คลังเก็บป้ายกำกับ: SMART_CITY

[PR] สร้างสมาร์ทซิตี้ ให้ไกลระดับโลก ต้องอาศัยความร่วมมือจากในประเทศ

โดย ทอมมี่ เหลียง ประธานบริษัท ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกและญี่ปุ่น

สังคมเมืองขยายตัวในวงกว้างอย่างรวดเร็วไปทั่วโลก นำความท้าทายมาสู่เมืองต่างๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สหประชาชาติได้ประเมินไว้ว่าภายในปี 2050 สองในสามของประชากรทั่วโลกจะอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตเมือง และภายในปี 2030 เมืองนับ 41 เมืองจะมีประชากรอย่างน้อย 10 ล้านคน การเติบโตอย่างรวดเร็วของสังคมเมืองนี้จะนำมาซึ่งความต้องการมากมายทั้งในเรื่องของที่พักอาศัย ระบบโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม การดูแลสุขภาพ พลังงานและการว่าจ้างงานในเมืองต่างๆ

สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านี้กันในระดับประเทศ เพราะไม่มีวิธีการไหนที่ใช้ได้กับทุกประเทศ ในการแก้ปัญหาสถานการณ์เรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ตัดสินใจยากว่าจะไปทางไหนดี สำหรับนักวางแปลนเมืองในทั่วโลก  ในประเทศพัฒนาโดยเฉพาะที่อยู่ในซีกโลกตะวันตก ได้พยายามปรับเปลี่ยนระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ แม้จะเป็นระบบเก่า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของพลเมืองในอนาคตเป็นอันดับแรก รัฐบาลท้องถิ่นกำลังหลอมรวมเทคโนโลยีล้ำหน้าเพื่อทำให้เมืองมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น ปรับปรุงเรื่องความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างผู้คนและสรรพสิ่งต่างๆ เพื่อสร้างนวัตกรรม สร้างการเติบโตของเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางสังคม มีการประเมินกันว่ากว่า 26 เมืองทั่วโลกคาดว่าจะกลายเป็นเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ได้ภายในปี 2025

the Lujiazui financial district

ขณะเดียวกัน เมื่อไม่นานมานี้ บางประเทศได้มีการพัฒนาสังคมเมืองอย่างรวดเร็ว โดยสร้างเมืองอัจฉริยะขึ้นใหม่ทั้งหมดจากศูนย์  โดยทั้งเมืองซองดูในเกาหลีใต้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ควบคู่ไปกับพลังงานที่สร้างจากของเสียเหลือทิ้งของมนุษย์ผ่านกระบวนการในโรงไฟฟ้าผลิตพลังงาน 2 รูปแบบ (Co-generation Plant) ซึ่งอาคารต่างๆ ของเมืองนี้ จะมีระบบควบคุมสภาพภูมิอากาศแบบอัตโนมัติพร้อมการแอกเซสผ่านระบบคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ทั้งถนน น้ำ ของเสียและระบบไฟฟ้าเต็มไปด้วยเซ็นเซอร์ไฟฟ้าเพื่อทำหน้าที่เป็น “สมอง” ของเมืองในการติดตามและตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของผู้พักอาศัย ทั้งประเทศจีนและอินเดียต่างสร้างสมาร์ทซิตี้จากฐานล่างและก้าวไปสู่การเป็นสังคมเมืองในวงกว้าง  ในประเทศสิงคโปร์ รัฐบาลกำลังเปลี่ยนประเทศ ให้เป็นสมาร์ทเนชั่นประเทศแรกของโลกอย่างแท้จริง ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีบิ๊กดาต้าและการวิเคราะห์ รวมถึงการเชื่อมต่อแบบเน็กซ์เจนพร้อมเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย  โดยในช่วงแรกนั้น สิงคโปร์ส่งเซ็นเซอร์พันกว่าตัวออกมาในปี 2015 เพื่อติดตามทุกสิ่งตั้งแต่เรื่องของคุณภาพอากาศและระดับน้ำตลอดจนเรื่องความปลอดภัยในที่สาธารณะ

ศูนย์กลางเมืองและเมืองหลวงต่างๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัจจัยหลายอย่าง แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้มีโซลูชันที่สามารถปรับให้เข้ากับความต้องการของเมืองต่างๆ อย่างไม่ขาดสาย

วิสัยทัศน์ระดับท้องถิ่นสำคัญมาก

การสื่อสารแผนงานที่ชัดเจนและวิสัยทัศน์ที่มั่นคงนับเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการรวมตัวของภาคสาธารณะ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาและชุมชนต่างๆ เข้าด้วยกัน การพัฒนาระบบโครงสร้างร่วมกับการมีเทคโนโลยีล่าสุด บางทีก็นำความยุ่งยากมาด้วย หรือจำเป็นต้องให้ความรู้แก่สาธารณชน ซึ่งผู้นำต้องนำจินตนาการมาอธิบายด้วยการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาสังคมดังที่ทราบกันอยู่

