คลังเก็บป้ายกำกับ: Social_Media

แนะนำแอป blockdit แอปโซเชียลแนวใหม่ เสพคอนเทนต์ที่ใกล้ตัวคนไทย

โซเชียลมีเดียกลายเป็นช่องทางเสพข่าวสารหลักในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว มีทั้งข่าวที่มาจากช่องทาง Facebook, Twitter แต่หลายครั้งเราก็จะเจอเนื้อหาที่เราไม่ชอบ เช่น คลิกเบต, ข่าวปลอม และข่าวสารนั้นก็อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับเราหรือคนไทยโดยตรง

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ blockdit (บล็อกดิต) แอปโซเชียลแนวใหม่ เริ่มเป็นที่นิยมในกลุ่มของคนที่ต้องการเนื้อหาคุณภาพ เพราะเนื้อหาในนี้จะมีแต่ข่าวสารที่ใกล้ตัวคนไทย นำเสนอในรูปแบบของ block หรือ “‘กล่องข้อความ” ให้อ่านง่าย พิมพ์ง่าย เหมือนเวลาพิมพ์ chat กับเพื่อน ที่สำคัญแอปนี้ยังเปิดให้คนทำคอนเทนต์สามารถสร้างรายได้เมื่อมีผู้ติดตามมากถึงที่กำหนดอีกด้วย

No Description

No Description

บรรยายเท่านี้อาจยังไม่เห็นภาพ ลองมาดูตัวอย่างกันชัดๆ

แอป blockdit มีหน้าตาการใช้งานเรียบง่ายสบายตาและเป็นหน้าตาที่ทุกคนคุ้นเคย แม้จะเพิ่งลงทะเบียนเข้าใช้งานครั้งแรก ก็ไม่ต้องใช้เวลานานในการทำความเข้าใจกับ UI ของแอป

ผู้ใช้จะเห็นคอนเทนต์คุณภาพจากแหล่งข่าวหลากหลาย เช่น The Standard, The Secret Sauce, Market Think, ลงทุนแมน, เพจกีฬาจาก ‘วิเคราะห์บอลจริงจัง’ เป็นต้น และจะมีเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

No Description

No Description

นอกจากการอ่านบทความที่น่าสนใจแล้ว ผู้อ่านยังสามารถแสดงความคิดเห็นกับเจ้าของโพสต์ได้ผ่านการ Like, Comment หรือกดติดตาม (Follow) บุคคลที่เราชื่นชอบ

บทบาทของผู้ใช้ไม่ได้มีแต่การอ่านอย่างเดียว แต่ยังเปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ได้ด้วย และยังสามารถสร้างคอนเทนต์ในรูปแบบโปรไฟล์ส่วนตัวกับเพจไปพร้อมกันได้ เพียงแค่กดบวกข้างไอคอน Profile ตัวเองก็สามารถโพสต์เนื้อหาของตัวเองได้แล้ว และยังสร้างได้มากกว่า 1 เพจด้วย เผื่อว่าผู้ใช้มีคอนเทนต์หลายแนวที่อยากนำเสนอ

วิธีการโพสต์ง่ายมาก คือพิมพ์เนื้อหาบนสเตตัส สามารถแบ่งเป็นหลายกล่องเพื่อจะได้อ่านง่ายไม่ติดกันเป็นพรืด สามารถโพสต์รูปภาพได้หลายรูปในโพสต์เดียว ที่สำคัญแชร์ลิงก์จาก YouTube มาลงใน blockdit ได้แล้วด้วย ตอบโจทย์คนใช้โซเชียลที่เสพเนื้อหาวิดีโอกันมากขึ้น

No Description

ผู้เขียนสามารถดูสถิติหลังบ้านได้อย่างละเอียด ทั้งยอดรีช ยอดเพจวิว และยังค้นหาโพสต์ของตัวเองย้อนหลังได้โดยเลื่อนดูไทม์ไลน์ได้สบาย

No DescriptionNo Description

หน้าตาการใช้งานโดยรวม

blockdit มีการใช้งานหลักๆ 5 อย่าง ตามปุ่มที่อยู่ด้านล่าง

No Description

  • หน้า Home (icon รูปบ้าน)
    แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ Following สำหรับบุคคลหรือเพจที่เราติดตาม และ Popular นำเสนอเรื่องราวใหม่ๆ ที่น่าสนใจ และมี Engagement ดี
  • หน้า Explore (icon รูปจรวด)
    นำเสนอโพสต์ทั้งหมดของผู้ใช้งานที่เราไม่ได้ติดตาม และเรียงตาม Algorithm อ้างอิงจากข้อมูลเชิงสถิติของระบบ
  • หน้า Create (icon รูป +)
    เราสามารถสร้างโพสต์ของเราเองได้จากปุ่ม + ในแถบเมนูด้านล่าง โดยเราสามารถจัดวางและนำเสนอรูปแบบโพสต์ของเราได้ตามต้องการ (1 โพสต์จะมีกี่รูปก็ได้)
  • หน้า Notification (icon รูปกระดิ่ง)
    เป็นหน้าที่เอาไว้ดูการแจ้งเตือน เวลามีใครมาคอมเมนต์ในโพสต์ของเรา
  • หน้า User (icon รูปคน)
    ระบบการจัดการบัญชีต่างๆ เช่น การแก้ไขข้อมูลส่วนตัว, การกำหนด Username ของเรา, การเก็บโพสต์ที่น่าสนใจผ่าน Bookmark และการจัดการเพจ

ปัจจุบัน blockdit แม้เป็นแอปใหม่สัญชาติไทยแท้ แต่มีผู้ใช้งาน Active รายเดือนแล้ว 41,000 รายต่อเดือน ซึ่งตอนนี้สังคมโซเชียล blockdit ก็กำลังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

จุดเด่นอีกเรื่องก็คือการสร้างรายได้จากแอปนี้ เมื่อเราสร้างเพจและมีผู้ติดตามมากกว่า 1,000 คน เราจะสร้างสามารถสร้างรายได้จากเนื้อหาที่เราโพสได้อีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นกำลังใจให้เจ้าของเพจสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพให้กับผู้ใช้งาน

