คลังเก็บป้ายกำกับ: startup

local.jpg

รัฐบาลฝรั่งเศสเปิดโครงการ French Tech Visa สำหรับคนวงการสตาร์ทอัพ พร้อมคู่สมรส

รัฐบาลฝรั่งเศสเผยโครงการ French Tech Visa ซึ่งเป็นโปรแกรมขอวีซ่าพิเศษสำหรับชาวต่างชาติและคู่สมรสที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในกลุ่มประเทศ EU และต้องการเข้ามาทำงานเกี่ยวข้องกับสตาร์ทอัพในฝรั่งเศส

โปรแกรมวีซ่านี้จะสามารถอาศัยอยู่ในฝรั่งเศสได้ 4 ปี (ต่อวีซ่าได้) พร้อม Work Permit สำหรับทำงาน (ทั้งในฐานะผู้ก่อตั้งบริษัทและลูกจ้าง) โดยอัตโนมัติ และสำหรับคู่สมรสจะได้วีซ่าประเภท “Talent Passport – Family” ซึ่งจะได้รับสิทธิในการพักอาศัยและทำงานเช่นเดียวกัน โดยในบางกรณีผู้ขออาจได้เอกสิทธิ Fast Track ในการขอวีซ่าประเภทนี้ด้วย

eiffel-tower-1784212_1280
ภาพจาก Pixabay

สำหรับกลุ่มคนที่สามารถขอวีซ่าประเภทนี้ได้ ได้แก่

  • ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) กรณีที่เคยขอ French Tech Ticket หรือมีข้อตกลงกับ accelerator และการแข่งขันสตาร์ทอัพในฝรั่งเศส
  • ลูกจ้าง (ไม่ว่าจะวิศวกร นักออกแบบ นักการตลาด ฯลฯ) ที่ได้รับการจ้างงานจากสตาร์ทอัพชั้นนำ ที่อยู่ในลิสต์ของทางฝรั่งเศส (อยู่ระหว่างการจัดทำลิสต์) โดยตลอดระยะเวลาของวีซ่า ไม่จำเป็นจะต้องทำงานอยู่ในบริษัทเดิมที่ระบุไว้ตอนขอก็ได้
  • นักลงทุน กรณีที่อยู่ในบริษัท VC ของฝรั่งเศส หรืออยู่ในบริษัท VC ต่างชาติและต้องการขยายสาขาเข้ามาในฝรั่งเศส

ก่อนหน้านี้การขอวีซ่าเข้าไปฝรั่งเศสเพื่อทำธุรกิจเกี่ยวกับสตาร์ทอัพ ขึ้นชื่อว่ายากและเสียเวลามาก แต่การเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะช่วยสนับสนุนให้ ecosystem ของฝรั่งเศสเติบโตได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยทางการฝรั่งเศสเล็งจะเปิดโครงการนี้อย่างเป็นทางการ ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้

ที่มา – TechCrunch

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/89373

local.jpg

Pitching ไม่เป็น ไม่ต้องห่วง พบกับ Pitchbot ซิมูเลชันสำหรับทดสอบและฝึกซ้อมการ Pitch

หมดปัญหาสำหรับ Founder ที่มีไอเดียมีแนวคิดในการก่อตั้งสตาร์ทอัพ แต่ไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมตัวยังไงและเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง สำหรับการขึ้น Pitching เพื่อดึงดูดนักลงทุน Pitchbot.vc ช่วยคุณได้

Pitchbot เป็นซิมูเลเตอร์จำลองสถานการณ์การ Pitching โดยให้คุณเลือกได้ว่าจะ Pitch กับใครตั้งแต่ Angel Investor, Incubator, Seed Fund หรือ VC เมื่อเลือกแล้ว เราจะได้พูดคุยกับบ็อท เพื่อตอบคำถามที่จำเป็นสำหรับการ Pitch โดยจะเป็นคำถามแบบช้อยส์ให้เลือกตอบ ก่อนจะได้รับจำนวนเงินที่เราได้ พร้อมตัวเลขประเมินมูลค่าบริษัทของเราคร่าวๆ

