คลังเก็บป้ายกำกับ: startup

สัมภาษณ์ผู้ก่อตั้ง Ooca แพลตฟอร์มสื่อกลางระหว่างจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และคนไข้

กลุ่มสตาร์ทอัพสายสุขภาพประเทศไทย ประกาศจะจัดตั้งสมาคม Health Startup Network (HSN) เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดทางกฎหมาย อำนวยความสะดวกในการสร้างนวัตกรรมใหม่ และลดความเสี่ยงของการดำเนินธุรกิจของสตาร์ทอัพสายนี้ HSN มาจากการรวมกลุ่มสตาร์ทอัพสุขภาพหลายๆ บริษัท

หนึ่งในนั้นคือ Ooca แพลตฟอร์มสื่อกลางระหว่างจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และคนไข้ หรือคนทั่วไปที่มีปัญหาในใจ และอยากคุยกับแพทย์ ซึ่ง Blognone ได้สัมภาษณ์ผู้ก่อตั้งคือ ทพญ.กัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์ หรือ หมออิ๊ก และพบว่าเป็นการสัมภาษณ์ที่สนุกและได้ความรู้มาก

No Description
ภาพจาก Facebook Ooca

“Ooca เกิดขึ้นมาได้เพราะมีกำแพงใหญ่กั้นระหว่างประชาชนกับจิตแพทย์”

แนะนำตัว และที่มาของ Ooca

สวัสดีค่ะ ชื่อ ทพญ.กัญจน์ภัสสร สุริยาแสงเพ็ชร์ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะทันตแพทยศาสตร์ เมื่อเรียนจบก็ทำงานเป็นทันตแพทย์ในกองทัพบก รับราชการประมาณสองปี ช่วงที่รับราชการได้เห็นปัญหาการเข้าถึงบริการทางสุขภาพในหลายๆ ด้าน ทำให้รู้สึกว่า การเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแพทย์เป็นเรื่องจำเป็นมาก

ประเทศไทยค่อนข้างมีเอกลักษณ์ เราโชคดีมี 30 บาทรักษาทุกโรค เรามีระบบประกันสุขภาพที่ดี ประชาชนเบิกจ่ายค่ารักษาได้ แต่เรายังมีข้อจำกัดบางอย่าง คือ ถ้าประชาชนต้องการเข้าพบ หรือปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อย่างเช่น สาขาจิตวิทยาการปรึกษา หรือจิตแพทย์ พบว่าจำนวนบุคลากรเหล่านี้ยังมีค่อนข้างน้อย ผู้ให้บริการส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่เมืองใหญ่ ส่วนในพื้นที่ห่างไกล อาจมีจิตแพทย์แค่คนสองคน หรือบางจังหวัดก็อาจไม่มีเลย

No Description

อย่างจังหวัดที่ดิฉันเคยไปอยู่ นอกจากจะมีบุคลากรการแพทย์ด้านนี้น้อยแล้ว ยังพบว่าประชาชนไม่มั่นใจว่าเรื่องราวของพวกเขาจะเป็นความลับมากน้อยแค่ไหน เพราะเวลาไปหาหมอ เขาต้องเดินทางไปหาหมอที่โรงพยาบาล ต้องเปิดเผยข้อมูลว่าไปหาหมอสุขภาพจิต ผู้มาใช้บริการอาจกังวลว่าจะมีคนไปพูดต่อ หรือถูกนินทาหรือไม่

ความคิดริเริ่มอยากทำ Ooca จึงเริ่มขึ้นจากตรงนี้ อยากทำให้ช่องทางการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตนั้นง่าย ซึ่งเทคโนโลยีทำได้ และทุกอย่างเป็นความลับได้ด้วย อยากให้มองว่า สุขภาพจิตเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนที่มีปัญหาทางจิต โรคซึมเศร้าเท่านั้น เราอยากจะเปลี่ยนแปลงความคิดคนที่คิดแบบนี้ เราอยากทำให้เป็นเรื่องง่ายๆ อยากให้มองว่าเรากำลังจัดการปัญหาสภาพจิตอย่างชาญฉลาด โดยมีผู้ช่วยคือนักจิตวิทยาและจิตแพทย์ที่ได้รับการรับรองทางวิชาชีพแล้ว

เพราะเหตุใดจึงเจาะจงเลือกสาขาจิตวิทยามาทำแพลตฟอร์ม Ooca

การเลือกว่าสาขาไหนสำคัญ มีคนเป็นโรคในสาขานี้เยอะกว่าสาขานี้ มันยากที่จะชี้ชัด แต่องค์การอนามัยโลก ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตเป็นอันดับหนึ่งในปีนี้ จัดเป็นธีม Depression Day และโรคซึมเศร้าถือเป็น disease of the mankind องค์การอนามัยโลก ทำแคมเปญ Let’s Talk รณรงค์ว่าถ้ามีปัญหา รีบมาคุยกัน อย่าปล่อยให้เป็นความทุกข์ในใจคนเดียว

No Description
ภาพจาก WHO #LetsTalk – Angelo’s Story

จริงๆ แล้วทุกโรคมีความสำคัญหมด อยู่ที่เรามีจุดยืนตรงไหน ถ้าดูจากสถิติ คือประชากร 1 ใน 4 เจอต้องเหตุการณ์ที่มากระทบกระเทือนใจจนถึงขั้นเป็น หรือเกือบจะเป็นโรคซึมเศร้า ตัวเลขจากองค์การอนามัยโลก บอกว่ามีคนทั่วโลกกว่า 300 ล้านคนเป็นโรคซึมเศร้า จะเห็นได้ว่าเป็นปัญหาที่เกิดกับใครก็ได้ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเรามันคาดเดาไม่ได้

นั่นหมายความว่า Ooca เปิดรับทุกคน ไม่จำเป็นต้องเป็นคนไข้ที่ต้องกินยา?

Ooca เปิดรับคนทั่วไปทุกคน ใครก็ได้ที่มีปัญหาชีวิตเข้ามาคุยได้เลย เพราะเราไม่ได้ตั้งเป้าหมายที่คนเป็นโรค ถ้าเป็นโรคแล้วต้องไปโรงพยาบาล แต่ตั้งเป้าหมายไปที่คนมีปัญหาอยากให้ช่วย ให้เข้ามาคุยโดยมีคนมืออาชีพด้านการปรึกษามาช่วยเหลือ

บนระบบ Ooca ไม่มีการจ่ายยา เป็นการพูดคุยปรึกษาปัญหาเบื้องต้นเท่านั้น ถ้าคุยแล้ว นักจิตวิทยาการปรึกษาหรือจิตแพทย์บนแพลตฟอร์ม มีความเห็นว่าควรจะได้รับการรักษาอยางจริงจังอย่างต่อเนื่อง จะแนะนำให้ไปสถานพยาบางที่อยู่ใกล้กับคนไข้ ซึ่งเรามีลิสต์รายชื่ออยู่

เราถือว่าเราอยากเป็นประตูบานแรกให้คนที่อยากมีที่ปรึกษา คนที่ไม่กล้า คนที่มีปัญหาในใจแต่ไม่รู้จะรับมือกับมันอย่างไร

