คลังเก็บป้ายกำกับ: startup

[PR] Ticketmelon จาก Start up IT กับการโตแบบก้าวกระโดดด้วยแอพพลิเคชั่น มือถือเพื่อความสมบูรณ์แบบของการจัดอีเว้นท์

 

กรุงเทพฯ – http://www.ticketmelon.com แพลตฟอร์มการจัดอีเว้นท์สุดทันสมัย จาก Start up หน้าใหม่ สู่เม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นกว่า 500,000 ดอลล่าร์ภายในปีเดียว ด้วยผลงานการเพิ่มสมาชิกมากกว่า 1,000 คนต่อวัน โดยตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านการให้บริการอำนวยความสะดวกการจัดการอีเวนท์อย่างครบวงจร

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการเปิดตัว http://www.ticketmelon.com แพลตฟอร์มที่รวบรวมกิจกรรมต่างๆ ไว้บนเครือข่ายออนไลน์ เพื่อตอบสนองทุกความต้องการ โดยตั้งเป้าเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของการจัดอีเว้นท์ครบวงจร รองรับทั้งเจ้าของงาน และกลุ่มลูกค้า โดยการจัดอีเว้นท์จากนี้จะไม่เป็นเรื่องวุ่นวายอีกต่อไป http://www.ticketmelon.com เกิดขึ้นโดย นายภานุพงศ์ เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการบริหาร Ticketmelon  มองว่าในประเทศไทยนั้น มีการจัดอีเว้นท์ ที่หลากหลายมาก หลายหน่วยงาน หลายบริษัทนิยมจัดงานกัน อีกทั้งยังมีเทศกาลอยู่ตลอดทั้งปี อาทิ คอนเสิร์ต, โชว์, ละครเวที, ประชุม, สัมมนา หรือเอ็กซิบิชั่นต่างๆ จึงควรมีแพลตฟอร์มที่รองรับธุรกิจนี้ ซึ่ง Ticketmelon ถือเป็นอีกหนึ่ง start up ด้านเทคโนโลยีที่มาแรงสำหรับปีนี้ นำเทคโนโลยีมาช่วยเรื่องระบบการจอง และขายตั๋ว สามารถเข้าถึงได้ผ่านแอพพลิเคชั่น พร้อมมอบระบบสนับสนุนการปฎิบัติการให้แก่ผู้จัดงานอีเว้นท์ด้วยเทคโนโลยี RFID ซึ่งก็คือบัตรชนิดหนึ่งที่มีคลื่นวิทยุเฉพาะตัว สามารถนำไปใช้เป็นบัตรจ่ายเงินในรูปแบบของ wristband ที่เติมเงินได้ ทำให้การร่วมกิจกรรมในงานเป็นเรื่องง่าย เพียงแค่ซื้อบัตรผ่านแอปพลิเคชั่น เมื่อมาถึงงานรับ wristband RFID เชื่อมต่อ รวมไปถึงระบบ และอุปกรณ์ เทคโนโลยี ที่รองรับการจัดงานต่างๆ 

“หลังจากเปิดตัวมาประมาณปีกว่า ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีอัตราเติบโตที่ดีมากเมื่อเทียบกับ Tech Start up ทั่วไปในไทย มีจำนวนงานอีเว้นท์ที่เข้าไปซัพพอร์ทมากมาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ ที่พูดได้ว่าเป็นความสำเร็จขั้นแรกของเราคือ การได้รับการลงทุนเพิ่มจากนักลงทุนมากกว่า 500,000 เหรียญ

