คลังเก็บป้ายกำกับ: SMART_CITY

[PR] ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ เผยความท้าทาย ในการสร้าง Smart Cities ในเอเชียแปซิฟิก และความพร้อมของประเทศไทยในยุค 4.0

มร. คีท รอสคาเรล ผู้อำนวยการด้านความปลอดภัยสาธารณะและเมืองอัจฉริยะ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็ม พีทีอี ลิมิเต็ด กล่าวว่า ปัจจุบันนี้เมืองใหญ่ทั่วเอเชียแปซิฟิกต่างเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเตรียมพร้อมการเกิดขึ้นของเขตเศรษฐกิจใหม่ในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีการเปลี่ยนแปลงการไหลของเงินทุนจากทั่วโลกจะเข้ามายังเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้เกิดการขยายตัวของพื้นที่เมือง จำนวนประชากรในเขตเมืองจะเพิ่มขึ้น และขนาดเศรษฐกิจของเมืองในประเทศกำลังพัฒนาจะมีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย และเพื่อให้บริหารจัดการเมืองที่มีประชากรมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้หลายประเทศต่างต้องการเดินหน้าสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart City) เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต

อย่างไรก็ดี แม้ว่าในหลายเมืองใหญ่ที่มีความพร้อมเรื่องสาธารณูปโภค เทคโนโลยี  ระบบอินเทอร์เน็ต และการทุ่มเม็ดเงินลงทุนเพื่อวางระบบสำหรับอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์อย่างครอบคลุมเพื่อเชื่อมต่อข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เข้ามายังฐานข้อมูลขององค์กร หากแต่การนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมยังมีน้อยมาก ด้วยข้อจำกัดของเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน การขาดการบูรณาการและเชื่อมต่อข้อมูลอย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังขาดเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อนำมาประมวลผลแบบเรียลไทม์  จนสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด

ที่ผ่านมา ฮิตาชิ ฯ ได้เร่งพัฒนาความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเพื่อให้พร้อมสำหรับความต้องการของโลกอนาคต ซึ่ง Hitachi Visualization Suite (HVS) เป็นซอฟต์แวร์แพลตฟอร์มที่ทำงานได้บนระบบไฮบริดคลาวด์ สามารถผสานรวมข้อมูลทั่วไปและข้อมูลจากวิดีโอหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ (Internet of Things) จากระบบความปลอดภัยสาธารณะที่แยกออกจากกันของแต่ละหน่วยงานเข้าไว้ด้วยกัน และข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อแสดงผล ซึ่งจะช่วยให้องค์กรภาครัฐและเอกชนได้รับข้อมูลและเข้าใจในสถานการณ์จากข้อมูลเชิงลึก ทำให้สามารถวางแผนจัดการได้อย่างดีเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของประชาชน อาทิ หน่วยจัดส่งความช่วยเหลือ 911 ที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์, ตัวอ่านป้ายทะเบียน, เซ็นเซอร์กระสุนปืน ฯลฯ ในแบบเรียลไทม์ และนำเสนอให้ภาพข้อมูลในรูปแบบภูมิสารสนเทศเชิงพื้นที่ HVS จะช่วยให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายได้รับข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญสำหรับใช้ในการเสริมความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน ยกระดับความสามารถด้านการสืบสวนสอบสวน และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการปฏิบัติการต่าง ๆ พร้อมด้วยคุณสมบัติของการบันทึกข้อมูลเหตุการณ์แบบเรียลไทม์จากเซ็นเซอร์

ดร. มารุต มณีสถิตย์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย และพม่า บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ พีทีอี ลิมิเต็ด กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยเองทั้งภาครัฐและเอกชนต่างก็มีความต้องการสร้าง Smart City ให้เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ทั้งในแง่ความมั่นคง ความปลอดภัย และประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ ซึ่งตอนนี้มีนโยบายประเทศไทย 4.0 เข้ามาผลักดันในเรื่องความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ส่งผลในทั้งภาครัฐและเอกชนหลายแห่งมีการลงทุนเพื่อวางระบบต่าง ๆ เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของ Smart Cities ในอนาคต และสามารถใช้ประโยชน์จาก Big Data ที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มศักยภาพ

