คลังเก็บป้ายกำกับ: SMART_CITY

ดูไบเตรียมทดสอบป้ายทะเบียนอัจฉริยะ แสดงข้อมูลจราจรได้, มี GPS จับตำแหน่ง

ดูไบเตรียมทดสอบระบบป้ายทะเบียนอัจฉริยะหรือ smart license plate สำหรับรถยนต์ในเดือนหน้า โดยมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนขับรถในเมืองดูไบ

สำหรับป้ายทะเบียนอัจฉริยะที่จะใช้ในดูไบ จะเป็นได้มากกว่าป้ายทะเบียนที่แสดงทะเบียนรถยนต์ เช่น ติดต่อกับตำรวจและรถพยาบาลหากเกิดอุบัติเหตุ, มี GPS สำหรับการรับส่งข้อมูลตำแหน่ง, สื่อสารกับคนขับรถคันอื่นเพื่อให้รู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างหน้าอย่างเช่นอุบัติเหตุหรือสภาพการจราจร รวมถึงยังสามารถแสดงข้อมูลเตือนได้ด้วยว่าตอนนี้ป้ายทะเบียนหรือตัวรถยนต์ถูกขโมยไป

นอกจากนี้แล้ว ระบบป้ายทะเบียนแบบใหม่ยังสะดวกต่อการจ่ายเงิน เช่น ค่าปรับ, ค่าจอดรถ, ค่าต่อทะเบียนรถก็สามารถจัดการได้จากบัญชีผู้ใช้ทันที และเลขทะเบียนยังสามารถสั่งเปลี่ยนจากเว็บไซต์หรือแอพได้อีกด้วย

Sultan Abdullah al-Marzouqi หัวหน้าฝ่ายทะเบียนรถซึ่งอยู่ภายใต้ Roads and Transport Authority ของดูไบเผยว่า ทะเบียนรถแบบใหม่นี้จะช่วยให้คนขับรถในดูไบมีชีวิตที่ง่ายขึ้น ซึ่งจะทดสอบระบบเพื่อดูว่าเทคโนโลยีนี้จะมีปัญหากับสภาพอากาศทะเลทรายของดูไบหรือไม่

ที่มา – Engadget, BBC

No Description

เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ภาพจาก Thomas Depenbusch (Depi) / Flickr

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/101452

Advertisements

Nissan ได้ไอเดียเจ๋ง นำแบตเตอรี่เก่าจากรถยนต์ไฟฟ้ามาทำระบบไฟอัจฉริยะให้ชุมชน

Nissan หนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ขายดีมานับตั้งแต่เปิดตัว Nissan Leaf ได้ไอเดียในการเอาแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งานในรถยนต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นต่อ ด้วยโครงการ “The Reborn Light” คืนชีวิตให้แบตเตอรี่กำเนิดใหม่ ส่องแสงสว่างไสวให้ชุมชน

อันที่จริงคำว่า reborn ที่ว่าเกิดใหม่นั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นการเอาแบตเตอรี่ไปทำลายแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ หากแต่หมายถึงทำให้แบตเตอรี่ที่ดูเหมือนจะหมดประโยชน์ไร้ค่าแล้ว ให้กลับมาเป็นแหล่งเก็บพลังงานที่สร้างประโยชน์ได้อีกครั้งเสียมากกว่า

No Description

หลักการของโครงการนี้ก็ไม่ซับซ้อน Nissan จะนำเอาแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ถอดเอามาติดตั้งเข้ากับเสาโคมไฟส่องถนนสูงประมาณ 3.5 เมตร ซึ่งเสาโคมไฟที่ว่านี้มีแผงโซล่าเซลล์ติดตั้งอยู่ด้านบนด้วย ทำให้ได้เสาโคมไฟที่มีระบบพลังงานไฟฟ้าที่ชาร์จไฟเองได้โดยไม่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อกับระบบจ่ายไฟตามสาย ซึ่งแน่นอนว่าเสาโคมไฟนี้จะมีระบบเซ็นเซอร์เพื่อควบคุมการเปิด-ปิดไฟได้เอง

