คลังเก็บป้ายกำกับ: SSD

[Storage] Silicon Power นำเสนอ Bolt B80 กับ External SSD เล็ก หรู แรง แถมกันน้ำกันฝุ่นกันกระแทก เบาแค่ 53 กรัม

เดี๋ยวนี้การพกพาข้อมูลขนาดใหญ่ไปไหนมาถือว่าเป็นเรื่องง่าย จากการที่มี External Harddisk ที่สำคัญราคาในปัจจุบันยังมีราคาไม่แพงอีกด้วย แต่ก็ยังติดในเรื่องของความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลที่ยังช้าไม่ทันใจ ทำให้หลายๆ คนเลือกที่จะจ่ายแพงกว่า โดยไปใช้ External SSD แทน ซึ่งก็มีทั้งแบบ 2.5″ แล้วใส่กล่องปกติ หรือจะใช้แบบตามแบรนด์ Storage ที่จัดทำขึ้นมาก็สำเร็จรูปก็สามารถเลือกได้

ล่าสุดหนึ่งในผู้ผลิต SSD รายใหญ่อย่าง Silicon Power  ได้นำเสนอ Bolt B80 ซึ่งเป็น External SSD ที่มาพร้อมขนาคตัวที่เล็กแค่ฝ่ามือ ดีไซน์หรูหรามีราคา ประสิทธิภาพสูง แถมยังกันน้ำกันฝุ่น โดยเบาแค่ 53 กรัมเท่านั้น เรียกได้เหมาะกับทุกรูปแบบการพกพาไปใช้งานจริงๆ มีความจุให้เลือกที่ 120GB/240GB และ 480GB ตามแต่ลักษณะความต้องการ

 Silicon Power Bolt B80 มีดีไซน์การออกแบบโดยรวมเป็นทรงกลมแบนเหมือนจานบิน ขนาดเล็กมีมิติที่ 75.0 x 75.0 x 11.9 มิลลิเมตรเท่านั้น ถือว่ามีขนาดค่อนข้างบางและกระทัดรัดมากๆ น้ำหนักเบาสุดๆ ที่ 53 กรัมเท่านั้น วัสดุโครงสร้างภายนอกเป็นอะลูมิเนียมที่ทั้งสวยงามและแข็งแรง ผ่านมาตรฐานกันกระแทกกัดฝุ่นและน้ำในระดับ IP68  พร้อมมีไฟ LED แสดงสถานะการทำงาน ที่สำคัญยังได้รับรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมประจำปี Taiwan Excellence Award 2018 และ COMPUTEX d&i awards 2017 ที่ผ่านมาอีกด้วย

ส่วนการใช้งานของ Silicon Power Bolt B80 ต้องเชื่อมต่อผ่านทาง USB 3.1 Gen 2 Type-C โดยมีประสิทธิภาพการทำงานระดับ SATA 3 ที่ความเร็วในการอ่าน 500MB/s และเขียนที่ 450MB/s ซึ่งก็ถือว่าเร็วกว่าฮาร์ดดิสก์ปกติ 4 – 5 เท่าตัว รองรับการใช้งานในทุกระบบปฏิบัติการทั้ง Windows และ macOS อีกทั้งสามารถดาว์นโหลดซอฟต์แวร์ Ultility ความปลอดภัยเพิ่มเติมได้

สำหรับราคายังไม่ได้มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ แค่คาดว่า Silicon Power จะสามารถทำราคามาได้อย่างคุ้มค่าแน่นอน เพื่อนๆ คนไหนมองหา External SSD ก็ลองดู Silicon Power Bolt B80 เป็นตัวเลือกได้ (เมื่อขายในไทยอ่ะนะ)

ที่มา : notebookcheck

 

from:https://notebookspec.com/silicon-power-releases-the-bolt-b80-circular-external-ssd/420854/

Advertisements

โปรโมชั่นสุดพิเศษ !! ซื้อ SSD Corsair Force LE200 แถมฟรี !! Corsair Gaming Gear คุ้มสุดๆ

Corsair Force LE200

บริษัท เอสเซนตี้ รีซอร์สเซส จำกัด ผู้นำเข้า และจัดจำหน่ายหน่วยความจำและ Solid State Drive แบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Corsair โปรโมชั่นสุดพิเศษ !! ซื้อ SSD Corsair Force LE200 แถมฟรี !! Corsair Gaming Gear คุ้มสุดๆ

ช่วงเวลาดีๆ สำหรับการซื้อ SSD มาถึงแล้ว เมื่อทาง CORSAIR ทำโปรโมชั่นสุดพิเศษ !! สำหรับลูกค้าที่ซื้อ Corsair SSD รุ่น Force LE200 แถมฟรี !! Corsair Gaming Gear คอมพิวเตอร์เร็วขึ้น แถมยังได้ Corsair Gaming Gearคุ้มสุดๆไปเลย

