คลังเก็บป้ายกำกับ: STORAGE

Western Digital เปิดตัว Ultrastar DC ME200 สตอเรจความเร็วสูงใช้เติมแทนแรม เพิ่มประสิทธิภาพฐานข้อมูล

Western Digital เปิดตัวสตอเรจตระกูล Ultrastar DC ME200 (ME ย่อมาจาก Memory Extension) ระบุว่าเป็น SSD แบบ NVMe ที่ความเร็วอยู่ในระดับใกล้เคียง DRAM

ME20 มี 3 ขนาด ได้แก่ 1TiB, 2TiB, และ 4TiB แม้จะเป็น SSD แต่ตัวสตอเรจก็ไม่รับประกันว่าข้อมูลจะกลับมาได้ครบหลังบูตเครื่อง (เป็นหน่วยความจำ volatile) การใช้อินเทอร์เฟซแบบ NVMe ทำให้สามารถติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ทั่วไปได้ ไม่จำเป็นต้องเปลืองสล็อต DIMM ของแรม

บริษัทยกตัวอย่างการติดตั้งด้วยการเพิ่มแรม 8 อีก 8 เท่าตัวของแรมจริง เช่นเครื่องแรม 256GB สามารถติดตั้ง ME200 ไปอีก 2TiB เมื่อใช้งานกับแอปพลิเคชั่นเช่นฐานข้อมูลแบบ key-value อย่าง Memcached สามารถทำประสิทธิภาพได้ที่ระดับ 85-91% ของความเร็วเมื่อใช้แรมเพียงอย่างเดียว แต่ประหยัดค่าแรมไปมาก งานที่ต้องการแรมสูงระดับเทราไบต์อาจจะลดค่าเครื่องไปถึง 35%

ตัวสตอเรจเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าบางรายแล้ว

ที่มา – Western Digital Blog

No Description

No Description

from:https://www.blognone.com/node/106389

Advertisements

Linux Foundation ประกาศเปิดตัว Ceph Foundation ผลักดันระบบ Open Source Storage โดยเฉพาะ

ในงาน Ceph Day ที่จัดขึ้นใน Berlin ทาง Linux Foundation ได้ออกมาประกาศเปิดตัว Ceph Foundation อย่างเป็นทางการ เพื่อผลักดันโครงการ Ceph อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ต่อยอดจาก Ceph Advisory Board ที่เคยประกาศออกมาเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้

 

Credit: Ceph Foundation

 

ใน Ceph Foundation นี้มีบริษัทต่างๆ เข้าเป็นสมาชิกด้วยกัน 30 รายจากทั่วโลก โดยบทบาทหลักๆ จะเป็นเรื่องของการสนับสนุนงบประมาณให้กับโครงการ, การชักชวนนักพัฒนาให้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ, การผลักดันให้ภาคธุรกิจใช้งาน Ceph มากขึ้น, การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อสนับสนุนชุมชน Open Source Software ที่ต่อยอดจาก Ceph และการตัดสินใจในทิศทางของโครงการ รวมถึงสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับเทคโนโลยีของ Ceph เพิ่มเติม

Ceph นั้นได้เข้าไปมีบทบาทในฐานะของระบบ Storage ขนาดใหญ่เบื้องหลังโครงการ Big Data Analytics และ AI ทั่วโลกมากมาย โครงการนี้จึงได้รับการสนับสนุนและการใช้งานจริงจากภาคธุรกิจจำนวนมากทั่วโลก การตัดสินใจเปิดตัว Ceph Foundation ในครั้งนี้จึงน่าสนใจไม่น้อยทีเดียวว่าหลังจากนี้เทคโนโลยีของ Ceph จะเติบโตขึ้นไปอย่างรวดเร็วเพียงใด

สำหรับผู้ที่สนใจในโครงการ Ceph Foundation สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://ceph.com/foundation/ ครับ

 

ที่มา: https://www.storagereview.com/linux_foundation_launches_ceph_foundation

from:https://www.techtalkthai.com/linux-foundation-announces-ceph-foundation/

สรุปงานสัมมนา NetApp Data Driven Forum Thailand ถึงยุคของการทำ Data Fabric แล้ว

ทีมงาน TechTalkThai มีโอกาสได้ไปร่วมงาน NetApp Data Driven Forum Thailand ที่จัดขึ้นเมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคม 2018 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นงานที่น่าสนใจไม่น้อยกับการเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน ที่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ทำให้มีบทบาทใกล้ตัวเรามากยิ่งขึ้นทั้งในมุมของธุรกิจและในชีวิตประจำวัน แนวคิดการบริหารจัดการข้อมูลในองค์กรบน Cloud ใน Platform ต่างๆ ให้ทำงานร่วมกันได้ เสมือนเป็นผืนผ้าเดียวกัน รวมถึงกรณีศึกษาเรื่องการทำ Digital Transformation ร่วมกับ Ducati จึงขอสรุปเนื้อหาให้ผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกันดังนี้ครับ

 

Data Fabric: สิ่งที่ทุกองค์กรต้องทำเพื่อตอบรับการทำ Digital Transformation อย่างยืดหยุ่น

 

Credit: TechTalkThai

 

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นแกนหลักของงานสัมมนาในครั้งนี้ ก็คือแนวโน้มที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในการทำ Digital Transformation และการนำ Cloud เข้ามาใช้งานในธุรกิจองค์กร ที่ได้ผ่านพ้นช่วงแรกเริ่มของเทคโนโลยี ไปสู่การที่หลายๆ ธุรกิจนั้นเริ่มเข้าใจในสองสิ่งนี้รวมถึงเริ่มมีประสบการณ์ในการใช้งานหรือการทำจริงแล้ว จนเริ่มพบกับปัญหาบางประการ และต้องหาโซลูชันใหม่ๆ เข้ามาแก้ไข

ภาพที่เห็นได้ชัดมากของการทำ Digital Transformation นั้นก็คือการที่เหล่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก 10 อันดับแรกของปี 2017 นั้น ต่างเป็นบริษัทที่มี Digital Product เป็นของตนเองทั้งหมดแล้ว ในขณะที่ IDC เองก็ระบุว่าภายในปี 2020 นั้น 50% ของบริษัทในกลุ่ม Global 2000 จะต้องมีผลิตภัณฑ์, บริการ และการนำเสนอประสบการณ์สู่พนักงานและลูกค้าที่มีการนำเทคโนโลยีแบบ Digital เข้ามาเป็นตัวเสริม อีกทั้ง IDC ยังทำนายด้วยว่าภายในปี 2019 การลงทุนทางด้าน Digital Transformation นั้นจะมีมูลค่าสูงถึง 1.7 ล้านล้านเหรียญ เติบโตจากปี 2017 ถึง 42% โดย Digital Transformation นั้นจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้กลยุทธ์ด้าน IT ต้องเปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่ Data นั้นจะเป็นตัวขับเคลื่อนการทำ Digital Transformation ทั้งหมดอีกที

ทั้งนี้พฤติกรรมหลายประการทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวของทุกๆ คนเองก็เปลี่ยนไปในรูปแบบ Data Driven มากขึ้น ซึ่ง NetApp เองก็ได้มีการสนับสนุนให้ IDC ไปทำการสำรวจเหล่าผู้บริหารและพนักงานระดับสูงกว่า 800 บริษัทใน 15 อุตสาหกรรม ว่ามีการนำข้อมูลไปใช้งานอย่างไรบ้างในช่วง 2-3 ปีที่ผ่าน และพบข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

