คลังเก็บป้ายกำกับ: SWITCH

โฆษณาใหม่ Apple ชุด Switch แนะนำฟีเจอร์ Portrait และ App Store

Apple Ad Switch Video

Apple ได้เผยแพร่ 2 วิดีโอโฆษณาใหม่ ชุด Switch (แนะนำให้เปลี่ยนมาใช้ iPhone) โดยเป็นการแนะนำฟีเจอร์ Portrait และ App Store

Apple ได้เผยแพร่ 2 โฆษณาใหม่ผ่าน Apple Mexico ใน YouTube ดังนี้

iPhone — Retratos

ในวิดีโอสื่อว่า ผู้ใช้จะสามารถถ่ายภาพได้หลากหลายขึ้น เช่น Portrait เมื่อเปลี่ยนมาใช้ iPhone

iPhone — App Store

ในวิดีโอสื่อว่าถ้าผู้ใช้เปลี่ยนมาใช้ iOS และแอปใน App Store จะไม่เจอปัญหาแอปค้าง ใช้งานไม่ได้ หรือเสียหาย

Apple ได้โฆษณาให้ผู้ใช้ Android และระบบอื่นเปลี่ยนมาใช้ iPhone หรือ iOS และได้เปิดหน้าเว็บ apple.com/th/switch เพื่อประชาสัมพันธ์ถึงความง่าย และความสะดวกหากเปลี่ยนมาใช้ iPhone

Switch

from:https://www.iphonemod.net/apple-ad-switch-video.html

Advertisements

สวิตช์ Cisco ในรัสเซียและอิหร่านโดนแฮ็กใส่รูปธงชาติอเมริกาซะงั้น

เมื่อสุดสัปดาห์ล่าสุด สวิตช์ยี่ห้อ cisco (ซิสโก้) ตามดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งในอิหร่านและรัสเซียต่างกลายเป็นเป้าโจมตีของแฮ็กเกอร์ โดยใช้ช่องโหว่ของฟีเจอร์ Smart Install โดยหลังโจมตีเสร็จก็เขียนอิมเมจ IOS ใหม่ทับของเดิมพร้อมใส่ภาพธงชาติอเมริกากับข้อความว่า “Don’t mess with our elections,”

ครั้งนี้แฮ็กเกอร์ได้แก้ไขคอนฟิกของสวิตช์ซิสโก้เพื่อใส่ภาพในรูปของ ASCII Art ถึงแม้ว่าซิสโก้เคยออกแพ็ตช์เพื่ออุดช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ Smart Install นี้แล้ว แต่รายงานข่าวชี้ว่าการโจมตีดังกล่าวยังเกิดขึ้นได้จากการใช้ช่องโหว่เกี่ยวกับโปรโตคอล ซึ่งซิสโก้เคยออกประกาศเตือนก่อนหน้านี้แล้วว่า แฮ็กเกอร์อาจส่งข้อความโปรโตคอล Smart Install มายังอุปกรณ์ไคลเอนต์เพื่อหาโอกาสแก้ไขไฟล์คอนฟิกได้

กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่เรียกตัวเองว่า “JHT” นี้ระบุว่า ต้องการขู่กลับแฮ็กเกอร์ระดับชาติในประเทศเหล่านี้ที่เคยจ้องเล่นงานสหรัฐฯ และประเทศอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยย้ำว่าการโจมตีดังกล่าวจ้องเล่นงานอุปกรณ์ที่อยู่ในอิหร่านและรัสเซียเท่านั้น

จากลักษณะการโจมตีนี้ชี้ว่ามีเจตนาแสดงความไม่พอใจต่อเหตุการณ์แฮ็กก่อนหน้านี้ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในสหรัฐฯ ครั้งที่ผ่านมา ขณะที่กระทรวงเทคโนโลยีไอทีและการสื่อสารของอิหร่านระบุว่ามีสวิตช์ที่โดนหางเลขมากถึง 3,500 เครื่อง แต่ส่วนใหญ่ก็สามารถกู้คืนระบบกลับมาเป็นปกติได้แล้ว

