คลังเก็บป้ายกำกับ: SAN_STORAGE

เปิดตัว Infortred GS 5000 Unified Storage ความจุสูงสุดเกินกว่า 20PB พร้อม Host Interface 128 ช่อง

Infortrend Technology ผู้นำเทคโนโลยีด้านระบบ Enterprise SAN Storage ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Infortrend EonStor GS 5000 ระบบ Unified Storage รุ่นล่าสุดที่เน้นด้านประสิทธิภาพและขนาดของระบบ เพื่อรองรับกับเทรนด์ Big Data และ Cloud สำหรับองค์กรอย่างเต็มตัว ด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้

 

 

  • ทำงานแบบ Dual Redundant Controller โดยแต่ละ Controller ใช้ Intel Xeon E5 8-Core จำนวน 1-2 ชุด
  • รองรับ Host Interface รวมกันสูงสุด 128 ช่อง ใช้งานได้ทั้ง 8/16Gbps Fibre Channel, 1/10/40GbE iSCSI, 10Gbps FCoE, 56Gbps Infiniband
  • รองรับ Cache Memory สูงสุดขนาด 1,024GB
  • ติดตั้งได้ทั้ง 2.5″/3.5″ Drive รองรับทั้ง SSD, HDD แบบ SAS สูงสุด 1,680 ชุด ความจุสูงสุเกินกว่า 20PB
  • รองรับ RAID 0, 1, 5, 6, 10, 50, 60 ในตัว
  • รองรับ Protocol CIFS/SMB, AFP, NFS, FTP, FXP, WebDAV, FC, FCoE, iSCSI, InfiniBand, SAS, RESTful API (สำหรับ Object Protocol)
  • มี Cloud Gateway เชื่อมต่อกับ Amazon S3, Microsoft Azure, Google Cloud Platform, Alibaba Cloud และ OpenStack ได้
  • ใช้งาน IPv6 ได้
  • บริหารจัดการได้ผ่าน Web-based Management

 

การเปิดตัว Infortrend EonStor GS 5000 ครั้งนี้ถือเป็นการเปิดตัวเพื่อรองรับต่ออนาคตที่ทุกองค์กรจะต้องรับมือกับข้อมูลปริมาณมหาศาล ซึ่ง Infortrend เองก็มีจุดเด่นด้านการนำ SSD และ HDD มาตรฐานสำหรับองค์กรมาใช้งานได้หลากหลายแบรนด์ ทำให้องค์กรมีความคุ้มค่าในการลงทุนด้านระบบจัดเก็บข้อมูลและการเพิ่มขยายในระยะยาว ไม่ถูกผูกขาดด้านราคาของ Disk อีกต่อไป โดย Infortrend ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ซีรีส์นี้ออกมา 2 รุ่น ได้แก่ GS 5100 และ GS 5200

 

Credit: Infortrend

 

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.infortrend.com/UrlCounter/EN/PR/GS5000/20180611002?re=/global/products/families/GS/5000

 

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง https://www.throughwave.co.th

 

ที่มา: https://www.infortrend.com/global/news/20180613/369

from:https://www.techtalkthai.com/infortred-eonstor-gs-5000-unified-storage-is-announced/

Advertisements

เปิดตัว Infortrend GS 5000 Unified Storage ความจุสูงสุดเกินกว่า 20PB พร้อม Host Interface 128 ช่อง

Infortrend Technology ผู้นำเทคโนโลยีด้านระบบ Enterprise SAN Storage ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Infortrend EonStor GS 5000 ระบบ Unified Storage รุ่นล่าสุดที่เน้นด้านประสิทธิภาพและขนาดของระบบ เพื่อรองรับกับเทรนด์ Big Data และ Cloud สำหรับองค์กรอย่างเต็มตัว ด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้

 

 

  • ทำงานแบบ Dual Redundant Controller โดยแต่ละ Controller ใช้ Intel Xeon E5 8-Core จำนวน 1-2 ชุด
  • รองรับ Host Interface รวมกันสูงสุด 128 ช่อง ใช้งานได้ทั้ง 8/16Gbps Fibre Channel, 1/10/40GbE iSCSI, 10Gbps FCoE, 56Gbps Infiniband
  • รองรับ Cache Memory สูงสุดขนาด 1,024GB
  • ติดตั้งได้ทั้ง 2.5″/3.5″ Drive รองรับทั้ง SSD, HDD แบบ SAS สูงสุด 1,680 ชุด ความจุสูงสุเกินกว่า 20PB
  • รองรับ RAID 0, 1, 5, 6, 10, 50, 60 ในตัว
  • รองรับ Protocol CIFS/SMB, AFP, NFS, FTP, FXP, WebDAV, FC, FCoE, iSCSI, InfiniBand, SAS, RESTful API (สำหรับ Object Protocol)
  • มี Cloud Gateway เชื่อมต่อกับ Amazon S3, Microsoft Azure, Google Cloud Platform, Alibaba Cloud และ OpenStack ได้
  • ใช้งาน IPv6 ได้
  • บริหารจัดการได้ผ่าน Web-based Management

 

การเปิดตัว Infortrend EonStor GS 5000 ครั้งนี้ถือเป็นการเปิดตัวเพื่อรองรับต่ออนาคตที่ทุกองค์กรจะต้องรับมือกับข้อมูลปริมาณมหาศาล ซึ่ง Infortrend เองก็มีจุดเด่นด้านการนำ SSD และ HDD มาตรฐานสำหรับองค์กรมาใช้งานได้หลากหลายแบรนด์ ทำให้องค์กรมีความคุ้มค่าในการลงทุนด้านระบบจัดเก็บข้อมูลและการเพิ่มขยายในระยะยาว ไม่ถูกผูกขาดด้านราคาของ Disk อีกต่อไป โดย Infortrend ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ซีรีส์นี้ออกมา 2 รุ่น ได้แก่ GS 5100 และ GS 5200

 

Credit: Infortrend

 

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.infortrend.com/UrlCounter/EN/PR/GS5000/20180611002?re=/global/products/families/GS/5000

 

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง https://www.throughwave.co.th

 

ที่มา: https://www.infortrend.com/global/news/20180613/369

from:https://www.techtalkthai.com/infortrend-eonstor-gs-5000-unified-storage-is-announced/

เจาะลึกคู่เหมือนที่แตกต่าง Dell EMC Unity vs. Dell EMC SC Series แตกต่างกันอย่างไร เลือกซื้อ Storage คู่นี้อย่างไรดี

หลังจากที่ Dell ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการของ EMC และเกิดมาเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ทางด้าน Data Center ในนาม Dell EMC ก็มีคำถามเกิดขึ้นมากมายว่าผลิตภัณฑ์ของทั้ง 2 นั้นจะเป็นอย่างไร? เทคโนโลยีของ Dell หรือของ EMC จะดีกว่ากัน? และคำถามอื่นๆ อีกมากมาย โดยหนึ่งในคู่ของผลิตภัณฑ์ที่ชนกันเต็มๆ จนสร้างความสับสนแก่ตลาดก็คือ Dell EMC Unity และ Dell EMC SC Series ที่ต่างก็เป็น Midrange Storage ราคาใกล้เคียงกันทั้งคู่ บทความนี้เราจะมาเจาะลึกความเหมือนและความแตกต่างของเทคโนโลยี Enterprise Storage คู่นี้เพื่อให้ทุกท่านได้เข้าใจและเลือกใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมกันดังนี้ครับ

 

เท้าความกันก่อน ต้นกำเนิดของ Dell EMC SC Series และ Dell EMC Unity

ก่อนที่ Dell จะเข้าซื้อกิจการของ EMC นั้น ทั้งทาง Dell และทาง EMC ต่างก็มีเทคโนโลยีด้าน Enterprise Storage ของตนเองอยู่ในมือมากมาย บางงานก็ขายร่วมกันเป็นพันธมิตรกัน บางงานก็แข่งขันกันเองบ้าง เนื่องจาก EMC นั้นไม่มี Server ของตนเองจึงต้องจับมือกับ Vendor รายอื่นๆ เข้าไปเป็นโซลูชันด้วยกัน แต่เมื่อ Dell ประกาศเข้าซื้อกิจการของ EMC นั้น ก็ทำให้เทคโนโลยีของทั้งสองบริษัทต้องเริ่มปรับจูนเข้าหากัน

Dell EMC SC Series นั้นเดิมทีเป็นเทคโนโลยีจากฝั่ง Dell ที่เกิดจากการเข้าซื้อกิจการของ Compellent Technologies บริษัทด้าน Enterprise Data Storage ที่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2002 ซึ่ง Dell ได้เข้าซื้อกิจการไปเมื่อปี 2011 ด้วยมูลค่า 960 ล้านเหรียญหรือราวๆ 30,720 ล้านบาท ด้วยจุดเด่นด้านการบริหารจัดการ Storage ร่วมกันได้หลายชุดอย่างง่ายดาย และแนวคิดในการรองรับการทำ Storage Tiering ที่สามารถใช้งานร่วมกับ Solid State Drive (SSD) ได้อย่างแตกต่างจาก Storage ของค่ายอื่นๆ