ถ้าใครอยากมีโซเชียลทางเลือกไว้เลือกหาคอนเทนต์ที่ใกล้ตัวเรา ก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ทั้ง Android และ iOS ที่เว็บไซต์ blockdit

from:https://www.blognone.com/node/106367

Advertisements

[วิเคราะห์] ศึกโมบายแบงกิ้ง ช่วยหนุนหรือดิสรัพกลุ่มธนาคาร ในยุคคนไทยใช้ดิจิทัลเก่ง

กระแส Cashless Society เริ่มเข้าสู่วงจรชีวิตของคนรุ่นใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นเพราะความสะดวกในการใช้จ่ายที่ไม่ต้องวิ่งหาตู้เอทีเอ็มหรือรูดผ่านบัตรเครดิตเท่านั้น ที่ต้องเป็นคนยุค 90 ถึงจะเข้าใจ กว่าจะใช้จ่ายได้แต่ละครั้ง ต้องวิ่งหาตู้เอทีเอ็มตามห้างสรรพสินค้า ตลาดสดหรือย่านธุรกิจนั้นลำบากแค่ไหน

เมื่อเข้าสู่ยุคของโซเชียลมีเดีย แน่นอนว่าแต่ละแบรนด์ต่างก็ต้องปรับตัวด้านธุรกิจเพื่อให้มีความหลากหลายในการเข้าถึงลูกค้าที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป  แน่นอนว่าหากพูดถึงการเป็นโมบายแบงกิ้ง Kbank และ SCB น่าจะเป็นรายแรกที่มองเรื่องการลงทุนไว้ก่อนแบรนด์อื่นๆ ซึ่งวันนี้เราจะลองมาถอดรหัสความน่าสนใจของแอพพลิเคชั่นโมบายแบงกิ้งแต่ละแบรนด์กันค่ะ

Kbank เพื่อนคู่คิดการทำธุรกิจ

ภาพของ Kbank หรือธนาคารกสิกรไทยนั้น ต้องยอมรับว่าเป็นเครื่องมือในการใช้จ่ายของธุรกิจรายย่อยเป็นอันดับต้นๆ เห็นได้จากตัวเลข marketshare การโอนเงินของลูกค้ามีสัดส่วนมากถึง 60% ซึ่งข้อมูลที่ kbank เก็บได้คือ มีกลุ่มคนประมาณ 3 แสนคนที่คาดว่าจะเป็นแม่ค้าออนไลน์ จากลูกค้าทั้งหมด 15 ล้านราย ซึ่งมาจากการขายสินค้าผ่านเฟสบุคหรือแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ ที่มีการโอนและรับเงินผ่านแอปบนมือถือ ทำให้ธนาคารต้องอำนวยความสะดวกให้คนกลุ่มนี้มากกว่าเดิม เพราะถือว่าเป็นฐานลูกค้าหลักเลยทีเดียว

ในขณะเดียวกัน ก็ต้องกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายภายในแอพให้มากขึ้น ด้วยการร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำเกือบทุกประเภท โดยหวังจะให้เป็น One App ที่ลูกค้าสั่งซื้อหรือใช้จ่ายที่หน้าร้านได้ แลกแต้มบัตรเครดิต หรือเก็บคะแนนสะสมได้ แต่ความเป็นจริงก็ยังถือว่ายาก เพราะการเป็น One App แบบในจีนได้นั้น ต้องผูกขาดและอัดโปรโมชั่นที่ดุเดือดต่อเนื่อง

ข้อมูลจาก Kbank บอกว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาใช้งานคือ

  • เพื่อเช็คยอดเงินคงเหลือ เฉลี่ยอย่างน้อย 1.7 ครั้ง/วัน
  • โอนเงิน 0.7 ครั้ง/วัน

ทางด้านแนวคิดของ Kbank จะใช้คำว่า “เปลี่ยนเพื่อรู้ใจขึ้น” ซึ่งความรู้ใจนั้น จะต้องรู้ใจทั้งกลุ่มธุรกิจ SME และลูกค้าทั่วไป และแน่นอนว่าเครื่องมือสำคัญที่ว้าวสำหรับผู้ใช้งานคือ การกดเงินโดยไม่ใช้บัตรซึ่งจากการสอบถามคุณพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทยมองว่า

 

ตอนนี้ยังไม่รู้ว่ากระทบกับลูกค้าบัตรไหม เพราะเพิ่งเริ่มต้นเปิดฟีเจอร์นี้ ซึ่งคงต้องใช้เวลาปรับตัวของลูกค้าในการกดเงินรูปแบบใหม่นี้ แต่ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ไทยเข้าสู่ยุค Cashless Society ได้ไวขึ้น

 

ขณะเดียวกัน หน้าที่ของบัตรกดเงินแบบออมทรัพย์ไม่ได้มีมิติที่หลากหลายมาก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากคนจะไม่ใช้งาน ซึ่งธนาคารไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการขายบัตรอีกแล้ว แต่มองเรื่องความสามารถในการเข้าใช้งานมากกว่ามองมุมเดียวกับลูกค้าให้มากขึ้น ส่วนบัตรหากจะพ่วงไปกับการขายประกันหรือใช้จ่ายตามไลฟ์สไตล์ก็จะโฟกัสไปที่บัตรเครดิต เพราะส่วนนั้นจะตอบโจทย์การใช้จ่ายที่ลูกค้ายังจำเป็นต้องมีใช้งานกันเช่นเดิม

โดยส่วนตัวของผู้เขียนมองเรื่องการใช้จ่าย ซึ่งก็ให้คะแนนน 8/10 ในเรื่องของการใช้จ่ายที่เปิดแอพมาก็กดสแกนเพื่อจ่าย ได้เร็วดี แต่ด้วยเครื่องมือที่รู้สึกว่ามีเยอะเกินไปและการกดเงินไม่ใช่บัตรก็ยังไม่ครอบคลุมทุกตู้ อย่างเช่น ตู้ในรถไฟฟ้าใต้ดินบางทีก็ใช้งานไม่ได้ หรือไม่มีการแจ้งให้ทราบว่าได้เงินหรือไม่ ทำให้ยังรู้สึกไม่โอเคเท่าที่ควร แต่ก็สะดวกสบายดีในกรณีที่ไม่ว่างหยิบบัตรมากดเงิน

