คลังเก็บป้ายกำกับ: SMART_CITY

การใช้ Open Source ในธุรกิจขนาดใหญ่ในเอเชียแปซิฟิกเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และการเตรียมบุคลากรให้พร้อมนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ Open Source ได้เข้ามามีบทบาทในธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรมและหลากหลายขนาด และในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมถึงประเทศไทยเองนั้นการใช้ Open Source เองก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในบทความนี้จึงข้อสรุปแนวคิดและแนวโน้มต่างๆ เกี่ยวกับการนำ Open Source มาใช้ในภาคธุรกิจสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยเฉพาะ ดังนี้


Credit: Red Hat

 

Open Source นั้นไม่ได้เป็นแค่ Software แต่เป็นทั้งวิธีการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความร่วมมือ

คุณ Damien Wong ผู้ดำรงตำแหน่ง Vice President and General Manager ประจำภูมิภาค ASEAN แห่ง Red Hat นั้นได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเอาไว้ว่า Open Source นั้นไม่ได้เป็นทั้งบริษัทหรือผลิตภัณฑ์ แต่มันหมายถึงวิธีการที่เราใช้ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และสื่อสารร่วมมือระหว่างกันเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้เหล่าบุคลากรผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถนั้นร่วมกันสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็น Internet of Things (IoT) หรือ Machine Learning ที่เราได้ยินกันจนคุ้นหูในทุกวันนี้ก็ตามที


Damien Wong Credit: Red Hat

 

นอกจากนี้ คุณ Damien Wong ยังให้ความเห็นอีกด้วยว่า แนวโน้มของการใช้ Open Source นี้เป็นสิ่งที่เหล่าองค์กรจะปฏิเสธไม่ได้เลย เพราะแม้แต่ในภาคธุรกิจการเงินของเอเชียแปซิฟิกเองนั้นก็มีอัตราการใช้งาน Open Source สูงขึ้นถึง 7.5% เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับปี 2013 ตัวเลขนี้ถึงแม้จะดูน้อย แต่หากเจาะลึกในรายละเอียดแล้ว ธุรกิจการเงินขนาดใหญ่บางแห่งนั้นกลับมีการเติบโตของการใช้ Open Source ที่สูงถึง 120% เลยทีเดียว เนื่องจากความต้องการในการปรับแต่ง Software ให้ได้อย่างรวดเร็ว และความสามารถในการเสริมความปลอดภัยให้กับระบบต่างๆ ได้ตามต้องการนั่นเอง

 

4 กรณีศึกษาการใช้ Open Source ในการทำ Digital Transformation ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

คุณ Damien Wong แห่ง Red Hat ยังได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการนำ Open Source มาใช้เป็นหัวใจในการทำ Digital Transformation ที่เกิดขึ้นจริงแล้วในแถบเอชีย ดังนี้

BSE หรืออดีต Bombay Stock Exchange Ltd. นั้นได้เปลี่ยนจากการใช้เทคโนโลยีแบบ Proprietary มาเป็น Open Source แทน และสามารถลดเวลาที่ใช้ในการทำธุรกรรมต่างๆ ลงได้ถึง 40% จาก 10 Millisecond เหลือเพียงแค่ 6 Millisecond เท่านั้น และทำให้ BSE ก้าวสู่การเป็นตลาดแลกเปลี่ยนหุ้นที่ทำงานได้รวดเร็วที่สุดในโลก ส่งผลให้สามารถเพิ่มปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันได้ถึง 40 เท่า จาก 10 ล้านคำสั่งต่อวันกลายเป็น 400 ล้านคำสั่งต่อวันเลยทีเดียว

ในโครงการ Singapore Smart Nation Vision เองนั้นก็ได้มีการนำ Open Source ไปใช้ในการสร้าง Smart City ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ และเนื่องจาก Smart City นั้นเป็นแนวคิดใหม่ การเปลี่ยนแปลงและการต่อยอดความคิดใหม่ๆ จึงต้องเกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งนี่เองก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ทางสิงคโปร์เลือกใช้ Open Source เป็นแกนกลางของโครงการนี้ ทำให้สิงคโปร์เกิดความคล่องตัวในการพัฒนาโครงการ Smart City ได้อย่างต่อเนื่อง

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ Red Hat ได้เข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรง คือการร่วมมือกับ Singapore Nanyang Technological University (NTU) ที่ Red Hat ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการผลักดันให้ทางมหาวิทยาลัยสามารถเชื่อมผสานระบบ Private Cloud และ Public Cloud เข้าด้วยกันกลายเป็น Hybrid Cloud ได้ จนสามารถให้บริการทรัพยากรต่างๆ ทางด้าน IT ได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าแต่ก่อนมาก จากเดิมที่เคยต้องใช้เวลาเป็นวันนั้นก็ลดลงเหลือเพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น