เสาโคมไฟส่องถนนของโครงการ The Reborn Light นี้จะถูกนำไปติดตั้งในพื้นที่ห่างไกลความเจริญที่ระบบจ่ายไฟตามสายเข้าถึงได้ยาก เช่น เกาะขนาดเล็ก, บนยอดเขา หรือแม้กระทั่งพื้นที่ทะเลทราย หรือจะนำไปติดตั้งเพื่อใช้เป็นระบบแสงสว่างสำหรับกรณีฉุกเฉินเมื่อไฟดับในพื้นที่ใดๆ ก็ได้เช่นกัน

No Description

ตอนนี้โครงการ The Reborn Light ก็ดำเนินมาถึงขั้นที่มีการเอาเสาโคมไฟไปติดตั้งเพื่อทดสอบการใช้งานจริงแล้ว ในเมือง Namie เขตจังหวัด Fukushima เป็นหนึ่งในเมืองที่โดนคลื่นสึนามิสูง 3 เมตร ซัดถล่มเมื่อครั้งเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงปี 2016 เพราะเมืองนี้คือกำลังค่อยๆ ได้รับการฟื้นฟูให้เกิดใหม่ จึงไม่น่าแปลกใจที่ Nissan จะเลือกที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ

อันที่จริงเรื่องของเสาโคมไฟ หรือเสาไฟสัญญาณที่มีแบตเตอรี่ในตัวและติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์เพื่อชาร์จไฟตัวเอง ก็ไม่ได้ถือเป็นนวัตกรรมอะไรที่แปลกใหม่ บ้านเราเองก็มีเสาไฟส่องสว่างและเสาไฟสัญญาณที่ออกแบบระบบไฟฟ้าจ่ายตัวเองแบบนี้พบเห็นได้ทั่วไป แต่การประยุกต์นำเอาแบตเตอรี่จากรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ ถือเป็นไอเดียที่ดีทั้งในแง่การลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ลงโดยนำกลับมาใช้ซ้ำ อีกทั้งในแง่การใช้งานแล้วแบตเตอรี่รถยนต์เช่นนี้ถือว่ามีความจุพลังงานเหนือกว่าแบตเตอรี่ที่ใช้กับเสาโคมไฟส่องสว่างทั่วไปมาก

Nissan ยังมีไอเดืยอื่นๆ ที่จะประยุกต์ใช้งานแบตเตอรี่เก่าซึ่งล้วนแล้วแต่น่าสนใจ เป็นต้นว่า นำไปใช้เพื่อเก็บพลังงานไฟฟ้าในบ้านพักอาศัย, การนำไปใช้กับรถเข็นค้าขาย หรือกระทั่งนำไปติดตั้งในสนามเด็กเล่น แล้วเก็บเกี่ยวเอาพลังงานจลน์จากการเล่นของเด็กๆ ในสนามมาสำรองเป็นพลังงานไฟฟ้าไว้จ่ายให้กับไฟส่องสว่างในบริเวณนั้น ไม่แน่ว่าสักวันเราอาจเห็นหนึ่งในไอเดียเหล่านี้ถูกเปลี่ยนมาเป็นโครงการต่อยอดการใช้งานแบตเตอรี่เก่าของ Nissan ได้จริง

ที่มา – ZDNet

from:https://www.blognone.com/node/100986

Mastercard โชว์โซลูชัน Smart City ในไทย อย่างการใช้บัตรเครดิตแตะเข้ารถไฟฟ้า

ในงาน Bangkok FinTech Fair 2018 ที่จัดขึ้นโดยธนาคารแห่งประเทศไทย Mastercard ได้ออกมาบูธภายในงานพร้อมนำเสนอโซลูชันและแพลตฟอร์มด้านการเงินแบบ contactless ภายใต้ธีม Smart City โดยหลายๆ โซลูชันถูกนำไปใช้งานจริงแล้วในหลายเมืองและ Mastercard พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นในไทย

โซลูชันที่ใกล้ตัวและเห็นได้ชัดที่สุดคือการนำบัตรเครดิตหรือเดบิต Mastercard แบบ contactless ไปจ่ายค่าโดยสารสาธารณะอย่างรถไฟฟ้า, รถไฟใต้ดินและรถเมล์ อย่างที่มีการใช้งานไปแล้วในสิงคโปร์และกรุงลอนดอน ซึ่งลดเวลาในการต่อแถวแลกเหรียญและต่อคิวเพื่อซื้อบัตรอีกครั้งลงไปได้มาก รวมถึงลดต้นทุนของผู้ให้บริการด้วย