 

SCB เป็นทุกอย่างเพื่อคุณ

แม้ว่า SCB จะประกาศความเป็นเครื่องมือทุกอย่างเรื่องการใช้จ่ายของผู้บริโภคมาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว การเข้าใช้งานของลูกค้าเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้น จากสถิติพบว่า

  • มีจำนวนบิลที่จ่ายผ่านระบบถึง 39 ล้านบิล
  • กดเงินแบบไม่ใช้บัตร 38 ล้านครั้ง
  • ซื้อตั๋วหนังผ่านระบบ 3.1 แสนครั้ง
  • เฉลี่ยการเข้าใช้งาน 20 ครั้ง/วัน

ล้วนแล้วแต่เป็นตัวเลขที่บ่งบอกได้ว่าคนไทยหันมาใช้จ่ายผ่านออนไลน์กันมากขึ้น อาจเพราะไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป และการใช้จ่ายผ่านมือถือนั้น ไม่ใช่เป็นไปตามกลไกของความจำเป็นในชีวิตอีกแล้ว แต่ SCB ต้องการที่จะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นการใช้จ่ายทุกช่วงเวลาที่ต้องการ

นอกจากสร้างประสบการณ์ในการใช้จ่ายแล้ว ยังต้องเติมเต็มความต้องการทุกการใช้จ่ายได้ด้วย แน่นอนว่าแอพจะมีทุกอย่างที่ตอบโจทย์ชีวิต แต่ลูกค้าก็ไม่ได้ใช้ทุกเครื่องมือที่มีภายในแอพ ทำให้ SCB ต้องพยายามสื่อสารออกมาผ่านการโฆษณาบนโลกออนไลน์เพื่อให้ลูกค้าทราบว่า มีบริการใดบ้างที่ใช้งานได้บนแอพ

ถือว่าเป็นอีกขั้นหนึ่งของการโฆษณาไหมคะ ที่จริงการแนะนำผลิตภัณฑ์เป็นเรื่องที่เราสามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่เป็นสินค้าที่จับต้องได้ ใครจะไปคาดคิดว่าการแนะนำฟีเจอร์ภายในแอพพลิเคชั่นที่จับต้องไม่ได้ (แต่ใช้จ่ายได้นั้น) จะต้องใช้เงินโฆษณาหลักสิบล้านบาทกันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าไม่แพ้แคมเปญสินค้าที่มีพรีเซ็นเตอร์ชื่อดังหรืองานอีเว้นท์ที่มีอั้ม พัชราภา มาร่วมงานเลยนะคะ

KTB NEXT ไปกับทุกเรื่องที่ใช้จ่ายของภาครัฐ

อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย เพราะลูกค้าของกรุงไทยปรับตัวเร็วมาก ก่อนหน้านี้กรุงไทยมี Netbank ที่เปิดให้ใช้งานบริการของกรุงไทยได้อยู่แล้ว แต่พอยกเครื่องใหม่อัพเกรดทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่าในเรื่องของการใช้จ่ายทั่วไปก็จะทำได้ไม่ยากอีกต่อไป เพราะใช้งานได้เช่นเดียวกับธนาคารเอกชนอื่นๆ ที่เพิ่มเติมความพิเศษคือ หากมีการได้รับเงินภาษี หรือธุรกรรมใดๆที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐจะสามารถทำได้ด้วย

กรุงไทยเผยว่าหลังเปิดให้บริการมายังไม่ครบ 1 เดือนดี (เปิดให้บริการ 24 ต.ค.61) มีผู้ใช้งานแล้วกว่า 1 ล้านครั้งใน 2 วัน ถือว่าเร็วมากและธนาคารเองก็เตรียมลงทุนเพิ่มเติมอีกไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาทในการทุ่มเรื่องเทคโนโลยี AI Workforce network และ Matchine Learning เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่มีในมือกว่า 30 ล้านราย ให้เดินหน้าใช้งานแอปใหม่นี้มากขึ้น

อันนี้ผู้เขียนยอมรับว่ายังไม่ได้ทดลองใช้งานเอง (เพราะไม่มีบัญชีธนาคาร) แต่ภาพรวมของการปรับตัว ดีไซน์และการทำตลาด ต้องยอมรับว่า การปรับโฉมครั้งนี้ของกรุงไทย มาแรงมาก นอกจากจะคว้า ณเดชน์ มาเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อสร้างการรับรู้แล้ว ยังเดินหน้ากิจกรรมต่อเนื่องเช่นเดียวกับแบงค์เอกชน เพื่อกระตุ้นให้มีการใช้งานมากขึ้น

รวมทั้งวิสัยทัศน์ของผู้บริหารในการพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลนั้น มีความน่าสนใจมาก โดยคุณ ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เค้ามองภาพธนาคารกรุงไทยในอีก 1-2 ปีข้างหน้าว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ปรับตัววันนี้ ก็จะยิ่งเสียโอกาสออกไปอีกเรื่อยๆ

ซึ่งโลกของการเปลี่ยนด้วยดิจิทัลนั้น ไม่ใช่ 10-20 ปีอีกต่อไปแล้ว มันจะเปลี่ยนทุกๆ 5-10 ปี ดังนั้น การลงทุนเทคโนโลยี หรือการพัฒนาระบบต่างๆ จะไม่ใช่การลงทุนครั้งเดียวจบ แต่จะต้องรักษาฐานให้ดีและต่อเนื่อง ยิ่งธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารของรัฐ จะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเราช้าแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว แต่ต้องเป็นกลไกและเฟรมเวิร์คที่จะเติบโตอย่างยั่งยืน

ยิ่งเราอยู่ในช่วง Disrupt ที่ไม่ได้มาจากแค่อุตสาหกรรมเดียวกัน ยิ่งเป็นช่วงที่เราต้องปรับยุทธศาสตร์ให้คว้าโอกาสจากการถูก Disrupt ให้เร็วขึ้น เช่นเดียวกับเรื่องของสาขา ธนาคารยอมรับว่าลูกค้าไม่ได้อยากเดินเข้าสาขาเพื่อใช้บริการเดิมๆ อีกต่อไป ธนาคารก็มีแผนจะยุบสาขาที่ซ้ำซ้อนบางส่วนออกและปรับความสามารถของสาขาให้ทันตามเทรนด์โลก ซึ่งเราจะดูความคืบหน้าทุก 3 เดือน และเดินหน้าทุกอย่างให้ไวขึ้น