โดยเทคโนโลยีสำหรับการสร้าง Smart Cities ของฮิตาชิ ฯ อย่าง HVS สามารถแสดงภาพข้อมูลภูมิสารสนเทศเชิงพื้นที่เกี่ยวกับข้อมูลอาชญากรรมที่ผ่านมาในอดีตหลากหลายรูปแบบ ซึ่งครอบคลุมถึงเขตพื้นที่ความเสี่ยงอาชญากรรม (Heat Map) ด้วย HVS เป็นแพลตฟอร์มที่มีความสามารถในการปรับขนาดได้อย่างเต็มที่ซึ่งจะช่วยให้องค์กรภาครัฐและเอกชน สามารถในการรวบรวมเหตุการณ์จำลองหลายร้อยรายการสำหรับการสร้างภาพและการเฝ้าติดตามเชิงพื้นที่ HVS ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับการบูรณาการและรวมจุดต่าง ๆ ที่ใช้โดยเมืององค์กรและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยสาธารณะ จากการที่ HVS มีมุมมองแบบแผนที่เดียว ซึ่งรวมข้อมูลวิดีโอข้อมูลการปฏิบัติงานการขนส่ง GPS และการติดตามยานพาหนะข้อมูลอาคารและโครงสร้างพื้นฐานสื่อสังคมออนไลน์และแหล่งข้อมูลอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์พื้นเมืองและเวิร์กโฟลว์อัตโนมัติ เพื่อช่วยให้องค์กรทุกประเภทมีความชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“HVS นับเป็นเครื่องมือแรกที่ใช้โซเชียลมีเดีย และฟีดข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตแบบเรียลไทม์ ร่วมกับการวิเคราะห์ขั้นสูงที่มีความละเอียดและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกและยกระดับความปลอดภัยสาธารณะในรูปของการนำเสนอข้อมูลพยากรณ์การเกิดอาชญากรรมที่มีความแม่นยำสูง ทั้งนี้ Hitachi Visualization เป็นหนึ่งในของโซลูชั่น Hitachi Social Innovation ที่ช่วยพัฒนาโครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) และออกแบบขึ้นเป็นพิเศษเพื่อยกระดับแนวคิดด้านความปลอดภัยสาธารณะของเมืองและเทศบาลต่าง ๆ ผ่านทางการใช้การวิเคราะห์ขั้นสูงเชิงพยากรณ์และการเข้าถึงข้อมูลวิดีโอ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ จากระบบความปลอดภัยสาธารณะได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” ดร.มารุตกล่าวทิ้งท้าย

###

from:https://www.techtalkthai.com/hitachi-data-system-reveals-challenges-of-smart-cities-development-in-asia-pacific/

Advertisements

ปฎิรูปรถเมล์ ขนส่งทางบกสิงคโปร์เตรียมทดสอบรถเมลแบบวิ่งตามผู้โดยสารจริง ปรับเส้นทางตามการใช้งาน

ขนส่งทางบกสิงคโปร์ (Land Transport Authority – LTA) ประกาศโครงการรถเมล์แบบปรับเส้นทางตามความต้องการของผู้ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการแทนที่จะเป็นการปล่อยรถเมลตามรอบเวลาและตามเส้นทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเช่นทุกวันนี้

การบริการแบบใหม่นี้ผู้ใช้จะสามารถเรียกรถเมล์ไปยังป้ายที่กำหนดไว้ พร้อมกับแจ้งป้ายที่ต้องการลงจากรถ แนวทางนี้ทำให้ผู้ให้บริการรถเมล์สามารถปล่อยรถตามความต้องการจริงแทนที่จะวิ่งรถเปล่าตามเส้นทาง พร้อมๆ กับอาจจะปรับเส้นทางไปตามความต้องการผู้ใช้ โดยคาดว่าจะนำระบบนี้ไปทดสอบในเขตที่มีการใช้งานรถเมล์นอกช่วงเร่งด่วนจำนวนน้อย

โครงการนี้แบ่งออกเป็นสามช่วง โดยช่วงแรกจะเป็นการจำลองการทำงานของระบบเพื่อสร้างโมเดลคุณภาพบริการที่จะได้รับ และจำนวนรถที่ต้องการในระบบ จากนั้นจึงทดสอบฮาร์ดแวร์จริงในปี 2018 และคาดว่าจะทดสอบให้บริการจริงได้ในปลายปี 2018