อย่างไรก็ตามเมื่อสอบถามกับผู้บริหาร Mastercard ถึงความคืบหน้าและโอกาสว่าจะได้เห็นโซลูชันนี้ในไทยเมื่อไหร่ ผู้บริหารตอบว่าทาง Mastercard ทำได้เพียงนำเสนอโซลูชันเท่านั้น ต้องอยู่ที่วิสัยทัศน์ของ BTS, MRT และหน่วยงานด้านขนส่งที่จะติดต่อเข้ามาเพื่อนำไปใช้ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มี

alt="Mastercard"

นอกจากโซลูชันด้าน Transit โซลูชันอื่นๆ ที่ถูกนำเสนอก็มี QR Code ไปจนถึงเทคโนโลยี Token ที่ใช้งานในกระบวนการชำระเงินออนไลน์หรือบน Digital Wallet โดยตัว Token จะถูกสร้างขึ้นหลังการยืนยันเลขบัตรเครดิต 16 หลักของผู้ใช้และเข้ารหัสไว้ และเมื่อทำธุรกรรม Token จะเข้ามาเป็นตัวกลางแทน ทำให้การส่งข้อมูลบนเครือข่ายไม่มีหมายเลขบัตรเครดิตของผู้ใช้ ซึ่ง Token มีการใช้งานในไทยแล้วบน Samsung Pay

อีกหนึ่งโซลูชันที่ผู้บริหาร Mastercard พูดถึงระหว่างการสัมภาษณ์ (แต่ไม่มีในงานเปิดตัว) คือ 3DS 2.0 หรือ 3D Secure 2.0 เทคโนโลยียืนยันตัวตนแบบใหม่เวลาใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตออนไลน์ ด้วยการใช้ไบโอเมตริกอย่างใบหน้า, ม่านตาหรือลายนิ้วมือแทนที่ OTP ในแบบเดิมๆ ซึ่งโซลูชันนี้จะเชื่อมต่อและทำงานผ่านแอปโมบายล์ของธนาคารที่ออกบัตร หากผู้ใช้งานไม่มีสมาร์ทโฟนหรือใช้โมบายล์แอป การยืนยันตัวตนก็จะกลับไปเป็น OTP เหมือนเดิม

3DS 2.0 จะเริ่มเปิดใช้งานจริงทั่วโลกภายในสิ้นปีนี้

from:https://www.blognone.com/node/100829

Smart City เมืองอัจฉริยะ พัฒนาด้วยไอที นำคุณภาพที่ดีสู่ชีวิต จากโครงการ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

True Digital Park Smart City

ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล 4.0 อย่างเต็มตัวในอนาคตอันใกล้นี้ ดังนั้นสิ่งที่อยู่รอบตัวเราก็ต้องพัฒนาให้ทันสมัยและอำนวยความสะดวกมากขึ้น การพัฒนา IoT ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิด Smart City หรือ ชุมชนแห่งอัจฉริยะ

Smart City เมืองอัจฉริยะ พัฒนาด้วยไอที นำคุณภาพที่ดีสู่ชีวิต จากโครงการ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

True Digital Park 2

ที่เรียกกันว่า เมืองอัจฉริยะ ได้นำเอาเทคโนโลยีดิจทัลมาช่วยในการบริหารจัดการเมืองและชุมชนให้มีความเป็นอัจฉริยะในทุกๆ ด้าน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ทั้งด้านการบริการและความปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวัน ล้วนต้องเกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) มาช่วยผสมผสานให้เกิดผลประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

True Digital Park 4

การสร้างเมืองอัจฉริยะนั้น ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาพส่วน ทั้งภาคธุรกิจ รัฐบาล และประชาชนในทุกพื้นที่ ที่จะต้องร่วมมือกันพัฒนาชุมชนหรือเมืองให้พร้อมสำหรับยุคดิจิทัล ซึ่งในหลายประเทศที่พัฒนาแล้วได้มีการลงทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และ สเปน เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยนั้นการประกาศนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล (Digital Economy) เน้นการผลักดัน Smart City ให้เป็นการสร้างโอกาสในการขยายตัวของเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ให้ดีขึ้น