  • ทุกๆ อุตสาหกรรมนั้นพบกับการ Disruption กันหมดแล้ว โดย Utilities ถูก Disruption มากที่สุดถึง 29% ตามมาด้วย Retail มากกว่า 25%, Industrial Equipment 20%, Financial Services 18%, Government 17.5%, Oil and Gas 15.1% และ Transport 14.2%
  • กลุ่ม Data Thriver หรือธุรกิจที่เป็นผู้นำข้อมูลมาใช้งานอย่างจริงจังก่อนใครนั้น ยังคงมีเพียงแค่ 11% ของบริษัททั้งหมดที่ทำการสำรวจ แต่ธุรกิจเหล่านี้ก็มี Operational Efficiency สูงกว่าธุรกิจที่ยังไม่เริ่มนำข้อมูลมาใช้งานถึง 6 เท่า และมีกำไรสูงกว่า 3 เท่า ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงวิธีการในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า, การสร้างโอกาสทางธุึรกิจใหม่ๆ ด้วยนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ และการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • เหล่า Data Thriver นี้มีมุมมองต่อ Data ว่าเป็น Asset ของธุรกิจ อีกทั้งยังมีการปรับโครงสร้างการทำงาน ให้ฝ่าย IT และธุรกิจทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพและสามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ออกมาได้อย่างรวดเร็วและตรงต่อความต้องการใช้งานจริงมากขึ้น
  • สำหรับการลงทุนของธุรกิจในกลุ่ม Data Thriver นี้จะเกิดขึ้นกับโครงการทางด้าน DevOps, การเปลี่ยน IT Infrastructure ให้รองรับการทำ Digital Transformation อย่างเต็มตัว, การนำ Data Analytics และ Machine Learning มาใช้งาน ไปจนถึงการก้าวสู่การทำ Multi-Hybrid Cloud ซึ่งผสานรวมทั้ง Multi-Cloud และ Hybrid Cloud เข้าไว้ด้วยกัน

NetApp ได้ระบุว่าการทำ Digital Transformation เหล่านี้เองที่จะเป็นแรงผลักดันหลักที่จะทำให้ระบบ IT ของธุรกิจองค์กรต่างๆ เปลี่ยนไป ดังนี้

  • Inspire การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โดยใช้ศักยภาพและความสามารถของ Cloud เป็นเทคโนโลยีเบื้องหลัง
  • Build การใช้ Cloud เร่งให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าในอดีต
  • Modernize การสร้างสถาปัตยกรรมระบบ IT โดยใช้ Flash ในการจัดเก็บข้อมูลเป็นหลัก และเสริมความสามารถให้ข้อมูลเหล่านี้ภายในองค์กรสามารถนำไปใช้บน Cloud ได้อย่างอิสระ

อย่างไรก็ดี ความท้าทายหลักๆ ของเหล่าธุรกิจที่มีต่อการจัดการข้อมูลนั้นก็คือการที่ข้อมูลมักจะถูกจัดเก็บอย่างกระจัดกระจาย (Distributed), มีการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง (Dynamic) และมีการจัดเก็บในรูปแบบที่หลากหลาย (Diverse) ทำให้การเตรียมข้อมูลเพื่อมาใช้งานจริงอย่างครบถ้วนสมบูรณ์นั้นเป็นไปได้ยาก ในขณะที่การนำมาใช้งานจริงเองก็ต้องคำนึงถึงประเด็นด้านความปลอดภัย, การเข้าถึงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ติดข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยีและการนำไปใช้งานหลากหลายรูปแบบตามความต้องการที่อาจเกิดขึ้นใหม่ในอนาคตให้ได้ด้วย

NetApp นั้นต้องการเป็นผู้ที่ช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถทำ Digital Transformation ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเอาชนะความท้าทายต่างๆ รวมถึงเตรียมพร้อมต่อสถาปัตยกรรม Multi-Hybrid Cloud ให้ได้ จึงได้มุ่งเน้นไปที่ประเด็นเรื่องของการนำเสนอโซลูชันสำหรับการทำ Cloud Data Management เป็นหลัก เพื่อให้ธุรกิจองค์กรต่างๆ สามารถบริหารจัดการข้อมูลของตนเองซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญต่อการทำธุรกิจในอนาคต และพร้อมจะนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาอย่างสะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพได้นั่นเอง

สำหรับองค์กรต่างๆ ที่อยากทราบว่าตัวเองมีความพร้อมด้านการทำ Digital Transformation มากน้อยเพียงใด สามารถทำแบบทดสอบวัดผลออนไลน์ของทาง NetApp ได้ฟรีๆ ทันทีที่ Dxassenssment.netapp.com ครับ

 

NetApp Data Fabric: ตอบโจทย์ Cloud Data Management ด้วยการผสานระบบจัดเก็บข้อมูลบนทุก Platform เข้าด้วยกัน

 

Credit: NetApp

 

เพื่อตอบรับต่อยุคสมัยแห่ง Data-centric ที่ข้อมูลจะกลายเป็นศูนย์กลางของทุกๆ การทำ Digital Transformation ทาง NetApp จึงได้นำเสนอโซลูชัน Data Fabric ขึ้น

หากจะเล่าภาพของ NetApp Data Fabric ให้ชัดเจนแล้ว ก็อาจต้องเล่าย้อนไปถึงเทคโนโลยีของ NetApp ที่มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาระบบ Storage สำหรับองค์กรให้ตัว Software นั้นแยกส่วนกับ Hardware อย่างเด็ดขาดมาตั้งแต่แรกเริ่ม เรียกได้ว่าเป็นแนวคิดการทำ Software-Defined Storage (SDS) ตั้งแต่ก่อนที่คำๆ นี้จะเกิดขึ้นมาเสียอีก ดังนั้น Storage ทุกรุ่นของ NetApp นั้นถึงแม้จะมี Hardware ที่แตกต่างกัน แต่ก็มีชั้นของ Software ที่เหมือนกันหมด และทำงานร่วมกันได้ทั้งหมด

พอมาถึงยุคสมัยของ Cloud ทาง NetApp เองก็สามารถก้าวเข้าสู่โลกของ Cloud ได้อย่างง่ายดายด้วยการนำ Software ของตนเองไปให้ติดตั้งใช้งานบนระบบ Compute ของผู้ให้บริการ Cloud แต่ละราย และเชื่อมต่อกับ Cloud Storage เพื่อนำมาใช้เป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูล เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการใช้งาน NetApp บน Cloud

Software ดังกล่าวนี้ก็คือ NetApp ONTAP นั่นเอง

นอกจากในแง่มุมของการที่ NetApp ONTAP นั้นสามารถถูกนำไปติดตั้งใช้งานได้ทั้งภายในองค์กรและบน Cloud แล้ว ทาง NetApp เองก็ยังได้จับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการ Cloud เพื่อนำ Hardware ของ NetApp เองไปติดตั้งและให้บริการบนนั้น เพื่อให้องค์กรต่างๆ สามารถเลือก Provision โซลูชันของ NetApp มาใช้งานเป็น Cloud Storage ได้โดยตรง และยังคงเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ของ NetApp ที่ใช้งานอยู่เดิมได้อย่างสมบูรณ์ด้วย

ทั้งนี้เมื่อ NetApp มีการเข้าซื้อกิจการของ Solidfire ผู้พัฒนาโซลูชันด้าน All Flash Storage อีกรายเข้ามา และได้ต่อยอดจนกลายเป็น NetApp HCI ไปแล้วในทุกวันนี้ ถึงแม้ระบบเบื้องหลังดังกล่าวนี้จะไม่ใช่ NetApp ONTAP แต่ทางทีมงาน NetApp ก็ได้ทำการพัฒนาต่อเนื่องจนโซลูชันเหล่านี้สามารถทำงานร่วมกับ NetApp ONTAP ได้ด้วย

