันก่อน Jason Luther หนึ่งในผู้อยู่อาศัยบนถนน Baxter Street เล่าว่ามีรถเสียหลักพุ่งเข้ามายังพื้นที่สวนของบ้านเขา ถลาพุ่งชนรั้วบ้านอีก 2 ชั้น ก่อนจะหยุดนิ่งหงายหลังคาอยู่ตรงทางเข้าบ้านเขา ส่วน Robbie Adams ผู้อยู่อาศัยในละแวกเดียวกันเล่าว่าเขาเห็นอุบัติเหตุรถยนต์ 5-6 ครั้ง ก่อนหน้ารั้วบ้านเขาพังเพราะโดนรถชน 2 ครั้ง และอีกครั้งหนึ่งรถยนต์ของภรรยาเขาจอดอยู่ในพื้นที่บ้านดีๆ ก็มีรถเสียหลักพุ่งเข้ามาชน

No Description

Adams บอกว่าพวกชาวบ้านได้ร้องเรียนเรื่องนี้ไปยังหน่วยงานรัฐ และแจ้ง Waze เพื่อขอให้ลบถนนนี้ออกไปจากระบบ แต่ Waze ตอบกลับว่าการแก้ไขจะต้องแก้อัลกอริทึมแบบผิดแผกแปลกออกไปจึงดำเนินการให้ไม่ได้

Ars Tecnica ได้ติดต่อไปยัง Google บริษัทแม่ของ Waze และได้รับอีเมลตอบกลับใจความดังนี้

Google Maps ได้สร้างแบบจำลองที่เปลี่ยนโลกได้ โดยอิงจากข้อเท็จจริงพื้นฐาน นี่หมายความว่าแผนที่ของเราจะสะท้อนมาตรการที่หน่วยงานท้องถิ่นได้ลงมือทำจริงเพื่อปกป้องประชาชนของพวกเขา-ตัวอย่างเช่น, การปิดถนนที่สูงชัน, หรือการออกกฎบังคับเลี้ยวเปลี่ยนเส้นทาง หากหน่วยงานท้องถิ่นตัดสินใจที่จะจำกัดการใช้งาน Baxter Street, มาตรการนั้นก็จะถูกนำมาใช้ในการประเมินและแนะนำเส้นทางการขับรถให้กับผู้คนในพื้นที่ Los Angeles

ถึงตรงนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าทำไม Google ถึงเลือกแก้ไขข้อมูลโดยการลบหรือปิดถนนเส้นนี้ออกจากระบบแนะนำเส้นทางเองไม่ได้ ดูท่าแล้วประชาชนบน Baxter Street คงต้องหันไปถามกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อออกมาตรการควบคุมการใช้ถนนเส้นนี้เป็นการด่วน

ที่มา – Ars Technica

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/101343

รายงานอุบัติเหตุชี้ว่าระบบ Autopilot ถูกเปิดใช้งานตอนรถ Tesla X ชนกำแพงจนมีผู้เสียชีวิต

สัปดาห์ก่อนเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เป็นข่าวใหญ่ในสหรัฐอเมริกา เมื่อชายคนหนึ่งขับรถ Tesla X ชนกำแพงคอนกรีตจนส่วนหน้าของรถพังยับ ก่อนจะเกิดเพลิงลุกไหม้ เป็นเหตุให้คนขับเสียชีวิต ซึ่งหลายคนสงสัยว่าเรื่องนี้เกี่่ยวพันกับระบบ Autopilot ซึ่งเป็นระบบช่วยขับขี่ที่ Tesla พัฒนาหรือไม่

ชายผู้เสียชีวิตชื่อ Walter Huang เป็นวิศวกรของ Apple และเป็นอดีตพนักงานของ EA นั่งอยู่ในรถ Tesla X ตอนที่รถวิ่งเบี่ยงออกจากช่องทางเดินรถพุ่งเข้าชนกำแพงคอนกรีตบนทางด่วนในเขต Mountain View ก่อนจะโดนรถที่วิ่งตามหลังอีก 2 คัน ชนซ้ำเข้าไปอีก จากนั้นรถ Tesla X ก็โดนไฟลุกท่วม ส่งผลให้คนขับไม่รอดจากอุบัติเหตุ

และเนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดกับรถ Tesla X ครั้งนี้ เกิดขึ้นไล่เลี่ยกับอุบัติเหตุที่รถยนต์ไร้คนขับของ Uber ชนคนข้ามถนนจนเสียชีวิตในระหว่างการทดสอบรถ สังคมจึงยิ่งพุ่งความสนใจและเกิดเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ว่ามาตรการความปลอดภัยในระบบรถยนต์อัตโนมัติที่หลายบริษัทต่างแข่งขันกันพัฒนาอย่างดุเดือดนั้นเชื่อถือได้หรือไม่ แรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่ Tesla ส่งผลต่อเนื่องไปถึงราคาหุ้นของบริษัทด้วย

เรื่องนี้ไปถึงขั้นที่ NTSB หน่วยงานดูแลความปลอดภัยระบบคมนาคมแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาต้องส่งเจ้าหน้าลงมาสืบสวนอุบัติเหตุรถ Tesla X นี้โดยตรง ซึ่งไม่บ่อยนักที่เจ้าหน้าที่จาก NTSB จะมาสืบสวนหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุรถยนต์ โดยหน้าที่หลักของ NTSB คือค้นหาความจริงเบื้องหลังการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุและนำไปใช้เพื่อการออกมาตรการป้องกันอุบัติเหตุไม่ให้เกิดซ้ำในอนาคต

การสืบสวนอุบัติเหตุดำเนินไปโดยมีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ, เจ้าหน้าที่ NTSB รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญของ Tesla เข้ามาร่วมกันทำงาน รายงานการสืบสวนอุบัติเหตุในขั้นต้นจากฝั่ง Tesla กล่าวถึงอุปกรณ์ลดแรงกระแทกเพื่อดูดซับแรงการชน ซึ่งควรจะถูกติดตั้งไว้ข้างกำแพงคอนกรีตที่เกิดเหตุ กลับไม่มีอยู่ในเวลานั้นเพราะโดนถอดออกไปรอการติดตั้งของใหม่ทดแทนหลังจากมีอุบัติเหตุรถชนไปก่อนหน้านั้น

หลังเวลาผ่านไปร่วม 1 สัปดาห์ Tesla ก็รายงานข้อมูลเพิ่มเติม โดยยืนยันว่ารถ Tesla X เปิดการทำงานระบบ Autopilot อยู่จริงในขณะเกิดอุบัติเหต ข้อความส่วนหนึ่งของรายงานผ่านบล็อกจาก Tesla มีดังนี้

ในช่วงเวลาก่อนการชน, ซึ่งเกิดขึ้นตอน 9.23 น. วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม, ระบบ Autopilot ถูกใช้งานโดยค่าระยะห่างตามหลังรถคันหน้าในขณะวิ่งแบบ cruise control ถูกตั้งไว้ที่ค่าต่ำสุด ผู้ขับได้รับแจ้งสัญญาณเตือนการวางมือบนพวงมาลัยทั้งแบบสัญญาณแสดงต่อสายตาหลายสัญญาณ และแบบสัญญาณเสียงอีก 1 สัญญาณ โดยสัญญาณเหล่านั้นแสดงขึ้นเมื่อระบบเซ็นเซอร์ตรวจไม่พบมือผู้ขับบนพวงมาลัยในช่วงเวลา 6 วินาทีก่อนการชน ในตอนนั้นผู้ขับมีเวลา 5 วินาทีกับระยะทางเปิดโล่งและอยู่ในทัศนวิสัยอย่างชัดเจน 150 เมตรที่จะสามารถตอบสนองได้อย่างทันท่วงที ทว่าระบบบันทึกข้อมูลของรถแสดงว่าผู้ขับไม่ได้กระทำสิ่งใดเพื่อยับยั้งอุบัติเหต

ก่อนหน้านี้ Tesla ยังเผยตัวเลขว่านับตั้งแต่มีระบบ Autopilot ให้ใช้งานในปี 2015 มีผู้รถ Tesla เดินทางผ่านจุดเกิดเหตุนี้ประมาณ 85,000 ครั้ง โดยเฉพาะปีนี้เองก็มีผู้ใช้ระบบ Autopilot ของ Tesla ขณะเดินทางผ่านจุดนี้ประมาณ 20,000 ครั้ง คิดเป็นวันละ 200 ครั้ง ทั้งหมดนี้ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุขึ้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว

นอกจากนี้ Tesla ยังได้อ้างอิงข้อมูลสถิติเกี่ยวกับระบบ Autopilot ของตนเองซึ่งรวบรวมโดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาว่าช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติรถชนลง 40% และยังกล่าวถึงสถิติการเกิดอุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิตว่า สถิติดังกล่าวอันมีรถของ Tesla ที่มีระบบ Autopilot นั้นเกิดขึ้นเพียง 1 ครั้ง ต่อระยะทางวิ่ง 520 ล้านกิโลเมตร น้อยกว่าสถิติเดียวกันของค่าเฉลี่ยรถยนต์ทั่วไปจากผู้ผลิตทุกรายรวมกันที่จะตีเป็นตัวเลขได้ว่ามีผู้เสียชีวิต 1 รายต่อระยะทางรถวิ่ง 140 ล้านกิโลเมตร ถือเป็นสถิติที่ดีกว่ากัน 3.7 เท่า

