คลังเก็บป้ายกำกับ: SMART_CITY

[PR] เมสเซ่ แฟรงเฟิร์ต จับมือ เวิลด์เด็กซ์ จี.อี.ซี ผนึกภาครัฐ-เอกชน ชูความสำคัญเทคโนโลยีความปลอดภัยครบวงจรเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ในงานซีเคียวเทค-ฟอรั่ม กรุงเทพฯ

ประกาศจัดซีเคียวเทค ไทยแลนด์ 2018 สุดยอดเวทีนานาชาติรวบรวมโซลูชั่นเทคโนโลยีระบบรักษา ความปลอดภัย สมาร์ทโฮม และการป้องกันอัคคีภัย พร้อมเปิดโซนความปลอดภัยระบบสารสนเทศ

กรุงเทพฯ (15 มิถุนายน 2561) – เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต นิวเอร่า บิสซิเนส มีเดีย ร่วมกับ เวิลด์เด็กซ์ จี.อี.ซี จัดกิจกรรม ซีเคียวเท็ค ฟอรั่ม-กรุงเทพฯ  ดึงภาครัฐและเอกชนร่วมชูความสำคัญของการนำเทคโนโลยีความปลอดภัยเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เมืองปลอดภัย  ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตอบโจทย์นโยบายของรัฐบาลในการนำประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0 พร้อมประกาศจัดงาน ซีเคียวเทค ไทยแลนด์ 2018 ภายใต้แนวคิด Smart City Safe City ระหว่างวันที่ 8-10 พฤศจิกายน 2561 ณ ฮอลล์ 103-104 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ซึ่งจะเป็นเวทีนานาชาติด้านระบบรักษาความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบและครบวงจรทั้งเทคโนโลยีระบบรักษาความปลอดภัย การป้องกันอัคคีภัย ภัยพิบัติ สมาร์ทโฮม และความปลอดภัยระบบสารสนเทศ

คุณทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งให้เกียรติเป็นประธานในงานฯ กล่าวว่า “หนึ่งในภารกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร คือ การพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครอัจฉริยะหรือสมาร์ท เมโทร และเป็นมหานครแห่งความปลอดภัย หรือ เซฟ ซิตี้ (Safe City) โดยมุ่งเน้นการพัฒนา Smart Living หรือความเป็นอยู่ของประชาชนในด้านความปลอดภัย สุขภาพ และคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะการเตรียมรับมือกับภาวะประชากรผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2563 ที่คาดการณ์ว่า กรุงเทพฯ จะมีผู้สูงอายุถึง 11 ล้านคน การส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยี Smart Health หรือการบริการด้านสุขภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพิ่มขึ้นก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำไปพร้อมๆ กัน และการส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในภาคประชาชนจะเป็นปัจจัยที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างสำหรับการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ขาดการดูแลอย่างใกล้ชิด อาทิ ชุดวัดสุขภาพพื้นฐาน วงจรปุ่มกดช่วยเหลือไร้สายในบ้าน ผู้ช่วยคนสำคัญของคุณที่คอยดูแลผู้สูงอายุภายในบ้าน สายรัดข้อมืออัจฉริยะสำหรับผู้สูงอายุ ทำให้ภาคสาธารณสุขของรัฐสามารถให้บริการประกันสังคมแก่ประชาชนได้อย่างเต็มศักยภาพมากขึ้นและเปลี่ยนจากปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ให้กลายเป็นการสร้างสังคมผู้สูงอายุที่มีพลัง (Active Aging)”

ดร. ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเข้าร่วมแสดงปาฐกถาพิเศษในงานฯ กล่าวว่า “การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ถือเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายของการพัฒนาเมืองเพื่อการอยู่อาศัยในอนาคต โดยใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการ และตรวจสอบให้เมืองมีประสิทธิภาพและเหมาะสมต่อการอยู่อาศัย สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัย เป็นเมืองศูนย์กลางการติดต่อธุรกิจระหว่างประเทศ การเป็นเมืองต้นแบบการเกษตรอัจฉริยะ การเป็นศูนย์กลางการบริการด้านการแพทย์และสุขภาพระดับนานาชาติ  ในส่วนของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล DEPA ได้ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนา 77 พื้นที่ใน 77 จังหวัดเป็นSmart City ภายใน 5 ปี โดยแบ่งเมือง Smart City เป็น 2 กลุ่มตามแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ คือ  เมืองน่าอยู่ หรือสมาร์ทซิตี้เมืองเดิม และเมืองใหม่อัจฉริยะ โดยใช้กลไกความร่วมมือจากการลงทุนของภาคเอกชน ร่วมกับ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และการสนับสนุนของภาครัฐในการให้สิทธิประโยชน์สูงสุดเพื่อผลักดันสมาร์ทซิตี้ของประเทศไทยขึ้นสู่มาตรฐานสากลต่อไป โดยจุดมุ่งหมายสำคัญคือ ในปี 2565 ประเทศไทยจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของเมืองอัจฉริยะในภูมิภาค และมีเมืองได้รับรางวัลในระดับสากล”