Pitchbot.vc รวมรวมคำถามมาจากกลุ่มนักลงทุนระดับท็อป 20 เจ้า ที่นักลงทุนใช้ถามและมองหาจาก Founder ซึ่งคำถามก็จะแตกต่างกันไปตามนักลงทุนแต่ละประเภทที่เลือก ซึ่ง Roger Dickey ซีอีโอของ Gigster ซึ่งเป็น Angel Investor และผู้พัฒนา Pitchbot ระบุว่าการ Pitch นั้นค่อนข้างจะเป็นแพทเทิร์นและคาดเดาได้ว่านักลงทุนจะถามอะไร ซึ่ง Pitchbot จะช่วยให้ Founder เตรียมพร้อมกับคำถามเหล่านั้นได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา – TechCrunch

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/89334

local.jpg

SCB และ DV เข้าลงทุนใน Nyca Fund II กองทุน FinTech ของอเมริกา

SCB (ธนาคารไทยพาณิชย์) ได้เข้าลงทุนใน Nyca Fund II กองทุนพัฒนา FinTech ชั้นนำของสหรัฐอเมริกาที่มีชื่อเสียงและมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งทั้งใน Silicon Valley และ Wall Street อีกก้าวสำคัญในการรุกขยายเครือข่ายการลงทุนใน FinTech ทั่วโลก ผ่านการดำเนินการของ Digital Ventures (DV) บริษัทในเครือด้านการพัฒนา FinTech และการลงทุน

ในความร่วมมือดังกล่าว SCB จะเป็น 1 ใน 10 สถาบันการเงิน (limited partner) ของ Nyca Fund II ซึ่งจะทำให้ SCB มีโอกาสเข้าถึงบริษัทพัฒนา FinTech ในสหรัฐฯมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Startup ในระยะเริ่มต้น นอกจากนี้ SCB ยังจะมีโอกาสได้ศึกษาการนำเทคโนโลยีด้านการเงินมาใช้จริงในองค์กรต่างๆ

ธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการบริหาร ของ DV บอกว่า การลงทุนใน Nyca Fund II ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญในการขยายเครือข่ายที่จะสรรหาและคัดสรร FinTech ที่มีศักยภาพในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของโลกมีมูลค่าการลงทุนประมาณปีละ 13,000 ล้านดอลล่าร์

นอกจากนี้สหรัฐอเมริกายังเป็นแหล่งรวมการสร้างสรรค์นวัตกรรม และ Nyca เป็นบริษัทที่มีจุดแข็งในด้านความสัมพันธ์กับบริษัทในกลุ่มบริการทางการเงินและเทคโนโลยี ดังนั้น ไนกาจะสามารถทำหน้าที่เป็นเสมือนเรดาร์ที่จะคอยหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดสหรัฐฯ เชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับ SCB ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้กับลูกค้าในอนาคตอันใกล้ ขณะเดียวกันจะทำให้เราได้รับความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทางการเงินอีกด้วย

Nyca Partners เป็น Venture Capital ชั้นนำที่มีสำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ก่อตั้งโดย ฮานส์ มอริส นักลงทุนที่มีประสบการณ์สูงและได้รับการจัดอันดับจาก 2016 Fintech/Finance 35 Survey โดยนิตยสาร Institutional Investor Magazine ให้เป็น “สุดยอดนักลงทุนในฟินเทค” ในอันดับที่ 10 จาก 35 อันดับ

ปัจจุบัน มอริส ยังคงเป็นผู้บริหารหลักและเป็นหัวหน้าทีมที่ปรึกษาของบริษัท ที่นำเอาความเชี่ยวชาญและความรู้เชิงลึกในด้านอุตสาหกรรมการเงินและเทคโนโลยีมาใช้เพื่อหาโอกาสทางธุรกิจให้แก่ลูกค้าองค์กรและสตาร์ทอัพ ให้บริษัทมีความพร้อมในการพลิกโฉมบริการด้านการชำระเงิน รูปแบบของเครดิตสกอร์ การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงิน การผสานจุดแข็งด้านการเงินเข้ากับเครือข่ายมากมายใน Silicon Valley จะทำให้ Nyca สามารถช่วยผู้ประกอบการให้ประสบความสำเร็จได้ บริษัทมีเป้าหมายในการลงทุนประมาณ 25 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปีในบริษัทที่เน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการเงินและการชำระเงิน

ฮานส์ มอริส ผู้ก่อตั้ง Nyca Partners บอกว่า Nyca ยินดีที่ได้เป็นพันธมิตรกับ SCB ซึ่งเป็นธนาคารชั้นนำที่มีชื่อเสียงและมีวิสัยทัศน์กว้างไกลในแง่ของการส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงิน การร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทสตาร์ทอัพที่ได้ลงทุนนั้นมีโอกาสในการขยายตลาดสู่เอเชียด้วยเช่นกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/scb-dv-invest-nyca-fund-ii-fintech/

local.jpg

สมรภูมิรับส่งอาหารเดือด ผู้ให้บริการนับ 10 รายยอมกรีดเลือด เร่งขยายฐานลูกค้า

ไม่รู้ว่าคนไทยขี้เกียจ หรือต้องใช้ชีวิตรีบเร่งมากกว่าเดิม เพราะตอนนี้ธุรกิจรับส่งอาหารนี่บูมในประเทศไทยมากจริงๆ ผ่านผู้เล่นในตลาดกว่า 10 ราย ดังนั้นจะเรียกว่าแข่งเดือดก็คงไม่แปลกนัก เพราะแต่ละรายเล่นบี้ราคากันสุดๆ

ทุนต่างชาติเดินเกม ใช้จุดแข็งเครือข่ายร้านอาหาร

แต่ทั้งหมดนี้จะบูมขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีทุนต่างชาติอย่าง Foodpanda มาเปิดตลาดบริการรับส่งอาหารผ่าน Application ในประเทศไทยเมื่อปี 2557 ผ่านการจับมือกับร้านอาหารที่มีสาขาจำนวนมาก และร้านอาหารแบรนด์ดัง เช่น Subway และ BonChon ก่อนที่ปัจจุบันจะขยายไปยังร้านอาหารประจำชาติต่างๆ เช่นอาหารอิตาลี หรือเลบานอน จนมีร้านอาหารในระบบหลักพันร้าน และคิดค่าส่งเริ่มต้น 40 บาท (ค่าอาหารจ่ายตามจริง) มีพื้นที่ให้บริการอยู่ในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล รวมถึงต่างจังหวัด เช่นภูเก็ต กับเชียงใหม่ ที่สำคัญผู้ให้บริการรายนี้ยังส่งโปรโมชั่นเข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่นการฟรีค่าส่งเป็นต้น

ที่สำคัญผู้บุกเบิกตลาดไทยรายนี้ยังครองตลาดมาเป็นเวลาเกือบ 3 ปีเต็ม ก่อนที่จะมีคู่แข่งเข้ามาเป็นทุนต่างชาติด้วยกัน ที่่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คงไม่พ้น Line Man บริการรับส่งของทุกชนิดของ Line แต่ใช่ว่ายักษ์ใหญ่บริการแชทในไทยจะทำเองไปเสียหมด เพราะได้ร่วมมือกับ Lalamove เพื่อให้ทางนั้นมาดูแลเรื่องสายส่งให้ รวมถึงให้ Wongnai ที่มีฐานข้อมูลร้านอาหารกว่า 2 แสนร้าน มาช่วยเชื่อมต่อข้อมูล จนทำให้บริการ Line Man กลายเป็นรายที่แข็งแกร่งที่สุดในประเภทร้าน Street Food โดยคิดราคาเริ่มต้นที่กม. แรก 55 บาท จากนั้นเพิ่ม 9 บาท/กม. ส่วนค่าอาหารจ่ายแยกเช่นกัน

