คลังเก็บป้ายกำกับ: startup

จะยั่งยืนต้องสร้างสิ่งใหม่ Intouch ไม่พึ่งแค่ AIS – ไทยคม แต่เตรียมลงทุน New Business ต่อเนื่อง

Intouch คืออีกหนึ่ง Holding Company ที่สำคัญของไทย เพราะถือยักษ์ใหญ่ในธุรกิจโทรคมนาคมทั้ง AIS และไทยคม แต่ถึงมีรายได้จะทั้งสองธุรกิจนี้เยอะแค่ไหน หากจะเติบโตอย่างยั่งยืนก็ต้องสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมา


รายชื่อ Startup ที่ Intouch ลงทุนไปแล้ว

ลงทุน 450 ล้านบาทสร้างแหล่งรายได้ใหม่

เมื่อ AIS มีค่าใช้จ่ายเรื่องใบอนุญาตคลื่น 900 MHz เข้ามาหลายหมื่นล้านบาท ประกอบกับไทยคมก็มีรายได้ลดลงจากการปิดตัวของ Pay-TV ทั้ง 2 ราย ก็คงไม่แปลกที่ Holding Company อย่าง Intouch จะปิดรายได้ได้ปี 2559 ที่ 28,600 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย และแม้การมีรายได้ลดลงของ Holding Company รายนี้จะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่หากยังมีเหตุการณ์เช่นนี้อยู่ โอกาที่บริษัทจะเติบโตอย่างยั่งยืนก็คงยาก ดังนั้นเป้าหมายสำคัญหลังจากนี้คือการลงทุน รวมถึงสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมา

ฟิลิป เชียง ชอง แทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ เล่าให้ฟังว่า ปี 2560 ถือเป็นปีแรกที่บริษัทได้ตั้งงบประมาณ 250 ล้านบาทขึ้นเพื่อศึกษา และพัฒนาธุรกิจใหม่ แม้บริษัทจะถือหุ้นราว 40% ใน AIS กับไทยคม จนสามารถสร้างการเติบโตให้กับบริษัทอยู่แล้ว เพราะตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปเร็วมาก หากยังยึดติดอยู่กับการดำเนินธุรกิจรูปแบบเดิม โอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนก็ยากขึ้น ดังนั้นการนำโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมที่แข็งแกร่งของ AIS และไทยคม มาเป็นอีกเครื่องมือในการสร้างธุรกิจใหม่ของบริษัทก็น่าจะเป็นอีกทางออก


ฟิลิป เชียง ชอง แทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์

“โครงสร้างพื้นฐานที่ดี เช่น 4G และ FTTX ทำให้ Digital Service เพิ่ม และดีขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นธุรกิจใหม่มันเกิดแน่นอน ยิ่งตอนนี้ผู้บริโภคเชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ตกันเยอะ หาก Intouch สามารถสร้างอะไรขึ้นมาแล้วตอบโจทย์มันก็มีโอกาสทำให้เราเติบโตได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งนอกจากการตั้งงบ 250 ล้านบาทเพื่อวิจัย และพัฒนาธุรกิจใหม่ ยังมีงบประมาณ 200 ล้านบาทอีกก้อนหนึ่งเพื่อนำไปลงทุนในรูปแบบ VC (Venture Capital) กับ Startup ที่น่าสนใจเหมือนที่เราทำทุกปี ซึ่งถ้าเอา 2 ก้อนนี้มารวมกันมีมูลค่าถึง 450 ล้านบาท”

TMT คือเป้าหมายหลักทั้งลงทุน และสร้างเอง

TMT หรือ Technology, Media และ Telecommunication คือกลุ่มธุรกิจที่ Intouch จะเข้าไปลงทุน รวมถึงสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมาเองด้วย เพราะการไปลงทุนนอกอุตสาหรรมดังกล่าว เช่นพลังงาน และอาหาร ต่างมีคู่แข่งค่อนข้างเยอะ และพวกเขามีความเชี่ยวชาญในเรื่องเหล่านี้มากกว่า โดยปี 2559 บริษัทมีการลงทุน Startup ทั้งหมด 2 รายคือ Wongnai และ Social Nation พร้อมกับถอนการลงทุนจาก Startup 2 รายเช่นกัน แต่การถอนทุนนั้นสามารถขายได้กำไรถึง 20% นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างเจรจาการลงทุนกับ Startup อีก 2 รายด้วย