ช่วยเล่าวิธีการใช้งานแพลตฟอร์มให้ฟังหน่อย

ตัวเว็บไซต์เป็น progressive web app เข้าได้จาก Chrome Mac OS Window Android Firefox ส่วนตัววิดีโอคอลก็ขึ้นตรงกับ Chrome จึงมีข้อจำกัดเล็กน้อยตรงที่ยังเข้าจากไอโฟนไม่ได้ ซึ่งเดี๋ยวจะมีเป็นแอพออกมา อยู่ระหว่างทำเอกสารเพื่อขึ้น App Store

ผู้ใช้จะเห็นคำว่า “เริ่มเลย” เมื่อกดแล้วระบบจะนำไปที่หน้ากรอกข้อมูล ผู้ใช้สมัครได้โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมอะไรเพิ่มเติม ที่สำคัญ ในระบบไม่ได้บังคับว่าต้องบอกชื่อ นามสกุลจริง ใช้ชื่อสมมติได้ แต่ต้องการอายุ และเพศ

No Description

ในอนาคตระบบเราจะไปเชื่อมต่อกับระบบของโรงพยาบาล ถ้าวันไหนคุณอยากให้ข้อมูลของคุณ เชื่อมกับระบบโรงพยาบาล ก็ค่อยมาใส่รายละเอียดที่แท้จริง ส่วนข้อมูล พาสเวิร์ด เรามีการเข้ารหัสไว้แล้ว และมีไฟร์วอลช่วยปกป้องรายละเอียดความลับข้อมูลส่วนบุคคล

นอกจากนี้ ผู้ใช้แต่ละคนเป็นคนผู้นำข้อมูลไปสู่ provider หมายความว่า ถ้าผู้ใช้เคยมาตรวจกับอาจารย์หมอท่านหนึ่ง และอยากเปลี่ยนไปตรวจกับหมออีกท่านหนึ่ง ผู้ใช้มีสิทธิ์ที่จะบอกว่า เราไม่อยากให้เขาดูข้อมูลเก่าๆ ที่เป็นของอาจารย์ท่านนี้ เราก็ถือว่าให้สิทธิ์ผู้ป่วยเป็นเจ้าของข้อมูลจริงๆ

แต่ถ้าแพทย์อีกท่านต้องการข้อมูลเก่าของผู้ป่วยมากจริงๆ ต้องร้องขอไปยังผู้ใช้ ทำให้ผู้ใช้ทราบเสมอว่าข้อมูลของตนมีใครขอดูบ้าง และใครเข้าไปดูได้บ้าง เงื่อนไขตรงนี้ผู้ใช้จะระบุมาตั้งแต่ตอนสมัครใช้บริการแล้ว

รูปแบบการพูดคุยเป็นแบบไหน

เบื้องต้นเราทำให้รูปแบบการคุยเป็นวิดีโอคอลอย่างเดียว เพราะจิตแพทย์ให้ความสำคัญกับการแสดงออกทางสีหน้ามาก การคุยวิดีโอคอลไม่เทียบเท่าการไปเจอจริงๆ แต่เราพยายามทำให้มันใกล้เคียงการไปพบหมอมากที่สุด คือควรจะต้องเห็นหน้า

แต่อนาคตจะทำเป็นฟังก์ชั่นให้หมอเลือกว่ารับได้ไหมถ้าเป็นโทรคุยอย่างเดียว เพราะเราต้องยืดหยุ่นความต้องการสองฝ่าย

มีมาตรฐานความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้อย่างไรบ้าง

Ooca ยึดมาตรฐานตามหลักของ HIPAA Compliance เป็นมาตรฐานการปกป้องข้อมูลของคนไข้ในสหรัฐฯ เนื่องจากประเทศไทย ยังไม่พบว่ามีการบังคับใช้มาตรฐานการปกป้องข้อมูลของผู้ป่วยอย่างชัดเจน บริษัทเลยยึดตามมาตรฐานนี้เป็นหลัก

ผู้ให้บริการเป็นใครบ้าง และคิดราคาอย่างไร

Ooca เพิ่งเปิดใช้งานมาได้ไม่นาน ตอนนี้บนแพลตฟอร์มมีนักจิตวิทยาการปรึกษา และจิตแพทย์รวมกันแล้วประมาณ 8-9 คน จิตแพทย์ต้องได้บอร์ดจิตแพทย์หรือใบรับรอง ส่วนนักจิตวิทยามีสองประเภท คือนักจิตวิทยาคลินิกที่ลงลึกเรื่อง disorder กับนักจิตวิทยาการปรึกษาที่ถนัดทำแบบทดสอบพิจารณาคนไข้

นักจิตวิทยาทั้งสองประเภทมีการควบคุมไม่เหมือนกัน นักจิตวิทยาคลินิกต้องสอบจนได้บอร์ดรับรอง ส่วนนักจิตวิทยาการปรึกษา ยังไม่มีกำหนดว่าต้องมีบอร์ด แต่บนระบบของ Ooca มี requirement พื้นฐานคือต้องจบการศึกษาด้านนี้ปริญญาโทอย่างต่ำ ส่วนนักจิตวิทยาคลีนิกกับจิตแพทย์ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ สอบบอร์ดผ่าน และเราจะมาสอบถามทัศนคติการให้คำปรึกษาทางไกลอีกที

เรามีระบบจองล่วงหน้า จำกัดเวลาไม่เกิน 2 เดือน หมอแต่ละคนเป็นคนตั้งราคา กำหนดวันและเวลาเอง และถ้าเขาสะดวกรับวอล์คอิน เขาก็จะกำหนดเอง แพลตฟอร์มของเราเป็นแค่เครื่องมือให้จิตแพทย์และประชาชนเข้าถึงกันได้ง่ายมากขึ้น

ส่วนราคา ในระบบมีชี้แจงประวัติการศึกษาและค่าใช้จ่ายของหมอแต่ละคนไว้ คิดค่าบริการตามอัตราการใช้บริการเป็นนาที ถ้าเข้ามาครั้งแรก 15 นาทีแรก จะไม่เกิน 300 บาท

No Description

ผู้ใช้บริการต้องจ่ายขั้นต่ำก่อน 300 บาท ถ้าคุยเสร็จแล้วเวลาเกินระบบจะตัดเงินตามเวลาที่ใช้จริง Ooca ก็กินเปอร์เซนต์ส่วนแบ่ง เราพยายามควบคุมราคาให้ไม่สูงเกินไป ถ้าหมอตั้งราคามาสูง เราก็เก็บสูง ถ้าหมอคนไหนตั้งราคาไม่สูง เราก็จะขอค่าส่วนแบ่งน้อย เพื่อช่วยเหลือหมอที่อยากให้บริการในราคาเป็นมิตร ก็ถือว่าช่วยเหลือกัน

บุคลากรแพทย์เพียงพอกับจำนวนผู้ใช้หรือไม่

เพียงพอค่ะ เข้ามาได้เลย ยังสามารถรับผู้เข้ามาใช้บริการเพิ่มได้อีก ถ้าเข้ามามาใช้งานแล้วมีปัญหาก็เข้ามารอคิวและพิมพ์มาในช่องแชทได้เลย
No Description