ด้าน มิส เรจิน่า ไส รองผู้จัดการทั่วไป เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต นิวเอร่า บิสซิเนส มีเดีย กล่าวว่า “ภูมิภาคอาเซียนมีความเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นอันดับที่ 6 และมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก จึงเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงต่อการลงทุน เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ขยายเครือข่ายงานแสดงสินค้าภายใต้แบรนด์ ซีเคียวเทค ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากประเทศไทยแล้ว เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ตยังจัดงานซีเคียวเทค ในไต้หวัน อินเดีย เวียดนาม ซึ่งช่วยให้เราสามารถนำความรู้ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์และความแตกต่างในแต่ละตลาดมาสนับสนุนการจัดงาน ซีเคียวเทค ไทยแลนด์ ให้ก้าวสู่การเป็นงานแสดงสินค้านานาชาติ ด้านระบบรักษาความปลอดภัยและการป้องกันอัคคีภัย และเป็นเวทีรวบรวมองค์ความรู้ที่ครบวงจรเพื่อการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ เซฟซิตี้ ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”

คุณศิระพัฒน์ เกตุธาร ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เวิลด์เด็กซ์ จี.อี.ซี. จำกัด กล่าวว่า “ตลาดโซลูชั่นเทคโนโลยีระบบรักษาความปลอดภัยของประเทศไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องปีละประมาณ 10-12 เปอร์เซ็นต์ โดยคาดว่าปีนี้มูลค่าตลาดจะอยู่ที่ประมาณเกือบ 4 พันล้านบาท งานซีเคียวเทค ไทยแลนด์ นับว่าเป็นเวทีสำคัญที่มีส่วนช่วยส่งเสริมการเติบโตของตลาด ธีมของการจัดงานในปีนี้ มุ่งเน้นไปที่ สมาร์ทซิตี้ เซฟซิตี้ เนื่องจากเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ การจัดกิจกรรมซีเคียวเทค ฟอรั่ม ในวันนี้ เรามุ่งหวังให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้ผู้เข้าฟังมองเห็นแนวโน้มของตลาดและโอกาสทางธุรกิจด้านความปลอดภัยและการป้องกันอัคคีภัยที่เกิดจากความต้องการของตลาดทุกภาคส่วน”

 “สำหรับงานซีเคียวเทค ไทยแลนด์ 2018 ในปีนี้ สินค้าที่จะนำมาจัดแสดงภายในงานกลุ่มหลักยังคงเป็นเทคโนโลยีด้านระบบรักษาปลอดภัย สมาร์ทโฮม อาคารอัจฉริยะ สมาร์ท รีเทล ระบบการป้องกันภัยพิบัติ อัคคีภัย และเราได้เพิ่มในส่วนของความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งเป็นภัยเงียบที่อันตรายต่อข้อมูลที่สำคัญของทั้งบุคคล องค์กร และประเทศชาติ” คุณศิระพัฒน์ กล่าว

ตลาดโซลูชั่นระบบรักษาความปลอดภัยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดถึง 372.90 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2565 หรือมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ10.16 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างปี 2560-2565 โดยมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตจากเทคโนโลยีระบบการรักษาความปลอดภัยที่มีบทบาทมากขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับ อาคาร ที่พักอาศัย ยานพาหนะ สถานที่ทำงานของภาครัฐและเอกชน ครอบคลุมถึงชีวิตและทรัพย์สิน และยังพัฒนาเป็นระบบป้องกันอัคคีภัย ภัยทางธรรมชาติ ด้วยปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์และโซลูชั่นด้านระบบรักษาความปลอดภัยมีทิศทางและแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