สำหรับตัวอย่างสุดท้าย Google และ Facebook เองนั้นต่างก็ได้ผลักดันเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) และเปิด Open Source เทคโนโลยีทางด้าน AI ของตนให้แก่ทั้งโลกได้นำไปศึกษาและพัฒนาต่อยอด เกิดเป็นความร่วมมือขนาดใหญ่ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ บนพื้นฐานของ AI เป็นวงกว้างทั้งในภาคธุรกิจและการศึกษาทั่วโลกเลยทีเดียว

 

การใช้ Open Source ในไทยจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ธุรกิจองค์กรเปิดรับ Open Source มากขึ้นเรื่อยๆ

IDC Thailand เองนั้นก็ได้ทำนายว่าภายในสิ้นปี 2017 นั้น เกินกว่า 50% ของ 100 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในไทย (T100) จะยกให้การทำ Digital Transformation นั้นเป็นกลยุทธ์หลักของธุรกิจ ดังนั้นธุรกิจเหล่านี้บางส่วนหรือทั้งหมดก็ต้องมีการนำ Open Source ไปใช้เพื่อสร้างสรรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเหล่า CEO นั้นจะต้องมองเรื่องของการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีเป็นกลยุทธ์ในเชิงรุก และต้องเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในวัฒนธรรมของ Open Source เพื่อผลักดันให้องค์กรก้าวไปสู่ขีดความสามารถใหม่ๆ ในการพัฒนานวัตกรรมเชิงเทคโนโลยีขึ้นมาให้ได้

 

การเปิดรับ Open Source เพื่อทำ Digital Transformation ให้สำเร็จลุล่วงได้นั้น บุคลากรคือหัวใจสำคัญ

แน่นอนว่าการรับ Open Source ไปปรับใช้งานภายในภาคธุรกิจนั้น ประเด็นสำคัญที่สุดที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริงขึ้นมาได้ก็คือเรื่องของ “คน” ซึ่งคำว่าคนในที่นี้ก็ไม่ได้หมายถึงเฉพาะแต่บุคลากรทางด้าน IT เท่านั้น แต่พนักงานฝ่ายอื่นๆ รวมถึงผู้บริหารเองก็ต้องเข้าใจในธรรมชาติและวัฒนธรรมของความเป็น Open Source ด้วยเช่นกัน

วัฒนธรรมของ Open Source ที่ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อแบ่งปัน, การช่วยเหลือระหว่างกันเพื่อให้สิ่งที่สร้างสรรค์ออกมานั้นมีผลลัพธ์ดีที่สุด ไปจนถึงการผลักดันเพื่อให้่นวัตกรรมที่สร้างสรรค์ขึ้นมานี้ถูกนำไปใช้และต่อยอดอย่างต่อเนื่องนั้นถือเป็นทิศทางเดียวกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จำเป็นต่อการทำ Digital Transformation ทั้งสิ้น ในขณะที่ธรรมชาติของความไม่หยุดนิ่งที่ Open Source จะต้องถูกพัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่องนั้นก็ถือเป็นอีกสิ่งที่องค์กรต้องปรับตัวรับให้ได้

ขณะเดียวกัน การ Contribute ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือ Open Source นั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเหล่าบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่การคิด, การออกแบบ, การนำเสนอความเห็น, การแก้ไขปัญหา และมุมมองต่างๆ จากผู้ที่เกี่ยวข้องต่อการสร้างนวัตกรรมนั้นต่างก็เป็นสิ่งสำคัญทั้งสิ้น และบรรยากาศในการสร้างนวัตกรรมที่ทุกคนมีส่วนร่วมนี้เอง คือบรรยากาศที่จะเกิดได้จากการที่ทุกคนโอบรับ Open Source เอาไว้นั่นเอง

 

สำหรับผู้ที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำ Digital Transformation สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://red.ht/2iCQILR ทันที

from:https://www.techtalkthai.com/apac-buinesses-open-source-adoption-rate-grows-due-digital-transformation/

Advertisements

ประธานบอร์ด Cisco ให้เงินทุนสนับสนุนบริษัทต่อต้านโดรนกว่า 15 ล้านดอลลาร์ฯ

บริษัทผู้ผลิตระบบต่อต้านโดรนชื่อ Dedrone ได้รับทุนสนับสนุนกว่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากโครงการลงทุนแบบ Series B ที่นำโดยประธานบอร์ดบริหารของซิสโก้อย่าง John Chambers และ Felicis Ventures