ตอนนี้ทำ Ooca เต็มตัวเลยหรือเปล่า

Ooca เป็นไอเดียในใจมาประมาณสองปี หลังจากนั้นปีนึงมาทำเต็มตัว ประจวบเหมาะกับช่วงที่เราสอบติดเรียนต่อด้านศัลยกรรม maxillofacial ที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ภาควิชาศัลยศาสตร์ช่องปาก maxillofacial ตอนไปเรียนมีการฟอร์มทีมเริ่มทำ prototype ง่ายๆ ปรากฏว่าเรียนก็งานหนักมาก ไม่มีเวลากินเวลานอน ทำงานตลอดเวลา เข้าเวรไม่มีเวลามาดูแล Ooca จึงคิดอย่างจริงจังว่าต้องเลือก เพราะทำพร้อมกันสองอย่างไม่ได้ ต้องเลือกระหว่างเรียนสี่ปี จบเป็นหมอผ่าตัด หรือออกมาทำแพลตฟอร์มเพื่อคนอื่น ก็เลยเลือก Ooca และลาออกมาทำเต็มตัว

หลายคนมองว่า เรียนจบแล้วค่อยทำไหม แต่เรามองว่าเป็น timing ดูเทรนด์การใช้งานมือถือความยอมรับของคนต่อกระแสดิจิทัล ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ จะไม่มีโอกาสมาทำเองแล้วเกิดขึ้นได้แน่นอน มันจะนานเกินไป ต้องเป็นตอนนี้เท่านั้น จึงตัดสินใจลาออกจากเรียนมาทำ ในโลกสตาร์ทอัพ ทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว ถ้าไม่ทำตอนนี้ คงไม่มีโอกาสได้ทำ หรือถ้าทำก็ไม่ใช่ไอเดียแบบนี้

มองการระดมทุนอย่างไร

Ooca ยังไม่ได้ระดมทุนค่ะ ที่ผ่านมาเป็นผู้ก่อตั้งเอาเงินมาลงทำเอง เนื่องจากเป็นเรื่องการแพทย์ เราก็อยากจะปกป้องทิศทางบริษัท เราไม่รู้ว่าคนที่จะเข้ามาลงทุน จะมาทำให้ทิศทางบริษัทเปลี่ยนไปหรือเปล่า จึงเลี่ยงที่จะมีกลุ่มทุนใหญ่เข้ามาควบคุมตั้งแต่แรก

แต่ถ้าหลังจากนี้บริษัทมีความชัดเจนทางธุรกิจมากขึ้น ก็จะเริ่มเปิดรับให้เข้ามาร่วมลงทุน บริษัทมีแผนที่จะขยายไปสาขาอื่นด้วย แต่อยากให้ภาพเราชัดก่อนว่าเรามีที่ปรึกษาทางจิตวิทยา และเราค่อนข้างมั่นใจว่าแพลตฟอร์มของเรามีบุคลากรทางจิตวิทยารรองรับมากที่สุดเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์อื่น

มีนักลงทุนสนใจติดต่อเข้ามาบ้าง ทั้ง VC และบุคลากรทางการแพทย์ กำลังคุยกันว่าใครพอจะมีมุมมองเหมือนกันและมาช่วยกันทำงาน จะชอบแบบนี้มากกว่า

นอกจากหมออิ๊กจะก่อตั้ง Ooca แล้ว ยังเป็นทีมงานส่วนหนึ่งช่วยให้สมาคม Thai Health Tech เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง อยากฝากอะไรถึงคนอ่าน หรือคนในวงการสุขภาพบ้าง

ดิฉันเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ในการพยายามผลักดันให้เกิดเป็นสมาคม อย่างไรก็ตาม Health Tech เป็นสิ่งที่ disrupt ยากที่สุด ผู้เล่นในตลาดนี้ต้องมีความอดทนสูง ต้องเปิดใจ ถึงจะสร้างสรรค์การพัฒนาอะไรใหม่ๆ ได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องเหมาะสม หลักความปลอดภัย เพื่อผลประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วย

เมื่อใดก็ตามที่การร่วมมือกันพัฒนา ระหว่าง innovator, stakeholder หรือโรงพยาบาล และ ผู้บังคับใช้กฎหมายเกิดขึ้นแล้ว และนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ดี จะทำให้เกิดผลประโยชน์ต่อประชาชนนับไม่ถ้วน อยากให้ทุกฝ่ายเปิดใจและมาร่วมมือกัน อยากให้มาคุยกันดีกว่าว่าส่วนไหนที่เรากังวลใจ ต้องควบคุมและวางกฎเกณฑ์ มากกว่าที่จะปิดกั้น และห้ามไม่ให้ทำตั้งแต่ตอนแรก

No Description
ภาพจาก Facebook Ooca

from:https://www.blognone.com/node/94152

Advertisements

ถึงส่งออกสินค้าเกษตร-อาหารมีมูลค่าถึง 9 แสนล้านบาท แต่ถ้าไม่เติมนวัตกรรม ก็คงโดนเพื่อนบ้านแซง

ปัจจุบันการส่งออกสินค้าเกษตร และอาหารของประเทศไทยมีมูลค่าถึง 9 แสนล้านบาท แต่กว่า 80% ของมูลค่านี้ส่งไปที่ประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม CLMV ดังนั้นถ้าไม่ขยายตลาด และนำนวัตกรรมาต่อยอด โอกาสที่จะแข่งในตลาดนี้ก็ยากแน่นอน

ไม่ยกระดับ เท่ากับรอคู่แข่งแซง

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ไทยส่งออกสินค้าเกษตร และอาหารไปยังกลุ่มประเทศ CLMV หรือกัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม เป็นหลัก เพราะตัวพรมแดนอยู่ติดกัน ทำให้ส่งง่ายกว่าที่อื่น ประกอบกับมูลค่าของตัวสินค้าก็ไม่ได้สูงมาก เพราะเป็นแค่วัตถุดิบเฉยๆ ไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มมูลค่าใดๆ

รุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ-ภูมิภาคอาเซียน บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด เล่าให้ฟังว่า เศรษฐกิจไทยนั้นเน้นส่งออกเยอะ แต่ในฝั่งสินค้าเกษตร และอาหารนั้นจะส่งมากในพื้นที่อาเซียน แต่ไม่มีการแปรรูปใดๆ เช่นขายข้าวสารที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ซึ่งต่างกับสินค้าประเภทเดียวกันในพื้นที่ยุโรป เพราะที่นั่นสร้างมูลค่าให้สินค้าค่อนข้างดี

“ขายข้าวเฉยๆ มูลค่ามันก็แค่ข้าว ต่างกับเกษตรกรยุโรปที่เริ่มนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาประยุกต์ให้สินค้าเกษตรมีมูลค่ามากขึ้นเยอะ โดยเฉพาะวัตถุดิบปรุงอาหาร ที่ในประเทศไทยก็มีแค่องค์กรใหญ่ๆ ทำได้ แต่ถ้าเจาะไปที่กลุ่มเอสเอ็มอีแทบไม่มี แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่ปรับปรุงอะไร โอกาสที่ไทยจะโดนประเทศเพื่อนบ้านแซงในเรื่องนี้ก็มีสูง”

จับมือกระทรวงวิทย์-ม.เกษตร ช่วยเอสเอ็มอี

จากปัจจัยดังกล่าว ยูบีเอ็ม เอเชีย จึงร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ภายใต้กระทรวงวิทย์ฯ กับ และคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีกที่มีแนวคิดเกี่ยวกับนวัตกรรมอาหาร รวมถึงกลุ่ม Startup รูปแบบ Agritech เข้ามาร่วมโครงการ Start-Up F&B Innovative Product Competition

