คลังเก็บป้ายกำกับ: SSD

[SSD] Cisco เผยหน่วยความจำ SSD NVMe จะเปลี่ยนจากยุคการพัฒนาความเร็วมาเป็นการเพิ่มขนาดความจุแทน

อ้างอิงจากคำพูดของ Raghunath Nambiar ผู้ดำรงตำแหน่ง CTO ของทาง Cisco นั้นพบว่าในช่วงที่ผ่านมานั้นแหล่งเก็บข้อมูลแบบ NVMe ได้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทางด้านประสิทธิภาพความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลได้เป็นอย่างดีครับ แต่ทว่าหลังจากนี้ต่อไปนั้นการพัฒนา SSD NVMe จะถูกเปลี่ยนจุดประสงค์ใหม่จากเรื่องประสิทธิภาพความเร็วไปเป็นเรื่องของขนาดความจุข้อมูลแทนครับ

Nambiar ได้อธิบายเอาไว้ว่าแหล่งเก็บข้อมูลขนาด 2.5 นิ้วที่เป็น SATA/SAS SSDs นั้นจะมีความจุมาถึงระดับ 7 TB ได้ในเร็วๆ นี้ แต่กับ NVMe แล้วนั้นตามแผนการที่มีการวางเอาไว้จะมีความจุมากถึง 32 TB ในช่วงเวลา 18 เดือนจากนี้ไป ซึ่งด้วยขนาดความเล็กของ NVMe และความจุที่มากขนาดนี้จะทำให้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็กอย่างเช่น UCS B200 มีความจุในการเก็บข้อมูลได้มากถึง 64 TB ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

การเพิ่มขึ้นของขนาดความจุของ NVMe นั้นจะช่วยให้เซิร์ฟเวอร์สามารถที่จะเก็บข้อมูลได้มากขึ้นเพื่อใช้ในการประมวลผลซึ่งนับวันนั้นก็ต้องการความจุของข้อมูลมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ data centre จุดเด่นที่น่าสนใจเลยก็คือเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่มีการนำเอาข้อมูลมาประมวลผลเพื่อส่งไปยัง client นั้นจะได้รับประโยชน์ในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ทว่าราคานั้นก็คงจะยังไม่อยู่ในระดับที่ผู้ใช้ทั่วไปจะสามารถทำการหาซื้อเพื่อใช้งานส่วนตัวได้ครับ

ที่มา : theregister

 

from:https://notebookspec.com/ciscos-server-cto-says-nvme-will-shift-from-speed-to-capacity-tier/412428/

Advertisements

Ascenti Resources เปิดตัว SSD Plextor รุ่นใหม่ SATA 2.5 “S3C Series” และ M.2 PCIE NVME “M8SE Series”

Plextor SSD

บริษัท เอสเซนตี้ รีซอร์สเซส จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย สินค้าไอที แบรนด์ดังระดับโลก เปิดตัวน้องใหม่ Solid State Drive แบรนด์ Plextor โดยเริ่มวางจำหน่ายลงสู่ตลาดด้วยกัน 2 รุ่น SSD SATA 2.5 “S3C Series” และ M.2 PCIE NVME “M8SE Series” โดยทั้งสองรุ่นได้ปรับปรุงการผลิต เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการประสิทธิภาพ และความเสถียรมากยิ่งขึ้น

Plextor “M8SE Series” เป็น SSD M.2 PCIE NVMe ระดับ high-end ประสิทธิภาพที่สูง ใช้ชิป Controller Marvell 88SS1093 และชิปหน่วยความจำ Super-High-Performance Toshiba 15nm TLC โดยหน่วยความจำนี้ยังช่วยให้ M8Se มีประสิทธิภาพที่โดดเด่นด้วยอายุการใช้งานที่ยาวนาน Read Speed/Write Speed ด้วยความเร็วที่ดี และมีความจุสูง มีเสถียรภาพมากกว่า SSD ที่ใช้หน่วยความจำแบบ TLC ทั่วไป

1

Plextor  “M8SE Series”  ใช้อินเทอร์เฟซความเร็วสูง NVMe PCIe Gen 3×4 รุ่นล่าสุดที่ให้แบนด์วิดท์สูงและมีความหน่วงต่ำซึ่งช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลทั้ง Read Speed up to 2,450 / Write Speed up to 1,000 MB/s และมีความเร็ว Random Read Speed Up to 250,000 / Random Write Speed Up to 160,000 IOPS และมี DRAM Cache 512 MB DDR3 ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเล่นเกม หรืองานด้านมัลติมีเดีย “M8SE Series” ก็เป็น SSD ที่มีโซลูชั่นที่สมบูรณ์แบบ เพื่อเพิ่มความเร็วในระบบของการใช้งาน เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีเยี่ยม