สหรัฐ จุดนี้แสดงให้เห็นว่าเราเป็นหนึ่งในธุรกิจที่น่าสนใจ และมีการขยายตัวที่ดี จึงได้รับการสนใจจากนักลงทุน และเราก็ตั้งเป้าสำหรับปีนี้ ในการพัฒนาตัวแพลตฟอร์มนี้ให้ดียิ่งขึ้นให้รองรับการขยายตัวของธุรกิจโดยมีการพัฒนาตัวแอพพลิเคชั่นมือถือ และ ปรับปรุงระบบหลังบ้านของเว็บไซต์ตลอดเวลาเพื่อรองรับอัตราการเติบโตที่ปัจจุบันมีจำนวน Account ผู้ใช้งาน Ticketmelon เพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000 คนต่อวัน ตอกย้ำจุดยืนในฐานะ Event Intelligence and Insights ในประเทศไทยที่ผู้จัดงานอีเวนท์ต้องนึกถึง นอกจากนั้นจะมีการเพิ่มกิจกรรมทางการตลาด พร้อมขยายช่องทางกิจกรรมร่วมกับพาร์ทเนอร์ต่าง ๆ โดยปัจจุบันเราก็ได้เป็นพาร์ทเนอร์ กับ Thaibev แบรนด์เครื่องดื่มชั้นนำของประเทศไทยที่ให้ความสนใจ และ ร่วมมือในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจสำหรับจัดกิจกรรมคอนเสิร์ต และกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อความบันเทิงระยะยาว”

นายภานุพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เราถือเป็น Start up หน้าใหม่ในวงการ แต่เรามีทีมงานที่มีคุณภาพ และตั้งใจเต็มที่ จากที่เมื่อก่อนเราเป็นนักธุรกิจตัวเล็กๆ ในปี 2015 ตอนนี้มีผู้สนใจร่วมลงทุนเพิ่ม เป็นก้าวกระโดดที่ค่อนข้างเร็ว แต่เราก็พร้อมรับมือ และพัฒนา ขณะที่แผนงานทุกอย่างยังเป็นไปตาม Road map ที่วางไว้ มีอัตราการเข้าใช้บริการที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมียอดการเติบโตของผู้ใช้งานใหม่ไม่ต่ำกว่า 1000 คนต่อวัน ซึ่งปีนี้มีการลงทุนเพิ่มจากนักลงทุน และตั้งเป้าการเติบโตของผลประกอบการที่ 300% ในปี 2560 โดยอาศัยการรุกตลาด โปรโมทตราสินค้า Ticketmelon ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับผ่านทางการตลาดรูปแบบดิจิตอล และ การสื่อสารเชิงรุกผ่านไวรัลมาร์เก็ตติ้งเพื่อให้เป็นที่พูดถึง และเกิดการทดลองใช้ในที่สุด

ทั้งนี้พันธกิจหลักของ Ticketmelon คือการก้าวผ่านขีดจำกัดของ เทคโนโลยีเพื่อการจัดอีเว้นท์ โดย Ticketmelon ได้นำเทคโนโลยี RFID มาปรับใช้กับกลุ่มลูกค้าของ Ticketmelon ทั้งในเมืองไทย และ ในต่างประเทศ เพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้งาน Ticketmelon ที่มีจำนวนมากขึ้น Ticketmelon ได้ทำการเปิดตัวแอพพลิเคชั่นมือถือเพื่อครองใจกลุ่มผู้บริโภค ให้ซื้อตั๋วคอนเสิรต์ได้ไว ทุกที ทุกเวลา โดยแอพพลิเคชั่น Ticketmelon ชูจุดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ให้ง่าย ต่อการซื้อตั๋วคอนเสิรต์ อีเว้นท์ต่างๆ รวมไปถึง อีเว้นท์ Transmission Thailand – The Lost Oracle ซึ่งเป็นเทศกาลดนตรีแทรนซ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และนี้คืออีกบทบาทในการบรรลุจุดมุ่งหมายหลัก ในฐานะ แพลตฟอร์มเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกเพื่อการจัดอีเว้นครบวงจร พร้อมสนับสนุนข้อมูลทางด้านการตลาดทุกมิติที่นำไปสู่การใช้งานเชิงธุรกิจ ผู้ที่สนใจสามารถดาวโหลดแอพพลิเคชั่นผ่านทาง Apple Store หรือ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ อีเว้นท์ หรือ คอนเสิรต์จาก Ticketmelon ผ่านทางเว็บไซด์ https://www.ticketmelon.com และเครือข่ายสังคมออนไลน์ https://www.facebook.com/ticketmelon

from:https://www.techtalkthai.com/ticketmelon-it-startup-for-eventor-rapidly-growing/