จะรอดหรือไม่อยู่ที่ผู้ใช้งาน

จะว่าไปไม่ว่าการใช้จ่ายจะเป็นอย่างไรนั้นอยู่ที่ประชาชนอย่างเรา ที่ต้องการความสะดวกสบายในการใช้จ่ายรูปแบบไหน เพราะต่างคนก็ชอบหน้าตา ฟีเจอร์ ตอบโจทย์การใช้จ่ายที่ไม่เหมือนกัน ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ทำให้คนไทยใช้ดิจิทัลตอบโจทย์ชีวิตกันมากขึ้น แต่ต้องแยกให้ออกระหว่างการเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีกับผู้ใช้เทคโนโลยี ซึ่งการที่เราใช้เครื่องมือดิจิทัล ใช้โซเชียลแพลตฟอร์ม หรือช้อปปิ้งออนไลน์มากแค่ไหน

นั่นไม่ได้หมายความว่าเราเก่งเทคโนโลยี เราแค่เป็นผู้ใช้งานที่เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่หากจะให้ประเทศเดินหน้าด้วยเทคโนโลยี 4.0 ต้องร่วมมือกันผลักดันให้เกิดคนออกแบบหรือคนพัฒนาระบบเทคโนโลยีที่มีสัญชาติไทยให้มากขึ้น ถึงจะเรียกว่าเราเป็นประเทศที่เดินหน้าด้วยดิจิทัล 4.0 ได้อย่างแท้จริง

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/mobile-banking-life/

7-ELEVEN แปลงโฉมข้าวกล่องเป็นเมนูหรู เกมนี้ย้ำวิดีโอบน Facebook ฮอตกว่า YouTube

หลังจากที่ชาว Facebook แห่แชร์วิดีโอสไตล์รายการญี่ปุ่นของ 7-Eleven ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏว่าเมื่อ 7-Eleven นำวิดีโอร้อนแรงนี้ขึ้นมาเผยแพร่บน YouTube ยอดการชมกลับไม่กระเตื้อง เช่นเดียวกับหลายวิดีโอที่แจ้งเกิดบน Facebook ได้ดีกว่า YouTube

วิดีโอชื่อ “เชฟกระทะเหล็กชวนชิม” ซึ่ง 7ElevenThailand โพสต์เมื่อ 31 ตุลาคม 2018 นั้นมียอดการชมเพียง 721 ครั้งเท่านั้นในช่วงเวลา 4 วันบน YouTube เทียบไม่ได้เลยกับวิดีโอเดียวกันที่ถูกโพสต์บน Facebook แต่มียอดชม 7.5 ล้านครั้งในช่วง 2 สัปดาห์ เฉลี่ยวันละ 536,000 ครั้ง

สิ่งที่เราสามารถสรุปได้คือแบรนด์ใหญ่อย่าง 7-Eleven Thailand เลือกเปิดตัววิดีโอนี้บน Facebook ก่อนที่จะนำไปเผยแพร่บน YouTube ซึ่งเป็นสไตล์เดียวกันกับหลายวิดีโอที่ 7-Eleven เผยแพร่เพื่อประชาสัมพันธ์ตัวเอง จุดนี้จะเห็นได้ชัดจากช่องของ 7-Eleven บน YouTube ที่มียอดชมหลักพันหรือหมื่นครั้งเท่านั้นแม้ว่าจะโพสต์มานานหลายเดือน และหลายวิดีโอต้องใช้เวลานานปีกว่าจะทำยอดชมหลักล้าน

สำหรับวิดีโอที่ร้อนแรงที่สุดของ 7-Eleven บน Facebook คือวิดีโอที่แอดมินเพจระบุว่าเมนูข้าวกล่องที่เลือกมาทดลองแปลงโฉมเป็นเมนูหรู ล้วนเป็นเมนูที่ “IRON CHEF” ยกมือการันตีท้าให้ลอง แน่นอนว่าวิดีโอนี้ได้ผล เห็นได้ชัดว่าออกฤทธิ์ให้ผู้ชมหลายคนเข้ามาชื่นชมเมนูใน 7-Eleven ทั่วไทย

การสร้างสรรค์วิดีโอนี้ถือว่าประสบความสำเร็จมาก เพราะที่ผ่านมา 7-Eleven Thailand ใช้เพจเป็นพื้นที่ถ่ายภาพสินค้าใหม่น่าลอง แม้โพสต์เหล่านี้จะเรียกยอดแชร์และการมีส่วนร่วมได้ แต่หลายความเห็นระบุว่าไม่สามารถหาซื้อสินค้าที่ถูกโปรโมทบนโพสต์ได้ หลายกรณีเกิดขึ้นเพราะสินค้าหมด หรือมีจำหน่ายเฉพาะบางร้านเท่านั้น ทำให้ความเห็นที่ถูกแสดงด้านบนของหลายโพสต์ไม่ได้ทำหน้าที่ “รีวิวคุณภาพ” ให้ 7-Eleven Thailand เท่าที่ควร

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2F7ElevenThailand%2Fposts%2F1951996214837482&width=500

นอกจากนี้ เพจของ 7-Eleven Thailand ยังถูกใช้เป็นช่องทางร้องเรียนบริการ เห็นได้ชัดจากหลายความเห็นที่แอดมินต้องคอยขออภัย ซึ่งแม้ในโพสต์วิดีโอร้อนแรงนี้จะมีข้อความร้องเรียนเรื่องสินค้ากลุ่มอาหารอยู่บ้าง แต่ก็ต้องถือว่ามีสัดส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับคำชม ซึ่งถือเป็นรีวิวคุณภาพที่ปรากฏข้างวิดีโอได้ชนิดที่หลายแบรนด์ยังอิจฉา.

