คลังเก็บป้ายกำกับ: SMART_CITY

[PR] ฟูจิตสึโชว์เคส INESA ก้Œาวสู่โรงงานอัจฉริยะอย่‹างแท้จริง

บริษัท ฟูจิตสึ ได้รวบรวมข้อมูลการผลิต และการมองภาพที่เด่นชัดเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่ง กลุ่มบริษัท The Instrument and Electronics (Shanghai)Associates Group (INESA) เป็นองค์กรรัฐขนาดใหญ่ในประเทศจีนให้บริการโซลูชั่น Smart City ส่วนบริษัท INESA Display MaterialsCo., Ltd. เป็นบริษัทในเครือซึ่งดำเนินธุรกิจผลิตชุดกรองสีสำหรับจอแสดงผล(Color Filter) แห่งเดียวในโลกที่มีศักยภาพในการผลิตมาถึงรุ่นที่ 5 แล้วและเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในรูปแบบธุรกิจขององค์กรและสภาพแวดล้อมของตลาด รัฐบาลของประเทศจีนจึงได้ประกาศใช้แผนกลยุทธ์ผลิตในประเทศจีน ปี 2025” ขึ้น

จุดมุ่งหมายเพื่อผสานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)ที่ทันสมัยเข้ากับระบบการผลิต จะช่วยให้ประเทศจีนนำหน้าคู่แข่ง โดยการเปลี่ยนจากผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ที่ผลิตสินค้าจำนวนมากไปเป็นโรงงานประสิทธิภาพสูงที่มุ่งเน้นผลิตสินค้าคุณภาพ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ บริษัท INESAจึงริเริ่มใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ล้ำสมัยและระบบการผลิตอัจฉริยะเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและความได้เปรียบทางการแข่งขันเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการสร้างโรงงานอัจฉริยะดังกล่าว บริษัทต้องก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ในส่วนที่เกี่ยวกับการผลิต คุณภาพ ประสิทธิภาพ การควบคุมค่าใช้จ่ายและการลดการใช้พลังงาน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยระบบอัจฉริยะในการเก็บรวบรวมข้อมูล การจัดเก็บ การประมวลผลและการวิเคราะห์ภาพที่ได้ เพื่อให้สามารถเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลในการผลิตได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนติดตามการใช้พลังงานควบคู่กันไปในวิธีปฏิบัติแบบดั้งเดิม ข้อมูลจะถูกเก็บรวบรวมผ่านรายงานทางสถิติต่างๆ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ยังเป็นปัญหาเนื่องจากมีขั้นตอนที่ซับซ้อนต้องใช้ทั้งเวลาและแรงงาน อีกทั้งยังไม่สามารถแสดงข้อมูลที่หลากหลายได้อย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นเรื่องยากที่จะรับรู้ถึงสถานะโดยรวมของโรงงานผลิต ตลอดจนถึงการใช้งานและการบำรุงรักษาอุปกรณ์อีกด้วย

ในสภาพแวดล้อมด้านการผลิตของเรา เรามีแหล่งข้อมูลจำนวนมากที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการทำงาน อุปกรณ์ และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของสินค้าที่เราผลิตWei Fengrong ผู้อำนวยการฝ่ายสารสนเทศของ INESA Display Materials Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ INESA Group กล่าวการเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการปรับปรุงระบบการจัดการ ดังนั้น การแสดงผลอย่างเป็นเอกภาพในแพลตฟอร์มเดียวกัน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