นอกจากนี้ “M8SE Series” มาพร้อมกับเทคโนโลยีเฟิร์มแวร์ Plextor ที่สามารถใช้งานในการดีบัก LDCP ขั้นสูง ทำให้เพิ่มความน่าเชื่อถือในการอ่าน/เขียนข้อมูลอย่างมาก และด้วยเทคโนโลยีการเขียนแคชแบบ PlexNitro สามารถรับประกันประสิทธิภาพการอ่าน/เขียนที่เชื่อถือได้มากที่สุด และเป็นเทคนิคที่ช่วยยืดอายุของ SSD ให้สามารถใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้นถึง 1.5 ล้านชั่วโมง (MTBF) พร้อมด้วยการรับประกันเป็นเวลา 3 ปี

Plextor “S3C Series” เป็น SSD  2.5-inch ระดับ high-end ประสิทธิภาพที่สูง ใช้ชิป Controller SMI SM2254 ที่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงานมากกว่ารุ่นเดิมถึง 20% และชิปหน่วยความจำ Hynix 14nm TLC โดยหน่วยความจำนี้ช่วยให้ S3C มีประสิทธิภาพที่โดดเด่นด้วยอายุการใช้งานที่ยาวนาน Read Speed/Write Speed มีเสถียรภาพ และประหยัดพลังงานมากกว่า SSD ที่ใช้หน่วยความจำแบบ TLC ทั่วไป ถึง 20%

1501829661698

Plextor “S3C Series” เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานด้วย DRAM Cache 256 MB DDR3 ที่ช่วยให้ข้อมูลที่ถูกใช้ซ้ำบ่อย เรียกใช้ข้อมูลในครั้งต่อไปได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังรองรับเฟิร์มแวร์ PlexNitro/ PlexTurbo เช่นเดียวกับ “M8SE Series” อีกด้วย

นอกจากนี้ ทั้งสองรุ่นยังมีแอพลิเคชั่น CORSAIR SSD Toolbox ที่ช่วยให้คุณตรวจสอบการทำงานของ SSD ได้อย่างง่ายดาย และนอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นโคลนดิสก์ และอัพเดทอีกด้วยๆ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถหาซื้อสินค้าได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ที่ตัวแทนจำหน่ายสินค้า Ascenti Resources ทั่วประเทศ

โดย Plextor “M8SE Series” และ “S3C Series” เริ่มเข้ามาจำหน่ายที่หนาดความจุ 128GB และ 256GB สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถหาซื้อได้แล้วตั้งแต่วันนี้

สามารถติดตามรายละเอียดสินค้า และซื้อสินค้าได้ที่
http://www.ascenti.co.th/
http://www.facebook.com/Ascenti.Resources
http://www.facebook.co.th/PlextorThailand

Authorized Distributor:
Ascenti Resources Co., Ltd | ARC
Website: www.ascenti.co.th
Head office: 0-2961-7297, 0-2961-7285


from:http://feedproxy.google.com/~r/zolkorn/~3/blv0lXpZlVo/

สุดติ่ง! Kingston ส่งออก SSD ที่ใช้ชิป Marvell ไปแล้วกว่า 6 ล้านชิ้น

Kingston หนึ่งในผู้นำด้านหน่วยความจำระดับโลก วันนี้ได้ประกาศ การจัดส่ง SSD ระหว่าง Kingston และ HyperX ที่ใช้คอนโทรลเลอร์ Marvell ไปมากกว่า 6 ล้านชิ้นแล้วทั่วโลก ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นในเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น เช่นเดียวกับ HyperX Predator PCIe SSD ในเดือน กุมภาพันธ์ 2015 ในการส่ง SSD ตัวแรกที่ใช้คอนโทรลเลอร์ Marvell โดยที่ Marvell’s 88SS9293 ยังได้มอบความเร็วชั้นยอด สำหรับ SSD รุ่นต่อไปอย่าง HyperX Predator PCIe ที่ให้สมรรถนะที่ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้ HyperX Predator PCIe SSD เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบคอมพิวเตอร์และผู้ที่คลั่งไคล้ในประสิทธิภาพ

