คลังเก็บป้ายกำกับ: SAFETY

ออสเตรเลียใช้โดรนปล่อยอุปกรณ์ชูชีพลงทะเล ช่วยชีวิตเด็กชายได้ 2 คน

เจ้าหน้าที่ช่วยชีวิตในออสเตรเลียใช้โดรนช่วยชีวิตวัยรุ่นสองคนจากการจมน้ำในทะเลที่มีคลื่นแรง โดยให้โดรนปล่อยอุปกรณ์ชูชีพลงไปยังผู้ประสบภัยเบื้องล่าง ตัวอุปกรณ์จะพองลงทันทีเมื่อโดนน้ำ และผู้ประสบภัยทั้งสองคนสามารถคว้าอุปกรณ์ชูชีพและรอดชีวิตมาได้

Jai Sheridan เจ้าหน้าที่ช่วยชีวิตยืนยันว่าโดรนใช้เวลาทำงานประมาณ 70 วินาทีในการช่วยชีวิตคน เทียบกับการส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยซึ่งใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 นาที

ตัวโดรนเป็นของบริษัท Little Ripper Life Saver พัฒนาอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่มีน้ำหนักเบา ที่ติดตั้งเข้ากับโดรนได้ง่าย การใช้โดรนช่วยชีวิตเป็นโครงการเริ่มต้นโดยรัฐบาลท้องถิ่นกับ Surf Life Saving NSW ตัวโครงการจะสิ้นสุดระยะเวลาทดลองในเดือนเมษายนนี้ หลังจากนั้นจะเปิดให้ใช้ทั่วประเทศ

No Description
ภาพจาก Little Ripper Life Saver

ที่มา – The Verge, ABC

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/99190

Advertisements

Uber อังกฤษออกนโยบายใหม่ ห้ามคนขับทำงานเกิน 10 ชม. เพื่อความปลอดภัย

Uber ในอังกฤษออกนโยบายใหม่ ห้ามคนขับรถขับเกิน 10 ชั่วโมง โดยต้องพักอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ก่อนจะเริ่มขับได้อีกครั้ง

ไอเดียนี้เริ่มมีมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2017 เป็นแนวทางของรัฐบาลอังกฤษที่พยายามให้เกิดความเป็นธรรมในค่าจ้างและเวลาทำงานของบริษัท Uber และในตอนนั้นทาง Uber ก็เผยว่ากำลังทดลองระบบปิดกั้นการทำงานเกินเวลาของคนขับ ล่าสุดออกเป็นนโยบายใช้ในอังกฤษแล้ว และถือเป็นครั้งแรกที่ Uber ใช้นโยบายห้ามคนขับทำงานเกินเวลาเพื่อความปลอดภัย แต่กฎข้อห้ามลักษณะดังกล่าวใช้กันทั่วไปในบริษัทแท็กซี่แล้ว อย่างในสหรัฐฯ ใช้มาตั้งแต่ปี 2016 ห้ามขับเกิน 12 ชั่วโมง

ความกระตือรือร้นของ Uber ในอังกฤษ อาจมีสาเหตุมาจากขนส่งลอนดอนประกาศไม่ต่อใบอนุญาต Uber ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย แต่ Uber ยังคงได้รับอนุญาตให้ทำงานได้ในลอนดอน และกระบวนการต่อสู้ของ Uber ยังอยู่ในศาล

No Description
ภาพจาก Pexels

ที่มา – Engadget

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/99121

DJI จะเริ่มให้ผู้ใช้ในสหราชอาณาจักรทำควิซก่อนนำโดรนขึ้นบิน

DJI ประกาศเตรียมใช้ระบบ Knowledge Quiz สำหรับทดสอบผู้ใช้โดรนทุกคนในสหราชอาณาจักรก่อนนำโดรนขึ้นบิน โดยจะถามคำถามแปดข้อเกี่ยวกับการบิน ตั้งแต่คำถามคอมมอนเซนส์การบิน ไปจนถึงคำถามด้านความปลอดภัย ซึ่งถ้าผู้ใช้ไม่สามารถตอบคำถามได้ DJI จะไม่อนุญาตให้โดรนขึ้นบิน