Advertisements

SoundCloud กู้เงินจากนักลงทุน VC อีก 70 ล้านดอลลาร์ หลังหาผู้ลงทุนเพิ่มไม่ได้

สตาร์ตอัพที่ระดมทุนไปพอแล้ว แต่เงินยังไม่พอใช้จ่ายเพราะธุรกิจยังไม่มีกำไร หนทางหนึ่งในการอยู่รอดต่อไปคือ “การกู้เงิน” (debt) จากนักลงทุน VC แทนการให้ผลตอบแทนเป็นหุ้น (equity)

สตาร์ตอัพรายล่าสุดที่ใช้ท่านี้คือ SoundCloud บริการฟังเพลงออนไลน์ที่มีปัญหาระดมทุนเพิ่มไม่สำเร็จ ล่าสุดบริษัทขอกู้เงินรวม 70 ล้านดอลลาร์จากบริษัทลงทุน 3 รายคือ Ares Capital, Kreos Capital, Davidson Technology

SoundCloud ระบุว่าจะนำเงินก้อนนี้ไปปรับโครงสร้างบริษัทเพื่อให้เติบโตอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมา กิจการของ SoundCloud เติบโตทั้งในแง่ผู้ใช้และรายได้ แต่ผลประกอบการก็ขาดทุนหนักขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

ที่มา – Business Insider

from:https://www.blognone.com/node/91174

[App.th] Apartmentery ยาแก้ปวดหัว สำหรับกิจการอพาร์ทเม้นท์ และ หอพัก

กิจการอพาร์ทเม้นท์ และ หอพัก เป็นกิจการที่หลายคนมองว่าเป็นธุรกิจ “เสือนอนกิน” คือเจ้าของลงทุนครั้งเดียว แล้วแทบไม่ต้องทำงานอีกเลย ทุกๆ เดือนนั่งนับเงินอย่างเดียว

แต่ลองนึกดูว่าเมื่อเรามีห้องในความดูแลเกิน 20 ห้องขึ้นไป แล้วต้องทำเรื่องพวกนี้ทุกเดือน
1) จดเลขมิเตอร์น้ำ เลขมิเตอร์ไฟฟ้า เพื่อคำนวณค่าเช่าห้อง
2) ทำใบแจ้งหนี้ และ ใบเสร็จรับเงิน แจกผู้เช่าทุกห้อง
3) ทำบัญชี ตรวจสอบว่าผู้เช่าท่านไหนจ่ายค่าเช่าแล้ว ท่านไหนยังไม่จ่าย

คำว่าเสือนอนกินก็จะไม่จริงเท่าไหร่แล้ว น่าจะเป็นนอนปวดหัวมากกว่า นี่ไม่ต้องพูดถึงหอพักที่มีห้องเกิน 100 ห้องนะครับ

แต่เราสามารถลดความปวดหัวจากเรื่องเหล่านี้ได้ หากมีระบบบริหารจัดการที่ดีพอ
วันนี้ผมจึงมาแนะนำเว็บแอปพลิเคชัน Apartmentery (อพาร์ทเม้นท์เทอรี่) ที่ผมและทีมงานพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น ยาแก้ปวดหัว สำหรับเจ้าของหรือผู้ดูแลหอพักครับ

Apartmentery คืออะไร

คือ เว็บแอปพลิเคชัน ที่ช่วยบริหารจัดการกิจการหอพัก มีความสามารถหลักๆ คือ

1) ฟีเจอร์ช่วยบริหารห้อง และ บันทึกการจองห้องของผู้พัก

2) ฟีเจอร์บันทึกเลขมิเตอร์น้ำ มิเตอร์ไฟฟ้า พร้อมระบบค่าน้ำ ค่าไฟฟ้าขั้นต่ำ

3) ฟีเจอร์การออกใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน ทั้งแบบออนไลน์ (ส่งอีเมลถึงผู้พักโดยตรง) และ แบบออฟไลน์ (พิมพ์ออกมาเป็น A4 หรือ A5) โดยจะคำนวณค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า อัตโนัมัตจากเลขที่บันทึกไว้ให้ด้วย

alt="Receipt"