ภาพ pexels.com

โดยการเสนอผลงานเข้ามาจะแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพ กับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสุขภาพ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.-15 ส.ค. ประกาศผลรอบ 5 ทีมสุดท้าย 4 ก.ย. และประกาศผู้ชนะในวันที่ 14 ก.ย. มีรางวัลสูงสุด 80,000 บาท พร้อมสิทธิ์ในการแสดงผลงานภายในงาน Food Ingredients Asia 2018 ที่อินโดนีเซีย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/agri-food-with-innovation/

ไทยประกันชีวิต ร่วมมือกับสตาร์ทอัพสุขภาพ ทำบริการเสริมด้านสุขภาพให้ลูกค้าพรีเมียม

เมืองไทยประกันชีวิต เพิ่มบริการด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์แก่ลูกค้าประกันชีวิตพรีเมียม ร่วมมือกับสตาร์ทอัพสายสุขภาพทำสองโครงการ คือ myTHAIDNA ร่วมมือกับ Prenetics ผู้ทำบริการตรวจ NutriGenomics หรือโภชนพันธุศาสตร์ และ ร่วมมือกับ Health at Home สตาร์ทอัพทำบริการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่บ้าน เข้ามาเป็นบริการเสริมแก่ลูกค้าไทยประกันชีวิตด้วย

No Description

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเมืองไทยประกันชีวิต (MTL) ระบุว่า บริษัทเปิดโครงการใหญ่ Premier Health Solutions มาก่อนหน้านี้แล้ว เป็นแนวคิดสร้างปรากฏการณ์ด้านการดูแลสุขภาพควบคู่ไปกับประกันชีวิตรองรับความเสี่ยง ส่วนโครงการที่เปิดตัวในวันนี้ เป็นการเสนอบริการปและผลิตภัณฑ์เพื่อเติมเต็มเรื่องสุขภาพของลูกค้า

รายละเอียดของโครงการแรกคือ myTHAIDNA คือบริการจากบริษัท Prenetics ตรวจโภชนพันธุศาสตร์ โดยใช้ดีเอ็นเอจากน้ำลายมาวิเคราะห์สุขภาพ ความต้องการด้านโภชนาการ และการออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับร่างกายผู้ใช้ โดยผู้ใช้จะได้กล่องเครื่องมือและให้โหลดแอพพลิเคชั่นแนะนำสุขภาพ การกิน และการออกกำลังกาย และจะได้รับรายงาน 40 หน้าที่เป็นรายละเอียดของร่างกายผู้ใช้โดยเฉพาะ

No Description

สำหรับเงื่อนไขการใช้บริการ myTHAIDNA ลูกค้าใหม่ซื้อแบบประกันภัยบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตเบี้ประกัน 4 ปีขึ้นไป (ชำระเป็นรายปี) เบี้ยประกัน 25,000 บาทขึ้นไปต่อกรมธรรม์ ส่วนลูกค้าปัจจุบันที่เสียเบี้ยประกัน 12,500 บาทต่อกรมธรรม์ จะได้รับสิทธิ์ซื้อการตรวจบริการของ myTHAIDNA ในราคา 7,000 บาทต่อ 1 สิทธิ์ และผู้ที่เป็นสมาชิกเมืองไทย Smile Club ใช้คะแนนสะสม 1,800 คะแนน เพื่อรับสิทธิ์ myTHAIDNA ได้ 1 สิทธิ์

โครงการที่ 2 คือ ความร่วมมือกับ Health at Home สตาร์ทอัพทำบริการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่บ้าน หนึ่งในสตาร์ทอัพจากโครงการบ่มเพาะของดีแทค ทำแพลตฟอร์มจัดหาผู้ดูแลและพยาบาลที่บ้าน โดยใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ และเก็บข้อมูลผ่านแอพ โดยลูกค้าไทยประกันชีวิตจะสามารถรับบริการได้โดยเป็นสมาชิก เมืองไทย Smile Club สามารถแสดงบัตรเพื่อรับส่วนลด 10% หรือสะสมคะแนนเพื่อรับบริการผู้ดูแลโดยพยาบาลวิชาชีพ พนักงานเฝ้าไข้ เป็นต้น

from:https://www.blognone.com/node/94052

ผู้บริหารกองทุนไอทีเชื่อบริษัทด้านการเข้ารหัสลับอยู่ในสิงคโปร์ดีกว่าสหรัฐฯ จาก NSA, การขอวีซ่า, และภาษี

Brijesh Pande ผู้ก่อตั้งกองทุน Tembusu ICT ให้สัมภาษณ์กับ IEEE Spectrum ถึงภาพรวมการลงทุน โดยเขาเชื่อว่าการตั้งบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับ (cryptography) ในสิงคโปร์นั้นดีกว่าสหรัฐฯ เพราะกฎข้อบังคับที่ไม่บังคับให้บริษัทต้องทำตามคำสั่งของ NSA

บริษัทที่ Tembusu ลงทุนด้วยตอนนี้เช่น Sixscape ขายโซลูชั่นเข้ารหัสจากปลายทางถึงปลายทาง และการจัดการโครงสร้างกุญแจสาธารณะ Lawrence Hughes ผู้ก่อตั้งบริษัทเคยทำบริษัท Ciphertrust ในสหรัฐฯ และ Infoweapons ในฟิลิปปินส์มาก่อน Hughes ระบุว่าการทำสินค้าเกี่ยวกับการเข้ารหัสลับจากสหรัฐฯ จะถูกมองว่ามีช่องโหว่สำหรับ NSA ฝังเอาไว้ทำให้ทำตลาดทั่วโลกได้ยาก

อีกเหตุผลคือการขอวีซ่าทำงานในสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะยุ่งยากขึ้น Pande ระบุว่าสิงคโปร์ไม่มีระบบโควต้าวีซ่าเหมือน H1B ของสหรัฐฯ บริษัทเพียงแสดงความจำเป็นที่จะต้องจ้างต่างชาติ ทำให้ในบริษัทที่ Tembusu ลงทุนมีพนักงานตั้งแต่ชาวสิงค์โปร์, สหรัฐฯ, อินเดีย, ไปจนถึงรัสเซียและอิหร่าน เหตุผลสุดท้ายคือภาษีที่สิงคโปร์ไม่มีภาษีรายได้จากการลงทุน (capital gain tax)

ที่มา – IEEE Spectrum

from:https://www.blognone.com/node/94029

เปิดตัว Treasurist สตาร์ทอัพไทย ช่วยจัดพอร์ตกองทุนรวม ที่บอกว่า แค่ 3 นาทีก็ลงทุนได้

จากสถิติ คนไทยลงทุนน้อยมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนเงินฝาก สตาร์ทอัพไทยรายนี้มองว่าคนไทยไม่ควรจะเสียโอกาสกับการลงทุน เพียงเพราะความไม่รู้ ความกลัว หรือไม่เข้าใจในการลงทุน จึงส่ง Treasurist ตัวช่วยจัดการพอร์ตกองทุนรวมออกมาให้บริการ

ตอบคำถาม 3 นาที พร้อมลงทุนได้เลย

ถ้าพูดเรื่องการลงทุนขึ้นมาเมื่อไหร่ แล้วไปเปิดสถิติดูจะรู้เลยว่า “คนไทยยังลงทุนน้อยมาก” หากคิดเป็นสัดส่วนการลงทุนต่อเงินฝาก ของไทยจะอยู่ที่ 38% เท่านั้น ในขณะที่ฮ่องกงมีสัดส่วนการลงทุนต่อเงินฝาที่ 84% สิงคโปร์อยู่ที่ 423% และเอาแบบจัดหนักเลยก็เป็นสหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วน 1838% หรือ 18 เท่าของเงินฝากนั่นเอง