  • Corsair FORCE LE200 120GB ราคา 2,600 บาท แถมฟรี !! Corsair MM100 Mouse Pad มูลค่า 590 บาท
  • Corsair FORCE LE200 240GB ราคา 4,230 บาท แถมฟรี !! Corsair HARPOON RGB มูลค่า 990 บาท
    ***หมายเหตุ สินค้าและของแถมจะแพ็คติดรวมกันไป โปรดสอบถามก่อนซื้อ***

คุ้มแบบนี้เกมเมอร์ที่สนใจ สามารถจับจองกันได้แล้ว ณ ตัวแทนจำหน่าย เอสเซนตี้ รีซอร์สเซส ตามห้างไอทีชั้นนำทั่วไป หรือ สอบถามได้ที่ >>> https://goo.gl/5XzMs5

Authorized Distributor:
Ascenti Resources Co., Ltd | ARC
Website: http://www.ascenti.co.th
Head office: 0-2961-7297, 0-2961-7285


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/gdn39_TbxE4/

[SSD] M.2 SSD รุ่นใหม่จาก TEAM เย็นจับจิต ด้วยวัสดุแห่งอนาคต Graphene

Graphene ถือเป็นวัสดุที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในวงการอุตสาหกรรมเวลานี้ เพราะมีความสามารถในการนำความร้อนและปรับปรุงกระแสไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปัจจุบัน ได้ถูกนำไปใช้กับสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือจะเป็นกลุ่มเครื่องนุ่งห่มก็ตาม เช่นเดียวกับ TEAM ที่ได้นำเอาวัสดุแห่งศตวรรษที่ 21 นี้มาใช้กับ M.2 SSD รุ่นล่าสุด T-Force Cardea เพื่อช่วยในการระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Graphene

โดยวัสดุที่เรียกว่า Graphene นี้ มีความแข็งแรงกว่าโลหะทั่วไป 200 เท่าและไม่ใช่แค่บางที่สุดในโลก แต่ยังเป็นตัวนำไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี เนื่องจากโครงสร้างในระดับอะตอม ทำให้เกิดการนำความร้อนได้ดียิ่งขึ้น และให้ผลดีกว่าทองแดงอีกด้วยเช่นกัน โดยที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกให้ความสนใจ ทาง TEAM จึงนำมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการทำเป็นโซลูชั่นระบายความร้อนและเป็นช่องทางในการออกแบบ Cold plate เพื่อสิ่งที่ดีกว่าวัสดุอื่นๆ ในเวลานี้

และผลิตภัณฑ์หนึ่งที่ได้นำประโยชน์จาก Graphene มาใช้ก็คือ T-Force Cardea Zero ที่เป็น M.2 SSD จากทาง TEAM มาพร้อมความจุ 240GB และ 480GB ทั้งสองรุ่นได้ออกแบบการระบายความร้อนด้วย Graphene และฟอยด์ทองแดง เพื่อนำมาใช้กับ NAND Flash และคอนโทรลเลอร์บนโมดูล ด้วยการทำเป็นสติกเกอร์ชั้นบางๆ ของ Graphene พร้อมด้วยชั้นทองแดงและฉนวน ด้วยความหนาเพียง 0.185mm ทำให้ SSD มีการกระจายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ SSD ที่มีการใช้งานร่วมกับ Graphene มีอุณหภูมิที่ลดลงจาก 80 องศาเซลเซียส เหลือเพียง 70 องศาเซลเซียสเท่านั้น แต่ที่น่าสนใจก็คือ SSD สามารถรักษาอัตราการถ่ายโอนข้อมูลได้นิ่งขึ้น และใช้งานได้ยาวนาน อย่างไรก็ดีมันอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ในการควบคุมความร้อนได้อย่างสมบูรณ์ ในกรณีที่มีการใช้งานแบบ Full load อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ถือว่าเป็นอีกพัฒนาการหนึ่งที่วงการอุตสาหกรรมหันมาให้ความสนใจ ใครที่สนใจจะใช้โมเดลใหม่จาก TEAM ที่มาพร้อมการระบายความร้อนด้วย Graphene อาจจะต้องอดใจอีกหน่อย น่าจะได้สัมผัสในไม่ช้านี้

ที่มา : TEAM T-Force Cardea Zero

from:https://notebookspec.com/m-2-ssd-new-team-cool-graphene/419176/

รีวิว SSD แฝดคนละฝา SanDisk Ultra 3D และ WD Blue 3D

สิ้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Western Digital ได้เปิดตัว SSD รุ่นใหม่สองตัวภายใต้ยี่ห้อ SanDisk และ WD เอง (WD ได้ซื้อกิจการ SanDisk ไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว) และทาง WD ได้ส่ง SSD ทั้งสองตัวนี้มาให้รีวิวครับ

ลักษณะภายนอก

หากจะให้พูดสั้นๆ ก็ต้องบอกว่า SSD ทั้งสองตัวนี้ต่างกันแค่ “สติกเกอร์ที่แปะอยู่” และ “บรรจุภัณฑ์” เท่านั้น ทั้งสเปก, ราคา และการรับประกันก็เหมือนกันทั้งหมด เรียกได้ว่าศรัทธายี่ห้อไหนก็หยิบอันนั้นได้เลย โดยผมได้รับรุ่นความจุขนาด 1TB แบบ SATA มาทดสอบนะครับ