การเริ่มเข้Œาสู่‹โรงงานอัจฉริยะโดยการใช้Œแพลตฟอร์มโซลูชั่นแบบ IoT

ในเดือนมกราคมปี 2016 ฟูจิตสึและ INESA ได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทSmart Manufacturing Demonstration Factory ซึ่งเป็นโรงงานผลิตตัวอย่างประกอบด้วย 3 เฟส โดยในเฟสแรกของโครงการทั้งฟูจิตสึและ INESA ได้ร่วมมือกันเก็บรวบรวมและเปรียบเทียบข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ในขณะเดียวกันก็ได้นำสถาปัตยกรรม Internet of Things (IoT) มาใช้เพื่อให้สามารถมองเห็นสถานะการผลิตและสถานการณ์การดำเนินงานของโรงงานได้อย่างครอบคลุมโซลูชั่นนี้ประกอบด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตไร้สายร่วมกับกระบวนการติดตามแบบดั้งเดิม การตรวจสอบและใช้อุปกรณ์ตรวจจับเพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าของข้อมูลตามเวลาจริง พยายามจะวิเคราะห์สถานะการผลิตของโรงงาน เพื่อสร้างรายงานสรุปต่างๆ ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากร เช่น ไฟฟ้า ก๊าซและน้ำ ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมจะถูกเก็บรวบรวมโดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ ฟูจิตสึยังได้ออกแบบแพลตฟอร์มบิ๊กดาต้า เพื่อจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลการใช้พลังงานและข้อมูลการผลิตทั้งหมดของโรงงานไว้ที่ส่วนกลาง ทำให้สามารถมองภาพและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากในเชิงลึกได้อย่างรวดเร็วแพลตฟอร์มบิ๊กดาต้าสำหรับข้อมูลขนาดใหญ่ และเทคโนโลยีไร้สายระดับอุตสาหกรรมในแบบ IoT ของฟูจิตสึ ทำให้เราสามารถก้าวไปสู่ระบบการบำรุงรักษาอุปกรณ์แบบอัจฉริยะด้วยเช่นกัน” Wei Fengrong กล่าวระบบ Enterprise Application Intelligent Dashboard ของฟูจิตสึช่วยให้สามารถแสดงผลตัวชี้วัดหลักๆ ได้อย่างครบถ้วน เช่น ประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพผลิตภัณฑ์ สถานะอุปกรณ์ สภาพแวดล้อมโรงงานและพลังงานที่ใช้ไปในการผลิต ผลที่ได้รับ คือ ภาพจากแดชบอร์ดจะช่วยให้สามารถตรวจจับอุปกรณ์ที่ผิดพลาดได้โดยเร็ว ทำให้ผู้จัดการโรงงานสามารถระบุปัญหาและแก้ไขปรับปรุงได้ทันท่วงทีสนับสนุนการดำเนินงานในโรงงาน ไปพรร้อมๆ กับการดูแล

สิงแวดล้Œอมหลังจากการใช้โซลูชั่นใหม่ของฟูจิตสึ ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการก็ดีขึ้นอย่างมาก การวิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินงานพบว่าผลผลิตเพิ่มขึ้น 25% และสามารถลดเวลาการผลิตลงถึง 50% นอกจากนี้ โซลูชั่นจะรีเฟรชข้อมูลการจัดการพลังงานทุกๆ 45 วินาที ซึ่งจะกระตุ้นให้พนักงานมีความด้วยประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม โครงการโรงงานอัจฉริยะของ INESA จึงได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล ‘Smart Manufacturing Pilot Demonstration Project ปี 2016’ และได้เป็นหนึ่งในโรงงานไม่กี่แห่งที่ได้รับการยกย่องว่ามีแนวคิด ระบบการผลิตอัจฉริยะภาพ

หน้าจอแดชบอร์ดแอพพลิเคชั่นอัจฉริยะของฟูจิตสึ (Fujitsu Enterprise Application Intelligent Dashboard) จะแสดงสถานะของสายการผลิตในแบบเรียลไทม์ในทุกๆ 10 นาที” Wei Fengrong กล่าวนอกจากนี้ ข้อมูลยังมีข้อเสนอแนะสำคัญที่จะช่วยการทำงานของผู้จัดการ รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการการผลิต คุณภาพและอัตราปริมาณของเสียระหว่างการผลิต การใช้พลังงานและสถานะอุปกรณ์อีกด้วย