Pain point ของสัดส่วนการลงทุนต่อเงินฝากนี้จึงถือเป็นค่าเสียโอกาสที่คนไทยสูญเสียไปด้วยปัจจัย 2 – 3 อย่างคือ ไม่รู้ว่ากองทุนรวมคืออะไร มากกว่านั้นคือกลัวการลงทุน มองว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก ไม่เข้าใจ ฯลฯ

ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร Treasurist (เทรเชอริสต์) สตาร์ทอัพช่วยแนะนำการลงทุน บอกว่า หากคนไทยหันมาลงทุนเพิ่มขึ้นในกองทุนรวมอีกเพียงแค่ 5% ประเทศไทยจะมีเงินเพิ่มขึ้นถึง 7,500 ล้านบาทต่อปี แต่ในไทยมีกองทุนอยู่กว่า 1,000 กองทุน มีอีกกว่า 10 ประเภท แถมยังมีอีกไม่ต่ำกว่า 20 บริษัทจัดการกองทุน ทำให้ผู้บริโภคสับสนและไม่เข้าใจจึงทำให้คนส่วนใหญ่เลิกให้ความสนใจเพราะมองว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก เสียเวลา และต้องแบกรับความเสี่ยง

ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร Treasurist (เทรเชอริสต์)

ศกุนพัฒน์ เล่าให้ฟังต่อว่า การทำความเข้าใจกองทุนรวมไม่ยากอย่างที่คิด หากเข้ามาใช้บริการ Treasurist จากคนที่ไม่รู้เรื่องการลงทุน จะเข้าใจได้ง่ายมาก เพราะเราออกแบบมาให้ทุกคนใช้งานได้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการลงทุน แต่ยังไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนในกองทุนรวม

“กองทุนรวมคือการลงทุนในบริษัทใหญ่ผ่านผู้เชี่ยวชาญ มีหลายประเภท ลูกค้าเพียงแค่ตอบแบบสอบถามไม่ถึง 3 นาที จะรู้เลยว่า คุณเหมาะสมกับพอร์ตการลงทุนแบบไหน รับความเสี่ยงได้แค่ไหน หลังจากนั้นก็ลงทุน ลงเงิน แต่ขั้นตอนต่อไปเราจะจัดการให้โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ ลูกค้าก็เอาเวลาไปทำงานอย่างอื่นได้ ไม่ต้องกังวล”

ขวา- น.สพ. ธนัฐ ศิริวรางกูร หนึ่งในผู้บริหารของ Treasuristกลาง-สุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล ผู้ร่วมก่อตั้ง Treasurist และดูแลด้านการตลาด ขวา-ศกุนพัฒน์ จิรวุฒิตานันท์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร Treasurist

สุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล ผู้ร่วมก่อตั้ง Treasurist และดูแลด้านการตลาด บอกว่า “หลังจากนี้จะทำการตลาดเข้มข้นขึ้น ด้วยความที่มี influencer ในทีมอยู่แล้ว จะทำให้การกระจายการรับรู้เป็นไปวงกว้าง นอกจากนั้นจะซื้อโฆษณาใน Facebook และ Google เพื่อขยายฐานการรับรู้แบรนด์ให้มากขึ้น แต่แม้ว่าในช่วงแรกที่ยังไม่ได้ทำการจริงจังมากก็มีผู้ใช้งานเข้ามาใช้บริการอยู่ในระดับที่ดี”

น.สพ. ธนัฐ ศิริวรางกูร ผู้บริหารอีกคนของ Treasurist ระบุว่า “สำหรับการลงทุนในกองทุนรวม เมื่อลูกค้ากรอกแบบสอบถามทั้งหมดแล้ว เราจะจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม โดยดูจากความเสี่ยงที่รับไหว และสร้างส่วนผสมที่ลงตัวให้กับพอร์ตการลงทุน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการลงทุนในกองทุนรวมดีกว่าการฝากเงิน เพราะอย่างน้อยๆ ก็จะได้ดิอกเบี้ยมากกว่าเงินฝากถึง 2 เท่าอยู่แล้ว และที่จริงไม่จำเป็นต้องใช้เงินสูงในการลงทุนอีกด้วย แค่หลักพันก็เริ่มได้แล้ว”

Treasurist ทำงานอย่างไร?

ขั้นแรกเข้าไปที่ที่นี่ แล้วทำแบบสอบถามเพื่อหารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม ขั้นตอนนี้ Treasurist บอกว่าใช้เวลาแค่ 3 นาทีเท่านั้น เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนแรกจะได้รับคำแนะนำที่เป็นรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมกับเรามาหนึ่งชุด หลังจากนั้นถ้าสนใจก็ใส่ e-mail เพื่อรับข้อมูลด้านการลงทุนเพิ่มเติม และหากสนใจก็เข้าสู่ขั้นตอนต่อไปคือคลิกที่คำว่า “เริ่มลงทุนตามแผนนี้” และกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน

หลังจากขั้นตอนนี้นักลงทุนจะได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ของ บริษัท หลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นพันธมิตรของ Treasurist เพื่อดำเนินการเปิดบัญชีและช่วยเริ่มลงทุนจริงตามแผนที่วางไว้

Treasurist บอกว่า พอร์ตที่เอามาแนะนำนั้นผ่านการกลั่นกรองมาจากกองทุนมากกว่า 800 กองทุนจาก18 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำ และที่น่าสนใจของสตาร์ทอัพรายนี้คือการใช้ Big Data ในการจัดการข้อมูลกองทุนรวมที่เก็บย้อนหลังไว้ถึง 10 ปี ทำให้ที่สามารถวิเคราะห์หากองทุนที่เจาะลึกแบบละเอียดให้กับลูกค้าได้ตามความต้องการ

ตั้งเป้า 1,000 ล้านบาทในปีนี้ วางแผนเอา Machine Learning มาใช้ด้วย

ที่จริงแล้ว Treasurist เปิดตัวมาตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2016 ถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 7 เดือนแล้ว และแม้จะยังไม่ได้ทำการตลาดอย่างหนักหน่วงมากนัก แต่ก็มีเงินจากลูกค้าที่เข้ามาลงทุนในกองทุนรวมถึงกว่า 300 ล้านบาทแล้ว ทำให้ Treasurist ค่อนข้างมั่นใจว่าปีนี้จะมีคนเข้ามาลงทุนถึงหลัก 100 ล้านได้อย่างแน่นอน เพราะยังมีปัจจัยอื่นมาเสริมด้วย นั่นคือในปลายปีนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพสามารถเอาหุ้นเข้าสู่กองทุน/ตลาดหุ้นได้นั่นเอง และยังไม่จบแค่นั้น ตอนนี้ Treasurist ได้พัฒนา Machine Learning ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ระบบเรียนรู้ลูกค้าเพื่อจัดการกองทุน ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะไม่ต้องใช้มนุษย์ในการช่วยจัดพอร์ตการลงทุนอีกต่อไปแล้วก็เป็นได้