ส่วนทางด้าน Dell EMC Unity นั้นเป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจากฝั่งของ EMC เป็นหลัก ด้วยการพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีของ EMC อย่าง EMC VNX และ EMC VNXe โดยมีจุดเด่นที่การเปิดรับเทคโนโลยีเดิมของ EMC ทั้งหมดค่อยๆ ผสานเข้าไปในระบบ Storage ชุดเดียว รองรับการใช้งานได้อย่างหลากหลายสถานการณ์ และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ต่อเนื่อง

Dell EMC Unity นี้เปิดตัวมาในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับจังหวะที่ Dell ประกาศเข้าซื้อกิจการของ EMC เมื่อปี 2016 พอดี และแน่นอนว่าด้วยความที่เคยเป็นคู่แข่งในตลาด Midrange Storage สำหรับองค์กรมาก่อน ก็ย่อมทำให้เหล่าผู้ใช้งานสับสนไม่น้อยทีเดียวว่า 2 ผลิตภัณฑ์นี้จะแตกต่างกันอย่างไร

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้ Dell EMC ได้รวมเอาทีมวิศวกรรมของทั้งสองผลิตภัณฑ์มาทำงานร่วมกันแล้ว และจะยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งสองต่อไปเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าเดิม ส่วนในอนาคตนั้นก็มีแนวโน้มว่าผลิตภัณฑ์ทั้งสองอาจถูกยุบรวมเหลือเป็นผลิตภัณฑ์เดียว พร้อมมีเครื่องมือสำหรับ Migrate ระบบได้อย่างง่ายดายก็เป็นได้

 

Dell EMC SC Series: SAN Storage ประสิทธิภาพสูงที่รองรับการเพิ่มขยายได้แบบ Federated

 

 

Dell EMC SC Series นี้เป็น SAN Storage ที่รองรับการให้บริการข้อมูลแบบ Block Storage ได้ทั้ง iSCSI, Fibre Channel และ SAS ซึ่งมีทั้งรุ่น All Flash Array และ Hybrid Array ให้เลือกใช้งานได้ตามความต้องการ โดยมาพร้อมกับความสามารถที่โดดเด่น ดังนี้

  • Federated Array สามารถบริหารจัดการ Dell EMC SC Series จำนวนหลายชุดได้พร้อมๆ กันจากศูนย์กลางโดยไม่ต้องมี Hardware หรือ Software ใดๆ เพิ่มเติม โดยครอบคลุมถึงการปรับแต่งจัดการข้อมูลและเลือกใช้งาน Storage ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด, ทำ Disaster Recovery ได้ด้วยระบบ Auto-Failover, ย้ายข้อมูลข้ามอุปกรณ์ได้อย่างง่ายดาย
  • Data Progression สามารถเลือกใช้ Storage Media ได้หลากหลายร่วมกันในระบบเดียวเพื่อทำ Auto Tiering โดยจุดเด่นมากที่สุดคือการที่สามารถใช้งาน Write-Intensive SSD เป็น Tier 1 ก่อนที่จะส่งข้อมูลไปยัง Read-Intensive SSD เป็น Tier 2 ได้ แล้วจึงใช้ HDD เป็น Tier 3 เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แนวคิดการใช้ SSD ถึง 2 Tier นี้ไม่ค่อยเห็นในผู้ผลิตค่ายอื่นนัก
  • RAID Tieiring ทำการเขียนข้อมูลด้วย RAID 10 ก่อนที่จะทำการแปลงข้อมูลเหล่านั้นให้เก็บอยู่ในรูปของ RAID 5/6 แทนโดยอัตโนมัติ ทำให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานในระดับ RAID 10 แต่มีค่าใช้จ่ายเท่ากับการลงทุนใช้งาน RAID 5/6 เท่านั้น
  • Deduplication & Compression ลดพื้นที่ที่ต้องใช้ในการจัดเก็บช้อมูลได้โดยไม่กระทบ performance แม้จะเป็นแบบ Post Process เพื่อจัดการบีบอัดและลดขนาดข้อมูลที่ไม่ได้ถูกเรียกใช้งานอย่างต่อเนื่อง
  • Thin Clone สามารถทำการ Copy Volume ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของระบบ VDI, Test/Dev และอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี
  • Thin RAID ทำการสร้าง RAID แบบ Dynamic ทำให้สามารถใช้ประสิทธิภาพของ Disk ทั้งหมดในระบบได้อย่างเต็มที่ตลอดเวลา
  • Replay Manager ทำการสำรองข้อมูลของ Application ต่างๆ ด้วย Snapshot ที่ทำงานร่วมกับ Microsoft Volume Shadow Copy (VSS) และ VMware ได้
  • VVOLS รองรับการทำงานร่วมกับ VMware ได้ด้วยแนวคิด Virtual Volume
  • Data-at-Rest Encryption รองรับการเข้ารหัสข้อมูลได้ด้วยวการใช้ FIPS 140-2 Certified Self-Encrypting Drive (SED)
  • Cross Platform Replication ทำ Data Replication ระหว่าง Dell PS Series และ Dell EMC SC Series ได้ในตัว และสามารถใช้ RecoverPoint VM Replication เพื่อทำ Data Replication ระหว่าง Dell EMC SC Series และ Dell EMC Unity, Dell EMC XTREMIO และ Dell EMC VMAX ได้
  • Thin Import ทำการย้าย LUN จาก Dell PS Series และ Dell MD Series มาได้อย่างง่ายดาย
  • Chargeback มีระบบคำนวนค่าใช้จ่ายการใช้งาน Storage จากระบบต่างๆ เพื่อรองรับการประเมินค่าใช้จ่ายของแต่ละแผนก หรือการทำ Private Cloud ภายในองค์กร

 

ส่วนกรณีที่ผู้ใช้งานต้องการใช้ NAS Storage ก็จะต้องซื้อ NAS Appliance มาติดตั้งเพิ่มเติมเพื่อรองรับความสามารถดังกล่าว

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Dell EMC SC Series ได้ที่ https://www.dellemc.com/en-us/storage/sc-series.htm

 

Dell EMC Unity: Unified Storage ประสิทธิภาพสูงที่รองรับการเชื่อมต่อกับ Cloud

 

 

 

Dell EMC Unity นี้เป็น Unified Storage ที่รองรับได้ทั้งการทำหน้าที่เป็น NAS Storage และ SAN Storage ด้วย iSCSI, Fibre Channel ได้ในตัว มีทั้งรุ่น All Flash Array, Hybrid Array และ Virtual Storage Appliance (VSA) ให้เลือกใช้งาน โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้

  • Dynamic Pool ช่วยให้ใช้งาน SSD ได้อย่างคุ้มค่ายิ่งขึ้น ไม่ต้องจอง Disk แยกสำหรับแต่ละ RAID Group อีกต่อไป แต่ใช้ SSD ทั้งหมดร่วมกันเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น, มัความคุ้มค่าสุงขึ้น และบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น
  • Cloud Tiering สามารถนำ Cloud Storage ทั้ง AWS, Microsoft Azure, Virtustream และ Dell EMC ECS มาใช้เป็น Cold Storage ได้
  • Deduplication & Compression ในแบบ Inline ลดพื้นที่ที่ต้องใช้ในการจัดเก็บข้อมูลได้ทันทีที่เขียนข้อมูลลงในอุปกรณ์
  • Integrated Backup มาพร้อมกับ Dell EMC RecoverPoint และ Dell EMC AppSync สำหรับให้สำรองข้อมูลได้ตั้งแต่ระดับ Application จนถึงระดับ Virtual Machine ครบถ้วน เพิ่มเติมจากความสามารถในการทำ Snapshot และ Replication ที่มีอยู่
  • Cross Platform Migration สามารถย้ายข้อมูลและการตั้งค่าการใช้งานต่างๆ จาก Dell EMC VNX และ Dell EMC VNXe ได้ในตัวโดยไม่ต้องมี Software แยกใดๆ
  • Dell EMC Unity VSA ระบบ Virtual Storage Appliance ที่มีความสามารถของ Dell EMC Unity พร้อมให้นำไปใช้งานได้บน VMware ESX โดยมีทั้งรุ่น Community Edition ที่ใช้งานได้ฟรี 4TB และ Professional Edition สำหรับระบบ Production

 

จะเห็นได้ว่า Dell EMC Unity นี้จะมาพร้อมกับแนวคิดของ Enterprise Storage ที่มีความสามารถพื้นฐานครบถ้วน เน้นให้ใช้งานได้อย่างง่ายดาย ด้วยประสิทธิภาพการทำงานในระดับสูง

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Dell EMC Unity ได้ที่ https://www.dellemc.com/en-us/storage/unity.htm

 

เลือกซื้อ Dell EMC SC Series หรือ Dell EMC Unity ดี?