งานซีเคียวเทค ไทยแลนด์  2018 จัดโดยบริษัท เมสเซ่ เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต นิว เอร่า บิสิเนส มีเดีย จำกัด และบริษัท   เวิลด์เด็กซ์ จี.อี.ซี. จำกัด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.secutechthailand.com หรือติดต่อ 02-6646488

อีเมล์ rungnapha@worldexgroup.commarian@worldexgroup.com

###

from:https://www.techtalkthai.com/messe-frankfurt-worldex-gec-to-host-secutech-thailand-2018/

Advertisements

NB-IoT และ CAT-M1 คืออะไร และแตกต่างกันอย่างไร

Nb Iot And Cat M1 How Different Cover

ก่อนนี้เราอาจจะได้รู้จักกับเทคโนโลยี NB-IoT กันไปบ้างแล้ว และวันนี้ทีมงานก็มีอีกหนึ่งเทคโนโลยีอย่าง CAT-M1 ที่จะมาแนะนำให้ทุกคนทราบว่ามันคืออะไร และแตกต่างกับ NB-IoT อย่างไร

NB-IoT และ CAT-M1 เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์สังคมดิจิทัล ก้าวเข้าสู่ Smart Lift Smart City อย่างแท้จริง

Smart Home 3148026 1920

ทรู ผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี IoT หรือ Internet of Things เดินหน้าให้บริการผ่านเครือข่าย NB-IoT ครอบคลุมมากสุดในไทย พร้อมรองรับอุปกรณ์ทุกประเภท มาพร้อมกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต LTE-M (CAT-M1) และ NB-IoT ที่พร้อมจะก้าวสู่ Smart Lift Smart City อย่างแท้จริง

NB-IoT และ CAT-M1 คืออะไร และแตกต่างกันอย่างไร

NB-IoT คืออะไร

ทวนกันอีกครั้งสำหรับ NB-IoT (Narrowband IoT) ที่เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารระยะไกลแบบใช้พลังงานต่ำ (LPWAN) ที่มีการพัฒนาต่อยอดมาจากระบบ LTE (4G) เพื่อให้อุปกรณ์สามารถเชื่อมต่อกันแบบไร้สาย โดยผ่านโครงข่ายของสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่

1 P1pjwws8mvkfspyfswdwsg

ที่มา u-blox

เหมาะกับการทำงานร่วมกับแอปพลิคชันที่ไม่ต้องการความเร็วในการส่งข้อมูลมากนัก เช่น Smart Parking หรือ Smart Metering

Truebusiness Forum 2018 50

 CAT-M1 (LTE-M) คืออะไร

ส่วน CAT-M1 หรืออีกชื่อหนึ่งคือ LTE-M ก็เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารระยะไกลแบบใช้พลังงานต่ำเหมือนกับ NB-IoT ที่ให้อุปกรณ์สามารถเชื่อมต่อกันผ่านโครงข่ายสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่จะแตกต่างกันที่ความเร็วในการส่งข้อมูลสูงกว่า NB-IoT แต่ยังคงประหยัดพลังงาน

Lte Category Catm1 0 0

ที่มา u-blox

เหมาะกับแอปพลิเคชันติดตามตำแหน่งอุปกรณ์ เช่น Smart Transportaion และ Asset Tracking

Truebusiness Forum 2018 45

สรุปแล้วทั้ง NB-IoT และ CAT-M1 เป็นเทคโนโลยีที่รองรับการใช้พลังงานต่ำเหมือนกัน สามารถส่งข้อมูลโดยเครือข่ายไร้สาย (อุปกรณ์ที่ใส่ซิม) ได้เหมือนกัน ครอบคลุมพื่นที่ได้กว้าง และรองรับกับอุปกรณ์ IoT เป็นจำนวนมาก (Massive IoT) แตกต่างกันแค่เพียงความเร็วในการส่งข้อมูลที่ CAT-M1 ส่งข้อมูลได้เร็วกว่า

ประโยชน์ของ NB-IoT และ CAT-M1

  • สามารถรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT ได้เป็นจำนวนมาก (Massive IoT)
  • ลดปริมาณการใช้พลังงานทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่นานขึ้นและ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อให้สามารถครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ IoT ได้ดียิ่งขึ้น