ไม่ใช่แค่นั้น เพราะฝั่งธุรกิจเทคโนโลยีรับส่งอย่าง Uber และ Grab ก็ลงมาเล่นด้วย โดยยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกานั้นมากับบริการ UberEATS โดยเน้นที่ร้านอาหารระดับกลางถึงบน เช่นครัวอัปสร และสัมตำคอนแวนต์ รวมถึงไม่คิดค่าบริการขนส่ง และเป็นอีกครั้งที่ Uber ให้บริการขนส่งด้วยรถมอเตอร์ไซค์ หลังจากก่อนนี้รับส่งคน และถูกกรมการขนส่งทางบกเล่นแง่ทางกฎหมายไปตามระเบียบ ส่วนฝั่ง Grab ก็เดินเกมมาระยะหนึ่งแล้วกับ บริการ Grab Delivery ที่คิดค่าบริการกม.แรก 25 บาท หลังจากนั้นคิดเพิ่ม 8-14 บาท และสามารถฝากซื้ออาหารร้านไหนก็ได้ เพียงแต่ขอให้ราคารวมกันไม่เกิน 1,000 บาท

นอกจากนี้ Grab ยังรับงานให้กับ Foodpanda ผ่านการเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ เพื่อเติมเต็มสายสงในระยะเวลาเร่งด่วน รวมถึงขยายพื้นที่ให้บริการได้กว้างขึ้น

Startup ไทยสายขนส่งชูความ Local ดึงลูกค้า

ในทางกลับกัน Startup ไทยที่ให้บริการด้านขนส่งเอกสาร ก็หันมารับงานฝากซื้ออาหารกันมากขึ้น มีทั้งรับงานเอง และเซ็นสัญญารับงานให้กับผู้ให้บริการส่งอาหารรายต่างๆ ถ้าให้ไล่ตามการสนับสนุนโดยโอเปอเรเตอร์ก็มี Send Ranger (Rush Bike เดิม) ที่มี AIS เป็นแบ็คอัพ และมีพนักงานส่งกว่า 1,200 คน ทำให้การันตีการรับส่งเสร็จสิ้นภายใน 60 นาทีได้ ครอบคลุมทั้งในกรุงเทพ และนครราชศรีมา คิดราคาเริ่มต้น 77 บาท หลังจากนั้นคิดเพิ่ม 13 บาท/กม. ส่วนที่สนับสนุนโดย dtac ก็คือ Skootar คิดค่าบริการเริ่มต้น 70 บาท จากนั้นคิดเพิ่ม 10 บาท/กม. ขอแค่สั่งอาหารไม่เกิน 1,000 บาทเท่านั้น


ภาพ pixabay.com

และทางกลุ่มทรู ก็มีการสนับสนุน Sendit ที่เดิมเป็นบริการขนส่งของธุรกิจในเครือ เช่น Wemall และ Weloveshoping ก็ขยายออกมาสู่ตลาดใหญ่ ผ่านจุดเด่นเรื่องการการันตีสินค้าระหว่างส่งได้ตั้งแต่ 5,000-40,000 บาท แต่การรับส่งอาหารคงไม่ได้การันตีถึงขนาดนั้น นอกจากนี้ยักษ์ใหญ่ด้านขนส่งทางฮ่องกงอย่าง Lalamove ก็ให้บริการฝากซื้อ และส่งอาหารเช่นเดียวกัน โดยคิดค่าบริการฝากซื้อของ 25 บาท และของนั้นต้องมีมูลค่าไม่เกิน 1,000 บาท ไม่รวมอัตราค่าบริการปกติที่คิดเริ่มต้น 48 บาท จากนั้นคิดเพิ่ม 7.2-14 บาท

แพลตฟอร์มรวมร้านอาหารเพื่อส่งถึงบ้านก็บูม

ทั้งนี้จากข้อความข้างต้น มีเพียง Foodpanda รายเดียวที่ให้บริการแพลตฟอร์มรวมร้านอาหารเพื่อจัดส่งถึงบ้าน และบริหารงานทั้งสายส่ง และข้อมูลร้านอาหารด้วยตนเอง ดังนั้นจากช่องว่างนี้ ทำให้บริษัทหลายรายอยากเข้ามาแข่งกับผู้ครองตลาดรายนี้บ้าง เริ่มต้นที่ Ginja (กินจ๊ะ) แพลตฟอร์มรวบรวมร้านอาหารเชนดัง เช่น BonChon และ Audrey เพื่อจัดส่งให้ผู้พักอาศัยตั้งแต่อโศก ถึงพระโขนง โดยคิดราคาค่าบริการ 4.9% ของอาหารที่สั่ง รวมค่าส่งอีก 59 บาท และสามารถสั่งอาหารผ่าน Messenger ของ Facebook ได้ทันที ไม่ต้องเข้าเว็บไซต์