4) มีระบบปฎิทินรายงาน เพื่อบอกผู้ดูแลหอพักว่าวันไหน ควรต้องทำอะไร
เช่น ปฎิทินรายงาน : การย้ายเข้า/ย้ายออก และ ปฎิทินรายงาน : กำหนดออกใบแจ้งหนี้

alt="InvoiceCalendar"

5) มีแดชบอร์ดเพื่อบอกว่า ผู้ดูแลหอพักต้องทำอะไรบ้างใน “วันนี้”

alt="Dashboard"

6) เนื่องจากเป็นเว็บแอพลิเคชัน จึงใช้งานได้ทุกที่ ทุกอุปกรณ์ (cross-platform) และจะมีการแสดงผลแบบ responsive แล้วแต่ขนาดของหน้าจอบราวเซอร์

7) รองรับหอพักหลายสาขา (multi-branch) และ ผู้ใช้หลายท่าน (multi-user)

เสียค่าบริการหรือไม่

ตอนนี้เราให้บริการฟรี ยังไม่มีกำหนดเก็บค่าบริการครับ เนื่องจากมีเงินทุนสนับสนุนจำนวนหนึ่ง

ในอนาคตหากมีการคิดค่าบริการก็น่าจะถูกมาก และ น่าจะคิดเป็น subscription model (เช่น 600 บาทต่อปี) ยกเว้นแต่ว่าเราจะเจอวิธีการคิดค่าบริการที่ถูกกว่า ดีกับผู้ใช้งานมากกว่า ก็จะใช้วิธีนั้นครับ

ต้องมีกี่ห้องถึงควรใช้งาน

ส่วนตัวคิดว่าหากมีห้องเกิน 10 ห้องก็ถือว่าควรใช้งานแล้ว เพราะจะเห็นความแตกต่างทันทีว่าลดเวลาและความผิดพลาดจากการทำแบบ manual เอง

โดยปัจจุบันผู้ใช้ในระบบเรามีตั้งแต่ผู้ที่มีไม่ถึง 10 ห้อง จนถึงผู้ใช้ที่มีมากกว่า 500 ห้องครับ

สิทธิพิเศษสำหรับผู้อ่าน Blognone

ข้อนี้คิดนานมาก เพราะเนื่องจากเรายังให้บริการฟรีอยู่ เลยยังไม่รู้จะหาสิทธิ์พิเศษอะไรให้

ตอนนี้จึงให้ได้แค่ หากใครเป็นผู้ใช้งานจาก Blognone รบกวนอีเมลเข้ามาแจ้งเป็นกรณีพิเศษที่ support@apartmentery.com ด้วยครับ และเราสัญญาว่า

  • หากมีการคิดค่าบริการในอนาคต เราจะมีส่วนลดพิเศษให้ผู้ใช้ที่มาจาก Blognone
  • หากท่านต้องการ เรายินดีจะคุยกับผู้ใช้ Blognone โดยใช้ technical term แบบจัดเต็ม ไม่กั้ก ไม่เสียเวลา เนื่องจากความรู้ทางเทคนิคของผู้อ่านเว็บนี้สูงกว่าผู้ใช้ทั่วไปอยู่แล้ว

ใครเป็นผู้ดูแล หรือ เจ้าของหอพัก ที่สิงอยู่ในเว็บนี้ ก็อยากให้ทดลองใช้กันดูครับ
และหากใครมีคำแนะนำเรื่องฟีเจอร์ หรือ พบปัญหาอะไร สามารถแจ้งเข้ามาผ่านคอมเมนท์ในหน้านี้ได้โดยตรงเลยนะครับ

สมัครใช้งานได้ที่ : https://apartmentery.com

from:https://www.blognone.com/node/91042

CP จับมือ Kejora Ventures กองทุนจากอินโดนีเซีย เข้าลงทุน Startup ในไทย

Kejora Ventures กองทุน หรือ Venture Capital (VC) ดาวรุ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากอินโดนีเซีย ได้เข้าเปิดสำนักงานในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เป็นประเทศที่ 4 ต่อจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์

