คลังเก็บป้ายกำกับ: startup

[PR] โลกธุรกิจที่แตกต่าง : บทบาทของสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี
ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดย ซาฟรุล ฮาชิม (Zafrul Hashim)
รองประธานระดับภูมิภาคด้านกฎหมาย ข้อบังคับ และรัฐกิจสัมพันธ์, แกร็บ

“จะเปลี่ยนหรือจะถูกเปลี่ยน (Disrupt or be disrupted) คือป้ายที่ติดอยู่บนผนังสำนักงานของแกร็บ     เพื่อคอยเตือนใจพนักงานอยู่เสมอว่า การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องคือพลังงานขับเคลื่อนบริษัทนี้

การเปลี่ยนแปลงจากการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หรือ “Digital Disruption” ไม่ใช่สิ่งใหม่ นับตั้งแต่บริษัทอย่างกูเกิลและแอปเปิลมีชื่อขึ้นพาดหัวข่าวอยู่บ่อยครั้ง เมื่อนำเสนอนวัตกรรมใหม่ที่ปฏิวัติวงการไอทีนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 2000

สิ่งใหม่ ที่แท้จริงคือการแผ่ขยายอย่างรวดเร็วของ Digital Disruption ซึ่งได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้ง การขนส่ง การเงินการธนาคาร การศึกษา การสาธารณสุข เหลือไว้เพียงอุตสาหรรมไม่กี่ประเภทเท่านั้นที่ยังไม่ถูกเปลี่ยน

Digital Disruption ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนหรือทุกภาคธุรกิจให้การยอมรับ องค์กรในหลายธุรกิจรู้สึกว่าถูกคุกคาม ผู้เชี่ยวชาญหรือแรงงานจำนวนมากเกรงว่านวัตกรรมเหล่านี้อาจเข้ามาทดแทนทักษะของตน รัฐบาลในหลายประเทศพยายามทำความเข้าใจถึงผลประโยชน์ที่บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี (Tech Startup) สามารถสร้างขึ้นได้ในตลาด นับเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการแบ่งฝ่ายเป็น 2 ขั้ว (Us and Them scenario) ขั้วหนึ่งคือภาคประชาชนหรือองค์กรที่เชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจแบบเดิม และอีกขั้วหนึ่งคือภาคประชาชน องค์กร รวมทั้งบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีที่ยอมรับการประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางดิจิทัลในการดำเนินธุรกิจ

จำเป็นหรือที่ต้องแบ่งเป็นสองฝ่าย?

ความร่วมมือคือนิยามใหม่ของการแข่งขัน (Collaboration – The New Competition)

ความขัดแย้งระหว่างแนวคิดการดำเนินธุรกิจแบบเก่าและแบบใหม่นั้น ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อผู้บริโภค หากแต่ยังทำลายธุรกิจในระยะยาว อีกทั้งชะลอความก้าวหน้าของอุตสาหกรรม

Digital Disruption ไม่จำเป็นต้องมีผู้แพ้หรือผู้ชนะ องค์กรธุรกิจแบบเดิมสามารถร่วมมือกับบริษัทสตาร์ทอัพพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและสังคมที่เปลี่ยนไป และเพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้แก่สังคม

ในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป มีโครงการใหม่จำนวนมากที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี

สำนักงานขับเคลื่อนเมืองสู่ยุคใหม่ในบอสตัน (Office of New Urban Mechanics) ได้ทำงานเพื่อชุมชนโดย  จับมือร่วมกับบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีหลายแห่งที่มีศักยภาพในการพัฒนาบริการเพื่อสังคม เช่น การใช้          แอพลิเคชั่น Ticket Zen ช่วยให้เจ้าของรถยนต์ชำระค่าปรับในกรณีที่จอดรถผิดที่ผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย หรือในกรุงเฮลซิงกิ มีการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนแบบออนดีมานด์ (Mobility on demand) ที่ผสานระบบการชำระเงินของขนส่งมวลชนและบริการคาร์พูลทุกประเภทให้เป็นหนึ่งเดียว โดยจุดมุ่งหมายสูงสุดของโครงการคือลดอัตราการครอบครองรถยนต์ส่วนตัวให้เป็นศูนย์ภายในปีค.ศ. 2025

ส่วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายประเทศยังอยู่ในจุดเริ่มต้นของการปรับใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมต่างๆ ยกเว้นประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เปิดรับอีโคซิสเต็มด้านเทคโนโลยีสูงในระดับหนึ่งแล้ว การพัฒนาดังกล่าวรุดหน้าไปอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งหลายภาคส่วนพยายามผลักดันให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตระหนักถึงศักยภาพของเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากกลยุทธ์ด้านดิจิทัลที่ถูกต้องจะช่วยเพิ่มมูลค่าจีดีพีของภูมิภาคนี้ได้สูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายใน 10 ปีข้างหน้า

หากมองตามบริบทดังกล่าว จะเห็นได้ถึง 3 วิธีที่บริษัทสตาร์ทอัพสามารถนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อผสานพลังกับภาคส่วนต่างๆ และผลักดันความฝันของการพัฒนาด้านดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นจริง

การร่วมมือกับธุรกิจต่างๆ : ปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ให้ทันสมัยและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้อุตสาหกรรม

เทคโนโลยีใหม่ๆ ส่งผลให้องค์กรธุรกิจที่ยังยึดติดกับวิธีการทำงานแบบเดิมตระหนักว่า พวกเขาต้องเปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจ หากต้องการอยู่ในการแข่งขันต่อไป ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้องค์กรธุรกิจเหล่านี้ได้ผสานความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับองค์กรธุรกิจขนาดเล็กที่มีแนวคิดล้ำสมัยแต่ขาดความพร้อมทางด้านเงินทุน โดยบริษัทขนาดใหญ่อาจจ้างบริษัทสตาร์ทอัพขนาดย่อมให้เข้ามาช่วยดำเนินงาน ในส่วนที่สอดคล้องกับสิ่งที่บริษัทสตาร์ทอัพนั้นกำลังดำเนินการอยู่ โดยอาจลงทุนหรือช่วยพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบริษัทเหล่านั้นไปพร้อมกัน