ในทางกลับกันฝั่งธุรกิจรายได้หลักอย่าง AIS ก็ไม่ได้ย่ำอยู่กับที่แค่การให้บริการโทรคมนาคม แต่ยังพัฒนาโครงข่ายทั้งมีสาย และไร้สายให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เช่นการรับส่งข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือด้วยความเร็ว 1 Gbps รวมถึงเปิดเทคโนโลยี NB-IoT เป็นที่แรกของอาเซียน และฝั่งไทยคม ก็เตรียมทำตลาดดาวเทียมในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น รวมถึงเพิ่มดีกรีการทำตลาดในทวีปแอฟริกา และออสเตรเลีย รวมถึงเปิดตลาดบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมที่ใช้บนเครื่องบิน และเรือเช่นกัน


กลยุทธ์ปี 2560 ของ Intouch

เดินตามแผนประเทศ 4.0 แต่ไม่มีทีวีดิจิทัล

ขณะเดียวกันการปูโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลด้วย AIS และไทยคม ยังช่วยให้ประเทศไทยเดินหน้ายุทธศาสตร์ Thailand 4.0 ได้ดีขึ้นด้วย เพราะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ หรือ Value Creation ได้ดีกว่าเดิม และถึงจะมีผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิทัลเข้ามาติดต่อบริษัทให้ไปร่วมลงทุนหลายราย แต่ด้วยทิศทางของผู้บริโภคนั้นเดินไปที่การรับชม Content ต่างๆ ผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ทำให้บริษัทยังไม่สนใจที่จะเข้าไปร่วมลงทุน แต่สร้างสิ่งใหม่ๆ เพื่อเชื่อมต่อประชากรไทยด้วยดิจิทัลมากกว่า

สรุป

ทิศทางทั้งฝั่งผู้บริโภค และองค์กรต่างๆ เริ่มเดินหน้าสู่ดิจิทัลกันหมดแล้ว และคงทำให้ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องนี้สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างสบายๆ แต่ Intouch กลับเลือกที่จะไม่อยู่เฉยๆ เพราะเชื่อว่าการออกไปหาอะไรลงทุนใหม่ จะเป็นวิธีที่สร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/intouch-sustainable-growth/

Advertisements

ให้บริการจักรยานก็ระดมทุนได้ Mobike สตาร์ทอัพแชร์จักรยานจากจีน ได้รับทุนจากเทมาเส็ก


Mobike สตาร์ทอัพจากจีนที่ให้บริการแชร์จักรยาน หรือ bicycle-sharing จากจีน ระดมทุนรอบใหม่จาก เทมาเส็ก (temasek) บริษัทยักษ์ใหญ่จากสิงคโปร์ และกองทุน Hillhouse Capital ทำให้เงินทุนสำหรับปีนี้โดยรวมมีมูลค่ามากกว่า 300 ล้านดอลลาร์!

ก่อนหน้านี้ ประมาณเดือนที่แล้ว Mobike ประกาศว่าระดมทุนได้ 215 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุน ได้แก่ Tencent Holding, Warburg Pincuss LLC และบริษัททัวร์ Ctrip.com

ขณะที่ก่อนหน้านั้น ยังมีการลงทุนที่ไม่เปิดเผยมูลค่าจาก foxconn ซึ่งนำมาเพิ่มจำนวนจักรยานจากปีที่แล้วเป็น 10 ล้านคันในปี 2017 แต่กระนั้น โฆษกของ Mobike ได้ปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวเลขการลงทุนในปีนี้

สำหรับบริการของ Mobike ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาจักรยาน ขี่จักรยาน และชำระค่าบริการผ่านแอปพลิเคชั่นและ QR code โดยมีจุดให้บริการกระจายอยู่ทั่ว 21 เมือง เรียกว่าถ้าอยู่ในเมืองที่มีบริการแล้วเกิดต้องเดินทางระยะทางสั้นๆ สามารถค้นหาจักรยานของ Mobike ปั่นไปได้เลย โดยมีการนำระบบ IoT มาใช้งาน โดยเชื่อว่าจะช่วยลดมลภาวะในเมือง ลดการจราจรที่คับคั่งลงได้ โดย Mobike ถือเป็น 1ใน2 สตาร์ทอัพที่ให้บริการแชร์จักรยานที่สามารถระดมทุนได้หลักร้อยล้านดอลลาร์ หลังจากก่อตั้งในปี 2016