ที่มา – Strait Times

No Description

ภาพรถเมล์ SBS โดย mailer_diablo

from:https://www.blognone.com/node/94758

มาเก๊าจับมือ Alibaba สร้าง Smart City ด้วย Alibaba Cloud

มาเก๊าได้เซ็นต์สัญญากับ Alibaba เพื่อเป็นพันธมิตรทางด้านการพัฒนาระบบ Smart City โดยอาศัย Alibaba Cloud เป็นเทคโนโลยีหลักในการให้บริการประชาชน

Credit: ShutterStock.com

 

ในโครงการ Smart City ของมาเก๊าครั้งนี้จะครอบคลุมทั้่งการส่งเสริมการท่องเที่ยว, การคมนาคม, การดูแลสุขภาพและสาธารณสุข, การบริหารจัดการ และการพัฒนาบุคลากร โดยจะใช้ความสามารถที่หลากหลายของ Alibaba Cloud และประสบการณ์ในการเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Smart City ในจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการนำ Artificial Intelligence (AI) ในการบริหารจัดการการสัญจรทางถนน, อากาศ และน้ำ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวแบบ Data-driven ให้เป็นจริงขึ้นมาได้ รวมถึงการนำ Big Data และ Deep Learning มาทำงานผสานกันในฐานะมันสมองของเมือง Smart City เช่นเดียวกับที่เคยทำให้กับภาครัฐของประเทศจีนในหลายเมืองมาแล้ว

โครงการ Hangzhou City Brain ซึ่งเป็นระบบ AI ที่ใช้ในการบริหารจัดการระบบขนส่งมวลชนในประเทศจีนเองนั้นก็เป็นหนึ่งในผลงานของ Alibaba ที่สามารถเพิ่มความเร็วในการสัญจรของประชาชนได้มากถึง 11% จากการทดสอบใช้งานในเขต Xiaoshan แห่ง Hangzhou

Alibaba Cloud หวังว่าการเปลี่ยนมาเก๊าให้กลายเป็น Smart City นี้จะกลายเป็นแม่แบบของการทำ Digital Transformation ในระดับเมืองให้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยการจับมือกันครั้งนีจะมีระยะเวลา 4 ปี โดยมีเฟสแรกเริ่มต้นในปี 2017 – 2019 ที่จะเริ่มลงทุนด้าน Cloud Computing และโครงการอื่นๆ ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น โดยทาง Alibaba จะทำหน้าที่อบรมเจ้าหน้าที่ในมาเก๊าให้กลายเป็นมืออาชีพทางด้าน Cloud Computing และ E-Commerce เพื่อหนุนเสริมการใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้

มาเก๊านี้ถือเป็นศูนย์กลางของนักพนันทั่วโลก และมีธุรกิจด้านคาสิโนซึ่งมีรายรับมากถึง 2,860 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือนับเป็น 100,100 ล้านบาทไทยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียวเท่านั้น

 

ที่มา: http://www.scmp.com/business/article/2105397/macau-teams-alibaba-turn-smart-city-vision-reality

from:https://www.techtalkthai.com/macau-will-build-its-smart-city-with-alibaba-cloud/

[PR] ofo พร้อมเปิดให้บริการจักรยาน 6,000 คัน ในประเทศไทย ภายในเดือนกันยายนนี้

กรุงเทพฯ – 31 กรกฎาคม 2560 –  ofo ผู้ให้บริการจักรยานสาธารณะแบบไร้สถานีชั้นนำของโลก เริ่มทดลองเปิดให้บริการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจะเปิดให้บริการในวันที่ 1 สิงหาคม 2560 อย่างเป็นทางการ โดยในอีกสามเดือนข้างหน้า ofo วางแผนที่จะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ อีก 10 แห่ง ในประเทศไทย ก่อนที่จะเปิดให้บริการสำหรับการใช้งานทั่วไปบนท้องถนนในเมืองในอนาคต