การทำงานร่วมกันเองระหว่างโซลูชันที่ใช้ NetApp ONTAP ทั้งภายใน Data Center ขององค์กรหรือบน Cloud และ NetApp HCI ในแง่ของความสามารถในการโยกย้ายข้อมูล, การสำเนาข้อมูล แะอื่นๆ นี้เองก็คือหัวใจของ NetApp Data Fabric โดยสิ่งที่ NetApp ได้ทำเพิ่มเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายนนั้นก็คือมีระบบบริหารจัดการโซลูชันเหล่านี้แบบศูนย์กลาง ซึ่งสามารถติดตั้งใช้งานเองภายในองค์กรก็ได้ หรือจะใช้บริการ Cloud ก็ได้ และทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถทำการจัดการข้อมูลของตนเองที่อยู่บน Platform ของ NetApp ทั้งหมดจากที่ใดๆ ก็ได้ผ่านหน้า GUI อย่างง่ายดายด้วยการ Drag & Drop และการกำหนดค่าอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับ CLI อีกต่อไป

ความร่วมมือระหว่าง NetApp กับผู้ให้บริการ Cloud นี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ให้บริการ Cloud ระดับ Global เท่านั้น แต่ในเมืองไทยเองก็มีผู้ให้บริการ Cloud ที่สามารถนำเสนอเทคโนโลยีของ NetApp และทำงานร่วมกันในภาพของ NetApp Data Fabric ได้ด้วยเช่นกัน

ลองดูตัวอย่างการทำงานง่ายๆ ของ NetApp Data Fabric ได้จากคลิปตัวอย่างดังนี้ ซึ่งเป็นการทดลอง Replicate ข้อมูลระหว่าง NetApp ONTAP บน AWS กับ NetApp ONTAP ภายใน Data Center ครับ

 

NetApp สนับสนุน Ducati พลิกโฉมการแข่งขัน MotoGP World Championship ด้วย Digital Transformation

 

Credit: NetApp

 

อีกหนึ่งในเนื้อหาส่วนที่น่าสนใจมากในงานสัมมนานี้ คือการที่ทีมงานของ NetApp ออกมาเล่าถึงกรณีศึกษาจากการที่ NetApp ได้เข้าไปเป็น Sponsor อย่างเป็นทางการให้กับ Ducati Team ในการแข่งขัน 2018 MotoGP World Championship เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และได้เข้าไปเป็นกำลังหลักในการร่วมทำ Digital Transformation เพื่อให้ Ducati Team สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ที่เคยมีในการเพิ่มความเร็วให้กับรถของ Ducati ด้วยการนำข้อมูลไปใช้ นับเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับการนำ All Flash Storage และ Data Fabric มาใช้งานในการทำ Digital Transformation ให้เกิดขึ้นจริง

เดิมทีนั้นความเร็วสูงสุดที่เคยมีในประวัติศาสตร์การแข่งขันนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 356.4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทาง Ducati จึงได้นำเทคโนโลยี Internet of Things หรือ IoT เข้ามาใช้ติดตั้งรอบตัวรถ MotoGP มากกว่า 60 จุดในแต่ละคัน เพื่อทำหน้าที่เป็น Sensor วัดค่าต่างๆ ที่เกิดขึ้นขณะที่รถกำลังวิ่งไปรอบสนาม เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาทำการวิเคราะห์และปรับจูน Software ของระบบ ECU ให้ประสิทธิภาพของรถเร็วยิ่งขึ้นโดยอัตโนมัติ ก่อนที่รถจะวิ่งในรอบถัดไปและนำข้อมูลมาทำการปรับปรุงต่อยอดไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจาก Sensor เหล่านี้ที่เกิดขึ้นในแต่ละรอบของการแข่งขันนั้นมีมากถึง 8GB และ Ducati Team เองก็มีรถ MotoGP สำหรับใช้ในการซ้อมด้วยกันถึง 4 คัน ดังนั้นการโหลดข้อมูลเข้ามาจัดเก็บให้ได้อย่างรวดเร็วและทำการวิเคราะห์ให้ได้ทันท่วงทีต่อความต้องการนั้นจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญ และนี่เองที่เทคโนโลยี All Flash Storage ของ NetApp ได้เข้ามามีบทบาทในการจัดเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาลนี้ให้ได้อย่างทันท่วงที และนำไปใช้วิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับแต่งค่าใน ECU แต่ละรอบนั้นแล้วเสร็จได้ภายในเวลาเพียงแค่ 1 นาทีเท่านั้น

 

ของแจกในงานสัมมนา เป็น Ducati คันจิ๋ว โดน NetApp ครับ Credit: TechTalkThai

 

ไม่เพียงแต่ข้อมูลจะถูกวิเคราะห์ในสนามแข่งเท่านั้น แต่สนามแข่งทั้งหมดในการแข่งขันกว่า 19 แห่งทั่วโลกนั้นต่างก็ถูกปรับแต่งให้รองรับเทคโนโลยีเหล่านี้ทั้งหมดเพื่อให้ Ducati Team สามารถทำการปรับจูนเครื่องให้เหมาะสมกับการแข่งขันในแต่ละสนามได้ อีกทั้งข้อมูลที่ถูกจัดเก็บในแต่ละสนามซึ่งมีปริมาณมหาศาลนี้ ก็ต้องสามารถถูกส่งขึ้นไปจัดเก็บอีกชุดหนึ่งบน Cloud เพื่อให้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลองค์รวม รวมถึงยังสามารถใช้ Computing Power ปริมาณมหาศาลที่อยู่บน Cloud ได้ด้วยเช่นกัน ตรงส่วนนี้ทาง NetApp ได้ใช้ NetApp Data Fabric ในการเชื่อมข้อมูลจากสนามแข่งทั้งหมดขึ้นสู่ Cloud และโยกย้ายไปยังที่ใดก็ได้ตามแต่ความต้องการของ Ducati Team

ด้วยแนวทางเหล่านี้ ในการแข่งขันที่ Qatar นักแข่งของ Ducati Team ทั้ง 5 คนจึงสามารถทำลายสถิติเวลาที่ดีที่สุดของตนเองได้ จนทำให้ทีมคว้าชัยชนะมาครั้งแรกหลังจากนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงกระบวนการเตรียมการแข่งขันของตนเองได้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ในงานสัมมนาครั้งนี้เอง ทาง Ducati ก็ได้มาออกบูธในงานของ NetApp ด้วย ก็ถือว่าน่าตื่นตาตื่นใจดีครับ

 

Ducati ที่นำมาแสดงในงานสัมมนาครั้งนี้ Credit: TechTalkThai

 

แนะนำผลิตภัณฑ์และโซลูชันเด่นของ NetApp ในปีนี้

สุดท้ายทางทีมงาน TechTalkThai ก็มีโอกาสได้ไปพูดคุยกับเหล่าวิศวกรของ NetApp เพื่อสอบถามถึงโซลูชันเด่นต่างๆ ที่จะเน้นในตลาดเมืองไทยสำหรับปี 2019 ที่จะถึงนี้กันดังนี้ครับ

 

1. NetApp Data Fabric

 

Credit: NetApp

 

เพื่อตอบรับต่อการทำ Multi-Hybrid Cloud ของธุรกิจไทย ทางทีมงาน NetApp จึงนำเสนอโซลูชันในภาพของ NetApp Data Fabric ในระยะยาวเพื่อให้เหล่าธุรกิจองค์กรที่ลงทุนใน NetApp นั้นสามารถมองเห็นแนวทางในอนาคตที่จะเปิดสู่การทำ Multi-Cloud และ Hybrid Cloud ได้อย่างชัดเจน ด้วยความสามารถในการจัดการข้อมูลและโยกย้ายข้อมูลได้อย่างอิสระของ NetApp ONTAP และ NetApp HCI ร่วมกับบริการต่างๆ ของ NetApp บนผู้ให้บริการ Cloud หลากหลายราย