อีกทางหนึ่ง องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่อาจนำ “หลักปฏิบัติที่ดี” ของบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีมาเลียนแบบ เช่น ความคล่องตัวในกระบวนการทำงาน แม้ท้ายที่สุดทั้ง 2 ฝ่ายจะไม่ได้ร่วมมือกันอย่างเป็นทางการ แต่การแข่งขันก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมนั้นๆ ไปอีกขั้นหนึ่ง ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างสูงสุด ทั้งจากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายขึ้นและบริการที่ดียิ่งขึ้น

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ณ ประเทศสิงคโปร์  บริษัทรถแท็กซี่ต่างๆ เริ่มต้นใช้โครงสร้างอัตราค่าโดยสารแบบตายตัว (Fixed Fare) ซึ่ง แกร็บ (Grab) บริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถแท็กซี่เป็นผู้ริเริ่มความคิดขึ้น ระบบนี้ช่วยให้ทั้งสมาชิกผู้ขับขี่และผู้ใช้งานแอพลิเคชั่นแกร็บได้รับประโยชน์ กล่าวคือ สมาชิกผู้ขับขี่ของแกร็บจะได้รับเงินค่าเรียกใช้บริการเป็นจำนวนที่แน่นอน เมื่อมีผู้เรียกใช้บริการแท็กซี่ผ่านแอพลิเคชั่น อีกทั้งยังช่วยให้สมาชิกผู้ขับขี่เข้าถึงฐานผู้ใช้งานแอพลิเคชั่นแกร็บได้โดยตรง ส่วนผู้ใช้บริการก็มีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น และสามารถทราบค่าใช้จ่ายที่แน่นอนได้ทันทีที่เรียกใช้บริการ

ยกระดับความสามารถของคนในท้องถิ่น : เพิ่มความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี

หลายฝ่ายมองว่า Digital Disruption จะทำให้คนจำนวนมากสูญเสียงาน แต่ในทางกลับกัน บริษัททางเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยสร้างอาชีพใหม่ๆ และตำแหน่งงานที่มีค่าตอบแทนสูงได้เป็นจำนวนมาก เช่น e-Commerce, Digital Marketing และ Cybersecurity เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญในขณะนี้คือการขาดแคลนผู้ปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังจะเห็นได้จากที่ประเทศสิงคโปร์มีแนวโน้มประสบภาวะขาดแคลนผู้ปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศถึงเกือบ 30,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้บริษัทสตาร์ทอัพหลายแห่งจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศให้มาปฏิบัติงานในบริษัทของตน โดยเฉพาะตำแหน่งในระดับบริหาร

หากแต่นับเป็นเรื่องที่ดี เมื่อคนในท้องถิ่นสามารถเรียนรู้แนวคิดและประสบการณ์ที่เป็นสากลจากผู้มีความสามารถที่บริษัทจ้างมาได้ เป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของบริษัทสตาร์ทอัพในหลายประเทศ เช่น รัฐบาลอินโดนีเซียวางแผนจะเชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งจาก Silicon Valley และทั่วทุกมุมโลกมาให้คำแนะนำแก่บริษัทสตาร์ทอัพเกิดใหม่ ภายใต้โครงการ Go Digital Vision 2020 หรือในกรณีของแกร็บ ก็ได้วางแผนสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาขึ้นที่กรุงจาการ์ตา ซึ่งจะช่วยยกระดับให้เมืองหลวงของอินโดนีเซียกลายเป็นสมาชิกใหม่ในเครือข่ายศูนย์วิจัยและพัฒนาของแกร็บ นอกเหนือไปจากนครซีแอตเทิล กรุงปักกิ่ง ประเทศสิงคโปร์ และนครโฮจิมินห์ อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนทักษะและแนวคิดใหม่ๆ อีกด้วย

ในส่วนภาครัฐเองก็สามารถสร้างโครงการฝึกสอน หรือโครงการเพื่อการศึกษาที่ช่วยบ่มเพาะคนในท้องถิ่นให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศได้ หนึ่งในโครงการที่น่าสนใจคือโครงการ SkillsFuture ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีเงินทุนสำหรับการพัฒนาตนเองให้กับประชาชนทั่วไปที่ได้รับการคัดเลือก

ร่วมมือกับภาครัฐ : สร้างทางออกร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา

บริษัทสตาร์ทอัพมักถูกมองว่าเข้ามาเพื่อ “เปลี่ยนแปลงโลก” ในขณะที่ภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้กำหนดกฎระเบียบถูกมองว่าเป็นฝ่ายที่เชื่องช้า และสกัดกั้นความก้าวหน้า

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดเกิดใหม่ที่มีอุปสรรคในการพัฒนามากกว่าภูมิภาคอื่นทั่วทุกมุมโลก ทั้งความไม่เท่าเทียมกันด้านรายรับ การจราจรติดขัด และปัญหาประชากรที่ไม่รู้หนังสือ การแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่ระดับนโยบาย อย่างไรก็ดี ปัญหาที่สำคัญคือภาครัฐมักจะไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งแตกต่างจากภาคเอกชน อีกทั้งยังขาดความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีที่จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นวัตกรรมและแนวคิดใหม่ๆ ทางเทคโนโลยีสามารถช่วยลดช่องว่างทางสังคม ตัวอย่างหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือปัญหาด้านการผสานข้อมูลทางการเงินให้เป็นระบบ เพราะภูมิภาคนี้มีประชากรกลุ่มผู้ใหญ่กว่า 264 ล้านคนที่ยังไม่มีบัญชีธนาคาร ทำให้ไม่มีข้อมูลเครดิต และไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินต่างๆ เช่น เงินกู้ยืมสำหรับสร้างที่อยู่อาศัยหรือเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา

การคิดค้นแอพลิเคชั่นด้านเทคโนโลยีการเงินการธนาคาร (FinTech) สำหรับใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนราคาถูกช่วยให้ประชากรที่อยู่ห่างไกลสามารถใช้บริการทางการเงินได้ อำนวยความสะดวกให้กับประชากรของประเทศที่มี        ภูมิประเทศเป็นหมู่เกาะอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็น 2 ประเทศที่มีกลุ่มประชากรผู้ใหญ่ที่ไม่มีบัญชีธนาคารสูงที่สุดในอาเซียน

อนาคตของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก เพื่อทำความฝันด้านดิจิทัลให้เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในพื้นที่ห่างไกลที่มีจำกัด หรือแม้แต่ความแข็งแกร่งของระบบรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ในแต่ละท้องที่ที่ยังแตกต่างกันเป็นอย่างมาก รัฐบาลของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ต่างต้องการจะใช้นวัตกรรมดิจิทัลยกระดับเศรษฐกิจของตน แต่องค์กรภาครัฐที่มีหน้าที่กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับต่างๆ ยังคงไม่ขานรับการเปลี่ยนแปลง และส่งผลให้บริษัทสตาร์ทอัพเกิดใหม่หลายรายไม่สามารถเติบโตได้

มีหลายสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมาย ซึ่งจะส่งผลต่อศักยภาพของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทุกฝ่ายสามารถร่วมกันสร้างอีโคซิสเต็มที่เหมาะสมสำหรับภูมิภาคนี้ ทั้งบริษัทสตาร์ทอัพ องค์กรธุรกิจแบบดั้งเดิม และภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ในที่สุด

ความท้าทายของการทำฝัน Thailand 4.0 ให้เป็นจริง

นายวีร์ จารุนันท์ศิริ กรรมการฝ่ายธุรกิจและบรรษัทสัมพันธ์ บริษัท แกร็บ (ประเทศไทย) จำกัด เสริมว่า ตลอดระยะเวลาสามปีครึ่งที่แกร็บดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เรารู้สึกยินดีที่ได้เป็นหนึ่งในผู้ผลักดันประเทศไทยไปสู่ยุคดิจิทัล สิ่งที่แกร็บให้ความสำคัญที่สุดคือการยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คน เราจึงมุ่งมั่นทำงานร่วมกับทุกฝ่ายไม่ใช่แค่ภาครัฐเท่านั้น แต่ยังให้ความช่วยเหลือและแบ่งปันประสบการณ์ของเราให้กับบริษัทสตาร์ทอัพที่มีเป้าประสงค์เดียวกัน ร่วมมือกันขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่ยุคสมัยของเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย”

“หนึ่งในความท้าทายหลักที่ประเทศไทยต้องเผชิญในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวคิด Thailand 4.0 นั้นก็คือการจูงใจให้ผู้คนเชื่อมั่นและเปิดรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในกระบวนการดังกล่าวเนื่องจากองค์กรเหล่านี้มีข้อมูลที่มีประโยชน์มากมายที่เกิดจากการดำเนินงาน ยกตัวอย่างเช่น แกร็บเป็นองค์กรที่ใช้เทคโนโลยียกระดับวิถีชีวิตและการทำงานของผู้ขับขี่รถแท็กซี่หลายหมื่นคน ผู้ขับขี่รถแท็กซี่เหล่านี้จำนวนหนึ่งไม่เคยใช้สมาร์ทโฟนมาก่อนด้วยซ้ำ และสามารถถ่ายทอดประสบการณ์สู่ผู้อื่นได้ว่าเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปอย่างไร” นายวีร์กล่าวสรุป

###

เกี่ยวกับ แกร็บ

แกร็บ (Grab) ผู้นำแพลตฟอร์มด้านการขนส่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ความท้าทายของเราคือการแก้ปัญหาด้านระบบขนส่งและทำให้คนทั้ง  620 ล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รู้สึกถึงความสะดวกสบายในการเดินทางอย่างแท้จริง แอพพลิเคชั่นแกร็บให้บริการที่หลากหลาย อาทิ บริการเรียกรถยนต์ส่วนบุคคลบริการมอเตอร์ไซค์รับส่งของและบริการเรียกรถแท็กซี่ ทั้งนี้แกร็บถือเป็นผู้บุกเบิกในการมอบทางเลือกการเดินทางที่มีความรวดเร็วปลอดภัยและเชื่อถือได้ ให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมถึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แพลตฟอร์มการชำระเงินอย่างแกร็บเพย์ ในปัจจุบัน แกร็บให้บริการในประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม พม่า และไทย สามารถอ่านและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.grab.com

from:https://www.techtalkthai.com/role-of-tech-startups-in-driving-seas-digital/

Advertisements

[PR] NOSTRA Map ขอเชิญผู้ประกอบการร่วมงานสัมมนา
“START Smart with NOSTRA สร้างธุรกิจหลักล้านสู่ร้อยล้านด้วยแผนที่เพื่อธุรกิจ”

บริษัท โกลบเทค จำกัด ผู้ให้บริการข้อมูลแผนที่ดิจิทัลภายใต้แบรนด์ นอสตร้า (NOSTRA)  ขอเชิญผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และผู้สนใจ ร่วมงานสัมมนา “START Smart with NOSTRA สร้างธุรกิจหลักล้านสู่ร้อยล้านด้วยแผนที่เพื่อธุรกิจ” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาที่เป็นกลุ่ม SMEs และ Start-Up แลกเปลี่ยนมุมมองแนวคิดในการทำธุรกิจสไตล์ใหม่ เน้นการตามติดเทรนด์ของผู้บริโภคและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่ต่อเนื่อง โดยนำ NOSTRA Map แผนที่ดิจิทัลที่มีความละเอียดสูง มาประยุกต์ใช้ร่วมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของผู้ประกอบการ เพิ่มศักยภาพธุรกิจเหนือคู่แข่งเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมรับฟังประสบการณ์ตรงจากวิทยากรผู้คร่ำหวอดในวงการธุรกิจไทย อาทิ  คุณเอกณรงค์ ผลบุญมา ผู้จัดการส่วนระบบภูมิศาสตร์สารสนเทศ บริษัทบุญรอด เทรดดิ้ง จำกัด คุณเอกลักษณ์ วิริยะโกวิทยา Chief Operating Officer บริษัท วงใน มีเดีย จำกัด  ผู้สนใจร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันอังคารที่ 13 มิถุนายน 2560 เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ห้อง Meeting Room 2  เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้จำกัดเพียง 120 ที่นั่งเท่านั้น !! สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://goo.gl/forms/bx3Epn3wH7CJYWm23 และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nostramap.com

###

from:https://www.techtalkthai.com/nostra-map-welcome-entrepreneur-to-start-smart-with-nostra-seminar/

อัปเดตสถานการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยของไทยหลังเหตุการณ์ WannaCry โดย ดร. ภูมิ ภูมิรัตน จาก G-ABLE