Sebastian Togelang, Founding Partner ของ Keroja Ventures และ Ideabox เป็นศูนย์บ่มเพาะทางเทคโนโลยี (Technology Incubator) บอกว่า การเปิดสำนักงานในไทย จะขยายการลงทุนในธุรกิจ Startup กลุ่มเทคโนโลยีได้กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งการดำเนินการจะอยู่ภายใต้การดูแลของทีมผู้บริหารอาวุโส และ ชัชวาลย์ เจียรวนนท์ ในฐานะกรรมการที่ปรึกษาของ Kejora Ventures  และ คณะกรรมการบริหาร ของ True Corporation

อีกทั้งยังเป็น CEO บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ อินโดนีเซีย หรือ ซีพี อินโดนีเซีย (Charoen Pokphand Indonesia) และบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) อีกทั้งยังเป็นประธานและผู้ก่อตั้งบริษัท เจริญเอ็นเนอร์ยี่ แอนด์ วอเทอร์ เอเชีย จำกัด

ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ CP และ True ได้ร่วมมือกับ Kejora Ventures กองทุนระดับภูมิภาคเพื่อลงทุนในกลุ่ม Statup และงานเปิดตัวในไทยครั้งนี้ก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนกว่า 100 ราย

MoneyTable สตาร์ทอัพไทยด้าน FinTech ที่ได้รับเงินลงทุนจาก Kejora

กองทุนของ Kejora Ventures ตั้งเป้าหมายการระดมทุนไว้ที่ 80 ล้านดอลลาร์ และสามารถทำยอดได้กว่าหนึ่งในสามจากงาน Kejora Star Capital II Fund ที่ผ่านมา โดยสามารถดึงผู้ร่วมลงทุนที่มีศักยภาพอย่าง Baristo Pacific Group, Hubert Burda Media, และ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP 

ในงานดังกล่าว Kejora Ventures ยังได้ประกาศให้เงินสนับสนุน Startup ที่เป็นดาวรุ่งจำนวน 6 ราย ได้แก่ C88 Fintech Group, Qareer Group Asia, Etobee, Investree, Pawoon และ MoneyTable ดาวรุ่ง Startup เทคโนโลยีด้านการเงิน จากประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/cp-kejora-ventures-open-in-thailand/

MyFinB: ให้ AI ช่วยวิเคราะห์ธุรกิจด้วย Big Data และสรุปรายงานออกมาเป็นภาษามนุษย์

ในงาน IBM ASEAN Connect 2017 ได้มีการเปิดบูธให้เหล่าบริษัท Startup ในแถบภูมิภาคเอเชียมาแสดงผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีต่างๆ ด้วย ซึ่ง MyFinB ก็เป็นหนึ่งในธุรกิจ Startup ที่มาเปิดตัวในครั้งนี้และมีธุรกิจที่น่าสนใจไม่น้อย คือการใช้ Cognitive Computing หรือ Artificial Intelligence (AI) ร่วมกับศาสตร์ทางด้านสถิติและการประมวลผล ในการวิเคราะห์สภาพธุรกิจต่างๆ ได้ในทุกอุตสาหกรรมโดยอัตโนมัติ พร้อมขยายสู่ตลาดระดับโลก รวมถึงไทยด้วย

Credit: MyFinB

 

วิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจทุกอุตสาหกรรมได้ทั้งเชิง Quantitative และ Qualitative

เทคโนโลยีของ MyFinB นั้นประกอบไปด้วยอัลกอริธึมสำหรับตรวจสอบและเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของแต่ละธุรกิจกับธุรกิจอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันในแต่ละประเทศ โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานทางด้านธุรกิจที่เป็นข้อมูลเปิดเผยอยู่แล้วในตลาดหลักทรัพย์หรือหน่วยงานต่างๆ ที่เปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ได้ ซึ่งในประเทศสิงคโปร์นั้นมีข้อบังคับอยู่แล้วว่าทุกบริษัทต้องจัดทำรายงานภาพรวมธุรกิจเพื่อนำมาแสดงต่อรัฐในแต่ละปี ทำให้ข้อมูลส่วนนี้มีความพร้อมเป็นอย่างมาก ส่วนสำหรับประเทศอื่นนั้นก็สามารถรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้เช่นกัน