กล่องของ SanDisk จะบางและสูงกว่า WD นิดหน่อย แต่ของ WD มีขาตั้งด้านล่าง และบนกล่อง SanDisk แสดงความเร็วเขียน/อ่านเด่นชัดเจน ในขณะที่ WD เขียนเป็นตัวหนังสือสีเทาๆ อยู่มุมซ้ายล่าง

No Description

กล่องของ SanDisk มาในโทนเทา-แดง ตามธีมดั้งเดิม ส่วน WD เป็นสีน้ำเงิน-ขาว ตามคอนเซ็ปต์ Blue ที่ใช้มายาวนาน

No Description

No Description

อย่างที่บอกไปข้างต้น ว่าตัว SSD นั้นต่างกันแค่สติกเกอร์ครับ

No Description

สติกเกอร์ด้านหลังของ SSD ก็ต่างกัน แต่หากดูดีๆ แล้วจะพบว่าการนับเลข S/N และ WWN นั้นเหมือนกันเกือบทั้งหมด

No Description

No Description

อย่างไรก็ตามผมได้ทดสอบทั้ง benchmark และการใช้งานจริงของทั้งสองรุ่นมาด้วยครับ

ประสิทธิภาพและการใช้งาน

เริ่มที่โปรแกรมจัดการ SSD ของทั้งสองตัวกันก่อน สมัยที่ SanDisk ยังไม่ได้ขายกิจการ มีโปรแกรมจัดการ SSD ชื่อ SanDisk SSD Dashboard ซึ่งขณะนี้ก็นำมาใช้กับ WD ด้วย แต่เปลี่ยนชื่อเป็น WD SSD Dashboard แล้วแยกเป็นคนละโปรแกรม (หน้าตาเหมือนกัน ต่างแค่สี)

No Description

หน้าหลักของโปรแกรม SanDisk SSD Dashboard จะแสดงรุ่น, เวอร์ชันเฟิร์มแวร์, ความจุ, พื้นที่ที่ใช้ไป, อายุการใช้งานที่เหลืออยู่, อุณหภูมิ และความเร็วการเชื่อมต่อ แต่น่าแปลกที่โปรแกรมกลับมองเห็นเป็นรุ่น X600 ซึ่งอยู่ในสายธุรกิจ แต่มีสเปกเหมือนกัน

ข้ามมาดูฝั่ง WD SSD Dashboard กันบ้าง ตัวโปรแกรมถูกเปลี่ยนธีมเป็นสีฟ้า แต่รายละเอียดเหมือนกันหมด และแสดงรุ่นได้ถูกต้อง

No Description

เมื่อฟอร์แมต SSD ทั้งสองตัวเป็นระบบไฟล์ NTFS แล้ว มองเห็นพื้นที่ใช้ได้จริง 931GB เท่ากัน

No Description

No Description

สำหรับการทดสอบความเร็วด้วยโปรแกรม AS SSD ผมได้รันทดสอบรวม 6 ครั้ง รุ่นละ 3 ครั้ง พบว่าคะแนนที่ได้ใกล้เคียงกันมาก ไม่มีครั้งไหนแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ

SanDisk

No Description

No Description

No Description

WD

No Description

No Description

No Description

อีกโปรแกรมที่ใช้ทดสอบเป็น CrystalDiskMark นะครับ อันนี้รันค่อนข้างนานเลยทดสอบมารุ่นละครั้งครับ แต่ก็แทบไม่ต่างกันเช่นเคย

No Description

No Description

นอกจากนี้ยังได้ทดลองก็อปปี้ไฟล์เกม GTA V จาก WD ไปยัง SanDisk ด้วย ได้ผลตามนี้

No Description

สุดท้ายได้ทดลองเข้าเกม GTA V เปรียบเทียบระหว่างฮาร์ดไดรฟ์ปกติ Seagate ST3000DM001 ขนาด 3TB, SanDisk และ WD เพื่อดูว่าตัวไหนโหลดเข้าเกมเร็วสุด (GTA V นี่ขึ้นชื่อเรื่องโหลดนานอยู่แล้ว) ได้ผลดังนี้

No Description

สรุป

SanDisk Ultra 3D SSD และ WD Blue 3D NAND ถือเป็นผลิตภัณฑ์เด่นตัวหนึ่งหลังการควบรวมกิจการกันของทั้งสองบริษัท ซึ่งทำผลงานออกมาได้น่าพอใจ แต่ราคาจัดว่าค่อนข้างสูงกว่าเจ้าตลาด จึงขึ้นอยู่กับผู้บริโภคว่าจะเล่นตัวไหนครับ