บทความนี้เป็นบทสัมภาษณ์สุดพิเศษจาก ดร. ภูมิ ภูมิรัตน ที่ปรึกษาอาวุโสด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก G-ABLE เกี่ยวกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยของอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทย รวมไปถึงธุรกิจ Startup และ SME หลังเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดของ WannaCry Ransomware เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

1. ช่วยสรุปเหตุการณ์ WannaCry Ransomware สั้นๆ สักหน่อยได้ไหมครับ

ผมคิดแล้วว่าต้องโดนถามคำถามนี้ … สั้นๆ นะครับ … WannaCry เป็น Ransomware หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ที่ต่างจากชาวบ้านตรงที่ไม่ได้แพร่กระจายตัวผ่านทางอีเมลหรือเว็บ Phishing ครับ แต่กลับใช้วิธีเจาะระบบผ่านช่องโหว่ที่เรียก EternalBlue บนระบบปฏิบัติการ Windows และฝัง Backdoor ที่ชื่อว่า DoublePulsar ลงไปแทน ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นเครื่องมือแฮ็คของ NSA ที่กลุ่มแฮ็คเกอร์นามว่า Shadow Broker ขโมยมาแล้วปล่อยสู่สาธารณะเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ที่ Ransomware ตัวนี้ก่อให้เกิดความโกลาหลไปทั่วโลกคือ WannaCry มีคุณสมบัติของ “Worm” ซึ่งหลังจากที่แพร่กระจายเข้าสู่คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งได้แล้ว มันจะสแกนหมายเลข IP เพื่อค้นหาเป้าหมายที่มีช่องโหว่ และกระจายตัวสู่คอมพิวเตอร์เป้าหมายนั้นๆ ส่งผลให้เกิดการติดมัลแวร์เป็นทอดๆ สร้างความโกลาหลไปทั่วโลก มีคอมพิวเตอร์ติด WannaCry มากกว่า 200,000 เครื่อง ทั้งๆ ที่ Ransomware นี้เพิ่งเริ่มแพร่ระบาดเพียงแค่ 48 ชั่วโมงเท่านั้น

2. คิดว่าสาเหตุสำคัญอันดับหนึ่งที่องค์กรในไทยติด WannaCry คืออะไร

จริงๆ ช่องโหว่ EternalBlue ที่ WannaCry ใช้เจาะเข้าคอมพิวเตอร์ เป็นช่องโหว่เก่าที่ Microsoft เคยออกแพทช์ (MS17-010) อุดมาแล้วตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม แต่แฮ็คเกอร์อาศัยจุดอ่อนที่ว่า คนทั่วไปส่วนใหญ่ไม่ยอมอัปเดตแพทช์ด้านความมั่นคงปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ตัวเอง คงต้องบอกว่าสำหรับองค์กรในไทยแล้ว ต้นตนของปัญหาคือ “การมีกระบวนการทำ Patch Management ไม่ดีเพียงพอ”

ผมมองว่าความท้าทายด้าน Patch Management สำหรับองค์กรมีด้วยกัน 3 ประการ คือ

  1. องค์กรมีกระบวนการแพทช์ไม่ดีเพียงพอ – องค์กรโดยส่วนใหญ่ยังไม่มีกระบวนการอัปเดตแพทช์ด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ชัดเจน หรือถ้ามีก็ทำประมาณ 3 – 6 เดือนครั้ง หรือบางองค์กรก็อัปเดตพร้อมกับ Cycle Patch ซึ่งแก้ปัญหาด้านประสิทธิภาพปีละครั้ง ซึ่งไม่ทันกาล
  2. Resource ไม่เพียงพอ – การอัปเดตแพทช์ทุกครั้งมีความเสี่ยง องค์กรจำเป็นต้องทดสอบแพทช์ก่อนติดตั้งจริงบนระบบ Production อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อจำกัดด้านเครื่องมือที่ใช้ทดสอบ บุคลากร และเวลา ทำให้ไม่สามารถทดสอบแพทช์ได้ ส่งผลให้การอัปเดตแพทช์ยืดเยื้อ
  3. องค์กรอัปเดตแพทช์ไม่ทัน – อุปกรณ์มีจำนวนมาก ต้องใช้เวลาในการทยอยอัปเดตแพทช์ไปเรื่อยๆ

3. ช่วยแนะนำวิธีป้องกันและรับมือกับ WannaCry Ransomware หน่อยได้ไหมครับ

วิธีป้องกันและรับมือกับ WannaCry มี 2 วิธีหลักๆ คือ การอัปเดตแพทช์ล่าสุดเสมอ และการสำรองข้อมูลครับ

เอาเรื่องแรกก่อน การอัปเดตแพทช์ … การทำ Patch Management ที่ดีสิ่งแรกที่ควรทำคือการทำ Asset Management เพื่อให้เราทราบว่า คอมพิวเตอร์เครื่องไหนมีความสำคัญ ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ จะได้ให้ความสนใจและดูแลได้ถูก จากนั้นก็สร้างกระบวนการอัปเดตแพทช์ หลักๆ คือต้องแบ่งออกเป็นระบบสำหรับทดสอบ และระบบ Production เมื่อทดสอบแพทช์บนระบบสำหรับทดสอบเรียบร้อยแล้ว ก็ค่อยอัปเดตบน Production แล้วทำการเฝ้าระวัง เพื่อให้มั่นใจว่าหลังอัปเดตแพทช์ไปแล้วระบบปฏิบัติการต่างๆ ยังคงทำงานได้ตามปกติ สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้กระบวนการอัปเดตแพทช์มีความง่ายขึ้น คือ ซอฟต์แวร์สำหรับทำ Patch Management

ส่วนเรื่องการสำรองข้อมูล ประเด็นสำคัญอยู่ที่การทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถเขียนข้อมูลลงบนอุปกรณ์สำรองได้โดยตรง เนื่องจากถ้าจังหวะที่มีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สำรอง (เช่น ฮาร์ดดิสก์ภายนอก) เกิดถูก Ransomware โจมตีกระทันหัน นั่นหมายความว่าอุปกรณ์สำรองก็จะติด Ransomware ไปด้วย นอกจากนี้ ถ้าระบบสำรองสามารถทำ Versioning ได้ก็จะช่วยให้กู้คืนไฟล์ข้อมูลกลับมาเป็นเวอร์ชันก่อนที่ติด Ransomware ได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่ที่หลายๆ องค์กรมักประสบคือ การกู้ไฟล์ข้อมูลกลับคืนมาแล้วเจ๊ง ดังนั้นแต่ละองค์กรควรพัฒนากระบวนการกู้ไฟล์ข้อมูลกลับคืนมา เช่น ระบบที่เป็น Mission Critical ควรดึงบางส่วนมาทดสอบสัปดาห์ละครั้ง และมีการทดสอบใหญ่ทุก 3 เดือน เป็นต้น