ที่มา : Hackread

from:https://www.enterpriseitpro.net/switch-cisco-russia-usa/

[รีวิว] 3 อุปกรณ์สำหรับทดสอบระบบ Network ที่แอดมินฯ ควรมีติดตัวไว้

สิ่งที่นักวางระบบเครือข่ายมืออาชีพขาดไม่ได้นั่นคืออุปกรณ์ทดสอบหรือ Network Tester ที่นอกจากจะใช้ตรวจหาสายเคเบิลเสียแล้วยังใช้ระบุตำแหน่งหรือสาเหตุของปัญหาเครือข่ายทั้งหลาย, หาความยาวสายเคเบิลที่ยาวเป็นกิโลเกินกว่าจะไปนั่งวัดด้วยตัวเองอย่างสายไฟเบอร์, รวมถึงวัดอัตราการส่งข้อมูลที่แท้จริงของสายเคเบิลได้ด้วย เป็นต้น

การตรวจวัดคุณภาพของสายเคเบิลที่แท้จริงก่อนปิดงานวางระบบนั้น ถือเป็นสิ่งที่มืออาชีพควรกระทำ แทนที่จะลากสายเสร็จแล้วสะบัดก้นหนี ปล่อยให้ผู้ใช้เสียบๆ ถอดๆ สายแลนแบบงงๆ น้ำลายไหลยืดว่าทำไมเน็ตเข้าบ้างไม่เข้าบ้าง ที่สำคัญ เครื่องมือดังกล่าวได้ช่วยชีวิตชาวไอทีมาเป็นจำนวนมากเมื่อเกิดปัญหาหรือมีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงระบบสายเคเบิลในองค์กร

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เวลาคุณเผลอตัดหรือถอดสายแลนสายหนึ่งในบรรดาล้านกว่าสายที่ตู้ Rack อย่างน้อยก็จะรู้ได้ว่ากระทบกับใครห้องไหนบ้างก่อนโดนด่า หรือเวลาที่คุณโดนจ้างมาเคลียร์ระบบแลนที่ชาวบ้านทิ้งขี้เอาไว้โดยไม่ยอมติดป้ายชื่อหรือทำเอกสารคู่มือบอกแผนผังเครือข่ายไว้ชัดเจน

ตลาดของอุปกรณ์เทสสายเคเบิลในปัจจุบันมียักษ์ใหญ่อยู่สามเจ้าได้แก่ Fluke Networks (ที่คนไทยเรียกว่าฟลุกๆ), NETSCOUT, และ SignalTEK ซึ่งทั้งสามเจ้านี้ต่างสามารถเช็คคู่ต้นสายปลายสายได้, ประมาณความยาวสาย, และวัดอัตราเร็วการส่งข้อมูลได้ นอกจากนี้ยังส่งสัญญาณให้ไฟ LED บนพอร์ตสวิตช์กระพริบ เพื่อรู้รูสายแลนที่กำลังทดสอบ รวมไปถึงส่งสัญญาณจำเพาะเพื่อระบุตำแหน่งที่สายแลนลากระหว่างทางได้ด้วย

อุปกรณ์ทดสอบสายเคเบิลที่เบสิกสุด และถูกสุดได้แก่ Fluke Networks CIQ-100ด้วยรุ่นที่ประหยัดที่สุดนี้จึงสามารถใช้ทดสอบได้แค่สายอีเธอร์เน็ตและสายโคแอกเซียล แต่ยังไม่รองรับสายใยแก้วนำแสง ขณะที่อุปกรณ์จากอีกสองเจ้าอย่าง NETSCOUNT LinkRunner G2 และ SignalTEK NT รองรับทั้งสายอีเธอร์เน็ตและสายไฟเบอร์ พร้อมฟีเจอร์ที่สูงขึ้นอย่างการระบุหาพอร์ตสวิตช์, PoE, และการทดสอบการเชื่อมต่อระดับไอพีหรืออินเทอร์เน็ต โดยอุปกรณ์ของ NETSCOUNT มีราคาแพงมากที่สุดในบรรดาอุปกรณ์ที่นำมารีวิวนี้ แต่ก็มีฟีเจอร์มากที่สุดเช่นกัน ยังไม่นับการมีหน้าจอสัมผัส และโอเอสแบบแอนดรอยด์