ofo ได้เปิดให้ทดลองใช้จักรยานชุดแรกจำนวน 546 คัน ในมหาวิทยาลัยในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และจะเปิดให้ใช้บริการเพิ่มอีก 454 คัน ในเดือนสิงหาคม โดยคาดว่าจะมีจักรยานที่เปิดให้ใช้บริการรวมทั้งสิ้นเป็นจำนวน 6,000 คันภายในเดือนกันยายน หลังจากนั้นตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนจักรยานที่เปิดให้ใช้บริการเดือนละ 5,000 คัน ในทุกๆ เดือน  การเปิดให้บริการในครั้งนี้ จะเริ่มจากการสร้าง “มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ (smart campus) ” ต่อยอดไปสู่ “เมืองอัจฉริยะ(smart city)” ในอนาคต โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้การเดินทางระยะสั้นในเมือง สะดวก ราคาไม่แพง ช่วยให้มีสุขภาพดี และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ofo ได้จัดแสดงจักรยานในงาน Techsauce Global Summit ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคมจนถึงวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดย ofo เป็นผู้ให้บริการจักรยานสาธารณะรายเดียวที่เข้าร่วมงานในฐานะผู้ร่วมจัดงานอย่างเป็นทางการในงานประชุมเทคโนโลยีระดับโลกที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นาย ลอว์เรนซ์ เฉา หัวหน้ากลุ่มธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ ofo กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นที่จะส่งเสริมวัฒนธรรมการขี่จักรยานและช่วยแก้ไขสถานการณ์การจราจรทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองอื่นๆ ในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้นี้ โดยบริษัทฯ พร้อมที่จะนำเสนอบริการเฉพาะสำหรับผู้ขับขี่พร้อมให้แนวทางแก้ปัญหาในการเดินทางที่ยั่งยืนสำหรับชาวเมือง”

การเปิดตัวในประเทศไทยนับเป็นอีกก้าวหนึ่งที่จะทำให้ ofo บรรลุเป้าหมายในการขยายธุรกิจไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยบริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะเปิดให้บริการ 200 เมือง ใน 20 ประเทศภายในสิ้นปีนี้

###

เกี่ยวกับ ofo

ofo ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2557 โดยเป็นผู้ให้บริการจักรยานสาธารณะแบบไร้สถานีผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือออนไลน์บริษัทแรกและใหญ่ที่สุดในโลก ofo ได้รับการออกแบบให้ทุกคนสามารถแบ่งปันการใช้งานจักรยานได้สาธารณะโดยบริษัทฯ มุ่งหวังให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการใช้งานจักรยานได้ในทั่วทุกมุมของโลก ปัจจุบันมีผู้เดินทางท่องเที่ยวใช้งานจักรยานของ ofo ซึ่งมีมากกว่า 6.5 ล้านคัน ในเมืองมากกว่า 150 เมือง ใน 6 ประเทศ โดยมีการใช้งานมากกว่า 25 ล้านรายการต่อวัน ที่ผ่านมาแพลตฟอร์มนี้ได้ช่วยให้ผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 100 ล้านคน เดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกสบายและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มาแล้วกว่า 2 พันล้านครั้ง

from:https://www.techtalkthai.com/ofo-bike-rent-service-start-renting-in-thailand-this-september/

เทรนด์การใช้สมาร์ทโฟนแทนกุญแจเปิดประตูกำลังมาแรง

จากสถิติการใช้อุปกรณ์พกพาจากหลายแหล่ง พบว่าจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนจะเพิ่มขึ้นแตะ 4.7 พันล้านรายภายในปีนี้ หรือเรียกได้ว่าทุกสองในสามคนที่อยู่ในวัยทำงานต่างใช้สมาร์ทโฟนพร้อมๆ กับแอพที่หลากหลายขึ้นเรื่อยๆ นั่นย่อมมาพร้อมกับเทรนด์ที่จะใช้สมาร์ทโฟนในการใช้งานชีวิตประจำวันมากขึ้น

Axis ผู้นำด้านระบบความปลอดภัยกายภาพ ได้อธิบายรายงานจาก Gartner เกี่ยวกับการจัดการควบคุมการเข้าถึงว่า ปีนี้จะมีองค์กรกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ พยายามนำสมาร์ทโฟนมาใช้แทนการ์ดหรือโทเค่นสำหรับเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ โดยมีแผนจะทำให้ได้เป็นรูปธรรมภายในอีกสามปีข้างหน้า