สำหรับแนวทางปฏิบัติที่แนะนำสำหรับองค์กรและบุคคลทั่วไปคือ “กลยุทธ์ 123” หนึ่งคือมีการสำรองข้อมูลไปยังที่อื่น (ที่ไม่ใช่ Data Center) อย่างน้อย 1 แห่ง เช่น DR หรือ Cloud สองคือต้องใช้อย่างน้อย 2 เทคโนโลยีในการสำรองข้อมูล เช่น HDD + Cloud หรือ HDD + Tape และสามคือต้องสำรองข้อมูลอย่างน้อย 3 ชุด (บนคอมพิวเตอร์ 1 ชุด และบนระบบสำรองอีก 2 ชุด) ถ้าทำแบบนี้ได้ก็ค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าข้อมูลจะไม่สูญหายแน่นอน

4. คิดว่าสถานการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยในไทยเป็นอย่างไรหลังเกิดเหตุ WannaCry Ransomware

ผมคิดว่าเมื่อเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 องค์กรต่างๆ ในไทยเริ่มมีความตระหนักถึงความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น หลายองค์กรเริ่มจัดอันดับความมั่นคงปลอดภัยเป็นประเด็นสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ยิ่งพอเจอ WannaCry เข้าไปก็ยิ่งเป็นเหมือนยาแรงที่ทำให้ทั้งประเทศตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงปลอดภัย อย่างไรก็ตาม แนะนำว่าองค์กรอย่าเพิ่งตื่นตระหนกเรื่องภัยคุกคามไซเบอร์มากเกินไป จนไม่กล้าเผชิญหน้ากับความเสี่ยง ถึงอาจทำให้พลาดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ไปได้

ถึงแม้ว่าแต่ละองค์กรให้ความสำคัญด้านความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น แต่เราจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดของผู้บริหารส่วนใหญ่เสียใหม่ หลายคนยังเข้าใจว่าความมั่นคงปลอดภัยเป็นเรื่องที่ลงทุนทีเดียวแล้วจบ องค์กรพร้อมรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์แล้ว แต่อันที่จริงแล้วไม่ใช่ ภัยคุกคามไซเบอร์เป็นความเสี่ยงที่มีความผันแปรตลอดเวลา ลองเปรียบเทียบกับการดำรงชีวิตสิ ทำไมเราถึงต้องจ้างยาม ทำไมต้องทำประกัน ทำไมเราถึงต้องไปหาหมอ ก็เพราะเราต้องการให้ชีวิตของเราปลอดภัย องค์กรก็เช่นกัน การที่เราต้องคอยประเมินความเสี่ยง คอยวางมาตรการควบคุมก็เพื่อให้ธุรกิจขององค์กรมีความมั่นคงปลอดภัยมากที่สุด

5. ช่วยให้คำแนะนำธุรกิจ Startup และ SME ที่มีทรัพยากรบุคคลด้าน IT จำกัดหน่อยครับ

สิ่งแรกที่ Startup และ SME ควรระลึกไว้ คือ อย่าคิดว่าตัวเองจะไม่ตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรรมไซเบอร์ ถึงแม้ว่าภัยคุกคามที่น่ากลัวอย่าง Advanced Persistent Threats (APTs) จะพุ่งเป้าที่องค์กรขนาดใหญ่ เช่น สถาบันการเงิน แต่ภัยคุกคามไซเบอร์ทั่วๆ ไปอย่าง Ransomware เขาไม่สนเป้าหมายหรอก เขาสนแค่ว่าคุณน่าโจมตีไหม คุณมีช่องโหว่ไหม ดังนั้นทุกธุรกิจ ทุกองค์กรควรตระหนักไว้เสมอว่า ตัวเองสามารถตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์ได้ทั้งสิ้น ที่สำคัญคือ เมื่อเกิดเหตุ ธุรกิจของคุณไม่ได้หยุดชะงักเพียงอย่างเดียว แต่มันจะยังส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของลูกค้าอีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้กู้คืนกลับมาได้ยากมาก

คำแนะนำสำหรับธุรกิจ Startup และ SME คือ “จงทำทุกอย่างเหมือนอย่างที่สถาบันการเงินทำ แต่ในสเกลที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ” ไม่ว่าจะเป็นการทำ Software Development Life Cycle (SDLC), Business Continuity Management (BCM) และการมี Security Operation ที่ดี เช่น Patch, Backup, Incident Response, VA/Pen Test และ Security Monitoring เมื่อคุณขยายธุรกิจเข้าสู่ระดับองค์กร ระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยของคุณจะได้พร้อมใช้งานโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนใหม่ทั้งหมดทีเดียว ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายสูงมากจนทำให้หลายองค์กรเพิกเฉยไป

6. รัฐบาลควรเข้ามามีส่วนให้การสนับสนุนภาคเอกชนอย่างไร

เรื่องนี้คงมีประมาณ 2 – 3 อย่าง อย่างแรกเลยรัฐบาลต้องเข้าใจก่อนว่า การทำ SOC ระดับชาติมันไม่เวิร์ค เนื่องจากภัยคุกคามไซเบอร์แต่ละอุตสาหกรรมมีความแตกต่างกัน แต่อย่างน้อยที่สุดรัฐบาลก็ควรจะต้องปกป้องตัวเองไม่ให้ถูกแฮ็คเกอร์หรือต่างชาติรุกล้ำอธิปไตยได้ อย่างที่สองคือเรื่องการศึกษา รัฐบาลควรให้การสนับสนุนด้านการศึกษาตั้งแต่ระดับประถม ปวช. ปวส. ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา รวมไปถึงสนับสนุนการอบรม จัดทำแคมเปญต่างๆ เพื่อสร้างความตระหนักด้านความมั่นคงปลอดภัยแก่ประชาชนทุกคน อย่างที่สามคือการสนับสนุนภาคเอกชน ยกตัวอย่าง สิงคโปร์หรือฮ่องกง รัฐบาลมีการสนับสนุนเงินลงทุนให้เอกชนนำไปวิจัยเพื่อพัฒนาด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับประเทศของพวกเขาโดยเฉพาะ