Fluke Networks CIQ-100 (ราคา 1,385 ดอลลาร์สหรัฐฯ)

เป็นอุปกรณ์สำหรับทดสอบสายทองแดงโดยเฉพาะ (พวก Twist-pair, Coax, หรือสายลำโพง) ที่วัดความเร็วและวินิจฉัยปัญหาเบื้องต้นได้ อุปกรณ์ชุดนี้จะมีตัวหลักที่ประมวลผลอิสระ พร้อมอุปกรณ์ย่อยอีกตัวสำหรับต่อปลายทางสายเคเบิลอีกฝั่งถ้าต้องการใช้ ฟลุกตัวนี้ไม่สามารถแสดงข้อมูลพอร์ตบนสวิตช์ หรือเลขไอพีต่างๆ บนเครือข่ายได้เหมือนของอีกสองเจ้า แต่คนที่ใช้ฟลุกก็ล้วนต้องการเอามาใช้เทสสายแลนกันเป็นหลักอยู่แล้ว

อุปกรณ์ตัวหลักมีขนาด 7 x 3.5 x 2 นิ้ว ขณะที่อุปกรณ์ย่อยมีขนาด 1.5 x 3 x 1.5 นิ้ว ภายนอกเป็นเคสพลาสติกที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อม พร้อมตัวยึดด้านหลังไว้ติดกับผนังได้ มีพอร์ต mini-B USB สำหรับถ่ายข้อมูลกับคอมพิวเตอร์หรือไว้อัพเดตเฟิร์มแวร์ อุปกรณ์นี้ใช้ถ่าน AA 4 ก้อน และไม่สามารถชาร์ตไฟกับอุปกรณ์ได้โดยตรง ซึ่งถือเป็นข้อเสียสำหรับผู้ที่ใช้อุปกรณ์นานๆ เป็นประจำ

สำหรับรุ่นฮาร์ดแวร์เวอร์ชั่น 3 และซอฟต์แวร์เวอร์ชั่น 1.6 นั้นมีปุ่มลูกศรและปุ่ม Enter แยกต่างหาก ซึ่งดูใช้ลำบากกว่ายี่ห้ออื่นที่ใช้การกดตรงกลางปุ่มลูกค้าแทนปุ่ม Enter สำหรับการทดสอบในโหมดออโต้อย่างละเอียดนั้น จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กไปเสียบที่ปลายสายอีกฝั่ง ซึ่งในโหมดนี้สามารถบันทึกผลที่วันได้พร้อมระบุข้อมูลประกอบอย่างชื่อสถานที่, ตำแหน่ง, หรือชื่อพอร์ตได้ แต่ในโหมดค้นหาหรือ Discover นั้น สามารถวัดความยาวสาย, ความเร็ว, ชนิดดูเพล็กซ์, และการเข้าคู่สายได้แบบคร่าวๆ และไม่สามารถบันทึกผลได้

โดยสรุปถือว่าฟลุกเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะกับการเช็คสายที่ไม่สนใจว่าเชื่อมต่อกับเครือข่ายหรือมีข้อมูลจริงวิ่งอยู่หรือเปล่า ซึงการมีอุปกรณ์ย่อยสำหรับเสียบปลายสายอีกฝั่งหนึ่งพร้อมไฟแสดงสถานะที่อุปกรณ์ทั้งสองฝั่งนั้นเป็นประโยชน์ต่อการเทสสายเปล่ายาวๆ ในที่ห่างไกลมาก

NETSCOUT LinkRunner G2 (ราคา 3,064.99 ดอลลาร์ฯ)