เพื่อตอบความต้องการของผู้ใช้ทุกระดับให้ได้รับประโยชน์จากประสิทธิภาพสูงสุดจาก SSD ของทาง Kingston จึงได้เปิดตัว UV400 ซึ่งใช้พลังขับเคลื่อนด้วยคอนโทรลเลอร์ 4 ช่องทางจาก Marvell’s 88SS1074 ในเดือน พฤษภาคม 2016 เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์รุ่นต่อมาของปี Kingston ยังได้เปิดตัว UV500 ซีรีส์ ซึ่งเป็น SSD ตัวแรกที่ใช้ 3D NAND ร่วมกับ Marvell’s รุ่นใหม่ล่าสุด 88SS1074 เต็มรูปแบบ (FTK) มีให้เลือกใช้ทั้งในแบบ 2.5″ และ M.2 รวมถึง mSATA เพื่อออกมารองรับผู้บริโภคในกลุ่มผู้ประกอบระบบที่ต้องการ SSD และออกแบบมาเพื่อกลุ่มลูกค้าหลัก แต่ยังมีการเข้ารหัส AES 256 บิต และเปิดฟังก์ชั่น TCG Opal 2.0 สำหรับผู้ใช้ระดับองค์กรอีกด้วย


“Marvell ภูมิใจในความสำเร็จกับการทำงานร่วมกันกับ Kingston และตื่นเต้นที่จะขยายขอบเขตการพัฒนาด้วยโซลูชั่น FTK ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่บนคอนโทรลเลอร์ 88SS1074 ของเรานี้” กล่าวโดย Nigel Alvares, VP of SSD & Enterprise Storage Marketing, Storage Group, Marvell “Kingston UV500 พร้อมนำเสนอการทำงานด้วย 3D NAND ที่ให้ประสิทธิภาพ ความทนทาน และความเชื่อมั่นในด้านข้อมูล โดยใช้เทคโนโลยี NANDEdge รุ่นที่สามของเรา ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง low-density parity check (LDPC) แพลตฟอร์มในการตรวจสอบข้อผิดพลาดของข้อมูล ได้ถูกรวมเข้าไปในคอนโทรลเลอร์สำหรับ SATA, SAS และ PCIe ล่าสุดนี้ด้วย
“เรามีความยินดีกับความสำเร็จในการทำงานร่วมกับทีมของ Marvell เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและมีคุณภาพให้กับลูกค้าบรรดาของเรา และเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายการส่ง SSD 6 ล้านชิ้นในเวลาอันสั้น” กล่าวโดย Kingston “เรากำลังมองถึงการรักษาอัตราเติบโต ‘ยอดจัดส่ง’ สำหรับไดรฟ์รุ่นต่อไปด้วยการใช้ 3D NAND และโซลูชั่น Marvell’s แบบครบวงจร UV500 พร้อมมอบประสิทธิภาพและความเชื่อมั่นอันดีเยี่ยมสำหรับผู้บริโภคทั่วไปและผู้ประกอบคอมพิวเตอร์”
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเข้าชมได้ที่ http://www.kingston.com

พบกับ Kingston ได้ที่
Facebook: http://www.facebook.com/KingstonBlogFansClub.en
YouTube: http://www.youtube.com/user/KingstonAPAC

from:https://notebookspec.com/kingston-ship-ssd-controller-marvell-more-than-6-million/412044/

อินเทลและซีเกต พร้อมใจกันถีบความจุ SSD เพิ่มขึ้นอีกระดับ

จากที่ประชุมสุดยอด Flash Memory Summit ที่ Silicon Valley ครั้งล่าสุดนั้น เหล่าผู้ผลิต SSD ต่างแย่งกันแสดงศักยภาพไดรฟ์เก็บข้อมูลระดับองค์กร ทั้งด้านความจุและประสิทธิภาพ โดย Seagate ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ในซีรี่ย์ Nytro ที่มาพร้อมกับ 3D NAND ซึ่งยกระดับความจุได้มากกว่าปกติถึง 4 เท่า รวมถึงการ์ดแบบ PCIe ที่ให้ความจุมากถึง 64TB โดยยังอุบเรื่องราคาไว้ก่อน

โดย Nytro 5000 นี้เป็นตัวอัพเกรดจาก SSD รุ่น XM1440 โดยทำความจุได้ตั้งแต่ 400GB ไปจนถึง 2TB ทั้งหมดใช้อินเทอร์เฟซ M.2 ที่แตกต่างจาก SATA ทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องขนาดหัวต่อที่ SATA เทอะทะมากถึง 2.5 นิ้ว ขณะที่พอร์ต M.2 เล็กเท่าขนาดหมากฝรั่งที่ติดบนเมนบอร์ดเท่านั้น

นอกจากนี้ รุ่น 5000 ยังให้ความเร็วในการเขียนอ่านข้อมูลแบบ IOPS ถึง 67,000 เมื่อเทียบกับ 33,000 IOPS ของรุ่น XM1440 นอกจากรุ่นใหญ่แล้ว Seagate ยังออกรุ่น Nytro 3000 ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่อย่าง 1200.2 SAS SSD ที่ใช้พอร์ต SAS ทำความเร็วในการส่งข้อมูลได้มากถึง 12Gbit/s มากกว่า SATA ทั่วไปหลายระดับ