เห็นได้ว่า ทรูพยายามผลักดันให้อุปกรณ์สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีไร้สาย ด้วยการผสมผสานเครือข่าย NB-IoT ให้สามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ภายระบบโครงข่ายที่ใช้พลังงานต่ำ (Low Power Wide Area Network (LPWAN) ที่จะช่วยให้การใช้ชีวิตของมนุษย์สะดวกมากขึ้น เป็น Smart Lift และนำไปสู่ Smart City

True IoT : The Future is Real. โลกแห่ง IoT ใช้ได้จริงทั่วไทยแล้ววันนี้ ติดตามข่าวสารไอโอทีจากทรูเพิ่มเติม ได้ทาง www.trueiot.truecorp.co.th และ FB Fanpage : True IoT

from:https://www.iphonemod.net/nb-iot-and-cat-m1-how-different.html

[PR] บริษัทเอ็นอีซี นำเสนอโซลูชั่นด้านความปลอดภัยสาธารณะในงานแสดงนวัตกรรมทางเทคโนโลยีของบริษัทกสท.ที่จ.ภูเก็ต

กรุงเทพฯ,7 พฤษภาคม พ..2561- บริษัท เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด นำเทคโนโลยี Neoface เข้าร่วมงานแสดงนวัตกรรมทางเทคโนโลยีของ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด ซึ่งจัดขึ้นที่จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ และวิสัยทัศน์ของการสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อให้ จ.ภูเก็ตเป็นต้นแบบของ Smart City

ในงานเอ็นอีซีได้นำเสนอโซลูชั่น NeoFace เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า (Face Recognition) ซึ่งเป็นโซลูชั่นในการตรวจสอบความถูกต้องทางไบโอเมตริกซ์ (Biometric) ของบริษัทฯ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น หน่วยงานภาครัฐที่เน้นในด้านความปลอดภัยสาธารณะ, การขนส่ง เป็นต้น

“เราอยากจะขอบคุณบริษัทกสท.ที่ให้โอกาสเราในการเป็นส่วนร่วมจัดแสดงเทคโนโลยี ให้เห็นว่าเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วของเอ็นอีซีสามารถช่วยสนับสนุนและพัฒนาเมืองภูเก็ตให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบได้ เรามีความพร้อมที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกับทางกสท.เพื่อเปลี่ยนจ.ภูเก็ตให้เป็นเมืองต้นแบบที่ปลอดภัยสำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ, มร.ทาคายูกิ คาโน ประธาน บริษัท เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

งานนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและมีผู้เข้าร่วมงานอย่างคับคั่งทั้งจากภาครัฐและเอกชน

###

เกี่ยวกับบริษัท เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย จำกัด

บริษัทเอ็นอีซี เริ่มก่อตั้งครั้งแรกในประเทศไทยในปี พศ. 2505 เพื่อจำหน่ายอุปกรณ์ทางด้านไอที และให้บริการด้านเครือข่ายเทคโนโลยี รวมทั้ง โซลูชั่นในอุตสาหกรรมต่างๆในประเทศไทย

บริษัทฯ ได้รับการยอมรับจากหลายๆอุตสาหกรรม ในเรื่องของการให้บริการสนับสนุนทางเทคโนโลยี การใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น โซลูชั่นด้านเครือข่ายระบบโทรศัพท์และโครงข่ายการติดต่อสื่อสาร, โครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค, แพล็ตฟอร์มไอที, ระบบการรักษาความปลอดภัยทางด้านไอที  ให้กับรัฐ, บริษัท และชุมชน รวมถึงโซลูชั่นที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจในโรงงานอุตสาหกรรม และในธุรกิจค้าปลีก,โซลูชั่นจอแสดงผล (Display solution) และการบริหารระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ (Logistic Management)โดยเอ็นอีซีมีจุดมุ่งหมายในการสร้างความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้คนในชุมชน รวมทั้งการเชื่อมโยงทุกคนในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน

ข้อมูลเพิ่มเติม :