หากพิจารณาจากข้อมูลข้างต้นแล้ว จะเริ่มเห็นความต่างที่ค่อนข้างชัดเจนดังนี้

  • การให้บริการข้อมูล: SC Series รองรับ SAN ด้วย iSCSI, FC และ SAS ส่วน Unity รองรับ NAS และ SAN ด้วย iSCSI, FC
  • การบริหารจัดการ: SC Series จัดการหลาย Array ได้จากศูนย์กลาง ส่วน Unity นั้นต้องบริหารจัดการแยกกันไป
  • การลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูล: SC Series ใช้ Post-Process Deduplication/Compression ส่วน Unity ใช้ Inline Deduplication/Compression
  • การ Migrate จากระบบเดิม: SC Series รองรับ PS Series และ MD Series ส่วน Unity รองรับ VNX และ VNXe

 

ดังนั้นหากองค์กรไม่เคยเลือกใช้งาน Storage จาก Dell หรือ EMC มาก่อน ก็สามารถเลือกได้จากประเด็นว่าหากต้องการใช้งาน NAS ด้วยก็ควรเลือกใช้ Unity แต่ถ้าจะใช้แต่ SAN ก็สามารถเลือกใช้งานได้ทั้งคู่ หรือหากมีแผนจะเพิ่มขยายจำนวนมากในอนาคต SC Series ก็จะบริหารจัดการได้ง่ายกว่า เป็นต้น

แต่สำหรับกรณีที่องค์กรเคยเป็นลูกค้าของ Dell หรือ EMC อยู่แล้ว และต้องการอัปเกรดอุปกรณ์ให้เป็นรุ่นใหม่มากขึ้น การเลือกใช้ SC Series เป็น Upgrade Path สำหรับ PS Series หรือ MD Series และเลือกใช้ Unity เป็น Upgrade Path สำหรับ VNX ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่จะช่วยให้การ Migrate ข้อมูลและระบบนั้นสามารถทำได้ง่ายขึ้นโดยมีต้นทุนที่ต่ำกว่าโซลูชันอื่นๆ นั่นเอง

 

บริหารจัดการทั้งคู่จากศูนย์กลางได้ผ่าน CloudIQ

อีกแผนหนึ่งที่น่าสนใจและควรจะทราบไว้สำหรับผู้ที่ใช้งาน Dell EMC ไม่ว่าจะเป็น SC Series หรือ Unity ก็ตามนั้น ก็คือการที่ Dell EMC มีโซลูชันที่ชื่อว่า Dell EMC CloudIQ ซึ่งเป็นบริการ Software-as-a-Service (SaaS) สำหรับทำหน้าที่บริหารจัดการ Storage ได้ผ่าน Cloud โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม ซึ่งมาพร้อมกับระบบ Proactive Monitoring และ Predictive Analytics ช่วยทำนายปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับอุปกรณ์เหล่านี้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถทำการเปลี่ยนอุปกรณ์หรือป้องกันปัญหาต่างๆ ได้ก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นจริง

Dell EMC CloudIQ นี้จะยิ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา SC Series และ Unity ลงไปอีก และลดค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นจาก Downtime ของระบบหรือลดเวลาที่ต้องใช้ในการใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับระบบ Storage ได้ด้วยในตัว ก็ถือเป็นอีกสิทธิประโยชน์ที่ผู้ใช้งาน Dell EMC จะได้รับไป

 

เลือกใช้งานทั้งคู่ในระยะยาวได้อย่างมั่นใจ ด้วยโครงการ Future-Proof Storage Loyalty Program

เพื่อให้องค์กรมั่นใจได้ว่าการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือโซลูชันจาก Dell EMC นั้นจะประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมายที่ต้องการและออกแบบเอาไว้ ทาง Dell EMC จึงได้ริเริ่มโครงการ Future-Proof Storage Loyalty Program ขึ้นเพื่อรับประกันความพึงพอใจและปกป้องให้ลูกค้าผู้ใช้งานยังคงใช้งานสินค้าจาก Dell EMC ได้อย่างคุ้มค่ายาวนาน

โครงการนี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ VMAX All Flash, XtremIO X2, SC Series, Dell EMC Unity, Data Domain, Integrated Data Protection Appliance (IDPA), Isilon และ Elastic Cloud Storage (ECS) ของ Dell EMC โดยมีระยะเวลาคุ้มครองยาวนานถึง 3 ปี ด้วยการนำเสนอโครงการ Trade-in เมื่อต้องการอัปเกรดอุปกรณ์ไปเป็นรุ่นใหม่หรือผลิตภัณฑ์รุ่นที่ใหญ่กว่าในราคาพิเศษ รวมถึงมีการกำหนดราคาบริการ Support ที่ชัดเจนให้องค์กรสามารถลงทุนได้อย่างมั่นใจว่าราคาจะไม่แพงเกินควร

นอกจากนี้ในโครงการนี้ยังมีบริการเสริมย่อยให้เลือกใช้ได้ตามความต้องการ ดังนี้

  • โครงการรับประกัน All-Flash Storage Efficiency สำหรับการลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่อัตราส่วน 4:1 โดยหากไม่สามารถลดพื้นที่ได้ด้วยอัตราส่วนนี้ ทาง Dell EMC จะชดใช้ส่วนต่างให้
  • โครงการรับประกันการ Migrate ระบบ ด้วยเครื่องมือการย้ายข้อมูลที่มีให้พร้อมใช้งานได้ทันที
  • โครงการแถมสิทธิ์การใช้งาน Software ต่างๆ ได้เพิ่มเติม โดยใน Storage แต่ละรุ่นนั้นจะมีสิทธิ์ในการใช้งาน Software สำหรับบริหารจัดการ, สำรองข้อมูล, Integrate ระบบ และอื่นๆ ให้ใช้งานได้ฟรีๆ แตกต่างกันไป

 

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Dell EMC Future-Proof Storage Loyalty Program ได้ที่ https://www.dellemc.com/en-us/storage/future-proof-data-storage-loyalty-program.htm และ  https://www.dellemc.com/en-us/storage/sc-series.htm

 

ติดต่อ Dell EMC เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้โดยตรง

สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการให้มีการนำเสนอโซลูชันหรือต้องการใบเสนอราคา สามารถติดต่อทีมงาน Dell EMC ได้โดยตรงที่ chidchanok.uthaigorn@emc.com เบอร์ 02 670 7116

 

Intel, the Intel logo, Xeon, and Xeon Inside are trademarks of Intel Corporation or its subsidiaries in the U.S. and/or other countries.

from:https://www.techtalkthai.com/dell-emc-unity-vs-dell-emc-sc-series/

รู้จัก HPE Nimble Storage ระบบ All Flash Storage ใหม่จาก HPE ที่เน้นเรื่องความเร็วและความง่ายสำหรับองค์กร

เมื่อพูดถึงอุปกรณ์ SAN Storage กันแล้ว คนที่เคยมีประสบการณ์มักนึกถึงความยุ่งยากในการติดตั้ง, ดูแลรักษา, บริหารจัดการ และราคาที่สูง แต่หากได้มาลองทำความรู้จักกับ HPE Nimble Storage มุมมองดังกล่าวก็อาจเปลี่ยนไปบ้างไม่มากก็น้อย เพราะนี่คือเทคโนโลยี All Flash Storage ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเดิมๆ ที่เคยพบเจอใน Traditional SAN Storage ในทุกแง่มุมนั่นเอง ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ HPE Nimble Storage เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุน SAN Storage กันครับผม

 

Nimble Storage: จากบริษัท Startup ด้าน SAN Storage ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2008 สู่บริษัทในเครือ HPE ในปี 2017

 

Credit: HPE Nimble Storage

 

Nimble Storage นี้เป็นบริษัท Startup ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2008 โดยผู้ก่อตั้งสองคนคือคุณ Varun Mehta และคุณ Umesh Maheshwari ซึ่งต่างก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในบริษัทผู้ผลิต Storage ชื่อดังในวงการหลายราย ที่ตัดสินใจออกมาสร้างธุรกิจ Startup ร่วมกัน เพื่อตอบรับต่อกระแสการมาของ Solid State Drive (SSD) สำหรับการใช้งานใน Data Center ระดับองค์กร และเปิดตัวผลิตภัณฑ์แรกคือ Nimble Storage CS200 เมื่อปี 2010 ในฐานะของระบบ Hybrid Array ที่ผสาน SSD และ Hard Disk Drive (HDD) เข้าด้วยกันเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงานนั่นเอง

 

Credit: HPE Nimble Storage

 

