คลังเก็บป้ายกำกับ: SMART_CITY

eBlocker อุปกรณ์รักษาความเป็นส่วนตัวให้บ้านคุณ

eBlocker อุปกรณ์รักษาความเป็นส่วนตัวให้บ้านคุณ เพียงนำมาเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายในบ้าน ก็จะช่วยป้องกันการตรวจจับความเคลื่อนไหวต่างๆ, ปิดกั้นโฆษณา, รวมทั้งซ่อนเลขไอพีของอุปกรณ์ทั้งหมดบนเครือข่ายให้ นอกจากนี้ยังใช้คัดกรองเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมไม่ให้ลูกหลานของคุณเข้าถึงได้ทั้งผ่านอุปกรณ์ต่างๆ หรือเว็บบราวเซอร์ด้วย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ – https://www.eblocker.com/en/

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=4988

Tencent พร้อม NavInfo และ GIC ได้ร่วมกันซื้อหุ้นของ Here ! ธุรกิจด้านแผนที่

ยักษ์ใหญ่ด้านไอทีของจีนอย่าง Tencent ร่วมกับบริษัทด้านแผนที่ของจีน NavInfo และบริษัทจัดการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ GIC ประกาศเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ได้จับมือร่วมกันซื้อหุ้นรายละ 10 เปอร์เซ็นต์ ของบริษัทธุรกิจแผนที่อย่าง Here โดยที่เจ้าของดั้งเดิมอย่าง Audi, BMW, และ Daimler ยอมลดสัดส่วนการลงทุนให้เท่ากับผู้ถือหุ้นรายอื่น

ทำให้บริษัทประกาศการร่วมทุนแบบครึ่งต่อครึ่งระหว่าง Here และ NavInfo เพื่อให้บริการแผนที่ในตลาดจีน และเปิดให้ Here สามารถใช้ข้อมูลของ NavInfo ได้

บริษัทร่วมทุนใหม่นี้พุ่งเป้าในการให้บริการสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ และแพลตฟอร์ม IoT ของ Here ในจีน รวมทั้งทาง Tencent เตรียมนำบริการระบุตำแหน่งที่ตั้งของ Here มาใช้บนแพลตฟอร์มของตนเองด้วย

ทางผู้บริหารกล่าวว่า การร่วมทุนครั้งนี้จะเป็นการแบ่งปันความสามารถระหว่างบริษัทผู้ถือหุ้น เพื่อนำระบบการระบุตำแหน่งอัจฉริยะมาขับเคลื่อนธุรกิจหลากหลายในทุกภาพส่วนของโลก ทั้งนี้ Here เคยเป็นของ Nokia มาก่อน และทาง Tencent และ NavInfo มีแผนจะเข้าซื้อตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ในที่สุด Here โดนซื้อตัดหน้าโดยผู้ผลิตรถยนต์ฝั่งยุโรปอย่าง Audi, BMW, และ Daimler ด้วยมูลค่ากว่า 2.8 พันล้านยูโร

Here มีรายได้ส่วนใหญ่มากจากการจำหน่ายไลเซนส์แผนที่ และผลิตภัณฑ์ข้อมูลทราฟิกแบบเรียลไทม์ให้แก่ผู้ผลิตยานยนต์อย่าง Toyota, Ford, Mazda, และ Honda รวมทั้งได้จำหน่ายไลเซนส์ให้องค์กรชั้นนำอย่าง Yahoo, Microsoft, Samsung, และ SAP อีกด้วย ทางฝั่ง Tencent ก่อนหน้านี้ก็ได้ซื้อหุ้น 11 เปอร์เซ็นต์ของ NavInfo ด้วยมูลค่ากว่า 1.17 พันล้านหยวนมาด้วยแล้วเช่นกัน

