คลังเก็บป้ายกำกับ: startup

UnitedMasters สตาร์ทอัพที่ให้ศิลปินอิสระทำการตลาดไปยังผู้ฟังได้เอง ไม่ง้อค่ายเพลง

UnitedMasters สตาร์ทอัพก่อตั้งโดย Steve Stoute อดีตประธานบริษัท Interscope Records ระดมทุนได้ 70 ล้านดอลลาร์จาก Alphabet และบริษัทลงทุน Andreessen Horowitz ที่ลงทุนในอุตสาหกรรมบันเทิงมามาก

UnitedMasters คือสตาร์ทอัพทำเทคโนโลยี analytic ให้ศิลปินได้รู้ว่า เพลงของตนดังในกลุ่มผู้ฟังกลุ่มใด พื้นที่ใด โดยดึงข้อมูลจากเพลงที่สตรีมผ่านช่องทาง YouTube, Spotify และSoundCloud รวมทั้งนำเสนอเครื่องมือ CRM เพื่อจะได้ทำโฆษณาตรงเป้าหมายผู้ฟัง ตัวระบบเอื้อต่อศิลปินอิสระไม่มีค่าย ศิลปินทำการตลาดไปสู่ผู้ฟังได้ด้วยตัวเองผ่านเครื่องมือของ UnitedMasters และมีรายได้ผ่านโฆษณา

Steve Stoute ระบุว่า เขาเคยทำงานเกี่ยวกับเอเจนซี่โฆษณาสำหรับผู้สร้างวัฒนธรรมที่เรียกว่า Translation ซึ่งมาเป็นพาร์ทเนอร์กับ UnitedMasters ด้วย ที่สามารถเสนอโฆษณาได้ตรงกลุ่มมากกว่าที่เคย ตัวอย่างเช่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ Diageo ทำโฆษณาสูตร Vodka Cous ไปยังกลุ่มผู้ฟังเพลงแรป เป็นต้น

Stoute ยังบอกเพิ่มเติมว่าหลายคนอาจยังไม่รู้ Larry Page ซีอีโอ Alphabet ชื่นชอบดนตรีมากและเคยเป็นมือกลองมาก่อนด้วย

อย่างไรก็ตามความท้าทายของ UnitedMasters คือการให้ข้อมูลศิลปินเรื่องการใช้เครื่องมือ เทคโนโลยีต่างๆ และก่อนหน้านี้ Spotify เปิดตัวแอพใหม่ในชื่อว่า Spotify for Artist ดูข้อมูลสถิติเชิงลึกของศิลปินได้ผ่านมือถือ

No Description
ภาพจาก UnitedMasters

ที่มา – TechCrunch

from:https://www.blognone.com/node/97414

Advertisements

aCommerce รับเงินลงทุนซีรี่ส์ B เพิ่มอีก 2,100 ล้านบาท

aCommerce สตาร์ทอัพที่ให้บริการสนับสนุนอีคอมเมิร์ซ ทั้งโลจิสติกส์, fulfillment และบริการดิจิทัล ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในประเทศไทย ประกาศรับเงินลงทุนซีรี่ส์ B อีก 65 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2,100 ล้านบาท จากกลุ่มนักลงทุนนำโดย Emerald Media

เมื่อสองปีที่แล้ว aCommerce ได้รับเงินลงทุนจาก DKSH ทำให้ตอนนี้มีเงินลงทุนรวมแล้ว 94 ล้านดอลลาร์ โดยปัจจุบัน aCommerce ให้บริการอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แก่ ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ มีลูกค้ารายสำคัญอาทิ ซัมซุง, ยูนิลีเวอร์, เนสท์เล่ และลอรีอัล

ซีอีโอ พอล ศรีวรกุล กล่าวว่าเงินลงทุนก้อนใหม่นี้ ส่วนแรกจะถูกนำไปใช้ขยายสู่ตลาดใหม่ ที่เวียดนามและมาเลเซียต่อไป ที่เหลือจะใช้เสริมความแข็งแกร่งในตลาดปัจจุบัน และเพิ่มเติมระบบสำหรับลูกค้า