สรุป

Treasurist สตาร์ทอัพช่วยจัดการพอร์ตกองทุนรวมอาสาเป็นตัวช่วยในการลงทุนให้กับคนทั่วไปที่ต้องการลงทุน แต่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนมากนัก โดยสตาร์ทอัพรายนี้มองว่าจุดแข็งของตัวเองคือการใช้งานง่าย เพียง 3 นาทีในการตอบคำถาม ลูกค้าก็ใช้งานได้แล้ว และยังประกอบกับข้อมูล Big Data ในกองทุนย้อนหลัง 10 ปีที่แน่นซึ่งจะทำให้คาดการณ์แนวโน้มตลาดได้อย่างดี

ต้องติดตามดูว่า สตาร์ทอัพรายนี้จะช่วยให้คนไทยหันมาลงทุนในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นได้หรือไม่ แต่ดูเหมือนว่า Treasurist กำลังมองตลาดต่างประเทศไว้ด้วย แต่ยังไม่มีความชัดเจนมากนัก ตอนนี้จึงต้องโฟกัสที่ตลาดในประเทศไทยเป็นหลักก่อน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

from:https://brandinside.asia/treasurist-startup-thailand-investment/

[PR] “Zanroo” มาร์เท็คสตาร์ทอัพ สัญชาติไทย สยายปีกสู่ระดับโลก รุกตลาด “Insight Discovery” รู้ทุกอณูโซเชียลทั่วโลก 
ด้วยงบลงทุน 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

    • เผยความสำเร็จแบบก้าวกระโดด เติบโตกว่า 200 – 400% ต่อปี ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ
    • ขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก ด้วยเงินลงทุน 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตั้งเป้าขยายฐานพื้นที่การให้บริการจาก 15 ประเทศ สู่ 40 ประเทศทั่วโลก
    • เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของ Zanroo ภายใต้ชื่อ “อรุณ” แก้ปัญหาในการวัดผลแคมเปญการตลาดบนโลกดิจิทัล ครั้งแรกที่สามารถวัดค่า ROI บนโลกโซเชียลครบวงจร ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่นักการตลาดทุกคนต้องมีในอนาคต

กรุงเทพ, 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 – “Zanroo (แสนรู้)” มาร์เท็คสตาร์ทอัพ (MarTech Startup) ผู้ให้บริการด้าน “Insight Discovery (อินไซต์ ดิสคัฟเวอรี่)” ให้บริการ Social Listening, Social Engagement และ Consultancy Service ที่เติบโตเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีจุดเด่นในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ด้วยบิ๊กดาต้า ติดตามตรวจสอบข้อมูลแบรนด์แบบเรียลไทม์ วิเคราะห์ข้อมูลและเทรนด์ต่างๆ และนำอินไซต์ผู้บริโภคไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ป้องกัน และบริหารจัดการเหตุวิกฤติที่เกิดขึ้นกับแบรนด์ ซึ่งในระยะเวลาเพียง 4 ปี Zanroo ได้มีการขยายธุรกิจอย่างก้าวกระโดด และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าชั้นนำกว่า 300 ราย ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจธนาคาร ยานยนต์ โทรคมนาคม อีคอมเมิร์ซ การบิน และสินค้าอุปโภคบริโภค ล่าสุด Zanroo เดินหน้าสู่การให้บริการระดับโลกด้วยเงินลงทุนจำนวนกว่า 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มุ่งแข่งขันในกลุ่มอุตสาหกรรม MarTech & AdTech ระดับโลกที่มีมูลค่าตลาดกว่า 24.18 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ มั่นใจได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม ด้วยนวัตกรรมหนึ่งเดียวในโลก พร้อมทีมงานท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง สร้างงานสร้างรายได้ให้คนทั่วโลก ตั้งเป้าขึ้นแท่น        แบรนด์ระดับยูนิคอร์นสตาร์ทอัพในอนาคต

นายชิตพล มั่งพร้อม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Zanroo กล่าวว่า “บริษัทฯ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2556 และพนักงาน 2 คน จนถึงวันนี้ผ่านไป 4 ปี Zanroo ขยายการให้บริการแล้วถึง 15 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ พม่า กัมพูชา เวียดนาม ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ออสเตรเลีย ศรีลังกา ปากีสถาน และอังกฤษ มีพนักงานครอบคลุมในทุกพื้นที่ให้บริการกว่า 150 คน ซึ่งมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 200 – 400% ต่อปี ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ”

“ความโดดเด่นของ Zanroo คือ บริการที่ครบวงจรทั้งด้าน Software ได้แก่ Social Listening, Social Engagement ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลอย่างเจาะลึกในพื้นที่สังคมออนไลน์ยอดนิยมของแต่ละท้องถิ่น และมีความแม่นยำในการตีความภาษาท้องถิ่นทุกภาษาทั่วโลก และด้าน Consultant ที่นอกจากจะประมวลวิเคราะห์ผลอย่างแม่นยำแล้ว เรายังนำ ‘อินไซต์’ ไป ‘ต่อยอด’ ให้ลูกค้าวางกลยุทธ์การตลาดให้เกิดประโยชน์ต่อแบรนด์ หรือป้องกัน

และสามารถบริหารจัดการเหตุวิกฤติที่จะเกิดขึ้นกับแบรนด์อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ Zanroo เป็นบริษัทแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 27001 ทางด้านการรักษาความปลอดภัยในข้อมูลของลูกค้า” นายชิตพล กล่าวเสริม

ปี 2560 นี้ จะเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ของ Zanroo ในเวทีระดับโลก ล่าสุด Zanroo ร่วมกับบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ Shift Ventures (ชิฟ เวนเจอร์ส) ระดมทุน Series A จำนวน 7.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 259 ล้านบาท จากกองทุน สถาบันการเงิน เจ้าของธุรกิจและนักลงทุนหลายราย เพื่อรุกตลาด MarTech ทั่วโลก ทั้งในเอเชีย สหรัฐอเมริกา และยุโรป ซึ่ง ชิฟ เวนเจอร์ส มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่ Zanroo ในการวางโครงสร้างธุรกิจสู่ระดับโลก แนะนำ Zanroo สู่กลุ่มลูกค้าในหลากหลายประเภทธุรกิจ วิเคราะห์โอกาสทางการตลาดใหม่ๆ และช่วยหาพันธมิตรเพื่อขยายธุรกิจในต่างประเทศ

นายอุดมศักดิ์ ดอนขำไพร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีและผู้ก่อตั้ง Zanroo กล่าวว่า “เพื่อนำพา Zanroo ก้าวสู่เวทีโลก เราได้คิดค้นนวัตกรรมหนึ่งเดียวในโลกภายใต้ชื่อ ‘อรุณ’ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อของ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดอรุณ วัดที่มีความงดงาม และยังได้รับการจัดอันดับว่าพระปรางค์วัดอรุณเป็นพระปรางค์ที่สวยงามที่สุดในประเทศไทย การใช้ชื่อ ‘อรุณ’ จึงสื่อถึงความเป็นไทยได้อย่างดี

  “ระบบของ ‘อรุณ’ ถูกออกแบบมาให้ทำงานอย่างรวดเร็วและฉลาดโดยการประมวลผลข้อมูลมหาศาลจากทั้ง Paid Media, Owned Media และ Earned Media ได้รวมกันอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อช่วยวัดผลตอบแทนการลงทุน (Return on Investment) หรือค่า ROI ในโลกดิจิทัลเป็นครั้งแรก การเปิดตัว ‘อรุณ’ ออกสู่ตลาดโลกนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนของธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม ให้สามารถวัดผลกิจกรรมการตลาดในช่องทางดิจิทัลได้ละเอียดขึ้น ทำให้สามารถดำเนินธุรกิจและกิจกรรมทางการตลาดบนความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างแม่นยำและตรงจุดที่สุด” นายอุดมศักดิ์กล่าว