มาที่ฝั่ง Intel ก็ไม่น้อยหน้า พยายามประกาศตัวเป็นเจ้าผู้ครองตลาดด้วย SSD รูปลักษณ์ใหม่ “Ruler” ที่นอกจากจะสื่อถึงการแสดงอำนาจแล้ว ยังบ่งบอกถึงรูปทรงที่เหมือนไม้บรรทัด 12 นิ้วตามโรงเรียนอีกด้วย ต่างกันแค่มีความหนาขึ้นมาประมาณ 1U แต่ก็ให้ความจุสูงเว่อร์ถึง 1PB ซึ่งเป็นความจุที่ฮาร์ดไดรฟ์ทั่วไปไม่เคยทำได้ถึง แม้ว่าจะยังอยู่ในช่วงของตัวต้นแบบเท่านั้นก็ตาม

ที่มา : http://www.networkworld.com/article/3214409/storage/intel-seagate-continue-push-for-increased-enterprise-ssd-capacity.html

from:https://www.enterpriseitpro.net/archives/7616

อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ควรลุยต่อ หรือ พอแค่นี้

จากการที่ผู้ผลิต HDD รายใหญ่ของโลกขยายกำลังการผลิตในประเทศ ส่งผลให้ไทยส่งออก HDD ได้เพิ่มขึ้น ไทยเป็นฐานการผลิต HDD รายใหญ่อันดับสองของโลกรองจากจีน ประกอบไปด้วยผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Western Digital (WDC) กับ Seagate Technology (Seagate) และผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายราย เช่น Nidec Minebea และ TDK ทั้งนี้ จากการที่ WDC ได้ลดกำลังการผลิตที่มาเลเซีย และขยายฐานการผลิตที่จังหวัดปราจีนบุรี รวมถึง Seagate ซึ่งปิดโรงงานที่จีนและมาเลเซีย และลงทุนเพิ่มในฐานการผลิตที่จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้ไทยจะสามารถส่งออก HDD เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 15%

ภาพจาก Pixabay.com

SSD มือพิฆาต HDD ในอนาคต

มีการนำ Solid State Drive หรือ SSD มาใช้แทน HDD เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี 2013-2016 ยอดการจัดส่งสินค้าของ HDD ลดลงประมาณ 8% CAGR ในขณะที่ SSD เพิ่มขึ้น 37% CAGR ความต้องการ HDD ในตลาดโลกยังลดลงจากปีละ 420-480 ล้านลูก เหลือเพียงปีละประมาณ 300 ล้านลูกเท่านั้น

เนื่องจาก SSD ใช้ชิปหน่วยความจำ NAND ในการเก็บข้อมูลแทนการใช้จานแม่เหล็ก ทำให้มีประสิทธิภาพเหนือกว่า HDD ในหลายด้าน ทั้งเรื่องของความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล ความเสถียรและความทนทานในการใช้งาน นอกจากนี้ ด้วยเทคโนโลยีการวางหน่วยความจำแบบใหม่ของ SSD อย่าง 3D NAND ทำให้ปัจจุบัน สามารถผลิต SSD ที่มีความจุมากกว่า HDD ด้วยต้นทุนการผลิตที่น้อยลง

EIC SCB มองว่าการส่งออก HDD ยังมีโอกาสเติบโตในระยะกลาง จากปัจจัยทางด้านราคาของ HDD ที่ถูกกว่า SSD ทั้งนี้ SSD อาจเข้ามาแทนที่ HDD ได้เมื่อต้นทุนต่อหน่วยความจุของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทั้งสองชนิดนี้ไม่มีส่วนต่างแล้ว หรือมีส่วนต่างที่น้อย เพราะการใช้งาน HDD และ SSD นั้นไม่ได้คำนึงถึงแค่ต้นทุนต่อหน่วยความจุอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงต้นทุนทางอ้อม เช่น ค่าบำรุงรักษาและค่าไฟฟ้าอีกด้วย SSD ได้เปรียบกว่า HDD ในด้านนี้

SSD ผลิตไม่ทันตลาด HDD ยังได้ไปต่อ

อย่างไรก็ตาม HDD ยังถือว่ามีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนต่อหน่วยความจุอยู่ เห็นได้จากราคาของ HDD ที่น้อยกว่า SSD ประมาณ 4 เท่าในรุ่นความจุ 500 กิกะไบต์ (1,430 บาทกับ 5,790 บาท ตามลำดับ) ประกอบกับต้นทุนต่อหน่วยความจุของ SSD ในช่วงนี้กลับปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ส่วนต่างเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขาดตลาดของ NAND ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิต SSD โดยมีสาเหตุมาจาก 2 ปัจจัยหลัก