ใช้เทสสายอีเธอร์เน็ตได้ทั้งแบบสายทองแดงและสายไฟเบอร์ พร้อมซิงค์ข้อมูลขึ้นคลาวด์ได้ตลอดเวลาผ่านบริการ Link-Live ด้วยโอเอสแบบแอนดรอยด์ทำให้ตั้งค่าหรือดัดแปลงเพิ่มเติมได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ว่าจะใช้ท่องเว็บ, ถ่ายรูป, หรือใช้แอพแอนดรอยด์อื่นเพิ่มเติมบนแอพสโตร์ของ NETSCOUT เอง นอกจากนี้ยังสามารถซื้ออแดปเตอร์ Wi-Fi/Bluetooth เพิ่มเติมเพื่อเทสระบบ Wi-Fi หรือใช้ต่อเน็ตผ่าน Wi-Fi ด้วยก็ได้

ด้วยขนาด 8 x 4 x 1.5 นิ้ว มีปุ่มเปิดแค่ปุ่มเดียวอยู่ด้านบนเนื่องจากใช้ทัชสกรีนควบคุมได้ทุกอย่าง มีพอร์ตไมโครยูเอสบี, ช่องเสียบการ์ด SD, และรูเสียบสายไฟ รวมไปถึงพอร์ตยูเอสบีสำหรับเชื่อมต่อกับอแดปเตอร์ไวไฟข้างต้น หรือต่อกับแฟลชไดรฟ์เพื่อเพิ่มเนื้อที่เก็บหรือย้ายข้อมูลได้อีก มีโหมดเทสออโต้ที่วัดตั้งแต่ PoE, ความเร็ว, ดูเพล็กซ์, DHCP, DNS, ไอพีเกตเวย์ หรือแม้แต่ Ping และ TCP ได้ นอกจากส่งขึ้นคลาวด์ก็สามารถส่งผลเข้าอีเมล์คุณได้โดยตรงถ้าต้องการ

ถือว่า LinkRunner G2 นี้ใช้ทดสอบได้เกือบทุกอย่าง ครอบคลุมมากที่สุดในบรรดาสามอุปกรณ์ที่รีวิวนี้ เพียงแต่การจัดการงานในแอพ กับฟีเจอร์ดูประวัติการทดสอบอาจดูติดขัดไปบ้าง

SignalTEK NT (2,408 ดอลลาร์ฯ)

เป็นโซลูชั่นทดสอบการรับส่งข้อมูลบนเครือข่ายจาก IDEAL Networks สำหรับวัดประสิทธิภาพของสายเคเบิลโดยเฉพาะ ใช้ระบุหาตำแหน่งพอร์ต, เทส Ping, และ Traceroute โดยมาแพ๊คคู่คล้ายฟลุกสำหรับทดสอบสายเปล่าอย่างละเอียด และสามารถทดสอบโปรโตคอลไอพีแบบต่างๆ ได้จากอุปกรณ์หลักตัวเดียว

ทั้งตัวหลักตัวย่อยต่างมีขนาดเท่ากันคือ 7 x 3.25 x 1.5 นิ้ว มาพร้อมกับเคสสำหรับพกพาและแบบปกป้องพิเศษจากสิ่งแวดล้อมที่โหดร้าย มีสายไฟที่สามารถชาร์ตเข้าเครื่องได้ หน้าจอ LCD ไม่ได้เป็นทัชสกรีน มีปุ่มควบคุมแยกต่างหาก เทสได้ทั้งสายทองแดงและใยแก้วนำแสง นอกจากนี้มีอแดปเตอร์ไวไฟสำหรับเชื่อมต่อกับแอพ IDEAL AnyWARE บนอุปกรณ์พกพาของคุณเพื่อเรียกดูรายงานต่างๆ ได้ด้วยแต่ไม่สามารถใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์หลักได้โดยตรง

ฟีเจอร์จัดการงานค่อนข้างยืดหยุ่น บันทึกผลแยกเป็นจ๊อบได้อย่างเป็นระเบียบ อินเทอร์เฟซเป็นมิตร ใช้งานได้ง่าย เสียแต่ไม่มีระบบซิงค์ข้อมูลผ่านเน็ตเช่นอีเมล์หรืออัพขึ้นคลาวด์อย่างของ NETSCOUT