Website : http://th.nec.com/

Facebook :https://www.facebook.com/NECCorporationThailand/

from:https://www.techtalkthai.com/nec-public-security-solution/

ทางการจีนทดลองใช้ระบบทำโทษคนเดินฝ่าสัญญาณไฟข้ามถนนด้วยการพ่นน้ำใส่

เราเคยเห็นข่าวการพัฒนาใช้อุปกรณ์และระบบอัตโนมัติเพื่อช่วยลดอุบัติเหตุรถชนคนข้ามถนน โดยการติดสัญญาณไฟบนพื้นเพื่อป้องกันคนที่มัวเล่นสมาร์ทโฟนจะข้ามถนนโดยไม่ทันดูสัญญาณไฟ ดังเช่นในเยอรมนี และเกาหลีใต้ แต่ครั้งนี้ทางการจีนพัฒนาระบบอุปกรณ์อีกลักษณะหนึ่ง มันไม่ใช่ระบบแจ้งเตือนเฉพาะคนที่มัวเล่นสมาร์ทโฟน แต่เป็นอุปกรณ์อัตโนมัติที่ทั้งเตือนคนทั่วไป และทำโทษคนที่พยายามจะข้ามถนนในเวลาที่ไม่ควรข้าม

อุปกรณ์ที่ว่านี้เป็นเสาขนาดสูงประมาณต้นขา มันติดตั้งเซ็นเซอร์อินฟราเรดเอาไว้ ไม่แตกต่างจากอุปกรณ์จำพวกรั้วลำแสงนิรภัยที่ใช้กันในระบบอัตโนมัติของโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อมีใครเดินผ่านมันไปในขณะที่สัญญาณไฟข้ามถนนยังแดงอยู่ มันจะพ่นหมอกน้ำออกมาใส่ตัวคนที่พยายามจะข้ามถนน โดยมันถูกติดตั้งอยู่บริเวณทางแยกในเมือง Huangshi มณฑล Hubei

อย่างไรก็ตาม เมื่อข่าวนี้ได้รับการเผยแพร่ก็มีชาวจีนแสดงความคิดเห็นผ่านอินเทอร์เน็ตกันมากมายในทำนองล้อเลียนและแสดงความไม่เห็นด้วยกับไอเดียนี้ บ้างก็ว่าเดี๋ยวคงจะมีคนเอาถังมารองน้ำ บางคนก็บอกว่ามันไม่ช่วยอะไรในวันฝนตก ในขณะที่บางคนบอกว่านี่เป็นเรื่องสิ้นเปลืองลงทุนกับสิ่งที่ควรเป็นหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้ว

ที่มา – SoraNews24

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/101708

ดูไบเตรียมทดสอบป้ายทะเบียนอัจฉริยะ แสดงข้อมูลจราจรได้, มี GPS จับตำแหน่ง

ดูไบเตรียมทดสอบระบบป้ายทะเบียนอัจฉริยะหรือ smart license plate สำหรับรถยนต์ในเดือนหน้า โดยมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนขับรถในเมืองดูไบ

สำหรับป้ายทะเบียนอัจฉริยะที่จะใช้ในดูไบ จะเป็นได้มากกว่าป้ายทะเบียนที่แสดงทะเบียนรถยนต์ เช่น ติดต่อกับตำรวจและรถพยาบาลหากเกิดอุบัติเหตุ, มี GPS สำหรับการรับส่งข้อมูลตำแหน่ง, สื่อสารกับคนขับรถคันอื่นเพื่อให้รู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างหน้าอย่างเช่นอุบัติเหตุหรือสภาพการจราจร รวมถึงยังสามารถแสดงข้อมูลเตือนได้ด้วยว่าตอนนี้ป้ายทะเบียนหรือตัวรถยนต์ถูกขโมยไป

นอกจากนี้แล้ว ระบบป้ายทะเบียนแบบใหม่ยังสะดวกต่อการจ่ายเงิน เช่น ค่าปรับ, ค่าจอดรถ, ค่าต่อทะเบียนรถก็สามารถจัดการได้จากบัญชีผู้ใช้ทันที และเลขทะเบียนยังสามารถสั่งเปลี่ยนจากเว็บไซต์หรือแอพได้อีกด้วย

Sultan Abdullah al-Marzouqi หัวหน้าฝ่ายทะเบียนรถซึ่งอยู่ภายใต้ Roads and Transport Authority ของดูไบเผยว่า ทะเบียนรถแบบใหม่นี้จะช่วยให้คนขับรถในดูไบมีชีวิตที่ง่ายขึ้น ซึ่งจะทดสอบระบบเพื่อดูว่าเทคโนโลยีนี้จะมีปัญหากับสภาพอากาศทะเลทรายของดูไบหรือไม่

ที่มา – Engadget, BBC

No Description

เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ภาพจาก Thomas Depenbusch (Depi) / Flickr