True Digital Park 5

ดังนั้น กลุ่มทรู หนึ่งในภาคเอกชน ได้เห็นความสำคัญและมีส่วนร่วมในการสนับสนุนโยบายของรัฐบาลที่จะใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอัจฉริยะต่างๆ ที่ช่วยผลักดันให้เกิดเมืองอัจฉริยะขึ้น ภายใต้ “โครงการทรู ดิจิทัล พาร์ค” ที่จะทำให้เป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลของไทยที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยเน้นการสร้างระบบนิเวศสมบูรณ์แบบครบวงจร ด้วยแนวคิด Open Innovation ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมให้เกิดขึ้นจริงบนระบบ Ecosystem เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ไอเดียให้กับเหล่า Startup ของไทย ที่จะก่อให้เกิดนวัตกรรมส่งผลให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วและยั่งยืน

True Digital Park 3

นอกจากนี้ระบบสื่อสารหรืออินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งแบบมีสายและไร้สาย จะเชื่อมโยงทั่วทั้งโครงการที่รวม IoT Solutions และ Digital Platform ให้รองรับการทำธุรกิจ เช่น Cloud Computing, ระบบ e-Payment เป็นต้น

โครงการ ทรู ดิจิทัล พาร์ค จะเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญและเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลของไทย ที่จะรวบรวมคนเก่งหรือผู้มีความรู้ความสามารถจากทั้งในและต่างประเทศเข้ามา รวมถึงอาศัยการใช้เทคโนโลยี IoT ที่จะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยพัฒนาและผลักดันนวัตกรรมให้ไปไกลมากยิ่งขึ้น เพิ่มศักยภาพให้ Startup ของเมืองไทยมีความเข้มแข็ง สร้างชื่อเสียงและคุณค่าให้แก่สังคมในระดับประเทศและระดับโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและดึงเงินลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยได้

from:https://www.iphonemod.net/true-digital-park-smart-city-iot.html

Renault เปิดตัว smart island ทดลองใช้รถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดบนเกาะ Porto Santo

Renault ผู้ผลิตรถยนต์จากยุโรปได้เปิดตัว smart island ในประเทศโปรตุเกส โดยเน้นการโชว์แนวคิดเรื่องการใช้พลังงานสะอาด โดยจะนำรถยนต์ไฟฟ้า Zoe ให้บริการบนเกาะ, มีแบตเตอรี่ในบ้าน, smart charging และ vehicle-to-grid (V2E) พื้นที่เก็บพลังงานที่สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานฟอสซิล โดย Renault ได้เลือกเกาะ Porto Santo ในหมู่เกาะ Madeira มาเป็นเกาะสำหรับทดลอง smart island ในครั้งนี้

พื้นที่ที่ Renault จะใช้สำหรับ smart island นี้มีประชากรทั้งหมด 5,483 คน พื้นที่ 16 ตารางไมล์ โดยจะเริ่มเปิดใช้งานทีละเฟสจากทั้งหมด 3 เฟส ดังนี้

  • เฟสแรกจะให้อาสาสมัคร 20 คนรับรถยนต์ Zoe ทั้งหมด 14 คัน และรถตู้ Kango Z.E. อีก 6 คันเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน สามารถใช้งานสถานีชาร์จไฟจาก Renault และ Empresa de Electricitade da Madeira ที่ติดตั้งไว้ทั้งหมด 40 จุดได้
  • เฟสสองจะนำรถยนต์​ EV มาเป็นส่วนหนึ่งของพาวเวอร์กริด โดยการเติมไฟฟ้ากลับไปในช่วง peak hours ที่พลังงานไม่เพียงพอ เพื่อลดภาระของการจ่ายพลังงานในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้ามาก
  • เฟสสุดท้ายคือ Renault จะเปิดให้นำแบตเตอรี่จาก Zoe หรือรถยนต์ EV อื่น ๆ มาทำการรีไซเคิลและใช้ต่อได้เป็น second-life (เป็นความร่วมมือกับ Powervault) ซึ่งแบตเตอรี่ที่นำมารีไซเคิลสามารถนำมาใช้ในบ้านได้ และแบตเตอรี่เหล่านี้จะเชื่อมต่อกับกังหันลมหรือโซลาเซลล์เพื่อเก็บพลังงานและปล่อยออกมาในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงได้