เทคโนโลยีหลักที่ทำให้ Nimble Storage แตกต่างจากผู้ผลิตระบบ Storage รายอื่นๆ นั้นก็คือระบบ File System ที่มีชื่อว่า CASL ซึ่งทำให้ HDD แบบ Nearline SAS นั้นสามารถมีประสิทธิภาพในการเขียนข้อมูลได้เทียบเท่ากับ SSD พร้อมความสามารถในการปกป้องข้อมูลที่หลากหลาย ทำให้ในแง่ประสิทธิภาพและความทนทานนั้น Nimble Storage ถือว่าไม่เป็นรองใคร ในขณะที่อีกเทคโนโลยีหนึ่งซึ่งโดดเด่นไม่แพ้กันเลยก็คือระบบ Big Data Analytics บน Cloud ของ Nimble Storage ที่ได้นำข้อมูลการทำงานของระบบมาทำการวิเคราะห์และแจ้งเตือนปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้วหรืออาจเกิดขึ้นได้ล่วงหน้า ด้วยการนำ AI และ Machine Learning มาใช้นั่นเอง

Nimble Storage พาธุรกิจขงตนเองก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ New York Stock Exchange ได้หลังจากผ่านการระดมทุนด้วยกันถึง 5 รอบเมื่อปี 2013 ภายใต้ชื่อ NMBL และกลายเป็นบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดเป็นอันดับ 6 จากการจัดอันดับ 500 Fastest Growing ของ Deloitte เมื่อปี 2015 ถือเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียว

ในที่สุดเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา ทาง HPE ก็ประกาศเข้าซื้อกิจการของ Nimble Storage อย่างเป็นทางการด้วยมูลค่าที่สูงถึง 1,090 ล้านเหรียญหรือราวๆ 42,000 ล้านบาท และเปลี่ยนชื่อกลายมาเป็น HPE Nimble Storage มุ่งสู่การเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักทางด้าน Storage ของ HPE ไปนั่นเอง

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของ HPE Nimble Storage นั้นสามารถตอบโจทย์ความต้องการ SAN Storage ได้ในทุกระดับ ดังนี้

  • Adaptive Flash Array สำหรับองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลางที่ต้องการระบบเริ่มต้นในราคาประหยัดแต่ยังคงมีประสิทธิภาพสูง
  • All Flash Array สำหรับองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่ต้องการ SAN Storage ประสิทธิภาพสูงที่บริหารจัดการได้ง่าย
  • Secondary Flash Array สำหรับผู้ที่ต้องการระบบสำรองที่ทำงานได้ด้วยความรวดเร็วในราคาประหยัด พร้อมการบีบอัดข้อมูลที่เหนือกว่าปกติ
  • HPE Cloud Volumes บริการใหม่ล่าสุดที่นำเทคโนโลยีของ Nimble Storage ไปใช้ร่วมกับบริการ Cloud ชั้นนำอย่าง AWS และ Microsoft Azure โดยสามารถรองรับการทำ Multi-Cloud สำหรับการจัดการข้อมูลได้ในตัว

 

CASL: เทคโนโลยีหลักที่ทำให้ Nimble Storage มีประสิทธิภาพสูง และแตกต่างจาก SAN Storage อื่นๆ

หากใครที่คุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม SAN Storage ก็อาจจะคุ้นเคยกับการนำเสนอว่าที่ผ่านมาโลกของ Storage นั้นมีคอขวดของระบบอยู่ที่ HDD ที่ประสิทธิภาพไม่ได้สูงขึ้นมากนัก ในขณะที่ CPU, RAM และ Network มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามกฎของ Moore’s Law ทำให้เหล่าบรรดาผู้ผลิต SAN Storage นั้นหันไปใช้ Flash หรือ SSD เพื่อแก้ปัญหาคอขวดดังกล่าว แต่ Nimble Storage นั้นกลับมีมุมมองที่แตกต่างออกไปมากทีเดียวในประเด็นนี้

ท่ามกลางวิกฤติคอขวดของ HDD และการมาของ SSD ทาง Nimble Storage กลับมีแนวทางที่แตกต่างที่จะเปลี่ยนสถาปัตยกรรมของระบบ Storage นั้นเพื่อให้ CPU เป็นหัวใจหลักของระบบ Storage แทน และทำให้ประสิทธิภาพของ Storage นั้นขึ้นอยู่กับ CPU แทนอย่างเต็มตัว ซึ่งแนวทางนี้ทาง Nimble Storage ก็ได้นำมาพัฒนาเป็นเทคโนโลยีพร้อมสิทธิบัตรภายใต้ชื่อว่า Cache-Accelerated Sequential Layout หรือ CASL นั่นเอง โดยการทำงานของ CASL นี้จะแบ่งการทำงานหลักๆ ออกเป็น 2 ส่วน คือการเขียนข้อมูล และการอ่านข้อมูล

การเขียนข้อมูลของ CASL นี้จะรองรับการเขียนข้อมูลได้หลากหลาย Block Size พร้อมๆ กันภายในระบบเดียว โดย Nimble Storage จะนำข้อมูลที่ถูกเขียนในแต่ละช่วงจังหวะมาทำการ Deduplication/Compression เสียก่อน จากนั้นจึงนำข้อมูลมาเรียงต่อกันให้กลายเป็น Block ขนาด 10MB ก่อนที่จะทำการเขียนข้อมูลงไปยัง HDD โดยตรงทีเดียว ไม่ผ่าน SSD แต่อย่างใด ซึ่งประสิทธิภาพการเขียนข้อมูลแบบ Sequential ของ HDD นั้นก็ถือว่าสูสีหรือเหนือกว่า SSD ในบางกรณีด้วยซ้ำ ทำให้ Nimble Storage สามารถเขียนข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงมาก โดย HDD จำนวน 21 ชุดใน Nimble Storage สามารถมีประสิทธิภาพได้สูงถึง 300,000 IOPS เลยทีเดียว

 

Credit: HPE Nimble Storage

 

ข้อมูลที่ถูกเขียนนี้จะถูกปกป้องด้วย Triple-parity RAID หรือแปลว่า HDD สามารถเสียได้ 3 ลูกสูงสุดพร้อมกัน และข้อมูลที่เขียนลงไปนั้นหากเป็น Hot Data ที่มีแนวโน้มจะถูกนำไปใช้งาน ข้อมูลนั้นๆ จะถูกสำเนาลงไปยัง SSD ที่ทำหน้าที่เป็น Cache ทำให้อายุของ SSD ยืนยาวกว่าเทคโนโลยีอื่นๆ มาก อีกทั้งยังมีความสามารถในการทำ Thin Provisioning ได้ในตัว และมีระบบสำหรับแก้ไขปัญหา Fragmentation ที่อาจเกิดขึ้นกับการจัดเก็บข้อมูลได้ และหากต้องการเข้ารหัสข้อมูล Nimble Storage เองก็รองรับความสามารถนี้ได้ด้วยเช่นกัน

ในการอ่านข้อมูลของ CASL นั้นก็จะสามารถใช้ SSD ทำหน้าที่เป็น Cache เพื่อเพิ่มความเร็วในการอ่านข้อมูลได้ รวมถึงยังสามารถกำหนดได้ว่าแต่ละ Volume จะมีพฤติกรรมการจัดเก็บข้อมูลบน Flash ทั้งหมด (All Flash), เก็บข้อมูลผสมกันระหว่าง SSD/HDD (Auto Flash) หรือจะเก็บข้อมูลบน HDD เท่านั้น (No Flash) เพื่อให้เหมาะสมต่อความต้องการในการใช้งาน

 

Credit: HPE Nimble Storage

 

ทั้งนี้ Nimble Storage เองก็รองรับการเพิ่มขยายได้ทั้งแบบ Scale-up และ Scale-out จึงทำให้เหล่าองค์กรต่างๆ มีทางเลือกในการลงทุนต่อยอดที่ยืดหยุ่นได้ในอนาคต สามารถเลือกหนทางที่เหมาะสมกับทั้งความต้องการและงบประมาณได้เป็นอย่างดี

 

ไม่ต้องซื้อ Backup Software แยก ด้วยความสามารถในการทำ Application-aware Snapshot/Replication

อีกหนึ่งจุดแข็งที่น่าสนใจมากของ Nimble Storage นี้ก็คือความสามารถในการปกป้องข้อมูลที่มากับตัวอุปกรณ์เลยโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายด้าน License การใช้งานใดๆ เพิ่ม ทำให้ความคุ้มค่าในการลงทุนเลือกใช้งาน Nimble Storage นั้นถือว่าสูงมาก เพราะทำให้องค์กรแทบไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ Backup และ Disaster Recovery อีกเลยในหลายๆ กรณี