ระบบ FUJITSU Enterprise Application Intelligent Dashboard มีความรวดเร็วในการตอบสนองต่อปัญหาด้าน อุปกรณ์” Wei Fengrong กล่าวกระบวนการนี้จะช่วยให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงทีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นอกจากนี้ระบบยังมีฟังก์ชั่นย้อนหลังซึ่งสามารถย้อนดูเหตุการณ์ที่ผู้จัดการไม่ได้ สังเกตก่อนหน้านี้ จะเห็นได้ว่าคุณลักษณะนี้ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบสาเหตุของปัญหาและป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ที่คล้ายกันเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต รองผู้จัดการทั่วไป Li Xiaojun สรุปว่าในฐานะผู้ให้บริการของโซลูชั่น Smart City แบบครบวงจร บริษัท INESA ตอบสนองต่อการเรียกร้องระดับชาติในการสร้างและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของเรา ด้วยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ขอขอบคุณประสบการณ์อันยาวนาน และความเชี่ยวชาญในด้าน ICT และด้านการผลิตของฟูจิตสึ ที่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จในการใช้ระบบการผลิตอัจฉริยะด้วยเทคโนโลยี loT และ Big Data ในอนาคตเราจะยังคงทำงานร่วมกับฟูจิตสึต่อไป เพื่อรักษาความเป็นผู้นำอย่างแท้จริง ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันอย่างสูงเช่นนี้

###

from:https://www.techtalkthai.com/fujitsu-inesa-smart-factory/

Advertisements

ข้ามไทยไปแล้ว บริษัทญี่ปุ่นแห่ลงทุนในเวียดนาม เตรียมตั้งสมาร์ททาวน์ มีรถบัสไร้คนขับ

รัฐบาลญี่ปุ่นร่วมกับบริษัทในญี่ปุ่นกว่า 20 แห่ง ลงทุนสร้างเมืองใหม่ในเวียดนาม ทางตอนเหนือของกรุงฮานอยให้กลายเป็นสมาร์ททาวน์ มีเทคโนโลยียุคใหม่ล่าสุดจากบริษัทญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นอาคารประหยัดพลังงาน ที่อยู่อาศัยแบบใหม่ และมีรถบัสไร้คนขับด้วย ตัวโครงการตั้งเป้าหมายไว้ที่ปี 2023

ตัวอย่างบริษัทญี่ปุ่นที่มาร่วมลงทุนโครงการยักษ์นี้ประกอบด้วย

  • บริษัท Mitsubishi Heavy จะเป็นผู้ลงทุนเทคโนโลยีรถบัสไร้คนขับรวมทั้งแท่นชาร์จสำหรับรถอัตโนมัติ มูลค่าการลงทุน 37,000 ล้านดอลลาร์
  • บริษัท Sumitomo ทำข้อตกลงร่วมกันกับกลุ่ม BRG บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในเวียดนาม และบริษัทสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น Nikken Sekkei ในการออกแบบเมืองพื้นที่ขนาด 310 เฮคเตอร์ทางตอนเหนือของฮานอย เฟสแรกจะทำคอนโด 7,000 ยูนิตและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สร้างภายในสิ้นปีหน้า โดย Sumitomo และ BRG ลงทุนในระยะแรก 1 พันล้านดอลลาร์
  • บริษัท Panasonic และบริษัทด้านเทเลคอม KDDI จะวางแผนด้านการประหยัดพลังงาน
  • บริษัท Daikin พัฒนาระบบปรับอากาศที่เหมาะสมแก่สภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของฮานอย

โครงการนี้มีแหล่งทุนมาจากหลายแหล่ง เช่น กองทุนจากบริษัทต่างๆที่มาเข้าร่วมลงทุน, ความช่วยเหลือด้านการต่างประเทศของญี่ปุ่น และการสนับสนุนจากรัฐบาลเวียดนาม

alt="shutterstock_317072030"
ภาพจาก Shutterstock โดย Vietnam Stock Images

กระทรวงการค้าและสำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น จะช่วยสนับสนุนบริษัทต่างๆ ในการทำวิจัยและการเจรจากับฝ่ายเวียดนาม โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในนโยบายของนายกรัฐมนตรี Shinzo Abe ในการส่งเสริมการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศกำลังพัฒนา

ที่มา – Nikkei Asian Review

from:https://www.blognone.com/node/99838

Alphabet เปิดตัว Coord บริษัทข้อมูลการเดินทางเรียลไทม์ เปิด API ให้บริษัทอื่นเรียกใช้ได้