การให้ความสำคัญเรื่องของวิสัยทัศน์ นโยบาย และการลงทุน ในเมืองแต่ละเมือง ต้องสะท้อนบริบทแวดล้อม รวมถึงวัฒนธรรม และเศรษฐกิจของท้องถิ่นนั้นโดยเฉพาะ  มีหลายตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการนำเทคโนโลยีสมาร์ททั้งหลายมาใช้โดยไม่ได้คำนึงถึงการวิเคราะห์ ไม่มีการคิดล่วงหน้าอย่างถ้วนถี่ อาจทำให้เสียทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้โครงการล้มเหลว ทั้งนี้  Indian Express ได้รายงานถึงการวิพากย์วิจารณ์ รัฐบาลท้องถิ่นของ Lutyens Delhi ซึ่งมีนักต่อต้านเรื่องสภาพแวดล้อมออกมาโต้แย้งว่ารัฐบาลประสบความล้มเหลว ไม่สามารถสื่อสารแผนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่ความเชื่อที่ว่ามีการจัดทำโครงการสมาร์ทซิตี้ในพื้นที่ที่พัฒนาอยู่แล้ว ทำให้เกิดความไม่เสมอภาค

Germany, Berlin, young woman with mini tablet in the evening at Potsdam Square

ความร่วมมือของท้องถิ่นช่วยแก้ปัญหาความซับซ้อน

ความท้าทายที่เกิดขึ้นกับโครงการสมาร์ทซิตี้นั้น ต้องไปด้วยกันกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดยมุ่งไปที่เป้าหมายเดียวกัน การพัฒนาสมาร์ทซิตี้นั้นเป็นเรื่องซับซ้อนและต้องอาศัยความคิดเห็น ประสบการณ์และมุมมองเชิงลึกที่หลากหลายเพื่อให้โครงการสำเร็จ  หลายครั้งที่ต้องมีการปรับและเปลี่ยนวิธีการทำงานหลายอย่าง

เรื่องนี้อาจจะหมายถึงองค์กรภาครัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ต้องทำงานร่วมกันในโครงการที่ใหญ่ขึ้น หรือมีการประสานความร่วมมือมากขึ้นระหว่างภาครัฐบาลและภาคธุรกิจ อาจจะหมายถึงการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดประสิทธิภาพโครงการเพื่อติดตามไม่ใช่แค่เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมือง แต่ยังรวมถึงระดับมลพิษหรือความล่าช้าของรถไฟ และยังหมายรวมไปถึงคุณภาพทั่วไปของชีวิตผู้อยู่อาศัยในเมืองนั้นๆ

การควบคุมทักษะและมุมมองเชิงลึกของนวัตกรในท้องถิ่นจากทั้งมหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัยต่างๆ ยังนับเป็นหัวใจสำคัญในการปรับเปลี่ยนการดำเนินการภายในท้องถิ่นได้สำเร็จเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพลเมืองให้ดีขึ้น  ตัวอย่างเช่น ความริเริ่มโครงการสาธิตการรวมพลังงานหมุนเวียนเข้ามาในระบบไฟฟ้าของประเทศสิงคโปร์ (REIDS – Renewable Energy Integration Demonstrator –Singapore) เป็นระบบโครงข่ายไฟฟ้าขนาดเล็ก หรือ ไมโครกริด (Microgrid) แห่งแรกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นไมโครกริดแบบไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเขตร้อน ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือจากหลายภาคอุตสาหกรรม หลายสถาบันวิจัย และภาครัฐบาลเพื่อร่วมกันสร้างโซลูชันนวัตกรรม นำโดยมหาวิทยาลัย เทคโนโลยี นันยาง สิงคโปร์ และได้รับการสนับสนุนจาก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค และหน่วยงานภาครัฐบาลของประเทศสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ และองค์กรสิ่งแวดล้อมสิงคโปร์

นวัตกรรมเพื่อการปฏิรูปห่วงโซ่คุณค่าพลังงานในท้องถิ่น

ในอนาคต และในปัจจุบันที่เริ่มมีบ้างแล้วในบางประเทศแถบอาเซียน เราจะเห็นนวัตกรรมซึ่งจะเข้ามาปฏิรูปห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน (Energy Value Chain)  ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า (generation) ไปยังการส่งจ่ายไฟฟ้า (transmission) การจำหน่ายไฟฟ้า (distribution) ตลอดจนการบริโภคไฟฟ้า และความต้องการด้านไฟฟ้า ทั้งนี้ บริษัทอย่าง ชไนเดอร์ อิเล็คทริคกำลังทำงานร่วมกับเมืองต่างๆ และสาธาณูปโภคด้านไฟฟ้าทั่วโลกเพื่อให้ทุกสิ่งที่อยู่ในเมือง ตั้งแต่เรื่องของไฟฟ้าและโครงข่ายจัดการด้านน้ำ ไปจนถึงท่อระบายน้ำ อาคารและยวดยานพาหนะบนท้องถนน เชื่อมต่อกับเครือข่ายไฟฟ้าและข้อมูลที่กว้างใหญ่ไพศาล

สถาปัตยกรรม EcoStruxure ของชไนเดอร์ อิเล็กทริค เป็นแพลตฟอร์มระบบเปิดที่สามารถทำงานร่วมกับระบบอื่นได้ โดยการนำเทคโนโลยี IoT เข้ามาประยุกต์ใช้  ช่วยให้เมืองต่างๆ มีโอกาสพัฒนาระบบโครงสร้างพลังงานในแนวทางที่เหมาะสมกับการพัฒนาความยั่งยืน  ด้วยความสามารถในการรวมเป็นหนึ่งเดียวระหว่างระบบสาธาณูปโภค แอปพลิเคชัน ระบบงาน ระบบวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ พร้อมรองรับเรื่องการสื่อสาร ซึ่งช่วยให้สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและช่วยให้การลงทุนเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในระยะยาว นำมาซึ่งการลดค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพนักงาน และให้ความยั่งยืนและความยืดหยุ่นมากขึ้น