คำถามเหล่านี้เป็นไปตามการกำกับดูแลโดรนของสหราชอาณาจักร โดยนอกจากสหราชอาณาจักรแล้ว สหรัฐฯ ก็เริ่มใช้ระบบควิซลักษณะเดียวกันมาเมื่อช่วงต้นปี โดยคำถามของ DJI ในเวอร์ชันสหราชอาณาจักรนั้นจะใช้คำถามมาจาก Civil Aviation Authority หรือ CAA ซึ่งดูแลกฎหมายโดรนของสหราชอาณาจักร และ ARPAS-UK สมาคมผู้ค้าอากาศยานที่ใช้การควบคุมระยะไกล

ทุกวันนี้ปัญหาความปลอดภัยโดรนยังคงเป็นสิ่งที่หน่วยงานควบคุมอากาศยานหลายประเทศให้ความสนใจ และยังต้องหาทางป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้โดรนโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยกันต่อไป โดยวิธีการทำควิซก่อนขึ้นบินก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจที่น่าจะช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่ง

ที่มา – Engadget, DJI

No Description

ภาพประกอบจาก Facebook DJI Thailand

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/98561

งานวิจัยเผย Pokémon GO เพิ่มปริมาณอุบัติเหตุบนท้องถนน สูญเสียนับร้อย

งานวิจัยล่าสุดจาก Krannert School of Management ของ Purdue University สหรัฐฯ ชี้ Pokémon GO เกมออนไลน์รูปแบบ Augmented Reality ก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนและความสูญเสียถึงชีวิตของผู้ขับขี่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่เรียกว่า PokéStop

ทีมนักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์รายงานอุบัติเหตุบนท้องถนนของตำรวจในแถบ Tippecanoe รัฐ Indiana จำนวน 12,000 เคสตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2016 ซึ่งเป็นช่วงเวลาครอบคลุมตั้งแต่ก่อนที่เกม Pokémon GO จะเปิดตัวกว่า 1 ปี และหลังจากที่เกมเปิดให้บริการไปแล้วถึง 4 เดือน (Pokémon GO เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2016) โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่ วัน เวลา สถานที่ ความเสียหาย รวมไปถึงการบาดเจ็บและการสูญเสียชีวิต

เริ่มแรก ทีมนักวิจัยตั้งข้อสงสัยว่า PokéStop ซึ่งเป็นสถานที่จริงในโลกสำหรับให้เหล่าเทรนเนอร์ (คำที่เรียกใช้คนเล่นเกมนี้) เก็บไอเท็มภายในเกม เป็นจุดเสี่ยงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มขึ้น เนื่องจากในช่วงแรกผู้เล่นสามารถขับรถไปด้วยเล่นเกมไปด้วยได้ ซึ่งจากการวิเคราะห์และเปรียบเทียบสถานที่เกิดอุบัติเหตุกับที่ตั้ง PokéStop พบว่าอุบัติเหตุบริเวณ PokéStop มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นถึง 134 ครั้งในพื้นที่ที่เก็บข้อมูล หลังจากที่เกมเปิดให้เริ่มเล่นมาแล้วนาน 148 วัน เทียบกับปริมาณอุบัติเหตุทั้งหมดที่เพิ่มขึ้น 286 ครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน นั่นหมายความว่า จำนวนอุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับเกม Pokémon GO มากถึง 47%

ในเรื่องของความเสียหายที่เกิดขึ้น จากการประเมินของตำรวจพบว่า อุบัติเหตุบริเวณ PokéStop ก่อให้เกิดความสูญเสียคิดเป็นตัวเงินสูงถึง $498,567 (ประมาณ 16 ล้านบาท) ซึ่งเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 22% จากความสูญเสียที่เกิดขึ้นตลอดช่วง 148 วันหลัง Pokémon GO เปิดตัว นอกจากนี้ยังพบว่ามีรายงานการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นอีก 31 ราย และเสียชีวิตอีกไม่ต่ำกว่า 2 ราย