นอกจากนี้ในจีนแล้ว Mobike ได้เปิดสำนักงานที่สิงคโปร์และคาดว่าจะเป็นการให้บริการนอกจีนเป็นครั้งแรก และกำลังพิจารณาตลาดอื่นๆ อยู่

ที่มา: Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/mobike-raise-fund-temasek/

ทำความรู้จัก Tribe สามหนุ่มนักวิ่ง กับการเดินหน้าทำตลาด Energy Bar ด้วยรูปแบบ Startup

ตอนนี้ทุกคนอาจคุ้นเคยกับ Tech Startup กันแล้ว แต่วันนี้ Brand Inside ขอเสนอ Startup ที่จำหน่ายแค่ Energy Bar และ Sport Supplement ที่ตอบโจทย์นักวิ่ง และผู้ชื่นชอบการออกกำลังกาย ในชื่อ Tribe กันบ้าง

3 หนุ่มนักวิ่ง กับการทำตามความฝัน

คนที่อายุ 30 ต้นๆ ต่างต้องหางานที่มั่นคงกับชีวิต แต่พวกเขาทั้ง 3 คนที่ประกอบด้วย Rob Martineau ทนายความ, Gut Hacking นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และ Tom Stancliffe ที่ปรึกษาธุรกิจ ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพียงเพราะพวกเขาชื่นชอบการวิ่งเอามากๆ ถึงขนาดจัดกิจกรรมการกุศล Run for Love ตั้งแต่ปี 2556 เพื่อวิ่งมาราธอนระยะทางรวมกว่า 1,600 กม. ซึ่งในปีแรกพวกเขาวิ่งมาราธอน 39 รายการภายใน 30 วัน จนระดมทุนได้กว่า 3 แสนดอลลาส์สหรัฐ หรือราว 10 ล้านบาท เพื่อเงินก้อนนี้ช่วยแก้ปัญหาการค้ามนุษย์

แต่ระหว่างที่พวกเขาวิ่ง ก็ตระหนักถึงปัญหาเรื่องสุขภาพในการวิ่งเช่นเดียวกัน เพราะการวิ่มาราธอน 30 วันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากไม่ดูแลสุขภาพให้ดี และไม่เติมเต็มสารอาหารที่ร่างกายใช้ไป ซึ่งปกติแล้วนักกีฬาจะต้องเติมสารอาหารเหล่านี้เข้าไปผ่านเครื่องดื่ม หรืออาหารเสริมต่างๆ แต่ถึงจะเติมเข้าไปอย่างเพียงพอ ถ้าสารอาหารเหล่านั้นดูดซึมได้ยาก โดยเฉพาะ Sport Gel ก็เท่ากับว่าสิ่งที่กินเข้าไปมันไร้ประโยชน์ ซึ่งสุดท้ายแม้พวกเขาจะเห็นโอกาสในตลาดนี้ 3 หนุ่มนักวิ่งก็ยังไม่สามารถลงสนามได้ เพราะทุกคนไม่มีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์อาหาร

นักลงทุนชอบ พร้อมลุยกันแบบ Startup

และถึงพวกเขาจะติดปัญหาเรื่องความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อาหาร แต่สุดท้ายแล้วเมื่อนำเรื่องการทำตลาดอาหารเสริมสำหรับนักวิ่ง และผู้ชื่นชอบการออกกำลังกายไปเสนอนักลงทุน กลับได้เงินลงทุนกว่า 8 แสนปอนด์ หรือราว 34 ล้านบาทในช่วงแรก โดยหนึ่งในนั้นคือทีมผู้พัฒนาเกม Monument Valley แต่ที่น่าสนใจจริงๆ ไม่ใช้สินค้า แต่เป็นโมเดลธุรกิจรูปแบบ Subscription Boxes หรือการสมัครสมาชิก เพื่อรับกล่องที่อุดมไปด้วยอาหารเสริม และขนมขบเคี้ยวสำหรับการออกกำลังกาย โดยราคาค่าสมาชิกอยู่ที่  8.65 ปอนด์/กล่อง หรือราว 380 บาท