ทั้งนี้ Axis อธิบายว่าสาเหตุมาจาก เทคโนโลยีอุปกรณ์พกพาได้เข้ามามีส่วนในการระบุตัวตน, ยืนยันตน, อนุมัติสิทธิ์, รวมทั้งการบันทึกเหตุการณ์ในระบบคอมพิวเตอร์ค่อนข้างมากแล้ว รวมทั้งเทรนด์ความนิยมในการใช้อุปกรณ์พกพาในการทำงานเกือบทุกรูปแบบก่อนอุปกรณ์อื่นๆ ในปัจจุบัน ซึ่งถ้าสามารถใช้สมาร์ทโฟนในการปลดล็อกประตูได้ ก็ยิ่งสร้างความพึงพอใจแก่พนักงานปัจจุบันมากขึ้นด้วย

https://www.axis.com/blog/secure-insights/smartphones-access-control

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/7540

[PR] แอ็กซิส เผยโซลูชั่นวิเคราะห์ภาพจากกล้อง ยกระดับความปลอดภัยในการสัญจร ตอบโจทย์การสร้างเมืองอัจฉริยะ

กรุงเทพฯ 7 กรกฎาคม 2560 – “เมืองอัจฉริยะ” หรือ “สมาร์ท ซิตี้” แนวคิดการพัฒนาเมืองยุคใหม่ ที่ผสานเอาเทคโนโลยีสารสนเทศ มาพัฒนาร่วมกับการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานของเมืองเพื่อช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อยกระดับความปลอดภัยสาธารณะ และสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้อยู่อาศัย ซึ่งความปลอดภัยเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่ทุกเมืองจะต้องมี ก่อนที่จะต่อยอดไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรในเมืองด้านอื่นๆ ให้ดียิ่งขึ้น

ปัจจุบัน การติดตั้งกล้องวงจรปิดเป็นหนึ่งในมาตรการพื้นฐานที่หลายๆ เมืองนำมาใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับชุมชน แต่ภายใต้แนวคิดการสร้างเมืองอัจฉริยะ กล้องวงจรปิดไม่ได้มีหน้าที่แค่ป้องกันการบุกรุกทำลายทรัพย์สินสาธารณะหรือการก่ออาชญากรรม โดยช่วยพิสูจน์หลักฐานหลังเกิดเหตุการณ์เท่านั้น แต่ยังแจ้งเตือนก่อนเกิดเหตุร้าย เพื่อรักษาสร้างสภาพคล่องทางการจราจร ช่วยสนับสนุนการวางแผนบริหารพื้นที่ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้ โดยเฉพาะในมหานครใหญ่ที่อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวินาที และเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้ว การตอบสนองต่อเหตุการณ์ ด้วยการนำเอาข้อมูลจากกล้องวงจรปิดมาใช้ประโยชน์ได้อย่างทันท่วงที ยังเป็นสิ่งสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยให้กับประชาชน 

ด้วยเหตุนี้ วิดีโอเครือข่ายอัจฉริยะครบวงจรและเทคโนโลยีระบบวิเคราะห์ภาพจากกล้องวงจรปิดจึงเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนให้พลวัตของเมืองดำเนินไปได้อย่างราบรื่น พร้อมทั้งสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับผู้คนในเมือง

แอ็กซิส คอมมูนิเคชั่นส์ ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมระบบวิดีโอแบบเครือข่ายครบวงจร ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานด้านความปลอดภัยสาธารณะของเมืองใหญ่ทั่วโลกมานานกว่า 15 ปี เทคโนโลยีระบบกล้องวงจรปิดเครือข่ายของแอ็กซิส และระบบวิเคราะห์ภาพจากกล้องโดยซิติล็อก (Citilog) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ มีส่วนสำคัญในการปรับโฉมและยกระดับความปลอดภัย โดยเฉพาะบนท้องถนนของหลายๆ เมืองให้ดียิ่งขึ้น