แนวคิดสมาร์ทซิตี้ที่ทรงพลังจากเอเชีย สู่เอเชีย

ความริเริ่มด้านสมาร์ทซิตี้ที่ประสบความสำเร็จในเอเชีย ให้แนวคิดด้านนวัตกรรมที่ทรงพลังเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายเรื่องของสังคมเมืองทั่วภูมิภาค นอกจากนี้ การมีพันธมิตรด้านโซลูชันสมาร์ทซิตี้ที่รอบรู้ และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเมือง รวมถึงรู้วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดในภายในประเทศและนานาประเทศ อีกทั้งมอบประสบการณ์การนำโมเดลต่างๆ กันมาใช้งานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ได้

แม้ว่าจะยังคงมีความท้าทายอยู่ แต่ก็ยังมีโอกาสมหาศาลในการประสานความร่วมมือ และการทำงานร่วมกันเพื่อเร่งให้เกิดโครงการสมาร์ทซิตี้ ที่จะช่วยสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้คน อีกทั้งยังช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างชุมชนที่ยั่งยืน

# # #

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านระบบการบริหารจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชัน โดยรายได้ประจำปีงบประมาณ 2559 คิดเป็นมูลค่า 25 พันล้านยูโร บริษัทฯ มีพนักงาน 144,000 คนไว้คอยให้บริการลูกค้าในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก เพื่อช่วยให้ลูกค้าบริหารจัดการพลังงานและกระบวนการทำงานได้อย่างปลอดภัย มีเสถียรภาพ ประสิทธิภาพ และสร้างความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ นับตั้งแต่สวิทช์ไฟแบบเรียบง่ายที่สุด ไปจนถึงระบบการทำงานที่ซับซ้อน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นเจ้าของเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ และการบริการที่ช่วยให้ลูกค้ายกระดับประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการ และการดำเนินงานได้แบบอัตโนมัติ เทคโนโลยีที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อของเรา จะช่วยปรับโฉมอุตสาหกรรม เปลี่ยนเมือง และช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สำหรับชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า “Life is On” www.schneider-electric.com/th

from:https://www.techtalkthai.com/smart-city-needs-local-cooperation/

Advertisements

DEPA นำ Big Data รุกพัฒนาโครงการ Phuket Smart City

Phuket Smart City เป็นโครงการส่งเสริมพื้นที่พิเศษสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล ดำเนินโครงการโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEPA หน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) ซึ่งมีการขับเคลื่อนโครงการตามยุทธศาสตร์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรต่างประเทศ โดยนำเทคโนโลยี Big Data มาจัดการข้อมูลเมือง ร่วมกันผลักดันให้จังหวัดภูเก็ตเป็น Smart City ทั้งด้านการค้า การลงทุน และทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น

ในปัจจุบันจังหวัดภูเก็ตมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดภูเก็ต (GPP) ในปี 2557 มีมูลค่าประมาณ 137,901 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อคนต่อปี (GPP Per Capita) อยู่ที่ 258,817 บาทต่อคนต่อปี เป็นอันดับที่ 1 ของภาค และอันดับที่ 10 ของประเทศ ซึ่งมีรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2559 ประมาณ 341 แสนล้านบาท

จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่ารายได้ส่วนใหญ่ของจังหวัดจะมาจากการท่องเที่ยว ซึ่งในส่วนนี้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลได้ร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในการวางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยว รวมทั้งสร้างบริการอย่าง Application See Thru Thailand ในการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวอีกด้วย

ล่าสุด พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) และดร. ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEPA ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการ Phuket Smart City

โดยจังหวัดภูเก็ตจะก้าวไปอีกขั้นด้วยการนำระบบ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อการพัฒนาเมืองให้กลายเป็น Smart City ในมิติต่าง ๆ อาทิ มิติด้านการค้าและเศรษฐกิจ (Smart Economy) ด้านการท่องเที่ยว (Smart Tourism) ด้านสาธารณสุข (Smart Health) ด้านการดำเนินชีวิต ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม (Smart Living) การบริหารเมืองแบบ Smart City โดยมุ่งการผสมผสานการได้มาของข้อมูลทั้งในลักษณะข้อมูลเชิงสำรวจแบบสถิติ และข้อมูลที่จัดเก็บได้แบบปัจจุบันโดยใช้เทคโนโลยี Internet of Things เช่น Sensor, CCTV รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลจากสังคมออนไลน์ ทำให้เมืองสามารถมีข้อมูลในการบริหารอย่างชาญฉลาด

นอกจากนี้ DEPA ยังสร้าง Ecosystem ของ Startup ในภูเก็ต เพื่อให้เกิดการพัฒนา Smart City อย่างยั่งยืนต่อไป และ DEPA คาดหวังว่าสิ่งที่ทำมาข้างต้นจะส่งผลต่อความเชื่อมั่น การลงทุน ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ดึงดูดให้เกิดการลงทุน และการหลั่งไหลของ Digital worker และ Digital Talent จากต่างประเทศ

ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) กล่าวว่า การที่รัฐบาลมีนโยบายมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจทัล Thailand 4.0 โดยพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้มีความพร้อมมากกว่าเดิมทั้งเรื่องการปรับเปลี่ยน แก้ไข ระเบียบ ข้อบังคับอันเป็นการกำจัดโอกาสในการลงทุน และควรได้รับสิทธิประโยชน์อันเป็นสิ่งสำคัญในการกระตุ้นการดำเนินงาน และการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ รัฐบาลจึงได้กำหนดแนวทางให้กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในรูปแบบคลัสเตอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิจัยในพื้นที่ จัดให้มีหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ และช่วยกันผลักดันกลุ่มอุตสาหกรรมทางด้านดิจิทัลให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ พร้อมตั้งเป้าให้จังหวัดภูเก็ตเป็น Smart City ทั้งด้านการค้า การลงทุน โดยให้อุตสาหกรรมดิจิทัลขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอื่น ๆ ให้เติมโตไปพร้อม ๆ กัน ทั้งนี้เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งมีความอ่อนไหว และถ้าโครงการนี้ดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบ เชื่อมั่นว่าจะทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตขยายตัวไม่ต่ำกว่า 4.5% ต่อปี ในอีก 5 ปีข้างหน้า

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/05/depa-big-data-phuket-smart-city/

DEPA เตรียมนำโซลูชันวิเคราะห์ Big Data สานต่อโครงการ Phuket Smart City

DEPA ขานรับนโยบายภาครัฐ เร่งนำเทคโนโลยี Big Data รุกพัฒนาโครงการ Phuket Smart City อย่างบูรณาการ ตั้งเป้าให้ จังหวัดภูเก็ตเป็น Smart City ทั้งด้านการค้า การลงทุน

No Description

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEPA ขานรับนโยบายภาครัฐ เร่งเครื่องตามยุทธศาสตร์โครงการส่งเสริมพื้นที่พิเศษสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล (Smart City) ของภาครัฐ ด้วยแนวคิดแบบคลัสเตอร์ (Cluster) ซึ่งเน้นเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พันธมิตรต่างประเทศ และเชื่อมโยงกระบวนทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา รวมไปถึงสถาบันวิจัยในพื้นที่ ในการนำเทคโนโลยีสำหรับการวิเคราะห์บิ๊กดาต้า (Big Data) มาจัดการข้อมูลเมือง ประเดิมเริ่มต้นจากเมืองต้นแบบอย่างจังหวัดภูเก็ต หวังให้กลายเป็นเมืองอัจริยะ (Smart City) ต้นแบบ ทั้งด้านการค้าและการลงทุน

ล่าสุด พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) และดร. ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEPA ได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการ Phuket Smart City ตามที่รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบคลัสเตอร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล (Digital Economy) ทั้งนี้เพื่อให้โครงการ Phuket Smart City ขับเคลื่อนไปตามยุทธศาสตร์ พร้อมทั้งขับเคลื่อนประเทศไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ASEAN Economic Community (AEC)

ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) ได้กล่าวหลังจากลงพื้นที่เพื่อติดตามความก้าวหน้าที่จังหวัดภูเก็ตว่า การที่รัฐบาลมีนโยบายมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจทัล หรือ Thailand 4.0 โดยพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศให้มีความพร้อมมากกว่าเดิมทั้งเรื่องการปรับเปลี่ยน แก้ไข ระเบียบข้อบังคับอันเป็นการกำจัดโอกาสในการลงทุน และควรได้รับสิทธิประโยชน์อันเป็นสิ่งสำคัญในการกระตุ้นการดำเนินงาน และการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ รัฐบาลจึงได้กำหนดแนวทางให้กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในรูปแบบคลัสเตอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิจัยในพื้นที่ โดยจัดให้มีหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ และช่วยกันผลักดันกลุ่มอุตสาหกรรมทางด้านดิจิทัลให้เกิดการพัฒนาอย่างบูรณาการ เพื่อผลักดันให้จังหวัดภูเก็ตเป็น Smart City ทั้งด้านการค้า การลงทุน โดยให้อุตสาหกรรมดิจิทัลขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอื่น ๆ ให้เติมโตไปพร้อม ๆ กัน โดยจากการสำรวจผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดภูเก็ต (GPP) ในปี 2557 ล่าสุด พบว่ามีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีมูลค่าประมาณ 137,901 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อคนต่อปี (GPP Per Capita) อยู่ที่ 258,817 บาทต่อคนต่อปี เป็นอันดับที่ 1 ของภาค และอันดับที่ 10 ของประเทศ มีรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2559 ประมาณ 341 แสนล้านบาท และถ้าโครงการนี้ดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบเชื่อมั่นว่าจะทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตขยายตัวไม่ต่ำกว่า 4.5% ต่อปี ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ปัจจุบัน โครงการ Phuket Smart City ได้มีพัฒนาการหลายด้านและหลายมิติ เพื่อพัฒนาจังหวัดภูเก็ตให้กลายเป็น Smart City ล่าสุดยังมีการจัดตั้ง “ศูนย์ความเป็นเลิศดิจิทัลภูเก็ต” (Centre of Digital Excellence Phuket : CODE Phuket) ขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งความเป็นเลิศ (Center of Excellence : CoE) ที่รองรับมาตรการพิเศษสำหรับ Digital Worker หรือบริษัทด้านดิจิทัลคอนเทนต์ ที่จะมาทำงานหรือลงทุนในประเทศไทยในลักษณะทำงานร่วมกันกับพันธมิตรในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด อาทิ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ร่วมทำงานกับ DEPA อย่างใกล้ชิด โดยมุ่งให้คำปรึกษา ถ่ายทอดความรู้ขั้นสูงในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การปรับปรุงกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ วิธีการมาตรฐานในการเพิ่มคุณภาพของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและซอฟต์แวร์ โดยอาศัยหลักการทางวิศวกรรมซอฟต์แวร์ (Software Engineering) ที่เน้นความร่วมมือในการวิจัย และพัฒนาเพื่อให้เกิดนวัตกรรม การทำต้นแบบ (Prototyping) และการทดสอบความเป็นไปได้ (Proof of Concept) ที่จะเอื้อให้กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลในไทยนำไปพัฒนาต่อเพื่อออกสู่เชิงพาณิชย์