ซึ่งทีมผู้ก่อตั้งเล่าให้ฟังว่า หลังจากทำตลาดได้ไม่นาน ก็มีผู้สมัครสมาชิกกว่า 5,000 ราย และมีกว่า 100 คนที่สมัครรับสินค้าทุกวันเลยด้วย ดังนั้นคงไม่แปลกที่ Tribe จะวางแผนระดมทุนให้ได้อีก 1.5-2 ล้านปอนด์ หรือราว 60-80 ล้านบาท เพื่อก้าวขึ้น Series A ภายในเดือนพ.ค. 2560 ซึ่งหลังจากนี้ตัวกล่องที่ปัจจุบันประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ 6 อย่าง เช่น Cacao & Orange อัดแท่ง, เชครสกล้วย รวมถึง Infinity Banoffee อัดแท่ง และอื่นๆ ก็จะถูกพัฒนาให้หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อส่งไปที่บ้าน หรือที่ทำงานของผู้ที่อยากออกกำลังกายอย่างมีประสิทธิภาพ

สรุป

โมเดลแบบ Startup สามารถประยุกต์ใช้ได้กับหลากหลายธุรกิจ ไม่ใช่แค่เดินหน้าทำนวัตกรรมใหม่อย่างเดียว นอกจากนี้กระแสเรื่องสุขภาพยังทำให้พวกเขาเติบโต ซึ่งผู้ประกอบการในไทยยังมองไม่เห็นเรื่องนี้กันมากนัก และโดยส่วนตัวมองว่าบริการ Subscription Boxes น่าจะเริ่มได้รับความนิยมในประเทศไทยเร็วๆ นี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/tribe-sport-supplement-startup/

VR Real.Estate: Startup ไทยที่แปลงแบบบ้านสู่ระบบ Virtual Reality ให้ชมบ้าน/คอนโดได้ก่อนสร้างบ้านเสร็จ

ปี 2017 นี้ถือเป็นปีที่วงการอสังหาริมทรัพย์ไทยจะได้ก้าวเข้าสู่การผสานเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว และ VR Real.Estate ก็ถือเป็นอีก Startup ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในวงการอสังหาริมทรัพย์โดยฝีมือคนไทย ที่พัฒนาเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) สำหรับใช้แปลงแบบบ้านให้กลายเป็นบ้านเสมือน 3D ให้ลูกค้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์สามารถเข้าไปชมผ่าน VR ได้ และในวันนี้เราก็มีบทสัมภาษณ์กับทีมงาน VR Real.Estate ดังนี้ครับ

 

VR Real.Estate – ระบบเทคโนโลยีความจริงเสมือนสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ผู้พัฒนาบริษัท บลูโอเชี่ยน เทคโนโลยี จำกัด

Platform: ปัจจุบันรองรับ Steam VR และกำลังพัฒนาให้รองรับ Oculus ในอนาคต

คลิปตัวอย่างการทำงานของ VR Real.Estate:

ติดต่อ: contactus@vrreal.estate

Facebook Fan Pagehttps://www.facebook.com/VRReal.EstateTH/

 

Q: สวัสดีครับ อยากให้ช่วยแนะนำตัวหน่อยครับ?

A: สวัสดีครับ ทีมงาน TechTalkThai ผม เพิ่มพงศ์ เอี้ยวบันดาลสุข เป็น 1 ในทีมผู้พัฒนา Virtual Reality หรือ VR Application สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อว่า “VR Real.Estate” ครับ

 

Q: อยากให้ช่วยเล่าว่าทำไมถึงสนใจมาทำ VR Application ได้?


Credit: VR Real.Estate

A: เราเป็นทีมที่สนใจและชื่นชอบในเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) เรามองว่าตัวเทคโนโลยีเองนอกจากความน่าสนใจแล้ว ยังสามารถใช้แก้ปัญหาในปัจจุบันได้อีกหลายเรื่อง โชคดีที่ทีมเราเป็นการรวมตัวของ Developer , Marketing แล้วก็ Sales ซึ่งมีมุมมองที่หลากหลายและเราเลือกที่จะเริ่มนำ VR มาใช้แก้ปัญหากับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีปัญหาที่เหมาะกับ VR มากที่สุด


Credit: VR Real.Estate

Credit: VR Real.Estate

 

Q: ช่วยเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับ VR Application ที่พัฒนาให้ฟังหน่อย?