Sidewalk Labs โครงการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับเมืองภายใต้ Alphabet เปิดตัว Coord แพลตฟอร์มเพื่อสมาร์ทซิตี้ เจาะตลาดการขนส่งเดินทางเป็นหลัก ในแพลตฟอร์มรวมข้อมูลการเดินทางในเมืองจากแหล่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นปริมาณข้อมูลมหาศาลที่ต้องใช้เวลาและกระบวนการในการรวบรวมมาก

ข้อมูลที่ Coord มีได้แก่ ค่าธรรมเนียมการใช้ถนน ข้อมูลทางเท้า ตำแหน่งที่สามารถจอดรถได้ จากที่ปกติแล้วข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ในหน่วยงานของเมืองเพื่อกำกับดูแลการจราจรของเมืองเท่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูล real time เพื่อจะได้รู้ความเคลื่อนไหวของข้อมูล เช่น ขอบถนนตรงตำแหน่งใดจอดรถรับ-ส่งคนได้ ตรงไหนไม่ได้

ยกตัวอย่างเช่น หากบริการเรียกรถเข้ามาใช้บริการแพลตฟอร์ม Coord ภายในแอพก็จะคำนวณค่าธรรมเนียมการใช้ถนนมาให้ และหาจุดจอดรถได้ ไม่ต้องเสียเวลาหาที่จอด เป็นต้น

No Description
ภาพจาก Medium Coord

Coord ระบุผ่านบล็อกว่า การเข้าถึงข้อมูลและบริการมาตรฐานนี้ช่วยให้นักพัฒนาสามารถกำหนดได้ว่าจะรวมตัวเลือกการเดินทางเข้ากับการบริการตัวไหน เช่น รวมบริการจองรถ จองจักรยานเข้ามาในแอพแผนที่ และกดจ่ายเงินได้ด้วยภายในแอพเดียว บริษัทยยังพัฒนาเครื่องมือ “Surveyor” ที่ใช้ข้อมูลรูปภาพขอบถนน ป้ายสัญลักษณ์ และสิ่งแวดล้อมบริเวณขอบถนนนั้น นำมาแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัลแสดงภาพรวมของบริเวณขอบถนนของบล็อกถนนนั้นๆ ได้ภายใน 4 นาที เป็นข้อมูลเรียลไทม์ ซึ่ง Coord มีข้อมูลให้บริการเชิงพาณิชย์ใน 4 เมืองแล้วคือ นิวยอร์ก, ซีแอตเทิล, ซานฟรานซิสโก และ ลอสแองเจลิส

Coord ระบุเพิ่มเติมด้วยว่ากำลังอยู่ระหว่างการสร้าง API สำหรับแอพจองจักรยานที่สามารถจ่ายเงินในแอพได้ และจองแทนกันได้ เช่นโรงแรมจองจักรยานให้นักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังมีเรื่องค่าธรรมเนียมการใช้ถนน ที่จะรวมฟีเจอร์แสดงรายจ่ายเข้าไว้ด้วยกันกับแอพนำทาง เพื่อจะได้รู้ราคาที่ต้องจ่ายจริงๆ ก่อนการเดินทาง

ที่มา – Medium, WIRED

No Description

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/99617

Amazon เตรียมจดสิทธิบัตรรถหุ่นยนต์ สำหรับวิ่งส่งพัสดุอัตโนมัติ

เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน มีการเผยแพร่สิทธิบัตรที่ได้รับการรับรองของสหรัฐฯ ล่าสุด ที่มีการจดทะเบียนแบบแปลนของยานพาหนะขนาดเล็กที่วิ่งบนพื้นราบ ของ Amazon ซึ่งวิ่งไปยังบ้านของลูกค้าแต่ละหลังได้แบบอัตโนมัติ เพื่อไปรับพัสดุจากบ้านของลูกค้าที่เรียกใช้ เพื่อนำไปส่งยังรถบรรทุก รวมทั้งจากรถขนส่งไปยังตำแหน่งต่างๆ ที่ตั้งไว้ได้

หุ่นยนต์ตามแบบแปลนนี้จัดอยู่ในประเภท AGV (Autonomous Ground Vehicle) มีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยมเหมอนกล่อง คล้ายกับหุ่นยนต์ขนส่งของบริษัท Starship Technologies เมื่อปี 2559 ที่ใช้ส่งอาหารแบบวิ่งบนล้อแต่ของอเมซอนนี้เหมือนอิงคอนเซ็ปต์ยุคคลาสสิกเก่า ที่ฝึกสุนัขให้ไปคาบหนังสือพิมพ์เข้ามาวางบนตักเจ้าของในบ้าน