3 แนวทางพัฒนาเมืองภูเก็ต

สำหรับโครงการ Phuket Smart City นั้นมีแนวทางการดำเนินงานโครงการชัดเจน โดยแบ่งการทำงานเป็น 3 Phase ด้วยกัน ซึ่งประกอบไปด้วย

Phase 1 : ซึ่งจะมีการนำเทคโนโลยีสำหรับการวิเคราะห์ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อการพัฒนาเมืองให้กลายเป็น Smart City ในมิติต่าง ๆ อาทิ มิติด้านการค้าและเศรษฐกิจ (Smart Economy) ด้านการท่องเที่ยว (Smart Tourism) ด้านสาธารณสุข (Smart Health) ด้านการดำเนินชีวิต ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม (Smart Living) การบริหารเมืองแบบ Smart City โดยมุ่งการผสมผสานการได้มาของข้อมูลทั้งในลักษณะข้อมูลเชิงสำรวจแบบสถิติ และข้อมูลที่จัดเก็บได้แบบปัจจุบันโดยใช้เทคโนโลยี Internet of Things เช่น Sensor, CCTV รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลจากสังคมออนไลน์ ทำให้เมืองสามารถมีข้อมูลในการบริหารอย่างชาญฉลาด

Phase 2 : พัฒนาการให้บริการของภาครัฐ (e Government) เพื่ออำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับการเข้าถึงการบริการของภาครัฐ โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุน การเริ่มทำธุรกิจ และการอนุมัติ อนุญาตต่าง ๆ รวมถึงการเปิดให้เกิดการเชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ (Open Data) เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและนำข้อมูลมาใช้ในเชิงนโยบายเพื่อการบริหารจัดการได้

Phase 3 : จะเป็นเฟสของการส่งเสริมให้ Smart City เกิดความยั่งยืน โดยจะเน้นการใช้ประโยชน์จากการเตรียมการด้านดิจิทัลทั้งหมด โดยอาศัยความร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานท้องถิ่น ซึ่งดีป้าจะเป็นผู้ประสานงานกับ CEO จังหวัดนั้น ๆ ก็คือผู้ว่าฯ ช่วยกันวางแผนให้เกิดการบูรณาการอย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลเป็นผู้ดูแลการเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน, Content และ Big Data ส่วนการบริหารจัดการจะดำเนินการโดยหน่วยงานท้องถิ่น คือจังหวัดหรือเมือง อาทิ eService, eMarketplace ซึ่งส่วนนี้ผู้ที่ได้ประโยชน์จะเป็นคนดูแล

นอกจากนี้ DEPA ยังมีแผนที่จะสร้าง Ecosystem ของ Startup ในภูเก็ต เพื่อให้เกิดการพัฒนา Smart City อย่างยั่งยืนต่อไป และงานทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่น การลงทุน ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย ดึงดูดให้เกิดการลงทุน และการหลั่งไหลของ Digital Worker และ Digital Talent จากต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการส่งออกผ่านระบบ eLogistic, eMarketplace, ePayment ด้วย

from:https://www.blognone.com/node/92498

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เผย โมเดลสร้าง Smart City ผ่านแนวทาง “ประชารัฐ”

Smart City คือเรื่องที่ถูกหยิบมาพูดถึงอยู่บ่อยครั้งในช่วงนี้ เพราะมันคือการดึงเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้กับเมืองเพื่อให้เมืองน่าอยู่มากขึ้น สำหรับไทยแล้วเรื่องนี้เริ่มขยายสู่ต่างจังหวัดแล้ว ซึ่งจะช่วยให้คนในต่างจังหวัดมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นตามไปด้วย

ดร.พิเชฐ  ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) กล่าวว่า แนวคิดในการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาเมืองให้มีความอัจฉริยะนั้น จะเกิดขึ้นได้จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ รัฐบาล รวมถึงประชาชนในพื้นที่ร่วมกันพัฒนาเมือง ด้วยการหันหน้ามาพูดคุย และเสนอแนะ ของกลุ่มคนต่างๆที่อยู่ในเมืองนั้นๆ ซึ่งเมื่อสามารถทำก็จะสามารถทำให้การขับเคลื่อนพัฒนาเมืองต่างๆ สามารถเดินไปข้างหน้า โดยไม่ต้องรอพึ่งพางบประมาณจากส่วนกลาง และทำให้ประเทศสามารถก้าวสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ไทยแลนด์ 4.0 ได้ อย่างมั่นคง