อย่างไรก็ตาม แม้รายงานจากฝั่ง Tesla จะกล่าวเป็นนัยว่าระบบ Autopilot ไม่น่าจะเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้เพราะมีหลายคนที่เดินทางผ่านเส้นทางนี้ได้อย่างปลอดภัย พร้อมกับชี้ประเด็นที่ว่าผู้ขับละเลยการใส่ใจขณะขับรถจนทำให้ไม่อาจเลี่ยงอุบัติเหตุได้ ทว่ากลับไม่มีการตอบคำถามหรืออธิบายประเด็นเหล่านี้

  • ระบบเซ็นเซอร์ของ Tesla X คันที่เกิดเหตุนี้ตรวจจับกำแพงคอนกรีตและเส้นแบ่งช่องทางเดินรถได้ตามปกติหรือไม่
  • เหตุใดระบบช่วยขับ Autopilot ของรถคันนี้จึงปล่อยให้รถวิ่งออกนอกแนวที่ควรจะเป็นจนชนกำแพงคอนกรีตได้
  • การที่ระบบเซ็นเซอร์ของรถพบว่าผู้ขับไม่ได้วางมือในตำแหน่งพร้อมควบคุมรถ ควรกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่าเพียงส่งสัญญาณเตือนหรือไม่

ทั้งนี้น้องชายของ Huang ผู้เสียชีวิตเล่าว่า พี่ชายได้บ่นให้ตนฟังเรื่องความผิดปกติของรถที่ส่ายเข้าหากำแพงคอนกรีตขณะเปิดใช้งานระบบ Autopilot มาก่อนหน้านี้ โดย Huang เองได้แจ้งตัวแทนจำหน่ายรถ Tesla เกี่ยวกับอาการผิดปกตินี้แล้ว แต่เมื่อมีการตรวจสอบ กลับไม่สามารถจำลองเหตุการณ์ให้อาการผิดปกติเกิดซ้ำได้ จึงไม่อาจยืนยันได้ว่าระบบของรถผิดปกติจริงหรือไม่

นอกเหนือจากประเด็นคำถามถึงความเชื่อถือได้ในระบบ autopilot ของ Tesla แล้ว อีกคำถามหนึ่งที่ผู้คนคลางแคลงใจกันก็คือ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้รุนแรงหลังการชนหรือไม่ โดยสายตรวจทางด่วน California มีความเห็นว่าแบตเตอรี่รถยนต์ของ Tesla อาจมีส่วนทำให้เกิดไฟไหม้หนักหลังการชน ทั้งนี้มีคำบอกเล่าจากพยานผู้เห็นเหตุการณ์ส่วนหนึ่งระบุว่าเห็นลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งออกมาจากตำแหน่งที่ติดตั้งแบตเตอรี่ในรถยนต์ Tesla X

ด้าน Tesla เองอธิบายแบตเตอรี่ของรถยนต์ Tesla ถูกออกแบบมาโดยคิดเผื่อในกรณีที่ถึงแม้จะมีการลุกไหม้ของแบตเตอรี่หลังการชน แต่ไฟจะค่อยๆ ลุกลามซึ่งผู้ที่อยู่ในรถจะมีเวลามากพอสำหรับการหนีออกจากตัวรถได้ทัน และกล่าวว่าแม้โดยทั่วไปแล้วการเกิดเพลิงลุกไหม้จากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าหลังการชนจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่สำหรับกรณีชนอย่างรุนแรงดังเช่นในเหตุครั้งนี้แล้ว ต่อให้เป็นรถยนต์ที่ไม่ใช่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าก็เกิดไฟไหม้ได้ทั้งนั้น โดย Tesla ยังระบุด้วยว่ารถของตนเองมีโอกาสเกิดเพลิงน้อยกว่ารถยนต์ใช้น้ำมันทั่วไปถึง 5 เท่า

อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ยังไม่มีรายงานการสืบสวนอุบัติเหตุที่ถูกเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการจากฝั่ง NTSB ต้องรอดูว่าทีมสืบสวนจะพบประเด็นอะไรเพิ่มเติมที่จะช่วยนำไปสู่การเสริมมาตรการความปลอดภัยให้กับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และระบบช่วยขับอัตโนมัติซึ่งจะเกียวพันกับรถยนต์ไร้คนขับในอนาคตบ้าง