ที่มา: TechCrunch และ aCommerce

alt="พอล ศรีวรกุล"

from:https://www.blognone.com/node/97426

Xiaomi เตรียมเงินลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ ในสตาร์ทอัพที่ประเทศอินเดีย

Xiaomi นั้นไปได้ดีกับการบุกตลาดอินเดีย โดยไตรมาสที่ผ่านมามีส่วนแบ่งการตลาดเป็นที่ 1 เท่ากับซัมซุง ซึ่งจากนี้ Xiaomi ก็มีแผนจะยึดตลาดอินเดียให้อยู่หมัดมากยิ่งขึ้น

โดยซีอีโอ Lei Jun ให้สัมภาษณ์ว่าบริษัทมีแผนจะลงทุนถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ภายใน 5 ปีข้างหน้า กับสตาร์ทอัพในอินเดีย 100 แห่ง เพื่อให้บริษัทเหล่านี้พัฒนาแอพ เสริมระบบนิเวศบนสมาร์ทโฟนของ Xiaomi ให้เข้ากับตลาดอินเดีย

หมวดแอพและธุรกิจที่ Xiaomi สนใจลงทุนมีทั้งกลุ่มผู้ผลิตเนื้อหา, เทคโนโลยีการเงิน, บริการแบบเจาะเฉพาะพื้นที่, บริการซ่อมบำรุงโทรศัพท์ ตลอดจนภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกับสมาร์ทโฟน

ที่ผ่านมา Xiaomi ได้ลงทุนไปกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ ใน 300 บริษัทที่จีนซึ่งได้ผลดี ดังนั้น Xiaomi ก็จะใช้วิธีการนี้ในการเสริมตลาดอินเดียให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ที่มา: Live Mint

alt="Lei Jun"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/97425

อ่านประสบการณ์ Buzzebees-Wongnai กว่าจะมาถึงจุดนี้ ไม่ใช่แค่เงินทุน แต่ต้องอดทน และทำถูกจุด

ต้องยอมรับว่า Startup ยังเป็นกระแสในประเทศไทยอยู่ เพราะเด็กจบใหม่ หรือผู้มีประสบการณ์ทำงานหลายคนก็อยากออกมาทำธุรกิจของตนเอง แต่จะ Start ให้ถูกต้องอย่างไร ลองมาฟังคำแนะนำจากพี่ใหญ่ในวงการ 2 รายนี้

ฐธิดา สงวนสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด (คนกลาง) และ เอกลักษณ์ โกวิริยะวิทยา ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ของ Wongnai (ขวา)

มองกลุ่มลูกค้าที่กว้าง และต้องลงมือทำ

ชื่อ Buzzebees อาจไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่เชื่อว่าผู้ใช้ Smartphone ต้องเคยพบเห็นโดยไม่รู้ตัวกันมาบ้าง เพราะ Buzzebees เป็นเบื้องหลังให้กับ Application จำพวกสิทธิประโยชน์ของลูกค้าต่างๆ กว่า 100 แพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Galaxy Gift ของ Samsung, Tesco Lotus, McDonald’s และริการธนาคารต่างๆ

ณัฐธิดา สงวนสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด เล่าให้ฟังว่า กว่าจะเริ่มต้นธุรกิจนี้ในปี 2555 ได้ ต้องใช้เวลาหาตัวเองอยู่ค่อนข้างนาน เพราะเดิมทีได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยให้กับหน่วยงานราชการมาก่อน แต่ด้วยกระแส Platform as a Service กำลังมา จึงตัดสินใจทิ้งธุรกิจที่มั่นคง และกระโดดมาทำอะไรใหม่ๆ

“ถือว่าค่อนข้างเสี่ยง เพราะตอนที่ทำซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัย ธุรกิจก็เติบโตประมาณหนึ่ง แต่เราเห็นกว่าตัวธุรกิจแบบ Platform ดูแลลูกค้ามันน่าจะเติบโตกว่า ทั้งในแง่จำนวนกลุ่มเป้าหมายที่กว้างมาก จึงตัดสินใจลงมือทำ และมันก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดจริงๆ เพราะถึงตอนนี้ก็มีผู้ใช้งานในระบบกว่า 40 ล้านคน เติบโตเดือนละ 1 ล้าน”