ซึ่งแนวทางที่เหมาะสม Smart City ในวันนี้คือการกระจายอำนาจและสร้างความสามารถในการบริหารจัดการเมืองของแต่ละท้องถิ่น การสร้างอำนาจให้กับประชาชน และชุมชนในการร่วมกำหนดทิศทาง รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นและการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ในการบริหารจัดการเมือง เช่น การมีระบบแจ้งเหตุร้ายหรือความเสียหายของเมืองจากประชาชนผ่านระบบแอปพลิเคชัน โดยหากมีการใช้อย่างต่อเนื่องและมีการแสดงความคิดเห็นเข้ามา ก็จะทำให้เกิดการพัฒนาและความชัดเจนด้านต่าง ๆ

แต่เรื่องเหล่านี้ยังต้องเผชิญความท้าทายอีกมาก โดยเฉพาะความท้าทายในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเมือง การบริหาร การจัดทำงบประมาณ รวมถึงการบริหารราชการแผ่นดินในภาพรวม และที่สำคัญ คือ หัวใจหลักของการเรียนรู้และพัฒนาทั้งคน สังคม เมือง ต้องร่วมมือกัน ร่วมไปถึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และมีประสิทธิภาพเพียงพอ ซึ่งที่ผ่านมาเพื่อให้สามารถประเทศเดินหน้าก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ทางกระทรวงดีอีได้ สนับสนุนให้เกิดโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อาทิ การจัดทำโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง (Hi Speed Internet) ร่วมถึงขยายจุดให้บริการฟรีไวไฟ (Free Wi-Fi)

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลคือหน่วยงานหลักในการสร้าง “บริษัทพัฒนาเมือง”

เพื่อให้ Smart City เกิดขึ้นทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จึงได้หมายหมายให้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นหน่วยงานที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินตามหลักแนวคิด ประชารัฐ ที่ให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วม โดยได้เริ่มตั้งแต่โครงการ Phuket Smart City และทำให้ทราบปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้น สำหรับการพัฒนา Smart City แบบยั่งยืน อาทิ ปัญหาด้านงบประมาณในการขับเคลื่อนที่ไม่ต่อเนื่อง การขาดผู้ดำเนินงานในระยะยาว โดยพบว่าหากต้องการให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมขับเคลื่อนด้วย ซึ่งหลาย ๆ บริการสามารถสร้างรายได้จากการให้บริการ หากมีรูปแบบธุรกิจที่ดี จึงเชื่อว่าภาคเอกชนจำนวนมากต้องการเข้ามาดำเนินการตรงนี้ ดังนั้นภาครัฐเองจึงไม่จำเป็นต้องลงทุนเอง แต่ให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ร่วมดำเนินงาน

และสร้างกลไกสำคัญในการเชื่อมประสานการลงทุนและเป็นที่มาของการก่อตั้งบริษัทพัฒนาเมือง หรือการให้เกิดรวมตัวของนักธุรกิจท้องถิ่น เพื่อจัดตั้งเป็นบริษัทในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ของตนเองไปข้างหน้า และไม่พึ่งพารัฐบาลอย่างเดียว ซึ่งโมเดลนี้ได้มาจากนักธุรกิจขอนแก่นที่ได้รวมตัวกันจดทะเบียนในชื่อว่า บริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) ที่มีแนวคิดต้องการพัฒนาขอนแก่นให้หลุดพ้นจากกับดักของประเทศไทย ในเรื่องของรายได้ระดับปานกลาง และการรอคอยการพึ่งพาจากผู้อื่น โดยไม่ได้ลุกขึ้นมาทำอะไรด้วยตนเอง ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ประสบความสำเร็จได้รับความสนใจจากคนภายในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นเป็นอย่างมาก ทำให้ทางรัฐเล็งที่จะนำแนวทางดังกล่าวมาใช้กับจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดภูเก็ต ให้ดำเนินแนวทางพัฒนาตาม

โดยในเบื้องต้นการจัดตั้ง “บริษัทภูเก็ตพัฒนาเมือง (พีเคซีดี)” จะเป็นการรวมตัวของนักธุรกิจท้องถิ่น 25 คน ด้วยงบลงทุนจดทะเบียนเปิดบริษัทในทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท และจะดำเนินการบริหารในรูปแบบ บริษัท โฮลดิ้งคอมพานี ซึ่งประกอบด้วยหน่วยธุรกิจ (Business Unit) 12 หน่วยธุรกิจ และมีหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา โครงการ Phuket Smart City ด้วย ซึ่งขณะนี้ทางบริษัทได้ศึกษาหลายมิติ เช่น มิติเรื่องความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว ที่จะเน้นการใช้พลังงานทดแทนเป็นหลัก

สำหรับการพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับการลงทุนด้านดิจิทัล ได้ให้ทาง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เข้าไปในบทบาทของที่ปรึกษา ร่วมไปเรื่องของการถ่ายทอดการใช้เทคโนโลยี การส่งเสริมการลงทุนร่วมกับ BOI และการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อผลักดันให้โครงการเกิดขึ้นได้เร็ว เนื่องจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ได้ทดลองนำร่องโครงการ Phuket Smart City และเมื่อมีการผนวกการทำงานร่วมกัน จะทำให้กลไกในการทำงานง่ายขึ้นเพราะเป็นการขยายผลต่อ โดยล่าสุดเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล บริษัทภูเก็ตพัฒนาเมือง และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เองก็ได้ลงนามความร่วมมือ ในการขับเคลื่อน Smart City โดยมี บริษัทภูเก็ตพัฒนาเมือง เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน ซึ่งคาดว่าการดำเนินการจะได้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ปี 2560 โดยจะเริ่มจากการเปิดตัวแอปพลิเคชันที่จะทำให้นักท่องเที่ยววางแผนการเดินทางได้สะดวกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเรื่องรถขนส่งสาธารณะ เพื่อทำให้นักท่องเที่ยวคำนวณเวลาการเดินทาง และรู้ว่าควรเดินทาง อย่างไร ร่วมถึงจะพัฒนาแอปพลิเคชันเกี่ยวกับการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้านการลงทุน