ที่มา – Tesla: 1, 2, Engadget: 1, 2

from:https://www.blognone.com/node/101134

ชายคนหนึ่งซื้อรถหรูกะนั่งสบาย แต่นิ้วโป้งต้องมาหายเพราะประตูอัตโนมัติ BMW หนีบขาด

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม 2016 ควรจะเป็นอีกวันหนึ่งที่ชีวิตประจำวันของ Godwin Boateng วิศวกรซอฟต์แวร์หนุ่มใหญ่ดำเนินไปตามปกติ วันนั้นเขามีนัดกับเพื่อนออกไปใช้เวลาร่วมกันกับรถ BMW X5 ราคา 70,000 เหรียญ คันเก่งของเขา

ถึงแม้ว่าเขาจะพร้อมออกรถแล้วแต่เพื่อนของเขายังต้องใช้เวลาเตรียมตัวอีกสักหน่อย ทว่าการที่ต้องยืนรอเพื่อนไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับ Boateng ถ้าไม่ใช่เพราะความบังเอิญบางอย่างที่เปลี่ยนเหตุการณ์ธรรมดาให้กลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดา

  • บังเอิญที่ Boateng ยืนรอเพื่อนของเขาอยู่ข้างรถ
  • บังเอิญที่เขาแง้มประตูรถด้านคนขับที่เขายืนอยู่เอาไว้นิดนึง
  • บังเอิญอีกที่ Boateng ดันเอามือขวาไปวางพักไว้ตรงเสาประตูรถ
  • บังเอิญที่สุดเมื่อรถ BMW X5 ของ Boateng มีระบบปิดประตูอัตโนมัติที่จู่ๆ ก็ดันทำงานโดยที่เขาไม่ได้ปรารถนา

ผลลัพธ์ของเหล่าความบังเอิญจึงบังเกิดเป็นความเจ็บปวดอย่างที่สุด เมื่อประตูรถ BMW X5 ที่ผู้ผลิตบอกว่าปิดอย่าง “นุ่มนวล” นั้น ทำงานอย่างทรงพลังปิดแน่นไปพร้อมกับการบดขยี้เนื้อ, หนัง, เส้นเลือด, เส้นประสาท, เส้นเอ็น, กล้ามเนื้อ และกระดูกหัวแม่มือของเขาจนขาดสะบั้น

โปรแกรมเที่ยวจบลง Boateng มีอย่างอื่นที่ต้องรีบทำเป็นการด่วน ในหัวของเขาจดจ่อกับการเก็บเศษชิ้นส่วนนิ้วหัวแม่มือที่ขาดออก แช่เย็นกับน้ำแข็ง แล้วบึ่งตรงไปโรงพยาบาลเพื่อขอให้หมอช่วยรักษาต่อนิ้วกลับคืน แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยความผิดหวังเมื่อคำตอบจากหมอคือไม่สามารถต่อชิ้นส่วนนิ้วมือนั้นได้

No Description

Boateng ในวัย 61 ปี ได้แต่ทำใจยอมรับว่าต้องใช้ชีวิตที่เหลือด้วยนิ้วหัวแม่มือซ้ายแค่ข้างเดียว แม้ว่าหลังการผ่าตัด 2 ครั้ง หัวแม่มือของเขาจะงอกกลับคืนออกมาเล็กน้อยแต่มันก็ไม่เหมือนเดิม เขาต้องเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตโดยสวมนิ้วปลอมบ้างในบางโอกาส

Boateng ทำอะไรกับบาดแผลนิ้วของเขาไม่ได้มาก แต่ในใจก็คิดว่าเรื่องนี้ก็ควรจะมีผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ว่าแล้วเขาจึงยื่นฟ้อง BMW ผู้ผลิตรถยนต์ที่ตัดนิ้วของเขาจนขาดด้วยประตูรถพลังมอเตอร์ไฟฟ้า

คำฟ้องระบุว่าระบบ SCAD (Soft Closing Automatic Doors) ซึ่งควรจะช่วยปิดประตูรถอย่างนุ่มนวลนั้น มีจุดบกพร่องจากการออกแบบ โดย Avi Cohen ทนายของ Boateng ระบุว่าสิ่งที่ประตูรถทำนั้นเหมือนกับเป็น “กิโยติน” และกล่าวว่า BMW ควรจะออกแบบกลไกด้านความปลอดภัยเพื่อป้องกันการปิดประตูหนีบอวัยวะแบบนี้มิให้เกิดขึ้นได้