นอกจากนี้ Zanroo ได้วางกลยุทธ์การบุกเบิกตลาดต่างประเทศด้วยจุดเด่น 4 ประการ คือ 1. ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีอันทันสมัย 2. ทีมขายที่เข้มแข็งในแต่ละประเทศที่เข้าไปดำเนินการ 3. แผนการตลาดที่ตรงจุด และ 4. การดูแลลูกค้าและบริการหลังการขาย พร้อมทั้งเตรียมเดินหน้าทำการตลาดแบบเต็มรูปแบบ ทั้ง อะโบฟเดอะไลน์ และ บีโลว์เดอะไลน์ โดยวางแผนในการเดินสายโรดโชว์ ตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้และต้นปีหน้าในหลายเมืองในสหรัฐอเมริกาและจีน ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เมืองต่างๆ ในยุโรปต่อไปในอนาคต การเปิดตัว Zanroo ในระดับโลกนี้ นับเป็นการสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้กับวงการ MarTech ทั่วโลก โดยนักคิดและฝีมือของคนไทย ซึ่งจะทำให้ Zanroo เป็นแบรนด์คนไทยแบรนด์แรกที่จะสร้างชื่อเสียงในระดับโลก

“ด้วยศักยภาพของ ‘อรุณ’ จะเป็น Game Changer ในการช่วยยกระดับการดำเนินธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำตลาดให้กับแบรนด์ต่างๆ ทั่วโลก ทำให้เรามั่นใจว่า Zanroo จะสร้างยอดรายได้ 260 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ และภายในปี 2562 จะขยายตลาดไปยัง 40  ประเทศทั่วโลก มียอดรายได้แตะที่ 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 1,000 ล้านบาท ซึ่งเราตั้งเป้าจะเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรก ที่ขึ้นเป็นยูนิคอร์นสตาร์ทอัพ และติดอันดับ 1  ใน 10 บริษัท MarTech ระดับโลก” นายชิตพล กล่าวสรุป

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • Insight Discovery Platform คือการเก็บข้อมูล consumer insights จากการพูดถึงแบรนด์ สินค้า บริการ บุคคล กิจกรรม ต่างๆ ที่อยู่บนโซเชียล มีเดีย นำมาวิเคราะห์ และติดตามวัดผลการนำอินไซต์นั้นไปใช้ว่ามีผลตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างไร Insight Discovery ครอบคลุมการบริการ 3 อย่าง คือ
    1. Social Listening: บริการรับฟังเสียงผู้บริโภค เก็บข้อมูลของผู้บริโภคจากการพูดถึงแบรนด์สินค้า บริการ บุคคล กิจกรรม และเรื่องต่างๆ ที่อยู่บนโซเชียลมีเดีย
    2. Social Engagement: บริการที่เข้าถึงและเชื่อมต่อกับสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และตอบโตได้ทันทีและสะดวกรวดเร็ว
    3. Consultancy Service บริการให้คำแนะนำที่มีศักยภาพเพื่อให้สามารถนำข้อมูลที่เก็บและวิเคราะห์ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด
  • บริษัท MarTech (Marketing Technology) คือ เทคโนโลยีที่จะมาช่วยสนับสนุนการทำการตลาด
  • Unicorn Startup คือ ธุรกิจ startup ที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ จะได้รับการขนานนามว่า Unicorn

###

from:https://www.techtalkthai.com/zanroo-thai-martech-startup-invests-in-insight-world-insight-discovery/

[PR] หัวเว่ยโชว์ความพร้อมระบบนิเวศไอซีทีหนุนสตาร์ทอัพไทย

หัวเว่ยโชว์ความพร้อมอีโค่ซิสเต็มไอซีทีครบวงจร ทั้งผู้เชี่ยวชาญ-ศูนย์ทดลอง-โซลูชั่นนวัตกรรม หนุนธุรกิจสตาร์ทอัพต่อยอดเทคโนโลยีสร้างโอกาสใหม่ธุรกิจ

นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (กลาง) เยี่ยมชมโซลูชั่นนวัตกรรมล่าสุดของหัวเว่ยภายในงาน Startup Thailand 2017

กรุงเทพฯ/ 6 กรกฎาคม 2560 – หัวเว่ย ผู้จัดหาโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารชั้นนำระดับโลก แสดงความพร้อมระบบนิเวศธุรกิจครบวงจรเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการหน้าใหม่ โดยอาศัยเทคโนโลยีในการเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจ ตั้งแต่การให้คำปรึกษาแนะนำด้านเทคโนโลยีโดยผู้เชี่ยวชาญแก่ธุรกิจ Startup ต่างๆ รวมทั้งร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษาและเอกชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมโชว์ 3 โซลูชั่นนวัตกรรมใหม่ในงาน Startup Thailand 2017  และเตรียมนำผู้ชนะการประกวด Startup Thailand Pitching Challenge เยี่ยมชมนวัตกรรมเทคโนโลยีที่สำนักงานใหญ่ของหัวเว่ย ในเมืองเซิ่นเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน

หัวเว่ยเดินหน้าสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพในไทย โดยอาศัยเทคโนโลยีเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจ ตั้งแต่การสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำให้กับธุรกิจ Startup ต่างๆ ทั้งทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ ภาคการศึกษาและองค์กรเอกชนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้หัวเว่ยยังเดินหน้าลงทุนพัฒนาธุรกิจในไทย ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ได้ประกาศตั้ง หัวเว่ย โอเพ่นแล็ป แบงค์กอก (Huawei Open Lab Bangkok) ด้วยงบกว่า 500 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจต่างๆ รวมถึงกลุ่ม Start Up ในประเทศไทย 

สำหรับ หัวเว่ย โอเพ่นแล็ป แบงค์กอก ออกแบบมาเพื่อให้เป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรูปแบบใหม่โดยมีผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย จากบริษัทหัวเว่ย เป็นผู้ให้คำปรึกษา พร้อมด้วยอุปกรณ์ทั้งระบบเครือข่ายเน็ตเวิร์ก ระบบ Cloud ,Data Center , เครือข่าย  IoT  รวมถึง ซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์อื่นๆ เช่น กล้องซีซีทีวี ที่มีความละเอียดสูง เพื่อใช้ตรวจจับใบหน้าหรือวัตถุ เป็นต้น เพื่อให้พันธมิตรของหัวเว่ยทั้งภาคธุรกิจต่างๆ  ตลอดจนสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ทรัพยากรของหัวเว่ยทดสอบและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ผลักดันให้เกิดการสร้างธุรกิจที่เติบโตและยั่งยืน

“หัวเว่ยมีความพร้อมเต็มที่ที่จะให้การสนับสนุนภาคธุรกิจของไทย รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและโซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัล และก้าวขึ้นเป็นดิจิทัลฮับของภูมิภาค” มร. โรบิน หลู รองประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “นอกจากนี้ เรายังเชื่อว่า สตาร์ทอัพคืออนาคต และจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างโลกที่เชื่อมโยงสื่อสารได้ดีกว่าเดิม”