โดย Dedrone ที่นำทีมโดยซีอีโอและผู้ก่อตั้งร่วม Jörg Lamprecht จะทำงานร่วมกับบริษัทด้านความปลอดภัยทางกายภาพ เพื่อติดตั้งกล้อง, เซ็นเซอร์, และตัวแสกนคลื่นวิทยุในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งจากข้อมูลที่อุปกรณ์ทั้งหลายตรวจจับได้นั้น จะทำให้ซอฟต์แวร์ของ Dedrone สามารถตรวจจับการบุกรุกทางอากาศ และแจ้งเตือนกิจกรรมของโดรนอันตรายได้ล่วงหน้า เช่น กรณีที่มีผู้ใช้โดรนเฝ้าสืบกิจกรรมที่พื้นที่ของคุณ

บริการของ Dedrone ที่ออกจำหน่ายในท้องตลาดกว่าหนึ่งปีแล้วนี้ ถูกใช้ในการปกป้องสถานที่อย่างสนามบิน, ดาต้าเซ็นเตอร์, เรือนจำ, สนามกีฬา, และพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลกจากการลอบสืบข้อมูลทางธุรกิจ, ล้วงและเจาะระบบ, ปล้นทรัพย์สิน, หรือแม้แต่การก่อการร้ายต่างๆ


Dedrone

Dedrone ได้ติดตั้งบริการนี้ให้ลูกค้ามาแล้วกว่า 200 รายในปีที่ผ่านมา ซึ่งลูกค้ามีตั้งแต่ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ, เรือนจำ Suffolk County ในกรุงนิวยอร์ก, ครอบครัวของราชวงศ์ในกาตาร์, หรือแม้แต่งานประชุม World Economic Forum ในกรุงดาวอส

ที่มา : http://www.zdnet.com/article/cisco-chairman-backs-drone-security-startup-in-15m-series-b-round/

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5530

CAT เตรียมเปิดตัวเครือข่าย IoT สำหรับ Smart City ในกรุงเทพและภูเก็ต เมษายน 2017 นี้

CAT Telecom ร่วมกับ SK Telecom จากเกาหลีใต้ เตรียมเปิดตัว Long-range Internet of Things (IoT) Network เพื่อรองรับโครงการ Smart City ที่กำลังจะเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครและภูเก็ตภายในเดือนเมษายน 2017 นี้


Credit: ShutterStock.com

 

CAT Telecom และ SK Telecom ได้ลงนามความร่วมมือกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อพัฒนาระบบเครือข่ายไร้สายสำหรับ IoT ร่วมกันด้วยเทคโนโลยี LoRa โดยภายในภูเก็ตนั้นจะนำเครือข่ายนี้ไปใช้เพื่อพัฒนาระบบ Vehicle Location Tracking หรือระบบติดตามตำแหน่งยานพาหนะก่อน และตามด้วยระบบ Smart Metering หรือมิเตอร์อัจฉริยะ ไปจนถึง Smart Street Lighting หรือไฟถนนอัจฉริยะ

ส่วนในกรุงเทพมหานครนั้นจะเปิดเป็นบริการ IoT-based Location Tracking สำหรับให้นักท่องเที่ยวใช้ รวมถึงจะยังนำไปประยุกต์เพื่อใช้ติดตามเด็กและคนชราไม่ให้พลัดหลงในระหว่างการถวายบังคมพระบรมศพ

ที่มา: http://www.computerweekly.com/news/450412720/Thailand-to-roll-out-IoT-network-in-April-2017 

from:https://www.techtalkthai.com/cat-telecom-will-launch-iot-network-for-smart-cities-in-bangkok-and-phuket-by-2017-04/

โอ้วว…แฮ็กเกอร์ ! สามารถลอบเข้ามาดูกล้องวงจรปิด Samsung SmartCam ได้

Thehackernews ระบุว่า ได้มีการพบช่องโหว่ระดับร้ายแรงที่สามารถรันโค้ดจากระยะไกลได้ หรือ Remote Code Execution (RCE) บนกล้องวงจรปิดในบ้านแบบ IoT ยอดนิยมอย่าง Samsung SmartCam ที่เปิดให้แฮ็กเกอร์เข้าถึงได้ในระดับ Root และควบคุมอุปกรณ์เหล่านี้ได้อย่างสิ้นเชิง

SmartCam นี้เป็นหนึ่งในตระกูล SmartThings ของ Samsung ที่ให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อ, จัดการ, ตรวจสอบ, และควบคุมอุปกรณ์ “อัจฉริยะ” ในบ้านเหล่านี้ได้ผ่านสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของตัวเอง

ซึ่งเมื่อปี 2557 มีกลุ่มแฮ็กเกอร์ชื่อ Exploiteers (หรือเคยรู้จักกันในชื่อ GTVHacker) ได้ออกมาเขียนรายการช่องโหว่ของ SmartCam นี้ที่ทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลสามารถรันคำสั่งเพื่อเปลี่ยนรหัสผ่านแอดมินของกล้องได้ แต่ Samsung ไม่ได้ออกแพ็ตช์มาอุดช่องโหว่ กลับใช้วิธีง่ายๆ คือปิดการเข้าถึงเว็บอินเทอร์เฟซ แล้วให้ผู้ใช้รัน SmartCam ผ่านเว็บไซต์ SmartCloud ของบริษัทแทน

ครั้งนี้จึงอาจเป็นแรงบันดาลใจให้กลุ่ม Exploiteers เจาะเข้าอุปกรณ์ SmartCam อีกครั้ง โดยใช้ช่องโหว่สคริปต์ PHP ที่ใช้ในการอัพเดตเฟิร์มแวร์ผ่านซอฟต์แวร์เว็บแคมบน iWatch ที่เปิดให้ผู้ใช้ที่ไม่ได้รับสิทธิ์แอดมินเข้าไปรันคำสั่งในระดับ Root ได้ รวมทั้งเปิดระบบจัดการผ่านหน้าเว็บที่ซัมซุงเคยปิดตายให้กลับมาใช้งานใหม่ได้ด้วย

ทั้งนี้ แม้ซัมซุงจะยังไม่ออกแพ็ตช์ในเรื่องนี้มาเป็นทางการ แต่กลุ่ม Exploiteers ก็ได้ออกแพ็ตช์ของตัวเองสำหรับผู้ใช้ SmartCam ให้ดาวน์โหลดไปใช้ก่อนระหว่างนี้แล้ว อีกทางหนึ่งในการป้องกันคือการนำอุปกรณ์เหล่านี้ไปไว้ข้างหลังไฟร์วอลล์ของเครือข่าย

ที่มา : http://thehackernews.com/2017/01/samsung-smartcam-camera.html

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5138

eBlocker อุปกรณ์รักษาความเป็นส่วนตัวให้บ้านคุณ

eBlocker อุปกรณ์รักษาความเป็นส่วนตัวให้บ้านคุณ เพียงนำมาเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายในบ้าน ก็จะช่วยป้องกันการตรวจจับความเคลื่อนไหวต่างๆ, ปิดกั้นโฆษณา, รวมทั้งซ่อนเลขไอพีของอุปกรณ์ทั้งหมดบนเครือข่ายให้ นอกจากนี้ยังใช้คัดกรองเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมไม่ให้ลูกหลานของคุณเข้าถึงได้ทั้งผ่านอุปกรณ์ต่างๆ หรือเว็บบราวเซอร์ด้วย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ – https://www.eblocker.com/en/

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=4988

Tencent พร้อม NavInfo และ GIC ได้ร่วมกันซื้อหุ้นของ Here ! ธุรกิจด้านแผนที่

ยักษ์ใหญ่ด้านไอทีของจีนอย่าง Tencent ร่วมกับบริษัทด้านแผนที่ของจีน NavInfo และบริษัทจัดการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ GIC ประกาศเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ได้จับมือร่วมกันซื้อหุ้นรายละ 10 เปอร์เซ็นต์ ของบริษัทธุรกิจแผนที่อย่าง Here โดยที่เจ้าของดั้งเดิมอย่าง Audi, BMW, และ Daimler ยอมลดสัดส่วนการลงทุนให้เท่ากับผู้ถือหุ้นรายอื่น

ทำให้บริษัทประกาศการร่วมทุนแบบครึ่งต่อครึ่งระหว่าง Here และ NavInfo เพื่อให้บริการแผนที่ในตลาดจีน และเปิดให้ Here สามารถใช้ข้อมูลของ NavInfo ได้

บริษัทร่วมทุนใหม่นี้พุ่งเป้าในการให้บริการสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ และแพลตฟอร์ม IoT ของ Here ในจีน รวมทั้งทาง Tencent เตรียมนำบริการระบุตำแหน่งที่ตั้งของ Here มาใช้บนแพลตฟอร์มของตนเองด้วย