ที่มา : http://www.zdnet.com/article/tencent-and-navinfo-buy-into-here-maps-and-form-chinese-joint-venture/

from:http://www.enterpriseitpro.net/?p=4868

Tencent พร้อม NavInfo และ GIC ได้ร่วมกันซื้อหุ้นของ Here ! ธุรกิจด้านแผนที่

ยักษ์ใหญ่ด้านไอทีของจีนอย่าง Tencent ร่วมกับบริษัทด้านแผนที่ของจีน NavInfo และบริษัทจัดการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ GIC ประกาศเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ได้จับมือร่วมกันซื้อหุ้นรายละ 10 เปอร์เซ็นต์ ของบริษัทธุรกิจแผนที่อย่าง Here โดยที่เจ้าของดั้งเดิมอย่าง Audi, BMW, และ Daimler ยอมลดสัดส่วนการลงทุนให้เท่ากับผู้ถือหุ้นรายอื่น

ทำให้บริษัทประกาศการร่วมทุนแบบครึ่งต่อครึ่งระหว่าง Here และ NavInfo เพื่อให้บริการแผนที่ในตลาดจีน และเปิดให้ Here สามารถใช้ข้อมูลของ NavInfo ได้

บริษัทร่วมทุนใหม่นี้พุ่งเป้าในการให้บริการสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ และแพลตฟอร์ม IoT ของ Here ในจีน รวมทั้งทาง Tencent เตรียมนำบริการระบุตำแหน่งที่ตั้งของ Here มาใช้บนแพลตฟอร์มของตนเองด้วย

ทางผู้บริหารกล่าวว่า การร่วมทุนครั้งนี้จะเป็นการแบ่งปันความสามารถระหว่างบริษัทผู้ถือหุ้น เพื่อนำระบบการระบุตำแหน่งอัจฉริยะมาขับเคลื่อนธุรกิจหลากหลายในทุกภาพส่วนของโลก ทั้งนี้ Here เคยเป็นของ Nokia มาก่อน และทาง Tencent และ NavInfo มีแผนจะเข้าซื้อตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ในที่สุด Here โดนซื้อตัดหน้าโดยผู้ผลิตรถยนต์ฝั่งยุโรปอย่าง Audi, BMW, และ Daimler ด้วยมูลค่ากว่า 2.8 พันล้านยูโร

Here มีรายได้ส่วนใหญ่มากจากการจำหน่ายไลเซนส์แผนที่ และผลิตภัณฑ์ข้อมูลทราฟิกแบบเรียลไทม์ให้แก่ผู้ผลิตยานยนต์อย่าง Toyota, Ford, Mazda, และ Honda รวมทั้งได้จำหน่ายไลเซนส์ให้องค์กรชั้นนำอย่าง Yahoo, Microsoft, Samsung, และ SAP อีกด้วย ทางฝั่ง Tencent ก่อนหน้านี้ก็ได้ซื้อหุ้น 11 เปอร์เซ็นต์ของ NavInfo ด้วยมูลค่ากว่า 1.17 พันล้านหยวนมาด้วยแล้วเช่นกัน

ที่มา : http://www.zdnet.com/article/tencent-and-navinfo-buy-into-here-maps-and-form-chinese-joint-venture/

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=4868

Tencent พร้อม NavInfo และ GIC ได้ร่วมกันซื้อหุ้นของ Here ! ธุรกิจด้านแผนที่

ยักษ์ใหญ่ด้านไอทีของจีนอย่าง Tencent ร่วมกับบริษัทด้านแผนที่ของจีน NavInfo และบริษัทจัดการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ GIC ประกาศเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ได้จับมือร่วมกันซื้อหุ้นรายละ 10 เปอร์เซ็นต์ ของบริษัทธุรกิจแผนที่อย่าง Here โดยที่เจ้าของดั้งเดิมอย่าง Audi, BMW, และ Daimler ยอมลดสัดส่วนการลงทุนให้เท่ากับผู้ถือหุ้นรายอื่น