No Description

from:https://www.blognone.com/node/95909

[Review] WD Blue 1TB 3D NAND SATA SSD จุขึ้น ทนทานกว่าเดิม

นับวันฮาร์ดดิสค์แบบชิป หรือที่เราเรียกติดปากว่า SSD (Solid State Drive) จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทุกวัน เมื่อความจุไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปเพราะเราสามารถต่อฮาร์ดดิสค์เสริมแฟลชไดร์ฟ อัพขึ้นคลาว ใช้จริงๆแค่ไม่เท่าไรเฉพาะตัวระบบปฏิบัติการโปรแกรมใช้จริงอีกไม่เท่าไร (ไม่นับกลุ่มเล่นเกมนะที่ยังคงต้องการฮาร์ดดิสค์ความจุสูงๆอยู่ แต่กลุ่มนี้มักจะแยกเป็นบูธด้วย SSD แต่ลงโปรแกรมในฮาร์ดดิสคืซึ่งช่วยได้เยอะ) แต่ความเร็วนี่สิปัญหาของจริงเพราะปัจจุบันฮาร์ดดิสค์แม่จะมีรอบสูงๆ แต่ก็ยังต้องใช้หลักการอ่านเขียนบนจานแบบเดิมๆทำให้ไม่สามารถทำความเร็วในการเปิดเครื่องหรือเปิดโปรแกรมได้เร็วเท่าที่ควร แต่สำหรับ SSD นี่แทบจะเปิดเครื่องปุ๊ปติกปั๊ป เปิดโปรแกรมไว ใช้แล้วติดใจไม่อยากกลับไปใช้ฮาร์ดดิสค์อีกเลย แต่เมื่อมาถึงจุดที่ SSD แพร่หลายและความเร็วที่หลายๆแบรนด์ทำได้เหมือนๆกัน แล้วอะไรที่จะทำให้ WD Blue 1TB 3D NAND SATA SSD แตกต่างและน่าสนใจละ

WD Blue™ 3D NAND SATA SSD มาในซีรีย์ Blue ที่จะเน้นเรื่องของความคุ้มค่าสเปคต่อราคา โดยมาพร้อมเทคโนโลยีการผลิตชิปแบบ 3D NAND ที่จัดเก็บข้อมูลได้แบบแนวตั้ง 64 เลเยอร์ ช่วยให้ประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ความทนทาน และความจุที่สูงขึ้นมากในขนาดเท่าเดิม ซึ่งปัจจุบันมาพร้อมความจุสูงสุดถึง 2TB เท่าความจุฮาร์ดดิสค์ในโน้ตบุ๊คเลยทีเดียว นอกจากความจุที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังทนทานยิ่งกว่าเดิมด้วย เพราะจุดด้อยของฮาร์ดดิสค์แบบ SSD คือเรื่องของอายุการใช้งานที่จะมีอายุไม่ยืนยาวเท่าฮาร์ดดิสค์แบบจานหมุน แต่ด้วยเทคโนโลยีชิป 3D NAND สามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 1,750,000 ชั่วโมง หรือราวๆ 15 ปี ซึ่งถือว่ายาวนานที่สุดของฮาร์ดดิสค์แบบ SSD ในขณะนี้

WD Blue™ 3D NAND SATA SSD มาพร้อมกัน 2 รูปแบบการเชื่อมต่อคือแบบ 2.5 นิ้ว แบบฮาร์ดดิสค์ที่ใช้ในโน้ตบุ๊ค และแบบ M.2 2280 ไซท์มาตรฐานที่อยู่บนเมนบอร์ดของโน้ตบุ๊คและพีซี เป็นรูปแบบการเชื่อมต่อ SATA III 6GB/s พอร์ตการเชื่อมต่อมาตรฐานที่ใช้งานกันทั่วไปในปัจจุบัน โดยตามสเปคมีความเร็วการอ่านอยู่ที่ 560 MB/s และเขียนอยู่ที่ 530 MB/s

หน้าตาของกล่อง WD Blue™ 3D NAND SATA SSD มาในรูปแบบมาตรฐานของทาง WD ซึ่งจะต่างจากแบบฮาร์ดดิสค์ที่จะไม่มีกล่องมาให้ รุ่นที่ทีมงานได้มาทดสอบจะเป็นแบบชนิด 2.5 นิ้ว โดยหน้ากล่องจะมีระบุข้อมูล 3D NAND ชัดเจน เพื่อป้องกันการสับสนกับรุ่นเก่าที่ยังไม่ได้ใช้เทคโนโลยีนี้ (ซึ่ีงจะมีราคาถูกกว่านิดหน่อย และในอนาคตจะเหลือแค่เพียงรุ่นที่เป็น 3D NAND เท่านั้น) ระบบความเร็วอ่านเขียนและที่สำคัญคือ ความจุซึ่งตัวที่ทีมงานได้มาทดสอบเป็นความจุ 1TB และยังมาพร้อมการรับประกัน ปีเต็ม