ทั้งนี้ NetApp Data Fabric เองก็รองรับการทำงานร่วมกับผู้ให้บริการ Cloud ดังนี้

 

2. NetApp HCI

 

NetApp HCI ของจริงที่นำมาจัดแสดงในงาน ใครสนใจเรียกไป PoC ได้เลยครับ Credit: TechTalkThai

 

ผลิตภัณฑ์น้องใหม่ที่ NetApp ต้องการผลักดันก็คือ NetApp HCI ที่นำแนวคิดของ HCI 2.0 มาสู่ Data Center ขององค์กรด้วยการแยกส่วนของ Compute และ Storage ออกจากกัน ทำให้การเพิ่มขยายระบบสามารถเลือกเฉพาะส่วนได้ และระบบ Compute และ Storage ต่างก็ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่แย่งทรัพยากรระหว่างกัน อีกทั้งระบบ Storage ใน NetApp HCI นี้ก็ยังสามารถทำหน้าที่เป็น SAN Storage ได้อย่างเต็มตัว เชื่อมต่อกับ Physical Server หรือ Virtual Machine (VM) ที่มีอยู่เดิมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ All Flash ทั้งหมดในระบบทำให้มีประสิทธิสูงและประหยัดพลังงาน เหนือกว่าระบบ HCI ที่ทำงานแบบ Hybrid อย่างชัดเจน

อีกจุดเด่นหนึ่งที่น่าสนใจมากของ NetApp HCI ภายใต้แนวคิด HCI 2.0 นี้ก็คือความสามารถในการกำหนด Quality of Service (QoS) สำหรับแต่ละ Volume เพื่อรับประกัน IOPS ที่จะให้บริการขั้นต่ำได้ ทำให้ในกรณีที่หลายๆ Application เกิดการทำงานหนักพร้อมๆ กัน ก็จะไม่มี Application ใดต้องหยุดทำงานหรือมีปัญหาด้านประสิทธิภาพเลย รวมไปถึงหาก Storage Node ภายใน NetApp HCI เกิดหยุดทำงานไปบางส่วน ระบบที่เหลือก็จะยังคงรับประกัน IOPS ที่จะให้บริการทั้งหมดได้ตามที่กำหนดค่าเอาไว้ด้วย

 

3. NetApp AFF, NetApp FAS, NetApp EF, NetApp E

 

Credit: NetApp

 

ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงสำหรับ NetApp เช่นเคยสำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่ม Unified Storage ซึ่งมี NetApp AFF เป็นรุ่น All Flash Storage (ปัจจุบันมีรุ่น NVMe แล้ว), NetApp FAS เป็นรุ่น Hybrid Flash Storage รวมถึงยังมี SAN Storage ราคาคุ้มค่าอย่าง NetApp EF-Series สำหรับ All Flash Storage และ NetApp E-Series สำหรับ Hybrid Flash Storage

แน่นอนว่าความสามารถอันโดดเด่นที่ทำให้สามารถเอาชนะใจองค์กรจำนวนมากทั่วโลกมาได้ ก็หนีไม่พ้นการทำ MetroCluster ที่ทำให้สามารถทำ Synchronous Replication ระหว่าง Data Center ที่ระยะห่างกันสูงสุดได้ถึง 300 กิโลเมตร ทำให้มีค่า RPO ที่ 0 และมีค่า RTO ต่ำกว่า 120 วินาทีได้ ซึ่งเป็นความสามารถที่พร้อมใช้งานได้ทันทีบน NetApp ONTAP แบบไม่มีลิขสิทธิ์ใดๆ เพิ่มเติม

 

4. NetApp StorageGRID

 

Credit: NetApp

 

โซลูชันด้าน Object Storage ที่ต้องการความทนทานสูงเป็นพิเศษด้วยค่า Availability ระดับ 99.999999999% (11-nines) และค่า Durability ระดับ 99.9999999999999% (15-nines) ด้วยการใช้เทคโนโลยี Layered Erasure Coding และสามารถให้บริการข้อมูลได้ผ่านทาง S3-Compatible Protocol โดยรองรับการเพิ่มขยายได้แบบ Scale-Out

NetApp StorageGRID นี้ได้มีผู้ให้บริการในไทยนำมาให้บริการเป็น Cloud Object Storage ให้พร้อมใช้งานจริงได้แล้วในปัจจุบัน รวมถึงมีเหล่าองค์กรต่างๆ เริ่มใช้งานกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรองรับต่อความต้องการในการใช้งาน Application ที่ต้องการเชื่อมต่อข้อมูลผ่าน S3-Compatible Protocol และต้องการจัดเก็บข้อมูลอย่างคุ้มค่าและทนทานสูงสุด

 

ยอดขาย Flash Storage ของ NetApp ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกเมื่อไตรมาสที่ 2 ของปี 2018 ที่ผ่านมา

นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีกับทีมงาน NetApp ว่าเมื่อไตรมาส 2 ของปี 2018 ที่ผ่านมานี้ ทาง NetApp มีส่วนแบ่งตลาดของ Flash Storage สูงที่สุดในโลก และสูงที่สุดในประเทศไทยด้วยจากการสำรวจของ IDC

 

ติดตาม Facebook Fan Page ของ NetApp Thailand ได้ทันที

สำหรับผู้ที่ต้องการรับข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันต่างๆ ของ NetApp หรือต้องการติดต่อกับทีมงาน NetApp ในประเทศไทย สามารถติดต่อผ่านทาง Facebook Fan Page ได้ที่ https://www.facebook.com/NetApp-Thailand-2049193398649676/ ครับ

from:https://www.techtalkthai.com/netapp-data-driven-forum-thailand-seminar-summary/

โปรโมชัน Dell EMC SC Series ระบบ SAN Storage มากความสามารถ ในราคาเริ่มต้น 1.16 ล้านบาทเท่านั้น

เป็นอีกหนึ่งโปรโมชันที่น่าสนใจจาก Dell EMC สำหรับเหล่าธุรกิจต่างๆ ที่กำลังมองหา SAN Storage ไปใช้งานภายใน Data Center กับโปรโมชัน Dell EMC SC Series ที่ทำให้คุณสามารถเป็นเจ้าของ Hybrid Flash Storage ได้ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.16 ล้านบาทเท่านั้น

 

Dell SC Series: SAN Storage ความสามารถหลากหลาย เริ่มต้นได้จากระบบขนาดเล็ก และเพิ่มขยายได้ในระยะยาว

 

Credit: Dell EMC

 

Dell SC Series นี้เป็น SAN Storage อัจฉริยะที่มุ่งเน้นความสามารถทางด้านการบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างอิสระในขณะที่ยังคงให้บริการข้อมูลได้ด้วยประสิทธิภาพสูงภายในระบบเดียว เพื่อให้ Dell EMC SC Series สามารถเป็น Storage ชุดแรกที่ธุรกิจองค์กรต่างๆ เริ่มต้นใช้งาน และเพิ่มขยายตามความต้องการใช้งานข้อมูลที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้ โดยเกิด Downtime ในระบบน้อยที่สุดเมื่อมีการขยายระบบ