A: “VR Real.Estate” เป็นระบบ VR (Virtual Reality) Platform ที่จะตอบโจทย์สำหรับ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ สามารถแปลงแบบบ้านให้กลายเป็นบ้านเสมือนจริง ลูกค้าสามารถเดินชมในบ้าน / คอนโด เสมือนจริงได้เหมือนสร้างเสร็จแล้ว ซึ่งจะช่วยตั้งแต่การเสนอขาย ปิดการขาย จนถึงขั้นตอนการกำหนดงบประมาณก่อสร้าง โดยมีความสามารถเด่นๆ ดังนี้ครับ

  • ลูกค้าที่ต้องการสร้าง / ซื้อบ้าน สามารถเห็นแบบบ้านต่างๆ ของบริษัทฯ โดยรู้สึกเหมือนได้เข้าไปเดินในบ้านจริงๆ ซึ่งจะแตกต่างจากการดูแบบบ้านที่เป็น 2 มิติธรรมดา ที่ลูกค้าบางท่านอาจจะไม่เข้าใจ และทางลูกค้าสามารถเลือกปรับเปลี่ยนวัสดุผนัง / พื้น ได้ตามต้องการ
  • สามารถนำเสนอการขายนอกสถานที่ เช่น การออกบูธ หรือออกไปคุยกับลูกค้าที่บ้านซึ่งลูกค้าสามารถเห็นภาพได้ประหยัดเวลาที่ต้องพาลูกค้าไปดูหน้าsite งานที่ก่อสร้าง ทำให้สามารถปิดการขายได้ง่ายขึ้น
  • หลังจากปิดการขายได้แล้ว ช่วงออกแบบและประเมินราคา ทางบริษัทฯ สามารถให้ลูกค้าเห็นแบบบ้านจริงและนำเสนอ Promotion ต่างๆ เพิ่มเติม เช่น การเพิ่มรายละเอียดต่างๆ ของบ้าน เพื่อเพิ่มงบประมาณการสร้างของลูกค้าได้

Credit: VR Real.Estate

 

Q: จุดเด่นของ “VR Real.Estate” คืออะไร?

A: จุดเด่นหลักๆ ผู้ใช้งานสามารถเคลื่อนที่ในโลกเสมือนจริงได้ด้วยการเดินภายในห้อง รวมถึงสามารถใช้มือจริงหยิบจับ หรือกดปุ่มต่างๆ ในโลกเสมือนจริงได้ ทำให้รู้สึกเป็นธรรมชาติ ง่ายต่อการใช้งาน ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมระดับโลก


Credit: VR Real.Estate

Credit: VR Real.Estate

 

Q: เริ่มพัฒนาโปรแกรมมานานหรือยัง?

A: เราเริ่มพัฒนาตั้งแต่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 59 หลังจากที่ VR HMDs Consumer Version เริ่มออกวางจำหน่าย


Credit: VR Real.Estate

 

Q: ปัจจุบันรองรับ Platform อะไรบ้าง?

A: ปัจจุบันรองรับ SteamVR (HTC Vive) และกำลังพัฒนา Oculus Platform อยู่ครับ


Credit: VR Real.Estate

Credit: VR Real.Estate

 

Q: ผลงานมีได้รางวัลอะไรมาบ้าง?

A: เข้ารอบ 300 ทีมโครงการประกวด Digital Startup ของสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (อยู่ระหว่างการแข่งขัน) และอยู่ระหว่างการพิจารณาความสนับสนุนด้านนวัตกรรมจากสำนักงานวัตกรรมแห่งชาติ


Credit: VR Real.Estate

 

Q: ถ้าสนใจสามารถ Download ได้จากที่ไหน มีจำหน่ายบน Store หรือเปล่า?

A: ไม่ได้เปิดขายทั่วไป คาดว่าผู้ใช้ทั่วไปจะได้มีโอกาสทดลองใช้งานจริงฟรีผ่าน Brand อสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศภายในปีนี้


Credit: VR Real.Estate

Credit: VR Real.Estate

 

Q: มีอะไรอยากฝากเพิ่มเติมหรือเปล่า ?