ในแง่ของการ Backup นั้น Nimble Storage มาพร้อมกับความสามารถในการทำ Snapshot ได้อย่างรวดเร็วและไม่จำกัดจำนวน ทำให้สามารถใช้แทนระบบ Backup ได้ทันที อีกทั้งนอกจากการ Revert Snapshot ตามปกติแล้ว ข้อมูล Snapshot เหล่านั้นยังสามารถูกนำไปทำ Cloning ได้ในเวลาเพียง 1 วินาทีเพื่อสร้างเป็นข้อมูลอีกชุดสำหรับใช้งานแยกกับข้อมูลหลักได้อย่างง่ายดาย โดย Snapshot ของ Nimble Storage นี้ยังรองรับทั้งการทำ Application-aware และ VM-aware ได้ ทำให้มั่นใจได้ว่าการกู้คืนข้อมูลจะมีโอกาสที่ประสบความสำเร็จสูง

ส่วนการทำ Replication นั้น Nimble Storage จะทำการบีบอัดเฉพาะข้อมูลของ Block ที่เปลี่ยนแปลงก่อนส่งออกไปยังระบบสำรองอีกชุด ทำให้ปริมาณ Traffic ที่ต้องใช้นั้นน้อยมากและส่งผ่าน WAN ได้ ซึ่งที่ผ่านมาในประเทศไทยเองก็เคยมีการทดสอบทำ Replication ข้ามไปยัง Data Center ที่สิงคโปร์ และกู้คืนข้อมูลได้มาแล้ว พร้อมนำไปใช้ทำ Disaster Recovery ต่อยอดได้ทันทีโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายด้าน License ใดๆ เพิ่มเติม

 

InfoSight: ระบบ Big Data Analytics, Machine Learning และ AI ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาดูแลอุปกรณ์ทั้งหมดของ Nimble Storage นับตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว

 

Credit: HPE Nimble Storage

 

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ Nimble Storage แตกต่างเหนือจากคู่แข่งรายอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้ HPE นั้นเข้าซื้อกิจการของ Nimble Storage ก็คือ InfoSight ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบบ Big Data ที่รวบรวมพฤติกรรมและรายงานจากอุปกรณ์ Nimble Storage ทั่วโลกทุกชุดเอาไว้ด้วยกัน และนำข้อมูลเหล่านั้นมาเรียนรู้และวิเคราะห์เพื่อแสดงถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น, ทำนายแนวโน้มปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมบอกสาเหตุและวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยการประยุกต์ใช้ Machine Learning และ AI ในความสามารถส่วนนี้นั่นเอง

อุปกรณ์ HPE Nimble Storage จะทำการรวบรวมข้อมูลการใช้งานอุปกรณ์และ Log การทำงานต่างๆ แล้วส่งไปยัง InfoSight บน Cloud เพื่อวัถตุประสงค์ 2 ส่วนหลักๆ ดังนี้

  • เรียนรู้รูปแบบการเกิดปัญหากับระบบ Data Center ใหม่เพิ่มเติมจากข้อมูลเหล่านี้ เช่น การหาความสัมพันธ์ว่าการที่ระบบไม่สามารถให้บริการได้ตามปกตินั้น มีความเกี่ยวพันกับปัจจัยแวดล้อมอย่างไรบ้าง เพื่อสร้างเป็น Pattern ใหม่ๆ ในการทำนายแนวโน้มการเกิดปัญหา, การวิเคราะห์ต้นตอของปัญหา และทำการแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ โดยอาศัยควบคู่กันทั้ง Machine Learning และการให้วิศวกรผู้เชี่ยวชาญมาทำการวิเคราะห์และสร้าง Pattern ใหม่ๆ เพิ่มเติม
  • การนำข้อมูลจากแต่ละอุปกรณ์มาเทียบกับ Pattern ของปัญหาต่างๆ เพื่อทำการวิเคราะห์ แจ้งเตือน และให้รายละเอียดของปัญหาต่างๆ เพื่อนำไปสู่การป้องกันปัญหาล่วงหน้าหรือแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอยู่

ข้อมูลที่ InfoSight ได้ทำการรวบรวมนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ Storage เท่านั้น แต่หากปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจาก Network, Server, Datbase หรือ Application ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง InfoSight ก็สามารถวิเคราะห์ปัญหาเหล่านี้ให้ได้เช่นกัน เนื่องจากข้อมูลปริมาณมหาศาลหรือ Big Data ที่ InfoSight รวบรวมเอาไว้นั้นครอบคลุมถึง Pattern การใช้งานร่วมกับ Application และ Environment ต่างๆ ที่หลากหลาย จนทำให้ InfoSight มีข้อมูลมากเพียงพอที่จะนำมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบได้ ถือเป็นอีกจุดเด่นที่เหนือกว่าผู้ผลิตรายอื่นๆ ที่เพิ่งมีการพัฒนาระบบ Data Analytics หรือ Machine Learning ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ HPE ยังได้นำ InfoSight มาผสานเข้ากับผลิตภัณฑ์กลุ่ม HPE 3PAR แล้วในปัจจุบัน และอนาคตก็จะนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์กลุ่ม Server และ Storage ทั้งหมดต่อไปด้วย เพื่อให้การสนับสนุนการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ของ HPE เกิดขึ้นได้ในแบบ Predictive ซึ่งสามารถช่วยลด Downtime ในระบบได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยสร้างความพึงพอใจของลูกค้าให้ได้เป็นอย่างมาก โดยที่ผ่านมา Nimble Storage นั้นได้รับคะแนน Net Promoter Score หรือ NPS ที่วัดความพึงพอใจของผู้ใช้งานนั้นมากถึง 85 คะแนน เหนือกว่าผู้ผลิตระบบ Storage ในตลาดรายอื่นๆ อย่างชัดเจน

 

HPE Nimble Storage แตกต่างจาก HPE 3PAR อย่างไร? เมื่อไหร่ควรเลือกใช้เทคโนโลยีไหน?

สำหรับคำถามนี้ถือเป็นคำถามที่หลายๆ คนสงสัยกันเป็นอย่างมาก ซึ่งทางทีมงาน TechTalkThai ก็ได้ทำการสอบถามและพูดคุยในรประเด็นนี้กับทีมงาน HPE นานพอสมควร จนได้รับคำตอบที่ค่อนข้างชัดเจนดังนี้

HPE Nimble Storage นี้จะถูกวางให้เป็นระบบ SAN Storage สำหรับการใช้งานในแบบ General Purpose สำหรับองค์กรขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับองค์กรที่มองหาโซลูชันที่ง่ายทั้งการใช้งาน, การบริหารจัดการ, การออกแบบ, การเชื่อมต่อกับ Cloud และการขยายระบบให้รองรับการทำ Disaster Recovery เนื่องจากระบบนั้นแถม License การทำ Backup และ DR มาให้ในตัวแล้วอย่างครบถ้วน

ส่วน HPE 3PAR นั้นก็จะยังคงเป็น Storage หลักสำหรับองค์กรขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่ต้องการใช้ความสามารถทั้งในส่วนของ SAN และ NAS Storage รวมถึงหากต้องการนำไปใช้ในการทำ Consolidation เป็นหลัก 3PAR เองก็ยังสามารถตอบโจทย์ได้ดี และหากต้องการระบบที่ Synchronize ระหว่างหลายสาขาอยู่ตลอด รองรับการทำ Failover สำหรับ Mission Critical Application เทคโนโลยีของ HPE 3PAR ก็จะเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อกรณีการใช้งานนี้

สรุปง่ายๆ คือ สำหรับระบบที่ไม่ใหญ่มาก, ต้องการความง่าย, ความคุ้มค่า, Backup, DR ก็สามารถเลือกใช้ HPE InfoSight ได้เลย แต่หากต้องการระบบใหญ่ๆ รองรับการเพิ่มขยายและการทำ Cluster ข้ามสาขาเพื่อรองรับ Mission Critical Application ก็ควรจะต้องขยับไปใช้ HPE 3PAR แทนนั่นเอง

 

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ HPE Nimble Storage ได้ทันที

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ HPE Nimble Storage ได้ที่ https://www.hpe.com/us/en/storage/nimble.html ครับ เว็บไซต์นี้เพิ่งอัปเดตมาไม่นาน มีข้อมูลใหม่เพิ่มเข้ามากขึ้นพอสมควรเลยทีเดียว

 

ติดต่อทีมงาน HPE ได้โดยตรง

 

 

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการให้ทาง HPE เข้าไปนำเสนอโซลูชัน หรือต้องการใบเสนอราคา สามารถติดต่อทีมงาน HPE Thailand ได้โดยตรงที่คุณ Boontida boontida.srisawasd@hpe.com หรือโทร 0819900691

from:https://www.techtalkthai.com/hpe-nimble-storage-all-flash-storage-introduction/

Infortrend เปิดตัว Firmware ล่าสุด รองรับการตัดต่อวิดีโอระดับ 4K/5K ได้โดยไม่มี Frame Drop