สุดท้าย ก็ต้องบอกว่าอย่าหวังรอพึ่งแต่รัฐบาลอย่างเดียว องค์กรควรกันงบประมาณส่วนหนึ่งไว้พัฒนาบุคลากร กระบวนการ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยด้วย

7. ความคิดเห็นเกี่ยวกับ ThaiCERT และคำแนะนำด้าน Threat Intelligence

ผมว่า ThaiCERT เป็นแนวคิดที่ดีนะ แต่ควรทำหน้าที่ Advisory เป็นหลัก โดยต้องเน้นที่ความถูกต้อง แม่นยำ และลงรายละเอียดเชิงเทคนิค เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญหรือทีมงานด้าน IT Security ของแต่ละองค์กรสามารถนำข้อมูลไปใช้เพื่อปกป้องตนเองจากภัยคุกคามได้ อย่างไรก็ตาม อาจเป็นเพราะบุคลากรมีจำนวนจำกัด ทำให้ ThaiCERT บ้านเราเน้นที่การสื่อสารกับประชาชนแทน ซึ่งจริงๆ ควรเน้นที่การสื่อสารกับหน่วยงานรัฐ และอุตสาหกรรมต่างๆ มากกว่า

นอกจากนี้ ThaiCERT เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ อย่างที่บอกไป แต่ละอุตสาหกรรมประสบกับภัยคุกคามไซเบอร์รูปแบบที่ไม่เหมือนกัน แต่ละอุตสาหกรรมควรมี CERT เป็นของตัวเองเพื่อแชร์ Threat Intelligence ระหว่างกัน เช่น สมาคมธนาคาร บริษัทประกัน หรือกลุ่มพลังงาน ซึ่งตรงนี้เอง รัฐบาลควรเข้าไปสนับสนุนให้ CERT เหล่านี้เกิดขึ้นมาได้

8. คิดว่าองค์กรทั่วไปควรดำเนินการตามมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัย เช่น ISO 27001 หรือไม่

ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กรนะ ถ้าคิดว่าทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ ก็ควรจะทำ เช่น บางองค์กรจำเป็นต้องผ่านมาตรฐานเนื่องด้วยมีกฎหมายหรือข้อกำหนดบังคับ หรือบางองค์กรที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า แต่ต้องเข้าใจไว้ก่อนเลยว่า การผ่านมาตรฐานไม่ได้หมายความว่าระบบขององค์กรมีความมั่นคงปลอดภัย ไม่ถูกแฮ็ค มันขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ อีก ทั้ง People, Process และ Technology ส่วนถ้าเป็นแนวทางปฏิบัติ อย่าง NIST Cybersecurity Framework อันนี้แนะนำให้ทำ เพราะเป็น Guideline สำหรับปกป้ององค์กรจากภัยคุกคามไซเบอร์

9. มุมมองด้านบุคลากร คิดว่าองค์กรควรสนับสนุนการอบรมและการสอบใบรับรองหรือไม่

ผมไม่เน้นเรื่องการสอบใบรับรองนะ ถ้าองค์กรจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีใบรับรองเพื่อให้ผ่านมาตรฐานหรือข้อบังคับต่างๆ ก็ควรสนับสนุน แต่ผมคิดว่าควรส่งไปอบรมดีกว่า ได้ความรู้แน่นอน อย่างไรก็ตาม องค์กรก็ต้องเลือกอบรมคนให้ถูกเรื่อง เช่น โปรแกรมเมอร์ก็ให้ไปอบรมการทำ Secure Coding เป็นต้น

การพัฒนาบุคลากรนับว่าเป็นปัญหาใหญ่ของทั้งเมืองไทยและทั่วโลก ทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันบุคลากรด้าน IT Security ขาดแคลนเป็นอย่างมาก ใครทำงานสายนี้บอกเลยว่าไม่ตกงานแน่นอน ดังนั้น ไม่ใช่แค่ภาคเอกชนที่ควรสนับสนุนพนักงานให้ไปอบรม พัฒนาขีดความสามารถ แต่หน่วยงานรัฐก็ควรเข้ามาสนับสนุนด้วย ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การจัดอบรมฟรีโดยทางภาครัฐเอง หรือร่วมมือกับสถาบันที่มีชื่อเสียงต่างๆ จัดอมรมเพื่อพัฒนาบุคลากรไทยให้มีศักยภาพไม่แพ้ต่างชาติ

เกี่ยวกับ ดร. ภูมิ ภูมิรัตน

ดร.ภูมิ ภูมิรัตน สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาไฟฟ้าและวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และปริญญาเอกด้านซอฟต์แวร์ระบบความมั่นคงปลอดภัยคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเดวิส (University of California, Davis) สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสด้านความมั่นคงปลอดภัยของบริษัท G-ABLE

เกี่ยวกับ G-ABLE

G-ABLE เป็นผู้นำด้าน Digital Transformation Agent ชื่อดัง ซึ่งนอกจากนี้จะให้บริการโซลูชัน IT ระดับ Enterprise-class แบบครบวงจรตั้งแต่ IT Infrastructure, Big Data Analytics และ Cloud Computing มายาวนานกว่า 28 ปีแล้ว G-ABLE ยังให้คำปรึกษาและแนะนำองค์กรให้สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนธุรกิจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม พร้อมทั้งสร้างมูลค่าและผลกำไรจากการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ตามนโยบาย Thailand 4.0

from:https://www.techtalkthai.com/security-in-thailand-after-wannabry-outbreak-by-dr-bhume/

DEPA เดินเครื่องสานความร่วมมือเกาหลี หนุน Thailand StartUP

Depa เดินหน้าจับมือ สาธารณรัฐเกาหลี เร่งสนับสนุน Digital Startup หวังสร้างระบบนิเวศที่เอื้อแก่นักพัฒนาทางดิจิทัลของไทย ทั้งในด้านองค์ความรู้ และส่งเสริมการลงทุนระหว่าง 2 ประเทศ