งานวิจัยยังคาดการณ์อีกว่า ทั่วโลกจะมีปริมาณอุบัติเหตุรถชนอันเนื่องมาจากเกม Pokémon GO สูงถึง 145,632 เคส และมีอัตราการบาดเจ็บที่ 29,370 ราย รวมไปถึงมีผู้เสียชีวิตตลอดช่วง 6 กรกฎาคม ถึง 30 พฤศจิกายน 2016 จำนวน 256 ราย คิดเป็นอัตราสูญเสียรวมทั้งหมดประมาณ $2,000 ถึง $7,300 ล้าน

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านงานวิจัยฉบับเต็มได้ที่ Death by Pokémon GO

ที่มา: https://www.theregister.co.uk/2017/11/27/pokemon_go_caused_car_accidents_and_deaths/

from:https://www.techtalkthai.com/pokemon-go-causes-car-accidents-and-deaths/

YouTube เจอวิกฤติรอบใหม่ วางโฆษณาข้างคลิปไม่เหมาะสมของเด็ก

YouTube เผชิญเหตุการณ์ถูกบอยคอยอีกครั้งในอังกฤษ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มจาก 2 แบรนด์อย่าง Mondelez และ Lidl ก่อนจะตามมาด้วย Mars, Adidas และ Diego หลังมีสื่ออย่าง Times of London รายงานว่า YouTube มีการเผยแพร่โฆษณาของแบรนด์เหล่านั้นอยู่ข้าง ๆ คลิปที่ไม่เหมาะสมของเด็ก

โดยตัวแทนจาก YouTube ออกมาแสดงความเสียใจไปแล้ว พร้อมกับยอมรับว่าไม่ควรจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก และทางบริษัทจะรีบแก้ไขโดยทันทีด้วย อย่างไรก็ดี กรณีนี้ถูกตั้งคำถามจากหลายส่วนเช่นกันว่า การแก้ไขที่ผ่านมาของ YouTube นั้นไม่สมบูรณ์ใช่หรือไม่ เนื่องจากเคยมีเหตุการณ์คล้ายคลึงกันนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมเช่นกัน (ในตอนนั้น YouTube มีการเผยแพร่คลิปโฆษณาของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ปรากฏอยู่ข้าง ๆ คลิปหัวรุนแรง หรือคลิปของกลุ่มก่อการร้าย) ส่งผลให้บริษัทมากกว่า 250 แห่งพักการลงโฆษณากับ YouTube ไปเลยทีเดียว

สำหรับเหตุการณ์คราวนี้ ไม่ใช่คลิปก่อการร้าย หากแต่เป็นคลิปที่ไม่เหมาะสมของด็ก ซึ่งมีผู้เข้าชมมากกว่า 4 ล้านครั้ง และมีคอมเม้นท์ในเชิงอยากมีความสัมพันธ์กับเด็กตามมามากมาย ซึ่งแบรนด์ที่ฉายโฆษณาอยู่ข้าง ๆ คลิปนั้นได้แก่ BT, Adidas, Deutsche Bank, eBay, Amazon, Mars, Diageo และ Talktalk ผลก็คือ ทาง Mar ผู้ผลิตช็อกโกแล็ตรายใหญ่ถึงกับบอกว่าจะถอดโฆษณาทั้งหมดออกจนกว่าจะมั่นใจได้ว่า จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า แพลตฟอร์ม YouTube ที่มีผู้ใช้งานกว่า 1.5 พันล้านรายทั่วโลกเป็นแพลตฟอร์มที่นักโฆษณายุคนี้ไม่สามารถละเลยได้ เพราะเป็นพื้นที่ที่คนยุคใหม่ให้ความสนใจรับชมมากกว่าสื่อดั้งเดิมอย่างทีวีไปแล้ว ซึ่งความท้าทายของ YouTube (รวมถึงแพลตฟอร์ม Social Media อื่น ๆ อย่าง Facebook, Twitter) ก็คือ การก้าวข้ามสถานการณ์นี้ไปให้ได้นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติมได้ที่  Fortune, Reuters, Times of London

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/11/youtube-children-inappropriate-clip/