นอกจากนี้ ในช่วงระยะ 3 ปีต่อจากนี้ จะดำเนินการศึกษาพัฒนาโครงการพลังงานทดแทน อาทิ การพัฒนาความปลอดภัยเมือง การดูแลสิ่งแวดล้อม ระบบขนส่งมวลชน พลังงานลม และคลื่นในทะเล โดยโครงการนี้จะเป็นแผนต่อเนื่องระยะยาวไม่ใช่การลงทุนเพียง 1 ปีแล้วเลิก สำหรับงบประมาณที่จะนำลงทุน เราคาดหวังว่าภาคเอกชนจะเป็นคำตอบที่จะทำให้กลไกทั้งหมดเดินหน้าไปได้ ซึ่งที่ผ่านมามีนักลงทุนจำนวนมากต้องการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพะจังหวัดภูเก็ต เชียงใหม่ ขอนแก่น ซึ่งมีความพร้อมหลายด้าน แต่ติดปัญหาด้วยวิธีปฏิบัติ การหาเจ้าภาพจากหน่วยงานภาครัฐที่ชัดเจน ดังนั้น การมีบริษัทพัฒนาเมืองจะเป็นตัวกลางในการจัดการเรื่องการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศจะทำให้ง่ายขึ้น ด้วยแนวทางการจับคู่ธุรกิจทั้งจากผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี นักลงทุน สถานทูต และเมื่อโมเดลการพัฒนาเมืองพัฒนามีแนวโน้มที่ดีขึ้นแล้วในเฟตสองจะมีการเปิดให้นักธุรกิจเข้ามาเพิ่มทุน และขยับไปถึงการเข้ามาของประชาชนในพื้นที่ ตลอดไปถึงความสำเร็จสูงสุด คือ การระดมทุนจากทั่วประเทศผ่านการนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะทำให้การพัฒนาที่เกิดขึ้นยั่งยืนต่อไป

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายส่งเสริมการตลาด 2 สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือที่เบอร์โทรศัพท์ 0-2141-7162 อีเมล์ mpd2@sipa.or.th และสามารถเข้าเยี่ยมชมโครงการประจำปี ร่วมถึงโครงการ Flagship อื่นๆของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลกว่า 20 โครงการ ได้ที่เว็ปไซต์ www.sipa.or.th/th/projects

 
Source: thumbsup

from:http://thumbsup.in.th/2017/04/sipa-smart-city-model/

Hajime บอตเน็ตตัวใหม่ทำงานคล้าย Mirai มุ่งโจมตีอุปกรณ์ IoT กว่า 300,000 ตัว

Hajime เป็นภัยร้ายที่มีความคล้ายกับ Mirai ซึ่งเคยไล่ถล่มอุปกรณ์ดีไวซ์ต่างๆ และทำให้ระบบล่มมาแล้ว เล่นเอาปวดหัวกันทั่ววงการ แต่ในครั้งนี้ Hajime มันแทบจะทำงานคล้ายกันมาก คาดว่าจะรุนแรงกว่าด้วย

Hajime ได้อาศัยช่องโหว่พวกยูสเซอร์เนมและพาสส์เวิร์ดที่ถูกเซตค่ามาจากโรงงาน ผสานกับวิธีการที่เรียกว่า Brute-Force ทะลวงไปยังอุปกรณ์ที่ไม่ได้มีการป้องกันอย่างดี

แต่ความแตกต่างที่ไม่เหมือนกับ Mirai นั้น ก็คือว่า Hajime จะสร้างเครือข่ายแบบ peer-to-peer ลงที่เซิร์ฟเวอร์ command and control (C&C) และทำการส่งชุดคำสั่งเข้าไปยังเพียร์ของเน็ตเวิร์ก และจะมีการส่งข้อมูลแมสเซสกระจายไปยังเพียร์ทั้งหมด ปัจจุบันโจมตีไปยังกลุ่มอุปกรณ์ IoT มากกว่า 300,000 ชิ้นแล้ว โดยหลักๆ ก็จะเป็น Digital Video Recorders, ตามมาด้วย Webcams และเราเตอร์ !