เงินทุนก็สำคัญเพื่อการโตก้าวกระโดด

อย่างไรก็ตามช่วงแรกที่ลงมือทำก็ค่อนข้างประสบอุปสรรคมาก โดยเฉพาะเรื่องเงินทุน เพราะด้วยแนวคิดที่เป็นในทางเทคโนโลยีเกินไป ทำให้การใช้งานค่อนข้างยาก และการจะจ้างโปรแกรมเมอร์ให้อยู่ในทีมก็ยากกว่าเดิม ผ่านการไม่มีเงินทุน แต่เมื่อปรับความคิดใหม่ๆ ก็ทำให้เจอกับ AIS และ Samsung และสามารถเติบโตมาได้ถึงขนาดนี้

“เชื่อว่า End to End แบบที่ Buzzebees ทำคงมีแค่รายเดียวในโลก เพราะทำได้ตั้งแต่หาสินค้า และบริการมาดูแลลูกค้า, ทำคอลเซ็นเตอร์, ส่งสินค้า และรับทำแบบสำรวจผ่านออนไลน์ ประกอบกับการทำ Personalize ที่จ้าง Data Scientist มาด้วย ก็น่าจะทำให้เรา Organic Growth ได้มากกว่าธุรกิจเดิมเช่นกัน”

ด้าน Wongnai เองก็มีการเติบโต และปัญหาอุปสรรคคล้ายๆ กัน โดยหลังจากก่อตั้งมา 7 ปี ด้วยความอยากเป็น Yelp ในประเทศไทย พร้อมก้าวถัดไปด้วยวิสัยทัศน์ Connect People for Good Stuff ซึ่งก็ทำได้จริงๆ เพราะจากร้านอาหาร ก็เป็นเรื่องความสวยความงาม และการทำอาหารแล้ว

Commitment สำคัญคัญถ้าเป็นองค์กรใหญ่

เอกลักษณ์ โกวิริยะวิทยา ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ ของ Wongnai เล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกที่ออกมาทำบริษัทของตัวเองก็ค่อนข้างเหนื่อย เพราะทางทีมมองเรื่องการขายโฆษณาตั้งแต่แรก แต่เมื่อตัวบริการมันต้องการข้อมูลที่สร้างจากผู้ใช้บริการเยอะๆ ทำให้ถ้าไม่มีใครใส่ข้อมูลมา ทางทีมก็ต้องทำเอง

“ช่วงแรกเราต้องเดินเก็บข้อมูลร้านอาหารเอง หรือกว่า 200 ร้านค้าภายใน 2 เดือน เพื่อพิสูจน์ว่าบริการเรามีข้อมูลจริงๆ และต้องรอหลังจากนั้นกว่า 2 ปีถึงจะมีการเติบโตแบบ Exponential เพราะเราได้เงินทุนทั้งจากบริษัทญี่ปุ่น และไทย ซึ่งมีเงินมาก็ทำให้เราโตได้เร็วขึ้น แต่มันก็มาพร้อมกับพันธะสัญญาที่กดดันเราไว้”

ทั้งนี้ผู้ร่วมก่อตั้ง Wongnai แนะนำว่า หากอยากเริ่มทำ Startup จริงๆ ต้องคอยถามตัวเองในเรื่องทำถูกต้องหรือไม่ รวมถึงการทดลองกับลูกค้ากลุ่มเล็กๆ ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไร เพื่อขยายตลาดได้อย่างถูกต้อง ที่สำคัญคือ หากมีนักลงทุนเข้ามา การใช้ Commitment เป็นตัวกดดันก็จำเป็น เพื่อสร้างผลประโยชน์แก่ทุกฝ่าย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/startup-buzzebees-wongnai-ways/

Airbnb เข้าซื้อ Accomable สตาร์ทอัพช่วยหาที่พักแรมให้นักท่องเที่ยวที่เป็นผู้พิการ