ที่มา : Networkworld

from:https://www.enterpriseitpro.net/review-network-tester/

[ผลสำรวจ] ผู้ใช้ Android จงรักภักดีต่อการใช้งานระบบ (ไม่เปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่น) มากกว่าผู้ใช้ iOS

รายงานผลสำรวจเผยว่า ผู้ใช้ Android จงรักภักดีต่อการใช้งานระบบมากกว่าผู้ใช้ iOS คาดว่ามาจากตัวเลือกของอุปกรณ์ที่หลากหลายกว่า iOS

ผู้ใช้ Android จงรักภักดีต่อการใช้งานระบบ (ไม่เปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่น) มากกว่าผู้ใช้ iOS

CIRP (Consumer Intelligence Research Partners) รายงานผลสำรวจจากผู้ใช้ 500 รายพบว่า ผู้ใช้ระบบ Android มีสัดส่วนความรักภักดีต่อการใช้งานระบบ (ไม่เปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่น) อยู่ที่ 91% ซึ่งมากกว่าผู้ใช้ iOS ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 86%

Cirp Ios Android Loyalty

ในรายงานเผยว่าผลสำรวจนี้นับข้อมูลในช่วงต้นปี – ท้ายปี 2017 สำรวจว่าผู้ใช้จากการสำรวจได้เปลี่ยนไปใช้ระบบอื่นหรือไม่ โดยนักวิเคราะห์เผยว่าสาเหตุที่ผู้ใช้ Android มีสัดส่วนความจงรักภักดีสูงกว่า iOS มาจากผู้ใช้ Android สามารถเลือกอุปกรณ์ได้หลากหลายกว่า iOS และราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า

Razer Phone

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มองว่า ผู้ใช้งานอุปกรณ์ระบบ Android มีมากกว่าระบบ iOS ของ Apple ทำให้สัดส่วนการเปลี่ยนจาก Android มาเป็น iOS มีมากกว่าเปลี่ยนจาก iOS เป็น Android (เนื่องจากผู้ใช้ฝั่ง Andoid มีมากกว่า) ซึ่งทั้งสองแบรนด์ใหญ่ต่างก็หาวิธีในการชักจูงให้ผู้ใช้ของคู่แข่งเปลี่ยนมาใช้ระบบตัวเองเหมือนที่ Apple เปิดตัวเว็บไซต์ “Switch” เชิญชวนผู้ใช้ Android เปลี่ยนมาใช้ iPhone นั่นเอง

ที่มา – 9to5macmacrumors

from:https://www.iphonemod.net/cirp-ios-android-loyalty-suvey-2017.html

Nintendo เผยยอดขาย Nintendo Switch ทำสถิติแซง Wii U เรียบร้อยแล้ว

ในการแถลงผลประกอบการของ Nintendo ในไตรมาสสุดท้าย สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา พบว่า Nintendo Switch มียอดขายแซง Wii U เรียบร้อยแล้ว โดยใช้เวลาเพียง 9 เดือน นับจากเริ่มวางจำหน่ายในเดือนมีนาคม 2017

ยอดขายทั่วโลกของ Nintendo Switch ที่ได้รับการยืนยันจาก Nintendo ล่าสุดอยู่ที่ 14.86 ล้านเครื่อง (ไม่นับรวมยอดขายในปี 2018) ขณะที่ยอดขายโดยรวมของ Nintendo Wii U อยู่ที่ 13.56 ล้านเครื่อง โดย Wii U มีระยะเวลาอยู่ในตลาดเพียง 4 ปี ทั้งนี้ Nintendo ตั้งเป้ายอดขาย Nintendo Switch ไว้ที่ 15 ล้านเครื่องภายในปีแรก ซึ่งน่าจะบรรลุเป้าหมายได้ไม่ยาก

นอกจากนี้ เกม Super Mario Odyssey ก็ประสบความสำเร็จด้วยเช่นกัน โดยมียอดขาย 9.07 ล้านชุด นับตั้งแต่ปล่อยเกมออกมาในเดือนตุลาคม 2017