องค์กรที่ต้องการวิเคราะห์ธุรกิจของตนเองนั้นสามารถป้อนข้อมูลพื้นฐานต่างๆ เข้าไปภายในระบบของ MyFinB จากนั้น MyFinB ก็จะจัดทำข้อมูลเชิงสถิติและให้คะแนนตามการชี้วัดในแง่มุมต่างๆ ให้เรานำมาใช้วิเคราะห์ต่อได้ เสมือนมีนักวิเคราะห์ธุรกิจมาช่วยทำงานให้ แต่ต่างกันตรงที่ MyFinB นั้นจะใช้อัลกอริธึมเฉพาะสำหรับการจัดอันดับทางธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ สำหรับแสดงข้อมูลเชิงตัวเลข และใช้ AI ทั้งหมดในการวิเคราะห์สภาพธุรกิจโดยรวม พร้อมแสดงผลลัพธ์ออกมาเป็นภาษามนุษย์ด้วยการทำ Natural Language Generation (NLG)

 

วิเคราะห์ข้อมูลเชิงตัวเลข ใช้ Big Data Analytics เป็นหลัก

ในสิงคโปร์นั้นมีข้อบังคับว่าทุกบริษัทต้องส่งรายงานภาพรวมของธุรกิจเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว และข้อมูลเหล่านั้นก็เป็นแบบฟอร์มมาตรฐานที่มีวิธีการคิดคำนวนแบบเป็นระบบ ทีมงาน MyFinB จึงเริ่มต้นจากการทำระบบฟอร์มเหล่านี้ให้มีความเป็นอัตโนมัติก่อน จากนั้นจึงค่อยเสริมอัลกอริธึมใหม่ๆ ของตนเองเข้าไปเพื่อช่วยวิเคราะห์ธุรกิจในเชิงตัวเลขได้ในแง่มุมที่หลากหลายขึ้น ตั้งแต่ภาพรวมของธุรกิจเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกัน, เปรียบเทียบกับทั้งประเทศหรือภูมิภาค, วิเคราะห์ความเสี่ยง, ชื่อเสียง และอื่นๆ

ข้อมูลที่ MyFinB ใช้นั้นเป็นข้อมูลเปิดเผยที่หน่วยงานรัฐของแต่ละประเทศเปิดเผยอยู่แล้ว ดังนั้น MyFinB จึงได้รวบรวมข้อมูลเหล่านี้มาใช้เพื่อให้การเปรียบเทียบธุรกิจหนึ่งๆ กับธุรกิจทั้งหมดในตลาดเป็นจริงขึ้นมาได้ และการขยายไปต่างประเทศก็สามารถทำได้ง่ายเพราะหลายๆ ประเทศนั้นก็มักจะมีข้อมูลเหล่านี้ที่น่าเชื่อถือได้อยู่แล้ว

Credit: MyFinB

 

นำเสนอข้อมูลในรายงานเชิงบรรยายได้ ด้วยเทคโนโลยี Natural Language Processing และ Natural Language Generation

MyFinB ได้เสริมการวิเคราะห์ให้มีความยืดหยุ่นและหลากหลายอันจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการมากขึ้น ด้วยการนำ Cognitive Computing หรือ AI จาก IBM Watson มาใช้ด้วยกัน 3 แง่มุมหลักๆ ได้แก่

  1. การวิเคราะห๋ข้อมูลที่เป็นข้อความ เช่น ข่าว, คำพูดของคนทั่วไปใน Social/Web, ความคิดเห็นของพนักงานใน Social Network และอื่นๆ เพื่อสร้าง Metric ใหม่ๆ ขึ้นมาใช้ในการวิเคราะห์ธุรกิจ เช่น ชื่อเสียงบนพื้นที่สื่อเป็นอย่างไร, ลูกค้าพูดถึงแบรนด์ในแง่ดีหรือไม่ดีมากน้อยแค่ไหน, พนักงานมี Loyalty ต่อองค์กรแค่ไหน หรือกำลังมีปัญหาประเด็นใดหรือเปล่า ทำให้องค์กรสามารถรับรู้ภาพจากภายนอกและภายในได้ดีขึ้น
  2. การทำ Prediction และจับ Pattern สำหรับธุรกิจในแต่ละอุตสาหกรรม ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจนั้นมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
  3. การเขียนสรุปรายงานเป็นภาษามนุษย์ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถึงประเด็นต่างๆ ได้ง่ายขึ้นในการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ และคำแนะนำต่างๆ