หน้าตาของตัว WD Blue™ 3D NAND SATA SSD เรียบๆ โดยระบุข้อมูลชัดเจ่นไม่ว่าจะเป็นความจุ รุ่น 3D NAND บนสติกเกอร์สีน้ำเงินขาว ซึ่งเป็นตัวระบุรุ่น WD Blue ซีรีย์ ส่วนด้านล่างก็จะเป็นข้อมูลอื่นๆเช่น S/N สเปคโดยละเอียด และเครื่องหมายรับรองต่างๆ พอร์ตการเชื่อมต่อ SATA มาตรฐาน แบบเดียวกับที่ใช้ในโน้ตบุ๊คและพีซีทั่วไป

ความหนาอยู่ที่ 7 มิลลิเมตร ทำให้ตัวฮาร์ดดิสค์บางมากจนสามารถติดตั้งบนโน้ตบุ๊คได้ทุกรุ่นที่ใช้ฮาร์ดดิสค์แบบ 2.5 นิ้ว

สเปครายละเอียดต่างๆที่จะถูกติดอยู่ที่ตัวของฮาร์ดดิสค์

Software

นอกจากตัว SSD แล้ว WD ยังได้มีการเปิดให้โหลดซอฟแวร์เสริมการใช้งานเข้ามาด้วยครับ 2 ตัวที่น่าสนใจคือ

Acroins True Image WD Edition ไว้สำหรับสำรองข้อมูล ไปจนถึงการโคลนฮาร์ดดิสค์ทั้งลูกเผื่อกรณีต้องการเปลี่ยนฮาร์ดดิสค์ หรือย้ายเครื่องครับ

WD SSD Dashboard เป็นโปรแกรมเช็คสถานะของฮาร์ดดิสค์ทั้งแค่ความจุที่ใช้อยู่ อายุการใช้งาน ไปจนถึงเช็คอุณหภูมิก็ยังได้

Test

สรุปผลการทดสอบรวมๆ เป็นไปตามมาตรฐานของรูปแบบการเชื่อมต่อ SATA III ที่ สามารถทำความเร็วได้สูงสุดในการอ่านที่ราวๆ 553 MB/s  และเขียนที่ 529 MB/s แต่แม้จะมีความจุสูงแต่ก็ยังสามารถทำเวลา Access ได้เร็วถึง 0.1 ms แต่ที่น่าสนใจคืออุณหภูมิการทำงานอยู่ราวๆเพียงแค่ 31 องศาเท่านั้น ตามที่ได้บอกไว้ว่าเทคโนโลยีใหม่นี้นอกจากทนแล้ว อุณหภูมิยังเย็นขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

Comment

WD Blue™ 3D NAND SATA SSD เป็นอีกหนึ่งฮาร์ดดิสค์แบบ SSD ที่น่าสนใจด้วยเทคโนโลยีการผลิตใหม่ล่าสุดทั้งความจุที่มากขึ้น การใช้พลังงานที่น้อยลง อีกทั้งยังสามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้น แม้เราอาจจะไม่สามารถรู้สึกได้ในเร็ววันนี้ แต่เมื่อเราใช้ไปนานๆผมเชื่อว่ามันจะเห็นผลได้ชัดเจนโดยเฉพาะความทนทานที่ยิ่งใช้งานได้ยาวนานก็ยิ่งคุ้ม และไม่ต้องพะวงว่า SSD จะใกล้พังและต้องมาคอยสำรองข้อมูลให้วุ้นวาย เหมาะกับผู้ใช้งานที่ประกอบเครื่องพีซีใหม่ซึ่งนอกจากของ WD แล้วก็ยังมีของ Sandisk ให้เลือกกันด้วย ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการอัพเกรทฮาร์ดดิสค์ใหม่มาใช้แบบ SSD โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้งานโน้ตบุ๊คที่เมื่ออัพเกรทแล้วจะช่วยให้ชีวิตท่านดีขึ้นเยอะเลยเชื่อผม :3

จุดเด่น

  • หน่วยความจำแบบ SSD อ่านเขียนข้อมูลได้เร็ว
  • บางเบา สามารถติดตั้งในโน้ตบุ๊คที่ใช้ฮาร์ดดิสค์แบบ 2,5 นิ้วได้แน่นอน
  • ประหยัดพลังงาน ร้อนน้อยกว่า SSD ทั่วไป
  • ความจุสูงมาก

ข้อสังเกตุ

  • มีราคาสูงมาก
  • ปัจจุบันยังหาซื้อได้ยาก (ยังมีขายแค่รุ่นเก่าเป็นหลัก)

ราคา

  • WD Blue 3D NAND SATA SSD 250 GB  – 4,290 บาท
  • WD Blue 3D NAND M.2 SSD 250 GB  – 4,390 บาท
  • WD Blue 3D NAND SATA SSD 500 GB  – 6,090 บาท

from:https://notebookspec.com/review-wd-blue-1tb-3d-nand-sata-ssd-%e0%b8%88%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99-%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%a1/417178/