“การเดินทางสัญจรในแต่ละวัน และอุบัติเหตุทางรถยนต์คือสาเหตุหลักของปัญหาการจราจร ปัจจุบัน หลายๆ เมืองที่แอ็กซิสเข้าไปดำเนินงาน มีการติดตั้งเซนเซอร์อัจฉริยะที่สามารถตรวจจับและรวบรวมข้อมูลการจราจรได้ในแบบเรียลไทม์ อาทิ จำนวนรถยนต์บนถนน สภาพคล่องทางการจราจร จุดที่มีงานซ่อมถนน ตลอดจนความผิดปกติต่างๆ บนท้องถนน ด้วยเทคโนโลยีภาพวีดีโอที่คมชัดและรายงานการแจ้งเตือนเหตุการณ์โดยอัตโนมัติ ช่วยให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเมืองสามารถเข้าใจและประเมินสถานการณ์การจราจรบนท้องถนนได้อย่างทันท่วงที ดังนั้นจึงสามารถเข้าช่วยเหลือและควบคุมสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การติดขัดทางจราจรคลี่คลายได้เร็วตามมา” นายแมกนัส เซเดอร์เฟลด์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกใต้ แอ็กซิส คอมมูนิเคชั่นส์ กล่าว

นายแม็กนัส อธิบายเพิ่มเติมถึงโซลูชั่นเทคโนโลยีระบบขนส่งอัจฉริยะ (Intelligent Transportation System: ITS) ที่แอ็กซิสและซิติล็อกร่วมกันพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับการเดินทางสัญจรในแต่ละวัน ซึ่งประกอบด้วย โซลูชั่นระบบตรวจจับอุบัติเหตุโดยอัตโนมัติ (Automatic Incident Detection: AID) ที่สามารถระบุเหตุการณ์ผิดปกติ อาทิ รถที่หยุดวิ่งบนทางด่วน รถที่วิ่งสวนเลน สิ่งกีดขวางบนถนน ควันไฟในอุโมงค์ ตลอดจนอุบัติเหตุบนทางด่วนหรือสะพานได้ภายในไม่กี่วินาทีหลังเกิดเหตุการณ์ ด้วยความสามารถของกล้องในการตรวจจับความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมการจราจรส่วนกลางสามารถติดตามอุบัติเหตุและความผิดปกติบนท้องถนนได้ในแบบเรียลไทม์ และสามารถคาดการณ์สภาพคล่องทางการจราจรได้ ขณะเดียวกันเมื่อคนขับรถได้รับแจ้งเตือนอุบัติเหตุข้างหน้าได้อย่างทันท่วงทีก็จะสามารถคาดการณ์ ปรับลดความเร็ว และหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุซ้ำสองได้ เหตุการณ์จราจรติดขัดก็จะลดลง เกิดสภาพคล่องในการจราจร และลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินสาธารณะลงได้อีกด้วย 

นอกจากนี้ แอ็กซิสยังมีโซลูชั่นระบบรวบรวมข้อมูลการจราจร (Traffic Data Collection) ที่สามารถดึงข้อมูลและสถิติ อาทิ ความคล่องตัวของการจราจร ประเภทของรถที่วิ่งผ่าน ความเร็วโดยเฉลี่ย อัตราความหนาแน่นของการจราจร มาใช้ได้ในแบบเรียลไทม์ เพื่อการวางแผนการจัดการจราจรในแต่ละช่วงเวลา โซลูชั่นระบบควบคุมการจราจรสี่แยก (Intersection Control) ซึ่งประกอบด้วยกล้องระบบเซ็นเซอร์เหนือพื้นดินที่สามารถเชื่อมต่อกับสัญญาณไฟจราจรได้ทุกรุ่น ทั้งยังมีประสิทธิภาพเหนือกว่าเครื่องมือตรวจจับยานพาหนะบนท้องถนนแบบ inductive loops (ซึ่งใช้หลักการเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็กมาตรวจจับโลหะ) และสามารถตรวจจับการเข้าคิวของรถแต่ละคันบริเวณสี่แยกได้ในแบบเรียลไทม์ ตลอดจนแอพพลิเคชั่นระบบวิเคราะห์ภาพจากกล้องที่สามารถตรวจจับและให้ข้อมูล อาทิ จำนวนรถที่รอคิวอยู่ที่สี่แยก ความเร็วของรถที่แล่นมา และความผิดปกติต่างๆ ได้ตามเวลาจริง และโซลูชั่นระบบบริหารจัดการภาพวิดีโอ (Video Management System: VMS) แพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อรองรับภาคคมนาคมขนส่งและเทคโนโลยีระบบขนส่งอัจฉริยะ (ITS) ด้วยฟีเจอร์ที่ครอบคลุมทุกฟังก์ชั่นและสภาพการณ์ที่หลากหลาย ง่ายต่อการใช้งาน และรองรับแอพพลิเคชั่นและระบบ ITS ต่างๆ ได้อย่างลงตัว   