Infortrend Technology ผู้ผลิตระบบ SAN Storage ชั้นนำได้ออกมาประกาศเปิดตัว Firmware รุ่นล่าสุดให้กับ Infortrend EonStor DS 4000 Gen 2 SAN Storage ให้มี Througput ที่สูงขึ้น รองรับงานตัดต่อวิดีโอระดับ 4K/5K ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

Credit: Infortrend

 

ความสามารถที่เสริมเข้ามาใหม่ใน EonStor DS 4000 Gen 2 นี้คือ AV Optimization ที่จะทำการตรวจสอบ Pattern ของการเขียนอ่านข้อมูลโดยอัตโนมัติ และหากพบว่าเป็นการเข้าถึงข้อมูลที่เป็น Media ขนาดใหญ่ ก็จะทำการ Preload ข้อมูลล่วงหน้ามาให้ ทำให้การ Stream ข้อมูลปริมาณมหาศาลนั้นสามารถทำได้โดยมี Throughput ที่สมดุลตลอด ทำให้การอ่านวิดีโอหรือเปิด Playback สามารถทำได้โดยไม่สะดุดติดขัด

Infortrend EonStor DS 4000 Gen 2 นี้มีรุ่นเรือธงคือ Intortrend EonStor DS 4024 ซึ่งเป็น SAN Storage ที่มี Redundant Controller ทำงานแบบ Symmetric Active/Active และรองรับ 2.5″/3.5″ SSD/HDD ได้ 24 ชุด โดยมี Throughput สูงถึง 3.6GB Sequential Read/Write และรองรับการเพิ่มขยายจนมีความจุสูงสุดได้ถึง 4PB

 

เกี่ยวกับ Throughwave Thailand

Throughwave Thailand เป็นตัวแทนจำหน่าย (Distributor) สำหรับผลิตภัณฑ์ Enterprise IT ครบวงจรทั้ง Server, Storage, Network และ Security พร้อมโซลูชัน VMware และ Microsoft ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรชั้นนำระดับหลายหมื่นผู้ใช้งานมากมาย โดยทีมงาน Throughwave Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าจากทีมงาน Engineer มากประสบการณ์ ที่คอยสนับสนุนการใช้งานของลูกค้าตลอด 24×7 ร่วมกับ Partner ต่างๆ ทั่วประเทศไทยนั่นเอง https://www.throughwave.co.th

 

from:https://www.techtalkthai.com/infortrend-latest-firmware-allows-san-storage-to-support-4k-5k-video-editing/

Lenovo ThinkSystem DS Series Storage: #1 การทดสอบประสิทธิภาพเทียบราคา SPC-1 v3 Benchmark ผลการทดสอบประสิทธิภาพ

เมื่อเร็วๆ นี้ เลอโนโวได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์สตอเรจใหม่ล่าสุด ThinkSystem DS Series SAN Storage ซึ่งเปลี่ยนโลกสตอเรจจากที่เคยเป็นอย่างสิ้นเชิง เลอโนโวเป็นอันดับหนึ่งจากผลการทดสอบด้านประสิทธิภาพเทียบราคาความคุ้มค่าจากสถาบัน Storage Performance Council (SPC) ซึ่งเสริมให้เลอโนโวกลายเป็นที่หนึ่งในด้านความพึงพอใจของลูกค้าและความมีเสถียรภาพของเซิร์ฟเวอร์สำหรับตระกูล x86 และเมื่อไม่นานมานี้ยังผ่านเกณฑ์มาตรฐานการทดสอบสำหรับเซิร์ฟเวอร์อันดับ 1 อีกด้วย

 

ภาพ1: ThinkSystem DS4200

 

 

ผลิตภัณฑ์สตอเรจตระกูล ThinkSystem DS Series จากเลอโนโว ใหม่ล่าสุด ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพเทียบราคา เป็นอันดับหนึ่ง โดยวัดเทียบดอลลาร์ต่อ IOP และเป็นอันดับแปดเมื่อเทียบประสิทธิภาพโดยรวม ผลลัพธ์ทั้งสองมาจากการตรวจวัดผ่านมาตรฐาน SPC-1 v3 ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง มาตรฐานการวัดประสิทธิภาพนี้ถือเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญที่การันตีคุณภาพของสตอเรจจากเลอโนโว ในการสนับสนุนลูกค้าระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับกลางที่ต้องการประสิทธิภาพด้าน IOPS สูงสุดและความพร้อมใช้งานสูงสุด

ข้อมูลเอกสารที่แสดงผลลัพธ์อันดับ 1 ด้านประสิทธิภาพเทียบราคา สามารถศึกษาได้จากเว็บไซต์ของ Storage Performance Council

 

วิธีการทดสอบ

ตารางต่อไปนี้แสดงการตั้งค่าแฟลซอาเรย์ทั้งหมดที่ใช้เพื่อวัดประสิทธิภาพจนได้ผลลัพธ์อันดับที่ 1

ตารางที่ 1 การตั้งค่าเพื่อการทดสอบ

รายละเอียด รหัสผลิตภัณฑ์ จำนวน
Lenovo ThinkSystem DS4200 SFF SAS Dual Controller Unit 4617A21 1
400GB 3DWD 2.5″ SAS SSD 01DC482 12
External MiniSAS HD 8644/MiniSAS HD 8644 0.5M Cable 00YL847 2
N2225 SAS HBA 00AE912 1
3YR Technician Installed Parts 24×7 4 Hour Response 01JR528 1

 

นวัตกรรมล่าสุดแห่งยุค

ผลการทดสอบนี้เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าสตอเรจตระกูล ThinkSystem DS Series เป็นสตอเรจอันดับหนึ่งของตลาดในด้านประสิทธิภาพเทียบกับราคา สำหรับลูกค้าผู้กำลังมองหาประสิทธิภาพที่คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์แล้ว ThinkSystem DS Series คือสตอเรจอาเรย์ที่พร้อมมอบผลตอบแทนการลงทุนที่ดีที่สุด

ออลแฟลซอาเรย์จึงไม่จำเป็นต้องใช้ต้นทุนที่สูงอีกต่อไป ความเป็นผู้นำตลาดด้านประสิทธิภาพเทียบกับราคาของเลโนโวเป็นผลจากความเข้มงวดในการวัดประสิทธิภาพสร้างมาตรฐานการทดสอบที่มอบประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมในราคาที่พร้อมเป็นเจ้าของได้

 

เกี่ยวกับ ThinkSystem DS Series

ผลิตภัณฑ์แซนสตอเรจ ThinkSystem DS Series เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไปจนถึงลูกค้ากลุ่มเอ็นเตอร์ไพรส์ รองรับการใช้งานทั้งสำหรับระบบฐานข้อมูล การแบ็กอัพ การเก็บข้อมูลระยะยาว บริการสตรีมมิ่งและงานที่ต้องการประสิทธิภาพในการประมวลผลสูงสุดหรือ HPC รวมถึง OpenStack

ผลิตภัณฑ์ตระกูล DS Series มาพร้อมกันถึง 3 รุ่น คือ DS2200, DS4200 และ DS6200 ซึ่งตอบโจทย์ทั้งองค์กรขนาดใหญ่ บริษัทที่มีสาขา และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ทุกระบบมาพร้อมเทคโนโลยี Rapid ที่ประกอบด้วย:

  • Rapid Deployment ช่วยให้คุณสามารถกำหนดค่าสตอเรจอาเรย์ได้รวดเร็วในเวลาน้อยกว่า 15 นาที
  • Rapid Tier ช่วยโอนย้ายข้อมูลอัตโนมัติทุกๆ 5 วินาที
  • Rapid RAID Rebuild
  • Rapid Data Placement Engine ที่ช่วยปรับเปลี่ยนประสิทธิภาพการทำงานให้ดีที่สุด

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในตระกูล ThinkSystem DS Series สามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ผลิตภัณฑ์ Lenovo ThinkSystem DS Series

เกี่ยวกับสถาบัน Storage Performance Council

Storage Performance Council (SPC) เป็นสถาบันไม่แสวงผลกำไรที่มีหน้าที่กำหนด วางมาตรฐานและสนับสนุนการวัดผลประสิทธิภาพด้านสตอเรจ และเผยแพร่ข้อมูลวัตถุประสงค์ ตรวจสอบข้อมูลประสิทธิภาพของสตอเรจเพื่อวางมาตรฐานอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และผู้บริโภค

มาตรฐานการวัดประสิทธิภาพ SPC-1 เป็นการประเมินประสิทธิภาพของสตอเรจระดับเอ็นเตอร์ไพรส์เพื่อวัดค่า IOPS ทั้งหมด และเทียบราคาค่าใช้จ่ายต่อ IOPS จึงได้ออกมาเป็นประสิทธิภาพเทียบราคา รวมถึงการคำนวณมูลค่าความเป็นเจ้าของด้วย (ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายการรับประกันภายใน 3 ปีแรกแล้ว)