สำหรับชื่อผู้ประดิษฐ์หุ่นยนต์นี้ได้แก่ Tye Michael Bradyหัวหน้าทีมเทคโนโลยีของ Amazon Robotics และ Ethan Zane Evansที่เป็นรองประธานของ Twitch Prime แพลตฟอร์มไลฟ์เกมส์ชื่อดังที่พ่วงกับบริการ Amazon Prime

ทั้งนี้ ทางอเมซอนยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการจดสิทธิบัตรในครั้งนี้ และยังไม่มีกำหนดการแน่นอนว่ารถ AGV นี้จะเข้ามาให้บริการจริงในไม่ช้า อย่างไรก็ดี ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา : Geekwire

from:https://www.enterpriseitpro.net/amazon-patent-robot/

Jack Ma เตรียมส่ง Alibaba Cloud ช่วยควบคุมการจราจรในมาเลฯ แถมจะช่วยปรับปรุงผังเมืองด้วย

ความฝันถึงการเป็น Smart City ไม่ไกลเกินเอื้อม เมื่อ Alibaba สานต่อความสัมพันธ์อันดีกับมาเลเซีย เตรียมส่ง City Brain ลงไปดูแลการจราจร รายงานผลแบบเรียลไทม์ และจะช่วยปรับปรุงผังเมืองด้วย

Najib Razak นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กับ Jack Ma Photo: forum.lowyat.net

Alibaba Cloud จะช่วยจัดการจราจร และปรับปรุงผังเมืองให้มาเลเซีย

หลังจากที่มีความสัมพันธ์อันดีของ Jack Ma กับ Najib Razak นายกรัฐมนตรีมาเลเซียผ่านการลงนามตั้งศูนย์กระจายสินค้าของ Alibaba ภายในพื้นที่เขตการค้าเสรีดิจิทัล (DFTZ) จนในท้ายที่สุดได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อปลายปี 2017

ล่าสุด Alibaba จะทำโครงการใหม่ที่ชื่อว่า “Malaysia City Brain” โดยร่วมกับหน่วยงานของมาเลเซียที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลด้านเศรษฐกิจดิจิทัลโดยเฉพาะหรือ MDEC และอีกหน่วยงานหนึ่งคือ รัฐบาลท้องถิ่นกัวลาลัมเปอร์

โครงการ City Brain จะเป็นโครงการที่ใช้ Alibaba Cloud เข้าไปจัดการและควบคุมการจราจรในเมืองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการใช้เทคโนโลยี Cloud และ AI เพื่อติดตามดูยานพาหนะบนท้องถนน จนนำไปสู่ขั้นสูงสุด คือการช่วยแนะนำในการปรับปรุงผังเมืองให้ดีขึ้นได้

รูปภาพจำลองการทำงานของ City Brain ในหางโจว ประเทศจีนของ Alibaba Cloud

Alibaba Cloud ทำงานอย่างไร?

Alibaba Cloud จะเข้ามาเก็บข้อมูลจากรูปภาพและวีดิโอที่บันทึกไว้ทั่วในเมือง โดยการร่วมมือครั้งนี้จะทำให้ Alibaba สามารถรวบรวมข้อมูลจากบริษัทโทรคมนาคมและบริการแอพเรียกรถ (ride-hailing app) ในประเทศมาเลเซียได้ทั้งหมด