ที่มา – SlashGear

from:http://www.flashfly.net/wp/207031

Nintendo Switch เป็นเกมคอนโซลที่ขายได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา

Nintendo-Switch

Nintendo ประกาศว่าเครื่องเล่นวีดีโอเกม Nintendo Switch สามารถขายได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่เปิดตัวในวันที่ 3 มีนาคม 2017 โดยสามารถทำยอดขายในสหรัฐฯ ได้ 4.8 ล้านเครื่อง ในช่วงเวลา 10 เดือน ทำลายสถิติที่ Wii เคยทำไว้ 4 ล้านเครื่องในช่วงเวลาเดียวกัน

เกมที่น่าสนใจมีส่วนอย่างมากในการผลักดันยอดขาย Nintendo Switch ให้แข็งแกร่ง ประมาณ 60% ของเจ้าของ Switch จะต้องมีเกม Super Mario Odyssey และ 55% ของเจ้าของ Switch จะต้องมีเกม The Legend of Zelda: Breath of the Wild ขณะที่เกม Mario Kart 8 Deluxe และ Splatoon 2 ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน ในสัดส่วน 50% และ 20% ตามลำดับ

Nintendo Switch ยังได้รับการสนับสนุนจากผู้พัฒนาเกมบุคคลที่สาม ที่ป้อนเกมให้เล่นบน Switch มากกว่า 300 เกม อาทิ FIFA 18 จาก Electronic Arts, Mario + Rabbids Kingdom Battle และ Just Dance 2018 จาก Ubisoft, Minecraft: Nintendo Switch Edition จาก Mojang, L.A. Noire จาก Rockstar Games, NBA 2K18 จาก 2K Games, Sonic Mania จาก SEGA, Ultra Street Fighter II: The Final Challengers จาก Capcom, Rocket League จาก Psyonix, The Elder Scrolls V: Skyrim และ DOOM จาก Bethesda เป็นต้น

สำหรับยอดขายทั่วโลกของ Nintendo Switch มีมากกว่า 10 ล้านเครื่องแล้ว ตามที่มีรายงานเมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา โดย Nintendo ตั้งเป้าไว้ที่ 14 ล้านเครื่องใน 12 เดือนแรก และคาดว่าจะทำสำเร็จได้ไม่ยาก

ที่มา – BusinessWire

from:http://www.flashfly.net/wp/204631

Nintendo อาจเลื่อนการจัดส่งตลับเกม 64GB สำหรับ Nintendo Switch ออกไปจนถึงปี 2019

Nintendo-Switch-Game-Card

ด้วยขีดจำกัดของตลับเกม Nintendo Switch ที่ปัจจุบันมีความจุ 32GB ทำให้ Bethesda ต้องแยกเกม Doom ออกเป็น 2 ส่วน Campaign จะถูกจัดส่งมากับตลับเกม และระบบ Multiplayer จะถูกปล่อยให้ดาวน์โหลด และคาดว่า Nintendo ยังคงใช้มาตรฐานนี้ต่อไปอีกนานหลายเดือน

The Wall Street Journal รายงานว่า Nintendo ยังไม่พร้อมจัดส่งตลับเกม 64GB สำหรับ Nintendo Switch ไปจนถึงปี 2019 ซึ่งเลื่อนออกไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน จากที่เคยคาดการณ์ว่าจะพร้อมจัดส่งประมาณกลางปี 2018 ส่วนสาเหตุของความล่าช้า คือ ติดปัญหาด้านเทคนิค Nintendo ต้องการให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพที่ดีที่สุดก่อนถูกส่งออกไป

เมื่อตลับเกม 64GB ถูกเลื่อนการจัดส่งออกไป ก็ทำให้ผู้พัฒนาเกมชะลอการออกเกมที่ต้องใช้พื้นที่เพิ่มเติม

ที่มา – The Wall Street Journal

from:http://www.flashfly.net/wp/203953