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/7-eleven-facebook-youtube/

10 เคล็ดลับในการใช้ Instagram สำหรับธุรกิจ

นอกจาก Facebook แล้วยังมีโซเชียลมีเดียอื่นๆ ที่ให้แบรนด์เลือกใช้ในการสื่อสารกับผู้บริโภค ลองมาดู 10 เคล็ดลับในการใช้ Instagram ในเชิงธุรกิจกันดูบ้าง

โซเชียลมีเดียแต่ละตัวขึ้นชื่อว่ามีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกันออกไป และมีกลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกันด้วย สำหรับ Instagram หลายคนเล่นเพื่อต้องการโชว์รูปภาพสวยๆ ไม่ต้องการเน้นอ่านข้อความใดๆ มาก แต่ในช่วงหลังก็ได้ออกฟีเจอร์ใหม่ๆ ทีเน้นเรื่องวิดีโอมากขึ้น ทำให้คนใช้งานแอคทีฟขึ้นเช่นกัน

พบว่ามีหลายแบรนด์ที่เลือกใช้ Instagram ในการสร้างแบรนด์มากขึ้น ทำให้การเติบโตของการใช้งานสำหรับภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างมาก

โดยมีงานวิจัยพบว่า 66% ของแบรนด์มีการใช้ Instagram ในการสื่อสารกับผู้บริโภค ถือว่าเป็นการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอันดับที่ 2 เพิ่มขึ้นจากอันดับที่ 4 ในปี 2017

หากแบรนด์ไหนที่วางแผนอยากใช้งาน Instagram ลองดู 10 เคล็ดลับในการใช้งานสำหรับธุรกิจ

1. เป็นตัวตนของตัวเองดีที่สุด

แบรนด์ต่างๆ มักโดนกับดักของการใช้ภาพจาก Stock หรือภาพกราฟิกโปรโมตแบบเกินจริง แต่จริตของ Instagram เป็นเรื่องของความเรียล ความจริงใจ การที่ใช้ภาพแบบธรรมชาติยังช่วยให้ผู้บริโภคได้เห็นวัฒนธรรม หรือความเป็นตัวตนของแบรนด์ได้มากขึ้นด้วย

  1. ต้องโกไลฟ์แล้วตอนนี้

การไลฟ์สดกลายเป็นเทรนด์ของการตลาดบนโลกออนไลน์ไปแล้ว โดยที่ 61% ของนักการตลาดบอกว่าพวกเขาวางแผนที่จะเพิ่มกลยุทธ์การไลฟ์สดให้มากขึ้น เพราะผู้ชมชอบดูคอนเทนต์แบบเรียลไทม์

  1. จังหวะต้องดี

Instagram เป็นแพลตฟอร์มที่มีการโพสท์คอนเทนต์ง่ายที่สุดแพลตฟอร์มหนึ่ง สามารถถ่ายภาพได้ทุกที่ที่คุณอยู่ พูดในที่ประชุม อยู่ในออฟฟิศ เปิดตัวสินค้าใหม่ แต่การโพสท์ต้องมีจังหวะในการโพสท์ที่ดี ต้องมีภาพที่เหมาะสมอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

  1. ต้องมีการสนทนาตอบโต้

เช่นเดียวกันกับโซเชียลมีเดียอื่นๆ ที่ต้องสร้างเอ็นเกจเมนต์กับผู้บริโภคให้ได้ เมื่อมีการโพสท์ก็ต้องมีการโต้ตอบ มีการสนทนาทั้งกับผู้บริโภคเอง หรือจะเป็นผู้มีอิทธิพลต่างๆ บนโลกออนไลน์ด้วยก็ได้

  1. แนบลิงก์แปะบนประวัติของคุณ

ความท้าทายที่พบเจอบ่อยมากที่สุดในการใช้ Instagram ก็คือผู้ใช้ไม่สามารถโพสท์ลิงก์บนแคปชั่น หรือคำบรรยายใต้ภาพได้ แต่สามารถแนบลิงก์ในส่วนของประวัติส่วนตัวที่อยู่ด้านบนของแพลตฟอร์มได้ จะเปลี่ยนลิงก์ตามจังหวะ หรือช่วงที่ต้องการโปรโมตสินค้า โปรโมชั่นต่างๆ ได้

  1. ต้องเป็น Storyteller

Instagram มีคาแรคเตอร์ในการเล่าเรื่องราวผ่านภาพ โพสท์ต่างๆ ควรเป็นมากกว่าการโพสท์โปรโมตแบรนด์ หรือสินค้า โปรโมชั่น แต่ควรเป็นการเล่าเรื่องราว เล่าสตอรี่ต่างๆ ผ่านภาพ และเชื่อมโยงมายังแบรนด์ เป็นอีกวิธีในการดึงดูดความสนใจได้

ภาพจาก Pixabay
  1. เทคโอเวอร์บัญชีอื่นๆ

การเข้าเทคโอเวอร์บัญชีที่มีฐานผู้ติดตามอยู่แล้ว ไม่ว่าจะป็นพาร์ทเนอร์ หรือคู่ค้าต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการสร้างทางลัดของการสร้างบัญชีเช่นกัน หรือมีการทำคอนเทนต์ร่วมกันกับบัญชีอื่นๆ ช่วยดึงดูดความสนใจ และเกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่ายได้

  1. ได้ดาต้าของผู้ชม

นอกจากจะได้สื่อสารกับผู้บริโภคแล้ว ยังสามารถเก็บดาต้าของลูกค้า หรือผู้ติดตามได้ด้วย อาจจะเป็นจากการตอบคำถามจากคลิปวิดีโอสั้นๆ

  1. นำเสนอข้อเสนอพิเศษได้

ฟีเจอร์ Stories เป็นอีกฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้ใช้ ทำให้มีการใช้งานแอคทีฟมากขึ้น แบรนด์ก็เริ่มมีการใช้ในการสื่อสารกับผู้ชมเช่นกัน โดยสามารถนำเสนอข้อเสนอพิเศษสำหรับคนที่ติดตาม Stories ของคุณได้ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมมีส่วนร่วม และสร้างเอ็นเกจเมนต์กับแบรนด์

  1. อย่าแค่ถาม แต่ต้องให้แสดงความคิดเห็น

ในอดีตแบรนด์อาจจะแค่ทำการสำรวจกับผู้บริโภคโดยการโพสท์ภาพบางอย่าง เพื่อทำการสำรวจความนิยมสินค้าในอนาคต แต่อย่าลืมที่จะให้ผู้บริโภคแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมด้วย อาจจะเปิดให้ Direct Messages หรือคอมเม้นต์ แล้วเอาความคิดเห็นมาพัฒนาต่อไปในอนาคต เชื่อเถอะว่ามันดีกว่าการตั้งคำถามปลายปิดว่าอันไหนดีกว่ากัน

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/10-tips-for-using-instagram-for-business/

#โอตะ VIP พิษร้ายทำลายแบรนด์ BNK48?