ทำให้บริษัทประกาศการร่วมทุนแบบครึ่งต่อครึ่งระหว่าง Here และ NavInfo เพื่อให้บริการแผนที่ในตลาดจีน และเปิดให้ Here สามารถใช้ข้อมูลของ NavInfo ได้

บริษัทร่วมทุนใหม่นี้พุ่งเป้าในการให้บริการสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ และแพลตฟอร์ม IoT ของ Here ในจีน รวมทั้งทาง Tencent เตรียมนำบริการระบุตำแหน่งที่ตั้งของ Here มาใช้บนแพลตฟอร์มของตนเองด้วย

ทางผู้บริหารกล่าวว่า การร่วมทุนครั้งนี้จะเป็นการแบ่งปันความสามารถระหว่างบริษัทผู้ถือหุ้น เพื่อนำระบบการระบุตำแหน่งอัจฉริยะมาขับเคลื่อนธุรกิจหลากหลายในทุกภาพส่วนของโลก ทั้งนี้ Here เคยเป็นของ Nokia มาก่อน และทาง Tencent และ NavInfo มีแผนจะเข้าซื้อตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ในที่สุด Here โดนซื้อตัดหน้าโดยผู้ผลิตรถยนต์ฝั่งยุโรปอย่าง Audi, BMW, และ Daimler ด้วยมูลค่ากว่า 2.8 พันล้านยูโร

Here มีรายได้ส่วนใหญ่มากจากการจำหน่ายไลเซนส์แผนที่ และผลิตภัณฑ์ข้อมูลทราฟิกแบบเรียลไทม์ให้แก่ผู้ผลิตยานยนต์อย่าง Toyota, Ford, Mazda, และ Honda รวมทั้งได้จำหน่ายไลเซนส์ให้องค์กรชั้นนำอย่าง Yahoo, Microsoft, Samsung, และ SAP อีกด้วย ทางฝั่ง Tencent ก่อนหน้านี้ก็ได้ซื้อหุ้น 11 เปอร์เซ็นต์ของ NavInfo ด้วยมูลค่ากว่า 1.17 พันล้านหยวนมาด้วยแล้วเช่นกัน

ที่มา : http://www.zdnet.com/article/tencent-and-navinfo-buy-into-here-maps-and-form-chinese-joint-venture/

from:https://www.enterpriseitpro.net/tencent-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1-navinfo-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-gic-%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%8b/

7-Eleven จับมือกับ Flirtey ทดลองส่งสินค้าผ่านโดรนมาครบหนึ่งเดือน

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา 7-Eleven ประกาศว่าตนเองได้เปิดให้บริการส่งสินค้าด้วยโดรนอัตโนมัติมาครบหนึ่งเดือนแล้ว โดยได้จัดส่งให้แก่ลูกค้าที่ได้รับคัดเลือกหลายสิบเจ้า ขณะที่ทางหน่วยงานของสหรัฐฯ กำลังออกกฎระเบียบควบคุมการใช้โดรนในเชิงพาณิชย์

ร้านสะดวกซื้อชื่อดังนี้ได้ร่วมมือกับบริการส่งสินค้าผ่านโดรนอย่าง Flirtey จนเมื่อไม่นานมานี้ก็สามารถให้บริการส่งสินค้าด้วยโดรนที่บังคับแบบอัตโนมัติอย่างสมบูรณ์ได้ จากร้านค้าสู่บ้านของลูกค้า โดยได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ

เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทั้งสองบริษัทได้ร่วมมือกันให้บริการจัดส่งสินค้ากว่า 77 รายการ ไม่ว่าจะเป็นยาสามัญประจำบ้าน ไปจนถึงอาหารทั้งแบบร้อนและเย็น โดยลูกค้ากดสั่งสินค้าผ่านแอพที่สามารถตรวจสอบความคืบหน้าของการจัดส่งได้ ตั้งแต่วินาทีที่โดรนขนสินค้าขึ้น ไปจนถึงตอนที่โดรนมาอยู่หน้าบ้านแล้ว โดยโดรนจะใช้วิธีปล่อยสินค้าลงมาบนสนามหญ้าของบ้านลูกค้าอย่างนุ่มนวล จากสถิติแล้ว การจัดส่งสินค้าไปยังบ้านลูกค้าที่มักอยู่ห่างจากเซเว่นภายในรัศมี 1 ไมล์นั้น ใช้เวลาประมาณไม่ถึง 10 นาที