รวมถึง Zabdelivery ที่คิดค่าบริการในรูปแบบคล้ายๆ กับ Ginja และยังมี Dr.Food Delivery ที่รวบรวมร้านอาหารในจังหวัดสงขลา และส่งให้ถึงบ้านภายใน 40 นาทีอีกด้วย


ภาพ pixabay.com

10 รายในตลาดมากไปไหม แล้วใครได้ประโยชน์

ต้องบอกว่า 10 รายในตลาดนี่ถือว่ามากเกินไปด้วยซ้ำ เพราะเกือบทั้งหมดจะเน้นให้บริการแค่ในเขตกรุงเทพ แล้วยิ่งทุกบริการนั้นแทบจะเหมือนกันหมดคือ ฝากซือสินค้าที่ร้านอาหารที่ตัวเองชอบ – รอ – และมาชำระเงินปลายทางด้วยเงินสดให้กับพนักงานส่ง (ถึงบางรายที่เป็นแพลตฟอร์มรวบรวมร้านอาหารจะจ่ายด้วยบัตรเครดิตได้) ดังนั้นความแตกต่างก็คงมีแค่ความน่าเชื่อถือในการรับส่งอาหารเท่านั้น แล้วยิ่งทุกรายมีการปล่อยโปรโมชั่นลดราคา เช่นฟรีค่าส่ง หรือลดค่าส่งในโอกาสพิเศษ ก็ยิ่งทำให้การแข่งขันในตลาดนี้เดือดขึ้นไปอีก

ส่วนใครจะได้ประโยชน์ มองว่า ผู้บริโภคน่าจะได้ประโยชน์จากการมีคู่แข่งในตลาดจำนวนมากขนาดนี้ เพราะสามารถเลือกผู้ให้บริการที่คิดราคาถูก รวมถึงมีข้อมูลร้านอาหารอยู่ในระบบมากที่สุด เพื่อใช้บริการ ดังนั้นอนาคตเชื่อว่าต้องมีบางรายที่หายไปจากตลาดบ้าง ทั้งหายไปด้วยการถูกควบรวม โดยเฉพาะแพลตฟอร์มรวมร้านอาหารในต่างจังหวัด ส่วนผู้ให้บริการรับส่งสินค้าก็คงทยอยลดบทบาทความสำคัญของบริการฝากซื้ออาหารลงไปบ้าง และไปเน้นที่คุณภาพในการให้บริการ Messenger มากกว่า เพราะบริการนี้ยังมีธุรกิจตั้งแต่ขนาเล็กถึงใหญ่รอรับบริการเหล่านี้อยู่

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/food-delivery-service-war/

local.jpg

RentersUnion สตาร์ทอัพทำแชทบ็อท ให้บริการทนายความเพื่อตรวจสัญญาเช่าที่อยู่

เทรนด์แชทบ็อตกับการให้คำปรึกษาทางกฎหมายกำลังมาแรงเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ มีสตาร์ทอัพที่โด่งดังจากการทำบริการดังกล่าวมาแล้วคือ DoNotPay ให้คำปรึกษาทางกฎหมายเมื่อเจอคดีจอดรถในที่ห้ามจอดและการหาที่อยู่อาศัย

ล่าสุดมีอีกเจ้าหนึ่งทำบริการนี้ชื่อว่า RentersUnion ทำแชทบ็อตให้คำปรึกษาแก่ผู้เช่าที่อยู่อาศัยในกรุงลอนดอน

ผู้ใช้สามารถอัพโหลดสัญญาเช่าที่มักจะมีหลายหน้าและยืดยาวเข้าไปในระบบ ซอฟต์แวร์จะทำหน้าที่สกัดส่วนสำคัญของสัญญาเช่าออกมา เช่น อัตราค่าธรรมเนียมที่คนให้เช่าจะเก็บจากผู้เช่า แล้วนำข้อมูลออกมาให้เห็นง่ายๆ ผ่านเอกสาร PDF หรือให้คำปรึกษาเป็นรายหัวข้อ เช่น อยากรู้ว่าบิลค่าน้ำค่าไฟเป็นราคาปกติหรือไม่ การซ่อมแซมจุดต่างๆ ในบ้าน เป็นต้น