4 พฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมา คำว่า “#โอตะvip” กลายเป็นเทรนด์ Twitter อันดับ 1 ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้ให้คุณกับแบรนด์ BNK48 แต่เป็นโทษชนิดที่อาจจะทำลายทุกสิ่งที่ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ BNK48 ทุกคนอุตส่าห์สั่งสมมา

จิรัฐ บวรวัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท BNK48 ออฟฟิศ จำกัด โพสต์ Instagram ชี้แจงถึงกรณีที่มีโอตะรายหนึ่งสวมหน้ากากป้องกันแก๊สไปร่วมงานจับมือสาว BNK48 เหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจอย่างมากเพราะแฟนคลับทั่วไปถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ เนื่องจากงานจับมือ Meeting นั้นมีกฏมากมายซึ่งแม้แต่ผู้สวมแว่นตา นาฬิกา ยังต้องถอดก่อนเพื่อร่วมงาน

ไม่ว่านักสืบออนไลน์จะพยายามขุดคุ้ยถึงความสัมพันธ์ของ “โอตะvip” รายนี้ว่าเป็นเพื่อนของภรรยาประธาน BNK48 หรือการประท้วงว่า “โอตะvip” มีนิสัยไม่ชอบมาพากลเพราะการเตรียมการเรื่องหน้ากากที่เน้นถึงความเท่ห์ และความสงสัยว่าโอตะพิการจริงหรือหลอก รวมถึงการตั้งข้อสังเกตว่าโอตะรายนี้บรรยายถึงการจับมือสาว BNK48 อย่างเข้าข้างตัวเอง ทั้งหมดนี้ทำให้แฟนคลับรู้สึกว่าไม่ได้รับความเท่าเทียม กฏเหล็กทั้งหลายล้วนไม่จำเป็นสำหรับ VIP

สิ่งที่จิรัฐทำได้มีเพียงการขอโทษและอธิบาย โดยย้ำในโพสต์ว่าเหตุการณ์ “โอตะ VIP” เกิดขึ้นจากจุดเริ่มต้นที่ต้องการมอบกำลังใจให้กับผู้ด้อยโอกาส แต่กลับนำมาซี่งความผิดหวังของแฟนคลับ

“ผมในฐานะของ ผู้บริหารสูงสุด ขององค์กรนี้ ขอ ยอมรับต่อความผิดพลาดนี้และจะพยายามทำให้ไม่เกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นอีก…. และแน่นอนที่สุดว่าผมจะพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้ BNK48 เติบโตขึ้นอย่างยั่งยืน ด้วยการแก้ไขปัญหาการจัดการทั้งเรื่องสินค้า กิจกรรมต่างๆ รวมถึงการพัฒนาคอนเทนท์ในรูปแบบต่างๆที่จะพาน้องๆ BNK48 ไปมอบความสุขให้กับผู้คนในภาพใหม่ๆหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไป……ขอบคุณครับ”

 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

 

พื้นที่แห่งกำลังใจ… สำหรับผม bnk48 เป็นมากกว่าธุรกิจ นับตั้งแต่วันแรกที่ได้เริ่มต้น ในช่วงเวลาเพียงแค่ปีกว่าๆ เราได้เห็น ได้รับฟัง ถึงเรื่องราว แห่งกำลังใจ ที่แฟนๆหลายๆคน ได้รับจาก bnk48 ทั้งจากคนที่เป็นโรคซึมเศร้า ทั้งจากคน ที่ไม่สมบูรณ์ 100% ทั้งจากคนที่กำลังตั้งใจและพยายามทำในเรื่องต่างๆนาๆอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้ชายเป็นผู้หญิง มวลกำลังใจเหล่าเหล่านี้เป็นมวลพลังที่ทำให้ ผมพยายามจะสรรหาโครงการดีๆ ความร่วมมือดีๆ การช่วยเหลือสังคม ในรูปแบบต่างๆเท่าที่เราจะทำได้ ในกรณีของเหตุการณ์ ที่เรียกว่าโอตะ VIP ที่เกิดขึ้นนั้น ก็เกิดขึ้นจากจุดเริ่มต้นเดียวกันคือความต้องการในการมอบกำลังใจให้กับผู้ด้อยโอกาส โดยนำมาซี่งความผิดหวังของแฟนๆ ต่อสิทธิพิเศษนี้ ต่อวิธีการถ่ายทอดเรื่องราวของเจ้าของภาพนั้น ผมในฐานะของ ผู้บริหารสูงสุด ขององค์กรนี้ ขอ ยอมรับต่อความผิดพลาดนี้และจะพยายามทำให้ไม่เกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นอีก…. และแน่นอนที่สุดว่าผมจะพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้bnk48 เติบโตขึ้นอย่างยั่งยืน ด้วยการแก้ไขปัญหาการจัดการทั้งเรื่องสินค้า กิจกรรมต่างๆ รวมถึงการพัฒนาคอนเทนท์ในรูปแบบต่างๆที่จะพาน้องๆbnk48 ไปมอบความสุขให้กับผู้คนในภาพใหม่ๆหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไป……ขอบคุณครับ

โพสต์ที่แชร์โดย Jirath Pavaravadhana (@ignitejirath) เมื่อ

จิรัฐไม่ลืมที่จะย้ำว่าสำหรับเขา BNK48 เป็นมากกว่าธุรกิจ เพราะในช่วงเวลาเพียงแค่ปีกว่า ทุกฝ่ายได้เห็นได้ฟังเรื่องราวกำลังใจที่แฟนหลายคนได้รับจาก BNK48 ทั้งจากคนที่เป็นโรคซึมเศร้า คนที่ไม่สมบูรณ์ 100% และคนที่กำลังตั้งใจและพยายามทำในเรื่องต่างๆอยู่ ซึ่งมวลกำลังใจเหล่านี้เองที่ทำให้จิรัฐพยายามจะสรรหาโครงการช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆเท่าที่จะทำได้