ความสามารถที่โดดเด่นและน่าสนใจของ Dell EMC SC Series มีดังนี้

  • สามารถให้บริการข้อมูลผ่าน FC, iSCSI และ VVOLS ได้
  • รองรับการทำ Advanced Tiering ทำ Storage Tiering ระหว่าง Volume ที่ใช้ RAID รูปแบบแตกต่างกันเพื่อรองรับ Workload ได้ตามความเหมาะสม
  • ทำ Deduplication และ Compression ในตัว ลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลลง
  • สามารถทำ Multi-Array Federation เพื่อบริหารจัดการหลาย Array พร้อมๆ กัน และทำการโยกย้ายข้อมูลระหว่าง Array หรือสลับไปใช้ข้อมูลที่ทำ Replication เอาไว้โดยอัตโนมัติโดยไม่เกิด Downtime
  • ทำ Online Data Migration ระหว่างหลาย Array ได้ โดยยังคงให้บริการข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เกิด Downtime ต่อ Application
  • มีระบบ Volume Advisor แนะนำได้ว่าควรย้าย Volume ใดไปยัง Array ใดใน Federate เพื่อให้มีทรัพยากรที่เพียงพอต่อการใช้งาน
  • มีเครื่องมือสำหรับกู้คืนข้อมูลในระดับ Application ให้ในตัวจากการทำ Application Consistent Snapshot ด้วย Microsoft Volume Shadow Copy (VSS) สำหรับ Microsoft Exchange, Microsoft SQL Server, Microsoft Hyper-V และ VMware Virtual Machine (VM) ทำให้สามารถกู้คืนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
  • สามารถกำหนด QoS สำหรับการเข้าถึงข้อมูลบน Storage เพื่อจัดระดับให้ Application ที่มีความสำคัญสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างมั่นใจ
  • บริหารจัดการได้ผ่าน Dell EMC CloudIQ ซึ่งมาพร้อมกับความสามารถในการทำ Predictive Analytics และแจ้งปัญหาพร้อมวิธีการแก้ไข เพื่อให้การดูแลรักษาระบบ Storage เป็นไปได้อย่างง่ายดาย และมี Downtime น้อยลงกว่าเดิม

จะเห็นได้ว่าความสามารถส่วนใหญ่บน Dell EMC SC Series นอกจากความสามารถในการให้บริการ SAN Storage ตามปกติและการปกป้องข้อมูลแล้ว สิ่งที่ถูกเน้นในรุ่นนี้ก็คือความสามารถในการบริหารจัดการข้อมูลและรองรับการเติบโตของข้อมูลด้วยความสามารถในการทำ Federation เพื่อให้การย้ายข้อมูลระหว่างอุปกรณ์สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มี Downtime ต่อระบบ และการเพิ่มความทนทานต่อยอดขึ้นมาจากการมี SAN Storage ทำงานร่วมกันได้หลายชุดภายใน Federation ด้วย

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ Dell EMC SC Series ได้ที่ https://www.dellemc.com/en-us/storage/sc-series.htm

 

โปรโมชัน Dell SC Series – Hybrid Flash เริ่มต้นที่ 1.16 ล้านบาท

สำหรับโปรโมชันของ Dell SC Series ในช่วงปลายปี 2018 นี้ ก็มีมากด้วยกันถึง 5 โปรโมชัน เริ่มต้นตั้งแต่รุ่น Hybrid Flash ที่ให้ SSD มามากถึง 21.12TB และ HDD มากถึง 36TB เพื่อรองรับ Workload ที่หลากหลายในราคาเพียงแค่ 1.16 ล้านบาท ไปจนถึงโปรโมชันรุ่นใหญ่สุดที่เป็นรุ่น All Flash ที่มาพร้อมกับบริการ ProDeploy โดยโปรโมชันทั้งหมดนี้จะมาพร้อมกับการรับประกันแบบ ProSupport Plus 3 ปี 7×24 และ Onsite Service ภายในเวลา 4 ชั่วโมง

 

คลิกเพื่อดูภาพขนาดใหญ่

 

สิ่งที่ทำให้โปรโมชันนี้น่าสนใจก็คือการให้ SSD และ HDD จำนวนมากมาในราคาที่คุ้มค่าทีเดียว ซึ่ง SSD และ HDD ที่ให้มานั้นก็ถือว่ามีขนาดใหญ่ไม่น้อย รวมถึงยังให้ฟีเจอร์ต่างๆ ในการใช้งานมาอย่างครบถ้วนด้วย ดังนั้นเหล่าธุรกิจหรือองค์กรใดๆ ที่กำลังมองหา SAN Storage สำหรับนำไปใช้รองรับ Workload ที่หลากหลาย โปรโมชันนี้ก็ถือว่าน่าจะตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว

 

พบกับโปรโมชันอื่นๆ ของ Dell EMC

ในปลายปี 2018 นี้เอง Dell EMC เองก็ยังมีโปรโมชันอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ทั้ง Server, HCI, Storage และ Networking ดังนี้

คลิกเพื่อโหลดภาพขนาดใหญ่

 

คลิกเพื่อโหลดภาพขนาดใหญ่

 

สนใจติดต่อสอบถามทีมงาน Dell EMC ได้ทันที

ผู้ที่สนใจโปรโมชันใดๆ ของ Dell EMC สามารถสอบถามได้ที่คุณวศิน โทร 090-979-4215 หรือติดต่อ admin@register-dellemc-th.com หรือติดต่อทีมงาน Dell EMC Thailand ได้โดยตรงเพื่อสอบถามราคาสินค้ารายการอื่นๆ ได้ที่ https://facebook.com/DellEMC.thailand

from:https://www.techtalkthai.com/dell-emc-sc-series-san-storage-promotion-2018/

สรุปงานสัมมนา ACA Pacific Technology Solution Day 2018

ACA Pacific Thailand ผู้จัดจำหน่ายโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยระดับ Enterprise-class จัดงานสัมมนา ACA Pacific Technology Solution Day ประจำปี 2018 ภายใต้ธีม “It’s Your Turn to Rise Above” พร้อมอัปเดตเทรนด์และเทคโนโลยี IT ล่าสุด ไม่ว่าจะเป็น Cloud Communucation, Next-generation Data Center, Big Data Analytics and AI และ Cybersecurity จากเจ้าของผลิตภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก ผู้ที่สนใจสามารถอ่านบทความสรุปงานสัมมนาได้ที่นี่

“ข้อมูล” ขุมทรัพย์สำคัญที่ต้องปกป้อง

ในยุค Digital Business ข้อมูลถือเป็นสิ่งล้ำค่าเทียบได้กับ “น้ำมัน” เราสามารถนำข้อมูลมากลั่นสกัดเพื่อให้ได้ Insights แล้วนำไปใช้ประโยชน์ทางด้านธุรกิจต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้า การจัดทำแคมเปญโฆษณาที่เหมาะสม หรือแม้แต่การสร้างโมเดลทางธุรกิจแบบใหม่ อย่างไรก็ตาม โอกาสย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยง ภัยคุกคามไซเบอร์ในปัจจุบันก็เริ่มพุ่งเป้าโจมตีที่ข้อมูลมากยิ่งขึ้น ดังที่เห็นในข่าวว่าองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่งเกิดเหตุ Data Breach ไม่เว้นในแต่ละวัน

“ข้อมูลของเรามีความสำคัญมากในปัจจุบัน เราจะปกป้องข้อมูลของเราบนโลกออนไลน์จากภัยคุกคามไซเบอร์ได้อย่างไร” — Rorey Rogers, Country Manager ของ ACA Thailand กล่าว

สรุปเทรนด์และเทคโนโลยีล่าสุดจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก

ภายในงานสัมมนา ACA Pacific Technology Solution Day 2018 นี้ ACA Thailand ได้เชิญเจ้าของผลิตภัณฑ์ชั้นนำระดับโลกมาอัปเดตเทรนด์ เทคโนโลยี และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับสนับสนุนการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศในยุคดิจิทัล รวมไปถึงการปกป้องข้อมูลสำคัญขององค์กรจากภัยคุกคามประเภทต่างๆ ซึ่งสามารถสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

Algosec

หลายองค์กรทั่วโลกกำลังหันไปใช้ระบบ Cloud มากขึ้น เนื่องจากสามารถใช้จ่ายตามการใช้งานจริง ยืดหยุ่น และมีความคล่องตัวสูง อย่างไรก็ตาม องค์กรเหล่านั้นมักประสบกับความท้าทายด้านความสามารถในการติดตามการใช้งานแอปพลิเคชันและทราฟฟิกที่วิ่งบนเครือข่าย การบริหารจัดการนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยและการกำกับดูแล รวมไปถึงปัญหาด้านกฏระเบียบและข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

Algosec ผู้ให้บริการ Security Policy Management & Governance ชื่อดังจึงได้นำเสนอโซลูชันสำหรับบริหารจัดการ Firewall Rules และ Access Control Lists จากศูนย์กลาง เพื่อให้สามารถติดตามการใช้งานที่เกิดขึ้นบนระบบเครือข่ายและระบบ Cloud รวมไปถึงกำกับดูแลการใช้อุปกรณ์ Firewall ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีคุณสมบัติสำคัญ 3 ประการ คือ

  • App Discovery – ค้นหาและติดตามการใช้แอปพลิเคชันทั้งหมดภายในองค์กร พร้อมแสดงเป็นแผนภาพเพื่อให้เห็นภาพรวมของระบบทั้งหมดได้ง่ายยิ่งขึ้น
  • Monitoring – ติดตามการเปลี่ยนแปลงของ Firewall Rules และ Access Control Lists
  • Change Management – จัดลำดับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง Firewall Rules รวมไปถึงจัดทำรายงานความเสี่ยงจาก Rules ที่ใช้งานอยู่

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.algosec.com/

 

Radware

การเข้ารหัสช่องทางสื่อสารมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากองค์กรทั่วโลกต่างตระหนักถึงความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนบุคคลของผู้ใช้ จากสถิติของ Google Chrome และ Mozilla Firefox พบว่าประมาณ 70 – 80% ของทราฟฟิกบนอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันถูกเข้ารหัสแบบ SSL/TLS อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามที่แฝงตัวมากับช่องทางเข้ารหัสนี้ก็มีเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ถึงแม้ว่าอุปกรณ์รักษาความมั่นคงปลอดภัยจะสามารถถอดรหัสเพื่อตรวจสอบภัยคุกคามในทราฟฟิก SSL/TLS ได้ แต่ประสิทธิภาพของอุปกรณ์เหล่านั้นก็จะลดลงถึงประมาณ 80% และทำให้มี Latency เพิ่มมากขึ้น

Radware ผู้ให้บริการชั้นนำด้าน Application Delivery และ Cybersecurity จึงได้นำเสนอโซลูชันสำหรับทำ SSL Inspection & Offloading สำหรับถอดรหัสทราฟฟิก ก่อนส่งต่อไปยังอุปกรณ์รักษาความมั่นคงปลอดภัยอื่นๆ เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบต่อไป วิธีการนี้จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ลด Latency ที่เกิดขึ้น และขยายระบบในอนาคตได้ง่าย ที่สำคัญคืออุปกรณ์รักษาความมั่นคงปลอดภัยสามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองหน่วยประมวลผลในการถอดรหัสข้อมูลด้วยตนเอง

Radware SSL Inspection & Offloading รองรับการใช้งานทั้งในรูปของ Appliance, Virtualization และ Cloud

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.radware.com/

 

Actifio

รายงานของ IDC FutureScapes ระบุว่า 75% ขององค์กรขนาดใหญ่เตรียมวางกลยุทธ์ในการทำ Digital Transformation ภายใน 2 ปีนี้ แน่นอนว่าหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังมาถึงคือ “ข้อมูล” ส่งผลให้หลายองค์กรทั่วโลกเริ่มเก็บข้อมูลและนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อหา Insights สำหรับสนุนธุรกิจมากยิ่งขึ้น เมื่อมีการสำรองและการทำสำเนาข้อมูลไปใช้ในระบบต่างๆ เป็นจำนวนมากย่อมส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องการจัดเก็บข้อมูลลงบน Storage ตามมา ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มากขึ้น การสำรองและกู้คืนข้อมูลที่ต้องใช้เวลานานขึ้น เป็นต้น

Actifio ให้บริการเทคโนโลยีที่ผสมผสานคุณสมบัติการจัดเก็บ การบีบอัด การลดความซ้ำซ้อน การสำรองและกู้คืน และการป้องกันการโจรกรรมข้อมูลไว้ภายในโซลูชันเดียว มีจุดเด่นที่การทำ Virtual Copy ไปใช้ในแต่ละแอปพลิเคชันแทนการคัดลอกข้อมูลจริง ซึ่งช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลลงได้มหาศาล รวมไปถึงสามารถสำรองและกู้คืนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว จากหลักวันเหลือเพียงภายในไม่กี่นาทีเท่านั้น

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.actifio.com/

 

Alcatel-Lucent Enterprise

Alcatel-Lucent นำเสนอ ALE Rainbow โซลูชันทางด้านการติดต่อสื่อสารแบบเรียลไทม์เพื่อเพิ่ม Customer Experience อันเป็นหัวใจสำคัญของการทำ Digital Transformation ประกอบด้วย 2 บริการสำคัญ ได้แก่

  • Unified Communications as a Service (UCaaS) – ซอฟต์แวร์สำเร็จรูประดับ Enterprise-class สำหรับติดต่อสื่อสารแบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นการรับส่งข้อความ คุยโทรศัพท์ คุยผ่านวิดีโอ แชร์ไฟล์ แชร์หน้าจอ หรือบันทึกการสนทนา สามารถผสานการทำงานกับระบบ PSTN เพื่อเชื่อมต่อกับระบบโทรศัพท์ในที่ทำงานได้ รองรับการใช้งานทั้งบน Smartphone, Web Client, PC และ MAC
  • Communication Platform as a Serviec (CPaaS) – API และ SDK สำหรับให้นักพัฒนานำไปปรับแต่งเพื่อให้สามารถใช้งานฟีเจอร์ของ UCaaS บนแอปพลิเคชันเชิงธุรกิจของตนเองได้

นอกจากนี้ ALE Rainbow ยังรองรับการบรอดแคสต์ข้อความ เชื่อมต่อกับ Bot เพื่อให้บริการ Chatbot และผสานกับระบบ IoT เพื่อคอยแจ้งเตือนหรือทำ Proactive Maintenance ได้

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.al-enterprise.com/

 

Kodak

สิ่งจำเป็นพื้นฐานที่สุดของการทำ Digital Transformation คือ การเปลี่ยนข้อมูลบนกระดาษให้อยู่ในรูปข้อมูลดิจิทัล Kodak จึงให้บริการ Alaris ซึ่งเป็นโซลูชันเครื่องสแกนทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ในส่วนของฮาร์ดแวร์สแกนเนอร์นั้น มีคุณสมบัติเด่นคือเทคโนโลยี Perfect Page ซึ่งช่วยให้รูปภาพที่สแกนมีความคมชัดและสีสันที่ชัดเจน ในขณะที่ซอฟต์แวร์ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์ที่หลากหลาย ใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ 3rd Party ได้อย่างไร้รอยต่อ โดยรองรับทั้งการใช้งานแบบ Thick และ Thin Client