 

ใช้ IBM Watson ด้วยเหตุผลหลักคือ Time to Market

คำถามหนึ่งที่ทางทีมงาน TechTalkThai ถามผู้พัฒนาไปตรงๆ ว่าทำไมถึงต้องใช้ IBM Watson ด้วยนั้น ทางผู้พัฒนาก็ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนมากเหมือนกันคือเรื่องของ Time to Market

จริงอยู่ที่การสร้าง AI ขึ้นมาเองด้วย Deep Learning หรือ Machine Learning Tool ที่มีอยู่ในตลาดให้ใช้ได้ฟรีๆ กันตอนนี้อาจจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ และทำให้ธุรกิจสามารถควบคุมทุกปัจจัยของระบบได้อย่างสมบูรณ์ แต่ในมุมของการขายหรือการตลาดนั้น ความเร็วในการแข่งขันและพัฒนาเครื่องมือเองก็เป็นสิ่งสำคัญ การพัฒนา AI ขึ้นมาเองตั้งแต่ศูนย์นั้นนอกจากจะทำให้เราต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล และต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกหลายครั้งแล้ว ปริมาณข้อมูลที่รวบรวมได้เองนั้นก็ยังเป็นปัญหาอีก โดยเฉพาะ MyFinB นั้นต้องการที่จะใช้ Cognitive Computing / AI ด้วยกันถึง 3 แง่มุม ทั้งการทำ Text/Sentiment Analysis, Prediction & Pattern Recognition และ Natural Language Generation หากต้องพัฒนาระบบเหล่านี้เองทั้งหมดต้องใช้เวลานานมากแน่นอน

IBM Watson ที่เป็น API พร้อมสำหรับใช้งานในระดับหนึ่งแล้วนั้นได้เข้ามาช่วยเสริมความสามารถให้กับ MyFinB โดยเฉพาะความสามารถในการประมวลผลด้านภาษาที่ครอบคลุมแทบทุกภาษาหลักๆ บนโลกนี้แล้ว ทำให้ปัจจุบัน MyFinB พร้อมแล้วที่จะเข้าสู่ทุกตลาดในทุกๆ ภาษาที่ IBM Watson รองรับ เหลือเพียงแค่รวบรวมข้อมูลธุรกิจในประเทศนั้นๆ มาก็พอ

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ปัจจุบัน MyFinB มีลูกค้าจำนวนมหาศาลแล้วภายในประเทศสิงคโปร์เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับ Business Consultant ลงไปได้มาก ในขณะที่การรุกเข้าสู่ตลาดต่างประเทศทั่วโลกนั้นก็กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งประเทศที่ใช้ภาษาจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, อารบิก และอื่นๆ เพราะไม่มี Barrier เรื่องภาษาอีกต่อไปแล้ว

 

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MyFinB สามารถศึกษาข้อมูลได้ทันทีที่ https://www.myfinb.com

from:https://www.techtalkthai.com/myfinb-analyzes-businesses-with-ai-and-big-data-in-human-language-reports/

EGG Digital แนะนำบริการ Ultra Code พลิกโฉมการทำแคมเปญการตลาด และ CRM

EGG Digital โดย นายปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา  ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป จำกัด และนายวรุตม์ ลีเรืองสกุล  ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด ประกาศความสำเร็จขึ้นแท่นอันดับหนึ่งในธุรกิจโมบายล์ มาร์เก็ตติ้ง ตั้งเป้าเติบโตขึ้น 20% ในปี 2560 พร้อมเผยกลยุทธ์รักษาความเป็นผู้นำด้วยบริการ Ultra Code นวัตกรรมต่อยอดจาก USSD และ SMS เครื่องมือสารพัดประโยชน์ ตอบทุกโจทย์ของ CRM