แถลงการณ์ชุดแรกของจิรัฐไม่ตอบคำถามที่ข้องใจแฟนคลับ ทั้งเรื่องการใช้สิทธิ์แขก VIP ที่ไม่ต้องต่อคิวยาวทางเลนพิเศษซึ่งกันไว้เฉพาะผู้พิการ และผู้สูงอายุ รวมถึงการได้จับมือกับสาว BNK48 จำนวน 10 คนโดยไม่ต้องซื้อบัตร นั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ กระทั่งมีการเปิดเผยจาก “Job-san” ทำให้แฟนคลับเข้าใจว่าโอตะรายนั้นเป็นอัมพาตครึ่งซีกจากโรคเส้นเลือดในสมองแตก มีใบรับรองแพทย์ เรื่องการใช้คำพูดไม่ดีในโซเชียลส่วนตัวเป็นเพราะความผิดปกติจากการป่วย และทีมงานจะไม่มีการให้อภิสิทธิ์กับใคร เรื่องบัตรเลือกตั้งและบัตรอื่นๆในอนาคตอีกแล้ว

แม้ Job-san ยอมรับความผิดเรื่องหน้ากาก แต่แฟนคลับบอกว่าแถลงการณ์ทั้งหมดนี้ฟังไม่ขึ้น โดยแถลงการณ์ไม่พูดถึงกรณีโอตะรายนี้อ้างถึง “คุณโรส”, ยังมีรูปถ่ายที่ทีมงาน BNK48 บอกว่าเป็นรูปบรรยากาศ ซึ่งแฟนคลับไม่เห็นด้วยเพราะ “บรรยากาศอะไรถ่ายแต่คนเดิมๆ แถมได้มองกล้อง เอารูปไปลงไอจีอีก ทำยังกะเราเป็นคนโง่ ยอมรับตรงๆ ขอโทษ รับปากจะแก้ไข ยังรู้สึกดีกว่าอีก”

บางความเห็นยังระบุว่า “แถลงแบบเข้าข้างกัน แปลว่าไม่ต้องแคร์พวกผมก็ได้นิ แบบนี้มีแค่ vip ก็พอมั้ง”

https://www.facebook.com/plugins/comment_embed.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fbnk48official%2Fposts%2F1790267384433845%3Fcomment_id%3D1790282391099011&include_parent=false

สิ่งที่เราควรศึกษาจากดราม่า #โอตะVIP นี้คือความคาดหวังของลูกค้า ไม่ว่าดราม่านี้จะเกิดขึ้นจากความอิจฉาของแฟนคลับ หรือเกิดขึ้นจาก “ความผิดพลาดโดยสุจริต” ของทีมงาน แต่ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงอานุภาพของความผิดหวัง ซึ่งเมื่อคนหลายคนผิดหวังพร้อมกัน ความรู้สึกแง่ลบจึงถูกส่งกระจายไปแบบไม่มียั้ง

สถิติล่าสุดคือ #โอตะvip หล่นลงมาอยู่อันดับ 6 ของตารางเทรนด์แรง Twitter ท่ามกลางบางความเห็นที่ระบุบน Pantip ว่าจะไม่ติดตาม อีกแล้ว

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/vip-bnk48/

แบรนด์ฟ้อง influencer !!! จับตา Influencer marketing ถึงจุดเปลี่ยน

กลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อบริษัทประชาสัมพันธ์ในเครือ Snapchat ตัดสินใจฟ้องเน็ตไอดอลผู้มีอิทธิพลหรือ influencer ชาวอเมริกันฐานผิดสัญญาจ้างงานโปรโมทแว่น Spectacles ซึ่งเป็นแว่นกันแดดติดกล้องที่จะช่วยให้ผู้สวมสามารถอัปโหลดวิดีโอขึ้นโซเชียลได้เร็วขึ้น การฟ้องครั้งนี้ถูกมองว่ามีนัยมากมาย และหาก Snapchat ชนะคดีนี้ โลกของ Influencer marketing จะเปลี่ยนแปลงแน่นอน

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงของ Influencer marketing ที่จะเกิดขึ้นคือความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทและตัว influencer ที่ทุกฝ่ายต้องระแวดระวังตัวกันมากขึ้น จุดนี้อาจจะสะท้อนถึงรูปแบบขั้นตอนการว่าจ้างและจ่ายเงิน influencer ซึ่งจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ที่ผ่านมา หลายบริษัทจ่ายเงินจำนวนมากสำหรับการดึงคนดังมาร่วมประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการ เช่นเดียวกับบริษัทในเครือ Snapchat รายนี้ ซึ่งรายงานระบุว่า Snapchat ได้ดำเนินการผ่านบริษัทลูกชื่อ PR Consulting ว่าจ้างนักแสดงดาวรุ่งอเมริกันวัย 20 ปี Luka Sabbat เพื่อโปรโมตแว่น Spectacles ขณะร่วมงานปาร์ตี้และงานแสดงแฟชั่นโชว์ ซึ่งหลังจากลงนามข้อตกลงร่วมกันในวันที่ 15 กันยายน หนุ่ม Luka Sabbat ทำตามสัญญาไม่ครบ แม้ว่าข้อตกลงในสัญญาจะเป็นเรื่องง่ายในการปฏิบัติ เช่น การโพสต์ Instagram stories จำนวน 3 ชุดและโพสต์ฟีดภาพเขาสวมใส่แว่นตาเพื่อให้ผู้ติดตาม 1.4 ล้านคนของเขาได้ชม

Luka Sabbat – แร็ปเปอร์ที่ถูก Snapchat ฟ้องร้อง

Billboard

จากมูลค่าสัญญาทั้งหมด 60,000 เหรียญ Snap สั่งจ่ายเรียบร้อยแล้วเป็นเงิน 45,000 เหรียญ แต่ก็ไม่ได้โพสต์ตามที่สัญญา