“ความรู้สึกปลอดภัยคือปัจจัยพื้นฐานต่อการดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุขของคนในสังคม อุปกรณ์กล้องวิดีโอแบบเครือข่ายและระบบวิเคราะห์ภาพจากกล้องวงจรปิด ได้เข้ามาปรับโฉมและยกระดับระบบกล้องวงจรปิดให้กลายเป็นอุปกรณ์บริหารจัดการการจราจรที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้นในแบบเรียลไทม์ แอ็กซิส มีความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มความปลอดภัยในที่สาธารณะทั่วโลก ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์กล้องวิดีโอเครือข่ายอัจฉริยะและนำเสนอโซลูชั่นเพื่อยกระดับความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องร่วมกับพันธมิตรของเรา” นายแมกนัส กล่าวทิ้งท้าย 

###

เกี่ยวกับ แอ็กซิส คอมมูนิเคชั่นส์

แอ็กซิส นำเสนอโซลูชั่นด้านระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะที่ช่วยให้โลกปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในฐานะผู้นำตลาดด้านระบบรักษาความปลอดภัยแบบวิดีโอระบบเครือข่าย แอ็กซิสขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้วยการคิดค้นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเครือข่ายภายใต้การทำงานแบบโอเพ่นแพลทฟอร์มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้าผ่านเครือข่ายพันธมิตรจากทั่วโลกได้อย่างมาก แอ็กซิส สานความสัมพันธ์กับพันธมิตรอย่างยาวนาน และส่งต่อความรู้ความเข้าใจแก่พันธมิตร รวมถึงการคิดค้นผลิตภัณฑ์เครือข่ายที่มีประสิทธิภาพอย่างไม่มีใครเหมือนให้กับพันธมิตรทั้งตลาดที่มีอยู่ในปัจจุบันและในตลาดใหม่

แอ็กซิสมีพนักงานมากกว่า 2,600 คน ใน 50 ประเทศทั่วโลก และประสานงานร่วมกับคู่ค้าทั่วโลก 90,000 ราย แอ็กซิสเป็นบริษัทสัญชาติสวีเดน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2527 และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ในสต็อกโฮล์ม โดยใช้ตัวย่อ AXIS

from:https://www.techtalkthai.com/axis-shows-intelligent-solution-for-better-transportation-system/

[PR] แอลจีส่งหุ่นยนต์อัจฉริยะยึดพื้นที่ในสนามบินนานาชาติอินชอน เกาหลีใต้ มอบบริการอันเหนือชั้นแก่นักเดินทางสู่เกาหลี

กรุงโซล, 27 กรกฎาคม 2560 – เพื่อร่วมเตรียมความพร้อมสู่การเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีใต้ แอลจี อีเลคทรอนิคส์  (แอลจี) เปิดตัวหุ่นยนต์อัจฉริยะที่สนามบินนานาชาติอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งจะให้บริการแก่นักเดินทางจำนวนราว 57 ล้านคนจากทั่วโลกที่เดินทางมาเยือนเกาหลีใต้ในแต่ละปี โดยตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา แอลจีได้ทดลองให้บริการ Airport Guide Robots หุ่นยนต์นำทางอัจฉริยะและ Airport Cleaning Robots หุ่นยนต์ทำความสะอาดภายในสนามบิน เพื่อช่วยเหลือผู้ที่เดินทางเข้าและออกจากประเทศเกาหลีใต้ หุ่นยนต์นำทางจะเคลื่อนที่ไปทั่วสนามบิน เพื่อให้ข้อมูลที่สำคัญต่างๆ แก่ผู้โดยสาร สำหรับหุ่นยนต์ทำความสะอาดนั้นจะคอยสอดส่องดูแลความสะอาดทั่วพื้นที่สนามบิน