1) อุปทานของ NAND ลดลง เนื่องด้วยอุตสาหกรรมอยู่ในช่วงเปลี่ยนสายการผลิตจากเทคโนโลยีเดิมอย่าง 2D NAND เป็น 3D NAND

2) อุปสงค์ของ NAND สูงขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่จากตลาด SSD เท่านั้น แต่เกิดจากตลาดสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตด้วย โดย JP Morgan คาดว่าในปี 2017 จะมีการนำ NAND ไปใช้เพื่อผลิตสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตถึง 8,542 ล้านชิ้น ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2016 ถึง 56% และการใช้ NAND ใน SSD มีอยู่ที่ 7,795 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้น 46% จากปี 2016

Big Data เสริมตลาดสตอเรจ

การเติบโตของ Big data ส่งผลให้ HDD มีโอกาสเติบโตในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ แม้เริ่มมีการนำ SSD มาใช้อย่างแพร่หลายแล้วในกลุ่มคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล เช่น Amazon แต่ในยุคที่เต็มไปด้วยกระแส Big data ที่ข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ ทำให้ความต้องการในการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น

รายงานของ Cisco คาดว่าในปี 2020 ข้อมูลที่เก็บในดาต้าเซ็นเตอร์จะมีมากกว่าปี 2016 ถึง 3.6 เท่า ส่งผลให้ HDD จะถูกนำมาใช้ในดาต้าเซนเตอร์เพื่อใช้เก็บข้อมูลที่ไม่ได้ใช้บ่อย เช่น ข้อมูลแบ็คอัพ เพื่อลดต้นทุนการจัดเก็บขัอมูล และนำ SSD ที่มีศักยภาพสูงแต่ราคาแพง มาใช้งานในส่วนที่มีความต้องการความเร็วสูงเพื่อให้ได้การประมวลผลและการตอบสนองการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็ว

ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีของ HDD ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากผู้ผลิต HDD จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีการบันทึกข้อมูลปัจจุบันอย่างเช่น SMR (Shingled Magnetic Recording) และเทคโนโลยีแก๊สฮีเลียม (Helium-filled drive) ให้มีความจุเพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีการวางแผนพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเช่น TDMR (Two-Dimentional Magnetic Recording) และ BPMR (Bit-Patterned Media Recording) ที่จะมาช่วยลดข้อด้อยบางส่วน เช่น เรื่องความคงทนและต่อยอดศักยภาพของ HDD ให้สูงขึ้นโดยเฉพาะด้านของความจุ ซึ่งหากการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นไปตามแผนแล้ว ความจุของ HDD ก็จะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 12 TB เป็น 100 TB ในปี 2025

สรุป

ผู้ประกอบการไทย HDD ยังมีโอกาสในอุตสาหกรรมนี้อยู่ แต่ควรปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ HDD ได้แก่ ผู้ผลิต HDD ผู้ผลิตชิ้นส่วน รวมไปถึงผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ โดยการที่ผู้ผลิต HDD รายใหญ่ของโลกเข้ามาลงทุนเพิ่มในไทย จะลดความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิต HDD เหล่านี้จะย้ายฐานออกจากประเทศ ประกอบกับโอกาสเติบโตของ HDD ในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้อุตสาหกรรมนี้ในไทยยังดำเนินต่อไปได้

นอกจากนี้ แม้ว่ายอดการจัดส่งของ HDD จะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนส่วนประกอบที่ใช้สำหรับการผลิตอาจไม่ได้ลดลงตาม เนื่องจากผู้เล่นมีแนวโน้มหันมาเน้นผลิต HDD สำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องการความจุสูง ทำให้ใน HDD หนึ่งลูกมีการใช้ส่วนประกอบมากขึ้นกว่าเดิม เช่น การเพิ่มจานหมุนเพื่อรองรับการเก็บข้อมูลที่มากขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ดี แม้ SSD จะยังไม่ได้เข้ามาแทนที่ HDD โดยสมบูรณ์ในเร็ววันนี้ แต่ผู้ประกอบการก็ควรเริ่มเตรียมพร้อมปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดในอนาคตต่อไป