Ford ทดลองให้พนักงานสายการผลิตใส่ชุด exoskeleton เพื่อลดการบาดเจ็บจากการทำงาน

Ford ทดลองโครงการให้พนักงานในสายการประกอบรถยนต์ สวมใส่ exoskeleton ในขณะปฏิบัติงาน โดยเป้าหมายของโครงการนี้ก็เพื่อช่วยลดอาการเหนื่อยล้าและการบาดเจ็บจากการทำงาน

โดยธรรมชาติของสายการประกอบรถยนต์ของ Ford ตัวโครงรถจะถูกเคลื่อนไปตามสถานีประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งในบางตำแหน่งมันจะถูกยกสูงเหนือศีรษะเพื่อให้พนักงานประกอบสามารถทำงานกับชิ้นส่วนบริเวณใต้ท้องรถได้ ด้วยลักษณะของสายการประกอบที่ว่ามาพนักงานประกอบจึงต้องปฏิบัติงานโดยจะยกเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมทั้งยกแขนขึ้นสูงเพื่อทำงานประกอบ ซึ่ง Ford ประเมินว่าพนักงานบางรายอาจต้องยกแขนเพื่อทำงานมากถึง 4,600 ครั้งต่อวัน อันจะส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บบริเวณไหล่, คอและท่อนแขนได้

ด้วยเหตุนี้ Ford จึงพิจารณาทดลองนำเอาเทคโนโลยี exoskeleton เข้ามาช่วยเพื่อลดความเสี่ยงอาการบาดเจ็บของผู้ปฏิบัติงาน โดยพนักงานในโรงงานประกอบรถยนต์ 2 แห่งในสหรัฐอเมริกา จะได้ชุด EksoVest มาไว้ใช้สวมใส่ขณะทำงาน

alt="upic.me"

EksoVest คือชุด exoskeleton แบบครึ่งลำตัวท่อนบนที่ผลิตโดย Ekso Bionics ตัวอุปกรณ์ออกแบบมาให้ช่วยเสริมกำลังในการขยับท่อนแขน และการยกสิ่งของต่างๆ โดยในจังหวะที่สปริงของ EksoVest ทำงาน มันจะช่วยเสริมแรงยกให้แขนแต่ละข้างโดยปรับค่าสปริงเพื่อเสริมแรงได้ตั้งแต่ 2.2 ถึง 6.8 กิโลกรัม สามารถใช้ได้กับผู้ปฏิบัติงานที่มีช่วงส่วนสูง 152-193 เซนติเมตร

โดย EksoVest เอง ไม่มีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ไม่มีเซ็นเซอร์หรือระบบประมวลผลเพื่อตรวจสอบการขยับหรือเคลื่อนตัวของผู้ใช้แต่อย่างใด หลักการทำงานสำคัญของมันคือการใช้สปริงช่วยทุ่นแรงของกล้ามเนื้อช่วงแขนและไหล่ และถ่ายเทน้ำหนักของแขนหรือเครื่องมือลงไปยังบริเวณสะโพกของผู้ใช้แทน และเนื่องจากน้ำหนักของอุปกรณ์ทั้งหมดยังคงตกลงบนร่างขายของผู้ใช้งาน จึงมีการเลือกใช้วัสดุอย่างตาข่ายคาร์บอนไฟเบอร์มาเป็นส่วนหนึ่งของ EksoVest ด้วย โดยน้ำหนักรวมของมันอยู่ที่ 4.3 กิโลกรัม

alt="upic.me"

Russ Angold ผู้ร่วมก่อตั้งและปัจจุบันเป็น CTO ของ Ekso ได้เปิดเผยว่า Ekso ได้ร่วมมือในการทดสอบและปรับปรุงอุปกรณ์รุ่นต้นแบบจนกลายมาเป็น EksoVest ที่ได้เห็นอยู่ในตอนนี้ เขาเล่าว่าจากแต่เดิม Ekso ได้เน้นพัฒนาอุปกรณ์ exoskeleton เพื่อการใช้งานสำหรับผู้ป่วยอัมมพาต ทว่าในระยะหลัง Ekso ได้รับการติดต่อสอบถามจากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมหลายรายถึงความเป็นไปได้การพัฒนาอุปกรณ์ exoskeleton เพื่อใช้งานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมบ้าง และนั่นคือที่มาของ EksoVest