Airbnb เข้าซื้อ Accomable สตาร์ทอัพจัดหาโรงแรมที่พักเพื่อนักท่องเที่ยวผู้พิการโดยเฉพาะ Accomable เป็นสตาร์ทอัพที่ยังก่อตั้งขึ้นมาปี 2015 ทาง Airbnb ระบุว่าเว็บไซต์ Accomable จะปิดตัวลงในเดือนถัดไป และจะนำโซชูชั่นและข้อมูลที่ Accomable มีมาใช้ใน Airbnb ที่มีฐานกว้างกว่า ครอบคลุม 60 ประเทศ

ปกติ Airbnb มีตัวเลือกให้ผุ้ให้เช่าระบุสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผุ้พิการอยู่แล้ว แต่อาจยังไม่ครอบคลุมความต้องการทั้งหมด เพราะลำพังมีทางลาดให้เก้าอี้วีลแชร์ขึ้นไปได้ยังไม่พอ ยังมีเรื่องพื้นที่ในตัวบ้านหรือห้องด้วย

Airbnb ระบุว่า ฟีเจอร์ใหม่ จะช่วยให้ host หรือเจ้าของที่พักกำหนดรายการสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการมากกว่าเดิม ฟีเจอร์นี้เปิดใช้บนเว็บไซต์แล้ว และกำลังลงแอพพลิเคชั่นเร็วๆ นี้

No Description
ภาพจาก Airbnb

ที่มา – Engadget

from:https://www.blognone.com/node/97360

Apple เข้าซื้อ InVisage สตาร์ทอัพทำเซนเซอร์เพิ่มคุณภาพของภาพถ่าย

Apple เข้าซื้อสตาร์ทอัพ InVisage Technologies บริษัททำเซนเซอร์รูปภาพ และทำโซลูชั่นเพิ่มคุณภาพให้รูปภาพ โดยโฆษก Apple ยืนยันการเข้าซื้อแต่ไม่เปิดเผยตัวเลขและรายละเอียดการทำงานร่วมกัน

InVisage ระบุถึงสิ่งที่บริษัททำในเว็บไซต์ว่า เซ็นเซอร์ภาพแบบดั้งเดิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ใช้ในสมาร์ทโฟนในปัจจุบันพยายามสร้างภาพที่ดีในที่มีแสงน้อย ส่วนระบบ QuantumFilm ของ InVisage ใช้เทคโนโลยีรูปแบบใหม่ที่ให้คุณภาพรูปภาพที่ดีขึ้นและแม่นยำ

มีความเป็นไปได้ว่า เทคโนโลยีของ InVisage จะเป็นหนึ่งในฟีเจอร์กล้องถ่ายรูป iPhone ในอนาคต

No Description
ภาพจาก InVisage

ที่มา – The Next Web

from:https://www.blognone.com/node/97095

“ผมเห็นฟองสบู่ใน FinTech บางส่วนแตก” ประธานธนาคารกลางสิงคโปร์กล่าวเตือน

กระแสของเหล่า FinTech ทั่วโลกนั้นยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง แต่ล่าสุดประธานของธนาคารกลางสิงคโปร์ ได้ออกมาบอกถึงเรื่องกระแสความดังของ FinTech ที่อาจต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนที่จะต้องตระหนักถึงความเสี่ยงมากขึ้น

ถึงแม้ว่าประเทศสิงคโปร์จะเป็นศูนย์กลางของ FinTech ในอาเซียนและในอาทิตย์หน้าจะมีงาน FinTech Festival ที่ธนาคารกลางสิงคโปร์เองนั้นเป็นเจ้าภาพจัดงาน แต่การที่ประธานธนาคารกลางของสิงคโปร์ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่อง FinTech นี้ถือว่าต้องจับตามองไม่น้อยเลยทีเดียว