[Review] WD Blue 1TB 3D NAND SATA SSD จุขึ้น ทนทานกว่าเดิม

นับวันฮาร์ดดิสค์แบบชิป หรือที่เราเรียกติดปากว่า SSD (Solid State Drive) จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทุกวัน เมื่อความจุไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปเพราะเราสามารถต่อฮาร์ดดิสค์เสริมแฟลชไดร์ฟ อัพขึ้นคลาว ใช้จริงๆแค่ไม่เท่าไรเฉพาะตัวระบบปฏิบัติการโปรแกรมใช้จริงอีกไม่เท่าไร (ไม่นับกลุ่มเล่นเกมนะที่ยังคงต้องการฮาร์ดดิสค์ความจุสูงๆอยู่ แต่กลุ่มนี้มักจะแยกเป็นบูธด้วย SSD แต่ลงโปรแกรมในฮาร์ดดิสคืซึ่งช่วยได้เยอะ) แต่ความเร็วนี่สิปัญหาของจริงเพราะปัจจุบันฮาร์ดดิสค์แม่จะมีรอบสูงๆ แต่ก็ยังต้องใช้หลักการอ่านเขียนบนจานแบบเดิมๆทำให้ไม่สามารถทำความเร็วในการเปิดเครื่องหรือเปิดโปรแกรมได้เร็วเท่าที่ควร แต่สำหรับ SSD นี่แทบจะเปิดเครื่องปุ๊ปติกปั๊ป เปิดโปรแกรมไว ใช้แล้วติดใจไม่อยากกลับไปใช้ฮาร์ดดิสค์อีกเลย แต่เมื่อมาถึงจุดที่ SSD แพร่หลายและความเร็วที่หลายๆแบรนด์ทำได้เหมือนๆกัน แล้วอะไรที่จะทำให้ WD Blue 1TB 3D NAND SATA SSD แตกต่างและน่าสนใจละ

WD Blue™ 3D NAND SATA SSD มาในซีรีย์ Blue ที่จะเน้นเรื่องของความคุ้มค่าสเปคต่อราคา โดยมาพร้อมเทคโนโลยีการผลิตชิปแบบ 3D NAND ที่จัดเก็บข้อมูลได้แบบแนวตั้ง 64 เลเยอร์ ช่วยให้ประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ความทนทาน และความจุที่สูงขึ้นมากในขนาดเท่าเดิม ซึ่งปัจจุบันมาพร้อมความจุสูงสุดถึง 2TB เท่าความจุฮาร์ดดิสค์ในโน้ตบุ๊คเลยทีเดียว นอกจากความจุที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังทนทานยิ่งกว่าเดิมด้วย เพราะจุดด้อยของฮาร์ดดิสค์แบบ SSD คือเรื่องของอายุการใช้งานที่จะมีอายุไม่ยืนยาวเท่าฮาร์ดดิสค์แบบจานหมุน แต่ด้วยเทคโนโลยีชิป 3D NAND สามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 1,750,000 ชั่วโมง หรือราวๆ 15 ปี ซึ่งถือว่ายาวนานที่สุดของฮาร์ดดิสค์แบบ SSD ในขณะนี้

WD Blue™ 3D NAND SATA SSD มาพร้อมกัน 2 รูปแบบการเชื่อมต่อคือแบบ 2.5 นิ้ว แบบฮาร์ดดิสค์ที่ใช้ในโน้ตบุ๊ค และแบบ M.2 2280 ไซท์มาตรฐานที่อยู่บนเมนบอร์ดของโน้ตบุ๊คและพีซี เป็นรูปแบบการเชื่อมต่อ SATA III 6GB/s พอร์ตการเชื่อมต่อมาตรฐานที่ใช้งานกันทั่วไปในปัจจุบัน โดยตามสเปคมีความเร็วการอ่านอยู่ที่ 560 MB/s และเขียนอยู่ที่ 530 MB/s

หน้าตาของกล่อง WD Blue™ 3D NAND SATA SSD มาในรูปแบบมาตรฐานของทาง WD ซึ่งจะต่างจากแบบฮาร์ดดิสค์ที่จะไม่มีกล่องมาให้ รุ่นที่ทีมงานได้มาทดสอบจะเป็นแบบชนิด 2.5 นิ้ว โดยหน้ากล่องจะมีระบุข้อมูล 3D NAND ชัดเจน เพื่อป้องกันการสับสนกับรุ่นเก่าที่ยังไม่ได้ใช้เทคโนโลยีนี้ (ซึ่ีงจะมีราคาถูกกว่านิดหน่อย และในอนาคตจะเหลือแค่เพียงรุ่นที่เป็น 3D NAND เท่านั้น) ระบบความเร็วอ่านเขียนและที่สำคัญคือ ความจุซึ่งตัวที่ทีมงานได้มาทดสอบเป็นความจุ 1TB และยังมาพร้อมการรับประกัน ปีเต็ม