Alaris Capture Pro Software เป็นซอฟต์แวร์สแกนเนอร์อัจฉริยะที่นอกจากสแกนเอกสารได้อย่างรวดเร็วและให้ภาพที่คมชัดแล้ว ยังเข้าใจถึงเนื้อหาภายในเอกสาร เช่น สามารถตรวจจับและจัดทำอินเด็กซ์จากข้อมูลสำคัญแล้วนำส่งเข้าฐานข้อมูล แจ้งเตือนผู้ใช้เมื่อไม่มีการลงชื่อในช่องลายเซ็นต์ หรือทำการเซ็นเซอร์ข้อมูลส่วนบุคคลอย่างหมายเลขบัตรประชาชนโดยอัตโนมัติ เป็นต้น ที่สำคัญคือสามารถทำงานร่วมกับ Salesforce, Captiva, Filenet และซอฟต์แวร์อื่นๆ ในรูปของ Add-on ได้อย่างไร้รอยต่อ ช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในนำเข้าข้อมูลจากสแกนเนอร์โดยไม่จำเป็นต้องสลับใช้โปรแกรมไปมา

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.kodakalaris.com/

 

Cisco

ภัยคุกคามนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จากสถิติพบว่า 66% ของเหตุการณ์ Data Breach ที่เกิดขึ้นใช้เวลาในการค้นพบนานนับเดือน หรือถึงหลักปีเลยทีเดียว ในขณะนี้ 60% ของเหตุการณ์ Data Breach มีการขโมยข้อมูลออกไปตั้งแต่ 24 ชั่วโมงที่เจาะระบบเข้ามาสำเร็จ ด้วยเหตุนี้ ยิ่งเราตอบสนองต่อเหตุการณ์ Data Breach ได้ช้าเท่าไหร่ ความเสียที่เกิดขึ้นก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น

เพื่อให้สามารถตรวจจับและเฝ้าระวังเหตุการณ์ Data Breach ได้อย่างมีประสิทธิผล Cisco แนะนำโซลูชันด้านความมั่นคงปลอดภัยที่สำคัญ 3 รายการ ได้แก่

  • Cisco Umbrella – ระบบ Secure Internet Gateway ปราการชั้นแรกสำหรับป้องกันผู้ใช้ไม่ให้ติดต่อกับโดเมนอันตราย ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างมั่นคงปลอดภัยยิ่งขึ้น
  • Cisco AMP for Endpoint – โซลูชัน Next-generation Endpoint Security ปราการด่านสุดท้ายสำหรับปกป้องอุปกรณ์ของผู้ใช้จากภัยคุกคาม รวมไปถึงตรวจจับและฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นจากมัลแวร์
  • Cisco Incident Readiness and Response Retainer – บริการให้คำปรึกษา ประเมินความพร้อม อบรม และวางแผนเพื่อให้องค์กรสามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงเฝ้าระวังและแจ้งเตือนเมื่อมีเหตุผิดปกติเกิดขึ้น

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.cisco.com/c/en/us/products/security/index.html

 

 

Infortrend

Infortrend ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1993 เป็นผู้นำด้านโซลูชัน Storage สัญชาติไต้หวัน ที่มุ่งเน้นการให้บริการเพื่อจุดประสงค์เฉพาะอย่าง เช่น อ่านเขียนความเร็วสูง จัดเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก ทำงานได้อย่างต่อเนื่องแบบ 7/24 หรือทำงานภายใต้สภาะวแวดล้อมแบบ Hybrid Cloud เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ของ Infortrend ประกอบด้วย NAS, SAN, Unified, All Flash, Hybrid Cloud และอื่นๆ ซึ่งรองรับการใช้งานตั้งแต่ธุรกิจระดับ SME ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่

ล่าสุด Infortrend เตรียมเปิดให้บริการ GSi Family ซึ่งเป็น Storage ที่ถูกออกแบบมาสำหรับรองรับเทคโนโลยี Machine Learning และ AI โดยเฉพาะ มาพร้อมกับขุมพลังประมวลผลจาก NVIDIA GPU และ CUDA Acceleration รวมไปถึงมี Built-in Docker สำหรับใช้รันแอปพลิเคชัน ML & AI บน Storage ได้ทันทีอีกด้วย

รายละเอียดเพิ่มเติม: https://www.infortrend.com/global/Home

from:https://www.techtalkthai.com/aca-pacific-technology-solution-day-2018-2/

โปรโมชัน Dell EMC Unity รุ่น All Flash และ Hybrid Flash Storage เริ่มต้น 1.49 ล้านบาทเท่านั้น

ในช่วงปลายปี 2018 นี้ ทาง Dell EMC ได้จัดโปรโมชัน Dell EMC Unity ทั้งรุ่น All Flash Storage และรุ่น Hybrid Flash Storage ให้เหล่าธุรกิจองค์กรที่กำลังมองหา Storage ตัวใหม่ได้เลือกใช้ Unified Storage ที่มีความสามารถเป็นได้ทั้ง SAN และ NAS ในหนึ่งเดียว ประสิทธิภาพสูงด้วยระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ Flash พร้อมประกัน 3 ปีแบบ 7×24 Onsite Service แล้ว ในราคาเริ่มต้นเพียงแค่ 1.49 ล้านบาท

 

Dell EMC Unity: Unified Storage ที่สามารถเชื่อมต่อกับ Cloud ได้

 

Credit: Dell EMC

 

Dell EMC Unity นี้เป็นโซลูชัน Unified Storage ของ Dell EMC สำหรับองค์กร ที่ได้รวมเอาความสามารถหลากหลายดังนี้เอาไว้ในตัว

  • ให้บริการได้ทั้ง SAN และ NAS ในหนึ่งเดียว และยังรองรับ VMware VVOLS ด้วย
  • รองรับการทำ Data Reduction ลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ทำงานแบบ Software Inclusive คือมีความสามารถต่างๆ ให้พร้อมใช้งานได้ทันที ไม่ต้องมี License เพิ่มเติม
  • บริหารจัดการได้แบบศูนย์กลางผ่าน Cloud
  • สามารถทำการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อเสริมความปลอดภัยได้
  • สามารถติดตั้ง Anti-virus ในตัวได้
  • สามารถทำ Snapshot/Thin Clone และ Remote Replication ได้
  • มาพร้อมกับระบบสำรองข้อมูล Dell EMC RecoverPoint Basic และ Dell EMC RecoverPoint for VM ให้พร้อมใช้งาน
  • สามารถทำ Cloud Tiering ร่วมกับ AWS, Microsoft Azure, Google Cloud Platform, Virtustream และ S3-Compatible Cloud Storage ได้

ทางด้าน Hardware ของ Dell EMC Unity นี้ถูกออกแบบให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง ด้วยการใช้หน่วยประมวลผล Intel Xeon แบบเดียวกับที่ใช้งานบน Server อีกทั้งยังสามารถรองรับการใช้งาน Solid State Drive (SSD) ได้อย่างเต็มที่ โดยจะแบ่งออกเป็นรุ่น All Flash และรุ่น Hybrid Flash ให้เลือกใช้งานได้ตามต้องการ

นอกเหนือไปจากรุ่น Appliance แล้ว Dell EMC Unity ก็ยังมีรุ่น VSA เพื่อนำไปติดตั้งใช้งานบนระบบ Virtualization หรือ Cloud ได้ ตอบรับต่อความต้องการของ Data Center สมัยใหม่ที่มุ่งเน้นไปทาง Software-Defined กันมากขึ้น ตอบโจทย์การทำ Hybrid Cloud ได้เป็นอย่างดี และยังสามารถทำ Cloud Tiering เพื่อประหยัดการลงทุนในระบบจัดเก็บข้อมูลได้ด้วย