หลังจากที่ทางสำนักงานส่งเสริมดิจิทัล หรือ DEPA ได้ดำเนินโครงการการส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหม่ทางด้านดิจิทัล (Digital Startup) เพื่อสนับสนุน และส่งเสริมให้เกิดผลงานทางด้านนวัฒกรรม และสร้างการต่อยอดสู่การเป็น Digital Entrepreneurship ตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย (Thailand 4.0) ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาเศรษฐกิจ มาอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันผลการดำเนินงานได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และได้ทำให้เกิดการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริม และสนับสนุน Startup ร่วมกับคู่ธุรกิจ และส่งเสริมการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการทางด้านดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถทำให้เกิดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ๆ รวมไปถึงสามารถป้อนผู้ประกอบการทางด้านดิจิทัลรายใหม่ๆเข้าสู่อุตสาหกรรมต่อเนื่อง

ซึ่งการผลดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จึงได้รับความสนใจจากหลายๆประเทศในการเสนอความร่วมมือเพื่อสร้างการเติบโต ล่าสุดทางสำนักงานส่งเสริมดิจิทัล หรือ DEPA ได้รับการติดต่อจาก เมืองคยองกี สาธารณรัฐเกาหลี (Gyeonggi Provincial Government) เพื่อดำเนินการความร่วมมือระหว่างประเทศ “Letter of Intent” เพื่อให้โอกาสแก่ ผู้ประกอบการทางด้านดิจิทัล ได้สานต่อความสำเร็จ ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางด้านดิจิทัล และสร้างให้เกิดการพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ตอัพ (Startup Eco System) จากโครงการอบรมสัมมนาร่วมกัน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เกิดการพัฒนาที่หยั่งยืนแล้ว ยังเป็นการช่วยให้เกิดโอกาสที่จะสร้างการลงทุนร่วมกันในระหว่างผู้ประกอบการทางด้านดิจิทัลของประเทศไทย และผู้ประกอบการทางด้านดิจิทัลของสาธารณรัฐเกาหลี อีกด้วย

No Description

โดยเชื่อว่าจากความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ ในครั้งนี้จะช่วยให้เกิด เครือข่ายความร่วมมือ การส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจ Digital Startup และ ผู้ประกอบการทางด้านดิจิทัล (Digital Startup) ของประเทศไทย และช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และสังคมดิจิตอล, ส่งเสริม สนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจองค์ความรู้ และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อต่อยอดทาง ธุรกิจแก่ผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในการขยายธุรกิจ และสร้างตลาดใหม่ (Scalable) สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดด และเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจ Digital Startup ของประเทศไทยและ สร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีรายใหม่ (Digital Startup) ทั้งในประเทศ และระดับนานาชาติอีกด้วย

ซึ่งพิธีลงนาม Letter of Intent ระหว่าง ทางสำนักงานส่งเสริมดิจิทัล หรือ DEPA และเมืองคยองกี สาธารณรัฐเกาหลี ทาง ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมดิจิทัล หรือดิป้า และนายนัม กยอง พิล ผู้ว่าการราชการจังหวัดคยองกี สาธารณรัฐเกาหลี ได้ลงนามร่วมกัน ณ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ DEPA ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ได้มีการลงนามไปเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา

from:https://www.blognone.com/node/92620

วงการหุ่นยนต์ญี่ปุ่นเฟ้นหาวิศวกรไอทีฝีมือดีต่างชาติ เพราะตอนนี้ขาดแคลนมาก

ในแวดวงไอทีญี่ปุ่น แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาทำงานมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่เพียงพอ เพราะมีการพัฒนาอยู่เรื่อยๆ จะหาในญี่ปุ่นที่มีทักษะระดับนั้นก็ยาก แต่ปัญหาคือ สตาร์ทอัพหุ่นยนต์ญี่ปุ่นหลายแห่งที่ต้องการแรงงานต่างชาติทักษะสูงมีเงินทุนไม่พอสำหรับการจ้างงาน

Photo: Pixabay

ยุคนี้ในประเทศมีไม่พอ ต้องขอเพิ่มจากทั่วโลก

แม้ในวงการไอทีญี่ปุ่น โดยเฉพาะสตาร์ทอัพหุ่นยนต์จะมีวิศวกรไอทีด้านซอฟต์แวร์และผู้เชี่ยวชาญไอทีต่างชาติที่เข้ามาร่วมงานกับญี่ปุ่นมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะวิศวกรไอทีต่างชาติเชื่อมั่นในญี่ปุ่นด้วย แต่เท่าที่มีอยู่ยังไม่พอ ในหลายบริษัทยังขาดแคลนอยู่

Rapyuta Robotics สตาร์ทอัพหุ่นยนต์ที่กำลังพัฒนาโดรน กำลังมองหาวิศวกรต่างชาติที่จะเข้ามาช่วยงาน โดย Gajan Mohanarajah ซีอีโอ ระบุว่า “งานที่ต้องใช้ทักษะสูงในการพัฒนา เป็นไปไม่ได้ที่เราจะหาผู้เชี่ยวชาญแบบนั้นได้ทั้งหมดในญี่ปุ่น”

Rapyuta Robotics มีสำนักงานอยู่ในสวิสเซอร์แลนด์และอินเดียด้วย แต่ซีอีโอบอกว่า สำนักงานใหญ่ของเขาอยู่ที่โตเกียว และแม้ Rapyuta Robotics จะมีพนักงานต่างชาติจำนวนมากอยู่แล้ว รวมถึงตัวของซีอีโอก็มาจากศรีลังหา และก่อตั้งบริษัทนี้ในปี 2014 นอกจากนั้น วิศวรไอทีชาวอเมริกันที่ทำงานกับเขายังบอกด้วยว่า “สภาพแวดล้อมที่เป็นสากลของที่ทำงาน ทำให้เรามีพลังสูงมากในการทำงาน”

Photo: flickr

ต่างชาติเชื่อมั่นญี่ปุ่น เพราะพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อให้คนมีงานทำ

จำนวนผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติในญี่ปุ่นมีเพิ่มมากขึ้น อ้างอิงจากกระทรวงแรงงาน ระบุว่า ในปี 2016 มีจำนวนกว่า 200,000 คน คิดเป็น 18% ของชาวต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น