A: ทีมงานทุ่มเทเต็มที่พัฒนา “VR Real.Estate” เพื่อแสดงให้เห็นว่า ผลงานของคนไทยมีศักยภาพสามารถแข่งขันได้ในระดับโลก อยากให้ช่วยเป็นกำลังใจและติดตามผลงานผ่าน Facebook (www.facebook.com/VRReal.EstateTH) และ Website http://www.vrreal.estate ด้วยครับ

 

ก็จบเพียงเท่านี้นะครับกับบทสัมภาษณ์ ใครที่สนใจก็สามารถติตต่อทีมงาน VR Real.Estate โดยตรงได้ที่ contactus@vrreal.estate หรือติดตามแฟนเพจได้ที่ https://www.facebook.com/VRReal.EstateTH/ เลยนะครับ

from:https://www.techtalkthai.com/vr-real-estate-thai-startup-on-virtual-reality-systems-for-real-estate/

หลังจากซื้อ Uber China ปีที่แล้ว Didi Chuxing เปิดแผนอินเตอร์ เตรียมลุยตลาดโลก

Didi Chuxing ผู้ให้บริการแอปเรียกรถรายใหญ่ในจีน ที่ซื้อกิจการจาก Uber China ไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่ง Brand Inside เกาะติดความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง อ่านได้ที่นี่ เพราะเป็นแอปที่สามารถเอาชนะ Uber ได้ และเวลานี้ได้ทำการ ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ พร้อมกับเพิ่มหน่วยธุรกิจ International เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับขยายออกไป นอกประเทศจีนในปีนี้

Cheng Wei ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Didi พร้อมด้วย Jean Liu Qing ประธานของ Didi ได้ประกาศว่า ปีนี้บริษัท พร้อมแล้วที่จะออกมาลุยตลาดนอกจีนแผ่นดินใหญ่ และในอีก 5 ปีข้างหน้า Didi จะไม่เป็นเพียงแอปบริการเรียกรถเท่านั้น แต่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำการให้บริการโครงข่ายยานยนต์ (automotive network) และผู้นำ ในเทคโนโลยีการขนส่งสมัยใหม่

ที่สำคัญ Didi จะเป็นผู้นำการปฏิรูประบบขนส่งทั่วโลกรวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการประกาศเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่ง

จุดเริ่มต้นคือ การควบรวมกิจการกับ Uber ในจีน และการจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการแอปเรียกรถ ลักษณะเดียวกันในภูมิภาคอื่นๆ เช่น Grab ในอาเซียน, Ola ในอินเดีย รวมถึง Lyft ในอเมริกา ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Uber ซึ่งทุกรายตกลงที่จะแชร์เทคโนโลยี ความรู้ และทรัพยากรทางธุรกิจร่วมกันเพื่อแข่งขันกับ Uber ซึ่งกล่าวได้ว่าครองตลาดโลกอยู่ในเวลานี้

ก่อนหน้านี้ Didi ได้ลงทุนใน Lyft เป็นเงินกว่า 100 ล้านดอลลาร์ รวมถึงลงทุนใน Grab และ Ola มาแล้ว

แบ่ง 2 กลุ่มธุรกิจ พร้อมบุกตลาดโลก

สำหรับการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ของ Didi ครั้งนี้ แบ่งธุรกิจหลักเป็น 2 กลุ่ม คือ Express Mobility Group ประกอบด้วยบริการ Didi Taxi, Didi Express ซึ่งคือ Uber China เดิม และอีกกลุ่มคือ Premier Mobility Group ประกอบด้วย Didi Premier, Didi Deluxe เป็นส่วนของธุรกิจคนขับรถ

การปรับโครงสร้างครั้งนี้ ยังได้เพิ่มทีม Smart Transportation มีเป้าหมายคือทำงานร่วมกับรัฐบาลในแต่ละท้องถิ่นโดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลของ Didi เพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการการขนส่งและการสร้าง Smart City

นอกจากนี้ Didi ได้เปิดตัวศูนย์การจัดการทรัพยากรยานพาหนะ ซึ่งยกระดับขึ้นจากแผนการจัดการด้านความปลอดภัย

ที่มา: SCMP

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/didi-chuxing-international/