SPC-1 ทดสอบโดยการจำลองโหลดการทำงานเดียว เพื่อสาธิตประสิทธิภาพของระบบย่อยต่างๆ ในสตอเรจ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการจัดการทั่วไปของแอพพลิเคชันสำคัญทางธุรกิจ เนื่องจากแอพพลิเคชันเหล่านี้มีลักษณะการใช้งานสตอเรจแบบสุ่มการอ่านเขียนข้อมูล ทำให้จำเป็นต้องใช้คำสั่งทั้งการดึงข้อมูลและอัพเดตข้อมูลพร้อมๆ กันในการทดสอบ ตัวอย่างของแอพพลิเคชันเหล่านี้เช่น OLTP การดำเนินงานของระบบฐานข้อมูล และการอิมพลีเมนต์ระบบเมล์เซิร์ฟเวอร์

SPC-1 เวอร์ชัน 3 ยังคงรักษาประเด็นสำคัญในการทดสอบที่จำเป็นใน SPC-1 เวอร์ชัน1 แต่เพิ่มการรองรับการทดสอบการสำเนาข้อมูลและการบีบอัดข้อมูล นอกจากนี้ยังปรับปรุงคุณสมบัติในโหลดการทดสอบเพื่อให้ผลการวัดประสิทธิภาพตอบโจทย์โหลดภาระงานในปัจจุบันที่ระบบสตอเรจต้องพบเจอด้วย

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการทดสอบประสิทธิภาพ:

  • SPC-1 Results – Top 10 by Price-Performance
  • Lenovo result:
  • Executive summary
  • Full Disclosure Report

 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DS Series storage arrays:

  • DS Series product web page
  • Lenovo Press product guide for the DS2200
  • Lenovo Press product guide for the DS4200
  • Lenovo Press product guide for the DS6200

 

ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในตระกูลที่เกี่ยวข้อง

ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเอกสารนี้สามารถศึกษาได้ที่: https://lenovopress.com/storage/san/lenovo

from:https://www.techtalkthai.com/lenovo-thinksystem-ds-series-storage-1-spc-1-v3-benchmark/

เบื้องหลังการออกแบบ All Flash Storage: ประเด็นเบื้องลึกที่ Vendor ไม่ค่อยพูดถึง

เรามักได้ยินชื่อเสียงของ Huawei ในฝั่งเทคโนโลยีระบบเครือข่ายกันเป็นส่วนมาก แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าอันที่จริงแล้ว Huawei เองก็มีการพัฒนาชิปทางด้าน Storage จัดเก็บข้อมูลด้วยเช่นกัน ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้ศึกษาเรื่องราวที่มาว่าทำไม Huawei ต้องลงมาทำชิปสำหรับ Storage เอง และแนวคิดในการออกแบบต่างๆ นั้นเป็นอย่างไร จึงขอนำมาสรุปให้ผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกันสนุกๆ ดังนี้ครับ

 

Storage สำคัญอย่างไรต่อภาพใหญ่ในอนาคตของ Huawei?

ในมุมของ Huawei นั้น ระบบจัดเก็บข้อมูลความเร็วสูงทั้งขนาดเล็กสำหรับติดตั้งใช้งานภายใน Smartphone ไปจนถึงระบบขนาดใหญ่ภายใน Data Center นั้นต่างก็จะมีบทบาทเป็นอย่างมากสำหรับการรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอนาคต ทั้งด้วยเทรนด์ของไฟล์วิดีโอความละเอียดสูงขึ้นเรื่อยๆ, ไฟล์สำหรับ Application ในกลุ่ม Augmented Reality และ Virtual Reality ที่จะมีขนาดใหญ่มาก, การประมวลผล AI ประสิทธิภาพสูงที่จะเกิดขึ้นทุกที่ทุกเวลาในอนาคต และอื่นๆ อีกมากมาย

ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยีด้าน Storage จึงเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ทาง Huawei ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาด Server และ Storage ระดับองค์กร ที่เทคโนโลยีกลุ่มนี้ยังคงพัฒนามาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง และด้วยทิศทางของ Huawei เองที่จะผลักดันบริการ Cloud สำหรับธุรกิจในระดับองค์กรด้วยนั้น การมีเทคโนโลยีด้าน Storage ที่เหนือกว่าผู้ผลิตรายอื่นย่อมจะสร้างความได้เปรียบให้กับ Huawei อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ Huawei เองก็ยังมีผลิตภัณฑ์กลุ่ม All Flash Storage อย่าง Huawei OceanStor Dorado V3 ซึ่งการแข่งขันของเหล่าผู้ผลิตเทคโนโลยี All Flash Storage นี้ก็มีอยู่ทั้งในส่วนของ Hardware, Controller, Software และ Cloud ดังนั้นหาก Huawei ต้องการจะขึ้นเป็นผู้นำในตลาดนี้อย่างแท้จริง การลงทุนเพื่อเฟ้นหาเทคโนโลยี Storage ที่ดีที่สุดก็ย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

การเข้าซื้อกิจการเป็นเรื่องยาก เพราะผู้ผลิตชิปด้าน Storage ในตลาด ถูกควบรวมกิจการกันไปเป็นส่วนมากแล้ว

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นการควบรวมกิจการกันมากมายในบรรดาผู้ผลิตชิปกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Broadcom ที่เกิดจากการรวมตัวกันของ Avago Technologies, Broadcom, Brocade, Emulex และ LSI กับ Marvell Technologies ที่เพิ่งเข้าซื้อกิจการของ Cavium ไปเมื่อปลายปี 2017 ที่ผ่านมา ทำให้ผู้ผลิตชิปสำหรับระบบเครือข่ายและ Storage รายใหญ่นั้นเหลือเพียงไม่กี่เจ้าเท่านั้นในตลาด ด้วยเหตุนี้การเข้าซื้อกิจการของผู้ผลิตชิปนั้นจึงไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมกับ Huawei และหากมองว่าที่ผ่านมาคือช่วงเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีจาก Hard Disk Drive (HDD) สู่ Solid State Drive (SSD) พอดี การลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ต่ออนาคตด้วยตนเองนั้นจึงกลายเป็นหนทางที่น่าสนใจมากสำหรับ Huawei ในยามนั้น

 

การพัฒนาชิปทางด้าน Storage เองทั้งหมด คือยุทธศาสตร์ของ Huawei

แน่นอนว่าเมื่อการเข้าซื้อกิจการมาต่อยอดนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ทาง Huawei จึงตัดสินใจพัฒนาเทคโนโลยีชิปสำหรับระบบ Storage ขึ้นมาเอง โดยต่อยอดจากพื้นฐานของการพัฒนาชิปสำหรับระบบเครือข่ายที่เป็นจุดแข็งของ Huawei มาอย่างยาวนาน วิธีการนี้มีข้อดีกับ Huawei เองด้วยว่าจะทำให้ Huawei สามารถเลือกทิศทางของเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้งานได้เร็วกว่าการไปซื้อของผู้ผลิตรายอื่นมาใช้ เช่น ตอนนี้ Huawei สามารถพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรอรับการมาของ 3D XPoint ที่มีความเร็วสูงกว่า NAND ตั้งแต่ 10 – 1,000 เท่าได้แล้ว เป็นต้น

ทั้งนี้ที่ผ่านมา ทาง Huawei เองก็ได้เริ่มมีการพัฒนาชิปสำหรับระบบ Storage ของตนเองอย่าง Huawei OceanStor Dorado V3 ให้รองรับ IOPS ได้สูงถึง 4 ล้าน IOPS พร้อมทั้งมี Latency ที่ต่ำเพียง 0.5 ms เท่านั้น โดยภายในได้มีการปรับปรุงการประมวลผลด้วยกัน 3 ส่วนหลักๆ จนส่งผลให้มีประสิทธิภาพการทำงานของ SSD เร็วขึ้นถึง 200% ดังนี้

 

1. พัฒนาชิปประมวลผลสำหรับ Storage Protocol โดยเฉพาะ

 

Credit: Huawei

 

ในส่วนของ Host Interface สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ Storage เข้ากับ Server นั้น ทาง Huawei เองก็ต้องทำการพัฒนาชิปของตัวเองเพื่อให้ Storage สามารถเชื่อมต่อไปยัง Server ได้ด้วย Protocol ที่หลากหลาย ซึ่งทาง Huawei นั้นก็ได้ทำการออกแบบเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า Huawei SmartIO Card ที่การ์ดเพียงใบเดียวสามารถรองรับการเชื่อมต่อได้ทุก Protocol ดังนี้

  • 10GbE: FCoE/iSCSI/iWARP/CIFS/NFS
  • 8/16Gbps Fibre Channel

การเชื่อมต่อ Protocol เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนการ์ด Host Interface เพียงอย่างใด แค่เลือก Optical Module ที่ต้องการใช้มาติดตั้งก็สามารถใช้งานได้ทันที ทำให้สามารถลดความซับซ้อนในการเดินสายภายใน Data Center ได้ถึง 1/3 และลดความซับซ้อนในการออกแบบการ์ดลงได้ถึง 75% เลยทีเดียว