  • ในเฟสที่ 1 Alibaba จะทำงานร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นกัวลาลัมเปอร์เพื่อประสานงานรับข้อมูลจากกล้องกว่า 500 ตัวที่กระจายอยู่ใน 281 จุดทั่วเมืองหลวง เพื่อการวิเคราะห์การจราจรแบบเรียลไทม์
  • ในเฟสที่ 2 Alibaba จะดึงข้อมูลจาก GPS และระบบสัญญาณไฟจราจรของเมืองมาทำงานร่วมด้วย ในส่วนนี้เข้าใจว่า หาก Alibaba มีข้อมูลของการทำงานด้านจราจรท้องถิ่น จะทำให้สามารถควบคุมการจราจรได้อย่างครอบคลุม เช่น หากวิเคราะห์แล้วว่า ขณะนี้รถกำลังติดในจุดนั้นๆ ก็สามารถสั่งการให้สัญญาณไฟจราจรในจุดนั้นเป็นสีเขียว เพื่อทำให้ความหนาแน่นของการจราจรในจุดนั้นลดลง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม Alibaba บอกว่า ในอนาคตข้อมูลส่วนนี้จะเป็นข้อมูลเปิดที่ให้ภาคเอกชน พาร์ทเนอร์ในอุตสาหกรรมต่างๆ และสถาบันวิจัย มาร่วมพัฒนาอัลกอริธึ่มเพื่อทำให้ระบบ City Brain ของมาเลเซียตัวนี้เก่งและฉลาดมากขึ้น

Alibaba เคยใช้ City Brain ในบ้านเกิด และประสบความสำเร็จมาก่อนแล้ว

ในกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียถือเป็นแห่งที่ 2 ที่ Alibaba จะนำเอาเทคโนโลยี City Brain ไปใช้

ก่อนหน้านี้ Alibaba เคยใช้ City Brain ในบ้านเกิดคือหางโจว ประเทศจีน และประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะช่วยทำให้การจราจรคล่องตัวเพิ่มมากขึ้นถึง 15% ในหลายพื้นที่ พร้อมทั้งตรวจจับการฝ่าฝืนกฎการจราจรได้มากถึง 500 ครั้งต่อวัน

ส่วนการนำมาใช้ในมาเลเซีย นอกจากที่จะเป็นการสานต่อความสัมพันธ์อันดีจากการให้ Alibaba เข้ามาสร้างฮับกระจายสินค้าในปลายปีที่แล้ว นักวิเคราะห์ ยังมองว่า “มาเลเซียเป็นประเทศแรกๆ ที่สนับสนุนนโยบาย One Belt One Road ของจีน” 

การเติบโตของ Alibaba Cloud  (ที่โดยเฉพาะ Amazon) ต้องจับตามอง

หนึ่งในสิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของโลกอย่าง Amazon และ Alibaba ต่างมีระบบ Cloud ที่พร้อมให้บริการกับลูกค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ

Amazon Web Services หรือ AWS เป็นเจ้าตลาดของโลกมานาน ก็ได้ทำโครงการ Smart City ทำนองนี้ในสิงคโปร์และนิวยอร์ก โดยร่วมมือกับหน่วยงานขนส่งในท้องถิ่น แต่หลังจากนี้ เมื่อ Alibaba ที่เริ่มรุกตลาด Cloud มากขึ้น และล่าสุดไปเริ่มต้นทำ City Brain ในตลาดนอกประเทศอย่างมาเลเซีย ก็ต้องบอกว่าน่าจับตามองเป็นอย่างมาก

Gartner รายงานว่า ในปี 2016 Alibaba สามารถไต่อันดับขึ้นมาอยู่ที่ 3 ของโลกแซง Google จากการทำรายได้ในส่วนบริการ Cloud 

  • อันดับ 1 คือ Amazon ทำรายได้ 9,775 ล้านดอลลาร์ มีส่วนแบ่งตลาด 44.2%
  • อันดับ 2 คือ Microsoft ทำรายได้ 1,579 ล้านดอลลาร์ มีส่วนแบ่งตลาด 7.1%
  • อันดับ 3 คือ Alibaba ทำรายได้ 675 ล้านดอลลาร์ มีส่วนแบ่งตลาด 3.0%
  • อันดับ 4 คือ Google ทำรายได้ 500 ล้านดอลลาร์ มีส่วนแบ่งตลาด 2.3%

แม้ Aliaba จะแซง Google มาได้ แต่ในแง่ส่วนแบ่งตลาด AWS ของ Amazon ยังครองตลาดไว้เกือบครึ่ง แต่จะประมาท Alibaba ไม่ได้ เพราะความร่วมมือในลักษณะเดียวกันกับมาเลเซียอาจจะเกิดขึ้นที่อื่นได้อีก ดูแล้วกุญแจสู่ความสำเร็จของ Alibaba คือการมีข้อมูลในด้านของการจัดการเมือง วงการค้าปลีกที่ทำอยู่แล้ว และการเงินที่เป็นหน่วยหนึ่งในธุรกิจ ต่อจากนี้คงจะได้เห็น Cloud ของ Alibaba ขยายไปสู่ประเทศอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น