หุ่นยนต์นำทางในสนามบินได้รับการยกระดับด้วยระบบจดจำเสียงของแอลจี สามารถเข้าใจและสื่อสารได้ถึง 4 ภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษาเกาหลี อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นภาษาที่มีการใช้งานมากที่สุด ณ สนามบินอินชอน เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารผ่านเสียงพูดได้ หุ่นยนต์ดังกล่าวยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบส่วนกลางของสนามบิน เพื่อแสดงข้อมูลของเที่ยวบินต่างๆ ตำแหน่งของร้านอาหาร ร้านค้า และอื่นๆ อีกมากมาย เพียงแค่สแกนบัตรที่นั่ง หุ่นยนต์นำทางสามารถพาผู้โดยสารที่เดินทางมาสายหรือหลงทางไปสู่ประตูทางเข้าเครื่องบินที่ถูกต้องได้ทันเวลา

สำหรับหุ่นยนต์ทำความสะอาดของสนามบินนั้น ได้รวบรวมประสิทธิภาพการทำความสะอาดอันทรงพลังของเครื่องดูดฝุ่นแอลจี HOM-BOT, ระบบนำทางที่ทำงานอย่างอิสระ และความสามารถในการหลบหลีกวัตถุต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อใช้ในส่วนของพื้นที่ร้านค้าและพื้นที่สาธารณะ หุ่นยนต์ตัวนี้ยังสามารถตรวจจับพื้นที่ที่ต้องการการทำความสะอาดบ่อยครั้งที่สุด จัดเก็บข้อมูลตำแหน่งของพื้นที่นั้นๆ ไว้ในฐานข้อมูล และคำนวณหารูปแบบการเคลื่อนที่ไปยังจุดดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดอีกด้วย

ด้วยหุ่นยนต์สนามบินอัจฉริยะเหล่านี้ แอลจีแสดงให้เห็นถึงความคิดริเริ่มในการพัฒนาและต่อยอดธุรกิจหุ่นยนต์เชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนขับเคลื่อนสู่การเติบโตในอนาคต ปัจจุบัน ธุรกิจหุ่นยนต์ของแอลจีแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ หุ่นยนต์ภายในบ้านของแอลจี ได้แก่ เครื่องดูดฝุ่น HOM-BOT และหุ่นยนต์ผู้ช่วยในบ้านใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า Hub Robot ส่วนที่สองคือธุรกิจหุ่นยนต์เชิงพาณิชย์ของแอลจีซึ่งประกอบด้วยหุ่นยนต์ที่ออกแบบสำหรับบริการต่างๆ ในพื้นที่สาธารณะโดยเฉพาะ อาทิ สนามบิน  โรงแรม และธนาคาร

###

เกี่ยวกับ แอลจี อีเลคทรอนิคส์ ในประเทศไทย

บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ ประเทศไทย (จำกัด) หนึ่งในผู้นำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าโทรศัพท์มือถือ และกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านภายใต้แบรนด์ แอลจี โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะก้าวขึ้นสู่ความเป็นแบรนด์ชั้นนำของเมืองไทยที่จะเติมเต็มชีวิตของผู้บริโภคชาวไทยด้วยนวัตกรรมระดับโลก โดยในประเทศไทยนั้น ประกอบไปด้วย 4 หน่วยธุรกิจสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจผลิตภัณฑ์โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ธุรกิจเครื่องปรับอากาศและโซลูชั่นด้านพลังงาน แอลจีเป็นผู้นำด้านการผลิตทีวีจอแบน อุปกรณ์ภาพและเสียง อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า และตู้เย็นที่มีคุณภาพระดับโลก นอกจากผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นทั้งด้านดีไซน์ เทคโนโลยีและคุณภาพที่วางใจได้แล้ว แอลจียังมุ่งมั่นในการสร้างแบรนด์ผ่านกิจกรรมทางการตลาดในรูปแบบที่น่าสนใจและหลากหลายเพื่อให้สอดคล้องกับสโลแกน “Life’s Good”

ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับแอลจีได้ที่ http://www.LGnewsroom.com และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอลจี ประเทศไทย ได้ที่ www.lg.com/th

from:https://www.techtalkthai.com/lg-releases-smart-robot-providing-service-in-incheon-airport/