นายวรุตม์ ลีเรืองสกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด กล่าวว่า “ในปีที่ผ่านมาองค์กรธุรกิจต่างหันมาให้ความสำคัญในการนำดิจิทัลเข้ามาผนวกรวมในการดำเนินธุรกิจ วางแผนกลยุทธ์ และให้บริการกับลูกค้า ช่วยเสริมกลยุทธ์ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ และแต้มต่อในการแข่งขัน ตลอดจนใช้เทคโนโลยีในการทำแคมเปญการตลาด และสื่อสารกับผู้บริโภค เพราะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว ใช้งบประมาณที่ไม่สูงมากนัก ที่สำคัญสามารถวัดผลและเก็บข้อมูลเพื่อนำไปวิเคราะห์ และจัดทำแคมเปญต่อไปได้ ทั้งนี้ บริการ Ultra Code ได้ช่วยขับเคลื่อนให้ EGG Digital ขึ้นแท่นเป็นผู้นำในตลาด โดยเราจะชู Ultra Code ขึ้นเป็นฮีโร่โพรดัคท์ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำ และตอบโจทย์เทรนด์การใช้งานผ่านมือถือ ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ใช้มือถือในไทยสูงถึง 90.94 ล้านเลขหมาย”

from:https://www.enterpriseitpro.net/?p=5959

IBM Ventures: เมื่อ IBM ขยายแพลตฟอร์มตัวเองผ่าน VC และการเป็นคนกลางระหว่างลูกค้ากับ Startup

จากการที่ IBM จัดงาน IBM Connect 2017 ที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ร่วมชมในงานนี้ พร้อมโอกาสสัมภาษณ์คุณ George Ugras ซึ่งเป็น Managing Director ของ IBM Ventures บริษัท VC ของ IBM สั้นๆ (ผมเพิ่งรู้ว่ามีก็จากงานนี้ด้วยซ้ำ) ถึงแนวทางและนโยบายของ IBM Ventures ที่อาจจะแตกต่างจาก CVC ของหลายๆ บริษัทอยู่ไม่น้อย

alt="ibm_ventures_banner"

ที่บอกว่าแนวทางของ IBM Ventures ค่อนข้างแตกต่างจาก CVC หลายๆ เจ้าอยู่ตรงที่ IBM Ventures ไม่ได้ต้องการลงทุนเพื่อหาสตาร์ทอัพหรือเทคโนโลยีมาเสริมทัพให้บริษัทตัวเองโดยตรง โดยคุณ George บอกว่าความสัมพันธ์กับสตาร์ทอัพของ IBM Ventures มีอยู่ 2 แง่มุมหลักๆ คือ

  • Platform การขยายฐานจำนวนผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มต่างๆ ของ IBM ไม่ว่าจะคลาวด์ BlueMix, SoftLayer, Watson หรือแม้แต่ BlockChain ด้วยการนำผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไปแก้ปัญหาในเชิงของเทคโนโลยีที่สตาร์ทอัพแต่ละเจ้าเจอ รวมถึงสนับสนุนสตาร์ทอัพตามความเหมาะสมในแง่การใช้งาน

  • Distribution วางตัวเป็นคนกลางระหว่างสตาร์ทอัพและ Corporate ที่เป็นลูกค้าของ IBM ซึ่งมีทั่วโลกและแทบทุกอุตสาหกรรม โดย IBM จะช่วยมองหาข้อด้อยหรือช่องว่างใน Corporate เหล่านั้น ก่อนจะนำเทคโนโลยีของสตาร์ทอัพเข้าไปอุดช่องว่าง เป็นการช่วยให้สตาร์ทอัพเติบโต พร้อมช่วยเหลือลูกค้าไปพร้อมๆ กัน ซึ่งในแง่นี้คุณ George มองว่า Distribution และการเข้าสู่ตลาดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สตาร์ทอัพส่วนใหญ่ล้มเหลวด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ตาม MD ของ IBM Ventures บอกว่ายังไม่มีแผนในประเทศไทย ณ ตอนนี้ และมีแผนงานในภาพรวมระดับภูมิภาคเท่านั้น

alt="George-new-930x937"
คุณ George Ugras – Managing Director of IBM Ventures

from:https://www.blognone.com/node/91003