Eric Feunteun ผู้อำนวยการฝ่ายรถยนต์ไฟฟ้าของ Renault กล่าวว่า ทางบริษัทต้องการสร้างโมเดลที่สามารถนำไปใช้ในเกาะหรือเมืองอื่น ๆ ได้ โครงการ Madeiro นี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่สมบูรณ์ที่สุดของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของรถยนต์ไฟฟ้า โดยการนำ ecosystem มารวมเข้าด้วยกันเพื่อสร้างเกาะที่มลภาวะเป็นศูนย์และปลอดคาร์บอน

ที่มา – Engadget, Renault

No Description

Renault Zoe บนเกาะ Porto Santo ภาพจาก Renault

from:https://www.blognone.com/node/100037

[PR] ฟูจิตสึโชว์เคส INESA ก้Œาวสู่โรงงานอัจฉริยะอย่‹างแท้จริง

บริษัท ฟูจิตสึ ได้รวบรวมข้อมูลการผลิต และการมองภาพที่เด่นชัดเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่ง กลุ่มบริษัท The Instrument and Electronics (Shanghai)Associates Group (INESA) เป็นองค์กรรัฐขนาดใหญ่ในประเทศจีนให้บริการโซลูชั่น Smart City ส่วนบริษัท INESA Display MaterialsCo., Ltd. เป็นบริษัทในเครือซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตชุดกรองสีสำหรับจอแสดงผล(Color Filter) แห่งเดียวในโลกที่มีศักยภาพในการผลิตมาถึงรุ่นที่ 5 แล้วและเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในรูปแบบธุรกิจขององค์กรและสภาพแวดล้อมของตลาด รัฐบาลของประเทศจีนจึงได้ประกาศใช้แผนกลยุทธ์ผลิตในประเทศจีน ปี 2025” ขึ้น

จุดมุ่งหมายเพื่อผสานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)ที่ทันสมัยเข้ากับระบบการผลิต จะช่วยให้ประเทศจีนนำหน้าคู่แข่ง โดยการเปลี่ยนจากผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ที่ผลิตสินค้าจำนวนมากไปเป็นโรงงานประสิทธิภาพสูงที่มุ่งเน้นผลิตสินค้าคุณภาพ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ บริษัท INESAจึงริเริ่มใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ล้ำสมัยและระบบการผลิตอัจฉริยะเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและความได้เปรียบทางการแข่งขันเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการสร้างโรงงานอัจฉริยะดังกล่าว บริษัทต้องก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ในส่วนที่เกี่ยวกับการผลิต คุณภาพ ประสิทธิภาพ การควบคุมค่าใช้จ่ายและการลดการใช้พลังงาน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยระบบอัจฉริยะในการเก็บรวบรวมข้อมูล การจัดเก็บ การประมวลผลและการวิเคราะห์ภาพที่ได้ เพื่อให้สามารถเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลในการผลิตได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนติดตามการใช้พลังงานควบคู่กันไปในวิธีปฏิบัติแบบดั้งเดิม ข้อมูลจะถูกเก็บรวบรวมผ่านรายงานทางสถิติต่างๆ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ยังเป็นปัญหาเนื่องจากมีขั้นตอนที่ซับซ้อนต้องใช้ทั้งเวลาและแรงงาน อีกทั้งยังไม่สามารถแสดงข้อมูลที่หลากหลายได้อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นเรื่องยากที่จะรับรู้ถึงสถานะโดยรวมของโรงงานผลิต ตลอดจนถึงการใช้งานและการบำรุงรักษาอุปกรณ์อีกด้วย

ในสภาพแวดล้อมด้านการผลิตของเรา เรามีแหล่งข้อมูลจำนวนมากที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทำงาน อุปกรณ์ และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของสินค้าที่เราผลิตWei Fengrong ผู้อำนวยการฝ่ายสารสนเทศของ INESA Display Materials Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ INESA Group กล่าวการเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการปรับปรุงระบบการจัดการ ดังนั้น การแสดงผลอย่างเป็นเอกภาพในแพลตฟอร์มเดียวกัน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