ทางด้าน Federal Aviation Administration (FAA) ก็ได้ออกกฎเกี่ยวกับโดรนขึ้นเป็นฉบับแรก ซึ่งกำหนดให้ยานพาหนะทางอากาศที่ไม่มีมนุษย์ควบคุม (Unmanned Aerial Vehicles) หรือ UAV จะต้องบินอยู่ภายใต้การมองเห็นของผู้ควบคุมตลอดเวลา และไม่สามารถบินข้ามหัวคนอื่นโดยตรงได้

ที่มา : http://www.zdnet.com/article/7-eleven-and-flirtey-complete-a-month-of-regular-drone-deliveries/

from:http://www.enterpriseitpro.net/?p=4761

local.jpg

Cisco ผนึก สยามดิสคัฟเวอรี่ สร้างสรรค์ Hybrid Retail Store วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า

ซิสโก้และสยามพิวรรธน์เผยถึงความสำเร็จในการติดตั้งโซลูชั่น Connected Mobile Experiences (CMX) พร้อมด้วย Hyperlocation จากซิสโก้ โดยวันนี้สยามดิสคัฟเวอรี่ นอกจากจะเป็นไฮบริดรีเทลสโตร์ที่รวมสินค้าสเปเชียลตี้แห่งแรกในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นที่แห่งแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกด้วย

สยามดิสคัฟเวอรี่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี CMX ที่ก้าวล้ำจากซิสโก้ เพื่อวิเคราะห์ “พฤติกรรมของลูกค้าแบบเรียลไทม์” และติดต่อสื่อสารกับลูกค้าแบบเอ็กซ์คลูซีฟในระดับที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น นอกจากนี้ โซลูชั่นโมบิลิตี้ดังกล่าวยังช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าในการเชื่อมต่อ Wi-Fi และช่วยให้สยามดิสคัฟเวอรี่สามารถค้นหาตำแหน่งของลูกค้าและอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ระบบดังกล่าวรองรับลูกค้ากว่า 80,000 คนต่อวัน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 40,000 ตารางเมตร ช่วยให้สยามดิสคัฟเวอรี่ได้รับรู้ถึงข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ที่แม่นยำเกี่ยวกับทราฟฟิกการเดินชมสินค้าของลูกค้าภายในร้านค้าต่างๆ รวมถึงกิจกรรมของลูกค้าที่ทำให้สยามดิสคัฟเวอรี่สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างตรงใจและเป็นส่วนตัวมากขึ้น โซลูชั่นที่อ้างอิงตำแหน่งที่ตั้ง (Location-based solution) ใช้โครงสร้างพื้นฐานแบบไร้สายของซิสโก้เพื่อเก็บรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า และจัดส่งเนื้อหาคอนเทนต์เฉพาะบุคคลไปยังอุปกรณ์พกพาของลูกค้าแต่ละราย

cisco_siam2
สยามดิสคัฟเวอรี่ได้พัฒนาโมบายล์แอพสำหรับลูกค้า โดยใช้โซลูชั่น Hyperlocation ของซิสโก้ (แอ็คเซสพอยต์ไร้สาย Cisco Aironet™ 3700 Series) ซึ่งเป็นระบบที่ระบุตำแหน่งที่ตั้งโดยใช้เครือข่าย Wi-Fi ระบบแรกของอุตสาหกรรม สามารถระบุตำแหน่งของผู้ใช้ภายในระยะ 1-3 เมตร โมบายล์แอพดังกล่าวช่วยให้สยามดิสคัฟเวอรี่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและสร้างความภักดีของลูกค้าด้วยการจัดส่งข้อความแบบเรียลไทม์เฉพาะบุคคล หรือข้อเสนอพิเศษให้แก่ลูกค้าในจุดที่ลูกค้าสามารถตัดสินใจเลือกซื้อได้ทันที