หน้าตาของตัว WD Blue™ 3D NAND SATA SSD เรียบๆ โดยระบุข้อมูลชัดเจ่นไม่ว่าจะเป็นความจุ รุ่น 3D NAND บนสติกเกอร์สีน้ำเงินขาว ซึ่งเป็นตัวระบุรุ่น WD Blue ซีรีย์ ส่วนด้านล่างก็จะเป็นข้อมูลอื่นๆเช่น S/N สเปคโดยละเอียด และเครื่องหมายรับรองต่างๆ พอร์ตการเชื่อมต่อ SATA มาตรฐาน แบบเดียวกับที่ใช้ในโน้ตบุ๊คและพีซีทั่วไป

ความหนาอยู่ที่ 7 มิลลิเมตร ทำให้ตัวฮาร์ดดิสค์บางมากจนสามารถติดตั้งบนโน้ตบุ๊คได้ทุกรุ่นที่ใช้ฮาร์ดดิสค์แบบ 2.5 นิ้ว

สเปครายละเอียดต่างๆที่จะถูกติดอยู่ที่ตัวของฮาร์ดดิสค์

Software

นอกจากตัว SSD แล้ว WD ยังได้มีการเปิดให้โหลดซอฟแวร์เสริมการใช้งานเข้ามาด้วยครับ 2 ตัวที่น่าสนใจคือ

Acroins True Image WD Edition ไว้สำหรับสำรองข้อมูล ไปจนถึงการโคลนฮาร์ดดิสค์ทั้งลูกเผื่อกรณีต้องการเปลี่ยนฮาร์ดดิสค์ หรือย้ายเครื่องครับ

WD SSD Dashboard เป็นโปรแกรมเช็คสถานะของฮาร์ดดิสค์ทั้งแค่ความจุที่ใช้อยู่ อายุการใช้งาน ไปจนถึงเช็คอุณหภูมิก็ยังได้

Test

สรุปผลการทดสอบรวมๆ เป็นไปตามมาตรฐานของรูปแบบการเชื่อมต่อ SATA III ที่ สามารถทำความเร็วได้สูงสุดในการอ่านที่ราวๆ 553 MB/s  และเขียนที่ 529 MB/s แต่แม้จะมีความจุสูงแต่ก็ยังสามารถทำเวลา Access ได้เร็วถึง 0.1 ms แต่ที่น่าสนใจคืออุณหภูมิการทำงานอยู่ราวๆเพียงแค่ 31 องศาเท่านั้น ตามที่ได้บอกไว้ว่าเทคโนโลยีใหม่นี้นอกจากทนแล้ว อุณหภูมิยังเย็นขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

Comment

WD Blue™ 3D NAND SATA SSD เป็นอีกหนึ่งฮาร์ดดิสค์แบบ SSD ที่น่าสนใจด้วยเทคโนโลยีการผลิตใหม่ล่าสุดทั้งความจุที่มากขึ้น การใช้พลังงานที่น้อยลง อีกทั้งยังสามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้น แม้เราอาจจะไม่สามารถรู้สึกได้ในเร็ววันนี้ แต่เมื่อเราใช้ไปนานๆผมเชื่อว่ามันจะเห็นผลได้ชัดเจนโดยเฉพาะความทนทานที่ยิ่งใช้งานได้ยาวนานก็ยิ่งคุ้ม และไม่ต้องพะวงว่า SSD จะใกล้พังและต้องมาคอยสำรองข้อมูลให้วุ้นวาย เหมาะกับผู้ใช้งานที่ประกอบเครื่องพีซีใหม่ซึ่งนอกจากของ WD แล้วก็ยังมีของ Sandisk ให้เลือกกันด้วย ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการอัพเกรทฮาร์ดดิสค์ใหม่มาใช้แบบ SSD โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้งานโน้ตบุ๊คที่เมื่ออัพเกรทแล้วจะช่วยให้ชีวิตท่านดีขึ้นเยอะเลยเชื่อผม :3

จุดเด่น

  • หน่วยความจำแบบ SSD อ่านเขียนข้อมูลได้เร็ว
  • บางเบา สามารถติดตั้งในโน้ตบุ๊คที่ใช้ฮาร์ดดิสค์แบบ 2,5 นิ้วได้แน่นอน
  • ประหยัดพลังงาน ร้อนน้อยกว่า SSD ทั่วไป
  • ความจุสูงมาก

ข้อสังเกตุ

  • มีราคาสูงมาก
  • ปัจจุบันยังหาซื้อได้ยาก (ยังมีขายแค่รุ่นเก่าเป็นหลัก)