Angold ยังบอกด้วยว่าในอนาคต Ekso อาจจะมีการพัฒนาอุปกรณ์ exoskeleton แบบครึ่งลำตัวท่อนบนแบบใช้พลังงานไฟฟ้าเข้ามาช่วยการขับเคลื่อน เพื่อเพิ่มโอกาสในการประยุกต์ใช้งานกับภาคอุตสาหกรรมให้หลากหลายยิ่งขึ้น

ในตอนนี้ตัว Eksovest มีราคาราว 6,000 ดอลลาร์ต่อชุด แต่ทาง Ford ก็กำลังพิจารณาที่จะดำเนินการสั่งซื้อเพื่อใช้งานจริงในเร็วๆ นี้

ที่มา – IEEE Spectrum, Ars Technica

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/97537

นักการตลาดโวย ระบบ brand safety บน YouTube เสีย

เครื่องมือกำหนดกลุ่มเป้าหมายหรือ targeting tool ที่มีจุดประสงค์ช่วยเรื่อง brand safety บน YouTube ถูกรายงานว่าไม่สามารถใช้การได้ แถมงานนี้ YouTube ไม่เปิดเผยกรอบเวลาซ่อมแซมระบบว่าจะทำงานได้เต็มที่เมื่อไร ทำให้นักการตลาดในสหรัฐ อังกฤษ และอีกหลายประเทศที่กังวลเรื่อง brand safety ไม่พอใจ

brand safety นั้นเป็นประเด็นที่นักการตลาดหลายประเทศกังวลกันมาก เนื่องจากมีกรณีที่โฆษณาของแบรนด์ปรากฏอยู่ในวิดีโอที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม ทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดคิดว่าแบรนด์เป็นผู้สนับสนุนแนวคิดในวิดีโอนั้น

ปัญหานี้ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นปี สิ่งที่ Google ใช้แก้ปัญหาคือการสร้างเครื่องมือใหม่ให้ YouTube เพื่อให้นักการตลาดแน่ใจว่า โฆษณาของตัวเองจะไม่ปรากฏบนวิดีโอล่อแหลมอีก แต่ล่าสุดพบว่าเครื่องมือที่สร้างมาเพื่อเพิ่มความมั่นใจเรื่อง brand safety บน YouTube นั้นไม่สามารถใช้การได้ ทำให้นักการตลาดจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบ

รายงานจาก MediaPost Communications ระบุว่าเครื่องมือนี้จะทำให้นักการตลาดสามารถค้นหาช่อง YouTube ส่วนบุคคล รวมถึงวิดีโอที่ได้รับคะแนนความประทับใจสูง รวมถึงสถิติอื่นที่จะทำให้นักการตลาดมีแนวทางกำหนดกลุ่มเป้าหมายแบบละเอียดมากขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถหลีกเลี่ยงช่องที่น่าสงสัย หรือไม่เกี่ยวข้องได้ง่าย

จุดนี้ Jonathan Kagan ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการค้นหาสื่อของบริษัท MARC USA Results: Digital ให้ข้อมูลกับ MediaPost ว่า Google ยอมรับว่าเครื่องมือนี้ไม่ได้ผล และ Google ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดกรอบเวลาในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

Kagan มองว่าปัญหาอาจเป็นผลมาจากการที่ Google ปิดบริการแนะนำคำหลักของ AdWords ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา สำหรับนักการตลาด การที่เครื่องมือนี้ใช้การไม่ได้ทำให้การกำหนดเป้าหมายช่องทางที่เหมาะสมในการโฆษณานั้นยุ่งยากมากขึ้น ส่งให้งานที่อาจทำสำเร็จใน 5 นาทีหากใช้เครื่องมือนี้ กลายเป็นงานที่ต้องใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง

ที่มา: MarketingDive

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/11/youtube-brand-safety/