Lalamove เผยธุรกิจในไทยปี 2016 เติบโต 6 เท่า มีลูกค้าแตะ 2 แสนราย

Lalamove บริการขนส่งแบบออนดีมานด์ แถลงผลประกอบธุรกิจในปี 2559 พบว่ามีอัตราการเติบโตถึง 600% เมื่อเทียบกับปี 2558

Lalamove เป็นบริการขนส่งจากประเทศฮ่องกง เพิ่งระดมทุนซีรีส์ B ไปเมื่อเร็วๆ นี้ด้วยมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอนนี้ Lalamove สามารถระดมทุนได้แล้วทั้งสิ้น 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน Lalamove มีให้บริการใน 45 เมืองทั่วเอเชีย และอีก 40 เมืองในประเทศจีน ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา มีลูกค้ากว่า 5 ล้านรายทั่วเอเชีย

คุณชานนท์ กล้าหาญ กรรมการผู้จัดการของ Lalamove ประเทศไทย ระบุว่าตอนนี้มีคนขับจำนวน 35% เลือกมาทำงานบนแพลตฟอร์ม Lalamove แทนการทำงานประจำ เพราะรายได้ดีกว่า และบริหารเวลาได้ดีกว่า


สองผู้บริหารของ Lalamove สันทิต จีรวงศ์ไกรสร (ซ้าย) คุณชานนท์ กล้าหาญ (ขวา)

คุณสันทิต จีรวงศ์ไกรสร ผู้อำนวยการภูมิภาคฝ่ายปฏิบัติการ ให้สัมภาษณ์กับ Brand Inside ว่า Lalamove ถือเป็นผู้ให้บริการขนส่งแบบออนดีมานด์เป็นรายแรกในไทย รูปแบบของบริการปัจจุบันยังจำกัดเฉพาะในกรุงเทพมหานคร และเน้นการส่งด่วนภายในวันเดียว โดยคิดค่าบริการพรีเมียมกว่าบริการส่งพัสดุทางไปรษณีย์

ตอนนี้ Lalamove มีลูกค้าในไทย 210,000 ยูเซอร์ มีมูลค่าการใช้บริการ 120 ล้านบาท และมีจำนวนคนขับในระบบ 17,000 คน ถือเป็นผู้ให้บริการขนส่งออนดีมานด์รายใหญ่ของตลาดไทยในตอนนี้

ลูกค้าของ Lalamove มีทั้งกลุ่มธุรกิจและกลุ่ม SME โดยตัวอย่างกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่คือ LINE Man ที่เชื่อมบริการกับ LINE ผ่านทาง API ของ Lalamove สัดส่วนตอนนี้ลูกค้าธุรกิจมีมูลค่าเกิน 50% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนประเด็นเรื่องการขยายไปยังเมืองอื่นๆ ในประเทศไทย ต้องพิจารณาดูจากดัชนีชี้วัดต่างๆ ต่อไป แต่ Lalamove ในระดับภูมิภาคก็มีการขยายธุรกิจไปยังเมืองต่างๆ ทั่วเอเชียอยู่ตลอดเวลา

คุณสันทิต ระบุว่า Lalamove มองว่าธุรกิจขนส่งสินค้าเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว บริษัทไม่คิดจะใช้แนวทางของสตาร์ตอัพบางรายที่ขอเงินจากนักลงทุนมาเพื่อทุ่มตลาดแล้วขายกิจการออกไป แต่หวังจะอยู่ในตลาดนี้ยาวๆ ไปกับลูกค้า ตอนนี้ธุรกิจของ Lalamove ในหลายเมืองมีกำไรแล้ว โดยเฉพาะในประเทศจีน ส่วนกรุงเทพก็มีตัวเลขดีขึ้นมาก และใกล้จะทำกำไรแล้วเช่นกัน

สำหรับตลาดปี 2560 คุณสันทิตมองว่า Lalamove ของประเทศไทยน่าจะเติบโตได้เท่ากับปีก่อนคือ 600% และบริษัทจะเริ่มขยายไปยังการขนส่งที่ไม่ต้องใช้ความเร็วมาก และมีค่าบริการที่ถูกกว่าในปัจจุบัน เพื่อขยายไปจับฐานลูกค้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/lalamove-2017/

Fail Story ที่แดนกิมจิ Startup 6 ใน 10 รายล้มเหลวใน 3 ปี แล้ว Startup ไทยล่ะ?