EIC มองว่าผู้ผลิตชิ้นส่วน HDD ในไทยสามารถขยายการลงทุนใน HDD ได้ แต่ไม่ควรพึ่งพาในอุตสาหกรรมนี้มากเกินไป โดยสามารถลงทุนเพิ่มในการผลิตชิ้นส่วนประกอบ HDD เช่น จานหมุน และหัวอ่านเขียน เพื่อตอบสนองต่อการเติบโตของ HDD ในกลุ่มตลาดที่ต้องการความจุสูง ประกอบกับเตรียมพัฒนาเทคโนโลยีของชิ้นส่วนให้ทันตามข้อกำหนดของผู้ผลิต นอกจากนี้ ควรมีการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เช่น นำเทคโนโลยีส่วนประกอบ HDD เดิมมาดัดแปลงเพื่อประยุกต์ใช้กับกลุ่มตลาดอื่น เป็นต้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/how-hard-disk-drive-market/

[SSD]Kingston KC1000 SSD เกมก็ได้ใช้งานก็ดี NVMe และ PCIe แรงทะลุ 2000MB/s

สำหรับเกมเมอร์แล้ว นอกจากเฟรมเรตที่ไหลลื่นแล้ว ก็ควรต้องมีการโหลดข้อมูลที่ฉับไว สามารถรองรับตัวเกมขนาดใหญ่ได้ดี ลองนึกดูว่าเวลาที่เข้าเกมหรือโหลดคัทซีนได้ทันใจจะดีเพียงใด หรือคนที่ใช้ทำงานแบบจริงจัง เปิดโปรแกรมและเปิดไฟล์ภาพ วีดีโอหรือออพเจกต์สามมิติ โดยใช้เวลาน้อยลง น่าจะช่วยให้งานเสร็จได้ไวมากยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็ต้องอาศัยระบบ Storage ที่มีความเร็วสูง เช่น SSD เป็นต้น

Kingston KC1000 นับเป็น Storage ในยุคใหม่ ในรูปแบบของ PCI-Express ที่ให้ความเร็วสูงกว่าในแบบ SATA เดิม ด้วยการสนับสนุนได้ 2 อินเทอร์เฟส ประกอบด้วย PCI-Express Gen3 x4 และ NVMe ที่เป็นชิ้นหลักส่วนของ SSD รุ่นนี้ โดยที่ทาง Kingston ได้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ใช้ที่เป็นมืออาชีพทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์เฉพาะทาง และเกมเมอร์ ซึ่งให้ความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลได้สูสีกับ Predator PCIe ที่วางจำหน่ายในช่วงต้นปีก่อน โดยมีคอนโทรลเลอร์จาก Phison PS5007-E7 มารับหน้าที่ในการประสานงาน ร่วมกับ NAND Flash ในแบบ MLC ให้ความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูลได้สูงถึง 2700MB/s และ 1600MB/s ตามลำดับ มีความจุให้เลือก 3 รุ่นด้วยกันคือ 240GB, 480GB และ 960GB มาในโครงสร้างของการ์ด PCIe แบบเรียบง่าย รองรับสล็อต PCIe x4 แต่ไม่มีชุดระบายความร้อนมาให้เห็นแต่อย่างใด

Specification

  • Form Factor: M.2 2280
  • Interface: NVMe PCIe Gen 3.0 x4 Lanes
  • Capacities1: 240GB, 480GB, 960GB
  • Controller: Phison PS5007-E7
  • NAND: MLC
  • Sequential Read/Write2:
    • 240GB: up to 2700/900MB/s
    • 480GB, 960GB: up to 2700/1600MB/s
    Maximum 4K Read/Write2:
    • 240GB: up to 225,000/190,000 IOPS
    • 480GB, 960GB: up to 290,000/190,000 IOPS
    Random 4K Read/Write:
    • 240GB, 480GB: up to 190,000/160,000 IOPS
    • 960GB: up to 190,000/165,000 IOPS
    PCMARK®Vantage HDD Suite Score: 150,000
    Total Bytes Written (TBW)3:
    • 240GB: 300TB and .70 DWPD5
    • 480GB: 550TB and .64 DWPD5
    • 960GB: 1PB and .58 DWPD5
  • Power Consumption: .11W Idle / .99W Avg / 4.95W (MAX) Read / 7.40W (MAX)
    write
  • Dimensions:
    • 80mm x 22mm x 3.5mm (M.2)
    • 180.98mm x 120.96mm x 21.59mm (with HHHL AIC – standard bracket)
    • 181.29mm x 80.14mm x 23.40mm (with HHHL AIC – low-profile bracket)
    Weight:
    • 10g (M.2)
    • 76g (with HHHL AIC – standard bracket)
    • 69g (with HHHL AIC – low-profile bracket)
  • Vibration operating: 2.17G Peak (7-800Hz)
  • Vibration non-operating: 20G Peak (20-1000Hz)
  • MTBF: 2,000,000