คำฟ้องยังระบุว่า BMW ในฐานะผู้ผลิตรถนั้นทราบเรื่องเซ็นเซอร์ปิดประตูรถที่อาจทำงานผิดพลาดได้เช่นนี้เมื่อแง้มประตูไว้ แต่กลับไม่แจ้งเตือนลูกค้าหรือทำการแก้ไขจุดบกพร่อง

น่าสนใจติดตามต่อไปว่า BMW จะว่าอย่างไรกับข้อกล่าวหาในคดีนี้? แล้วรถยี่ห้ออื่นๆ จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุลักษณะเดียวกันนี้ได้หรือไม่?

ที่มา – New York Post via Gizmodo

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/100983

สวยเกินไป? พนักงานแอปเปิลเดินชนผนังกระจกของ Apple Park เจ็บหลายรายแล้ว

เราคงเห็นกันแล้วว่าอาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของแอปเปิล หรือ Apple Park มีกระจกเป็นส่วนประกอบจำนวนมาก และตรง Steve Jobs Theater ก็ใช้กระจกเป็นผนังโดยรอบ ซึ่งขณะนี้ Apple Park เริ่มย้ายพนักงานมาและใช้งานจริงตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่กลับมีรายงานว่ามีคนเริ่มเจ็บตัวเพราะเดินชนผนังกระจกเหล่านี้

ตามรายงานระบุว่าแอปเปิลต้องเรียกหน่วยบริการฉุกเฉินมาที่ Apple Park หลายครั้งแล้วเพราะมีพนักงานเดินชนผนังกระจก แต่ยังไม่มีใครได้รับบาดเจ็บถึงขั้นส่งโรงพยาบาล อย่างมากก็มีแผลเล็กน้อย

หลังจากเริ่มมีอุบัติเหตุแบบนี้หลายครั้ง ก็มีพนักงานบางส่วนเอากระดาษ Post-It ไปแปะไว้บนกระจกเพื่อเตือนไม่ให้เดินชน แต่ก็ถูกเอาออกด้วยเหตุผลว่ามันทำให้ความสวยงามของสถานที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม แอปเปิลอาจกำลังทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับสถานที่ทำงานของแคลิฟอร์เนีย ที่เขียนไว้ว่าต้องป้องกันอุบัติเหตุจากการเดินชนกระจกด้วยแผงกั้นหรือเครื่องหมายที่ชัดเจน ฉะนั้นหากว่ากันจริงๆ ก็อาจโดนปรับได้หากไม่มีวิธีป้องกันพนักงานเดินชนกระจกที่ดีกว่านี้ และซ้ำร้ายยังเอากระดาษ Post-It ที่มีคนมาติดไว้ไปทิ้งอีก

ที่มา – The Verge

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/99998

ออสเตรเลียใช้โดรนปล่อยอุปกรณ์ชูชีพลงทะเล ช่วยชีวิตเด็กชายได้ 2 คน

เจ้าหน้าที่ช่วยชีวิตในออสเตรเลียใช้โดรนช่วยชีวิตวัยรุ่นสองคนจากการจมน้ำในทะเลที่มีคลื่นแรง โดยให้โดรนปล่อยอุปกรณ์ชูชีพลงไปยังผู้ประสบภัยเบื้องล่าง ตัวอุปกรณ์จะพองลงทันทีเมื่อโดนน้ำ และผู้ประสบภัยทั้งสองคนสามารถคว้าอุปกรณ์ชูชีพและรอดชีวิตมาได้

Jai Sheridan เจ้าหน้าที่ช่วยชีวิตยืนยันว่าโดรนใช้เวลาทำงานประมาณ 70 วินาทีในการช่วยชีวิตคน เทียบกับการส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 นาที

ตัวโดรนเป็นของบริษัท Little Ripper Life Saver พัฒนาอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่มีน้ำหนักเบา ที่ติดตั้งเข้ากับโดรนได้ง่าย การใช้โดรนช่วยชีวิตเป็นโครงการเริ่มต้นโดยรัฐบาลท้องถิ่นกับ Surf Life Saving NSW ตัวโครงการจะสิ้นสุดระยะเวลาทดลองในเดือนเมษายนนี้ หลังจากนั้นจะเปิดให้ใช้ทั่วประเทศ

No Description
ภาพจาก Little Ripper Life Saver

ที่มา – The Verge, ABC

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/99190