การโยกย้ายเข้ามาทำงานในญี่ปุ่นของชาวต่างชาติ เป็นเพราะนโยบายด้านหุ่นยนต์ของญี่ปุ่นแตกต่างอย่างมากหากเทียบกับสหรัฐอเมริกา เพราะในญี่ปุ่นจะระมัดระวังมากหากการพัฒนาหุ่นยนต์นั้นจะทำให้งานมนุษย์ลดลง จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นจะไม่ใช้หุ่นยนต์ในโรงงานหรือคลังสินค้าอย่างที่ประเทศอื่นทำมากนัก แต่จะนำมาเสริมศักยภาพให้กับผู้ค้าปลีกหรือด้านอุตสาหกรรมมากกว่า

ญี่ปุ่นดึงดูดชาวต่างชาติที่มีทักษะพิเศษให้เข้ามาทำงานตั้งแต่ปี 2012 แล้ว เพื่อหวังสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ แต่ปัญหาตอนนี้อยู่ที่ว่า บรรดาเหล่าสตาร์ทอัพตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่ได้มีเงินทุนมากสำหรับการจ้างงานผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติกำลังประสบปัญหานี้อยู่ เพราะส่วนใหญ่ที่ถูกจ้างมากก็อยู่ในบริษัทใหญ่ๆ กันทั้งนั้น

สรุป

ในวงการไอทีหุ่นยนต์ญี่ปุ่นที่ไม่เคยหยุดนิ่ง มีการพัฒนาอยู่ตลอด ย่อมต้องการทักษะที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ปัจจุบันแม้ในหลายที่จะมีผู้เชี่ยวชาญและวิศวรกรไอทีฝีมือดีจากต่างชาติเข้ามาทำงานกันมาก แต่สตาร์ทอัพหน้าใหม่ๆ ที่เงินทุนยังไม่สูงสำหรับการจัดหา/จ้างงาน แน่นอนว่ากำลังประสบปัญหา เพราะลำพังเพียงในญี่ปุ่นเองจะหาคนที่ทักษะสูงในแวดวงนี้ก็มีข้อจำกัดสูง

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/robot-japan-it/

TechCrunch รวบรวมแนวทางการตั้งชื่อสตาร์ทอัพ ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน

การตั้งชื่อธุรกิจเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนก็คงทราบดี และเมื่อเป็นเรื่องสตาร์ทอัพการตั้งชื่อดีก็มีผลมากขึ้นไปอีก ทาง TechCrunch จึงรวบรวมสตาร์ทอัพในฐานข้อมูลที่ก่อตั้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และได้รับการเพิ่มทุนมากกว่า 2 แสนดอลลาร์ เพื่อหาแนวโน้มว่าตั้งชื่ออย่างไรจึงจะได้รับความสนใจ

  • มีคำว่า AI ในชื่อ ทำไมต้องมีคำนี้คงไม่ต้องอธิบายมาก โดยพบสตาร์ทอัพแบบนี้ถึง 23 ราย อาทิ Argo AI, Aidoc, Rulai
  • มีคำว่า Robotics ซึ่งก็เข้าใจได้เช่นเดียวกับ AI อาทิ Abundant Robotics, Arbe Robotics
  • ใช้ชื่อจริงของคน อาทิ Albert สตาร์ทอัพด้านการเงิน, Lucy ขายชุดออกกำลังกายสตรี, Pearl อุปกรณ์ความปลอดภัยในรถยนต์
  • ชื่อของกิน เช่น Butter.ai และ Cheddar เว็บข่าวด้านการเงิน
  • สะกดคำผิด โดยใช้ y แทน i หรือ k แทน c ตัวอย่างเช่น Mylestone แพลตฟอร์มสำหรับช่างภาพ และ Kustomer ซอฟต์แวร์ CRM

ที่มา: TechCrunch

alt="Startup"

Topics: 

from:https://www.blognone.com/node/92612

กีฬาคือแฟชั่น ฟิตเนสดัง ดึง Startup สายเสื้อผ้า ร่วมขายสินค้าในสาขา โตไปด้วยกัน

Millennial สร้างผลกระทบกับหลากหลายธุรกิจ เพราะกลุ่มนี้เลือกซื้อสินค้า หรือใช้บริการใดๆ ต้องได้มากกกว่าแค่ประโยชน์ใช้งาน แต่ต้องสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วย ซึ่งจุดนี้เองทำให้ธุรกิจฟิตเนส กับเสื้อผ้ากีฬาต้องทำงานร่วมกันมากขึ้น

ภาพจากเฟสบุ๊กของ Equinox

ร่วมกันสร้างประโยชน์มากกว่าคนเดียว

Equinox คลับฟิตเนสระดับท็อปในสหรัฐอเมริกา ผ่านสาขารวมกันกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ เริ่มคิดอะไรใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตของรายได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเข้าไปจับมือกับแบรนด์เสื้อผ้า Hi-End ของ Startup 2 รายคือ Mack Weldon ผู้จำหน่ายชุดชั้นในพรีเมียม และ Rhone Apparel แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาระดับ Luxury ให้มาจำหน่ายภายในสาขา

ทั้งนี้ทาง Equinox ก็มีจุดจำหน่ายสินค้า Merchandise ของตนเองอยู่แล้ว แต่การนำ Startup ทั้ง 2 แบรนด์เข้ามาจำหน่ายก็สร้างโอกาสการเติบโตไปด้วยกัน ผ่านรายได้อีกทางหนึ่งได้ด้วย ที่สำคัญด้วยค่าสมาชิก 235 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8,000 บาท/เดือน ทำให้กลุ่มผู้ใช้บริการนั้นต้องการอะไรที่มากกว่าแค่เสื้อผ้าปกติ

สินค้าของแบรนด์ Rhone

อย่างไรก็ตามการร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้กระจายสาขาไปทั่วทุกแห่ง เพราะ Mack Weldon จะค่อยๆ ทยอยเข้าไปตั้งร้านบริเวณด้านหน้าของฟิตเนสในบางสาขาก่อน ส่วน Rhone Apparel จะเข้าไปจำหน่ายใน 11 สาขาทันที แต่หากกลับมามองที่ธุรกิจฟิตเนสในประเทศไทยก็คงยากที่จะทำ เพราะส่วนใหญ่แบรนด์ฟิตเนสค่อนข้างอยากทำธุรกิจด้วยตนเองอย่างเดียวมากกว่า

อ้างอิง // Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/equinox-fitness-go-fashion/