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/101452

Nissan ได้ไอเดียเจ๋ง นำแบตเตอรี่เก่าจากรถยนต์ไฟฟ้ามาทำระบบไฟอัจฉริยะให้ชุมชน

Nissan หนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ขายดีมานับตั้งแต่เปิดตัว Nissan Leaf ได้ไอเดียในการเอาแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งานในรถยนต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นต่อ ด้วยโครงการ “The Reborn Light” คืนชีวิตให้แบตเตอรี่กำเนิดใหม่ ส่องแสงสว่างไสวให้ชุมชน

อันที่จริงคำว่า reborn ที่ว่าเกิดใหม่นั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นการเอาแบตเตอรี่ไปทำลายแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ หากแต่หมายถึงทำให้แบตเตอรี่ที่ดูเหมือนจะหมดประโยชน์ไร้ค่าแล้ว ให้กลับมาเป็นแหล่งเก็บพลังงานที่สร้างประโยชน์ได้อีกครั้งเสียมากกว่า

No Description

หลักการของโครงการนี้ก็ไม่ซับซ้อน Nissan จะนำเอาแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ถอดเอามาติดตั้งเข้ากับเสาโคมไฟส่องถนนสูงประมาณ 3.5 เมตร ซึ่งเสาโคมไฟที่ว่านี้มีแผงโซล่าเซลล์ติดตั้งอยู่ด้านบนด้วย ทำให้ได้เสาโคมไฟที่มีระบบพลังงานไฟฟ้าที่ชาร์จไฟเองได้โดยไม่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อกับระบบจ่ายไฟตามสาย ซึ่งแน่นอนว่าเสาโคมไฟนี้จะมีระบบเซ็นเซอร์เพื่อควบคุมการเปิด-ปิดไฟได้เอง

เสาโคมไฟส่องถนนของโครงการ The Reborn Light นี้จะถูกนำไปติดตั้งในพื้นที่ห่างไกลความเจริญที่ระบบจ่ายไฟตามสายเข้าถึงได้ยาก เช่น เกาะขนาดเล็ก, บนยอดเขา หรือแม้กระทั่งพื้นที่ทะเลทราย หรือจะนำไปติดตั้งเพื่อใช้เป็นระบบแสงสว่างสำหรับกรณีฉุกเฉินเมื่อไฟดับในพื้นที่ใดๆ ก็ได้เช่นกัน

No Description

ตอนนี้โครงการ The Reborn Light ก็ดำเนินมาถึงขั้นที่มีการเอาเสาโคมไฟไปติดตั้งเพื่อทดสอบการใช้งานจริงแล้ว ในเมือง Namie เขตจังหวัด Fukushima เป็นหนึ่งในเมืองที่โดนคลื่นสึนามิสูง 3 เมตร ซัดถล่มเมื่อครั้งเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงปี 2016 เพราะเมืองนี้คือกำลังค่อยๆ ได้รับการฟื้นฟูให้เกิดใหม่ จึงไม่น่าแปลกใจที่ Nissan จะเลือกที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการ

อันที่จริงเรื่องของเสาโคมไฟ หรือเสาไฟสัญญาณที่มีแบตเตอรี่ในตัวและติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์เพื่อชาร์จไฟตัวเอง ก็ไม่ได้ถือเป็นนวัตกรรมอะไรที่แปลกใหม่ บ้านเราเองก็มีเสาไฟส่องสว่างและเสาไฟสัญญาณที่ออกแบบระบบไฟฟ้าจ่ายตัวเองแบบนี้พบเห็นได้ทั่วไป แต่การประยุกต์นำเอาแบตเตอรี่จากรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ ถือเป็นไอเดียที่ดีทั้งในแง่การลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ลงโดยนำกลับมาใช้ซ้ำ อีกทั้งในแง่การใช้งานแล้วแบตเตอรี่รถยนต์เช่นนี้ถือว่ามีความจุพลังงานเหนือกว่าแบตเตอรี่ที่ใช้กับเสาโคมไฟส่องสว่างทั่วไปมาก