กลัวซ้ำรอยวิกฤตดอทคอม

“ผมเห็นฟองสบู่ใน FinTech บางส่วนแตก” และ “ผมเห็นบาง Application หรือบางแผนธุรกิจ (ของเหล่า FinTech – ผู้เขียน) นั้นดูแล้วทำเกินตัวเองไปมาก” นี่คือบทสัมภาษณ์บางส่วนจากประธานธนาคารกลางสิงคโปร์ ซึ่งมีความกังวลว่า FinTech นั้นจะเหมือนยุคที่ฟองสบู่บริษัทเทคโนโลยีแตก ซึ่งตัวเขาเองหวังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุค FinTech ครองเมืองจะไม่เหมือนยุคฟองสบู่บริษัทเทคโนโลยีแตก

P2P Lending ดูน่าเป็นห่วงที่สุด

ประธานธนาคารกลางสิงคโปร์เป็นห่วง FinTech อีกเรื่อง คือ P2P Lending คือการกู้เงินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีผู้ที่อยากกู้เงินกับผู้ที่ปล่อยกู้เงินมาเจอกัน ซึ่งผู้ที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มนั้นๆ จะเก็บค่าธรรมเนียมเป็นรายได้หลัก หรือไม่ก็กินส่วนต่างดอกเบี้ย (ยกตัวอย่างเช่น ) P2P Lending นั้นกำลังเติบโตอย่างร้อนแรงมากในเอเชีย (แต่ในประเทศไทยยังไม่มีใครที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากทางแบงค์ชาติ) ซึ่งในจีนนั้นเติบโตสูงที่สุด แต่ก็มีความเสี่ยงเพราะว่ามีแพลตฟอร์มประเภทนี้ปิดตัวไปถึง 4,000 แห่ง แถมบางแห่งยังเป็นแชร์ลูกโซ่อีกต่างหาก

ความเสี่ยงจากการใช้ Big Data แบบผิดรูปแบบ

อย่างเช่นใน P2P Lending ที่ใช้ Big Data ในการทำเครดิตรายบุคคลว่าผู้ใช้แต่ละรายนั้นควรจะกู้เงินได้เท่าไหร่ ความเสี่ยงคืออะไรจากการดูพฤติกรรมในการใช้โทรศัพท์มือถือ หรือการใช้อินเตอร์เน็ตของผู้ใช้รายนั้นๆ  โดยประธานธนาคารกลางสิงคโปร์ได้กล่าวว่า การใช้ Big Data ในการประมวลผลเรื่องเหล่านี้นั้นอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดมหาศาลได้ ถ้าใช้ Big Data ในการวิเคราะห์แบบผิดวิธี แต่เขาก็คิดว่า Big Data นั้นมีประโยชน์มาก เช่นไว้ดูว่าลูกค้าต้องการอะไรดีกว่าเอามาวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจผิดพลาดได้สูง

ตัวเขาเองสนใจในเทคโนโลยีของ Cryptocurrency

ประธานธนาคารกลางสิงคโปร์นั้นสนใจในเทคโนโลยีของฝั่ง Cryptocurrency เป็นอย่างมาก (เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดตัวเขาเองไม่ได้กล่าวถึงเรื่อง Bitcoin – ผู้เขียน) โดยเฉพาะเรื่องการเข้ารหัสที่แข็งแกร่ง โดยเขาคิดว่าถ้าเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในทางปฏิบัติในชีวิตจริงๆ ถือว่าน่าสนใจมาก

เราต้องทดลอง (ไปเรื่อยๆ) และเปิดใจให้กว้าง

เขาเชื่อว่า FinTech นั้นยังเป็นอนาคตของวงการเงิน แต่ก็ต้องแยกแยะ ไม่ใช่มองทั้งหมด ซึ่งธนาคารกลางของสิงคโปร์นั้นกำลังทดลองสิ่งใหม่ๆ หลายอย่างเช่น Project Ubin ที่ใช้ Blockchain รวมถึงจัดงาน FinTech Festival ที่จะเกิดขึ้นด้วย ท้ายที่สุดแล้วเราก็ต้องเลือกดูเป็นอย่างๆ ไปด้วย อย่างที่ประธานธนาคารกลางสิงคโปร์กล่าวไว้ข้างต้น

ที่มาBloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mas-md-warn-the-investor-about-fintech/