ที่มา – Alizilatechinasia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/alibaba-cloud-malaysia-city-brain/

ดุยส์บวร์ก เยอรมนี และหัวเว่ย ลงนามในบันทึกความเข้าใจ เตรียมสร้างเมืองอัจฉริยะ

หัวเว่ย ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับเมืองดุยส์บวร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อร่วมกันพัฒนาดุยส์บวร์กให้เป็นเมืองดิจิทัลต้นแบบของยุโรปตะวันตก

เซอเรน ลิงค์ นายกเทศมนตรีเมืองดุยส์บวร์ก และมร. หวัง หย่งกาง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ของหัวเว่ย ได้ลงนามในบันทึกดังกล่าว ซึ่งครอบคลุมกรอบความร่วมมือในการพัฒนาโครงการต่างๆ

พร้อมกันนี้ หัวเว่ยยังได้ประกาศเตรียมสร้างศูนย์นวัตกรรมความร่วมมือในเมืองดุยส์บวร์กด้วย ซึ่งจะช่วยในการนำนวัตกรรมที่คิดค้นได้จากศูนย์ฯ นี้มาใช้กับเมืองได้โดยตรง  โดยโครงการภายใต้ความร่วมมือบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ครอบคลุมการขยายเน็ตเวิร์ค Wireless LAN ของเมืองไปยังสวนสัตว์และระบบขนส่งสาธารณะ ส่วนในด้านการศึกษาจะเน้นในเรื่อง Intelligent Classroom” ด้วยการเชื่อมต่อบรอดแบนด์และ Wi-Fi ในโรงเรียนทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ในระหว่างการหารือ ทั้งระบบไฟถนนอัจฉริยะ ระบบสายส่งไฟฟ้าและประปา  และการบริหารระบบจราจร ไปจนถึงโซลูชั่นบริการeGovernment บนคลาวด์ เพื่อให้ประชากรสามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายและสะดวกขึ้น  ยิ่งไปกว่านั้น หัวเว่ยยังเตรียมนำเสนอโซลูชั่นเทคโนโลยี 5G LTE และเน็ตเวิร์คบรอดแบนด์ไร้สายสำหรับการขับขี่แบบไร้คนขับ ระบบขนส่งโลจิสติกส์อัจฉริยะและอินดัสทรี่ 4.0 ให้กับเมืองดุยส์บวร์กอีกด้วย

เป้าหมายสูงสุดคือ การพัฒนาไอเดียและโซลูชั่นที่ล้ำสมัย ผสานการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนและทำให้เมืองน่าอยู่ ดึงดูดการทำธุรกิจและนักลงทุน ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องอาศัยความร่วมมือของบริษัทต่างๆ ทั้งในเยอรมนีและต่างชาติ บริษัทของเทศบาลเมือง และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ    บริษัท ดุยส์บวร์กเกอร์ แฟร์ซอกุงส์ อุนท์ แฟเคียร์ส์เกเซลชัฟท์ เอ็มเบฮา หรือเดเวเว (Duisburger Versorgungs- und Verkehrsgesellschaft mbH – DVV) และ เดอูอีเท เกเอ็มเบฮา (DU-IT GmbH) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของเทศบาลเมืองจะทำหน้าที่ประสานงานและบริหารจัดการโครงการทั้งหมดที่ได้วางไว้ โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านระบบส่งไฟฟ้าและประปา โครงสร้างสาธารณูปโภค และการจราจร

“เทคโนโลยีใหม่ ๆ คือกุญแจสำคัญที่จะไขไปสู่การรับมือกับความท้าทายในอนาคต” นายกเทศมนตรี เซอเรน ลิงค์ กล่าว “เราต้องการที่จะใช้โอกาสดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นมาพร้อมกับยุคดิจิทัล เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและผลักดันเศรษฐกิจของเมืองให้เติบโตยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน เราก็จะได้กระชับความสัมพันธ์ของเรากับบริษัทระดับโลกจากจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นจากความร่วมมือในครั้งนี้ เพราะเราเป็นเมืองที่น่าสนใจสำหรับบริษัท พนักงาน และนักศึกษาจากทั่วโลก”