อ่านทั้งหมดที่นี่ https://www.theregister.co.uk/2017/04/27/hajime_iot_botnet/?mt=1493311729292

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=6464

ใช้ IoT ในโรงพยาบาลอย่างไรให้ปลอดภัย และประหยัดพลังงาน

แน่นอนว่าปัจจุบันอะไรต่อมิอะไรก็ก้าวสู่การมีคำว่าสมาร์ท หรืออัจฉริยะต่อท้ายกันหมดแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ในวงการโรงพยาบาล ซึ่งสิ่งที่ทำให้โรงพยาบาลดูอัจฉริยะขึ้นมาคงหนีไม่พ้นอุปกรณ์ IoT จำนวนมหาศาลที่คอยควบคุมดูแลความเป็นไปภายใน

โดยเฉพาะกล้องวงจรปิดที่ไว้ตรวจจับเหตุการณ์ความปลอดภัยที่เป็นข่าวกันทุกวัน ทั้งแก๊งลักเด็ก และการทำร้ายหมอและเจ้าหน้าที่เป็นต้น แต่การระดมติดกล้องเยอะๆ ก็หนีไม่พ้นค่าใช้จ่ายทั้งการลงทุนและการบำรุงรักษาที่มากตามไปด้วย

ทาง A&S International โดยผู้เชี่ยวชาญ William Pao ได้เสนอให้โรงพยาบาลใช้ระบบกล้องวงจรปิด และระบบควบคุมการเข้าถึงตำแหน่งต่างๆ ให้มีการทำงานผสานร่วมกัน เช่น ให้สามารถตรวจจับการพยายามเข้าถึงตำแหน่งที่ไม่ได้รับอนุญาต แล้วล็อกการเข้าถึงทันทีก่อนจะเกิดความเสียหาย

อ่านข่าว : Dell จับมือ Intel ต่อยอดโครงการ IoT กับระบบ Smart Healthcare

นอกจากนี้อุปกรณ์ IoT อื่นอย่าง RFID ก็ยังช่วยตรวจจับการเข้าถึงที่ไม่ถูกต้องได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เป็นกุญแจเปิดเข้าสู่พื้นที่ที่มีสิทธิ์เข้าถึง หรือตรวจจับถ้ามีการนำทารกที่ติดแท๊กออกนอกบริเวณที่ได้รับอนุญาต ให้รีบล็อกประตูก่อนนำออกไปได้ หรือแม้แต่แท๊กข้อมือของผู้ป่วยสำหรับอำนวยความสะดกในการเข้าถึงส่วนต่างๆ ในโรงพยาบาลที่แตกต่างกัน เป็นต้น

นอกจากนี้ การใช้อุปกรณ์ IoT อย่างตัวเซ็นเซอร์ ก็สามารถนำมาใช้ประหยัดพลังงานในโรงพยาบาลได้อย่างน่าแปลกใจด้วย เช่น ตรวจว่าถ้าในห้องผ่าตัดไม่มีการทำงานอยู่ ก็ให้ลดกำลังของระบบระบายอากาศเหลือโหลดต่ำสุด หรือแม้แต่การปรับความสว่างของระบบไฟส่องสว่างให้สอดคล้องกับความสว่างภายนอกอาคาร หรือตรวจจับการเข้ามาของคนในห้องเพื่อเพิ่มความสว่างอัตโนมัติ เป็นต้น

ที่มา : https://www.asmag.com/showpost/22516.aspx

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=6382

Uber อาจโดนปรับมากกว่า 1 พันล้านเหรียญฯ จากการร้องเรียนเรื่องคนขับเมาแล้วขับ

เปิดสัปดาห์ใหม่ที่แจ่มใสด้วยข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์ที่รายงานว่า Uber กำลังถูกทางสหรัฐฯ สืบสวนผู้ขับรถชาวแคลิฟอร์เนียของพวกเขา หลังจากที่ได้รับการร้องเรียนจากผู้โดยสารว่าคนขับดังกล่าว “เมาแล้วขับ”

ซึ่งทางภาครัฐได้เข้ามาจัดการเรื่องนี้ และเตรียมปรับ Uber ขนานใหญ่ที่คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 1.13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามกฎหมายการปกป้องผู้บริโภคของคณะกรรมการบริการสาธารณูปโภคสาธารณะของแคลิฟอร์เนีย

ทางหน่วยงานภาครัฐย้ำว่า ข้อหาที่ Uber ละเมิดนี้ถือเป็นข้อหาที่ “ร้ายแรงที่สุด” ที่ไม่สามารถลดหย่อนหรือผ่อนผันอะไรได้ ซึ่งที่ผ่านมา Uber โดนร้องเรียนเรื่องเมาแล้วขับมาแล้วกว่า 151 กรณี จากการตรวจสอบการร้องเรียนทั้งหมดกว่า 154 กรณี โดยมีเพียงแค่ 21 กรณีเท่านั้นที่บริษัทได้ดำเนินการสืบสวนและตามเรื่องคนขับอย่างถูกต้อง

อ่านข่าว : Uber ไม่รอด !! ครึ่งปีแรก ขาดทุนยับ กว่า 44,450 ล้านบาท

การปรับเงินครั้งนี้เชื่อว่าเป็นการโดนลงโทษครั้งแรกในซานฟรานซิสโกที่มีต่อเครือข่ายให้บริการรถรับส่งยักษ์ใหญ่นี้ ตั้งแต่มีกฎนี้ออกมาตั้งแต่ปี 2556 โดยความเคลื่อนไหวของภาครัฐครั้งนี้มาจากการร้องเรียนอย่างหนักหน่วงของผู้ใช้ช่วงไม่นานมานี้ รวมไปถึงการร้องเรียนเกี่ยวกับผู้บริหารระดับสูงของ Uber อันได้แก่เรื่องวัฒนธรรมองค์กร, กลยุทธ์ทางธุรกิจ, รวมไปถึงการร้องเรียนเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศอีกด้วย

ที่มา : http://www.newsweek.com/uber-faces-1m-fine-over-drink-driving-complaints-584088

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=6377