นอกจากนี้ทาง Huawei ยังได้เน้นถึงจุดเด่นในการรองรับเทคโนโลยี Remote Directory Memory Access (RDMA) ที่ถูกใช้ในการเชื่อมต่อระหว่าง Storage Controller เข้าด้วยกันเอง ว่าจะทำให้ลด Latency ลงไปได้กว่า 60% เมื่อเทียบประสิทธิภาพกับ TCP/IP บน 10GbE จึงทำให้การเพิ่มขยายระบบแบบ Scale-out นั้นเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น

ในขณะเดียวกัน ชิปของ Huawei เองก็ยังถูกพัฒนาให้รองรับการทำ QoS และการทำ TCP Congestion Avoidance ได้ในตัวจากการนำประสบการณ์การพัฒนาชิปสำหรับอุปกรณ์เครือข่ายเข้ามาเสริม ด้วยการนำเทคนิคอย่างเช่นการตรวจสอบ RTT Latency แบบ Real-time, การตรวจสอบ Packet Loss Rate, การทำ ECN และข้อมูลอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในระบบเครือข่ายมาใช้ร่วมในการประมวลผล TCP Congestion ก็ทำให้ชิปการประมวลผล Storage Protocol ของ Huawei นี้ยังคงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและจะอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมของระบบเครือข่ายที่มี Traffic หนาแน่นก็ตาม และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมในการเชื่อมต่อเครือข่ายได้ 65% – 400%

 

2. พัฒนาชิปเร่งความเร็วการประมวลผล IO

ในยุคของ Flash นี้ หนึ่งในเทคโนโลยีที่จำเป็นมากต่อระบบ All Flash Storage นั้นก็คือเทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูลและลดพื้นที่การจัดเก็บข้อมูลลง เพื่อให้อุปกรณ์ Flash หรือ SSD ที่มักมีขนาดเล็กกว่า HDD นั้นยังคงสามารถจัดเก็บข้อมูลปริมาณมากได้ และสามารถทำงานได้อย่างทนทานยิ่งขึ้นไปพร้อมๆ กัน และแน่นอนว่าหากต้องการให้ระบบ Storage สามารถทำการบีบอัดข้อมูลและลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลนี้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต้องทำการ Offload การประมวลผลเหล่านี้ออกจาก CPU ไปยังชิปประมวลผลเฉพาะทางให้ทำงานแทน

Huawei นั้นได้ทำการพัฒนาชิปเร่งความเร็วการประมวผล IO ในส่วนนี้เพื่อให้การทำ Deduplication, Compression และ Decompression ทำได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องอาศัยทรัพยากรของ CPU เลย และในการทดสอบ Sequential IO นั้นก็พบว่า CPU สามารถทำงานลดลงได้ถึง 24.6% ในขณะที่ IOPS สูงขึ้นถึง 342.4% และ Latency ในการเข้าถึงข้อมูลนั้นก็ลดลงถึง 77.4% ในขณะที่มีการทำ Compression และ Deduplication ไปด้วย

 

3. พัฒนาชิปสำหรับควบคุมการทำงานของ SSD เอง

 

ตัวอย่างหนึ่งของเทคโนโลยี SSD จาก Huawei โดยรุ่นนี้เป็น NVMe SSD ในระดับ Enterprise ที่มีความจุสูงถึง 4TB เลยทีเดียว Credit: Huawei

 

สุดท้ายคือการพัฒนาชิปเพื่อควบคุมการทำงานของ SSD ด้วยตนเอง โดย Huawei ได้นำ Cortex-A9 ซึ่งเป็น CPU ตระกูล ARM เข้ามาใช้ เพื่อทำงานร่วมกับ DDR4 RAM และรองรับ Flash Channel ได้มากถึง 18 ช่องด้วยกัน ส่งผลให้ Hardware Flash Translation Layer (FTL) นั้นรองรับประสิทธิภาพได้สูงถึงระดับ 200,000 IOPS นั่นเอง

ความเร็วในระดับนี้เกิดขึ้นได้เพราะ Huawei นั้นเลือกที่จะใช้ Hardware มาทำหน้าที่ในการบริหารจัดการ FTL แทน Software ซึ่งชิปที่ถูกพัฒนาขึ้นมานี้เองก็ได้มีบทบาทตรงนี้ และทำให้ Latency ในการเข้าถึงข้อมูลนั้นลดเหลือเพียงแค่ 40 μs เท่านั้น นับเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมถึง 20%

 

Credit: Huawei

 

ผสานรวมเทคโนโลยีทั้งหมดใน Huawei OceanStor Dorado V3 ระบบ All Flash Storage ความเร็วสูงจาก Huawei

 

Credit: Huawei

 

เทคโนโลยีดังกล่าวทั้งหมดนี้ได้ถูกนำมาใช้จริงเป็นส่วนหนึ่งของ Huawei OceanStor Dorado V3 ซึ่งเป็นระบบ Enterprise All Flash Storage ความเร็วสูงจาก Huawei โดยทาง Huawei ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการให้สามารถทำงานร่วมกับชิปต่างๆ เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งทำการ Optimize ในส่วนต่างๆ เพิ่มเติมจนสามารถรับประกันได้ว่า Latency ของระบบนั้นจะไม่เกิน 0.5 ms ซึ่งการผสานรวมเทคโนโลยีตรงนี้เองก็ถูกตั้งชื่อเอาไว้ว่า Huawei FlashLink

นอกจากนี้ระบบปฏิบัติการของ Huawei OceanStor Dorado V3 ก็ยังได้มีการใช้อัลกอริธึมในการวิเคราะห์ว่าข้อมูลใดมีแนวโน้มจะถูกเรียกไปใช้งานมากน้อยแค่ไหน และทำให้การเข้าถึงข้อมูลมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดโอกาสที่จะต้องย้ายข้อมูลลง และยังสามารถลดปริมาณข้อมูลที่ต้องถูกเขียนลงไปได้ถึง 40% และมี Latency ลดลงไปอีกประมาณ 20% ด้วย

Huawei OceanStor Dorado V3 นี้เป็นระบบ All Flash Storage ที่ถูกออกแบบมาสำหรับรองรับ Mission Critical Application โดยเฉพาะ และมีทั้งประสิทธิภาพที่สูง, ความทนทานในระดับสูง และยังเสริมเทคโนโลยีในการลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูล เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้งานสูงขึ้น และเพิ่มอายุการใช้งานของ SSD ทั้งหมดด้วย

ด้วยประสิทธิภาพระดับ 4 ล้าน IOPS และ Latency ที่ต่ำเพียงระดับ 0.5 Millisecond ของ Huawei OceanStor Dorado V3 นี้ก็ทำให้ถือเป็นระบบ SAN Storage ความเร็วสูงที่รองรับ Business Application ขนาดใหญ่ขององค์กรได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นระบบ Database, Virtual Desktop หรือ Virtual Machine ก็สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วน อีกทั้งยังมีความสามารถในการทำ HyperMetro ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบ Active-Active ข้ามสาขาระยะไกลโดยไม่ต้องมี Storage Gateway ที่มี Latency เพียง 1 Millisecond เท่านั้น ก็ทำให้ความทนทานของ Huawei OceanStor Dorado V3 นี้มีค่าสูงถึง 99.9999% เลยทีเดียว

ในแง่ของการเพิ่มขยาย Huawei OceanStor Dorado V3 นี้รองรับการทำ Scale-out ได้สูงสุดถึง 16 Controller รวมกัน และมี Cache รวมกันตั้งแต่ 256GB ไปจนถึง 8,192GB โดยรองรับการเชื่อมต่อผ่านทาง Fibre Channel, iSCSI, InfiniBand เพื่อรองรับระบบ Storage Networking ได้ตามความต้องการของ Application ที่หลากหลาย รองรับการสร้าง LUN ได้มากถึง 16,384 LUN เพื่อเชื่อมต่อกับ Host จำนวน 8,192 เครื่อง

 

Credit: Huawei

 

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Huawei OceanStor Dorado V3 ได้ทันทีที่ http://e.huawei.com/topic/dorado-en/index.html

 

ติดต่อทีมงาน Huawei ประเทศไทยได้ทันที

 

ผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีด้าน All Flash Storage และ Big Data Analytics จาก Huawei สามารถติดต่อทีมงาน Huawei ประเทศไทยได้ทันทีที่

Huawei Enterprise Business ; Marketing Contact Center
Mobile 095-878-7475 e-mail : Th_enterprise@huawei.com
Follow us on : www.twitter.com/huaweiENTth
www.facebook.com/HuaweiEnterpriseThailand
Website : e.huawei.com/th

 

from:https://www.techtalkthai.com/behind-all-flash-storage-design-by-huawei/