“เรารู้สึกยินดีที่จะได้ใช้ทักษะด้านดิจิทัลของเรา เพื่อพัฒนาเมืองดุยส์บวร์กให้เป็นสมาร์ทซิตี้” มร. หวัง หย่งกาง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ของหัวเว่ย กล่าว “ผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นของเราจะช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตของผู้คนและนักท่องเที่ยวในเมืองดุยส์บวร์ก และทำให้เมืองมีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย”

ปัจจุบันนี้ โซลูชั่นสมาร์ทซิตี้ หรือเมืองอัจฉริยะของหัวเว่ย มีการติดตั้งใช้งานกว่า 120 เมือง มากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก  และบริษัท 197 แห่งที่มีชื่ออยู่ในทำเนียบฟอร์จูน โกลบอล 500 (Fortune Global 500 Company) ได้เลือกหัวเว่ยเป็นพันธมิตรในการพลิกโฉมธุรกิจแบบดั้งเดิมไปสู่ดิจิทัล โดยมี 45 บริษัทอยู่ในรายชื่อ 100 อันดับแรกของทำเนียบ

from:http://mobileocta.com/duisburg-germany-and-huawei-sign-the-memorandum-of-understanding-prepare-to-build-a-city-of-genius/

“แปดริ้ว 4.0” CAT วาดฝันสร้างฉะเชิงเทราให้เป็นสมาร์ทซิตี้

พันเอก สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT และ นายสุวิทย์ คำดี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมลงนามความร่วมมือในการขับเคลื่อน “แปดริ้ว 4.0 และ Chachoengsao Smart City”

บันทึกความร่วมมือในการขับเคลื่อนนี้เกิดขึ้นจากเจตจำนงของทั้งสองหน่วยงานที่ต้องการร่วมกันวางแผน พัฒนา และสนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสมมาใช้งานกับหน่วยงานทั้งจากภาครัฐและเอกชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเบื้องต้นจะร่วมกันจัดตั้งคณะทำงานเพื่อทำการศึกษาและกำหนดทิศทางการดำเนินงานในด้านต่างๆ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอัจฉริยะ และสร้างชุมชนอัจฉริยะ ด้วยระบบเมืองอัจฉริยะ

ทั้งนี้ CAT จะเข้าดำเนินการศึกษา ออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสมกับการจัดทำระบบเมืองอัจฉริยะ นอกจากนี้ยังจะเข้าจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร การให้บริการระบบสื่อสารและโทรคมนาคม ทั้งในด้านเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ (Connectivity) โครงสร้างการเชื่อมโยงอุปกรณ์บนเครือข่าย IOT ตลอดจนให้บริการระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบรักษาความปลอดภัยบนเครือข่ายและการเชื่อมโยงเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานในด้านการสื่อสารโทรคมนาคมของจังหวัดฉะเชิงเทราสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรรมการผู้จัดการใหญ่ CAT เปิดเผยว่า “CAT ได้ปรับแนวทางดำเนินธุรกิจปี 2561 มุ่งเน้นธุรกิจด้านบริการดิจิทัลมากขึ้น เพื่อยกระดับการแข่งขันขององค์กรให้ทันกับเทคโนโลยีปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งความร่วมมือที่เกิดขึ้นกับจังหวัดฉะเชิงเทราในครั้งนี้นับเป็นการขยายการพัฒนาเมกะโปรเจ็กต์ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับการดำเนินการเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ที่ได้เริ่มดำเนินการจัดทำ Digital Park Thailand ใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ให้เป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ โดยโครงการดังกล่าวจะเป็นการลงทุนร่วมกันของผู้ลงทุนในประเทศ และผู้ลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะมาจากทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน และส่งผลดีให้เกิดการแชร์ประสบการณ์ของผู้คิดค้นนวัตกรรมดิจิทัลจากทั่วโลกด้วย”

ที่มา : CAT Telecom

from:https://www.enterpriseitpro.net/cat-chachoengsao/