สยามดิสคัฟเวอรี่ได้ติดตั้งแอ็คเซสพอยต์ไร้สาย Cisco® Aironet® 3700 Series ทั้งหมด 330 เครื่อง รองรับอุปกรณ์พกพาได้มากถึง 20,000 เครื่อง พร้อมความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสูงสุด 1.3 กิกะบิตต่อวินาทีสำหรับลูกค้าสยามดิสคัฟเวอรี่

นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีนของซิสโก้ และ นางสาวชนิสา แก้วเรือน รองกรรมการผู้จัดการ สายกิจกรรมการตลาดและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด
นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีนของซิสโก้ และ นางสาวชนิสา แก้วเรือน รองกรรมการผู้จัดการ สายกิจกรรมการตลาดและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด

นอกจากนั้น ซิสโก้ได้ติดตั้งอุปกรณ์ไฟร์วอลล์ ASA เพื่อตรวจจับ ปิดกั้น และป้องกันภัยคุกคามด้านความปลอดภัย โดยทำงานร่วมกับระบบรักษาความปลอดภัยที่มีในโซลูชั่น CMX และ Hyperlocation ซิสโก้เสนอระบบรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การเก็บรวบรวม การวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการนำเสนอเนื้อหาคอนเทนต์เฉพาะบุคคล ระบบดังกล่าวช่วยให้สยามดิสคัฟเวอรี่ป้องกันปัญหาข้อมูลรั่วไหลและการโจรกรรมข้อมูล ทั้งยังคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและปกป้องข้อมูลของลูกค้าอีกด้วย

from:http://www.enterpriseitpro.net/?p=4720

Visa เตรียมเข้าซื้อกิจการ CardinalCommerce เสริมระบบความปลอดภัยในการจ่ายเงินด้านออนไลน์

Visa กล่าวว่าพวกเขาเตรียมเข้าซื้อกิจการของทาง CardinalCommerce ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านของเทคโนโลยีระบบการออเทนติเคชันด้านการชำระเงินแบบอีคอมเมิร์ซ ซึ่งรายละเอียดมูลค่าดิลครั้งนี้ยังไม่ได้เปิดเผย

CardinalCommerce เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านของเทคโนโลยีการจ่ายเงิน และรองรับทุกบราวเซอร์, ทุกแอพฯ และทุกดีไวซ์ โดยวีซ่าตั้งใจจะใช้เทคโนโลยีดังกล่าวนี้กับร้านค้าต่างๆ ที่ทำธุรกิจด้านระบบพาณิชย์แบบดิจิตอล

จากรายงานของวีซ่า ได้กล่าวว่าการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มความปลอดภัยในส่วนของการทรานแซคชั่น จัดการปัญหาในเรื่องของหลอกลวงลงไป พร้อมทั้งเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้ผู้ค้าด้านดิจิตอลมีเครื่องมืออัจฉริยะในการจัดการด้านระบบอีคอมเมิร์ซได้

สำหรับทั้งสองบริษัทนี้ เคยเป็นพาร์ทเนอร์กันมาก่อนด้วย ซึ่งในแผนการณ์ของวีซ่าคาดว่าจะทำการอินทริเกรตเทคโนโลยี โทเคนไนเซชั่น (Tokenization) เข้าสู่ตัว Visa Checkout ภายในระยะเวลาประมาณ 18 เดือนหน้านับจากนี้

ที่มา : http://www.zdnet.com/article/visa-buys-cardinalcommerce-for-e-commerce-authentication-tools/

from:http://www.enterpriseitpro.net/?p=4500