Faisal Khalid ผู้ร่วมก่อตั้ง RentersUnion บอกว่า ณ ตอนนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น จึงจำกัดผู้ใช้งานแค่ในลอนดอน แต่ตั้งเป้าจะให้บริการตามเมืองใหญ่ทั่วยุโรป และจะทำระบบให้ทำงานได้มากกว่าเป็นที่ปรึกษาแก่ผู้เช่า

RentersUnion ตอนนี้เปิดให้ใช้ฟรี โดยกำลังมองหาผู้ร่วมระดมทุนอยู่ ส่วนสถิติการใช้งานปัจจุบันอยู่ที่วันละ 50-100 คน

ที่มา – Techcrunch

from:https://www.blognone.com/node/89285

local.jpg

“กวิณ โอภาสวงการ” ทายาทนักลงทุน ผู้ร่วมก่อตั้ง Shift Ventures สร้างชุมชนนักลงทุน Startup

หนึ่งในข่าวใหญ่ของวงการ Startup เมื่อปลายปีที่ผ่านมา คือ การก่อตั้ง Shift Ventures ของ 3 ผู้ก่อตั้ง ได้แก่ วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง และ วิเลิศ อรวรรณวงศ์ และ กวิณ โอภาสวงการ ทายาทของ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ แห่ง เอเชีย พลัส กรุ๊ป

สำหรับ 2 คนแรกชื่อเป็นที่รู้จักในวงการธุรกิจอยู่แล้ว ขณะที่ กวิณ โอภาสวงการ ถือว่าเป็นนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เข้ามาในวงการธุรกิจได้สักระยะหนึ่ง แต่ด้วยดีกรีของการเป็นทายาท ดร.ก้องเกียรติ ทำให้ได้รับการจับตามองอยู่พอสมควร ยิ่งมาให้ความสนใจกับการลงทุนใน Startup แบบ Individual ทำให้ Brand Inside ขอนัดพูดคุยเพื่อหาว่า อะไรเป็นสาเหตุให้สนใจการลงทุนด้านนี้

จากแรกเริ่มที่ไม่ได้สนใจด้านนี้ แต่พอได้ชิมลางการลงทุนจากเงินทุนก้อนแรก สามารถทำกำไรได้ 7-8 เท่าจากเงินตั้งต้น ทำให้เข้าใจการลงทุนมากขึ้นว่า สามารถใช้เงินทำงานและสร้างผลกำไรได้ดี ถ้ามีการศึกษาอย่างเช้าใจ

และนั่นเองที่ทำให้เริ่มศึกษาและสนใจ Startup

Startup ธุรกิจของคนรุ่นใหม่ ที่มีศักยภาพ

ความสนใจใน Startup เริ่มต้นจากได้มีโอกาสไปงาน exhibition ของ Startup หลายๆ แห่ง ได้เห็นถึงศักยภาพทางธุรกิจ เป้าหมายที่อยากจะ disrupt ธุรกิจเดิมในสังคม เพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีขึ้น ซึ่งเมื่อมองในฐานะนักลงทุน ก็เห็นว่านี่คือโอกาสที่ไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนเพื่อทำผลกำไรเท่านั้น

มุมมองของนักลงทุนต่อ Startup ต้องมีการทำความเข้าใจใหม่ จะไม่ใช่ลักษณะของการให้เงินแล้วรอ แต่ต้องสามารถเข้าไปช่วยให้คำปรึกษา ช่วยเฟ้นหาพันธมิตร เพื่อต่อยอดให้ธุรกิจเกิดขึ้นและเติบโตได้แบบก้าวกระโดด และสุดท้ายผลกำไรที่โตขึ้นมหาศาลนั้นจะย้อนกลับมาที่นักลงทุน

กวิณ บอกว่าจะเกิดสิ่งเหล่านี้ได้ ต้องปรับความเข้าใจของทั้ง Startup ที่ต้องมีแผนธุรกิจ คิด valuation ที่เหมาะสม ต้องไปสูงเกินไปเพื่อให้มีนักลงทุนอยากร่วมลงทุนต่อในอนาตต ขณะที่ นักลงทุน ก็ต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับ Startup ว่านี่คือ ธุรกิจใหม่ที่กำลังจะเติบโตในอนาคต