โดยสรุปแล้ว Dell EMC Unity นี้เหมาะสำหรับการทำหน้าที่เป็นระบบ Storage อเนกประสงค์ภายใน Data Center สำหรับองค์กรที่มีระบบ IT Infrastructure ที่มีความต้องการด้านระบบ Storage อย่างหลากหลาย และมาพร้อมกับความสามารถในการปกป้องข้อมูลในตัว รวมถึงยังมีแผนที่จะมุ่งสู่ภาพของการทำ Hybrid Cloud ในอนาคต

ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Dell EMC Unity สามารถศึกษาข้อมูลได้ที่ https://www.dellemc.com/en-us/storage/unity.htm

 

โปรโมชัน Dell EMC Unity 450F ราคาเพียง 1.49 ล้านบาทก็เริ่มต้นใช้งาน All Flash Storage ได้ทันที (ไม่รวมภาษี)

Credit: Dell EMC

 

โปรโมชันของ Dell EMC Unity 450F นี้ถูกออกแบบมาสำหรับองค์กรที่ต้องการเริ่มต้นใช้งาน All Flash Storage ที่สามารถเพิ่มขยายได้ในอนาคต โดยภายในโปรโมชันนี้จะรวมส่วนประกอบต่างๆ เหล่านี้เอาไว้ภายในราคา 1.49 ล้านบาท

  • Unity 450F 2U DPE 25x 2.5 Drive
  • 4x 16GB FC
  • 10G BASE-T 2 PER SP
  • 6x UNITY AFA 3.84TB SSD, 2.5″
  • 2x Power Supply, Redundant
  • All Premium Software Features
  • 3Yr PROSUPPORT W/MISSION CRITICAL : (7×24) 4-hour Onsite Service

พื้นที่ของ SSD ในโปรโมชันนี้จะรวมกันอยู่ที่ 23.04TB ซึ่งหลังจากทำ RAID และ Data Reduction แล้ว ก็จะมีพื้นที่ใช้งานได้มากกว่านี้ตามแต่ปริมาณของข้อมูลที่สามารถบีบอัดได้ในการทำงานจริง

ข้อดีของ Dell EMC Unity 450F ในโปรโมชันนี้ นอกจากจะเป็นประเด็นเรื่องการมีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงานด้วยการเป็น All Flash แล้ว การรองรับการเพิ่มขยายในอนาคตก็ยังสามารถทำได้อีกมากโดยไม่ต้องเพิ่ม Chassis เพื่อโปรโมชันนี้ให้ Chassis สำหรับรองรับ SSD มากถึง 25 ชุด แต่ได้มีการใช้งานไปแล้วเพียง 6 ชุดเท่านั้น ระบบจึงสามารถรองรับการเพิ่มขยายมากขึ้นได้อีกมากกว่า 4 เท่า อีกทั้งยังสามารถเพิ่มขยายต่อไปได้อีกด้วยหากพื้นที่จัดเก็บข้อมูลยังไม่เพียงพอ

 

โปรโมชัน Dell EMC Unity 400 ราคาเพียง 1.69 ล้านบาท สำหรับระบบ Hybrid Flash Storage พร้อม Disk ทั้งหมด 41 ชุดในราคาคุ้มค่า (ไม่รวมภาษี)

 

Credit: Dell EMC

 

สำหรับโปรโมชันของ Dell EMC Unity 400 นี้จะเป็น Hybrid Flash Storage สำหรับองค์กรที่ยังต้องการความจุของ Hard Disk Drive (HDD) เป็นหลัก โดยในโปรโมชันนี้จะมีส่วนประกอบดังต่อไปนี้

  • Unity 400 2U DPE 25x 2.5 Drive
  • 4x 16GB FC
  • 10G BASE-T 2 PER SP
  • 10x Unity 400GB FLASH, 2.5″ HDD
  • 31x Unity 1.8TB 10K SAS, 2.5″ HDD
  • 2x Power Supply, Redundant
  • All Premium Software Features
  • 3Yr PROSUPPORT W/MISSION CRITICAL : (7×24) 4-hour Onsite Service

จะเห็นได้ว่าโปรโมชันนี้จะเน้นการให้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลบน HDD มามากถึง 55.8TB โดยรวม และมี SSD มาให้ทำ Storage Tiering เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงขึ้นไปด้วย จึงสามารถรองรับ Workload ได้อย่างหลากหลายยืดหยุ่นได้ตามความต้องการ

 

พบกับโปรโมชันอื่นๆ ของ Dell EMC

ในปลายปี 2018 นี้เอง Dell EMC เองก็ยังมีโปรโมชันอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ทั้ง Server, HCI, Storage และ Networking ดังนี้

คลิกเพื่อโหลดภาพขนาดใหญ่

 

คลิกเพื่อโหลดภาพขนาดใหญ่

 

สนใจติดต่อสอบถามทีมงาน Dell EMC ได้ทันที

ผู้ที่สนใจโปรโมชันใดๆ ของ Dell EMC สามารถสอบถามได้ที่คุณวศิน โทร 090-979-4215 หรือติดต่อ admin@register-dellemc-th.com หรือติดต่อทีมงาน Dell EMC Thailand ได้โดยตรงเพื่อสอบถามราคาสินค้ารายการอื่นๆ ได้ที่ https://facebook.com/DellEMC.thailand

from:https://www.techtalkthai.com/dell-emc-unity-promotion-2018-q4/

QNAP เปิดตัว NAS รุ่นใหม่รองรับการประมวลผล AI ได้ ติดตั้งการ์ดจอได้ในตัว

QNAP ได้ออกมาประกาศเปิดตัว QNAP TS-2888X NAS Storage รุ่นล่าสุดที่รองรับการประมวลผลทางด้าน AI ได้ สามารถติดตั้งการ์ดจอภายในได้มากถึง 4 ชุด

 

Credit: QNAP

 

QNAP TS-2888X นี้ติดตั้ง CPU Intel Xeon W ที่รองรับสูงสุดถึง 18 Core รองรับ RAM สูงสุด 512GB พร้อมทั้งยังสามารถติดตั้ง SSD ได้มากถึง 20 ชุดภายใน และติดตั้งการ์ดจอได้อีก 4 ใบ เรียกได้ว่าเป็น Server ประสิทธิภาพสูงที่ติดตั้งมาพร้อมกับ Software ของ QNAP เพื่อรองรับการทำหน้าที่เป็น NAS และรองรับ Application อื่นๆ รวมถึง AI ได้ในตัวก็ไม่ผิดนัก

นอกจากนี้ QNAP ยังมีโซลูชัน QNAP Container Station เพื่อทำให้ QNAP TS-2888X นี้สามารถให้บริการ Container เพื่อรองรับ Image ต่างๆ ได้ ซึ่งความสามารถนี้สามารถถูกประยุกต์มาใช้เครื่องมือและ Framework ต่างๆ สำหรับงานทางด้าน AI อย่างเช่น Caffe, TensorFlow, AlexNet, FaceNet และอื่นๆ ได้ อีกทั้ง QNAP เองก็มี AI Developer Package ของตัวเองที่มีชื่อว่า QuAI ให้ใช้งานได้ด้วยเช่นกัน

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ QNAP TS-2888X ได้ที่ https://www.qnap.com/solution/ts-2888x-early-bird/en/

 

ที่มา: https://www.storagereview.com/qnap_introduces_aiready_nas_ts2888x

from:https://www.techtalkthai.com/qnap-supports-ai-workload-with-internal-gpu/