การเริ่มเข้Œาสู่‹โรงงานอัจฉริยะโดยการใช้Œแพลตฟอร์มโซลูชั่นแบบ IoT

ในเดือนมกราคมปี 2016 ฟูจิตสึและ INESA ได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทSmart Manufacturing Demonstration Factory ซึ่งเป็นโรงงานผลิตตัวอย่างประกอบด้วย 3 เฟส โดยในเฟสแรกของโครงการทั้งฟูจิตสึและ INESA ได้ร่วมมือกันเก็บรวบรวมและเปรียบเทียบข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ในขณะเดียวกันก็ได้นำสถาปัตยกรรม Internet of Things (IoT) มาใช้เพื่อให้สามารถมองเห็นสถานะการผลิตและสถานการณ์การดำเนินงานของโรงงานได้อย่างครอบคลุมโซลูชั่นนี้ประกอบด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตไร้สายร่วมกับกระบวนการติดตามแบบดั้งเดิม การตรวจสอบและใช้อุปกรณ์ตรวจจับเพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าของข้อมูลตามเวลาจริง พยายามจะวิเคราะห์สถานะการผลิตของโรงงาน เพื่อสร้างรายงานสรุปต่างๆ ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากร เช่น ไฟฟ้า ก๊าซและน้ำ ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมจะถูกเก็บรวบรวมโดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ ฟูจิตสึยังได้ออกแบบแพลตฟอร์มบิ๊กดาต้า เพื่อจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลการใช้พลังงานและข้อมูลการผลิตทั้งหมดของโรงงานไว้ที่ส่วนกลาง ทำให้สามารถมองภาพและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากในเชิงลึกได้อย่างรวดเร็วแพลตฟอร์มบิ๊กดาต้าสำหรับข้อมูลขนาดใหญ่ และเทคโนโลยีไร้สายระดับอุตสาหกรรมในแบบ IoT ของฟูจิตสึ ทำให้เราสามารถก้าวไปสู่ระบบการบำรุงรักษาอุปกรณ์แบบอัจฉริยะด้วยเช่นกัน” Wei Fengrong กล่าวระบบ Enterprise Application Intelligent Dashboard ของฟูจิตสึช่วยให้สามารถแสดงผลตัวชี้วัดหลักๆ ได้อย่างครบถ้วน เช่น ประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพผลิตภัณฑ์ สถานะอุปกรณ์ สภาพแวดล้อมโรงงานและพลังงานที่ใช้ไปในการผลิต ผลที่ได้รับ คือ ภาพจากแดชบอร์ดจะช่วยให้สามารถตรวจจับอุปกรณ์ที่ผิดพลาดได้โดยเร็ว ทำให้ผู้จัดการโรงงานสามารถระบุปัญหาและแก้ไขปรับปรุงได้ทันท่วงทีสนับสนุนการดำเนินงานในโรงงาน ไปพรร้อมๆ กับการดูแล

สิงแวดล้Œอมหลังจากการใช้โซลูชั่นใหม่ของฟูจิตสึ ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการก็ดีขึ้นอย่างมาก การวิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินงานพบว่าผลผลิตเพิ่มขึ้น 25% และสามารถลดเวลาการผลิตลงถึง 50% นอกจากนี้ โซลูชั่นจะรีเฟรชข้อมูลการจัดการพลังงานทุกๆ 45 วินาที ซึ่งจะกระตุ้นให้พนักงานมีความด้วยประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม โครงการโรงงานอัจฉริยะของ INESA จึงได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล ‘Smart Manufacturing Pilot Demonstration Project ปี 2016’ และได้เป็นหนึ่งในโรงงานไม่กี่แห่งที่ได้รับการยกย่องว่ามีแนวคิด ระบบการผลิตอัจฉริยะภาพ

หน้าจอแดชบอร์ดแอพพลิเคชั่นอัจฉริยะของฟูจิตสึ (Fujitsu Enterprise Application Intelligent Dashboard) จะแสดงสถานะของสายการผลิตในแบบเรียลไทม์ในทุกๆ 10 นาที” Wei Fengrong กล่าวนอกจากนี้ ข้อมูลยังมีข้อเสนอแนะสำคัญที่จะช่วยการทำงานของผู้จัดการ รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการการผลิต คุณภาพและอัตราปริมาณของเสียระหว่างการผลิต การใช้พลังงานและสถานะอุปกรณ์อีกด้วย