ฟังก์ชั่นและประสิทธิภาพการทำงาน

มาดูที่แพ็คเกจกันก่อน สำหรับ KC1000 รุ่นนี้ ใช้ความเรียบง่ายของกล่อง มาในลุคของ Business มากกว่า โดยใส่รูปผลิตภัณฑ์มาบนหน้ากล่องอย่างชัดเจน

ด้านหลังใส่ข้อมูลความจุและความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูลของแต่ละรุ่นมาให้ได้ทราบกัน

เปิดกล่องออกมา จะพบกันตัวการ์ด KC1000 อยู่บนการ์ด PCIe ที่เป็นแบบ x4 ซึ่งดูแล้วแทบไม่ต่างไปจากการ์ด HyperX Predator ที่วางจำหน่ายไปก่อนหน้านี้

ในตัวกล่องมีการ์ด KC1000 พร้อมเอกสารการใช้งานและใบลงทะเบียนซอฟต์แวร์สำหรับการทำ Image file จาก Acronis มาด้วย

โฉมหน้าตัวการ์ดแบบเต็มๆ จะเห็นได้ชัดคือ การใช้ NVMe มาติดตั้งบนการ์ด PCIe 3.0 x4 ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

 

ในกล่องยังมาพร้อมกับ Bracket ในแบบ Low-profile สำหรับให้ผู้ใช้ได้ติดตั้งบนเคสที่มีขนาดเล็กได้อีกด้วย

ตัวการ์ดแบบเต็มๆ ด้านหน้า โดยมีสล็อต M.2 ที่รองรับ NVMe ได้ โดยสามารถถอดการ์ดออกไปใช้ในกรณีที่ต้องการติดตั้งร่วมกับสล็อต M.2 บนเมนบอร์ดได้อีกด้วย

ด้านหลังของตัวการ์ด มีลายวงจรที่เชื่อมต่อจากสล็อต M.2 มายัง PCIe x4

 

ตัวการ์ด NVMe 2280 ที่สามารถถอดน็อตยึด เพื่อนำไปติดตั้งบนเมนบอร์ดได้เช่นกัน

สติ๊กเกอร์ด้านหน้าระบุชื่อรุ่นและความจุเอาไว้ครบถ้วน รหัสของโมเดลรุ่นนี้คือ SKC1000H/480G

หน้าตาของตัวการ์ด KC1000 ในแบบ NVMe 2280 โดยใช้ NAND แบบ MLC มาในความจุ 480GB และคอนโทรลเลอร์ Phison PS5007-E7

 

ผลการทดสอบ

 

ในการทดสอบเบื้องต้น ความจุหลังฟอร์แมตเป็น NTFS อยู่ที่ 447GB

 

ในการทดสอบด้วยโปรแกรม CrystalDiskMark ด้านซ้ายจะเป็น KC1000 ส่วนด้านขวาจะเป็น SSD SATA พื้นฐานที่ใช้ในการทดสอบ จะเห็นได้ว่าความเร็วที่ได้จาก KC1000 บนสล็อต PCI3 x4 คะแนนการอ่านและเขียนข้อมูลแบบสุ่มทะลุระดับ 1xxxMB/s ไปอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับ SSD SATA ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 400-500MB/s

ในการทดสอบด้วย AS SSD Benchmark คะแนนการอ่านข้อมูลทะลุไปกว่า 2,xxxMB/s เลยทีเดียว

เช่นเดียวกับการทดสอบบน Anvil’s Storage ที่ให้ผลไปในทางเดียวกัน ด้วยตัวเลขคะแนนในภาพรวมของ KC1000 สูงกว่า SSD SATA อยู่มากเลยทีเดียว โดยที่ตัวเลขบน Seq 4MB ทะลุไปกว่า 2,xxx เช่นเดียวกัน

 