ในเวลาต่อมา นี่จึงเป็นที่มาของ Shift Ventures

 

 

อยากลงทุนเข้า 1000x อยากเติบโตเข้า Founderhood

กวิณ เป็นนักลงทุนมาก่อนอยู่แล้ว และเมื่อมาลงทุนใน Startup ก็เรียนรู้ว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ใช้เวลาประมาณ 5 ปีจึงจะเริ่มเห็นผล และได้ตั้งเป้าการลงทุนว่า ต้องสามารถขยายพอร์ตการลงทุนให้มีความหลากหลาย สร้างโอกาสใหม่ๆ ทางการลงทุน สุดท้ายต้องสามารถ exit เพื่อสร้างผลกำไรจากการลงทุน

เป้าหมายเหล่านี้จะสำเร็จได้ Startup ก็ต้องเติบโตด้วยเช่นกัน และนี่คือที่มา 1000x Club

1000x Club จะเป็นแหล่งรวมนักลงทุนระดับพระกาฬ เป็นนักธุรกิจแถวหน้าของเมืองไทย 30 คน ที่สนใจลงทุนใน Startup เป็นหัวหอก จากนั้นใครที่สนใจจะเข้าร่วมมาศึกษา เรียนรู้ ทำความเข้าใจ Startup สามารถสมัครได้เลย ที่มีนักธุรกิจ เช่น ฤทธิ์ ธีระโกเมน, สุวภา เจริญยิ่ง, อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์, พชร จิราธิวัฒน์ เป็นต้น เป็นเพื่อนนักลงทุนชั้นยอด

ส่วน Startup มีกลุ่มเรียกว่า Founderhood Club คือการรวมกลุ่ม Startup เพื่อพัฒนา 4 ปัจจัยหลักดึงดูดนักลงทุน ได้แก่ 1. สินค้าหรือบริการ 2. ทีมงานที่มีประสบการณ์ 3. แผนธุรกิจและเป้าหมายที่จับต้องได้ และ 4. มีตลาดที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้จะสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน และนำไปสู่การ matching กันที่ Shift Ventures

เป้าหมายอยากสร้าง Unicorn ให้เกิดในไทย

Unicorn คือ Startup ที่มีมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ และ กวิณ ตั้งเป้าหมายให้ Shift สร้าง Unicorn Startup ในประเทศไทย

โดยส่วนตัวมองว่า Startup ที่จะเติบโตขึ้นเป็น Unicorn ด้วยตัวเองเป็นเรื่องยากมาก ตัวช่วยที่ดีที่สุดคือ บริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่ ต้องเข้ามาช่วยเหลือ สร้างมูลค่าทางธุรกิจให้เติบโตได้แบบก้าวกระโดด ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จาก นักลงทุน ที่พา Startup ไปต่อยอด แต่จะเกิดขึ้นได้สุดท้ายก็อยู่ที่ตัว Startup เอง

“เป้าหมายในระยะยาวของ Shift คือ สร้าง Unicorn ให้เกิดขึ้นในไทย ถ้า Startup ที่มีคุณภาพได้มาเจอกับนักลงทุนที่พร้อมจะลงทั้งเงินและพาไปต่อยอดสร้างการเติบโต โอกาสเป็น Unicorn ก็มีความเป็นไปได้”

 

และในปี 2560 อย่างน้อยจะได้เห็น deal ใหญ่อย่างน้อย 2 deal เกิดขึ้นกับ Shift แน่นอน พร้อมกับการขยายสมาชิกในชมรมทั้ง 2 ซึ่งจะเป็นการเพิ่มเงินหมุนเวียนในตลาด Startup ให้มากขึ้นกว่าเดิม