ชู 3 โซลูชั่นไฮไลต์

หัวเว่ยนำ 3 โซลูชั่นที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมมาจัดแสดงภายในงาน เพื่อแสดงถึงศักยภาพของหัวเว่ยที่ทำงานร่วมกับพันธมิตรในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

  • โซลูชั่น Smart Airport

โซลูชั่น Airport Visualizes Operation ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสนามบินโดยผสมผสานเทคโนโลยี Location Based Services และ GIS ซึ่งพัฒนาเป็นระบบอัจฉริยะที่ช่วยให้สนามบินสามารถบริหารจัดการข้อมูลที่อยู่ภายในเขตสนามบินได้แบบรวมศูนย์ ควบคุมความแม่นยำเรื่องเวลาการบิน ยกระดับความปลอดภัยในสนามบิน ติดตามข้อมูลของรถขนเสบียงและรถขนกระเป๋า ตลอดจนติดตามข้อมูลแบบวิดีโอและภาพด้วยระบบไร้สายในช่วงเวลาฉุกเฉิน ซึ่งจะแสดงผลผ่านแดชบอร์ด

นอกจากนี้ ยังมีโซลูชั่น Smart Passenger Service ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มความพึงพอใจให้กับผู้โดยสารด้วยการแนะนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาทิ  ตารางเวลาของเที่ยวบิน การบอร์ดดิ้ง ระยะทางและเวลาจากจุดที่อยู่จนถึงพิกัดของเคาท์เตอร์เช็คอิน ห้องน้ำ ห้องพยาบาล และสถานที่อื่นๆ 

  • โซลูชั่น Power IoT

หัวเว่ยมุ่งพัฒนา Unified Networking Platform ที่รวบรวมแอพพลิเคชั่นล้ำยุคสำหรับการใช้งานเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ หรือ IoT ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การทำแพลตฟอร์มสำหรับเครือข่ายการสื่อสาร ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีในอนาคตอย่างการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงผ่านสายไฟฟ้าที่มีอยู่เดิมในระบบ (PLC : Power Line Communication), คลื่นวิทยุ (RF), GPRS/3G/4G และเทคโนโลยีสื่อสารไร้สาย GPON

หัวเว่ยได้นำเทคโนโลยี IoT มาประยุกต์ใช้ได้ตั้งแต่ระดับควบคุมการเปิดปิดไฟถนนอัจฉริยะในเมือง ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานให้น้อยลง  นอกจากนี้ยังพัฒนาสมาร์ท มิเตอร์ ช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลการใช้ไฟฟ้าตามบ้านเรือนได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความผิดพลาดในการจดบันทึกข้อมูลแบบเดิมแล้ว ยังนำข้อมูลที่ได้ไปวางแผนการใช้ไฟฟ้าในอนาคตได้ด้วย

  • โซลูชั่น Digital Banking

หัวเว่ยนำเสนอขีดความสามารถของเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลเรียลไทม์เพื่อลดความเสี่ยงในการทุจริตในธุรกิจการเงิน โดยสาธิตผ่านโซลูชั่น Real Time Anti Fraud Operating Management Platform ซึ่งหัวเว่ยทำงานร่วมกับพันธมิตรผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สร้างแพลตฟอร์มสำหรับมอนิเตอร์เส้นทางการเงินในหลายระดับ เช่น  Geolocation ที่สามารถติดตามข้อมูลการกดเงินจากตู้เอทีเอ็มจากสาขาในพื้นที่ต่างๆ ได้

พร้อมอัดฉีดกลุ่มสตาร์ทอัพ 

นอกเหนือจากความพร้อมระบบนิเวศธุรกิจครบวงจร พร้อมนวัตกรรมโซลูชั่นใหม่ ๆ แล้ว หัวเว่ยยังให้การสนับสนุนกิจกรรม Startup Thailand Pitching Challenge ด้วยรางวัลดังต่อไปนี้

  1. ทริปเยี่ยมชมนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอันทันสมัย ณ สำนักงานใหญ่ของหัวเว่ย ที่เมืองเซิ่นเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน ระยะเวลา 3 วัน สำหรับผู้ชนะลำดับที่ 1-3 จากการแข่งขัน Startup Thailand Pitching Challenge ทั้ง 5 ภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 15 รางวัล
  2. ทริปเยี่ยมชมนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอันทันสมัย ณ สำนักงานใหญ่ของหัวเว่ย ที่เมืองเซิ่นเจิ้น สาธารณรัฐประชาชนจีน ระยะเวลา 3 วัน สำหรับผู้ชนะเลิศในรอบ Startup Thailand Pitching Grand Challenge จำนวน 1 รางวัล
  3. ในรอบ Startup Thailand Pitching Grand Challenge ผู้ชนะเลิศจะได้รับสมาร์ทโฟน รุ่น Huawei Mate 9 จำนวน 1 เครื่อง และผู้ชนะลำดับที่ 2- 5 จะได้รับสมาร์ทโฟน รุ่น Huawei GR5 2017 Premium version จำนวน 1 เครื่อง  รวมทั้งสิ้น 5 เครื่อง
  4. สิทธิพิเศษในการเข้าใช้ Huawei OpenLab Bangkok สำหรับผู้ชนะลำดับที่ 1-3 จากทั้ง 5 ภูมิภาค ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560

มร. เหยา ลู่ ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจและสื่อสาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีที่ได้เห็นการแข่งขัน Startup Thailand Pitching Challenge ได้รับเสียงตอบรับมากขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักธุรกิจรุ่นใหม่มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยผลักดันประเทศไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัล หัวเว่ยได้สร้างแพลตฟอร์มเพื่อช่วยบ่มเพาะธุรกิจ SME และขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านไอซีทีและเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างเต็มกำลังของเรากับพันธมิตรในด้านต่างๆ อาทิ การฝึกอบรมด้านไอที การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างงาน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล”

###

เกี่ยวกับหัวเว่ย

หัวเว่ย ผู้นำทางด้านโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่มุ่งมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านการสื่อสารที่ดีทั่วโลก ด้วยการเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบ สร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมแห่งข้อมูล และทำงานร่วมกับองค์กรต่างๆ ในอุตสาหกรรม  หัวเว่ยนำเสนอโซลูชั่นด้านไอซีทีแบบครบวงจร เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้แก่ลูกค้าในกลุ่มเครือข่ายโทรคมนาคมและเอ็นเตอร์ไพรส์ อุปกรณ์สื่อสารต่างๆ และระบบคลาวด์ คอมพิวติ้ง ด้วยกลยุทธ์การสร้างสรรค์นวัตกรรมตามความต้องการของลูกค้าและสัมพันธภาพที่ดีกับพันธมิตร ปัจจุบัน พนักงานกว่า 180,000 คนทั่วโลกของหัวเว่ยมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างคุณประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ กลุ่มลูกค้าองค์กรและผู้บริโภคทั่วไป ผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นไอซีทีของหัวเว่ยได้รับการติดตั้งในกว่า 170 ประเทศในทุกภูมิภาคของโลก และให้บริการประชากรกว่าหนึ่งในสามของโลก  หัวเว่ยก่อตั้งขึ้นในปี  2530 และเป็นบริษัทเอกชนที่มีพนักงานเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของหัวเว่ย ได้ที่ www.huawei.com

from:https://www.techtalkthai.com/huawei-ready-to-support-thai-startup/