ราคา

  • WD Blue 3D NAND SATA SSD 250 GB  – 4,290 บาท
  • WD Blue 3D NAND M.2 SSD 250 GB  – 4,390 บาท
  • WD Blue 3D NAND SATA SSD 500 GB  – 6,090 บาท

from:https://notebookspec.com/review-wd-blue-1tb-3d-nand-sata-ssd/417178/

อุปกรณ์ไอที ไม่ต้องเคลมกับแบรนด์ก็ได้

วันก่อนครับ เจอกระทู้จากเว๊บสีม่วงชื่อดังพูดถึงว่าซื้อ SSD แบรนด์ S มา แต่มีปัญหาคือไม่สามารถเคลมผ่านศูนย์บริการของแบรนด์โดยตรงได้ ซึ่งจากการที่ผู้ใช้สอบถามแบรนด์ก็ได้รับคำตอบว่า SSD ต้องเคลมผ่านร้านที่ซื้อมา ซึ่งลูกค้าซื้อผ่านร้านออนไลด์มาเลยอาจจะลำบากในการเคลมนิดนึง (ในที่นี้คือร้านถนน 11) ซึ่งดูแล้วเรื่องการเคลมคงไม่มีปัญหาอะไร แต่อาจจะงงในการเคลมหน่อย แต่ปัญหาผู้ใช้งานในเว๊บบอร์ดนี้โวยวายคือ ทำไมแบรนด์คุณ แต่คุณไม่รับเคลมละ (ซึ่งบ้านเราแบรนด์นี้ขายอุปกรณ์หลายอย่างมากตั้งแต่ ทีวี แอร์ มือถือ ไปจนถึงประกันภัย)

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า แม้จะเป็นแบรนด์เดียวกันแต่ก็ใช่ว่าจะต้องจัดจำหน่ายโดยแบรนด์เจ้าของสินค้าเท่านั้นนะครับ โดยเฉพาะสินค้าไอทีซึ่งจะมีตัวแทนจำหน่ายนำเข้าหลากหลายกันไปไม่เฉพาะเจ้าของแบรนด์เท่านั้น นึกง่ายๆก็เช่นพวกการ์ดจอ เมนบอร์ด แรม ซึ่งจะมีตัวแทนนำเข้าที่ไม่ใช่เจ้าของแบรนด์ ทำให้ความรับผิดชอบในการเคลมสินค้าจะเป็นของผู้นำเข้าด้วยครับ เช่นการ์ดจอ Galax นำเข้าโดยบริษัท ARC ก็ต้องนำไปเคลมกับทาง ARC ไม่ใช่ Galax โดยตรง หรือกรณีของเมนบอร์ด การ์ดจอ เช่นแบรนด์ MSI แม้จะมีตัวแทนแบรนด์ MSI ในบ้านเรา แต่ก็ต้องเคลมผ่านตัวแทนนำเข้าเช่น Synnex ไม่ได้เคลมกับ MSI โดยตรงอยู่ดี

ถ้าเอาแบบที่เราทุกท่านคุ้นเคยเลยคือ iPhone ซึ่งก่อนหน้านี้เวลาซื้อมาจากโอเปอร์เรเตอร์เจ้าใดก็ต้องเคลมกับเจ้าที่ซื้อมา เช่นซื้อจาก AIS ก็ต้องเข้าไปเคลมเครื่องกับศูนย์ AIS ไม่สามารถเคลมผ่าน iService ของ Apple ได้โดยตรง ซึ่ง Apple เพิ่งมาปรับนโยบายให้สามารถเคลมได้ทั้งโอเปอร์เรเตอร์ที่ซื้อเครื่องมา และ iService ของ Apple ด้วย ซึ่งเป็นนโยบายปรกติทัวโลกอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นกรณีสินค้ามีปัญหาและเคลมกับแบรนด์โดยจรงไม่ได้อย่าเพิ่งตกใจครับ เพราะยังไงเสียเราก็ยังสามารถเคลมกับตัวแทนจำหน่ายหรือร้านที่ซื้อมาได้ แต่ถ้าอยากได้เร็วขึ้นไปอีกอาจจะต้องเดินเรื่องไปที่ตัวแทนนำเข้าซึ่งจะมีศูนย์บริการสำหรับเคลมสินค้าอยู่แล้วเช่น SIS ,Synnex ,etc ซึ่งจะสามารถเคลมได้เร็วกว่าฝากตัวแทนจำหน่ายหรือหน้าร้าน ส่วนอนาคตถ้าสินค้าเป็นที่นิยมมากขึ้นเจ้าของแบรนด์อาจจะเพิ่มช่องทางการบริการสำหรับสินค้านั้นๆเพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้

ส่วนเพื่อนๆที่ซื้อผ่านเว๊บออนไลด์ต่างๆ ผมแนะนำให้ติดต่อผ่านหน้าเพจ หน้าเว๊บไซท์ซึ่งจะมีช่องทางการติดต่อให้อยู่แล้ว บางสินค้าบางแบรนด์ บางตัวแทนจำหน่ายอาจะมีบริการรับเคลมถึงบ้านด้วยก็ได้ ซึ่งจะทำให้เราสะดวกมากขึ้นไปอีก หรือถ้าอยากเคลมเองนอกจากดูที่ใบเสร็จแล้ว สังเกตุบรรจุภัณฑ์ของสินค้า จะมีระบุอยู่ครับว่านำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราโดยบริาัทไหน ที่ฮิตๆคือสติกเกอร์อย่างของค่าย Synnex นี่ชัดเจนเลย สามารถนำ S/N ไปเช็คในเว๊บไซท์ได้เลยครับ

from:https://notebookspec.com/it-hardware-claim-not-vender/416651/