ข่าวนี้ทำให้จริยธรรมของ influencer ถูกจับตามอง โดยเฉพาะในมุมที่ว่า influencer เป็นคำคลุมเครือซึ่งโดยทั่วไปมักเหมารวมถึงทุกคนที่มีตัวตนบนโลกออนไลน์และพร้อมที่จะรับเงินเพื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์ หรือเพียงแค่นำเสนอให้ทุกคนได้เห็นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จริยธรรมนี้กำลังจะถูกนำมาชั่งตวงวัด เพื่อเปรียบเทียบกับประสิทธิภาพของ Influencer marketing เพราะแบรนด์ยังคงมองว่า คนดังเหล่านี้สามารถเสนอผลิตภัณฑ์ให้กับแฟนของทุกคนได้โดยตรง และมักมีประสิทธิภาพมากกว่าแคมเปญโฆษณาแบบเดิม

ในสำนวนฟ้อง TechCrunch ระบุว่า Sabbat ถูกกล่าวหาว่าทำให้ PRC ได้รับความเสียหาย โดยสิ่งที่น่าสนใจ คือ Snap ไม่ปกปิดตัวเอง ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจฟ้องร้อง Sabbat ทั้งหมดนี้ตรงข้ามกับแบรนด์ที่มักพยายามหลีกเลี่ยง ไม่แสดงตัวว่าแบรนด์ได้ว่าจ้างผู้มีอิทธิพลด้านการตลาด ซึ่งแปลว่า Snap ต้องการขอให้ศาลช่วยจัดระเบียบวงการ influencer เสียที

กรณีนี้มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนวิธีการหลายข้อเสนอที่มีอิทธิพลมีโครงสร้างด้วยการชำระเงินจะถูกส่งมอบหลังจากการให้บริการแทนล่วงหน้าเป็นจำนวนมาก  และกรณีนี้เองที่อาจทำให้กระบวนการทำสัญญาการตลาดของผู้มีอิทธิพลกับเงื่อนไขการจ่ายเงินตามสัดส่วน จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล เรื่องราวของ Snap จะเป็นบทเรียนและกรณีศึกษาสำคัญที่ทำให้ influencer และแบรนด์ตื่นตัว เพื่อติดตามให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามรายละเอียดของสัญญาอย่างใกล้ชิด เป็นไปได้ว่านับจากนี้ influencer จะได้รับเงินทั้งหมดหลังการโพสต์เสร็จสิ้นอีกด้วย

แม้ว่านี่คือหนึ่งในคดีความชุดแรกที่แบรนด์ยื่นฟ้อง influencer ไม่แน่ คดีนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้น เปิดทางให้อีกหลายคดีที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการ Influencer marketing ต่อเนื่องในอนาคต

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/snapchat-influencer-%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b8%b2-influencer-marketing/

Infographic: เคล็ดลับดันวิดีโอให้ติด Search List สุดเด่นบน YouTube

เพื่อให้ทุกคนทำความเข้าใจเคล็ดลับที่ช่วยให้วิดีโอสามารถแสดงผลโดดเด่นบนรายการค้นหาหรือ Search List บน YouTube ได้ดีขึ้น Infographic นี้จึงพาทุกคนไปรู้จักปัจจัยหลักที่ YouTube จะพิจารณาเพื่อจัดอันดับวิดีโอ เชื่อว่า Infographic นี้จะช่วยเสริมมุมมองให้ชาวครีเอเตอร์เข้าถึง YouTube ได้ดีขึ้น

ความแพร่หลายของวิดีโอออนไลน์ สามารถอธิบายความสำเร็จของ YouTube ได้ดีในวันที่ YouTube ถูกใช้งานมากกว่า 88 ประเทศทั่วโลก จุดนี้ข้อมูลระบุว่า YouTube เป็นแหล่งรองรับการเสิร์ชมากกว่า 3 พันล้านครั้งต่อเดือน มีวิดีโอใหม่อัปโหลดขึ้น YouTube ทุกนาที เฉลี่ยคิดเป็นวิดีโอความยาว 100 ชั่วโมงที่ถูกอัปโหลดขึ้น YouTube ต่อ 1 นาที

สถิติการชมวิดีโอบน YouTube นั้นทะยานต่อเนื่องทุกวัน ล่าสุด YouTube ย้ำว่าชาวออนไลน์คลิกชมวิดีโอ YouTube เกิน 1 พันล้านชั่วโมงต่อวันแล้ว ตัวเลขนี้สะท้อนว่า YouTube มีส่วนช่วยให้ผู้จัดการแบรนด์ คว้าโอกาสเข้าถึงผู้ชมได้อีกทาง แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องชิงพื้นที่ search list มาให้ได้

Infographic ระบุเคล็ดลับในการเพิ่มประสิทธิภาพวิดีโอ เพื่อให้ได้ตำแหน่งที่ด้านบนของ Search List ใน YouTube คือการเลือกชื่อวิดีโอที่น่าสนใจ แต่ต้องสั้น และประกอบด้วยคำหลักที่ได้รับความนิยม

นอกจากชื่อ ภาพขนาดย่อหรือ Thumbnails ที่เหมาะสม รวมถึงคำอธิบายวิดีโอที่กระชับและสร้างมาสำหรับวิดีโอโดยเฉพาะ ล้วนเป็นหนึ่งในส่วนประกอบหลักที่ทำให้วิดีโอนั้นติด Search List อันดับต้นได้ เช่นเดียวกับหน้าจบของวิดีโอ ซึ่งเจ้าของวิดีโออาจจะขึ้นข้างไว้ 5-25 วินาทีเพื่อบอกเล่าถึงแบรนด์และวิดีโอชุดถัดไป

อีกวิธีเพิ่มเติมในการให้วิดีโอมีโอกาสถูกเปิดชมมากขึ้น Infographic แนะนำให้โปรโมทวิดีโอแบบข้ามแพลตฟอร์ม ซึ่งจะเป็นอีกบันไดที่ช่วยให้เหล่าครีเอเตอร์ก้าวไปถึงฝันได้เร็วขึ้น

ที่มา: : PRDaily

 
Source: thumbsup

from:https://thumbsup.in.th/2018/11/infographic-search-youtube/