Brand Inside นำเสนอเรื่องราวของ Startup มาอย่างต่อเนื่อง และหลายครั้งเป็นเรื่องราว fail storty เพื่อให้คนที่เป็น Startup หรือสนใจ Startup ได้รู้ทุกแง่มุมและเป็นภูมิคุ้มกันตัวเอง

ครั้งนี้ก็เช่นกัน กับเรื่องราวในประเทศเกาหลี ที่มี Startup 6 ใน 10 ราย “ล้มเหลว” ใน 3 ปีแรกที่เริ่มต้นธุรกิจ!!

ขาดเงินทุนระยะยาว – หาตลาดยาก สู่การปิดบริษัท

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เกาหลีมี Startup เกิดขึ้นกว่า 30,000 ราย โดยเป็นผลมาจากการสนับสนุนของภาครัฐอย่างเต็มที่ เช่น การลดขั้นตอนการจดทะเบียนจาก 12 ขั้นตอนเหลือเพียง 2 ขั้นตอน และใช้เวลา 4 วันเป็นอันจบ จากเดิมที่ใช้เวลาถึง 22 วัน

แต่ด้วยสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนที่ไม่สมบูรณ์ และความยากในการหาตลาดทำให้ 62% ของ Startup เหล่านั้นต้องปิดตัวเองไปใน 3 ปีแรก โดย Startup ต้องหาการลงทุนระยะยาว หรือ long-term investment เพื่อให้มีเงินทุนดำเนินการ หรือต้องหาตลาดสำหรับทดลองสินค้าและบริการ แต่นั่นกลายเป็นปัญหาหลัก

สิ่งที่ Startup เกาหลีเจอคือ มักได้รับเงินทุนในระดับ early stages หรือในช่วงเริ่มต้น 1-3 ปีแรก แต่หลังจากนั้นมักจะระดมทุนได้ยาก

ระยะยาว 10 ปี โอกาสธุรกิจอยู่รอดยังยาก

ถ้ามองในระยะยาว 10 ปี มีบริษัทกว่า 80% ที่ปิดตัว เป็นเรื่องยากมากที่จะมองหานักลงทุนในระยะยาวขนาดนั้น ยิ่งเมื่อเทียบกับการเข้าตลาดหลักทรัพย์ Kosdaq ของเกาหลี บริษัทส่วนใหญ่ใช้เวลาเฉลี่ย 13 ปีจึงจะเข้าตลาดได้ ขณะที่ในอเมริกา Startup ใช้เวลาเฉลี่ย 6.7 ปีเพื่อเข้าตลาด Nasdaq

อย่างไรก็ตาม แม้การลงทุนในช่วง early stages ของเกาหลีจะสูง แต่เม็ดเงินลงทุนของกลุ่ม angel investors มีประมาณ 73 ล้านดอลลาร์ ในปี 2014 เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังเล็กมาก โดยคิดเป็นสัดส่วน 0.3% ของ angel ในอเมริกา

และในปี 2016 ที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีก็เร่งรัดนโยบายช่วยเหลือ Startup อย่างเต็มที่ แต่ก็ยังติดขัดอยู่ในอีกหลายส่วน ทั้งระบบ ecosystem โดยรวม การเงิน การศึกษา เชิงพาณิชย์ และเรื่องของกฎหมาย

สรุป: บทเรียน Startup ไทย

ประเด็นดังกล่าว สะท้อนถึง Startup ไทย ที่มีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกัน และหลายคนต้องการเงินทุนเริ่มต้นที่สูงเกินจริง จากการสอบถามผู้รู้ในวงการ VC พบว่า การระดมทุนรอบแรกในช่วง early stage จนถึง pre-serie A ที่สูงเกินไป จะทำให้การระดมทุนรอบต่อไปทำได้ยากมาก และเมื่อไม่สามารถหาเงินมาต่อยอดธุรกิจ หมายถึงโอกาสปิดบริษัท ทางออกที่ดีคือ การหาที่ปรึกษาด้านการเงินและการลงทุนที่ถูกต้อง ช่วยวางแผนเรื่องธุรกิจและการระดมทุนตั้งแต่เริ่มต้น

ที่มา: koreaherald

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/6in10-startup-korea-fail-in-3-years/