ทางผู้บริหารกล่าวว่า การร่วมทุนครั้งนี้จะเป็นการแบ่งปันความสามารถระหว่างบริษัทผู้ถือหุ้น เพื่อนำระบบการระบุตำแหน่งอัจฉริยะมาขับเคลื่อนธุรกิจหลากหลายในทุกภาพส่วนของโลก ทั้งนี้ Here เคยเป็นของ Nokia มาก่อน และทาง Tencent และ NavInfo มีแผนจะเข้าซื้อตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ในที่สุด Here โดนซื้อตัดหน้าโดยผู้ผลิตรถยนต์ฝั่งยุโรปอย่าง Audi, BMW, และ Daimler ด้วยมูลค่ากว่า 2.8 พันล้านยูโร

Here มีรายได้ส่วนใหญ่มากจากการจำหน่ายไลเซนส์แผนที่ และผลิตภัณฑ์ข้อมูลทราฟิกแบบเรียลไทม์ให้แก่ผู้ผลิตยานยนต์อย่าง Toyota, Ford, Mazda, และ Honda รวมทั้งได้จำหน่ายไลเซนส์ให้องค์กรชั้นนำอย่าง Yahoo, Microsoft, Samsung, และ SAP อีกด้วย ทางฝั่ง Tencent ก่อนหน้านี้ก็ได้ซื้อหุ้น 11 เปอร์เซ็นต์ของ NavInfo ด้วยมูลค่ากว่า 1.17 พันล้านหยวนมาด้วยแล้วเช่นกัน

ที่มา : http://www.zdnet.com/article/tencent-and-navinfo-buy-into-here-maps-and-form-chinese-joint-venture/

from:http://www.enterpriseitpro.net/?p=4868

Tencent พร้อม NavInfo และ GIC ได้ร่วมกันซื้อหุ้นของ Here ! ธุรกิจด้านแผนที่

ยักษ์ใหญ่ด้านไอทีของจีนอย่าง Tencent ร่วมกับบริษัทด้านแผนที่ของจีน NavInfo และบริษัทจัดการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ GIC ประกาศเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ได้จับมือร่วมกันซื้อหุ้นรายละ 10 เปอร์เซ็นต์ ของบริษัทธุรกิจแผนที่อย่าง Here โดยที่เจ้าของดั้งเดิมอย่าง Audi, BMW, และ Daimler ยอมลดสัดส่วนการลงทุนให้เท่ากับผู้ถือหุ้นรายอื่น

ทำให้บริษัทประกาศการร่วมทุนแบบครึ่งต่อครึ่งระหว่าง Here และ NavInfo เพื่อให้บริการแผนที่ในตลาดจีน และเปิดให้ Here สามารถใช้ข้อมูลของ NavInfo ได้

บริษัทร่วมทุนใหม่นี้พุ่งเป้าในการให้บริการสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ และแพลตฟอร์ม IoT ของ Here ในจีน รวมทั้งทาง Tencent เตรียมนำบริการระบุตำแหน่งที่ตั้งของ Here มาใช้บนแพลตฟอร์มของตนเองด้วย

ทางผู้บริหารกล่าวว่า การร่วมทุนครั้งนี้จะเป็นการแบ่งปันความสามารถระหว่างบริษัทผู้ถือหุ้น เพื่อนำระบบการระบุตำแหน่งอัจฉริยะมาขับเคลื่อนธุรกิจหลากหลายในทุกภาพส่วนของโลก ทั้งนี้ Here เคยเป็นของ Nokia มาก่อน และทาง Tencent และ NavInfo มีแผนจะเข้าซื้อตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ในที่สุด Here โดนซื้อตัดหน้าโดยผู้ผลิตรถยนต์ฝั่งยุโรปอย่าง Audi, BMW, และ Daimler ด้วยมูลค่ากว่า 2.8 พันล้านยูโร

Here มีรายได้ส่วนใหญ่มากจากการจำหน่ายไลเซนส์แผนที่ และผลิตภัณฑ์ข้อมูลทราฟิกแบบเรียลไทม์ให้แก่ผู้ผลิตยานยนต์อย่าง Toyota, Ford, Mazda, และ Honda รวมทั้งได้จำหน่ายไลเซนส์ให้องค์กรชั้นนำอย่าง Yahoo, Microsoft, Samsung, และ SAP อีกด้วย ทางฝั่ง Tencent ก่อนหน้านี้ก็ได้ซื้อหุ้น 11 เปอร์เซ็นต์ของ NavInfo ด้วยมูลค่ากว่า 1.17 พันล้านหยวนมาด้วยแล้วเช่นกัน

ที่มา : http://www.zdnet.com/article/tencent-and-navinfo-buy-into-here-maps-and-form-chinese-joint-venture/

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=4868