ระบบ FUJITSU Enterprise Application Intelligent Dashboard มีความรวดเร็วในการตอบสนองต่อปัญหาด้าน อุปกรณ์” Wei Fengrong กล่าวกระบวนการนี้จะช่วยให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงทีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นอกจากนี้ระบบยังมีฟังก์ชั่นย้อนหลังซึ่งสามารถย้อนดูเหตุการณ์ที่ผู้จัดการไม่ได้ สังเกตก่อนหน้านี้ จะเห็นได้ว่าคุณลักษณะนี้ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบสาเหตุของปัญหาและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ที่คล้ายกันเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต รองผู้จัดการทั่วไป Li Xiaojun สรุปว่าในฐานะผู้ให้บริการของโซลูชั่น Smart City แบบครบวงจร บริษัท INESA ตอบสนองต่อการเรียกร้องระดับชาติในการสร้างและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของเรา ด้วยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ขอขอบคุณประสบการณ์อันยาวนาน และความเชี่ยวชาญในด้าน ICT และด้านการผลิตของฟูจิตสึ ที่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จในการใช้ระบบการผลิตอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี loT และ Big Data ในอนาคตเราจะยังคงทำงานร่วมกับฟูจิตสึต่อไป เพื่อรักษาความเป็นผู้นำอย่างแท้จริง ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันอย่างสูงเช่นนี้

###

from:https://www.techtalkthai.com/fujitsu-inesa-smart-factory/

ข้ามไทยไปแล้ว บริษัทญี่ปุ่นแห่ลงทุนในเวียดนาม เตรียมตั้งสมาร์ททาวน์ มีรถบัสไร้คนขับ

รัฐบาลญี่ปุ่นร่วมกับบริษัทในญี่ปุ่นกว่า 20 แห่ง ลงทุนสร้างเมืองใหม่ในเวียดนาม ทางตอนเหนือของกรุงฮานอยให้กลายเป็นสมาร์ททาวน์ มีเทคโนโลยียุคใหม่ล่าสุดจากบริษัทญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นอาคารประหยัดพลังงาน ที่อยู่อาศัยแบบใหม่ และมีรถบัสไร้คนขับด้วย ตัวโครงการตั้งเป้าหมายไว้ที่ปี 2023

ตัวอย่างบริษัทญี่ปุ่นที่มาร่วมลงทุนโครงการยักษ์นี้ประกอบด้วย

  • บริษัท Mitsubishi Heavy จะเป็นผู้ลงทุนเทคโนโลยีรถบัสไร้คนขับรวมทั้งแท่นชาร์จสำหรับรถอัตโนมัติ มูลค่าการลงทุน 37,000 ล้านดอลลาร์
  • บริษัท Sumitomo ทำข้อตกลงร่วมกันกับกลุ่ม BRG บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในเวียดนาม และบริษัทสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น Nikken Sekkei ในการออกแบบเมืองพื้นที่ขนาด 310 เฮคเตอร์ทางตอนเหนือของฮานอย เฟสแรกจะทำคอนโด 7,000 ยูนิตและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สร้างภายในสิ้นปีหน้า โดย Sumitomo และ BRG ลงทุนในระยะแรก 1 พันล้านดอลลาร์
  • บริษัท Panasonic และบริษัทด้านเทเลคอม KDDI จะวางแผนด้านการประหยัดพลังงาน
  • บริษัท Daikin พัฒนาระบบปรับอากาศที่เหมาะสมแก่สภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของฮานอย

โครงการนี้มีแหล่งทุนมาจากหลายแหล่ง เช่น กองทุนจากบริษัทต่างๆที่มาเข้าร่วมลงทุน, ความช่วยเหลือด้านการต่างประเทศของญี่ปุ่น และการสนับสนุนจากรัฐบาลเวียดนาม

alt="shutterstock_317072030"
ภาพจาก Shutterstock โดย Vietnam Stock Images

กระทรวงการค้าและสำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น จะช่วยสนับสนุนบริษัทต่างๆ ในการทำวิจัยและการเจรจากับฝ่ายเวียดนาม โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในนโยบายของนายกรัฐมนตรี Shinzo Abe ในการส่งเสริมการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนา

ที่มา – Nikkei Asian Review

from:https://www.blognone.com/node/99838