Conclusion

จากภาพรวมในการทดสอบจะเห็นได้ชัดว่า Kingston KC1000 สามารถสร้างผลงานในด้านการอ่านและเขียนข้อมูลได้อย่างทะลุทะลวง ด้วยความเร็วที่มากกว่า 2,xxxMB/s สำหรับการอ่านข้อมูลแบบสุ่ม ซึ่งช่วยให้การเปิดไฟล์ขนาดใหญ่หรือเปิดโปรแกรมที่ทำซ้ำๆ อยู่ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยในการเรนเดอร์ไฟล์ทำได้ไหลลื่นดี สำหรับในกลุ่มคนทำงานหรือใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง ที่น่าจะได้ประโยชน์แบบเต็มๆ กลุ่มต่อมาก็คือ เกมเมอร์ ที่ชอบการเล่นเกมหลายๆ เกม เพราะมีพื้นที่มากพอสำหรับติดตั้งเกมใหม่ๆ ในปัจจุบันได้ดี ไม่ต้องรอโหลดเกมนานเกินไปต่างจากที่ใช้บน HDD ที่เป็นจานหมุน รวมถึงบรรดาการดำเนินเรื่องหรือวีดีโอคั่นฉากก็ยังต่อเนื่องไม่ติดขัด นอกจากนี้ตัวการ์ดยังมีความยืดหยุ่น เพราะหากต้องการนำไปใช้บนโน้ตบุ๊ก คุณก็ยังแยกเฉพาะในส่วนของ NVMe ไปใช้ได้อีกด้วย ตรงนี้ถือว่ามีประโยชน์อย่างมากเลยทีเดียว ด้วยค่า Response time ที่ต่ำ ทำให้อัตราการเชื่อมต่อข้อมูลฉับไว จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมกลุ่มตลาดของ SSD จึงมีการพัฒนามากขึ้นทุกขณะ ส่วนสนนราคาอาจจะต้องรอสักระยะ เมื่อมีการวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเวลาอันใกล้นี้

จุดเด่น

  • ให้ความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูลได้รวดเร็ว
  • รองรับการใช้งานได้ทั้ง PCIe และ NVMe
  • มีค่าเฉลี่ยการใช้งาน (MTBF) ประมาณ 2,000,000 ชม.

Contactkingston kc1000

ราคาประมาณ : newegg.com 254.99USD (8,670 บาท )

from:https://notebookspec.com/ssdkingston-kc1000-ssd-gaming-nvme-pcie-interface-2000mbs/411387/

[Intel] เปิดตัว SSD Ruler รุ่นใหม่มาพร้อมความจุมหาศาล 1 Petabyte (1,000 TB หรือ 1,000,000 GB) ราคาไม่ต้องสืบ

ฮาร์ดไดรฟ์ SSD ปกติก็จะมีรูปร่างแบบมาตรฐานในปัจจุบันที่ขนาด 3.5 นิ้วสำหรับเดสก์ท็อป และ 2.5 นิ้วสำหรับแล็ปท็อป ซึ่งถ้าหากเราต้องการขนาดเล็กกว่านั้น ส่วนใหญ่ก็ใช้ SSD แบบมาตรฐานใหม่ที่เป็น M.2 แต่จะมีราคาที่แพงตามและแถมมีความจุน้อยกว่ารุ่นปกติ ซึ่งทาง Intel เองก็ได้แนวคิดใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลง SSD ให้เป็น SSD แบบเรียงต่อกันในแผงอันเดียว โดยออกแบบให้มีลักษณะคล้าย “ไม้บรรทัด” เพื่อเพิ่มความหนาแน่นในการจัดเก็บข้อมูล พร้อมกับลดการใช้พลังงานและมีการระบายความร้อนที่ดีขึ้น

โดยไดรฟ์รุ่นใหม่นี้จากรูปจะมีทรงที่เพรียวบาง และใช้สำหรับการวางเก็บข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์เป็นหลัก ซึ่งทาง Intel กล่าวว่าพวกเขาสามารถเพิ่มปริมาณการจัดเก็บข้อมูลได้อย่างมหาศาล แต่ทางบริษัทก็ไม่ได้บอกว่าจะมีความจุสูงสุดเท่าไร เพียงแต่ Intel อ้างว่า สามารถเข้าถึงพื้นที่เก็บข้อมูลได้สูงสุดขนาด 1 Petabyte (1,000 TB หรือ 1,000,000 GB) ในตู้แร็คเซิร์ฟเวอร์ขนาด 1 U ที่เล็กที่สุด ซึ่งสมัยสมัยก่อนฮาร์ดไดรฟ์ขนาด 10 TB แบบดั้งเดิมขนาด 3.5 นิ้วจะต้องมีแร็คถึง 4 U ขนาดใหญ่ แถมต้องมีแหล่งจ่ายไฟและระบบระบายความร้อนเสริมอีกด้วย

ในอนาคตไม่แน่ว่าเราอาจจะได้เห็นความจุไดรฟ์ที่เป็น SSD แบบเรียงต่อกัน เป็นมาตราฐานใหม่บน PC Desktop เพื่อสนองรับกับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำในอนาคต อีกทั้งยังมีความจุมหาศาลแบบที่ว่าไม่เคยมีมาก่อนและมีความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลที่สูงมาก ส่วนในตอนนี้ที่กำลังจะวางจำหน่ายอยู่จะใช้ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์เป็นหลักก่อน ของ PC Desktop จะตามออกมาทีหลัง

ที่มา : theverge

from:https://notebookspec.com/ssds-intel-1-petabyte-server/411418/