Nissan ยังมีไอเดืยอื่นๆ ที่จะประยุกต์ใช้งานแบตเตอรี่เก่าซึ่งล้วนแล้วแต่น่าสนใจ เป็นต้นว่า นำไปใช้เพื่อเก็บพลังงานไฟฟ้าในบ้านพักอาศัย, การนำไปใช้กับรถเข็นค้าขาย หรือกระทั่งนำไปติดตั้งในสนามเด็กเล่น แล้วเก็บเกี่ยวเอาพลังงานจลน์จากการเล่นของเด็กๆ ในสนามมาสำรองเป็นพลังงานไฟฟ้าไว้จ่ายให้กับไฟส่องสว่างในบริเวณนั้น ไม่แน่ว่าสักวันเราอาจเห็นหนึ่งในไอเดียเหล่านี้ถูกเปลี่ยนมาเป็นโครงการต่อยอดการใช้งานแบตเตอรี่เก่าของ Nissan ได้จริง

ที่มา – ZDNet

from:https://www.blognone.com/node/100986

Mastercard โชว์โซลูชัน Smart City ในไทย อย่างการใช้บัตรเครดิตแตะเข้ารถไฟฟ้า

ในงาน Bangkok FinTech Fair 2018 ที่จัดขึ้นโดยธนาคารแห่งประเทศไทย Mastercard ได้ออกมาบูธภายในงานพร้อมนำเสนอโซลูชันและแพลตฟอร์มด้านการเงินแบบ contactless ภายใต้ธีม Smart City โดยหลายๆ โซลูชันถูกนำไปใช้งานจริงแล้วในหลายเมืองและ Mastercard พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นในไทย

โซลูชันที่ใกล้ตัวและเห็นได้ชัดที่สุดคือการนำบัตรเครดิตหรือเดบิต Mastercard แบบ contactless ไปจ่ายค่าโดยสารสาธารณะอย่างรถไฟฟ้า, รถไฟใต้ดินและรถเมล์ อย่างที่มีการใช้งานไปแล้วในสิงคโปร์และกรุงลอนดอน ซึ่งลดเวลาในการต่อแถวแลกเหรียญและต่อคิวเพื่อซื้อบัตรอีกครั้งลงไปได้มาก รวมถึงลดต้นทุนของผู้ให้บริการด้วย

อย่างไรก็ตามเมื่อสอบถามกับผู้บริหาร Mastercard ถึงความคืบหน้าและโอกาสว่าจะได้เห็นโซลูชันนี้ในไทยเมื่อไหร่ ผู้บริหารตอบว่าทาง Mastercard ทำได้เพียงนำเสนอโซลูชันเท่านั้น ต้องอยู่ที่วิสัยทัศน์ของ BTS, MRT และหน่วยงานด้านขนส่งที่จะติดต่อเข้ามาเพื่อนำไปใช้ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มี

alt="Mastercard"

นอกจากโซลูชันด้าน Transit โซลูชันอื่นๆ ที่ถูกนำเสนอก็มี QR Code ไปจนถึงเทคโนโลยี Token ที่ใช้งานในกระบวนการชำระเงินออนไลน์หรือบน Digital Wallet โดยตัว Token จะถูกสร้างขึ้นหลังการยืนยันเลขบัตรเครดิต 16 หลักของผู้ใช้และเข้ารหัสไว้ และเมื่อทำธุรกรรม Token จะเข้ามาเป็นตัวกลางแทน ทำให้การส่งข้อมูลบนเครือข่ายไม่มีหมายเลขบัตรเครดิตของผู้ใช้ ซึ่ง Token มีการใช้งานในไทยแล้วบน Samsung Pay

อีกหนึ่งโซลูชันที่ผู้บริหาร Mastercard พูดถึงระหว่างการสัมภาษณ์ (แต่ไม่มีในงานเปิดตัว) คือ 3DS 2.0 หรือ 3D Secure 2.0 เทคโนโลยียืนยันตัวตนแบบใหม่เวลาใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตออนไลน์ ด้วยการใช้ไบโอเมตริกอย่างใบหน้า, ม่านตาหรือลายนิ้วมือแทนที่ OTP ในแบบเดิมๆ ซึ่งโซลูชันนี้จะเชื่อมต่อและทำงานผ่านแอปโมบายล์ของธนาคารที่ออกบัตร หากผู้ใช้งานไม่มีสมาร์ทโฟนหรือใช้โมบายล์แอป การยืนยันตัวตนก็จะกลับไปเป็น OTP เหมือนเดิม

3DS 2.0 จะเริ่มเปิดใช้งานจริงทั่วโลกภายในสิ้นปีนี้

from:https://www.blognone.com/node/100829