กวิณ และ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ

ชิมอาหารอร่อย ตีกอล์ฟเพื่อสุขภาพ

นอกจากการศึกษาเรื่องการลงทุนแล้ว กวิณ ชอบดูกีฬาฟุตบอล โดยทีมในดวงใจคือ เชลซี สิงห์บลูแห่งพรีเมียร์ลีกอังกฤษ แต่ถ้าถามว่าชอบเล่นกีฬาอะไร คำตอบคือ ออกรอบตีกอล์ฟ เป็นกีฬาชนิดเดียวที่เจ้าตัวยืนยันว่าเล่นได้ดี และเคยเกือบเทิร์นโปรแล้ว โดยกีฬากอล์ฟ ต้องแข่งขันกับตัวเอง และใช้สมาธิสูง มีส่วนช่วยในการทำงานด้วย

ส่วนเวลาว่างอื่นๆ กวิณ เป็นคนชอบชิมอาหารอร่อยๆ ถ้ารู้ว่ามีร้านเด็ดๆ อยู่ที่ไหน จะต้องไปชิมให้ได้ และไม่ลืมถ่ายรูปให้เพื่อนๆ ดูผ่านทางโซเชียลมีเดียด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/gawin-opaswongkarn-shift-ventures-interview/

local.jpg

เผาเงินหนักมาก คาดตัวเลขขาดทุน Uber 1 แสนล้านบาทต่อปี

เป็นที่รู้กันดีว่า บริการแอพเรียกรถยนต์หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ride-sharing หรือ ride-hailing เป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูง แต่ยังไม่ทำกำไรและมิหนำซ้ำ ขาดทุนหนักมาก

แนวคิดของบริษัทเรียกรถในตอนนี้คือเน้นการเผาเงิน (burn cash) เพื่อเรียกลูกค้ามาใช้บริการ โดยทุ่มเงินค่าการตลาดพวกคูปองส่วนลดหรือการสะสมแต้มเพื่อนั่งฟรี เป้าหมายเพื่อให้บริการของตัวเองติดตลาดก่อน และเมื่อนั้นค่อยมาคิดถึงเรื่องการทำกำไรในอนาคต

ตัวอย่างที่ดีของกรณีเหล่านี้คือสงครามในจีนระหว่าง Uber กับ Didi บริการเรียกรถรายใหญ่ของจีน ที่ต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงจนสุดท้าย Uber ผู้ให้บริการรายใหญ่ของโลกต้องถอนตัวออกมาจากจีนอย่างชอกช้ำ

บริษัทเรียกรถเหล่านี้ยังไม่มีรายใดเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้เราไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าผลประกอบการเป็นอย่างไร ต้องอาศัยข้อมูลหลุด (หรือในบางครั้งก็คือข้อมูลที่บริษัทจงใจเปิดออกมา) เพื่อให้เห็นสภาพการณ์ทางการเงินของบริษัทเหล่านี้

ล่าสุดมีข่าวของ Lyft คู่แข่งรายสำคัญของ Uber ในสหรัฐอเมริกาหลุดออกมา โดยระบุว่าผลประกอบการทั้งปี 2016 ของ Lyft มีรายได้ 700 ล้านดอลลาร์ แต่กลับขาดทุนถึง 600 ล้านดอลลาร์ (2.1 หมื่นล้านบาท)

เทียบกับตัวเลขในปี 2015 ที่ Lyft มีรายได้ 200 ล้านดอลลาร์ และขาดทุน 360 ล้านดอลลาร์ ต้องบอกว่า Lyft มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ก็มีสัดส่วนการขาดทุนเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว (อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่ข้อมูลอย่างเป็นทางการ และอาจผิดพลาดได้)

แต่ตัวเลขนี้อาจดูไม่เยอะนัก เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Uber ที่เคยประกาศว่าเพียงแค่ไตรมาสเดียว (ไตรมาส 3/2016) ก็ขาดทุนไปแล้ว 800 ล้านดอลลาร์ เยอะกว่าตัวเลขของ Lyft ตลอดทั้งปี และมีการประเมินกันว่าตลอดปี 2016 ตัวเลขขาดทุนรวมจะสูงถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1 แสนล้านบาท)

เห็นตัวเลขเหล่านี้แล้วต้องบอกว่า นี่เป็นธุรกิจเผาเงินของยักษ์ใหญ่ ที่คนตัวเล็กตัวน้อยไม่มีสิทธิคิดฝันไปแข่งขันด้วย

ที่มา – Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/uber-lyft-financial-loss/